star Retro

All posts tagged star Retro

Star Retro : ‘ต้อม เรนโบว์’ สีสันจากวันวาน ส่องสว่างถึงวันนี้

Published August 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/409074

Star Retro : ‘ต้อม เรนโบว์’  สีสันจากวันวาน ส่องสว่างถึงวันนี้

Star Retro : ‘ต้อม เรนโบว์’ สีสันจากวันวาน ส่องสว่างถึงวันนี้

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Star Retro สัปดาห์นี้ ได้โอกาสพิเศษพูดคุยกับ ต้อม เรนโบว์ หรือ พีระพงษ์ พลชนะ นักร้องในตำนาน ที่ครองใจผู้ฟังทุกเพศทุกวัย ด้วยเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีเสื่อมคลาย ทำให้วันนี้เขายังสนุกกับการจับไมค์ แต่การเวียนว่ายบนถนนสายดนตรีล้วนมีขึ้นมีลง วันนี้จึงชักชวนกันมานั่งลงย้อนเส้นทางแห่งวันวาน

เจาะเวลาย้อนอดีต

ผมเป็นคนจังหวัดนครพนมครับ เรียนจบมัธยมที่นครพนม แล้วก็ไปเรียนต่อที่จังหวัดอุดรธานี คุณพ่อผมเป็นนักดนตรีอยู่แล้ว ผมเองก็เล่นกีตาร์เป็นอยู่แล้ว แต่พ่อให้เรียนอิเล็กโทน เพราะตอนนั้นเขาบอกว่าอิเล็กโทนเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่สามารถเลี้ยงดูชีวิตตัวเองได้ เล่นคนเดียวหากินได้สบาย แต่สุดท้ายพอผมเรียนจบ อิเล็กโทนเริ่มไม่ค่อยจะนิยมแล้ว และเริ่มฮิตดนตรีเป็นวง เราก็อ้าว..เห็นท่าไม่ดี จากที่เล่นอิเล็กโทนอยู่ดีๆ ก็ย้ายตัวเองกลับมาเล่นกีตาร์เหมือนเดิม แล้วก็ตั้งวงกัน ประกวดวงดนตรีที่อุดรธานี ตอนนั้นมีวงที่สมัครแข่งขัน 100 กว่าวง วงเราได้ที่ 4 แต่เขาให้ถ้วยรางวัลแค่ 3 ตำแหน่งแรก (หัวเราะ) แต่จากตรงนั้น ก็จุดประกายงานด้านดนตรีให้กับผม

ดนตรีเลี้ยงชีวิต

จากนั้นผมเข้ากรุงเทพฯ ได้เล่นในคลับบาร์ญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในพัฒน์พงศ์ตอนนั้น เล่นอยู่ที่นั่นเป็นอาชีพเลย เดือนหนึ่งได้เงินประมาณ 7,000 กว่าบาท ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก เพราะเป็นคลับที่ดังมากช่วงนั้น ก็เล่นอยู่ตรงนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าปีที่ 3 วงอินทนิลเขาแตกวง คือตอนที่เขาออกเพลงชุด “สวรรค์เป็นใจ” หลังจากนั้นก็แยกวง สมาชิกคนหนึ่งที่เป็นมือกลอง หัวหน้าวงอินทนิล เขารู้จักกับผม เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันคือนครพนม เขาก็มาหาผม เห็นเราเล่นกีตาร์เขาก็สนใจ เพราะกำลังจะฟอร์มวงใหม่พอดี ผมก็โอเคตอบตกลงทำอัลบั้มกัน ก็กลายเป็นสมาชิกอินทนิล อยู่พักหนึ่ง ซึ่งผมทำอยู่ชุดเดียวนะ เป็นอัลบั้มสุดท้ายของวงอินทนิล

กำเนิดวงดนตรี

หลังจากทำอัลบั้มของวงอินทนิล ก็มีสมาชิกบางคนติดทหาร วงเลยต้องยุบอีก คราวนี้ก็มานั่งคิด จะทำยังไง เลยลองหาสมาชิกใหม่มารวมตัวกันได้ ป๋อง (เรวัติ สระแก้ว), อุ๋น (ธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์) แล้วก็มี อี๊ด (สุชาติ จันทร์ต้น), พร (อัมพร ชาวเวียง) เข้ามาผสม ตอนแรกก็จะตั้งเป็น อินทนิล ตอนหลังคิดกันว่าเปลี่ยนเป็นวงใหม่เลยดีกว่า ตอนนั้นประมาณปี 2526-2527 ก็เลยเซ็นสัญญากับ RS ในนามของวงที่ชื่อว่า “สายรุ้ง” เพราะพวกเราชอบสีสันของมัน และสีก็มีมิติด้วย แต่สักพักพอเราตั้งชื่อวงว่า “สายรุ้ง” กลายเป็นว่าไม่เข้ากับสถานการณ์เพราะศิลปินในช่วงนั้น จะมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษกัน จากสายรุ้ง ก็เลยเปลี่ยนเป็น “เรนโบว์” และหลังจากนั้นเรนโบว์ก็ออกอัลบั้มมาเรื่อยๆ ชุดที่ 1-2-3-4 เรื่อยมา ซึ่งพอออกชุดแรกก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ คิดว่าเอ๊ะ หรือว่าจะกลับไปเล่นในคลับญี่ปุ่นเหมือนเดิม ช่วงนั้นคือเป็นช่วงที่ไม่มีตังค์เลย ลำบาก เพราะเมื่อก่อนยังมีเงินเดือนจากการทำงานที่คลับ ก็รู้สึกท้อเหมือนกันนะ แต่ปรากฏว่าชุดที่ 2 เพลง “ความในใจ” ดัง คราวนี้เลยยาวเลย กลายเป็น ต้อม เรนโบว์จนกระทั่งปัจจุบันนี้

‘เรนโบว์’ แจ้งเกิดอย่างภาคภูมิใจ

ช่วงที่พีคที่สุด คงเป็นชุดที่ 2 ของ เรนโบว์ เพลง “ความในใจ” ครับ ช่วงนั้นจะมีจดหมายเข้ามาหาเราวันหนึ่ง 300-1,000 ฉบับเลย แล้วตอนนั้นผมอยู่อพาร์ตเม้นท์ คนที่รับจดหมายที่อพาร์ตเม้นท์เขาบอกเบื่อเลยมาเยอะมาก (หัวเราะ) คือช่วงนั้นเขาก็จะติดต่อกันทางจดหมาย ช่วงนี้ก็กลายเป็นโซเชียลฯ เป็นคอมเม้นท์ต่างๆ แต่ตอนนั้นเป็นจดหมายที่ส่งเข้ามามากมาย ทำให้เรารู้ว่าคนรู้จักเราอย่างแพร่หลายนะ เริ่มรู้ว่าตัวเองดัง แต่ไม่มั่นใจว่าดังแค่ไหน แต่ปรากฏว่ามีโอกาสไปเล่นที่โคราช แล้วตอนเราไปโคราชก็ไม่รู้เลยว่าเพลงเราติดอันดับหนึ่งที่นั่นไปนานแล้ว ก็ไปเล่นตามปกติ พอถึงเวลาเล่นปุ๊บร้องเพลงความในใจ เท่านั้นแหละ เรารู้เลยว่าเราดังมาก เพราะพื้นที่ข้างๆ เวที ที่เขากั้นไว้เป็นที่เก็บบัตรปรากฏว่าคนพุ่งออกมาแล้วก็กรี๊ดๆ และร้องเพลงตามเราได้ หลังจากนั้นก็ออกอัลบั้มเรื่อยๆ ประมาณ 8 อัลบั้ม แต่อัลบั้มพิเศษจะค่อนข้างเยอะ รวมๆ สรุปแล้วก็ออกมาทั้งหมดเกือบ 20 อัลบั้ม แต่ก็ยอมรับนะว่าจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังหาเพลงที่ดังเท่ากับเพลงความในใจไม่ได้นะ แต่ว่าแฟนเพลงก็ยังโอเค ให้การตอบรับอยู่เสมอ ต้องขอบคุณมากๆ ครับ

ชิมลางงานแสดง

เคยครั้งหนึ่งมั้งครับ เพราะตอนนั้นเราเป็นศิลปินอยู่ แล้วละครไม่เคยดู แต่จับเราไปเล่น ซึ่งเราปฏิเสธแล้วนะ แต่ผู้ใหญ่ให้ลองเล่นเป็นประสบการณ์ ก็เล่นไม่ได้หรอก พยายามแล้วล่ะ แต่รู้ว่าไม่ใช่ทางเรา ก็เล่นเรื่องเดียวจอด(หัวเราะ) เราคงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ

งานเพลงอิ่มตัว เติมเต็มชีวิตครอบครัว

พอเพลงอิ่มตัวปุ๊บ ก็วางแผนว่าจะไปอยู่ต่างประเทศ เพราะภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส ส่งลูกไปเรียนก่อน ปีแรกไป-กลับฝรั่งเศสตลอด จากนั้นก็ไปอยู่ด้วยกันที่ฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีงานติดต่อเข้ามา เพราะเข้าสถานทูตไทยที่ปารีส เพื่อจะไปแจ้งเกิดลูกคนที่สอง คนไทยที่นั่นก็เห็นว่าเป็นผม ต้อม เรนโบว์ แฟนเพลงเราทั้งนั้น เขาก็ขอเบอร์เราไว้ เผื่อเชิญมาร่วมงานต่างๆ เพราะที่นู่นเขาจะมีงานวัดเยอะ และใหญ่มาก เหมือนวัดเป็นจุดศูนย์กลางของคนไทยที่นั่น แล้วปรากฏว่าเขาก็เรียกเราไปจริงๆ ปีแรกนี่คนล้นหลามมาก และสื่อก็มีทำข่าวและคนไทยที่อยู่ละแวกนั้นก็เห็นว่าเราอยู่ที่นั่นจริงๆ เขาก็เริ่มติดต่อเราไปร้องแพลง ทั้งที่ฟินแลนด์ ฮอลแลนด์ เยอรมนี ทั่วยุโรปฝั่งนั้น เรียกว่างานเข้ามาตลอด จนกระทั่งอยู่ฝรั่งเศสยาว 11 ปี และมีลูกเพิ่มอีกคนหนึ่งรวมเป็น 3 คน

วิถีชีวิตของครอบครัว

ชีวิตคู่กับภรรยา (แอนนา พลชนะ) และลูกๆ ราบรื่นดีครับ เขาดูแลผมตลอด เพราะผมเองเป็นคนแปลกๆ ติสท์นิดหนึ่ง เอาใจยาก แล้วทำอะไรไม่ค่อยเป็น เขาจะช่วยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เราเข้าใจเขา แล้วเขาก็เข้าใจเรา ช่วยกันดูแลกันและกัน ส่วนลูกๆ ตอนนี้คนโตชื่อ “น้องแพนพีระนา” ที่มาของชื่อก็คือชื่อผม พีระพงษ์ ผสมกับ ภรรยา แอนนาอายุย่าง 27 ปี เรียนจบและทำงานแล้วอยู่ต่างประเทศ เขาเป็นนักเรียนทุนของฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ทุนแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่เลยนะ เขาเก่งเรื่องภาษา พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็กู้เงินเรียนเองจนจบ ส่วนคนที่สอง “น้องทอมมี่” เพิ่งส่งไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสเหมือนกับพี่สาวเขา เข้าปีแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ช่วงแรกก็เป็นห่วงนะ เพราะไม่เคยจากอกพ่อแม่เลย 18 ปี ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน แต่เขาก็บริหารจัดการเอง เป็นสไตล์เด็กฝรั่งเศส และคนสุดท้อง “น้องเตโอ้” ตอนนี้เรียนอยู่เมืองไทย อยู่ด้วยกันกับพ่อแม่ เพราะเขาเป็นเด็กพิเศษที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดครับ

รับมือกับอาการออทิสติก

เราก็คิดในแง่ดี คิดบวกไว้ จะได้สบายใจ ช่วงแรกคุณแม่เขาก็เริ่มโทษตัวเองว่า อุ้มท้องมาไม่ดี คลอดมาไม่ดีหรือเปล่า อะไรถึงทำให้ลูกเป็นแบบนี้ ผมก็ต้องคอยแนะนำสอนวิธีคิดให้เขา ซึ่งเขาก็เริ่มดีขึ้น เลยบอกว่าถ้าคุณอ่อนแอ ลูกคุณก็ยิ่งอ่อนแอกว่านะ คุณต้องอยู่กับเขา ซึ่งเวลาเขาอยู่กับเรา เขาก็แฮปปี้ อารมณ์ดีในแบบเขา เราไม่เข้าใจเขาหรอกในความพิเศษของเขาข้างใน อย่างเรื่องเรียนภาษาไทย เขาเขียนได้ อ่านออกหมดไม่ว่าจะเป็นคำราชาศัพท์ รู้หมด ผมไม่เคยสอนเลยนะแต่เขาศึกษาผ่านหนังสือและอินเตอร์ฯ รวมทั้งสิ่งที่ผ่านหน้าเขา ส่วนภาษาอังกฤษนี่เป๊ะเลยเรียนรู้ได้เร็วมาก ดูเองเขียนเองได้ทุกอย่าง ก็เลยรู้สึกว่าดีใจโอ้โห…เทวดาส่งเด็กพิเศษสุดๆ คนนี้มาเกิดเป็นลูกเรา

สุขภาพร่างกาย

สุขภาพผมโอเคดีครับ แต่น้ำหนักขึ้นนิดหน่อย เพราะปีที่แล้วไปฝรั่งเศส ร้อนมาก เลยดื่มเบียร์เย็นๆ เยอะไปหน่อย (หัวเราะ) ผมซื้อเก็บไว้ที่อพาร์ตเม้นท์ลูกสาวบ้าง ลูกชายบ้าง คิดว่าจะมีคนกินด้วย ปรากฏว่าไม่มี เลยกินคนเดียว กลับมาอ้วนเลย (หัวเราะร่วน) ช่วงนี้ก็ออกกำลังกายด้วยการฟิตเนสให้ลดลงบ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน วิ่ง เดินเร็ว ก็ต้องออกกำลังกายตลอด เพราะเรากินเยอะ ส่วนโรคต่างๆ ไม่มี จะมีก็แต่เป็นไซนัสนิดหนึ่ง เพราะด้วยความแก่ตัวลงไปของเรา และการใช้เสียงเยอะด้วย แต่ผมก็มีวิธีวอร์มอัพที่ถูกต้อง จึงสามารถทำงานได้ปกติ ไม่มีปัญหากระทบเรื่องงานครับ

แพลนบั้นปลายชีวิต

ผมก็คงหาอาชีพเสริมต่อไป และคิดอยู่ว่าจะทำอะไร อาจจะเป็นร้านอาหารที่ฝรั่งเศส หรือจะเป็นที่ประเทศไทย คิดอยู่ครับ คือเตโอ้เรียนอีก 5 ปี ก็จะจบ High School ในไทย ต่อไปจะยังไงก็ต้องดูว่าศักยภาพของเขาจะเป็นไปถึงขั้นไหนแต่เราก็ Stand By ไว้อยู่ตลอดครับ

เตรียมขึ้นเวทีครั้งประวัติศาสตร์

ผมกำลังจะขึ้นคอนเสิร์ต “His & Her Present รวมดาว 18 กะรัต The Concert” ที่ ไบเทค บางนา (ฮอลล์ 106) ในวันที่ 27 เมษายนนี้ อยากจะให้แฟนเพลงได้มาชมกัน เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งสองตำนานมารวมกัน คือ“18 กะรัต” กับ “รวมดาว” สนุกเข้มข้นแน่นอน ทั้งการแสดง เพลง อะไรต่างๆ ที่เราเตรียมพร้อมมาให้กับทุกคน ไม่อยากให้พลาดไปชมกันครับ

แฟนเพลง “ต้อม เรนโบว์” นัดรวมพลกันได้เลยค่ะ เพราะงานนี้คุ้มจริงๆ สำหรับแฟนเพลงวัย 50 อัพ ที่ห่างหายจากสีสันความสนุกของยุคนั้นมาเนิ่นนาน

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Star Retro : ‘จิ๋ม-กุณกนิช’ สนุกกับทุกโอกาส ลุยได้ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง

Published August 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/407858

Star Retro : ‘จิ๋ม-กุณกนิช’ สนุกกับทุกโอกาส  ลุยได้ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง

Star Retro : ‘จิ๋ม-กุณกนิช’ สนุกกับทุกโอกาส ลุยได้ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทำเอาคนดูประทับใจเป็นที่สุด และมีเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม สำหรับการแสดงของนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “จิ๋ม-กุณกนิช คุ้มครอง” กับบท “กุ่น” ในละครเรื่อง “กรงกรรม” ทางช่อง 3 ด้วยประสบการณ์และความสามารถ ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเมขลาตัวแรก กับ บทบาท “สมทรง” ในละครเรื่อง “คำพิพากษา” เรียกว่าตลอดระยะเวลากว่า 38 ปีที่คลุกคลีอยู่กับทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทำให้เธอเข้าใจและถ่ายทอดความเป็นตัวละครได้อย่างละเอียด แต่เส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้เธอผ่านบททดสอบมามากมาย เรื่องราวเป็นเช่นไร? Star Retro ขอพาไปเจาะลึกกัน

จุดเริ่มต้นบนถนนสายมายา

เริ่มจากที่เราเข้ามาสมัครเป็นนักเรียนการแสดงของช่อง 3 เราเป็นรุ่นที่สอง จำได้ว่าตอนนั้นมีหนังสือ เหมือนเป็นผังรายการประจำของช่อง 3 ไปส่งที่บ้าน แล้วเราได้มาเปิดดู และเห็นว่ามีเปิดรับสมัครนักเรียนการแสดงก็รู้สึกสนใจ ไปสมัครทิ้งไว้แล้วกัน เพราะตอนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่และพอมีเวลาว่าง ถามว่าชอบใช่ไหมที่ไปสมัคร ก็ไม่แน่ใจ ไม่เคยใฝ่ฝันหรือตะเกียกตะกายที่จะทำตรงนี้ ไม่รู้เรื่องในวงการบันเทิงเลยนะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาตรงนี้แต่ว่าตอนมัธยมชอบรำ ชอบการแสดง

เข้าสู่งานแสดงจริงจัง

หลังจากเข้าไปเรียนในโรงเรียนการแสดงจบหลักสูตรได้ใบประกาศนียบัตรเรียบร้อยเราก็กลับไปเรียนหนังสือตามเดิม จนกระทั่งเข้าเปิดเรียนรุ่นที่ 4 ท่านอาจารย์สดใส พันธุมโกมล ก็มีโปรเจกท์จะทำละครเรื่อง คำพิพากษา แล้วเขาก็มีแคสนักเรียนการแสดงรุ่นที่ 4 มาเพื่อจะเป็นพระเอกนางเอก หาเด็กจากตรงนี้แล้วมาฝึกให้จริงจังเลย ซึ่งตอนนั้นเราออกไปเรียนหนังสือแล้วก็ไม่รู้เรื่อง แต่ปรากฏว่าอาจารย์สดใส เรียกให้เรากลับมาเราก็มาแคส นั่งอ่านบท อาจารย์สดใสก็บอกว่าแกไม่เป็นสมทรงเลย แกไม่ใช่เลย แต่มีคำพูดคำหนึ่งที่ทำให้เราตาลุกวาวเลยก็คือ แต่ฉันไม่มีใครแล้ว ฉันจะทำให้แกเป็นสมทรงให้ได้ คำนี้แหละ พลังงานมาจากไหนไม่รู้ เอาเลยค่ะรับเล่นพร้อมทำทุกอย่าง แล้วอาจารย์ก็ให้บทไปอ่าน แล้วก็กลับมาเรียนรู้และพัฒนาต่อ อาจารย์ก็สอนคลุกคลีอยู่กับเรา ดูแลเรารวมทั้ง พี่เอ๋-กษมา นิสสัยพันธ์ เราก็เข้าคอร์สเวิร์กช็อป อยู่กับบทตลอด จนกระทั่งเมื่อเราพร้อม อาจารย์ก็เปิดกล้องถ่ายทำ

ประเดิมงานแสดงครั้งแรก

ตอนฝึก ตอนซ้อม เวิร์กช็อปต่างๆ ก็ยากอยู่แล้ว พอไปถึงเวลาที่เราต้องทำงานจริงๆ ก็ง่าย เพราะเราผ่านขั้นตอนทุกอย่างมาแล้ว เรียกว่าเราอยู่ทำการบ้าน ทำงานร่วมกัน เรา พี่เอ๋ ผู้กำกับ ผู้ช่วย เราอยู่ด้วยกันตลอดจนเหมือนกับว่าเราไม่ได้เล่นละครอยู่ แต่เราใช้ชีวิตเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ ก็เล่นไป คือที่เล่นได้ไม่ใช่เพราะเราเก่งนะ บอกเลยถ้าไม่ใช่อาจารย์สดใสทำไม่ได้แน่นอน แล้วพอละครออนแอร์ฟีดแบ๊กดีมาก กระแสดีมากจนเราตกใจ เพราะละครมีความเรียลเราไม่ใส่ซาวน์ ไม่ใส่เสียงอะไรที่ช่วยบิ้วท์ คือสดๆ ใช้ตัวตนและเนื้อของการแสดงจริงๆ

การันตีด้วยรางวัล

ก็เป็นละครที่ได้รับรางวัลเมขลาครั้งที่ 5 ประจำปีพ.ศ. 2528 ทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ละครชีวิตดีเด่น,นักแสดงนำหญิงดีเด่น (เราเอง), นักแสดงประกอบชายดีเด่น (มีศักดิ์ นาครัตน์), ผู้กำกับการแสดงดีเด่น (สดใส พันธุมโกมล)คือเป็นเรื่องที่ถ้าสมัยนั้นก็คืออลังการมาก แล้วตอนนั้นหลังจากได้รางวัลมาเราก็ยังไม่ได้คิดอะไร เพราะเราไม่ได้ใฝ่ฝันมาตรงนี้ เราทำหน้าที่ของเรากับหน้าที่ของลูกศิษย์ที่อาจารย์ให้มาช่วยงาน และตอบแทนช่องที่ก่อตั้งโรงเรียนมา ในฐานะที่เราเป็นนักเรียนพอได้ทดแทนสิ่งที่ช่องได้ให้ก็ดีใจภาคภูมิใจแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ทางช่อง 3 ก็กรุณารับเราเข้ามาเป็นพนักงาน ทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้เด็กรุ่นหลัง ตรงนี้แหละสำคัญกว่าเพราะว่าเราได้งานหลักที่เป็นงานประจำทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบบว่าแข็งแรงมั่นคง แถมเราก็ยังได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรามีเอามาสอนและช่วยน้องๆ ก็ทำอยู่ประมาณ 10 ปี เพราะนักเรียนการแสดงมีทั้งหมด 11 รุ่น ก็อยู่จนปิดโรงเรียน

เรื่องที่ 2-3 ตามมาติดๆ

พออาจารย์สดใสทำคำพิพากษาจบ อาจารย์ก็มีโปรเจกท์ทำละครต่อมาเรื่อง คนดีศรีอยุธยา ก็ได้เล่นคู่กับพี่เอ๋-กษมา เหมือนเดิม แล้วก็หายไปเลยอยู่เบื้องหลังจนกระทั่งมาเล่นเรื่อง นิราศสองภพ เป็นละครแนว ดราม่า-อิงประวัติศาสตร์ ออกอากาศทางช่อง 3 เป็นอีกเรื่องที่ชอบมากเพราะเราได้แต่งองค์ทรงเครื่องชุดใหญ่เลย ได้ขี่ช้าง มีลูกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นตัวละครที่ร้ายมาก ถือว่าเป็นบทที่เราชอบ คือเป็นบทที่ไม่เยอะแต่พอเราออกมาทีคนจำได้ หลังจากนั้นก็เล่นละครมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เยอะ เพราะจะเน้นไปทางเบื้องหลังมากกว่า

ผลงานปัจจุบัน ‘ยายกุ่น’ ที่ถูกพูดถึงใน ‘กรงกรรม’

ตอนแรกที่พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ให้ทีมงานติดต่อมา เราก็โอเคตกลงเลย เพราะเคยร่วมงานกับพี่อ๊อฟมาก่อนแล้ว เป็นละครสั้น เราก็เชื่อมั่นในฝีมือและคิดว่าเขาคงเห็นอะไรในตัวเรา เขาถึงเรียกเรา คือตอนเราเล่นละครเราก็คิดแค่ว่าเราเป็นตัวที่ส่งให้คนอื่น หรือเรียกว่าเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่อยู่ในฉากๆ หนึ่ง แล้วก็ทำให้ตัวละครหรือคนที่อยู่ในฉากนั้นสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และด้วยความที่เรามั่นใจในความรู้ที่เรามี แล้วเราก็อยากจะช่วยน้องๆ ก็ทำเต็มที่ แล้วพี่อ๊อฟก็กรุณาบอกนู่นนั่นนี่หลายอย่าง จนตัวละครนี้มีอะไรมากกว่าปกติ พี่อ๊อฟจะคอยมากระซิบว่าอยากได้แบบนี้ ชอบอย่างนี้ คือไม่ใช่เราเล่นเองหรอกนะ เราก็เล่นอะไรพื้นฐานปกติ แต่ผู้กำกับเขาเห็นเขาก็แนะนำให้เราเพิ่มเติม พี่อ๊อฟเก่งตรงที่ว่าเขาให้ตัวละครทุกตัวมีอะไรที่เด่นขึ้นมา ไม่ใช่ให้กลืนหายไป ให้เกียรติตัวละครทุกตัว คือถ้าไม่สำคัญตัวละครนั้นก็คงจะไม่โผล่มา ฉะนั้นทุกตัวสำคัญแล้วคนก็จะไม่ลืม ถึงเราจะเล่นมากเล่นน้อยไม่เป็นไรแค่ผู้กำกับบอกเราว่าอยากได้แบบไหน เราก็ใส่เต็มที่ค่ะ ก็ฝากติดตามละครเรื่อง กรงกรรม ไปจนจบเลยนะคะ เพราะทุกตัวละครสอนคนดูและแฝงข้อคิด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเป็นแนวทางให้คนคิดและยั้งใจใคร่ครวญในสิ่งที่ตัวเองทำ เราดูไม่ใช่แค่สนุกอย่างเดียวยังได้ความรู้ได้แนวทางคิด อยากให้เป็นละครที่ทำให้ทุกคนได้รับสิ่งที่ดี

บทบาทของการเป็นแอ๊กติ้งโค้ช

เป็นแอ๊กติ้งโค้ช ไปทั่วทุกกองทุกเรื่องแล้วแต่ใครจะว่าจ้าง ไม่ได้มีสังกัด เราก็ทำหน้าที่สอนและทำในสิ่งที่ผู้กำกับอยากได้ เหมือนกับเราเป็นไกด์ให้เขา ตัวละครบางทีเด็กก็จะไม่ค่อยเข้าใจความคิด ความรู้สึกของตัวละครนี้เป็นยังไง เราก็สื่อสารตรงนี้แทนผู้กำกับ คือผู้กำกับภาษาที่ใช้เขาอาจจะไม่ละเอียด เราก็จะไปตีความแล้วอธิบายให้เด็กเข้าใจ เล่าความรู้สึกต่างๆ นานา กล่อมให้เด็กเข้าใจ ก็แน่นอนยากกว่าการเป็นนักแสดงมาก เพราะถ้าเป็นนักแสดงเราก็เล่นไปเลยเพราะเรารู้ เราเข้าใจ ผู้กำกับเดินมาหาแนะนำนิดหน่อยบวกกับทักษะและประสบการณ์ชีวิตเรามาก็ใส่เต็มที่ แต่การที่เราจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้อีกคนมันก็ค่อนข้างยากเพราะบางคนอาจจะมองไม่เห็นภาพแบบเดียวกับเรา เขาไม่เข้าใจ อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์น้อยไป หรือความเป็นเด็ก ฉะนั้นเราก็ต้องคอยบิ้วท์ กล่อมเกลา ให้เขาเข้าใจให้ได้มากที่สุด

ความเหนื่อยท้อ บนเส้นทางนี้

เหนื่อยไม่ได้ค่ะ เรามาทางนี้แล้ว และเรารู้สึกว่าก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ไป เราก็อยากจะทิ้งความรู้ตรงนี้ให้รุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป เพราะครูเราก็สอนมาก็อยู่ที่เรา ถ้าเราไม่ถ่ายทอดมันก็ตายไปกับเรา ฉะนั้นเราก็อยากจะเอาตรงนี้มาให้รุ่นหลัง เขาจะรู้ หรือ ไม่รู้ แต่สักวันเขาต้องรู้ ก็เหมือนเราที่เราเรียนตอนแรกๆ ก็ไม่รู้เรื่อง เราก็ไม่ได้แสดงเก่งมาตั้งแต่เกิด กว่าจะปั้นมาได้ขนาดนี้ อาจารย์ก็สอนเยอะเหมือนกัน การแสดงนี่อยู่ที่ผู้กำกับผู้ที่ถ่ายทอดให้เราจริงๆ นะ คือเรามองไม่เห็นตัวเองหรอกเวลาเล่น ต้องมีคนอื่นสะท้อน ฉะนั้นเราต้องใส่ใจกับสิ่งที่เขาบอกมาก เพราะเขาเห็นภาพก่อนเราแล้ว

เมื่อชีวิตไม่เป็นดังหวัง

ก็มีอยู่แล้วแหละในเส้นทางงานของเราแบบนี้ อาจจะงานไม่มีเลย สื่อสารไม่เข้าใจกันนู่นนั่นนี่ บางทีก็เบื่อมากอยากจะหันหลังให้วงการบันเทิงไปเลยก็มีนะ แต่พอจะไปๆ ก็มักจะมีบางอย่างมาดึงไว้ เช่น งานเริ่มติดต่อมา ซึ่งเราก็ปฏิญาณตนไว้กับตัวเองนะว่า เราจะถ่ายทอดอย่างเต็มที่จนกว่าเราจะหมดลมหายใจ ถ้าเราหมดประโยชน์แล้วเราถึงจะไป ตราบใดที่เรามีประโยชน์อยู่เราก็อยู่ และพยายามทำตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้ให้ได้

เสน่ห์ของการเป็นนักแสดงที่ตกหลุมรัก

การเป็นนักแสดงนี่โชคดีมากนะ เพราะเราได้ปลดปล่อย ถ้าเราเป็นตัวละครสักตัว เราสามารถเป็นได้ทุกอย่าง จะเป็นคนเลวที่สุดก็เป็นได้ บางทีเราเครียดๆ อยากจะไประเบิดที่ไหนก็ระเบิดไม่ได้ ก็มาระเบิดในตัวละครทำในความรู้ที่เรามี แล้วเราก็มีโอกาสได้แสดงพลัง นี่คือศาสตร์อย่างหนึ่งที่… จริงๆ การแสดงมันก็คือมนุษย์แหละ เหมือนเราใช้ชีวิตทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ว่าในละครเขาจะเสริมเติมแต่งให้สามารถทำได้โดยที่ไม่ผิด สมมุติเราจะเดินไปฆ่าใครก็ไม่เป็นอะไร เพราะนั่นคือละครที่เราสร้างขึ้นมา เราสนุกมากนะเวลาได้เล่น ได้แสดง เพราะในชีวิตจริงเราทำไม่ได้ บางทีอยากจะโมโหก็ทำไม่ได้ (หัวเราะร่วน) เก็บพลังไว้ไปใส่ในการแสดง การเล่นละครของเราดีกว่า อย่างที่บอกเราเป็นคนที่ชอบการแสดง อยากจะอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่ว่าจะอยากอยู่เบื้องหลังเพราะเราเรียนการแสดงมา แต่กลายเป็นว่าหักเหไปอยู่เบื้องหลังซะส่วนใหญ่ (หัวเราะร่วน) ฉะนั้นอาชีพหลักถ้าจะบอกเริ่มต้นเลยก็คือ นักแสดง แต่ด้วยความที่ นักแสดง ของเราดูน้อย พอว่างก็เลยหาอย่างอื่นที่ถนัดทำอย่างการเป็นแอ๊กติ้งโค้ชนี่แหละ แต่ถ้าจะให้เลือกก็เป็นนักแสดงนะ (หัวเราะร่วน) ชอบมากกว่า

การปรับตัวเพื่อเป็นนักแสดงที่ดี

เราอายุจะ 60 ปี อยู่แล้ว การที่เราจะทำงานกับคนรุ่นใหม่ บางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกของตัวละครนี้เป็นแบบไหน เราก็พยายามช่วย เพราะการแสดงต้องให้เห็นด้วยตา ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง ต้องเจอด้วยตัวเองจังๆถึงจะเข้าใจ ถ้าเด็กคนไหนยอมฟังเราก็ง่าย แต่บางคนจะมีข้ออ้าง ซึ่งข้ออ้างนี่แหละคืออุปสรรคที่ทำให้เราไม่พัฒนา เราจะไม่ไปไหน คนเรามีข้ออ้างทั้งนั้น แต่ว่าอย่าเอาข้ออ้างมาขัดขวางการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน เราก็เจอมาทุกยุคทุกสมัยแหละ เพราะเด็กเขายังไม่เห็นคุณค่าของการแสดง ยังไม่เห็นว่าคนดูต้องการอะไร ซึ่งจะบอกว่าคนดูสมัยนี้เขารู้นะ ถ้าอะไรผิวเผินธรรมดา เขาไม่ดูก็ได้ ถ้าในละครแสดงได้แค่นี้ เขาดูข้างนอกในชีวิตประจำวันก็ได้ เพราะฉะนั้นการเข้าไปสวมบทบาทเป็นตัวละครมันต้องมีอะไร และคำว่า มีอะไร เราก็ต้องลงทุน เราต้องเปิด พลีชีพ เลย ทำเต็มที่ทุ่มเทไปให้สุด ซึ่งจะบอกว่ากว่า 38 ปี ในวงการที่เราวนเวียนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จากเมื่อก่อนจนถึงตอนนี้การทำงานก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่ความต้องการของคนดูมีมากขึ้นนะเราก็ต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ขยันขึ้น เขาต้องการนู่นนั่นนี่และเห็นทุกอย่าง ฉะนั้นเราก็ต้องตอบสนองความต้องการตรงนี้เขาให้เต็มที่ แล้วเราต้องไม่ทำแบบว่าให้มันผ่านๆ ไปซึ่งไม่ได้แล้วนะ คนดูเขารู้ เขาเห็น ทุกคนใช้ความรู้ความสามารถมาตรวจสอบพวกเราที่ทำงาน ต้องละเอียดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าสมัยก่อนไม่ละเอียดหรือไม่ดีนะ แต่สมัยก่อนไม่สามารถกลับมาดูย้อนหลัง เปิดซ้ำดูหลายๆ รอบแบบยุคสมัยนี้

วางอนาคตข้างหน้า

ก็จะหยุดเมื่อตัวเองทำไม่ไหวแล้ว เพราะเราก็ชอบและรัก แล้วไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย เราอยู่ตรงนี้มารู้จักคนหมดแล้ว ไม่ว่ารุ่นไหน ก็แล้วแต่ว่าเขาจะเอ็นดูเราไหม และเราก็อยากจะเป็นนักแสดงไม่เคยเปลี่ยน จะได้เล่นบทอะไรก็เล่นหมด เพราะเราไม่สามารถเลือกบทได้ เพราะทุกบทคือหัวใจ คือสิ่งที่เราภูมิใจ รับทุกบทบาท ไม่เคยเกี่ยง และคิดว่าจะอยู่ในวงการนี้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าวันหนึ่งได้มีโอกาสเปิดร้านขนมก็น่าจะดี เพราะชอบทำขนมไทยๆ ถ้าไม่ทำงานในวงการก็คงเปิดร้านแบบนี้แหละ

ชีวิตครอบครัว

หลังจากได้รางวัลแรกก็เข้าทำงานที่ช่อง 3 ประมาณ 3-4 ปี แล้วพี่ป้อ (ปริญญ์ วิกรานต์) ก็เจอที่โรงเรียนการแสดง และเล่นคำพิพากษาด้วยกัน ตอนนั้นก็มองๆจีบๆ กันธรรมดา ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเพราะช่วงนั้นเราทุ่มเทกับการทำงานมากแต่พอจบคำพิพากษา ก็เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เข้าทำงานที่ช่อง 3ด้วยกันอีกก็เลยตกลงแต่งงานกันตอนอายุ 28 ปี แล้วก็มีลูกตอนอายุ 32 ปี ตอนนี้ลูกชายอายุ 26 ปี เรียนจบและทำงานเรียบร้อยแล้วชีวิตเรียบๆ ไม่มีพิเศษอะไรหวือหวาปกติ ลูกก็หายห่วงแล้วเพราะว่าเราก็ทุ่มเทกับการเลี้ยงดูเขาเองมาโดยตลอดไม่ได้จ้างพี่เลี้ยงเลย รับ-ส่งโรงเรียนเองตลอด ไม่มีวันไหนที่ไม่ห่วงเลย แล้วยิ่งเราอยู่กับละครเราก็จะรู้จะเห็นอะไรเยอะแยะ ก็ห่วงเขานะ แล้วเราพวกสายการแสดงก็จะอินมากมโนเยอะ เต็มที่กับทุกสิ่ง ก็จะเป็นห่วงมาก ไม่ปล่อยเลยเรามีคนเดียวด้วย แต่เราก็ปูพื้นฐานครอบครัวเรามาอย่างอบอุ่นตั้งแต่ลูกเล็กๆ เราเป็นแม่บ้านเต็มตัว จะมีบ้างที่แอบไปทำงาน (หัวเราะ) ซึ่งก็สลับกับพ่อนี่แหละให้เขาเลี้ยงดูเราไม่จ้างพี่เลี้ยง ไม่ไว้ใจ เขาบอกว่าเงินน่ะหาได้ แต่ว่าความรู้สึกความผูกพันต่างๆ ที่ลูกจะได้รับจากพ่อแม่จะไม่มีแล้ว พี่เลี้ยงที่ไหนจะมาให้ความรักความเข้าใจลูกเราได้ดีเท่าเราเอง ก็เลยมั่นใจ เพราะเรามีอาหารหล่อเลี้ยงเขาแล้ว พอเขาโตแล้วเขาก็แยกแยะออกว่าอะไรดีไม่ดี

สุขภาพร่างกายในวัยนี้

ตอนนี้มีโรคประจำตัวอยู่คือ แพ้ภูมิตัวเอง แต่ก็มีคุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิด ถามว่ากลัวไหมก็ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะคนเราก็เลือกวันตายไม่ได้น่ะ (หัวเราะร่วน) แต่เรายังมีแรงบันดาลใจ มีลูกศิษย์ที่ต้องดูแล และมีละครที่อยากเล่น ไม่ต้องไปย่อท้ออะไร ทุกคนมีปัญหา มีทุกข์อยู่ในตัว อยู่แล้วแหละ

ความภาคภูมิใจในอาชีพ

โชคดีที่เราอยู่ใกล้ชิดกับนักแสดง ทุกวันนี้มีคนเรียกครูเยอะ แล้วเรารู้สึกภูมิใจ แม้กระทั่งคุณแม่ คุณพ่อ ก็เรียกเราครู แล้วความเป็นครูก็ทำให้เรารู้สึกว่า เราได้บุญ เราไม่ได้สอนแล้วทำงานและได้เงินอย่างเดียว เพราะเขาสามารถเอาความรู้ที่เราสอนให้ไปทำเป็นอาชีพการงานเลี้ยงดูพ่อแม่ แสดงว่าเราก็ได้สร้างบุญด้วย ภูมิใจตรงนี้ ไม่ได้ภูมิใจที่ตัวเองมีชื่อเสียงหรือหน้าตาอะไร

ข้อคิดเตือนใจนักแสดงเลือดใหม่

เด็กสมัยนี้โชคดีที่มีช่องทางที่จะนำความสามารถของตัวเองออกสื่อหรือสามารถดังชั่วข้ามคืนได้ สมัยก่อนไม่มีแบบนี้นะ ต้องสู้ ต้องเรียน ไขว่คว้า กระตือรือร้นกว่าจะได้แสดงสักฉากหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยากให้เด็กรุ่นหลังจงเห็นสิ่งที่ตัวเองมี โอกาสที่ตัวเองได้รับ ว่านี่มีคุณค่ามากๆ แล้วก็รักสิ่งที่ตัวเองได้รับและพัฒนาอย่าหยุด แล้วสิ่งสำคัญคือการแสดงต้องออกมาจากข้างในต้องจริงใจ เพราะความจริงใจจะอยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าอาชีพใดก็ตามถ้าเราจริงใจก็จะเป็นอมตะ เราต้องรักคนดู สิ่งที่คนดูได้พอหรือยัง ทำตามหน้าที่ เป็นตัวละครให้เต็มที่อย่าไปเสียเวลากับสิ่งอื่น

นักแสดงฝีมือชั้นครูแนะนำมาขนาดนี้แล้ว ใครที่อยากเจริญเติบโตในเส้นทางนี้ อย่าลืมหมั่นศึกษาพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และทำทุกโอกาสอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ จะเล่นบทไหนทำอะไรก็เต็มที่จนเป็นที่จดจำเฉกเช่น จิ๋ม-กุณกนิช คุ้มครอง

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ย้อนความสุข ‘รวมดาว’ ตามดูชีวิต ‘โอ ปุยฝ้าย’

Published August 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/406516

Star Retro : ย้อนความสุข ‘รวมดาว’  ตามดูชีวิต ‘โอ ปุยฝ้าย’

Star Retro : ย้อนความสุข ‘รวมดาว’ ตามดูชีวิต ‘โอ ปุยฝ้าย’

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ …ขอชิมอ้อยใจ..อุ้ยใครให้กัน..โถ เพียงเปลือกมัน..รสคงไม่ทันเทียมเนื้อ..หวังว่าน้องคงจุนเจือ..ในหทัยน้องยังคลุมเครือ..จงเชื่อใจมิปอก ก่อน..แต่พี่ชื่นใจแล้วคงจร..พื้นดินใจอาวรณ์ชิมอ้อยดอน จนตาย…”

เสียงเพลงคู่ “อ้อยใจ” ที่ยังคงดังขับขาน เป็นเพลงรักอมตะจนถึงวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของ “โอ ปุยฝ้าย” หรือ อัจฉรพรรณี หาญณรงค์ เด็กสาวมัธยมที่หลงใหลในดนตรีโฟล์คซอง ก่อนจับพลัดจับผลู และถูกวางตัวให้ร้องคู่กับ อ๊อด คีรีบูน ศิลปินหนุ่มเนื้อหอมในยุคนั้น ในอัลบั้ม “รวมดาว” จนกลายเป็น คู่ขวัญนักร้อง ที่ใครๆ พากันกล่าวขาน และยังคิดถึง วันนี้ “สตาร์เรโทร”ได้โอกาสพิเศษ พาย้อนวันวานผ่านความทรงจำของโอ ปุยฝ้าย ที่วันนี้มีความสุขกับการเฝ้ามองทายาททั้ง 3 และสุขสันต์ที่ได้ร่วมเวทีกับเพื่อนศิลปินอีกครั้ง

ก่อนเข้าวงการ

ถ้าย้อนไปในวัยเด็ก ค่อนข้างเรียบร้อย เพราะเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อคุณแม่รับราชการ เราเลยถูกสอนให้ค่อนข้างมีระเบียบวินัย เรียนอนุบาลกับประถมฯ ที่โรงเรียนอัมพรไพศาลอนุสรณ์ เป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเรียบร้อย พอมามัธยมเข้าเรียนที่สตรีวิทยา เป็นหญิงล้วนที่การเรียนเข้มข้น กีฬาเข้มข้นจำได้เรียนศิลป์ฝรั่งเศส แต่เราชอบเล่นดนตรี ชอบเล่นกีตาร์ ก็มีการฟอร์มวงกันขึ้นมา เป็นวงโฟล์คซองผู้หญิงล้วน ทำกันเล่นๆ แต่ก็ลองไปแข่งดู สมัยนั้นก็จะมีจัดแข่งขันแชมป์โฟล์คซองตามที่ต่างๆ เราไม่ได้ไปในนามโรงเรียน แต่เราไปในนามของเด็กสตรีวิทฯ ที่ชอบเล่น คนอื่นเขาเล่นกีฬากัน เรียนเด่น เล่นดี มีวินัย แต่กลุ่มเราชอบเล่นกีตาร์ ร้องเพลง ประสานเสียง ก็ไปแข่ง ตอนนั้นวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จจัดแข่งโฟล์คซองแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเราชนะ ได้ที่หนึ่ง ตอนนั้นก็จะมี โอ, บุ๋ม (จุฑามาศ อิสสรานุกฤต), แป๊ก (อาริดาปัจฉิมาภิรมย์) ที่มาเป็นวงปุยฝ้าย แต่ว่าตอนนั้นเป็นเด็กๆ ที่รวมตัวกันเล่นดนตรีธรรมดา

โอกาสวิ่งเข้าหา

พอเราชนะแชมป์โฟล์คซอง ก็มีค่ายเทป สมัยนั้นคือมีเมโทรแผ่นเสียง ที่มาเห็นวี่แววเรา คือมันแปลก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวงผู้หญิงล้วน ที่เป็นโฟล์คซอง บอกให้ลองทำเทปดู ซึ่งตอนนั้นเรามีเพื่อน 5-6 คน แต่ว่าเขาคัดเหลือ 3 คน ก็ไม่แน่ใจว่าเขาคัดจากอะไร แต่พอมา ก็เอาเรามาทำเป็นวงปุยฝ้าย แต่งเพลงใหม่บ้าง รวมถึงเอาเพลงเก่ามาร้องใหม่ด้วย แล้วตอนนั้น ม.ปลายพอดี ใกล้จะเข้ามหาวิทยาลัย จำได้ว่าตอนที่เริ่มทำเพลงครั้งแรกกับเมโทรฯ คือช่วงเข้าปี 1 ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกสาขามัธยมศิลป์เรียนยาก เพื่อไปเป็นครูบาอาจารย์สอนมัธยม แล้วไปเลือกเอกอังกฤษฝรั่งเศสอีก ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยพอสมควร แต่ที่เลือกเรียนครุฯ เพราะอยากเป็นครู ใช้คำว่าครูด้วยนะ ไม่ใช้อาจารย์ เพราะครู คือ ครุ รู้สึกว่าเราเป็นครูได้ทำประโยชน์ ได้ใช้วิชาความรู้สอนคนให้มีวิชาความรู้ และเป็นคนที่สมบูรณ์ รู้จักผิดชอบชั่วดี เราคิดแบบนี้มาตลอด ว่าอยากจะเรียนหนังสือให้เยอะๆ อยากเอาวิชาความรู้สอนคน นอกจากมีความรู้แล้ว ก็ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย คุณพ่อคุณแม่ให้อิสระมากในเรื่องเรียน แต่เขาจะไม่ได้ชอบนักที่เราเล่นดนตรี ด้วยความที่ครอบครัวข้าราชการตั้งแต่รุ่นคุณตาคุณยายมา เขาก็จะไม่ค่อยชอบ ทำไมต้องมาทำอาชีพนี้ ยิ่งพอเรียนเป็นครู เขาก็ถามละเป็นนักร้องได้ยังไง จะฝึกสอนยังไง แต่ผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะวงการเพลงสมัยนั้นยังไม่ได้หวือหวาอะไรมาก เราก็แต่งตัวเรียบร้อย มิดชิด ไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสียค่ะ

จาก “ปุยฝ้าย” มาเป็น “รวมดาว”

ช่วงที่เป็นวงปุยฝ้าย ทางค่ายเพลงอาร์เอสเขาก็อยากทำเพลงคู่ ร้องกับนักร้องชายวงดังๆ ของเขาในตอนนั้น ถ่ายทอดเพลงเก่าๆ สุนทราภรณ์หรือเพลงของครูเพลงหลายๆ ท่าน ใช้ชื่อชุดว่า “รวมดาว” เขาก็เลยขอนักร้องหญิงจากค่ายเมโทรฯ โดยเมโทรฯส่งพวกเรา โอ, บุ๋ม, แป๊ก ไป และก็มีพี่จ๊ะโอ๋ (ทวินันท์ คงคราญ) ชุดแรกนะคะ และชุดที่ 2 ก็จะมีพี่อิ๋ว(พิมพ์โพยม เรืองโรจน์) โดยที่เขาไม่ได้บอกว่าใครร้องกับใคร พอไปถึงห้องอัดเขาก็หาว่าเรนจ์เสียงใครเข้ากับใคร พี่ที่เป็นโปรดิวเซอร์ก็บอกว่าโอนี่น่าจะลองร้องกับอ๊อด คีรีบูน ตอนนั้นอ๊อด คีรีบูนก็เริ่มมีชื่อเสียง เพลง “รอวันฉันรักเธอ” กำลังดัง แต่เราไม่ค่อยได้ติดตามผลงาน เพราะเราก็เรียนด้วย คนหน้าห้องอัดก็ถามกันไปมา ใครจะร้องกับ อ๊อด คีรีบูน? หันไปทางไหนก็มีแต่คนถามคำถามนี้ เราก็เอ๊ะ! คืออะไร พอเข้าห้องอัดไป จำได้ว่าเพลงแรกคือเพลง “อ้อยใจ” แล้วหน้าห้องอัดมีคนมามุงเป็นสิบๆ เลย คือพี่อ๊อดเขาจะร้องใส่เนื้อไว้ก่อน พอเราร้องเสร็จ ก็มีแต่คนถาม ร้องกับอ๊อดเหรอ? เราก็งงๆ ปรากฏว่าพอโปรดิวเซอร์ยกมือว่า โอเค เรานี่โล่งเหมือนวิ่งมาราธอนชนะ (หัวเราะ) ทำไมทุกคนดูตื่นเต้น แต่พอเขาบอกคนนี้ร้องกับ อ๊อด คีรีบูน ก็ถึงได้เข้าใจว่าเขาพยายามหาคนที่ร้องกับพี่อ๊อดอยู่เพราะเขาค่อนข้างเนื้อหอม เป็นคีรีบูนเสียงทองตอนแรกเข้าห้องอัดไม่เกร็งเลย สบายๆ แต่พอร้องเสร็จเกร็งเลย

ตอนนั้นเป็นเด็กกะโปโล ผมสั้น หน้าม้า ก็จะไม่ได้สนใจอะไร พี่อ๊อดเขาก็อยู่ปี 1 จุฬาฯ เหมือนกัน แต่เป็นคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยเจอกัน จนอัดเสียงรอบแรกเสร็จก็ยังไม่เจอกัน สุดท้ายจนอัดไปหลายๆ เพลง ทั้ง อ้อยใจ, ดำเนินทราย แล้วก็มีร้องกับพี่แซม ซิกซ์เซ้นส์ เพลง “มนต์รักดอกคำใต้” และเพลง “รัก” กับพี่นิดนิด วงเชอร์รี่พิ้งค์ ร้องไปเรื่อยๆ พอจบชุดแล้ว เขานัดเจอกันวันนั้นแหละถึงได้เจอว่าคนนี้ อ๊อด คีรีบูน แฟนเพลงเขามารอเต็มไปหมดเลย

เสียงเชียร์จับคู่

พอจับคู่ร้องกับพี่อ๊อด ก็มีความรู้สึกลึกๆ เหมือนกันว่าแฟนเพลงเขาจะรู้สึกยังไงกับเรา เพราะเราไม่ได้มาแย่งเขานะ คือโอเคเราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีเรื่องชู้สาวอะไรเลย แต่ด้วยความที่เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ตรงนั้น แต่เราไปร้องคู่กับเขา แฟนๆ ก็คงคนนี้มาจากไหน ยัยหน้าม้านี่ใคร (หัวเราะ) แต่รู้สึกดีที่แฟนๆ ในตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นการทำงาน เพราะจะมีบ้างที่เชียร์ให้ชอบกันเพราะตอนนี้พี่บุ๋มพี่พู (ชมพู ฟรุตตี้) เขาเจอกัน ก็มีชอบๆ กันแต่โอกับพี่อ๊อดไม่มีจุดนั้นเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน ไม่มีสปาร์คอะไรเลย พี่อ๊อดเขาเป็นคนดีนะคะ เราก็ไม่มีอะไร แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าช่วงนั้นต่างคนต่างมีแฟนของตัวเองอยู่ มีคนคุยกันอยู่ เพราะฉะนั้นเขาคือเพื่อนที่ดี จิตใจดี นิสัยดีสำหรับเรา

ชีวิตผันแปร เมื่อเรียนจบ

ช่วงฝึกสอน 4 เดือนเราก็ไม่ได้จับไมค์เลย ชุดหนึ่งของปุยฝ้ายก็เลยไม่ได้ร่วมงานกับเขา พอกลับมาก็มีชุด นพเก้า ได้ร้องเพลง แต่ปางก่อน ก็กลับมาดังอีกที เพราะคนชอบกันมาก นอกจากอ้อยใจ ใต้ร่มมลุลี เพราะจะมีรวมดาวหลายอัน จนเพลงเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เราเองก็เรียนจบปริญญาตรี เลยคิดว่าอยากไปเรียนต่อโทที่เมืองนอก แต่เกิดจุดหักเหหลังเข้าไปอบรม SIP(Student Internship Program) ของธนาคารกรุงเทพ เป็นโครงการที่ดูเกรดเฉลี่ยกับกิจกรรม เราก็เข้าไปอบรมประมาณ 5-6 เดือน ก็เลยได้งานที่แบงก์กรุงเทพ จากที่จะไปเมืองนอกก็เลยโอเค ลองทำงานดูก่อน สักปีสองปี ปรากฏว่าเข้าไปทำงานก็มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับแฟน ซึ่งเป็นสามี ณ ปัจจุบัน

เส้นทางรัก

ตอนที่รู้จักกัน ไม่ได้คิดเลยว่าเขาเป็นเจ้าของธุรกิจ มองว่าเขาเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย เป็นคนดี และให้เกียรติคน มองว่าทุกคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ซึ่งถึงแม้เขาจะเติบโตที่อเมริกา แต่เขามีความเป็นไทย รักความเป็นไทยมาก แต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนใจกว้าง ไม่ถือยศถือศักดิ์ แล้วดีที่สุดคือเขาไม่รู้ว่าเราเป็นนักร้อง เขาอาจจะฟังเพลงบ้าง แต่เขาไม่รู้ว่าคนไหนคือ โอ ปุยฝ้าย สุดท้ายจีบกันแล้ว ถูกใจ เริ่มคุยกันแล้ว เขาถึงมาถาม คุณเป็น โอ ปุยฝ้ายเหรอ แต่เราก็บอกเขาว่าชื่อเสียงเป็นสิ่งภายนอก ซึ่งเราคุยกันแล้วคลิกกัน ตรงที่เราเป็นคนชอบคนดี และเชื่อว่ามนุษย์เรา ถ้ารู้จักคำ 4 คำ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ชีวิตเราก็จะเดินหน้าไปได้อย่างมีความสุข พอเรามี 4 คำนี้เราก็จะรู้ว่าเราควรประพฤติตนแบบไหน ทำให้เราไปด้วยกันได้ เจอกันประมาณปีหนึ่งก็แต่งงานกัน เลยไม่ได้ไปเรียนต่อแล้ว เพราะตอนนั้นอายุ 22-23 พอแต่งเสร็จปุ๊บก็มีน้องเลย ก็เลี้ยงลูก และก็ช่วยธุรกิจสามี เขาทำปศุสัตว์ด้านสุกร เราเรียนครุศาสตร์มา เขาก็สอนให้เรารู้จักคน พัฒนาคน เพราะฉะนั้นเราจะดูแลทรัพยากรบุคคลได้ ซึ่งทรัพยากรมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร เราไม่ได้บอกว่าเราเก่ง แต่เราพอจะช่วยในส่วนนี้ได้ เราอาจจะไม่เก่งในเรื่องของการผลิตปศุสัตว์ แต่เราเรียนรู้ได้ ตั้งแต่นั้นก็หยุดเรื่องร้องเพลงไปเลยค่ะ

3 ทายาทที่ภาคภูมิใจ

มีลูกชายคนโตตอนปี 2532 แล้ว ปี’34 ก็มามีลูกชายอีกคน พอปี’38 ลูกสาวมาละ ปิดอู่เลย เราก็ดูแลลูกและก็ตั้งใจทำงานควบคู่กันไป โดยที่เรามีบ้าน อยู่กรุงเทพฯ และส่วนของฟาร์มก็จะอยู่ต่างจังหวัดค่ะ แต่เราไม่ได้เชือดนะคะ เราทำเรื่องของสายพันธ์ุแล้วส่งลูกค้า ของเราจะเป็นปู่ย่าพันธ์ุ ทวดพันธ์ุค่ะ (หัวเราะ) แล้วตอนนั้นทั้งบริษัทไม่ว่าจะสัตวบาล สัตวแพทย์ เป็นผู้ชายหมดเลย เพราะธุรกิจนี้ส่วนมากจะต้องเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะต้องเป็นผู้หญิงห้าวๆ หน่อย เราก็เลยได้รู้ตัวเองว่าเราแมนพอสมควรนะเนี่ย (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนไม่จุกจิก สองเป็นคนดุ (หัวเราะ) ก็เลยทำงานตรงนั้นได้สบาย จนตอนนี้ลูกๆ เรียนจบกันหมดแล้วค่ะ คนโตย่าง 30 จบทั้งตรีและโท ที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แล้วไปต่อปริญญาโทอีกใบ ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพราะเขาเก่งภาษาเยอรมัน ทีแรกเขาจะต่อเอก เอาดร.มาให้พ่อแม่เลย แต่ลูกชายบอกกลับมาทำงานก่อนดีกว่า เราจะได้รู้ว่าควรเรียนกฎหมายเฉพาะทางไหน เขาก็เลยสมัครเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นร้อยตำรวจตรี (มีครอบครัวหรือยังคะ?) ยากค่ะ เด็กสมัยนี้ ส่วนคนที่สองเป็นคุณหมอ จบแพทยศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เขาไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจ และก็ได้ทุนไปต่อแพทย์เฉพาะทาง ด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยาที่โรงพยาบาลวชิระ เป็นหมอศัลย์ด้านไต ด้านกระเพาะปัสสาวะพวกนี้ค่ะ อีก 2 ปี ก็น่าจะจบกลับมาเป็นอาจารย์ที่โรงพยาบาลตำรวจ ตอนนี้ยศร้อยเอกแล้วค่ะ เพราะรับราชการก่อนพี่ชาย พี่ชายมัวแต่ไปต่อโท (หัวเราะ) มาถึงลูกสาวคนเล็ก จบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เกียรตินิยมเกือบจะอันดับหนึ่ง พอจบก็ยื่นไปที่ LSE(London School of Economics and Political Science) ที่อังกฤษ ก็ติด ไปเรียนปีเดียว จบโทกลับมาพร้อมเกียรตินิยม คนเล็กเป็นม้ามืดมากค่ะเพราะเล็กๆ ไม่น่าจะเรียนเก่ง ให้ไปโรงเรียนร้องไม่อยากไปแต่ตอนนี้คือมาช่วยดูแลกิจการที่บ้าน พี่ๆ ก็เลยฝากความหวังไว้ที่น้องสาว (หัวเราะ) ปั๊มเงินให้พี่ (หัวเราะ) ส่วนพวกเขารับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ เราถือว่าเราทำอะไรก็ตาม เราไม่ได้อยู่ดูแลลูกไปตลอด วันหนึ่งก็ต้องจากไป เราก็ต้องดูแลให้เขาเข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ทุกวันนี้ลูกสาวไปค้างฟาร์ม พ่อไปด้วยค่ะ (หัวเราะ)แม่สบาย เฝ้าบ้าน ตอนลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษ คุณพ่อก็ไปดูแล ไปเช่าอพาร์ทเม้นต์ที่อังกฤษอยู่ด้วย 1 ปีเต็มๆ เพราะที่บ้านคุณพ่อจะติดลูกสาว ส่วนลูกชายไม่กลับบ้าน 3 เดือน พ่อบอกไม่เป็นไร จะเอาตังค์ไหม เดี๋ยวป๊าโอนให้ (หัวเราะร่วน)

เทคนิคคุณแม่

อยากจะบอกว่า ลูกๆ เก่ง ยังไม่สำคัญเท่าเป็นคนดีนะคะ เพราะจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก่งเสมอไป ที่ไหนก็ได้ เพียงแต่ว่าเราเอาวิชาความรู้มาใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน อันนั้นสำคัญกว่าค่ะ แล้วลูกๆ เขาเลือกของเขาเองว่าอยากเรียนอะไร ทำอะไร แต่ 3 คนไม่มีใครสนใจบันเทิงเลย คนโตนี่ร้องเพลงหลงตลอด เพลงชาติยังหลง จะมีคนกลางกับคนเล็กที่ร้องเพลงได้ แต่ขี้อาย

ชีวิตประจำวัน ณ วันนี้

เริ่มเบาแล้วค่ะ ลูกๆ มีหน้าที่การงานของตัวเอง และเขาก็ช่วยดูแลเป็นที่ปรึกษาให้กิจการของครอบครัวด้วย มีคุณหมอช่วยดูแลสุขภาพพ่อแม่ และพนักงานในบริษัท ปีนี้ปล่อยได้เยอะเลยค่ะ แต่ก็คอยช่วยๆ ดูบ้าง เพราะองค์กรเราอยู่กันแบบครอบครัว ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก เรามีกันไม่กี่ร้อยคน แต่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เวลาครอบครัวเจ็บไข้ได้ป่วย ยูมีสิทธิ์ลาหยุด ไปดูแลครอบครัวให้เต็มที่ เสร็จแล้วค่อยกลับมาทำงาน แล้วเราเลี้ยงกันจนตายจากกัน

สุขภาพ

ออกกำลังกายตลอดค่ะ อาทิตย์หนึ่งก็หลายวัน มีคาดิโอ้บ้าง แต่ว่าไม่ค่อยได้ควบคุมอาหารเท่าไหร่นัก โชคดีว่าไม่มีโรคประจำตัวอะไร ตอนนี้อีก 5 ปี ก็รับเงินคนชราแล้วค่ะ (หัวเราะ) เราก็เข้าใจว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป รูปร่างก็คงจะให้เหมือนเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้เดินเข้าหลังคอนเสิร์ต มีแต่คนยกมือไหว้ตลอดทาง ความรู้สึกเหมือนเราเป็นที่เคารพบูชามากเลย (หัวเราะ) แต่เราดีใจนะที่ยังมีชีวิตอยู่ จนมาถึงวันนี้ วันที่ได้รวมตัวกับเพื่อนๆ อีกครั้ง

สนุกทุกครั้งที่ได้พบปะเพื่อนศิลปิน

ตอนนี้กำลังเตรียมตัวจะขึ้นคอนเสิร์ต “รวมดาว 18 กะรัต เดอะคอนเสิร์ต” วันที่ 27 เมษายนนี้ ที่ไบเทค บางนา (ฮอลล์ 106) ใครยังไม่มีบัตร รีบซื้อกันนะคะที่ 7-Eleven หรือ http://www.allticket.com เพราะต้องเรียกว่าเป็นคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์จริงๆ ในอดีตไม่มีทางเลยที่ 2 ฝั่งค่าย (รวมดาว/อาร์เอสฯ และ 18 กะรัต/นิธิทัศน์) จะได้ร่วมเวทีกัน เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ ตอนนั้นเราก็เข้าใจ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปพอพี่น้องศิลปินได้มาเจอกันในคอนเสิร์ตนี้ บอกเลยว่าเราสนุกสนานกันมากค่ะ แถมยังได้มิตรแท้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะแต่ก่อนกับทาง 18 กะรัต จะแทบไม่ได้รู้จักกันเลย คิดว่าพี่อี๊ด (สุเทพ ประยูรพิทักษ์) จะต้องดุ แต่พอมาเจอ พี่อี๊ดน่ารักกับน้องๆ ทุกคนมาก หรืออย่าง สุนิตย์ นภาศรี ตอนนี้ตัวติดกันแล้วค่ะ พอได้มาเจอกัน จะมีความสุข จะเริ่มรอแล้ว มีคิวเจอกันอีกทีเมื่อไหร่นะ คนวัยขนาดนี้ การที่ได้เจอเพื่อนฝูงมันคือความสุข แล้วการกลับมาทำคอนเสิร์ต มีสิ่งหนึ่งที่รู้สึก คือเวลาของมนุษย์เราเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ วันนี้เราเดินมากันเกินครึ่งชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นวันเวลาที่เหลืออยู่ เราควรจะต้องทำทุกวันให้เป็นวันที่สวยงาม และมีความสุข พอน้องๆ ชวนมาร่วมขึ้นคอนเสิร์ตก็โอเคเลย คือจริงๆ รู้นะว่าจะต้องเหนื่อย แต่วันเวลาแบบนี้มันไม่มีแล้วนะ ไม่รู้จะมีอีกทีเมื่อไหร่ และอีกสิ่งหนึ่งคือแฟนเพลงเก่าๆ ที่เขายังรักและคิดถึงเรา ไม่รู้พวกเราจะมีเวลาเท่าไหร่ ที่จะทำผลงานคืนกลับให้แฟนเพลงที่เขายังรักเรา เพราะฉะนั้นถึงเวลานี้แล้ว ต้องทำให้ดี และเป็นที่จดจำ เราไม่ได้คิดเงินทอง แต่เราคิดถึงความสุขที่ได้รับกลับมาในหัวใจ ทั้งเราและแฟนเพลงที่จะได้มีช่วงเวลาย้อนความทรงจำดีๆ ด้วยกันค่ะ

และนี่คือชีวิตที่เติมเต็มทุกวันด้วยรอยยิ้ม และความสุขของ โอ-อัจฉรพรรณี หาญณรงค์

___________________________________

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

Published August 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/405039

Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ  เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

Star Retro : เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ เปิดบทเรียนชีวิตหน้าสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เส้นทางชีวิต เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ นับว่าหลากหลายรสชาติ กับถนนสายมายาแห่งนี้ เพราะมีหักเหตลอดเวลา ดีบ้าง ร้ายบ้าง ปะปนกันไป ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขาจะหนักหนาสาหัสเพียงใด รวมถึงชีวิตครอบครัวที่เคยเถลไถล หายออกจากบ้านไปนานกว่า 2 ปี!!อะไรคือจุดเปลี่ยน!? วันนี้เขาพร้อมเปิดใจเล่าสู่กันฟัง

เดินเข้าสู่ถนนสายบันเทิง

การเข้ามาเล่นละครของผม เป็นการจับผลัดจับผลูมากกว่า เพราะเมื่อก่อนตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็เล่นละครเวทีด้วย แต่พอจบก็มีแพลนคิดว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอก อยากไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็บอกพ่อกับแม่ว่า ถ้าไปแล้ว ไม่รวยไม่กลับ เขาก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งตอนนั้นไปสมัครจัดการเรื่องเรียนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วนะ แต่ช่วงที่รอจะไปเรียน มีเวลาว่าง 7-8 เดือน เพื่อนก็บอกว่าจะมีเปิดละคร ของพี่หนก-กนกวรรณลองไปแคสดูสิ เราก็แบบ จริงเหรอ.. ก็ไปแคส แล้วปรากฏว่าได้ ซึ่งต้องถ่ายเลย ผมคิดว่าคงไม่นานหรอก น่าจะ 4-5 เดือน แล้วได้ค่าตอนแสดง 800 บาท/ตอน ก็เลยรับ ซึ่งคือเรื่อง “ครูมาลัย” เล่นกับป้าจุ๊-จุรี ส่วนนางเอกเป็นนางเอกใหม่ แล้วก็มี อากำธร สุวรรณปิยะศิริเป็นคนกำกับฯ ตื่นเต้นมากตอนนั้น เป็นพระเอกเรื่องแรกด้วย พอได้เล่นละคร ก็มีคนสนใจ และกำลังจะไปได้ดี แต่ก็ใกล้กำหนดไปเรียนต่อแล้ว ทำไงล่ะคราวนี้ แต่เรากำลังสนุกกับงานในวงการ อยากเข้าไปอยู่ในวงการบันเทิง เลยตัดสินใจบอกแม่ว่า ตกลงไม่ไปเรียนต่อแล้วนะโดนแม่ดุเลย (หัวเราะ) ก็สมควรน่ะ เราก็แบบ เอาน่ะ ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเดือดร้อนทางบ้าน ยังไงก็เล่นละครได้ตอนละ 800 บาททุกวัน ก็เล่นไปเรื่อยๆ ถ่ายละครเสร็จ 4 ทุ่ม ไปเที่ยวต่อ เป็นอยู่อย่างนั้นสักพักเลย เพราะคิดว่าไม่เป็นไร เที่ยวหมดไป เดี๋ยวก็ทำงานได้มาใหม่ ตอนนั้นสนุก(หัวเราะ) สนุกกับงาน แถมได้เงิน ได้เจอคนใหม่ๆ ตอนนั้นจะเริงร่ามาก หลังจากนั้นก็เล่นละครมาเรื่อยๆ

ผลงานสร้างชื่อ

เป็นมิวสิกวีดีโอของ “หยาด นภาลัย” เป็นอะไรที่คนจำมากที่สุด ตอนที่เข้ามาเล่นละครช่อง 5 ใหม่ๆ ประมาณเรื่องที่สอง ก็มีคนชวนไปเล่น แล้วสมัยก่อน คนที่เล่นมิวสิกวีดีโอ คือคนที่ไม่มีงานแล้ว แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร ถามเขาว่าได้เพลงเท่าไหร่ เขาก็บอกว่า 1,000 บาท ถ่าย 2 วัน 3 เพลง ฉะนั้นก็จะได้ 3,000 บาท ผมก็ตอบตกลงเลย อะไรเป็นเงินเอาหมดล่ะ (หัวเราะ) ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมาก ก็ไปเล่น ไม่ยาก เดิน นั่ง เศร้า เหม่อลุกขึ้นเดิน แสดงอารมณ์ต่างๆ ตามที่เขาบรีฟ พอเสร็จกอง5 โมงเย็น ก็ไปเที่ยวต่อคนเดียว โคตรมีความสุขเลยเล่นมาเรื่อยๆ จนประมาณน่าจะเกือบ 200 กว่าเพลง เกือบ 50 ชุด ตอนนั้นคนจำว่าผมคือ “หยาด นภาลัย” นะเพราะสมัยก่อนเขาไม่ค่อยออกตัวกัน ผมก็พยายามแก้ว่าไม่ใช่ แต่คนก็ไม่เชื่อ (หัวเราะ) หลังๆ ก็ปล่อยไป

งานแสดงกว่า 100 เรื่อง

ผมเล่นตั้งแต่บทพระเอก พระรอง ทุกบทบาท ยกเว้นตัวร้าย ที่มีไม่ถึง 10 เรื่อง คือเพิ่งจะมาลองเล่นช่วงหลัง แต่คนก็บอกว่าเล่นไม่เนียน เพราะหน้าตาเราใจดี สุภาพ อบอุ่น (หัวเราะ) แต่ผมกลับชอบเล่นบทร้ายนะ เพราะว่าเวลาเป็นพระเอกหรือตัวสอง พี่ น้า ลุง แอบชอบนางเอก สุดท้ายก็อด (หัวเราะ) คือผมเริ่มเข้าวงการตอนที่อายุเยอะแล้ว เกือบ 30 ปี ซึ่งจริงๆ สมัยก่อนคนที่เข้ามาในวงการบันเทิง จะเริ่มสักประมาณ 24-25 แล้วตอนนั้นก็คิดแค่ว่าอะไรก็ได้ ที่ทำแล้วได้เงิน เอาหมด เล่นหมดรับทุกอย่าง เพราะสมัยก่อนผมค่อนข้างจะเที่ยว ปาร์ตี้ เปรี้ยว ซ่าส์ กินเหล้า ใช้ชีวิตสนุกสนานมาก แต่ไม่ได้เจ้าชู้นะ เป็นลักษณะผู้ชาย (หัวเราะร่วน) เพราะเจ้าชู้นี่คือไม่เลือก แต่ผมเลือกนะ

งานเสริมที่โดนใจ

ผมเป็นคนทำงานเยอะ เปลี่ยนงานบ่อย ทำนู่น ทำนี่ คิดว่าตัวเองจะชอบอะไร ซึ่งเราทำหลายอย่างมากเพื่อหาเงิน ไม่ได้งกนะ หาเงินเที่ยว เราชอบเที่ยว เคยสมัครที่ไทยอินเตอร์ เป็นสจ๊วต แต่ไม่ได้ กลับได้อีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ทำ แล้วก็มาอยู่สยามดนตรียามาฮ่า ก็สนุกดี แล้วหลังจากนั้นก็ไปทำที่ AIA เป็นงานที่สนุกอีก ไม่ผูกพันดี ตอนนี้ทำ AIA มาแล้ว 26 ปี ควบกับการเล่นละครไปด้วย คือเรามองว่างานขายเป็นงานที่น่าสนใจ ผมเปลี่ยนงานมาทั้งหมด 40 กว่าที่ เราไปทำงานก็ไปทะเลาะกับเขา เพราะเรารู้สึกว่าเขาเอาเปรียบเรา จริงๆ เราเป็นนักต่อสู้นะ เป็นคนตรงมีอุดมการณ์

ชิมลาง งานเบื้องหลัง

ถือว่าผมทำน้อยมากนะ เพราะก้อย (ปาริฉัตรไพรหิรัญ) ภรรยากับลูกจะทำมากกว่า ผมมีหน้าที่อย่างเดียวคือ การดีลกับคนนู้นคนนี้ เกี่ยวกับ สถานที่ ช่วยในการวางตัวนักแสดง ดูเรื่องบทคร่าวๆ ว่าสนุกไหม ช่วยเหลือเขาประมาณ 30% ลูกกับก้อยจะประมาณ 70% เราจะเน้นเรื่องคอนเนคชั่นมากกว่า ซึ่งในการเป็นผู้จัดฯนี้ ที่ทำก็เพราะว่ามีโอกาสเข้ามา จึงลองดู แล้วลูกเรียนด้านนี้ด้วย เขาก็ชอบวงการบันเทิง เลยสรุปว่าลองเป็นผู้จัดดู ซึ่งสำหรับลูกเขาเริ่มสนุก แต่สำหรับเราเหนื่อย (หัวเราะ) คือมันก็เป็นงานที่หลากหลาย แก้ไขปัญหาตลอด แต่ถ้าไม่คิดว่าเป็นปัญหา มันสนุกมากนะ มันเหมือนเราเล่นเกม มีแก้ไขทุกวัน ต้องตัดสินใจทันทีทุกวัน แต่เราก็บอกเขาว่าผิดถูกทำไปเถอะ ประสบการณ์จะทำให้เราผิดน้อยลงไปเอง

ความสนุกของวงการบันเทิง

จริงๆ ไม่ได้คิดว่า จะอยู่ในอาชีพนี้ถาวร หรือมานานขนาดนี้ ผมเล่นเพื่อความสนุก ถามว่าใจชอบไหม ชอบ แต่ไม่ได้สนใจ อย่างผู้กำกับก็ไม่คิดจะทำ เพราะผมว่าเครียด ขนาดเราเป็นผู้จัดที่ว่าความรับผิดชอบเยอะแล้ว แต่ผู้กำกับผมว่าหนักกว่าอีกนะ ในหัวคิดตลอดเวลา แต่ความสนุกของวงการนี้ก็แตกต่างกันนะ เบื้องหน้าอีกแบบ ส่วนเบื้องหลังก็อีกแบบ เช่นเบื้องหน้าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไปถึงกองถ่ายให้ตรงเวลา ดูบทให้แม่นจะต้องไม่เป็นภาระคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องบท ผมจะต้องเป๊ะให้มากที่สุด และจะไม่ถือบทเข้าฉากเลย รับผิดชอบแค่นี้ แต่เบื้องหลังความรับผิดชอบเยอะมาก ปวดหัวสุดๆ ต้องแก้ไขทุกอย่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราไม่เคยทำความยุ่งยากให้คนอื่น เวลาเราทำเบื้องหน้า ฉะนั้นบุญกุศลน่าจะทำให้เราไม่ต้องเจอแบบนั้น (หัวเราะร่วน) ก็ต้องเข้าใจแหละว่ากองถ่ายมีหลายคน ต่างความคิด บางคนไม่รับผิดชอบเรื่องเวลา บางคนไม่รับผิดชอบเรื่องแอ๊กติ้ง และเราก็ต้องยอมรับว่า เด็กรุ่นใหม่ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ มากนะ นักแสดงรุ่นผมนี่เขาครบเครื่องนะ อันดับแรกที่เราถูกสอนกันมาคือ วินัย เทคนิคการแสดง แต่เด็กสมัยนี้ก็คิดเองทำเอง แล้วก็เถียง คิดว่าตัวเองเจ๋ง อย่างนักแสดงรุ่นก่อนๆ ถ้าเขาเป็นผู้กำกับมาก่อน แต่เวลาเขามาเป็นนักแสดง เขาจะไม่แนะนำอะไรเลย ถามด้วยซ้ำว่าจะให้เล่นแบบไหน อย่างผมไปเล่นก็เหมือนกัน จะคอยถามผู้กำกับตลอดว่า ผมเล่นเป็นยังไง ประมาณไหน เราต้องเคารพเขา เราเป็นผู้เล่น แต่เด็กรุ่นใหม่จะแบบไม่ได้ ต้องเล่นอย่างนี้ อย่างที่บอกนักแสดงใหญ่กว่าทุกอย่าง เป็นไปตามยุคสมัย แต่ใครที่ทำดีก็อยู่ได้นาน เพราะฉะนั้นเราอยู่เบื้องหลัง เราจะเห็นทุกๆ อย่างเลย ผมก็จะต้องคอยบอกลูก ว่าต้องค่อยๆ คุย บางอย่างก็ต้องระวัง ผมสอนเขาเสมอว่าบรรยากาศของกองถ่ายต้องดี ใครเข้ามากองถ่ายเรารับรองได้ว่าอารมณ์ดี ไม่มีนินทา อาหารอิ่ม บรรยากาศกองถ่ายดี ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญนะ

ชีวิตครอบครัว

ตอนแต่งงาน ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย ทั้งฝั่งผมและฝั่งก้อย เพราะพ่อแม่ก้อย เขาก็รู้ว่าเราแสบมาก แต่เมื่อสองคนตกลงใจว่าจะดูแลกัน เขาก็ยอมพอแต่งงานเสร็จ มีลูกปุ๊บ ผมก็กลับไปเลวอีก ครอบครัวก้อยเขาก็ยิ่งไม่ชอบใหญ่เลย กว่าจะพิสูจน์ให้เขาเห็น เป็นปีเลยนะ เดินเข้าบ้านก็เดินเข้าห้องเลย คือตอนที่เราหายไป 2 ปี แล้วกลับมาอีกครั้ง คือเราพร้อมที่จะขอโทษทุกอย่าง ยอมรับผิด คือผมก็คุยกับเขาว่าผมเป็นคนเพื่อนเยอะ ซึ่งเขาก็จะขอว่า 1. อย่าค้าง 2. อย่ามีคนในวงการ 3.มีแล้วอย่าระรานเขา 4. กลับบ้านก่อนที่แม่เขาจะออกไปทำงาน ซึ่งผมทำไม่ได้สักข้อเลย เลยกลายเป็นปัญหา แต่ด้วยความที่เขาให้อภัย ให้โอกาสเราอีกครั้ง เราถึงได้กลับมา นี่แหละคือความดีของเขาที่เรานึกถึง บางอย่างที่ต้องชดใช้ แต่ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดหรอก เพราะว่ามันไม่ใช่ค้าขายกำไร ขาดทุน มันใช้ไม่หมดหรอกกับสิ่งที่เขาดูแล เราทำเขาไว้เยอะ เกินกว่าที่เราจะชดใช้เขาหมด ก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ ฉะนั้นผมบอกเลยว่าชีวิตผมหักเหเยอะมาก ตอนที่ออกจากบ้านไป 2 ปี แล้วกลับมา มันก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับตัว คิดได้ ก็คือลูก และก้อย และยิ่งลูกคนที่ 2 ที่เป็นผู้หญิง เรายิ่งรู้สึกว่าไม่อยากจะทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว เริ่มมีกรอบให้ตัวเอง ส่วนก้อย เราก็รู้สึกเห็นใจเขาเพราะเขาดีมากๆ ก็บอกเขานะว่าพี่รู้แล้วล่ะ พี่จะพยายามไม่ทำแบบนั้นอีก

ทำหน้าที่ของคุณพ่อ

ผมถูกพ่อแม่บังคับ จนเราคิดว่าถ้าเราโตขึ้น เราจะไม่บังคับลูกแบบนี้ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าดีหรือไม่ดี ในจำนวนพี่น้อง 4 คนของผม ทุกคนอยู่ตามกรอบหมดเลย มีผมคนเดียวที่เขาเรียกว่า กบฏในบ้าน (หัวเราะ) คือที่บ้านอยากให้เป็นข้าราชการ หรือไม่ก็ทำงานธนาคาร แต่ผมไม่เอาไม่ชอบ อยากทำอะไรที่เป็นเอกชน ทำงานได้เงินรวดเร็วดีไม่ต้องรอบั้นปลาย (หัวเราะร่วน) ฉะนั้นก็จะบอกลูกว่า แน่ใจนะ มั่นใจนะ เลือกเองนะ จะเรียนอะไร และถ้าเลือกแล้วต้องรับผิดชอบให้ดีด้วย จะเกรดดีหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เรียนให้จบ อย่าเกเร เท่านั้นพอ ถ้ารับผิดชอบแล้วเกรดได้เท่าไหร่ไม่ว่า แต่เขาก็เรียนดีกันทั้งนั้น 3 กว่า ผมก็คิดว่าผมให้เสรีภาพ ให้การตัดสินใจเขาทุกอย่าง จนกระทั่งเหมือน Spoil แต่ผมมองว่าไม่ใช่ นี่คือเสรีภาพที่เขาจะได้คิดเอง เพราะชีวิตเขา เรามีอย่างเดียวคือหน้าที่อธิบายจุดดี จุดเสีย แล้วให้เขาเลือก ทุกอย่างเลือกเองหมดโดยที่เราจะให้คำแนะนำ ไม่ได้บังคับอะไร

ความภาคภูมิใจในฐานะพ่อแม่

ภูมิใจนะ ถือว่าโอเคในจุดจุดหนึ่ง เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหน ที่ไม่พอใจในลูกตัวเองหรอก อาจจะมีข้อที่น่าจะได้มากกว่านี้บ้าง แต่ตอนนี้ก็ตัดใจปล่อยวาง ระหว่างที่เราเป็นพ่อแม่ สิ่งที่เราทำได้คือดูแลเขา หาเงินมาได้ก็เที่ยวด้วยกัน ทุกคนจะรู้ว่าบ้านผมเป็นคนชอบเที่ยวมาก แต่เราก็มีการแบ่งเงินเก็บไว้นะ เพราะเราเริ่มต้นจาก 0 ผมไม่เคยขอพ่อแม่เลยนะ แม่ถามบอกมีตลอด ทั้งๆ ที่
แต่ก่อนก็ไม่มี อย่างตอนที่คลอดลูกคนแรก ตังค์ไม่มี ไม่ได้บอกพ่อแม่ พยายามดิ้นรนเอง อย่างตอนแต่งงานก็ไม่ได้บอกเขาเหมือนกัน บอกตอนหลังแต่ง คือเมื่อเราตัดสินใจที่จะมีชีวิตคู่ ด้วยการแยกครอบครัวแล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องอยู่ให้ได้ ก็บอกก้อยเหมือนกันว่าถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องยืมใคร ไม่มีก็คือไม่มี ชีวิตผมนี่จองหองมากนะ ฐิติ อีโก้ จนก็จน มีศักดิ์ศรี ซึ่งบางทีก็เยอะไป (หัวเราะร่วน)

เรียนรู้การใช้ชีวิต จากงานในวงการบันเทิง

สิ่งแรกเลยคือ การ Management เงินของตัวเอง ผมจะไม่เป็นหนี้ ไม่เคยซื้อของผ่อน มีก็ซื้อ ไม่มีก็ไม่ซื้อ ก็จะบอกลูกเสมอว่ามีก็ใช้ อย่าหัดเป็นหนี้ และแน่นอนตอนที่เรามีชื่อเสียงเฟื่องฟู พอยามหมดก็หมด เพราะไม่เคยคิดจะเมเนจฯ ซึ่งเดี๋ยวนี้นักแสดงรุ่นใหม่ก็น่าจะมีบ้าง อย่างที่เขาพูดกัน วงการบันเทิงมันมีทั้งขึ้นทั้งลง เพราะเราเคยผ่านมาหมดแล้ว สุดท้ายมันก็จะสอนว่า เราต้องดูแลตัวเอง ไม่มีใครดูแลเราหรอก อย่างที่สองคือคำสอนของรุ่นผู้ใหญ่ รวมถึงเด็กๆ บางส่วนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และอย่างที่สามคือ การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เพราะวงการบันเทิงคือเราเล่นละครบนพื้นฐานของความเป็นจริงทั้งนั้นตัวละครที่เราเล่นก็คือความเป็นจริงในอนาคตทั้งนั้น ผมสัมผัสมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะตัวที่เราเล่นเอง หรือตัวที่เล่นกับเรา เพราะทุกตัวละครก็คือชีวิตจริงของเราไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า มันคือเรื่องจริงของคนทุกคน แต่คนไม่ค่อยคิด คิดแค่ว่าเป็นละคร คนที่อยู่ในวงการนานๆ ก็มีหลายๆ อย่าง ไม่ใช่จะเล่นเก่งและหล่ออย่างเดียว แต่ว่าวงการบันเทิงไทยเสียอยู่อย่างเดียวคือ แก่แล้วค่าตัวตก (หัวเราะ) ถ้าเราไปอยู่ที่ Hollywood นะ รับเชิญแค่ตอนเดียว อยู่ได้นานเลย แล้วเด็กสมัยนี้ก็ไม่มีสัมมาคารวะ ฉะนั้นเราจะสอนลูกเสมอว่า ยกมือไหว้คือการสวัสดีใครก็ได้อายุน้อยอายุมาก สวัสดีครับ/ค่ะ จะมีความน่ารักเกิดขึ้น สวัสดีทุกคนไม่เสียหายอะไรเลยทำไปเถอะ

กิจกรรมพิเศษที่ทำเป็นประจำ

เมื่อสักประมาณ 30 ปีย้อนหลังไป นักแสดงสมัยก่อนสมมุติว่าวันนี้เรามีเพื่อนคนหนึ่งแล้วเขาขอความช่วยเหลือมา พวกเราจะแห่กันไป แล้วเขาก็จะให้ค่าน้ำมัน ค่าขนมกันมา เช่น 15,000 -20,000 บาท แล้วพวกเราก็ไปงานโชว์ตัวกันงานหนึ่ง ตอนนั้นไปประมาณสัก 10 กว่าคน พอได้เงินมา เอ๊ะ..จะแบ่งกันยังไงดี ก็เลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเอาไปทำบุญดีกว่า ก็เลยเริ่มเก็บ และทำบุญ ทำผ้าป่า ทำกันทุกปี สร้างวัด สร้างเมรุ สร้างศาลา ฯลฯ ทำเรื่อยๆ อยู่ 15 ปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เราขับรถไปเห็นนักเรียนเดินเท้าเปล่า ก็เลยคิดว่า เราสร้างโรงเรียนกันดีไหม จากนั้นเลยเริ่มสร้างโรงเรียน ทำต่อเนื่องมาอีก 9-10 ปีแล้วจนกระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบ 60 พรรษา เลยคิดกันว่าเราสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกันไหม สร้างเสร็จถวายสมเด็จพระเทพฯ เลยหันไปสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ที่แม่สอด, ภาคใต้ ที่ชุมพร, ภาคอีสาน ที่เลย, ภาคตะวันตก ที่กาญจนบุรี ทั้งหมด4 โรงเรียน เป็นเงิน 10 ล้านบาท แล้วหลังจากนั้น คุยกันว่าต่อไปนี้สร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนกัน เพราะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เวลาเราเข้าพื้นที่ไป เห็นเขาน่าสงสารมากนะ คือหนึ่งตำรวจชายแดนป้องกันเหตุตอนโรงเรียนปิดเทอม แล้วก็สอนหนังสือตอนเปิดเทอม แล้วเป็นทั้งพยาบาล นักจิตวิทยา เป็นทุกอย่าง เราเห็นเราก็เลยเริ่มสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ทุกปี จนตอนนี้ทำหลังที่ 6 แล้ว ซึ่งอีกสองที่ก็คือ อุบลราชธานี ที่ อำเภอกุดข้าวปุ้น กับ อำเภอเขมราฐ ซึ่งตอนนี้เรามีมูลนิธิเพื่อนศิลปิน สำหรับรับบริจาค และหารายได้เพื่อรวบรวมเงินกันไปช่วย อย่างล่าสุดจัดกอล์ฟการกุศล หามาได้ประมาณ 3 ล้านบาท ก็เอาไปช่วยทั้งหมดซึ่งครั้งนี้เราทำเป็นอาคารพยาบาลครบสูตร พยายามบอก ไก่-วรายุฑ กับ เป็ด เชิญยิ้ม เราจะสร้างให้ได้ทุกปีอย่างน้อยๆ ก็ทำบุญทำความดีเล็กๆ น้อยๆ ด้วย และช่วยสมเด็จพระเทพฯ ปีละ 2 ล้านบาท น่าจะทำได้ เชื่อเถอะ ถ้าได้เข้าไปเห็น ไปสัมผัส เราจะมีความสุข ผมก็ลงไปทุกโรงเรียน ดูว่าเราควรจะทำอะไรบ้าง ไปกับก้อย เดี๋ยวนี้ก็จะพาลูกไปด้วย ให้เขาได้ซึมซับ และได้เห็นว่ายังมีคนที่เขาแย่กว่าเราเยอะมากเลยนะ อยากให้เขาซึมซับในเรื่องของการเป็นผู้ให้

บั้นปลายชีวิต

ผมไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะชีวิตเรารู้อยู่แล้ว เราผ่านตั้งแต่จุดที่เริ่มจาก 0 จนกระทั่งจุดที่ว่าสบาย พอมาวันนี้ถ้าเราจะมีเงินแค่ 20-30 บาท อยู่บ้าน เราก็อยู่ได้นะ ผมเคยบอกกับนักแสดงหลายๆ คนที่เราสนิทว่า จำไว้นะ เมื่อยามมีซื้อบ้าน แล้วรีบผ่อนให้หมด เพราะถ้ามีบ้านมีเงินอยู่ 20 บาท อยู่บ้านได้ 5 วัน แต่ถ้าอยู่ในรถไม่ได้นะ เด็กรุ่นใหม่จะซื้อแต่รถ คือเราขับรถอะไรก็ได้ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า อย่าไปอาย

ธุรกิจที่ใฝ่ฝันในอนาคต

อยากจะทำร้านกาแฟ เพราะเป็นคนชอบกินกาแฟมาก ทั้งที่หมอห้าม (หัวเราะ) หมอไม่ให้กินเยอะ สมัยก่อนผมกินกาแฟวันละ 10 กว่าแก้ว ตอนนี้ก็กำลังหาพื้นที่ ริมถนนสายเอเชียเข้าไปในนาหน่อย เห็นเขาทำแล้วอยากทำ น่าจะสนุกดี

หมั่นเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง

คนเราพออายุมากขึ้น อย่าทำตัวให้แก่ ต้องมี Activity บางอย่างที่ทำให้ตัวเอง Alert ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายนะ ต้องทำให้ตัวเอง Active อยู่เสมอ อย่างผมตอนนี้อยู่บ้าน งานหลักเลยคือ ซักผ้า ตากผ้า กวาดบ้าน ก้อยรีด จ้างบ้าง ส่วนกิจกรรมออกกำลังกายก็มี 2 อย่าง ตีกอล์ฟ กับ ปั่นจักรยาน ว่างๆ ก็จะปั่นไปอยุธยา หรือไม่ก็พุทธมณฑล ชอบออกกำลังกาย Outdoor ครับ

ผลงานมีให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง

ผลงานแสดงตอนนี้มีละครเรื่อง “ดั่งดวงหฤทัย” ทางช่อง 3 แล้วก็ละครเรื่อง “ดั่งตกกะได หัวใจพลอยโจน” ช่อง GMM25 รับเชิญ “กลิ่นกาสะลอง” ทางช่อง 3 ส่วนผู้จัดฯ ตอนนี้ก็กำลังจะเปิดของ ช่อง PPTV เรื่อง “เกมรัก เกมพยาบาท” เป็นเรื่องที่เราพล็อตเอง น่าจะได้ดูปลายปีครับ

และนี่คืออีกหนึ่งนักแสดงรุ่นเก่า ที่ยังเก๋า ทั้งฝีไม้ลายมือ และความคิดที่น่าชื่นชม… เปี๊ยก-สมมาตร ไพรหิรัญ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : โจ-นินนาท สินไชย สุขที่จะก้าวหน้าแบบพอเพียง

Published August 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/403532

Star Retro : โจ-นินนาท สินไชย สุขที่จะก้าวหน้าแบบพอเพียง

Star Retro : โจ-นินนาท สินไชย สุขที่จะก้าวหน้าแบบพอเพียง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ พาไปอัพเดทชีวิตของอดีตพระเอกคนดัง โจ-นินนาท สินไชย นักแสดงเจ้าบทบาท จากหลากหลายผลงาน อาทิ ละครสี่แผ่นดิน ภาพยนตร์ ขวัญ-เรียม ที่ปัจจุบันผันตัวเองไปทำงานด้านพิธีกรผลิตรายการ และคลุกคลีในแวดวงพืชสวนทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ … ไม่ขอเกริ่นไปไกลให้มากความ ตามไปฟังเรื่องราวของเขากันดีกว่าค่ะ

ชีวิตวัยเด็ก

ตอนเด็กๆ โชคดีมาก ที่ไม่เป็นสาวครับ (หัวเราะ) เพราะมีพี่สาว 2 คน ผมเป็นคนสุดท้อง ห่างกันคนละปีพอดี แล้วผู้หญิงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย ผมตัวเล็กสุดในบ้านก็จะโดนแกล้งสารพัด อย่างเขาไปเรียนวิทยาศาสตร์มาก็จะเอามาทดลองกับน้อง เอาขั้วแบตเตอรี่ก้อนมาจี้ที่ลิ้นเราเราก็ช็อตๆๆ หรือแม้กระทั่งบังคับให้เอานิ้วจุ่มน้ำ ไปจิ้มที่เต้ารับไฟฟ้า แล้วเขาสองคนก็เอาผ้าขนหนูพันไว้ที่ผม คอยดึง วันนั้นแขนชาไปทั้งวันเลย ตอนนั้นถ้าไม่ทำตามก็จะโดนรุม และเขาก็สั่งห้ามฟ้องพ่อแม่ เราเด็ก ก็ได้แต่ทำตามพี่ๆ พอวันรุ่งขึ้นก็ลืมแล้วครับ หรือไม่ก็โดนจับใส่วิกแต่งตัวเป็นผู้หญิง เพราะเขาอยากได้น้องสาวกัน แต่ทุกวันนี้รักกันดีนะครับ(หัวเราะ) แล้วสนิทกันมาก เพื่อนๆ ของพี่สาวทุกคน ผมก็สนิทด้วยหมด

ประสบการณ์ในโรงเรียน

ผมค่อนข้างเป็นเด็กเรียน อย่างที่บอกว่าโชคดีที่ไม่เป็นสาว เพราะจะออกแนวผู้ชายเรียบร้อย เงียบๆ หงิมๆ โดนพี่ๆ กระทำ จนหงอ ไม่กล้านอกลู่นอกทาง แต่พอเข้ามัธยม เริ่มมีกลุ่มเพื่อน ก็จะไปเน้นกิจกรรมตามเพื่อน เริ่มไม่ตั้งใจเรียน พอ ม.3 ก็เลยถูกส่งไปอยู่กับคุณลุงที่อเมริกา เรียนที่อเมริกาก็แย่ เพื่อนเยอะ กิจกรรมแน่น เที่ยวเก่ง จนพอจะขึ้น ม.6 คุณลุงถามว่าจะเอายังไงถ้ายูเกรดไม่ดีแบบนี้ ยูต้องกลับเมืองไทยนะ เพราะมหาลัยที่นั่นไม่มีที่ไหนรับแน่นอน เราก็มานั่งคิด กลับมาก็ไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบเอ็นท์ เพราะตอนนั้นยังเป็นระบบเก่าอยู่ พอ ม.6 ก็เลยหยุดเล่นกีฬาทุกอย่าง กลับมาตั้งใจเรียน ปรากฏว่าเข้ามหาลัยที่นั่นได้งงกับชีวิตตัวเองเหมือนกัน (หัวเราะ) ในปีเดียวฉลาดขึ้นมา มีรูปติดบอร์ดโรงเรียนเลย ก็เลยเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ เพราะเมืองที่ผมอยู่ ใกล้กับชิคาโก แล้วทางกงสุลที่นั่นแจ้งว่ามีรัฐบาลจะให้ทุนนักเรียนไทย ที่เรียนสาขานี้ แต่ไม่มีใครเรียนเลย เพราะสมัยก่อน เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองมาก ก่อนจะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จนไม่มีใครอยากจะรับราชการ เราก็เอาเลย สนใจ แล้วเป็นคนไทยคนเดียว สอบติดได้ SAT (Standard American Test) จาก 620 ได้ 580 (เดี๋ยวนี้ต้อง 600 อัพแล้ว) ปีแรกเข้าเรียน ก็อีหรอบเดิม เละเทะ คาราโอเกะทุกคืนมีรถขับก็ไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมีอะไรมาเตือนสติอีกคือตอนเรียนไฮสคูลเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเยอรมันได้ A มาตลอด แต่พอเข้ามหา’ลัย ได้ F!! ก็เลยหยุดแล้วกลับมาตั้งใจเรียน ขนาดที่ว่าไม่กลับไทยเลยทุกซัมเมอร์ก็ลงเรียนเต็มหมด จนจบปริญญาตรีใน3 ปีครึ่ง

เข้าวงการแบบไม่รู้ตัว

ย้อนก่อนว่าช่วงเรียนปี 2 ผมไปสมัครงานเป็น Intern (เด็กฝึกงาน) ให้กับ UN เรียนจบ เขาก็บรรจุให้เป็นพนักงานประจำ ได้ตังค์เป็น USD / สัปดาห์ เดือนหนึ่งได้เกือบ 800 เหรียญ แล้วเสาร์-อาทิตย์ก็ทำเดลิเวอรี่ส่งอาหาร เรียกว่าเงินดี งานดี แล้วก็ทำเรื่องปริญญาต่อ เช่าบ้านอะไรเรียบร้อย ก็กะว่าจะกลับมาไทยสัก 4 เดือน ค่อยกลับไป ตอนนั้นช่วงปี 1998 จำได้แม่นเลย อายุ 21 พอดี กลับมาแล้วเห็นรถที่บ้านไม่ค่อยสะอาด ก็เลยเดินออกจากบ้านไปตรงแถวโรงแรมดุสิต เพื่อหาซื้อเครื่องฉีดน้ำ จะเอาไปล้างรถ นึกสภาพนะ อากาศร้อนมาก แล้วผมใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ มือหนึ่งก็หิ้วเครื่องฉีดน้ำ กำลังจะหาทางกลับบ้าน ก็มีคนมาถามว่าลองขึ้นไปคุยกันหน่อยไหม เป็นบริษัทที่รับงานโฆษณาของโตโยต้า เราไม่ได้ยินหรอกนะว่าเขาพยายามจะพูดอะไร แต่สนใจแค่ว่าเข้าไปตรงนั้น น่าจะเย็นนะ (หัวเราะ) สรุปว่าขึ้นไปปุ๊บ ตกใจเลย มีทั้งเอเจนซี่ ลูกค้า แล้วก็โปรดักชั่น นั่งประชุมกันเต็มโต๊ะรูปเกือกม้าเลย คือบังเอิญเขากำลังหาพรีเซ็นเตอร์อยู่พอดีไฟนอลแล้ว เขาหาได้ 4 คน ยังขาดอีก 1 คน แล้วแต่ละคนก็คือ คุณดาว (พอฤทัย ณรงค์เดช), ภูริ หิรัญพฤกษ์, เคน-ธีรเดช แบบนี้ แล้วผมเดินเหงื่อซกขึ้นมาเลย ก็ตอบคำถามตามที่เขาถามไป พอเสร็จก็กลับบ้าน ปรากฏว่าเขาติดต่อมาให้ไปถ่ายโฆษณาโตโยต้า ก็เลยได้งานแรกในชีวิตเป็นโฆษณารถยนต์ ตอนนั้นทำเอาบริษัทเขาเกือบเจ๊งเพราะสมัยก่อนถ่ายด้วยฟิล์ม ผมพูดแค่ประโยคเดียว แต่เทคยับเลย แล้วเสร็จเขาก็โหวตกัน ว่าจะรับเป็นค่าตัว หรือรับเป็นรถ เราก็กำลังจะยกมือเอารถครับ ปรากฏคนอื่นเลือกเงินกันหมดเลย (หัวเราะ)

กลับสู่มาตุภูมิ

ช่วงที่กลับมาตอนนั้น บังเอิญอีกเหมือนกันครับ ไปเห็นเขาติดป้ายประกาศรับสมัครเรียนปริญญาโทที่จุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ สาขาการทูต เราก็ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปกรอกใบสมัคร เขาก็เรียกทำข้อสอบ สอบสัมภาษณ์ สรุปเข้าได้อีก ประกอบกับจะไปจับใบดำใบแดงเกณฑ์ทหารพอดีด้วย ผมไม่ขอผ่อนผัน เพราะตั้งใจเลยว่าได้ใบแดงก็ดี คือไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะอยู่หรือกลับอเมริกา แต่ปรากฏว่าได้ใบดำ เพราะพระที่เข้าแถวจับก่อนหน้าผม ได้ใบแดงกันหมดเลย (หัวเราะ) จนเต็มโควตา ผมเลยไม่ต้องจับ สุดท้ายก็เลือกเรียนต่อโทที่ไทย เหมือนตอนไปถ่ายโฆษณา ไม่ได้คิดอะไร ก็ทำๆ ไป ที่อเมริกาก็ทิ้งเลย ค่ามัดจำ ค่าเช่า ก็ให้เขายึดไป

ละคร-ภาพยนตร์วิ่งเข้าหา

จากโฆษณาโตโยต้า ก็มีงานติดต่อเข้ามาเยอะแยะมากมาย แต่เราก็ปฏิเสธไปเยอะมาก เพราะเรายังต้องเรียน และตอนนั้นก็เข้าไปฝึกงานที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย แต่งานด้านนั้นไม่ใช่ตัวเรา ก็เลยจบไป ส่วนที่ได้เล่นละครเรื่องแรก “ดอกฟ้ากับเทวดาเดินดิน” เพราะทีมงานเขาตื๊อเก่งครับ (หัวเราะ) เอารถตู้มารอรับเลยแล้วที่ตลกคือ ผมก็ไป ใจง่ายมาก (หัวเราะ) แต่ผมก็มีจุดยืนเรื่องเวลาเรียนกับทำงาน จนผู้จัดหลายคนโมโห งอนไปเลย แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาโมโห ก็บอกเขาแค่ว่าเวลามันเต็มแล้วจริงๆ จนกระทั่งได้ F อีกแล้ว!!ก็เลยต้องหยุดรับงาน แต่ไม่ได้เลิกเลย เพราะทางผู้จัดเขาเสียหาย ค่อยๆ ลดปริมาณลง จนรักสถาบันมาก เรียนไป5 ปี ถึงจะจบป.โท

รับมือกับความเปลี่ยนแปลง

สมัยนั้นผมไม่รู้หรอกว่าอะไรคือดัง-ไม่ดัง ผมโดนบ่มเพาะมาจากรุ่นมี้-พิศมัย อยู่ในกองแกก็สอนหลายๆอย่าง แล้วมี้นั่งเครื่องบินมาจากเชียงใหม่เลยนะ เพื่อมากองละคร ตื่นตี 4 แต่งหน้าเอง เขาจะใช้หรือไม่ใช้ ต้องมาถึงกองก่อน แล้วไม่เคยรับงานซ้อน ผมด้วยความที่ไม่รู้เรื่อง แล้วก็เกรงใจ ก็เคยรับงานซ้อน หลังจากนั้นทำงานไม่ดีสักอัน เพราะใจมันกระวนกระวาย ร้อนรนจนเสียหายทั้ง 3 ฝ่าย คือคนจ้างคนแรกก็เสียหาย คนที่มาจ้างเราต่อก็เสียหาย เพราะเราไปไม่ทัน เราเองก็ทำงานได้ไม่ดี จนจำฝังใจเลย จากนั้นก็เลยได้เรียนรู้ และจำมาตลอด นักแสดงสมัยก่อนเขาขอแค่ 2 อย่าง หนึ่งคือตรงต่อเวลา สองคืออย่ายุ่งกับยาเสพติด ที่เหลือจะทำอะไรเรื่องของคุณ ก็เลยฝังหัวผมมาจนทุกวันนี้ นัด 10 โมง ผมออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงครึ่งแล้วเพราะฉะนั้นที่ถามว่ารับมือกับความดังยังไง ผมไม่ทันได้รู้ครับ เพราะตี 3 ตื่นไปเข้ากอง พอเลิกกองเสร็จรถตู้ก็มาส่งที่มหา’ลัย จากมหา’ลัยเสร็จ ก็กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นไม่เจอคนข้างนอกเลย จะมีเพื่อนก็เพื่อนในกอง เล่นกับสวัสดิการ ช่างไฟ แล้วสมัยก่อนสนุก ยังไม่มีโทรศัพท์เล่น ไม่มีโซเชียลว่างก็ออกกำลังกาย มีปฏิสัมพันธ์กันในกอง ได้เรียนรู้งานด้านต่างๆ เรื่องดัง-ไม่ดังเลยไม่ได้รับรู้ ตอนนั้นชัดเจนแค่ว่าทำงานเพื่อเงินครับ

จุดเปลี่ยนของชีวิต

น่าจะเป็นช่วงที่ผมถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “ขวัญ-เรียม”เพราะต้องใช้เวลาถ่ายทำนานมาก แล้วไปถ่ายต่างจังหวัดตลอด ทำให้เราเริ่มซึมซับความเป็นธรรมชาติ เริ่มชอบธรรมชาติ จริงๆ อาจจะชอบจากที่อเมริกาด้วย เพราะตอนอยู่ที่อเมริกา เปิดประตูหน้าบ้านมาเป็นทุ่งข้าวโพด กวางวิ่งผ่านหน้า ทุ่มหนึ่งนี่ปิดไฟเงียบหมด แล้วไม่มีรถเมล์ถ้าไม่ทันรถโรงเรียน ก็ต้องเดิน จากตรงนั้น น่าจะมีส่วนให้ผมกลายเป็นคนรักธรรมชาติ จนผมไปเจอที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ราชบุรี เลยซื้อไว้เพื่อทำสวน และประจวบกับมีคนมาจ้างทำรายการเกี่ยวกับสวน ชื่อ The Gardener ผมก็เลยผันจากงานแสดง มารับงานพิธีกรมากขึ้น เริ่มจากรายการ Dezign ก่อน คือติดใจ ถ่ายเสร็จเร็วดีจัง เพราะปกติผมต้องไปคนแรกของกอง แล้วกลับคนสุดท้าย แถมไม่มีถ่ายข้ามคืน ก็เลยชอบงานพิธีกร แล้วตอนนั้นมียุคหนังแผ่นมา ผมก็ไปรับเล่นตรงนั้นเยอะมาก เพราะงานเสร็จเร็ว ไม่ยืดเยื้อ(เลยทำให้ถูกเม้าท์ว่าเป็นเกย์?) ก็ด้วยครับ แต่จริงๆ ข่าวนี้มีมานานแล้วครับ ก็อย่างที่เห็น ไม่ได้มีอะไร

เบนความสนใจสู่งานสวน

พอได้ทำสวน กลายเป็นชอบมาก ไปสัมภาษณ์ใครมา ก็ใช้ครูพักลักจำ ปลูกทุกอย่าง ช่วงนั้นเป็นช่วงต้มยำกุ้ง รายการทีวี.ก็จะได้เงินสนับสนุนจากราชการ ให้ทำรายการส่งเสริมและถ่ายทอด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จน 7 วัน ผมมีถ่าย 9 รายการ แล้วผมถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ 6 เดือน สัมภาษณ์ตั้งแต่ชาวไร่ชาวนา ไปจนถึงเจ้าของกิจการ จนรู้ทุกสิ่งอย่าง ปลูกทุกอย่างรถเก๋งมาทำงานนี่มีแต่พืชผล ตะไคร้ ข่า ขิง ใบมะกรูดขนมาเต็มคัน จนหน้ารถลอย เพื่อเอาไปแจกเขา กระทั่งเข้าตากรรมการ ได้เอาผลผลิตทางการเกษตร ทั้งที่แปรรูป และไม่แปรรูปส่งขายตามห้าง ภายใต้แบรนด์ว่า happy veggie พอได้ตังค์ ก็ค่อยๆ แบ่งสัดส่วน เก็บเงินมาเรื่อยๆ จนได้สร้างเป็นที่พัก farmstay ซื้อรถห้องเย็นไว้ขนส่ง และสร้างครัวปิด ได้มาตรฐานต่างๆ ผมทำมา10 กว่าปี ได้กำไรไม่มาก แต่ได้เรื่อยๆ ครับ

หน้าที่การงานในปัจจุบัน

นอกจากผลผลิตแปรรูป และโฮมเสตย์ที่เล่ามา ซึ่งสามารถรันงานได้เองแล้ว ผมก็มีงานพิธีกรฟรีแลนซ์ที่ส่วนมากจะเป็นงานราชการ รับจ้างมาทำ และก็มีทำรายการของตัวเอง Nature Hunter ส่วนรายการ The Gardener ทำกับทางอมรินทร์ และเชื่อมโยงกับงานเขียนคอลัมน์ลงหนังสือ “บ้านและสวน” ด้วยครับ

กิจกรรมยามว่าง

เล่นกีฬาครับ ส่วนใหญ่ผมจะเล่นกีฬาทุกวันอยู่แล้ว อาทิตย์หนึ่งก็จะมีสัก 5 วัน ไม่ได้เก่งสักอย่างนะ เล่นเพื่อออกกำลังกาย ก็จะมีต่อยมวย วิ่ง เข้าฟิตเนสบ้าง ผมตอนนี้ก็ 44 แล้ว ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพ และการออกกำลังกายกันหน่อย (หุ่นยังเป๊ะ จนมีคนให้ฉายา “ยิ่งแก่ยิ่งแซ่บ”?) จริงเหรอ … (หัวเราะ) ต้องบอกเขาว่า ต้องลองชิม(หัวเราะ) ไม่หรอกครับ ผมอ้วนนะ อันดับแรกต้องขอบคุณนะครับ เพราะถือเป็นคำชม ด้วยความที่เรายังรักอาชีพนี้อยู่ก็ต้องดูแล พอเราทำแล้วเราก็เอ็นจอยผมตื่นตี 5 ทุกวัน และตอนนี้เพิ่งเริ่มหัดเดินสมาธิ ขวาก้าวหนอ ซ้ายก้าวหนอ ทำสัก 10 นาที ตรงนี้ก็ทำให้เรามีสติมากขึ้น ผมว่าคนเราควรจะโตขึ้นตามวัยและต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเดินพลาด เราหกล้ม หรือสะดุด เราต้องหันไปดู ว่าเราหกล้มเพราะก้อนหิน หรือว่าสะดุดขาตัวเอง เราต้องเรียนรู้ ไม่ควรล้มซ้ำๆ เดิม ยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งต้องคิดให้มากขึ้น รอบคอบมากขึ้น

ส่วนของงานแสดง

เรื่องล่าสุดที่เล่นคือ “ด้วยแรงอธิษฐาน” ผมไปเล่นรับเชิญให้กับ คุณดาว(พอฤทัย ณรงค์เดช /ผู้จัดฯละคร) จริงๆ ถ้ามีคนจ้าง ผมก็เล่นนะ ถ้าเวลาได้ แต่คนอาจจะคิดว่าผมแก่ หรือเลือกบท แต่จริงๆ ผมรับทุกบทนะครับ

ชีวิตครอบครัว

ยอมรับว่าแต่ก่อนเป็นคนเจ้าชู้มากกก ถือคติว่าตราบใดที่เรายังไม่แต่งงาน เรามีสิทธิ์เลือก อันนี้คือความเห็นแก่ตัวที่ผู้ชายคิดแต่อย่างหนึ่งคือผมไม่ได้โกหก ผมคบใคร ผมเปิดหมดเลย ว่าคบคนนี้อยู่ด้วยนะ (ไม่ได้มีโลก 2 ใบใช่ไหมคะ?) ผมมี 4 ใบเลยยย แต่ทุกคนรู้หมดเลย และเคยไปด้วยกันหมดด้วย ใครรับได้ก็รับ ไม่ได้ก็จบกันไป เป็นคนที่แย่มากตอนนั้น เป็นคนที่เห็นแก่ตัว คือไม่อยากรับความเครียด แล้วที่สำคัญคือโกหกไม่เนียน ไม่ชอบโกหก เพราะเราต้องมานั่งจำว่าโกหกอะไร เพราะฉะนั้นหนึ่งเลยผมจะไม่ค่อยมีความลับ แต่คบซ้อนนี่เพียบเลย จนกระทั่งตัดสินใจแล้วว่าเราเลือกคนนี้แหละ คือคุณต๊อบ-วรารินทร์ (ภรรยา) ซึ่งเขาคบกับผมมา 14-15 ปี แล้วคิดดูนะ ผมจะแต่งงาน ผมก็ไปบอกคนอื่นๆ ว่าพรุ่งนี้จะแต่งงานแล้วนะ จากนั้นก็เลิกติดต่อคนอื่นๆ หมดเลย ผมเสียใจนะกับสิ่งที่ทำไป แล้วเหมือนละครเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันกับภรรยา ก็ยิ่งรักกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่า จริงๆ ผมไม่ได้เลือกเขานะ แต่เขาเลือกผม แล้วชีวิตมีความสุขมาก แต่งงานมา 5 ปี กลายเป็นคนทำงานเสร็จกลับบ้าน เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่งไปเลย เรียบง่ายแต่สุข คือไม่ต้องอยากได้อยากมี (แพลนทายาท?) เคยพยายามแล้วครับ แต่ไม่มี ทำทุกอย่างแล้วนะ ยกเว้นทำกิ๊ฟท์ แต่ไม่สำเร็จ ก็เลยพอแล้ว เล่นกับ “แมท” หลานชาย ลูกของพี่สาวแทน

แพลนอนาคต

ไม่รู้ผมคิดถูกไหมนะ คือผมคิดสวนทาง จากแต่ก่อนเราคิดว่าเราต้องมีเยอะๆ เป็นผู้ชายรวยแล้วจะดูดี แต่ปัจจุบัน หนึ่งลูกก็ไม่มี แล้วงานที่เราทำทุกวันนี้ก็มีความสุขมากๆ ไม่ว่าจะงานพิธีกร ขายของ หรือเป็นลูกจ้าง มีความสุขกับชีวิตทุกวัน ทำให้รู้สึกนิ่ง แล้วพร้อมที่จะไป จากทรัพย์สินที่มีก็เลยเริ่มทยอยปล่อย คิดว่าอนาคตก็จะอยู่กันสองคนตายาย แล้วภรรยาผมก็เป็นคนนิ่งๆ ยิ่งทำให้ผมซึมซับตรงนี้จากเขามา และพ่อผมจะชอบพูดอยู่คำหนึ่งคือ “อย่าทำตัวเด่น จะเป็นภัย” เราจะทำให้ทุกคนรักเราชอบเรา มันเป็นไปไม่ได้ เราอยู่ของเราให้มีความสุข แล้วคนที่ชอบความสุขแบบเรา ก็จะโคจรมาเจอกันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ก้าวหน้านะ ผมยังคงเดินหน้า สนุกกับการทำงาน ล่าสุดก็มีต่างชาติมาจ้างผมผลิตรายการ เขาเห็นผลงานผมแล้วชอบ เขาใช้คำว่า Mature (มีวุฒิภาวะ) แต่พูดง่ายๆ คือชอบที่ผมดูแก่ (หัวเราะ) ผมว่าคนเราใช้ชีวิตอย่าไปยึดติดครับ วันหนึ่งทุกคนก็ต้องไป เพื่อนผมแข็งแรงดีมาตลอด เป็นหมอด้วยนะ มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเฉียบพลันตอนเย็น กลางคืนหัวใจหยุดเต้นเฉยเลย เพราะฉะนั้นใช้ทุกวันให้มีความสุขกันดีกว่าครับ

ความสุขของผู้ชายคนนี้ เบ่งบานให้เห็นได้อย่างชัดเจน ในทุกคำพูดและการกระทำ ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไม “โจ-นินนาท” ถึงเปลี่ยนลุค มาไว้หนวดไว้เครา เหตุผลง่ายๆ ที่เขาบอกกับเราคือ “ขี้เกียจโกนครับ พอไว้แบบนี้แล้ว 5 วันค่อยเล็มที สบายขึ้นเยอะเลย” หนุ่มๆ คนไหนที่มีปัญหาเรื่องนี้ จะลองดูบ้างก็ได้นะคะ

 

Star Retro : ตามติดชีวิต ‘จอย-นฤมล’ ในวันที่ไม่มี ‘ดาวกระจาย’

Published July 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/402018

Star Retro : ตามติดชีวิต ‘จอย-นฤมล’ ในวันที่ไม่มี ‘ดาวกระจาย’

Star Retro : ตามติดชีวิต ‘จอย-นฤมล’ ในวันที่ไม่มี ‘ดาวกระจาย’

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ จอย-นฤมล สิทธิเม่ง หรือ จอย ดาวกระจาย ที่แม้วันนี้จะไม่ได้จับไมค์ อัพเดทข่าวบันเทิงผ่านรายการ “ดาวกระจาย” แต่เธอยังคงโลดแล่น ลุยงานทั้งเบื้องหน้า
และเบื้องหลัง รวมทั้งธุรกิจส่วนตัวที่กำลังค่อยๆ เจริญเติบโต STAR RETRO เห็นสาว “จอย” กำลังสนุกสนานอยู่กับการจัดการธุรกิจ เลยต้องขอเจาะลึกประสบการณ์ที่หลากหลายบทบาท รวมถึงอัพเดทชีวิตหลังแต่งงานกับคุณสามีหนุ่มตาน้ำข้าวกันสักหน่อยค่ะ

อัพเดทผลงานล่าสุด

ตอนนี้มีละครเรื่อง “รักไม่ลืม” ทางช่องวันค่ะ จอยไม่ได้สังกัดไหนแล้ว เพราะว่าด้วยรายการของดาวกระจายปิดตัวลง จอยลาออกมาก่อน ออกมาทำธุรกิจส่วนตัว แล้วก็ตั้งใจจะมีลูก เป็นจังหวะที่ทางช่องวันติดต่อมา ว่าเขาอยากจะหาคนที่พูดภาษาใต้ได้ แล้วเป็นจังหวัดบ้านเกิดของเราเองอุ้ย..น่าสนใจ พูดใต้ก็แปลกดีนะ เราก็ไม่เคยเล่นละครพูดภาษาใต้ เลย..ลองดู ไม่เกี่ยวกับร้อนเงินนะคะ (หัวเราะ) โอกาสเข้ามาก็เลยลองรับดูเลยได้เล่นเรื่องนี้ ถ่ายไปออนแอร์ไป ดีนะคะ จะได้อัพเดททันสมัย อันไหนมา เราก็เล่น แล้วก็เติมแต่งเข้าไปได้เลย พระ-นางก็เป็นโอบ (นิธิ วิวรรธนวรางค์) กับมิลลี่ (คามิลล่า กิตติวัฒน์)

บทบาทสร้างสีสัน

เรื่องนี้จอยจะอยู่ในคณะรำมโนราห์ของบ้านนางเอก เพราะว่าพ่อนางเอกเป็นมาเฟียทางภาคใต้ แล้วนางเอกก็อยากจะอนุรักษ์รำมโนราห์ไว้ เราก็อยู่ในคณะ แล้วก็มีแม่แอ๊ว (อำภา ภูษิต) เราเป็น
เหมือนผู้จัดการวง ดูแลในคณะรำ แล้วก็มีเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ เนื่องด้วยว่าพ่อของนางเอก พี่ต้อม (พลวัฒน์ มนูประเสริฐ) เป็นมาเฟียทำงานผิดกฎหมาย ก็เลยเกิดเรื่องราว ส่งผลกระทบมาถึงเรา ให้ระเห็ดมาอยู่กรุงเทพฯ เราก็ติดสอยห้อยตามนายไป น้องชายในเรื่อง ก็จะทำงานให้พ่อนางเอกโดยตรง รับจ้างฆ่า เพราะต้องไปฆ่าพระเอกแต่ก็ไม่ได้อยากจะฆ่าหรอก คือน้องเป็นมือขวาของนายเรา แล้วเราก็มาเป็นมือขวาของนางเอกอีกทีหนึ่ง มีความผูกพันกัน เป็นเรื่องราวความรักดราม่าเข้มข้น ในกองถ่ายเด็กๆน่ารัก สนุกสนานดีค่ะ

การบริหารจัดการชีวิตในแต่ละวัน

ในวีคหนึ่งกองถ่ายละครเขาก็จะใช้เต็มที่ไม่เกิน 4 วัน อย่างวันจันทร์ อังคาร พุธ เราก็ไปทำธุรกิจส่วนตัว แล้วก็มีงานรับจ๊อบบ้าง ไม่ได้ร้อนเงินเลยค่ะ (หัวเราะ) งานเข้ามาเอง แต่มันดีตรงที่ว่าเราสามารถจัดสรรเวลาเองได้ ก็จะมีวันว่าง ถ้าทำงานประจำอย่างที่ผ่านมา ด้วยงานข่าว จันทร์ถึงอาทิตย์เต็มที่ ต้องอัพเดทตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ ดีค่ะ ชอบด้วย แต่ว่าพอเราอายุมากขึ้น เรามีชีวิตครอบครัว ก็ต้องมองชีวิตไปอีกแบบหนึ่ง พอคนเรามาถึงจุดจุดหนึ่ง แล้วพอเราออกมาเป็น Freelance เราก็จะรู้สึกว่าเราจัดชีวิตเราเป็นระบบมากขึ้น วันนี้ทำอันนี้นะ ถ้ามีละครก็นับวันเอาว่าจะเอาวันไหน ที่เหลือก็ว่างดูแลสามี มีเวลามากขึ้น ดูแลตัวเองเตรียมตัวมีลูก แต่เราก็ไม่ได้เครียดนะ ทำงานแต่ละวันไปเรื่อยๆ เพราะสามีเราก็ไม่ใช่คนไทยซึ่งสามีเขาก็ไม่ได้เร่งรีบ หรือกดดันอะไรเรื่องลูก เขาเข้าใจ เพราะเขาก็ชอบผู้หญิงทำงาน แต่ถ้าเขาเห็นเราเครียดเขาก็อยากจะให้เราพักบ้างอะไรบ้าง ประมาณนี้ค่ะ

ความผูกพันกับรายการดาวกระจาย

วันนั้นเจ้านายเดินมาบอกว่า จะต้องปิดรายการนะ เราก็น้ำตาไหลสิคะ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราลาออกไปแล้วนะ คือจอยน่ะออกก่อนเขาจะปิด ซึ่งเขาก็ให้เหตุผลหลายๆ อย่างในการที่จะต้องปิดตัวลงไป คือรายการปิดสิ้นเดือนตุลาคม จอยออกสิ้นเดือนกันยายน จอยอยู่ตรงนั้นมา 14 ปี 7 เดือน ใจหายนะ แค่เราไม่ได้ทำเดือนสุดท้ายแค่นั้นเอง แต่เราก็เข้าไปช่วยนะ อยู่จนปิดจริงๆ ดาวกระจายถือเป็นตำนานค่ะ

ครอบครัวแฮปปี้

สามีเขาก็มีธุรกิจส่วนตัว เป็นร้านอาหารซึ่งเขาหุ้นอยู่กับน้องเขา ถึงเวลาปันหุ้นก็ปันมา ชีวิตรักก็แฮปปี้ การงานก็โอเค มีโอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆ เปิดหูเปิดตา ปกติเราทำงานข่าว ก็เปิดหูเปิดตาเยอะอยู่แล้ว อันนี้ยิ่งเยอะกว่า มีเวลารีแลกซ์มากขึ้น มีเวลาเจาะลึกในแต่ละอย่างมากขึ้น งานพีอาร์เราก็รับทำนะ ซึ่งก็ไม่ได้มีทุกวันหรอก เดือนละครั้งสองครั้ง ก็โอเคค่ะ

ธุรกิจส่วนตัว

ธุรกิจตอนนี้มีทั้งหมด 12 ร้านค่ะ ใน 3 สาขา อย่างที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ มี 6 ร้าน เซ็นทรัลเวสต์เกต 2 ร้าน แล้วก็เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า 4 ร้าน การบริหารจัดการก็ไม่ได้ยาก เพราะเราเริ่มรู้ จากการทำสาขาแรกแล้ว ว่าจะต้องเป็นยังไง เราคุ้นเคยกับครั้งแรกแล้ว ฉะนั้นสาขาต่อๆ ไปก็ไม่ยาก ตอนนี้ก็อาจจะเริ่มชิลล่ะ แต่วันแรกของการเปิดร้าน ยุ่งมากค่ะ กว่าจะผ่านมาได้ถึงจุดนี้ ประสบการณ์จะสอนเราเอง ส่วนเรื่องขยายสาขาตอนนี้ยังไม่คิด เอาแค่นี้ก่อน ใกล้บ้านส่งของก็จะง่ายหน่อย แต่ก็อยากได้ตรงรัตนาธิเบศร์อยู่นะ (หัวเราะ) ทางท็อปส์เขาไว้ใจเรา นี่เขาก็จีบๆ มาให้ไปลงแถวรามอินทรา แต่ว่าต้องดูก่อนค่ะ เราต้องเซอร์เวย์ว่าคนแถวนั้นเขาชอบอะไรยังไง

ร้านนี่แหละของ “จอย”

มี ธนันพร ยำปลาดุกฟู, ขนมครก ซอยต้นสน อสมท, ลูกชิ้น โกฮับ, อาหลานวาฟเฟิล, ไอติมมหาชัย และไส้กรอกอีสานแม่ไก่ เรามองว่าแบรนด์พวกนี้เขามีลูกค้าติดอยู่แล้ว พอเรามาลงถังใหญ่ ลูกค้าเห็นอยู่แล้ว มันง่าย เราไม่ต้องสร้างแบรนด์ใหม่ เจ้าของร้านเหล่านี้เขาก็ขายเรา ซึ่งเราไม่ต้องไปซื้อแฟรนไชส์เราไปรับของเขามา อย่างเช่น ลูกชิ้นนี้เป็นของ โกฮับ นะก็จะมีตู้ของเขามาให้พร้อมเสร็จ แล้วก็น้ำกะทิของซอยต้นสน อสมท ก็กว่าจะไปซื้อมาได้ เขาคิดนานมากเราก็รู้แหละว่าเขาก็คงสำรวจเราด้วย ว่าดีหรือไม่ดีแต่พอได้มาแล้วเขาดีมากเลย เขาดูแลทุกอย่างเขาจะโทร.ถามตลอดว่าเด็กทำได้ไหม เดี๋ยวเข้าไปดูไปสอนให้

จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนี้

ทางเซ็นทรัล ในส่วนของท็อปส์ เขาอยากจะได้แบรนด์เหล่านี้มาลองขายค่ะ จอยก็เลยเลือกแบบที่ไม่ต้องซื้อแฟรนไชส์ เลือกอะไรที่สะดวกง่ายเราติดต่อเองทุกอย่าง คือตอนแรกเราเริ่มจากอาหลานวาฟเฟิล แล้วก็มีโอกาสได้คุยกับทางท็อปส์อีกนั่นแหละ เขาก็ถามว่าสนใจจะลงตัวนี้ ตัวนี้ไหม เราก็เลยลองติดต่อแต่ละร้านที่เขาแจ้งมา ซึ่งตัวแม่จะอยู่ที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ค่ะ และเราก็ขยายต่อ ไปที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าอย่างที่บอก

ข้อดีของงานด้านนี้

แน่นอนเย็นค่ะ อยู่ในแอร์ คนขายก็สบาย อาจจะต้องเปิด-ปิดตามห้าง มีที่นั่ง ไม่ต้องซื้อโต๊ะไม่ต้องลงทุน ถุงก็ใช้ของท็อปส์ มีเคาน์เตอร์ให้ แล้วเขาหักในราคาเท่านี้ เราจะได้เท่านี้นะ โอเคเรารับได้ อันนี้คืองานเสริมค่ะ งานหลักคือเบื้องหน้ายังรับอยู่ทุกอย่างติดต่อมาได้นะคะ สามารถจัดระบบได้ค่ะ กลางปีนี้ก็จะมีผลงานภาพยนตร์ แต่ขออุ๊บส์ไว้ก่อน แล้วก็มีรายการที่อยู่ในขั้นตอนการทำงานอยู่ค่ะ

สาวอารมณ์ดีคนนี้ ทำงานตัวเป็นเกรียวจริงๆ เชื่อแล้วค่ะว่าไม่ได้ร้อนเงินเลยยย โถ..ว่าที่คุณแม่เขาอยากเก็บหอมรอมริบ เป็นถุงเงินถุงทองให้ลูกน้อยในอนาคตนะคะ เพราะฉะนั้นเดินผ่านกิจการร้านเธอเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะอุดหนุนสาว “จอย” กันนะคะ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

Published July 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

Star Retro : ‘เหลือเฟือ มกจ๊ก’ กับบทบาท คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนึ่งในตลกชื่อดังที่แฟนๆ รู้จักกันดี ต้องมีชื่อของ เกมศักดิ์ แจ้งทิพย์นาง หรือ เหลือเฟือ มกจ๊ก คนบันเทิงที่ผ่านเรื่องราวร้ายดีมาอย่างโชกโชนเส้นทางของเขาต้องต่อสู้กับสิ่งใดบ้าง รวมถึงลูกๆทั้งสามคนที่เขาเฝ้าฟูมฟัก สัปดาห์นี้ Star Retro จะพาไปอัพเดทชีวิตตลกที่ไม่ตลกของ เหลือเฟือ มกจ๊ก

เดินหาฝันมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร

ผมเป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากเห็นว่า กทม. เป็นยังไง ซึ่งอยู่ที่บ้าน จังหวัดขอนแก่น พ่อแม่ ไม่เคยให้อดอยาก ที่บ้านค้าขาย อยู่กันแบบไม่ได้เดือดร้อน ผมเข้ามา กทม. ตอนอายุ 14 ปี เข้ามากับเพื่อน 3 คน ด้วยการชักนำของรุ่นพี่คนหนึ่งว่าจะให้เข้ามาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเราก็หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเลย พอถึง กทม. ปุ๊บ โคตรตื่นเต้น เหมือนในหนังเลย แล้วเพื่อนที่ชวนมา สรุปไม่ใช่ทำงานร้านอาหารภัตตาคารอะไรเลย แต่เป็นร้านข้าวต้ม (หัวเราะร่วน) แล้วปรากฏว่าร้านนั้นเขาบอกไม่ได้จะรับคนงานนะ (หัวเราะ) เราก็คิดต่อแล้วว่าจะเอาไงดี คืนนั้นก็เคว้งขว้างอยู่ตรงป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้วยความตื่นเต้นเข้า กทม.ครั้งแรก นอนไม่หลับ ตระเวนหางานทำ เดินไปเรื่อยๆ จากอนุสาวรีย์ฯ ข้ามสะพานสาทรเดินสะพายกระเป๋าหางาน เงินก็เหลือไม่กี่บาท แล้วก็ไปเจอเพื่อนอีกคน ชวนไปหางานทำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งพอได้เข้าไปสักพัก ร้านเขาปิดอีก ก็ดิ้นรนกันต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งผมขึ้นรถเมล์เที่ยวสุดท้ายกลับที่พัก กำลังจะลงจากรถ แต่รถจอดไม่สนิทผมกระโดดลง ปรากฏว่าตกท่อน้ำท่วมหัว ขี้โคลนเต็มไปหมด เดินไปเห็นร้านอาหารเขาเปิดไฟอยู่ก็เข้าไปขอล้างตัว แต่ก็โดนไล่ เราก็พยายามอ้อนวอนขอร้อง จนเขายอมฉีดน้ำล้างตัวให้ แล้วเขาก็คงเห็นหน้าตาเราพอใช้ได้ หน่วยก้านดี ก็เลยได้เข้าทำงานที่นี่ ตั้งแต่เป็นเด็กล้างจาน มาเป็นผู้ช่วยมือเขียง เป็นกุ๊ก จนขยับขึ้นไปนั่งตีกลองในคณะตลก “เต่าทอง” เพราะวันนั้นมือกลองประจำวงเขาไม่ว่าง เขาก็เลยให้เราขึ้นไปลองดู เราก็เลยขึ้นไปตีกลอง ตึก โต๊ะ ตึก ตึก พอตีได้ ก็เลยยาวเลย ซึ่งการตีกลองให้คณะตลกนี่ยากนะ จะไม่เหมือนกับตีกลองดนตรีทั่วไป เพราะเวลาตีตบมุขตลกอย่าง ตึ่งโป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง ลูกหนัก ลูกเบา จังหวะยากน่ะ แต่ผมก็พอทำได้ เพราะก็เคยเรียนที่โรงเรียนอยู่แล้ว

เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี

เมื่อก่อนไว้ผมยาวถึงก้นเลย คือมือกลองสมัยก่อนก็ต้องแบบนี้แหละ (หัวเราะ) เชื่อไหมว่าเมื่อก่อนผมหน้าตาดี ผมพูดเลย ตอนนั้นหน้ากลม ขาว หล่อเลย เป็นคนสำอาง ผมต้องหมักไข่นะ ซึ่งพอไปอยู่ในคณะตลก พอเขาเห็นว่าเราหน้าตาดี เขาก็จับเรามาเล่นหน้าเวที พวกเด็กเสิร์ฟอะไรต่อมิอะไรก็กรี๊ดเลย ก็เริ่มมีการขยับตำแหน่ง จากมือกลอง ออกหน้าเวทีเรื่อยๆ แรกๆ ผมก็ยังเล่นไม่ค่อยเป็นหรอก เราก็เล่นไปเรื่อยๆ หลังๆ ชักเริ่มกล้าเล่น เราเล่นจนชิน ทีนี้เขาก็หามือกลองมาแทนผมเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้นมาเราก็เข้าสู่วงการตลก แล้วก็ก้าวหน้าเร็วมาก จาก “เต่าทอง”มาคณะ “รวมยิ้ม” แล้วก็มาคณะ “เชิญยิ้ม” อยู่กับเต๋อ อยู่กับตูมตาม แล้วเราก็มาอยู่กับพี่จาตุรงค์ หลังจากนั้นพอทีวี.เริ่มเข้ามา คุณต้นก็จับเข้าทำงานที่ JSL ทำทุกอย่างเกือบทุกรายการ ผู้ช่วยพิธีกร เบื้องหลัง เบื้องหน้าอยู่ที่นั่น 10 ปี อย่างรายการฮา 7 ดวง, ขบวนการจี้เส้น เมื่อก่อนพิธีกรเขาก็ต้องมีผู้ช่วยเป็นตลกอย่าง พี่ตั้ว-ศรัณยู, พี่ตุ้ม-ผุสชา ก็จะมีผมเป็นพิธีกรช่วยผมว่าผมเป็นดาราตลกลำดับต้นๆ ที่มีใบผู้ประกาศนะผมมีใบผู้ประกาศเรียบร้อย เพราะตอนนั้นเขาเคร่งมาก พิธีกรต้องใช้ใบผู้ประกาศ ผมนี่นอนไม่หลับเลยเครียด ต้องมีใบผู้ประกาศไปยืนยัน ฉะนั้นเลยต้องไปสอบใบผู้ประกาศให้ผ่าน เพราะเมื่อก่อนตอนทำรายการ เขาบอกว่าต้องมีใบผู้ประกาศ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวต้องปลดนะ

ลงสนามสอบใบผู้ประกาศ

สอบ 3 ครั้งผมจำได้ติดปากหมดเลยนะ คือเวลาสอบ เราต้องอ่านข่าวพระราชสำนัก ข่าวต่างประเทศ บทร้อยกรอง เราต้องอ่านในห้องเล็กๆ เวลาเข้าไป ขนลุกเลย คิดดูว่าพิธีกรระดับใหญ่ๆ หลายคนยังสอบไม่ผ่านเลย ก็มี วันแรกที่สอบ ผมนั่งดื่มเหล้า เครียด ดื่มไปก็อ่านไป ขับรถผ่านอะไรที่ไหนเราก็อ่าน ตัว ร ตัว ล ควบกล้ำอะไรทุกอย่าง วันแรกที่ไปสอบ จำได้เลย ผม…เอ่อ (เสียงเรอ) แล้วก็พูด อุ๊ย..ขอโทษครับ รู้เลยว่าไม่ผ่าน ซึ่งก็จริง หลังจากนั้นไปสอบอีกครั้งรอบสอง ซึ่งครั้งนี้ไม่ดื่มเหล้า พักผ่อนให้เพียงพอ ท่องมาอย่างมั่นใจ พอเข้าห้องปุ๊บ เราก็อ่านเลยข่าวในพระราชสำนัก เราเป๊ะทุกอย่าง ก็คิดในใจว่าผ่านแน่ๆ พอถึงตอนประกาศคะแนน เขาก็เรียกชื่อเรา เราก็ยืนอย่างมั่นใจเลย เกมศักดิ์ไม่ผ่านนะคะ เอาใหม่ไปสอบอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้เรารู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ต้องเกร็ง หรือกดดันอะไร สบายๆ ปรากฏว่าผ่าน บางคน 11 รอบนะ ผมยังโชคดีที่ผ่านในสามรอบ

เริ่มงานแสดงที่หลากหลายทั้งละครและภาพยนตร์

ละครเรื่องแรก ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่อง “กากับหงส์” เป็นน้องนางเอกของ เปิ้ล-ชไมพร มี อ๋อม-สกาวใจ ด้วย ผมเล่นหลายเรื่องนะ แต่จำไม่ได้ (หัวเราะ) แต่คนดู แฟนๆ ส่วนใหญ่จะจำได้จากรายการมากกว่า แล้วก็พวก ซิทคอม บางรักซอย 9, กองร้อย 501, นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว ประมาณนี้ ส่วนภาพยนตร์จะน้อยหน่อย จะมีของพี่หม่ำบ้าง ที่เป็นตัวหลักก็เรื่อง “อีนางเอ้ย เขยฝรั่ง”

สิ่งที่ได้จากอาชีพตลก

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา วงการตลกให้เราทุกอย่าง ให้สังคม ให้ความรู้หลายอย่าง ถ้าผมตายแล้วเลือกเกิดได้ ระหว่างพระเอกกับตลก ผมจะเลือกเป็นตลก เพราะตลกอยู่นานมากกว่า เชื่อไหมว่ารุ่นผมนี่ผ่านพระเอกมาหลายรุ่นแล้วนะ ผมเล่นเป็นเพื่อนพระเอกตั้งแต่ กองร้อย 501 เพราะที่เป็นพระเอกจริงๆตอนนี้หายไปหมดแล้ว แก่แล้ว จนมาหลังๆ ผมก็เป็นเพื่อนพระเอกอยู่ อย่าง นิว (วงศกร ปรมัตถากร)ในเรื่อง นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว จนเราอายุมากขึ้น ก็ยังเล่นได้อยู่ เพราะเราจะเป็นตัวที่คอยสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกสนานกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

เกือบจะล้ม แต่ยังสามารถลุกได้

2-3 ปีที่ผ่านมา เหมือนละครเราห่างหายไป เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เราก็ไม่ได้โทษผู้จัดฯ นะ บ้านเรามีแนวคิดที่ว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร สนิทกับใครก็เอาคนนั้นมาเล่น เพราะว่าบ้านเราดาราเยอะ แล้วนิสัยของผมเป็นคนอีสานที่ออกแนวฝรั่ง คือผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วผมจริงจังกับงานตรงนั้น ผมจะไม่อีเหละเขะขะ ผมจะจริงจัง มีคนบอกว่าหน้าผมแบบนี้ ผมเป็นคนหยิ่ง อย่างช่วงหนึ่งผมชอบตีกอล์ฟ ผมไม่ได้ตีเล่น ๆ ผมตีเป็นเรื่องเป็นราว ผมเล่นจนกระทั่งเป็นประธานชมรมกอล์ฟ ซึ่งชมรมของผมก็คือ ชมรมกอล์ฟปันใจให้กัน

จริงจังทุกอย่าง อย่างทุ่มเท

คืออย่างการตีกอล์ฟน่ะ เหตุเกิดจากว่ามีอยู่วันหนึ่ง หลังจากที่ผมเล่นตลกเสร็จ ก็มีโปรกอล์ฟเดินผ่านหน้าผมทุกวัน ผมก็นั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้าน ผมก็จะเรียกเขามากินด้วย เขาก็ชวนผมไปเล่นกอล์ฟผมก็บอกไม่เอา ไม่เล่น เขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมผม 4-5 เดือน ทีนี้ผมไปงานที่มาบุญครอง ผมก็ไปเห็นถุงกอล์ฟขายไม่แพง เฮ้ย..ราคาไม่แพง ผมก็เลยหิ้วขึ้นรถเลย แต่ซื้อไปก็ไม่ได้เล่น แขวนประดับบ้านไว้ จะได้โม้ (หัวเราะ) แล้วต่อมาโปรฯ คนเดิมนี่แหละ เขาก็มาเห็น อ้าว..เล่นแล้วหรอ ทำไมไม่บอก ก็เลยลองไปที่สนามกอล์ฟดู แล้วโปรฯ ก็บอกว่าให้ลองตีดู ลองจับ ลองซ้อม เราก็จับ ตั้งวงสวิงแล้วตี แต่ตีไม่โดน เราก็เลยบอกว่าไม่เอาแล้ว ผมอาย แล้วสักพักหนึ่งมันจะมีพวกหัดใหม่ ตีไม่โดนเหมือนกัน เราก็ลองใหม่ ตีไป 5 ครั้งจะโดนลูกสักครั้งหนึ่ง พอเราตีโดน เราก็เริ่มใจชื้นแล้ว เราก็คิดในใจว่า เราจะไม่แพ้มัน จะเอาให้ได้ จะชนะให้ได้ หลังจากนั้นทุกเย็นเราก็ฝึก ให้โปรฯ ช่วยดูทั้งทฤษฎี ทั้งปฏิบัติ จนเริ่มได้ และลงแข่งขัน มีที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ไปแข่งของลิโพ เราได้อันดับที่ 4ของทั่วเอเชีย แล้วก็อีกหลายรายการ ผมจำไม่ได้ แล้วก็มีจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร แล้วก็มีจัดกิจกรรมการกุศลต่างๆ

ใส่ใจทุกรายละเอียด

ด้วยความที่เราอยู่ตรงนี้มานาน ผมเป็นคนชอบสังเกต ผมชอบดูการทำงานของเด็กๆ ผมดูตั้งแต่เด็กไฟ เด็กกล้อง Stage ทีมงาน ผมทำหมด อย่างในกองของผม ผมทำ MV เล็กๆ รายการอะไรพวกนี้ ที่ผ่านๆ มา ยังไม่เคยทำละครหรอก สมมุติอย่างผมกำกับ หรือใครกำกับก็แล้วแต่ เก้าอี้ล้มผมต้องสามารถยกขึ้นเองได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้แผนกอื่นมายก เราต้องสามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นในกองต้องสามารถช่วยกันได้ ผมจะสามารถเห็นการทำงานของทุกกองได้ อย่างกองถ่ายที่ผมถ่ายอยู่ตอนนี้เรื่อง “นางมาร” ที่จะออนแอร์ทางช่อง GMM 25 กองนี้ถือว่าโอเคนะ ทุกคนสามารถรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดี พี่มะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) จะไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ แล้วผมก็บอกกับพี่มะเดี่ยวว่า ถ้าตรงไหนผมติดขัดหรือไม่โอเค ให้บอกผมได้เลย อย่าปล่อยผ่านไป ซึ่งบางครั้งเราก็มองตัวเราไม่ออกหรอก ไม่อย่างนั้นจะมีผู้กำกับไว้ทำไม เราก็ต้องมีคนอื่นไว้คอยแนะนำเราบ้าง ผมถามแม้กระทั่งเด็กไฟ เด็กกล้องว่าเป็นยังไง ผมเล่นโอเคไหม

ปรับเปลี่ยนการทำงานให้ทันยุค

เมื่อก่อนเป็นนะ เข้าบ้านตอนตี 4 พอตี 5 มีรถตู้อีกบริษัทมารอรับแล้ว เป็นช่วงที่ผู้จัดการเป็นคนรับ แล้วก็ทางค่ายก็รับด้วย แล้วก็เป็นงานของบริษัทด้วย กลางคืนเราต้องไปคอนเสิร์ต กลางวันเราต้องเป็นพิธีกร บางวันก็ถ่ายละคร พอมีละครงานก็เข้ามาเรื่อยๆ เวลานอนยังแทบจะไม่มีเลย ต้องอาศัยการนอนตามรถศิลปิน นอนในรถกินในรถ แต่ก็สนุกดี ตอนนี้ก็เปลี่ยนวิถีชีวิตแบบนั้นแล้ว เอาเท่าที่ทำได้ดีกว่า บวกกับยุคสมัยก็เปลี่ยนไปด้วย ก็ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ของสังคมยุคใหม่กันไป

คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวลูก 3 คน

ลูกผม 3 คน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งลูกชายคนเล็ก “น้องมิ๊กซ์” ตอนนี้กำลังทำเพลง ที่ออกมาแล้ว 1 เพลง ชื่อเพลง “ขอเงินแน” MV ก็ทำกันเอง ซึ่งน้องเขาก็ชอบนะ เราก็พยายามฝึกให้เขาร้องให้เขากล้าแสดงออก ก็ฝากเข้าไปดูไปชมกันได้นะครับทาง YOUTUBE ช่อง เหลือเฟือ แชลแนล แล้วเดี๋ยวก็จะทำไปเรื่อยๆ ทำของพี่ด้วย ลูกด้วย เวลาไปงานจะได้มีเพลงของเราเอง จะได้ไม่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์ ส่วนลูกสาวสองคนไปฝึกงานอยู่ที่ภูเก็ต เรียนจบปริญญาตรีเรียบร้อยแล้วทั้งคู่

คู่ชีวิตในอนาคต

ถ้าเข้ามา แล้วเข้าใจ รับลูกเราได้ ก็โอเค แรกๆ ผมปิดกั้นมาก แต่หลังๆ ก็เปิดละ บางคนมองว่าผมเจ้าชู้ แต่ด้วยการทำงานแบบนี้ด้วยลูกก็จะถามนะเหงาไหม ผมก็ปกตินะ ไม่เหงา ถามว่ามีคนเข้าหาเยอะไหม ก็มีเยอะ แต่เราจะคุยไหม ก็อีกเรื่อง ซึ่งทักมา ผมก็ลบแชท กลัวลูกเห็น อย่างในเฟซ มาชวนคุย 18+ คือโซเชียลน่ากลัวมาก ผมก็จะไม่เล่นนะ ผมมีสติ เรื่องพวกนี้น่ากลัวนะ ต้องมีสติและระมัดระวังดีๆ เอาเป็นว่าตอนนี้เราขอเลี้ยงลูกให้ดีเป็นฝังเป็นฝาให้เรียบร้อย ผมเคยคิดนะว่าถ้าเขาเป็นฝั่งเป็นฝาไปแล้ว ผมก็กะจะบวช เพราะคิดว่าเราใช้ชีวิตคุ้มละ (ยิ้ม)

ตลอดการเดินทาง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ได้เรียนรู้ว่าตราบใดที่หัวใจยังสู้ ทุกสิ่งที่หวังและตั้งใจ ย่อมสำเร็จได้ไม่ช้าก็เร็ว

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : การทำงานอย่างมืออาชีพ ของสาวเก่งวัย 47 ‘อุ๋ม-อาภาศิริ’

Published July 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/398884

Star Retro : การทำงานอย่างมืออาชีพ ของสาวเก่งวัย 47 ‘อุ๋ม-อาภาศิริ’

Star Retro : การทำงานอย่างมืออาชีพ ของสาวเก่งวัย 47 ‘อุ๋ม-อาภาศิริ’

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยรูปหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สูงสง่าเป็นที่คุ้นตา พาให้ใครๆ ต่างก็หลังรัก “อุ๋ม- อาภาศิริ นิติพน” ทั้งจากงานเดินแบบ ถ่ายละคร รวมถึงอีกหนึ่งบทบาทที่หลายคนไม่รู้ อย่างการเป็นครูสอนเดินแบบให้กับผู้เข้าประกวดเวที “ไทยซูเปอร์โมเดล” สัปดาห์นี้ Star Retro ได้โอกาสพิเศษ พูดคุยและทำความรู้จักตัวตนของ “อุ๋ม” อย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้เราได้เห็นวิถีการทำงานของมืออาชีพ ที่พร้อมจะเรียนรู้และเริ่มต้นกับงานใหม่ๆ อยู่เสมอ

ย้อนวันวานในวัยเด็ก

อุ๋มมีพี่ชาย 2 คนค่ะ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเด็กแนวบอยๆ พี่ชายแต่งตัวยังไง อีก 2 วัน อุ๋มก็แต่งตัวออกมาอย่างนั้นเลย เสื้อเชิ้ตเราก็เอามาใส่ พี่ชายคนโตห่างจากเรา 4 ปี ส่วนพี่อ่ำ (อัมรินทร์ นิติพน) ห่างกัน 2 ปี เขาก็จะบอยๆ ของเขา จนแม่ต้องเอาลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงมาอยู่ด้วย เพื่อให้เราเป็นผู้หญิง บางทีเขาก็จะเอากระสอบทรายมาห้อยที่บ้าน แล้วเขาก็เล่นเตะต่อยกัน เราก็ไปเตะกับเขา แล้วพี่ชายก็อุ้มเราไปกอดกระสอบทรายแล้วก็เหวี่ยงไป-มา เขาทำอะไร เราก็ไปทำตามเพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ค่อยหญิงเท่าไหร่ คำว่านางแบบ ยิ่งห่างไกลจากเราเลย

เดินเข้าสู่เส้นทางบันเทิง

ตอนนั้นเราอยู่ ม.6 มีงานใหญ่มากเป็นการประกวด Trend Setter ค้นหานางแบบนายแบบใหม่ 10 คน เราก็จับพลัดจับผลูส่งโปรไฟล์เข้าไป แล้วเขาก็เรียกเราเข้ามาดู ก็ได้เจอกับพี่กู้ดดี้ (มัลลิกา สยามวาลา) ซึ่งพี่เขาก็ดูแลเรา สอนเราทุกอย่าง พอติด 1 ใน 10 ก็ต้องไปถ่ายแบบอิมเมจ เสร็จก็มีแฟชั่นโชว์ ถือว่าเป็นโชคดีของเรามาก เพราะเราไม่ต้องไปประกวดที่ไหน เราเข้ามาตรงจุดศูนย์กลางพอดี แล้วตั้งแต่วันนั้น ก็เดินแบบ ถ่ายแบบเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ฝึกฝนจนชำนาญ

ตอนนั้นจำได้ว่าพอเลิกเรียนก็เดินใส่ชุดนักเรียนไปทองหล่อ เพื่อไปเรียนกับพี่กู้ดดี้ แอบเอารองเท้าแม่ไปใส่ ยังจำได้อยู่เลย(หัวเราะ) เราเลยรู้สึกว่าเราเป็นศิษย์มีครูนะ เพราะการถ่ายแบบ เดินแบบเขาไม่ใช่แบบเดินเรื่อยเปื่อย คิดจะหมุนก็หมุน มันก็มีทักษะการหมุน 45 องศา หรือ 90 องศา มีหลักการถ่ายเทน้ำหนักการทรงตัว การเล่นผ้า ออแกไนเซอร์ที่เก่งที่สุดคือพี่กุ๊กกี้-ทินกร อัศวรักษ์ แกจะเก่งมาก แล้วเวลาแกสอน แกจะเดินให้ดู อินเนอร์ Attitude เวลาเดิน แกทำให้ดู แล้วเราก็จำ ดูเขาแล้วก็จำ หมุนแบบนี้ เล่นผ้าแบบนี้นะ ก็เลยจำมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ถ่ายทอดความเป็นมืออาชีพ

ที่ตัดสินใจมาเป็นครู เพราะอยากตอบแทนวงการที่เราโตมา รู้สึกว่าทุกวันนี้ที่มีทุกอย่างได้ เพราะวงการนี้ให้เรา ซึ่งเราไม่อยากให้ใครมาดูถูกอาชีพเรา มันไม่ใช่อาชีพที่ง่าย เดินๆ แล้วจบ เราต้องสอนเด็กเดิน รวมถึงสายตาต่างๆ ทุกอย่างต้องมาจากการเรียนรู้ ฝึกฝน ไม่มีใครมั่นใจแล้วเดินได้เลย เราต้องพัฒนา เราก็จะบอกเด็กนักเรียนว่าให้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เราสอนผู้เข้าประกวด Thai Supermodel Contest มาแต่ละปี ก็จะไม่เหมือนกัน ตอนนี้ก็ทำมาจนเข้าปีที่ 8 แล้วค่ะ ซึ่งการสอนเป็นอะไรที่เหนื่อยมากนะ แต่ละคนจะไม่เคยอยู่บนส้นสูงเลย เราต้องสอนเขาภายใน 12 ชม. ให้เขาเก่งทุกอย่าง เท่าที่จะสอนได้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต เราอย่าเชิด เราต้องวางตัวให้ดีให้เกียรติทุกคน อย่าคิดว่าเราสูงส่ง เราต้องอย่าถือรองเท้าไหว้ มันไม่น่ารัก ถ้าเมื่อไหร่เริ่มหลงตัวเองเก็บกระเป๋ากลับที่เก่าได้เลย เราสามารถสอนเขาได้ในตอนที่เขาเป็นลูกศิษย์เรา แรกๆ ก็เขินนะ ที่เขาเรียกครูเพราะเวลาเป็นครูเราก็จะดุ และจะไม่ได้สอนแค่ 3 ชม. คนไหนไม่ได้ เราก็จะไม่ปล่อยนะ ต้องทำให้ได้ เราต้องสู้ให้ได้ ต้องเคี่ยวเข็น ต้องทุ่มเท พอวันหนึ่งเขาทำได้ดีขึ้นจากที่คนอื่นบอกไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาทำได้ เราโคตรภูมิใจเลยค่ะ

เสน่ห์ของการเป็นนางแบบ

อาชีพนางแบบเป็นงานที่เราได้เจออะไรใหม่ๆ ได้ดูแฟชั่นใหม่ล่าสุด เราต้องได้สัมผัสก่อนใคร คอลเลคชั่นใหม่ๆ ออกมา ยังไงก็ต้องผ่านเราก่อน (ยิ้ม) ได้ไปต่างประเทศ ได้ไปที่ต่างๆ สมัยก่อนได้เดินทางบ่อยค่ะ เดือนหนึ่งนี่ได้ไป 8 ประเทศเลยนะ ฉะนั้นแฟชั่นโชว์จึงเป็นอะไรที่แปลกใหม่ตลอดเวลา มีความท้าทาย สนุก ตื่นเต้นตลอดเวลา เพราะเราจะใช้เวลา 2-3 นาทีในการเดินสมมุติวันหนึ่งต้องซ้อมตั้งแต่ 9 โมง แต่เราเดิน 3 ทุ่ม ฉะนั้นช่วงที่เราเดินเข้า-ออกน่ะภายใน 3 นาทีเราต้องมีสติ ต้องเป๊ะ และทำให้เพอร์เฟกท์ที่สุด เพราะเทคไม่ได้เหมือนละคร อุ๋มจะพูดเสมอว่าเราไม่ต้องโดดเด่นที่สุด แต่เราทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด แค่นั้นก็พอแล้ว

จากแคตวอล์ก สู่จอภาพยนตร์

เป็นนางแบบจนกระทั่งอายุ 25 ก็ได้ไปท้าทายงานใหม่กับบท “อังศุมาลิน” ในภาพยนตร์เรื่อง “คู่กรรม” เขาบอกแกรมมี่อยากให้ไปลองแคส ตอนแรกเราก็บอกทำไม่ได้หรอก เราเป็นนางแบบ ไม่เอา ไม่รู้จัก ปฏิเสธไปแต่สุดท้ายก็เข้าไป แล้วก็ได้ไปลองอ่านบท ลองเล่นบทร้องไห้ เออ…แปลกดี แล้วเขาก็ค่อยๆ ให้เราเล่าว่า จำโมเม้นท์ที่เรามีความสุขมากที่สุดได้ไหม ตอนไหน ตอนเศร้าสุด ตอนเสียใจสุด ให้นึกแล้วเล่า คือนึกตอนนั้นแล้วทำให้ดูเลย นี่คือการแคสทักษะการแสดง ซึ่งเราไม่มีเลย เราก็มีแต่ความเชื่อ แล้วนึกตอนนั้น ทำตอนนั้นเลยมีอยู่อันหนึ่งเขาให้นึกถึงเรื่องที่ตื่นเต้นที่สุด เราก็นึกถึงตอนไปถ่ายแบบที่กรีช เพราะเราต้องไปเดินอยู่ในช่องแคบเล็กๆ ซึ่งมีรถไฟอยู่ข้างบน เราก็ต้องใส่ส้นสูง เดินเกาะราวไป แล้วหันถ่ายรูปไป พอถ่ายเสร็จปุ๊บเดินกลับมาเรานี่ขาสั่นดิกๆ เลย (หัวเราะ) มีความหวาดเสียวอยู่เหมือนกันแล้วหลังจากนั้นก็เป็นตอนร้องไห้ เออ..เราก็ทำได้ แล้วก็ผ่านไป พี่หง่าว (ยุทธนา มุกดาสนิท) ก็เรียกเข้าไปคุย บอกยินดีต้อนรับ “อังศุมาลิน” เราก็แบบดีใจ จับมือ โอ้ว..ขอบคุณค่ะ และก็ไม่ได้บอกใครเลยว่าได้เล่นบทนี้ เริ่มมีอาการเครียด เกิดความกังวลขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ นี่เป็นแกรมมี่ฟิล์มเรื่องแรก แล้วต้องเล่นกับพี่เบิร์ด(ธงไชย แมคอินไตย์) ด้วย การแสดงไม่รู้จัก ไม่เคยเล่นเลย แต่ก็เอา!..กัดฟันสู้ หยุดรับงานเดินแบบไป เพื่อเรียนรู้เรื่องการแสดง

ทุ่มเทอย่างจริงใจ

ก่อนจะถ่าย เราต้องไปอยู่วัดไร่ขิง ไปพายเรือ เพื่อจะเรียนรู้ความเป็น “อังศุมาลิน” เราต้องทำให้เรารู้สึกว่าเราเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่จนชิน ฉะนั้นต้องสลัดความเป็นนางแบบออกให้หมด ไม่ว่าจะการเดิน การนั่ง การยืน ซึ่งเป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ ถ่ายตั้งแต่เช้ายันดึก มีอยู่วันหนึ่งด้วยความที่เหนื่อยมากๆ ประมาณตี 2 ไปนอนบนแพหน้าบ้านนอนดูดาว น้ำตาไหล มือสั่น เหนื่อยสุดๆ เหมือนเรายังไม่ชินวงจรชีวิตแบบนี้เลย ทำไมเหนื่อยแบบนี้ แล้วก็ได้คุยกับพี่เบิร์ด ซึ่งพี่เบิร์ดบอก ตอนนี้เราเหนื่อยหน่อย แต่เราจะมีความสุขมาก ตอนที่ผลงานเราออกมา แล้วคนดูอินเราจะมีความสุข แล้วภาพก็ตัดไปตอนรอบเพรส เราก็นั่งอยู่ข้างบนชั้นสองของโรงหนัง เราเห็นคนเช็ดน้ำตา ฉากจบอังศุมาลินร้องไห้ ทุกคนอินตาม วินาทีนั้นแหละเราเข้าใจเลยว่า อ๋อ…ที่พี่เบิร์ดพูดมันเป็นแบบนี้นี่เอง เวลาคนที่เขาดูแล้วเขาอิน เรามีความสุข มันคุ้มมากที่เราเหนื่อยจริงๆ หายเหนื่อยเลย แม้ว่าจะโดนกระแสต่างๆ มีหมดแหละบวก ลบ คำติ คำชม เล่นแข็ง เล่นดี นานาจิตตัง พอจบหนังเรื่องนี้ เราก็คิดว่านี่แหละคือมาสเตอร์พีซของเรา แล้วก็กลับไปเป็นนางแบบเหมือนเดิม

ขึ้นแท่นนางเอกละครเรื่องแรก

ละครเรื่อง “มือปืน” ของช่อง 3 เล่นคู่กับพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) แล้วก็มี อำพล ลำพูน-น้องหญิง(ชฎาธิรัฏฐ์ เลิศทวีสิน) ตอนนั้นถ่ายกล้องเดียวเหมือนหนัง เล่นแล้วก็จบตรงนั้น (หัวเราะ) คือเหนื่อยมาก เพราะเราก็รับงานเดินแบบด้วยช่วงนั้น จำได้วันที่ไปถ่ายวันนั้นดึกมาก แล้วพออีกวันหนึ่งตอน 10 โมงเช้า ต้องไปเดินแฟชั่นโชว์ต่อปรากฏว่าเลือดกำเดาไหลเลย เพราะละครที่ไม่คิดว่าดึก ก็กลายเป็นดึก เรื่องนี้ก็ต้องยกให้เป็นมาสเตอร์พีซด้านละครไป แล้วหลังจากนั้นก็หยุดไปเลย (หัวเราะร่วน) และกลับมาเล่นอีกทีเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เล่นของพี่ตุ๊ก-จันทร์จิราจูแจ้ง เรื่อง “ก๊วนกามเทพ” เป็นแนวคอเมดี้ เพื่อนก็บอกว่าอุ๋มทำได้ อุ๋มตลก พอไปเล่นปุ๊บมันไม่ตลกนะ (หัวเราะ) แล้วเราก็เล่นละครสามกล้องไม่เป็น พอเสร็จเรื่องนี้ก็หยุดไปอีก กลับไปเดินแบบต่อดีกว่า แล้วปีนั้นก็แต่งงานด้วย ละครก็หยุดไป

เกณฑ์ในการเลือกรับบท

อ่านบทแล้วเห็นภาพตัวเอง อ่านแล้วสนุก ก็จะเล่นแต่ถ้าอ่านแล้วฝืน นึกภาพไม่ออก ภาพไม่ขึ้น ก็จะขอปฏิเสธ และจะค่อยๆ รับทีละเรื่อง ไม่ได้เซียน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถทางด้านนี้ ทำงานทุกครั้งที่รับละครก็จะเครียด ทำการบ้านเยอะกว่าปกติ เพราะกลัวจำบทไม่ได้ (ยิ้ม) เราจะมีบทแบบที่เขียนๆ ไว้ เพื่อเราจะได้พูดเว้นวรรค มีรีมาร์คไว้ว่าตรงไหนถ่ายแล้ว เราต้องดูนะ เหมือนเป็นการทำการบ้าน ข้อดีคือทำให้เราไม่ประมาทค่ะ

ยังต้องเรียนรู้และฝึกฝน

การแสดงอุ๋มต้องฝึกอีกเยอะเลย มุมกล้องอุ๋มยังไม่รู้ว่ากล้องไหนรับแคบรับกว้าง เราก็ไม่ได้มีความรู้ แบบบางคนเขาก็จะรู้มาแล้ว เราก็จะเล่นของเราไปเราไม่รู้ว่าหน้าซ้ายหน้าขวาเราสวยหรือขึ้นกล้องหรอก เราก็เอาตัวเองให้รอด อย่าไปคิดเยอะ บางทีมาคิดเรื่องหน้าซ้ายหน้าขวา มันทำให้ไม่ได้คิดถึงตัวละคร ซึ่งอุ๋มก็จะสอนเด็กนักเรียนนะว่า ถ้าอยากสวย อย่ามาเป็นนางแบบตอนนี้ก็อยากจะเพิ่ม อย่ามาเป็นนักแสดงด้วย ถ้าอยากสวยไปประกวดนางงาม เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด

เสน่ห์ที่ทำให้ตกหลุมรักวงการบันเทิง

สิ่งที่สัมผัสได้ไม่นานมานี้นะคะในพาร์ทของนางแบบ ถ้าดีไซเนอร์เข้าเชื่อถือในตัวเรา เชื่อในความสามารถเรา เรายังพรีเซ็นต์ ยังขายเสื้อผ้าเขาได้อยู่เราก็ยังดูแลตัวเองดี รูปร่างก็เท่ากับตอนที่เข้ามาใหม่ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่มันไม่เหมาะ เราก็จะพิจารณาตัวเอง ส่วนด้านการแสดง สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าจะออกแล้ว ไปไม่ได้เลย ก็คือคำพูดคน ตอนเล่น “เลือดข้นคนจาง” คนดูชื่นชมและชื่นชอบในผลงานเรา มันทำให้ภาพการเป็นนักแสดงของเราชัดขึ้นมากๆ ขอบคุณมากๆ กับกำลังใจตอนนั้นที่ให้กันมาเยอะแยะมากมาย เพราะตอนที่เราเล่นก็ไม่ได้ตัดสินใจนานอะไร เขาให้ทำก็ทำเลย เล่นเลย บอกว่าให้โทรมก็โทรมเลย ผอมก็ผอมเลย น่าเกลียดก็น่าเกลียดไปเลย แก่ก็แก่ น้ำมูกไหลก็ไหลไปเลย หน้าไม่แต่ง ทุกคนเห็นหน้าสดเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ตอนแรกก็คิดนะ ฉันเป็นนางแบบ ฉันไม่เคยหน้าสดไปไหนเลย อย่างน้อยก็ต้องมีคิ้วออกจากบ้าน คนไม่ค่อยเห็นหน้าสดฉันหรอก ยาก พอต้องมาเล่นเป็น “นิภา” ก็ต้องโล้นหมดเลย ซึ่งทำให้เราไปไหนมาไหนโดยที่ไม่แต่งหน้าได้แล้ว เพราะทุกคนเห็นหน้าธาตุแท้ของเราแล้ว (หัวเราะ)

อนาคตข้างหน้า

ก็ไปเรื่อยๆ ค่ะ ทำแต่ละอย่างให้มีคุณภาพเรารู้สึกว่าเรามีความรับผิดชอบกับคำพูดของคนที่ติดตามเราบางอันที่เขาเขียนมาเล่นๆ แต่เรารับรู้ เราสัมผัส แบบเราต้องทำน่ะ อย่างเช่น เห็นชื่อพี่ในเรื่องไหน แล้วต้องดู เพราะรู้ว่ามันน่าจะดี เราเลยรู้สึกว่ายังมีคนรอดูเราอยู่นะ ยังมีคนที่คาดหวังกับงานที่เราทำอยู่นะ มันเหมือนเขาเชื่อมั่นว่าถ้าเราทำแล้วมันจะออกมาน่าสนใจ เราเลยรู้สึกว่าอะไรพวกนี้จะเป็นกำลังใจให้เราสามารถทำงานออกมาในแต่ละซีนแต่ละฉากให้ดีที่สุด ด้วยความตั้งใจ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจ้าง เท่าที่เขาคิดถึงและไว้ใจให้เราทำ

ชีวิตครอบครัว

ถึงตอนนี้ก็แต่งงานมา 10 ปีพอดีค่ะ คบกันมา 10 ปี รวมแล้วก็รู้จักกันมา 20 ปี ตอนนี้ยังไม่มีลูก อยู่กันแบบนี้แหละ อยู่กับคุณพ่อ-คุณแม่ ใช้เวลาที่มีส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว ถ้าว่างก็จะไปหาพ่อกับแม่ วันไหนเลิกงานเร็วก็จะพาพ่อไปนวด ไปทานข้าว ถ้าว่างอีกก็จะไปหาแม่ ทานข้าวกับแม่วันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์ก็อยู่กับสามี ดูหนังวันธรรมดาก็จะทำงานสลับกัน ก่อนนอนก็โทร.หา ฮัลโหลแล้วก็หลับ ตื่นเช้าทำงาน และที่สำคัญกำลังใจจากครอบครัวคือสิ่งสำคัญ เวลาเราท้อก็จะมี พ่อ แม่ สามี คอยอยู่ข้างๆ อย่างเช่น กลับบ้านไปวันไหน เรารู้สึกว่าเราทำได้ไม่ดี ก็บ่นให้เขาฟัง เขาก็แบบ อุ๋มก็เป็นอย่างนี้ ชอบบ่น มันก็ดีทุกที อุ๋มทำได้เชื่อพี่ อุ๋มทำได้ มันเป็นคำพูดเล็กๆ แต่เป็นกำลังใจดีมากๆ เลยนะ

ภารกิจในวันว่างๆ

ถ้ามีเวลาว่างก็เข้ายิม วันอังคารกับวันพฤหัสฯ 2 วัน ส่วนอาหารการกิน ก็กินง่ายๆ ค่ะบางคนเขาจะควบคุมอาหาร เรานี่ไม่เลย ซัดข้าวหมูแดง หมูกรอบ ทุกอย่าง แต่เราเป็นคนเคี้ยวเยอะ 35 ครั้ง ไม่อย่างนั้นมันกลืนไม่ลง บางครั้งละเอียดเกินไปก็กลืนไม่ลงต้องใช้น้ำช่วย อันนั้นก็เป็นข้อแรกที่ทำให้ไม่อ้วน แล้วก็ไม่กินขนมจุกจิก ต้องบาลานซ์แต่ละมื้อให้ดีๆ มื้อนี้กินเยอะ มื้อนี้กินน้อย เดี๋ยวแคลอรี่ก็เฉลี่ยๆ กันค่ะ (ยิ้ม)

คำแนะนำจากรุ่นพี่

เทคนิคคนเรามันก็ไม่เหมือนกัน วิจารณญาณก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่คิดว่าควรจะมีในสังคมไทยก็คือ อ่อนน้อมถ่อมตน มีมารยาท มีสัมมาคารวะ และก็มีความรับผิดชอบ ถ้าเรามีความรับผิดชอบ ต่องานต่อตัวเองต่อสังคม อะไรที่เราช่วยสังคมได้ก็ทำ มีพ่อแม่ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ทำงานของเราให้มีคุณภาพ เรียบเรียงความสำคัญในชีวิต อย่างเช่นของอุ๋มทุ่มให้พ่อแม่ เพราะเราพิจารณาแล้วว่าเราจะมีเวลามากแค่ไหน เพราะฉะนั้นใช้ชีวิตให้มีความสุข ให้มีคุณค่า เพราะเราไร้สาระมาเยอะละไปให้ความสำคัญกับคนนอก พอเราตัดคนนอก คนใกล้ตัวคือสำคัญ พ่ออุ๋มสอนว่าไม่มีใครรักเราเท่าตัวเราเองหรอกเราต้องรักตัวเองให้มากๆ นึกถึงตัวเองแต่ไม่ได้หมายความว่าเห็นแก่ตัวนะ เราต้องดูแลตัวเองให้ดี แล้วค่อยไปดูแลคนรอบข้าง ครอบครัว พ่อแม่ สามี สังคมภายนอก

ผลงานแน่นเอี้ยดฝากให้ติดตาม

ที่ออนแอร์อยู่ตอนนี้ คือ “เมียน้อย” ทางช่อง GMM25 กับ “วัยแสบสาแหรกขาด2” ทางช่อง 3 และที่ถ่ายทำก็จะมี “นางมาร” ทางช่อง GMM25, “พยากรณ์ซ่อนรัก” ทางช่อง 3, “ใบไม้ที่ปลิดปลิว”ช่อง ONE แล้วก็น่าจะมีภาพยนตร์ด้วย ต้องรอติดตามค่ะ

นี่คือเสน่ห์ของเส้นทางสายมายา ที่นำพาชีวิตเธอมาเรียนรู้ทั้งงานและการใช้ชีวิตอย่างมืออาชีพ เรียกว่าจากความเหนื่อยกลายเป็นความสุข ที่คุ้มค่าอย่างน่าภาคภูมิใจ ของ อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘ตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา’ คำนิยามของ ‘เอ-พศิน เรืองวุฒิ’

Published July 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/397341

Star Retro : ‘ตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา’ คำนิยามของ ‘เอ-พศิน เรืองวุฒิ’

Star Retro : ‘ตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา’ คำนิยามของ ‘เอ-พศิน เรืองวุฒิ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในจอ…เขาคือนักแสดงหนุ่มผู้มี “ความร้าย” เป็นโลโก้ประจำตัว แต่นอกจอ “เอ-พศิน เรืองวุฒิ” คือ แฟมิลี่แมน ผู้ทำหน้าที่ “คุณพ่อ” และ “สามี” ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ขอพาไปล้วงลึกเคล็ดลับการจัดสรรชีวิต รวมถึงตามติดเส้นทางกว่าจะมีวันนี้ของ เอ-พศิน กันค่ะ

อัพเดทหน้าที่ในปัจจุบัน

ผมยังมีงานแสดงเรื่อยๆ ครับ ที่ถ่ายทำอยู่ตอนนี้มีเรื่อง “ปีศาจหรรษา, มณีนาคา, ลวงฆ่าล่ารัก, อีเหี่ยนเดอะซีรี่ส์” เรื่องหลังนี้ตอนที่เป็นหนัง ผมเล่นเป็นพระเอก และมีภาพยนตร์เรื่อง “The Seed พันธุ์จี๊ด/กรีน/เกรียน” ของค่ายทีวี 360 องศา เป็นหนังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมีแฟนตาซีด้วย ซึ่งก็รับบทเป็นตัวร้ายเหมือนเดิม (ยิ้ม) รวมถึงมีหนังเรื่อง “คืนจันทร์แรม, สมเด็จพระเจ้าตากสิน และละครเทิดพระเกียรติ ฟ้าหลังฝน” งานแสดงถือเป็นงานหลักเลยครับ อาชีพผมคือนักแสดงเป็นอาชีพเดียวที่ทำมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนถึงปัจจุบัน ไม่มีอาชีพอื่นใดเลย แต่เร็วๆ นี้ ทางภรรยาของผม “น้องแตงกวา” เขาอยากทำร้านนวดไทย เราเลือกโลเกชั่นหน้าโรงเรียนลูกเอาไว้ เพื่อที่จะได้เป็นแหล่งแฮงเอาท์กันของพ่อ-แม่ผู้ปกครอง ถือว่าเป็นธุรกิจแรกที่ทำเอง ไม่มีหุ้นครับตั้งชื่อร้านว่า “เจ้าพระยา บูทีคมาสสาจ”

บทบาทการเป็นคุณพ่อ

ตอนนี้ “น้องเลโก้” อายุ 3 ขวบกว่าแล้วครับ กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 เราสองคนเลี้ยงลูกเอง ไม่มีพี่เลี้ยง ถ้าจะให้ยายให้ย่าเลี้ยงก็คงไม่ไหว เพราะว่าซนมากเขาแข็งแรงเกินไป เดี๋ยวจะมีอันตรายกับผู้ใหญ่ ขนาดเลี้ยงเองบางทีผมยังไม่ไหวเลย คือแตงกวาเขาไปขอจากเจ้าแม่กวนอิม น้องเลโก้ ก็เลยจะไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ใหญ่ จะชอบกินแต่ผัก ถั่ว พอมีเขาชีวิตผมเปลี่ยนจากที่ไม่เป็นหนี้ก็เป็นหนี้(ยิ้ม) เมื่อก่อนเราจะเก็บเงินอย่างเดียว ตอนนี้เราเริ่มกล้าลงทุน ทำประกัน ยอมที่จะเป็นหนี้กู้เงินซื้อบ้านซื้อรถตอนที่มีลูกนี่แหละครับ แต่มันก็แปลกตรงที่เราสามารถทำได้ ทั้งที่เมื่อก่อนเราจะแอนตี้มากและกู้อะไรไม่เคยผ่าน

นักแสดงเด็กในวันวาน

ผมเป็นนักแสดงเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบ นี่คืออาชีพเดียวของผม ด้วยความที่คุณพ่อเป็นผู้สื่อข่าวเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ แล้วพอดีว่ามีผู้สร้างหนังมาขอให้เราไปเล่นหนัง หลังจากนั้นก็ยาวมาเรื่อย จนอายุ 12 เล่นหนังเรื่องแรกเรื่อง “สองเรา” อีกเรื่องที่สร้างชื่อก็คือ “รักนอกตำรา” เล่นเป็นลูก เล่นเป็นพระเอกตอนเด็กบ้าง ละครเรื่อง “พระจันทร์แดง” ก็เล่นเป็น “อาตู่-นพพล” ตอนเด็ก เรื่อง “ตี๋ใหญ่” ที่ “พี่นก-ฉัตรชัย” เล่นผมก็เล่นเป็นตี๋ใหญ่ตอนเด็ก ด้วยความเป็นเด็กให้ทำอะไรก็ทำ อยากได้ของเล่น คือมีการต่อรอง เราอยากได้อะไรพ่อ-แม่ก็ไม่ขัด แต่ด้วยความเป็นเด็กในยุคนั้น เราก็ไม่สนุกรู้สึกว่าทำไมเราต้องทำงาน เราอยากจะเล่นกับเพื่อนไปโรงเรียน ไว้ผมยาวคนเดียว ต้องสอบคนเดียว ไม่สนุก พอจบ ป.6 กำลังจะขึ้น ม.1 เลยขอคุณแม่ว่าไม่ทำแล้วได้ไหมเรื่องสุดท้ายคือ “มหาเวสสันดรชาดก”

จุดเปลี่ยนของชีวิต

มีการเปลี่ยนตัวกลางอากาศในละครเรื่อง “หลอแหล”เพราะว่าผมเกเร เล่นแบบไม่อยากเล่น และคาแร็กเตอร์ไม่ตรงกับผมด้วย ไม่อยากเล่น ก็แกล้งเล่นไม่ได้ แกล้งพูดทื่อๆ เขาก็เลยเปลี่ยนตัว เราก็ออกจากวงการ นั่นคือเราเลือกของเราเอง อยากจะหยุด เพราะว่าเหนื่อย และมันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กธรรมดา ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร คือรู้สึกดี (ยิ้ม) ได้มาใช้ชีวิตปกติเรียนจนจบม.6 แล้ววงการก็เปลี่ยน เริ่มสนุก เราก็หาทางที่จะกลับเข้ามาอีกแต่จะให้คุณพ่อพาเข้าไป เราก็รู้สึกว่าเสียฟอร์ม เลยตัดสินใจส่งรูปไปให้โมเดลลิ่งตามหนังสือ ไปประกวดบ้าง แต่ประกวดอะไรก็ตกรอบหมด เพราะว่าเป็นช่วงที่กำลังโต ยังไม่เป็นหนุ่มเต็มที่ เลยไปเป็นเอ็กตร้า จนเรียนมหา’ลัย เป็นเอ็กตร้าโฆษณาหลายงานเลย ซึ่งรายได้ดีนะ บางงานได้ 4-5 หมื่น และช่วงนั้นก็มีหนังเรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” พี่ติ๊ก,พี่ต๊อก กำลังดัง ผมก็ไปแคสโฆษณา และได้เล่นคู่ทั้งสองคนด้วย แต่เป็นสมทบ โฟกัสก็จะอยู่ที่ตัวเมน ได้โฆษณากับ “ทาทา ยัง” ก็เห็นแต่รองเท้า แต่เราก็มีความสุขดีนะครับ เราไม่ได้คิดว่าเราจะกลับไปเป็นอะไร แค่หาประสบการณ์ แล้วก็เรียนไปจนจบมหา’ลัย จนวันหนึ่งไปแคสหนังเรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” ส่งรูปไปเองก็ปรากฏว่าตรงคาแร็กเตอร์ที่เขาต้องการ ผมได้รับบท “ผู้กองกำจร” คนที่ฆ่าพระเอก ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ได้กลับมา ในวัย 27 หลังจากนั้นก็เริ่มมีละครเล่นของเอ็กแซ็กท์อยู่หลายเรื่อง แล้วก็ไปช่อง 3 ช่อง 7 การที่เราไม่ได้เกิดมาจากการปั้นของนักปั้นหรือโมเดลลิ่งหรือว่าหนังสือ ทำให้เราเติบโตมาแบบนักแสดง บทที่ได้รับก็ไม่เคยเลือกว่าเราเล่นเป็นใคร เยอะหรือน้อยแค่ไหน แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะได้รับบทตัวร้ายและเป็นตัวสำคัญ ซึ่งมันก็บังเอิญที่เขาเลือกเรา

เริ่มรู้สึกชอบการแสดง

ผมชอบตั้งแต่เด็กแล้วครับ พอเรามามองย้อนไป มันเป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่ง แค่ตอนเด็กเราไม่ชอบสังคมเพราะมันไม่สนุก แต่ทุกวันนี้มันคือชีวิต ผมเรียนโปรดักส์ดีไซน์มา เคยฝึกงานโรงงาน มันไม่ใช่ชีวิตผม ไม่ชอบมีเจ้านาย การแสดงก็มีเจ้านายนะ มีผู้จัดผู้กำกับแล้วก็ช่อง แต่ว่าเขาเป็นนายระยะสั้นแค่ 6 เดือนปีหนึ่ง หลังจากนั้นก็บ๊ายบายกัน หรืออยากจะเรียกผมกลับมาเล่นอีกก็เป็นนายผมอีก เราก็ยินดีรับใช้ เพราะว่าเราไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เรารับผิดชอบในการหลอกคนดูว่าเราเป็นคนอื่น มันสนุกดีครับ

รับบทบาทตามวัยไม่ฝืนธรรมชาติ

อาชีพด้านที่เรียนมา ก็ได้ทำบ้างครับ แต่เป็นมือปืนรับจ้าง ไม่ได้ใช้ชื่อเรา การแสดงยังคงเล่นไปเรื่อยๆ ถ้าเขาเลิกจ้าง เราก็จะหยุด แต่เขายังจ้างอยู่ แล้วผมจะมีจุดยืนตรงที่ ปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืน แก่ก็คือแก่ ผมว่ารอยย่นตีนกาที่ทุกคนกลัว มันคือโหงวเฮ้ง ซึ่งมันจะเปลี่ยนไปตามวัย บางทีเราไปเปลี่ยนมัน มันก็จะทำให้คาแร็กเตอร์เราไม่ชัด บทบาทผมก็จะเล่นไปตามวัยของผม เป็นอาเป็นลุงเป็นพ่อได้ ทุกวันนี้เริ่มเป็นอาพระเอกแล้วครับ บทพ่อก็เคยรับแล้ว แต่งแก่ ติดหนวด กะเทยยังรับเลย (ยิ้ม) ปกติผมจะไม่เล่นบทนี้ รู้สึกว่าเรายังเล่นได้ไม่ดี เพราะมันยาก แต่พอทางยูม่าให้เล่นใน “ท่านชายกำมะลอ” เราก็ไม่กล้าปฏิเสธ คือเขาเชื่อว่าเราทำได้ ก็ได้ในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ดีมาก แต่ก็ผ่านมาได้ และอีกบทที่ผมไม่มั่นใจเลย คือบทพระเอก เคยลองแล้วเรื่องหนึ่งในหนังเรื่อง “แสงสุดท้ายของอีเหี่ยน” เป็นหนังตลก ผมไม่มีความสุขในการทำงานเลย (หัวเราะ) ทั้งที่เป็นพระเอก คือเวลาที่เราเข้าฉากกับตัวร้าย เรามีความรู้สึกว่าเราอยากเล่นบทนั้น การเล่นเป็นพระเอกมันถูกบล็อกอินเนอร์ภายใน ที่จะต้องดูหล่อดูน่าสงสาร ซึ่งตรงนั้นมันไม่ใช่ผม และพอเขาเอากลับมาทำเป็นละคร โดยผู้กำกับคนเดิม ผมก็เลยได้กลับมาเล่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เล่นเป็นตัวร้าย ได้เป็นตัวละครที่เราอยากจะเป็น ซึ่งบันเทิงมาก(ยิ้ม)

ผลงานสุดประทับใจ

ผมยกให้เรื่อง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” เรื่อง“คุณชายปวรรุจ” อย่างแรกเลยคือวิสัยทัศน์ของผู้จัด “พี่คิง-สมจริง” ที่เรื่องนี้เป็นการแจ้งเกิดของ “โป๊ป-มิว” และตัวที่มาประกบโป๊ปต้องเป็นเจ้าชายที่ดูสูงศักดิ์ดูดีสง่างาม ดีกว่าพระเอกทุกอย่าง แค่นิสัยไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่คนไม่ดี และบังเอิญว่าบทนั้นมันตกอยู่ที่เรา เป็นโอกาสดีที่พี่คิงมองขาดมาก ไว้ใจให้เรามาเล่น ซึ่งพอผ่านบทนี้มา ก็ทำให้เราเริ่มได้รับบทเป็นคนรวยมากขึ้น ได้เล่นเป็นตัวร้าย ที่เป็นนักธุรกิจ ไม่งั้นก็จะเป็นนักเลงอย่างเดียว

นิยามตัวร้ายสำหรับ “เอ-พศิน”

ผมเป็นตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา (ยิ้ม) ผมมีความสุขในการแสดงบทร้าย และก็ทำให้ทุกเรื่องมันไม่เหมือนกัน ผมพยายามจะฉีกตัวเองออกไป ให้ความร้ายแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน เปลี่ยนจังหวะการพูด เปลี่ยนโทนเสียง เปลี่ยนแอ๊กติ้ง เพราะว่าเราดูหนังเยอะ ก็พยายามซึมซับธรรมชาติของความร้ายว่าทำยังไงให้มันไม่น่าเบื่อและมีเสน่ห์ เราจะขโมยซีนตัวเอกยังไงให้ไม่น่าเกลียด มันจะมีศาสตร์ตรงนี้อยู่ ซึ่งทุกครั้งก็ได้ผล (ยิ้ม) เวลาที่เล่นเป็นตัวร้าย ผมจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวนำ ส่วนพระ-นางตัวอิจฉาหรือใครก็แล้วแต่ จะเป็นเอ็กตร้าสำหรับผม

ช่วงพีคอีกครั้ง

ตอนที่เรื่อง “ประกาศิตกามเทพ” ออนแอร์ เป็นจุดพลิกของชีวิตผมเลยนะ เพราะว่าเล่นเป็นนักเลงเป็นบทร้าย แต่ว่ามันค่อยๆ เปลี่ยน แอบช่วยพระเอก พูดในสิ่งที่คนดูอยากจะพูดกับตัวละคร ด่าพระเอก ซึ่งพอบทแบบนี้มา มันทำให้มีกระแสชื่นชม คนดูจะรักตัวละครตัวนี้ ดูจากทวิตเตอร์ฟีตขึ้นสูงมาก จนผมต้องกลับไปเล่นทวิตเตอร์ ได้กำลังใจกลับมาได้พลัง เพราะฉะนั้นแต่ละบทมันสำคัญกับชีวิตนักแสดงมากนะครับ ผมเล่นละครมาสามร้อยกว่าเรื่อง ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันซ้ำจำเจนะ เพราะว่าธนบัตรที่เราได้รับมาเลขก็ไม่ซ้ำกันเลย (ยิ้ม) ทีมงานผู้ร่วมงานไม่ซ้ำ แล้วคาแร็กเตอร์ของเราตามวัยมันก็ไม่ซ้ำ มันไม่น่าเบื่อหรอกครับ

เรื่องราวความรัก

ที่ผ่านมาในวงการผมไม่ค่อยมีข่าวกุ๊กกิ๊กกับใคร ไม่มีเลย (หัวเราะ) ผู้หญิงสวยๆ ก็เยอะ แต่เราไม่มีตังค์ไง เราไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่เขาใช้กันได้ นักแสดงหญิงเขาจะมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากที่เราเคยเป็น เราก็รู้สึกลำบาก ถ้าเราจะคบกับใครสักคน ก็ต้องเป็นสาวชาวไร่ชาวนาที่มีจิตใจดี และหน้าตาสวยงาม ตอนนั้นจะคิดแบบนั้นครับ เลยไม่มีแฟนในวงการ ทำแต่งาน เก็บตังค์ ก็มีชอบคนนั้นคนนี้บ้าง แต่คบแล้ว สุดท้ายเงินมันเป็นปัจจัยที่จะทำให้คนเราไปด้วยกันได้ เราก็เลยไม่ไปโฟกัสเรื่องนี้

เส้นทางความรักกับ “น้องแตงกวา”

เรารู้จักกันได้ไม่นานครับ ตอนนั้นเขาอายุ 18 (ยิ้ม) เขาเป็นเด็กที่นิสัยเหมือนผู้ชาย กล้าหาญ จริงๆเขาอยากเป็นนักแสดง อยากมาทำงานในกรุงเทพฯ บ้านอยู่เพชรบูรณ์ แต่ว่าพ่อ-แม่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าที่บ้านเป็นเกษตรกร เขาก็ห่วงลูกสาวคนเล็ก แต่ด้วยความดื้อ เขาก็เลยมาทำงาน ทำหลายอย่างมาก เพื่อจะได้มาเป็นนักแสดง และเราก็ไปเจอเขาที่คลินิกแห่งหนึ่ง เขามาขายครอสจนได้มาเจอกันอีกทีที่กองหนังเรื่องหนึ่ง เขาเป็นนักแสดงฝึกหัด ผมก็ไปเป็นแอ๊กติ้งโค้ช แต่ว่าพอจะเปิดกล้อง นายทุนดันหนี เด็กเขาก็เลยเคว้ง เพราะว่ามันเป็นความฝัน เราก็เลยคุยกัน เจอกันทุกวัน รู้สึกเป็นห่วงอยู่ กรุงเทพฯอันตราย อยู่กับเราก็อันตรายแหละ (หัวเราะ) แต่ว่าคงปลอดภัยกว่าคนอื่นปีใหม่เขาก็พาเรากลับบ้านที่เพชรบูรณ์ให้พ่อ-แม่ดูตัว ซึ่งเราก็ไม่รู้ นึกว่าเขาชวนไปเที่ยว ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่ารักไหม แต่ก็มีคนเดียวที่คบอยู่เราก็คิดว่าเด็กวัยนี้จะมาจริงจังกับเราเหรอ เดี๋ยวก็คงเบื่อ ตอนที่ไปเจอพ่อ-แม่เขา พ่อหน้าบึ้งเลยนะ หลังจากนั้นก็ไปไหว้พระ และไปอธิษฐานขอพรกับเจ้าแม่กวนอิม สักพักแตงกวาก็ท้อง คบกันประมาณ 2-3 เดือน เลยต้องคุยกับผู้ใหญ่อีกครั้ง เพราะว่าเขาก็ยังไม่รู้จักเราดี เขาเห็นว่าเราเป็นตัวร้าย เราก็ต้องใช้เวลาจนลูกชายคลอดออกมา พ่อ-แม่ของทั้งสองฝ่ายก็เลยเบาลง ถึงตอนนี้ครอบครัวเขาก็เหมือนเป็นครอบครัวเราแล้ว

หลักในการครองคู่

ใช้ธรรม เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอน เราแค่ทำดีให้มากที่สุด เท่าที่เราทำไหว ตัวเขาเองก็เป็นธรรมชาติ อาจจะมีความเป็นเด็กบ้าง แต่ว่าเขาโตขึ้นทุกวัน จากที่ผมประเมินดูนะ ด้วยสัญชาตญาณ ตรงนี้เลยทำให้เขาเป็นแม่ที่ดี เขาไม่เคยบกพร่องเรื่องการดูแลลูกเลย เราอยู่ด้วยกันมา 4 ปีกว่าแล้วครับ ยังไม่ได้จัดงานแต่งงาน แต่ก็คิดไว้เหมือนกันว่า ถ้าไม่มีลูกอีกคน ก็อาจจะให้ลูกคนนี้โตสัก 5 ขวบ แล้วค่อยจัด แตงกวาเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องสิ้นเปลือง อยากทำธุรกิจอยากเป็นเจ้าของกิจการ จะได้ไม่พึ่งพาเราอย่างเดียว ตอนนี้ครอบครัวเราก็สมบูรณ์แบบแล้วนะครับ อาจจะขาดลูกสาว ก็คุยกันว่าอยากจะมีลูกอีกสักคน แต่ขอให้เลโก้มีภาวะความเป็นพี่ก่อน

สิ่งที่ได้จากวงการนี้

ที่มีทุกอย่างได้ก็เพราะงานเพราะอาชีพนักแสดง คนที่เข้าวงการแล้วรวยก็จะต้องเป็นพระเอก-นางเอกเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ 3 อย่างนี้ผมไม่ได้เป็น เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องโฟกัสที่การอยู่แบบนักแสดงรุ่นใหญ่ “อาสะอาด,อาหมู-ดิลก, อาหนิง-นิรุตติ์, พี่ต้น-จักรกฤษณ์” ผมมองว่าเราจะเดินตามรอยยังไง ซึ่งเราต้องแข็งแรงมีวินัย ความสุขของผมไม่ได้เกิดจากความรวยครับ

ความในใจฐานะนักแสดงคนหนึ่ง

ตอนนี้วงการเปลี่ยนไปเยอะ เพราะว่ามีสื่อมากมายที่เราสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้ คนเสพสื่อบันเทิงน้อยลง เพราะทุกคนจะเริ่มเสพตัวเอง มีความสุขกับการแสดงความเป็นตัวเอง บางที follower ที่มาก หรือว่ายอดวิวที่สูง มันไปอยู่ในสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับเยาวชนที่จะเดินตาม และอย่างที่สองคือผมเป็นตัวร้ายเวลาแสดงบทร้ายจะมีจุดจบที่เหมาะสม บางเรื่องพระเอกฉุดนางเอกไป แต่สุดท้ายแล้วรักกัน อันนี้น่าห่วงมาก ด้วยความเป็นพระเอก-นางเอกมันอันตรายมากต่อผู้ชม อยากให้แยกให้ออกว่านี่คือละคร อย่างเวลาที่เล่นโซเชียล ผมก็จะโพสต์มุมมองที่เป็นด้านบวก ชีวิตคนเรามีทุกด้านแหละครับ แต่เราก็ต้องรู้จักเก็บงำหรือว่าปล่อยวาง แสดงออกในด้านที่ดียิ่งเราฉายแสงด้านบวกไปมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งดี ฝากไว้ด้วยนะครับ

และนี่คือมุมมองชีวิตดีๆ ของดาวร้าย (ในจอ) ที่ทุกคนคุ้นเคย “เอ-พศิน เรืองวุฒิ”

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ดีไซน์ชีวิต ลิขิตสุขนิยม ในแบบ… อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์

Published June 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/395949

Star Retro : ดีไซน์ชีวิต ลิขิตสุขนิยม ในแบบ... อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์

Star Retro : ดีไซน์ชีวิต ลิขิตสุขนิยม ในแบบ… อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์ โปรดิวเซอร์คนเก่งมากความสามารถ กับหลากหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังกว่า 40 ปีที่เป็นแกนหลักให้กับ เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์รายใหญ่ของประเทศ สร้างสรรค์ผลงานยอดฮิตมากมาย ทำให้เขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ทดลองทำงานใหม่ๆ อย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะการทำละครเวทีที่เขาหลงใหลเอามากๆ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหลงเสน่ห์และประทับใจในงานด้าน วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

จุดเริ่มต้น

ผมเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตอนเรียน ผมก็จะสนุกสนานกับการทำกิจกรรมมาก เราทำเกือบทุกอย่าง ค่ายอาสา วิชาการต่างๆ ทำหมด และที่ส่งผลเลย คือเราชอบทำละครเวที ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่ประมาณปี 4 แล้ว JSL เปิดมาได้ประมาณสัก 2 ปี ทางเจ้าของบริษัทก็อยากจะได้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำงานในการคิด การทำบทต่างๆ พี่ตู้ (จรัสพงษ์ สุรัสวดี) เจ้านายตอนนั้น ก็ชวนมาทำเราก็แบบตื่นเต้น ที่ได้เข้ามาทำ เพราะเมื่อก่อนสื่อทีวี.เป็นสื่อหลักที่แข็งแรงมาก การที่เราได้มีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งในรายการทีวี ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ แม้ว่าจะทำเป็นจ๊อบๆ ไม่ได้ประจำ เพราะยังเรียนอยู่ ตอนนั้นก็ทำเป็นครีเอทีฟ เช่น ทำช่วงโชว์ที่คั่นอยู่ในรายการยาว 4-5 นาที แล้วแต่เราจะครีเอทให้มีความแปลกและพิเศษตามภาษาของเรา ก็เริ่มทำและเรียนรู้มาเรื่อยๆ โดยเริ่มจากงานครีเอทีฟ เขียนบท ทำให้ได้รู้ว่ารายการทีวี.เขาทำยังไง

ความสนุกสนานที่เกิดขึ้นกับการทำงาน

ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ทำให้เราชัดเจนในตัวเอง ว่าเราสามารถเบนเข็มตัวเองจากสายที่เรียนอย่างสถาปัตย์ ที่ต้องนั่งเขียนแบบ กลายมาเป็นจับปากกาเขียนบทดีกว่า (หัวเราะ) และรายการแรกเลยที่ทำคือรายการเกมโชว์ชื่อ “พลิกล็อก” เป็นเกมโชว์ที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข โดยให้ทายการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขว่า “มากกว่า” หรือ “น้อยกว่า” มีพี่ต๋อย-ไตรภพ เป็นพิธีกร
เราก็ได้เรียนรู้การทำทีวี.ตั้งแต่นั้นมา

คลุกคลีวงการทีวี.จริงจัง

การทำทีวี.เป็นเรื่องที่เราสนใจแต่แรกอยู่แล้ว พอได้มาทำจริง ลงมือคลุกคลี ก็ทำให้เราต่อติดได้อย่างรวดเร็ว และได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ต้องขอบคุณทางพี่ต้น (ลาวัลย์ กันชาติ) และพี่หน่อย (จำนรรค์ ศิริตัน) ท่านเป็นเจ้านายที่เปิดโอกาสมาก คือทำอะไร ไม่จำเป็นต้องสำเร็จเสมอ หรือได้ผลอย่างที่เราคิดเสมอ แต่ท่านเปิดโอกาสให้เราได้ลองและทำตลอด ถ้าเกิดผิดพลาดไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็จะเป็นเหมือนการเรียนรู้ แล้วเอาไปพัฒนางานต่อ นั่นแหละที่ทำให้เรากล้าที่จะคิด แล้วมั่นใจที่จะทำและถ้ายิ่งสำเร็จก็จะยิ่งทำให้เรามีความสุข หรือถ้าทำแล้วสำเร็จน้อยลงมาหน่อย ก็เอาข้อผิดพลาดเป็นบทเรียนไปพัฒนาต่อ เป็นความสุขที่ทำมาเรื่อยๆ และด้วยงานวงการบันเทิงไม่ได้อยู่กับที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะเป็นรายการเดิม แต่การบันทึกเทปแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกัน มีอะไรใหม่ๆ เสมอ เราต้องแอ๊กทีฟตลอดเวลา มีความตื่นตัว พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ตลอดเวลา

ตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลง

สมัยก่อนการแข่งขันไม่ได้สูงมากขนาดนี้ ถ้ารายการใดรายการหนึ่งได้รับความนิยมติดลมบน คนนิยมชมชอบแล้วนั้น ก็จะอยู่ได้นานเป็นหลายๆ ปี อาจจะด้วยในเรื่องของทางเลือกด้วย สมัยก่อนทีวีก็มีไม่กี่ช่อง ทางเลือกในการเสพสื่อน้อย ไม่มีทางเลือกอื่นด้วย ทุกคนเปิดทีวี.ก็ได้ดูกันทั้งบ้าน ฉะนั้นสมัยนี้ถ้าทำรายการออกไปปุ๊บมันต้องโดนเลย ถ้าไม่ใช่ก็ต้องปิดไป เพราะฉะนั้นการทำงานก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ยังมีความสนุก มีการทดลอง มีการอนุญาตให้ผิดพลาดได้ เพราะมีตั้ง 22 ช่อง ยังไม่รวม มือถือ โซเชียล มีเดียใดๆ เข้ามาแข่งอีก โอ้โห..เปลี่ยนแปลงเยอะ ก็ต้องตั้งรับและคิดงานใหม่ๆ อยู่เสมอ

ผลงานภาคภูมิใจ

ผลงานที่เรียกว่าก่อกำเนิดโดยเรา และเป็นผลงานที่สำเร็จสร้างชื่อเสียงให้บริษัท ทุกวันนี้คนพูดถึงก็คือ “ยุทธการขยับเหงือก” เป็นแนวรื่นเริงสนุกสนานเฮฮา กำเนิดแก๊งเสนาขึ้นมา ก็อยู่นานถึง 8 ปี และยังเป็นรายการต้นแบบให้รายการยุคหลังๆ ด้วย ซึ่งยังมีคนทักนะว่า เออ…ทำไมไม่มีรายการ หรือทำแบบรายการนี้อีกเหรอ แล้วคนที่เป็นเสนาในยุทธการฯ ก็ไปได้ดีกันเยอะแยะไม่ว่าจะเป็นดารา พิธีกร อยู่เบื้องหลัง ก็เป็นรายการหนึ่งที่ผมภูมิใจ และอีกรายการหนึ่งคือ “คอนเสิร์ต คอนเทสต์” รายการแข่งร้องเพลงที่ออกอากาศทุกสัปดาห์รายการแรกของเมืองไทย คือแต่ก่อนการแข่งขันร้องเพลงไม่เยอะแบบปัจจุบัน อันนี้ก็เกิดจากพี่หน่อย (จำนรรค์ ศิริตัน)แกบอกว่า “เฮ้ย…คนเขาชอบร้องเพลงแล้วทำไมเราไม่ทำรายการที่เป็นร้องเพลงเป็นรายสัปดาห์เลย แล้วก็เปิดโอกาสให้คนได้มาแข่งขัน เพราะคนโหยหาเวทีอยู่แล้ว” ก็เลยเกิดรายการนี้ขึ้นมา เป็นรายการที่ดังมากๆ และเป็นต้นแบบของรายการเพลงต่างๆ ประกอบกับช่วงนั้นงานเพลงก็บูมด้วย ศิลปินแต่ละค่ายก็ให้ความร่วมมือมาออกรายการ คนที่มาแข่งขันก็ได้โชว์ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเด็กมหาวิทยาลัย พยาบาล ทุกอาชีพ ทุกคนมีโอกาสมาแข่งขัน ก็เป็นความแปลกใหม่ของรายการในสมัยนั้น และทำให้เป็นอีกรายการที่ประสบความสำเร็จและภูมิใจ

ความผิดพลาดคือบทเรียน

มีเยอะมากนะ (หัวเราะ) อยากจะแก้ไขจุดนั้นทำจุดนี้ใหม่ ซึ่งเราทำรายการมาเยอะ แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกอัน เฟลเลยก็มี ทำได้ไม่นานก็ไปซะแล้ว อย่างรายการเกมโชว์บางรายการ เราคิดว่าน่าจะถูกใจคนดูแต่ปรากฏว่าอยู่ได้แค่ปีเดียวก็ต้องเลิกทำ อันนี้ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานที่จะต้องมีทั้ง สำเร็จมาก สำเร็จน้อย และ เฟลเสียใจ เพียงแต่ว่าเราอย่าเอาความที่เราล้มเหลวทำให้เราหดหู่ เราต้องสร้างเป็นพลังให้กับตัวเองและคิดวิเคราะห์หาสาเหตุว่าล้มเหลวเพราะอะไร อันไหนที่เกิดจากเราเอง อันนั้นเราก็ต้องมาแก้ไข แต่บางอย่างอาจจะเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ไม่ใช่จังหวะของตลาด รายการอาจจะดีแต่ไม่ได้ตอบรับจากคนดูในช่วงนั้น ก็ต้องมองภาพรวมแล้วเอามาแก้ไขปรับปรุงกันไป

ชิมลางงานท้าทายแปลกใหม่

อย่างที่บอก ผมโตมาจากการทำละครเวที ฉะนั้นการทำโชว์บนเวทีเป็นเสน่ห์ที่พวกเราชอบมาก พอมาทำที่ JSL ก็มีการได้แตะอยู่เนืองๆ อย่างที่เห็นชัดเลยคือพอมาอยู่ที่ JSL แล้วเกิดมีรายการหนึ่งที่เหมือนเป็นตำนานนั่นคือ รายการ “วิก 07” หรือ “วิก 07 โชว์” ก่อกำเนิดโดยทางพี่แหม่ม (พิไลวรรณ บุญล้น) เห็นว่า ทำไมเราไม่เอาละครเวทีมาอยู่ในทีวี. ก็เลยเป็นความแปลกใหม่ ถ้าเปรียบง่ายๆ ก็คือเหมือนเอาลิเกมาแสดงสดบนเวที เราก็ช่วยทำงานเป็นเบื้องหลังอยู่ตรงนั้นด้วย ตอบสนองความชอบเราอยู่เนืองๆ แล้วก็มีโอกาสมาทำโชว์บนเวทีให้รายการอย่าง “ยุทธการขยับเหงือก” มีโชว์ของตัวเอง ชื่อ “หัวหกก้นขวิด” ซึ่งทำมาถึงสี่ครั้ง นี่แหละก็ตอบสนองเราว่าได้ทำงานแสดงโชว์บนเวทีสนุกสนานมีความสุขทั้งผู้เล่นและผู้ชม สปอนเซอร์ รายได้ตอบรับดี ก็เป็นจังหวะและเวลาที่เป็นความฝันของเรา ได้ทำงานที่รักที่ชอบจนกระทั่งตอนหลังบริษัทเปิดสายงานอีเว้นท์ เราก็มีส่วนไปช่วย ก็การเติมเต็มความชอบของเราอีกทาง

ต่อยอดสู้อีกหนึ่งผลงานสุดภาคภูมิใจ

ต่อมาทาง เจเอสแอลฯ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ มูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ มานาน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ช่วงปีพ.ศ.2553 เป็นปีพิเศษครบ 100 ปี ชาตกาลครูเอื้อ สุนทรสนาน เจ้าของมูลนิธิฯ ก็ถือว่าเป็นวาระสำคัญ จึงมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมใดๆ เราก็เลยคิดว่า เอ๊ะ…น่าจะมีอะไรพิเศษ เพราะเพลงสุนทราภรณ์น่าจะแตกยอดไปได้ แล้วจุดประสงค์ของมูลนิธิฯ ที่น่าชื่นชมคือ ไม่อยากให้เพลงสุนทราภรณ์ที่เป็นอมตะ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติต้องสูญหายไป หรือเสื่อมสลายหายไปกับคนรุ่นเก่าๆ เขาอยากให้มีการสืบทอดต่อไปยังคนรุ่นใหม่ๆ แล้วกลยุทธ์อันหนึ่งที่น่าจะถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ได้ก็คือ การทำเป็นละครเวทีซึ่งก็ต้องให้เกียรติทางคุณบอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ที่ทำให้ละครเวทีบูมขึ้นมาในเมืองไทย ทำให้ปัจจุบันละครเวทีมีความใกล้ชิดไม่ห่างเหินเหมือนแต่ก่อน ฉะนั้นพอไอเดียทำละครเวทีเกิดขึ้น เรานี่แบบดีใจ ยกมือทันที คือเราชอบเพลงสุนทราภรณ์อยู่แล้ว มีความรักในแนวเพลงนี้ พ่อแม่เราก็ชอบ จึงได้เริ่มวางแพลนกัน ซึ่งตั้งใจทำให้เป็นแนวรื่นรมย์ ไม่ใช่มาฟังเพลงซาบซึ้งใจกับเรื่องราวเฉยๆก็จะมีความสนุก เลยเกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ คนที่เคยแค่ฟังเพลงสุนทราภรณ์ในแบบแค่คอนเสิร์ต แต่พอมาเป็นละครเพลงก็จะได้ทั้งดูการแสดงและฟังเพลงที่ตัวเองรักและคุ้นหู ร้อยเรียงไปกับเรื่องราว เป็นความประทับใจยิ่งขึ้นแล้วก็มีเสียงหัวเราะ สนุกสนาน มีมุขขำขัน เพื่อจะได้ใหคนรุ่นใหม่ๆ ตามมาดู ขยายกลุ่มคนให้รู้จักเพลงสุนทราภรณ์มากขึ้น และในตอนแรกที่เปิดจองตั๋วปรากฏว่าตั๋วเต็ม ซึ่งครั้งแรกคิดว่าจะทำรอบเดียวในการฉลอง 100 ปี หลังจากนั้นกระแสเรียกร้องบอกว่าสนุก ให้ทำต่อ ก็เลยทำและเป็นโจทย์ใหม่ในแต่ละปีว่าเราจะทำในธีมของอะไร

เข้าสู่ปีที่ 7 กับสุนทราภรณ์เดอะมิวสิคัล

อันนี้คือความวิเศษของเพลงสุนทราภรณ์ จริงๆ แล้วเพลงสุนทราภรณ์มีทั้งหมด 2 พันกว่าเพลง แต่ที่ฮิตติดหูจริงๆ อาจจะสักประมาณ 500 เพลง แล้วเพลงสุนทราภรณ์เป็นเพลงที่เหมาะกับการทำละครเวทีมาก เพราะเป็นเพลงที่มีเรื่องราว แค่เพลงจีบก็จะมีการจีบในหลายๆ แบบ จีบผิดหวัง สมหวัง กุ๊กกิ๊ก สารพัด หรืออกหักก็มีหลายแบบ ไหนจะเพลงเทศกาลต่างๆ การเดินทางสถานที่ เพลงสถาบัน ฯลฯ ฉะนั้นเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการนำมาใช้ทำละครเวทีอยู่แล้ว ส่วนการคิดเรื่องก็มีการคิดอยู่สองแบบคือ หนึ่ง สร้างโครงเรื่องมาก่อนว่าจะเล่าเรื่องราวให้เกิดขึ้นยังไง พระเอกนางเอกจะเป็นยังไง มีอะไรเป็นคอนฟิคและสุดท้ายจบยังไง ก็หาเพลงที่เหมาะสมมาเสริมเติมเข้าไป หรือบางทีก็เลือกจากเพลงฮิตคนฟังคนดูชอบเราก็ดูจากเนื้อหาเพลงนั้นเป็นยังไง เรื่องราวพอจะบิดให้เข้ากับเนื้อหาเพลงไหนได้บ้าง

ความพิเศษของบ้านเรือนเคียงกัน สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล

ในปีนี้เป็นเรื่องของบ้านสองบ้าน ที่มีปฏิสัมพันธ์กันมีความรักความผูกพันกัน สะท้อนให้เห็นสังคมของคนที่อยู่อาศัยโดยรอบๆ ที่เปรียบเป็นสังคมของคนที่บ้านเรือนเคียงกันก็ต้องมีความขัดแย้ง ความไม่ลงตัวกันบ้าง จนเกิดเป็นเรื่องราวที่โกลาหล อลหม่านแบบสนุกสนานบานตะไทแบบละครทีวี.ไทย ที่แซ่บๆ สนุกสนานและร่วมสมัย ส่วนการเลือกนักแสดงก็ต้องหาคนที่เหมาะสมกับคาแร็กเตอร์ของแต่ละคน ซึ่งก็มีนักแสดงหลายคนที่เคยร่วมงานกันมาก่อนและปิ๊งกันไว้ก่อน ก็เชิญมาแคส อาทิ ปอ-อรรณพ ทองบริสุทธิ์ / แป้ง-พรภัสร์ชนก มิตรชัย / ต้น-ธนษิต จตุรภุช / ซานิ-นิภาภรณ์ ฐิติธนการ / ตี๋-วิวิศน์ บวรกีรติขจรและ เนสท์-นิศาชล สิ่วไธสง ร่วมกับทัพนักแสดงอีกมากมาย จะเริ่มการแสดงในวันที่ 2-31 มีนาคม 2562 เปิดให้ชมกัน 10 รอบการแสดง ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ตลอดเดือนมีนาคมนี้ ที่โรงละคร เอ็มเธียเตอร์ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถ้าใครสนใจสามารถจองบัตรได้แล้วที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

ทุ่มเทสุดพลัง

ละครเวทีถือเป็นงานที่เหนื่อยและหนักมาก เพราะเป็นงานที่ใช้เวลา ไม่เหมือนทำรายการทีวี.ที่ถ่ายวันหนึ่งได้สองเทป แต่ละครเวทีจะซ้อมหนักมาก เตรียมงานกันตั้งแต่การคิดเรื่อง การทำพลอต จนกระทั่งถึวันสุดท้ายที่จบละครเวทีลงก็รวมเวลาประมาณ 9 เดือน และช่วงนี้ก็จะหนักนิดหนึ่ง ซ้อมทุกวันแก้ปัญหาต่างๆ และคอยเสริมเพิ่มเติมให้สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วนงานประจำเราก็มี เพราะผมไม่ได้ทำงานแค่เชิงโปรดักชั่นงานด้านบริหารก็ทำด้วย และดูแลรับผิดชอบหลายๆ ส่วนที่ไม่ใช่งานทีวี. ก็เลยจะโกลาหลหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) แต่โชคดีที่ได้ทีมงานที่ค่อนข้างจะแข็งแรง เข้ามาช่วยกันทำงาน ยังสู้และทำไหวอยู่นะตอนนี้ เพราะเราสนุกกับมัน อย่างที่บอกไปนี่คืองานที่เรารัก

ความสำเร็จกว่า 40 ปีที่ JSL

ผมมองสองแบบ การอยู่ที่ไหนได้นานๆ ส่วนหนึ่งเขาต้องมีความสุขก่อน ผมก็เช่นกัน ต้องยกเครดิตให้เจ้านายที่เปิดโอกาสมากๆ พอเราทำอะไรนานๆ ซ้ำๆ ก็จะเบื่อๆ แต่พอได้เจออะไรใหม่ๆ ก็จะเป็นความท้าทาย มีการเรียนรู้สนุกขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งด้วยอุตสาหกรรมเราเอื้ออำนวยด้วย ทำอะไรก็มีสิ่งใหม่ๆ บวกกับเจ้านายก็เปิดโอกาสอีก เพราะฉะนั้นผมก็เลยมีความสุขที่เจ้านายเปิดโอกาสให้ทำนู่นทำนี่เสมอ เช่น อยากทำละครเวทีเหรอ ก็เอาสิ ทำเลย แต่อย่าให้มันขาดทุนนะ (หัวเราะร่วน) ก็เป็นแบบนี้ เราอยู่ที่นี่เลยมีความสุขกับการทำงาน มีความสุขกับเจ้านายมีความสุขกับเพื่อนร่วมงาน ทุกที่มีปัญหาหมด ทุกที่มีข้อดีข้อด้อยหมด เพียงแต่ว่าที่นี่เรามองเห็นแต่ข้อดี เราเห็นความสุขมากกว่าความทุกข์ เราเห็นความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว ก็อยู่กันมาได้ แล้วพออายุมากขึ้นเรื่อยๆก็แบบ ขี้เกียจเปลี่ยนที่แล้วล่ะ (หัวเราะ) อยู่ที่นี่แหละถามว่าเคยอยากมีบริษัทของตัวเองไหม ก็เคยนะ แต่มันอาจจะไม่มีความสุขเท่านี้ เพราะถ้าเป็นบริษัทเราเอง มันเป็นความรับผิดชอบเราเต็มๆ จะว่าไปผมเป็นคนที่สุขนิยมนะ คือเราอาจจะไม่ได้อยากจะมีความสำเร็จในแบบที่เราเป็นเจ้าของ เราแค่อยากมีความสุขกับความสำเร็จ กับการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ในบรรยากาศที่เราแฮปปี้

แพลนในอนาคตที่อยากทำ

ผมโตมากับงานเขียนหนังสือ เพราะเป็นคนที่ชอบอ่านและเขียนตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ชอบแต่งนิทาน พอโตหน่อยก็เขียนเรื่องสั้นไปประกวด แล้วเมื่อมีโอกาสก็มักจะแสดงฝีมือทางด้านนี้ จนมีผลงานที่ได้รับรางวัลด้วยอย่างตอนที่เรียนสถาปัตย์ ก็ใช้วิชาการเขียน เป็นการเขียนบทละคร แล้วก็มีเขียนหนังสือเป็นเรื่องสั้น แล้วมีช่วงหนึ่งผมทำงานมีเขียนหนังสือไป 5-7 เล่ม จนกระทั่ง
เข้าสู่วงการทีวี.การแข่งขันมากขึ้นเราก็มุ่งทางทีวี. งานเขียนต้องใช้สมาธิสูง ก็เลยไม่ได้ทำ แต่ช่วงนี้กลับมาเขียนบ้างแล้ว เป็นคอลัมนิสต์ ฉะนั้นในอนาคตก็มีความคิดว่าอยากจะกลับไปเขียนหนังสือ เพราะเรามีภาพในหัวเต็มไปหมด อีกหน่อยเกษียณออกไปก็อาจจะไปเขียนหนังสือแนวที่ถนัดคือ แนวรื่นรมย์ อย่างที่เขียนมาก็คือ กว่าจะถึง(ท่า)พระจันทร์, บานไม่รู้โรย ฯลฯ ให้ทุกคนอ่านแล้วมีความสุขหรืออาจจะเป็นแนวที่จริงจัง ความรู้ ให้ข้อมูลเชิงลึก ประวัติศาสตร์ โรแมนติก ก็อาจจะมีเพราะอยากจะขยายไปสู่อย่างอื่นด้วย

ชีวิตครอบครัว

ผมถือว่าแต่งงานช้านะ เพราะแต่งงานเมื่ออายุ 36 ปี แต่โชคดีพอแต่งงานเสร็จก็มีลูกเลย ทำให้เรามีกำลังที่จะโตมาพร้อมกับลูกได้ คือเราต้องเลี้ยงดูลูก (หัวเราะ) ตอนนี้ลูกก็อายุ 20 ปีแล้ว อยู่ในวัยที่เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งถ้าเขาจบปริญญาตรีก็พอดีเราเกษียณ แค่นี้ก็โอเคแล้ว ถามว่ามีแววมาทางคุณพ่อไหมบอกเลยว่ามาก ตอนนี้เรียนโปรดักชั่น เรียนฟิล์ม อยู่ที่ต่างประเทศ ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปบังคับเขานะ แต่เขาเลือกเองเพราะเขาเห็นและโตมากับสิ่งเหล่านี้ ผมก็ให้เขาเลือกตามสบายเลยเพราะทุกอย่างคือชีวิตเขา เราไม่กดดัน

การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

โชคดีที่เราไม่ได้เป็นคนที่เจ็บป่วยบ่อยๆ เพราะเราเป็นคนที่ Alert ตลอดเวลา มีการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ตลอดเวลาเหมือนได้ออกกำลังกาย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด ผมก็เป็นนะ ภรรยาก็เป็นด้วย เลยรู้สึกว่า โอ้โห…การเจ็บป่วยนี่ทรมานมาก งานการเละเลย เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้ละ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เช่น ต้องนอนให้เพียงพอ ซึ่งอาจจะขัดกับอาชีพอย่างเรา แต่ก็ต้องดูแล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาหารสำคัญ อะไรที่เป็นโทษก็ลดลงมา ใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น เพื่อจะได้อยู่ทำงานที่เรารักไปนานๆ

ไม่ใช่แค่ ทำงานที่รัก แต่ อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์รักในงานที่ทำ จึงทำให้ความสุขอยู่รายล้อมรอบตัวเขา และยังส่งผ่านถึงผู้คนรอบข้างอีกด้วย

กุหลาบสีเงิน

%d bloggers like this: