star Retro

All posts tagged star Retro

Star Retro : หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท สะท้อนความเป็นตัวตนผ่านงานดนตรี

Published June 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/391381

Star Retro : หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท สะท้อนความเป็นตัวตนผ่านงานดนตรี

Star Retro : หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท สะท้อนความเป็นตัวตนผ่านงานดนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท หรือ หนึ่ง ETC นักร้องหนุ่มหล่อเสียงคุณภาพ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในวงการดนตรีมากว่า 10 ปี ทำให้เขาได้พัฒนาและค้นหาความเป็นตัวตนผ่านงานเพลง และเกิดการเรียนรู้-ต่อยอดพร้อมทดลองงานดนตรีใหม่ๆ แถมเมื่อปีที่ผ่านมา เขายังแตกไลน์ ประเดิมงานแสดงครั้งแรก ใน “แฟนจ๋า เดอะมิวสิคัล” ล่าสุด หนึ่ง-อภิวัฒน์ กลับมาพร้อมซิงเกิ้ลเดี่ยวเพลงใหม่ Bad Girl สังกัด MONO MUSIC “สตาร์เรโทร” จึงต้องขอเวลาพิเศษ หยิบเรื่องราวชีวิตของหนุ่มคนนี้มาฝากกัน

ชีวิตวัยเด็กของ หนึ่ง-อภิวัฒน์

ผมเป็นคนขี้อาย เด็กๆ ยังไม่สนใจด้านดนตรี จะเป็นเด็กค่อนข้างเรียบร้อยคนหนึ่ง และเริ่มมาสนใจดนตรีตอนประมาณมัธยมศึกษาปีที่ 1คือเริ่มจากชอบ “ไมเคิล แจ๊คสัน” แล้วพอได้ดูคอนเสิร์ตที่เขามาเล่นที่ไทย ก็ยิ่งทำให้ผมชอบมากๆ จำได้ตอนนั้น ม.3 พอชอบดนตรีก็เริ่มหัดเล่นดนตรี เล่นกีตาร์ ตีกลอง หัดมาเรื่อยๆ แล้วก็เล่นเป็นวงของโรงเรียนที่เชียงใหม่และได้เป็นประธานชมรมดนตรี ทำวงกับเพื่อนๆ เรียกว่าคลุกคลีอยู่กับดนตรีมาเรื่อยๆ แล้วก็มารู้ว่าตัวเองชอบดนตรีแบบจริงจัง ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ให้อิสระเราเต็มที่ พอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากเรียนดนตรี แต่ไม่ได้เรียนทฤษฎีมาเลย พอต้องไปสอบเข้า ก็เลยไม่ผ่าน จำได้ไปสอบของม.ศิลปากรสายดนตรีนี่แหละ นั่งใบ้เลยครับ เพราะเป็นสอบทฤษฎีดนตรีหมดเลย เราไม่ได้เรียนมาจากตำราเลย สุดท้ายสอบไม่ติด ก็เลยเปลี่ยนไปเรียนสายสื่อสารมวลชน แต่ว่าด้วยความรักดนตรีก็เลยไปออดิชั่นตามผับ แล้วก็ได้งานทำเป็นนักร้อง แล้วก็เรียนไปด้วย ช่วงนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ตลอดครับ

เริ่มก่อตั้งวง ETC

ตอนนั้นเป็นวงที่เราเล่นกันในผับ เรียนไปด้วย เล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย จนกระทั่งเรียนไปถึงปี 4 ถึงได้มาเป็น วง ETC ซึ่งเพื่อนๆ ก็เรียนอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยพายัพ ผมเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนก็เรียนดนตรีกันตั้งวงกันอยู่แล้ว ก็ชวนๆ กันไปเล่น ผมก็ได้ตีกลองในวง ก็ได้เป็น ETC ตอนจบปี 4 พอดี พวกเราเล่นดนตรีกันอยู่ในผับที่เชียงใหม่ประมาณ 5 ปี เก็บประสบการณ์ที่นั่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีโปรดิวเซอร์จากแกรมมี่ มาชวนไปทำอัลบั้มที่กรุงเทพฯ ก็ถึงได้ทำเพลงกัน ตอนนั้นพวกเราตั้งใจกันแค่ว่าอยากจะทำเพลง อยากจะทำอัลบั้ม แล้วก็ออกผลงานให้คนได้ฟัง

ปรับตัวเพื่อเป็นศิลปิน

ด้วยความที่เราเป็นเด็กเชียงใหม่ ก็มารวมตัวกันเช่าบ้านพักอยู่ที่เดียวกัน อยู่ด้วยกัน 5-6 คน แบ่งกันคนละห้องจนกระทั่งได้ออกอัลบั้มแรก แล้วก็ขยายไปอยู่ทาวน์เฮ้าส์ พอออกอัลบั้มก็เริ่มมีรายได้เยอะขึ้น ก็เห็นลู่ทาง เพลงเริ่มโอเค คอนเสิร์ตเริ่มมีมา ก็เริ่มตั้งตัวกันได้ครับ

ช่วงชีวิตที่พีคสุด

อัลบั้มที่ 2-3 เพราะมีทัวร์คอนเสิร์ตเยอะมากๆ แล้วก็มีเพลงออกเป็นอัลบั้มต่อเนื่องตลอดพีคมาก ทัวร์เยอะ และค่าตัวก็ยังไม่ได้แพงมาก (หัวเราะ) เป็นช่วงที่งานเยอะสุดๆ

ประสบการณ์สอนชีวิต

ผมเจอคนหลากหลายแบบอยู่เหมือนกันครับ เรียกว่าแต่ละอย่างเป็นบทเรียนชีวิต ส่วนใหญ่จะเจอคนที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากเราเยอะ สมัยเด็กๆ ที่เรายังไม่รู้เรื่องก็มักจะโดนโกงบ่อยอยู่เหมือนกัน หรืออาจจะเป็นในเรื่องของโชคชะตาดวงชีวิตด้วยแหละมั้งครับ (หัวเราะ) เช่น ไปเช่าบ้าน แต่เจ้าของบ้านเอาบ้านที่ถูกขายทอดตลาดแล้วมาให้เราเช่า ชอบมีดวงอะไรแปลกๆ (หัวเราะ) ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้ว่าอ๋อ เราต้องทันคนนะ หรืออย่างการผลิตผลงานออกมา เราก็ต้องมีความอัพเดททันสมัย อยู่ในกระแสตลอด เราก็พยายามทำการบ้านเยอะๆ เพื่อที่จะพยายามทุ่มเทและเรียนรู้กับงานดนตรี เลยรู้สึกว่าเราจะต้องทำอะไรก็ได้ให้เราอยู่ได้ตลอด และที่สำคัญคือต้องขยันแค่นั้นเอง

ความสำเร็จของ ETC

ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ (หัวเราะ)ยังเป็นอะไรที่แบบว่าค่อยๆ สร้างไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์ 10 กว่าปีที่ทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เห็นตัวอย่างว่าเราได้ทำงานอะไรยังไงไปถึงไหนกันแล้ว และเราก็ยังทำงานตรงนี้อยู่ พยายามทำงานตรงนี้ให้มีคุณภาพต่อไปเรื่อยๆ

10 ปีที่ผ่านมาเข็ดกับอะไรบ้างไหม

เหมือนเป็นช่วงที่ก้าวผ่านสู่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย เข้าสู่วัยกลางคน เหมือนมันผ่าน Generation ของตัวเอง ที่ได้เห็นตัวเองแบบเป็นเด็กอยู่ จนกระทั่งสมาชิกในวงเริ่มมีครอบครัวมีบทบาทที่โตขึ้น ตามวัย ตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่หาทางปรับกัน เพื่อที่จะทำงานตรงนี้ต่อ เพราะว่าหลายๆ คนถ้าได้ผ่านจุดจุดหนึ่งไปแล้วอาจจะต้องไปทำอาชีพอื่น คือพอบทบาทในชีวิตเราเริ่มเยอะขึ้น ทุกอย่างก็เริ่มไม่ไหว วงก็พยายามจะตั้งเป้าว่าจะทำงานต่อไป เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเราอยู่กันเป็นครอบครัวมีอะไรช่วยเหลือกันให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ทำงานเพลงออกไปให้คนฟังได้มีความสุข

เปิดเส้นทางงานเดี่ยว

คือผมรู้สึกว่าอยากจะสร้างสนามเอาไว้ทดลองฝึกปรือฝีมือตัวเอง แต่สำหรับงานวงยังมีเรื่อยๆ แต่แค่คิดและรู้สึกว่าอยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่า ก็เลยคิดว่า จากที่เคยออกงานเพลงปีละ 4 เพลงของวง หรือบางปีออกแค่ 2 ซิงเกิ้ลอะไรที่เป็นรูปธรรมผลงานมันน้อยลงก็เลยรู้สึกว่าทำโปรเจกท์นี้ดีกว่าเพื่อจะได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ เป็นสีสันให้แฟนเพลงได้เจอเราในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ที่ผ่านมาก็มีไปฟีทเจอริ่งกับคนนู่นคนนี่มาบ้าง แต่งานฟีทเจอริ่งก็ไม่ใช่งานที่เป็นลายเซ็นเราจริงๆ ก็เลยรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่เป็นลายเซ็นเราให้คนได้เห็นแบบชัดๆ ชึ้นไปเรื่อยๆก็เลยได้ทำกับ Pitchs Music ซึ่งจริงๆก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ 2015 แล้วครับ

ผลงานใหม่ล่าสุด

เพลง Bad Girl เป็นเพลงแรกที่ทำใน Side Project แต่ว่าเพิ่งได้ปล่อยเป็นเพลงสุดท้าย เป็นเพลงที่ค่อนข้างบอกความเป็นตัวตนชัดเจนว่า นี่แหละคือแนวที่เป็น หนึ่ง- อภิวัฒน์ จริงๆ นะ มีความเป็นดนตรีแนวฟังก์ รวมถึงจังหวะกรูฟที่สนุกๆ บวกกับซาวนด์เบสในยุค 90 ผสมกับกลองอิเล็กทรอนิกส์ บวกกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงผู้หญิงที่สวยแต่ชอบโปรยเสน่ห์ ถึงจะรู้ว่าร้ายแต่ด้วยความสวยก็ทำให้ผู้ชายอยากเข้าไปค้นหา ซึ่งเป็นแนวที่ชอบตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ก็เลยจะพยายามจะใส่สีสันอะไรพวกนี้เข้าไป ให้คนได้เห็นว่า อ๋อ แนวที่แตกต่างจาก ETC เป็นแบบนี้นะ ซึ่งดนตรีเพลงนี้เสร็จตั้งแต่ปี 2015 คือเรามีการทดลองอะไรเยอะแยะไปหมด ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่เราใช้ซาวนด์หรืออะไรใดๆในยุคนั้นแล้วยังดูโอเคร่วมสมัยในปัจจุบัน (หัวเราะ)ซึ่งช่วงปี 2015 ก็เป็นช่วงที่ EDM ก็มาแรงอยู่เหมือนกัน กราฟเพลงก็จะมีขึ้น-ลง บิ้ว ก็เอาบรรยากาศตรงนั้นมาใส่ แต่ว่าภาพรวมก็จะเป็นโชว์ดิสโก้ ซึ่งโชว์ดิสโก้ฟังก์ก็เป็นเพลงที่อมตะอยู่ทำกี่ยุคกี่สมัยก็ยังฟังร่วมสมัยอยู่ บวกกับซาวนด์สมัยใหม่เข้าไปอีก ผมก็เลยรู้สึกว่าเพลงนี้ยังเปิดปีนี้ได้อยู่ ก็โอเคครับ

เป้าหมายต่อไปในอนาคต

ผมตั้งใจจะทำ Side Project ไปเรื่อยๆ ควบคู่กับงานของวงETC และอย่างปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเล่นละครเวที ก็เหมือนเปิดโลกอีกใบของผม ซึ่งเป็นอีกโซนหนึ่งที่น่าค้นหาเหมือนกัน แล้วพอได้ทำ มันก็เสริมสิ่งที่ทำอยู่ให้ยิ่งเจอตัวเองมากขึ้น พอได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ก็จะเริ่มค้นพบว่ามีอะไรอีกเยอะที่เราสามารถทำได้ และไปได้อีกนะปีนี้ก็อาจจะเริ่มขยายไปทางด้านงานแสดงเพิ่มขึ้นครับ

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานเดี่ยวที่หนึ่งตั้งใจทำเพื่อให้แฟนๆ เผยความเป็นตัวตนที่ชัดเจน ก่อนจากกัน นักร้องหนุ่ม ยังเซอร์ไพรส์ด้วยข่าวดีปิดท้ายว่า “ตอนนี้เตรียมตัวจะมีครอบครัวแล้วครับ พยายามจะให้ใกล้ที่สุด เพราะเราก็คบกันมา 9 ปี แล้ว กะว่าน่าจะเป็นปีนี้ คือจริงๆ คิดไว้ตอนคบกันครบ 7 ปี แต่ก็ล่วงเลยมาจนตอนนี้ ก็รอฟังข่าวดีกันครับปีนี้”

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Star Retro : ชีวิตที่ถูกลิขิตให้เป็น ‘น้ำเงิน บุญหนัก’

Published June 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389943

Star Retro : ชีวิตที่ถูกลิขิตให้เป็น ‘น้ำเงิน บุญหนัก’

Star Retro : ชีวิตที่ถูกลิขิตให้เป็น ‘น้ำเงิน บุญหนัก’

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยพรสวรรค์และเลือดศิลปินที่มีในตัว ทำให้ “สวง จารุวิจิตร” หรือที่แฟนหนังแฟนละครรู้จักกันในชื่อ “น้ำเงิน บุญหนัก” นักแสดงอาวุโสผู้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมายาวนานกว่า 60 ปี สร้างสรรค์ทุกผลงานด้วยใจที่รัก จนกลายเป็นที่รักของลูกหลานคนบันเทิง รวมทั้งประชาชนคนดูมาถึงทุกวันนี้

“ปีที่แล้วมีละคร “ริมฝั่งน้ำ, ชาติเสือพันธุ์มังกร” ที่ออนแอร์ไป และที่ออนแอร์อยู่ตอนนี้มี“บ่วงนฤมิต” ทางช่อง 3 ค่ะ งานแสดงยังมีให้ได้ชมเรื่อยๆมีผู้จัดหลายคนติดต่อมา ถ้าคิวแม่ว่าง ก็รับ แต่ถ้าเรื่องไหนไม่สะดวกก็ต้องปฏิเสธกันไป มีผู้จัดหลายคนน่ารักมาก พอคิวแม่เรื่องนี้ไม่ได้ เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรไว้รอเรื่องหน้าถ้ามีบทที่เหมาะสมก็จะเลือกแม่อีก”

ด้านสุขภาพ

แม่ขับรถมากองถ่ายเองนะ ไปถ่ายชาติเสือพันธุ์มังกรมา ยังถูกผีหลอกที่นครนายกเลย (หัวเราะ) ขับรถเป็นตั้งแต่อายุ 17 แล้วค่ะ ไปไหนมาไหนก็จะไปคนเดียว ถ้ามีคนมานั่งด้วย จะขับรถไม่เป็นเลยเดี๋ยวเขากลัวว่าเราขับไม่ดี ก็จะไปของเราคนเดียวไม่กลัวอะไร คือถ้าเป็นคน แม่ไม่กลัว ใจแม่แข็งกลัวอย่างเดียว คือกลัวผี… ตั้งแต่ขับรถมาไม่เคยชนใครด้วย เพราะว่าเป็นคนรอบคอบอันไหนสมควรเร็วไหม ไม่ใช่ว่าเหยียบคันเร่งอย่างเดียว ตรงไหนมีซอกมีซอย เราก็ต้องระวัง เพราะว่าสมัยนี้ขับยาก มอเตอร์ไซค์เยอะสายตายังดีอยู่ค่ะ เคยไปตัดแว่นมา แต่ใส่ไม่ได้ ก็เลยถอดทิ้งไปแล้ว (ยิ้ม) ใช้สายตาปกติดีกว่า อ่านหนังสือโดยไม่ต้องใส่แว่น ตอนนี้ก็อายุ 76 แล้ว ล่าสุดไปหาคุณหมอเจาะเลือดมา ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 4 เดือน หมอนัดหนหนึ่ง ปรากฏว่ามีไขมันสูงนิดหน่อย คุณหมอก็ให้ยามากิน แต่ว่าโรคอื่นไม่เป็นนะคะ และโรคประจำตัวที่เป็นตั้งแต่เด็ก คือภูมิแพ้ ซึ่งเราเป็นกันทั้งตระกูลอยู่แล้ว ความดันเบาหวานไม่เป็นเลยตับไตดีหมด ส่วนเรื่องเจ็บปวดตามเข่าไขข้อ บางทีมันก็เป็นบ้าง ด้วยความที่เราเล่นละครนั่งพับเพียบนานๆ

เคล็ดลับสุขภาพดี

ไปตรวจสุขภาพตามที่คุณหมอนัด แล้วคุณหมอคนนี้เรารักษามานาน จะสอนเหมือนแม่เป็นนักเรียนเลยค่ะ ว่าอย่าไปทานอาหารแบบนี้นะ ปลาหมึกสด กุ้ง อาหารทะเล กะทิ หมูสามชั้น ทุเรียน ถ้าอยากกินก็สักเม็ดสองเม็ด แล้วก็ต้องเพิ่มยาไปสู้กับมัน (หัวเราะ) ส่วนเรื่องออกกำลังกายนี่ ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะว่าเป็นคนขยัน อยู่บ้านมีคนเอาหมามาปล่อย แล้วมันออกลูกมา 7 ตัว ขนาดว่าไปโรงพยาบาลนะ ยังต้องแวะจอดรถที่ห้างเพื่อซื้ออาหารมาให้มัน มีหลานอยู่ด้วย แต่ว่างานบ้านแม่ทำเอง ไม่เคยจ้างใคร ไม่ได้ให้หลานมาทำให้ คือมีหลานที่เป็นลูกของน้องชาย แล้วเราก็เลยเอาหลานมาเลี้ยงเหมือนลูก เพราะว่าน้องชายเสียไปแล้ว เลี้ยงลูกเขามา 4 คน และน้องสะใภ้อีกคนหนึ่ง กับครอบครัวคือเราก็เคยมี แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แยกกันไปเรามาอยู่คนเดียว ก็มีลูกของน้องชายนี่แหละที่คอยดูแล เขาโตกันหมดแล้วล่ะ ทำงานทำการกันหมดแล้ว ตัวเราเองก็สบายดี มีความสุขดี ดูแลตัวเองได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างบางทีเราเป็นไข้ไปถ่ายละคร เราก็ยังต้องไปถ่ายให้เขาเลย เพราะว่าเรารับงานเขามาแล้ว เราต้องรับผิดชอบ ไม่สบายนิดๆหน่อยๆ เราก็ต้องไป คือรีบกินยา รีบดูแลตัวเอง แต่ถ้าอันไหนที่มันหนักจริงๆ เราก็ค่อยบอกเขา คือเราเข้าใจการทำงานนะ เพราะว่าเขานัดตัวละครไว้แล้วเยอะแยะ ค่าเช่าที่ก็แพง ดังนั้นเราก็ต้องรับผิดชอบตัวเราเอง รับงานมาแล้ว เราต้องทำให้สำเร็จ ถ้าจะไปทิ้งงานทิ้งการเขานั้นไม่เคยเป็นค่ะ มันทำไม่ได้จริงๆ เราสงสารเขา ค่าใช้จ่ายเขาเท่าไหร่ เขาเหนื่อยเท่าไหร่

ย้อนวันวานกว่าจะเป็น ‘น้ำเงิน บุญหนัก’

เข้าวงการมา เล่นหนังเรื่องแรก ก็ได้เล่นเป็นนางเอกตอนเด็ก ลูกสาวของ “ป๋าส. อาสนจินดา”ชื่อ “น้ำเงิน บุญหนัก” เลยค่ะ เป็นชื่อที่ “ครูเนรมิต”ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังสมัยก่อน และเป็นคนที่ปั้น “คุณรุจน์รณภพ” ขึ้นมา ท่านมากำกับหนังเรื่อง “สาปสวรรค์” ของ “เสนีย์ บุษปะเกศ” ซึ่งเราก็ได้เล่นเป็นลูกของป๋า ส. กับ “พี่มารศรี ณ บางช้าง” คือตอนนั้นก็รุ่นๆ สาว กำลังแตกเนื้อสาว และที่จริงในเรื่องเขาจะให้ผอมนะ แต่ด้วยความที่เรากำลังโต ก็เลยจะอ้วนหน่อย และจะบอกว่าที่จริงแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะเล่นหนังหรอกนะคะ มันอาจจะเป็นเพราะดวงของเรา คือคุณพ่อรับราชการ ท่านก็ถามว่าโตขึ้นจะเรียนอะไร เราก็บอกว่าเรียนหมอ ชอบเรียนหมอ แต่วันนึงเราได้ไปที่กองดุริยางค์ทหารบก ไปกับเพื่อน เขามีดนตรี เราก็วัยรุ่นนะ ไปเที่ยวไปฟังดนตรีกัน ปรากฏว่าไปเจอ “หม่อมหลวงทรงสอางค์ ทิฆัมพร” สามีท่านเป็นนายทหารใหญ่ ท่านคุมตรงนั้น แล้วท่านก็เรียกเราให้เข้าไปหา เราก็เข้าไปกราบท่าน แล้วท่านก็เอามือมาจับที่แก้มเปิดผมเราดู และถามว่าเล่นหนังไหม เราก็นึกในใจ เอ๊ะ..เข้าท่าดีเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่ว่าจะต้องไปถ่ายที่ราชบุรี ถ้ำจอมทอง เพราะว่าในเรื่องเราจะต้องถูกขังอยู่ที่นั่น ก็เลยลองเสี่ยงดูซึ่งหม่อมหลวงทรงสอางค์ท่านเป็นผู้สร้างหนัง หนังเข้าฉายที่โรงหนังแกรนด์ก็ถือเป็นการแจ้งเกิดในการแสดง นางเอกหน้าใหม่ หลังจากนั้นป๋า ส.กับครูเนรมิต ก็เลยปรึกษากันว่าเรื่อง “สาปสวรรค์” ไปถ่ายตามป่าตามเขาเราเปลี่ยนชื่อให้เปี๊ยกดีกว่าเป็น “น้ำเงิน บุญหนัก”ทุกวันนี้ก็ใช้ชื่อนี้ในการแสดงมาตลอด ส่วนชื่อเดิมตามบัตรประจำตัวประชาชน จะชื่อเหมือนป๋าต๊อกเลยค่ะ (หัวเราะ) คุณยายเป็นคนตั้งให้ คือคนโบราณชอบพูดคำเดียว ตอนที่เราเกิดเขาก็ถามว่าเด็กคนนี้ชื่ออะไรคุณยายก็บอกว่า “สวง” เขาเลยเขียนเลย เด็กหญิงสวงเลยเป็นสวงจนถึงทุกวันนี้ และในบัตรประชาชนก็ยังเป็นชื่อเดิมที่คุณยายตั้งให้นี้อยู่

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ

หลังจากนั้นก็ได้เล่นหนังอีกเยอะแยะตามกันมา เรียกว่าเป็นร้อยๆ เรื่อง และได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองจาก “ในหลวงรัชกาลที่ 9” สองปีซ้อน จากหนังเรื่อง “นางสาวโพระดก” ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จไปทอดพระเนตรด้วย ทุกวันนี้ก็ยังเก็บภาพถ่ายนั้นไว้อย่างดี เป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุด หลังจากนั้นปีที่ 2 “อาดอกดิน” กำกับเรา แต่เราไม่ได้ไปร่วมงานประกาศรางวัล เพราะคิดว่าเราก็คงจะไม่ได้แล้ว แต่ปรากฏว่าเราก็ได้รางวัลอีกจากเรื่อง “กาเหว่า” ซึ่งพอเป็นรางวัลที่พระราชทาน ใครจะไปรับแทนก็ไม่ได้เราก็เลยต้องไปรับทีหลัง แล้วมีละครอีกเรื่องที่ภาคภูมิใจมากคือละครเทิดพระเกียรติ “คิดถึงสมเด็จย่า” ก็เล่นไว้นานแล้วเหมือนกันค่ะ

ด้วยสายเลือดบวกกับพรสวรรค์

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบการแสดงตอนไหน คือก็เล่นไปเรื่อยๆ แล้วอาจจะเป็นที่ดวงเรา คือพรสวรรค์บวกกับสายเลือด ที่คุณปู่ท่านเป็นพระยา หรือว่าคุณพระอยู่กับรัชกาลที่ 6 เราก็อ่านตามประวัติของท่านนะคะ คุณปู่เราก็เหมือนเป็นมือขวาคนสนิท เป็นคนจัดเรื่องเขียนละคร และท่านก็ได้เหรียญพระราชทานเต็มเลยอยู่ที่บ้าน แล้วนามสกุลเดิมของเรา “จารุวิจิตร” เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะได้สายเลือดศิลปินมาจากคุณปู่ ส่วนคุณพ่อรับราชการ คุณแม่เป็นคนจีน ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับการแสดง ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังคิดนะว่าเราน่าจะได้ตรงนี้มาจากคุณปู่อย่างแน่นอน แล้วพี่น้องไม่ได้มีใครเลยที่ชอบทางด้านนี้ มีเราโผล่มาคนเดียว (ยิ้ม) คุณพ่อคุณแม่และที่บ้านเขาก็ไม่ได้มายุ่งกับเรา ในเรื่องของงานรายไดในตอนนั้นนะคะ สมัยนู้นค่าตัวก็ไม่ได้กี่ตังค์หรอก เราก็เหมือนว่ามีรายได้ไว้ใช้เองโดยที่ไม่รบกวนทางบ้านมากกว่า ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเหมือนอย่างดาราในสมัยนี้แต่ก็มีความสุขในการทำงาน ถือว่าเราก้าวย่างเข้ามาแล้วเราต้องทำให้เต็มที่ เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพ่อครูเป็นสิ่งที่เราเคารพนับถือ พ่อครูดึงเราเข้ามาแล้ว เราก็ต้องทำงานอันนี้ให้ประสบความสำเร็จ อย่าไปทิ้งๆ ขว้างๆ เงินจะได้หรือไม่ได้เราก็ต้องทำให้เต็มที่

นักแสดงที่เล่นด้วยบ่อยที่สุด

กับ “คุณมิตร ชัยบัญชา” ถือว่าได้เล่นด้วยกันเยอะที่สุดนะคะ คือเล่นเป็นน้องสาวเขาบ้าง เป็นแฟนบ้าง แล้วแต่ นอกเรื่องแล้วนั้นถือว่าเราสนิทกัน มีอะไรเขาก็บอกก็สอนเรา ในฐานะที่เราเป็นน้อง กับ “อี๊ด-เพชรา” ก็เล่นกันด้วย เป็นพี่เป็นน้องกันบ่อย

ภาพจำจากคนดู

จากเรื่อง “สาปสวรรค์” ก็ทำให้มีคนจำเราได้ เดินไปไหนมาไหนคนก็จำได้ คนรู้จักเอาดอกกุหลาบมาให้ เขารักเขาชอบเรา คือเหมือนว่าตอนนั้นเรากำลังโตเป็นสาวน่ารัก(ยิ้ม) ส่วนงานละครก็ได้เข้ามาเล่นตอนที่อายุมากแล้ว เล่นเรื่องแรกของ “พี่หรั่ง สังวริบุตร” เรื่อง “ปลาบู่ทอง” เล่นเป็นแม่ของนางเอก หลังจากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ อีกเรื่องที่คนจำได้และละครดังมากก็คือเรื่อง “กระสือ” ทางช่อง 7 คือเราเล่นเป็นกระสือยายสาย คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง เด็กๆ กลัวยายสายกันหมด

ถ้าวันนี้ไม่ได้มาเป็นนักแสดง

ก็คงจะเป็นหมอค่ะ เพราะว่าเราบอกคุณพ่อแล้วตั้งแต่เด็กว่าเราชอบหมอ ตามดวงเราแล้วคือสามารถเรียนมาทางด้านหมอได้ พระเคยดูดวงให้แล้วบอกว่าเรียนหมอได้สบาย เพราะว่าดาวพฤหัสเป็นดาวดี แต่บังเอิญว่าได้มาเป็นนักแสดงซะก่อน ก็เลยไม่ได้เป็นหมอเลย บางทีก็บอกกับตัวเองนะว่าอย่าไปคิดอะไรมากเลย เขาให้เรามาอย่างนี้แล้ว พ่อครูให้เรามาแล้ว เราก็ต้องตามท่าน เราเป็นนักแสดงมาจนถือว่าเป็นอาชีพไปแล้ว ไม่คิดอะไรมาก เดี๋ยวถึงเวลาเราก็ไปเองแหละ เดี๋ยวนี้คนจากกันไปง่ายๆ นักแสดงก็ค่อยๆ ร่อยหรอไปทีละคนๆ เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไร และยังจะเล่นละครทำการแสดงต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังมีคิวว่างนะ แต่ถ้าไม่ว่างก็ต้องบอกปัดเขาไป บางคนก็เข้าใจนะแต่บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราก็อยากจะเล่นให้นะ อยากรับทุกเรื่องทุกค่ายแหละ เพราะว่าเราก็รู้จักกันทั้งนั้น เป็นลูกเป็นหลานกันหมด

ความรู้สึกกับนักแสดงรุ่นใหม่ๆ

นักแสดงเด็กๆ รุ่นใหม่ต้องบอกว่าแม่ชื่นชมเขานะลูก เขาเล่นเก่งกันนะ เข้ามาบางทีคือเล่นได้ปร๋อเลย ไม่ต้องตัวโตหรอก แค่ตัวเล็กเด็กๆ 5-6 ขวบ เล่นได้ ร้องไห้ได้ ทำหน้าทำตา ก็ชื่นชมเขาคือเขาก็เป็นคนทำงานดีกันนะ รักษาเวลา นัดเช้าเขาก็มาเช้า คือเราก็เจอแต่เด็กๆ ที่เขามีวินัยมีความสามารถกัน อย่าง “เจมส์ มาร์” ที่เจอกันในเรื่อง “ชาติเสือพันธุ์มังกร” เขาก็น่ารักนะและอีกหลายๆ คน ที่ได้มาเล่นเป็นลูกเป็นหลานเรา เขาก็ขยันกัน ขนาดว่าเขาจะสอบ ยังเอาตำราไปอ่านที่กองด้วยเลย ทั้งอ่านบท อ่านหนังสือ ชื่นชมที่เขามีวินัยกันเขาก็รู้จักว่าแม่เป็นนักแสดงเก่า เขาก็เป็นห่วงเป็นใยทักทาย ให้ความเคารพกัน ตรงนี้แม่ก็รู้สึกดีใจค่ะกับผู้ชมคนดูปัจจุบันนี้เวลาไปไหนมาไหน ไปห้างคนก็เข้ามาชื่นชมมาทักทายขอถ่ายรูปด้วย เราก็ยินดีเขาไม่ได้มาทำอะไรเรา เขาชื่นชมเรา ขอถ่ายรูปจับมือได้เลย ดีใจที่เขายังไม่ลืมเรา เขาอุตส่าห์ติดตามเราทุกเรื่อง เขาก็ถามว่าเล่นเรื่องอะไรต่อจะตามดูต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามผลงานของแม่นะคะ จะยังคงเล่นละครให้ได้ดูกันต่อไปเรื่อยๆ เจอกันที่ไหนก็เข้ามาทักทายได้ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ

และนี่ก็คือ “น้ำเงิน บุญหนัก” อีกหนึ่งนักแสดงชั้นครู ที่ลูกหลานคนบันเทิงต่างยกให้เป็นบุคคลต้นแบบทางการทำงาน

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ตุ๊ก-ญาณี จงวิสุทธิ์ กับ ‘สุข’ ทุกวินาทีของชีวิต

Published May 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/388472

Star Retro : ตุ๊ก-ญาณี จงวิสุทธิ์ กับ ‘สุข’ ทุกวินาทีของชีวิต

Star Retro : ตุ๊ก-ญาณี จงวิสุทธิ์ กับ ‘สุข’ ทุกวินาทีของชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้โอกาสเหมาะ ระหว่างที่สาวสวยสองพันปี ตุ๊ก-ญาณี จงวิสุทธิ์ มีตารางงานเข้าห้องซ้อมก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ “The Hill’s The Life”สตาร์เรโทรฯ จึงขอคิวพิเศษ อัพเดทความเป็นไป รวมถึงเส้นทางที่ผันผ่าน ปูทางให้เธอกลายเป็นผู้หญิงแกร่งเช่นทุกวันนี้มาฝากกันค่ะ

สุขภาพ ณ วันนี้

“ไม่รู้ค่ะ เพราะไม่ค่อยได้ตรวจ(หัวเราะ) นี่เรื่องจริง เหมือนพ่อค่ะ คนถามพ่อเป็นยังไง พ่อก็ดีนะ พ่อไม่เคยเช็คเลยทั้งชีวิต ก็ไม่เห็นตาย(หัวเราะ) ของพี่ พี่เคยตรวจหนเดียว เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหน้านี้ หมอบอกว่าคุณญาณี อีก 6 เดือนมาดูไตกัน แต่นี่อยู่มา 8 ปี ไม่เห็นเป็นไร ไตก็ยังอยู่เหมือนเดิม (มีการดูแลตัวเองยังไงบ้าง?) เมื่อก่อนก็เล่นยิมค่ะ เล่นจนเพื่อนด่าว่า ขาเล็กไปแล้ว ก็เลยลองเปลี่ยนวิธีเล่น ตอนหลังเปลี่ยนเทรนเนอร์บ่อยๆ บางทีเทรนเนอร์ไม่ดุ แต่เราเนี่ยไปดุเทรนเนอร์ “พอแล้ว! ใครจะมาเล่นยกน้ำหนัก 15 หน เอา 10 หนพอ”ต่อรองเขาไปหมด ก็เลยไม่ค่อยได้ผล บางที 3 เดือนไปที แต่ก็ยังเป็นเมมเบอร์อยู่นะคะ คือเป็นแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกหุ่นดี ถึงไม่ได้ไปก็ตาม(หัวเราะ) (แต่ไม่เคยต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนัก กินยาอะไรใช่ไหมคะ?) ไม่ค่ะ ไม่กิน ไม่เอา ทุกวันนี้พี่กินก็ยากพอแล้วนะ คือกินมากกว่า 4 ขา กับน้อยกว่า 2 ขา … มากกว่า 4 ขาก็อย่าง กุ้ง ปู กั้ง น้อยกว่า 2 ขาก็คือพวก ปลา หอย กินแบบนี้มาเป็น 20 ปีแล้วค่ะ ไม่กินอาหารมัน ไม่กินน้ำมัน กินแต่ปิ้ง นึ่ง ย่าง ไม่กินของทอด แล้วทุกคนถามว่าขาดน้ำมันไหม ไม่ขาดแน่นอน เพราะเราก็ชอบกินถั่วทุกชนิด แต่ห้ามทอดเท่านั้นเอง เพราะว่าถั่วก็สกัดเป็นน้ำมันได้ แล้วทุกวันอังคาร วันเกิด ไม่กินสัตว์อีกนะ กินมังสวิรัติ ไม่ใช่เจ คือเขี่ยได้ น้ำปลาได้ ที่หันมากินแบบนี้ เพราะเราผ่าตัดบ่อยมาก เป็นซีสต์ในร่างกายเยอะมาก เช่น นมซ้าย นมขวา ตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ที่หน้า แต่มีหนหนึ่งที่อัลตราซาวนด์แล้วมันน่ากลัว หมอถามคำถามว่า “ที่บ้านมีใครเป็นมะเร็งไหมคะ?” เราก็คิดว่าตายละ…ป้าก็ตายมะเร็งเต้านม ย่าก็ตายมะเร็งเต้านม นึกในใจฉันซวยแน่ ก็เลยคิดก่อนเข้าห้องผ่าตัด ว่าเราจะไม่เบียดเบียนสัตว์ใหญ่ ก็เลยตั้งจิต ณ บัดนั้น ทุกคนบอก แหม…กินชีวจิตดีจัง เราก็บอกกินแบบนี้มานานแล้ว ก่อนชีวจิตเขาฮิตอีก เพราะตั้งจิตไว้แล้ว เราก็ต้องทำ สมัยสาวๆ เคยมีเช็คนะ วันนี้กินโปรตีนพอรึยัง คนเราต้องครบ 5 หมู่ใช่ไหมคะ วันนี้กินผักหรือยัง ก็จะดูแลตัวเอง คิดเองทำเองมาตลอด เมื่อก่อนนมก็ไม่กินค่ะ ต้องกินนม Low Fat กินน้ำเต้าหู้ แล้วเดี๋ยวนี้ร้านกาแฟบางร้านเขาก็มีกาแฟใส่นมถั่วเหลืองให้ เพราะคนแพ้นมก็มี คนไม่อยากจะอ้วนก็มี แต่ตอนนี้เราเลิกจู้จี้ไปเยอะแล้วค่ะ อายุเท่านี้แล้ว ออกจากบ้านก็จะทานกาแฟบ้าง แต่อยู่บ้านไม่กิน อยู่บ้านก็ดริงค์ขำๆ เป็นยาแอนตี้ออกซิแดนซ์ ทุกคนบอกว่า “ตุ๊กวันอังคารแกไม่กินสัตว์ แต่ทำไมแกดื่ม” เราก็จะบอกว่าฉันไม่ใช่เจฉันกินมังฯ แล้วฉันไม่ได้ถือศีล แล้วถามหน่อย..เครื่องดื่มทำจากสัตว์เหรอ ก็เปล่า ทำจากผลไม้ก็ไม่ได้เบียดเบียนชีวิตสัตว์

ช่วงชีวิตที่รุ่งกับลง

เชื่อไหมคะ พี่ไม่เคยรู้สึกว่าตอนไหนที่รุ่ง หรือตอนไหนที่ลง เพราะพี่มีความสุขทุกช่วง ถ้าเมื่อไหร่คนเราเริ่มทุกข์ ต่อให้คุณมีงาน มีเงินเป็น 30-40 ล้านนั่นก็คือช่วงลง คือจิตมันตก แต่พี่ไม่เคยรู้สึก เพราะพี่มีความสุขมาทุกช่วง ถ้าถามว่าช่วงไหนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ก็จะตอบได้ว่าเริ่มจากเจ เอส แอล “สุริยาตาหวาน” เป็นซิทคอม อะไรแบบนี้ แล้วก็มาทำพิธีกรรายการ “มาตามนัด” กับพี่ต้อย-เศรษฐา เริ่มทำตอนอายุ 24-25 แล้วก็ทำอยู่ 8 ปี จนแต่งงาน แล้วก็เลิก ออกมาดูลูก แต่ช่วงท้องก็ยังเล่นละครเล่นละครจนท้องแก่ก็ว่าได้ จนเขาต้องเปลี่ยนบทเสื้อก็ต้องเปลี่ยนไซส์ จนดูลูกสนุกสนานแล้ว ก็มีรายการ Juke Box ของพี่ต๋อย-ไตรภพ ที่ให้โอกาสพี่เข้าไปทำ จับคู่กับไก่-สมพล ก็ทำอยู่อีกกว่า 8 ปีถึงบอกว่าทุกช่วงเวลา เราก็มีความสุขได้

จบเอกการละคร อักษรศาสตร์ จุฬาฯ แต่ ไม่ได้คิดจะเป็นนักแสดง

เรียกว่าจับพลัดจับผลูค่ะ คือก่อนจะจบ ครูบาอาจารย์ อย่างอาจารย์ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง อาจารย์อรชุมา ยุทธวงศ์ ทั้งสองท่านทำละครเด็กที่ช่อง 7 พี่ก็ไปเล่นด้วย ช่วยเขียนบทบ้าง อะไรบ้าง จนกระทั่งมาเขียนบทให้ อาหรั่ง-คุณไพรัช สังวริบุตร เรื่องแรกคือ “บ้านสอยดาว” แล้วก็เขียนบทมาเรื่อย จนไปกำกับให้รัชฟิล์ม เจ้านายรายการมาตามนัด ก็มาเห็นแววอีอ้วน เลยชวนมาทำรายการมาตามนัด แต่ที่หยุดเขียนบท กับงานกำกับฯไป เพราะพี่รู้สึกว่าการเขียนบททำให้เราเครียด วันๆไม่เจอใคร เจอแต่จิ้งจก กับถ้วยกาแฟ แล้วเดี๋ยวก็มีคนจิกหัวโทรมาตามบท เมื่อไหร่จะเสร็จ เดี๋ยวจะมารับแล้ว ก็เลยไม่เอาดีกว่า ไม่ได้เจอสังคม พอออกไปเล่น ไปแสดง ขอโทษนะ เงินก็ได้มากกว่า สนุกกว่า ได้เจอผู้คน ถูกจริต ตั้งแต่นั้นก็เลิกเขียน เลิกกำกับฯ กำกับฯก็เหนื่อยนะ เพราะต้องรับผิดชอบทั้งกอง เป็นนักแสดงรับผิดชอบแค่ตัวเอง สบายและสนุกกว่ากันเยอะ

ชีวิตครอบครัว

พอมีครอบครัวก็ยังสนุกกับการเที่ยวอยู่เลยค่ะใครจะยอมใคร พี่แต่งงาน 33 มีลูก 34 กำลังสนุกมากกับชีวิต ก็จะแบ่งเวลาการดูแล เพราะพี่ไม่ใช่แม่ที่จะต้องอยู่ติดกับลูกตลอด 24 ชั่วโมง แล้วเผอิญโชคดี มีพี่เลี้ยงดีด้วย พี่เลี้ยงลูกยังอยู่ถึงทุกวันนี้เลย เขามาตั้งแต่แฟรงกี้ 7 วัน ปีนี้แฟรงกี้ 25 เขายังอยู่ดูแลและประคบประหงมกันเลย ที่ลูกเสียคนเพราะพี่เลี้ยงค่ะ(หัวเราะ) ถ้าตอนนี้จะห่วง ก็คงห่วงลูกเขาจะโตหรือยัง จะดูแลตัวเองได้ไหม แต่พอเรานั่งคิดย้อนไป ตอนเราอายุเท่าเขา เราก็บ้าๆ บอๆ อยู่เลยนะเห็นมะ ทำเป็นเข้าใจเขาอีก แหม… คนอย่างเราเลี้ยงหมา ก็เสียหมา เลี้ยงลูกต้องเสียคนสิคะ(หัวเราะ) เพราะมีข้อแก้ตัวให้เขาหมด ว่าเออ…ตอนเราอายุเท่านั้น เราก็เที่ยวเนอะ ลูกกลับบ้านตี 4 เออ…เมื่อก่อนเราก็เคยกลับบ้าน 7 โมงนี่ แต่ตอนนี้แฟรงกี้น่ารักค่ะ เรียนจบกลับมาช่วยงานที่บริษัท (มีแววจะมีครอบครัวมีหลานย่าบ้างหรือยังคะ?) แฟรงกี้เพิ่งจะอายุ 25 จะให้มีเมียแล้วเหรอ เด็กไปมั้ง แม่ยังแต่งงาน 33 เลย แต่ชีวิตเขาต้องเป็นของเขาค่ะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา ไม่ใช่ของแม่ ไม่ได้อยากมีหลานมาแก้เหงา ชีวิตเขา เขากำหนดเองถึงเขาเป็นลูก เราก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขา แต่ถ้าออกนอกลู่ไปนิด ก็ต้องคุย เลยไปหน่อย ก็ต้องบอก ซึ่งจริงๆ ด่าทั้งวันค่ะ(หัวเราะ)

หน้าที่การงานในปัจจุบัน

ตอนนี้ทำรายการ “ตุ๊กตามสั่ง” ทุกวันจันทร์ 10 โมงครึ่ง ช่อง 9 MCOT HD 30 ทำมาปีหนึ่งแล้วค่ะ หุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัท มีความสุข แล้วเวลาไปถ่ายรายการ ทุกคนที่เป็นแขกรับเชิญจะบอกว่า “โคตรหนุกเลย ไม่เหมือนไปทำงาน” นั่นล่ะคือความตั้งใจของเรา การทำงาน ต้องไม่รู้สึกเหมือนทำงาน ทุกคนต้องมีความสุขสิ คนถึงอยากจะทำงาน ไก่-สมพล มาออกรายการ บอก “พี่ตุ๊ก…เป็นผมนะผมถ่ายวันละ 6 เทป” แต่เราถ่ายวันละ 3 เทป รายการครึ่งชั่วโมง เลิกแค่ทุ่มเดียว เสร็จงานกินข้าวกันมีความสุข ดีกว่าอัด 6 เทป เลิก 5 ทุ่ม ประหยัดเงิน แต่ไม่มีความสุข ส่วนแฟรงกี้เขาช่วยเรื่องบริษัทขายฟิล์มต่างๆ นานา ชื่อ “แฟรงค์แพค” เป็นชื่อเขาเอง ซึ่งเปิดมา 20 ปีแล้วค่ะ ก็เลยให้เขากลับมาช่วยดูหน่อย ส่วนร้านพิซซ่าตอนนี้เหลือที่พัทยา แต่เป็นของคุณพ่อแฟรงกี้ เขาเอาไปดูแล แล้วเขาก็เปลี่ยนชื่อให้ดูเป็นฝรั่งหน่อย เพราะพี่ไม่สันทัด ก็เลยให้พ่อแฟรงกี้เขาทำไปเลย

อยากอยู่วงการนี้ให้ยาวนานต้องทำอย่างไร?

พี่ว่าทุกวงการเหมือนกันหมดค่ะ ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เขานัดคุณ 8 โมง คุณก็ต้องไป8 โมง เขาจะเลิกเมื่อไหร่คุณก็อย่างอแง แต่คุณต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เหมือนอย่างพี่วัยนี้แล้ว จะไม่รับงานก่อน 10 โมง เพราะเราอยากจะเดินดูบ้านดูคนงาน ก่อนออก เพราะฉะนั้นคุยกติกาให้รู้เรื่อง แล้วจะได้ไม่ทะเลาะกันทีหลัง โดยเฉพาะเรื่องเงินทองคุยกันให้รู้เรื่อง เขามีงบไหม เราเป็นยังไง เขาเป็นยังไง พอคุยจบทุกเรื่อง ก็สบาย ถ้าเราเป็นนักแสดง เราไปเล่นละคร เราก็ต้องศึกษาบทก่อนไปแสดงไปทำงานก็ต้องมีสติ ไม่ใช่ว่าบท ก็ต้องไปยืนหน้ากองแล้วไม่เคยอ่านเลย พี่นี่อ่านบทละเอียดพอๆ กับผู้กำกับเลยนะ จำบทของคนอื่นได้ด้วย พรสวรรค์แต่ละคนมีต่างกัน เสน่ห์แต่ละคนก็ต่างกัน บางคนมีพรสวรรค์ มีเสน่ห์ แต่งอแง งานก็อาจจะน้อย แต่บางคนพรสวรรค์น้อย แต่เขามีพรแสวงมาก อยากเรียนรู้ทุกอย่าง ซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อหน้าที่ เขาก็จะมีงานตลอด ทุกอย่างมันพัฒนาได้ เหมือนถักนิตติ้งเราถักแรกๆ ก็ไม่คล่อง แต่ถักๆ ไปชักคล่องแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกฝนตัวเองตลอดเวลาค่ะ

ข่าวที่เคยถูกถอดจากงานพิธีกร

ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงค่ะ หลายรายการที่ดังๆ เขายังต้องเปลี่ยนพิธีกร หนีความซ้ำซาก จำเจ เราต้องเข้าใจคนที่เขาเป็นเจ้าของรายการด้วย อยู่มา 5-6 ปีก็หน้านี้ คนดูจะเบื่อไหม สมมุติทางช่องพูดมาทำไมไม่เปลี่ยนคนนั้นคนนี้เข้ามา เขาก็ต้องฟัง พี่ถือว่าเป็นวัฏจักร จะให้เราไปเล่นเป็นนางเอกตอนนี้เหรอ เออ…จริงๆ เมื่อก่อนก็ไม่เคยเป็นนางเอกนะ(หัวเราะ)

GOAL ที่อยากไปให้ถึง หรืออยากลองทำ

พี่ว่าพี่ทำมาหมดแล้วนะ เออ..เว้นเรื่องปฏิบัติธรรมค่ะ ที่ไม่ได้ทำ และยังไม่เคยไป คือถ้าเพื่อนชวน ก็ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพ แต่จะให้ไป ก็ยัง เพราะรู้สึกยังไม่พร้อม จริตคนละแบบ แต่คุยกับน้องท็อป-ดารณีนุช เดี๋ยวนี้เขาก็ไป เมื่อก่อนเขาเป็นสายเฮกับเรา เดี๋ยวนี้ไปเป็นสายบุญ เวลาโทร.ไปเม้าท์มอย เวลาเซ็ง เวลาเครียด ก็จะคุยกับนางตลอด นางบอก “พี่ตุ๊กไม่ต้องไปหรอก วิธีที่พี่ตุ๊กคิดน่ะใช่แล้ว” ตรงกับคติพจน์ของพี่ทีเดียว “ทำบุญได้ชาติหน้า ทำหน้าได้ชาตินี้” (หัวเราะ)

มุมมองชีวิต

บางทีเราก็คิดเกิดแก่เจ็บตาย กลัวพ่อแม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พี่บอกไม่ต้องกลัว เดี๋ยวมันต้องเกิด ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถามว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมา คุณพ่อ คุณแม่ หรือคนที่เรารักหายไปจากชีวิต เสียใจไหม… มาก แต่ว่ามันต้องเกิด ตัวเราเองก็เหมือนกันมันก็ต้องเกิดแบบนี้กับเราเหมือนกัน แต่พี่ขออย่างเดียว ถ้าเราจะละไปจากโลกนี้ ขอไปแบบไม่ทรมานได้ไหม? (ซึมซับการคิดแบบนี้มาจากทางไหนคะ?) โชคดีที่คนรอบข้างเป็นคนดีๆ ทั้งสิ้น เราก็เลยซึมซับเข้ามาได้บ้าง คือบางคนไปปฏิบัติธรรมถ้าคิดไม่ได้ ไม่ตระหนัก และไม่ปฏิบัติ เขาจะได้อะไรกันไหม ขณะที่คนใจเปิดรับ จิตสำนึกดี เขาไม่มีเวลาไปปฏิบัติ แต่วิธีคิดของเขาวิธีที่เขาแก้ปัญหาชีวิตแต่ละอย่าง มันใช่ นั่นสิ ใช่เลย

ถ้าย้อนกลับไปได้ อยากแก้ไขสิ่งใด

คำถามนี้ชอบมาก ไม่อยากแก้สักอย่างหนึ่งค่ะ และไม่ได้เสียใจกับอะไรเลย เพราะตอนนี้เราอายุจะ 60 เรากลับไปมองลูกเรา เที่ยวกันตี 5 กลับบ้าน แต่ก็ต้องคิดว่าตอนเราอายุเท่าเขา เราก็ทำอย่างนั้น แล้วมาคิดว่าตอนที่เราอายุเท่าเขา เรามีความสุขไหม เราก็มีความสุข หรืออย่างเลิกกับสามี ถ้าย้อนกลับไป จะแต่งไหม ก็แต่งอยู่ดีค่ะ ชอบ… ก็ตอนนั้นมีความสุข มีสามีอยู่ด้วยกัน 10 กว่าปี ได้ลูกที่น่ารักขนาดนี้ ไม่เห็นอยากแก้อะไรเลย ทุกอย่างดีหมด ทุกปัญหา เขามีทางออกให้แล้ว แต่จะเจอทางออกเร็วหรือช้า เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล อายุและประสบการณ์อาจจะมีส่วนในการตัดสินใจ แต่ถ้ามองย้อนไป ไม่มีใครไม่มีปัญหา แก้ไม่ได้วันนี้ ก็ไปพรุ่งนี้ละกัน… ปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ละวัยก็ต้องแก้ปัญหาต่างกัน โปรดใช้วิจารณญาณของตัวเองค่ะ

กำลังจะขึ้นคอนเสิร์ตอีกครั้ง

“คอนเสิร์ต The Hill’s The Life(เดอะ ฮิลล์ เดอะ ไลฟ์) ค่ะ จัดที่ Kensington Khaoyai(เคนซิงตัน เขาใหญ่) จ.นครราชสีมา บรรยากาศดีมากๆ ร้องเพลงกันท่ามกลางหุบเขา และลมหนาว ในพื้นที่โอโซนลำดับ 7 ของโลก โดยทางทอฝัน พร็อพเพอร์ตี้ จัดขึ้นเพื่อการกุศล ก็จะมีศิลปินรับเชิญมากมาย นำโดยคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา, เศรษฐา ศิระฉายา, ใหม่ เจริญปุระ, อ๊อด คีรีบูน, เบิร์ดกะฮาร์ท, จอห์น นูโวฯลฯ ในวันเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ค่ะ ตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ยังซื้อบัตรกันได้นะคะ เพราะบัตรคอนเสิร์ตรวมอาหารมื้อค่ำด้วย ติดต่อที่ 089-9222129,061-3294453 Line:@KENSINGTONKHAOYAIได้เลยค่ะ จริงๆ คอนเสิร์ตนี้ พี่ไม่ได้ร้องนะ เรามาเป็นพิธีกร มีน้องกอล์ฟ-เบญจพล มาช่วย แต่พอเขาทำโปสเตอร์เสร็จออกมา ก็โทร.หากอล์ฟบอกแบบนี้เขาคงคิดว่าเราร้องด้วยแน่ๆ แล้วงานนี้เป็นการกุศล ทุกคนไปอย่างจิตกุศล กอล์ฟก็น่ารักมาช่วย แล้วไอซีซี คุณบุญเกียรติก็มีพระคุณกับพี่หลังคุยกับกอล์ฟ ออกาไนซ์เซอร์ก็โทร.มาเลย “พี่ร้องสักหน่อยได้ไหมครับ” แล้วให้ร้องกับคุณบุญเกียรติเราก็โอ้โห…เราไม่ใช่คุณตู่-นันทิดา ไม่ใช่ครูอ้วน-มณีนุช เพราะฉะนั้นช่องเสียงเราไม่ได้กว้างอย่างนักร้อง เวลาร้องกับผู้ชาย ก็จะคนละคีย์ เลยต้องบอกว่ายินดีร้องค่ะ แต่ขอเดี่ยวๆ ได้ไหมคะ ไม่อย่างนั้นคุณบุญเกียรติก็จะแบกภาระหนูมากเกินไป เจ้ากอล์ฟก็ขอร้องเดี่ยวเหมือนกัน เพราะกลัวคนอื่นเป็นภาระ(หัวเราะ) (ห่างหายจากงานคอนเสิร์ตมานาน?)ก็ไม่ใช่นักร้องอยู่แล้วค่ะ เคยมีคอนเสิร์ต Golfmike Took เป็นคอนเสิร์ตกึ่งทอล์กโชว์ ก็คิดว่าจะทำกันอีกนะคะ(แต่กลัวขาดทุน) พี่ไม่ใช่นักร้อง แต่ชอบร้องเพลงค่ะ พอไอซีซีเรียกปั๊บ คุณบุญเกียรติเรียกปุ๊บ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้สมอง Yes ก่อน แล้วล็อกคิวเลย”

และนี่คือชีวิตที่น่าอิจฉาของ ตุ๊ก-ญาณีจงวิสุทธิ์ ผู้หญิงที่มีความสุขกับทุกช่วงเวลาที่ก้าวเดิน

กุหลาบสีเงิน 

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

Published May 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/387037

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

Star Retro : ชีวิตลิขิตเพลง ‘สุรักษ์ สุขเสวี’ ยึดวิถีลุ่มๆ ดอนๆ แต่เปี่ยมสุข!!

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นหน้าค่าตา…หลายคนอาจสงสัยว่าเขาคือใคร? แต่ถ้าเอ่ยชื่อ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี คนในวงการเพลงเป็นต้องร้อง อ๋อ! ยิ่งถ้าบอกว่าเขาคือผู้ประพันธ์เพลงดังอย่าง เธอ…ผู้ไม่แพ้, วิมานดิน, ลมหนาว, หากันจนเจอ ฯลฯ เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักผลงานเพลงจากปลายปากกาของเขา จากวันนั้นจนวันนี้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมและบ่มเพาะมาอย่างยาวนาน ต้นได้เปิดบริษัททำเพลงเป็นของตัวเอง เพื่อทำงานที่รักเกี่ยวกับดนตรีในหลากหลายรูปแบบ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างไรบ้าง วันนี้ “สตาร์เรโทร” ค้นทุกแง่มุมชีวิตของเขามาเล่าให้ฟัง

ย้อนวันวาน เส้นทางนักแต่งเพลง

ทุกอย่างมาด้วยตัวของมันเองครับ ความทรงจำที่ไกลที่สุดที่จำได้คือ น่าจะจบ ป.5 พอดี ตอนนั้นผมนั่งอยู่หลังบ้านที่ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จู่ๆ ผมก็ฮัมทำนองขึ้นมาเอง จากการได้ยินเพลงลูกทุ่ง แล้วแต่งขึ้นมาเอง บวกกับว่าพี่ชายก็มีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พอผมไปเห็นก็เลยหัดเล่น เปิดหนังสือจับคอร์ดเองเลย พอเล่นไปได้สัก 2-3 เดือน ก็เริ่มมีทำนองที่เราอยากได้ยิน เริ่มใส่เนื้อลงไป เพราะฉะนั้นผมจะมีเพลงที่แต่งเก็บไว้สมัยเด็กๆ ประมาณ 40-50 เพลงได้ คือเราก็แต่งของเราเองนี่แหละ แล้วชีวิตผมก็อยู่กับเสียงเพลงเยอะมากเพราะว่าผมเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้สดต่างจังหวัด ทำให้ผมได้เดินทางบ่อยมาก แล้วการเดินทางไปที่ต่างๆ เราก็มีโอกาสฟังเพลงเยอะมาก ตั้งแต่เพลงลูกทุ่งที่คนขับรถเปิด พอไปถึงจังหวัดไหนก็จะได้ยินเพลงของพื้นที่นั้นๆ แล้วพี่ชายแต่ละคนก็ชอบฟังเพลงที่แตกต่างกันออกไปด้วย ก็จะได้ยินมาหมดทุกแนว แล้วผมเองก็ชอบฟังเพลงของวงชาตรี เพราะฉะนั้นเลยเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่าง ประสบการณ์จากครอบครัวนี่แหละ ไปไหนก็จะมีเพลงฟังตลอด แล้วฟังบ่อยด้วย ฟังวนไปวนมา ทำให้ผมมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพลงเยอะ ใครอยากจะรู้ชีวิตผมแบบละเอียดมากขึ้น ต้องลองฟังเพลงชื่อ “นักเดินทาง” ที่ผมแต่งไว้ เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงของผม

ค่อยๆ เติบโตในโลกดนตรี

ผมทำเหมือนเด็กทั่วๆ ไป คืออัดเทปส่งไปตามค่ายเพลงต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนะ แต่ว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมอะไรง่าย ถึงได้แต่งเพลง “เธอ…ผู้ไม่แพ้” ของพี่เบิร์ด คือ ไม่ค่อยยอมแพ้อะไรง่ายๆ (ยิ้ม) คิดในใจเสมอว่าคนที่จะมาบอกเราว่าเพลงใช้ได้หรือไม่ได้ในความคิดของผมตอนนั้น มีอยู่สองคน พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ และพี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค เพราะเป็นไอดอลของเรา ในวันนั้นที่ได้เข้าไปแกรมมี่ เราก็คิดแล้วว่าจะทำยังไงให้เดโม่ที่เราแต่งเอง ไปถึงหูถึงตาพี่เขาสองคน ก็เลยไปดักเจอพี่เต๋อ ที่หน้าห้องอัดศรีสยาม พอเจอพี่เต๋อเขาก็บอกว่าให้เอาไปฝากที่เลขาฯ เพราะไว้ที่เขา เดี๋ยวเขาลืม แต่เดี๋ยวเขากลับไปฟังให้ ผมก็ฝากไว้ที่เลขาฯ แต่พอโทร.ไปเช็ค ก็ยังไม่มีการฟัง เพราะพี่เต๋อก็คงมีเรื่องวุ่นวายมากมาย ต้องรับผิดชอบ เลยไปหาพี่ดี้ แล้วบังเอิญผมเปิดสมุดโทรศัพท์เจอเบอร์โทร.พี่เขา (หัวเราะ) โทร.ไปหาแกตอนแปดโมงเช้า แล้วเป็นช่วงที่พี่ดี้ต้องการคนมาทำงานเพิ่มอยู่พอดี เขาก็นัดเจอเรา และให้การบ้านมาทำทุกอาทิตย์ สอนเราปรับทัศนคติวิธีคิดวิธีการแต่งเพลงเป็นยังไงก็จะไม่เหมือนตอนที่เราแต่งเองมาแบบดิบๆ แต่งมาจากชีวิตเราเอง พอมาตอนนี้เราก็คิดว่าถ้าเป็นศิลปินคนนี้ เราจะเขียนเรื่องอะไรให้เขา ผมก็ใช้เวลา 6 เดือน ในการไปเรียนรู้และส่งงานจนเขาเห็นว่าเราทำงานได้ ก็ได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่แกรมมี่ในเดือนพฤษภาคม 2533

เรียนรู้ขั้นพื้นฐานกับปรมาจารย์ชั้นครู

ตอนแรกที่เข้าไปทำงานในแกรมมี่ คือทำในฐานะคนเขียนคำร้องก่อน แต่ว่าพอเข้าไปแล้วทางบริษัทเขาก็คงมองว่า จริงๆ แล้ว เราก็มีบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านดนตรีอยู่ ก็มาช่วยสอนให้ความรู้ให้กับน้องใหม่ที่เข้ามาทำงาน ครูที่สอนทฤษฎีดนตรีให้กับผมก็คือ พี่นิ่ม สีฟ้า และคนที่นั่งเรียนอยู่ด้วยกันคือ จักราวุธ แสวงผล, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ก็มานั่งเรียนด้วยกัน อ่านโน้ตกัน เรียนทฤษฎีดนตรี แล้วก็มีการสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างความรู้ที่ผมได้มาจากภาคดนตรีจริงๆ เกิดขึ้นในแกรมมี่ นี่แหละครับ

เพลงแรกในชีวิต

เป็นเพลงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ เป็นเพลงแรกที่เกิดขึ้นจากการแต่งของเราเอง ตอนที่เรียน ปวช.3 อายุประมาณ 17-18 ปี ชื่อเพลง “ผู้หญิง” ของ อิ๋ว-พิมพ์โพยม เรืองโรจน์ ค่าย RS สมัยนั้นเพื่อนผมเป็นคนเอาไปเสนอ แล้วเขาก็รับเงินแทนผม เข้ากระเป๋าเขาเรียบร้อย (หัวเราะ) แต่ยังดีว่าเซ็นสัญญาซื้อ-ขายในชื่อผม (หัวเราะ) พอเพลงปล่อยออกไปก็มีคนบอกว่าจะเอาไปนำเสนอทำเป็นวง และผมก็ได้ฟังเพลงนี้ในวิทยุ ดีใจมากครับ จากตรงนั้นทำให้ผมมั่นใจว่าผมสามารถเป็นนักแต่งเพลงได้ เพราะเพลงเราออกอากาศแล้วส่วนเพลงแรกที่แต่งให้กับทางแกรมมี่ คือ “อย่าบอกกัน” ของ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร หลังจากนั้นก็มีต่อมาเรื่อยๆ ครับ เรียกว่าเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์ นักร้องแกรมมี่แทบทุกคนจะต้องมีเพลงของผมรวมอยู่ในอัลบั้ม

ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมยังไม่เคยมีความรู้สึกที่ประสบความสำเร็จ เท่ากับวันแรกที่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุมที่แกรมมี่ วันนั้นเดินเข้าไปในห้องประชุม มี พี่เต๋อ, คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม,นิติพงษ์ ห่อนาค, นิ่ม สีฟ้า, ชาตรี คงสุวรรณ, อภิไชย เย็นพูนสุข, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา, อรรณพ จันสุตะ, ประชา พงศ์สุพัฒน์,จาตุรนต์ เอมซ์บุตร และอีกเยอะมาก ทุกคนเป็นไอดอลของคนที่ฟังเพลงของแกรมมี่ หรือถ้าจะพูดว่าเป็นขวัญใจคนเบื้องหลังนักแต่งเพลงทั้งประเทศก็ว่าได้ แล้วตอนนั้นผมก็อายุเพิ่ง 22-23 ปี เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมร่วมกับพี่ๆ เขา ผมรู้สึกว่าวันนั้นเหมือนความฝัน คือเป็นไปได้ยังไง (หัวเราะ) เราเคยเห็นชื่อพี่ๆ เขาอยู่บนปกเทป ปกซีดี เหมือนเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ต้องสวัสดีทุกคน แล้วก็วันเวลาก็ผ่านไป กลายเป็นว่าวันนี้เราก็ต้องรับไหว้คนอื่นบ้าง

วันที่ต้องเดินจากแกรมมี่

ตอนนั้นที่ออกมาก็ด้วยความคิดที่ว่า ณ เวลานั้น พอพี่เต๋อเสียไปแล้ว นโยบายในการทำธุรกิจดนตรีของแกรมมี่ก็เปลี่ยนไป ผมก็คิดว่าในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว ผมก็ขอออกมาทำอะไรที่ตัวเองสบายใจดีกว่า ก็ออกมาเป็นนักแต่งเพลงอิสระตั้งแต่ปีที่ 2544

ปฏิเสธค่ายเพลงดัง

พอออกจากแกรมมี่ ก็มีคนชวนไปนั่งทำงานค่ายเพลงอยู่ประมาณ 3 ราย ซึ่งล้วนแต่มีสตางค์ทั้งสิ้น เขาพร้อมที่จะเสนอเงินเดือนเป็นในลักษณะของ MD แต่ผมเป็นคนที่มีความคิดไม่เหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ คือผมคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนเรามันอยู่ที่ความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมเพราะฉะนั้นผมก็เลยปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น แล้วก็ขอเลือกเป็นนักแต่งเพลงอิสระ ที่มีชีวิตแบบลุ่มๆ ดอนๆ ดีกว่า (หัวเราะ) ไม่ต้องเข้าไปนั่งประชุม ไปยุ่งเกี่ยวกับตัวเลข อยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ ท่ามกลางสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันซึ่งมันหลากหลาย ซึ่งผมคิดว่านั่งทำงานที่บ้าน นั่งเล่นกับแมว รดน้ำต้นไม้ ที่บ้านอย่างนี้มีความสุขกว่า

ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของนักแต่งเพลงอิสระ

ผมใช้คำว่าลุ่มๆ ดอนๆ นี้ได้เต็มปากเพราะว่าตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ที่มีเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ถ้าใช้สำนวนไทยโบราณ คือผีซ้ำด้ำพลอย พอเศรษฐกิจแย่ปุ๊บ ช่วงนั้นก็จะมีเรื่องของซีดีเถื่อนเข้ามา แล้วก็ตามมาติดๆ ด้วย MP3 การเข้ามาของสิ่งเหล่านี้ ทำให้คนดนตรี ธุรกิจดนตรียังปรับตัวไม่ทัน ณ วันนั้น และถึงแม้ว่าวันนี้ล่วงเลยมาจนกี่ปีแล้วก็ตาม ก็ยังปรับตัวกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาตอบแทนให้คนทำงาน แต่ที่พวกเราอยู่รอดกันมาได้ ที่ผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเราทำงานเป็นCorporate ซึ่งก็อาจจะมีตัวเลขจากลูกค้าที่เขายินดีจ่ายสำหรับการที่จะซื้อฝีไม้ลายมือของ สุรักษ์ สุขเสวี เพราะฉะนั้นผมเลยอยู่ได้ แล้วก็มีแต่งเพลงเล็กๆ น้อยๆ บ้างให้กับคนสนิทในวงการ พรรคพวกเพื่อนฝูง ซึ่งก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไร จะมีคนที่ใช้บริการผมอยู่เรื่อยๆ เลยคือ โก้ Mr.Saxman

ยังไฟแรง พร้อมแต่งเพลงใหม่

ผมจะมีความไฮเปอร์อยู่นิดๆ อยากจะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แต่งเพลง ดีเจ หรือพ่อค้า สิ่งเหล่านี้เป็นความฝันของผมหมดเลย แต่ว่าพอได้เข้ามาแต่งเพลงจริงๆ แล้ว ด้วยความที่ว่าพี่เต๋อ-เรวัต ได้จัดระบบ ระเบียบ ในการที่จะจ่ายค่าตอบแทนให้ ทำให้พวกเราดูแลชีวิตตัวเองกันได้อย่างดี เพราะว่าช่วงที่ผมเข้าไปทำงานเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวงการเพลง เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ดีอย่างที่เราตั้งใจไว้ ความฝันที่สองที่สาม อย่างดีเจ พ่อค้า ก็ดับไปเลย เพราะตอนนั้นยิ่งเขียนยิ่งมัน แล้วผมจะบอกว่าถึงวันนี้นะ อายุขึ้นเลข 5แล้ว ในขณะที่นักแต่งเพลงบางคนก็เริ่มเฟดตัวเองไปแล้ว ผมกลับรู้สึกตรงกันข้าม ตอนนี้เรากำลังคึกเลย กำลังกลมกล่อม สิ่งที่หล่อหลอมเข้ามาในความคิดของเราตอนนี้เหมือนสั่งได้ เพราะฉะนั้นผมยังมีเพลงป๊อปที่อยากเขียนเป็น 100 ถามว่ายังไม่หมดไฟเหรอจะบอกว่า คำว่าหมดไฟห่างกันคนละขั้วเลย ตอนนี้ไฟลุกเลยครับ

ผลงานที่ผลิตออกมาโดยไม่มีข้อแม้ใด

ถ้าจะมีข้อแม้ก็คือบางที 15-16 ปี หลังจากออกมาจากแกรมมี่ มันก็คือเป็นการ Corporate ส่วนใหญ่ คือทำเป็นเพลงบริษัท เพลงองค์กร เอกชน ภาครัฐ มหาวิทยาลัย มันก็จะมีโจทย์ของมัน อย่างของ กพ. ผมก็แต่งเพลง “จำขึ้นใจ” ให้เป็นเพลงของข้าราชการพลเรือนทั้งประเทศ ก็จะมีหลากหลายออกไป บางบริษัทก็เป็นบริษัทขายตรง คือทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะไม่แมสแบบเดิม ที่เป็นเพลง พี่เบิร์ด หรือ นันทิดา เอาไปร้องอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่ว่าเราก็ยังได้รับเกียรติเวลาไปที่ไหนแล้วเขารู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ทุกคนก็จะให้เกียรติเราเสมอแค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ

ทำหนังสือ เพิ่มคุณค่าให้กับเพลง

ที่ทำหนังสือ “ชีวิตลิขิตเพลง” เริ่มมาจากความคิดที่ว่าผมทำงานอยู่แกรมมี่ประมาณ 11 ปี และอยู่ข้างนอกอีกประมาณ 15-16 ปี ก็จะมีเพลงอยู่จำนวนหนึ่งที่คนไม่รู้ว่าผมแต่งไว้ แล้วก็ในทางทักษะของการแต่งเพลง ผมมองว่าเป็นเพลงที่มีสกิลที่น่าสนใจ แล้วคนก็ไม่ค่อยรู้ เราก็เลยเอาเพลงเหล่านี้ มารวมกับผลงานที่เราแต่งกับแกรมมี่ด้วย ออกมาเป็นหนังสือเล่มใหม่ แล้วก็เล่าเรื่องราวต่างๆ โดยคัดเลือกจากเพลงของแกรมมี่มา 45 เพลง มาบวกกับที่เราออกมาทำงานอิสระอีก 15 ปี ก็เท่ากับ 15 เพลง รวมเป็น 60 เพลง เพื่อบอกเล่าถึงที่มาและแรงบันดาลใจ ความคิดในการเขียนเพลงแต่ละเพลงใน 60 เพลงนี้ เพื่อหวังว่าจะเพิ่มคุณค่าให้กับเพลง แล้วก็เป็นความรู้ทางอ้อมให้กับคนเขียนเพลงด้วย เพราะก็จะมีเรื่องของการแต่งเพลงอยู่ด้วย

ผลงานแห่งชีวิต

ในความคิดแรกของผม คือผมเป็นคนที่มองถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเรา คือเราเกิดมาแล้ว พูดง่ายๆ จะตายวันไหนไม่รู้ ผมก็เลยคิดว่าผมอยากจะมีผลงานแห่งชีวิตของผม รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ 60 เพลง ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ผมไม่ได้คัดเลือกจากเพลงดังทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่คัดเลือกมาจากสิ่งที่ผมอยากจะเขียน อยากจะเล่า บอกอะไรที่เป็นสาระบันเทิงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ฉะนั้นคุณค่าของมันก็คือ ถ้าในวันที่ผมยังอยู่ มันก็ยังจะสร้างความสุขให้กับคนได้ เวลาเดินทางไปไหนมาไหน ก็จะได้เห็นคุณค่าของมัน แต่ว่าในวันที่ผมตายไป หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นตัวแทน เป็นกาย เป็นวิญญาณ ของมนุษย์คนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นนักแต่งเพลงอาชีพ เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้คือ ผลงานแห่งชีวิตของผม ทั้งที่ยังอยู่และตอนที่ตายไปแล้ว

ความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์

ผมเริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมและมาจบเสร็จที่กลางพฤศจิกายน ใน 60 เพลงของหนังสือเล่มนี้ จะมีประมาณ 44 เพลง เป็นงานที่ผมเคยเขียนในหนังสือสองเล่มมาแล้ว แต่ว่าผมเอามารีไรท์ใหม่ ซึ่งรีไรท์เยอะมาก แล้วยังมีเพลงใหม่ด้วย ประมาณ 6-7 เพลง ที่ผมยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหน ก็อยากให้ทุกคนลองซื้ออ่านดู ราคาก็ถูกมาก 290 บาท พร้อมมีซีดีเพลงด้วย 60 เพลง คุ้มแน่นอน เราทำเอง ผลิตเอง และขายเอง ผ่านเฟซบุ๊คของผม SURAKSUKSAEWEE ครับ

เป้าหมายต่อไปของชีวิต

ผมตั้งใจไว้ว่าปีนี้ 2562 เป็นต้นไปจะมีค่ายอินดี้อย่างเป็นทางการของตนเอง เพื่อจะทำเพลงป๊อป ชื่อ “บางรัก เรคคอร์ด” ซึ่งคำว่า บางรัก ซ่อนคำว่า รักษ์ ไว้ด้วย แต่เขียนว่า บางรัก โดยค่ายเพลงของผมจะมีพนักงานแค่คนเดียว คือผม เพราะสมัยนี้ก็จะใช้ฟรีแลนด์กันเป็นส่วนใหญ่ ใครมีศักยภาพในการทำเพลงก็ทำ ไม่ใช่ฟอร์แมตแบบเก่าแล้ว ก็มารอดูว่าจะมีผลงานอะไรยังไง ออกไปสู่วงการเพลงไทย และผมก็ตั้งใจว่าเพลงจากหนังสือเล่มนี้ที่มันเรียง 60 เพลงจากปีที่ผมเข้าทำงานปีแรก 2533 และมาจบที่ปี 2561 ก็คือ 60 เพลงพอดีฉะนั้นเพลงที่ 60 จะเป็นเพลงแรกที่ผมตั้งใจว่าจะเปิดตัวค่าย บางรัก เรคคอร์ด ขับร้องโดยศิลปินที่ไม่ได้ดังมากอะไร แต่อยากให้ลองรอติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ

ความฝันเกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกวัย แต่ก่อนที่จะถามหาความสำเร็จในบั้นปลาย เส้นทางชีวิตของ ต้น-สุรักษ์ สุขเสวี ได้สอนให้เราเรียนรู้ว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราได้เริ่ม…ลงมือทำ!!

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘กิ๊ฟ-อัญชิสา’ ชีวิตลงตัว ที่ความพอดี

Published May 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384493

Star Retro : ‘กิ๊ฟ-อัญชิสา’ ชีวิตลงตัว ที่ความพอดี

Star Retro : ‘กิ๊ฟ-อัญชิสา’ ชีวิตลงตัว ที่ความพอดี

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับนักแสดงสาว กิ๊ฟ-อัญชิสา เลี่ยวไพโรจน์ ที่เริ่มบทบาทในวงการบันเทิง ด้วยการเป็นนางเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ สุดฮอตในอดีตอย่าง “นางพญาไพร”  ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัวและมีผลงานเบื้องหน้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่พักหลังมานี้ ดูเหมือนจะห่างหายไป ชีวิตวันนี้ของเธอเป็นอย่างไร “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้ จะพาไปอัพเดทชีวิตของเธอกันค่ะ

ชีวิต ณ ปัจจุบัน

กิ๊ฟยังรับเล่นละครปกติค่ะ ยังมีละครติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ อาจจะด้วยวัยและอะไรหลายๆ อย่าง เราก็อาจจะต้องดูบทมากขึ้น งานเราจึงไม่ได้ออกมาต่อเนื่อง เลยอาจจะดูเหมือนหายๆ ไปบ้าง คนก็จะสงสัย เอ๊ะ..หายไปไหนหรือเปล่า คือไม่ใช่ว่าไม่อยากรับนะคะ แต่ว่าคิวไม่ได้ ก็เลยไม่ได้รับค่ะ แต่ว่าจริงๆ แล้วเราก็ยังรับเล่นละครอยู่ พิธีกรก็ยังมีบ้าง ซึ่งละครที่เล่นไว้ยังไม่ออนแอร์ก็มีอยู่ค่ะ

จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง

ก่อนหน้านี้ มีโมเดลลิ่งติดต่อมาให้ไปประกวดนั่นนี่ แต่ว่าเราไม่ชอบ ไม่อยากทำงานในวงการนี้ แต่อยู่ดีๆ ไปเจอพี่หม่อม ก็รู้สึกว่าโอเคเลยไม่ได้ปฏิเสธ ไปถ่ายรูปทำโปรไฟล์ แล้วพี่เขาก็ส่งรูปเราไปประกวดมิสมอเตอร์โชว์แต่ปรากฏว่าไม่ทัน พี่เขาก็เลยบอกว่ามาเวทีหนุ่มสาวแฮ็คส์แล้วกัน เราก็โอเค เขาก็ส่งไปประกวด จนกระทั่งเราได้ประกวดและชนะได้รางวัลที่ 3 พอทำกิจกรรมกับแฮ็คส์เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง กิ๊ฟก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลย พี่เขาหายไปเลยค่ะ เขาคงรู้ว่ามีพี่ที่แฮ็คส์ดูแล เขาก็เลยไม่มายุ่งเลย ไม่เคยมาทวงบุญคุณ ตอนนี้กิ๊ฟเลยไม่รู้ว่าพี่เขายังสบายดีไหมหรือยังไงค่ะ

เข้าวงการเต็มตัว

กิ๊ฟเข้าวงการตอนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ประมาณอายุราวๆ 18-19 ปี ถ้าต้องเทียบกับตอนนี้คือถือว่าช้า เพราะเด็กสมัยนี้เข้าวงการเร็ว และตอนนั้นเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับเรา การจัดสรรเวลายากมาก กิ๊ฟไม่ได้มีคนดูแลหรือผู้จัดการ จะไปไหนก็ไปกับแม่ มีแม่คอยดูแล แต่ด้วยความที่ใหม่ รู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ค่อยได้ จำได้ว่าตอนนั้นหลังจากได้รางวัลประกวดหนุ่มสาวแฮ็คส์ก็มาเล่นละคร เป็นแนวจักรๆ วงศ์ๆ ของดีด้า เรื่องแรกเลยปี พ.ศ. 2542 เรื่อง “นางพญาไพร”เป็นเด็กแก่นอยู่แต่ในป่า เหนื่อยมาก เราก็เหมือนจัดการชีวิตไม่ค่อยได้ ละครถ่ายไปออนไปด้วย ยิ่งเหนื่อยหนักเข้าไปอีก ไม่ได้หยุดหรือกลับบ้านเลย แต่คนดูเรื่องนี้เยอะมากค่ะทำให้เรากลายเป็นที่รู้จักทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ผลงานสร้างชื่อเสียง

คิดว่าน่าจะเป็นเรื่อง “นางพญาไพร” นี่แหละค่ะ แต่กิ๊ฟไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีช่วงพีคนะคะ กิ๊ฟรู้สึกว่ามันมาเรื่อยๆ หมายถึงว่ามีงานเรื่อยๆ พอจบ “นางพญาไพร” ก็จะมีละครธรรมดาต่อมาเรื่อยๆ อีก แล้วก็มาเป็นภาพยนตร์ตามสเต็ปค่ะ มีหลากหลายงานเข้ามา ไม่ได้มีช่วงไหนที่พีคเป็นพิเศษ ซึ่งสมัยก่อนถ้าคนที่ไม่ซื้อหนังสือหรือแมกกาซีน ก็จะไม่เห็นเรา ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เปิดมือถือมาเจอเลย เห็นหมด มันมีความรวดเร็วกว่ายุคก่อนๆ เยอะค่ะ

เกือบเสียการเรียน

ตอนนั้นเรียนปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ แรกๆ ก็มีปัญหานะเพราะยังจัดสรรเวลาไม่ได้ เรียกว่าแทบไม่ได้ไปเรียนเลยก็ว่าได้ ก็ต้องให้เพื่อนคอยช่วยเหลือ นี่ถ้าไม่ได้เพื่อนคงแย่ค่ะ (หัวเราะ) เพราะปี 1 ปี 2 เรียนค่อนข้างหนัก จะมีวิชาพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวกับนิเทศฯ เราไม่ถนัด เลยจะยากหน่อย แล้วเราก็ต้องปรับตัวมาจากมัธยมด้วย ก็ปรับตัวค่อนข้างเยอะ และใช้ชีวิตยากเหมือนกันค่ะ ช่วงนั้นเกือบจะไม่จบ เกรดต่ำมาก แต่พอขึ้นประมาณปี 3ก็เริ่มปรับตัวได้ เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจบ พร้อมกับการทำงาน เล่นละครมาเรื่อยๆ

ตั้งหลักได้ พร้อมเรียนต่อ

ตอนนั้นได้มาเล่นหนังเรื่อง “มนต์รักร้อยล้าน” เจอพี่หนึ่ง (วรเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ) พี่เขาก็แนะนำว่าที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีเปิดคณะใหม่ คณะบริหารการจัดการ เขาก็ถามว่าสนใจไหม อยากเรียนหรือเปล่า บวกกับตอนนั้นเราก็อยากเรียนต่อปริญญาโท แต่ไม่รู้จะไปทางไหนดี พอพี่หนึ่งแนะนำเราก็เลยโอเคลองดู เรียนประมาณสองปีก็จบค่ะ กิ๊ฟว่าบางทีมันเป็นช่วงจังหวะชีวิตนะคะ อย่างช่วงที่เรียนแรกๆ 7 วันไม่มีงานเลย เราก็ได้อยู่บ้าน 7 วันไม่ไปไหนเลย ซึ่งไม่เคยทำได้ ต้องไปไหนมาไหนตลอด แต่ครั้งนี้เรารู้สึกว่า ลองตั้งใจเรียนแบบจริงๆ จังๆ เพราะที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แล้วเราเรียนบริหารทุกอย่างใหม่ บัญชีนี่เราก็เลี่ยงมาตั้งแต่มัธยม แต่พอต้องมาเริ่มใหม่ปุ๊บ โอเค ก็ต้องตั้งใจ ทำการบ้านอยู่ที่บ้านแบบ 7 วันเต็มๆ แล้วผลที่ได้รับคือ ดีมากๆ คะแนนดีจนครูเองก็ตกใจว่าเรียนได้ขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) นี่ก็จะเป็นช่วงแรกๆ ค่ะ แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มมีงานเข้ามา เราก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจนจบส่วนแพลนเรียนปริญญาเอกมีไหม อยากจะเรียนนะคะ แต่ก็ต้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าเราจะต่อไปทางไหนดี (ยิ้ม) เปลี่ยนสายเลยไหม หรือยังไง แต่ถ้ามีโอกาสและเจอสิ่งที่อยากเรียนก็จะไปต่อค่ะ

เปิดมุมมองใหม่ๆ กับชีวิต

การที่กิ๊ฟได้มีโอกาสไปวิปัสสนา ครั้งแรกเลย คือกิ๊ฟถ่ายละครอยู่ที่กองแม่ก้อย (ทาริกา ธิดาทิตย์) คุณแม่ก็สายนี้อยู่แล้ว แม่ก็อยากให้ทีมงานนักแสดงไปนั่ง ตอนแรกเราคิดเองว่า…คือเราเล่นละครให้คนดูรู้สึกเกลียดชัง มันอาจจะไม่ค่อยดีหรือเปล่า เลยให้ไปนั่ง แต่จริงๆ คุณแม่บอกว่าเหมือนอยากให้เราไปอยู่กับตัวเอง ไปทำบุญ ก็ลองไปดู พอไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกว่าเออดี เราชอบ สบายใจ ไม่ต้องคิดหรือห่วงอะไร แล้วหลังจากนั้นมาก็ไปเรื่อยๆ ค่ะ ทำให้อารมณ์เราดีขึ้น ปรับทัศนคติมุมมองเราใหม่ ในทางที่ดีขึ้นค่ะ

รู้จักตัวเองมากขึ้น

ก่อนหน้านี้เป็นคนมองโลกในแง่ลบนะคะ แต่พอด้วยอายุ โตขึ้น มุมมองความคิดก็เลยจะเปลี่ยน บวกกับมีโอกาสได้ไปนั่งวิปัสสนา ก็ช่วยในเรื่องของความคิด อารมณ์ ช่วยให้มุมมองความคิดการใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเจอ ถือว่ารับมือได้ระดับหนึ่ง แต่บางทีก็มีอารมณ์เศร้า ร้องไห้ก็มีนะ แต่ก็จะไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ เรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน ไม่ทำให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน และทำให้ตัวเองทุกข์ด้วยความคิดของตัวเอง ก็จะพยายามพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นค่ะ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อก่อนเคยคิดว่าทำไมเราต้องมาทำงานเยอะกว่าเรียนหนังสือ แต่พอมันผ่านช่วงเวลามาแล้ว เราก็รู้สึกว่า เออ..นั่นเหมือนเป็นกำไรชีวิตเราเลยนะ เป็นโอกาสที่ดีในชีวิตของเรา แต่ตอนเด็กตอนนั้นเราไม่คิดไง คิดแค่ว่า ฉันเหนื่อยมากเลย ไม่อยากทำ ก็จะมีความงอแง แต่พอมาถึงกองถ่ายเราก็ทำงานนะไม่ได้มีอะไร การที่เราผ่านจุดนั้นมาได้ถือว่าเราเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างช่วงที่เราดาวน์ไม่มีงาน อาจจะเป็นช่วงที่แบบเราได้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีความสุขกับปัจจุบัน ทำตัวเองให้ดีไม่ใช่ปล่อยตัว งานเข้ามาเมื่อไหร่ก็พร้อมทำ

ชีวิตประจำวัน

ตอนนี้อยู่กับคุณพ่อ-คุณแม่ ยังไม่ได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองค่ะ วันว่างๆ ก็จะไปออกกำลังกายบ้าง ดูหนัง อยู่บ้าน คือกิ๊ฟจะชอบอยู่เป็นส่วนตัว เพราะเวลาเราออกไปข้างนอก เราต้องเจอคน ต้องเอ็นเตอร์เทน เราก็ทำเต็มที่ แต่พอกลับมาบ้าน เลยอยากที่จะอยู่แบบนิ่งๆ เงียบๆ คนเดียว ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น หลุดจากแสงสีเสียงบ้างอะไรแบบนี้ค่ะ

วางแผนอนาคตในวงการบันเทิง

ยังอยากทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ กิ๊ฟรักงานตรงนี้ แล้วก็ชอบ สนุกที่จะได้ไปถ่ายละคร เจอคนตามกองถ่าย กิ๊ฟว่ามีความสุขนะ คือถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำไปเรื่อยๆ ส่วนเบื้องหลังเช่น โค้ชแอ๊กติ้ง กิ๊ฟไม่ถนัดและสอนคนไม่ค่อยเป็น ก็เลยไม่ดีกว่า งานผู้จัดฯ ก็คิดว่าต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากกว่านี้ค่ะ อยากที่จะลองทำเหมือนกัน แต่ ณ เวลานี้อาจจะยังไม่ใช่ แล้วก็ด้วยประสบการณ์และอะไรหลายๆ อย่าง อยากปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไป ถ้ามีโอกาสก็อาจจะลองจากรายการเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ขยับขยายไป

ธุรกิจส่วนตัว

กำลังทำเกี่ยวกับธุรกิจความสวยความงามค่ะ ทำกับเพื่อนนอกวงการบันเทิง ตอนนี้เริ่มวางแผนหาข้อมูลต่างๆ มีการวิจัยเพื่อทำให้มันออกมาแบบถูกต้องและมีประโยชน์จริงๆ ตอนนี้อยู่ใน
ขั้นตอนการทำการวิจัย ทดลองค่ะ

แพลนแต่งงานมีครอบครัว

เรื่อยๆ ค่ะ ไม่ได้อะไร ยังไม่รีบแต่ก็มีพี่ที่คุยด้วย คุยกันมา 6 ปีแล้ว คือความรักที่ผ่านมาช่วงวัยรุ่นเราก็มีความรักแบบหนึ่ง พอโตมาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็จะคิดได้ไปเรื่อยๆ แต่ ณ จุดๆ นั้นที่ผ่านมา เราไม่รู้หรอกว่าอันนั้นคือดี อันนี้คือใช่ พอมันผ่านไปแล้ว เราได้กลับมาคิด เอ่อ..มันก็ไม่ได้ถูกอย่างที่เราคิดเสมอไปนะ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ไงเราต้องเจอกับตัวเองก่อน เคยคบทั้งคนในวงการ และคนนอกวงการ แต่ตอนนี้คิดว่าคนนอกวงการดีกว่าค่ะ (หัวเราะ) คือเรื่องงานเราก็ไม่ได้ก้าวก่ายกันอยู่แล้ว พี่เขาก็ไม่ก้าวก่ายกับงานเรา ส่วนเราก็ไม่ได้แบบทำงานจนไม่มีเวลาเลย ถามว่าตอนนี้น่าจะถึงวัยที่ควรมีครอบครัวแล้วไหมก็น่าจะนะคะ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าควรจะมีครอบครัวได้แล้ว แต่กิ๊ฟก็ไม่ได้รีบ หรือเร่งรัด กิ๊ฟว่าโดยส่วนใหญ่คนที่แต่งงานอยากจะมีลูก ขยายครอบครัว แต่กิ๊ฟอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้อยากมีลูก เพราะมีโอกาสได้เจอลูกเพื่อน ก็จะรู้สึกว่าไม่มีดีกว่า (หัวเราะร่วน) แต่จริงๆ กิ๊ฟเองก็เป็นคนชอบเด็กนะคะ เล่นได้ เลี้ยงได้ แต่ถ้าเรามีลูกสักคนเราจะมีความห่วงหลายๆ อย่าง และอยากจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด รวมถึงเรื่องของการเงิน ค่าเลี้ยงดูเขา เดี๋ยวนี้เลี้ยงเด็กคนหนึ่งค่อนข้างที่จะมีค่าใช้จ่ายเยอะเราไม่อยากห่วง ไม่อยากเป็นทุกข์ หลายคนก็บอกว่าให้มีเถอะ เหนื่อยแต่ก็มีความสุขนะ แต่กิ๊ฟก็จะแบบว่า ฉันมีความสุขในทางอื่นก็ได้ (หัวเราะ) ส่วนพี่ที่เราคบอยู่ด้วยเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะมีเหมือนกัน เฉยๆ แต่ถ้าวันหนึ่งพี่เขาอยากจะมี ก็คงต้องคุยกันอีกทีแพลนแต่งงานเลยยังไม่มีเร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ เพราะงานพี่เขาก็ค่อนข้างเยอะและเครียด บวกกับครอบครัวกิ๊ฟเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร เพราะน้องชายกำลังจะแต่งงานแล้ว กิ๊ฟเองก็ไม่ได้กดดันอะไรว่าจะต้องแต่งนะ น้องแต่งแล้ว เรื่อยๆ เป็นไปตามธรรมชาติค่ะ

เรียนรู้อะไรจากวงการบันเทิง

อยากจะขอบคุณวงการบันเทิงและอาชีพนักแสดงที่ทำให้เรามีรายได้ มีชื่อเสียง นี่คือสิ่งพื้นฐานเลยล่ะ และนอกเหนือจากนี้คือมันหล่อหลอมให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น สำหรับกิ๊ฟนะคะ แล้วก็เรื่องนิสัยทุกอย่างเลยล่ะ มันค่อยๆ ทำให้เรากลายเป็นเราในทุกวันนี้ หลายคนอาจจะมองว่าการเข้ามามันง่าย แต่การที่จะอยู่นานๆ นี่มันยาก แต่กิ๊ฟเองก็อยู่มาประมาณ 19 ปี แล้ว กิ๊ฟก็ไม่รู้อยู่มาได้ยังไง (หัวเราะ) แต่อย่างหนึ่งที่กิ๊ฟเชื่อคือเราต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ไปกองถ่ายไม่ได้มีปัญหากับใคร ตรงต่อเวลา รับผิดชอบในบทบาทของเรา ทำการบ้านไปกอง สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เราโตขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเราอยู่ได้มันก็แบบน่าจะโอเคนะ ผู้ใหญ่ก็คงเห็นอะไรในระดับหนึ่ง ก็ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ อย่างที่บอกมันหล่อหลอมให้เราเข้มแข็งขึ้น แล้วก็มีความรับผิดชอบค่ะ

และอีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากสาวคนนี้ คือความเสมอต้นเสมอปลายค่ะ เกือบ 20 ปีที่แล้วเธอเป็นอย่างทุกวันนี้เธอก็ยังส่งต่อความน่ารักสดใสให้กับคนรอบข้างได้อย่างดีเยี่ยมเหมือนเดิม

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘สุนารี ราชสีมา’ กับบทบาทชีวิตที่ต่างวาระ!?

Published May 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/383096

Star Retro : ‘สุนารี ราชสีมา’ กับบทบาทชีวิตที่ต่างวาระ!?

Star Retro : ‘สุนารี ราชสีมา’ กับบทบาทชีวิตที่ต่างวาระ!?

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำโบราณบอกไว้…ชีวิตมีขึ้นมีลง อยู่ที่เราจะรับมือกับโชคชะตาได้แค่ไหน แล้วชีวิตของราชินีเพลงลูกทุ่งจากเมืองย่าโม อย่าง สุนารี ราชสีมา ต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสเหมาะ เจาะลึกความในใจของเธอมาฝากกัน

ช่วงชีวิตที่ขึ้นสูงสุด

จริงๆ ช่วงนี้ ก็เป็นช่วงที่พีคของสุนะคะ แต่มันอาจจะไม่ใช่ในเรื่องของการร้องเพลง คือเป็นผลพวงทั้งหมด ซึ่งถามว่าด้วยวัยของพี่ 51 ปี กับการอยู่วงการมา 33 ปี ณ วันนี้สุยังอยู่หน้าจอ ยังมีงาน แทบไม่มีวันหยุดทุกวัน เรียกว่าพีคได้ไหม ทั้งงานแสดง ถึงงานคอนเสิร์ตจะรับน้อยลง เพลงอาจจะไม่มีออกมา แต่ว่ามีงานคอมเมนเตเตอร์ งานละคร งานหนัง งานรายการต่างๆ ที่เข้ามา จนทำให้เราแทบจะไม่ได้หยุดเลย มันเหมือนกับช่วงเวลา เมื่อปี พ.ศ.2530-2540 ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่สุไม่เคยได้หยุดเลย เหมือนกับ ณ วันนี้ เพียงแค่รูปแบบการงานเราเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นผลเป็นประสบการณ์ มาจากการร้องเพลงทั้งหมดค่ะ สุรู้สึกว่าตอนนี้ทุกอย่างลงตัวมากกว่าตอนที่เราดังๆ ในเรื่องของการร้องเพลงด้วยซ้ำ ก็คือการใช้ชีวิต ด้วยความที่เราโตขึ้น วิธีคิด วิธีมองโลก เปลี่ยนไป ตอนเด็กๆ เราก็อาจจะ ดังมาก มีเงินเยอะ อาจจะเยอะกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ถามว่ามีความสุขมากไหม หนึ่งตอนนั้นเราทำงาน จนเราไม่ได้พักผ่อน โดยที่เราจัดสรรอะไรไม่เป็นเลย เราอยู่แบบมีผู้จัดการ มีนายทุน แม้กระทั่งชีวิตเราก็ไม่มีอิสระ ก็จะเป็นเรื่องของตรงนั้น ที่เราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ ณ วันนี้งานเราเยอะแยะ แต่เงินเราอาจจะไม่มีเหลือใช้เยอะแยะเหมือนเมื่อตอนสาวๆ แต่ชีวิตเราลงตัว วิธีการใช้ชีวิต เหมือนเราใช้ชีวิตเป็นมากขึ้น ไม่ทำอะไรที่เป็นทุกข์ ไม่คิดลบ ไม่คาดหวังอยู่กับลูก กับสามี ทำงานอย่างมีความสุข ไม่ใช่ทำเพื่อเงิน เอาเงินขึ้นมาเต็มรถ แต่ตัวเองนอนขดเหมือนแมวตัวหนึ่ง อยู่ในรถตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้เราอยากไปเที่ยวไหน เราอยากทำอะไร เราไปได้ สุว่าทุกอย่างในตอนนี้ คือ ลงตัวค่ะ

ลงต่ำสุด

น่าจะเป็นช่วงที่มีสามีค่ะ คือพ่อของลูกชายทั้ง 2 คน แล้วเกิดมีปัญหาขึ้น เรื่องข่าวลือของชีวิตรักสามเส้า ณ วันนั้นทำให้คนเสื่อมศรัทธาสุมาก รู้สึกว่าเสียเครดิตในสิ่งที่ตนเองสร้างมา แต่ ณ วันนั้นเราไม่รู้จริงๆ ชั่วโมงนั้นเป็นชั่วโมงดาวน์ของสุจริงๆ แต่เรื่องมันผ่านมาแล้วค่ะ สุก็ไม่อยากไปโยงใยให้เสียหายกับคนอื่นแต่มองในมุมของสุ ตอนนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไป ก็มีคนพูดว่าให้แถลงโน่นนี่นั่น แต่ว่าสุกับอดีตสามีก็เหมือนเราแต่งกันเงียบๆ อยู่แล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้ว่าเขามีภรรยาอยู่ สุดท้ายพอรู้ปุ๊บ สุก็ไม่คิดจะอยู่ แต่มันก็ไม่จบง่ายๆ คารังคาซังจนลูก 2 คน มีหลายเหตุผลหนึ่งวง งาน ลูกน้อง ทุกอย่าง รวมทั้งความรัก ความผูกพัน แต่ในใจคิดว่าไม่อยู่ละ แต่ไหนๆ ก็มีลูกกับเขาแล้วหนึ่งคน ก็มีอีกสักคนจะได้พ่อเดียวกัน จบ (หัวเราะ) จริงๆ วางแผนจะมีลูก 5-6 คนด้วยซ้ำ สุชอบครอบครัวใหญ่ แต่พอมีปัญหา ก็อ่ะ เอาอีกคน แล้วจบ สุดท้ายก็คือจบ เพราะว่าสุตั้งใจแล้วว่าไม่อยู่ และผู้หญิงทุกคนก็อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีความคาดหวัง ตรงนั้นจึงเป็นพื้นฐานให้สุ พอจบจากเขา มีแฟนใหม่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยความที่เราคาดหวัง ตอนนั้นก็เลยรู้สึกเป็นช่วงชีวิตที่ดาวน์มากที่สุดค่ะ

ความภาคภูมิใจ

วันที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของ สุนารี ราชสีมา คือวันที่ได้ร้องเพลง “ส้มตำ” หน้าพระที่นั่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ กับสมเด็จพระเทพฯ ค่ะ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เพราะตอนนั้นทางสำนักพระราชวังให้สุร้องเพลงชุด “มณีพลอยร้อยแสง” อัลบั้มรวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทั้ง 12 เพลงเลยค่ะ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ และที่สำคัญคือทำอัลบั้มชุดนั้นเสร็จ ก็มีการจัดงานที่เซ็นทาราฯ สมเด็จพระบรมราชินีนาถกับสมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จฯ และให้สุร้องเพลง “ส้มตำ” โชว์ในงานนั้น แล้วในสคริปต์คือร้องจบ ก็กลับ แต่ว่าวันนั้นท่านตรัสให้สุเข้าเฝ้าด่วน คือกำลังจะออก ทีมงานวิ่งมาตาม บอกว่าท่านรับสั่งให้เข้าเฝ้า ตื่นเต้นมากค่ะเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าเฝ้าใกล้ชิด เป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุดเลยค่ะ ท่านตรัสถามว่าร้องเพลงยากไหม สุก็บอกไม่ยากเพคะ แต่สุก็พูดคำราชาศัพท์ไม่ค่อยเป็นนะคะ ก็จะกุกๆ กักๆ แต่ประทับใจมาก เพราะท่านก็บอกไม่เป็นไร พูดธรรมดาก็ได้ เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ภาคภูมิใจอย่างที่สุดค่ะ

บทบาทความเป็นแม่

จริงๆ สุไม่ค่อยใช้บทแม่กับลูกชายเท่าไหร่นะคะ จะเป็นบทเพื่อนมากกว่า นานๆ องค์แม่จะลง (หัวเราะ) คืออยากเป็นเพื่อน ทำให้ลูกรู้สึกว่ากล้าคุยกับเราได้ทุกเรื่อง เพราะด้วยความที่เราเรียนรู้จากตัวเอง พ่อกับแม่เลี้ยงเราแบบพ่อแม่เลี้ยงลูก เวลามีอะไรเราจะไม่ค่อยกล้าคุยกับพ่อแม่ พอยุคสมัยเปลี่ยนไป เราก็คิดว่าถ้าเรามีลูก เราจะเป็นแม่อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเป็นเพื่อน นานๆ ทีถ้าซีเรียสจริงๆ องค์แม่ถึงจะลง พอองค์แม่ลง ลูกก็จะรู้ เขาจะกลัวกันหมด เสียงจะเปลี่ยน แล้วเรียกมานั่งคุย แต่ลูกชายสุ 2 คนเขาไม่เคยสร้างปัญหา ที่เป็นความเดือดร้อน ทะเลาะวิวาท หรือยาเสพติดอะไรพวกนี้ แต่จะมีแค่เรื่องไม่เป็นระเบียบ ความไม่เป็นระเบียบเท่านั้น ด้วยความที่เขาเป็นเด็กผู้ชาย บางทีบ้านช่องละเลยจนเกินไป เราก็ต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผลว่ารู้ไหม..มี้ทำงานมาเหนื่อยมาก กว่าจะได้เงินมาซื้อบ้าน เราแค่ช่วยกันดูแลไม่ได้เหรอ ทำไมต้องทำให้เลอะเทอะ ช่วยกันรักษาหน่อยสิลูก ประตูทำไมต้องเปิดปิดแรงขนาดนั้น รู้ไหมว่า เปี้ยง! ที มี้นี่เจ็บจี๊ดนะ เพราะนั่นมันคือน้ำพักน้ำแรงของมี้ คุยกันด้วยเหตุด้วยผล ลูกน้องทุกคนเหมือนกัน ก็จะบอกว่าหยาดเหงื่อแรงกายเราทั้งนั้นนะ นั่งทำงานจนจะเป็นกระดูกทับเส้นแล้ว(หัวเราะ) ช่วยกันดูแลหน่อยเถอะ (ลูกๆ เรียนจบกันหรือยังคะ?) จะจบเดือนเมษายนปีหน้านี้แล้วค่ะ 2 คนเขาเรียนปีเดียวกัน ห่างกันแค่ต้นปีกับปลายปี แต่คนเป็นแม่ก็ห่วงไปหมด สุจะพูดกับเขาเสมอว่า ลูกแม่ไม่ต้องเก่ง แต่ลูกแม่ต้องเป็นคนดี เพราะถ้าดีแล้วอะไรก็จะพาไปทางที่ดีเอง เรื่องเรียนก็จะไม่เข้มงวด ให้เราสบายๆ ลูกสุเรียนโรงเรียนธรรมดาๆ ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที่ ตอนนี้เขาเรียนนิเทศฯ ทั้งคู่เลยค่ะเขาจะทำเกี่ยวกับหนัง แต่ร้องเพลงอะไรไม่เป็นเลยนะ ไม่ได้แม่เลย ห่างมากกก ไม่หล่นใกล้ต้นเลย หล่นไกล๊ไกล ร้องเพลงไม่ได้ เสียงเพี้ยน(หัวเราะ) เขาขี้อายค่ะ เรื่องเบื้องหน้า น้องเอ-ศุภชัยก็บอกให้พาไปหา เดี๋ยวจะดูแลให้ แต่เขาขี้อายมากค่ะ

กลับสู่ฐานะภรรยาอีกครั้ง

(คำว่า “เมียฝรั่ง” มีผลกับความรู้สึกไหมคะ?) ไม่นะคะ เพราะว่าสุก็เรียนรู้จากความผิดพลาด การเป็นเมียคนไทยมา สุดท้ายไม่ว่าจะเมียไทย หรือเมียเทศ ถ้าใจไม่มั่นคง หรือไม่คิดจะอยู่ด้วยกัน มันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นการอยู่ด้วยกัน ต้องจริงใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทุกอย่างอยู่ที่ความเข้าใจ ของสุกับสามี (วาวเตอร์ เดราฟ) อาจจะมีความแตกต่างเรื่องของวัย แต่ด้วยวิธีคิดของฝรั่ง ทำให้ปัญหาตรงนี้หายไป เพราะเขาก็พยายามที่จะทำให้ตัวเองดูมีอายุนะ(หัวเราะ) เขาพยายามที่จะไว้หนวดไว้เครา ทำโน่นนี่นั่นให้ดูบาลานซ์กับเมีย เขาก็รู้ปัญหาของคนไทยเวลามองว่ามองเราแบบไหน เขารู้ค่ะ คำว่ากินเด็กอะไรนี่คือวาวเตอร์เข้าใจ เขาก็กลัวว่าเราจะรู้สึกไม่ได้ เวลาไปไหนมาไหนเขาก็จะลุคตัวเองให้ดูผู้ใหญ่ เขาทำของเขาเองนะ เราไม่ได้ไปขอสุก็ถามเขาจะไว้หนวดไว้เคราทำไม เขาก็บอกฉันจะได้ดูใกล้ๆ เมียฉัน(หัวเราะ) วาวเตอร์เขาชอบความเป็นไทย ชอบอาหารไทย ชอบประเทศไทย ก็เลยเหมือนใฝ่ที่จะเรียนรู้ทุกอย่าง ก็เลยง่ายสำหรับสุ เพราะสุไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้ภาษาของเขาเลย รู้ภาษาดัทช์ไม่กี่คำเองค่ะ อังกฤษก็งูๆ ปลาๆ ทุกอย่างใจล้วนๆ ก็ได้วาวเตอร์ที่เขาใฝ่ไทย เขาเรียนรู้ภาษาไทยเร็วมาก เวลาส่งเมสเสจเป็นวอยซ์เมล์มา ถ้าเปิดให้เพื่อนฟัง เพื่อนไม่รู้นะว่าเป็นฝรั่งพูด เขาคิดว่าคนไทยพูด สำเนียงเขาดีมาก เขาไปลงเรียนช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงมากกว่าค่ะ (การกลับมาเป็นภรรยาอีกครั้ง) ครั้งนี้ไม่คาดหวังเลยค่ะ คราวนี้รู้ละว่าต้องอยู่ยังไงให้มีความสุข ทำหน้าที่เมีย ทำงานของเราให้ดีที่สุด โดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน บางคนเขามองว่าสุเลี้ยงสามี หรือบางคนบอกทำไมไม่หาสามีรวยๆ ก็แล้วแต่คนจะคิดจะมองค่ะ สุไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลย สุหาแต่คนดี คนที่รักเราจริงๆ เพราะถ้าจะหาสามีรวย ก็ได้ตั้งแต่สาวๆแล้วค่ะ มีเยอะแยะไป แต่เราไม่เคยคิดเรื่องนั้น (ได้เจอกับครอบครัวของวาวเตอร์บ้างไหม?) เจอค่ะ จริงๆวัฒนธรรมของคนเนเธอร์แลนด์ก็คล้ายๆ กับคนไทย เพราะว่าเป็นระบบกษัตริย์เหมือนกัน เขาก็จะมีความเป็นครอบครัว ตอนแรกก็คิดว่าฝรั่งคนตัวใครตัวมัน แบบอเมริกันสไตล์ แต่สำหรับเนเธอร์แลนด์เขายังอยู่กันเป็นครอบครัว ถึงพี่ชายเขามีครอบครัว ออกไปมีบ้านของตัวเอง แต่ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์เขาก็กลับมาหาพ่อแม่ มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา วาวเตอร์เขาก็ยังอยู่กับพ่อแม่ เขาไม่ไปซื้อบ้านข้างนอกเหมือนอเมริกันสไตล์ เพราะฉะนั้นสุแทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลยค่ะ มีเพียงบางอย่างที่วัฒนธรรมเราแตกต่างกัน พออยู่กันจริงๆ ก็เรียนรู้กันไปวันต่อวันค่ะค่อยๆ บอกกันไป (ทายาท?) ไม่มีแล้วค่ะ มีไม่ได้แล้ว สุหมดประจำเดือนแล้ว ตอนที่คบกับวาวเตอร์แรกๆ ตอนนั้นสุยังอายุ 46 ปี ยังมีได้ แต่ว่าก็ไม่ลงตัว เพราะถ้ามีสุก็ต้องหยุดงาน ก็เสียดาย ทุกอย่างกำลังดี ก็เลยไม่ได้ซีเรียสค่ะ สุดท้ายพอมีไม่ได้ ก็คุยกับเขา ว่าฉันมีไม่ได้ เธอมีปัญหาอะไรไหม เขาก็บอก เธอมีไม่มี ฉันก็รักเธอเหมือนเดิม (รอเป็นคุณย่า?) ไม่เลยค่ะ จะบอกลูกเสมอว่าถ้าตราบใดยังไม่พร้อม อย่านะ ถ้าเราไม่พร้อม มีลูก ลูกก็จะไม่พร้อม ขนาดมี้หาเงินได้ขนาดนี้ พวกเราชีวิตก็ใช่จะสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นอะไรที่มีเปอร์เซ็นต์เสี่ยงอย่าไปทำ ถ้าทำงานได้ มีเงินเดือนกิน แต่ไม่ยังไม่มีเงินเก็บ อย่าทำ มีเมีย มีแฟนไปแต่อย่ามีลูก ภาระคนทั้งคน ทำยังไงจะให้เขาสมบูรณ์ที่สุด คือเราต้องพร้อมที่สุด บอกเขาแค่นี้ค่ะ

ความมุ่งหวังต่อจากนี้

สุอยากไปอยู่บ้านนอกมากเลยค่ะ ทำสวนเกษตรพอเพียง อยากจะไปนั่งอยู่อย่างนั้นแล้ว อยากไปมาก แต่ว่างานก็กำลังดี ก็มาคิดอีกทีว่าทำไปก่อน ในเมื่อเรายังมีแรง แต่ว่าในขณะเดียวกัน สุก็วางแผนทุกอย่าง ลงฝรั่ง ลงโน่นนี่นั่น สุมีที่ที่นคราชสีมา 100 กว่าไร่ ก็จะลงมะม่วง ลงทุเรียน ผลไม้ต่างๆ นานา ส่วนพวกผักสวนครัว เอาไว้เราไปอยู่ ก็ค่อยไปทำ ตอนนี้ลงพวกพืชยืนต้นไว้ก่อน ซึ่งที่สุอยากไปมาก เพราะอยากไปอยู่กับแม่ค่ะ เพราะว่าแม่ย่าง 92 แล้ว ก็อยากใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายกับแกค่ะ แต่เขาก็ยังแข็งแรงนะ เขาอยู่กับธรรมชาติ ทำงานกินผักกินปลา พ่อสุเสียตอนอายุ 92 ตอนนั้นพ่อนี่หุ่นดีมาก ไม่มีพุงเลย 92 แล้วยังมีรอนซิกแพ็กอยู่เลย เรานี่ไม่ได้อย่างแก สุเคยคิดว่าเราเป็นคนที่ให้เวลากับพ่อแม่ กับครอบครัวเยอะที่สุดแล้ว แต่พอเสียพ่อไป ถึงได้รู้ว่าน้อยมาก แล้วเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แล้ว ก็เลยอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับแม่ให้นานที่สุดค่ะ

ผลงานหนังเรื่องล่าสุด

เรื่อง “ขุนบันลือ” คือพอพี่หม่ำโทร.มาบอกว่า พี่ทำหนัง จะให้สุเล่นเป็นแม่ สุก็รับเลย ไม่ได้ถามว่าบทมีอะไรยังไง เพราะสุรู้ว่าสนุกแน่ๆ แล้วมันก็สนุกจริงๆ ถ่ายทำก็สนุก อยู่ที่กองสนุกกันทุกวัน สนุกกว่าในหนังแน่ เพราะหนังยังมีเวลาจำกัด แต่อยู่กองทั้งวันทั้งคืนฮากันขี้แตกขี้แตนเลย(หัวเราะ) ตลกแต่ละคนเขาก็จะมีลีลาของเขา ความน่าสนใจของบทสุในเรื่องนี้ ก็คือเป็นคุณหญิงแม่ เป็นผู้ดีที่ไม่ใช่ผู้ดี(หัวเราะ) จะเป็นยังไงต้องไปชมในหนังค่ะ ตอนถ่ายฉากเลิฟซีน นี่หลุดขำเลย เพราะพี่หม่ำทำเสียงตัวอย่างให้เราทำตาม แล้วเราก็ทำไม่ได้(หัวเราะ) แกทำเสียงแบบ…ใส่เต็มขนาดนั้น แล้วเราจะไปทำได้ยังไง(หัวเราะ) ในหนังจะเป็นยังไงต้องลองไปดูกันค่ะ เข้าฉาย 27 ธันวาคมนี้ ฝากด้วยนะคะ รับรองว่าสนุกแน่นอน

นักแสดงการันตีความฮาขนาดนี้ เห็นทีสิ้นปีนี้ คอหนังไทยคงได้ยิ้มเบิกบานกันทั้งประเทศแน่นอนค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : สีสันชีวิต ลูกทุ่งดัง ‘มนต์สิทธิ์ คำสร้อย’

Published May 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381802

Star Retro : สีสันชีวิต ลูกทุ่งดัง ‘มนต์สิทธิ์ คำสร้อย’

Star Retro : สีสันชีวิต ลูกทุ่งดัง ‘มนต์สิทธิ์ คำสร้อย’

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นอกจากจะจับไมค์ร้องเพลงไม่ได้ขาด ทุกวันนี้ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ยังโด่งดังทางด้านใบ้ตัวเลข?! จนมีแฟนๆ นำไปตีความ ถูกรางวัล ร่ำรวยกันไปนักต่อนัก พอ “ทีมข่าวบันเทิงแนวน้า” มีโอกาสอัพเดทชีวิต ความรัก และความเป็นไป ของนักร้องลูกทุ่งคนดัง จึงไม่พลาดที่จะสะกิดถาม จริงหรือที่คนเขาว่า มนต์สิทธิ์จะเปิดสำนัก!?

“ไม่เปิดครับ คือเราเป็นคนที่รักในการร้องเพลงจะไปเปิดสำนักได้ยังไง เพียงแต่ว่าเราเป็นคนที่ชอบเลข ชอบหวย ถ้าใครถามมาเราก็ตอบไป คงไม่กล้าไปตั้งสำนักหรอก เดี๋ยวคนจะไปบุกสำนักตามฆ่าเอา ถ้าเราบอกไม่แม่น (หัวเราะ) คนเราความหวังมันต้องมีทุกคน แต่คนเราจะโชคดีหรือโชคไม่ดีมันอยู่ที่วาสนาด้วย”

ชีวิตประจำวัน

ส่วนมากก็จะเดินสายร้องเพลงครับเป็นช่วงผ้าป่า กฐิน จะไปเกือบทุกวัน ไปจังหวัดนั้นขึ้นเครื่องลงจังหวัดนี้ เป็นงานจ้าง บางทีก็ไปฟรี เพราะว่าเป็นงานบุญ หรือบางคนบอกว่ามนต์สิทธิ์มาช่วยงานนี้หน่อย ให้ค่ารถนิดๆ หน่อยๆก็ไปให้ ส่วนมากงานกฐินจะเป็นการกุศลอย่าแพงนะมนต์สิทธิ์ ก็ไม่แพง ฟรียังไปเลย ส่วนงานแสดงละครตอนนี้ยังไม่มีติดต่อเข้ามา

เพลงประจำที่ต้องร้อง

สั่งนาง, จดหมายผิดซอง, ขายควายช่วยแม่ ซึ่งเป็นเพลงประจำตัวเรา เวลาไปต่างจังหวัดก็ยังได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงเหมือนเดิม แฟนเพลงยังเรียกว่าพี่มนต์สิทธิ์อยู่ ทั้งที่เราก็อายุเลข 5 แล้วนะ (หัวเราะ) ก็ดีใจที่เขายังเรียกเราว่าพี่อยู่ เขาก็เล่นกับเราด้วย ส่วนมากเวลาอยู่หน้าเวทีเราจะเล่นสนุกจะไม่ให้หน้าเวทีมันแห้ง พูดอีสานบ้างกลางบ้างใส่ความเป็นตัวเรา มนต์สิทธิ์ไปเล่นที่ไหนก็ต้องมีเสียงหัวเราะตลอด สนุกทุกที่ เต้นกันมันส์ งานเพลงช่วงนี้เราอาจจะเงียบ แต่ว่างานจ้างงานแสดงยังมีเรื่อยๆ เพลงใหม่ยังทำอยู่เรื่อยๆ ลงในยูทูบทำกับค่ายชัวร์เอ็นเทอร์เทนเมนท์ อีกไม่นานเกินรอได้ฟังกันแน่นอนครับ เป็นเพลงหวานๆ ออกอีสาน ช่วงนี้รู้สึกว่าคนฮิตอะไรที่เป็นอีสาน มนต์สิทธิ์ก็เลยลองทำบ้าง แต่เราก็ไม่คิดว่าจะโด่งดังเหมือนสมัย “จดหมายผิดซอง” หรือว่า “สั่งนาง” เพียงแต่ว่าเรายังต้องการให้ชื่อเรายังอยู่ในใจแฟนเพลงเรื่อยๆ อย่าให้มันลง อยากอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ อยากให้คนรู้ว่ามนต์สิทธิ์ยังร้องเพลงอยู่นะ ซึ่งคนรุ่นอายุ 30 ขึ้นไปก็ยังจำมนต์สิทธิ์ได้ แต่รุ่นเล็กเขาก็ไม่รู้จักหรอก ก็ไม่เป็นไรครับ

ชื่อเสียงที่เปลี่ยนไป

มันเป็นวัฏจักรเป็นธรรมดา เราพยายามทำตัวให้ดีก็พอ และอย่าให้เขามองเราไปทางลบก็แล้วกัน อย่างทุกวันนี้คนก็จะมองเราไปทางลบนะ คือเราไม่ได้บอกหวยบอกเลข เราก็ลงไปตามธรรมชาติของเรา พื้นที่เฟซบุ๊คของเรา แล้วเขาไปส่อง บางคนเขาส่องแล้วเขาไปซื้อตามแล้วมันถูก ก็เลยบอกต่อกันไป บางคนก็หาว่าเราจะตั้งสำนัก จะเลิกร้องเพลงแล้วเหรอ ก็มีคนคิดคนพูดไปในหลายแง่หลายมุม ต่างคนต่างมองคนละมุม แต่จริงๆ แล้วเราก็ใช้ชีวิตปกติ คือถ้าหากว่าคนซื้อตามถูก มันก็โอเค แต่ถ้าไม่ถูกก็อย่าว่ากัน (ยิ้ม) บางทีผมบอกถูกเป็น6-7 งวด พอเขามาตามเรางวดที่ 8 แล้วไม่ถูกมันก็ช่วยไม่ได้

มีความสุขกับสิ่งที่ทำ

ชีวิตทุกวันนี้ แฮปปี้ดีครับ เลี้ยงหมูเลี้ยงหมาอยู่ที่บ้าน ถ้าวันไหนไม่ได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตก็จะอยู่กับบ้านเลี้ยงหมาคุยกับหมา และฟังเพลงลูกทุ่งไปตามประสาของเราไปฟังเพลงเก่าๆ ว่าเพลงลูกทุ่งสมัยก่อนเราเป็นยังไงมาจนถึงสมัยนี้ ก็เลยทำให้เราเห็นความต่างของเพลงลูกทุ่งในสมัยก่อนกับสมัยนี้ สมัยนั้นร้องออกมาแล้วมันเห็นภาพเลย สมัยนี้ร้องออกมาไม่รู้อะไร คือร้องไปเถอะเดี๋ยวก็ดัง

ยังคงครองความโสด

ยังไม่มีครอบครัวครับ ก็อยู่เป็นโสดอยู่ตลอดแบบนี้ เห็นเด็กๆ น่ารักก็เรียกเขาว่าลูกหมด เด็กผู้หญิงก็มี เด็กผู้ชายก็มี (หัวเราะ) คนจะบอกว่ามนต์สิทธิ์เป็นตุ๊ดเป็นเกย์บ้าง แต่เราก็ไม่แคร์ ไม่สนใจ พูดไปเถอะ บางทีคนพูดมากๆ ว่าทำไมมนต์สิทธิ์คบแต่เด็กผู้ชาย เราก็มาคบเด็กผู้หญิงบ้าง เรียกว่าเป็นลูก เอ็นดูทุกเพศทุกวัยแหละ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก หรือว่ารุ่นผู้ใหญ่ เราก็เอ็นดูหมด ไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน เพราะว่าชอบสันโดษ อยากไปไหนมาไหนก็ไป ถ้าเรามีเมียจะไปไหนเขาก็ต้องตามติดเราไปด้วย บางงานเราก็ไม่อยากให้ไปด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรามีครอบครัว ไปไหนมาไหนมันก็จะยุ่งยากนิดนึง นอกจากว่าคนที่เขาเข้าใจอาชีพของเราซึ่งมันก็ยาก ส่วนมากจะหึงหวง เมื่อก่อนก็เคยมีแฟน แล้วเราก็บอกเขาว่าอย่าไปหึงหวงเรานะ เพราะเราเป็นศิลปิน ชีวิตเราเป็นแบบนี้ คนถ่ายรูปคนเดินด้วย มาจับไม้จับมือเรา แฟนเพลงบางคนกอดสนิทชิดเชื้อเลยนะ แต่ไม่มีอะไร กอดกันแบบสนุกสนาน แต่พอแฟนไปเห็น เขาก็จะไม่พอใจ มันก็ลำบากใจเราก็เลยจำเป็นต้องแยกย้ายกันไป ไม่มีทายาทสืบสกุล ก็มีแต่ลูกกับภรรยาคนเก่าแหละครับ กับภรรยาที่เป็นข่าว แต่ว่าเขาก็เป็นลูกสาว ไม่มีลูกชาย ก็อยากจะหาเด็กมาเป็นลูกบุญธรรมอยู่เหมือนกัน แต่ว่ามันก็ไม่ได้อย่างที่ใจเราคิดเราหวัง การที่จะเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงโดยที่ไม่ใช่สายเลือดของเรา

ย้อนวันวานกว่าจะมาถึงวันนี้

ผมเป็นคนจังหวัดมุกดาหาร อำเภอนิคมคำสร้อย สมัยก่อนเวลามีประกวดร้องเพลงที่ไหนเราไปหมดเลยนะ เป็นคนที่ชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กแล้วจำได้อายุ 7 ขวบก็ร้องเพลงของ “แม่ผ่องศรี วรนุช” คือตอนนั้นเป็นเด็กเสียงเราแหลมก็เลยสามารถร้องคีย์ผู้หญิงได้ แต่ว่าก็ไม่ได้ชนะอะไรนะ ตกรอบได้ยาสีฟัน สบู่ยา ครีมมาทาหน้าให้ขาว เงินไม่ได้จะได้เป็นของมากกว่าเพราะว่าตกรอบ ก็เดินสายไปเรื่อยๆ ทำงานอยู่ห้องอาหารเป็นเด็กเสิร์ฟ และได้ร้องเพลงบ้าง ด้วยความที่เราเป็นคนชอบบันเทิง ชอบเสียงเพลง ห้องอาหารเขาไม่รับผู้ชาย เราก็บอกว่ารับเรามาเป็นพนักงานล้างจาน พนักงานรับรถก็ได้ เขาก็เลยรับ แล้วเราก็จะขอร้องเพลงตลอดเวลาไม่มีแขกขอร้องหน่อยนะ เขาได้ฟังกันก็บอกว่าร้องดีนี่นา งั้นแขกมาช่วยร้องให้แขกฟังหน่อยนะ ก็เลยเข้าหูเข้าตาเจ้าของร้าน และพอมีงานประกวดร้องเพลงที่ไหนเราก็ไป ก็จนมาได้ที่ 2 ที่งานทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลฯ เมื่อปี 2536 ตอนอายุ 29 ได้รางวัลเป็นเงินสดสามพันบาท และเครื่องเล่นเทป 1 เครื่อง แล้วคนจัดงานเขาก็เลยเอาเรามาบันทึกเสียง เพราะว่าคนที่ได้ที่ 1 เขาเป็นผู้หญิงและมีครอบครัวแล้ว เลือกที่จะมาปั้นเรา ส่งเพลงไปให้ค่ายต่างๆ ก็ไม่มีค่ายไหนเอาหรอก เพราะว่าดูหน้าแล้วเราไม่หล่อเลย หน้าตาไม่ดี เสียงดีอยู่ แต่เขาก็ไม่เอา เพลง “ขายควายช่วยแม่” นี่แหละครับ เอาไปให้ค่ายไหนฟัง เขาก็ไม่เอา แต่พอมาค่ายชัวร์ ออดิโอ เขาก็เอา ได้อัดแผ่นและเปิดตัวเป็นมนต์สิทธิ์ คำสร้อย ตั้งแต่แรกเลย ก็ได้เลย ถือกำเนิดเป็นศิลปินนักร้องลูกทุ่งในปี 2538 เพลงขายควายช่วยแม่ ดังมาก หลังจากนั้นก็มีเพลง จดหมายผิดซอง, สั่งนาง, คิดถึงจังเลย,โกสัมพี ตามออกมาเรื่อยๆ

ตั้งรับกับชื่อเสียง

ก็พยายามทำตัวสบายๆ กับคนทั่วไป แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนั้นดังมาก ขี้เหร่ก็ขี้เหร่นะ (ยิ้ม) ก็ตกใจเหมือนกันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาดังแบบนี้ เด็กบ้านนอกคนนึง ไม่คิดจริงๆ แต่พอดังขึ้นมาก็รู้สึกเลยว่าอ๋อความโด่งดังมันเป็นแบบนี้เหรอ ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ที่บ้านฐานะดีขึ้น เราสามารถส่งเงินไปให้ที่บ้านจุนเจือครอบครัวได้เยอะมากๆ ลูกหลานเราก็ส่งเรียนกันแทบทุกคน แล้วก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้เขาขับไปโรงเรียน จากหนุ่มบ้านนอกคนนึงที่บ้านก็ไม่ได้ลำบากมากแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร คือพอมีพอกิน แล้วเราก็ทำงานหาเงินมาตั้งแต่เด็ก เราไม่เคยใช้ชีวิตฟู่ฟ่าเลย ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ฟู่ฟ่านะเฉยๆ ธรรมดา ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม อยากกินอะไรก็กิน เมื่อก่อนจะไปคอนเสิร์ตตลอด อยู่ใต้3 เดือน 1 เดือนอยู่ในรถบัสตลอดก็สนุกดีนะ แต่เหนื่อยหน่อย สนุกที่ได้เห็นสถานที่ได้เจอผู้คนมากมาย ที่ผ่านมาเราได้เห็นได้ไปมาหมดแล้วนะเมืองไทย

เหมือนสวรรค์สร้าง

รู้สึกว่าอยากจะขอบคุณสวรรค์ที่ให้เราเดินมาทางนี้ น่าจะเป็นทางที่เทวดาฟ้าดินเขาให้เราเดินทางมาตรงนี้แล้ว ขอบคุณดีเจที่จังหวัดอุบลฯ “คุณมนต์รัก กลิ่นบุปผา” ที่เขาส่งเรามาอยู่ค่ายชัวร์ ออดิโอ ทำให้เราได้มาเป็นศิลปินจนถึงทุกวันนี้อยู่กับชัวร์นานแล้วนะตั้งแต่ปี’37 อยู่มาตลอดไม่เคยไปไหน ก็มีคนมาชวนแต่เราก็ไม่อยากไป จะไปทำไมไปอะไร บางทีเขาก็บอกอัด 10 เพลงให้ล้านนึง เราก็ไม่เอาไม่ไป อยู่ในชัวร์ก็คือชัวร์นี่แหละ ได้ทำเพลงกับที่นี่เรื่อยๆ หลังจากนั้นชีวิตก็คงที่มาเรื่อยๆ ก็มีเพื่อนฝูงที่สนิทกันนะแต่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงไม่ค่อยมีเพื่อนผู้ชายกลัวเขาจะชวนไปกินเหล้าเมายาเราไม่ชอบ เพื่อนศิลปินด้วยกันที่สนิทก็มี “ดำรงค์ วงศ์ทอง” เรียกว่าทุกคนรวมทั้งค่ายอื่นด้วย คือเราก็รู้จักกันหมด ไม่ว่าจะเป็น จินตหรา พูนลาภ,ยิ่งยง ยอดบัวงาม, ดาว มยุรีย์ หลายคน เราไม่ได้มองว่าทุกคนเหล่านี้เป็นคู่แข่งเรานะ คือมันสนุกดี เหมือนว่าพี่น้องเราเดินทางไปด้วยกันลูกทุ่งเหมือนกัน เป็นญาติพี่น้องกันมากกว่า ไม่มีใครเป็นคู่แข่งใคร ชอบตรงที่ว่าคนเราเป็นลูกทุ่งด้วยกันเราไปด้วยกันมีอะไรกินด้วยกันสนุกสนานเฮฮาแฮปปี้กัน เจอหน้ากันยิ้มแย้มทักทายแค่นี้ก็สุดยอดแล้วล่ะ

ถ้าไม่เป็นนักร้องลูกทุ่ง

ตอบได้เลยว่าเป็นชาวนาแน่นอน ถ้าเราแต่งงานมีครอบครัวก็คือได้เป็นชาวนา แต่บังเอิญว่าเราไม่แต่ง คือตอนนั้นพ่อแม่หาผู้หญิงให้แล้วนะ แต่เราไม่ชอบไม่เอา มันยังไม่อยากมีใคร ตอนนั้นอายุ 24-25 แล้ว พ่อแม่ก็อยากให้แต่งงาน คือไม่เชิงบังคับนะครับบอกว่าจะหาเมียให้เพื่อที่เราจะได้มีหลักมีฐาน และอีกอย่างคือเราเป็นคนขี้ดื้อ (ยิ้ม) คือซนครับเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อฟังพ่อแม่สอน เขาก็เลยหาผู้หญิงให้ แต่เราก็ไม่สนใจ เลยตัดสินใจเข้ามาทำงานในตัวเมืองมุกดาหาร ไปสมัครเสิร์ฟ ทำงานผ่านมาแล้วหลายอย่างมากในชีวิตนี้ที่บ้านเขาก็ไปตามตัวกลับแล้วเขาก็ว่าด้วยแต่เราก็ไม่กลับ แม่กับพ่อเขาจะชอบลูกชายคนโต เหมือนฝากความหวังไว้กับพี่ชายเราเพราะว่าเขาเป็นคนขยัน เป็นคนที่ทำไร่ไถนาเก่ง ทำงานให้พ่อแม่เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ แต่เราเป็นลูกคนสุดท้องที่ไม่สนใจใคร ใครจะไปตามเราก็ไม่กลับ แม่ก็เป็นห่วงมากคิดถึงลูกเราก็เลยตัดสินใจบอกแม่ไปว่าเราจะไม่ขอเงินทางบ้านแม่ก็บอกว่าไม่เป็นไรแค่ขอให้เราเลี้ยงตัวเองให้มันรอดก็พอ ไม่ต้องมาส่งทางบ้านนะ

จากคำทำนายของหมอดู

แม่ไปดูหมอซึ่งหมอดูเขาบอกว่าแม่จะได้พึ่งพาลูกคนสุดท้องนะ แม่ก็บอกว่าไม่เชื่อยังไงก็ไม่เชื่อ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าเรียกเรากลับบ้านไปทำนา เราก็ไม่ยอมไป จะพึ่งได้ยังไง แต่ถ้าบอกว่าได้พึ่งลูกชายคนโตน่ะ แม่เชื่อนี่คือเป็นตอนที่เราดังแล้วนะ แม่มาเล่าให้ฟังว่าแม่เคยไปดูหมอ ที่แม่มาเล่าทีหลังเพราะว่าจะรอดูสิว่าจะแม่นอย่างที่หมอดูว่าไหม ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 17 จนกระทั่งอายุ 28 ก็แล้ว ยังไม่เห็นวี่แววอะไร จนอายุ 29 เราก็ไปบอกที่บ้านว่าเราจะเป็นนักร้องแล้วนะ เขาพาไปอัดแผ่นแล้ว แม่ก็ตกใจสิ จริงเหรอ พูดให้เพื่อนฟังทั่งบ้านทั่วเมือง บางคนก็บอกว่าเชื่อไว้ก่อน แล้วพอเราโด่งดัง ได้เอาเงินไปให้พ่อแม่ซื้อสร้อยซื้อข้าวของให้เขา พ่อแม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเคยไปดูหมอมา แล้วหมอดูบอกว่าจะได้พึ่งพาเอ็งนะ แต่พ่อแม่ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะพึ่งพาได้สรุปแล้วว่าพ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวเราที่สุด เราโด่งดังพาพ่อแม่มาอัดรายการ นั่งเครื่องบินมาจากที่ไม่เคยนั่งกันนะ แล้วแม่ก็ไปตามหาหมอดูคนนั้นอยู่ แต่ว่าไม่เจอแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหน (หัวเราะ) ก็ภูมิใจในตัวเองอยู่นะครับ คือเราไม่คิดว่าคนจบ ป.3 จะได้มาร้องรำทำเพลง จะได้มาเป็นนักร้อง มันไม่น่าได้นะ คนจบแค่นี้ความรู้ไม่มี แต่เราใช้เสียงในการทำมาหากินจนเรามีชื่อเสียงถึงทุกวันนี้ ก็นับว่าเป็นบุญของพ่อของแม่ที่เขาสร้างมา เราไม่เชื่อว่าเป็นบุญเราคิดว่าเป็นบุญที่พ่อแม่เราสร้างมามากกว่าเขาอาจจะทำดีไม่เคยโกรธใคร ญาติพี่น้องทะเลาะว่ากันเขาก็ไม่โกรธเลย แต่พอเรามามีชื่อเสียงแล้วสร้างทุกอย่างให้ ทุกคนเขาก็ชื่นชมเรา เพื่อนฝูงทุกคนก็เข้ามายินดีด้วย แต่การที่เราจะยืนอยู่ตรงนี้ได้นั้น หนึ่งเราต้องซื่อสัตย์ สองทำดีสามอย่าโกหก ทุกสิ่งทุกอย่างเราพูดความจริงและทำดีตลอด ซื่อสัตย์ต่อการงาน ซื่อสัตย์ต่อพ่อแม่ญาติพี่น้อง จะทำให้เราประสบความสำเร็จและความอดทนต้องมาที่หนึ่งเลยนะ ทุกอย่างถ้าเราไม่มีความอดทนจะไม่ประสบความสำเร็จ

จากใจ ‘มนต์สิทธิ์ คำสร้อย’

อยากจะบอกมิตรรักแฟนเพลงว่า จะร้องเพลงอย่างนี้ตลอดไปให้ทุกคนฟัง ตราบใดที่ยังมีเสียงร้องเพลงอยู่ ก็จะร้องเพลงให้แฟนเพลงฟัง ก็คงไม่ไปทำอย่างอื่นหรอกเพราะว่าเราทำไม่เป็น บางคนบอกว่าทำไมไม่เปิดร้านส้มตำ ไม่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว คือเราไม่ถนัดทางนั้น เราถนัดร้องเพลง แต่ถ้าเปิดไปแล้วมันจะเสียเงินไปเปล่าๆ ตำส้มตำอร่อยทำไมไม่เปิดร้านล่ะ ไม่เปิดหรอกตำอร่อยแค่ครกเดียวนี่แหละ (หัวเราะ) ครกต่อไปก็ไม่อร่อยแล้วอย่างวันนี้สถานที่ที่เรามาพูดคุยกันเราก็อยู่ที่ร้าน ซูชิมั้ย 5 อินทามระ 12 เจ้าของร้าน “คุณเอก” และ”พี่หญิง” ผู้จัดการร้านก็น่ารักเทคแคร์มนต์สิทธิ์ดีมาก กลายเป็นร้านประจำที่ชอบมานั่งกิน เพราะว่าเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นข้างๆ ก็ยังมีร้านกาแฟอีก ชอบกินปลาแซลมอน ข้าวปั้น เมื่อก่อนก็ไม่ชอบหรอก แต่พอไปญี่ปุ่นได้ลองกินก็ติดใจ สมัยก่อนกินแต่ปลาร้าเนาะ(หัวเราะ) พอไปญี่ปุ่นก็ติดใจมาเมืองไทยก็ต้องกิน ถ้าแฟนเพลงแวะเวียนมาแถวนี้ก็อาจจะได้เจอมนต์สิทธิ์นะครับ เพราะว่าเป็นลูกค้าประจำ แต่ว่าจะใส่หมวกนิดนึงไม่ใช่พรางตัวนะแต่เพราะไม่ได้ทำผม เข้ามาทักทายถ่ายรูปกันได้ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย คนเดิมของมิตรรักแฟนเพลง

ใช้ชีวิตให้เป็นสุขอยู่กับเสียงเพลง และไม่ลืมความเป็นตัวตนของตนเอง และนี่ก็คือนักร้องลูกทุ่งเลือดอีสาน ที่คนไทยต่างคุ้นเคย “มนต์สิทธิ์ คำสร้อย”

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘เขียว คาราบาว’ ยกขบวนลูกหลาน ปิดซีรี่ส์คอนเสิร์ต สัญญาหน้าฝน จบที่ภาค 3!!

Published May 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/380409

Star Retro : ‘เขียว คาราบาว’ ยกขบวนลูกหลาน ปิดซีรี่ส์คอนเสิร์ต สัญญาหน้าฝน จบที่ภาค 3!!

Star Retro : ‘เขียว คาราบาว’ ยกขบวนลูกหลาน ปิดซีรี่ส์คอนเสิร์ต สัญญาหน้าฝน จบที่ภาค 3!!

วันอาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดินทางมาถึง ภาคส่งท้าย แล้ว สำหรับคอนเสิร์ต สัญญาหน้าฝน ของหนึ่งในตำนานเพื่อชีวิต เขียว คาราบาว ที่เปิดเวทีครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน กับคอนเสิร์ต “สัญญาหน้าฝน 60 ปี เขียว คาราบาว” โดยเป็นการรวมตัวของผองเพื่อน “รุ่นใหญ่”อาทิ หมู-พงษ์เทพ, ไข่ มาลีฮวนน่า, เผือก คนด่านเกวียน, สุเทพและแดง โฮม, จิ๊ด-จิระนันท์, ไข่-สานิตย์ ฯลฯ ณ โรงละครศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555

ก่อนมาถึงภาคของ “รุ่นกลาง” กับชื่อ “สัญญาหน้าฝน รวมพลคนรักป๋าเขียว คาราบาว” ด้วยการรวมตัวของ อี๊ด โอภากุล, ตุล อพาร์ทเม้นท์คุณป้า, พี สะเดิด, เบรค กีตาร์โปร่ง, ริด กลอง, ต้น เบส, เม่น กีตาร์ และ หรั่ง 100 วง ร่วมขับขานกันที่ มงคล สตูดิโอ RCA เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2558

มาถึงครั้งนี้ “เขียว คาราบาว” หรือ กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ประกาศขอปิดซีรี่ส์ สัญญาหน้าฝน ที่ ‘รุ่นเล็ก’ เป็นภาคส่งท้าย วางโปรแกรมชวนลูกๆ หลานๆ มาสนุกกันใน “สัญญาหน้าฝน 3 ส่งทอดลูกหลาน สานต่อบทเพลงเพื่อชีวิต” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2562 ณ About Studio เลียบทางด่วน ด้วยการดึงลูกหลาน ทายาทศิลปินผู้เป็นตำนาน อาทิ “เจสซี่-เมฆ” (ลูกชาย เทียรี่ เมฆวัฒนา) “ไบร์ท-พงษ์เทวิน” (ทายาทสีเผือก คนด่านเกวียน) “เพลง-โคราช กระโดนชำนาญ และ นะโม-คชสิงห์ เจริญผล” (ทายาท หมู พงษ์เทพ) “ลูกศร-วฤทธรัชต์” (ทายาท สุเทพและแดงHope) “แอนนี่-ไดอนา แอน คาฮิลล์” (ทายาท เขียว คาราบาว) และ “กันตรึม-พิฆเนศ จันทิมาธร” (ทายาท หงา คาราวาน) ร่วมด้วยเล็ก ฮิวโก้, ยามิน, อ.เอ วงพอส และนักดนตรีรุ่นเล็กจากเวทีประกวดบาวยังบลัด (แพท เบส, ซูน กีตาร์, ภู คีบอร์ด,) ร่วมด้วยซอร์ส กลอง

และวันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า”ได้รับโอกาสพิเศษ บุกถึงห้องซ้อม เปิดบ้านSound’s D Studio เพื่อหาคำตอบของการตัดสินใจปิดซีรี่ส์ สัญญาหน้าฝน ในครั้งที่ 3 นี้ รวมถึงยังได้พบกับเหล่าลูกหลาน ทายาทคนดัง ที่มารวมตัวกันพร้อมหน้าอีกด้วย

“สัญญาหน้าฝนครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3ถือว่าจะเป็นการจัดครั้งสุดท้ายของผม เพราะเรามีรุ่นใหญ่ รุ่นกลางมาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงรุ่นเล็กบ้าง เรียกว่าเป็นรุ่นปัจจุบัน วัยรุ่นหน่อย คราวนี้เล่นกับเด็กบ้างครับ หลอกเด็กมา(หัวเราะ) แล้วก็มีน้องๆ กลุ่มบาวยังบลัด มาร่วมด้วย จริงๆ อยากได้ทั้งวงแต่พอดีหลายคนติดอยู่ต่างจังหวัด เลยได้มา3 คน มาร่วมขึ้นคอนเสิร์ตด้วยกัน”

บทบาทของทายาทแต่ละคนบนเวทีนี้

“มีหลายอย่างเลยครับที่เขาต้องทำ (หัวเราะ) หลักๆ ก็คือมาช่วยเป็น House Band ให้กับผม มาแสดงผลงานของเขาด้วยและลูกๆ ก็มีหลายคนทำเพลงเอง ก็จะได้มาโชว์ความสามารถกัน ไว้มาดูกันบนเวทีครับ รับรองว่าสนุกแน่ครับ คราวนี้”

ความรู้สึกจากลูกหลาน

แอนนี่ : ดีใจมากๆ ค่ะ ที่หลายๆ คนได้มารวมตัวกัน และจากสัญญาหน้าฝน 1 กับ 2 ที่ได้ร่วมทำกับพ่อมา จะเห็นได้เลยว่ามีหลายๆ คนที่เขาตั้งใจมา ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ เขาก็จะมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อมาดูคอนเสิร์ตของพ่อ

เจสซี่ : ผมเพิ่งได้มาเจอเพื่อนๆพี่น้อง บางคนครั้งนี้เป็นครั้งแรก ดีใจมากครับ ที่ได้มาเล่นดนตรีด้วยกัน ตอนนี้นับวันรอที่จะได้มาลุยซ้อมด้วยกัน เพราะแค่เจอกัน ก็สนุกแล้วครับ”

แพท (บาวยังบลัด) : ผมทั้งดีใจ และเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมในคอนเสิร์ตนี้ครับ เหมือนได้เข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของเพลงเพื่อชีวิต

ซอร์ส : ประทับใจมากค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ได้เล่นกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับตำนานอย่าง ป๋าเขียว เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตเลยค่ะ

ภู (บาวยังบลัด) : ตื่นเต้น และเป็นเกียรติมากครับ ที่ได้รับเชิญให้มาเป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้ รับรองว่าต้องสนุกมากแน่นอน เพราะพวกเราตั้งใจกันเต็มที่มากๆ ครับ

ซูน (บาวยังบลัด) : ความรู้สึกผมไม่ต่างจากเพื่อนๆ ครับ ทั้งตื่นเต้น และเป็นเกียรติที่ได้ร่วมในตำนานครั้งนี้ หวังว่าจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจครับ (หัวเราะ) ส่วนตัวผมชอบเพลงลุงขี้เมา ของป๋ามากๆ งานนี้รับรองว่าได้ฟังกันแน่นอนครับ”

นะโม : สำหรับผมนอกจากตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความมันส์ในชีวิต ที่ได้มาเล่นกับน้าเขียว รุ่นใหญ่ที่ผมดูมาตลอด ตั้งแต่เด็กๆ กดดันนิดหนึ่ง เพราะเวลาเราน้อยด้วย แต่จะเต็มที่สุดๆ ครับ

ไบร์ท : (ยิ้มหวาน) (เขียว : คนนี้ยิ้มอย่างเดียวครับ บอกขอเล่นแต่กีตาร์อย่างเดียว) งานนี้น่าสนุกดีครับ ผมชอบเพลงสัญญาหน้าฝน ฟังมาตลอด ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นของอาเขียว แต่พอรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับอาเขียวก็ดีใจครับ เพราะเป็นเพลงที่ฟังและชอบตั้งแต่เด็ก และเคยเล่นเพลงนี้ด้วย (เขียว : เคยร้องด้วยเปล่า?) ไม่เคยครับ แกะโซโล่ แกะอะไรครับ

เพลง : จริงๆ คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วครับ เพราะติดตามน้ามาตั้งแต่ครั้งที่ 1 -2 ผมก็คิดไว้แล้วว่าสักวันจะขอร่วมงานด้วย เพราะผม กับนะโม และไบร์ท เคยร่วมทีมกันมาก่อน ในนาม นิราศบลูส์ ก็กำลังคิดว่าจะนำเพลงของคุณพ่อพวกเรามาโคฟเวอร์ มาเล่นในงานคอนเสิร์ตอยู่แล้ว ก็คิดกันว่าจะติดต่อไปหาน้าๆ พี่ๆ ไหมว่าใครจะจัดคอนเสิร์ตรึเปล่า แล้วน้าเขียวก็ติดต่อเข้ามาพอดี(หัวเราะ) สำหรับผม สัญญาหน้าฝน ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตอย่างเดียวแล้ว สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือเราจะได้ครีเอทให้กับคุณผู้ชมซึ่งพวกเรานิราศบลูส์ ตั้งใจจะเขียนเพลงขึ้นมาเป็นพิเศษ ในธีมของพวกผม ผสมกับลักษณะเด่นๆ ของคอนเสิร์ต เหมือนเป็นทางลูกหลานมอบเพลงนี้ให้กับน้าเขียวครับ ชื่อเพลง “แมลงเม่า” ฟังกันได้ที่แรกในคอนเสิร์ตนี้ครับ”

เหตุที่อยากรวมรุ่นลูกหลาน

“เป็นสิ่งที่คิดไว้นานแล้วครับ ว่าอยากร่วมงานกับทายาทของศิลปินเพื่อชีวิตที่ผมเคยร่วมงานด้วย เคยคลุกคลีกันมา เลยตั้งชื่อคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมาว่า สัญญาหน้าฝน 3 ส่งทอดลูกหลาน สานต่อบทเพลงเพื่อชีวิต เพราะฉะนั้นลูกหลานจะได้อยู่บนเวทีนี้และร้องเพลงโคฟเวอร์ของพ่อเขา หรือเป็นอาเป็นน้า เพราะฉะนั้นงานนี้เราจะได้ดูลูกๆ หลานๆมาสานต่อบทเพลงเพื่อชีวิตกันครับ”

รอลุ้นอัลบั้มของ ‘เขียว คาราบาว’

“มีแพลนไว้อยู่ครับ อาจจะมีอัลบั้มตามมา จากคอนเสิร์ตก็ได้ หรือมีเพลงตัวอย่างให้ฟังในคอนเสิร์ต สัก 2-3 เพลง ตอนนี้ก็เดินหน้าบันทึกเสียงไปบ้างแล้วครับ โดยเป็นการร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่ ก็จะมี แบล็คชีพ, บอล อพาร์ทเม้นท์คุณป้า, จินนี่ และอีกหลายคนที่เข้ามาทำงานด้วยกัน คืออาจจะให้ผมร่วมงานในลักษณะ ร้องอย่างเดียวแล้วพวกเขาทำเพลงอธิบายตัวตนของพวกเขา แล้วให้ผมร่วมแจม แนวเพลงก็อาจจะไม่ใช่เพื่อชีวิตอย่างเดียว แต่ว่าในคอนเซ็ปต์เนื้อเพลงจะมีบ้าง ให้เกี่ยวดองความเป็นเพื่อชีวิตด้วย แต่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ทำผมอาจจะไปแร็พบ้าง(หัวเราะ)”

สุขภาพความฟิต

“ตอนนี้ผมดูแลตัวเองอยู่ครับ ผมมีความรู้สึกว่าถ้าเรามีหัวใจที่ปลอดโปร่งมีชีวิตที่ ไม่คิดมาก ไม่เครียด มันจะช่วยให้ร่างกายเราดีขึ้นเอง และก็ออกกำลังกายเป็นระยะ ไม่ได้ขาด ผมก็จะใช้เวลาให้มากที่สุดในการฝึกซ้อม ดูแลตัวเอง โชคดีว่าผมไม่มีโรคประจำตัวอะไร ยังโอเค มกราคมนี้ก็จะอายุ 67 แล้ว นี่เขากำลังวางแผนจะมี40 ปีคาราบาวอยู่ ไม่รู้จะไหวกันรึเปล่า(หัวเราะ)”

ก่อนจากกันตำนานเพื่อชีวิต เขียว คาราบาว ฝากย้ำถึงแฟนเพลงที่คิดถึงกัน วันที่ 19 มกราคม ปีหน้านี้ 2562 เวลา 6 โมงเย็น ไปสนุกด้วยกันที่ About Studio เลียบทางด่วนรามอินทรา ซื้อบัตรได้ที่ 081-6456194 ซึ่งมีบัตรราคาพิเศษ 560 บาท สำหรับการจองก่อนวันที่ 9 ธันวาคมนี้และหลังจากนั้นจำหน่ายในราคา 760 บาทและพิเศษสำหรับแฟนๆ หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยเฉพาะ มอบให้ 5 ท่าน ท่านละ 2 รางวัล เพียงส่งไปรษณียบัตรตอบคำถามเข้ามาว่า “มกราคมปี 2562 เขียว คาราบาวจะมีอายุครบกี่ปี?” พร้อมเขียนชื่อ ที่อยู่ พร้อมเบอร์ติดต่อกลับเข้ามาที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า 96 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 ผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้รับการติดต่อกลับทางโทรศัพท์ค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : สัมผัสตัวตน ‘จตุรงค์ พลบูรณ์’ หนีออกจากบ้าน มุ่งสู่วงการตลก

Published May 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/378961

Star Retro : สัมผัสตัวตน ‘จตุรงค์ พลบูรณ์’ หนีออกจากบ้าน มุ่งสู่วงการตลก

Star Retro : สัมผัสตัวตน ‘จตุรงค์ พลบูรณ์’ หนีออกจากบ้าน มุ่งสู่วงการตลก

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าเอ่ยถึงนักแสดงตลกระดับท็อปของเมืองไทย แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมี “จตุรงค์ พลบูรณ์” หรือ “จตุรงค์ มกจ๊ก” เจ้าของวลีเด็ด “ไม่เอาไม่พูด” ที่ครั้งหนึ่งเคยฮิตติดปากคนทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อกาลเวลาผ่านไป คลื่นลูกใหม่มา แต่คลื่นลูกเก่าอย่าง“ลุงรงค์” กลับยังคงยืนหยัดอยู่แถวหน้าวงการบันเทิงไทย จะเป็นเพราะเหตุผลใด วันนี้เรามีคำตอบ

“ตอนนี้ยังเห็นหน้ากันอยู่ตลอดทางช่อง 7HD ครับ ผมมีงานพิธีกรรายการ “ร้องเล่นเต้นยกครัว” ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 17.15 น. มี ละครซิทคอม และหนังเรื่อง “หอแต๋วแตกแหกต่อไม่รอแล้วนะ” ที่กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ เรียกว่ายิ่งแก่ยิ่งงานเยอะ (ยิ้ม) แต่ว่าบางทีเราก็ไม่อยากรับ เพราะเสาร์-อาทิตย์อยากจะไปอยู่ร้าน “ครัวลุงรงค์” เพราะว่าคนจะเยอะวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าเราอยู่ที่ร้าน คนก็ได้เห็นเรา เพราะเขามาแล้วเขาก็คาดหวังว่าอยากจะได้เจอลุงรงค์กัน”

เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นลุง

เป็นพี่มันพูดไม่ได้แล้วมันไม่ติดปาก อย่างสาวๆ ดาราวัยรุ่น ถ้าเราไปเรียกแทนตัวเองว่าพี่กับเขา มันก็กระดาก เลยใช้ว่าลุงรงค์มาประมาณ 6-7 ปีแล้ว ก็ไม่เขินนะครับ เพราะเราแก่แล้วจริงๆ (หัวเราะ) จะเรียกกับใครก็ได้ มันฟังดูน่ารักดี ดูอบอุ่นน่าเคารพดี เรารุ่นนี้แล้วไม่สามารถทำอะไรให้ลูกเต้าอายแล้ว เป็นนักแสดงที่ไม่ค่อยตก มีงานอยู่เรื่อยๆ อยู่ที่เรารับหรือไม่รับ ไม่ใช่ว่าเราเก่งกาจหรอก เพียงแต่ว่าเราอยู่ตรงนี้มานาน รู้ว่าสิ่งไหนที่ทำไปแล้วมันทำให้เรางานน้อยงานเยอะ ทำไมเราถึงยังยืนหยัด เห็นหน้าอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าด้วยเราคงคุณภาพ และเราไม่ยึดติดกับเรื่องเดิมๆ หรือเล่นตลกก็มุขเดิมๆ บทบาททางการแสดง ส่วนมากก็จะได้เล่นเป็นพ่อนางเอก พ่อพระเอก รุ่นนี้แล้ว วัยเราเป็นเพื่อนพระเอกไม่ได้

รูปร่างที่ยังคงเป๊ะและเฟี้ยว

มันขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกาย ว่าเราจะทำยังไงให้เราคงคุณภาพ เพราะว่าเราอายุ 55 แล้ว ถ้าเราปล่อยให้พุงป่องแก้มยุ้ย ดูแล้วไม่น่าดู ไม่น่าออกทีวี. ไม่มีประกายของความเป็นดารา มันก็ไม่ได้ แต่ถ้าหุ่นเราสู้เด็กได้ หน้าตาดีสดใส มันก็จะมีอะไรให้เล่นตลอดเวลา คนก็จะคิดถึงเรา ไม่ใช่แก่ตามวัยไป เราเป็นนักแสดงนะเราต้องออกทีวี. แล้วทีวี.จอเอชดี ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว มันเห็นถึงทุกรูขุมขน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผมหันมาออกกำลังกาย วันหนึ่งลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง คำว่าอ้วนไม่ต้องเจอกันแล้วชาตินี้ จะออกกำลังกายไปจนวันตายหมายถึงว่าวันที่ไม่ไหวแล้วก็จะหยุด

การวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

เมื่อ 7 ปีที่แล้วเริ่มออกกำลังกายวิ่งทุกวันและฟิตเนสโดยการจ้างเทรนเนอร์ในช่วงแรก เพราะว่าเรายังทำไม่เป็น จนเราเป็น หลังจากนั้นก็เล่นเอง ทุกครั้งที่ออกกำลังกายจะมีการวิ่ง 40 นาที แต่ถ้าวันไหนเวลาน้อย ก็จะยืดเส้นยืดสายแล้วก็วิ่งอย่างเดียว วิ่งเป็นอะไรที่ทิ้งไม่ได้เลย มาค้นพบตัวเองว่าเป็นคนวิ่งเก่ง เหมือนได้มาจากพ่อ พ่ออายุ 83 ยังวิ่งอยู่เลย มันคงเป็นกรรมพันธุ์ วิ่งได้ทั้งวันเลยไม่หยุด แต่วิ่งเร็วไม่ได้นะ เพราะว่าเราอายุเยอะแล้ว แต่เราถึงเส้นชัยแน่ๆ

โปรเจกท์แห่งความภาคภูมิใจ

3 โปรเจกท์ใหญ่ คือ เก็บตกให้“พี่ตูน” วิ่งเส้นทางราชบุรีไปกาญจนบุรี ได้สี่ล้าน ครั้งที่ 2 เก็บตกต่อลมหายใจ เพื่อคนไข้ไอซียู โรงพยาบาลโพธาราม ได้มาสิบล้าน และครั้งที่ 3ได้สี่แสนกว่าบาท คือเก็บตกให้พี่น้องลาวที่อัตตะปือภูมิใจมาก คือเราเห็นพี่ตูนวิ่ง เราก็มีความรู้สึกว่าคนบ้าอะไรวิ่งออกมาแล้วคนสนใจขนาดนี้ แล้วอีกอย่างคือมันได้ประโยชน์ที่เอาเงินไปช่วยเหลือโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเราวิ่งเก่งนะ แต่ศักยภาพเราไม่เท่าพี่ตูน และถ้ามีคนสนใจเราก็ดี แค่คิดเฉยๆ ก็เลยลองดูไม่ได้ไม่เป็นไร แค่คนออกมาถ่ายรูปเซลฟี่กับลุงหน่อย ไม่มีตังค์ยื่นให้ไม่เป็นไร แต่แชร์รูปให้ก็ได้บุญแล้ว เพื่อให้คนรู้ว่าเราวิ่งเพื่ออะไร เราก็ลงเพจของเราด้วย คนก็ออกมาเยอะมาก คนโพธารามออกมาเต็มหน้าโรงพยาบาลเลย เราปลื้มจนน้ำตาไหล มันเหมือนพี่ตูนน้อยๆ

หวังต่อยอดสู่การเมืองหรือเปล่า

เคยมีคนถามเหมือนกัน ว่าทำแบบนี้ทำไม หาเสียงเหรอ จะไปเล่นการเมืองเหรอ ถ้าผมทำอย่างนั้น ไม่ต้องเลือก แปลว่าตระบัดสัตย์เป็นคนไม่ดี หวังเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่ทางเลยครับ คือเราเป็นดารานักแสดงเงินรายเดือนเราเยอะกว่า สส.อีก เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลย ไม่มีการทำเพื่อกรุยทาง เราเป็นคนที่ชอบอ่านข่าวดูข่าวใครเป็นคนยังไง เป็นคนที่รับรู้ข่าวสารรอบตัวใครถามอะไรต้องตอบได้ แต่ไม่ใช่รู้แล้วเพื่อที่จะไปลงเล่นการเมือง

ธุรกิจร้านอาหารครัวลุงรงค์

ก็โอเคนะครับ คนจะเยอะตอนเสาร์-อาทิตย์ วันธรรมดาก็มีคนแหละ แต่ว่าก็ไม่ได้กำไร ค่าใช้จ่ายเราเยอะ พนักงานเยอะ มันจะได้ตรงเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ที่เราวิ่งให้กับพี่ตูนมา บวกกับว่าอาหารเราก็อร่อยด้วย หมูหันอร่อยมากนะ ต้องไปลอง (ยิ้ม) เสาร์-อาทิตย์คนเดินเหมือนตลาดนัด เปิดมาปีกว่าๆ เราลงทุนก็จริง แต่ว่าเป็นของกงสี ครั้งแรกเราลงและเรียกพี่น้องมาเลยว่าเราจะทำระบบหาร เหลือเท่าไหร่หารโดยเราหารด้วย พี่น้องไม่ต้องลงอะไรเลย เป็นธุรกิจในครอบครัวที่ทำเพื่อทุกคน เราบอก “ตาตี๋” กับ “ยายณี” พ่อกับแม่ว่าต้องมีวันครอบครัวทุกวัน ถ้าเป็นลูกครอบครัวอื่นเขาจะมากันช่วงปีใหม่สงกรานต์ แต่ตาตี๋ยายณีเห็นหน้าลูกหลานครบทุกวัน จึงได้บอกว่าครัวลุงรงค์เป็นวันครอบครัว 365 วัน

คุณพ่อสไตล์ลุงรงค์

อยู่กับบ้านเราไม่เคยเล่นตลกกับลูกเลย ไม่เคยพูดตลกกับเมีย ไม่เคยตลกที่บ้าน จะซีเรียส เป็นคนชอบซีเรียสเวลาอยู่ที่บ้าน แต่ชีวิตจริงเป็นคนตลกอยู่แล้ว อาจจะด้วยความเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นสามีเป็นพ่อของลูก ก็เลยไม่สามารถที่จะไปเต้นแร้งเต้นกาในบ้านได้ สำหรับลูกๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงนะ “ใบเฟิร์น” ได้ดั่งใจอยู่แล้ว เพราะว่าเป็นเด็กไม่ไร้สาระ หมายถึงในด้านรับผิดชอบชีวิตและพ่อแม่เขาก็ดูแล ตั้งแต่ทำงานมาเขาไม่เกเรไม่ทำอะไรที่ทำให้พ่อไม่สบายใจ แต่ตัวเล็ก “แฟรงค์เฟิต” ยังเด็กมาก ที่บ้านสปอยกันมาก เฟิร์นก็สปอยน้อง เพราะว่าเป็นลูกคนเล็กและห่างจากเขา 17 ปี แต่ว่าไปเราเองก็ตามใจเขาเหมือนกัน (ยิ้ม) คือเป็นผู้ชายคนเดียวที่หลงมา ก็เลยจะตามใจเป็นพิเศษ อยากได้อะไรก็ได้หมด อย่างเฟิร์นบางทีเราก็แอบนึกนะว่าเขาไปได้ความตลกมาตอนไหนเวลาที่เขาแสดงบางสิ่งบางอย่างเรารู้สึกว่า เออเหมือนเราเลย จะให้เราไปจับมือสอนคือไม่มีเลย เพราะถ้าจะไปซ้อมตลกไปหัดเต้น เราจะหลบครอบครัว ญาติพี่น้องพ่อแม่เราก็ให้เขาเห็นบนเวทีเอง หมายถึงสมัยก่อนนะครับ คือไม่เคยเล่นตลกให้เขาเห็นเลย แม่กับพ่องงมากว่าลูกไปเป็นนักแสดงตลกได้ยังไง ที่จริงเราจะตลกมากเวลาอยู่กับเพื่อน “ไอ้เหลี่ยม” มาเมื่อไหร่ฮาเมื่อนั้น เมื่อก่อนอยู่บ้านนอกชื่อเหลี่ยมเพื่อนตั้งให้ (ยิ้ม) เราเล่นมุขปล่อยงูตั้งแต่ ม.3 พ่อแม่ไม่รู้เลยว่าเราเล่นตลกได้ เพราะว่าเราไม่เคยเล่นให้เขาดู อยู่ๆ เรามาทำตลกให้แม่ดูได้ยังไง ตี 3 เราต้องตื่นไปขายสับปะรด ยังจะมานั่งตลกให้แม่ดูอีกมันเกินไป พ่อแม่มารู้ตอนที่เราเป็นตลกแล้ว

เส้นทางสู่นักแสดงตลก

หนีมาครับ (ยิ้ม) อันที่จริงบ้านเราก็ไม่ใช่ว่าจะจนหรือว่ารวยล้นฟ้านะ กลางๆ เป็นพ่อค้าแม่ค้ามีรถกระบะคันหนึ่งก็ไปขายของตามตลาดนัด เราก็ได้ช่วยที่บ้าน คือเราอยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าจะเป็นตลกต้องไปกรุงเทพฯ เราคิดว่าเราต้องเป็นหนึ่งในนักร้องนักแสดงตลกดาราให้ได้ แต่จะบอกน้องๆ หนูๆ ใครที่อ่าน คืออย่าทำตามนะ เพราะว่ามันไม่มีใครประสบผลสำเร็จได้ทุกคน ด้วยความที่เราเป็นคนที่ตลกมาก เวลาอยู่กับเพื่อน พอไปอยู่กับวงดนตรีลูกทุ่งสมัยก่อน เราพูดหลังเวทีเขาก็ฮาขำแกล้งคนนั้นอำคนนี้ ก็เลยได้ไปเป็นตลกก็ยาวเลย ตั้งแต่เป็นตลกมาก็ก้าวเดินอยู่ตลอดเวลา ขนาดยังไม่มีชื่อเสียงนะงาน 7-8 ที่ จตุรงค์แต่งเป็นผู้หญิงแล้วฮามาก สมัยอยู่คณะ “อิสระเดือนเพ็ญ” และตลกเมื่อก่อนมันต้องมีชื่อตลก แต่เราบอกว่าไม่จำเป็นครับ ผมขอใช้ชื่อจตุรงค์ เราก็เป็นคนดื้อๆ คนหนึ่ง เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องเอาชื่อที่มันฟังดูตลกกว่านี้ นักข่าวมาถามเราก็บอกว่าผมชื่อจตุรงค์ พ่อแม่ตั้งให้ครับ ถ้าอยากดูตลกเดี๋ยวผมเล่นให้ดู คือต่อให้ชื่อตลก แต่เราเล่นไม่ตลก ยังไงมันก็ไม่ตลก ก็เลยใช้ชื่อจตุรงค์มาตั้งแต่บัดนั้น

ไร้รูปแบบและเอกลักษณ์

ไม่มีเอกลักษณ์อะไรเลย ก็เล่นเป็นสาว “ไม่เอาไม่พูด” มันดังของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจ คือเราก็เล่นก็พูดของเราไปแล้วมันโดน ไม่เคยมีรูปแบบไม่เคยมีแพทเทิร์น ขอให้เราได้ขึ้นไป เราก็พร้อชนได้หมด ส่วน“ไม่กินเผ็ด” นั้นเป็นเพลงซึ่งอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าคณะ “อิสระเดือนเพ็ญ” เป็นคนแต่ง ก็ดังอีก ขายได้เกือบหกหมื่นตลับ สมัยนั้นก็ถือว่าเยอะนะ

ถูกมองว่าไม่แมน

คนมารอดูว่าเวลาแต่งหญิงแล้วเป็นยังไง แต่พอมาเป็นคณะจตุรงค์เราก็ไม่ค่อยได้แต่งหญิง แต่สมัยก่อนแต่งทุกวัน คือเอาไปพูดได้เลยว่าจตุรงค์เป็นตลกคนแรกที่เป็นผู้ชายมาแต่งหญิง ปกติคนอื่นเขาจะแต่งไม่สวย ทำฟันหลอเอาลิปสติกมาทาที่แก้มให้แดง แต่เราปฏิวัติตั้งแต่วันแรกเลย แต่งสวยติดขนตาใส่แฮร์เอาให้สวยไปเลย แบบที่ผู้หญิงเขาแต่งกัน แล้วคนก็คิดว่าเราเป็นกะเทย แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คือไม่ดีเหรอ คนที่เขาสนใจเรา และกล่าวถึงเราในฐานะที่เราเป็นนักแสดง อย่าให้คนลืมเรา มันเป็นหรือเปล่า นักร้องอยากพิสูจน์เยอะมาก (หัวเราะ) มันก็เหมือนยุคนี้ที่อัดคลิปอะไรในโซเชียลให้คนสนใจมารุมดู ยุคนั้นถ้าเราไม่แต่งสวย เราแต่งขี้เหร่แล้วขึ้นไปเล่น เขาก็ต้องคิดว่าอ๋อนี่ก็คือผู้ชายคนหนึ่ง แต่เราแต่งสวยแล้วดันเหมือนผู้หญิง คำพูดคำจาท่าทางนิสัยพูดเหมือนผู้หญิง คะขา สมัยก่อนไม่มี

ที่มาของนามสกุล “มกจ๊ก”

ผมเล่นตลกคาเฟ่อยู่ 12 ปี แล้วก็ขยับเข้ามาในทีวี. จนคาเฟ่ไม่ค่อยมีงาน เราก็เลยแยกย้ายกัน มีคณะตัวเองคือ “จตุรงค์ มกจ๊ก” เหลือเฟือ, ธงธง ก็อยู่คณะเราหมด แต่ด้วยความที่คณะตลกตอนนั้นมีเยอะมาก เราก็ไม่ได้เป็นคณะที่น่าจับตามองหรอก เป็นคณะดังคณะหนึ่งที่ขึ้นไปคนก็รู้จัก คือตลกดังแถวหน้ามี 10 คน เราก็อยู่ใน 10 แหละ “จตุรงค์ มกจ๊ก” ไม่ได้ใช้มาเป็น 10 ปีแล้วนะ ซึ่งมกจ๊กมันก็ไม่ใช่นามสกุลเราด้วย เป็นมุขที่เราพูดเล่นกันหน้าเวทีกับ “หม่ำ จ๊กม๊ก” ว่าถ้าเราดังเราจะไม่ใช้จ๊กม๊กหรอก เราจะใช้มกจ๊ก คนก็เลยจำ นักข่าวก็เอาไปเขียน ก็อย่างที่บอกว่าตลกไม่จำเป็นที่จะต้องมีชื่อตลก

ความสำเร็จในวันนี้

ยังไม่ได้สำเร็จอะไรเลย (ยิ้ม) เพียงแต่ทำไปแล้วครอบครัวมีความสุข เลี้ยงลูกเต้า ที่ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะว่าครัวลุงรงค์ จันทร์ถึงศุกร์คนยังไม่เยอะ (หัวเราะ) แต่เรื่องการแสดงอะไรเราอยู่ตัวแล้ว แต่จริงๆ คนวัยขนาดนี้พักได้ก็ดีนะ แต่พองานมันมา เงินใครไม่อยากได้ล่ะ ถ้าวันไหนที่ได้พักได้นอนเต็มที่ได้ฟิตเนส หรือหยุดสามสี่วันมันจะโอเคจะมีความสุขเพราะว่าเราอายุเยอะแล้ว อีก 5 ปีอย่าลืมนะ ถ้าเป็นข้าราชการเขาก็เกษียณแล้วนะ ยังไม่เคยพูดคำนี้กับลูกเลยกลัวจะพูดไปแล้วเขาบอกว่าก็เรื่องของป๊าสิ (หัวเราะ) พักหมายถึงว่าลูกต้องให้ตังค์เราด้วย แต่ถ้าพักแล้วไม่ได้ตังค์ก็ไม่อยากพัก ดังนั้นยังไม่พักดีกว่า

ถึงจะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่หลงตัวเอง

ลุงรงค์เนี่ยอย่าว่าจะมีแต่คนชอบเลย วิ่งการกุศลทำความดีให้ตายยังไงมันก็ยังมีคนไม่ชอบหน้า เรารู้จากโลกโซเชียลบางคนไม่ชอบด้วยหน้าตาโหงวเฮ้งด้วยการเล่นมุข ซึ่งเราก็แคร์นะบางที ก็เก็บคำพูดนั้นมาคิด แต่มันก็ไม่เยอะหรอก นานๆ จะเจอที เราก็อย่าเห่อเหิมตัวเองว่าคนรักเรา จงคิดว่าที่เราเดินไปซ้ายขวามีคนไม่ชอบเรานะ อันนี้เราก็ว่ากันไม่ได้ เพียงแต่ทำอะไรก็แล้วแต่ที่มันเป็นสิ่งที่ดีๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนไม่ว่าใครในเฟสไม่กดไลค์ใครด้วยคือถ้าเราไลค์ไปก็แปลกเลยนะลุงรงค์ไลค์เขาเพื่อประโยชน์อะไร

จากใจลุงรงค์ถึงแฟนๆ

ฝากบอกกับแฟนๆ ที่ดูลุงรงค์มาตลอดสำหรับคนที่ชอบลุงนะ ส่วนคนที่ไม่ชอบก็ดูไปเรื่อยๆ ลุงไม่มีพิษมีภัยหรอก กลับมาชอบลุงเถอะเพราะลุงเป็นนักวิ่งช่วยการกุศล (หัวเราะ) คนที่ชอบอยู่แล้วก็ดูไปเรื่อยๆ ลุงอาจจะมีอะไรแปลกๆ มาให้ดูอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณสำหรับการติดตามกันครับ

เป็นหลากหลายมุมชีวิตที่ตลกบ้าง ไม่ตลกบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตึงเครียดจนเกินไป ของจตุรงค์ พลบูรณ์ นักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยผู้ที่ไม่เคยหยุดความฮา

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : เปิดชีวิตอดีตเซ็กซี่สตาร์ ‘อ๋อย-สินาภรณ์ พิไลลักษณ์’

Published May 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/377496

Star Retro : เปิดชีวิตอดีตเซ็กซี่สตาร์ ‘อ๋อย-สินาภรณ์ พิไลลักษณ์’

Star Retro : เปิดชีวิตอดีตเซ็กซี่สตาร์ ‘อ๋อย-สินาภรณ์ พิไลลักษณ์’

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านมาหลากหลายบทบาทในวงการบันเทิง และถูกยกให้เป็นสุดยอดตัวแม่ของความเซ็กซี่ในนาม 3 บอมบ์ สำหรับ “อ๋อย-สินาภรณ์ พิไลลักษณ์” แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังความเซ็กซี่นั้น มีที่มาที่ไปที่น้อยคนจะรู้และเข้าใจ วันนี้เรามีความจริงที่เธอพร้อมจะเปิดเผยให้ทุกคนได้รับฟัง

บทบาทหน้าที่ในวันนี้

ปัจจุบันเป็นลูกน้อง “พี่ต๋อย” (ไตรภพ ลิมปพัทธ์) เป็นพีอาร์ค่ะ ทำมาสิบกว่าปีแล้วที่ “บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอดท์ จำกัด” มีรายการทูเดย์โชว์ และครัวคุณต๋อยที่ได้มาทำงานกับพี่ต๋อย ก็ด้วยความที่เราสนิทกับ “พี่แหม่ม” (เทพยุดา ศรียาภัย) พี่ต๋อยอยากจะได้พีอาร์ ซึ่งตรงนี้มันเกี่ยวกับสายสัมพันธ์มากกว่า โชคดีที่เราสนิทกับพี่แหม่ม เขาไว้ใจเรา ก็เลยดึงมา ตอนนั้นอ๋อยก็ผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยออกตัว มาอยู่กับพี่ต๋อยก็ไม่ค่อยออกสื่อ คนก็ไม่ค่อยรู้ จะรู้แค่ว่าอ๋อยยังอยู่นะ แต่เขาก็จะไม่ตามไม่อะไร เพราะเราบอกสต๊อป (หัวเราะ) ห้ามบอกเลยนะว่าเราอยู่ไหน เพื่อนฝูงชวนให้ไปเล่นละคร เราก็ไม่เอาแก่แล้ว ไม่อยากจะท่องบท เบื่อที่จะมาแสดง อาจจะด้วยอายุ คนอื่นเขาแฮปปี้กัน เพราะว่าเป็นงานที่เขารัก เราก็รักนะ แต่ว่าให้เล่นเราไม่เล่นแล้ว เพราะเราเป็นคนที่ไม่ค่อยรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวบ้าๆ บอๆ สมัยเป็นสาว เราอาจจะผ่านอะไรมาเยอะ แต่งเซ็กซี่ แต่ว่าทุกวันนี้เหรอ ใส่แบบแทบจะปิดคอหอย ตัวจริงไม่ได้เซ็กซี่เลย เรียกว่าซกมกก็ได้ (หัวเราะ) ก็เลยแอนตี้ แล้วเราก็ไม่อยากให้เขามารอเรา ปิดตายตัวเองในเรื่องการแสดงไปเลย เวลาที่เรารวมกลุ่มถ่ายรูปกันกับเพื่อนๆ แล้วมีคนจำได้ เราก็จะไปแอบข้างหลัง อารมณ์เหมือนหลบเจ้าหนี้เลยค่ะ

เจ้านายและเพื่อนที่ดี

อยู่กับพี่ต๋อยมาสิบกว่าปี ได้อะไรเยอะมากเลยค่ะ ได้ความรักความอบอุ่นของคนที่บอร์น พี่ต๋อยไม่เคยมาจู้จี้จุกจิกเลย สมัยที่อยู่ไอทีวี แล้วเกิดจอดำ 6 เดือน พี่ต๋อยเลี้ยงดูพนักงานทุกคน โดยที่ไม่เคยบ่นสักแอะนึง ถึงเดือนก็เงินเข้าจนเราอาย งานก็ไม่ได้ทำ เกรงใจมาก พี่ต๋อยไม่เคยมาพูดให้ลูกน้องหมางใจ เสียใจเลย บางทีเราก็แว๊บไปนู่นไปนี่ก็ไม่เคยว่า แต่เราก็ต้องมีสามัญสำนึก (หัวเราะ) ว่าเราเจอคนที่ดีแล้ว เราควรจะทำยังไง ก็จะไม่ไปไหนแล้วค่ะไล่ก็ไม่ไป ส่วนพี่แหม่มเขาเลิศหรูที่สุดแล้ว เราสนิทกันเพราะว่าเดินแบบมาด้วยกัน พอเขามีแฟน เราก็รู้จักแฟนเขา“คุณก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์” ซึ่งตอนนี้ก็มาเป็นนายเราพี่แหม่มก็กลายมาเป็นเมียนาย ถ้าเราเป็นแค่เพื่อน เราก็จะมีกัดกันบ้าง แต่พอเป็นเมียนายก็ไม่กล้ากัด (หัวเราะ) เพราะว่าควบหลายตำแหน่ง

ย้อนที่มา ก้าวสู่แวดวงนางแบบ

จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เข้ามาทำงานในวงการเป็นนางแบบ คือเพื่อนเรา “กาญจนา นิ่มนวล” เขาก็ดังนะ ก็ลากกันไปประกวด 10 ยอดนางแบบที่โชคชัย ปี 2524 ปีนั้นรู้สึกว่า “แหม่ม-อลิษา” จะได้ตำแหน่ง แล้วเราก็เดินแบบมาเรื่อยมี “พี่ตุ๋ย-นวลปราง” ด้วยนะ เขาดังมาก เราเป็นเด็กที่เข้ามาใหม่ ก็จะคอยแอบดูพี่เขา ปลื้มเขามาตั้งแต่ตอนนั้น คือเราเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เป็นเด็กสายน้ำผึ้งนะจ๊ะ (ยิ้ม) มาอยู่กับอา เขาส่งให้เรียนหนังสือแต่เราอยากหาเงินเอง ไม่อยากกวนผู้ใหญ่ ไปเดินแบบก็ไปแบบชุดนักเรียนนี่แหละ แล้วเขาก็ให้เราใส่แต่ชุดว่ายน้ำ ก็สงสัยนะ ชุดอื่นเราก็ใส่สวยนะ แต่พอมีชื่อเสียงจากการเดินแบบชุดว่ายน้ำ หลังจากนั้นก็ได้เดินแบบชุดบูติกชุดหรูๆกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่จะเกิดจากชุดหรูๆ ไม่น่าเป็นไปได้ เกิดจากชุดวาบหวิวก่อน เราไม่มีสิทธิ์เลือกว่าเราไม่เดินชุดว่ายน้ำ ไม่งั้นก็จะอด เรามีสิทธิ์เลือกแค่ว่าโป๊ได้แค่นี้ ถ้าเราปฏิเสธก็จะโดนหาว่าเรื่องมาก ไม่เกิดแน่นอน พอเราเริ่มรู้เรื่องในวงการแล้ว เราก็เข้าใจว่าเพราะเราเป็นแบบนี้ เขาถึงเลือกเรามาเป็นนางแบบประมาณนี้ คือหนึ่งเราไม่ใช่นางเอกสวยมากๆ ขายาว เพราะเราเตี้ย ขาไม่ได้ยาว ก็อยากจะเป็นนางเอกเหมือนกันนะแต่ไม่มีใครจ้าง (หัวเราะ)

ก้าวสู่จอเงิน

เรามาสายนางแบบชุดว่ายน้ำ จะว่าหุ่นดีไหม คือผิวขาวมากกว่าค่ะ แล้วด้วยอกเอวสะโพกเวลาถ่ายรูปเราก็จะโชคดี เพราะว่าเราถ่ายรูปขึ้น “อาน้อย-กมลวาทิน” เขาก็ติดต่อให้ไปเล่นหนัง ที่ได้เล่นหนัง อ๋อยก็มองว่าเป็นเพราะตัวเองถ่ายรูปขึ้นมากกว่า เขาดูจากหนังสือพิมพ์ เพราะมันจะมีลงทุกอาทิตย์ว่านางแบบเซตนี้เป็นยังไง ไปเดินที่ไหน เขาก็จะตาม เราก็สงสัยนะว่าตามเรามาทำไม จนกระทั่งเขาเอารูปมาให้ดู และเขาก็บอกว่าเป็นเพราะเราถ่ายรูปขึ้น ก็เลยจะติดต่อให้ไปเล่นหนัง นั่นก็เลยเป็นที่มาของการได้เล่นหนังเรื่อง “ปล้นลอยฟ้า” ของ “อาหลอง” แล้วก็มาเรื่อง “จงอางผงาด” ที่จะเด่นมากๆ เพราะว่าเรายืนแก้ผ้าเกาะขา “พี่บ๊อบ-ทูน” โปสเตอร์หนังจะติดอยู่ที่หน้าเฉลิมไทย (หัวเราะ) บางคนก็ว่าเราไปแก้ผ้าทำไม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นภาพวาด ที่เขาวาดมาเพื่อโปรโมท แล้วในหนังเราก็ไม่ได้มีฉากที่ต้องถอดเสื้อผ้าเลย อย่างเก่งก็กางเกงขาสั้นแล้วก็เสื้อยืด แต่มันกลายเป็นว่าเราเปิดตัวด้วยบทเซ็กซี่ ขาสั้นสายเดี่ยว ถือว่าโป๊แล้วนะ ชุดนอนแม้จะบางแต่อันเดอร์แวย์ข้างในเราใส่หมด เราต้องเซฟตัวเราเองหมด

ต้องพิสูจน์ตัวเอง

สมัยก่อนคนยังไม่ยอมรับ ถือว่าเป็นการเต้นกินรำกิน ไม่เหมือนสมัยนี้นะ แล้วการที่เราเป็นเซ็กซี่สตาร์เขาก็จะมองไม่ดี เขายี้เรา แต่มันเป็นเรื่องไม่จริง เราก็ปล่อยไป เราจะไปตอบทุกคำถามเป็นไปไม่ได้ แต่ถามว่าเรามาตรงนี้เราก็อยากเป็นนางเอก แต่เราดูแล้วว่า เราเซ็กซี่เป็นแบบนี้ เขาก็เลยให้เรารับบทแบบนี้ ประมาณนี้เราก็เลือกไม่ได้ เข้ามาวงการนี้แล้วต้องทำให้ดีที่สุด แล้ววงการนี้ทำให้มีเงินมีทองใช้ ดูแลครอบครัว จริงๆ ที่บ้านไม่ยอมรับนะ สมัยก่อนบ้านนอกเขาไม่ยอมรับ จะหาว่าเราไปเต้นกินรำกินหาเงิน แต่เราไม่ได้เสียใจน้อยใจนะ คือสังคมบ้านนอกเขาไม่รู้จริง เขาก็พูด ทาปากทาเล็บหน่อยก็ไม่ได้ ญาติเรายังด่าเราเอง แล้วเราจะไปมายด์ทำไมกับคนอื่น ก็ทำมาหากินต่อสู้ของเราไป จนทุกวันนี้กาลเวลามันก็บอกให้ทุกคนรู้ได้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เรามีเงินมีทองมีบ้าน แล้วเราก็ดูแลพ่อ-แม่เราได้ เขาก็เงียบไปเอง

ผลงานแจ้งเกิด

น่าจะเป็น 3 บอมบ์ ค่ะ ที่มาที่ไปของการมาเป็น 3 บอมบ์ คือว่าเราเป็นคนที่พอจะร้องเพลงได้ แล้วสมัยก่อนมันก็ไม่ใช่ว่าร้องเก่งนะ 3 โทน ดังมากตอนนั้น เราก็บอกว่าถ้าเราจะทำเราก็จะทำเหมือนเขา คือคนนั้นร้องท่อนคนนี้ร้องท่อนก็พอจะรอด ถ้าเผื่อคนเดียวทั้งเพลงคงไม่รอด(หัวเราะ) ก็เกาะกันไป เลยเกิดมาเป็น 3 บอมบ์ แล้วการที่เราจะไปแต่งตัวแบบมิดชิดเราก็คงจะขายไม่ได้ ก็ต้องใส่กางเกงขาสั้นแล้วก็ใส่ท็อปบู๊ตสูง มันก็จะโชว์ขาหน่อย แล้วคนคาดหวังว่าเราจะโป๊มากกว่านั้น คนก็เรียกร้องไม่รู้ว่าเขาผิดหวังกันไหมนะ แต่เราได้เงิน (ยิ้ม) อยากดู “พี่น้อย-ฉวีวรรณ” ก็ดูไป อยากดูรองนางสาวไทยก็ดู “พิมพิไล ไชยโย” มันก็ 3 แบบ แต่เราโชคดีที่ได้พิมพิไลเข้ามา เขาเป็นรองนางสาวไทยที่สวยด้วยมารวมกันคนก็งงว่ามาทำอะไรกัน ก็ออกเทปกันชุดเดียวแต่ว่า ก็ประสบความสำเร็จมาก ส่วนหนังเราก็เล่นเรื่อยๆ เล่นเยอะเหมือนกันค่ะบทบาทของเราคือจะเป็นนางร้ายเป็นดาวยั่วประมาณนั้น กับคำว่า 3 บอมบ์ภาพลักษณ์อาจจะมองดูไม่ดีในสายตาบางคน แต่ว่าเรามีกินทุกวันนี้ก็เพราะวงการนี้เพราะภาพ 3 บอมบ์ ถามว่าเราอยากจะโป๊ไหมเราก็ไม่อยาก แต่เขาก็อยากจะดูจังเลย (หัวเราะ)

บทบาทการเป็นผู้สร้างหนัง

มันเหมือนเป็นดวงเราค่ะ เราก็มีพรรคมีพวก เราก็หานายทุนให้เขาได้ พอหาให้ได้เขาก็ถีบหัวเราส่งเราก็งงว่าอะไร ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากทำนะ เราโมโหเราก็เลยทำจากที่เราไม่รู้เรื่อง รู้แต่ว่าเราเป็นดาราเล่นหนังเราก็เลยทำตามความเข้าใจของเรา ก็เจ๊งไม่เป็นท่า เจ๊งทั้ง 3 เรื่องเลยค่ะ แต่เด็กเกิดทุกคน หนังเจ๊งไม่เป็นไรช่างมัน คนก็คิดว่าเราได้เงินจากตรงนี้เพราะว่าเด็กเขาดัง แต่ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้สักบาท ไม่มีใครมาถามเราสักคำว่าหมดไปเท่าไหร่ แทบจะแทรกแผ่นดินหนี (หัวเราะ) แล้วก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาก็เพราะว่ามีเพื่อนนี่แหละค่ะลากมาทำงาน ซึ่งตอนนั้นยอมรับเลยว่าเข็ดมากไม่อยากออกไปไหนไม่อยากเจอใครและไม่คิดที่จะปั้นใครอีกแล้ว ก็เลยเฟสตัวเองออกมาเรื่อยๆ

เหมือนคนอกหัก

ก็เป็นไปได้คือเราเบื่อสังคม จนขนาดว่าเคยคิดที่จะออกจากวงการ มันก็เหมือนว่าทำไมเราออกไม่ได้ ก็คงจะเป็นเพราะว่าเรามีเพื่อนดี เราเจอคนดี เราไปเจอคนไม่ดีมันก็น้อยนิดกว่าคนดีๆ เราก็เลยกลับมาซึ่งเราก็มาเจอแต่คนที่ดีๆ แต่ถ้าจะให้เราผลักดันคนอื่นหรือปลุกปั้นคนอื่นเราไม่เอาแล้ว เข็ดเพราะว่ามันมีแต่ไม่ดีข่าวก็โจมตีเราไปเห็นใจเด็กก่อน แล้วเรียกมายันกันเราก็ไม่ยันสู้เขาไม่ได้ เราแก่แล้วจะไปสู้อะไรเด็กได้ล่ะ คนก็จะมองว่าเราโกหกเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก เราก็เลยถอยออกมาดีกว่า ท้อมากกับข่าวเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้คิดสั้นหรือว่าทำร้ายตัวเองนะคะเพียงแต่ถ้าตรงที่เราอยู่คนไม่ดีเยอะเราก็ถอยออกมาดีกว่ามาหาคนที่เขาดีกับเราและเราก็เจอแต่กลุ่มเพื่อนดีๆ

ความรักและมิตรภาพ

ก็เคยมีแฟนนะคะ เขาเป็นคนนอกวงการ เราก็รักกันดี แต่ครอบครัวเขาไม่ได้รักเราเพราะมองว่าเราเต้นกินรำกิน ก็เลยจำเป็นที่ต้องเลิกกัน ไม่คิดที่จะคบคนในวงการ ไม่มีคนในวงการมาจีบเลยหรืออาจจะเป็นเพราะว่ากลัวกันเองมั้งในรุ่นเรานะ แต่รุ่นใหม่เขาจะเป็นแฟนกันเอง ทุกวันนี้ชีวิตก็แฮปปี้ดีนะ ตอนเป็นสาวเราเลือกเยอะด้วย ตอนนี้แก่แล้วก็เลยไม่รู้จะเลือกยังไง (หัวเราะ) ไม่มีให้เลือกแล้วค่ะ ก็อยู่คนเดียวดูหลานเลี้ยงหลาน และอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท “พี่แหม่ม-เทพยุดา” “พี่แหม่ม-เนาวรัตน์” “พี่ตุ้ม-รสริน” แต่กับพี่ 2 แหม่มจะไปไหนด้วยกันบ่อยที่สุด อายุอานามก็ใกล้กันแต่เราให้เกียรติที่พี่เขาเข้าวงการมาก่อน

ใช้ชีวิตแบบสมถะราบเรียบ

ที่ผ่านมาอ๋อยก็กลับมาเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีก็มีหมอซึ่งเป็นผู้มีพระคุณเขาจ้างให้ไปเรียนนิติศาสตร์ คือเขาถึงขั้นต้องจ้างเพราะคิดว่าเราจะเรียนไม่จบ แต่สุดท้ายเราก็เรียนจบค่ะ วิชาที่ให้เรียนมันยากนะเพราะว่าเป็นกฎหมายเขาก็คิดว่ายังไงเราก็เรียนไม่จบแน่นอนที่ไหนได้เราก็เรียนจบ สินาภรณ์ จบนิติศาสตร์ รามคำแหง ภายใน 6 ปีนะคะ อ๋อยเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบติดดิน ไม่หรูหราฟู่ฟ่า บางคนจะบอกว่าดารานางแบบจมไม่ลงชอบใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้น เราระวังตัวเองมาตลอดหรือว่าเราอาจจะโชคดีหน่อยที่เราไม่ได้ตกแบบสุดๆ พอตกหน่อยก็มีอะไรมารองรับเราเหมือนเราทำงานกับพี่ต๋อย พี่ต๋อยก็เลี้ยงดูเรามาสิบกว่าปี เหมือนเรามีเพื่อนดีมีนายดี ถ้าไม่ได้มาเป็นนักแสดงนางแบบอ๋อยก็คงจะอยู่บ้านนอกทำไร่ทำสวนใช้ชีวิตสมถะ พอเรามีเพื่อนในวงการเขาก็เลยดึงเราไปทำงานด้วย แต่ที่เรียนมาก็ยังไม่ได้ทำอะไรนะไปสอบตั๋วทนายอยู่ยังไม่ได้สักที ก็ไม่แน่นะอายุ 60เราก็น่าจะสอบได้และผันตัวเองไปอยู่อีกที่หนึ่งก็ได้แต่พี่แหม่มไม่ยอมให้ไปไหนนี่สิ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาที่เพื่อนๆ เขามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับกฎหมายก็จะมาถามเราเราก็เป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนได้ ตอนนี้เป็นทแนะค่ะยังไม่ใช่ทนาย

ดีกรีความเซ็กซี่ในปัจจุบัน

ดูเอาเองเลยค่ะว่ายังมีอยู่ไหม ปิดซะขนาดนี้ คือที่เราเซ็กซี่เพราะว่าเราอยากได้เงินแต่ว่าตัวตนจริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ ชอบแต่ตัวอะไรแบบไทยๆ ภาพที่ทุกคนเห็นหน้าจอในอดีตกับปัจจุบันนี้เรียกว่าคนละอย่างเลย ก็กลัวเขาจะผิดหวังไงคะเลยไม่อยากออกสื่อ(หัวเราะ) แล้วจะบอกว่าทุกวันนี้ไปไหนมาไหนยังมีคนจำได้นะ บางทีเราแต่งตัวหน้าตาซกมกเขาก็มาทักว่าพี่เป็นดาราหรือเปล่า เราแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี กลัวเขาจะพูดกลับมาว่าอู๊ย! ทำไมซกมกจังเลยทำไมตกอับจังเลย กลัวคำนี้คือฉันไปก่อนดีกว่า ซึ่งขอบอกผ่านตรงนี้เลยนะคะว่า อ๋อยยังอยู่ดีสบายมีความสุขใช้ชีวิตแบบสบายชิลมาก แต่ที่แต่งตัวแบบนี้ก็เพราะว่าเป็นความชอบส่วนตัว เราเป็นคนที่ไม่ได้สนใจในเรื่องความสวยความงามไม่เหมือนพี่แหม่มที่เขาจะสวยปิ๊งตลอดก่อนออกจากบ้านเขาก็จะชอบจับให้เราแต่งตัวแต่งหน้า

ผู้นำเสียงหัวเราะ

เป้าหมายในชีวิตตอนนี้คิดว่าแฮปปี้แล้วนะ ก็คงจะไม่ทำอะไรแล้ว เราเตรียมเคานท์ดาวน์แล้วว่าอีก 5 ปีเราก็ 65 ทำไมเร็วจังเลย เพิ่งรู้ว่าไม่มีเวลาให้ใครแล้วขอให้เวลากับตัวเอง (หัวเราะ) ไม่มีอะไรที่จะทำที่จะห่วงแล้วค่ะ แค่เอาตัวเองให้รอดก็พอ ไม่กล้ามองใครด้วยและคงไม่มีใครกล้ามาจีบมารักเราจริงในวัยขนาดนี้เขาไปเลี้ยงดูเด็กน่าจะดีกว่า อ๋อยเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียดหรอกค่ะ ขนาดว่าทำหนังเจ๊งไป 3 เรื่องก็ยังหัวเราะยิ้มได้อยู่ดี แต่ก็จะยิ้มจะหัวเราะเฉพาะในกลุ่มนะ กับคนข้างนอกเราก็จะไม่คุยไม่อะไร คือถ้าไม่สนิทเราไม่กล้าเปิดใจคุยในกลุ่มเพื่อนเขาก็จะชอบให้เราขุดเรื่องขำๆ ในอดีตขึ้นมาคุยอยู่นั่นแหละ อดีตเราอ่ะเยอะ แต่เราชอบเอามาทำให้เป็นเรื่องตลกมันก็เลยสนุก ไม่รู้จะเครียดไปทำไมเดี๋ยวโรคภัยถามหา

เป็นการสนทนาที่วงเล็บเสียงหัวเราะไว้มากที่สุด แม้เรื่องราวชีวิตที่บอกเล่าจะเป็นเรื่องที่หนักแต่อดีตนักแสดงนางแบบเซ็กซี่สตาร์ตัวแม่ในตำนาน“อ๋อย-สินาภรณ์ พิไลลักษณ์” ก็ยังคงยิ้มรับ กับทุกเรื่องราวในชีวิต

กุหลาบสีเงิน

%d bloggers like this: