star Retro

All posts tagged star Retro

Star Retro : พิสูจน์ฝีมือผู้จัดฯ ทายาทคนบันเทิง ขวัญ-พิมพ์อัปสร เทียมเศวต

Published April 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/374542

Star Retro : พิสูจน์ฝีมือผู้จัดฯ ทายาทคนบันเทิง  ขวัญ-พิมพ์อัปสร เทียมเศวต

Star Retro : พิสูจน์ฝีมือผู้จัดฯ ทายาทคนบันเทิง ขวัญ-พิมพ์อัปสร เทียมเศวต

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายคนพยายามค้นหาตัวเอง สิ่งไหนที่ชอบและใช่ จนทำให้มองข้ามสิ่งใกล้ตัว เช่นเดียวกับทายาทคนบันเทิง “ขวัญ-พิมพ์อัปสร เทียมเศวต” ที่วันนี้เธอค้นพบและตอบความเป็นตัวเอง ผ่านงานละครที่เธอรัก ในฐานะผู้จัดละครช่อง 7HD

ตอบโจทย์ความเป็นตัวเอง

ก่อนหน้านี้ขวัญไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับกองถ่ายเลยค่ะ เพราะเราโตมาในกอง เหมือนอยู่จนเบื่อ จากเล่นสนุก จนไม่รู้จะทำอะไร เมื่อไหร่แม่จะถ่ายเสร็จ เราก็รู้สึกว่าอยากจะไปทำอย่างอื่นที่เราไม่เคยสัมผัส พอเรียนจบก็ไปเป็นแอร์อยู่ 3 ปี แล้วก็มาเรียนต่อปริญญาโทไปสนุกสนานกับชีวิต ไปทำมาร์เก็ตติ้ง ทำแบรนดิ้งเยอะแยะมากมาย แต่เรารู้สึกว่าสักวันหนึ่งเราต้องทำอะไรที่เป็นของตัวเอง แต่เรายังไม่รู้หรอกว่าทำอะไร ก็เรียนรู้ไปเรื่อย เจอคนเก่งๆ เราก็อยากจะเรียนรู้จากเขาเรียนรู้ว่าตัวเองชอบงานแบบไหนไม่ชอบงานแบบไหน มันก็ตบๆ สโคปตัวเองเข้ามา เหมือนทุกอย่างมีเวลาของมัน จากที่เราไม่เคยตั้งใจ แต่มันประจวบเหมาะ ที่เราได้มีโอกาสมาทำละคร แล้วเราก็รู้สึกว่า อ้าว! ไม่เห็นเคยคิดจะทำละครเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะชอบ เพราะว่าเราชอบทำงานที่ไม่เบื่อ ไม่จำเจ ละครก็ตอบโจทย์ตรงที่ว่า แต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกันเลย และเราก็ได้ทำงานกับคนใหม่ๆ เริ่มนับหนึ่งใหม่ ค้นคว้าใหม่ ละครพาเราเข้าไปรู้จักกับโลกของคนพิการ โลกของคนติดยาเสพติด พาเราย้อนยุคไป คือเยอะแยะมาก ที่เราไม่เคยสัมผัส เราก็สนุก ท้าทายเราเพราะไม่ใช่แค่การทำละคร แต่มันคือการคุมทุกอย่าง การดึงเอาศักยภาพ ไม่ว่าจะจากเพื่อนร่วมงาน ทีมงาน นักแสดงผู้กำกับ เราต้องทำยังไง เขาถึงจะมาร่วมงานกับเราด้วยใจ คือเงินมันก็ส่วนหนึ่ง พอทุกคนเต็มที่ งานมันก็จะออกมาสมบูรณ์ เราก็เรียนรู้ ผิดบ้าง ถูกบ้างกันไป ตอนที่เริ่มทำนั้นขวัญก็ยังเด็ก อายุ 20 กว่าเอง แล้วคนที่มาร่วมงานกับเรา ก็คือจะเป็นพี่คนนั้นคนนี้ซึ่งเราเคยดูละครเขา แล้วพอมาตอนนี้ เรามายืนอยู่ใกล้ๆ เขา เราก็ตื่นเต้น เราอยากเก่งแบบเขา ก็เลยก้มหน้าก้มตาทำไปเรียนรู้ไป อยากเก่งๆ มันก็ทำมาเรื่อยๆ ค่ะ

ผลงานปัจจุบัน ‘นางทิพย์’

เตรียมตัวนานมากค่ะ สำหรับเรื่องนี้ อ่านนิยายแล้วรู้สึกอิน เราเห็นภาพ เลยอยากทำเป็นละคร ไม่รู้หรอกว่าเขาเคยทำมาก่อน แค่เรารู้สึกว่าเป็นนิยายที่ดี ทรงคุณค่า เลยอยากถ่ายทอดออกมาเป็นละคร ทั้งที่ถ้าพอมาทำแล้ว มันจะยาก เพราะมีเรื่องของปรัชญา ศาสนา เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก ท้าทายมาก เพราะว่าหนึ่ง เราไม่เคยทำแนวนี้ สองเรารู้เลยว่าเป็นเรื่องที่ทั้งเรา และคนดูจะได้อะไรเยอะมาก ใจหนึ่งเหมือนจะกลัวว่าจะทำได้ไหม เพราะว่าเป็นอะไรที่ใหม่ หลากหลายมาก ทั้งเรื่องซีจี นักแสดงเยอะมาก นางเอกต้องหลายคน แต่พอกลัวแล้ว เราก็สนุก ไม่ชอบทำอะไรที่มันเหมือนเดิมด้วยก็มาคุยกับช่อง กับผู้ใหญ่ ซึ่งก็น่ารักมาก เราทำละครมาประมาณหนึ่ง แต่ว่าเราก็ไม่ได้มีประสบการณ์มาเป็นสิบปี เหมือนผู้จัดหลายๆ ท่าน แต่เราก็มีมุมมองเป็นอีกหลายๆ แง่ ในเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ทางมีเดียและช่อง 7 ให้โอกาสและเชื่อใจเรา รวมถึงนักแสดง พอเราบอกว่าขอนางเอกเป็น 3 คนทางผู้ใหญ่ก็ยอมให้ความฝันของเรามันเป็นจริง คือได้ “มิน-ปุ๊กลุก-มุกดา” นักแสดงก็ไว้ใจเรา เราต้องทำให้เต็มที่ศึกษาทั้งเรื่องพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย เพราะขวัญก็ไม่เคยทำพีเรียดมาก่อน โชคดีมีที่ปรึกษาหลายท่าน มีทีมงานที่เขาก็มุ่งมั่นค้นคว้าไปกับเรา ก็เลยสนุกและออกมาเป็นนางทิพย์ได้สำเร็จค่ะ

ผลงานลำดับที่ 10

ที่ผ่านมา ขวัญทำละครยาวมาหลายเรื่องมี สาวน้อยร้อยเล่มเกวียน, รักร้อยล้าน, วีรบุรุษกองขยะ, คีตโลกา, ปลาหลงฟ้า, เขยใหญ่สะใภ้เล็ก, ลูกไม้ไกลต้น, สุดรักสุดดวงใจ, แม่อายสะอื้น แล้วก็ นางทิพย์ซึ่งเป็นละครเรื่องที่ 10 อ้าว! 10 แล้วเหรอไม่รู้ตัวเลย (ยิ้ม) ทำมาด้วยความสนุก ก็มาเรื่อยๆ เรื่องต่อไปคือ “หลงเงาจันทร์” เป็นรีเมคอีกแล้ว แต่คำว่ารีเมคเนี่ยไม่ใช่ความตั้งใจเลยนะคะ แต่ว่าเวลาคนถาม ก็มักจะไปให้ความสำคัญกับคำว่ารีเมค จะสู้ของเก่าได้เหรอ เราไม่มีความกดดันที่ว่าเราจะต้องทำให้ดีกว่าเขา เพราะขวัญรู้สึกว่าเขาก็ทำดีของเขา เราไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำออกมาเป็นยังไง แต่รู้ว่ามันคือดีที่สุดของเราในแบบที่เราชอบ แบบที่เรารัก พอเราผ่านประสบการณ์ เราก็จะรู้แล้วว่าบางทีสิ่งที่มากดดันสิ่งเดิมๆ เหมือนเราก้าวข้ามผ่านมันมาแล้ว เราก็จะไม่กดดันเรื่องเดิม แต่อย่างเรื่องนางทิพย์ เราอาจจะกดดันที่มีซีจี ดราม่าไม่กดดัน หรือแม้แต่คำชมคำวิจารณ์ในโลกโซเชียล มันก็ดีตรงที่ว่าเราได้เห็นความคิดเห็นคนเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญไม่ว่าจะทุกสาขาอาชีพ ขวัญว่าก็ต้องพิจารณา ถ้าเขาติตรงนี้แล้วเราวิตกไปหมด เราก็ไปต่อไม่ได้ หรือบางที อันนี้ใช่เลย อันนี้เห็นด้วย ไม่โอเคจริง เราก็ต้องปรับปรุง

ที่ปรึกษาคนสำคัญ

แรกๆ คุณพ่อ (สรพงษ์ ชาตรี) คุณแม่ (ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) ช่วยเยอะค่ะ เพราะเราก็งงงันมาก ไม่รู้เรื่องอะไรเลย คุณพ่อคุณแม่จะช่วยในพาร์ตศิลปะ ท่านเป็นนักแสดงมาตลอดชีวิต เป็นวิชาชีพ คุณแม่จะช่วยเรื่องของบท คือเขาเจอบทมาเยอะมาก เราเองก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก แม่จะมีบทเต็มบ้านเลย ด้วยความที่เราเป็นลูกคนเดียว เราก็อ่านมันทุกเรื่อง อ่านบท ต่อบท มันก็ซึมโดยที่เราไม่รู้ตัว คุณพ่อก็ช่วยในเรื่องเทคนิคต่างๆ แต่แน่นอนว่าเราเป็นผู้จัด สโคปงานมันมากกว่านั้น เหมือนเรามีบริษัทตัวเองทำทุกอย่าง บัญชีก็ทำ นักแสดงเราก็ต้องดู คือเราต้องซื้อใจทุกคน กับคุณแม่ ที่เห็นคุณแม่มากองทุกเรื่อง ก็เพราะว่าคุณแม่มีงานประจำคือเป็นแอ๊กติ้งโค้ชของกองค่ะ ไม่ได้มาเที่ยวนะ คือเราจ้าง จองตัวคุณแม่ทุกเรื่อง เรารู้สึกว่าในเมื่อมีคุณพ่อคุณแม่เป็นนักแสดง เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะละเอียดทุกเรื่อง รวมไปถึงการแอ๊กติ้งด้วย ซึ่งนักแสดงเขาก็แฮปปี้ บางทีเขาก็มีประสบการณ์มาแล้วล่ะ แต่ว่าพอมาเข้ากองเรา เขาก็จะเข้าใจลึกซึ้งไปในตัวละครที่เขาเล่นอีก

สไตล์ผู้จัดในแบบของขวัญ

ตอนแรกเราไม่รู้หรอกค่ะ การที่เราทำงานศิลปะ อะไรเราจะต้องมีลายเซ็นของตัวเอง แต่ ณ ตอนนั้นมันไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น เราคิดว่าเราเต็มที่เวลาทำงาน สุดท้ายงานมันมาปั้นเราให้รู้ตัวว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้ดี หรืออันนี้คือสิ่งที่ทำไม่ได้ดี ต้องพัฒนาตรงนี้ สิ่งที่เราถนัดสิ่งที่เราชอบคืออะไร ก็พยายามลองทำละครหลายแนว อะไรที่ทำได้ อะไรที่ชอบ ก็ปั้นเรามาเรื่อยๆ รวมถึงนักแสดงและคนดูด้วย ทุกคนเป็นกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน บางทีที่เขาคอมเม้นท์แล้วเรารู้สึกว่ามันจริง มันสอนเราหมดเลย แต่เราก็ต้องพิจารณาว่าอันไหนที่เอามาเป็นประโยชน์ได้ มันก็หล่อหลอมมาเรื่อย จนทำให้รู้ว่าเราชอบทำดราม่า ตั้งแต่เด็ก ขวัญไม่อ่านการ์ตูนกุ๊กกิ๊ก จะชอบอ่านอะไรที่ผจญภัยดราม่า โดยที่เราก็ไม่รู้ตัวหรอก และพออ่านนิยายก็ไม่ค่อยเลือกอ่านแนวกุ๊กกิ๊ก เราจะตั้งมาตรฐานว่าคนเราดูละครเรื่องหนึ่ง เราก็มีเวลจำกัดนะ แน่นอนว่าละครก็ต้องให้ความสุขผ่อนคลาย แต่เขาต้องได้อะไรด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นอะไรที่เครียดนะค่ะ ซึ่งเราก็จะทำภายใต้โจทย์ของเรา

ผูกขาดผู้กำกับ“ปัญญา ชุ่มฤทธิ์”

คือน้าญาเป็นน้องคุณแม่ค่ะ กว่าที่น้าญาจะมาเป็นผู้กำกับ เขาผ่านทุกอย่างในกองนะ บทบาทแรกของเขาคือเสิร์ฟน้ำมั้งคะ เขายิ่งกว่าเราอีก เราไปกองถ่ายเราไปวิ่งเล่นเข้าฉากบ้างเป็นตัวประกอบบ้าง เคยเล่นละครตอนเด็กๆ แต่เราไม่เคยเสิร์ฟน้ำไม่เคยลากสายกล้องน้าญาทำมาหมดทุกอย่างเขาได้เรียนรู้เขาก็จะเข้าใจว่าในแง่ของช่างภาพต้องการอะไรยังไง หนังก็ผ่านมาแล้ว เทคโนโลยีกล้องซึ่งเราต้องพึ่งเขามากก็เลยมาเติมเต็มกัน แต่ว่าถ้าเราเห็นอะไรที่ต่างกันไม่ว่าจะหลานกับน้าก็ตามมันก็จะไปด้วยกันไม่ได้ แต่นี่เราดันเห็นเหมือนกัน พอเวย์ในการทำงานเราเหมือนกัน ก็เลยง่าย ยิ่งพอเป็นน้าหลาน ก็ยิ่งง่ายเข้าไปอีก เขาเป็นผู้กำกับที่ฟังเรา เหมือนกันเราก็ฟังเขาเลยกลายเป็นว่าทำงานกันแล้วลงตัว

ในหนึ่งวันของขวัญ

ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่กับกองถ่ายเป็นหลักค่ะ รู้สึกว่าเราจะเก่งแบบไอดอลของเราไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้จริง ไม่เข้ากอง นักแสดงจะบอกว่าชอบเล่นละครกับขวัญ เพราะว่ามีอะไรบอกได้ อย่างขวัญทำงานกับนักแสดงในนางทิพย์ น้องๆ เขามีอะไร ก็จะคุยเลย เสนอไอเดียว่าจะทำอย่างนี้นะ เขาก็สนุกไปด้วย เพราะว่าเขาได้มีส่วนร่วมในละคร การทำงานก็เหนื่อยแหละ แต่ว่าสนุกค่ะ พอสนุกเราก็ลืมเหนื่อย ทุกวันอาจจะมีปัญหา แต่เราก็รู้สึกสนุกกับการแก้ปัญหา จนบางทีเวลามันผ่านไปเร็วมาก ปวดหัวก็ลืมนะ ถ้าเคลียร์งานตอนเช้าเสร็จ ก็ไปกองเลย และอยู่ยาวจนเลิกกอง เป็นกิจวัตรแบบนี้ เมื่อก่อนขวัญเคยทำงานอื่น ไม่เคยทำงานเดียวเลย คือทำควบคู่กันไปตั้งแต่สมัยเรียน แต่ว่า ณ ตอนนี้ก็เรียกว่าทำงานละครเต็มตัวเลย แต่เราก็รู้สึกว่าเราได้ทำหลายอย่างครอบคลุม

สถานะหัวใจ

มีคนที่เราคุยปรึกษาค่ะ (ยิ้ม) แต่ว่าเราก็เลือกชีวิตที่จะเป็นแบบนี้เต็มที่เลย เขาก็ต้องเข้าใจค่ะ (หัวเราะ) ต้องขอบคุณที่เขาเข้าใจ แล้วความเข้าใจไปในทางเดียวกัน หมายถึงว่าถ้าเราคบกับคนที่เรียกร้องเวลา หรือว่าเขาว่างไม่ทำงาน เราก็คงไปด้วยกันไม่ได้ หรือว่าถ้าเขาอยากจะมีครอบครัวมีลูก แต่เรายังสนุกอยู่เลย มันก็จะไปกันไม่ได้ ซึ่งขวัญก็ยังไม่อยากแต่งเขาอยากแต่งหรือเปล่าไม่รู้นะ (ยิ้ม) ความรักสำหรับขวัญคือความเข้าใจ สุดท้ายคือการที่เราได้เห็นเขาทำสิ่งที่เขาแฮปปี้ เขาก็มีความสุขที่เห็นเราได้ทำในสิ่งที่เราแฮปปี้ มีอะไรก็มาพูดคุยปรึกษามา แชร์ความสุขความทุกข์ด้วยกัน งานที่เขาทำไม่ได้มาทางละครเลยค่ะแต่ว่าก็มาเติมเต็ม คือเขาก็มีแนวที่เราไม่รู้ เราก็มีแนวที่เขาไม่รู้ ได้มาปรึกษากัน ต้องบอกว่ามันเป็นการคบกันของคนที่โตแล้ว ไม่ได้มุ้งมิ้งแบบเด็กๆ ไม่ได้รู้สึกว่าความรักจะขาดหายไป ความสุขของคนมันต่างกัน บางคนความใฝ่ฝันในชีวิตคือเป็นแม่บ้านมีลูกแล้วมีความสุข ซึ่งเราอาจจะมีความสุขก็ได้นะ ถ้าเรามีลูก อันนี้ไม่รู้ แต่ตอนนี้ความสุขของเราเป็นแบบนี้ เพื่อให้เราโตไปด้วยกัน เติมเต็มความสุขมากยิ่งขึ้น

ความในใจถึงแฟนละคร

ต้องขอบคุณคนดูนะคะ คือเราทำละครด้วยประสบการณ์ของเราประมาณหนึ่ง แต่ว่าเขาก็ยังมาสนใจผลงานของเราไม่ว่าเขาจะเสนอแนะชมอะไรเราก็รู้สึกว่าเขาช่วยให้เรารู้จักงานของเราให้เราไปต่อได้ถูกต้องมากขึ้น บางทีเราไม่รู้ใจเขาหรอกว่าอยากดูแบบไหน แต่เราก็พยายามสอดแทรกแง่คิด สุดท้ายกลับมาปรากฏเขาให้เราหมดเลย เราได้กลับมาอีกร้อยล้านอย่างก็ต้องขอบคุณจริงๆและซาบซึ้งมากบอกเลยว่าเราจะไม่ทำให้เขาผิดหวังตั้งใจเราอาจจะไม่ได้ทำทุกอย่างเพอร์เฟกท์อาจผิดพลาดตรงนี้เราก็เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กับคนดูมีอะไรใหม่ที่เราทำได้เราก็จะทำ ขอบคุณและสัญญาว่าจะทำดีที่สุดทุกเรื่อง เราอาจจะเหนื่อยแต่เราไม่ลดมาตรฐานแน่นอนค่ะ

นอกจากจะไม่ได้ละทิ้งความรู้สึกของคนดูแล้ว ยังใส่ใจในงานทุกเม็ด ซึ่งนั่นถือเป็นกำไรสำหรับคนเฝ้าหน้าจออย่างเรา ที่จะได้เสพงานคุณภาพจากผู้จัดสาวทายาทคนบันเทิง “ขวัญ-พิมพ์อัปสร เทียมเศวต”

กุหลาบสีเงิน

 

Advertisements

Star Retro : ย้อนเบื้องลึก ขุนพลเพลงพื้นบ้านจากปักษ์ใต้ ‘เอกชัย ศรีวิชัย’

Published April 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/373089

Star Retro : ย้อนเบื้องลึก ขุนพลเพลงพื้นบ้านจากปักษ์ใต้  ‘เอกชัย ศรีวิชัย’

Star Retro : ย้อนเบื้องลึก ขุนพลเพลงพื้นบ้านจากปักษ์ใต้ ‘เอกชัย ศรีวิชัย’

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประสบการณ์ล้วนต่อยอดสู่ความสำเร็จ แต่ใช่ว่าทุกคนจะใจเด็ดไต่เต้าถึงฝั่งฝัน บ้างล้ม บ้างกลัวที่จะก้าวนำ แต่สำหรับนักร้องจากแดนใต้ “เอกชัย ศรีวิชัย” ไม่หยุดที่จะฝัน และวันนี้เขาต่อยอดความฝัน สู่ผลงานสร้างสรรค์ ด้วยหวังสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของภาคใต้ ให้คงอยู่สืบลูกหลาน ผ่าน “หนังไทย”

“ปีนี้รายการทีวีของผมลดลงไปนิดหนึ่งครับ เมื่อก่อนเรามีงานหลัก 2 อย่าง คือพิธีกรรายการทีวี แล้วก็งานอีเวนท์ร้องเพลง แต่พอมีงานหนัง 3-4 ปีมานี้ ก็เลยไปลดทีวีลง แต่ว่าอีเวนท์ร้องเพลงยังคงเป็นหลัก เพราะถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงหลายชีวิตในครอบครัว งานหลักของผมก็คือร้องเพลง งานรองคือการทำภาพยนตร์ แล้วก็พิธีกร ตอนนี้มีรายการ “ดวลเพลงดัง” ทางช่อง 7 ครับ”

ผลงานกำกับฯ เรื่องล่าสุด

“เรื่อง “โนราห์” เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ที่ผมกำกับ เพราะคิดว่าถึงจุดที่อยากจะผลักดันสิ่งที่เรารักมากที่สุดในชีวิต เนื่องจากว่าวัฒนธรรมกับผมเดินคู่กันมาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นหนังตะลุง โนราห์ หมอลำ ก็เลยคิดว่าในระหว่างที่เรามีกำลัง และประสบการณ์ มันควรจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปใส่ไว้ในภาพยนตร์ เพื่ออัพเกรดสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้มันสากลมากขึ้น หลังจากที่เรื่อง “เทริด” เข้าฉาย ก็กวาดรางวัลเยอะ เป็นหนังที่ทุกคนดูแล้วเซอร์ไพรส์ว่าเป็นหนังที่ดี ก็เก็บความภาคภูมิใจว่าฉันทำสำเร็จแล้ว และวันที่เราลงไปภาคใต้ที่ลูกหลานรำมโนราห์ต่างๆ เราเห็นความคิดของเด็กเหล่านั้นเปลี่ยนไป คือกลับมาให้ความสนใจขนบธรรมเนียมประเพณีมากขึ้น เทริดที่เคยถูกวางไว้เรี่ยราดถูกวางไว้ที่สูง นั่นคือสิ่งที่เราอยากได้ คนไทยทั้งประเทศรู้จักคำว่าเทริดแล้ว เลยทำให้คิดต่ออีกว่า เมื่อสัญลักษณ์ทางการกราบไหว้บูชาถูกฝังหัวไว้ที่เด็กแล้ว เราควรจะทำเรื่องที่มาของสิ่งเหล่านี้ก็เลยเดินทางมาหาเอ็มพิคเจอร์ส มาคุยว่าผมอยากทำเรื่องโนราห์ เกี่ยวกับประวัติของโนราห์ แต่ว่าประวัติมันมีหลายคนที่เขียนนะ เราก็เลือกที่จะเล่าตำนานของ “พ่อขุนอุปถัมภ์นรากร” ซึ่งผมศรัทธาในตัวท่านมาก ก็เลยเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องโนราห์ ซึ่งเรื่องราวต่อเนื่องกันมาจากเรื่องเทริด แต่จะไปเล่าแบบไหนยังไงต้องไปดูกันในหนัง ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ปั้นนางเอกใหม่ ‘เจด-แองเจลิน่า โฟรม็องโต้’

วิธีการคิดของผมคือ คนไทย ลูกไทยหลานไทย ที่อยู่ในภาคใต้ มารับรู้เรื่องพวกนี้ มันเป็นเรื่องไม่แปลก แต่ถ้าเป็น “เด็กฝรั่ง” ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของไทยเลย และวันหนึ่งคุณมายอมรับมัน แสดงว่าของเราสุดยอดเลยและอิมแพ็กแรกที่ผมอยากเห็นก็คือ เขาไม่รู้ว่าบุคคลสำคัญต่างๆ นั่นคือใคร แล้วสิ่งที่เราจะได้ก็คือต้องการคนไม่รู้ไม่เห็นแบบนั้น และที่สำคัญคือเขาไม่ได้ซึมซับความเป็นไทย แต่เมื่อเขาซึมซับแล้วเขารัก

ดันลูกชาย ‘ไพศาล ขุนหนู’

ถ้าจะเรียกว่าดัน ก็คงไม่ถูก เพราะว่าไม่มีใครเหมาะถ้าตัวนี้เป็นตัวที่โดดตีลังกาแบบ “จา พนม” แล้วเราเอาไพศาลมาเล่น ตรงนั้นเรียกว่าดันลูกชาย แต่เรื่องนี้ท่ารำมันยากมาก จะไปเอาดาราหรือคัดเด็กคนไหนมา เพื่อให้ได้อย่างที่เราได้ ให้ทะลุศาสตร์และศิลป์แขนงนี้ได้มันยากนะ เพราะในหนังมันต้องฝึกมาตั้งแต่เด็ก ส่วนเรื่องหน้าตาบอดี้ที่สวยงาม ตรงนั้นก็เป็นตัวเลือกที่สองและสาม อันดับแรกต้องใช่พ่อขุนศรัทธาก่อน แต่ว่าตอนแรกที่เขาเข้าคู่กัน เคมียังไม่ค่อยลงกันเท่าไหร่ เพราะว่าเจด เขาเป็นเด็ก ส่วนไพศาลอาจจะไม่ค่อยกล้าพูดภาษาอังกฤษ น้องเจดก็ไม่ค่อยพูดภาษาไทย เลยพยายามให้เขาสนิทกัน สั่งไพศาลให้หยอกน้องเยอะๆ และผมเลือกที่จะถ่ายซีนรักไว้หลัง ให้เขาพัฒนาการไปเรื่อยๆ ซีนหนักจะอยู่ตอนหลังมันก็เลยลงตัว

ความคาดหวัง

เวลาทำงานผมไม่หวังเรื่องกำไร หวังแต่ว่าคนได้สืบสานงานของเรา พอเรามาเข้าค่ายใหญ่ เขามีทีมมาร์เก็ตติ้งที่จะมาดูหนังเราแล้ว เราก็มาปรับให้มันมีการตลาดมากขึ้น แต่ต้องไม่เสียเนื้อหาสาระที่เราอยากจะสื่อ เราเจอกันคนละครึ่งทาง ช่วยกันดูและปรับ ซึ่งเราก็มั่นใจว่าหนังเราดี แต่หนังจะได้ตังค์หรือเปล่าอันนี้เราไม่รู้ (ยิ้ม) และมีคุณภาพ การที่เรื่องที่แล้วได้รางวัลแล้วเรื่องนี้จะกดดันไหม ไม่นะครับ เพราะว่าผมเอาหัวใจทำงาน ขึ้นเวทีเล่นคอนเสิร์ตมา 20 ปีก็ไม่มีวันไหนที่ด้อยหรือดีกว่าเมื่อวาน ของเรามีมาตรฐานเดียวคือ ไม่ว่าอะไรที่ลงมือทำแล้วทำเต็มร้อย

ชีวิต ณ วันนี้

ถ้าพูดไปก็จะว่าเหมือนให้ตัวเองดูดีนะ คือผมไม่ค่อยสนใจเรื่องตัวเอง จะเป็นห่วงเรื่องวิธีการจัดการ เรื่องของวัฒนธรรมมากที่สุด กลัวสิ่งพวกนี้จะหายไป ชีวิตส่วนตัวเราปลง คนเราไม่รู้ว่านอนวันนี้ แล้วตื่นได้หรือเปล่าในวันพรุ่งนี้ ก็เลยจะทำวันนี้และทุกวันให้ดีที่สุด เรื่องที่บ้าน เรามีระบบการจัดการ แม่น้องลูกหลานทุกคน เราวางระบบระเบียบไว้ให้ แต่สิ่งที่ห่วงที่สุดในชีวิตคือเรื่องวัฒนธรรม ห่วงว่าผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองจะไม่สนใจ อยากให้กระทรวงศึกษาฯ ที่กำลังจะมายุบนาฏศิลป์คือมีนักวิชาการ 4 ท่าน บอกว่าเด็กไทยมัวแต่มาร้องมารำ จะเรียนหนังสือไม่ทันคนอื่นเขา ผมอยากให้เข้าใจ สิ่งที่เป็นรากเหง้าของคนไทย อยากจะถามไปว่าวันที่เราสูญเสียยิ่งใหญ่ที่สุด งานที่ท้องสนามหลวง เราใช้อะไรมาทำพิธี เราต้องมีโขนเล่น นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เหรอ แล้วคุณไปถามเด็กที่เขามาเล่นโขนในวันนั้นสิ ว่าเป็นวันที่เขาภูมิใจสูงสุดในชีวิตไหม ผมอาจจะไม่ใช่คนเดียวหรอกที่ห่วง แต่ไม่มีใครพูด เราพูดใครก็ย้ายเราไม่ได้ (ยิ้ม) ถ้าเป็นข้าราชการก็จะโดนย้าย ศิลปินทุกคนก็กลัว ถ้าพูดไปแล้วคนจะมองเขาไม่ดี แต่เราเลยจุดนั้นมาแล้ว เอาความถูกต้องเป็นหลัก ชีวิตผมมีความสุขมาก เพราะว่าไม่ได้ขาดอะไรเลย มีความสุขกับงานที่ทำ และงานที่ทำก็เป็นงานที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม

กว่าจะมาเป็น ‘เอกชัย ศรีวิชัย’

ด้วยความที่คุณพ่อมีหลายภรรยา และมาได้กับคุณแม่เป็นแม่สุดท้าย ดังนั้นทรัพย์สมบัติของพ่อก็เลยไม่ค่อยเหลือ เราเป็นลูกคนโต ท่านก็เลยปลูกฝังให้รำมโนราห์ เล่นหนังตะลุงเป็นบริบทแรกที่พ่อใส่ ซึ่งวันนั้นเรารำคาญมาก ทำไมพ่อต้องให้หนูร้องกลอนนี้ ร้องทำนองนั้น พ่อสอนทุกวัน จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่ออกเดินทางจากบ้าน เพื่อไปหาเงินมาพยุงครอบครัว ไปเป็นภารโรงเพื่อที่จะเอาเงินมาซื้อเครื่องดนตรีหนังตะลุง ระหว่างนั้นเราก็เรียนศึกษาผู้ใหญ่ไปด้วย วิถีชีวิตจะอยู่กับวัฒนธรรม ต่อสู้กับตรงนี้มาตลอด ที่นาเราก็ไม่มีต้องรับจ้างเกี่ยวข้าว กรีดยางรับจ้าง เราไม่มีทรัพย์สมบัติพ่อก็อายุมาก แต่แม่ยังเด็ก ผมเคยปลูกพริกขี้หนูคนเดียวสิบไร่ ถางหญ้าคนเดียว ทำคนเดียวสิบไร่ จนคนแถวบ้านเขาหาว่าผมบ้า เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริงมาก

จุดพลิกผันชีวิต

ชีวิตก็ผกผันจนเข้ามาสมัครร้องเพลงในคาเฟ่ อยู่นครศรีธรรมราช มาสุราษฎร์ ขึ้นกรุงเทพฯ มาเรียนรามฯจนกระทั่งได้ไปอยู่ในปาลาติโน ได้มาเจอกับนักข่าวปุ๊ ภูเขาทอง เขาก็พาผมไปรู้จักกับ “แม่แป๊ด พระประแดง และพ่อหมึก (หมึกดำ)” จากนั้นทั้ง 2 ท่าน ก็พาไปฝากกับ “อาหรั่ง-ไพรัช สังวริบุตร” เลยทำให้ผมได้เป็นพระเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ เป็นพระเอก ก่อนมาเป็นนักร้องนะเล่นเป็นพระเอกช่อง 7 มาเยอะตั้งแต่ กายเพชรกายสุวรรณ,พระทิณวงศ์, บัวแก้ว บัวทอง, มิติมหัศจรรย์, เกราะเพชร 7 สี,โกมินทร์, โมงป่า (เจ้าพ่อละครพื้นบ้าน?) ใช่ๆ เล่นมาเป็นสิบเรื่องเลยครับ และจะบอกว่าตอนเด็กผมพาน้องไปดูทีวีบ้านคนอื่นนะ เพราะว่าบ้านเราไม่มี เขาไม่ให้เข้าบ้าน ให้ดูที่หน้าต่าง ก็ต้องแบ่งให้น้องดูด้วย เลยคิดเอาไว้ว่าวันนึงฉันจะเข้าไปอยู่ในทีวี แล้วให้แกนั่งดูให้ได้ แล้วเราก็ทำสำเร็จ

ก้าวสู่วงการนักร้องและนักพูด

มารู้จักกับ “คุณพ่อชวนชัย ฉิมพะวงษ์” ซึ่งผมร้องเพลงอยู่ในร้านอาหาร เขาติดต่อไปอัดเพลง “พี่มีแต่ให้” ก็ดังเลย พอเพลงดังก็หยุดเล่นละคร แล้วมาตั้งวงดนตรี ตอนนั้นอายุ 24-25 กำลังเนื้อหอม มีถ่ายแบบเยอะเลยนะถ่ายกางเกงยีนส์ ถ่ายเสื้อผ้าของประตูน้ำ หนังสือแฟชั่นเสื้อผ้าผมถ่ายมาหมดแล้ว พอเพลงเริ่มดัง พ่อก็เสียชีวิต พ่อก็เลยไม่ได้เห็นวงดนตรี ไม่ได้เห็นการเติบโตของเรา นายทุนตั้งวงดนตรีให้ ชื่อวงว่า “เอกชัย ฉิมพะวงษ์”ในตอนนั้น “ผู้ชนะสิบทิศจะเด็จเมืองไทย เอกชัย ฉิมพะวงษ์”เพราะว่าเราเอาเพลงผู้ชนะสิบทิศมาร้องแล้วดังมากตั้งวงอยู่ได้สักระยะนึง วงก็ทำท่าจะไปไม่รอด เพราะมันดังเพลงเดียว เราก็เลยผันตัวเองเข้าไปอยู่ในทีวีอีก ไปเป็นนักพูด ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็นตรงนี้ของผม ผมไปอยู่ในรายการทีวีวาทีของ “พี่แอ้-กรรณิกา” โต้คารมมัธยมศึกษา ลองไปดูในเทปเก่าๆ มีคนพูดทองแดงอยู่คนเดียว ได้เป็นพิธีกรหลัก ผมออกทีวีวาทีสัญจรกับพี่แอ้ไปทั่วประเทศ “อาจารย์สุขุม นวลสกุล” เคยพูดกับผมว่า “เอกเธอเป็นนักพูดที่ดีคนนึงของประเทศไทยนะ แต่ความชัดของเธอมันอยู่ที่เพลง” นี่คือส่วนหนึ่งที่ได้เอามาใช้ในเวทีคอนเสิร์ต ก็คือการเป็นนักพูด

เรียนรู้จากบรมครู

ช่วงนั้นหนังขายสายมันบูม โรงหนังสมัยก่อนจะมีใหญ่ๆ ไม่กี่ที่ หนังเขาก็จะสร้างแล้วขายสาย ผมก็เลยได้ไปร่วมกับ “พันนา ฤทธิไกร” ไปอยู่ที่ขอนแก่น แล้วก็ไปเล่นหนังบู๊หนังเพลง “หมอลำปืนโหด, แว่วเสียงแคน,ตำนานรักสาวภูพาน” นี่ก็เลยทำให้ผมมีองค์ความรู้เรื่องภาพยนตร์ ด้วยความที่เวลาอยู่กอง เราจะไม่ไปอยู่ในกลุ่มนักแสดง แต่เราจะไปอยู่กับช่างไฟ เพื่อเราจะได้รู้ว่าเขาทำงานกันยังไง ก็เลยสนิทกับพี่พันนา เพราะว่าหนังเขามีคนทำงานอยู่ 5-6 คน เราเป็นพระเอก ถ่ายเสร็จก็ต้องมายกรีเฟรค มาช่วยกันอ่านสคริปต์หน้ากล้อง ในระหว่างนั้นก็ทำเพลงด้วย แต่เพลงมันไม่ฮิต และผมยังมีโอกาสได้ไปเล่นซีรี่ส์ฝันที่เป็นจริง ผมเล่นประมาณ 50 เรื่อง ก็เลยสนิทกับ “อาหลวย” (ฉลวย ศรีรัตนา) เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิเจ้าของกล้องทางเดียว วิชาความรู้ได้มาจากอาหลวยอีกอาหลวยไม่เคยแจกกล้วยผม เพราะว่าเราสนใจทุกอย่างที่แกสอน อาหลวยถึงกับมานั่งจับเข่าคุยกับผม ว่าออกแบบเสียงยังไง เวลาอารมณ์เป็นแบบนี้ นี่ก็เป็นที่มาของการเอามาร้องเพลง การใส่ฟิลลิ่งของอารมณ์เพลง โชคดีที่ได้ครูดี เป็นประสบการณ์มา เพียงแต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นที่เติมมาใส่เรา มันไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่พอมันตกผลึก ก็เลยได้นำมาใช้ในปัจจุบัน ผมจำได้หมดเลย แล้วประสบการณ์ที่สูงสุดในชีวิต หลังจากที่เป็นลูกศิษย์อาหลวยก็คือ ตอนนั้น “ป๋า ส.” เสียชีวิต แล้วเขาทำละครเวทีค่าน้ำนม ที่ศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งป๋า ส. เขียนไว้ว่าตัวละครตัวนี้ต้องเป็นเอก เพราะว่าเป็นตัวที่ร้องเพลงค่าน้ำนม และนั่นก็เป็นประสบการณ์ในละครเวทีอีก ที่เราได้เอามาใช้ เรื่องการมูฟเมนท์บนเวที ทุกอย่างที่กล่าวมา ผมเอามาใช้บนเวทีหมด คอนเสิร์ตผมถึงสำเร็จมา 20 กว่าปี ที่เล่นอยู่ในภาคใต้ ไม่มีใครทำลายสถิติได้ ก็มาจากสิ่งที่มันเป็นประสบการณ์ที่ตกผลึกเหล่านี้ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะว่าไม่ค่อยบอกใคร

จุดกำเนิด ‘ศรีวิชัยโชว์’

หลังจากนั้นก็มีเพลง “รักเก่าที่บ้านเกิด” อันนี้ดังระเบิดเลย ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น “เอกชัย ศรีวิชัย”ขอมาใช้นามสกุลจริง หลังจากนั้นก็มีเพลง “หมากัด”ทีนี้ก็ยาวเลย แต่ผมมีความเชื่อว่าการตั้งวง แล้วเอานักร้องไปแขวนผูกไว้กับชื่อ ถ้าวันไหนนักร้องไม่ดังชื่อก็จะขายไม่ได้ แต่ถ้าเราสร้างองค์กรหนึ่งแล้ว ทำให้คนเชื่อในองค์กรนี้ ชื่อนักร้องไม่ดัง ก็ไม่เป็นไร แต่องค์กรมันค้ำอยู่ก็เลยตั้งชื่อองค์กรนั้นว่า “ศรีวิชัยโชว์” ตอนหลังที่เล่นอยู่20 กว่าปี ก็ไม่มีเพลงดัง แต่ศรีวิชัยโชว์มันอยู่ได้ เพราะคนชอบองค์กรนี้ ที่เราเอาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมาใช้เต็มที่ 21 ปีถึงได้ยุติวงถือว่านานมากนะครับ คือเราปรับเปลี่ยนทุกปี เวทีเปลี่ยน ชุดเปลี่ยน แล้วก็มีธีม ทุกวันนี้องค์กรนี้ถ้าเปิดวงขึ้นมา คนแน่นเอี๊ยด แต่ถ้าเราแขวนไว้ที่เอกชัย ตายไปนานแล้ว และถ้าผมไม่ได้เกี่ยวกับวัฒนธรรม มันก็เหมือนคนอื่นๆ ผมคิดว่าเราลงจากเวทีในขณะที่เราเป็นแชมป์ ดีกว่าเราโดนต่อย แล้วเข็มขัดร่วง แล้วเราก็จะปลูกฝัง ตอนนี้ “คณะเทพศรัทธา” ดังมากในภาคใต้ ผมเป็นคนตั้งคณะขึ้นมา เด็กในวงเป็นลูกศิษย์ ทุกคนเรียนจบสูงๆ กันทั้งนั้น และเขาได้การร้องการรำจากเรา พอเรามีเด็กที่เรียนจบแขนงต่างๆ เราก็สามารถให้เขาใช้ความรู้ที่เรียนมาใส่ในคณะได้

หลายบทเพลงยังครองใจผู้ฟัง

สิ่งที่เราทำไว้ มันเป็นต้นแบบ ซึ่งมันเป็นความภาคภูมิใจแน่นอน แต่ว่าถ้าเราไปตัดสินนักร้อง ผมจะไม่ยึดถือว่าผมเป็นต้นแบบ จะเอาความเป็นธรรมชาติของเขาเป็นหลัก งานที่ทำทั้งเพลงและนาฏศิลป์ เวลาเดินไปไหน แล้วเจอลูกศิษย์ มันภูมิใจอยู่แล้ว ในภาคกลางจะมีหลายเพลงที่เป็นที่นิยมเช่น “หมากัด,รักเก่าที่บ้านเกิด, อกหักจากปักษ์ใต้, มนต์ขลังลังกาวี, ฉลองวันปราชัย, สวยกว่าเมียที่บ้าน”แต่ที่ภาคใต้จะเยอะมาก เพราะว่ามีเพลงในถิ่นที่คนภาคกลางไม่รู้จักอีกเป็นร้อยๆ เพลง

ที่มาของฉายา ‘ขุนพลเพลงใต้’

มาจากตอนที่ไปออกรายการเวทีไทย ขุนพลเพลงพื้นบ้านจากปักษ์ใต้ คือชื่อเต็ม ซึ่งแน่นอนว่ามันบ่งบอกตัวตนของเราในนั้น ฉายาของแต่ละคน เขาก็จะมีกันไป คือพอบอกแบบนี้ก็คงไม่มีคนคิดว่าเราเป็นคนเชียงราย (ยิ้ม)

ลูกๆ ที่อุปถัมภ์

จริงๆ ใช้คำว่าลูกได้หมดนะ เพราะว่าเขาเรียนทุนเราเพิ่งหยุดไปประมาณ 2 ปี เพราะว่าเขาจบปริญญากันหมดแล้ว เมื่อก่อน 70 กว่าทุน แต่ว่าที่เราเอามาดูแลที่บ้านและดูแลกันอยู่ห่างๆ ก็น่าจะสิบกว่าคน ทั้งผู้หญิง-ผู้ชายครับ ส่วนใหญ่ลูกๆ ที่ผมอุปถัมภ์ก็จะได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ถ้าไม่ใช่สายนี้ ก็ไม่เอา ซึ่งผมอยากให้ทุกคนรับความรู้ความสามารถจากผมไปทุกอย่างเลย พูดแสดงร้องรำ ต้องให้อยู่ในคนเดียวกันหมด ก็พยายามจะยัดให้นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปกันถึงไหน มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ ก็คือว่านักร้องสมัยก่อน เขาไม่ปั้นคน เขาไม่สร้างใคร อาจจะกลัวว่าที่สร้างจะมาทับตัวเอง แต่เราไม่คิดอย่างนั้น อย่าแต่ยืนบนบ่าเลย ยืนบนหัวก็ให้ยืน ถ้าคนเห็นเยอะๆ (หัวเราะ) พร้อมให้ยืนเลย

บุคคลที่ทำให้มีวันนี้

สิ่งที่อยู่เหนือหัวเหนือใจผมทั้ง 2 พระองค์ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ” ที่เราดูพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กจนโต ก็เป็นแรงบันดาลใจเรานะ คนต่อมาก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของผม ที่พยายามจะสร้าง จะยัดเยียดให้กับลูกคนนี้ แล้วลูกก็ได้มาเติมให้กับอีกหลายๆ ร้อยคนพันคนในปัจจุบัน ถ้าพ่อมองจากฟ้าลงมาพ่อจะภูมิใจมาก สิ่งที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ทุกวันนี้ นอกจากครอบครัว ก็ต้องขอบคุณแฟนเพลงที่บางคนรักเราแบบไม่มีเหตุผล จะรักในผู้ชายคนนี้ รักในงานของคนนี้ อยากจะบอกทุกคนว่าผมไม่เคยเอาเปรียบพวกคุณเลย ผมทำแต่สิ่งที่ดีๆ และคิดในสิ่งที่ดีๆให้พวกคุณมาตลอด ทั้งชีวิตผมจะไม่มีวันเป็นนายคุณ คุณต่างหากที่เป็นนายผม ถ้าคุณไม่ชอบอะไร ผมก็จะไม่ทำ ถ้าคุณไม่ศรัทธาอะไร ผมก็จะไม่แสวง ผมจะทำในสิ่งที่คุณมีความสุขเท่านั้น ผมขอบคุณประชาชนขอบคุณแฟนเพลงที่ทำให้ผมได้เกิดเป็นรอบที่ 2 เกิดรอบแรกคือเกิดจากท้องแม่ เกิดรอบที่ 2 ก็เกิดจากผลงานที่เราผลิตออกมาแล้วประชาชนให้การยอมรับ และทุกงานที่ผลิตออกมา ผมจะมีการสอดแทรกความเป็นวัฒนธรรมของผมอยู่เสมอ แล้วก็จะยังยืนยันตรงนี้ว่าในชีวิตบั้นปลายที่เหลือ จะทำให้มากกว่าที่เคยทำมา จะทำไปจนลมหายใจไม่มี

และนี่คือคำมั่นสัญญาจาก “เอกชัย ศรีวิชัย” สุดยอดขุนพลเพลงพื้นบ้านจากปักษ์ใต้ ขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ล้วงชีวิต หลากความสนุก ผู้กำกับชั้นครู ‘ชูศักดิ์ สุธีรธรรม’

Published April 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/371616

Star Retro : ล้วงชีวิต หลากความสนุก ผู้กำกับชั้นครู ‘ชูศักดิ์ สุธีรธรรม’

Star Retro : ล้วงชีวิต หลากความสนุก ผู้กำกับชั้นครู ‘ชูศักดิ์ สุธีรธรรม’

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ ได้คิวทองของผู้กำกับอารมณ์ดี เจ้าของฉายา “ชูเคอะ” หรือ “ชูศักดิ์ สุธีรธรรม” ผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง มาเปิดใจถึงผลงานที่เคยสร้างสรรค์ และบอกเล่าเรื่องราวสุดประทับใจในวันวานให้ฟังกัน

“ตอนนี้ผมวัย 74 แล้วครับ อายุเยอะแล้วเหมือนกัน(หัวเราะ) แต่ยังสบายดีครับ ผมเริ่มทำงานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2511 รับเงินเดือนครั้งแรกในชีวิตคืองานพากย์ละครวิทยุ แต่ตอนนั้นเรากำลังลังเลกับ
ชีวิตว่าจะไปเป็นครูดีไหม ผมไม่ได้จบปริญญานะจบแค่ มศ.ต้น จะได้เงินเดือนประมาณ 450 บาท แต่ถ้าหากว่าเรามาทำงานที่กันตนา เราไปทำแค่ 4 วัน เก็บบทเก็บอะไรบ้างแล้วก็ฝึกละครวิทยุกับ “คุณประดิษฐ์ กัลย์จาฤก” เขาก็ตั้งเงินเดือนให้ 460 เอ๊ะ!มันดีกว่านี่นาเพื่อนไปรับราชการได้ 450 แต่ทำงานทุกวัน เราทำงานแล้วก็ยังได้พักผ่อนอีก 2-3 วัน และยังมีโอกาสได้หารายได้พิเศษ คือซักเสื้อผ้าให้กับอา เพราะว่าเขายังไม่มีแฟน เราก็หารายได้พิเศษตรงนั้นไป เพราะว่าเราอาศัยอยู่กับเขา ตอนนั้นยังหนุ่ม ไม่ทันได้เกณฑ์ทหารก็เลยอยู่กับกันตนามาตลอด”

เริ่มต้นจากละครวิทยุ

“ตอนแรกเริ่มเลยยังไม่ได้เป็นตัวเอกนะครับ จะเป็นตัวประกอบไปตามเรื่อง และพอนักแสดงเขาเลิกกันไปแล้ว เราก็คอยเก็บบท เรียงบทไว้ให้เขา ทำหลายตำแหน่ง หลังจากนั้นมา 2 ปีก็เริ่มเก่งขึ้น ก้าวหน้าขึ้น คุณประดิษฐ์เลยชวนมาจัดรายการเพลง ทำรายการเพลงได้ชั่วโมงละ 10 บาท แต่ว่าเป็นการอัดเทปนะ ก็คุณประดิษฐ์นี่แหละสอนมา ตอนนั้นก็มี“ปนัดดา กัลย์จาฤก” ที่จัดรายการด้วยกัน ตอบปัญหาบ้างเล่านิทานบ้าง ขายเสียงมาตลอดหลายปีมากๆ ตอนหลังเขามีทำละครวิทยุอีกคณะนึง แล้วคุณประดิษฐ์ก็เชิญนักแสดงที่เป็นนักแสดงละครทีวีมาเล่นละครกัน ก็มี “คุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์” เป็นหัวเรือใหญ่มี “ชนะ ศรีอุบล, ธานินทร์ อินทรเทพ” มาเป็นนักแสดงผมก็อยู่ในสังกัดนี้ด้วย ทำบท จัดตัวละครให้เขา ก็ได้เงินเพิ่มมาอีก คืออาจจะได้น้อย แต่ว่าได้แน่ส่วนรายการเพลงก็ยังจัดอยู่ มีจัดเพลงแล้วก็มีจับฉลากตอบจดหมายแจกลอตเตอรี่สนุกสนานมาก

พระเอกละครวิทยุ ขยับเข้าสู่ละครทีวี

หลังจากนั้นพระเอกเขาออกไป เราก็เลยได้ขึ้นเป็นพระเอกละครวิทยุ เล่นเป็นพระเอกมาตลอดเกือบ 10 ปี แล้วต่อมาคุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์มาทำละครทีวี ก็เลยชวนผมไปเล่นด้วย คือไปขอกับคุณประดิษฐ์เลยว่าอยากได้ชูศักดิ์มาเล่นละครทีวี เราก็เริ่มอยากไปแล้วสิทีนี้ จากที่โชว์แต่เสียง เราก็จะได้โชว์ทั้งตัวแล้ว ด้วยความที่ละครสมัยก่อนมันจะเป็นการบอกบท เราก็ได้ไปช่วยบอกบทด้วย เป็นผู้ช่วยผู้กำกับอีก ตำแหน่งมาเยอะ เป็นคนที่สนใจงานนะไม่ขี้เกียจ อะไรก็เอา อยากเป็นไปหมด พอคุณสุพรรณชักชวนให้ไปทางทีวีก็เริ่มไปเรื่อยๆ เดือนนึงแสดงครั้งนึงขอนแก่นบ้าง ลำปางบ้าง ไปคณะช่อง 5กับ “เทิ่ง สติเฟื่อง” แล้วเราก็ยังทำหลายอย่างอยู่นะครับ เวลาเขาจะมี 2 ช่วงคือช่วงหัวค่ำและช่วงดึก ละครเขาจะเป็นแบบจบในตอนไปเลย แล้วเราก็ยังต้องร้องเพลงอีกนะ ในคณะจะต้องร้องเพลงได้ด้วย กลายเป็นนักร้องไปอีกนะ สมัยก่อนบัวตูมบัวบาน เสียงร้องเกรียวกราวมาก

ขึ้นแท่นผู้กำกับแบบไม่ทันตั้งตัว

ตอนหลังคือมาเป็นผู้ช่วยของคุณสุพรรณ คณะละครทีวีเรื่อง “สวนทางเถื่อน” ของกันตนา แล้วก็เล่นด้วย เป็นตำรวจเป็นจ่าอะไรทำนองนี้ ทำละครได้ 5-6 ตอน คุณสุพรรณบอกชูศักดิ์เธอมากำกับแทนน้าเถอะ น้าไม่ไหว ไปออกแดดไล่ยิงในสวนในป่าแย่ละสิทีนี้ ต้องทำยังไง ในเมื่อครูบาอาจารย์สั่งเราก็เลยต้องไปบอกคุณประดิษฐ์ว่าจะไปกำกับละครแล้วนะ แต่ก็เป็นละครของคณะเขาเองแหละ พอกำกับไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเราต้องกำกับตลอดแล้วล่ะจบเรื่องนี้ต่อเรื่องนั้น ผมก็เลยต้องไปขอคุณประดิษฐ์ว่าผมต้องหยุดละครวิทยุแล้วนะ เพราะว่างานมันชุก เข้ามาที 3-4 เรื่อง จนกระทั่งมาถึงเรื่อง “ตี๋ใหญ่”ที่ “ฉัตรชัย เปล่งพานิช” เป็นพระเอก จบจากนั้นมาต่อ “ซีอุย” ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะว่าต้องถ่ายดึกดื่นถ่ายรมควัน จบ “ซีอุย” เข้าโรงพยาบาลเลย ไม่สบาย ต้องขอพักผ่อน เพราะว่าเราทำงานหนักตี 4 ตี 5 เลิกเช้า แต่ว่าคนสนใจ ละครดังมาก ชื่อเสียงเราก็เป็นที่รู้จักของคนดูแล้ว

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก

ผมเลิกละครวิทยุไปเลย ตอนนั้นคุณประดิษฐ์ก็งอนนะ คือบอกว่าพอแล้วให้มาละครวิทยุเถอะพอขาดตัวพระเอกอย่างเราไป ละครวิทยุก็ปั่นป่วนมากตอนนั้น เพราะว่าเขาต้องหาพระเอกมาแทนเรา แต่จะให้ทำไงได้ ในเมื่อก็อยู่ในคณะเดียวกัน หลังจากนั้นช่อง 3 ก็มาติดต่อให้ไปกำกับเรื่อง “แม่นาคพระโขนง” พระนางคือ “เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” กับ “ตรีรักรักการดี” ก็คิดหนักเลย ถ้าเราจะไป เราก็ต้องลาออกจากกันตนา ซึ่งคุณประดิษฐ์งอนมาก แต่ตอนหลังเรามารู้ว่าจริงๆ แล้วเขาปลื้มใจ (ร้องไห้) ตรงที่ว่าคุณประดิษฐ์เขาป่วย มีพยาบาลมาเฝ้า แล้วเห็นรูปเราลงหนังสือพิมพ์ เขาก็บอกกับนางพยาบาลว่านี่คือลูกศิษย์ฉัน โอ้โห..เราเสียใจมากเลยตอนนั้น (เสียงสั่นเครือ) ที่ทิ้งเขามา แล้วตอนหลังเราไปเยี่ยมเขา เขาก็บอกว่าเพิ่งพูดถึงเมื่อวานนี้เอง เราก็ถามว่าพูดถึงผมว่าอะไร ด่าผมเหรอ เขาก็บอกว่า เนี่ย…ลูกศิษย์ฉันเมื่อไหร่จะกลับมากันตนา ก็เลยบอกว่าปล่อยให้ผมไปดิ้นรนสักพักนะครับ เหนื่อยเมื่อไหร่ผมจะกลับมา

ที่มาของฉายา “ชูเคอะ”

พอมากำกับที่ช่อง 3 ก็ทำมาเรื่อย และอยู่กับ“ไก่-วรายุฑ” ตลอด หลังจากนั้นก็มาบรอดคาซท์ “คุณหน่อง-อรุโณชา” มาทำเรื่อง “ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย” เรื่องนั้นนักแสดงเยอะ “จ๊อบ-นิธิ,ตี๋อ้วน, ตั๊ก-บริบูรณ์” ซึ่งเรื่องนี้เป็นละครคอเมดี้สนุกสนาน พวกเด็กๆเขาก็เลยคิดกันว่าเรามาตั้งชื่อให้อาชูกันใหม่ดีกว่า เลยกลายเป็นที่มาของฉายา“ชูเคอะ” แล้วทางบรอดคาซท์เขาก็บอกว่าจีนเขามี “ฉีเคอะ” เราก็มี “ชูเคอะ” สิ หลังจากนั้นก็เลยใช้ชื่อนี้มาตลอดในการกำกับละคร ก็กำกับเรื่อยมาหลังๆ ได้กำกับให้กับ “คุณต่อ-วัชระ” ด้วย

ประสบการณ์รอบตัว

ความรู้ในการกำกับ เราเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ จากคุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์ ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากไหน ครูพักลักจำ จากที่ว่าลังเลจะไปเป็นครูดีไหม ก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปเลย ยึดตรงนี้งานกำกับเป็นอาชีพเลยดีกว่า ผมมีความสุขมากนะครับ เวลาที่เราทำละครออกมาแล้วคนติดตาม บอกว่าละครเราสนุก ดีใจมาก ปลื้มใจมาก บางคนบอกว่าพระเอกเรื่องนี้ไม่ดีเลย นางเอกไม่ชอบเลย แต่ดูเพราะเธอกำกับ ภูมิใจกับทุกผลงานที่ทำ และที่ออกอากาศ เพราะว่ามันคือผลงานของเรา เจอนักแสดงเด็กๆ มาแล้วหลายรุ่น ซึ่งเขาก็เก่งๆ กันทั้งนั้น เด็กสมัยนี้เก่งกว่าสมัยก่อนนะเดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องดูบทยังเล่นละครได้เลย

สิ่งที่บ่งบอกความเป็น “ชูเคอะ”

ต้องเป็นละครตลก บู๊หน่อยๆ ไม่ซีเรียส พยายามทำอะไรที่ไม่ซีเรียส ดราม่าไม่ค่อยชอบดูแล้วมันซีเรียส คนดูเขาก็ไม่สนุกด้วย กองถ่ายเราขำ คนดูก็จะต้องขำด้วยแน่นอน แต่ถ้าละครเราซีเรียส ตบตีกัน ผมไม่ชอบ ทำงานไปเราก็เครียด ไม่มีความสุขไม่ค่อยอยากจะทำ

กำกับเรื่องไหนมักจะร่วมแสดงด้วย

ไม่แน่ (ยิ้ม) แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ ก็จะเล่นด้วยนะครับ เพราะว่าชอบเสนอหน้าเข้าไป (หัวเราะ) ขอเล่นนิดนึงก็ยังดี เป็นคนขับรถ คนสวน ตำรวจขอแถมท้ายหน่อย มันเหมือนเป็นโลโก้ไปแล้วด้วยมั้ง คนเห็นทีเดียวรู้แล้ว อ้าวชูเคอะกำกับนี่เอง มันเกิดจากการที่เราอ่านบทแล้วและเห็นว่าน่าจะมีบางเรื่องเล่นเป็นผู้ใหญ่บ้านสักหน่อย แหยมไปนิดหน่อย แต่ทั้งหมดทั้งมวลเราก็จะเล่นเป็นจิ๊บๆ เบาๆ เป็นตัวมาทำให้ยิ้มๆ บทเยอะเราก็ไม่ไหวนะ ท่องบทไม่ไหว แล้วไหนจะยังมาห่วงการกำกับอีก

กลับสู่บทบาทนักแสดงอีกครั้ง ในละคร “ริมฝั่งน้ำ”

เป็นจังหวะที่ว่างพอดี แล้วพอดี “คุณตู่” (นพพล โกมารชุน) โทรมาชวนว่าให้เล่น ก็เลยเล่น เพราะว่าได้มาเจอเพื่อนเยอะแยะเลย อาวุโส สว. เยอะ และละครเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีคติสอนใจนะ ไม่ใช่ว่าสนุกอย่างเดียว สอนลูกหลานที่ทิ้งพ่อทิ้งแม่ให้ไปอยู่ในที่ที่เขาคิดว่ามีความสุข แต่จริงๆแล้วมันไม่มีความสุขนะ มันไม่เหมือนอยู่บ้าน เป็นเรื่องราวที่สะท้อนสังคมโดยตรงเลย ในเรื่องบทของผมที่ได้รับก็จะเป็นคนที่ตลก สนุกสนานมาจากใต้ ก็จะมีพูดสำเนียงใต้นิดหน่อยในบางคำที่ต้องการจะสื่อว่าให้มาจากใต้ ก็สนุกสนานสบายใจดีใจที่ได้เล่นเรื่องนี้

ชีวิตที่ไม่เหงา

ก็ว่าจะหยุดกำกับแล้วนะ ภรรยาก็บอกว่าให้หยุดได้แล้ว จะเดินจะเหินเดี๋ยวทำงานไม่ไหว เขาเป็นห่วง ก็เลยอยากจะให้หยุด ตอนนี้ก็มีคนชวนให้ไปพากย์หนัง เราก็ไปกับเขา พากย์หนังจีนครับ ออนช่องทีวีนี่แหละ ก็ไม่เหงาทำไปขำๆ ละครเรื่องล่าสุดที่กำกับคือ “มายาฉิมพลี”ทางช่อง 28 แล้วก็พักไป ส่วนเรื่องสุขภาพก็สบายดี ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง เคล็ดลับสุขภาพดีของผม คือจะทานกล้วยน้ำว้าทุกวัน วันละ 2 ลูก แล้วก็มีข้าวโอ๊ตหน่อย หาซื้อเองแถวบ้าน บางทีไปต่างจังหวัดกลับบ้านมาหิวจังเลย หิวกล้วยน้ำว้า (หัวเราะ) อยากกิน ตอนตีห้าครึ่ง ก็ออกไปเดินวิ่งเหยาะๆ ออกกำลังกายในหมู่บ้านประมาณชั่วโมงนึงหรือ 45 นาที ได้เหงื่อหน่อย ก็พอแล้ว เป็นสว.ที่ไม่ได้อยู่นิ่งครับ เมื่อก่อนตีแบดนะ แต่ตอนหลังขาไม่ค่อยดี และลูกหลานเขาก็ไม่ค่อยว่างพร้อมกันบ้าง ก็ขี้เกียจตี ผมมีครอบครัว มีภรรยา แต่ว่าไม่มีลูกครับ ไม่เหงานะ แมวตั้ง 4 ตัวแมวติดเราด้วย ภรรยาผมก็พากย์หนังด้วยกันเมื่อก่อนเขาเป็นนางเอกละคร (สุมาลี ชาญภูมิดล) และหลังจากนั้นเขาก็หยุดเล่นละครไปพากย์หนังอย่างเดียวอยู่คณะเดียวกันที่กันตนา เราเป็นครูสอนเขามา (ยิ้ม) ก็อยู่กันมาจนถึงบัดนี้ ว่างๆ เราก็ไปเดินตลาดนัดด้วยกัน ไปเดินห้างซื้อของบ้าง วันไหนเขามีงานก็ไปทำงาน เรามีงานก็ไปทำงาน ที่ไม่มีลูกก็เพราะว่าเคยประสบอุบัติเหตุ ผมขับมอเตอร์ไซค์คว่ำตกหลุมเขาก็ตกลงจากรถ กลับบ้านมาเขาก็ปวดท้องมากปรากฏว่าเจอเนื้องอกในมดลูก เลยทำให้มีลูกไม่ได้ แต่ก็มีหลานเยอะพี่น้องหลายคน

ความภูมิใจ

อยู่ตรงนี้ผมมีความรู้สึกภูมิใจมากนะ น้อยคนที่จะมามีอาชีพตรงนี้ ได้เลี้ยงดูตัวเองได้อย่างผมก็เป็นตัวอย่างที่ใช้ได้เลย ว่างั้นเถอะ สร้างฐานะ มีบ้านมีรถมีอะไรทุกอย่าง ดีใจมาก แต่อยู่ที่ความอดทน ความพยายาม และความสามารถของตัวเองด้วยนะครับ เราต้องรักในอาชีพนี้จริงๆ ไม่งั้นเราก็จะทำไม่ได้ ถ้ามีใครมาว่าอาชีพเราไม่ได้เลยนะ ผมโกรธมาก ว่ามาสิผมเถียงคอเป็นเอ็นเลย…(หัวเราะ)

อีกหนึ่งบุคคลที่มาช่วยแต่งแต้มให้วงการบันเทิงมีสีสันมากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน คือบทพิสูจน์แล้วว่า “ชูศักดิ์ สุธีรธรรม” คือผู้กำกับการแสดงและนักแสดงขวัญใจคนไทยอย่างแท้จริง

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘แบงค์-ปวริศร์’ ลัดฟ้าแดนมังกร ถ่ายหนังจีนคิวยาวข้ามปี!!

Published April 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/368694

Star Retro : ‘แบงค์-ปวริศร์’ ลัดฟ้าแดนมังกร  ถ่ายหนังจีนคิวยาวข้ามปี!!

Star Retro : ‘แบงค์-ปวริศร์’ ลัดฟ้าแดนมังกร ถ่ายหนังจีนคิวยาวข้ามปี!!

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สบโอกาสหนุ่มมาดเซอร์ แบงค์-ปวริศร์ มงคลพิสิฐ กลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิดเมืองไทย หลังบินไปค้าแข้ง อุ๊ปส์!! รับงานแสดงแนวบู๊แอ๊กชั่นที่เมืองจีนอยู่พักใหญ่ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงรีบคว้าตัวมาอัพเดทความเป็นไป ที่จู่ๆ กลายเป็นนักแสดงโกอินเตอร์เต็มตัว!!

ย้อนวันแจ้งเกิดในวงการ

ผมเริ่มจากงานแสดงมิวสิกวีดีโอครับ ตอนนั้นน่าจะประมาณมหาวิทยาลัยปี 4 ใกล้จะจบแล้วครับ ผมก็จะไปเดินสวนจตุจักร ขายของบ้าง เดินเล่นบ้าง อยู่บ่อยๆ แล้วพอดีมีคนเห็นเรา ก็เลยชวนไปแคสเอ็มวี แล้วก็ได้เล่น เอ็มวีแรกที่ผมเล่นน่าจะเป็นเพลงของวง สไมล์ บัฟฟาโล เรียกว่าสมัยนั้น ถ้าเพลงอกหักรักคุด ก็จะเป็นผม (หัวเราะร่วน)อาจจะด้วยลุคเราแบบนี้ เซอร์ ผมยาวมีหนวดหน่อยๆ ก็เลยได้เล่นพวกเอ็มวีแนวๆ นี้บ่อย ซึ่งก็ต้องเป็นเอ็มวีเพลงช้านะครับ เพราะลุคจะต้องอกหักอย่างเดียว พอมีงานหนึ่ง ก็ต่อเนื่องมาเป็นสิบกว่าเพลงได้

ยิ่งได้ลอง ยิ่งติดใจ?

เล่นไปเล่นมาก็รู้สึกว่าเราก็ทำได้นะ มาถูกทางเหมือนกัน เพราะเราก็ชอบฟังเพลงช้าด้วย ดนตรีก็เล่นได้บ้าง ร้องเพลงได้ แต่ไม่ได้เก่ง ซึ่งจริงๆ ผมไม่ชอบการแสดงเลย แต่ก็เรียน ควบคู่กับเล่นเอ็มวีจนจบปริญญาตรี พอจบก็ไม่ได้ไปสมัครงานสายนิเทศฯ ที่ผมเรียนมาหรอกนะครับ ว่างอยู่ 1 ปี แล้วก็ไปขายของกับเพื่อน ทำอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปสมัครงานขับรถในสนามบิน เพราะตอนนั้นแม่อยากให้เริ่มสมัครงาน ทำงานได้แล้ว โตแล้วนะ (หัวเราะ) ซึ่งก่อนไปสมัครผมศึกษามาแล้วว่าสวัสดิการในการเป็นพนักงานในสนามบินดี แค่เราขับรถส่งของในสนามบิน เราก็สามารถที่จะได้สวัสดิการอันนั้นเหมือนกัน พอไปสมัครปุ๊บ เขาไม่รับตอนนั้นจำได้เลยไปด้วยลุคผมยาวๆ นี่แหละ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ หันมาเล่นเอ็มวีเหมือนเดิม จนกระทั่ง “พี่น้อย”มาเจอ เขาบอกว่ามีหนังฮ่องกง มาแคส ลองดูไหม คือไม่ชอบการแสดงนะ แต่ชอบดูหนังแอ๊กชั่น ชอบดูหนังฮ่องกง ชอบ โจวเหวินฟะ หลิวเต๋อหัว พี่ที่รู้จักก็มาบอกว่า เป็นหนังฮ่องกง แนวมือปืน เป็นใบ้ เอาไหม?เราก็เอาสิๆ เพราะเราชอบดูอยู่แล้วแนวนี้ ก็ลองไปแคส แล้วก็ได้เล่น BANGKOK DANGEROUS และได้เข้าสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว ต่อยอดงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ

ชอบการแสดงมากขึ้น?

คือการแสดงยังไม่ชอบนะ แต่เราชอบจากความที่เราอยากดู อยากเป็น อยากเล่นก่อน อย่างบางเรื่องไม่ใช่ทางเราเลย แต่ก็ควรที่จะเล่นได้ทุกบทบาทนั่นแหละ ตอนนั้นเราชอบแบบไหนก็จะรับเล่นแบบนั้นมากกว่า มีฟีลติสท์ของเราประมาณหนึ่งเหมือนกัน จริงๆ ถ้าเปลี่ยนเราก็มีโอกาสเยอะกว่า แต่พอดีว่าเราก็ไม่ยอมเปลี่ยนด้วย ณ ตอนนั้นนะครับ

เข้าสู่งานละคร

หลังจากเล่นหนัง ก็เริ่มมีละครเข้ามาให้เล่น เป็นละครของทางไอทีวี(ITV) ละครเรื่องแรกที่เล่นก็คือ “ทะเล จำปี ดนตรี ทราย” เป็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องเล่นเป็นคนติดยาเสพติด เล่นยา ซึ่งก็เป็นสายดาร์กทางที่เราชอบอยู่แล้ว ก็เลยรับ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เล่นนะครับ (หัวเราะ) ฉะนั้นงานทุกงานที่เรารับจะเป็นแนวที่เราชอบ เราถนัดมากกว่า ถึงจะรับ หรือไม่ก็เป็นบทที่ท้าทาย อย่างเรื่องนี้แหละที่ต้องติดยาเสพติดนี่ก็แบบดาร์กท้าทายน่าเล่นมาก ก็เลยตัดสินใจเล่น พอเล่นก็ยากมาก ไม่รู้ต้องทำยังไง เพราะเราไม่เคยติด ไม่เคยลองแต่ก็ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเอาเพื่อความเข้าใจ

ช่วงโด่งดัง แจ้งเกิด แบงค์

ผมไม่ได้ถึงขนาดว่าดังมาก เปรี้ยงปร้าง น่าจะ อยู่ประมาณ 60-70% มากกว่า ซึ่งจะเป็นช่วงละคร ส่วนหนังจะเป็นกลุ่มมากกว่า ไม่ได้ขยายวงกว้างอย่างละคร อย่างเรื่องที่ทำให้เราพอเป็นที่รู้จักบ้างก็น่าจะเป็นของดีด้า “สาวใช้คนใหม่”, ”ศิลปินเถื่อน” แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่นเป็นคู่สองในละครเรื่อง “วังวารี” คู่กับ นาเดีย ซึ่งตอนนั้นผมทำรายการท่องเที่ยวด้วย ก็จะวัดความนิยมของตัวเองเวลาไปทำรายการต่างจังหวัดว่าคนรู้จักเราไหม ก็มีบ้างหลังจากมาเล่นละครช่อง 7 ก็เลยทำให้เรารู้ว่าตลาดละครกว้างมาก

เปลี่ยนลุคตัวเองครั้งใหญ่

ถ้าต้องตัดผม ผมจะไม่รับงานนั้นเลย อย่างตอนนั้นมีละครเรื่องหนึ่งที่ต้องตัดผม แต่เห็นแล้วว่าไม่ใช่ทางเรา หลังจากนั้นไม่ทำเลย ผมไว้ผมมาตั้งแต่จบมัธยมปีที่ 6 แล้วก็เริ่มไว้ยาวมาตลอด เข้ามหาวิทยาลัยจนทำงาน แต่ก็มีตัดบ้าง ยังไงก็ประมาณปะบ่า ซึ่งถามว่าอยากตัดไหม อยากนะ ตัดเป็นสั้นๆ เหมือนสกินเฮดแต่มีผมนิดๆ เหมือนสมัย คีอานู รีฟส์ เล่นเรื่อง SPEED เราก็ชอบ อย่างตอนถ่าย “Operation Mekong” ก็มีต้องตัดเหมือนกัน ตัดไปนิดหนึ่ง ผมทำใจไม่ได้ เลยขอหยุดเขาก็เลยให้ช่างมือหนึ่งของฮ่องกงมาเก็บผมให้เหมือนตัดผมสั้น คือเขาก็จะดึงทีละเส้นๆ ให้เหมือนผมสั้นจริงๆ เพราะในบทคือโดนจับใกล้ประหารชีวิต ช่างฮ่องกงเก่งมาก ไม่ได้ตัด แต่เหมือนตัด คือใช้เวลาทำผมที 3-4 ชั่วโมง ทำยังไงก็ได้โดยไม่ต้องตัดผม หรือตัดน้อยที่สุด ซึ่งเขาก็มีวิธีของเขา เก่งมากๆ

ทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์สไตล์แบงค์

ไอดอลผมคือ โจวเหวินฟะ หลิวเต๋อหัว เขาก็ตัดผมสั้นนะ แต่ว่าตอนนั้นผมดูหนังเรื่อง Untamed Heart คริสเตียน สเลเตอร์ เป็นหนังโรแมนติก แล้วเขาก็ไว้ผมทรงแบบนี้ ผมดูสมัยเรียนมัธยมแล้วชอบ ก็ถึงขนาดซื้อม้วนวีดีโอเก็บไว้เลย เป็นเรื่องราวของคนซื่อ เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เป็นหนังรักแล้วในเรื่องเขาไว้ทรงนี้พอดี คริสเตียน สเลเตอร์ ไว้ทรงนี้ ผมก็เลย เออชอบ แล้วก่อนหน้านี้สมัยเรียน อยู่โรงเรียนประจำ โดนกดดันเรื่องผมมาตลอด พอได้ไว้ ก็เลยไม่ตัดเลย(หัวเราะ)

ผลงานเพลงที่หลงใหล

เป็นช่วงชีวิตอีกเหมือนกัน ตอนนั้นก็มีค่ายใหญ่มาชวน แต่พอดีมีเพื่อนที่สนิทอยู่ทางแกรมมี่และเล่นเอ็มวีกับทางนี้เยอะ ก็เลยเลือกทางนี้ ผมก็พักงานแสดง ไปทำเพลงอย่างเดียวเลย ตอนแรกออกมาเป็นซิงเกิ้ล ชื่อ Flow ร่วมกับกลุ่ม Four 4 ได้แก่ กอล์ฟ-อัครา อมาตยกุล, แหนม-รณเดช วงศาโรจน์ และ นิก-รณวีร์เสรีรัตน์ โดยร้องเพลงเดี่ยวในอัลบั้ม ชื่อเพลง “รักง่ายหน่ายเร็ว” แล้วก็ออกมาเป็นอัลบั้มตัวเองเต็มๆ ชื่อ“ไม่ซ้ำใคร” ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก ทำให้ผมเริ่มหายไปจากวงการ ด้วยความที่เป็นตัวของตัวเองสูง มีละครดีๆ มาเสนอก็ไม่รับ สนใจแต่เพลงอยู่ประมาณ 4-5 ปี แต่ผมก็เข้าใจนะเพราะเป็นทางที่เราเลือกเอง มันก็ต้องรับให้ได้ เป็นช่วงชีวิตแหละ แต่ก็ยังมีรายการทำบ้าง แล้วผมเองชอบเก็บสะสมของเก่า ก็เลยไปเปิดท้ายขายของที่เก็บไว้ ปูเสื่อนั่งขายกับแฟน ก็ได้ฟีลดีนะ ได้มองเห็นอีกมุมของชีวิต เราไม่เคยดูถูกงานทุกอาชีพอยู่แล้ว และการทำแบบนี้ก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตด้วยนะการที่เราได้อะไรมาง่ายๆ บางครั้งเราอาจจะลืมไปเราอาจจะไม่เก็บ ส่วนผมเองให้แม่เก็บให้ เพราะบางครั้งก็ปาร์ตี้หนักไป (หัวเราะ) จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้เล่นซีรี่ส์ของทางโมโนประมาณ 4-5 เรื่อง แล้วก็ถึงได้ไปเล่นหนังจีนเรื่อง “Operation Mekong”

ธุรกิจตอบโจทย์ความฝัน

ผมเคยเปิดบาร์ แอนด์ เรสเตอร์รองท์ ทำกับเพื่อนประมาณ 11 ปี ได้ แต่ตอนนี้ปิดไปแล้วครับ เพราะถึงจุดอิ่มตัว เป็นร้านเล็กๆ ชื่อ ร้าน Corner Bar (คอนเนอร์บาร์) ที่เปิดตอนนั้นก็ด้วยความที่เราชอบฟังเพลง และชอบเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้องกลางคืน แต่เราไม่ได้ทำตามความฝันตัวเอง คือเห็นนักดนตรีเล่นกลางคืนแล้วเท่ดี พอเราไม่ได้เรียนดนตรีแบบจริงจัง เอาแค่พอเป็นก็ไม่ได้ไง ก็เลยเปิดร้านมีวงดนตรีมาเล่นตอบโจทย์ความชอบตัวเอง

โกอินเตอร์สู่อุตสาหกรรมหนังจีน

หนังจีนเรื่องแรก อย่างที่บอก อาจจะด้วยดวงหรือโชคชะตาวาสนาใดๆ ก็แล้วแต่ บทที่ผมเล่นมาจากเรื่องจริง เป็นข่าวจริง ในสมัยนู่นนะครับ จริงๆ เขาก็เริ่มถ่ายทำไปแล้วล่ะ แต่เขาก็กำลังหาคนมาเล่นบทนี้อยู่ ชื่อ หน่อคา หรือ หน่อคำ เป็นคนไทยใหญ่ ผสมพม่า พ่อค้ายาเสพติดโด่งดังในสามเหลี่ยมทองคำ ที่ตกเป็นข่าวจริง ข่าวใหญ่ แล้วรัฐบาลจีนตามจับอยู่ จนจับได้ แล้วก็ประหารชีวิตออกสื่อ เขาก็หาคนเล่นบทนี้ยังไม่ได้ แล้วพอดีมีน้องคนหนึ่งที่รู้จักกันเขาโทร.มาบอกว่า สนใจไหมตัวบทอันนี้ เป็นตัวเดินเรื่องเลยนะ เขายังหาคนไม่ได้ผมก็ฟังเขาอธิบาย ก็แบบทางนี้อีกแล้ว แอ๊กชั่นอยู่เขา อยู่ป่า ชอบ รับเลย

นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

การไปถ่ายหนังที่จีนช่วง 2 ปีมานี้ เหมือนเริ่มหนึ่งใหม่พอสมควรครับ เพราะไม่มีนักแสดงคนไทยเลย เราก็ไปคนเดียว ช่วงแรกๆ ยังไม่มีผู้ช่วย ก็ไปคนเดียว กินคนเดียว แต่พอดีผมเองก็ชอบมีโลกส่วนตัวอยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยอะไรเท่าไหร่ ถึงเวลาทำงานก็ทำ เวลาไม่ได้ทำงานก็เดิน อยู่ในห้อง ทำนั่นนี่คนเดียวของเราไป แต่ก็จะมีน้องล่ามที่เป็นคนจีนที่ช่วยบอกเรา แต่บางจุดเราก็ต้องศึกษาเองด้วย อย่างการแสดงเราก็ต้องสื่อสารกับผู้กำกับก็ต้องใช้ล่าม ใช้วิธีการเล่นให้ดูว่าจะประมาณไหนยังไง ก็เป็นการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง

การทำงานที่จีน

เหนื่อยกว่าบ้านเรานะ เพราะว่าบ้านเราจะทำงานลักษณะ เพื่อน พี่ น้อง พอสมควร แต่ของเขาค่อนข้างหนัก อย่างของเรามีวันหยุดอาทิตย์หนึ่งวันสองวัน แต่ที่นู่นเป็นเดือนไม่หยุดสักวันเลยก็มี อย่างบางเรื่องมาถ่ายที่ไทย 20-30 วัน ไม่หยุดเลยก็มี คือทุกวันหยุดเขาจะมีรายจ่ายให้ทีมงาน ฉะนั้นเขาก็เลยจะทำกันแบบไม่มีวันหยุด ส่วนในเรื่องการทำงานก็ต้องเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียง การพูดจา เราไปทำแรกๆ อาจจะรู้สึกกดดันได้ เพราะว่าบางครั้งเขาก็จะค่อนข้างเสียงดัง วัฒนธรรมก็ค่อนข้างจะต่างกับบ้านเรา แต่ก็ไม่มีอะไร เขาก็ให้เกียรติซึ่งกันและกันพอสมควร แต่ผมก็ชินแล้วล่ะ เคยทำงานกับทั้งจีนและฮ่องกงมาก่อนอยู่แล้ว เราถูกขัดเกลาจนเข้าใจวัฒนธรรมเขามาสักพักแล้ว

เรียนภาษาเพื่อการสื่อสารเพิ่มเติมไหม

ผมอยากเรียนภาษาจีนนะ แต่บางครั้งไม่ได้จริงๆ มันยากมาก ต้องใช้เวลาเรียนรู้และฟังเยอะพอสมควรเลย ซึ่งก็มีคนบอกให้ไปเรียนนะ แต่ผมก็ประเภทหมดไฟ เอาเท่าที่ได้ (หัวเราะ) ที่ผมใช้ก็จะเป็นภาษาไทยส่วนใหญ่เลยเวลาพูด แล้วเขาก็เอาไปพากย์เอาจะมีภาษาจีนบ้างสั้นๆ แต่ส่วนใหญ่พูดไทยซึ่งเราก็ต้องศึกษาบทกับซีนนั้นให้ดีๆ ด้วย เพราะบางทีต่อไดอะล็อกไม่สมูท เราไม่รู้ว่าเขาพูดจบตอนไหนไหนจะอารมณ์คำพูดอีก มันก็ค่อนข้างยาก พยายามศึกษาบ่อยๆ ครับ

ไม่ได้เซ็นสัญญาแต่มีงานตลอด

คือจากเรื่อง Operation Mekong ที่ทำรายได้สูงมาก และตอนนั้นก็มีกระแสจีนมาถ่ายที่ไทยด้วยแล้วเขาก็ตามหาว่านักแสดงคนนี้เป็นใคร ก็เลยมีงานติดต่อให้ได้เล่นต่อเนื่องครับ

อยากลองแต่ยังไม่มีโอกาส

ผมอยากเล่นบทเป็นคนตาบอดกับเป็นเกย์ซึ่งบทเกย์เคยเสนอผมมาแล้วรอบหนึ่งน่าสนใจมากแต่โปรเจกท์ถูกพับไป ก็เสียดายอยู่เหมือนกัน หลังจากนั้นก็ยังไม่เคยมีบทแบบนี้มาอีกเลย มีแต่แบบปลอมตัวเป็นผู้หญิงแต่งตัวฮาๆ ซึ่งผมเองอยากเล่นบทที่ลึกๆ เพราะท้าทายความสามารถเราดี

ผลงานมาสเตอร์พีซ

ผมยกให้เรื่อง BANGKOK DANGEROUS เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีชื่อเสียง และแจ้งเกิดในวงการบันเทิง

ชีวิตครอบครัว

เรื่องแต่งงานมีมองไว้บ้างครับ มีคนคบหาดูใจกันอยู่ ต่างคนต่างทำงานกันไป ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากัน ผมอยากอยู่กันไปเรื่อยๆ แบบนี้มากกว่าที่จะแต่งงานกันไปแล้วมีปัญหาเลิกรากันเกิดขึ้น เอาเป็นว่าพร้อมที่จะดูแลกันจริงๆ เมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน ผมไปไหนมาไหนกับแฟนก็ไม่เคยปิดบังอยู่แล้ว ตอนนี้คบกันมา 4 ปี แล้วก็ศึกษาดูใจกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบครับ

กิจกรรมยามว่าง

ก็จะเล่นกีฬาเมื่อก่อนเตะฟุตบอล จนกระทั่งบาดเจ็บเพราะมีการปะทะเยอะเวลาเล่น ก็เลยลองหากีฬาอันอื่นเล่นแทนเพราะผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นจริงจังกับ แบดมินตัน เล่นเกือบทุกวันเลยถ้าไม่ได้ไปไหน ก็จะมีก๊วนอยู่ เล่นมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เล่นแล้วก็ช่วยเรื่องปอด กล้ามเนื้อต่างๆ ด้วยดีมาก เป็นกิจวัตรประจำวัน และช่วยส่งเสริมการเล่นหนังแอ๊กชั่นผมด้วย ระบบการทำงานของปอด ของหัวใจของเราดีเลย

ฝากผลงาน

ช่วงนี้ก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับหนังต่างชาติบ้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อภาษาจีนแทบทั้งหมด แล้วก็มีรายการ ผมเป็นพิธีกรอยู่ รายการ “รอบรู้เทศบาล” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการดีๆ ของเทศบาลทั่วประเทศ หรือไม่ก็โครงการพระราชดำริบ้าง แล้วก็มีรายการ “The Blogger Trips” ทุกวันเสาร์ เวลา 09.55-10.20 น. ทางช่อง 5 จะเป็นรายการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้ลงพื้นที่จริงจะเป็นสัมภาษณ์บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว ที่เขาไปในแต่ละที่มา เอาความรู้มาแชร์กัน เอาภาพมาดูกัน นั่งพูดคุยกัน แล้วก็มีรายการเกี่ยวกับอาหารก็น่าจะได้ดูกันเร็วๆ นี้ครับ

น่าสนใจทีเดียวกับเส้นทางชีวิตของหนุ่มมาดเซอร์ แบงค์-ปวริศร์ มงคลพิสิฐ ที่ได้โอกาสโกอินเตอร์แบบไม่คาดคิด จนทำให้งานแสดงกลับมาจุดไฟให้ชีวิตตนเองอีกครั้ง

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ชีวิตตลกหมอลำ ที่ขำไม่ออก ของ ‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’

Published April 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/367166

Star Retro : ชีวิตตลกหมอลำ ที่ขำไม่ออก  ของ ‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’

Star Retro : ชีวิตตลกหมอลำ ที่ขำไม่ออก ของ ‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หน้าเวทีเขาคือนักแสดงตลกหมอลำ ที่สร้างเสียงหัวเราะและมอบความบันเทิงผ่านบทเพลงให้กับผู้ชมมายาวนานกว่า 20 ปี แต่เบื้องหลังชีวิต “ปอยฝ้าย มาลัยพร” ต้องต่อสู้กับอาการแอลกอฮอล์ลิซึ่ม จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ด้วยกำลังใจและแรงฮึดสู้ วันนี้เขากลับมายิ้มได้อีกครั้ง

ชีวิตในวันนี้

เริ่มมารับงานแสดงตั้งแต่เรื่อง “นายฮ้อยทมิฬ” เป็นเรื่องแรก แล้วก็ยาวเรื่อยมาเลยครับ ตอนนี้ก็มีที่เล่นอยู่กับค่ายพอดีคำของ “พี่ธง” (ธงชัย ประสงค์สันติ) อยู่ 2 เรื่อง “ในคืนหนาวแสงดาวยังอุ่น” กับเรื่อง “ผู้บ่าวอินดี้ยาหยีอินเตอร์” ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวอีสานที่ถนัด (ยิ้ม) จะเรียกว่าตั้งใจที่จะมาเป็นนักแสดงเลยไหมก็ตั้งใจนะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคย การได้มารับบทบาทเป็นตัวละครที่แตกต่างกันออกไป อาจจะคล้ายกับที่เราเล่นมิวสิกวีดีโอ แต่ว่าละครจะละเอียดกว่า และจังหวะการแสดงซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เหมือนเราเป็นนักแสดงน้องใหม่ในวงการ แม้กระทั่งการยืนเรื่องมุมกล้องเราก็ไม่รู้ เพื่อนที่แสดงด้วยกันเขาก็จะช่วยบอก ต้องเรียนรู้ใหม่เลยเพราะว่ามันต่างกับตอนที่เราเล่นตลก คือการแสดงหน้าเวทีของเราก็พูดให้มันตลกแหละแต่สายตาเราไม่ได้สื่อออกไป แต่ละครมันต้องใช้หมดเลยทั้งสายตาและการแสดง แล้วพอเราปรับตัวได้เล่นได้ก็สนุกเลยครับ ทีมงานก็น่ารักทุกคนด้วย เราก็เลยไม่กดดันสบายๆ เป็นตัวของเรามีความเป็นตัวของปอยฝ้ายผสมไปในละครได้ด้วยซื่อๆ บ้านๆ

นอกจากนี้ก็ยังมีภาพยนตร์เรื่อง “นาคี 2” พอดีว่าทีมงานติดต่อมาก็รับคือตอนนี้มีอะไรมาถ้าเวลาเราได้ก็จะรับหมดเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำ หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ ก็เลยจะจำกัดในเรื่องของมุขเรื่องการเล่นที่อาจจะไปตามฟิลของปอยฝ้ายมากไม่ได้ ต้องตามบทแต่ก็ได้พูดอีสานผสมด้วย ผมเล่นเป็นตำรวจเป็นจ่าคู่หูกับ “พี่อี๊ดโปงลางสะออน” เราเป็นลูกน้องของ “ณเดชน์” ซึ่งเขาเป็นสารวัตรมาจากกรุงเทพฯ สำหรับหนังก็ถือว่าเป็นประสบการณ์แรกในชีวิตเหมือนกันนะครับหนังยากกว่าละครนะอาจจะเป็นเพราะกล้องและเราจะต้องเล่นซ้ำหลายครั้งต้องให้อารมณ์เหมือนเดิม แต่ว่าละครบางครั้งเล่น 3 เทคไม่เหมือนกันก็ได้ ก็เลยต้องปรับตัวเองในการเล่นหนัง และได้มีโอกาสศึกษาผู้กำกับแต่ละคนไปด้วยว่าเขาทำงานแบบไหน

จากนักแสดงหน้าเวทีสู่นักแสดงในจอแก้ว

ก็เคยฝันไว้ครับ แต่คิดว่าก็คงจะยากที่เราจะเข้ามาตรงนี้ บันเทิงเหมือนกันแต่ว่ามันคนละกลุ่ม เราเป็นลูกทุ่งอีสานลูกทุ่งหมอลำเราจะไปได้ยังไง นอกจากว่ากระแสเรามีจริงๆ ซึ่งก็คงจะได้ไปเล่นแค่รับเชิญ เหมือนกับเพลงช่วงที่เราฮอตเขาเห็นเขาถึงจะเรียกเรา แต่ว่านี่เพลงผมก็ไม่ได้ฮอตเลยมีแต่ลงเพลงก็ไม่ได้ร้องนานแล้ว ถ้าพี่ธงไม่ติดต่อไปผมก็คงไม่มีโอกาสนี้ พอเราเปิดตัวกับนายฮ้อยทมิฬก็ทำให้ผู้จัดค่ายอื่นเขาเห็นว่าเราก็สามารถเล่นได้ แฟนๆ ก็ได้เห็นผลงานของเราพูดแล้วน้ำตามันก็จะไหล คือเป็นไปได้ยังไงได้มาเล่นละครที่ตัวเองเคยดูตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผมก็ดูช่อง 7มาตลอด คำว่าเล่นละครมันไม่ได้เข้ามาง่ายๆ

ชีวิตในวันวาน

ผมเกิดที่อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ชอบหมอลำมาตั้งแต่เด็กเลยครับ คือครอบครัวก็มีวงหมอลำเป็นหมอลำคู่หมอลำกลอนสมัยโบราณ ญาติๆ ก็เป็นหมอลำเยอะ เราก็ผูกพันพอเรียนจบ ป.6 ก็มาบวชเรียนที่อุดรฯ แต่ด้วยความชอบหมอลำใจมันก็เรียกร้อง ผ้าเหลืองร้อนเลย (หัวเราะ) บวชได้ 5 พรรษา หลังจากนั้นก็ลาสิกขาแล้วมาอยู่กับ “คุณแม่นกน้อย อุไรพร”วงเสียงอิสาน มาเป็นนักร้องประจำวงร้องเพลงทั่วไปของนักร้องที่ดังๆ ในยุคนั้น พออยู่ไปสัก 2-3 ปี ก็เริ่มมีฉากตลกผู้ใหญ่มองเห็นแววก็เลยได้ขึ้นเล่นตลกหน้าเวที ร่วมกับนักแสดงรุ่นผู้ใหญ่ที่เขาเล่นประจำกันอยู่แล้ว พอได้มาลำเรื่องมาแสดงเราก็ได้เล่นเป็นตัวที่หลากหลายเป็นพระเอก เป็นคนแก่ เป็นเด็กนักเรียน การแสดงตรงนั้นก็ถือว่าท้าทายเพราะว่าไม่ได้มีบทสคริปต์เขาจะมีโครงเรื่องมานิดหน่อยแล้วเราก็ต้องเล่นเองนัดแนะกันเองว่าจะเล่นยังไง แต่ละคนต้องหาอะไรมาเล่นต้องช่วยเหลือตัวเอง ช่วงนั้นงานเรามีทุกวันเล่นทุกวันเราก็เก็บๆ แล้วมาเล่นต่อ ผมก็เลยศึกษาจังหวะมันก็ประโยชน์นะพอเรามาเล่นละครเราก็ได้เอาจังหวะในการเล่นตลกมาใช้คือ อย่าเร็วอย่าช้า

ที่มาของชื่อ ‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’

ผมชื่อจริงว่า “ดวงจันทร์ มาลัย” ที่มาของชื่อ “ปอยฝ้าย มาลัยพร” นี่ผมแอบตั้งเองกับหลวงพ่อครับ(ยิ้ม) ก่อนที่ผมจะสึก คือในวงเขาจะมี “ลูกแพร ไหมไทย”คำว่าไหม แพร มันก็เป็นเครื่องถักทอ เราก็เลยคิดว่าถ้าเราสึกออกไปเราเอาชื่อฝ้ายดีกว่าไหม มันก็เป็นเครื่องถักทอประเภทเดียวกันมี แพร ไหม ฝ้าย ก็เลยไปเสนอคุณแม่นกน้อย ตอนแรกตั้งว่าปุยฝ้าย แต่ก็คิดว่าเอาปอยดีกว่าไหม คำว่าปอยภาษาอีสานมันเหมือนเป็นกระจุก คุณแม่ก็เลยโอเคให้ผ่านสำหรับชื่อปอยฝ้าย ส่วนนามสกุลมาลัยของเราแต่เติมพรเข้าไป รู้สึกว่าเท่มากเลยนะชื่อเรา อย่างน้อยเราเป็นหมอลำแล้วเราก็มีฉายาเป็นของตัวเอง

กับกระแสความโด่งดัง

ช่วงนั้นเป็นยุคที่วีซีดีกำลังมา คือจากม้วนเทปมาเป็นวีซีดี ถ้าถามถึงความฮอตก็ค่อนข้างฮอตนะครับแต่ว่าไม่ใช่เพราะเราคนเดียว ดังทั้งวงมันหนุนกันช่วยกัน ผมเริ่มมีชื่อเสียงมากตอนที่มาเล่นตลกเป็นยาย คือเป็นคนแก่ วีซีดีขายดีมาก เพลงยังไม่ติดนะแต่เล่นตลกคนชอบมากก็ขายบันทึกสดหน้าเวที วีซีดีเสียงอีสานยุคนั้นฮอตมาก แล้วในชุดนั้นมันจะมีเพลงที่ชื่อว่าตลกอกหัก คนก็เริ่มรู้จักเราเพราะว่าเราเอาเพลงมาร้องประกอบในเรื่องตลกที่เราเล่น เรื่องมันก็เข้ากัน จากนั้นก็เลยได้อัดเพลงร้องเพลงมาเรื่อยได้ออกอัลบั้มอยู่หลายชุด เพลง “กะเทยประท้วง” ก็เป็นอีกเพลงที่ดัง คนรู้จักผมมากขึ้นรายได้ตอนนั้นก็ถือว่าดี เรามีเงินมาเลี้ยงดูตัวเองมาจุนเจือครอบครัว แม้ว่าค่าตัวจะไม่ได้เยอะมากแต่เราก็พอใจในสิ่งนั้น

เข้าสู่วงเวียนของแอลกอฮอล์

อยู่วงแม่นกน้อยมา 20 ปี เราก็กินมาเรื่อยๆ นะแอลกอฮอล์ วันนึงกระป๋องนึงสปายอ่อนๆ แล้วก็พัฒนามาเป็นเบียร์ มาเป็นเหล้าแบน เหล้าขาว แอลกอฮอล์มันสะสมเรื่อยๆ ที่ผมติดหนักๆ ก็ประมาณ 4 ปี ก่อนจะมาบำบัด มือสั่นต้องเอาแอลกอฮอล์เข้าร่างกาย ผมพยายามหักดิบเองจนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาล รู้สึกตกใจกับชีวิตตัวเองมากว่าเรากินเหล้าหนักจนถึงขั้นติดเหล้าและกลายเป็นคนป่วยไปเลยเหรอ ตกใจจนบางครั้งหาทางออกไม่เจอ ความรู้สึกมันเหมือนเราตกลงไปในเหวลึก เราอยากขึ้นนะแต่ว่าเราขึ้นมาไม่ได้ ถามว่ามีปัญหาชีวิตอะไรถึงทำให้ไปติดเหล้า ผมว่าปัญหาชีวิตมันก็มีกันทุกคนนะ แล้วพอเรายิ่งดื่มมันก็ยิ่งไปกันใหญ่เพราะว่าแอลกอฮอล์มันพาไป คนปกติเขาร้องไห้เขาก็จะมีสติยับยั้ง แต่คนดื่มมันก็จะยิ่งเท่าตัวปัญหาแค่นี้แต่มันก็จะเหมือนเยอะ แต่ไม่เคยคิดสั้น เคยคิดแค่ว่าจะไม่เอาอะไรแล้วจะไปบวชไปคนเดียวไม่มีเงินสักบาทก็ไป และเป็นช่วงที่เราออกมาจากคณะเสียงอิสาน คือด้วยความที่เราอิ่มตัว และอีกอย่างก็เพราะสุขภาพเรารู้ว่าเราติดเหล้าไม่อยากทำงานบางครั้งเราทำงานเสียเราก็ไม่อยากให้คนอื่นเขามาเดือดร้อนเพราะเรา ร้องเพลงก็หลับหน้าเวทีล้มลงเลย คือคนมันเมาใจมันไปแต่ร่างกายไม่ให้ ผู้ชมก็จะว่าเราแกล้ง อุ๊ย!เมาเหมือนจัง ที่จริงแล้วเราเมาจริงๆ เพลง “มันต้องถอน”เป็นเพลงที่มาจากชีวิตผมด้วย คือคนแต่งเขาก็รู้ว่าอาการคนเมามันเป็นยังไงก็เลยกลายเป็นว่าเนื้อเพลงเป็นเรื่องของเราเลย คุยกันหน้าห้องอัดเลย เพลงดังมากฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองแต่ว่าร่างกายผมแย่

บำบัดจนชนะขาดจากแอลกอฮอล์

สู้กับการบำบัดมาตลอดนะพยายามสู้หลายครั้งหลายหนไปวัดป่าก็ไป สาบานกับหลวงพ่อ แต่ใจส่วนหนึ่งเราก็ยังไม่มั่นใจนะว่าเราจะทำได้หรือเปล่า แต่ส่วนหนึ่งคือเราก็ทำให้ครอบครัวสบายใจขึ้น คนรอบข้างโดยเฉพาะภรรยา (มัย-วิภานัท เบญจมาลัยพร)เขาดีใจมาก แต่ว่าพอเราเลิกได้สักเดือนนึงเราก็กลับมากินอีกมันเป็นแบบนี้หลายครั้งหลายหน ไปสาบานแล้วก็สาบานอีกซึ่งมันก็ไม่ดี ผมเลยตัดสินใจเข้ามาบำบัดที่สถาบันธัญญารักษ์เรามาตามหมอดีกว่าถ้าเราหักดิบเองคงจะไม่ไหว ต้องมาศึกษามาปรึกษาจิตแพทย์ ก็ดีขึ้น แต่ผมมีหลุดนะเลิกได้ปีนึงมีหลุด 1 อาทิตย์ ก็พยายามดึงตัวเองกลับมาทุกวันนี้คือเลิกเด็ดขาดแล้วครับผมมีความสุขดี แล้วมันทำให้เรามองอนาคตได้ จากที่เมื่อก่อนเราติดเหล้าเรามองอะไรไม่เห็นเลย คิดว่าคงจะตาย กินไปมือลูบตับไป มันเจ็บแล้วก็กังวลว่าข้างในมันไปถึงไหนแล้ว แต่ถ้าไม่กินก็ไม่ได้เพราะว่ามันทรมานอ่อนแรงขาสั่นมือสั่น พอเลิกเด็ดขาดสุขภาพดีขึ้น แต่ผมไม่มีลูกมีแต่ภรรยาสาเหตุที่ไม่มีลูกก็เพราะแอลกอฮอล์นี่แหละ ก็ไม่เป็นไรภรรยาเขาแฮปปี้มากบอกว่าเหมือนถูกรางวัลที่ 1 ชีวิตเราดีขึ้นสุขภาพร่างกายก็ดีขึ้น ไม่ทะเลาะกันเหมือนก่อนภรรยาผมเป็นคนนอกวงการครับคือเขาเป็นแฟนคลับเรานี่แหละ มาตามบ่อยๆ ก็เสร็จเราเลย (หัวเราะ)

มุ่งสู่งานแสดงอย่างจริงจัง

งานแสดงก็มีส่วนทำให้ผมเลิกเหล้าเพราะมันเป็นการบ้านใหม่สำหรับเรา มันพลาดไม่ได้แล้วนะ ถ้าเราพลาดอนาคตเราก็จบ ส่วนงานเพลงก็ยังทำอยู่ครับมีลงยูทูบเรื่อยๆ เรื่องมึนเมาผมว่าชีวิตผมน่าจะพอแล้วนะ มันเป็นประสบการณ์ที่มาทำให้เราสงสัยว่าข้างในเราเป็นอะไร ก็พอแล้วล่ะ แต่สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ต่อไปก็คือการแสดงที่ตอนนี้ถือว่าเราก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัว และทุกวันนี้ผมเริ่มหันหาธรรมชาตินะปลูกผักกินเองเริ่มหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ยิ่งเราได้มาทำงานกับพี่ธง แล้วพี่ธงพาเข้าไปหาพระก็สนุกดีมีธรรมะเป็นที่ยึดเหนี่ยวและนำทางชีวิต

ส่งต่อกำลังใจไปถึงคนที่อยากจะเลิก

ก็อยากให้กำลังใจสำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์และคิดที่จะเลิกนะครับผมเชื่อว่าลึกๆ แล้วคนที่ติดเหล้าเขาอยากหยุดนะใจท่านอยากหยุดแต่สมองนี่สิซึ่งมันเลยคำว่าใจแล้วนะ มันไม่ใช่อยู่ที่ใจคนที่ติดจริงๆ คือสมองมันสั่งถ้าหยุดเองจะถึงขั้นช็อกตายได้ ดีที่สุดคือถ้าคุณอยากจะเลิกขอกุญแจดอกแรกก็คือคุณตั้งใจว่าจะเลิกแค่นี้ก็เป็นประตูที่สำคัญแล้วครับ แล้วคนที่เป็นภรรยาก็ต้องมองว่าแฟนเราเป็นคนป่วย และต้องเข้าใจเขา แฟนผมถึงขนาดไปซื้อให้ผมนะเขารู้ว่าเราป่วย ถ้าคุณอยากจะลดละเลิกได้ด้วยตัวเองก็ทำ แต่ถ้าจะให้ถูกต้องควรจะไปปรึกษาแพทย์ สถานบำบัดเยอะแยะเลย เพราะถ้าเราเลิกเองแบบไม่ถูกวิธีมันก็อาจจะตายได้

อีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ

ทุกวันนี้ผมไปไหนมาไหนแฟนๆ ก็เข้ามาทักทายให้กำลังใจ พอเลิกได้เนี่ยแฟนๆ เขาก็ดีใจนะ พี่ปอยฝ้าย กลับมาแล้ว เขาอยากเห็นผลงานเราอยู่ ไม่น่าจะเอาชีวิตและชื่อเสียงที่เราสร้างมาไปทิ้งตรงนั้นเลย มันไม่คุ้มกันที่จะมาตายเพราะเหล้ามีอีกหลายอย่างที่เรายังค้นหาในตัวเราไม่เจอ อย่างเช่นงานแสดงหนังละครซึ่งเราก็เพิ่งจะได้มาสัมผัส เพิ่งจะมาค้นพบว่าเราก็มีความสามารถตรงนี้ การที่แฟนคลับให้กำลังใจเรา มันก็เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มันกำลังจะตายแล้วได้ปุ๋ย ก็เลยทำให้ฟื้นขึ้นมาใหม่เพราะว่าตอนที่เราติดเหล้างานสังคมเราก็แย่ ผู้ใหญ่ก็มองเราแย่ ต่อรองกับสังคมก็ไม่ได้คือพูดอะไรไปใครเขาก็ไม่เชื่อมั่นไม่น่าเชื่อถือ บุคลิกก็ไม่ดีมันลามไปหมดเลยครับ ร่างกายเราก็เสีย การเมาการดื่มมันเป็นความสุขแค่ช่วงที่มันออกฤทธิ์ แต่หลังจากนั้นมันเป็นความทุกข์ การไม่ดื่มเหล้าก็สนุกได้เฮฮาได้สนุกแบบเอาตัวเองกลับบ้านได้คือความสุขที่แท้จริงนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมกล้าประกาศกับสังคมเพราะว่ามันจะเป็นกำแพงกั้นเรา คือเราไปพูดต่อสื่อแล้วนะว่าเราจะเลิก ถ้าจะกลับไปดื่มอีกก็ไม่ได้แล้วนะ เป็นการดัดนิสัยตัวเอง

ต่อสู้จนสามารถชนะขาดจากแอลกอฮอล์มาได้และมีผู้ใหญ่ที่หยิบยื่นโอกาสดีๆ มาให้อีกด้วย สนุกแบบมีสติ สนุกแบบไร้แอลกอฮอล์ก็ทำให้มีความสุขได้ยืนยันจากผู้มีประสบการณ์ตรง “ปอยฝ้าย มาลัยพร”

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘จั๊ก-ชวิน + ต้าร์ มิสเตอร์ทีม + ปิงปอง-ศิรศักดิ์’ 3 ศิลปินตัวพ่อ เผยความมุ้งมิ้งผ่าน‘ละมุนแบนด์’

Published April 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/365727

Star Retro : ‘จั๊ก-ชวิน + ต้าร์ มิสเตอร์ทีม + ปิงปอง-ศิรศักดิ์’ 3 ศิลปินตัวพ่อ เผยความมุ้งมิ้งผ่าน‘ละมุนแบนด์’

Star Retro : ‘จั๊ก-ชวิน + ต้าร์ มิสเตอร์ทีม + ปิงปอง-ศิรศักดิ์’ 3 ศิลปินตัวพ่อ เผยความมุ้งมิ้งผ่าน‘ละมุนแบนด์’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วงการเพลงไทย คึกคักอีกครั้ง เมื่อ 3 ศิลปินดังจากยุค 90 จั๊ก-ชวิน จิตรสมบูรณ์, ต้าร์-สุรชัย วงษ์บัวขาว (ต้าร์ มิสเตอร์ทีม) และ ปิงปอง-ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ ขอแจ้งเกิดเป็น ศิลปินน้องใหม่ ผุดไอเดียสานต่อความเป็นนายละมุน จากรายการดัง Stage Fighterเดบิวต์เป็นกลุ่มศิลปินในนาม “ละมุนแบนด์”

กำเนิด ‘ละมุนแบนด์’

ปิงปอง : เริ่มมาจากรายการ Stage Fighter ทางช่อง GMM 25 ครับ เป็นรายการการกุศลทางโทรทัศน์ ที่มีการรวมเป็นทีม ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอก ว่าเราจะรวมกลับใคร แต่แค่รู้ว่าจะได้เจอกับพี่ๆ เพื่อนศิลปินที่ออกเทปในยุคเดียวกัน แค่นี้ก็มันแล้วครับ งานรวมรุ่น(หัวเราะ)

ต้าร์ : แคทลียา อิงลิช, นิโคล แค่ 2 คนนี้ผมก็เสนอตัวให้เขาแล้วครับ)

ปิงปอง : จุดประสงค์ของรายการคือจะเป็นซีซั่นพิเศษ ที่ทำเพื่อเด็กซึ่งพิการทางหูนำเงินไปซื้อเครื่องช่วยฟังให้กับพวกเขา เพราะว่าเครื่องนั้นต้องติดตั้งในตัวเด็ก ไม่เกิน 4 ขวบ

จั๊ก : แต่เครื่องราคาแพงมาก 8 แสนกว่าบาท ก็เลยต้องหาเงินไปช่วยกัน ด้วยการที่เราเล่นเพลง แล้วก็ให้คนบริจาคเงินเข้ามา

ต้าร์ : รายการก็มาบอกเราว่า จะเป็นทีมละ 3 คนนะ เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร สุดท้ายมาจ๊ะเอ๋เป็นพวกเรา 3 คน ซึ่งผมกับจั๊ก สนิทกันอยู่แล้ว คอรัสด้วยกันบ่อยๆ เวลาพี่โอมจัดงานอะไรแบบนี้ครับ ปิงปองนี่ก็เจอกันบ่อยๆ พอมาร้องด้วยกันปุ๊บเสียงเข้ากันพอดีเลย เหมือนรายการเขาตาถึง(หัวเราะ) แรกๆ เขาก็บอกให้ร้องเป็น backing track ออกมาก่อน ร้องทีละคน แต่จั๊กจะเกลียดการร้องกับ backing track

จั๊ก : ในชีวิตการเป็นนักดนตรีของผมผมไม่ร้องกับ backing track เลยครับ อย่างเลวสุดก็ต้องไปกับกีตาร์ตัวหนึ่ง ก็เลยขอเขาว่าผมไม่ร้องกับ backing track ได้ไหม ขอเล่นกีตาร์เองเขาก็โอเค แล้วแต่พี่เลย(หัวเราะ) เพราะไหนๆ ก็เป็นตำนานหมู่สู้ฟัด เอานักร้องยุค 90 มาลุยกันแล้ว ซึ่งพอผมไหลมาเล่นกีตาร์คนเดียวแล้ว มันก็แตกจากชาวบ้าน เพราะคนอื่นเขา backing trackกันหมด คราวนี้ก็เลยขอเอาลูกทีมมาด้วย(หัวเราะ) มาเป็นคอรัสด้วย พอเพลงของพี่ต้าร์ เราก็ลงไปคอรัส เพลงพี่ปอง เราก็ลงไปคอรัส เลยกลายเป็นแบนด์ไปเลย(หัวเราะ)

ต้าร์ : เราตีความรายการชื่อ Stage Fighter เราก็ไม่ได้อยากมาร้องพ่นไฟอย่างเดียว ก็เลยอยากจะใช้ทั้งสเตจ หลังๆ ก็เลยเริ่มขยายไปเอากีตาร์ไฟฟ้ามาด้วย เอาแอคคอเดียนมา ไวโอลินมา สุดท้ายกลายเป็นฟูลแบนด์(หัวเราะ)

ทำไมต้องชื่อ ‘ละมุนแบนด์’

ต้าร์ : รายการเขาตั้งครับ

จั๊ก : คือรายการเขาตั้งให้เราว่า “ทีมนายละมุน” เพราะว่าเพลงของพวกเราในยุคนั้น จะเป็นเพลงสบายๆ เสียงละมุน นุ่มๆ เขาก็เลยตั้งให้ทีมเราชื่อ นายละมุน แต่ทีนี้ พอลงไปแข่ง เราไม่ได้ลงไปเป็นนายละมุน แต่เราลงไปทั้งกรุ๊ปเลย(หัวเราะ) ก็เลยกลายเป็น ละมุนแบนด์(หัวเราะ)

ต้าร์ : บางคนที่เขาเชียร์ในโซเชียลทีมอื่น เขาก็จะบอกว่า โห…อย่างนี้รุมกันนี่นา แต่ว่าในความหมายของเขา การลงไปรุม มันต้องมีการซ้อมไง เกิดการนัดมาซ้อม ซึ่งผมบ้านอยู่สำโรงจั๊กอยู่ศรีสมาน ก็ต้องขับรถมาเจอกัน กลายเป็นหาเรื่องใส่ตัว แต่พอเราได้ทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดไอเดีย เสียงประสานเรามันได้ ผมต่ำ จั๊กเป็นเมโลดี้ ปิงปองเป็นไลน์สูง พอฟังประสานแล้วเข้ากันปิงปองเลยซ่า ทำอะแคปเปล่า (Acappella)

ปิงปอง : คือจุดเริ่มต้นความเป็นละมุนแบนด์ แบบตอนนี้เลย มันมาจากเทปหนึ่ง ที่ผมคิดอะไรไม่ทัน งานงอก (ต้าร์ : งานเยอะ) ใช่ครับ ไม่ทันแน่ๆ ก็เลยพอโผล่ไปบ้านจั๊ก นั่งบอกว่าสงสัยเทปนี้คงต้องช่วยกัน ในใจอยากได้เป็น อะแคปเปล่า พวกเราจะไหวไหม ไม่ไหวไม่เป็นไรนะ มีทางหนีทีไล่อื่นๆ ก็คิดกัน แต่ว่าจั๊กบอกคนแรก “ไม่ได้สิลุง ยอมได้ไง” ก็เลยลองเริ่มอะเรนจ์เพลง ชื่อเพลง“เหนื่อยไหม” ของพี่เบิร์ด-ธงไชย เอามาทำเป็นอะแคปเปล่ากันแบบหามรุ่งหามค่ำ ปรากฏว่าเป็นเทปที่เวิร์กมาก เลยกลายเป็นว่าคนจำคาแร็กเตอร์ละมุนแบนด์ว่าเป็นวงทรีโออะแคปเปล่า กลายเป็นภาพจำ จนเลยเถิดมาถึงปัจจุบันนี้ครับ(หัวเราะ)

เพลงของละมุนแบนด์

ต้าร์ : ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมาชื่อเพลง PASTEL (พาสเทล) ครับ ส่วนซิงเกิ้ลสอง จริงๆ เสร็จแล้วครับ แต่ผมอยากร้องใหม่ เพราะเขาเห็นผมกำลังจะมีลูก 2 คนเขาก็แต่งเพลงให้ผม จั๊กแต่งดนตรี ปิงปองแต่งเนื้อ ทำเสร็จไปแล้ว แต่ผมขอว่า ขอโอกาสร้องอีกที เพราะว่าลูกผมเพิ่งคลอด “น้องนาตาชา” ถ้าไปร้องอัดใหม่ น่าจะได้ฟิวที่สว่างกว่าเดิม เพราะถ้าปล่อยออกมา ท่าทางจะหมัดหนักอยู่ เพราะเราค่อนข้างจะมั่นใจกับซิงเกิ้ลสองของเราพอสมควรครับ… ส่วนของเพลงพาสเทล เราเพิ่งไปเล่น LIVE มาครั้งแรก เป็นแขกรับเชิญของพี่เจนิเฟอร์ คิ้ม คนดูก็ดูงงนิดหนึ่ง แต่ว่าถึงจะงงกับเพลงซึ่งเป็นเพลงใหม่ แต่เขาก็เข้าใจว่าคาแร็กเตอร์ของนายละมุน เป็นการประสานเสียง คนดูที่ดู LIVE สดๆ ก็ดูจะเข้าใจว่าเพลงสไตล์นายละมุนเป็นแบบนี้นะ

ปิงปอง : ในเพลงพาสเทล จั๊กจะแต่งทำนองขึ้นมาก่อน จากนั้นผมก็เขียนเนื้อเพลง คืออยากพูดเรื่องความรักเชิงบวก อยากพูดถึงการมองโลกให้เป็น ส่วนชื่อเพลง พาสเทล ก็มาจากกีตาร์ผมนี่แหละครับ

จั๊ก : ตอนนี้เราปล่อยให้ฟังกันแล้วครับ เป็น Lyric MV ทาง Mono Music และ fb /IG: LamunBand ส่วนของ MV ขออีดิท(EDIT)อีกนิดหนึ่งครับ (รวมแสดงเองด้วยไหม?) อยู่แล้วครับ อยู่ในสถานะเป็นแบนด์ (เป็นพระเอกเอ็มวีเองไหม?) ไม่ครับ เรามีพระเอกมา

ต้าร์ : จริงๆ ต้องใช้คำว่าพวกเราเป็นวอลเปเปอร์ใน MV (หัวเราะ) ซึ่งเพลงจะแนวมุ้งมิ้งหน่อยครับ ในเรื่องน้องนางเอกน่ารักมาก พระเอกเราก็ได้ ฟิลลิปส์ ทินโรจน์ แชมป์ The Face Men มาร่วมงาน อยากให้รอติดตามกันครับ ดูซิว่าพวกเรา 3 คนจะไปอยู่ตรงไหนใน MV (หัวเราะ)

ตามหาสังกัด

ต้าร์ : จริงๆ เพลงพาสเทลเสร็จมาเป็นปีแล้วครับ แต่หนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเราค่อนข้างไปคุยกับหลายที่ ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนดี ที่จะรู้สึกแฮปปี้ที่สุด ลิขสิทธิ์เพลงเป็นแบบที่เราสบายใจ
ที่สุด และสุดท้ายแล้วก็มาลงตัวที่ โมโน มิวสิค ที่มีคุณพีท พีระ ดูแลอยู่ ซึ่งเขาค่อนข้างจะสนิทกับคุณจั๊กอยู่แล้ว ก็เลยลงตัวกันที่นี่ครับ

อัพเดทชีวิตความเป็นไป

ต้าร์ : ให้มนุษย์ 2 หัวก่อนครับ(หัวเราะ)

ปิงปอง : ครับ ตอนนี้นอกจากมีซิงเกิ้ลเพลงพาสเทลกับละมุนแลนด์ ก็มีที่เพิ่งปล่อยไปชื่อเพลง “เพลงของเธอ” กับวง HOMELESS อันนั้นทำกับทางสนามหลวงมิวสิคครับ ในวงนั้นผมเป็น
มือกีตาร์ และก็โปรดิวเซอร์ให้วง ไม่ใช่นักร้องครับและก็มีหนังสือออกมา 2 ปีแล้วครับ “Pray Station ชั่วโมงท่องมนต์” หาซื้อได้นะครับตามร้านหนังสือทั่วไป ส่วนเล่มที่สอง กำลังพยายามเขียนอยู่ครับ จริงๆ เคยเขียนไปแล้วทีหนึ่งแต่คิดว่าไม่ผ่าน บก.แน่เลย เพราะว่ามันดาร์คกว่าเล่มแรกพอสมควร ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเขียนใหม่อยู่ครับ

ต้าร์ : ตอนนี้ผมเฟดตัวมาทำงานด้านกีฬา ก็นานแล้วนะครับ ทำมา 8 ปีแล้ว ทั้งบรรยาย และก็เขียนคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ และกับวงมิสเตอร์ทีม ก็ยังทัวร์อยู่ ในฐานะหน้ากากอีกาแดง ที่เด็กๆ ชอบเหลือเกิน ก็ยังมีทัวร์กับ เอ๊ะ จิรากร และซานิ อยู่เรื่อยๆ และวิเคราะห์ฟุตบอลอยู่ตามเพจต่างๆ และก็มีทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ (งานแน่นเลยทีเดียว?) ไม่ต้องขอชุกมาก ก็แค่พอเลี้ยงลูกได้ก็พอครับ(หัวเราะ) เพราะฉะนั้นผมรักทั้งเรื่องของดนตรี และกีฬาเลยครับ

จั๊ก : ช่วงนี้ผมก็จะมีงานอีเว้นท์เยอะครับ คือเว้นยาวววเลย (หัวเราะ) (ปิงปอง : เพลงอังกอร์ไงครับ) ใช่ครับ มีร้องเพลงประกอบละครอังกอร์ไปฝากติดตามด้วยนะครับ ช่วงนี้ที่ทำหลักๆ ก็คืองานโปรดิวซ์ครับ แต่อยากเน้นตรงละมุนแบนด์มากกว่า เพราะตั้งใจว่าอยากจะทำเพลงละมุนแบนด์ให้ครบอัลบั้มเลย อยากจะวางแผ่น อยากจะกลับมามีแผ่นอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลังๆ มานี้ ตั้งแต่มีซิงเกิ้ล เพลงไม่ค่อยได้ถูกทำเป็นแผ่นซีดี เลยอยากจะให้ละมุนแบนด์มีแผ่น หรือเป็นบ็อกซ์เซ็ทอะไรแบบนี้ (ต้าร์: ให้เห็นเป็นรูปธรรมครับ)ใช่ครับ (ต้าร์ : คิดไว้ว่าจะทำให้ได้ 10 เพลงใน 2-3 ปีนี้ครับ)

ถึงจะเป็นศิลปินน้องใหม่ในนาม “ละมุนแบนด์” แต่ดีกรีความเป็น จั๊ก-ชวิน, ต้าร์มิสเตอร์ทีม และปิงปอง-ศิรศักดิ์ นั้น… คือมนต์เสน่ห์ศิลปินจากยุค 90 ที่ สตาร์ เรโทร ไม่อาจปล่อยได้จริงๆ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ย้อนชีวิต ‘แก้ว-ชาญวุฒิ’ หรือ ‘ข้าวฟ่าง’ ที่ ‘ตราไว้ในดวงจิต’ ของผู้ชมจนถึงวันนี้

Published April 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/364307

Star Retro : ย้อนชีวิต ‘แก้ว-ชาญวุฒิ’ หรือ ‘ข้าวฟ่าง’  ที่ ‘ตราไว้ในดวงจิต’ ของผู้ชมจนถึงวันนี้

Star Retro : ย้อนชีวิต ‘แก้ว-ชาญวุฒิ’ หรือ ‘ข้าวฟ่าง’ ที่ ‘ตราไว้ในดวงจิต’ ของผู้ชมจนถึงวันนี้

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เคยสร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ในฐานะ นักแสดง เมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่จู่ๆ “แก้ว-ชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร” ก็หันหลังให้กับงานแสดง ยึดตำแหน่ง คนเบื้องหลัง อะไรคือสาเหตุสำคัญ และวันนี้เขายังทำงานในวงการบันเทิงอยู่หรือไม่!? สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้จะพาไปค้นหาคำตอบกัน

หน้าที่รับผิดชอบในวันนี้

ผมดูแลด้านแอ๊กติ้งของนักแสดงใหม่ๆ ที่จะมาอยู่บริษัท “มีเดีย สตูดิโอ” คือเป็นผู้ชำนาญการด้านการแสดง แล้ว “พี่แหม่ม” (พิไลวรรณ บุญล้น) ก็ดึงให้ไปช่วยรายการ เมนูเมียสั่ง, ดวลเพลงดัง, ร้องเล่นเต้นยกครัว และดูละครเรื่องไฮโซสะออนที่ “เพชร” (พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร) กำกับฯ ทำงานที่นี่มาประมาณ 3-4 ปีแล้วครับ

จุดประกาย สายงานแสดง

จะว่าจบมาทางด้านนี้ก็ได้ แต่ว่าไม่ใช่สาขาเอกครับ คือคณะอักษรฯ จะมีภาควิชาการแสดง เราก็เรียนไปด้วย เล่นละครไปด้วย เลยทำอย่างอื่นไม่เป็นทำตรงนี้มาตั้งแต่ปี 2526 ใกล้จะจบมหา’ลัยแล้วก็ได้ไปทำละครเวทีที่โรงแรมมณเฑียร กับ “ครูช่าง”(ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) และ “พี่อี๊ด”(สุประวัติ ปัทมสูต)แต่ตอนที่จะเข้าอักษร ผมไม่อยากเข้านะ อยากเรียนรัฐศาสตร์ แต่สอบไม่ติด ติดอักษรอันดับ 2 และจะไม่เรียนไม่ชอบ เพราะว่าผู้หญิงเยอะ เราจบมาจากสวนกุหลาบ ผู้ชายเยอะ แล้วเราจะไปอยู่ยังไง ตอนนั้นเขาเชื่อว่าจบอักษรมาก็ต้องเป็นครู พ่อ-แม่เราเป็นครู เราไม่อยากเป็น แม่ก็บอกว่าต้องเรียนอักษร และแม่พาไปหาเพื่อนที่สอนอยู่ที่นี่ก็คือ “ครูใหญ่-อาจารย์สดใส พันธุมโกมล” ซึ่งเป็นผู้หญิงที่พลังเยอะมาก (ยิ้ม) เสียงสนั่นห้อง ดูสนุกสนาน แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาสอนอะไร แม่บอกให้อยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวเพื่อนแม่จะดูแลเอง ก็จำใจเรียนมา ตอนแรกเอกอังกฤษโทฝรั่งเศส แต่ไม่รอด เพราะที่นั่นหัวกระทิมาก ก็เลยมาเจอวิชาหนึ่งที่เป็นวิชาบังคับ ก็เรียนดู เออ..สนุกดี ก็คือวิชาการแสดงหนีวิชาการมาปฏิบัติ พอปี 2 ก็ได้เจออาจารย์อีกท่านหนึ่ง ที่ได้จุดประกายให้ ก็คือครูช่าง และเราได้ดูรุ่นพี่เพื่อนๆทำธีสิส และไปแคสละครอยู่เรื่อยๆ เล่นละครบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราจะเน้นกีฬากับกิจกรรม อาจารย์สดใสก็ตามให้ไปแคสละครเรื่อยๆ จะหนีก็หนีไม่พ้น คือละครมันสนุก ได้ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเราทำในโลกนี้ไม่ได้

เริ่มเปิดใจและชอบ

จริงๆ แล้วการแสดงมันมาตั้งแต่เด็ก ตอนประถมออกทีวี.บ่อยมาก แม่จะพาไปช่อง 4 บางขุนพรหมบางทีโรงเรียนก็ส่งไป บ้านก็อยู่ในสวนสุนันทา เพราะว่าพ่อ-แม่เป็นครู เขาจะมีการแสดงทุกปี เราก็ได้ไปเล่นเป็นตัวละครต่างๆ ได้เรียนรู้งานเบื้องหลัง การทำเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า มันก็เป็นสีสันที่สนุก ซึมซับมาเรื่อยๆ แต่เราเป็นนักกีฬา เล่นฟุตบอล เล่นยิมนาสติก ว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก เราเป็นนักกีฬาไม่ใช่นักแสดง แต่โชคดีที่ว่าพ่อกับแม่เราเขาทำอยู่แล้ว เราก็ได้ไปเห็น ได้ไปช่วยก็คือเรามีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการแสดงทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ยังเรียนไม่จบ

ครอบครัวนักกีฬา

ผมมีพี่น้อง 4 คน แก้ว, เพชร, หยก แล้วก็ มุก ซึ่งหยกเป็นนักบอลและทำอีเวนท์ ส่วนมุกน้องสาวเป็นนักยิมนาสติกเหรียญทองซีเกมส์ เราเป็นครอบครัวนักกีฬา โดยมีผมกับเพชรที่ทำงานในวงการ มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันบ่อย สมัยก่อนก็เล่นวิก 07 ด้วยกัน และส่วนมากคนจะคิดว่าผมเป็นน้องชายเพชร บางทีเพชรกำกับละคร เราก็เป็นสวิชชิ่งให้ หรือว่าเขากำกับละคร เราเขียนบทให้ พ่อกับแม่ก็ชอบการแสดงอยู่แล้ว การที่เราเข้ามาตรงนี้ ท่านก็ดีใจ อนุญาตให้ทำ คุณพ่อผม “วัฒนา พรหมสาขา ณ สกลนคร” ก็เป็นคนดังนะครับ ท่านเป็นกรรมการฟีฟ่า เป็นนักบอลทีมชาติ และเป็นครูเมื่อก่อนไม่มีใครไม่รู้จัก ส่วนคุณแม่เป็นครูเช่นกัน

ก้าวแรกในวงการบันเทิง

ช่วงเรียนอยู่ปี 4 ครูช่าง, ครูแอ๋ว (อรชุมายุทธวงศ์) ครูอุ๋ย(อาจารย์พรรัตน์ ดำรุง) มาทำละครให้กับช่อง 7 แล้วหาพระเอกไม่ได้ ก็เลยให้เรามาเล่น ตอนนั้นหน้าตาดี (ยิ้ม) ก็มาเล่นเป็น “หนอนแก้ว” ในเรื่อง“ดักแด้กับมะเดื่อ” เป็นละครเด็กใสๆ สนุกมาก เล่นมาสักพักก็ได้ไปทำละครเวทีที่มณเฑียร จนวันหนึ่งครูช่างก็บอกทาง “อาหรั่ง” ว่าดาราวิดีโอ ต้องการพระเอกละครตอนโต ก็เลยให้เราลองไปเล่นดูคือเรื่อง “ตราไว้ในดวงจิต” บท “ข้าวฟ่าง” ซึ่ง “น้องบอย-เนติลักษณ์” เล่นเป็นพระเอกตอนเด็ก ตอนนั้นเขาว่ากันว่าคนดูกันทั้งเมือง แต่เราไม่รู้ เพราะว่าเราทำละครเวที ก็เลยไม่ได้ดูละครทีวี. แล้วทุกคนต่างตกใจ วันที่เราเดินเข้ากอง น้องบอยก็ตกใจ เพราะว่าผมกับน้องหน้าเหมือนกันมาก “น้าอาด”(สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์) เขาก็อึ้งว่าครูช่างเก่งหาคนได้หน้าเหมือน เราเองเกร็งมากในตอนแรก แล้วก็ละอายใจที่ว่าอาศัยเด็กดัง เพราะว่าน้องบอยเล่นดีมาก เราต้องมาเล่นต่อจากเขา

เลือกที่จะอยู่เบื้องหลัง ขณะกำลังดัง

ด้วยหุ่นเป็นคนผอมๆ ผมยาว หัวตั้งๆ เป็นเหมือนเด็กมีปัญหา เด็กขี้ยา อารมณ์รุนแรง ก็จะได้รับบทประมาณนี้ ผมมีชื่อเสียงจากบทหนอนแก้ว และข้าวฟ่างนี่แหละครับ เล่นละครสักพัก เราก็ไม่อยากเล่นต่อคือด้วยความที่เราไปเจอผู้กำกับที่ไม่ค่อยเป็น หมายถึงพวกเด็กใหม่ๆ ที่ไม่มีพื้นฐาน แต่มาเพราะว่าเส้นสาย เราก็เลยไม่อยากจะทำงานกับบุคคลเหล่านี้ เลยหันไปอยู่เบื้องหลังดีกว่า มาอยู่เจเอสแอล ทำรายการและได้สอนเด็กๆ ผมจะเกลียดมาก กับประโยคที่ว่า“ทำๆ ไปเถอะ คนดูไม่รู้หรอก” ครูใหญ่บอกว่าอย่าดูถูกคนดูนะ มันเท่ากับคุณดูถูกอาชีพตัวเอง คนที่ดูทีวี.ไม่ได้มีแค่คนที่คุณคิดว่าไม่รู้เรื่อง ถ้าเจอคนที่คิดแบบนี้ผมจะเดินหนี ก็เลยเป็นสาเหตุให้ไม่ค่อยรับงาน ถ้าจะเล่นก็ถามก่อนว่าใครกำกับ ทีมไหนทำ บริษัทไหนทำ

เดินตามรอยอาจารย์ทั้ง 7

ไม่เสียดายโอกาส คือบอกตัวเองว่าช่างมันถ้าเราไปเล่นเราก็เสียตัวตน แล้วเวลาไปหาครู มันจะทำให้เรามองหน้าครูไม่ติด เหมือนศิษย์ทรยศครู แล้วบังเอิญว่าผมได้ครูดีๆ ที่นับถืออยู่ 7 คน คือ ครูใหญ่ อาจารย์สดใส,ครูช่าง, พี่อี๊ด, อารอง เค้ามูลคดี, อาอาด, อาพูน พูนสวัสดิ์,อาโต-สุรทิน โอฬาวนิช ที่สอนด้านสวิชชิ่ง ซึ่งผมมากำกับรายการด้วย เราได้ความรู้จาก 7 อาจารย์ หลากหลายสาขา เหมือนชะตาชีวิตพาเราให้ได้ไปเจอ 7 ท่านนี้ซึ่งแต่ละคนเป็นเอกด้านต่างๆ ดังนั้นเราจะทำอะไรที่มันไม่ดี ไม่ได้นะ ไม่งั้นเขาจะด่าไปถึงครูเราได้ บอกตัวเองมาตลอดว่าพ่อ-แม่เป็นครู มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ ถ้าเราทำไม่ดี เขาก็ด่าพ่อ-แม่เราอีก แล้วพอมี 7 อาจารย์เราก็ยิ่งต้องระวังกว่าเดิม ทำมาแล้วหลายอย่าง ทั้งกำกับละคร เกมโชว์ รายการ เขียนบท แต่จะเน้นกำกับละครมากกว่า เพราะว่าเราถนัด ก็ทำให้กับหลายค่ายเขียนบทเอง กำกับเอง เป็นสวิชชิ่ง

เติมพลังให้กับตัวเอง

ด้วยความที่เราเกิดมาจากนักแสดง บางทีเห็นละครเวทีก็อยากไปเล่น อย่างล่าสุดครูช่างทำละครเวทีก็มีโอกาสได้ไปเล่น มันเหมือนได้ไปเติมพลัง ผมมองว่านักแสดงเป็นอาชีพที่เติมพลังนะ เพราะอาชีพอื่นมันสลายพลังเราหมด อย่างละครเวทียิ่งคนดูเขาส่งพลังมาให้ ก็จะยิ่งทำให้เรามีแรงในการเล่น ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปเล่นละครเวทีอีกครั้ง นี่ก็ได้คุยกับครูช่างไว้แล้ว บทแค่ 4-5 บรรทัดก็เอา ก่อนหน้านี้ก็ได้ไปเล่นในงานวันเกิดของครูใหญ่ แล้วทุกคนที่เคยเล่นให้กับครูก็ได้มาเล่นในบทเดิม (หัวเราะ) ซึ่งทุกคนตอนนี้เป็นปรมจารย์หมดแล้ว แต่ก็ได้กลับมาเล่นบทเดิมมาเติมพลัง มารื้อฟื้นบรรยากาศเก่าๆ ได้เห็นครูใหญ่นั่งยิ้มหรือว่าปาดน้ำตาไปในบางซีน เราก็มีความสุข ผูกพันอยู่กับละครเวที กับการแสดงมาค่อนชีวิต และผมจะมีกิจกรรมที่ทำกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งชื่อว่า “คนร่วมทาง” เขาทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว โดยการซ่อมวัดซ่อมโบสถ์ซ่อมพระ ตระเวนไปตามวัดที่พังๆ เราก็ไปซ่อมให้ โดยที่วัดไม่ต้องออกตังค์ เราไปด้วยจิตศรัทธา “พี่อี๊ด-สุเทพ” เป็นคนชวนไป แกชวนอยู่ปีหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ยอมไป จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าอยากไปสัมผัสกับพี่น้องคนร่วมทางว่าเขาทำอะไรกัน คือจากวัดเก่าๆ ไม่ถึงหนึ่งเดือน กลายเป็นวัดใหม่ พระที่ชำรุดแตกก็เป็นพระองค์ใหม่ ผมทำมาประมาณ 6 ปีแล้วครับ มันเป็นความสุขอีกอย่าง และเป็นเหมือนการไปเติมพลัง เรายืนร้องไห้ในวันแรกที่ไปดูพระพังๆ แล้วเราก็มาร้องไห้น้ำตาไหลอีกครั้งในวันที่องค์พระเป็นสีทองอร่าม มันมีความสุขแบบปีติต่างกัน อย่างน้อยก่อนตาย เราได้ทำอะไรบ้าง

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

ส่วนใหญ่จะเป็นงานหน้าพระที่นั่ง ผมได้ทำละคร และเล่นละครหน้าพระที่นั่งหลายเรื่องอยู่ ตื่นเต้นขนลุกเลยครับ เวลาที่แสดงเสร็จแล้ว เราจะมาตั้งแถว พระองค์ท่านเสด็จผ่าน และทรงรับสั่งว่าเราเล่นละครดีมาก แค่นี้เราก็ปลื้มใจแล้ว แค่เราได้เห็นพระองค์ท่านทรงพระสรวญหรือแย้มพระโอษฐ์ เราก็พอใจแล้ว อย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเล่นละครงิ้วให้อักษรฯ เล่นเป็นเห้งเจีย วัยห้าสิบกว่า แล้วไปกระโดดโลดเต้น(ยิ้ม)ทั้งคณะก็ลงความเห็นว่าต้องเป็นเรา วันซ้อมใหญ่ผมตีลังกาลงผิดจังหวะ เลยทำให้เจ็บเข่า เราก็ตกใจกระโดดไม่ได้แล้วทำยังไงดี จะร้องไห้ ซ้อมมาตั้งนาน ถ้าเล่นก็ทำได้แค่เดิน แต่เห้งเจียมันต้องกระโดด แล้วปาฏิหาริย์เกิด คือมีรุ่นพี่คนนึงอยู่ครุฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับละครเลย เขาบอกว่าเห้งเจียมาเข้าร่างเขา และให้เขามารักษาเราเราก็ตกใจคือเข่าซ้ายแย่มาก เขาเดินมาหา และให้เราหลับตา เราก็ถามคนอื่นว่าพี่เขารักษาเรายังไง คือเขาบอกเหมือนหนังจีนกำลังภายในเลยครับ ตบจุดจี้จุดไป หลังจากนั้นก็ให้เราลองเดิน เออ..ปรากฏว่าหาย(หัวเราะ) รุ่งเช้ามาแสดงสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเราก็ตีลังกาอะไรได้ปกติ มีท่าหนึ่งที่ต้องยืนขาเดียว เราก็เหลือบไปเห็นพระองค์ท่านกำลังยกกล้องขึ้นมาถ่าย ตอนนั้นปวดขามาก แต่กัดฟันยืนนิ่งๆจนพระองค์ท่านลดกล้องลง แล้วภาพนั้นคือหนึ่งในภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ไปโชว์ที่หอศิลป์ ผมก็เลยถือโอกาสไปถ่ายภาพนั้นมา นี่คือสิ่งที่มากกว่าเงินที่เราได้ คือความภูมิใจครับ

ชีวิต ณ วันนี้

นอกจากงานประจำที่ทำแล้ว เสาร์-อาทิตย์ก็จะไปวัด ไปซ่อมวัดซ่อมพระกับทีมคนร่วมทาง และพาลูกไปด้วย ตอนนี้ลูกชายคนเล็กอายุ 3 ขวบ ก็เป็นเซียนทาสี คือเขาทำของเขาเอง ผมมีลูก 3 คน คนโตกับคนที่ 2 อยู่กับครูช่าง ก็บอกครูว่าในเมื่อสอนผมมาแล้ว ก็สอนลูกผมต่อเลยละกัน เขาเล่นดนตรีและละคร เป็นโฮมสคูลกินนอนอยู่ที่นั่นเลย อนาคตของลูกๆ ก็แล้วแต่เขาครับ แต่ผมมองแล้ว คนโตอาจจะอยู่เบื้องหน้า คนที่สองอาจจะอยู่เบื้องหลัง คนที่ 3 ยังไม่รู้ เพราะว่ายังเล็กมากแต่หลายคนบอกว่าสงสัยเขาจะบวช (หัวเราะ) ผมเป็นคนเลี้ยงลูกสบายๆ ไม่ได้หวังอะไรกับพวกเขาครับทุกวันนี้ก็คิดว่าขอให้มีเงินเยอะๆ เพื่อจะได้เอาไปซ่อมพระ เพราะว่าบางวัดต้องใช้ทุนเป็นล้าน เราไม่ใช่ช่างรับเหมาไม่ใช่พาณิชย์ เราจะระดมทุนกันเอง ใครอยากจะร่วมทำบุญเราไม่เอานะครับ คือคุณต้องไปเห็นเอง ถ้าคุณอยากทาสี ก็ไปซื้อสีมาทาเอง ตรงนั้นเลย และเราจะเน้นซ่อมวัดหรือพระโบราณที่ไม่เกี่ยวกับกรมศิลป์ เราจะไม่ไปขัดขวางการทำงานของกรมศิลป์ครับ ส่วนงานที่เกี่ยวกับบันเทิง มีคิดอยากจะทำละครเวที ที่ออกฉายในทีวี. ก็คุยกับพี่แหม่มไว้ว่าเราอยากทำละครเวที แล้วออกอากาศสด เหมือนไลฟ์ออนทีวี ซึ่งมันยากมาก และท้าทาย ที่พูดไปนี่ถือว่าจดลิขสิทธิ์แล้วนะครับ (ยิ้ม) อยากทำมาก

ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนดู

ทุกวันนี้ยังมีคนเรียกผมว่าข้าวฟ่างอยู่ แล้วก็มีน้อยคนที่เรียกหนอนแก้ว (ยิ้ม) เราก็ดีใจนะที่เขาจำเราได้ เขาบอกว่าหน้าไม่เปลี่ยนเลย เสียงก็ไม่เปลี่ยน ทรงผมก็ประมาณนี้ ร้านชำตรงหน้าช่อง 7 ถามเลยว่าพี่เป็นดาราใช่ไหม หนูจำได้ คือเขาแก่กว่าเรา แต่เขาเรียกเราพี่ เราก็ยินดี บางคนก็มีทักผิดว่า “พี่ดอนสอนระเบียบ” “พี่กุ้ง-ตวงสิทธิ์” แต่ถ้ามีหนวดบางคนก็เรียกว่า ครูช่าง สำหรับแฟนๆ ที่ยังจดจำผมได้ก็ขอบคุณที่เรายังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา ตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ ในฐานะนักแสดงเราก็จะดีใจว่ายังมีคนจำได้ แม้ว่าผมเล่นละครแค่ไม่กี่เรื่อง แล้วก็เลิกไป ด้วยความที่เราไม่อยากให้คนจำเราในหลายๆ บท ก็เลยพอแล้ว ไปทำอย่างอื่นที่ไม่ต้องสร้างชื่อเสียง แต่คนก็จำเราไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่อยากไปลบภาพเขา ทุกคนดูแล้วร้องไห้ตามเพราะว่าตอนจบข้าวฟ่างฆ่าตัวตาย มันก็เลยเป็นภาพจำของคนดู มันเศร้าจริงๆ เรื่องเขียนดี บทเขียนดี และบอยเล่นดีมาก ขีดเส้นใต้ 2 เส้นนะครับ(หัวเราะ)บอยเล่นดีมาก เราอาศัยบารมีเขาก็ว่าได้ ทุกวันนี้ผมก็จะพยายามสร้างสรรค์ผลงาน อาจจะดูดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เราจะยึดมั่นว่าเราจะไม่ดูถูกคนดูแน่นอนครับ

จากคำพูดทิ้งท้ายของ “แก้ว-ชาญวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร” นี้ ต้องบอกว่า…สมแล้วกับความเป็น “ศิลปินคนเบื้องหลัง”

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : เจาะลึก… ก่อนขึ้นโชว์ 8 สมาชิก The Palace ร่วมเวที ปะทะตำนานดิสโก้ระดับโลก Boney M.

Published March 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/362900

Star Retro : เจาะลึก... ก่อนขึ้นโชว์  8 สมาชิก The Palace ร่วมเวที  ปะทะตำนานดิสโก้ระดับโลก Boney M.

Star Retro : เจาะลึก… ก่อนขึ้นโชว์ 8 สมาชิก The Palace ร่วมเวที ปะทะตำนานดิสโก้ระดับโลก Boney M.

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โอกาสพิเศษมาเยือนแฟนๆ สตาร์เรโทร อีกครั้ง เมื่อ 8 สมาชิก วง The Palace ประกอบด้วย จี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์ (Royal Sprites) , ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ , ต้น-วงศกร รัศมิทัต (McIntosh), สายชลระดมกิจ (The Innocent), พีรสันติ จวบสมัย(The Innocent), จืด-มนตรี กิตติกัลป์ (Forever),เต้ย-รณภพ อรรคราช (Inca) และ จิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว(วงพลอย) เปิดห้องซ้อม Polar Bear Studio ให้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้ย่องเข้าไปดูความพร้อมก่อนขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ The Legend of Disco Boney M. Live in Bangkok 2018 ในวันที่ 15 กันยายนนี้ ณ ไบเทค บางนา (ฮอลล์ 105) โดยวง The Palace เตรียมขึ้นโชว์ร่วมสร้างสีสัน บนเวทีเดียวกับตำนานดิสโก้ระดับโลก Boney M. เจ้าของบทเพลงคุ้นหู อย่าง Rasputin / Daddy Cool /Gotta Go Home / Sunny / Ma Baker / Rivers of Babylon / Hooray! Hooray! It’s a Holi-Holiday

ความพร้อมก่อนเจอ Boney M.

ปุ๊ : ถ้านับเป็นเลเวล 1-10 เอาเท่าไหร่ดีคะ หัวหน้าวง (สายชล : 9 ครับ) (จืด : 9 ครึ่ง) (จิ๊บ :ผม 11 ) มีบางคนบอกเกินด้วย เพราะซ้อมเกินค่ะ

จี๊ด : เราพร้อมกันตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วครับ ตั้งแต่รวมตัวกันมาแล้ว หลายคนถามว่าเฉพาะกิจรึเปล่า แต่เราเล่นมาตลอด แล้วเพลงที่เป็นยุคนี้ คือ Boney M. ต้องเราเลยครับ พวกเราดีใจมากที่ได้มีโอกาสมาพบกับคอนเสิร์ตระดับโลกอย่าง Boney M. สรุปว่าเราพร้อมระดับ 9 ครับ(หัวเราะ)

จิ๊บ : ผมว่าเราพร้อมตั้งแต่ Boney M.เขารวมวงแล้วล่ะ(หัวเราะ)

ความรู้สึกของการได้เล่นเวทีเดียวกับ Boney M.

ปุ๊ : ไม่กดดันเลยค่ะ แต่ตื่นเต้นมากกว่า และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเวทีเดียวกัน ดีใจนะที่เราได้เกิดรุ่นเดียวกับเขา(หัวเราะ) เพราะถ้าไม่ใช่เดอะ พาเลซ ก็ไม่มีใครละ(หัวเราะ)

จี๊ด : ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราทำแบบนี้ครับ เพราะพวกเราแต่ละคนเคยได้ขึ้นเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลกมาแล้ว หลายคน หลายคณะ แต่ครั้งนี้แน่นอนว่าพวกเราตื่นเต้น เพราะถือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของปี 2561 เพราะฉะนั้นคนที่ตื่นเต้นไปกับพวกเรา ผมว่าน่าจะเป็นทุกๆ คนของยุคนั้น ที่จะได้มารวมตัว มาพบกันในวันที่ 15 กันยายนนี้ครับ

Boney M. ในภาพจำ

สัน : จำได้ว่าตอนนั้นเรียนหนังสืออยู่ประมาณ ม.ศ.3 (สายชล : ลอกผมมาเลยครับ) เล่นดนตรีกันในวงนักเรียน ก็ต้องเอาเพลงของวง Boney M.มาเล่น เพราะว่าเป็นเพลงที่ดังมากในตอนนั้น

เต้ย : ผมรู้จัก Boney M. ครั้งแรก ก็เพลง Rasputin ครับ (ทำเสียงกลองประกอบ) เพราะเราไม่เคยได้ยินเสียงกลองอะไรแบบนี้ เพราะสมัยนั้นประเทศไทย ยังเป็น ชึก ชึก โป้ง โป้ง ชึก กันอยู่ พอมีRasputin เข้ามา โอ้โห เท่มาก ก็เลยเป็ภาพจำตั้งแต่สมัยนั้นมาครับ

จิ๊บ : Boney M. ถือเป็นตำนานจริงๆ ครับ คือสมัยพี่สายชลอยู่ ม.ศ.3 ผมยังอยู่ประมาณอนุบาล 3ผมคงเกิดไม่ทัน (หัวเราะ/พร้อมเสียงทับถมจากเพื่อนสมาชิก) แต่คำว่า ดิสโก้ครองโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่ง และอาจจะเป็นส่วนใหญ่ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวงที่ชื่อว่า Boney M. ถ้าคนที่จำได้ หรือคนที่ยังเลือนๆ ลางๆ เขาจะมีด้วยกัน 4 คน เป็นสุภาพสตรี 1 สุภาพบุรุษ 3 คน ทั้ง 4 คน จริงๆ แล้วมีโปรดิวเซอร์ สมองเพชร เป็นคนเยอรมนี ต้องบอกว่าทั้งชื่อวงเอ่ย เสื้อผ้าหน้าผมการแต่งตัวก็มาจากโปรดิวเซอร์เยอรมนีคนนี้ ทำให้ดนตรี และภาพของBoney M. โด่งดังไปทั่วโลก ในระยะเวลานับๆ 10 ปีเพราะฉะนั้นครั้งนี้ถือเป็นความโชคดีที่เขามาแสดงที่ไทย และตัวออริจินอลคือคุณมิเชล ซึ่งเป็นสมาชิกดั้งเดิมก็มาเล่นครั้งนี้ด้วย เพราะฉะนั้นผมเองตื่นเต้นมากที่ครั้งหนึ่งเราจะได้มีโอกาสร่วมเวทีเดียวกับตำนานระดับโลกครับ

จี๊ด-สุนทร

ปุ๊ : ตอนนั้นปุ๊เป็นวัยรุ่นแล้วค่ะ คือดิสโก้ตอนนั้นเด่นมาก มาแรงมาก เวลาเราไปดิสโก้ที่ไหน เราก็จะเปิดแต่เพลง Boney M. ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าใครร้อง Rasputin ก็ร้องไปตามเขา (จิ๊บ : รู้จักแต่เจงกิสข่าน /ชี้ไปทางจี๊ด)

จี๊ด : ภาพจำคือเขาเป็นกลุ่มที่ ผู้หญิงสวยร้องเพลงอยู่ตรงกลาง แล้วจะมีผู้ชายอยู่คนหนึ่งที่ดิ้นไปทั่ว เป็นท่าทางที่อิมโพรไวส์มากๆ (จิ๊บลุกขึ้นเต้นท่าประกอบ) แบบนั้นเลยครับ อันนั้นเป็นภาพจำ และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งของผม ที่เชื่อว่าบนเวทีจะมีสีสัน ก็ต้องมีมูฟเม้นท์ ต้องมีภาษากาย ที่ทำให้ทุกๆ คนได้สนุกด้วย และนั่นก็ทำให้วันนี้ผมเป็นยังงั้นครับ

ต้น : ถ้าพูดถึง Boney M. ภาพจำของผมก็จะนึกถึงอีตาผู้ชายคนหนึ่ง ที่เต้นแบบว่า สมัยนี้เขาเรียก เต้นยับ คือเขาไม่ทำอย่างอื่นเลย รู้สึกเขาจะเรียกว่าเป็น Monkey Dance แล้วก็อย่างที่คุณจิ๊บได้เล่าประวัติให้ฟังว่าเสียงร้องของอีตาผู้ชายคนนี้ จริงๆ คือ เสียงของโปรดิวเซอร์ ที่เสียงต่ำๆ ในขณะที่ผู้หญิงร้องเพลงเพราะมาก เป็นดิสโก้ในอีกสไตล์หนึ่งที่ชื่นชอบกันไปทั่วโลก

สายชล : อย่างที่บอกครับ คำตอบผมอยู่ที่คำตอบคุณสันไปหมดแล้วครับ คือเรารู้จัก Boney M.กันตอนเป็นนักเรียนประจำ เคยเล่นเพลงนี้ด้วยกัน และเพลงที่ผมรู้สึกโดนใจเป็นเพลงแรกเลยคือ Rivers of Babylon และก็มีอีกเพลงหนึ่ง ที่เราต้องไปเล่นในโบสถ์กัน คือเพลง Mary’s Boy Child ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นเพลงของ Boney M. เหมือนกัน

จืด : เอาเป็นว่าที่ทุกคนพูดมาทั้งหมด คือสิ่งที่ผมอยากพูดครับ(หัวเราะ) สมัยอยู่วง Forever ก็จะเล่น Gotta Go Home สนุกกันมากครับช่วงนั้น

จิ๊บ-วสุ

ซาวนด์ดนตรี ที่คนดนตรียังต้องทึ่ง

จืด : สมัยก่อน synthesizer (เครื่องสังเคราะห์เสียง) ยังไม่เข้าถึงเมืองไทย แต่เมืองนอกเขามีมาก่อนแล้ว บางเสียงนี่เราไม่รู้เลยว่าเขาทำได้ยังไง เป็นความเซอร์ไพรส์ แปลกใหม่ ที่มีเสียงประหลาดๆเรียกว่าเป็นเจ้าแห่งซินธิไซเซอร์ สำหรับดิสโก้ในยุคนั้น

ปุ๊ : ส่วนของเสียงร้อง นักร้องรุ่นเล่าเลียนเสียงกันเป็นปกติอยู่แล้วค่ะ สมัยก่อนแกะเพลงอะไร ก็ต้องให้เหมือน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วศิลปินทุกคนก็จะมีความเป็นตัวของตัวเอง อยู่ที่คนฟังมากกว่า ซึ่งเขาก็จะชอบซาวนด์แบบเก่า อยากได้เสียงเก่าๆ ร้องแบบนี้ เราก็ต้องพยายามทำให้ได้อย่างนั้นค่ะ (ต้น : ผู้ชายต้องไปเชียร์ฟุตบอลมาก่อนรึเปล่าครับ?) ใช่ๆ จะได้เสียงต่ำ (หัวเราะ)

จี๊ด : ในทัศนะของผม ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องเด่นของ Boney M. คือซาวนด์ดนตรีมากกว่า อย่างเสียงกลอง หรือที่โดดเด่นมากที่สุดคือไลน์ของไวโอลิน ใช่ไหมครับคุณสัน? (สัน : ใช่ครับ น่าจะ
เป็นพวกเครื่องสาย ที่สีตลอดเวลา แล้วเป็นโน้ตที่เขาเขียนขึ้นมาได้ดีมากเลยครับ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ผมว่ายังไม่มีใครทำดนตรีแบบนั้นได้เลยครับ)

จืด-มนตรี

เซอร์ไพรส์จาก The Palace

สายชล : บอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ(หัวเราะ)

จี๊ด : สิ่งที่เราเตรียมไว้ คือทำให้คนที่ฟังชม เต้น กับเราได้อย่างสนุกสนาน และต่อเนื่อง ที่สำคัญก็คือเราจะมีอะไรใหม่ๆ มาฝากด้วย ซึ่งตรงนั้นเราอุบไว้ก่อนนะครับ

ต้น : เราจะเล่นเพลงที่ Boney M. ฟังแล้วทนไม่ไหว ต้องออกมาเล่นกับเรา (หัวเราะ)

จิ๊บ : ของเขา ดิสโก้ Boney M. ของเราดิสโก้ลูกทุ่ง (หัวเราะ)

สายชล : เราจะเล่นเพลงสากลแบบรวดเดียวเลยครับ เพื่อบิ้วท์ก่อนที่ Boney M. จะขึ้นเวทีอย่าลืมนะครับ ใครยังไม่มีบัตร ซื้อได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ แล้วไปเจอกันเสาร์ที่ 15 กันยายนนี้ ที่ไบเทค บางนา ฮอลล์ 105 ครับ

ต้น-วงศกร

เพลงใหม่พร้อมเสิร์ฟจาก The Palace

สายชล : เพลงใหม่ของเดอะ พาเลซ ตอนนี้เรามีอยู่ 1 เพลงที่เสร็จเรียบร้อยหมดแล้วครับ เป็นสไตล์เพลงสนุกๆ ที่เข้ากับพวกเรา แต่ยังไม่ได้ออกอากาศไป เรารอจังหวะอยู่ว่าจะออกตอนไหนดี รอมีอารมณ์ก่อนครับแล้วเราจะปล่อย (หัวเราะ)

จี๊ด : นี่เขากำลังใบ้อยู่นะครับ… เพราะเรื่องที่เราทำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ คือทำอย่างไรให้ทุกๆ คนมาสนุกสนานกันครับ

เราทิ้งท้ายการสัมภาษณ์กันด้วยเรื่องของ เครื่องแต่งกาย ซึ่งได้รับคำตอบว่าให้รอดูความดิสโก้ที่แฝงความแวววาว ฟิตเปี๊ยะ รัดรูป แทงตาระยิบระยับของเหล่าสมาชิกเดอะพาเลซ ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน!? เพราะ จิ๊บ-วสุ บอกแล้วว่า “ธรรมดาไม่ได้ครับ”

 

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ
เต้ย-รณภพ

เต้ย-รณภพ
สายชล ระดมกิจ

สายชล ระดมกิจ
สัน-พีรสันติ

สัน-พีรสันติ

Star Retro : ค้นทุกแง่มุมชีวิต ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต

Published February 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/361538

Star Retro : ค้นทุกแง่มุมชีวิต  ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต

Star Retro : ค้นทุกแง่มุมชีวิต ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตากันดีสำหรับ ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต นักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ ที่มีผลงานให้แฟนละครติดตามอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเธอสนุกและแฮปปี้กับการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ประหนึ่งว่าทุกงานที่ทำ คือความสุขที่มาเติมเต็มชีวิตในช่วงบั้นปลายของคนวัย 60 กว่าให้สมบูรณ์แบบ มาดูกันว่าอะไรทำให้เธอฟิตปั๋งได้อย่างทุกวันนี้ รวมทั้งเรื่องราวของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่เธอพร้อมอวดให้แฟนๆ ได้ทำความรู้จักแบบหมดเปลือก

อัพเดทหน้าที่การงาน

ตอนนี้มีละคร คุณย่าดอทคอม ออนแอร์ทางช่อง True4U ค่ะ แล้วก็กำลังจะเปิดกล้องของ PPTV เป็นละครรีเมคของจีน “เป้-อารักษ์” เป็นพระเอก และ “โม-มนชนก” คือนางเอก ตุ๋ยเล่นเป็นแม่เป้ ส่วนธุรกิจตอนนี้ก็มีร้านทำเล็บที่เป็นเจ้าของร้านเอง At Nailชั้น M เอสพลานาด รัชดา ก็เข้าไปดูแลบ้างแล้วแต่วัน หาอะไรทำแก้เบื่อไปค่ะ

ผลงานต่อเนื่อง

ตุ๋ยเล่นละครมาตลอดต่อเนื่องเรื่อยๆ นะ แต่ไม่ได้มีเยอะ ปีหนึ่งอาจจะมี 1-2 เรื่อง บางปีไม่มีเลย หรือปี เว้นปี ไม่ใช่ว่าไม่รับเล่นนะคะ แต่เห็นเขาบอกว่าบทของตุ๋ยหายาก คือต้องเล่นเป็นไฮโซ เล่นเป็นคนรวย แล้วละครพวกนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ เล่นเป็นคนจนเขาก็ว่าไม่จน ซึ่งก็ฟังดูดีนะ เขาว่าเรารวย (หัวเราะร่วน) ส่วนในเรื่องคุณย่าดอทคอม เหมือนไมได้เล่นละคร เพราะเป็นตัวเรา คือในคุณย่าหกคน รู้สึกว่าแหม่ม-เทพยุดา จะเป็นคนหาคาแร็กเตอร์ให้แต่ละคนเข้าตัวมากๆ เล่นแล้วเหมือนไม่ได้เล่น เช่น สมมุติเราพูดว่า ฉันไม่ได้นัดผู้ชายไว้หรอก เพราะถ้านัดไว้นะฉันแต่งตัวสวยกว่านี้ย่ะ ซึ่งก็เหมือนเป็นตัวเราเอง ไม่ต้องเล่นเยอะ สนุกดี

ย้อนเส้นทาง งานบันเทิง

ตอนนั้นไปประกวดนางงาม ซึ่งเป็นนางงามที่ตกรอบ (ยิ้ม) ไม่ได้ตำแหน่งอะไร แต่พอมีแมวมองมาเห็นเรา ก็ให้ไปถ่ายปกหนังสือก่อน ตั้งแต่นิตยสารต่างๆ แล้วก็มาเป็นนางแบบเดินแฟชั่น แล้วก็มาเล่นละคร บทส่วนใหญ่ที่เล่นถ้าเป็นนางเอกก็จะได้บทนางเอกที่ไม่ได้เรียบร้อย เป็นนางเอกที่เปรี้ยว เช่น กุหลาบไร้หนาม แล้วตัวที่เล่นก็ต้องเป็นคาแร็กเตอร์นักเรียนนอกมีความเชื่อมั่นในตัวเองประมาณนั้น ก็ทำงานถ่ายหนัง ถ่ายละคร ถ่ายแบบไปสักพัก พอแต่งงานก็หายไปอยู่เมืองนอก 14 ปี แล้วก็กลับมาตอนอายุ 39 ปี แล้วก็เริ่มมีละครบ้างประปรายอย่างที่เห็น ไม่ได้หายไปไหน แต่ก็ไม่ได้มีถี่

แฮปปี้กับทุกงานที่ผ่านมา

มากนะคะบอกเลยว่าแฮปปี้ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ ใครเขาบอกมันคือมายา แต่ตุ๋ยจะบอกนะว่าทุกวงการก็คือมายาทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าวงการนี้เป็นวงการที่คนสนใจ เป็นพระเอกนางเอกหรือเป็นตัวไหนๆ ก็เป็นเรื่องที่คนอยากขุดคุ้ย แต่ทุกวงการก็เหมือนละครนั่นแหละ คนจริงใจและไม่จริงใจก็มีปะปนกันไป

ความทรงจำกับอาชีพที่ภาคภูมิใจ

ทุกวันนี้ตุ๋ยมีความรู้สึกว่าประชาชนเขาจำเราได้ เขาก็จะเวลคัมเรากับวงการอื่นๆ ด้วยนะ สมมุติว่าคุณไปเป็นซีอีโอของบริษัทนี้ คุณก็จะใหญ่เฉพาะในออฟฟิศของคุณ แต่ถ้าเป็นดารานักแสดง อยู่ตรงไหนคนก็จะเปิดรับ ให้โอกาส เดี๋ยวทำให้ก่อน เหมือนเขาปลื้มเรา ตุ๋ยชอบน่ะ แฮปปี้ แต่ไม่ใช่ในเชิงว่าได้สิทธิพิเศษอะไรนะคะ แต่มันเป็นความรู้สึกดีที่แบบไปไหนมีคนจำเราได้เรามีความรู้สึกว่าเราภูมิใจนะ อย่างบางทีตุ๋ยไปไหนก็จะลืมไปว่าเราเป็นดารา ก็แหกปากทำกิริยาไม่งาม (หัวเราะ) ก็ต้องสำรวมระมัดระวัง วางตัวให้ดี ไปไหนมาไหนก็ต้องแต่งตัวให้คนเขามองว่า นวลปรางค์ยังดูดีนะ นอกจากว่าบางวันที่เราขี้เกียจจริงๆ ก็ใส่หมวกปิดแมส คือก็อยากให้เขาเห็นเราในสภาพสวยๆ น่ะ เห็นเราแล้วดูดี เขาจะได้ไม่ผิดหวัง ซึ่งทุกวันแฟนละครเขาก็จำเรา
ได้ตลอด ก็เข้ามาทักทายบ้าง อย่างคนกรุงเทพฯ เขาก็จะมีท่านิดหนึ่ง มองๆ ยิ้มๆ แต่ถ้าไปต่างจังหวัดเขาก็จะซื่อๆ เข้ามาหา จับตัว โอ้ย..สวยจังเลย ยังเคยดูละครหนูอยู่เลย เราก็แซวขำๆ พี่ดูหนูก็คงใกล้ๆหนูแล้วล่ะ (หัวเราะ)

งานทุกอย่างตอนนี้ถือว่าเป็นงานอดิเรก

ใช่ค่ะ เพราะตุ๋ยจะไม่ค่อยทำงานหนักๆ แล้ว คิดว่าน่าจะรีไทน์แล้วล่ะ ทำน้อยหน่อย ให้มีสังคม ได้เจอเพื่อนฝูง มีอินคัมเข้ามาเป็นแบบเอ็กซ์ตร้าอะไรก็ว่าไป เพราะตอนนี้วางแพลนชีวิตไว้ว่า จากวันนี้จนถึงตายถ้าเราใช้เงินเป็น เราจะมีพอใช้จนจบชีวิตนะ กะไว้หมดแล้วชีวิตก็จะไม่กระเสือกกระสน ถ้าต้องมาทำงานหนักๆตอนอายุ 60 ปี ไม่ไหวมั้ง ฉะนั้นต้องวางแพลนตั้งแต่ต้นว่า ต้องสุขภาพดี มีเงินเก็บ แล้ว ณ วันนี้อยู่ไปได้สบายๆ ลูกชายเรียนจบอยู่เมืองนอก ไม่มีภาระอะไรให้ต้องห่วง

ทุ่มเทดูแลตัวเอง

ชีวิตต่อจากนี้ก็จะเป็นอะไรที่สบายๆ ดูแลตัวเองออกกำลังกาย มีละครก็เล่น ไม่มีก็ออกมาเจอเพื่อนกินข้าวกับเพื่อนฝูง แล้วก็ต้องเลือกเพื่อนว่าให้อยู่ในระดับเดียวกับเรา เพราะว่าบางคนไปวัดตื่นตีห้า ตุ๋ยก็ไม่เอานะ แต่คนนี้ชอบกิน โอเคไป คนนี้ไม่คุยเรื่องหนักสมองฉันชอบ ไปออกกำลังกาย แต่งตัวสวย กินข้าว ไปส่วนไปวัดนี่ก็รองลงมานิดหนึ่ง ไปได้เหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) หรือวันไหนก็แวะเข้าร้านทำเล็บบ้าง ไปเสนอหน้าวันละชั่วโมงเพราะก็อยู่แถวบ้าน คนวัยนี้แล้วน่ะก็พักผ่อนหาความสุขให้ตัวเองให้มากที่สุด

ชีวิตครอบครัว

อดีตสามีเสียชีวิตแล้วค่ะ ลูกชายก็อยู่ซิดนีย์ อายุ 30 ปี กำลังจะแต่งงาน ส่วนตอนนี้ตุ๋ยอยู่กับครอบครัวของตุ๋ยที่บ้าน ซึ่งคุณแม่อยู่ชั้น 1 ตุ๋ยอยู่ชั้น 2 น้องชายอยู่ชั้น 3 น้องสาวอยู่ชั้น 4 ซึ่งบ้านมี 5 ชั้น ก็แบ่งกันอยู่ เหมือนอยู่คอนโด แต่ก็อยู่ด้วยกันค่ะ แฮปปี้ดี

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

เขาก็มีแพลนที่จะกลับมาอยู่เมืองไทยในอีก 2 ปีนะคะ ตอนนี้เขาก็ทำงานไปเรื่อยๆ ก่อน เป็นวิศวกรอยู่ที่นู่น เราก็บอกเขาแหละว่ายังไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องกลับมา เพราะม่ามี้กับคุณยายยังแข็งแรง ยังเดินทางไปหาลูกได้ ถ้าลูกอยู่ที่นี่ ลูกจะเหนื่อยในการที่ยูจะต้องตื่นตีห้า เพื่อที่จะต้องไปถึงที่ทำงาน 8 โมง รถติดเสียเวลา แต่ถ้าจะให้กลับมาแล้วพาเข้าวงการบันเทิง ลูกตุ๋ยก็คงไม่ได้หล่อพอ (หัวเราะร่วน) งั้นก็เลยคิดว่าไปเป็นวิศวะอยู่เมืองนอกก็โอเคแล้ว เพราะถ้าอยู่ในวงการบันเทิง ถ้าดังก็รอด แต่ถ้าเข้ามาครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่เอาดีกว่า และใช่ว่าจะเมคมันนี่ได้เท่าไหร่ แล้วเขาเรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งปริญญาตรี ปริญญาโท ด้านวิศวกร ที่ซิดนีย์เลยนะก็เลยบอกเป็นวิศวะอยู่ที่นู่นละดีแล้ว เงินเดือนตกเดือนละสองแสน แฮปปี้ แต่มันก็มีโมเม้นท์เคยคิดนะว่าอยากให้เข้ามา แต่แค่อยากอวดลูกเฉยๆ ว่าลูกชายฉันก็หน้าตาดีระดับหนึ่งนะ (หัวเราะ) เท่านั้นแหละ แล้วถ้าเขากลับมาก็อยากให้คนไปสัมภาษณ์บ้าง ฉันอยากอวดแค่นี้ (หัวเราะ)

แม่ในแบบฉบับแม่ตุ๋ย

ตอนนี้ก็แก่เกินที่จะเป็นแม่แล้วล่ะ ก็เหมือนเป็นเพื่อนกันแล้ว คุยกันแบบตรงๆ ซึ่งตอนเด็กก็เป็นคุณแม่อีกแบบหนึ่งนะ พอโตขึ้นแล้วเรารู้ว่าเขาเอาตัวรอดได้แล้ว ก็จะไม่เข้าไปจุกจิก แต่ตอนนี้ที่เป็นห่วง ก็คือสุขภาพ ออกกำลังกายบ้างนะ กินอาหารที่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ก็เลยเหมือนเพื่อนเขาค่ะ เพราะเขาก็มีแฟนที่คอยดูแลแล้ว เดี๋ยวก็กลับมาแต่งงานกัน หายห่วง ไม่มีภาระอะไรแล้วค่ะ

พอแล้วกับชีวิตบั้นปลาย

ไม่อยากทำอะไรแล้วค่ะ ไม่อยากเครียด อยู่เฉยๆไม่เครียดดีกว่า เพราะเราแก่แล้วถ้าล้มก็จะรับไม่ค่อยได้ ฉะนั้นก็ไม่ทำเลยดีกว่า ส่วนงานเบื้องหลังการทำละครก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำ เพราะไม่น่าจะใช่ทางของเรา แล้วอีกอย่างเรามีความรู้สึกว่าศักยภาพของคนที่มาทำละคร หนึ่งเลยนะยูต้องแบบทนแรงกดดันได้นะ แล้วถ้าทำมาเกิดไม่ดังคนอื่นทำมาดังก็เสียความรู้สึก และต้องใช้เงินเยอะควักเยอะๆ ก็ไม่ไหวนะ (ยิ้ม) ก็เลยเลือกที่จะไม่ทำอะไรเกินตัว แล้วหันกลับมาดูวัยตัวเองด้วยว่าเราทำได้แค่ไหน ถ้าเราไปหวังในสิ่งที่ทำไม่ได้ก็ทุกข์เปล่าๆ เราก็หวังในสิ่งที่เราทำได้ เราก็จะมีความสุข อยากจะไปไหนก็ไปเลย อยากจะไปหาลูกก็ซื้อตั๋วบินไปเลย ละครนานๆมีเล่นก็แฮปปี้ ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ แต่จะทุกข์เรื่องไร้สาระ โดนภาษีเยอะจังทำไมคิดฉันเยอะขนาดนั้น เงินก็ไม่ได้เยอะมากมาย คิดซะเยอะเลย เสียดายตังค์ค่ะ(หัวเราะ)

อุปสรรคชีวิต ที่ก้าวข้ามผ่าน

คือจะมาบอกว่าชีวิตนี้ฉันเพอร์เฟกท์ไปหมดก็เป็นไปได้หรอก คนรวยเขายังมีสารพัดปัญหาเลย ตุ๋ยก็มีเหมือนกัน ปัญหาใหญ่สุดในชีวิตก็เจอมาแล้ว เมื่อก่อนมีความกังวลเยอะมาก ตอนนั้นคือคิดว่าเจอปัญหาหนักแล้วนะ ตอนโดนสามีทิ้ง เสียใจมาก ไม่คิดว่าจะต้องขายบ้าน ขายทุกอย่างแล้วกลับมาไทย แต่โชคดีกลับมาก็มีละครติดต่อมาให้เล่นเรื่อยๆ พอย้อนกลับไปคิดนะ ตอนนี้สบายจะตาย รู้แบบนี้ทิ้งเขาก่อนตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอให้เขาทิ้ง ถ้ารู้ว่าชีวิตมันดีแบบนี้ (หัวเราะ)แต่อย่างที่บอก แต่ละช่วงวัย ความคิดมันก็จะคิดไม่เหมือนกัน แล้วพอตอนนี้ย้อนกลับไปก็ตลกดีเออไปนั่งทุกข์อยู่ทำไม (ยิ้ม)

สิ่งที่ขับเคลื่อนให้เดินต่อ

เวลาค่ะ เวลาจะทำให้เราดีขึ้น และเรามีลูก ฉะนั้นถ้าเราหาเงินไม่ได้ ลูกเราจะทำยังไง ก็เหมือนเป็นการผลักดันให้เราต้องสู้ไปโดยปริยาย ก็ต้องเอาชีวิตให้รอด ซึ่งวิธีคิดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ตุ๋ยก็เลือกที่จะพาลูกกลับมาไทยตั้งแต่เขาอายุ 7 ขวบ จนตอนนี้เขา 30 ปีละ ก็ถือว่ารอด และรอดแบบดีด้วย เลยมองย้อนกลับไปว่า ตอนนั้นจะไปทุกข์ทำไม กินข้าวไม่ลงจะบ้าหรือเปล่า ตอนนี้เวลาเจอใครที่มีปัญหา ตุ๋ยจะสอนให้เขาสู้นะ เพราะทุกคนต้องใช้เวลา เพียงแต่ว่าถ้าคุณล้มแล้วคุณใช้เวลานานเท่าไหร่ในการที่จะลุกถ้าลุกช้าก็เริ่มใหม่ช้า ก็อยู่ที่เรา อยากจะลุกเร็วเราก็ต้องทำให้เร็ว ขึ้นอยู่ที่เราทำตัวเอง บางคนไม่มีกะจิตกะใจเงินน้อยเงินมากทำไว้ก่อน ไม่มีใครหรอกที่จะแฮปปี้กับชีวิตได้ตลอด

สุขภาพแข็งแรงฟิตปั๋ง

ตุ๋ยเป็นคนที่เห็นแก่กินมาก เพราะฉะนั้นถ้าเห็นแก่กินก็ต้องออกกำลังกาย ถ้าไม่ออกกำลังกายก็จะกินแบบไม่มีความสุข โรคภัยก็มีอยู่แล้วตามวัยของคนแก่ เช่น คอเลสเตอรอล น้ำตาล ก็ดูแลเท่าที่ดูแลได้ ไม่ต้องถึงกลับเครียดมาก ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ซึ่งตุ๋ยจะออกกำลังกายทุกเช้า โยคะหนึ่งชั่วโมงเย็นเดินอีกหนึ่งชั่วโมงจะได้กินได้สามมื้อ ส่วนโรคที่มากับกรรมพันธุ์หรือความแก่ก็ต้องทำใจ แต่เรื่องออกกำลังกายของตุ๋ยจะติดเป็นนิสัยมาเกือบ 20 กว่าปีแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้ออกกำลังกายก็เหมือนตื่นมาไม่ได้กินข้าวน่ะ

แฟชั่นสุดแซ่บของวัย60

ตุ๋ยเป็นคนไม่ยอมแกนะ อยากนุ่งขาสั้นก็จะนุ่งแต่ก็จะโดนลูกว่า ทำไมม่ามี้แก่แล้วยังนุ่งขาสั้นอยู่ คือฉันออกกำลังกายมาก็อยากจะแต่งตัวสวยๆ บ้าง ลูกชายก็จะบอกว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย (หัวเราะร่วน) แต่เราก็จะแต่งในสไตล์เราที่ไม่ได้น่าเกลียด ก็ต้องดูแลตัวเอง เอาที่เราแฮปปี้ ตุ๋ยเป็นคนที่การพนันไม่เล่น บุหรี่ไม่สูบ สามทุ่มนอน เที่ยวกลางคืนก็ไม่ แล้วจะให้ฉันเอาตังค์ไปใช้อะไร ถ้าไม่กินกับช็อปปิ้ง ชีวิตโอเคแล้ว

อัพเดทสเตตัสหัวใจ

ตอนนี้ก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไรนะคะ แต่เวลาคนมาจีบ ฉันคิดว่าฉันเก่งกว่า เงินฉันก็มีมากกว่า แล้วฉันก็คิดว่าฉันฉลาดกว่า เวลาคุยอะไรแล้วไม่เข้าท่า คบแล้วก็ไม่ใช่ ก็อยู่กับเพื่อนดีกว่า แฮปปี้ดีทุกอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าขาด อยู่กับแก๊งเพื่อน กิน เที่ยวเล่น คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เอาใครมาด่า เรียกว่าเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย แล้วสี่คนมีสามีแค่คนเดียวคือ แหม่ม-เทพยุดา นอกนั้นโสด เลยได้คุยกันแบบไม่ต้องรีบกลับบ้าน นั่งกันไปเรื่อยๆ ชิล ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่ต้องตะเกียกตะกายที่จะมีนู่นมีนี่มีนั่นนี่ คือพอแล้วสมบูรณ์แบบละชีวิตนี้ เพราะถ้าให้คะแนนชีวิต ณ วันนี้ ก็ เก้าเต็มสิบค่ะ (ยิ้ม)

ทิ้งท้ายถึงแฟนๆ ที่ติดตาม

อยากขอบคุณแฟนๆ ทุกคน ที่เข้ามาทักทาย คุยด้วย บางคนก็จะเข้ามาทัก บางทีเราก็งงๆ เคยเจอที่ไหนนะ ก็ต้องเข้าใจนะคะ เราหกสิบแล้ว ก็หลงลืมไปบ้างเพราะเราเจอผู้คนเยอะ หรือถ้าเข้ามาบอกว่าเจอที่ไหน ก็ดีใจมากแทบจะก้มลงกราบ เพราะเขาย้อนให้เรานึกได้ ไม่งั้นต้องคิดไปอีก 4 ชั่วโมงถึงจะคิดออกค่ะ(หัวเราะ)

การได้นั่งคุยกับเธอ ทำให้เราทราบถึงข้อดีหลายๆ อย่าง ของการใส่ใจสุขภาพ และการวางรากฐานทางการเงินให้กับชีวิต เพราะเมื่อถึงวัย 60 ใบหน้าก็จะอิ่มไปด้วยความสดใสร่าเริง เหมือนเธอคนนี้ ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต!!

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : บทบาทใหม่ของ‘เล็ก-เจษฎา’ อดีตดาราหน้าเด็ก

Published February 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/360143

Star Retro : บทบาทใหม่ของ‘เล็ก-เจษฎา’  อดีตดาราหน้าเด็ก

Star Retro : บทบาทใหม่ของ‘เล็ก-เจษฎา’ อดีตดาราหน้าเด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนักแสดงหนุ่มหน้าใส กับหลากหลายบทบาททางการแสดง 20 ปีที่ชื่อของ “เล็ก-เจษฎา รุ่งสาคร” เป็นที่รู้จักของแฟนละคร แต่ถ้าให้มองย้อน เขาจะเล่าถึงประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวของตัวเองอย่างไร!? วันนี้ “สตาร์เรโทร” จึงเปิดพื้นที่ให้เขาเผยใจ กับวิถีความเป็นไปในวงการ

“ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ เป็นออฟฟิศใหม่ของผมครับ (ออฟฟิศ LeLuxe France ถ.รามอินทรา 40) ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน เป็นออฟฟิศที่ทำแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งผมทำแบรนด์นี้มาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการโพสต์ขายในไอจีของตัวเองมีงานแสดงไปด้วย ขายครีมไปด้วย เหมือนเป็นรายได้เสริม มีคนออเดอร์มา เราก็ไปส่งเอง พอวันหนึ่งก็มานั่งคิดว่าสินค้าเราก็พอขายได้และเริ่มมีคนรู้จักก็เลยคิดว่าเราต้องจริงจังแล้วล่ะ ก็เริ่มมองหาสถานที่ที่เป็นออฟฟิศเพื่อที่เราจะมีพนักงานมาช่วยดูแลจากที่ไปเช่าใต้ถุนคอนโดอยู่ห้องเล็กๆ จากพนักงาน 1 คน คอยไปส่งของคอยตอบข้อความ เราก็เลยคิดต่อยอดว่าจะมีช่องทางไหนที่เราจะสามารถเอาสินค้าไปขายได้ ก็ไปหาร้านค้าตามจังหวัดต่างๆ บุกไปทั้งหนังสือแคตตาล็อก ตามเว็บฯ จนถึงทางทีวี. และตอนนี้พนักงานก็มีประมาณ 10 คนแล้ว จากที่มีครีมแบบเดียว ก็ต่อยอดไปมีหลายตัวมากขึ้น ทั้งสบู่ เซรั่ม ครีมกันแดด คลีนซิ่ง ซันสเปรย์”

เหตุที่เลือกทำธุรกิจนี้

จริงๆ ที่บ้านทำฟาร์มกล้วยไม้ พ่อแม่และพี่สาวก็ดูแลอยู่แล้ว คือด้วยความที่เราเกิดมาเราก็เจอสวนกล้วยไม้เจอสวนฝรั่ง เป็นลูกชาวสวนเลย แต่เมื่อก่อนก็เคยช่วยที่บ้านนะครับ คือจากที่จัดกล้วยไม้ส่งนอก และปากคลองตลาด ตอนที่เรียนจบใหม่ๆก็คิดหาช่องทางใหม่ในการจัดจำหน่าย คือไปติดต่อจนสามารถนำดอกกล้วยไม้เข้าห้างสรรพสินค้าได้ เราก็ดำเนินเรื่องเองทั้งหมด ส่วนเราก็มาทำครีมของเราเอง ด้วยความที่ได้ทดลองใช้มาก่อนหน้านี้ แล้วรู้สึกว่าเราชอบ พอเอาไปให้เพื่อนๆ ลองใช้กันเขาก็บอกว่ามันเห็นผลจริงๆ ก็เลยลองทำขายดู ตอนนี้ก็ถือว่าไปได้ดีนะครับ แต่การแข่งขันมันก็สูงมากด้วยเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนก็มีแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่สำหรับแบรนด์ของ Le Luxe France ที่ผมมองไว้เลย ก็คือตัวโพรดักส์มันขายตัวมันเองได้ คนใช้แล้วก็รู้สึกตั้งแต่คืนแรกที่ใช้ แล้วจะเป็นการบอกต่อกันมากกว่า ว่าใช้แล้วเห็นผล

กว่าจะมาถึงวันนี้

เหนื่อยนะครับ แต่ว่าสนุก คือมันก็จะมีปัญหาทุกอย่างมาให้เราแก้ แต่เราก็ต้องมีจุดยืนของเราว่าสินค้าเราคุณภาพเป็นยังไงรักษามาตรฐานเอาไว้น่าจะดีกว่า ถือว่าเป็นอาชีพหลักของเราไปแล้ว แต่ว่างานแสดงก็ยังรับอยู่นะครับ ละครที่ถ่ายจบไปแล้วรอออนแอร์ก็มีเรื่อง “อุทัยเทวี” ตอนแรกที่หันมาทำธุรกิจคือเราก็คิดว่าวงการบันเทิงมันไม่มีอะไรที่แน่นอน ไม่ได้เป็นดาวค้างฟ้า สมัยนี้เด็กใหม่ก็เยอะเข้ามาแป๊บเดียวออก แต่รุ่นผมยังดีกว่าสมัยปัจจุบันนะที่เราอยู่ได้นานกว่า เลยคิดว่าการหาอาชีพเสริมมารองรับ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการเป็นนักแสดงก็เป็นเหมือนใบเบิกทางเป็นการต่อยอดให้เรา คนจำได้ว่าเราเป็นดาราเป็นนักแสดง ทำให้เป็นบันไดขั้นแรกที่เขาเปิดรับเรา

ย้อนวันวาน..เดินเข้าวงการ

ตอนนั้นยังเด็ก (ยิ้ม) เพิ่งอายุประมาณ 17 เริ่มจากการประกวดของหนังสือวัยหวานครับ แล้วก็ติดหนึ่งใน10 ซึ่งเพื่อนเป็นคนส่งเราไปประกวดเราก็ลองไปขำๆ เมื่อก่อนเป็นคนที่ขี้อายมาก และไม่คิดว่าจะได้ด้วย ไปแคสโฆษณาเยอะมากกว่าจะได้งานหนึ่งชิ้น แล้วก็ได้เล่นละครเรื่องแรก “สวัสดีคุณครู” ทางช่อง 7 ก็เป็นบทที่ไม่ได้หวือหวามากคือเป็นนักเรียนใกล้ตัวเรา ส่วนเรื่องที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นก็คือเรื่อง “โนห์รา” และ “ใครกำหนด” ซึ่งเป็นเรื่องที่มีพระ-นางเป็นคู่ขวัญในตอนนั้น “เขตต์-นุ่น” นำแสดง คนก็มองว่าผมหน้าเหมือนเขตต์ด้วย ก็เล่นละครมาเรื่อยๆ จนหมดสัญญาทางดาราวิดีโอ แต่เราก็ยังมีงานแสดงกับช่อง 7 อยู่เรื่อยๆ แล้วทางทางช่อง 3 บรอดคาซท์ก็ติดต่อเข้ามาเราก็มองว่ามันเป็นโอกาสที่ดี แล้วมันมีกระแสคนนู้นคนนี้ย้ายช่องพอดี บวกกับว่าตัวเราเองก็ไม่ได้มีสัญญากับช่องกับค่าย ก็เลยอยากจะไปเรียนรู้ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ว่าการทำงานเป็นยังไงซึ่งแต่ละกองแต่ละบริษัทเขาก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็เป็นนักแสดงอิสระเล่นได้ทุกช่องทุกค่ายและมีผู้หลักผู้ใหญ่ค่ายเดิมๆ ที่เราเคยร่วมงานด้วยยังเรียกใช้เราอยู่เรื่อยๆ

ถูกมองเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ

จริงๆ เล่นหนังเจ้าหรือที่เรียกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่องเองนะครับ แต่ว่าคนจะมองเป็นโลโก้ไปแล้ว (ยิ้ม) ผมไม่ได้มองว่าเป็นการลดเกรดนะ คือผู้ใหญ่ก็ยื่นบทพระเอกมาให้เล่น แต่เราไม่เล่นเอง เพราะว่าตอนนั้นก็รับละครอยู่ 3-4 เรื่อง และถ่ายหลายช่องด้วย อีกอย่างคือพอเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งเราไม่เคยเล่นมาก่อนเราก็ทำตัวไม่ถูกเล่นไม่เป็น และเขาจะถ่ายไปออนแอร์ไปเราก็กลัวว่าจะไม่มีเวลาให้เต็มที่ แต่ในที่สุดก็ได้เล่นจนได้ในเรื่อง“สิงหไกรภพ” เป็นคนที่เล่นละครกลางคืนแล้วมาเล่นหนังเจ้าปกติเขาจะเล่นหนังเจ้าแล้วไปเล่นละครกลางคืนแต่เราก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจเสียใจอะไรนะครับ คือเราก็เล่นทุกบทบาทที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส

เกือบจะได้เป็นพระเอก

เคยจะได้เล่นเป็นพระเอกอยู่ประมาณ 2 ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เล่น ถ้าเราจะโทษดวงก็อาจจะเป็นไปได้แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะโอกาสและจังหวะชีวิตของคนเราแต่ละคนมันอาจจะไม่เหมือนกันครับ ถามว่าเสียใจไหมตอนนั้นก็มีเสียใจบ้าง แต่วันนี้เรามองทุกอย่างว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

เมื่อบทบาทหน้าจอเริ่มน้อยลง

ก็ทำตัวปกตินะครับ แต่เราก็หาอะไรทำเป็นคนที่ไม่ได้หยุดนิ่งนะ ก่อนที่จะมาทำ Le Luxe France ก็เคยเปิดโรงเรียนสอนการแสดง ทำหนังสือ ขายของตามงานอีเว้นท์จัดงานอีเว้นท์ ไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดไม่อายที่จะทำมีคนมาทักเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรไม่อายทำกินคือเราต้องวางแผนไว้ก่อนว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงานแล้วเรามีความถนัดทางด้านไหนนอกจากงานแสดงเราก็ควรจะมองหางานนั้นๆ เสริมไว้บ้างไม่ใช่ว่ารอแค่งานละครอย่างที่บอกว่าวงการบันเทิงเรามันมาเร็วไปเร็ว เราแค่รักษาระดับคุณภาพของตัวเองยังไงให้มันยังดีอยู่ ซึ่งมาตรฐานของผมก็คือต้องตรงต่อเวลาให้ความเคารพผู้ใหญ่ ได้รับบทบาทไหนมาเราก็ต้องมีความรับผิดชอบ

มิตรภาพในวงการบันเทิง

ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าทุกคนเขาก็มีครอบคนกันจะหมดแล้ว (หัวเราะ) รุ่นผมถ้าเป็นกลุ่มหนังเจ้าก็จะมี “อ้อม-ประถมาภรณ์” “ต้าร์-พศิน” “แยม-ธมลพรรณ์”“การ์ตูน-มินท์ธิตา” แล้วก็จะมี “โซบี-โชติรส” ที่เราเคยเล่นคู่กันตอนที่ผมข้ามไปเล่นช่อง 3 เรื่อง “แฝดพี่ฝาดน้อง” แล้วก็ “พี่บุ๊ค-ปริญญา” ที่เล่นละครด้วยกันบ่อยเขาก็เหมือนเป็นรุ่นพี่ในวงการที่พาเราไปรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ว่าตอนนี้เขาก็ผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้จัดการดาราเป็นพีอาร์ แต่ก็ยังไม่ทิ้งกันรู้จักกันมายี่สิบกว่าปีแล้วครับ “ปูเป้-อรหทัย”นี่ก็เล่นละครเรื่องเดียวกันพอมาทำธุรกิจก็ยังเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีต่อกัน

เรื่องความรักในยุค 90

ที่ผ่านมาก็เคยมีแฟนเป็นคนในวงการนะครับ แต่ว่าก็ไม่ได้ลงเอยกับใคร คือเขาก็ไม่ได้ลงเอยกับเรา (ยิ้ม) แต่มันก็เป็นอะไรที่สนุกสนานดีนะมีสีสันบ้าง ราบเรียบมุ้งมิ้งบ้าง มีข้ามรุ่นบ้างอันนี้ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ เนื่องจากว่าเป็นพี่ที่เรารักและสนิทกันอยู่แล้ว “พี่ต้อม-รชนีกร” คือด้วยความที่เราเป็นคนชอบดูแลเทคแคร์คนนู้นคนนี้และเราได้เล่นละครด้วยกันเจอกันในเรื่อง “โนห์รา” เราก็ใหม่มากเลยจะมีพี่ต้อมช่วยสอนแนะนำเรื่องการแสดง ก็สนิทกันมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็มีข่าวด้วยกันแต่จริงๆ ก็ไม่มีอะไรเป็นพี่เป็นน้องที่สนิทกันมากกว่าครับ

อนาคตและครอบครัว

ก็เดี๋ยวเร็วๆ นี้ครับ (หัวเราะ) ยังไม่มีแพลนครับ แต่อยากมีลูกแล้ว อยากทำกิฟท์ครับแต่ไม่รู้จะทำยังไง คือคิดว่าจะหาคนอุ้มบุญให้ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเด็กรักเด็กอยู่แล้วด้วย ทุกวันนี้ก็พยายามวางอนาคตของตัวเองไว้ว่าจุดหนึ่งเช่นแบรนด์นี้ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้ทำก็ยังอยากให้มันไปต่อได้เรื่อยๆ

กับโอกาสที่ได้รับ

อันดับแรกเลยต้องขอขอบคุณ “อาหรั่ง-ไพรัช สังวริบุตร”“พี่ลอร์ด-สยม”“พี่หลุยส์-สยาม” ที่หยิบยื่นโอกาสให้ผมตั้งแต่แรกๆ ให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงาน จนเรามีชื่อเสียงอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็มี “อาเปี๊ยก-พิศาล”“พี่หน่อง-อรุโณชา”“พี่ไก่-วรายุฑ” รวมทั้งผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่คอยหยิบยื่นโอกาสมาให้ด้วยดีเสมอมาครับ

ชีวิต ณ วันนี้

ผมพยายามทำทุกวันให้มันเป็นวันที่ดีที่สุด อย่างเรื่องการทำธุรกิจคือมันก็เครียดนะ เพราะว่ามีปัญหาให้แก้ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน ยิ่งเป็นการทำงานกับคนมากๆ เราก็พยายามวางเป้าหมายในชีวิตให้ทุกอย่างลงตัวแล้วก็พยายามเซฟทุกอย่าง ทำให้มันเกิดการผิดพลาดน้อยที่สุด เราภูมิใจที่มายืน ณ จุดนี้ได้นะครับ เพราะว่าเวลาไปไหนหรือว่าไปต่างจังหวัดก็ยังมีคนจำได้อยู่ จำได้ว่าเราเคยเล่นละครเรื่องนั้นเรื่องนี้รวมทั้งจากเอ็มวีเพลงหนอนน้อย ของ “พี่หนูมิเตอร์” แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นป้าๆ แต่ถ้าเป็นรุ่นเด็กเขาก็จะไม่ค่อยทัน แต่แค่นี้ก็รู้สึกดีใจแล้วครับ อย่างก่อนจะเข้ามาที่ออฟฟิศไปเดินห้างก็มีคนขอถ่ายรูป ก็ขอบคุณทุกคนนะครับที่ชื่นชอบในตัวผม และติดตามผลงาน ทุกวันนี้ที่ธุรกิจผมเติบโตได้ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้การตอบรับแล้วก็เป็นอะไรที่รู้สึกว่าเราภูมิใจ ที่เราทำอะไรแล้วคนให้การตอบรับและสนับสนุน ถ้าไม่มีพวกคุณทุกคนผมก็คงไม่ต่อยอดธุรกิจเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่เราก็ต้องมีความซื่อสัตย์แล้วก็มีความจริงใจต่อทุกๆ คนด้วยครับ

เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่ขยันขันแข็งจนทำให้ธุรกิจเติบโต และนี่ก็คือ “เล็ก-เจษฎา รุ่งสาคร”นักแสดงที่แฟนๆ คุ้นเคย และบอสหนุ่มขวัญใจสาวๆ Le Luxe France

กุหลาบสีเงิน

%d bloggers like this: