star Retro

All posts tagged star Retro

Star Retro : ดาวค้างฟ้า ‘เทพยุดา ศรียาภัย’ อดีต 1 ใน 10 สุดยอดนางแบบระพี!!

Published December 31, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/355734

Star Retro :  ดาวค้างฟ้า ‘เทพยุดา ศรียาภัย’  อดีต 1 ใน 10 สุดยอดนางแบบระพี!!

Star Retro : ดาวค้างฟ้า ‘เทพยุดา ศรียาภัย’ อดีต 1 ใน 10 สุดยอดนางแบบระพี!!

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อดีตนางเอกและนางแบบระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่หลายคนคุ้นชื่อมานาน “แหม่ม-เทพยุดา ศรียาภัย”เธอคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของละครมากมายแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสรู้จักตัวตนและเรื่องราวชีวิตของเธอ โดยวันนี้เธอพร้อมเปิดใจกับ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” เป็นที่แรก

“อยู่ในวงการฐานะนางแบบและนักแสดงก็ 37 ปีแล้วค่ะ เริ่มต้นจากการเป็น 10 ยอดนางแบบระพี เป็นนางเอกตอนอายุ 16 คุณพ่อเป็นทูตซึ่งเป็นชาวอเมริกัน คุณแม่เป็นลูกครึ่งอิหร่าน-ไทย และสมัยก่อนนางแบบตัวสูงๆ ไม่ค่อยมี เราเลยติด 1 ใน 10 นางแบบ แหม่มเกิดที่อเมริกา มาอยู่เมืองไทยตอนอายุ 7 ขวบ ชื่อจริงคือ “ดอริส เทเลอร์” พอเข้าวงการก็เลยใช้นามสกุลตามคุณแม่”

จุดเริ่มต้นการเป็นนางเอก

พอดีว่า “คุณอาไพรัช สังวริบุตร” หานางเอกเรื่อง “เงา” ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรกเลยค่ะ อาหรั่งบอกว่าอยากให้เรามาเล่นเป็น “ชาลินี” เราก็บอกอาว่าเล่นละครไม่เป็น เพราะว่าเราเป็นนางแบบ อาบอกว่าไม่เป็นไร พากย์เสียงเอา “พี่ดาว” เป็นคนพากย์เสียงเรา ซึ่งชาลินีเป็นตัวเดินเรื่องก็เลยเกิด สนุกมากค่ะ เป็นหนังฟิล์มเรื่องสุดท้ายของช่อง 7 เซ็นสัญญากับช่อง 7 เป็นเวลา 5 ปี จากนั้นก็มาเล่น “โรงแรมวิปริต,กิ่งไผ่,ชลธีพิศวาส” แต่เราจะเน้นงานเดินแบบมากกว่า เพราะถ่ายละครสมัยก่อน ถ่ายไปออนแอร์ไป และด้วยความที่เราสูง จะหาพระเอกมาคู่ก็ลำบาก แต่กลับมาเล่นละครเป็นระยะ แหม่มชอบเดินแบบ เพราะว่ามันเป็นตัวของเราเอง ได้เดินให้กับแบรนด์ดังๆ แล้วได้ไปเดินแบบที่เมืองนอกด้วย สังกัดระพีแต่ว่าก็จะเดินได้หมด เพราะว่าสมัยก่อนนางแบบมีน้อย รายได้ก็ถือว่าดีมาก เดินครั้งละแปดพัน เล่นละครนางเอกเรื่องแรกตอนละแปดร้อย แต่ว่าเราภูมิใจมากนะคะ เพราะว่าเราได้ออกทีวี

กระแสความแรงในยุคนั้น

สมัยนั้นคนก็รู้จักนะคะ โชว์ตัวตลอด ด้วยความที่เราเล่นเรื่องแรกเป็นละครผี และมันดังพร้อม “ดาวพระศุกร์” ก็ได้ไปโชว์ตัวด้วยกันพระนาง 2 คู่ “อัศวิน-เทพยุดา” พี่โยกับพี่ตึ๋งเขาเป็นพี่น้องกัน “พล พลาพร-มนฤดี” คนแห่กันมาดูพวกเรา เกาะกระจกรถดูเลย เพราะว่าช่อง 7 คือทุกหย่อมหญ้า ก็ดังคู่กันไป ยืดไป 80 กว่าตอน เกือบ 90 ตอน ออนแอร์เกือบปีค่ะ เป็นนักแสดงเป็นนางแบบอยู่ประมาณ 12 ปี แต่ก็คือยังอยู่ในวงการนะคะ มีเดินแบบบ้างประปราย

อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

ครอบครัวคัดค้านเรื่องเข้าวงการมาก คุณพ่อไม่ชอบเลย คุณแม่ก็ไม่ชอบ แต่ว่าเรามีความคิดแบบฝรั่ง คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่าวันนึงถ้ายูคิดว่ามันไม่ใช่ ก็ค่อยถอยออกมา เมื่อก่อนอาชีพนี้มันอาจจะไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แต่ว่าเราทำได้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ ซื้อรถเองได้ เดินแบบประมาณ 6 เดือนซื้อรถได้เลย คุณพ่อก็ทึ่งมาก เลยยอมให้ทำ ก็มีท้อนะคะ แต่ว่าพอไปถ่ายละคร พอขึ้นแคทวอล์กแล้ว เรามีความสุข เราต้องตั้งหลักให้ได้ เพราะว่าพ่อแม่บอกว่าอย่ามาขอเงินที่บ้านนะ เราก็ไม่ขอเลย แต่เราให้คุณแม่ทุกเดือนด้วย

การอ่านนำไปสู่งานเบื้องหลัง

ด้วยความที่เราสนิทกับอาหรั่งกับ “อาผุสดี” ซึ่งเป็นแม่ของ “คุณหลุยส์, คุณลอร์ด” เหมือนเป็นเครือญาติกัน และเราก็เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นว่าเรื่องไหนสนุก เราก็จะไปเล่าให้อาผุสฟัง เป็นหลานที่ช่วยออกความคิดเห็นเช่น “ข้ามสีทันดร” เราเป็นคนอ่านคนแรกเลยนะ และไปเล่าให้อาหรั่งฟัง อาก็ให้ย่อเรื่องมาแล้วไปส่ง “คุณแดง” ก็เอาเลย ทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าชอบ เป็นคนที่เล่าเรื่องแล้วสนุก เขียนก็สนุก เรื่องไม่สนุกเราก็สามารถทำให้มันสนุกได้ จนเราเริ่มรู้สึกว่าเราชอบอะไร และคนที่มาบอกเราก็คืออาไพรัช อาบอกว่าเราเป็นคนที่เล่าสนุก วิเคราะห์มัน ทำไมไม่เขียนบท แต่ก็ไม่เคยเขียนนะคะ เพราะว่ามันจะเครียดไป แต่เราเป็นคนที่ลั้ลลา ก็ทำตรงนี้เรื่อยมา เรารู้แต่ว่าเราต้องช่วยคนที่เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2ของเรา แล้วช่วยด้วยความที่เขายอมรับว่าเรามีความสามารถ มันเป็นความภาคภูมิใจของเด็กนะ อายุยังไม่ถึง 20แต่อาหรั่งเชื่อมั่นในตัวเรา เสนอเรื่องไปอาหรั่งทำเกือบทุกเรื่อง แต่เราไม่ได้ไปช่วยอะไรในกองนะคะ เพราะว่าเราก็ยังเป็นนักแสดงอยู่

อีกหนึ่งโอกาสพิสูจน์ความสามารถ

วันนึง “อาต้อย-เศรษฐา” ติดต่อมา บอกว่าจะทำละครพีเรียดให้กับช่อง 3 เราก็บอกว่าทำ “ขุนช้างขุนแผน” สิอาต้อยก็บอกว่าได้เรื่องมาแล้ว ต้องขอคนด้วย ซึ่งเราก็ต้องไปขออาหรั่ง อาหรั่งก็บอกว่าไปเลยไม่เป็นไร เพราะว่าเราหมดสัญญาช่อง 7 แล้ว ไปช่วยอาต้อยทำละคร แต่เราจะไม่ล้ำเส้นช่อง 7 นี่คือข้อแม้เรา ช่อง7 เป็นผู้มีบุญคุณโดยเฉพาะอาไพรัช ถ้าไม่มีอา ก็คงไม่มีเราวันนี้ ก็ไปทำให้อาต้อย “ขุนช้างขุนแผน” เวอร์ชั่นนั้นสนุกมาก 90 ตอน เราไปดูแลหมดทุกอย่าง เสื้อผ้าหน้าผม และร่วมแสดงด้วย แต่เรามีทีมนะคะ ไม่ได้ทำคนเดียว พอมาทำให้อาต้อยสักพัก เราก็เริ่มไม่สบาย เป็นไตเพราะกลั้นปัสสาวะการที่เรามาดูเสื้อผ้าหน้าผมที่เรามองว่ามันเป็นงานง่าย พอเป็นพีเรียดแล้ว มันไม่มีอะไรง่ายเลย แต่ว่าทีมเราโอเค มีคนเบื้องหลังมาร่วมงานกับเรามากมาย มีสปอนเซอร์ต่างๆ ที่มาสนับสนุน ซึ่งเราก็เริ่มกระเถิบตัวเองเข้ามาโดยไม่รู้ตัว พอป่วย แฟนก็บอกว่าไม่ให้ทำ ต้องพัก ก็เลยบอกอาต้อยว่าจะถอย ทำให้อาต้อยประมาณ 3-4 เรื่องแล้วก็จะพักอยู่บ้าน แต่เป็นคอนเซาท์ให้นะ อาต้อยก็ไม่ยอมให้ออก จ่ายเงินเดือนทุกเดือน พอมาอยู่บ้าน อาหรั่งก็มาตามกลับให้ไปช่วยอีก บอกอาว่าไม่ไหว ตัวบวมหมดเลยอาก็บอกว่าไม่เป็นไรอ่านหนังสืออยู่บ้าน ย่อเรื่องมาให้อาเหมือนเดิม เดือนนึงเข้าลาดหลุมแก้วหนนึง อาเชื่อในตัวเรา ก็เลยเริ่มทำ นั่นคือจุดริ่มต้นของการอ่านเรื่องย่อเรื่อง คัดเรื่องส่งอาหรั่ง แล้วอาหรั่งก็ส่งช่อง ทำกับอาหรั่งอยู่ 5 ปี เดือนนึงอ่านหนังสือประมาณ 20 เรื่อง แล้วมีเลขา 2 คนคอยจด บางเรื่องชื่อฟังดูสนุกแต่อ่านแล้วไม่สนุก ต้องเพิ่มอะไรเข้าไปบ้าง อาก็จะสอน เริ่มศึกษาจากอาหรั่งก็เลยเริ่มเข้าใจว่าการทำละครมันเป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าเรื่องมันไม่สนุก อาก็เพิ่มให้มันสนุกได้ อาเป็นบรมครูของแหม่ม มีทุกวันนี้เพราะ “ไพรัช สังวริบุตร” สอนเราเหมือนลูกหลาน ทุกอย่างเลย มันก็เลยกลายเป็นอาชีพ เลยไม่ได้ออกจากวงการ (ยิ้ม) รักตรงนี้

ดวงแห่งความเป็นดารา

แหม่มจบการโรงแรมจากอเมริกานะคะ ได้ทำงานโรงแรมปีเดียว แล้วระพีก็มาเจอ ไม่เคยคิดที่จะเข้าวงการเลยแต่ว่าดวงคนเรานะ เหมือนที่ “พี่กอบสุข จารุจินดา”เคยพูดว่า คุณสวยคุณรวยคุณไฮโซคุณพกดวงมาด้วยหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ได้มีดวงแห่งความเป็นดารา คุณก็อยู่ได้ไม่นานหรอก พี่กอบสุขเป็นพี่ที่เคารพรักอีกคนนึง เขาเคยพูดไว้และต้องบอกว่ามันคือเรื่องจริงค่ะ เพราะมีอยู่ช่วงนึงไฮโซเข้าวงการเยอะมาก ดาราบางคนตกงานไปเลย แต่พอเอาจริงๆ ความอดทนไฮโซเขาก็ต้องระดับของเขา อยู่กองถ่ายเราต้องนอนกลางดินกินกลางทราย

ผู้อยู่เบื้องหลังละครคุณภาพ

ยังไม่ได้มาเป็นผู้จัดแบบเต็มตัวสักที เพราะว่ามันไม่ได้ง่ายนะคะ ด้วยสายสัมพันธ์เราช้าเกินไปมัวมักน้อยด้วย (ยิ้ม) เรื่องแรกที่แหม่มไปเป็นที่ปรึกษาอย่างเต็มตัวก็คือ “ลูกสาวพ่อมด” มาดูบทให้ “นก-จริยา” ตามมาด้วย “มนต์รักเพลงผีบอก”ของ “นีโน่” กับ “หนิง” อีกเรื่องก็คือ “บัวแล้งน้ำ” ทางพีพีทีวี และเรื่องที่ 4 ก็คือ “คุณย่าดอทคอม” ที่กำลังออนแอร์ทุกวันเสาร์อาทิตย์ เวลา 11.00 น. ทางช่องทรูโฟร์ยู คือ “คุณพัชรา เจียรวนนท์” สามีเขาเป็นเพื่อนกับสามีเรา บอกว่าอยากให้เรามาช่วย ก็พอมาเจอกันก็คลิกกันเลย เรามีเรื่องย่อเก่าอยู่ เขาก็อ่านเรื่อง แล้วเรื่องสนุก เข้าช่องพรีเซ็นต์ครั้งแรกก็ผ่านเลย ทั้ง 4 เรื่องที่ทำพรีเซ็นต์วันนั้น คือเราจะต้องชัวร์ว่าอันนี้ใช่ สิ่งนี้ก็ได้มาจากอาหรั่ง ทรูอนุมัติเลย เพราะว่าตัวละครเราวางคุณย่า 6 คน แล้วก็ได้ “ฟลุ๊ค”กับ“นาตาลี” และอีก 3-4 คู่ เขาก็บอกว่า โอ้โห! ช่องทรูไม่เคยมีดาราเยอะขนาดนี้มาก่อน นักแสดงทุกคนเราสนิทหมด อยู่เบื้องหลังเป็นที่ปรึกษาทำมาประมาณ 5 ปีแล้วค่ะและปีนี้ก็มีโปรเจกท์ที่กำลังจะทำอยู่ ซึ่งเราสามารถทำได้หลายช่อง แต่แหม่มจะไม่ทำละครโป๊เปลือย เลิฟซีน ขอทำละครสนุกเบาสมอง ละครใสๆ เพราะว่าเป็นคนโบราณค่ะ(หัวเราะ)

ด้านครอบครัว

สามีคือ “คุณก่อเกียรติ ลิมปพัทธ์” น้องชาย “คุณไตรภพ” เขาอยู่ช่อง 3 เราคนช่อง 7 มาพบกันได้ (ยิ้ม) คือว่ามีวันนึงเพื่อนเราไปเล่นละครฝันที่เป็นจริง แล้วเขาก็กลัว “อาฉลวย ศรีรัตนา” เขาก็เลยลากเราไปเป็นเพื่อน เราเองไม่อยากไป เพราะว่างานเยอะ ก็ไปนอนรอในรถ และได้เจอคุณก่อเกียรติ แต่เราเคยพูดไว้นะ ว่าจะไม่เอาคนในวงการเป็นสามี เพราะว่ามันไม่ใช่ แต่ว่าก็หนี
ไม่พ้นค่ะ แต่งงานอยู่ด้วยกันมาจะ 30 ปีแล้ว แต่ว่าสมัยนั้นต้องบอกว่าเรื่องครอบครัวเราไม่ได้เปิดเผย เพราะว่าเรายังอยู่ตรงนั้นอยู่ ก็จะเงียบๆ คือบอกว่าเป็นแฟนกันได้ แต่ไม่สามารถบอกว่าเป็นสามีภรรยากันได้ ก็ไม่ได้อึดอัดนะคะ เพราะว่าเป็นคนชอบอิสระ ถือว่ามนุษย์อยู่กันด้วยใจ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องบอกว่าเราเป็นสามีภรรยากัน แต่งงานกันใหญ่โตแต่อยู่กันไม่ได้นานไม่จำเป็น ทุกวันนี้เราก็อยู่กันด้วยความผูกพัน เขาป่วยเราป่วยดูแลกัน เขาไปไหนเราสบายใจ เขาไปไหนเราเชื่อใจเขา แค่นี้ก็จบแล้วค่ะ

คุณแม่สายโหด

มีลูกด้วยกัน 2 คน ลูกสาวและลูกชาย พี่ติ๊ดเป็นคุณพ่อที่ใจดีที่สุดค่ะ เราเองที่เป็นคนดุ อะไรยังไงก็ได้แต่ถ้าผิด 3 ครั้งแม่ตีค่ะ แต่ต้องตีตอนที่พี่ติ๊ดไม่อยู่นะ ไม่งั้นเขาหาว่าเราโหดร้าย ลูกจะกลัวแม่มาก แต่ตอนนี้เขาโตจนเราเลิกดุเขาแล้ว เขาต้องบริหารชีวิตตัวเองแล้ว จะดุแค่ตอนที่เขาเด็ก พอเริ่มจบมหาวิทยาลัย ก็ตัวใครตัวมัน เลี้ยงลูกสไตล์ฝรั่ง ลองผิดลองถูกเอง ถ้าเกิดคุณเฟลคุณจะโทษเราไม่ได้เลย เพราะว่าเราก็มาจากศูนย์ พ่อแม่เราก็ไม่เคยชอบอาชีพนี้ แต่เราตั้งหลักในอาชีพนี้ ตอนที่มีสามีพ่อแม่ก็รับไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าเรามีอาชีพเดียวกัน ญาติๆ ก็ไม่ยอมรับ คือเมื่อก่อนคำว่าเต้นกินรำกินนี่มันแย่มากนะ ในผู้ดีสมัยโบราณ ต้องสู้มากกับสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องไม่เห็นด้วย แต่เราก็พิสูจน์ตัวเองตลอด ดังนั้นพ่อแม่ค่อนข้างจะพราวในตัวเรา ลูกเราก็ต้องเป็นอย่างเรากลับมาบ้านเรามีแค่บ้านให้อยู่ รถเขาต้องหาเอง อาจจะเป็นคุณแม่สายโหดหน่อย (ยิ้ม) วันนั้นที่เราดุเขา วันนี้เขาดีมาก เขาข้าใจเรา ไม่เคยตั้งเป้าหมายกับเขาค่ะให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็น แต่ว่าก็คงไม่มีใครมาสานต่องานของพ่อแม่ ด้วยความที่การทำละครมันยาก ในอนาคตคิดว่าจะทำเท่าที่เราไหว 80 เราก็ทำไหว เหนื่อยก็ไม่ต้องออกกองนี่ก็จะ 60 แล้วนะ เราก็สู้ค่ะ

กำลังใจที่สำคัญ

ในฐานะสามีภรรยาเราต่างคนต่างทำงานค่ะ ไม่เคยก้าวก่ายกันเลย แต่เราก็จะมีหน้าที่ดูทีวีและคอมเม้นท์เขาไป ละครเราเขาก็ดู คือติซึ่งกันและกัน ถ้าเขาบอกว่าให้เราดูเรารู้แล้วว่ามันต้องมีอะไร เราจะเว้นช่องของเรา ชีวิตคู่อย่าคิดว่าเขาเป็นของเรา เราเป็นของเขานะ เว้นช่องนิดนึง อย่าก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จะอยู่กันได้ยาวนาน ไม่มีโปรเจกท์อะไรที่คิดว่าจะทำร่วมกันเพราะว่าเราไอเดียกันคนละอย่าง แหม่มเป็นคนใจดีมาก ลูกน้องต้องอิ่มหมีพีมัน ตัวเราเองไม่เป็นไร ลูกเต้าก็โตหมดแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำงานกับเขาได้ เพราะว่าเขาเป็นองค์กรใหญ่ เขาทำกับพี่ต๋อย ซึ่งพี่ต๋อยเป็นพี่ชายที่น่ารัก ให้กำลังใจ ชมเสมอ แหม่มเก่ง แหม่มดี แหม่มสู้ เราเป็นคนซื่อพี่ต๋อยก็จะเตือนและอย่าไปเสียใจ อย่าท้อที่จะทำความดี เป็นกำลังใจที่ดีมาก เวลาเราเจออะไรหนักๆ ถือว่าเราโชคดีที่พระเจ้าอวยพรให้เรา ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งนี้ที่พระเจ้าประทาน เราโชคดีที่มีทุกอย่าง ไม่ได้กวนพ่อแม่ ดังนั้นสิ่งที่จะตอบแทนได้คือช่วยคนรอบข้าง คนที่อยู่กับเราไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงเขาตกงานเราช่วยหมด

ช่วงตักตวงความสุข

ช่วงนี้จะชอบท่องเที่ยว เนื่องจากว่าพี่ติ๊ดทำงานมา 20 ปี ไม่เคยออกนอกประเทศเลย ทำแต่งาน เราเองยังได้ไปเดินแบบและถ่ายละครต่างประเทศบ้าง วันนี้สามีก็บอกว่าต้องเที่ยวแล้วล่ะ เดี๋ยวเดินไม่ไหว เพราะว่าเขา 63 แล้ว เลยเที่ยวกันตลอดค่ะ ก็ไปกับพี่ต๋อยและพี่แตงภรรยาพี่ต๋อยบ้าง 2 คู่ และหลานๆ ได้เที่ยวในเวลานี้ก็สู้กันสุดใจค่ะ ไปแล้วเรามีความสุข ไม่ต้องไปคิดเยอะ สุขภาพแหม่มแข็งแรงดีค่ะ จากที่เป็นไตก็หาย ลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิต ไม่กลั้นปัสสาวะ หันมาออกกำลังกายมากขึ้น เล่นโยคะอยู่บ้าน เล่นมาสิบกว่าปีแล้วค่ะโยคะเบาๆ ที่บ้าน ดูหนังดูซีรี่ส์ไป แล้วเราก็คิดจินตนาการไปว่าเราจะเติมอะไรตรงไหนเข้าไปบ้าง เพื่อมาต่อยอดงานของเรามีความสุข อาหารการกินก็ดูแล คือเช้าเที่ยงกินเต็มที่แต่เย็นจะกินแค่ผลไม้จานใหญ่ๆ นมน้ำเต้าหู้ปั่น อารมณ์ดีด้วยค่ะยิ้มแย้มแจ่มใส

สิ่งที่ได้จากวงการนี้

แหม่มดีใจรู้สึกว่าตัวเองมีบุญที่ได้มาอยู่ในวงการที่เรารัก วงการนี้ให้อะไรมากมาย แหม่มอาจจะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนใคร แต่ทุกวันนี้วงการให้เราทุกอย่าง ให้สามี (ยิ้ม) ให้อาชีพ ซึ่งเราไม่คิดว่าจะเข้ามาเลย และวงการนี้ใครบอกว่าไม่ดีไม่จริงค่ะ คุณเข้ามา คุณอย่าแค่กอบโกย คุณต้องให้เขาด้วย คุณอาจจะไม่ได้โด่งดัง แต่คุณก็ต้องสร้างคนให้วงการ สร้างผลงานทิ้งไว้ วงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ดีมาก อยู่ที่คนเข้ามาแล้ว คุณใช้วงการนั้นเป็นหรือเปล่า

ทิ้งท้ายถึงแฟนๆ

ถ้าแหม่มเล่นละครเรื่องไหนก็ขอให้ติดตามนะคะ ให้ดูผลงานไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นแหม่มเล่นละครเรื่องไหนก็แปลว่าแหม่มดูแลละครเรื่องนั้นแหละ (ยิ้ม) ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนก็มีคนเข้ามาทักทายเยอะ ยังจำได้ แต่บางคนก็บอกว่าแม่เขาดู แม่เขาจำได้ และให้ถามว่าเราอายุเท่าไหร่พอบอกไปเขาก็ตกใจ บอกว่าเขายังไม่เกิดเลย รู้สึกภูมิใจนะเขาจำเราได้นี่ดีใจมากค่ะ

ด้วยความรักในอาชีพที่ทำ ด้วยความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมวงการ จึงไม่แปลกที่ “แหม่ม-เทพยุดา ศรียาภัย” จะเป็นที่รักของทุกคนมาอย่างยาวนาน

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Star Retro : เจาะชีวิตหมอลำสายบุญ ‘ศิริพร อำไพพงษ์’

Published December 26, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/354344

Star Retro : เจาะชีวิตหมอลำสายบุญ  ‘ศิริพร อำไพพงษ์’

Star Retro : เจาะชีวิตหมอลำสายบุญ ‘ศิริพร อำไพพงษ์’

วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สุดยอดนักร้องลูกทุ่งหมอลำที่ครองใจแฟนเพลงมายาวนานกว่า 30 ปี “นาง” ศิริพร อำไพพงษ์ มีหลากหลายบทเพลงฮิตติดหู ที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง รวมถึงหลากหลายบททดสอบชีวิต ที่เธอต้องฝ่าฟัน “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” นำทุกท่านร่วมย้อนวันวาน เจาะชีวิตหมอลำคนดัง ผู้ไม่เคยย่อท้อกับทุกอุปสรรค

 

หน้าที่รับผิดชอบ

งานร้องเพลงก็ยังมีเรื่อยๆ ค่ะ ว่างจากร้องเพลงก็อยู่วัดเป็นนางแบบให้วัด (ยิ้ม) เวลาญาติโยมสายบุญที่ไปขอพรจากปู่ เขาก็อยากเห็นเราอยากถ่ายรูปด้วย เราก็ต้องแต่งหน้าทุกวัน ต้อนรับสายบุญสายธรรมที่เดินทางไปทำบุญที่วัดป่าสว่างธรรม บ้านดอนกลอย จ.อุดรธานี บ้านเกิดของพี่นางเองค่ะ ไปสร้างบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ เมื่อก่อนมีแค่กุฏิหลังเดียว ไม่มีพระจำวัดอยู่ด้วย วัดร้างเพราะว่าอยู่ติดกับป่าช้า เราก็เลยไปบูรณะใหม่หมด ชาวบ้านญาติพี่น้องลูกหลานก็ไปช่วยกันถางป่า บูรณะได้เข้าปีที่ 7 แล้วค่ะ งานคอนเสิร์ตงานจ้างยังมี แต่ว่าไม่ได้ทำวงใหญ่ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะทำเป็นมินิคอนเสิร์ตไปรับเชิญบ้าง ไปแต่ตัวเรา หรือว่าไปพร้อมแดนเซอร์ แล้วแต่ทางเจ้าภาพจะขอมา แล้วอีกหนึ่งอย่างที่เพิ่งเริ่มทำ ก็คือพรนิต้าคลินิก เป็นคลินิกความงามครบวงจร ซึ่งลูกสาวบุญธรรม (อรนภา ดวงดี) เขาเรียนมาทางด้านนี้ เราเป็นคนออกทุนให้เขา ลงทุนไป 10 ล้านค่ะ

 

สาเหตุที่หันมาทำธุรกิจความงาม

มันก็เป็นไปตามยุคสมัยนะคะ เป็นคนชอบความสวยความงาม พอสวยงามแล้วมันก็ดูดีใครก็อยากมอง ไม่เกี่ยวว่าจะยากดีมีจน ใครก็อยากดูดีทั้งนั้น ที่นี่เรามีแพทย์เฉพาะทางเพิ่งเปิดได้ประมาณเดือนนึง ผลตอบรับดีเลยค่ะ หรือจะเพราะว่าเราเป็นนักร้อง การันตีในชื่อเสียงของเรา ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นแฟนคลับของเรา เขาจะมากันเป็นกลุ่ม เราก็มีหน้าที่ต้อนรับพูดคุยบ้างนิดหน่อย แต่อะไรที่เป็นเกี่ยวกับการรักษา เราก็ต้องยกหน้าที่ไปให้กับลูกสาว เป็นธุรกิจที่โอเคเลย คือเป็นที่ของเราเองด้วย ไม่ได้เช่า แต่ลูกสาวเขาก็หักค่าเช่าให้แม่ด้วยทุกเดือน เพื่อที่แม่จะได้มีรายได้

ชีวิตในวันนี้

แฮปปี้ดีนะคะ เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานตะลอนๆ แล้ว ได้อยู่กับบ้านมากขึ้น ปลูกบ้านไว้หลายหลัง แทบไม่ได้นอนเลย คนเรานอนได้ที่เดียว แต่ว่าก็ชอบทำบ้าน ที่อยู่นี่คือที่ซอยนวลจันทร์ค่ะ มีอยู่ 4 หลัง พ่อเสียไปเกือบ 30 ปีแล้ว เราก็เหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อไปโดยปริยาย แล้วแม่ก็มาเสียไปจะ 4 ปีแล้ว แต่เราก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมาต่อสู้หรืออะไรหรอก คือทุกครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าคุณมีจิตใจที่จะเลี้ยงครอบครัว คุณต้องสู้ ต้องดูแลอยู่แล้ว แม่และน้องเราก็ต้องดูแล ทุกคนต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณไปอีเหละเขละขละก็จบชีวิต ทั้งคุณทั้งพี่ทั้งน้องก็ดูแลกันไปเพราะว่าเรามีชื่อเสียงอยู่คนเดียว ชีวิตของพี่นาง คือธรรมดามาก เหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่า แฟนก็เป็นผู้จัดการส่วนตัวนี่แหละค่ะ ไม่มีลูกมีแต่ลูกบุญธรรม กับหลานที่เป็นลูกของน้องชาย เราก็ส่งเสียเลี้ยงดู ผู้ชาย 2 ผู้หญิง 2 คือตอนที่เราร้องเพลง เราก็ลืมคิดไปเลยว่าเราจะต้องมีลูก มัวแต่ทำงาน เรื่องจริงนะ ลืมคิดเรื่องลูกไป จนอายุมันก็เลยมาแล้ว ก็ตกใจ และยังมาตัดมดลูกอีก ก็จบชีวิตเลยสิทีนี้ เลยเฉยๆ ซึ่งที่เลี้ยงดูก็เหมือนลูกนะ เพราะว่าเขาก็คลอดอยู่ที่นี่ เราเลี้ยงดูเขาตั้งแต่เล็กเลย ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เขาเลยดีกว่าแต่ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว และที่เรามาสร้างวัดวาอารามก็ทำให้พี่น้องเราได้ทำงานอยู่ในวัด แฟนเพลงเยอะมาก ตามไปทำบุญด้วยกัน

 

ครอบครัวหมอลำ

เดิมทีพ่อมีคณะหมอลำ ชื่อกองมีแสงอรุณศิลป์ พ่อเป็นหมอลำกลอนและหมอแคน แต่เราอาจจะแตกต่างจากพี่ๆ คือเรามีพรสวรรค์ทางการร้องเพลง ไม่ได้ซ้อมอะไรมากมาย ฟังที่พ่อร้องแล้วก็จำ มีพี่น้อง 10 คน8 คนร้องลำเป็นหมด ทีแรกเราก็ไม่ได้ชอบหรอก แต่ว่าพ่อบังคับ คือท่านบอกว่าหาเงินจากไหนก็ไม่ดีเท่าหาจากการเป็นศิลปิน บางคนจะพูดว่าเต้นกินรำกินจะลำบาก ด้วยความที่พ่อมีลูกหลายคน แต่การเต้นกินรำกินของพ่อ พ่อบอกว่าเรายังไม่ได้ไปร้องเลย เราได้ตังค์มาแล้วนะ เจ้าภาพมัดจำมาแล้ว งานก็ไม่หนักด้วย แค่อาจจะอดนอนหน่อย พอมานอนเราก็ได้นอนอิ่ม ก็ไม่เคยไปทำงานอย่างอื่นเลย นอกจากทำนากับร้องเพลง ยุคของเราเองไม่ถือว่าลำบาก แต่ว่าพ่อแม่เราสิลำบาก เพราะว่าลูกเยอะ พี่นางเป็นลูกคนที่ 7 ก็พอทำงานช่วยพ่อช่วยแม่ได้บ้าง ซึ่งท่านลำบากมากแน่นอน เราทำมาหากินไม่อยากพูดว่าลำบากกัดก้อนเกลือกิน คือไม่ถึงขนาดนั้น เป็นครอบครัวศิลปินโดยแท้ พอเรามาทำวงดนตรีคณะพิณแคนแดนอีสาน พี่น้องเราก็มาทำด้วยกันลูกหลานก็มา เหมือนเป็นดนตรีในครอบครัว เป็นหมอลำครอบครัว

 

จุดเริ่มต้นการเป็นนักร้องลูกทุ่งหมอลำ

เริ่มอัดเสียงตั้งแต่อายุ 18 คือเราอยู่ในวงของพ่อที่มาอัดแผ่น มันก็อาจจะเป็นที่ครูบาอาจารย์เห็นก็เลยลองให้ไปอัดดู เริ่มต้นด้วยเพลง “สาวหมอลำรอรัก” ซึ่งโฆษกหรือที่เรียกว่าดีเจในสมัยนี้นะคะเขาได้ยินเสียงเราก็รู้สึกว่าเสียงแปลก ไม่เหมือนนักร้องทั่วไป หลังจากนั้นเขาก็เลยเอาเพลงมาให้อัดเป็นชุดเลย “พบรักที่หัวลำโพง”, “สาวภูพานรำพึง” ตอนนั้นก็ถือว่าโด่งดังประมาณนึง แต่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาก็ตอนที่อยู่ค่ายกรุงไทยออดิโอ ออกเทปอัดแผ่นอยู่ 5 ชุดนักร้องยุคนั้นเรียกว่าพออยู่ได้กันหมดนะ เพียงแต่ว่าใครจะดังมากน้อย แต่ของนางตอนนั้นอาจจะยังไม่ถึงเวลา เพราะว่านักร้องมีหลายคน

มากับดวง

ตอนที่มาอัดเทปนั้น เราไปกับพี่สาวนะ แต่ว่าพอเขาโดนแอร์ เสียงเขาก็ร้องไม่ได้ เสียงแหบเลย อาจจะเป็นดวงศิริพร ก็เลยได้เอาเพลงของพี่สาว “พบรักที่หัวลำโพง” มาทำเป็นของศิริพร “สาวภูพานรำพึง” แต่ยังไม่ดัง มาดังชุด “พบรักที่หัวลำโพง” คือก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะมามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักแบบนี้เป็นเด็กเราก็สนุกไปวันๆ พ่อให้ค่าตัว 20-30 บาทก็ดีแล้ว แต่พ่อจะสอนเสมอว่าไมค์อยู่กับเรา ปากก็ปากเราทำไมต้องไปกลัวด้วย ก็เลยพยายามฝึกฝนตัวเองร้องให้ดี โฆษกเขาจะว่ากันว่าทำไมตัวเล็กแต่เสียงใหญ่จัง

 

ความแรงของ “โบว์รักสีดำ”

จนมาถึงยุคที่เริ่มทำวงใหญ่ ที่พีคสุดคือ“โบว์รักสีดำ” เป็นชุดแรกที่ทำกับค่ายพีจีเอ็ม แต่อุปสรรคก็เยอะในการเป็นศิลปิน ถูกปิดแผ่น โฆษกไม่ยอมเปิดเพลงเรา ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรานะคือเขามีปัญหากับสินค้า เราไม่รู้เรื่องด้วยเลย เรียกว่า “โบว์รักสีดำ” ถูกปิดทุกสถานี แต่ต้องบอกว่าดวงคนนะ คือห้ามอะไรห้ามได้ แต่ห้ามบุญห้ามบารมีไม่ได้ การที่จะไม่ให้ดวงคนมันจะดังเอาอะไรมาฉุดมันไม่ได้ค่ะ “โบว์รักสีดำ” ถูกปิดสนิท จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากนายห้างซิงซิง ศิริพรต้องไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ยาสระผมให้เขาฟรีไม่มีค่าตัว แลกกับที่เขาเปิดเพลงให้เรา ซึ่งเขาสนับสนุนอยู่ 200 รายการ ก็ตู้มทีเดียวทั้งภาคอีสาน คือเพลงมันมาแล้ว แต่ถูกสั่งระงับเอาไว้ พอซิงซิงช่วย มันก็ระเบิดเลย ดวงมาตอน “โบว์รักสีดำ” ค่ะ เราก็มีวงด้วยเราเล่นอยู่ตรงกลางเธคอยู่ 2 ข้างก็มีแต่โบว์รักสีดำๆ เหมือนร้องแข่งกับตัวเอง บางครั้งเครื่องเสียงเราไม่ได้ยินเพราะว่าเสียงเพลงในเธคเขาก็ดังมากไม่คิดว่าเพลงนี้จะดังนะ ตอนที่อัดเสียงก็คิดว่าจะเลิกแล้วล่ะ อัดชุดนี้กะเลิก พอแล้ว ดังไม่ดังก็ช่าง แล้วแต่เขาและเพลงมันยาวมากด้วยตัดออกตั้ง 5 แถว ปกติเพลงต้อง 3 นาที แต่โบว์รักสีดำเกือบ 5 นาที เขาก็เลยตัดออกมาเป็น “ลำแพนประยุกต์” ครั้งแรกนักร้องและหมอลำคือโบว์รักสีดำ เพราะว่าลำแพนมันยาก เป็นลำสลับกับเพลง เดินไปก็ได้ยินเพลงตัวเองทุกๆ บ้านทุกอำเภอ จังหวัด ตำบล แม้แต่ตัวเราไปร้องยังไม่เคยได้ร้องรอบเดียว อย่างต่ำต้อง 2-3 รอบ ถึงร้องเยอะแล้ว เขาก็จ้างให้ร้องอีก

จุดพีคในหลายๆ ครั้ง

อีกรอบคือ “ปริญญาใจ” แต่ยุคนี้มีเทปผีซีดีเถื่อนแล้ว ซึ่งชุดนี้ทำกับแกรมมี่โกลด์ คือดวงพี่นางอาจจะเป็นนักร้องนะ ทำบุญมาทางนี้ ได้ยินพระพูดหลายองค์มากว่าทำบุญมาทางนี้ คือพอเข้าพีจีเอ็ม “โบว์รักสีดำ” ก็ติด เข้าแกรมมี่ก็ “ปริญญาใจ” แล้วก็จอดอยู่แกรมมี่ไม่ได้ไปไหนเลย “โลโซโบว์รัก” ก็พีคอีก (ตั้งรับกับชื่อเสียงความโด่งดังอย่างไร?) ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวศิลปิน จะดังหรือไม่ดังก็เหมือนเดิมค่ะ แต่ก็มีแบบว่า โอ้โห! ทำไมคนมาดูเยอะจัง ทำไมคนแห่มาดูกันขนาดนี้ 3-4 กิโลเดินไปที่เวทีตัวเองคนแน่นรถขับเข้าไปไม่ได้ อันนี้คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยมากสำหรับตัวเอง คือมันมีชื่อเสียงมาหลายช่วง อย่างเพลง “คิดฮอด” ที่ร้องกับ “ตูน บอดี้สแลม” ก็อีกแบบนึงนะ โบว์รักสีดำ, ปริญญาใจ,โลโซโบว์รัก, ล้างจานในงานแต่ง มันเหมือนเราเป็นนักร้องใหม่อยู่เรื่อย เหมือนไม่เคยเห็นเราเลยเนาะ (หัวเราะ) แอบคิดในใจ เราเองก็ตื่นเต้นตื่นตัวอยู่เรื่อยเลย ชีวิตนักร้องของศิริพรอาจจะไม่เหมือนคนอื่น เหมือนเราสะดุ้งอยู่ตลอด และต้องบอกว่าเรารักทุกเพลง เพราะว่าเป็นเพลงของเรา รักทุกบทเพลงที่เขาให้เราได้มาทำมาหากิน ขอบคุณแม้กระทั่งเสียงตัวเอง ทำบุญให้เสียงตัวเองด้วยนะ เราใช้เขาไม่รู้จะยังไงแล้ว จนจะอวสานเราก็ยังหากินกับเสียงเขาอยู่ นางรักเสียงนางมาก จะแหบหรือไม่แหบก็รัก รักแฟนเพลงด้วย รักไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ เขาเมตตาเราก็ถือว่าบุญโขแล้วค่ะ

 

สร้างสรรค์โชว์ใหม่ๆ เพื่อแฟนเพลง

ถ้าปีนี้เราโชว์แบบนี้ คนก็รอดูว่าปีต่อไปพิณแคนแดนอีสานจะโชว์แบบไหนให้เขาดู จะเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ในการเอาอุปกรณ์มาเล่น วงแรกคือศิริพร มีผีเสื้อ ดอกไม้ ร่ม อะไรพวกนี้ศิริพรคนแรก นี่คือความต่างของเรากับศิลปินท่านอื่น ช่วงโชว์ของศิริพรมันจะตื่นตาตื่นใจ สโลแกนของพิณแคนแดนอีสาน ก็คือกระชับฉับไวต้องศิริพร อำไพพงษ์เท่านั้น จะไม่มีอืดอาดล่าช้าถึงเวลาเล่นเป๊ะ คนจะมีหรือไม่มี แต่พอถึงเวลาคือเล่นได้เลย เดี๋ยวเสียงดนตรีดัง คนก็มาเอง ศิริพรเล่นทุกเสาไฟฟ้าทุกป้ายรถเมล์ ฉายาของศิริพร (หัวเราะ) เอาเป็นว่าชาวคณะนั่งทานข้าวตามถนนหนทางข้างวัดข้างเมรุ เป็นชีวิตที่ลำบากก็อยู่นี่ สุขก็อยู่นี่ ทุกข์ก็อยู่นี่ อิ่มก็อยู่นี่ ทุกวันนี้นักร้องเขาไม่ได้เล่นเป็นวงก็จะสบาย ถ้าจะเรียกว่าวงดนตรีหรือว่าหมอลำจริงๆ หนึ่งเวทีเครื่องเสียงไฟต้องเป็นของคุณหมดทุกวันนี้ไม่ใช่วงดนตรี เขาเรียกเป็นทีม ทำวงดนตรีมา 30 กว่าปีเกือบ 40 ปี ไม่มีตก เลิกเพราะว่าหยุดเอง เอาเป็นว่าปีนึงศิริพรเล่น 10 เดือน เดือนนึงใส่เสียง อีกเดือนซ้อม มีงานทุกวันไม่ได้พักเลย คิวจองยาวข้ามปีไป 3 ปี ร้อยเอ็ดจำได้ว่าห่างกันครึ่งกิโล แข่งกันเลยจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน

 

เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยน

ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนในวงการบันเทิง นางว่ามันอยู่ที่ตัวเรา มันอิ่มตัว อยากหยุดเดินทางแล้วล่ะไม่อยากรับผิดชอบอะไรแล้ว เลิกวงตอนที่มีชื่อเสียงอยู่เลยนะ ไม่ใช่ว่าล้มละลาย หรือว่าวงแตก แต่ว่าหยุดเอง แล้วตอนนั้นคือเราต้องผ่าตัดด้วย เป็นเนื้องอกในมดลูก คือผ่าตัดแล้วมันก็แล้วล่ะ แต่ว่าใจเรามันอยากหยุดก็เลยขอหยุด ซึ่งแฟนเพลงก็ต่อต้าน จนเราทะเลาะกับแฟนคลับ เขาร้องไห้ไม่ยอมให้เราหยุด เขาไม่รู้กับเราหรอก เหมือนเรากินข้าวเราอิ่มเราก็อยากหยุด ก็ไม่ได้อธิบายให้เขาเห็นไป ถ้าใครมาหาถึงที่บ้านก็จะเห็นว่าเราเป็นยังไง โชคดีที่เราป่วยตอนพักวง เพิ่งเลิกวงมา 7 ปี ก็คิดถึงอยู่นะคะกับบรรยากาศเก่าๆ แต่นึกถึงตอนฝนตกแล้วมันก็ลำบากนะต้องอดทน ทุกวันนี้สบ๊ายสบาย (ยิ้ม) ที่นั่งคุยกันอยู่นี่ในคลินิกใช่ไหมคะ แต่ว่าเมื่อก่อนคือเป็นที่นอนของชาวคณะ แดนเซอร์อยู่ที่นี่ 110 คน นึ่งข้าวเหนียวกันธรรมดาค่ะ 5 หวด ทีมงานศิริพร300 คน เราก็จะจัดสรรกันเป็นแผนกๆ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ถ้าทำอะไรผิดหัวหน้าแผนกจะมารายงานเองนางต้องดูทุกอย่าง ดูภาพรวมในวง แม้กระทั่งยกเหล็กบางครั้งเวลามันไม่ทันก็ต้องไปช่วยเขา ไม่ไปงอมือ
งอเท้า ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าหรอก งานก็คืองาน เวลาเล่นก็คือเล่น พอแยกวงกันไปแล้วก็มีบางส่วนที่เขายังอยู่กับเรานะ ยังมาเป็นแม่บ้านให้ก็มี

 

ทายาทสืบทอดและสานต่อ

ในการเป็นนักร้องไม่มีใครแทนกันได้ แม้แต่ว่าเสียงเหมือนกันขนาดไหน ก็เป็นตัวแทนกันไม่ได้ คิดว่าแล้วแต่บุญ ถ้าลูกหลานเขามีดวงทางนี้ ถึงวันนั้นเราจะเป็นอะไรไปแล้ว ก็ไม่รู้นะ นางไม่ได้คิดว่าคนนั้นคนนี้ต้องมาสานต่อ ความดังไม่คงที่ ความดีเท่านั้นที่คงทน ความดังเดี๋ยวก็หายไปแว๊บๆ แต่มันก็จะเป็นตำนานถ้ามีความดี เหมือนที่เราสร้างวัดกับ “พระอาจารย์นำชัย” นางว่าคนต้องกล่าวขานในสิ่งที่เราทำ คิดไว้ว่าอีก 3 ปีจะหยุดร้องเพลงแล้วค่ะ อาจจะร้องเล่นๆตามบ้านหรือว่าในวัด ไม่ได้เบื่อนะ แต่ว่ามันอิ่มแล้ว อย่างที่บอก ตอนนี้ก็เพิ่งมีซิงเกิ้ลใหม่มาให้ได้ฟัง “ผู้หญิงหลายมือ” ถ้าเพลงนี้โดนก็ไม่แน่อาจจะทำต่อ เพราะว่าเพลงนี้ได้ดารามาเล่น ปกตินางไม่ค่อยมีดารามาเล่นมิวสิกให้ ทุกวันนี้แฟนคลับเขาก็ไม่อยากให้หยุด แม้ว่าจะยังร้องเพลงเก่าอยู่ ถ้าตัวนักร้องยังอยู่ มันก็เป็นเพลงใหม่เสมอสำหรับเขา

 

จากใจศิริพรถึงแฟนเพลง

ถ้าตอบแทนแฟนเพลงก็คือจะร้องเพลงให้ได้นานที่สุด ให้เขาเอาไว้ฟัง เผื่อเวลาเราไปจากเขาแล้ว หรือหมดอายุขัยไปแล้ว มันก็ยังมีคุณงามความดีให้เขาได้ฟังเสียง ตอบแทนแฟนๆ ได้ก็คงจะเป็นเสียงเพลง แล้วเวลาเขามาที่บ้าน มาเยี่ยมมาหาอย่างที่เพิ่งกลับไปก็มีมาจากนอร์เวย์ นางก็ตำส้มตำให้กิน ทำกับข้าวให้กิน ก็ขอบคุณที่รักเมตตาดูแลและศรัทธาในตัวเรา นางนับถือน้ำใจไม่เคยลืมเลือนเลย ต้องบอกว่าปลูกฝังเอาไว้ในใจตัวเองเลย เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย เขาช่วยเราได้ ช่วยแบบไหนก็เวลาที่เขาให้ทิปเราไง เราได้ทำบุญอนุโมทนาบุญให้ได้เลย เพราะว่าทำบุญให้ทั้งหมด ปีนึงเอาเงินทิปที่ได้ไปทำบุญเป็นล้านๆ ทุกคนได้ทำบุญร่วมกับนางหมดนะคะทั้งรู้ชื่อไม่รู้ชื่อ อยู่แห่งหนตำบลใด เราร่วมบุญกุศลด้วยกันหมด ขอให้เขารวยสุขภาพ รวยเงิน รวยบุญเยอะๆ เจอะเจอกันมาทักทายกันได้เหมือนเดิม ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณทุกๆ แรงใจที่ให้มาค่ะ

ถ้าจะบอกว่าชีวิตและลมหายใจของเธอ มอบให้กับการทำบุญและการร้องเพลงก็คงจะไม่ผิด และนี่คือสุดยอดนักร้องลูกทุ่งหมอลำ ที่อยู่ในใจแฟนเพลงมาอย่างยาวนาน “นาง-ศิริพร อำไพพงษ์”

 

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘นภ พรชำนิ’ ย้ายหนี… 10 ปีความวุ่นวาย กลับไทยอีกที ขอทำดี ด้วยธุรกิจยกระดับจิตใจ

Published December 3, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352994

Star Retro : ‘นภ พรชำนิ’ ย้ายหนี... 10 ปีความวุ่นวาย  กลับไทยอีกที ขอทำดี ด้วยธุรกิจยกระดับจิตใจ

Star Retro : ‘นภ พรชำนิ’ ย้ายหนี… 10 ปีความวุ่นวาย กลับไทยอีกที ขอทำดี ด้วยธุรกิจยกระดับจิตใจ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เชื่อว่าหลายคนตกหลุมรัก “นภ พรชำนิ” ในฐานะนักร้องหนุ่มเจ้าของเพลงรักโรแมนติก ที่ไม่ว่าจะทำเพลงไหนก็ซาบซึ้งประทับใจ แต่อีกหนึ่งบทบาท ณ วันนี้ที่เขาทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ ไม่แพ้การทำเพลง ก็คือบริษัท ไลฟ์อีส (LIFEiS) ที่ทำร่วมกับพี่ชายสุดที่รัก “บอย โกสิยพงษ์” ด้วยหวังขับเคลื่อน ความรัก ความหวัง ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคมไทย เรียกว่าเป็นงานใหม่ที่ทั้งท้าทายและน่าตื่นเต้น… เมื่อมีโอกาสพิเศษ ได้นั่งร่วมโต๊ะกับ CEO นภ พรชำนิ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงไม่พลาดอัพเดทชีวิตของเขามาฝากกันแบบหมดเปลือก

เหตุที่ย้ายไปอยู่อเมริการ่วม 10 ปี

หลังจากบ้านเมืองเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนั้นผมหนีเลย ผมอยู่ไม่ได้ เพราะผมเป็นคน Sensitive ก็เลยตัดสินใจกับคุณเพลิน (ภรรยา) ไปอยู่ที่อเมริกา จนทุกอย่างสงบลง ตอนแรกผมหมดความหวังกับประเทศเราไปเลยนะ ดูแล้วไม่มีทางที่จะออกมาจากหมอกควันนั้นได้

กลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง

ช่วงเวลาหนึ่งก็ทำให้ผมมีความหวังขึ้นมา คิดว่าเราน่าจะเริ่มต้นทำอะไรได้บ้าง ก็เลยเกิดเป็น ไลฟ์อีส (LIFEiS) ทำโดยไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นยังไง ทำโดยไม่แน่ใจด้วยว่าความคิดนี้ของเรา จะถูกอะไรมาบดบังไหม เหมือนอย่างที่เพลงเราเคยถูกบดบัง ด้วยการทะเลาะเบาะแว้งตอนนั้นผมทำอัลบั้มเพลงเพื่อชีวิตขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนได้ฟัง และน่าจะเกิดประโยชน์ต่อคนฟังแน่ๆ ตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย มันคือความสำคัญของมนุษย์ ในเชิงบวกนะ อัลบั้มนั้นเป็นอัลบั้มที่ผมเชื่อว่าเพราะที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย แต่ก็ต้องถูกบดบังไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งของคนในสังคมบ้านเรา ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วพี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) กับผมมองว่า ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้เลย ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย เรื่องราวแบบนั้น แต่พอมาถึงวันนี้ก็เป็นข้อคิดและมองไปในทางที่ดีว่าสิ่งเหล่านั้นแหละทำให้เกิด ไลฟ์อีส (LIFEiS) ขึ้น

อะไรคือ ไลฟ์อีส (LIFEiS)

ผมกับพี่บอย(บอย โกสิยพงษ์) ทำงานเพื่อที่จะบอกว่า โลกนี้ยังมีความหวังดีต่อกันและกันอยู่เสมอไลฟ์อีส ก็แตกย่อยมากจาก “เลิฟอีส” (LOVEiS) ซึ่งไลฟ์อีส มองง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะกิจกรรมใดๆ ก็ตาม นอกจาก Entertainment แล้ว กิจกรรมนั้นจะทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ต่อตัวคุณเอง ต่อคนรอบข้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจความเป็นมนุษย์ และเข้าใจในศักยภาพของตัวเองว่าคุณสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและคนอื่นได้ ฉะนั้นจากเลิฟก็เลยกลายเป็นไลฟ์ ชีวิตเรามีความหมายที่อยู่เพื่อกันและกันครับ

เริ่มก่อร่างสร้างไลฟ์อีส

ไลฟ์อีส ก่อตั้งโดยผมและพี่บอย ซึ่งผมรับหน้าที่เป็น CEO แล้วก็มีทีมงานที่เป็นเบื้องหลัง คอยประชุมไอเดียกันทุกๆ เดือน ผมก็จะเป็นคนขับเคลื่อนทุกกิจกรรม เรามั่นใจว่าเรามี social business ที่ทำอยู่แล้วเต็มไปหมดช้างเผือกที่เก่งๆ ทั่วประเทศเต็มไปหมด ไลฟ์อีส เป็นแค่ตัวกลางที่จะเชื่อมภาคสังคมและภาคธุรกิจเข้าด้วยกันให้เกิดการผ่อนถ่ายทรัพยากร ให้เกิดการมองเห็นทั้งสองฝั่งว่า มีฝั่งนี้ด้วย เกิดเป็นผลผลิตใหม่ๆ ที่เชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน ไลฟ์อีส ก็จะเอาองค์ความรู้เหล่านี้เข้าไปเติมให้ โดยตัวของมันเอง พี่บอยบอกว่า “เขาไม่เชื่อเรื่องความมืดเชื่อว่าความมืดไม่มีอยู่จริง ความมืดมันแค่อยู่ห่างไกลจากแสงสว่างเท่านั้น เพราะฉะนั้นความไม่รู้เช่นกัน เราก็แค่เอาความรู้ความเข้าใจไปใส่ให้เขา แล้วเขาจะรู้ทันที” ไลฟ์อีส ถือว่าเป็นแค่คอนเซ็ปต์ของการมองโลกในแบบที่เราจะอยู่เพื่อเกื้อกูลกันและกัน จากองค์ความรู้ที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน วันใดวันหนึ่งก็ต้องได้ร่วมงานกันอยู่แล้ว

เราเริ่มก่อตั้งมาประมาณ 6-7 เดือนแล้วครับ ผมเองก็เพิ่งย้ายกลับมาจากอเมริกา ก็เลยเริ่มสร้างทีม เราจะต้องเริ่มผลิต Product อย่าง LOVEiS เราผลิตศิลปิน ด้วยการนำความรู้ ความสามารถของเราตลอด 25 ปีในเบเกอรี่มิวสิก ในการสร้าง Content ผ่านศิลปิน ผ่านอัลบั้มเพลง ฉะนั้น LIFEiS ก็เช่นกัน เราสร้างคอนเทนท์สร้างอีเว้นท์ สร้างผลงานผ่าน “ฮีโร่” ซึ่งเราคิดว่าคนคนนั้นมีคุณค่าต่อสังคม ผ่าน 3 คอนเซ็ปต์ ที่เราแบ่งไว้คือ 1.Life stage ออกแบบให้สอดรับกับทุกช่วงวัยในชีวิต 2.Life Supplement การเติมวิตามินบำรุงจิตใจให้ตรงตามแต่ละช่วงวัย 3.Lifestyle การให้กิจกรรมนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำรงชีวิต โดยแต่ละช่วงวัยก็แบ่งออกเป็น วัยเด็กเล็ก, ประถมฯ, ม.ต้น, ม.ปลาย, นักศึกษา วัยแต่งงานและวัยเกษียณ ซึ่งแต่ละช่วงอายุก็จะมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์คอยดูแลให้คำปรึกษา เช่น “เพลิน ประทุมมาศ” ภรรยาของผม ที่ศึกษาด้านเด็กเล็กก็เข้ามาดูแลในส่วนของศักยภาพเด็ก พัฒนาการต่างๆ ของเด็ก เป็นต้น

แรงบันดาลใจในการทำ ไลฟ์อีส

มาจาก “เลิฟอีส” (LOVE iS) ครับ คือเราก็ไม่เคยเห็นต้นแบบ อะไรแบบนี้จากที่ไหนเลยนะ ผมนั่งดูวีดีโอ TED Talks มันมีประโยชน์ก็จริง แต่มันแค่อินสปาย มันยังไม่ experiential events มันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิดคนแบบจริงๆ ตรงนี้แหละที่ไลฟ์อีสจะทำจริงๆ เราไม่ใช่แค่อินสปาย เราจะต้องคอนเนคกับคน แล้วเราจะต้องรู้ว่า You can do it, you can changeคุณสามารถพัฒนาตัวเอง เราเชื่อมั่นว่า experiential events ของเราเกิดจากการบ่มเพาะของคนคนนั้นเอง แล้วเอฟเฟกท์ต่อคนนั้น ก็จะเกิดขึ้นด้วยตัวของเขาเอง เราจะไม่ไป Putting แต่เป็นการ Training คือการเติมเต็ม และติดตามผล ผมจะไม่ดึงไลฟ์อิสไปในเชิงแก้ปัญหาครับ

โครงการที่ไลฟ์อีสทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

“โครงการข้าวเพลงรัก” จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วก็ “โครงการปลูกขอนแก่น” ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นการปลูกต้นไม้รอบบึงของแก่น ประมาณ 2 ล้านต้น โดยคนขอนแก่นเอง ไลฟ์อีส ก็จะเข้าไปช่วย รวมหน่วยงานราชการต่างๆ กรมป่าไม้ เทศบาล โรงเรียน คนขอนแก่นที่เป็นแฟนเพลงของพวกเรา มาปลูก ทำอุโมงค์ต้นไม้ คืองานนี้เริ่มต้นจากแนวความคิดของ ไลฟ์อีส จริงๆณ ตอนนี้โครงการของเราที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างเลยมีสองอันนี้ และกำลังเริ่มอีกเพียบเลย เพราะว่าเราเพิ่งเริ่มเปิดตัวกัน แล้วต่อไปก็จะเริ่มกระจายสารเหล่านี้ออกไป ว่าเรายังมีสิ่งที่ ไลฟ์อีส ทำอยู่นะ ที่เป็นรูทีน แล้วเราก็ยินดีต้อนรับที่จะ Plug-in กับสิ่งที่คุณทำอยู่ที่จังหวัดของคุณ ถ้าไลฟ์อีสเข้าช่วยได้ เรายินดีช่วยหมด ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือเอกชน ประชาชนก็ตาม ช่วยหมด ผมมั่นใจว่าถ้าเมื่อไหร่มันไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง มันสำเร็จแน่นอน และสำเร็จอย่างยั่งยืน เพราะคนในสังคมจะเป็นคนดูแลเองเพราะฉะนั้นคนที่ทำงานเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน คิดถึงคนอื่นก่อน ซึ่งก็ใช้เงินไม่เยอะ กำไรตกอยู่กับคนชุมชน ไลฟ์อีส จะเชื่อมโยงให้เขาเติบโตได้อย่างมั่นคง และถาวรด้วยตัวของเขาเอง คนเหล่านี้ก็จะไม่ใช่มูลนิธิ เขาจะผันตัวเองไปเป็น social business ที่ดูแลเรื่องการกำจัดวัชพืช เป็นหน่วยงานย่อยที่ดูแลกันเอง นี่ก็เป็นการสานต่อแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ ๙ อย่างหนึ่งครับ เมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว ถ้าเราได้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาทำให้ชาวนาที่มีพื้นที่อยู่แล้ว มันก็จะทำให้มีเศรษฐกิจที่พอเพียงและเฟื่องฟู และกำไรด้วย และผมยินดีมาก ถ้าจะมีใครคิดทำแบบเรา ยินดีให้ทุกคนและทุกหน่วยงานใช้แพลตฟอร์มของ ไลฟ์อีส ไปช่วยกันทำให้สังคมเราดีขึ้นครับ

แล้ว นภ พรชำนิ ได้อะไรจากตรงนี้

ได้ทำครับ (หัวเราะร่วน) ผมมั่นใจว่าแนวความคิดอันนี้ มันจะเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องไปไม่รู้จบ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็ต้องการผู้สนับสนุนเสมอ ไม่ต่างกัน เราทำอัลบั้มเพลงออกมา ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็ไม่มีคนฟัง ไม่มีคนสนับสนุน ไม่มีคนซื้อตั๋วมาดูคอนเสิร์ต แต่ของผมเป็นยิ่งกว่าอัลบั้ม เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนมากมาย ทำไมจะไม่มีคนซัพพอร์ต ผมมั่นใจว่ามีแต่ได้กับได้ รวมทั้งคนที่ทำงานในกลุ่มของไลฟ์อีสด้วย ทุกคนก็ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการเติมพลังชีวิตให้กับทุกคนได้อย่างตรงเป้าหมาย แล้วก็ได้ค่าจ้างด้วย ทำกันเป็นระบบบริษัท ที่มีเงินทุน มีเงินเดือนเช่นกับบริษัททั่วๆ ไปครับ

ไลฟ์อีส ต่างจากมูลนิธิอย่างไร

แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลยครับ คือมูลนิธิมีเป็นหมื่น เป็นแสน ซึ่งเขาก็มีจุดประสงค์ในการทำแต่ละอย่าง ไม่เหมือนกัน ซึ่งไลฟ์อีสจะเป็นลักษณะการสร้างโปรแกรมในการพัฒนาแบบยั่งยืน ไม่ได้เปิดรับบริจาค แต่เรากำลังสร้างโปรแกรมที่เป็นประโยชน์ต่อคน เพื่อการเชื่อมโยงระหว่างคนในสังคมกับองค์ความรู้ แล้วทำให้เกิดประโยชน์กับทุกๆ คน

แม้ไม่ตรงสายที่เรียน แต่ก็จะลงมือทำ

ผมเองจบวิศวะมา แต่ก็ถูกบังคับให้ไปร้องเพลง แล้วก็ทำเพลงมาเรื่อยๆ แต่จุดมุ่งหมายในชีวิตผมจริงๆ เลยคือ ผมอยากทำงานเพื่อสังคม และเกิดประโยชน์ต่อสังคม ผมเชื่อว่าเพลงเป็นประโยชน์ต่อสังคมอยู่แล้วล่ะ แต่มัน Indirect ไปนิดหนึ่ง รอคนฟังเข้าใจอาจจะช้าไปสักหน่อยแต่ไลฟ์อีสก็ไม่ต่างจากเพลงที่ผมร้องเลย แต่มันเป็น Practice คือทำเลย จริงๆ วันนี้ผมประกาศไปว่า ลุย! ผมเชื่อว่าแฟนเพลงของผมในหลักประมาณ 4-5 หมื่นคนนี่ เขาลุยกับผมแน่นอน “พี่นภอยากให้ช่วยอะไรบอกมา”เราไม่ต้องรออะไรเลย เราสามารถทำได้เลย แล้วก็สามารถทำเป็นรูปเป็นร่างได้ เล็ก ย่อม กลาง ใหญ่ จิ๋ว ได้หมดแล้ว แต่โปรแกรมที่เราจะเอาเข้าไปใช้ ต้องเป็นโปรแกรมที่เกิดประโยชน์ต่อคนจริงๆ แล้วต้องไม่ขาดทุน ต้องตอบโจทย์ทุกคนต้องวินวินหมด ทุกอย่างเกิดจากแรงกายแรงใจ คนในสังคมมาช่วยกันทำ มันเลยเกิดเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน แล้วมันก็จะกลับมาตามความเชื่อของไลฟ์อีส

เล็งเป้าหมายเริ่มต้นที่คู่รัก

โปรแกรมที่เราจะ Launch อันแรกก็คือ โปรแกรมที่เกี่ยวกับคู่รักครับ ช่วงอายุกลางๆ เรียนจบแล้วจะแต่งงาน ตรงนี้จริงๆ แล้วเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันครอบครัวเลย นี่แหละคือโปรดักช์แรกสุดที่ไลฟ์อีสจะนำเสนอ ด้วยการที่เราจะจัดโชว์ขึ้นมาหนึ่งโชว์ ชื่อว่า “STAYING IN LOVE” ติวเรื่องเลิฟ เสิร์ฟพร้อมเพลงรัก เป็นโชว์ Love Mentor-tainment เต็มรูปแบบครั้งแรกของเมืองไทย และการเข้าชมก็จะเป็นการเข้าชมแบบเป็นคู่ ขายบัตรเป็นคู่ นั่งคู่กัน จะเป็นคู่แต่งงานแฟนกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้มาดูเป็นคู่ โชว์นี้จะบอกเลยว่า คุณน่ะตกหลุมรักกันง่ายเหลือเกิน แต่การที่คุณจะตกหลุมรักคนคนเดิมให้นานๆ มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ แต่มันจะง่ายนิดเดียวถ้าคุณมาเข้าคอร์สนี้กับเรา

รูปแบบโชว์ “STAYING IN LOVE”

STAYING IN LOVE จะแบ่งเป็น 3 พาร์ท คือ พาร์ทที่ 1 เรื่องอดีต ที่ผ่านมาเป็นยังไง ความคาดหวังที่เรามีต่อกันและกันคืออะไร พาร์ทที่ 2 คือช่วงปัจจุบัน เรียกว่าช่วง Love Tank ก็คือการเติมความรักให้เต็มคนเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีภาษารักที่ต่างกัน ภาษารักก็คือการเติมความรักให้กัน อย่างผมกับเพลินก็จะต่างกันการเติมเต็มความรักของผมที่เพลินเขารู้สึกว่าผมรักเขาก็คือ “การกอด การหอมแก้ม” แต่ของผมกลับไม่เหมือนเขานะ ผมจะรู้สึกก็ตอนที่ “เขาดูแลเทคแคร์ผม” เพราะธรรมชาติผม ไม่ใช่คนที่ชอบกอด แต่ผมก็เติมรักให้เขาด้วยการกอด หอมแก้ม เขาทุกเช้า มันก็ทำให้ Love Tank ของเราเต็มตลอด ไม่ต้องไปเติมจากที่อื่น ถ้าคู่รักของเรารู้ภาษารักของคู่เราเอง ทำไมเราจะไม่เติมให้กันล่ะ เพราะเรารักกันอยู่แล้ว นี่คือช่องว่างของคู่รักที่หลายคนอาจจะไม่รู้ ก็เลยพยายามไปหาเติมจากที่อื่นอยู่ตลอดเวลา วนเป็นงูกินหาง ตรงนี้จะตอบโจทย์ว่าปัจจุบันจะไม่ต้องไปเติมที่ไหน และสุดท้ายพาร์ทที่ 3 เรื่องของอนาคต เหมือนอย่างคู่ผม คือผมอยากทำไลฟ์อีส ผมไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจ ผมอยากทำอะไรเพื่อช่วยสังคม เพลินเองเขาชอบเที่ยว เราก็ลองหาทริปที่ช่วยสังคมและได้เที่ยวไปด้วย ก็เลยทำไลฟ์อีส ที่ได้เที่ยวด้วย และทำงานเพื่อสังคมด้วย สิ่งนี้ก็จะทำให้คนสองคนเข้าใจทั้งอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ของกันและกัน ไม่ต้องเกิดภาวะเลิกรากันครับฝากด้วยนะครับ สำหรับ STAYING IN LOVE เราจะจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 สิงหาคมนี้ ที่ โรงละครM Theater เริ่มขายบัตรวันที่ 28 ก.ค.นี้ ทาง ThaiTicketMajor ซึ่งการจัดครั้งนี้ก็ตั้งใจว่าจะมีผลในระยะยาว อยากให้คนดูได้รับประโยชน์จากโชว์นี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกโปรแกรมที่เราดีไซน์ มันคือประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ที่มาร่วมงานกับเราจริงๆ เราจะเรียกว่า Experiential events คือถ้ามาร่วมอีเว้นท์กับเรา มันจะเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติที่คุณมีไปตลอดชีวิตของคุณเลย แต่ไม่ใช่ล้างสมองนะ (หัวเราะ) ผมเองเป็นคนทำยังตื่นเต้นเลย ว่า โชว์วันนั้นมันก็ต้องเปลี่ยนมุมมองผมอีก เพราะว่าเอฟเฟกท์ที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน มันจะต้องมากกว่าที่ผมคิดตอนนี้แน่ๆ

ไม่ได้วางไมค์

ผมยังคงร้องอยู่ครับ แต่ก็ผันมาเป็นโปรดิวเซอร์ เพลงมากขึ้น ผลิตศิลปินรุ่นน้อง และตอนนี้ก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการ สร้างค่ายเพลงแจ๊ส ซึ่งบุคลากรทางด้านเพลงแจ๊สของประเทศไทย ก็ไม่ต่างจาก ไลฟ์อีส ผมบอกเลยว่า ศิลปินเพลงแจ๊สคือ “อัศวินทางดนตรี” ที่ถูกจับไปเล่นอยู่ใต้บันไดเลื่อน ล็อบบี้โรงแรม งานแต่งงาน อะไรก็ไม่รู้ ซึ่งจริงๆ เขาคือนักรบตัวจริง ผมมีหน้าที่ไปดึงอัศวินเหล่านี้กลับมาสร้างแรงบันดาลใจ ผลงานที่เป็นแจ๊ส ขับเคลื่อน Music Business, Music Entrainment ไปให้แบบถูกทาง เด็กรุ่นใหม่ ถ้าให้เลือกได้ ผมอยากให้ลองฟังเพลงแจ๊ส ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่มีเพลงไทยที่เป็นแจ๊สแบบเข้มข้นให้เด็กฟัง นั่นก็เพราะทุกคนคิดว่าเด็กวัยรุ่นไม่ชอบ แต่พี่บอยกับผมไม่ได้คิดแบบนั้น เราจะทำให้เด็กเล็กฟังเราจะปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กเลย เราจะทำเพลง Jazz For Kids คล้ายกับ ไลฟ์อีส เด็กประมาณ ป.1-6 เป็นช่วงที่จะเรียนรู้ถึงศักยภาพ สติปัญญาของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ก็ดี การมองโลกเชิงมิติสัมพันธ์ก็ดี เกิดขึ้นมาจากการฟังล้วนๆ คือเด็กได้ยินเสียงพ่อแม่ตั้งแต่อยู่ในท้องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเด็กได้รับการฟังเพลงแจ๊ส ซึ่งผมว่าแจ๊สเป็นสไตล์เพลงที่เพราะมากนะ ถ้าเด็กเขาได้ฟัง เขาน่าจะสามารถควบคุมอารมณ์ของเขาเองได้ตั้งแต่เด็ก เขาจะไม่พลุ่งพล่าน เขาจะมีระเบียบวินัย เขาจะนั่งเรียนอย่างสงบเลย ไม่ยุกยิก อันนี้ก็ได้รับการศึกษามาแล้วนะว่าถ้าเด็กได้รับการฟังเพลงแจ๊ส สมองเขาก็จะพร้อมในการเรียนรู้ทุกอย่าง และมีวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ การตัดสินใจ จะไม่ตัดสินใจผิดๆ เพราะเขามีความมั่นใจในตัวเอง เพลงจะช่วยได้ ผมก็เลยรับหน้าที่ดูค่ายแจ๊ส ของเลิฟอีส ทำให้กลายเป็นพื้นฐานของการฟังเพลงของเด็กเล็ก จุดมุ่งหมายก็ไม่ใช่ทางธุรกิจ เป็นการสร้าง Jazz Community พ่อแม่ลูกมานั่งฟังแจ๊สกัน จัดเป็น Festivalขยายการฟังเพลงแจ๊ส แล้วคุณจะรู้ว่าการฟังเพลงแจ๊สทำให้เบิกบาน ซึ่งการที่จะทำให้ Jazz Community เติบโตได้ก็ต้องสอนให้เขารู้จักแจ๊สก่อน ทำงานเหมือนไลฟ์อีสเลยครับ

ชีวิตส่วนตัว

ผมแต่งงานมา 12 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกครับ ซึ่งผมก็แล้วแต่คุณเพลิน (ภรรยา) คือเราทำงานกันหนักมาก ช่วงที่ผ่านมา เดินทางไปอเมริกา กลับมาเมืองไทยเยอะมาก แต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าผมทำงานหนักมากเราทุ่มเทกายและใจเพื่องานส่วนรวมจริงๆ อยู่ที่อเมริกาก็ดึงคนไทยมารวมตัวกัน ทำสำเร็จได้ที่ซานฟรานซิสโก ดีมากเลย สนุกมาก ไปๆ มาๆ อยู่มา 10 ปี คือจริงๆ ผมควรจะมีลูกไปตั้งนานแล้วล่ะ ดูลูกพี่บอยสิจะ 20 แล้ว ผมยังไม่มีเลย คือก่อนหน้านี้เราตั้งใจเลยว่าจะยังไม่มีทายาท เพราะถ้ามีนี่ อดทำงานแน่(หัวเราะ) แต่ ณ วันนี้ก็โอเค ทุกอย่างดำเนินไปได้ดีละครับ เพลินก็อยากจะมีลูกละซึ่งเขาบอกว่าอยากจะมีปีหน้า ผมก็ตามใจเขาครับ

แพลนโปรเจกท์ต่อไป

ผมคิดเล่นๆ กับพี่บอยนะว่า น่าจะมีท่องเที่ยวแบบรักสุขภาพ ไปญี่ปุ่นกัน กินไม่อั้นเลยนะ เต็มที่เลยแต่ไปกับนักโภชนาการด้วย กินเสร็จไปเบิร์นแคลอรี่กันแบ่งเป็นทีมหนึ่งไปปีนเขา เก็บวัชพืช ทีมหนึ่งไปเก็บขยะ เราดีไซน์ Tourism แบบนั้น ให้คนได้ไปช่วยสังคมด้วย เที่ยวด้วย เบิร์นแคลอรี่ด้วย กินด้วย คิดดู มันจะไม่ Successได้ยังไง ใครๆ ก็อยากสนุก ไปเป็นครอบครัวเป็นแคมปิ้งพวกนี้แหละจะเป็นโปรดักช์ย่อยที่ต้องคิดกัน เพราะแต่ละโปรดักช์ อย่าง Staying in love มูลค่ามันมหาศาลถ้าพูดในเรื่องของความต้องการทาง Business มันเติบโตได้เอง Staying in love ที่เป็นคู่รัก Staying in loveที่เป็นพ่อแม่ลูก Staying in love คนทำงาน Staying inlove คนในโรงเรียน Staying in love ในอะไรเต็มไปหมดคือรูปแบบโปรแกรมของบริษัทก็จะไม่ตายตัวว่าเป็นแค่โชว์ ทริปทัวร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันคือ flexible(เฟลคซิเบิล) มาก แต่ผลประโยชน์จริงๆ คือกลับไปอยู่ที่ทุกคน ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าตังค์ผม ซึ่งเรื่องกำไรผมไม่ได้สนใจเลย แต่ต้องไม่ขาดทุน และมีกำไรมา launch (เดินหน้า) ต่อนั่นคือปัจจัยสำคัญที่ผมเชื่อมั่นว่า เราขอแค่ไม่ขาดทุน แล้วมันก็จะเกิดเป็นประโยชน์ต่อโลกมนุษย์อย่างไม่รู้จบครับ

ยิ่งนั่งคุย ยิ่งตกหลุมรักผู้ชายอบอุ่นคนนี้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะความหล่อ ความสุภาพ หรือน้ำเสียงของเขา แต่เพราะ นภ พรชำนิ ไม่เคยหยุดที่จะผลิตผลงานสร้างสรรค์ออกสู่สังคม ทุกโปรเจกท์ของเขาในอนาคต เชื่อว่าสังคมไทยจะถูกยกระดับ พัฒนาคน และแน่นอน..ปีหน้าเราคงได้พบกับ “นภ จูเนียร์” กันค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ค้นตัวตนคนทีวี ‘แหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น’

Published November 30, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/351630

Star Retro : ค้นตัวตนคนทีวี  ‘แหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น’

Star Retro : ค้นตัวตนคนทีวี ‘แหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น’

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าเอ่ยถึงบุคคลสำคัญ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรายการโทรทัศน์ไทย ชื่อของ “แหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น” ย่อมถูกพูดถึงในลำดับต้นๆ กับประสบการณ์ที่เปรียบดั่งข้อพิสูจน์กว่า 40 ปีในการโลดแล่น “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงไม่พลาด คว้าโอกาส ค้นอีกหนึ่งชีวิตหญิงเก่งแห่งวงการบันเทิงไทย

หน้าที่รับผิดชอบในปัจจุบัน

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ “บริษัทมีเดียสตูดิโอจำกัด” ค่ะ ในสายงานรายการและละคร แต่ในช่วงนี้เน้นหนักไปที่รายการทีวี “ดวลเพลงดัง” กับ “เมนูเมียสั่ง” แล้วจะมีรายการใหม่เรื่อยๆ รวมทั้งงานอีเวนท์ต่างๆ ผันแปรตัวเองไปเน้นหนักตามจุดต่างๆ ที่ได้ถูกมอบหมาย มาอยู่ที่นี่ประมาณ 2 ปีค่ะ จะบอกว่าเป็นการทำงานที่ใหม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยก็ไม่ได้ เพราะถ้าจะบอกว่าเราเกิดจากที่ไหนก็คือช่อง 7

ย้อนวันวานจุดเริ่มต้นด้านทีวี

ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันแต่คือตั้งแต่เด็กๆ เวลาดูอะไรก็ตามที่เป็นหนังก็จะชอบดูว่าทำไมภาพมันเป็นอย่างนั้น และชอบฟังเพลงมาก ตอนสอบจะท่องหนังสือด้วยการเอาคำตอบมาแต่งไปในทำนองเพลงแล้วก็ร้อง เป็นคนที่ชอบฟังเพลงท่องหนังสือไปก็เปิดเพลงฟังไปด้วย และอีกอย่างที่ช่วยจำในการอ่านหนังสือก็คือทำเหมือนเกมโชว์เขียนคำถามไว้แล้วให้เราเล่นเองตอบเอง ชอบวาดการ์ตูนด้วยก็ทำเป็นเรื่องขึ้นมา และเพื่อนก็ชอบให้เราแต่งกาพย์กลอนส่งครูเกินครึ่งห้องแหม่มเป็นคนเขียนให้เพื่อน (หัวเราะ) โตมาแบบนี้ชอบสนใจสิ่งเหล่าค่ะ เพียงแต่ว่าคนยุคก่อนถ้าเราเรียนศิลป์ก็ต้องเอนฯให้ติดอักษรศาสตร์ จุฬาฯเป้าหมายมันเลยกลายเป็นว่าเราต้องเอนฯติดในจุดที่พ่อแม่หรือสังคมเขาต้องการ แหม่มชอบวิทยาศาสตร์มากท็อปวิทยาศาสตร์ด้วย แต่ปรากฏว่าเราไม่ชอบเลขเพราะมีเหตุการณ์ครูไม่ยุติธรรม ก็เลยเลือกเรียนศิลป์ ก็ต้องเบนเข็มมาเรียนอักษรเอกอังกฤษ โทศิลปะการละคร เด็กสมัยก่อนแค่เล่นดนตรีพ่อก็ดุแล้ว ชอบเล่นดนตรีมีกีตาร์ก็แอบเล่นไม่ให้พ่อเห็นเพราะว่าพ่อเป็นทหาร สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในตัวเรามาตลอดแต่เมื่อเราไปเรียนหนังสือเราก็ต้องเรียนไปตามเกมของโลกนี้

ช่วงเวลาพิสูจน์ตัวเอง

เคยอยากได้สตางค์ไปเที่ยวกับเพื่อน (หัวเราะ) เลยไปเต้นระบำแขกแต่งหญิง พ่อยังไปจับได้เลยขนาดว่าเราอยู่แถวหลังสุด พ่อก็เริ่มรู้เรื่อยๆ ท่านก็เป็นห่วงว่าไม่ให้มาอยู่ในสายนี้จะต้องไปเรียนเพื่อเป็นทหารอากาศเหมือนพ่อ เราก็ต้องอดทนกว่าจะฝ่าฟันแล้วก็พิสูจน์ให้พ่อเห็น โดยการที่เราขออนุญาตไปอยู่ที่อื่นแล้วสู้ด้วยตัวเอง พ่อส่งแต่ค่าเล่าเรียน ค่ากินอยู่เราก็ต้องหางานทำ พอดีว่าเราเรียนโทศิลปะการละคร ซึ่งเราได้เรียนกับ “ครูแอ๋ว-อรชุมา” เป็นละครเด็กเราก็ได้จิตวิญญาณความเป็นธรรมชาติซึ่งมันดีกับการทำงานมาก และได้ไปแสดงละครหุ่นเป็นตัวละครประจำในรายการหุ่นหรรษาช่อง 9 เล่นเองพากย์เองกับพี่ๆ ได้ค่าแต่งเพลง30 บาททุกอาทิตย์ด้วยนะ ค่าเชิดหุ่นประมาณร้อยกว่าบาท บางทีครูก็เลี้ยงข้าวมีความสุขใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาแบบนี้ แล้วโชคดีที่ว่าเอกอังกฤษมันมีวิชาวรรณคดีอังกฤษ เราก็ได้บทละครของเชกสเปียร์ซึ่งครูที่แท้จริงของเราก็คือเช็กซ์เปีย เลยเอาบทละครของเชกสเปียร์มาเป็นต้นแบบว่าเราจะเขียนบทอย่างไร ตอนเรียนได้เล่นละครเป็นพระเอกแต่เป็นหมาป่านะชื่อไอ้เบิ้มไปโรงเรียนก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองร้องไห้กันอันนี้เป็นความภูมิใจ แต่แหม่มไม่สามารถเล่นละครเวทีปกติได้ เพราะเคยนุ่งกระโปรงออกมาแล้วเพื่อนหัวเราะกัทั้งห้อง เราก็ถอยเลยตรงนั้นมันเหมือนปมไม่เอาแล้วเล่นเป็นอะไรที่มันแฟนตาซีดีกว่า ตั้งแต่สมัยอยู่อักษรก็เป็นสเตจ ที่ธรรมศาสตร์ก็มีเพื่อนอยู่เยอะ “ท่านอาจารย์มัทนี รัตนิน” ท่านทำละครเวทีเรื่องบุษบาริมทาง เราก็เป็นแบ๊กสเตจคนเดียวที่เป็นเด็กจุฬาฯ เราก็จะได้ความรู้วิชาการเยอะมาก มันเลยสะสมไว้ในตัว แต่รู้ตัวว่าจบมาก็คงจะไปทำงานที่ควรทำแบบหญิงสมัยก่อน (ยิ้ม)

กว่าจะพบตัวตนที่ใช่

เปิดหนังสือพิมพ์หางานทำคนอักษรทำได้ทุกอย่าง ก็ได้ทำทัวร์ค่ะ (หัวเราะ) ชื่อบริษัทมงกุฎ ทราเวล ได้วิชาทำทัวร์กับไกด์พาคนไปเที่ยว เสิร์ฟน้ำในรถทัวร์ ทำไปสักปีนึงก็เริ่มคิดว่ามันไม่ใช่เรา พอดีว่ามีบริษัททำหนังสือสำหรับแจกนักท่องเที่ยวเราก็ไปสมัครเป็นเซลล์เดินขายโฆษณา ไปเคาะตามร้านต่างๆ ซึ่งมันก็จะยากตรงที่ต้องนุ่งกระโปรงและใส่ส้นสูงแต่งหน้า ขัดแย้ง
กับเรามากแต่เราก็ทำเพราะว่าเราต้องเด็ดเดี่ยวใช้ชีวิตให้พ่อเห็นว่าหนูทำได้ และเราก็ผ่านโปรด้วย ทำสักพักรองเท้าส้นสูงก็ขาดเงินเดือนก็น้อยมากเลยมานั่งคิดว่ามันใช่เราหรือเปล่า ตอนนั้นทำกับเพื่อนค่ะซึ่งเพื่อนคนนั้นก็คือ “ผุสชา โทณะวณิก” อีกคนก็คือ “เวนิกา วิล” เขาก็บอกว่าจะเปิดบริษัททัวร์เลยชวนเรามาทำตั้งบริษัททัวร์ขึ้นมามี 3 คน เราได้ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายท่องเที่ยว ทำอยู่สักพักพี่ตุ้มก็ถูกเชิญให้ไปร้องเพลงที่เจเอสแอล พี่ตุ้มเป็นนักร้องวงวาทินีเขาก็เลยชวนเราไปเป็นเพื่อนที่ช่อง 5 แล้ว “พี่ต้น-ลาวัลย์” กับ “พี่หน่อย-จำนรรค์” ก็ถามหาคนเขียนบทเราเลยลองส่งงานไปเขาก็ชอบมาก เลยเรียกเข้าไปคุยแต่เราก็เกรงใจเพื่อนเพราะว่าเราเปิดบริษัทด้วยกัน เลยทำเป็นฟรีแลนซ์เขียนบทส่ง ได้เขียนบทรายการพลิกล็อก, น้ำแข็งใส่น้ำหวาน เป็นรายการที่ดังมากเราก็ชอบมากด้วย ทางเจเอสแอลก็อยากให้เราไปอยู่ด้วย แล้วเสียงเรียกร้องของหัวใจเรารุนแรงเพราะมันคือตัวเรา แต่ก็เกรงใจเพื่อนนะสุดท้ายก็ต้องไปบอกเขา แต่ว่าตรงนั้นก็ให้ประโยชน์เราสูงมากในแง่ของประสบการณ์ เพราะสิ่งที่เราได้เห็นในการไปทัวร์ไปเที่ยวเราได้สังเกตคนว่าลักษณะของคนเป็นยังไง เราได้โลเกชั่นเยอะมากเวลาที่เราเขียนงานเราจะมีอยู่ในหัว

ก้าวสู่งานเบื้องหลังเต็มตัว

เข้าไปที่เจเอสแอลเขาก็ให้กำกับเลยค่ะ รายการแรกที่กำกับคือน้ำแข็งใส่น้ำหวาน ต่อมาก็สุริยาตาหวาน ซึ่งสิ่งนี้มันก็เป็นบทเรียนได้นะว่าการที่เราจบใหม่ๆไฟเราแรง แล้วเรารู้สึกว่าต้อง educate คนดูให้เขาทำอย่างที่เราต้องการแต่จริงๆ มันไกลตัวไป ดังนั้นรายการมันเลยประสบความสำเร็จไม่มาก แต่สิ่งที่ดีคือ “ครูเล็ก-ภัทราวดี” ที่เป็นพิธีกรรายการ และ “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์” อยู่กับรายการนี้รายการแรก รวมทั้ง “พี่เบิร์ด-ธงชัย” “พี่ปุ๊-อัญชลี” พอรายการไม่น่าจะรอดก็ไปทำรายการชื่อนกเค้าแมวเป็นรายการเพลงทางช่อง 5 แล้วบังเอิญว่าช่อง 7 เขาบอกว่าอยากได้รายการซึ่งเป็นรายการที่โดนเพลงชาติผ่าตรงกลางพอดี เราก็มานั่งนึกว่ารายการมหรสพคนไทยชอบนะ เลยคิดรายการวิก 07 ขึ้นมา ที่เป็นเวทีชาวบ้าน เป็นละครเวทีผสมละครทีวีตลกสนุกสนานเอาคนดูมานั่งดูในห้องที่เราอัดก็เขียนบทกำกับควบคุมการผลิตและตัดต่อด้วย แต่ไม่ได้ทำคนเดียวเรามีทีมซึ่งเป็นทีมที่น่ารักทุกคนเก่งและเป็นทีมเวิร์กที่ดีมาก วิก 07 ก็อยู่มา 7 ปี เรตติ้งขึ้นที่ 1 ยี่สิบกว่า ระหว่างที่ทำวิก 07 ช่อง 7 ก็อยากให้ไปปลุกรายการตอน 4 ทุ่ม เพราะว่าเมื่อก่อนคนนอนเร็วเราก็คิดถึงชีวิตจริงคือเราอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นพ่อแม่ลูกนั่งจิบน้ำชามีข้าวตู (หัวเราะ) แล้วพ่อแม่ก็จะชอบเล่าเรื่องในอดีตให้เราฟังเราก็จะประทับใจ เลยหยิบตรงนี้มาว่าจะมีใครที่เป็นพระจันทร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อยู่บนฟ้าที่มีความทรงจำเต็มไปหมดแล้วมาเล่าถ่ายทอดเรื่องราวในรายการ “จันทร์กะพริบ” ทำ 2 รายการนี้คู่กันไป 7 วันเต็มได้นอนวันอาทิตย์บ่ายๆ แต่มันเป็นความสุขมากกับทุกอย่างในช่วงเวลา 7 ปี แล้วก็ออกจากเจเอสแอล

อีกหนึ่งความสามารถ

ระหว่างที่ทำงานอยู่เจเอลแอลปี 2526 ต้องย้อนไปว่าแหม่มแต่งเพลงชื่อว่าฝันฝันหวาน “พี่ตุ้ม-ผุสชา” ร้องดังมากขึ้นอันดับ 1 ของประเทศ แกรมมี่ก็เลยชวนแหม่มให้ไปแต่งเพลง เราก็เกรงใจเจเอสแอลคือก็แต่งให้ได้แต่ว่าไม่ต้องออกจากเจเอสแอล แล้วเราก็บอกเจเอสแอลด้วยความที่มันคนละธุรกิจกันเขาก็ไม่ว่าก็เลยจะมีเพลงที่แต่งออกมาอีกเพลง ลืมไม่ลง ของ“พี่แหวน-ฐิติมา” กลับมาสักครั้ง “พี่เอ๋-นรินทร”ก็ขึ้นที่ 1 ทั้งสองเพลง แต่งเพลงแค่นี้แหละคือเก็บเพลงเอาไว้แต่งเมื่ออยากแต่ง หรือแต่งให้คนที่เราอยากแต่งให้ แล้วก็ไปแต่งเพลงละครด้วย

จุดเปลี่ยนของชีวิต

ลองไปที่แกรมมี่ดูเพราะเห็นว่ามีพี่ๆที่มากความสามารถ และเราเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ เขาก็เปิดบริษัทให้เราชื่อว่า “แมสมอนิเตอร์”รายการแรกที่สร้างคือเกมโซน และได้รางวัลเอเชี่ยน เทเลวิชั่น อะวอร์ดสและรางวัลในประเทศไทยด้วย ก็นับว่าเป็นความสำเร็จของรายการทีวีไทย แล้วก็ทำรายการเกมพิศวงก็ได้ที่ 1ทำเมื่อก่อนได้ที่ 1 ตลอดมันก็เลยติดเป็นมาตรฐานในยุคนั้นนะคะ อยู่แกรมมี่ก็มีความสุขดีแต่ว่าวันหนึ่งก็เปลี่ยนมาทำเอง แต่ก็มีคนโทร.มาชวนให้ไปทำเยอะมากเรารู้สึกว่าเราอยากทำเองก็เลยมาตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาเองมีลูกน้อง 4-5 คน มีความสุขมากรับงานเป็นจ๊อบแต่พี่ต้นกับพี่หน่อยก็โทร.มาอีก(หัวเราะ) บอกว่ามาเปิดบริษัทกับพี่แล้วกันอยู่ในเครือเจเอสแอล อันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยกลับมาอยู่กับเจเอสแอลแต่เป็นบริษัทในเครือเป็นกรรมการผู้จัดการของไทเกอร์แท็กทีม ทำละครเรื่อง “ไฟอมตะ” ไม่ได้ตั้งใจจะกำกับเองเลยแต่ก็ต้องมาทำจนเสร็จ

เมื่อมาถึงจุดอิ่มตัว

เราเห็นอะไรหลายอย่างในวงการ ก็มาทบทวนว่าเรารู้สึกพอ เพราะเราร่อนเร่พเนจรมาเยอะไม่เอาแล้วเกิดติสท์ขึ้นมา (ยิ้ม) ชีวิตที่มีคนรู้จักมันวุ่นวายเหลือเกินก็เลยตัดสินใจเดินออกไปเลยหยุดทุกอย่างไปทำโรงเรียนสอนการแสดงเล็กๆ ไปเป็นป่อเต็กตึ๊ง และไปเรียนโทพุทธศาสตร์แต่ยังไม่จบค่ะเพราะว่าถูกเรียกให้กลับเข้ามาในวงการเสียก่อน หยุดไปประมาณ 4 ปี (ทนได้อย่างไร?) ไม่ต้องทนเลยค่ะมีความสุขมากการที่เราเป็นป่อเต็กตึ๊งเราได้เห็นชีวิตจริงของมนุษย์ เรียนโทพุทธศาสตร์มันสอดคล้องกันเหลือเกินชีวิตและความตายนี่คือสัจธรรม

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

ตัดสินใจบวชที่พุทธคยา อินเดีย โกนผมเลยบวชกับ “ท่านแม่ชีศันสนีย์” บวชไม่นานค่ะแต่ว่าอยู่ในเสถียรธรรมสถานน่ะนาน แล้วก็ทำงานพุทธกิจควบคู่กันไปกับป่อเต็กตึ๊ง ทำงานบริษัทของตัวเองมีโรงเรียนและทำละครเล็กน้อยเช่นบันทึกกรรมของช่อง 3 พอน้ำท่วมใหญ่เราก็ไปกับป่อเต็กตึ๊งไปช่วยคน เลยเห็นสัจธรรมว่าบนทางด่วนนั้นมีรถหรูจอดอยู่หลายคันมากแล้วทุกคนก็นอนอยู่ในรถรอข้าวกล่องจากเรา เข้าไปตามหมู่บ้านรวยๆ อยู่กันบนชั้น 2 ไม่มีข้าวกิน เราก็ขับเรือเอาข้าวไปให้ ได้เห็นไก่กินไก่ คือเรือเราแล่นเข้าไปลึกเลยนะแจกข้าวเสร็จแล้วในเรือมีไก่ย่างเราก็แบ่งกันกิน อยู่ๆ มีไก่บินมาจากไหนก็ไม่รู้มาจิกไก่ในมือเราไปกับตามันกินไก่เราให้มันเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่าพอถึงวันหนึ่งมันคือไม่มีหมดเลยนะ ทุกคนคือแค่นี้ก็เลยจะแข็งแรงขึ้นมาทันทีเลยว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนเลยในชีวิตจนตัดสินใจว่าจะบวชไม่สึกตอนนั้นมันเป็นปีติสุขที่สุดคือกัลยาณมิตรที่สวยงามมากบอกพ่อกับแม่ว่าไม่ต้องห่วงแหม่มนะ แต่มีเสียงโทรศัพท์ดังมาเป็นเสียงคุณลาวัลย์ (หัวเราะ) พี่ต้นบอกว่ามีรายการใหม่อยากให้ไปช่วยทำ พอพี่ต้นเราก็ต้องไปช่วยก่อน เพราะว่าพี่ต้นพี่หน่อยเป็นผู้มีพระคุณกับเรามาก เป็นคนแรกที่ให้โอกาสเราสร้างสรรค์งานในวงการบันเทิง เลยไปทำเป็นฟรีแลนซ์รายการปลุกฝันของกสิกรก็ประสบความสำเร็จอยู่ไป 2 ปี และได้ไปช่วยดูงานละครอยู่พักนึง

ภายใต้ชายคา “มีเดีย สตูดิโอ”

พอดีที่มีเดียมีเป้าหมายที่คุยแล้วรู้สึกดีคือเรามีประสบการณ์ประสบการณ์ของเราจะมีส่วนช่วยสร้างทีมให้แข็งแรง งานแหม่มที่นี่คือมาอยู่เพื่อสร้างสรรค์และสร้างทีมผลิตที่มีความเข้าใจว่าเราผลิตงานเพื่ออะไรโลกทุกวันนี้เป็นพาณิชย์ศิลป์ เราจะผลิตอย่างไรพอดีเป็นคนชอบสร้าง ก็พอใจที่จะอยู่ เรามาอยู่ที่นี่เราก็รักที่นี่รักเด็กๆ รักเพื่อนร่วมงานและมีความสุขดีในการอยู่ตรงนี้ แต่ก็ต้องมีวันที่เราจะต้องไป เพราะว่ามันเป็นระบบมันก็ต้องมีเกษียณแต่ก็ไม่เป็นไรเพราะว่าภูมิคุ้มกันเราหนามาก (ยิ้ม)

วิธีการคิดงานในยุคนี้กับอดีต

คิดต่างกันเพราะว่าเป้าหมายมันต่างกัน คนรุ่นแหม่มในสมัยนู้นเราเข้ามาสร้างสิ่งใหม่แต่ก็เคารพสิ่งเก่าเคารพครู ก่อนหน้าเราเรียกครูหมดเลยไม่ว่าจะเป็นดาราอาวุโสหรือใคร หน้าตารายการทีวีเปลี่ยนไปจริงแต่เราจะทำรายการที่อย่างน้อยเราได้สตางค์และเราก็ได้ทำอุดมการณ์ของเรามีความฝันที่จะสร้างงานออกมาให้มีคุณค่าและเคารพคนรุ่นเก่าด้วย มาถึงช่วงหนึ่งที่เราสัมผัสได้รูปแบบก็เปลี่ยนไปทีวีก็เปลี่ยนไปเพราะเรามีหน้าจอเยอะ ทุกสิ่งทุกอย่างคุณได้เห็นหมดดีร้าย แต่เมื่อก่อนเขาไม่ให้เห็นร้ายมาก กบว.จะสกรีนสิ่งไม่ดีออกไปจากทีวีดังนั้นทีวีก็จะสะอาด แต่สมัยนี้เราก็ต้องปรับตัวด้วยว่าจะทำอะไรดีที่คนจะรับเพราะว่ามันเป็นอาชีพ ดังนั้นเราต้องแบ่งอาชีพกับความรักและอุดมการณ์ทำทุกอย่างให้เป็นพาณิชย์ศิลป์หาความลงตัวให้มากที่สุด เพื่อให้ดำเนินต่อกันไปได้ ก็ใช้วิชาที่เราเรียนมาได้มากก็คือ การอยู่กับปัจจุบันขณะ

ชีวิตและลมหายใจ

มันมีความจำเป็นที่ต้องทำได้ทุกหน้าที่ เพราะคนสมัยเก่าบริษัทนึงคนหนึ่งคนเขาทำหลายอย่าง เลือกไม่ได้เลยว่าชอบทำอะไรมากกว่ากันเพราะว่ามันเป็นชีวิตที่รวมกันเป็นมวลสารเดียว เราอยู่เบื้องหลังวงการทีวีมาตั้งแต่ปี 2526 แต่ตอนที่เรียนปี 3 ก็เริ่มเข้ามาแล้วนะ เกือบ 40 ปีแล้วค่ะ มันคือชีวิตไปแล้วล่ะ มันคือลมหายใจที่เห็นอะไรเราก็จะมองออกมองขาด สมมติว่าเขามาเสนองานเราก็จะเห็นเลยว่าจะออกมาเป็นยังไงเห็นตอนจบด้วย แต่เราจะไม่ไปยุ่งนะ

ผลงานที่ภาคภูมิใจ

วิก 07 เป็นรายการปกิณกะบันเทิงที่ได้หลายรางวัล เป็นความรักเพราะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของเราได้ทำละครเวทีกับทีวีผสมกันและก็ได้ใช้ครีเอทีฟสุดติ่งเลย ทีมงานก็น่ารักมาก จันทร์กะพริบเป็นรายการที่มีคุณค่าได้ทำอะไรให้กับสังคมคนที่มีคุณค่าที่เป็นครูทั้งหลาย เกมโซนก็เป็นรายการที่ภูมิใจที่สามารถพารายการไทยไปได้รางวัลเอเชี่ยน เทเลวิชั่น อะวอร์ดสเกมพิศวง ก็ชอบซึ่งรายการนี้จะให้น้องเป็นโปรดิวเซอร์แต่คือเหมือนลูกโตทีมเราปล่อยออกไปแล้วเขาก็ทำออกมา เราภูมิใจในพวกเขา และงานที่รู้สึกว่าลืมไม่ลงรู้สึกดีมากก็คือการได้เป็นกรรมการตัดสินเอเชี่ยน เทเลวิชั่นอะวอร์ดส 4 ปีที่ต่างประเทศ รวมทั้งแหม่มได้ทำละครเวทีเรื่อง “ศึกรักประกาศิต” และ “โรสิตา” อันนี้ก็ยังอยู่ในใจแล้ววันนึงแหม่มก็จะกลับมาทำละครมิวสิเคิลให้ได้อีก

โปรเจกท์ในใจที่อยากจะทำ

อยากทำละครทีวีอีกเรื่องนึงมากๆ แต่ยังบอกไม่ได้ (ยิ้ม) ชีวิตนี้ถ้าไม่ตายเร็วจะทำให้ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ฝากไว้และเป็นเรื่องที่มีความผูกพันกับใจอย่างแรงมาก หรือจะทำเรื่องนี้เป็นละครเวทีแหม่มก็พอใจแล้ว กับอีกเรื่องคือละครเวทีมิวสิเคิลที่อยู่ในใจของแหม่มอยู่เหมือนกัน ก็ฝันว่าคงจะมีสักวันได้ทำสิ่งที่อยากทำนี้

ความในใจถึงผู้ชม

แหม่มไม่เคยคิดเลยว่าเราทำงานอยู่ข้างหลังแล้วจะมีคนรู้จัก แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะตะเกียกตะกายมาอยู่ข้างหน้า การที่บางครั้งออกมาอยู่ข้างหน้าก็ต้องกราบขอบพระคุณที่ให้เกียรติแหม่ม มีหลายครั้งที่ประทับใจ อย่างตอนไปที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกำลังไหว้อยู่แล้วมีคนมาทักคุณพิไลวรรณใช่ไหมตามงานมาตลอดเลย โห!กราบขอบคุณเขาเลย และเมื่อเร็วๆ นี้นั่ง Grab Taxi เขามองกระจกตลอดเลยนะและเขาก็พูดว่าพี่ต้องทำรายการทีวีผมรู้จักพี่ผมเคยเห็น แหม่มถือว่าใครที่จำแหม่มได้คือการให้เกียรติให้คุณค่ากับคนเบื้องหลัง ซึ่งเราก็ไม่คิดที่จะไปโดดเด่นอยู่เบื้องหน้าหรือไม่คิดที่จะไปจ้างใครเพื่อมาทำข่าวตัวเองหรอก ผลงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลงานก็ไม่เท่ากับโอกาส เราจะมีผลงานดีอย่างไรถ้าไม่มีคนให้โอกาสเราได้แสดงผลงานนั้น แหม่มขอขอบพระคุณทุกคนที่ให้โอกาสแหม่มด้วยค่ะไม่ว่าจะเป็นโอกาสอะไรในชีวิต รวมทั้งท่านผู้ชมที่ให้เรตติ้งยี่สิบกว่าในอดีต ขอบพระคุณท่านผู้ชมคนดูที่รู้จักคนเบื้องหลังคนนึงขอบพระคุณมากๆ ค่ะ

และนี่ก็คือ “แหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น”คนเบื้องหลังรายการทีวีที่หลายคนคุ้นเคย หญิงเก่งที่ทุ่มเทด้วยจิตวิญญาณสร้างงานคุณภาพเพื่อผู้ชม

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ‘ทอมมี่ แทงค์’ เชฟไทยระดับโลก เลือกชีวิตบั้นปลาย.. สร้างหนัง ทำรายการทีวี

Published November 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/350224

Star Retro :  ‘ทอมมี่ แทงค์’ เชฟไทยระดับโลก  เลือกชีวิตบั้นปลาย.. สร้างหนัง ทำรายการทีวี

Star Retro : ‘ทอมมี่ แทงค์’ เชฟไทยระดับโลก เลือกชีวิตบั้นปลาย.. สร้างหนัง ทำรายการทีวี

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เคยสงสัยกันไหมคะ อาหารไทย กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกได้อย่างไร? ใครคือผู้นำพา และต่อยอดจนทุกวันนี้ร้านอาหารไทย ผุดขึ้นทั่วทุกมุมโลก เป็นที่นิยมของชนทุกชาติทุกภาษา คำถามนี้อาจต้องใช้หลายปัจจัย ก่อร้างสร้างคำตอบขึ้นมา แต่ถ้าถามกับคนอเมริกันในยุค30 ปีที่ผ่านมา ชื่อหนึ่งที่ผุดในความคิดพวกเขาแทบจะทันที คือ Tommy Tang (ทอมมี่ แทงค์) เชฟคนดัง หนึ่งในผู้บุกเบิกเปิดโลกอาหารไทยสู่สากล ผ่านรายการทีวีฮอลลีวู้ด จนเป็นที่เลื่องลือ!!

ประวัติโดยย่อของ ทอมมี่ แทงค์ นั้น เขาเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่ครอบครัวลำบาก จึงต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.4 เพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัว เคยทำงานมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คนงานก่อสร้าง นักมวย ช่างเชื่อม หรือแม้กระทั่งครูสอนเทนนิส และเขาก็ยังเคยช่วยเหลือพ่อของเขาที่ร้านอาหาร ในช่วงสงครามเวียดนาม ทอมมี่ แทงค์ ได้พบเจอชาวอเมริกันมากมาย และนี่เป็นจุดเริ่มต้นในความทะเยอทะยานที่เขาอยากจะไปแสวงหาโชคในต่างแดน จึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเสี่ยงโชค โดยทำงานเป็นผู้จัดการวงดนตรีร็อก และ Music Producer และในที่สุด ทอมมี่ แทงค์ ก็ค้นพบสิ่งที่เป็นคำตอบสำหรับชีวิตเขา นั่นก็คือ อาหาร!

ทอมมี่ แทงค์ ทำงานเป็นผู้จัดการและเชฟของร้านอาหารไทยเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีคนรู้จักในฮอลลีวู้ด และในเวลาเพียง 1 ปี ด้วยความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยก็เป็นที่รู้จักและนิยม โดยมีเหล่า Celebrity อาทิจอนนี่ เดปป์, โรเบิร์ต เดนิโร, ทอม ครูซ, โรบิน วิลเลียม, แจ๊คสัน บราวน์ ฯลฯ ที่พากันติดใจอาหารไทยฝีมือทอมมี่ แทงค์ ในปี 1982 ทอมมี่ แทงค์ และภรรยา ตัดสินใจเปิดร้านอาหารของตัวเอง ที่ West Hollywood และต่อมาปี 1986 เขาก็ตัดสินใจเปิดร้านอาหารอีกแห่งที่มหานครนิวยอร์ก ทำให้เขาเป็นเชฟคนแรกที่มีร้านอาหารอยู่ทั้งสองฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกาและยังถูกขนานนามว่าเป็น “GODFATHER” ของอาหารตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ทอมมี่ แทงค์ เขียนตำราการทำอาหารไว้ 2 เล่มคือ “Modern Thai Cooking” และ “Noodles & Rice and Something Nice” ในช่วงปี 1991 และในปี 1996 เขาได้มีรายการอาหารทางโทรทัศน์ออกอากาศทั่ว 50 รัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นรายการสอนทำอาหารกึ่งแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของไทย

แต่ ณ วันนี้ เชฟทอมมี่ กลับบอกลางานทุกอย่างในอเมริกา ปิดร้าน ขายบ้าน ถอนหุ้นจากธุรกิจทั้งหมด และกลับมาบ้านเกิด มุ่งมั่นทำรายการ เชฟทัวร์ ครัวติดดิน STREET CHEFS (ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.00 น. ช่อง 7 HD กด 35) เพื่อช่วยเหลือพ่อค้า แม่ค้า ที่ด้อยโอกาสทางการโปรโมท รวมถึงรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์หนังต่างชาติ ที่เข้ามาถ่ายทำในไทย ควบคู่กับใช้เวลาส่วนใหญ่ในการหาเงินทุนเข้ามูลนิธิ Tsunami Children ที่เขาก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยจากเหตุการณ์สึนามิ

อะไรทำให้เขาเลือกเส้นทางนี้ และประวัติชีวิตที่โชกโชนนี้มีที่มาอย่างไร วันนี้เรามีความในใจจาก ทอมมี่แทงค์ มาฝากกันค่ะ

เมื่อได้โอกาสโลดแล่นในทีวีอเมริกา

หลังจากที่ผมเปิดร้านที่นิวยอร์ก เขียนหนังสือ ทำอิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต เอาน้ำปลาเข้าไปขายตลาดฝรั่ง ก็เลยมีน้ำปลายี่ห้อของเราเอง ทอมมี่ แทงค์ และเกิดเป็นสินค้าอีกหลายอย่าง จนอาหารไทยเริ่มบูมขึ้นเรื่อยๆ รายการทีวีที่นั่นก็ต้องการอาหารไทย ผมก็ปฏิเสธเขามาตลอด เพราะไม่มีเวลา กลางคืนต้องไปเป็น ผู้จัดการวงร็อกแอนด์โรลล์ กลางวันต้องมาทำอาหาร ร้านเปิด 11 โมงปิด 4 ทุ่ม หลัง 4 ทุ่มก็ต้องไปไนท์คลับ ไปดูวงว่าเป็นยังไงมั่ง กว่าจะนอน ตี 4 แบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเขามากินที่ร้าน แล้วไปดูผมสอนทำอาหาร เขาก็บอกว่า PBS อยากโปรดิวซ์รายการทำอาหารไทย เราก็บอกว่ายูอยากจะทำจริงๆ ใช่ไหม ถ้าจะทำอาหารไทย ผมคนเดียวเท่านั้น ตอนนั้นโคตรโม้เลย(หัวเราะ) คือเรามีความเชื่อมั่น ถามว่าเราเป็นเชฟที่ทำเก่งหรือเปล่า ดีหรือเปล่า เปล่าครับเราไม่ใช่เดอะเบสท์ เราแค่ทำได้ อาหารทุกอย่างเราทำได้ ตอนนั้นเชฟอาหารไทย ก็มีพอสมควร แต่ถ้าถามว่าร้านไหนมีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา ก็ต้อง “ทอมมี่ แทงค์” โดยของเราเป็นร้านอาหารไทยแบบ MODERN THAI CUISINE เนื่องจากว่าเราทำอาหารในอเมริกา เราจะผัดแล้วโปะหน้าเฉยๆ มันไม่ได้ เพราะว่าคู่แข่งเราเก่งๆ ทั้งนั้น เราก็เอาการตกแต่งอาหารแบบโมเดิร์นมาใช้ ถ้าไปเจอในหนังสือหรืออะไรเราจะตกแต่งไม่เหมือนชาวบ้านเขา เราทำแบบง่ายๆ ที่สุด ใช้สีสันของอาหารเป็นพระเอก จานเราใช้สีขาวทั้งหมด ทอมมี่ แทงค์ เป็นร้านอาหารประยุกต์ ผสมผสานอาหาร อิตาเลียน อินเดีย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หลายๆ ประเทศมารวมเป็นของเรา แต่เราจะใช้วัตถุดิบที่มาจากประเทศไทย 80-90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนไหนบอกไม่ใช่ไทยนะ มาเรียงความกันเลย ใครใช้ไทยมากกว่าร้านที่บอกว่าไทยแท้ ใช้น้อยกว่าผมอีก สมัยนั้นก็จะบอก ทอมมี่ แทงค์ ไม่ใช่ไทย แต่ตอนนี้ก๊อบปี้กันหมดเลยทำให้ทุกๆ ชาติเอาอาหารไทยของเราเข้าไปผสมผสานมีน้ำมะนาว มีโหระพา เพราะมันทำให้อาหารเขามีรสชาติดีขึ้น ในบางช่วงของรายการ TOMMY TANG MODERNTHAI CUISINE เราก็จะให้ความรู้ด้วย ว่าน้ำปลาทำมาจากอะไร ถ้าเขารู้ว่าน้ำปลาใช้แทนเกลือได้ และอร่อยกว่า เขาก็อาจจะลองดู คือเราแฝงการโปรโมทสินค้าไทย อันดับหนึ่งเลยเราจะทำยังไงให้ยอดอิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ตสินค้าไทยสูงขึ้น ก็ด้วยการแนะนำทางทีวีนั่นเอง

รูปแบบรายการ

เราก็จะท่องเที่ยวประเทศไทยก่อนเลย ไปตามที่ต่างๆ ที่เป็นจุดสนใจ แล้วกลายเป็นว่าเราได้โปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทยไปในตัว นี่คือสิ่งที่เราทำแฝงไว้ ยิ่งตอนนั้นประเทศไทยกำลังแย่ ตอนทำรายการใหม่ๆ ประเทศไทยหนี้สินเพียบ เราก็อยากจะพยายามโปรโมทประเทศไทยให้คนเข้ามาเที่ยวเยอะๆ ผมยกกองถ่ายจากที่โน่นมาหมดเลย ก็ได้รับความสะดวกจากททท. ที่ช่วยเหลือในด้านที่พัก และรถราต่างๆ

โด่งดังตั้งแต่ซีซั่นแรก

พอรายการออกอากาศปุ๊บ ก็ถือว่าโชคดี ที่มีคนรู้จัก กระแสตอบรับดี เนื่องจากว่าเราทำอะไรก็แล้วแต่ เรามีการโปรโมทก่อน โหมโรงก่อนเลยเป็นเดือนๆ ก็ออกทีวีแมกกาซีน ทุกอย่าง ผมไปออกรายการได้ทุกช่องทั่วทั้งประเทศอเมริกา ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ที่ช่องไหนช่องนั้น ที่นั่นคุณสามารถซื้อเวลา ถ้าเขาไม่ขายให้ ฟ้องร้องได้เลย เพราะผิดกฎหมาย แล้วบางคนบอกว่าให้สูตรอาหารเขาออกทีวีแบบนี้ เขาก็ไม่มากินร้านอาหารไทยสิ คนพวกนี้คิดสั้นครับ คุณดูรายการอาหารฝรั่งเศส คุณซื้อหนังสืออาหารฝรั่งเศส แล้วคุณจะทำออกมาได้เหมือนอย่างนั้นไหมไม่มีทาง ยังไงก็แล้วแต่ เขาก็ยังต้องการออกไปกินข้าวข้างนอก เนื่องจากว่านั่นคือวิถีชีวิตของคนอเมริกัน ซึ่งคนในประเทศไทยจะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทีวีจึงเป็น The BestMarketing และ The Best Promotion ของที่นั่นครับ

ผลงาน 8 ซีซั่น 100 กว่าตอน

ผมทำรายการอยู่ 8 ปี ออกไปทั้งหมด 8 ซีซั่น 100 กว่าตอน นอกจากเราจะได้โปรโมทการท่องเที่ยวแล้ว ผมเองก็ได้ค่าตัวเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะลูกผมก็ต้องกินต้องใช้ครับ(หัวเราะ) คือเป็นธรรมเนียมของเขาว่าทุกคนต้องมีค่าตัว เวลาผมไปออกรายการที่ไหนถึงแม้เขาจะโปรโมทผมนะ เขาก็ต้องจ่ายเงินผม และจากรายการนั้น ทำให้ร้านอาหารไทยในอเมริกา และแคนาดาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คึกคักมาก ตอนที่ผมเริ่มทำ ร้านมีไม่ถึงพันแห่ง พอรายการนี้ออกไป ดับเบิ้ลทันที สินค้าไทยเอ็กซ์พอร์ตไปอเมริกาสูงขึ้นไม่รู้เท่าไหร่ ท่องเที่ยวประเทศไทยก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

จุดเปลี่ยนของชีวิต

ผมเริ่มจากชีวิตชนชั้นกลาง แล้วกลายเป็นคนไม่มีบ้าน อยู่ข้างทางรถไฟ พี่น้องก็ต้องแยกย้ายกันไปผมจบ ป.4 แต่ว่าผมพูดภาษาอังกฤษเป็น ผมได้เปรียบคนที่จะไปอเมริกา โดยที่ผมไม่ได้ไปเรียนที่ไหน อาศัยเรียนด้วยตัวเอง กล้าพูดกล้าคุยกับต่างชาติ เรียนรู้การออกเสียง และเราจะต้องเรียนรู้ชีวิตของคนอเมริกันซึ่งผมโชคดีที่ได้เป็น Bus Monitor คอยตรวจบัตร หรือคนไทยเรียก กระเป๋ารถ ให้กับโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนลสคูล ซอยร่วมฤดี เราก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยแล้วตอนนั้นเป็นสมัยสงคราม คนอเมริกันตั้งฐานทัพที่นี่เขาก็ต้องจ้างคนที่พูดภาษาอังกฤษ แล้วเราพูดได้ 2 คำYes or No อาศัยเส้นเข้าไป เพราะเผอิญเพื่อนเป็นหัวหน้า เขาก็เลยช่วยให้ผมได้งาน ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้น เปลี่ยนชีวิตของผมครับ ผมถึงได้รู้ว่าคนเราทุกคน มีสิทธิ์เท่ากันหมด ถ้าเรามีโอกาส และผมก็ได้โอกาสจากเพื่อนคนนี้ที่มอบให้ เราเข้าไปตรงนั้น เงินเดือน 500 บาทเท่แล้วนะ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด แต่ก็มีคนดูถูกนะครับ คนจบมหา’ลัยดังๆ มาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์กันทั้งนั้นเลย เพราะอยากจะไปจีบแหม่ม เราไม่เคยสนใจเลยสำหรับเรานั่นคืองาน พอโดนดูถูก ว่าเข้ามาได้ยังไง ก็ได้โอกาสฝึก ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรก คือ ดิกชั่นนารี มาเป็นคัมภีร์ติดตัว เจอศัพท์อะไรก็จำมาเปิดหาคำแปล ดูหนังในโรง ก็ใช้ปากกาจดศัพท์ใส่แขนตัวเอง ออกมาเหมือนสักยันต์เลย ทำบ่อยๆ เข้า ก็กลายเป็นความเคยชิน ฟังได้ พูดได้ ที่นี้เราต้องเขียนแล้ว ก็ได้แหม่มมาช่วยสอนให้ตอนเช้าเราก็ฝึกเขียนบทความใส่กระดาษให้เขา ตอนเย็นเขาแก้กลับมาให้เรา ทำอยู่อย่างนั้น 9 เดือนครับ เขาเรียนของเขา เราก็เรียนไปกับเขา ไม่ได้จีบกันนะครับ แต่ทำไปทำมาก็เป็นแฟนกันโดยอัตโนมัติ พอโต ก็แยกย้ายกันไป พอผมออกจากโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนล ผมก็ไปสมัครเป็นโอเปอเรเตอร์ โรงแรมวินเซอร์ ทำ 5 ทุ่มถึง 7 โมงเช้าหลังจากนั้นผมเข้าโรงแรมนารายน ทำถึงบ่าย 3 ทำงานทุกวัน จนผมได้จังหวะไปทำงานที่อเมริกา

สัมผัสชีวิตแวดวงฮอลลีวู้ด

สังคมฮอลลีวู้ด ผมรู้จักตั้งแต่ลูกจ้างร้านอาหาร จันดารา คือถนนแถวนั้นเป็นหัวใจของการทำแผ่นเสียง ทำเพลง ทีวี.หนัง ผมก็เป็นผู้จัดการดนตรีกิ๊กๆ ก๊อกๆ คนนั้นคนนี้ก็ชวนเข้าไปในสตูดิโอ เราก็ไปนั่งฟังเพลงเขาอัดกัน ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่รู้จักนักดนตรี ส่วนนักแสดง เขามาทานข้าวที่ร้าน ก็จะคุ้นเคยกันดี พอเขารู้ว่าผมจะเปิดร้านเอง เขาก็มากัน เปิดร้านวันแรก ฝนก็ตก แต่คนมายืนเข้าแถวรอยาวเป็นบล็อกเลย คนแรกที่เหยียบเข้ามาในร้าน คือ แจ๊คสัน บราวน์ เพราะเขาเป็นคนแรกที่ชวนผมไปสตูดิโอ ฟังเขาอัดเพลง ผมโชคดี เนื่องจากเราพูดภาษาอังกฤษได้ แล้วคนอเมริกันกลัวคนเก่ง ถ้าเราเก่งเขาจะไม่เห็นสีผิวเราแล้ว จะไม่มีการเหยียดสีผิว เพราะฉะนั้นเวลาเราอยู่ที่นั่น เราจะต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้อเมริกันฟุตบอล รู้เบสบอล กอล์ฟ บาสเกตบอล การที่จะมีเพื่อนคนอเมริกัน เราต้องรู้เรื่องพวกนี้ ซึ่งผมเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว เราฟัง เราดูรายการทอล์กโชว์ คือเราจะต้องเข้าถึงวัฒนธรรมของเขาให้ได้ สิ่งนั้นเลยทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ

โบกมือลาชื่อเสียงเงินทอง

ในที่สุดมันก็ถึงจุดของมัน เปิดร้านทำโน่นทำนี่ไม่ได้หยุด เดินทาง 7-8 เดือนต่อปี ทั้งทำรายการทีวี โปรโมทหนังสือ ทั้งโปรโมทสินค้า อาศัยอยู่โรงแรมมากกว่าอยู่บ้าน ตอนหลังผมเลยตัดสินใจปิดหมด เพราะลูกๆ เข้าสู่วัยรุ่น ผมอยากให้เวลากับพวกเขา ก็เลยหยุดทั้งหมด แล้วมาอยู่กับพวกเขา

ชีวิตครอบครัวในปัจจุบัน

ผมมีลูก 2 คน มีหลาน 2 คน ส่วนภรรยา(ชาวอเมริกัน) แยกทางกันไปตอนที่ลูกๆ เรียนจบหมดแล้วครับทุกวันนี้กับภรรยาก็เป็นเพื่อนสนิทกัน เขาอยากได้อะไรผมให้หมด บ้าน รถ เงินในแบงก์ บริษัท เพราะเรายังไงก็หากินได้ เราต้องการตัวเปล่า กระเป๋าใบเดียวเท่านั้น กลับมาอยู่เมืองไทย แต่ก็ตกลงกันว่าทุก 3 เดือน ผมก็จะกลับไปหาเขาสักเดือน ลูกๆ ก็รับได้ แต่ว่าต้องแบ่งกัน เพราะลูกสาวผมคนหนึ่งอยู่ลองแอนเจลิส อีกคนอยู่นิวยอร์กก็จะสลับกัน เพื่อเขาจะได้ไม่น้อยใจ

อาชีพใหม่ ในวัยบั้นปลาย

การทำอาหาร เรียกว่าเป็นชีวิตจิตใจของผมแต่พออยู่ได้สักพัก เพื่อนก็บินมาหา บอกว่าต้องการมาทำหนังที่ประเทศไทย เขาก็ติดต่อโปรดักชั่นไทย และรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ ก็เลยขอให้ช่วย พอเราได้ทำ มันก็ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ครับ เข้าไปเป็นโคโปรดิวเซอร์ให้กับหนังต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทย เรื่องแรก Kickboxer: Vengeance เรื่องที่ 2 Kickboxer: Retaliation เรื่องที่ 3 ยังไม่รู้ชื่ออะไรครับ ทุกเรื่องเขาได้กำไรก่อนที่จะออกฉายแล้ว เพราะเขาได้เงินมาก่อนแล้ว ก่อนที่เราจะทำหนัง เราจะต้องขายหนังได้ก่อน แล้วเขาจะรู้ว่าจะขายให้ใคร ซึ่งตอนนี้มันง่ายขึ้น เพราะมีทั้ง NETFLIX มี AMAZON มีGOOGLE เราไม่ต้องเข้าโรงเลยทริคของเราคือการพรีเซลส์ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เจ็บตัวในทุกครั้งที่รับงาน

ก้าวผ่านความตาย

วันหนึ่งผมถ่ายรายการ แล้วเกิดหน้ามืด ซึ่งผมเองมีโรคประจำตัว คือโรคหัวใจทำบอลลูนใส่ไว้อยู่ 2 เส้น พอมีอาการตรงนั้นขึ้นมา ก็ไปหาหมอหัวใจประจำตัว คุณหมอก็ให้ใส่ชุดวอร์มเดินสายพาน เดินไปได้นิดเดียว สั่งหยุดทันที เพราะกราฟแสดงผลไม่ดี ก็ให้ไปเอกซเรย์ และเผอิญหมอผ่าตัดอยู่ด้วย ก็มานั่งคุยกัน เขาบอก “คุณควรตายไปแล้วนะ” เราสนิทกันนะครับ ก็จะพูดกันตรงๆเขาบอก หัวใจผม ไม่มีเลือดผ่าน แต่มีเส้นฝอยหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความหมายเลย ช่วยผมไว้ ไม่ให้ผมตาย ผมก็ถามแล้วทำยังไงต่อ งานผมยังไม่เสร็จ เขาบอกต้องแอดมิท และเช็คเลือดเพราะผมกินยาทำให้เลือดจางอยู่ ต้องใช้เวลา 5-7 วันถึงจะผ่าตัดได้ และทำดีวีดีส่งไปให้หมอผมที่อเมริกาหมอที่นั่นดู บอกผมบินกลับไปไม่ได้แน่นอน จะตายบนเครื่องบิน เพราะแรงกดอากาศ ก็เลยให้ผ่าตัดที่ไทย แต่ก่อนผ่าตัด ก็ขอหมอกลับไปถ่ายรายการต่อ หมอส่ายหัวเลยแต่ผมก็ต้องไป ก็ถ่ายจนเสร็จ จากนั้น 5 วัน ก็กลับมาแอดมิท ผ่าตัด หมอใหญ่ก็วางตารางให้ ผ่าตัดทีละเส้น ภายใน 3 ปี แต่ผมบอกไม่เอา ผ่าทีเดียวหมดเลย 4 เส้น หมอบอก “คุณจะบ้าเหรอ” แต่ก็ทำ เพราะเราต้องการแบบนั้น หมอใช้เวลานานที่สุดที่เคยผ่าตัด ร่วม 7 ชั่วโมง เสร็จปุ๊บพักฟื้น ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมกลับมาเป็นปกติ ในที่สุดเราก็รอดมา และตอนนั้นก็เลยไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งหนังมากระตุ้นเรา

จับมือมีเดีย สตูดิโอ ผลิตรายการ เชฟทัวร์ ครัวติดดิน

ที่จริงแล้วมีหลายช่อง ที่อยากจะให้ผมทำ แต่ผมเฉยๆ เพราะผมพอใจอยู่กับการไม่ได้ทำอะไร เพราะทำหนัง 2 ปีเรื่อง ผมก็อยู่ได้แล้ว แต่รายการนี้ผมอยากทำ เพราะอยากช่วยคนจน อยากทำให้อาหารสตรีทฟู้ด เขามีโอกาสได้แจ้งเกิด มีที่ทางเป็นของตนเอง แล้วพอไอเดียนี่เป็นรูปร่าง คุณแหม่ม (พิไลวรรณ บุญล้น) เซย์เยส ก็ทำให้ผมได้กลับมาสู่งานด้านรายการทีวีอีกครั้ง เราทำรายการทีวี เราก็คิดว่าเราอยากจะให้คนที่ดูเราได้สิ่งดีๆ รายการทีวีเรามีแต่ให้ ถ้าร้านเขาดี เราก็ช่วยโปรโมท เพราะฉะนั้นเราจะเสาะหาร้านดีๆ ที่ไม่มีคนรู้จัก ด้อยการโปรโมท ราคาสบายกระเป๋า รสชาติโอเค ให้มีโอกาสได้แนะนำร้านผ่านสื่อ และก็ต้องขอบคุณมีเดีย สตูดิโอ และ ช่อง 7 ที่ให้โอกาสเราได้ทำตรงนี้ ผมคิดว่าถ้าเขายังสนับสนุนเรา คนอีกล้านๆ คนที่ดูรายการเราจะได้แรงบันดาลใจ จุดประกายให้กับชีวิตเขา หันกลับมามีเส้นทางอาชีพที่ดีก็เป็นได้ และโปรเจกท์ต่อไป เราอาจจะเปิดที่สอน เกี่ยวกับการเปิดร้านสตรีทฟู้ดด้วยครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องให้รายการได้ออนแอร์ต่อด้วยนะครับ(หัวเราะ)

ส่งต่อความสุขถึงผู้อื่น

คนเราเกิดมากินได้แค่ 2-3 มื้อต่อวัน เตียงนอน ต่อให้ดีแค่ไหน ก็ได้แค่นอน รถ ต่อให้ดีสวยหรูแค่ไหนมันก็พาเราจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งเท่านั้นเอง คนเรามีแค่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อให้เป็นมหาเศรษฐี เรามาตัวเปล่า เราก็กลับไปตัวเปล่า ถ้าเรามีโอกาสที่จะช่วยคน เราต้องช่วย ผมช่วยอเมริกา เพราะที่นั่นทำให้ผมมีชีวิตขึ้นมา อยู่ดีกินดี สบายใจ พอผมมี ถึงได้กลับมาช่วยประเทศไทย เราเป็นคนไทย เราก็ต้องรักประเทศไทย และช่วยเหลือกัน ผมถึงก่อตั้งมูลนิธิ Tsunami Children เพื่อหาทุนจากเมืองนอกมาช่วยเด็กไทย ก่อนหน้านี้ก็ก่อตั้งกลุ่มช่วยเหลือเรื่องเอดส์เป็นสิ่งที่เราทำได้ เพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิดครับ

ความโชกโชนในเส้นทางชีวิตของ ทอมมี่ แทงค์ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินตาม แต่เชื่อว่าเรื่องของเขาจะช่วยจุดประกายความคิดให้กับคนที่มีฝันอีกหลายๆ คนให้ลงมือทำ มากกว่าที่จะฝันถึง เพราะสุดท้ายแล้วโอกาสจะมีมาหรือไม่นั้น ไม่สำคัญไปกว่าการที่เรา เลือกที่จะลงมือทำ!!

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : คุ้ยชีวิตคุยสนุก กับสาวร่างอวบ ‘ปุ้ย-อรัญญา ประทุมทอง’

Published November 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/348787

Star Retro :  คุ้ยชีวิตคุยสนุก กับสาวร่างอวบ  ‘ปุ้ย-อรัญญา ประทุมทอง’

Star Retro : คุ้ยชีวิตคุยสนุก กับสาวร่างอวบ ‘ปุ้ย-อรัญญา ประทุมทอง’

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้ามีนัดพิเศษ ในบรรยากาศสุดชิล ณ ร้านอาหาร ช.ประทุมทอง ของนักแสดงสาวอารมณ์ดี “ปุ้ย-อรัญญา ประทุมทอง”โดยเธอได้เล่าถึงที่มาที่ไปของธุรกิจที่ทำร่วมกับครอบครัว พร้อมบอกเล่าเรื่องราวในวันวานที่ประทับใจของเธอให้เราได้หายคิดถึงกัน

“ตอนนี้เรานั่งอยู่ที่ร้าน ช.ประทุมทองสาขา 2ชื่อเต็มๆ ว่า Forty and Four By ช.ประทุมทองอยู่ถนนอัษฎางค์ริมคลองหลอดใกล้กับวังสราญรมย์ ซึ่งสาขานี้เปิดมาได้ 8 ปีแล้วค่ะ ส่วนสาขาแรกอยู่ถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามวัดพระแก้ว ซึ่งตรงนั้นเปิดมา 26 ปีแล้วเป็นตึกแถว ปุ้ยเกิดที่ร้าน ช.สาขาแรกอยู่ตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า แต่สาขา 2 มาเช่าเขาเพราะว่าตอนนั้นมีการปรับปรุงตึกแถว ก็เลยหาที่พักอาศัยใกล้ๆ”

จุดเริ่มต้นของการทำร้านอาหาร

คือร้านเดิมคุณปู่คุณย่าจะทำเป็นร้านตัดผมผู้ชาย คุณปู่ตัดผม แล้วคุณย่าก็จะขายลอตเตอรี่อยู่หน้าบ้าน เลี้ยงพวกเราหลานๆ 4 คนพี่น้อง แล้วพอพวกเราโต คุณปู่คุณย่าก็เริ่มยืนไม่ไหว คุณย่าก็ป่วยจนท่านเสีย เหลือคุณปู่คนเดียว เราก็ปิดบ้านมาตั้งนานจนพวกเราเรียนจบ พี่สาวก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดีก็เลยเริ่มจากขายข้าวแกงก่อน ขายหน้าบ้านทำกันเองพี่น้อง 4 คน แล้วก็มีแม่ทำด้วย ทำไปทำมานักศึกษาเยอะรวมทั้งข้าราชการที่ทำงานละแวกนี้ก็มากินกันเยอะก็เลยค่อยๆ ขยายเป็นร้านอาหาร ไปๆ มาๆ เราก็อยู่ได้ เลยทำมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แต่ปุ้ยทำอาหารไม่เป็นหรอกก็เสิร์ฟ เป็นแคชเชียร์ เปิดเพลงค่ะ

ในฐานะราษฎรของพระราชาอาณาเขตอยู่ใกล้วัง

ตั้งแต่เด็กเราก็จะสัมผัส แล้วก็ซึมซับกับราชวงศ์ทุกพระองค์ สถานที่ที่เราอยู่ก็เป็นที่เก่าแก่ เราก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังไงแผ่นดินนี้ หรือว่าบ้านที่เราอยู่ ก็เหมือนเป็นของท่าน (น้ำตาคลอ)เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต เราก็คิดว่าที่บ้านเราจะทำยังไงเพื่อตอบแทนพระองค์ท่านให้มากที่สุด เราก็เลยจะบอกทุกคนในบ้านว่าประชาชนทุกคนที่มากราบในหลวง คือแขกของในหลวงหมด ถ้าเขามาขอเข้าห้องน้ำ ให้เขาเข้าเลย พูดจากับเขาดีๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขา ส่วนตัวปุ้ยเอง รู้สึกว่าเราอยู่ตรงนี้นะถ้าเราทำอะไรได้เราก็จะทำ เลยร่วมกับเพื่อนๆ ช่วยกันรวบรวมเงินเล็กๆ น้อยๆ ซื้อของมาแจก ทำข้าว มียาดมยาหม่องยากันยุง เราก็จะขับมอเตอร์ไซค์ไปช่วยกันแจกเห็นพวกพี่มอเตอร์ไซค์ที่เขาเป็นจิตอาสา เราก็เลยลองมาทำจิตอาสาร่วมกัน เป็นมอเตอร์ไซค์วินรับ-ส่งคนที่มากราบในหลวง โดยไม่รับสตางค์ ของปุ้ยจะอยู่ที่ประตูเทวาภิรมย์ทางออกพอดี ทำทุกวันเลยค่ะตั้งแต่วันที่ 14 ตุลา จนถึงวันสุดท้าย 26 ตุลาถ้าพูดถึงในหลวงทีไรปุ้ยก็จะอ่อนไหวทุกทีค่ะ น้ำตาไหลคือเราก็ระลึกถึงท่าน เราเกิดและเติบโตมาในแผ่นดินของพระองค์ท่าน ถ้าเกิดย้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายคนก็จะเป็นเหมือนเรา ปุ้ยอยู่ตรงนี้สามารถช่วยพี่น้องคนไทยด้วยกันได้เยอะเลยค่ะ

ชีวิตในวันนี้

นอกจากธุรกิจร้านอาหารแล้ว งานแสดงก็ยังรับอยู่นะคะ ละครที่เพิ่งจบไปก็เรื่อง “เสน่หามายา” ของทางช่อง 7 ที่กำลังถ่ายทำก็มี “พชรมนต์ตรา” ช่อง 7 เหมือนกันค่ะ ยังคงใช้ชีวิตโสดแบบนี้ (หัวเราะ) อยู่คนเดียวให้มันเป็นสุขค่ะ ไม่ประกาศรับใครแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วอยู่คนเดียวดีที่สุด สัจธรรม อยากจะทำอะไรก็ทำ ไปไหนก็ได้ เงินก็ใช้คนเดียว ถ้าเกิดว่ามีคนมาแต่เข้ามาเบียดเบียนเงินเราไม่ดีแน่นอน ถ้าเขามาให้เรานี่สิโอเค (คุณแม่แอบหวงลูกสาวไหม?)ไม่รู้ว่าหวงหรือเปล่า แต่ว่าจะชอบบอกใครๆ ว่าลูกสาวยังไม่มีแฟน บางทีเราก็แบบ..แม่จะพูดทำไมเนี่ยแต่ด้วยความที่เราอยู่บ้านด้วยกัน เวลาจะไปไหนไปต่างจังหวัด ก็จะบอกเขาหน่อย เขาก็จะไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ คนอยู่ใกล้ เหมือนเราอยู่ด้วยกันตลอด ก็เลยไม่ค่อยหวานเท่าไหร่ค่ะ

ชีวิตตอนนี้ถือว่าแฮปปี้นะคะ จะกลัวอย่างเดียว

ก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ที่พอเราอายุเยอะแล้วจะกินอะไร เราก็ต้องระวัง ต้องออกกำลังกาย แต่ถ้าทางด้านจิตใจ ถือว่าโอเค เพราะว่าปุ้ยเป็นคนอารมณ์ดีไม่ค่อยเครียด สิ่งสำคัญก็คือจิตใจวิธีคิดของเราที่คิดบวกเอาไว้ เหมือนสะกดจิตตัวเองบางทีเราอาจจะรู้สึกเครียด รู้สึกว่าทำไมวันนี้มันแย่จัง แต่ถ้าเราอยู่กับตัวเอง สะกดจิตตัวเองว่าวันนี้เป็นวันที่ดี เราโชคดีที่เกิดมาสองขา เดินได้ มีฟันไว้เคี้ยว มีตาที่สวยงามมองโลก ถ้าเราคิดดีว่าเราโชคดีที่ครบ 32 เราจะเป็นสุข และไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ถ้ามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วเราก็ต้องทำตัวเองให้แข็งแรงด้วย อย่าเป็นคนอ้วนที่อุ้ยอ้าย ไปไหนมาไหนคนพอจำได้ บางคนก็จะบอกว่า “พี่อินบูโดกัน”ใช่ไหมคะ บางทีก็…ใช่พี่ที่เล่นเป็นยักษ์ใช่ไหมคะ บางทีก็ยอมรับไปว่าใช่ แล้วบางคนก็ขอให้เราร้องเพลงให้ฟังด้วยนะ พอร้องไปก็ยังเชื่ออีก สรุปแล้วแต่จะเรียกแล้วกันค่ะ (ยิ้ม) ใจก็อยากจะเล่นไปเรื่อยๆ ถ้าเรายังมีแรง ยังขับรถได้ ยังจำบทได้เหมือน “มี๊-พิศมัย” เรารู้สึกเหมือนกันนะพอเราอายุเยอะแล้วเนี่ย อย่างเมื่อก่อนเราดูบทรอบสองรอบเราจำได้ แต่พออายุเยอะแล้ว ต้องดูเกินสิบรอบ ทำการบ้านเยอะกว่าเดิมทุกวันนี้เป็นแล้วค่ะ ก็เลยภาวนาว่าชีวิตนี้ขอให้เราสุขภาพแข็งแรง ทำงานได้ ขับรถได้ อ่านบทได้แล้วก็เล่นละครได้

บอกเล่าเรื่องราวในวันวาน

เมื่อก่อนปุ้ยอยากเป็นแดนเซอร์นะคะ คือเป็นคนชอบเต้นมาก เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์เรียนรำละคร และเป็นคนที่เจ้าเนื้อมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ออกงานกับเขา เพราะไม่มีชุดใส่คือเราอ้วน จะเล่นเป็นตัวอะไรนอกจากนางยักษ์ (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่กล้าแสดงออก ชอบร้องรำทำเพลง ก็เลยไปสมัครเรียน ครั้งแรกไปสมัครของภัทราวดี ได้รู้จักเพื่อนในก๊วนก็เลยพากันไปสมัครนักเรียนการแสดงช่อง 3 ซึ่งรุ่นนั้นเขาเปิดเต้นด้วย เราก็เลยได้เรียนเต้น เรียนฟรีไม่เสียสตางค์ เท่ากับว่าเราแหย่ขาเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว ได้ไปเต้นตามงานทีวี. เต้นให้กับ “ครูอ้วน-มณีนุช” “พี่ต้น-สุชาติ” ตอนนั้นอายุประมาณ 20 จริงๆ เป็นคนเต้นเก่งมากนะคะ (ยิ้ม) ชอบเต้นมาก แล้วพอเราเข้ามาก็ได้ถ่ายโฆษณา ได้มาเทสละครของกันตนาเป็นสังกัดแรกที่ได้เข้า เล่นเรื่อง “สายฟ้าสลาตัน” เป็นละครตอนเย็น ต่อมาก็ได้เล่น “สี่แยกนี้อายุน้อย” ของ “อาจิ๋ม-มยุรฉัตร” ทางช่อง 3แล้วก็มาเล่น “กัลปังหา” ของ “พี่ไก่-วรายุฑ” ขยับมาเรื่อยๆ เล่นเป็นเพื่อนนางเอกเป็นนักศึกษา ส่วนใหญ่จะเล่นเป็นสาวอารมณ์ดี ช่างพูดกินเก่ง แต่เล่นไปเล่นมากลายเป็นคนใช้ซะงั้น (หัวเราะ) มีคนแซวว่าอีกหน่อยคงเป็นคุณท้าว

เป้าหมายที่วางไว้ในวันนั้น

คืออยากจะเป็นแดนเซอร์ค่ะ “พี่บี๋-วัฒนวิสิทธิ์สวัสดิวัตน์” เป็นคนสอนให้เราก็เรียน คืออะไรที่มีการเรียน ยิ่งไม่เสียเงิน เราก็ยิ่งชอบ ชอบไปศึกษาหาความรู้เก็บสะสมประสบการณ์ แต่พอมาเป็นนักแสดงเราก็ไม่ค่อยได้เต้นแล้ว เพื่อนฝูงที่เต้นอยู่ตอนนั้นมันก็เริ่มหายกันไป จะมี “ซันนี่ ยูโฟร์” ที่เต้นมาด้วยกัน “ครูธัญญ์” ที่เป็นคอมเม้นเตเตอร์ เราก็มาทางการแสดง ซึ่งพอเล่นๆไปแล้วเราก็เกิดชอบ ไม่เขินในการแอ๊กติ้งเลย รู้สึกว่าเขาให้บทมา เราก็พูดและเล่นไป ไม่เขินแต่กลัว กลัวว่าคนร่วมแสดงด้วยถ้าเป็นคนเก่งๆกลัวเราจะสั่น เกรงใจว่าเราจะไปบังเขาไหม เราพูดแล้วเขาจะต่อเราได้ไหมจะไปทับไลน์เขาไหม แต่ว่าเรื่องอายไม่อายเลย เล่นได้อยากทำให้มันจบเพื่อที่เราจะได้ตังค์ และในแง่ของรายได้การแสดงมันก็ดีกว่าด้วยนะคะใจเราก็เลยมาทางการแสดงเลยเล่นมาเรื่อยๆ

คิดว่าจะไปไกลแค่ไหนสำหรับการแสดง

ตอนนั้นไม่คิดเลยนะว่าจะไปไกล แต่คิดว่าเล่นละครแล้วเราสามารถมีเงินมาจุนเจือครอบครัวซื้อรถซื้อบ้าน อยากเล่นให้มันเหมือนเป็นอาชีพที่เราสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่รู้ว่าไปไกลไหม แต่อยากให้มีงานตลอดไม่อยากให้มันดรอป คืออาชีพนักแสดงมันจะมีช่วงที่ไม่มีงาน ซึ่งเราเองก็เจอกับช่วงเวลานี้บ่อยมาก ก็ท้อนะแต่เราก็ไม่ถอย เพราะว่าเราก็หานู่นหานี่ทำ อย่างร้านอาหารเราก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็ยังมีข้าวกิน แล้วถ้าเรามีโอกาสได้ไปปรากฏตัวให้คนเขาได้เห็นว่าเรายังอยู่นะ ยังเล่นละครนะ ก็จะไป การเล่นละครเป็นอาชีพที่เราต้องอาศัยความสามารถความเสมอต้นเสมอปลาย แล้วก็ต้องมีสวดมนต์ไหว้พระทำบุญเสริมเสน่ห์เสริมบุญให้เราด้วย ถ้ามีโอกาสได้ไปดูหมอ เราถามก่อนเลยว่า เรามีดวงอยู่ในวงการนี้หรือเปล่า เขาก็บอกว่าได้ อยู่ได้

คืออาชีพที่เหมาะและเลือกแล้ว

ใจเรารักกับอาชีพมาก ถึงแม้ว่าจะให้ไปทำอาชีพอย่างอื่นที่มันรายได้เยอะกว่า แต่ว่าเราชอบและรักอาชีพการเป็นนักแสดง เล่นละครมา 20 กว่าปีแล้วนะคะ เป็นอาชีพที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด เกิดมาก็ทำอาชีพนักแสดงดีที่สุดแล้ว เคยไปทำงานประจำที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทำได้ 3 ปี สุดท้ายก็คิดว่าเราคงไม่เหมาะ คือพอเรามาเล่นละครแล้วจะมีคนชมว่าเราเล่นเก่งแสดงดี แต่ทำงานโรงพยาบาลไม่เห็นมีใครชมเลยว่าทำงานดีจัง (หัวเราะ) เงินเดือนก็ไม่ขึ้น คือเราคงไม่เหมาะกับงานอื่นแล้วแหละค่ะ

ยอมรับกับบทบาทที่เปลี่ยนไป

มีคนถามเยอะเหมือนกันว่าเล่นเป็นคนใช้รู้สึกนอยด์ไหม คือถ้าไม่มีงานจะนอยด์มากนะเครียดมาก แต่มีงานอะไรก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เลือกบทหรืออะไรนะแต่หมายถึงว่าบทที่ได้รับเป็นบทอะไรที่ขอให้มีบทพูดมีความสำคัญให้เราได้เล่นหน่อย ไม่ใช่นิ่งๆ คือเราเล่นได้หมดจะเป็นคนใช้ เป็นโสเภณียังเล่นเลยค่ะ ไม่มีคำว่านอยด์ จะนอยด์ก็ต่อเมื่อเราเล่นได้ไม่ดี คือก็มีนะที่บางครั้งผู้กำกับเดินมาบอกว่าแอ๊กติ้งเดิมๆ ไม่เอาแล้ว เนี่ยจะนอยด์มาก คือเขาอยากให้เราเปลี่ยนบางทีเราก็ติดกับการเล่นแบบสมัยก่อน เราก็ต้องเปลี่ยนการเล่น เพราะคนดูสมัยนี้เขาดูอีกแบบหนึ่งทุกอย่างมันต้องกระชับเร็ว จะมาเล่นแอ๊กติ้งเดิมๆ บางทีคนก็ไม่ดู เราก็เลยต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

การแสดงที่นำไปสู่มิตรภาพ

สำหรับผลงานที่ผ่านมาก็ชอบหลายเรื่องนะคะอย่างเรื่อง “กัลปังหา” ก็ได้เล่นเป็นกลุ่มตัวอิจฉาที่เกลียดนางเอก “จอย-รินลณี” ซึ่งเรื่องนี้ประทับใจมาก แล้วอีกเรื่องก็คือ “พระจันทร์แสนกล” เรื่องนี้ต้องล่องเรือประทับใจเพราะว่าทำให้ได้สนิทกับ“พี่จิ๊ก-เนาวรัตน์” “พี่หมู-กลศ” “หลิว-มนัสวี”“เก่ง-ชาติชาย” ทำให้เรามีก๊วนใหม่ที่สนิทกัน แล้วก็คบกัน แล้วละครอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ได้เพื่อนก็คือ “ตำรับรัก” ก็ได้ “โก้-ธีรศักดิ์” มาเป็นเพื่อนสนิทอันนี้ประทับใจหลายเรื่อง ปุ้ยรู้สึกว่าการที่เรามาเป็นนักแสดงเนี่ย นอกจากค่าตอบแทนที่เราได้แล้ว เราก็ยังได้มิตรภาพด้วยค่ะ มีเพื่อนสนิทที่ได้มาจากการเล่นละครเยอะมาก อย่าง “น้ำฝน-บุณฑริก” ก็ด้วย นี่ก็คบกันยันแก่เลย (หัวเราะ)

ความในใจถึงแฟนๆ

แม้ว่าเราจะไม่ได้โด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่ก็อยู่ได้เรื่อยๆ ก็ไม่ได้น้อยอกน้อยใจ ถ้าโดนสักเรื่องก็ดีนะแต่เราก็คิดว่ามันบุญใครบุญมัน เราได้แค่นี้ถือว่าบุญเราแล้วล่ะ บางคนเขาอยากจะมาอยู่ถึงจุดนี้ก็ยังไม่ได้มา เราอ้วนก็อ้วนเดินไปเดินมาอยู่ ยังได้งานเลย เราก็ถือว่าอยู่ได้ยี่สิบกว่าปีอยู่ตรงนี้เราก็โอเคแล้วได้เกิดมาชีวิตนี้ มาถึงจุดนี้ คนเรียกว่าเป็นดารา แม้ว่าจะจำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) ถ้าเกิดใครเรียกว่า “ปุ้ย-อรัญญา” นี่เราแทบจะกราบเลยนะ ก็อยากจะฝากบอกถึงแฟนๆ ทุกท่านนะคะว่าเราใช้ชีวิตทุกวันให้มันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายของเรา ให้มันมีความสุข ให้มันมีค่าสำหรับเรา เราจะได้ไม่รู้สึกเสียใจกับวันเวลาที่มันผ่านไป แล้วก็ขอให้ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ยังไงก็แวะมาเจอปุ้ยได้ที่ร้าน ช.ประทุมทอง ทั้ง 2 สาขานะคะ

และนี่ก็คือมุมชีวิตของนักแสดงสาวอารมณ์ดี “ปุ้ย-อรัญญา” กว่า 20 ปี ที่เธอได้มอบเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ ผ่านหลากหลายบทบาทการแสดงที่เธอรัก

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

Published November 1, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347293

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า  ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

Star Retro : เปิดชีวิตนักบู๊บนหลังม้า ‘ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ’

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อีกหนึ่งบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังฉากบู๊ในภาพยนตร์และละครแนวพีเรียด คงต้องยกให้ “วัชรชัย สุนทรศิริ” หรือที่รู้จักกันดีกับฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ที่วันนี้เขาได้ขยับบทบาทมาอยู่เบื้องหน้า กับหลากหลายคาแร็กเตอร์ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆ สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” จึงขอหยิบเส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น “ครูแอ้นท์” ในวันนี้ให้ทราบกัน

จุดเริ่มต้นของความบู๊

ย้อนไปนิดหนึ่งครับ ตั้งแต่ที่จบจากวิทยาลัยพลศึกษาชลบุรี เมื่อปี 2532 ผมเรียนมาทางด้านกีฬา ศิลปะป้องกันตัว แม่ไม้มวยไทย ดาบไทยมา ก็เลยมีพื้นฐานเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวอะไรที่เป็นไทยๆ หลังจากนั้นก็เลยมีโอกาสได้ไปทำงานที่ซาฟารีเวิลด์ ได้ไปศึกษาการขี่ม้าที่นั่น คือจะไปเป็นคาวบอย อยากเป็นนักแสดงโชว์ แต่ว่าเราต้องเริ่มจากการไปเป็นคนเลี้ยงม้าก่อน ไปฝึกม้าเอง ครูพักลักจำ โดยไม่มีสูตรอะไร ตกม้าทุกวัน(หัวเราะ) หลังจากนั้นเขาก็มีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เหมือนเป็นบริษัทหนังใหญ่ๆ มาสอนการเป็นสตันท์ให้ ซึ่งผมเป็นยุคบุกเบิกเลยครับ ที่แสดงโชว์เป็น 3-4 คนแรกในแผนกนี้ได้ทำการแสดงคลุกคลีอยู่กับม้า โชว์ไฟเผาตัว ขี่เรือ ขี่เจ๊ทสกี โหนสลิงตกน้ำมาตลอด 9 ปี จนได้มีโอกาสไปดูงานที่อเมริกา ได้ไปดูโชว์ต่างๆ ตรงนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยน เพราะว่าเราชอบโชว์สไตล์คาวบอย ชอบม้าอยู่แล้ว นั่งดูนั่งพิจารณาว่าเราโชคดีนะ ที่มีโอกาสได้มาเห็นตรงนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลยรู้สึกว่าเรามีตัวตน พอกลับมาบ้าน เราก็จะใช้วิชาที่มีเอามาพัฒนา เป้าหมายคืออยากจะให้นักแสดงที่อยู่ในเมืองไทยได้ขี่ม้า โดยการใช้ความสามารถของตัวเอง เราเองก็จะได้ใช้ความสามารถของเราที่มีที่เราได้เรียนมา เอามาผสมผสาน แล้วก็ยังได้ไปที่มาเลเซียต่ออีก ไปทำโชว์อยู่ที่นั่น 3 ปี เซตเป็นเมืองคาวบอยเลยคือเรายืนด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วล่ะ แล้วก็มาหาทีมสตันท์ของตัวเองที่เมืองไทย เรียกว่าเราเป็นสเตจโชว์ก่อน เพราะว่าถนัดมาทางนี้ หลังจากกลับจากมาเลเซียก็ได้ไปอินโดนีเซีย

ขยับเข้ามาสู่งานภาพยนตร์

คือมีพี่คนหนึ่งที่อยู่บริษัท “พร้อมมิตร”ชื่อ “พี่แขก” ได้ชวนให้ไปเข้าฉากขี่ม้าเป็นนักแสดงในหนัง มีนักแสดงฝรั่งเขาอยากจะดู ซึ่งก็แสดงว่าคงจะมีคนไปคุยว่าถ้าเป็นม้าก็น่าจะเป็นคนนี้นะ ผมก็เลยเป็นคนแรกที่ได้เป็นสตันท์เอที่ขี่ม้า แต่ตอนที่แคสนั่น ตกม้านะ แต่ที่เขาเลือกเรา ก็เพราะเรื่องเซฟตี้ เราเป็นคนเดียวที่ใส่อุปกรณ์เซฟตี้ร่างกาย เขาเห็นการแสดงเห็นความสามารถของเรา ฝรั่งก็ชอบในเรื่องของการเซฟตี้ ซึ่งผมก็ได้เป็นสตั้นท์ในภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ได้ดูแลเทคแคร์ฝรั่งในทีมขี่ม้าด้วย เพราะเรื่องภาษาเราก็พอได้ ผมยังไม่ได้เป็นนักแสดงเลยครับ ยังอยู่แค่เบื้องหลังอยู่ แต่ถ้าใครได้ดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” แล้วสังเกตดีๆ จะเห็นหน้าคนนี้ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายบ่อยมาก เปลี่ยนสัญชาติเยอะแยะมากมาย (หัวเราะ) เล่นเป็นหลายตัวมาก ก็อยู่กับ “ท่านมุ้ย” กับกองถ่ายตำนานสมเด็จพระนเรศวรที่กาญจนบุรี 10 กว่าปีครับ ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคสุดท้าย แล้วท่านก็เมตตาให้ได้เล่นเป็นตัวแสดงตัวหนึ่งชื่อ “ออกญาศรีไสยณรงค์” นั่นคือตัวละครตัวแรกที่มีบทบาทได้แต่งตัวเป็นขุนศึกในเรื่องและได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าอายุเราก็มากขึ้นนะครับ เราก็คงจะไม่มาตกม้าอยู่ตลอดเวลา เลยพยายามฝึกตัวเองหน้ากระจกบ้าง เล่นแอ๊กติ้งบ้าง ถามแฟนว่าใช้ได้ไหม หน้าตาอย่างนี้ เราคงจะไปเล่นแทนใครตลอดไม่ได้ ในตัวกระดูกหักไป 8 ครั้งแล้วครับ แอบไปพักหลบเลียแผลใจบ่อยมาก (หัวเราะ) ต้องพัก 45 วัน บางทีไม่ถึงครับ 2 อาทิตย์ก็ยังต้องมาขี่ม้าต่อ

เปิดตัวสู่งานเบื้องหน้า

จาก “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ทำให้เหมือนเป็นจุดประกายว่าเราก็สามารถทำการแสดงเบื้องหน้าได้ แต่เรื่องที่เป็นการแจ้งเกิดเลยคือจากเรื่อง “บางระจัน” ละครของ “พี่หน่อง-อรุโณชา” ผมเล่นเป็น “กำนันพันเรือง” แล้วก็มาเล่นเรื่อง“ข้าบดินทร์” เป็นเจ้าบดินทร์เดชา ทุกคนรู้จักทั่วฟ้าเมืองไทย ตามมาด้วยเรื่อง “ชาติพยัคฆ์” เป็นไอ้ยอดที่คอยต่อยตีพระเอก แล้วก็มา “บุพเพสันนิวาส”, “คมแฝก” มีละครเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เลยมาอยู่เบื้องหน้ามากขึ้น สนุกครับมันเป็นอะไรที่ท้าทาย แต่ว่าเบื้องหลังก็ยังไม่ทิ้งนะ ก็ยังมีคนจ้างให้ไปสอน และก็ยังเป็นผู้ดีไซน์คิวบู๊ด้วย อย่างเรื่อง “ชาติพยัคฆ์” ก็เป็นคิวบู๊ที่เราทำมาทั้งเรื่องเลย และเล่นด้วย ต่อสู้ด้วย “คมแฝก” ก็ด้วยครับ ซึ่งนี่จะเป็นในส่วนของการดีไซน์ แล้วจะมี “ครูเป็ด” ที่มาช่วยด้วย

สิ่งที่ชำนาญที่สุด

ตอนนี้ทุกคนก็ให้ฉายาว่า “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”ก็คงจะเป็นเรื่องม้าแหละครับ เรื่องการขี่ม้า การต่อสู้บนหลังม้า เพราะว่าเราได้เรียนจากครูสอนขี่ม้าเป็นมาตรฐานสากล จากตำรวจม้าที่อเมริกา เราก็เอาความรู้นั้นมาถ่ายทอดให้เด็กๆ และดาราทั่วฟ้าเมืองไทยเรียกว่าแทบจะทั้งวงการ จำชื่อไม่ได้ เอาว่าเป็นเรื่องๆ ดีกว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”, “ผู้ชนะสิบทิศ”, “บางระจัน” คือทั้งหนังทั้งละครที่เป็นพีเรียด น่าจะผ่านมือครูแอ้นท์นะครับ (ยิ้ม) นักแสดงส่วนใหญ่ที่ขี่ม้า ผมก็ภูมิใจที่ได้สอน แล้วเขาก็เอาไปใช้ ต้องขอโทษเรื่องอื่นที่ไม่ได้พูดถึง คือมันเยอะจริงๆ รวมถึงทุกคนที่มาเรียนกับครูแอ้นท์คือภูมิใจหมด

ที่มาของฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”

ได้มาจากรายการ “กระบี่มือหนึ่ง” ทางช่อง 7ซึ่งเราชนะได้เป็นที่ 1 ของเมืองไทยเรื่องสตันท์ม้าก็เลยได้ฉายา “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ซึ่งถามความรู้สึกก็คือดีใจมาก เพราะว่าไปไหนคนก็รู้จัก คือชื่อนี้กว่าเราจะได้มา จะต้องบุกป่าฝ่าดงมาเยอะ ก็ภูมิใจแบบสุดๆชื่อนี้มันเหมือนเป็นซิกเนเจอร์เราไปแล้ว แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ คิดว่าเป็นงานที่เรารักเราชอบ เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำแค่นั้นเอง ตอนหลังพอมีคนนั้นมาอยากเรียนเราก็มีโอกาสที่จะสอนคนนั้นคนนี้เขาก็ไปพูดต่อพูดในทางบวกเชื่อไหมครับว่าล่าสุดมีน้องนักแสดงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นพระเอก เขาก็ไปถามหาว่าจะเรียนขี่ม้าที่ไหนได้นะ ก็มีรุ่นพี่แนะนำให้มาหาครูแอ้นท์ เขาหาอยู่เดือนหนึ่งกว่าจะได้เบอร์ครูแอ้นท์และดั้นด้นไปหากันถึงเมืองกาญจน์จนได้เรียนในที่สุด

ชีวิตนักบู๊ที่ผูกพันกับม้า

25 ปีอยู่บนหลังม้า ผมก็นับไม่ถ้วนนะครับ ว่าม้าผ่านมือเรามาแล้วกี่ตัว อย่างตอนที่อยู่ซาฟารีเวิลด์เราก็จะมีม้าอยู่ตัวหนึ่งชื่อ “เบส” ซึ่งเราก็ชอบนะ เพราะว่าเขาสนุกมาก คือเรียกว่านับไม่ถ้วนดีกว่าว่ากี่ตัว เราต้องไปกินนอนอยู่กับเขาเลยในช่วงแรก เพราะว่าเราต้องดูแลในเรื่องของเวทีด้วย และเราก็ยังเป็นวัยรุ่น ก็เลยชอบที่จะอยู่ตรงนั้น อยากผจญภัยเลี้ยงม้าไปผูกพันกันไป ม้าฝูงหนึ่งที่เราเลี้ยงก็ไม่ต่ำกว่า 30 ตัวนะแล้วเราเลี้ยงเขาแบบปล่อยไล่ทุ่ง กว่าเราจะจับจะไล่ต้อนเข้ากรงได้ แต่เราก็ไม่ได้กลัว ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่สนุกอย่างเดียว และมันได้ตังค์ด้วย เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยได้เรียน เราอยากจะเป็นคาวบอย ชีวิตคาวบอยมันต้องเป็นลูกทุ่งจริงๆ อาชีพอื่นที่ไม่เจ็บตัวก็ไม่อยากทำ ผมว่ามันเป็นความชอบส่วนตัวครับ แม้ว่าจะกระดูกหักมาแล้ว 8 ครั้ง แต่มันก็สนุก เป็นชีวิตนักบู๊ (หัวเราะ) เวลานี้ก็ยังสนุกอยู่ แล้วยิ่งได้เห็น “ก็อต-จิรายุ” เป็นน้องที่เราเห็นมาตั้งนานแล้วและเขามีอะไรมันก็เหมือนเป็นครูที่เรามองลูกศิษย์ เขามีพลังมากมีไฟมาก เราก็ยังมีความรู้สึกว่าเอาหน่อยนะ แม้ว่าจะไม่ได้เท่าน้อง ก็เอาเท่าที่เราได้เรามีและพัฒนาในสิ่งที่เราขาดให้มันดีขึ้น เป็นตัวเราหลายคนเป็นไอดอลผมเลยนะ เราก็เอาสิ่งดีๆ ของเขามาพัฒนาตัวเรา

ณ วันที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางสายบู๊

ที่บ้านเขาเจ็บครับ แม่เห็นเราก็จะสงสาร ถามเราตลอดว่าเจ็บไหม แต่ก็บอกท่านไปว่ามันคือการแสดง คือก็เจ็บแหละ แต่เราก็ไม่อยากให้แม่รู้ จริงๆ ต้องบอกว่าคุณแม่ผมเป็นนักแสดงเก่านะครับ “ประยูรศรี สุนทรศิริ” ท่านเป็นนักแสดงและเป็นนักพากย์ เลยอยากให้เราเข้าวงการ ตอนที่ผมจบ ม.3ท่านก็บอกว่าจะฝากผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการให้ แต่ผมไม่เอาเอง คือเราไม่มีความสามารถ ตัวก็ดำ หน้าตาก็ไม่ดี มีแต่จะไปทำให้เขาเสียเวลา แล้วเราเป็นคนขี้อายด้วย ณ ตอนนั้นนะครับ คือเรามองหาความสามารถเราไม่เจอเลย เราเป็นใคร ก็เลยบอกแม่ว่าเดี๋ยวสักวันผมจะเข้าไปอยู่ในวงการเอง จะใช้ความสามารถของผมเอง แม่คอยดูนะ แล้วไม่นานด้วย หลังจากนั้นก็เลยตั้งต้นเรียนวิทยาลัยพลศึกษามาตั้งแต่ ม.ปลาย จนจบประกาศนียบัตรชั้นสูง แต่ก็ยังไม่ได้คิดนะว่าจะเข้าวงการ คิดแต่ว่าอยากจะเป็นนักยิมนาสติก หรืออะไรสักอย่าง และคิดว่าทักษะนี้ความคล่องตัวมันสูง สมัยก่อนผมวิ่งไต่กำแพงนี่สบายเลยครับ วิ่งไปตีลังกายันกำแพงได้ ชอบดูหนังต่อสู้กำลังภายในด้วย

แลกกับความเจ็บ

ถ้าเราพูดถึงเรื่องรายได้ มันก็ดีกว่างานประจำที่เราทำทั่วไป คือค่าตอบแทนมันก็พอได้ซื้อปลา ซื้อปลาทู ซื้อผักต้มให้ลูกกิน (หัวเราะ) ดีครับๆมันก็คุ้มกับการบาดเจ็บ การเจ็บปวดของร่างกายเราแหละครับ เราสามารถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองทุกอย่างในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตมันก็เริ่มขมวดเข้ามา บ้านรถเราก็สามารถที่จะมีเป็นของตัวเองมีครอบครัวที่น่ารัก มีภรรยาที่น่ารักคอยเป็นเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

ไอดอลของลูกๆ

ผมมีลูก 3 คน คนโต 27 แล้ว ขี่ม้าอยู่ด้วยกันคนที่ 2 เป็นแอร์ครับ ส่วนคนสุดท้ายลูกสาวยังเล็กอยู่ ป.6 ซึ่งลูกชายคนโตเป็นผู้ชาย เขาก็เหมือนเจริญรอยตามเราแหละครับ ตอนนี้ก็เข้ามาเต็มตัวแล้วใน “คมแฝก” เขาก็บู๊ “บุพเพสันนิวาส” ก็เล่นด้วยกัน จริงๆ ผมไม่ได้ฟิกซ์นะว่าลูกต้องเข้าวงการเหมือนเรา คือแล้วแต่เขาเลย เพราะว่ามันคือการดีไซน์อนาคตของเขาเอง แค่เราอาจจะมีกรายๆ ฝึกเขาให้รู้จักศิลปะ ก็จะคอยบอกคอยสอนว่างานทุกอย่างขอให้เป็นงานสุจริตคือดีหมด เราต้องเคารพทุกงาน งานที่สามารถสร้างรายได้ให้เราและเป็นงานสุจริตนั่นคือดีที่สุดแล้ว เราก็เหมือนเป็นไอดอลของเขาครับคือแอบไปดูในโซเชียลเขาก็เห็นว่าเขาโพสต์ถึงพ่อตลอด ผมไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงแต่รู้ว่าเขาอยากทำก็ดีครับสนับสนุนเราจะมีไลน์กลุ่มคุยกันวันนี้มาซ้อมหน่อยนะเขาก็จะมาเราก็มาดีไซน์กัน (มีทายาทสืบทอดแล้ว ?) เขาก็ว่ากันอย่างนั้นครับ แต่ว่าเราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังไม่ได้ไปไหน คิดว่าเรายังต้องเดินไปอีกเยอะ ขึ้นก็คือขึ้นแต่จะขึ้นยังไงไม่ให้หายไป คือเราจะต้องมีซิกเนเจอร์ของเรา เพื่อที่ทุกคนจะได้กล่าวถึงและทุกคนจะได้เห็นเราไม่ว่าจะเล่นตัวไหนหรือตำแหน่งไหนเขาก็ยังเห็นว่านี่คือ “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ”

ชีวิตขาขึ้น

ดีครับ มันแล้วแต่เวลาจังหวะชีวิต มันก็ไม่ได้ว่าเลวร้ายนะสมัยก่อนทำงานก็เหมือนเป็นพระเอกนะเพียงแต่ว่าเราไม่ได้โชว์หน้าตาเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ไปไหนคนจำได้หมดแล้วครับ แต่งตัวไม่ดีไม่ได้แล้วนะ(หัวเราะ) เมื่อก่อนยังไงก็ได้ แฟนจะบอกอยู่เสมอว่าให้แต่งตัวดีหน่อยนะ เราเป็นนักแสดงแล้วอยู่เบื้องหน้าแล้วเป็นผู้ใหญ่ด้วยลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะว่าปกติเราจะเป็นคนง่ายๆ แล้วที่สำคัญคือพยายามศึกษาดูหนังเยอะๆ เน้นหนังเรื่องการต่อสู้ ต้องใฝ่หาความรู้และคิดท่าเองด้วยให้เป็นสัญลักษณ์ของเรา

โปรเจกท์ที่อยากจะทำ

ตอนนี้มีพี่คนหนึ่งที่เปิดฟาร์มม้าอยู่ โดยส่วนตัวเองก็คิดว่าเราน่าจะมีอะไรที่เป็นยิมไว้บ้างก็ดี ก็เลยดีไซน์ไว้ว่าจะเปิดสอนด้านอาวุธไทยโบราณ พวกมวยไทยและการขี่ม้า คิวบู๊ คือเอามาดีไซน์เป็นโปรเจกท์ที่อยากทำมากและตอนนี้ก็ไฟเขียวแล้วครับรอโปรโมทอย่างเป็นทางการเร็วๆ ขอจัดแจงอะไรให้ลงตัวนิดหนึ่งก็น่าจะเปิดได้แล้วครับ สำหรับใครที่สนใจจะมาเรียนกับครูแอ้นท์ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ทางไอจีant_sundarasiri หรือที่เฟซบุ๊คครูแอ้นท์ ท้าทมิฬ ได้เลยครับ ครูแอ้นท์ตัวจริงเสียงจริงยินดีต้อนรับครับ แต่ต้องบอกว่าถ้าใครที่อยากจะเป็นแบบผม ใจคุณต้องมาก่อนว่าคุณรักที่จะทำตรงนี้หรือเปล่า ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะว่าชีวิตมันทดลองกันได้ไม่กี่ครั้งพรุ่งนี้เราจะเจ็บจะเสียชีวิตเราไม่สามารถรู้ได้เลยอนาคต แต่ผมเองสาหัสมาเยอะแล้วครับก็เลยเฉยๆ ที่เจ็บ 8 ครั้ง มันท้อทุกครั้งแหละครับ แต่ว่าก็ไม่ถอยมีแต่แรงที่จะผลักให้เราว่าต้องไปต่อ ไม่เคยผ่าเลยครับ ในร่างกายไม่เคยผ่าตัดเลยสักครั้งเดียว

อาชีพนี้ที่เลือกแล้ว

เกือบ 30 ปีแล้วนะครับที่อยู่ตรงนี้ ก็ถือว่าลงทุนมาเยอะแล้วคงไปทำอาชีพอื่นไม่ได้แล้วครับ (หัวเราะ) เรียกว่าน่าจะบู๊จนเข้ากระดูกดำไปแล้ว แต่เราก็ไม่ได้เอาวิชาของเราไปตีไปต่อยกับใครเขา เราแค่ป้องกันตัวเองและหลบหลีกจากเหตุการณ์นั้นได้ก็โอเคแล้วครับ และอีกอย่างคือจะมีคนข้างๆ ก็คือภรรยาที่คอยเตือนสติว่าคุณพ่ออย่าใจร้อน แล้วเราก็จะค่อยๆ เย็นลง

ความในใจฝากถึงแฟนๆ

ต้องขอบคุณมากๆ คือเรามีโอกาสได้เป็นฟรีแลนซ์ก็มีคนตามไอจีตามเฟสมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง แล้วเขาก็มีส่งข้อความมาขอเรียนมาทักทายชื่นชมให้กำลังใจนี่คือเยอะมาก ตอนนี้ไอจีระเบิดแล้วครับผมเป็นคนที่อ่านแล้วก็ตอบด้วยนะ อาจจะไม่ได้เขียนแต่ก็กดไลค์แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์ทุกคนแน่นอน ก็คือเขามีเวลามาอ่านเรามาตามเรา เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญเรา เราก็ต้องให้ความสำคัญเขา ส่วนตัวแล้วก็จะยังสร้างสรรค์ผลงานต่อไปเรื่อยๆ ถ้ามีผู้ใหญ่ยังเมตตาเราอยู่ แล้วก็สนุกกับตรงที่เราอยู่เบื้องหน้า อย่างที่เรามาคุยกันวันนี้ก็เป็นกองใหม่ที่ท่านเมตตา สำหรับ “พี่ไก่-วรายุฑ” นะครับ เรื่อง “สัตยาธิษฐาน” ติดต่อเข้ามาตั้งแต่กลางปีที่แล้วและเราก็ได้มีโอกาสมาร่วมงานด้วย ส่วนงานอื่นก็มี “สาปกระสือ”ทางช่อง 8 และมีภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายวันที่28 มิถุนายนนี้ เรื่อง “400 นักรบขุนรองปลัดชู”ส่วนที่เพิ่งจบไปก็ “หนึ่งด้าวฟ้าเดียว” เป็นโอกาสที่ดีครับ ที่มีงานออกมาเรื่อยๆ และได้ร่วมงานกับผู้จัดที่หลากหลายมากขึ้นก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ (ยิ้ม) บู๊ได้ทุกค่ายทุกช่องเรียกใช้บริการได้ครับ”

พูดคุยกันไป ยิ้มไป และกลั้วด้วยเสียงหัวเราะตลอดเวลา เห็นทีต้องเพิ่มฉายา “นักบู๊อารมณ์ดี” ให้ไปอีก สำหรับ “ครูแอ้นท์ ม้าทมิฬ” ผู้อยู่เบื้องหลังการบู๊ของเหล่านักแสดงดังมากมาย

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : แอนนา ชวนชื่น ตลกพูดไม่ชัด แต่เป็นที่รักของแฟนๆ

Published October 16, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/345763

Star Retro : แอนนา ชวนชื่น ตลกพูดไม่ชัด แต่เป็นที่รักของแฟนๆ

Star Retro : แอนนา ชวนชื่น ตลกพูดไม่ชัด แต่เป็นที่รักของแฟนๆ

วันอาทิตย์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากตลกคาเฟ่ที่ทำงานด้วยใจรัก อย่างตั้งใจและจริงจัง จนกระทั่งกลายเป็นตลกดังที่แฟนๆ รู้จัก แอนนา ชวนชื่น หรือ เอนก อินทะจันทร์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน ก่อนที่จะมาดังเอาตอนอายุ 50 “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” เจอะเจอเขาในวัย 65 ปีที่ยังฟิตปั๋ง ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่พลาดที่จะเข้าไปอัพเดทเบื้องลึกเบื้องหลังประวัติชีวิตอันโชกโชน

เปิดประวัติ แอนนา ชวนชื่น

ชื่อจริงๆ เอนก อินทะจันทร์ แม่เป็นคนแต้จิ๋ว คุณพ่อเป็นคนไทย รับราชการเป็นตำรวจ แอนนาเกิดที่เมืองไทย แต่ที่บ้านเราค้าขาย แล้วเปิดร้านโชห่วยขายก๋วยเตี๋ยว โอเลี้ยง กาแฟ แล้วก็จะมีคนจีนหลายๆ เชื้อชาติมานั่งกินในร้าน ซึ่งแต่ละคนที่เข้ามา เขาก็พูดแตกต่างกัน สำเนียงก็เพี้ยนๆ ณ ตอนนั้นเราฟังแล้วเราขำ ก็จำเขามาล้อเล่นกับเพื่อน พูดให้เพื่อนฟัง แล้วเพื่อนก็ถามว่า อะไรวะ อย่างคำว่า นิสสัน สมัยก่อนเขาเรียก นัดสัน มาสซาร่า (มาสด้า) อั้วไม่ชอบเกียงปลา (แกงปลา)เหมียงคาว ต้องมานั่งถอดเกียก เกียนหมู หมูไม่มีเกียกก็ไม่เหมียงคาว เราก็อะไรวะ พอจับใจความได้ก็ อ๋อ.. กินปลาเหม็นคาว แล้วต้องมานั่งถอดเกล็ด แต่กินหมู หมูไม่มีเกล็ดก็ไม่ค่อยเหม็นคาว เราจำ ณ ตอนนั้น แต่เราก็ไม่ได้คิดหรอกว่าอนาคตเราจะต้องเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ทำมาหากิน ตอนนั้นก็แค่ฟังสนุกๆ แค่นั้นเอง

เข้าสู่การเป็นตลกคาเฟ่

ผมเป็นตลกคาเฟ่ก่อน แล้วก็มูฟตัวเองไปอยู่วงลูกทุ่งหลายๆ วง และวงสุดท้ายที่อยู่ก็คือวงดนตรีสายัณห์ สัญญา ประมาณ 6-7 ปี สมัยก่อนย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ได้ค่าตัววันละ 500-600 ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะ แพงมาก เพราะยุคนั้นข้าวผัดจานละสลึง ก๋วยเตี๋ยวชามละบาท ค่าเงินแพงมาก ตอนนั้นแอนนาสนุกมากกับการใช้ชีวิตเป็นตลก เพราะเราก็ได้เที่ยว ตะลอนๆ วันนี้ไปอำเภอนี้ พรุ่งนี้ไปจังหวัดนั้นทั่วประเทศไทย เหนือ ใต้ ออก ตก กลาง ไปมาหมดแล้วชีวิตนี้ถือว่าคุ้มมาก ถ้าถามว่ารายได้ดีไหม ณ ตอนนั้นค่าเงินสูงมาก เราบอกว่าได้ค่าตัววันละ 600 บาท ไม่มีคนเชื่อ หาว่าเราโม้ แต่เราได้แบบนี้มาตลอดเลยนะตอนอยู่วงสายัณห์ สัญญา ไม่มีวันไหนที่จะว่างเลยฮอตมาก ถ้าเป็นหน้าฝนก็จะเล่นสองรอบ บ่าย ค่ำ ไปเช่าโรงหนังโน่นนั่นนี่ แต่ถ้าหน้าแล้ง งานวัดรอบเดียวถามว่าสองรอบกับรอบเดียวค่าตัวต่างกันไหม ก็ไม่ต่าง เท่ากัน ก็ทำงานอย่างหนักมากในช่วง 7 ปี พักผ่อนมากสุดไม่เกิน 2 เดือน ในช่วงอายุ 30 กว่าๆ กำลังฟิตไฟแรงเลย สนุกก็เลยไม่เหนื่อย

แจ้งเกิด แอนนา ชวนชื่น

ภาพยนตร์ของอายอร์ช (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) เรื่อง “แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า” แต่ก่อนหน้านี้เคยเล่นเป็นเอ็กซ์ตร้ามาก่อนนะเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า” เล่นเป็นลูกน้อง จตุรงค์ มกจ๊ก ตอนนั้นยังไม่มีบทพูดอะไรเลย เดินตามเขาเฉยๆ ก็มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น 20% อายอร์ชก็มองเห็นว่าเรามีของขาย มีคาแร็กเตอร์ชัด ตรงที่เรื่องการพูด สำเนียงที่ไม่เหมือนใคร เขาก็ให้เก็บคาแร็กเตอร์นี้ไว้เลย แล้วเขาก็มีหนังป้อนเราให้เล่นเรื่อยๆ แล้วก็มาเล่น เรื่อง “โหดหน้าเหี่ยว 966” ก็มาได้วลีฮิต “สวดยอดเลยลวกเพี่ยยย” (สุดยอดเลยลูกพี่) เริ่มติดตลาดคนเริ่มรู้จักเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง 30% จนกระทั่งมา “แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า” ได้วลีเพิ่มมาอีก คำว่า“ถั่วต้วม” (ถูกต้อง) ซึ่งถือว่าเป็นจุดพลิกผันของชีวิตเราเลย เล่นหนังมาเกือบ 10 เรื่องก็ยังไม่อะไร พอมาเรื่องนี้ตูมเลย ถั่วต้วม เป็นสำเนียงที่หลุดจากปากเราเอง ขนาดเพื่อนนักแสดงคนในกองก็งง เขาถามอายอร์ชว่า ถั่วต้วม คืออะไร เพราะเขาได้ยินสำเนียงเราแล้วหลุดขำออกมา เล่นไม่ได้ จนอายอร์ชบอกว่าขำให้พอ ขำให้สะใจเลย เดี๋ยวเอาจริงแล้วห้ามขำนะเว้ย พอเอาจริงก็ขำอีก จนเริ่มเทคอีก แต่ก็ไม่ได้ขำคำเดียวหรอก เขาขำสำเนียงเราที่พูดออกไปมากกว่านะ ก็เลยกลายเป็นว่า เรื่องนี้คนรู้จัก และมีคนเข้ามาหาแอนนามากขึ้น 60-70% งานเริ่มเข้ามาทุกวัน เดือนหนึ่งมีวันหยุด 2-3 วัน

งานรุมทั้งหนังและละคร ซีรี่ส์ซิทคอม

หลังจากนั้นก็โชคดีมาได้เล่นซีรี่ส์ “นัดกับนัด” สมัยก่อนฉายช่อง 9 เป็นซิทคอมของเอ็กแซ็กท์ กำกับการแสดงโดย พี่นก-จิรศักดิ์ โย้จิ้ว เขาเป็นคนที่มองคาแร็กเตอร์เราจากเรื่อง “โหดหน้าเหี่ยว 966” แล้วเขาชอบ และก็ให้ทีมงานตามหาเรา เพื่อมารับเชิญในซิทคอม และถือว่านี่คือซิทคอมเรื่องแรกที่แอนนาเล่นเราก็ยอมรับนะว่า เรื่องแรกเราเล่นไม่ดี แต่พี่นกเขาก็ให้โอกาส เรียกเราไปรับเชิญ ครั้งแรกไปก็ไม่ได้คิดอะไร พอครั้งที่สอง ที่สาม ก็เรียกไปรับเชิญอีก กลายเป็นรับเชิญเกือบ 10 กว่าครั้ง ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าชักถี่ว่ะ แสดงว่าเราเริ่มเล่นเข้าตาเขาบ้างแล้วล่ะคือเขาให้โอกาสเรามาก ถ้าเขาไม่ให้โอกาส เราก็ไม่มีวันนี้ จนหลังๆ ทีมงานชวนว่า พี่แอนนา มาเล่นประจำด้วยกันไหม ก็ตอบแบบไม่ได้คิดเลย และบวกกับตอนนั้นก็ไม่มีงานอะไรมากมาย ก็เลยตกลง อยู่ประจำมา 8 ปี จนคนรู้จักในบทของ “หมอแหนม” กลายเป็นตอนนี้แฟนๆ รู้จัก 100% ไปไหนมาไหนไม่ค่อยมีคนเรียกแอนนา จะเรียก หมอแหนม ถือว่า ซิทคอมเรื่อง “นัดกับนัด” มาเติมเต็มให้ชื่อเสียงแอนนาเพิ่มเข้ามาเกือบเต็มร้อย ขนาดดารานักแสดงด้วยกันยังเรียก หมอแหนม ไม่เรียกแล้ว แอนนา เขาก็จะเรียกหมอแหนม ขอถ่ายรูปหน่อย ซึ่งเราก็ต้องขอขอบคุณเอ็กแซ็กท์ คุณบอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณที่ให้โอกาสเรา

เอกลักษณ์แฟนๆ จดจำ

ตอนเป็นตลกคาเฟ่ ก็กระแสดีนะ ถามว่าคนรู้จักไหม ก็ไม่นะ แต่อาศัยว่าไปอยู่คณะดัง หัวหน้าดัง มีชื่อเสียง แล้วก็มาอยู่กับจตุรงค์ น้องพี ก็เกาะเด็กดังอีก(หัวเราะร่วน) คนก็ยังไม่รู้จักเราหรอก ก็เล่นสำเนียงพูดธรรมดาทั่วไป แต่พอมาเล่นหนังของยอร์ช นั่นแหละถึงได้พลิกคาแร็กเตอร์ตัวเอง และเป็นคาแร็กเตอร์ที่ก็ยังไม่มีใครเล่น ส่วนใหญ่ก็จะเล่นเป็นจีน เยาวราช ธรรมดาไม่เพี้ยนมากเหมือน ไหหลำ บางคำนี่ฟังไม่ออกแปลไม่ได้เลยนะ บางทีเล่นตอนนี้ยังไม่ขำหรอก ตีความไม่ออก แต่กลับไปขำที่บ้านก็มี คือการเป็นตลกไม่มีโรงเรียนสอน ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ ครูพักลักจำ ถ้าคุณจะเข้ามาเป็นตลก แล้วให้แอนนาสอน แล้วคุณจะเอาออกไปหากิน ไม่ได้หรอก ไม่มี นอกจากจะเข้ามาคลุกคลีอยู่กับวงการตลกไปนานๆ อย่าง แจ๊ส ชวนชื่น แต่ก่อนเป็นแค่เด็กเก็บของนะ แต่ด้วยความรักเป็นชีวิตจิตใจ เขาก็จะดูและฝึกฝนบ่อยๆ จนเป็นทุกวันนี้ ส่วนแอนนาเองมีประสบการณ์ตั้งแต่อยู่วงลูกทุ่ง เราไม่เคยไปดูตลกหรอก แต่ละมุกก็เล่นคล้ายๆ กันว่าจะต้องรับ-ส่ง อะไรยังไง คือนี่เป็นอาชีพของเรา ฉะนั้นก็จะมองทางกันออกเพราะมุขต่างๆ ที่เล่นผ่านๆ มาเราจำได้หมด เพราะนี่คือประสบการณ์เกือบ 40 กว่าปีในวงการตลกก็มาเล่นหนัง เล่นละคร ตอนอายุ 50 กว่าแล้วล่ะ คนเริ่มรู้จักแอนนาจริงๆ ก็ตอนเกือบอายุ 60 แล้วนะ (หัวเราะร่วน)

เก็บเกี่ยวทุกงานเป็นกำไรให้ชีวิตบั้นปลาย

งานในวงการบันเทิงก็เป็นอาชีพของเราอยู่ ตราบใดที่คนจ้างเขายังเห็นคุณค่า ยังจ้าง และเราก็ยังมีแรงเล่น ก็ต้องเล่นต่อไป และเล่นจนกว่าจะไม่มีแรงเล่น แต่ถ้าถามว่าเราพัฒนาไหม เราไม่ได้ว่าใครนะ คนที่ไม่มีงาน คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่าคุณเล่นได้คุณภาพเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือว่าคุณดรอปลงไป ตราบใดที่คุณยังเรียกเรตติ้งได้ คนดูยังชอบคุณ แสดงว่าคุณพัฒนาฝีมือคุณอยู่เรื่อยๆ ถ้าคุณย่ำอยู่กับที่เมื่อไหร่เรตติ้งไม่ดี ไม่มีใครจ้างเราให้เสียเงิน เปลืองเวลาเขาหรอก แต่ถ้าคุณยังมีความกระตือรือร้น มีของใหม่มานำเสนอ แอนนาโชคดีที่ไม่เหมือนดาราทั่วไปคือเรา ได้สำเนียง ทุกคนอยากฟังสำเนียงแบบนี้ แอนนาเคยเล่นละครแบบพูดชัดๆ เรตติ้งไม่ดี แฟนๆ อยากเห็นและอยากฟังแอนนาพูดไม่ชัดภาษาไหหลำแบบนี้

วงการบันเทิงให้ทุกอย่างในชีวิต

ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับแอนนา ให้ในสิ่งที่เราไม่เคยมี ก็มีขึ้นมา ให้เราได้รู้จักโลกภายนอก รู้จักสังคมมากขึ้น ใครจริงใจ ไม่จริงใจ วงการบันเทิงตอนนี้เรารู้หมด ใครจะมาไม้ไหนยังไง เราเข้าใจหมด ทุกอย่างเป็นการแสดง อะไรที่ไม่ดีไม่มีใครเขากล้าพูดหรอกเขาก็พูดแต่สิ่งดีๆ พูดง่ายๆ ก็คือหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรนะ วงการไหนก็เหมือนกัน สำหรับแอนนาต้องปรับตัว คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า

เทคนิคอยู่ให้ยืดยาว

การจะเข้ามายืนในวงการบันเทิงจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก คุณเข้ามาแล้วคุณจะรักษามันไว้ได้นานแค่ไหน อันดับแรกต้องซื่อตรงต่อเวลา อย่าเลทอย่าเสียเวลา อย่าให้นักแสดงที่อาวุโสกว่าคุณต้องมานั่งรอคุณคนเดียว งานเขาไม่เดิน กองถ่ายเขาลงทุนวันหนึ่งหลายแสน แต่คุณมาทำเสียเพื่อรอคุณ ครั้งแรกก็อาจจะให้อภัย ครั้งที่สองก็อภัยได้อีก แต่พอครั้งที่สามเขาถือว่าคุณปรับตัวไม่ได้ แล้วอีกอย่างวงการนี้มันแคบนะถึงกันหมด ต่อให้คุณเล่นดีขนาดไหนแต่เวลาไม่ได้ก็จบชีวิต คุณต้องอย่าทรยศกับอาชีพ แอนนาเองก็ไม่ได้ว่ารักษาเวลาดีมากอะไรนะ กองถ่ายนัดเก้าโมงเช้า เราต้องออกจากบ้านตีห้า เพราะรถติดมาก ไปถึงกองก่อนก็แจ้งทีมงานไว้ได้ถ้าถึงเวลาให้มาเรียก มารอเขาดีกว่า ให้เขารู้สึกว่าทำงานกับเราแล้วสบายใจ นี่คือเสน่ห์ของแอนนา เพราะแอนนาไม่ใช่คนเล่นเก่งแสดงดี แต่คนที่จ้างเขาชอบตรงที่เรารักษาเวลาตรงต่อเวลา นี่คือหัวใจการทำงาน มีใครอยากร่วมงานกับคนไม่รักษาเวลาไหมล่ะ เสียเวลามาก งานไม่เดิน ต้องตระหนักตรงนี้ให้สำคัญ ส่วนบทที่เราได้รับก็ต้องทำการบ้านอ่านให้เข้าใจในคาแร็กเตอร์เรา อารมณ์ไหน ประมาณไหน อย่าอ่านแต่บทที่เราเล่น อ่านของคนอื่นด้วยเขาส่งอารมณ์มาประมาณไหนให้เล่นระดับเดียวกับคนที่เราเข้าฉากด้วยอันนี้ก็สำคัญ

วันว่างกับครอบครัวของ แอนนา

ชอบอยู่บ้าน ทุกวันต้องเปลี่ยนน้ำพระพิฆเนศ เสด็จพ่อ ร.5 พ่อแก่ ต้องเปลี่ยนทุกวันอังคาร และต้องไหว้ 3 หิ้ง ถ้าตรงวันพระก็ต้องไหว้ ชอบไปทำบุญซื้อโลงศพที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ถวายข้าวสารอาหารแห้ง ถ้าว่างก็ไป และชอบช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า คนที่มาขอให้ช่วยเราจะไม่ทำนะ แต่ถ้าเราเห็นสภาพคนที่น่าช่วยเราถึงจะช่วย ขึ้นอยู่กับจิตลึกๆ ของเรา เวลาอยากจะทำจริงๆ หรือถ้าวันว่างไม่ไปไหนชอบเก็บใบไม้ ให้อาหารปลา คือเลี้ยงปลาหางนกยูง ปลาสวยงามไว้ เพราะที่บ้านมีน้ำตก ก็เลยเลี้ยงปลาหางนกยูงไว้ให้มันกินไข่ ไม่ให้เกิดยุง ตอนแรกปล่อยไว้สิบกว่าตัว ตอนนี้มีเป็นหมื่น ใครอยากได้มาตักเอาเลยปลาหางนกยูง แต่ปลาสีๆ เราห้าม และมีปลาสวยงามอยู่สิบกว่าตัว ตอนนี้ก็อยู่บ้านกับสวนที่บ้าน

ทายาทสืบสกุล

แอนนามีลูกชายสองคน คนหนึ่งทำงานธนาคาร อีกคนทำงานบริษัท จบปริญญาตรีทั้งคู่ ลูกๆ ก็เป็นคนขี้อายทั้งคู่ เราก็ไม่บังคับว่าจะต้องมาเล่นหนังเล่นละคร เข้าสู่วงการบันเทิง ก็แล้วแต่เขามากกว่า และนอกจากสองคนนี้ก็ยังมีลูกสาวบุญธรรมอีกสองสามคน เป็นนักแสดงนี่แหละ คือเขาเห็นว่าเราเป็นผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำแต่สิ่งดีๆ เขาก็เลยขอมาเป็นลูก ก็ดูแลให้คำปรึกษากันไป

ธุรกิจส่วนตัว

สบู่สมุนไพรธรรมชาติแอนเอง แอนทำเอง แอนใช้เอง ทำเอง มีหลายสูตร เป็นผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดถูกต้องมีลิขสิทธิ์ มี อย. เรียบร้อย ขายทางไอจีan_eangherbalsoap เฟซบุ๊ค “สบู่สมุนไพรธรรมชาติแอนเอง by แอนเอง Herbal Soap” ไลน์an-eangherbalsoap หรือวันไหนที่ว่างก็ไปตามตลาดนัด แล้วก็มี FIBENA (ไฟบีน่า) เป็นไฟเบอร์จากธรรมชาติ100% ช่วยดีท็อกซ์ กินง่ายถ่ายคล่องระบบขับถ่ายดี กำลังขายดี ขายออนไลน์ สบู่สมุนไพรทำมา 3 ปีแล้ว ส่วนไฟบีน่าประมาณ 5 เดือน ก็เป็นธุรกิจที่ถือว่าโอเคดีวันดีคืน ว่างจากถ่ายละครก็จะไปขายเอง หรือวันไหนมีถ่ายเลิกกองตอนไหนก็ไปขายตอนนั้น แต่ถ้าเลิกดึกก็ไม่ไป ซึ่งการที่เราเป็นพ่อค้าก็สนุกนะ และมีความเป็นต่อกว่าคนธรรมดาหน่อยเพราะว่าบางคนศรัทธาเรา อยากถ่ายรูปกับเรา รู้จักเราก็ช่วยอุดหนุน พอได้เอาไปลองใช้ก็ปรากฏว่าใช้ดี ก็โทร.มาสั่งกัน ซึ่งเราก็มีจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ด้วยบริการเต็มที่

สุขภาพร่างกายทุกวันนี้

ว่างก็ออกกำลังกาย ฟิตตัวเองอยู่เสมอ เพราะบางทีบางฉากในการเล่นหนังเล่นละครเราต้องวิ่งไล่ล่ากันอย่างเรื่องนี้ Love Songs Love Series ตอน จะรักหรือจะร้าย วันหนึ่งไปถ่ายที่เกาะช้าง วิ่งไล่กันในกองทราย พระเอก วัยรุ่นวิ่งหอบแฮกๆ แต่เราไม่นะ ไม่ใช่ว่าคุยโม้คือเราออกกำลังกายอยู่แล้ว ถ้าว่างก็จะพยายามออก ผมเชื่อว่าทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเหมือนกัน อยู่ที่ว่าคุณจะบริหารยังไงให้ถูกต้อง อยู่ที่คุณ บางครั้งคุณเมื่อยเหนื่อยล้าขี้เกียจ เราก็ต้องตัดความขี้เกียจออกไป เพราะว่าการบริหารร่างกายดีกว่าไปกินยาเม็ดละเป็นพันเป็นหมื่น ยาดียังไงก็สู้การบริหารร่างกายไม่ได้ แต่ก็มีส่วนบ้างกินได้แต่ต้องบริหารควบคู่ไปด้วยกัน

เรียกว่ายังฟิตปั๋ง ให้เล่นบทบู๊เตะต่อยก็ไม่หวั่น สำหรับ “แอนนา ชวนชื่น” อีกหนึ่งตลกแถวหน้าของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับงาน เพราะนี่คืออาชีพที่เขารักและศรัทธาด้วยหัวใจ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ป้อ-ปริญญ์ วิกรานต์ จากว่าที่ครูพละ สู่นักแสดงมืออาชีพ

Published October 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344244

Star Retro : ป้อ-ปริญญ์ วิกรานต์  จากว่าที่ครูพละ สู่นักแสดงมืออาชีพ

Star Retro : ป้อ-ปริญญ์ วิกรานต์ จากว่าที่ครูพละ สู่นักแสดงมืออาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงบทบาทของ “หมู่น้อย” ในละครเรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” แน่นอนเวอร์ชั่นที่ ป้อ-ปริญญ์ วิกรานต์ เล่นไว้ ต้องโดดเด้งขึ้นมาเป็นภาพจำของแฟนๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้หลายคนจะอยากรู้จักตัวตนของเขา แต่ด้วยชีวิตที่ราบเรียบแสนธรรมดา ไม่ชอบความหวือหวา จึงทำให้ไม่ค่อยเห็นเรื่องราวของป้อตามสื่อต่างๆ มากนัก วันนี้มีโอกาส “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ไม่พลาดล่อลวง อุ๊ปส์!! ล้วงลึกเส้นทางชีวิตของเขามาฝากกัน

ผลงานอัพเดท

ตอนนี้มีละครเรื่อง “กรงกรรม” ของ บริษัท แอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น จำกัด ผมรับบทเป็น หลักเซ้ง มีลูก 4 คน คือ เฮียใช้ (เพ็ชร-ฐกฤต ตวันพงค์) อาซา (เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข) อาตง (แชมป์-ชนาธิป โพธิ์ทองคำ) อาสี่ (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์) จะเป็นพ่อใจดี คอยสงบสติอารมณ์ให้แม่ที่จะอารมณ์ร้อนอย่าง นางย้อย (ใหม่ เจริญปุระ) เป็นบทที่สนุกครับ เล่นแล้วได้คิดตามตัวละคร ที่ควรจะเป็น

นักเรียนการแสดงช่อง 3 รุ่น 4

ตอนนั้นเพิ่งจบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะพลศึกษา ก็ค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร เริ่มจากตอนที่ไปฝึกงานเป็นคุณครูพละอยู่พักหนึ่ง แต่เหมือนเรารู้สึกว่าไม่ใช่ทางของเรา คือบางทีเขาอาจจะกำหนดมาแล้วน่ะ หรืออย่างบางคนก็คิดว่ามาเรียนด้านนี้ ก็จะเป็นแบบนี้แบบนั้น พอจบก็หางาน หาตัวเอง ว่าชอบอะไร จนกระทั่งไปเจอประกาศรับสมัครนักเรียนการแสดงของช่อง 3 เลยไปสมัคร ส่งประวัติรูปถ่ายไป แล้วเขาก็เรียก แล้วก็ได้เข้ามาเป็นนักเรียนการแสดงช่อง 3 รุ่น 4 โดยมี “อาจารย์สดใส พันธุมโกมล” เป็นอาจารย์ใหญ่คอยสอนคอยอบรม และนอกจากการแสดงก็ยังคอยสอนแนะนำการดำเนินชีวิตในวงการบันเทิง คอยบอกว่าจะต้องวางตัวยังไง ซึ่งพอเข้าเป็นนักเรียนแล้ว ก็เริ่มชอบ เป็นอะไรที่เราไม่เคยสัมผัส เป็นสิ่งที่ดี เราได้รู้จักคนอื่น ที่สำคัญได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเราจะปรับปรุงตัวเอง พัฒนาตัวเองให้มีความเป็นมนุษย์ มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น อ่อนโยนมากขึ้น รู้จักการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มีปฏิกิริยาตอบโต้กันยังไง ทำให้เราละเอียด เพราะเมื่อก่อนผมค่อนข้างแข็งกระด้าง พอได้มาเรียน ก็ได้ตรงนี้มาครับ

โชคชะตาฟ้ากำหนด

พอเรียนจบ อาจารย์สดใส ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ผู้วางหลักสูตร ก็เมตตาให้โอกาสได้ทำงานเป็นพนักงานช่อง 3 อยู่ 4 ปี เริ่มตั้งแต่เป็นทีมงานทำละคร ซึ่งตอนนั้นจะมี 4 ตำแหน่ง สูงสุดคือกำกับรายการ มีหน้าที่ตัดต่อตัดกล้อง เลือกภาพ สร้างภาพ ทำทุกอย่าง ควบคุมหมด รองลงมาก็คือผู้ช่วยผู้กำกับรายการ รองลงมาอีกคือผู้กำกับเวที และอีกคนก็คือผู้กำกับบท ซึ่งตอนนั้นผมก็เป็นตั้งแต่ ผู้กำกับบทผู้กำกับเวที แล้วหลังจากนั้นก็ลาออก เพราะพอเราทำเบื้องหลังตรงนั้นไปนานๆ แล้วกลายเป็นว่าเราเห็นคนอื่นแสดง เรารู้สึกอยากแสดงบ้าง ด้วยความที่เรียนการแสดงมาด้วย เห็นเขาเล่นแล้วก็แบบ เอ้ย..น่าจะทำอย่างนี้ เล่นแบบนั้นนะ เริ่มอยากจะมีความอยากแสดงมาก ก็ตัดสินใจขอลาออก อาจารย์ก็เมตตาให้โอกาส และอีกอย่างตอนนั้นก็อยากจะมีครอบครัวด้วย เพราะผมเกือบอายุ 30 ปี เริ่มคิดวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้สร้างครอบครัวของเรา ก็คิดถึงตรงนี้ด้วย เลยผันตัวเองไปเป็นนักแสดง แต่อันดับแรกจริงๆ คือ ใจ ที่อยากจะแสดงด้วยแหละ ก็เลยตัดสินใจมาอยู่เบื้องหน้าเป็นนักแสดง

เริ่มแสดงอย่างเต็มตัว

ละครเรื่องแรกคือ “คำพิพากษา” เป็นเรื่องแรกในชีวิตการแสดง ซึ่งยากมาก เป็นอะไรที่ยากจริงๆ และหนึ่งปีสำหรับการแสดงแล้วมาเล่นเรื่องแรก ผมคิดว่าน้อยไป แล้วผมเองก็ยังซึมซับไม่มากพอ ก็เลยยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เล่นไปตามที่เขาบอก อาจารย์ก็พยายามช่วย พยายามบอก ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้เรื่องประสบการณ์ก็ไม่มี ถือว่ายากมาก ก็ทำไปตามที่ผู้กำกับเขาบอก ผมถือว่าครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่ดีมากๆ สำหรับอาชีพการแสดงเลยนะ และหลังจากนั้นก็รองานสักพัก แล้วก็ไปของานพี่ไก่-วรายุฑ ว่ามีบทอะไรให้เล่นไหม ก็ได้ร่วมงานกับพี่ไก่ แล้วได้ไปเล่นเรื่อง “ลอดลายมังกร” (ช่อง 7) ต่อมาเรื่อง “เคหาสน์ดาว” (ช่อง 5)หลังจากนั้นก็มีมาเรื่อยๆ ยิ่งเล่นยิ่งแสดงก็ยิ่งชอบมีความสุข สนุกกับการทำงานมากตอนนั้น แล้วก็มีโฆษณาเข้ามาด้วย เป็นโฆษณาเพจเจอร์สมัยก่อน(หัวเราะ) ถ่ายแบบก็เข้ามา ถือว่าเป็นช่วงที่กำลังฮอตเลย บทดีๆ ก็เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” ของ ช่อง 7 เว่อร์ชั่น “พี่ตั้ว-ศรัณยู” เป็นพระเอก ผมรับผมเป็น “หมู่น้อย” ก็มีคนรู้จักมากขึ้นอีก แล้วช่วงนั้นก็จะรับช่อง 7 เยอะมาก จนหลายคนบอกว่าเราเป็นนักแสดง ช่อง 7 แต่จริงๆ ผมอิสระนะเพียงแต่ว่าเราได้วิชาความรู้เกิดจากช่อง 3 มาใช้ในอาชีพ

เมื่อพบรักกลางกองถ่าย

เราได้พบกันตอนเล่นเรื่อง “คำพิพากษา” เป็นความรักที่คอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ครับ ซึ่งภรรยาผมก็คือ “กุณกนิช คุ้มครอง” หรือที่รู้จักกันในบท “สมทรง” จากเรื่อง “คำพิพากษา” ซึ่งจริงๆ ตอนแรกเราก็ทำงานที่ช่อง 3 ด้วยกัน เขาเป็นนักเรียนการแสดงรุ่น 2 ผมเรียนรุ่น 4แล้วเขาก็ยังเคยกำกับละครอยู่ช่วงหนึ่งของช่อง 3นี่แหละ หลายเรื่องเช่น “ซอย 3 สยามสแควร์”ส่วนตอนนี้ก็เป็นโค้ชแอ๊กติ้งอยู่กับทาง “พี่ก้อย-ทาริกา”

โซ่ทองคล้องใจ

ผมมีลูกชายคนเดียวครับ เพิ่งเรียนจบที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลูกผมไม่คอยชอบวงการบันเทิงเท่าไหร่ ก็มีหลายคนเห็นหน้าเห็นตา ก็บอกว่าน่าจะเข้ามานะ แต่ผมก็ไม่บังคับ แล้วแต่เขา คือเขาอาจจะเห็นพ่อ-แม่มาเยอะ ก็เลยไม่สนใจ ไม่ใช่แนวที่ชอบของเขา เราก็ไม่ได้บังคับ ปล่อยให้เขาทำตามความชอบของเขาดีกว่า

อาชีพเสริมบั้นปลาย

ตอนนี้ผมไม่มีธุรกิจเสริมอะไร เล่นแต่ละครอย่างเดียวครับ บางช่วงที่เว้นไป ก็มีบ้าง แต่เราสองคนกับภรรยาจะช่วยเสริมกัน ซึ่งผมว่าพอเราอายุเยอะขึ้น ก็คิดเยอะนะ แต่ก็ปล่อยวางลงไปเยอะเหมือนกัน ปีนี้ผม 57 ปีแล้ว ก็เริ่มคิดว่า เอ๊ะ…เราก็เริ่มแก่แล้วนะ ก็จะปล่อยวาง เมื่อก่อนจะดิ้นรนกว่านี้เยอะ ยังมีพลัง มีแรง มีเป้าหมายว่าจะต้องมีบ้าน มีรถ มีครอบครัว ตามมาตรฐาน ดิ้นรนเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนอื่นเขา ก็เป็นไปตามวัย ที่ต้องทำ สร้างเนื้อสร้างตัว พอมาถึงตอนนี้รู้สึกว่าแค่มีลูกอยู่กับภรรยามีครอบครัวที่น่ารักใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9สั่งสอนไว้ก็มีความสุขดีแล้ว มีงานเข้ามาให้ได้ทำงานก็ดีใจแล้วครับ

วงการบันเทิงสอนการใช้ชีวิต

ถือว่าวงการบันเทิงทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปเยอะมาก จะบอกว่าเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องนิสัยใจคอ มันทำให้ผมมองเห็นคนอื่นมากขึ้น แต่ช่วงที่เป็นวัยรุ่นทำการแสดงใหม่ๆ บางทีความคิดความอ่านก็แบบคือรู้สึกว่า ทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้ ก็จะมีความหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็ไม่เคยหลงหรือเหลิงไปกับความโด่งดัง มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงเลยนะ เพราะอาจารย์สอนตอนเรียนเป็นนักเรียนการแสดง อาจารย์บอกว่าเราเป็นนักแสดงไม่ใช่ดารา เพราะคำนี้จะทำให้เหลิงง่าย แต่วงการบันเทิงเป็นงานที่สนุกครับ เราได้รับบทที่หลากหลาย เราได้พัฒนาตัวเราเองไปเรื่อยๆ อาจจะซ้ำๆ ไปบ้างก็มีอะไรให้เล่นที่แตกต่างเสมอครับ เราก็รับเล่นทุกบทบาทที่เขาเสนอมา

ตัวตนจริงๆ ไม่ได้ต่างจากบทบาท

ใช่ครับ คือผู้จัดหรือผู้กำกับเขาก็คงเลือกบทจากตัวเราด้วยแหละผมว่า เพราะตัวตนจริงๆผมก็เป็นตามคาแร็กเตอร์ที่ได้รับเลยคือ เย็นๆ เฉยๆ เรื่อยๆ เรียบง่ายสบายๆ เช่นรับบทเป็นหมอเป็นทนาย เป็นคนตลกบ้าง แต่มีเรื่อง “วัยแสบสาแหรกขาด” ที่มาเล่นเป็นครูใหญ่โหดๆ ยากจนเครียด เพราะไกลตัวเรา แต่ก็ทำได้ เพราะเราเรียนการแสดงมา แล้วอาจารย์สอนว่าให้ดูบทดูตัวละคร เราเป็นตัวละครตัวนั้น ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น นอกจากนั้นเวลาว่างๆ ผมก็ชอบดูพระเครื่อง ศึกษาอยู่พักหนึ่ง อยากรู้องค์ไหนก็ดูประวัติ พอเข้าใจรู้แล้วก็พอ ไม่ได้ลงลึกอะไรมาก เป็นความรู้ให้ตัวเอง แต่ตอนนี้หลักๆ เลยจะทำการแสดงครับ รับเรื่อยๆ ส่วนในอนาคตก็คิดว่าอยากจะมีที่ทางสักแปลงปลูกผักทำสวนอยู่อย่างสงบ

ถึงท้อ แต่ก็กัดฟันสู้

มีนิดหน่อยช่วงที่งานน้อย ไม่มีงานเข้ามาเพราะเราก็มีภาระที่จะต้องรับผิดชอบเยอะ แต่พอกลับมาคิดก็คิดอีกว่า เอ๊ะ…แล้วเราจะไปทำอะไรดีล่ะจะลงทุนทำอะไรก็เห็นบทเรียนจากคนอื่นมาแล้วก็กลัว แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดดีทำดีมีความกตัญญูกับอาชีพและวงการที่เราทำงานอยู่ งานก็จะเข้ามาเอง คือเรามีทุกวันนี้ได้เพราะว่าเราทำอาชีพนักแสดง เวลากรอกประวัติเราก็จะใส่ว่าเรามีอาชีพนักแสดง ถ้ามีบทให้เล่นก็เล่น เหมือนเป็นโชคชะตาฟ้ากำหนดมาแล้วว่าเราต้องมาทางนี้อาชีพนี้เหมือนจะไม่มีงาน งานน้อย แต่จู่ๆ ก็มีคนยื่นบทมาให้ ก็เป็นโชคชะตา ผมเชื่อนะ คนเราเขากำหนดมาแล้ว บางคนดิ้นรนไป ไม่ได้ก็มี ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในประเทศไทยและมีความสุขที่ได้อยู่ประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่ร่มเย็นเป็นสุขที่สุด

นอกเหนือจากโชคชะตาฟ้าลิขิต และโอกาสที่เข้ามา เชื่อว่าด้วยความสามารถ พรสวรรค์บวกพรแสวง ที่มีอยู่ในตัว ป้อ-ปริญญ์ คือสิ่งที่ส่งเสริมและผลักดันให้ชีวิตเขา มาถึงนี้ได้อย่างแฮปปี้

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : เส้นทางชีวิตที่ไกลเกินฝันของ ‘เขตต์ ฐานทัพ’

Published September 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/342683

Star Retro : เส้นทางชีวิตที่ไกลเกินฝันของ  ‘เขตต์ ฐานทัพ’

Star Retro : เส้นทางชีวิตที่ไกลเกินฝันของ ‘เขตต์ ฐานทัพ’

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กว่าครึ่งชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในเส้นทางสายบันเทิง “เขตต์ ฐานทัพ” หรือ “ธฤษณุ ธีญานาถธนันชา” จึงทั้งหลงใหลและรักในการแสดง จนอยากที่จะสานต่อไปสู่งานเบื้องหลัง และวันนี้ความฝันของเขา ก็ได้เดินทางมาถึงเป้าหมาย ก้าวสู่บทบาทหน้าที่ใหม่ โดยที่เขาไม่เคยลืมเรื่องราวในอดีต ซึ่งทำให้ชีวิตมาถึงวันนี้

บทบาทหน้าที่

ปัจจุบันผมเป็นผู้จัดการแผนกละคร “บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด” ทำมาเมื่อสิงหาปีที่แล้วครับ คือเราก็มั่นใจในจุดนึงของเรา ว่าเรามีคุณสมบัติ มีประสบการณ์มากพอ แล้วพอดีนายเรียกมาคุยว่าอยากทำงานไหม เป็นงานดูแลเรื่องละครนี่แหละ เป็นผู้ช่วย “พี่จุ๋ม” (ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง) ดูเรื่องละคร ซึ่งเราก็ยินดี งานที่ทำก็ในทุกๆ ภาคส่วนนะครับ อย่างตอนที่ผมเข้ามา ก็ทันเรื่อง“สกาวเดือน” พอดี เลยมีโอกาสได้ดูแลประมาณครึ่งเรื่อง ดูแลตั้งแต่การคอมเมนท์เรื่องบท ซึ่งก็จะมีบอร์ดผู้บริหารคอมเมนท์ด้วย ไม่ใช่ผมคนเดียว หลายคนจะมองว่าเขตต์เป็นผู้จัดฯ เหรอจริงๆ ไม่ใช่ครับ เรามีทีมที่แข็งแรงมาก พอมาทำงานเบื้องหลังตรงนี้ก็ต้องบอกว่าสนุกนะ จริงๆ มันเป็นความฝัน(ยิ้ม) คือผมเคยฝันว่าอยากจะทำงานเบื้องหลังละครมาเมื่อประมาณ 5 ปีแล้วครับแต่ว่าก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำสักที ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง ที่ให้โอกาสผม

จังหวะและโอกาส

เราอยู่วงการนี้มาตั้ง 20 กว่าปี เล่นละครเกือบ 60 เรื่อง (หัวเราะ) เรายังไม่ได้รับโอกาส ก็ถือว่ามีเดียสตูดิโอเป็นที่แรก ที่ให้โอกาสเราได้มีที่ที่อยู่เบื้องหลัง และได้อยู่ในโพซิชั่นที่ผมพอใจและภูมิใจ ผมเล่นละครมาตั้งแต่อายุ 17-18 ก็นานมากแล้ว ทำธุรกิจอื่น เราก็ทำ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จบ้างไม่ประสบความสำเร็จบ้าง แต่เรื่องที่เรารู้ดีมากที่สุด เป็นครึ่งชีวิตเราแล้วด้วย ก็คือเรื่องละคร จะหนีไปไหนได้ ก็รอว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ทำเท่านั้นเอง แล้วพอมีโอกาส เราก็ต้องทำอย่างเต็มที่ รายละเอียดของงานจริงๆ ที่ทำ คือดูตั้งแต่การคอมเมนท์เรื่องบท ประชุมเรื่องคิวถ่าย เรื่องค่าใช้จ่าย คือทุกอย่าง รวมไปถึงการออกกองถ่าย ผมไปกองสกาวเดือนทุกคิว ตั้งแต่ที่ผมได้รับมอบหมายให้ดูแล แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมตัดต่อด้วย พอเรามาทำเบื้องหลัง ทำทางด้านการดูแลการผลิตจริงๆ เหมือนโปรดิวเซอร์ งานมันหลากหลายกว่า นักแสดงอยู่เบื้องหน้า งานกำกับจริงๆ ก็ชอบนะ ผู้กำกับอยู่เบื้องหลังก็จริง แต่ว่าคือหลังมอนิเตอร์ แต่หลังของผู้กำกับคือโปรดิวเซอร์ ต้องดูทุกอย่างทุกภาคส่วน ผู้กำกับมีหน้าที่กำกับการแสดง และถ่ายทอดการแสดงของนักแสดงให้ผู้ชมได้รับชม แต่เราคือทีมที่สร้างงานทั้งหมดขึ้นมา เราเลือกแม้กระทั่งตัวผู้กำกับ เราเลือกบทประพันธ์ เราเลือกทุกอย่าง เพราะฉะนั้นงานอย่างพวกเราคืองานวางระบบทุกอย่างของละครหนึ่งเรื่องทั้งหมด แล้วพอจบเรื่องสกาวเดือน เราก็มีเรื่องอื่นต่ออีก คือไม่ได้ว่างเลยครับ ตอนนี้ก็มีเรื่อง “ไฮโซสะออน” แล้วก็ “นักสู้สะท้านฟ้า” เป็นโปรเจกท์พิเศษที่ทำร่วมกับ พอดีคำ

แรงขับเคลื่อนในการผลิตผลงาน

สนุกมาก คือไฟมีเต็มเปี่ยมเลยครับ แล้วยิ่งเจอทีมที่เข้าขากันก็ยิ่งโอเค แฮปปี้มาก มีความสุข เราสามารถนำเสนอได้ว่าเราต้องการอะไร แต่มันก็ต้องแล้วแต่นายเราด้วย (หัวเราะ) ซึ่งคนอาจจะมองว่าสไตล์ผมน่าจะต้องมาสายคอเมดี้ แต่จริงๆ ผมเป็นคนชอบดราม่านะ และผมก็ชอบเล่นละครดราม่าด้วย แต่ทุกวันนี้ละครก็จะปนๆ กันหมด ขึ้นอยู่กับว่าใครผสมสูตรอะไรออกมาได้อร่อยถูกใจผู้ชมมากแค่ไหน ทำให้ทีมละครเราต้องทำงานกันหนักมากขึ้น เพราะคนดูทุกวันนี้มีพัฒนาการมากขึ้น เขาดูละครละเอียดมากขึ้น เราเข้าไปอ่านกระทู้ต่างๆในอินเตอร์เนตหรือในโลกออนไลน์ มีบางคนไดเร็กมาถึงผมเองโดยตรง และจดหมายก็ยังมีมาอยู่ ผมก็อ่านนะซึ่งมันก็เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มีมุมมองที่อาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน พอมีคอมเมนท์เข้ามา ที่เขาไม่ถูกใจในบางจุด พอเราปรับปุ๊บแฟนๆ น่ารักมาก เขาก็เข้ามาขอบคุณ คือเหมือนกับว่าทุกวันนี้มันต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เราฐานะคนทำงานด้านบันเทิงยังไงเราก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยพวกคุณทุกคนที่เป็นแฟนคลับ อาศัยแฟนคลับนักแสดง หรือแฟนคลับช่อง เราอยู่ได้เพราะพวกคุณ เพราะฉะนั้นทุกเสียงของพวกคุณทุกคน สำคัญมาก เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราภาคภูมิใจ ทำให้เราหายเหนื่อย มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเศร้าน้ำตาตกก็มี มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราปลาบปลื้มตัวลอย คือมันมีทุกรูปแบบ ดังนั้นการจะเขียนอะไร มันมีผลกับชีวิตคนเยอะเหมือนกัน

บทบาทหน้าจอ

งานแสดงผมก็ยังรับอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีสัญญาการเป็นนักแสดงกับทางช่อง 7 การที่ผมจะมีงานหรือไม่มีงาน ช่องเป็นคนกำหนด ละครปีนี้ยังไม่มีวาง แต่ว่าปีที่แล้วถ่ายจบไปแล้ว คือ “สมิงจ้าวท่า” ผมเองรักการแสดง แต่ว่างานเบื้องหลังมันเป็นความฝัน มันต้องแยกออกจากกัน ถ้ามีโอกาสได้เล่นละครต่อไปเรื่อยๆก็ยังเป็นสิ่งที่ดี เพราะตัวเองก็มีใจรักในการแสดง มันคือตัวตน งานประจำที่นี่เป็นอะไรที่แบ่งสันปันส่วนไว้แล้ว ว่าผมสามารถรับละครได้ 1 เรื่องในสัปดาห์นึง เราอายุขนาดนี้แล้ว ถ้าหมดสัญญาถามว่าเซ็นต่อไหม เอาเป็นว่าถ้าให้เซ็นก็เซ็นครับ ถึงไล่ก็ไม่ไป (หัวเราะ) ตอนนี้ผมเป็นพนักงานมีเดียสตูดิโอ อยู่ที่ไหนมีความสุขก็อยู่ ช่อง 7 เหมือนบ้านผม อยู่มาตั้งแต่เด็กๆ โตมาได้ถึงทุกวันนี้

คาแร็กเตอร์เวลาทำงาน

ใครๆ เขาบอกว่าเครียดนะ (หัวเราะ) ในพาร์ตที่เป็นนักแสดงจะไม่ค่อยเครียด หรืองานที่เป็นส่วนตัว บริษัทผมเองที่เป็นเจ้าของกิจการเอง ทุกคนก็จะบอกว่าดุ มาทำงานที่นี่ก็พยายามจะไม่ดุ (ยิ้ม) แต่เวลาออกกองมาเจอสถานการณ์ที่มันหน้าสิ่วหน้าขวาน มันก็ขรึมไปเองบ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นผู้ใหญ่พอ ที่จะไม่ลุกขึ้นมาโวยวาย หรือว่าพูดจาด่าทอใคร

ครอบครัวและลูก

ตอนนี้ “ดีจ้า” (ธามัน ธีญานาถธนันชา)ก็สองขวบครึ่งแล้ว ส่งเข้าโรงเรียนแล้ว เพราะว่าพ่อแม่ก็ทำงานทั้งคู่ อยู่บ้านก็มีคุณยายกับพี่เลี้ยง ซึ่งผมก็มองว่าโรงเรียนน่าจะสอนลูกได้ดีกว่า เพราะเขาก็มีหลักวิชาการเครื่องไม้เครื่องมือ มีจิตวิทยา มันก็จะดีมากขึ้น คือพัฒนาการของดีจ้าคือเขาแสบมากขึ้นไม่เหมือนผมหรอก (ยิ้ม) คือเขาจะค่อนข้างกวน จะติดแม่มาก อ้อนพี่เลี้ยง ติดยาย แต่จะไม่ติดผม เพราะว่าผมดุไม่ตามใจเลย ถามว่ารักป๊ะป๋าไหม เขาจะตอบเลยว่าไม่รัก แต่ถ้าไม่มีใครเขาก็เอาเรานะ คือเราจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายเสมอ เขาเลี้ยงไม่ยากครับ ถ้ามีโอกาสก็จะเลี้ยงเขาเอง แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยได้เจอ เพราะว่าเมื่อก่อนเราก็ออกบ้านแต่เช้า เขายังไม่ตื่นกลับมาบ้านเขาก็หลับไปแล้ว บางทีก็ไม่ได้เจอ 4-5 วัน แม่เขาก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราไม่ตามใจเขามากกว่า เลยทำให้เขาไม่ติดเรา ทุกคนตามใจหมด แล้วผมก็คิดว่าน่าจะมีสักคนนึงที่เป็นมารร้าย เป็นยักษ์บ้างซึ่งก็คงต้องเป็นผมนี่แหละ เขาเป็นเด็กที่เข้าใจนะ แต่เขาจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง บางทีที่เราดุหรือว่าเขาก็จะฟัง รู้ว่าเราบ่นเขาก็จะทำหูทวนลมบ้าง เดาะปากเล่นบ้าง แล้วก็เฉไฉชวนคุยเรื่องอื่น คว้ากระติกน้ำดูดน้ำ เป็นเด็กที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ คิดว่าโตมาก็น่าจะเป็นคนที่เซ็นซิทีฟ(ติดความเป็นนักแสดงมาจากคุณพ่อไหม ?) อาจจะเป็นไปได้ มีบางจังหวะเหมือนกันที่ผมเห็นตัวเอง คือสั่งซ้ายไปขวาสั่งขวาไปซ้ายซึ่งผมเป็นอย่างนั้น

แพลนเปิดอู่อีกครั้ง

โอ้โห…ยากจังเลยครับ ขอเวลาตัดสินใจก่อน อยากมีนะ แต่จริงๆ การมีลูกคนเดียวมันก็ดี มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ สุดท้ายก็แล้วแต่ ถ้าเขาจะมาอีกคนก็มา แต่ถ้าไม่มาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร “แนท” (ทักษญา ธีญานาถธนันชา /ภรรยา) เขาก็ทำงานเยอะไม่น้อยไปกว่าผมนะ เพราะฉะนั้นก็เป็นห่วงเขาเรื่องสุขภาพ ผู้หญิงลองมีลูกสักคนนึงสุขภาพก็จะถดถอย ก็แล้วแต่จังหวะว่าเขาจะมาหรือเปล่า ตอนนี้ก็สนุกกับการเลี้ยงดีจ้าไป เขาจะมีวีรกรรมมาให้แปลกใจทุกวัน

วางอนาคตลูกไว้อย่างไร

ทำอะไรก็ได้ที่เขามีความสุข แม้กระทั่งโรงเรียนเราก็เลือกโรงเรียนที่จะทำให้เด็กมีความสุข ทำให้เด็กอยากจะไปโรงเรียน ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อสังคม มีน้ำใจโอบอ้อมอารี รู้จักช่วยเหลือรู้จักแบ่งปัน ผมมองว่าในอนาคตการแข่งขันมันสูง ความรู้เพิ่มเติมสามารถหาได้แต่สิ่งที่เป็นเนื้อแท้ในจิตใจของคน หรือเราอยากจะให้ทายาทของเราคนนึงเป็นคนที่ดีของสังคม เป็นคนที่ช่วยทำให้ประเทศนี้ โลกนี้มันน่าอยู่ขึ้น ผมเลือกแบบนั้นมากกว่า ถ้าคุณเก่งมากๆ แล้วคุณเบียดเบียนคนอื่นผมไม่โอเค เราก็เริ่มจากตัวเราเองก่อน ลูกเรา เราก็พยายามสอนให้เขาเป็นคนดี เอาตัวรอดได้ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ส่วนพัฒนาการอื่นที่จะเสริมสร้างเขาให้มีศักยภาพที่ดีโดดเด่นขึ้น เราก็ค่อยสนับสนุน ผมไม่จำกัดว่าเขาจะเป็นอะไร เข้าวงการก็ได้ แต่งานในวงการมันก็เหนื่อยนะ เหตุผลของการเข้าวงการของผม มีเหตุผลเดียวเลย คือเราต้องดูแลตัวเอง ช่วยเหลือครอบครัว แต่พอเริ่มเข้ามา มันคือความรักความผูกพัน เพราะว่าเราอยู่ด้วยกันมานาน และไปอินกับเรื่องของการแสดงละคร ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบเหมือนผมหรือเปล่า เราก็สร้างทุกอย่างเพื่อสแตนด์บายรอเขาพร้อมเป็นผู้ใหญ่ ก็รับหน้าที่ต่อไป

บอกเล่าถึงวันวาน

การเข้าสู่วงการบันเทิงสำหรับผม ผมถือว่าผมมาไกลเกินความฝันแล้วนะ ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าวันนึงจะมาถึงจุดนี้ เป็นคนที่มีคนรู้จักในหมู่มากถ่ายโฆษณาตอนอายุ 16-17 แต่มาเล่นละครที่เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกเลย ตอนอายุ18 เรื่อง “6/16ร้ายบริสุทธิ์” ซึ่งก่อนนั้นก็มีละครแต่ว่าเป็นละครสั้นรับเชิญ ผมเริ่มต้นจากถ่ายนิตยสาร “เธอกับฉัน” ซึ่งตอนนั้นฝึกงานอยู่ ผมเป็นเด็กศิลป์ เรียนอาชีวศึกษาธนบุรีก็ไปฝึกงานที่ศึกษาภัณฑ์ แล้วก็ลงมาจัดตู้ดีสเพลย์เจอพี่ที่เป็นช่างภาพคอลัมน์ของนิตยสารเธอกับฉัน เขาให้นามบัตร และชวนให้ไปถ่ายรูปทิ้งไว้ เราก็ไปไม่ได้คิดอะไรสยามเราก็ไม่เคยเดิน คือสมัยก่อนวัยรุ่นเขาจะไปเดินสยามกัน แต่เราบ้านนอกมาก (ยิ้ม) หลังจากนั้นพี่เขาก็เรียกให้ไปถ่ายแบบครั้งแรก รู้สึกว่าจะได้เงิน 5,000 บาทมั้ง ดีใจมาก ซื้อกางเกงยีนส์ได้ตัวนึง และได้เงินให้แม่ด้วย แล้วเราก็ช่วยคุณแม่เพราะว่าท่านก็เลี้ยงเรามาคนเดียวตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าคุณพ่อเสีย พอถ่ายแบบก็มีไปเทสต์งานโฆษณาถ่ายมิวสิกวีดีโอ เป็นดัชชี่บอยรุ่นแรก และได้มาเล่นหนัง “ตัวเก็งเต็งหนึ่ง,เด็กเสเพล” แล้วก็ได้มาเล่นละครสั้นหลายเรื่องเล่นละครจริงๆ จังๆ ที่มีคนรู้จักในกลุ่มฐานคนดูละครคือ “6/16 ร้ายบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นโปรเจกท์แรกที่ทุกวันนี้ก็คือ “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์” ตอนนั้นก็เริ่มชอบการแสดงแล้วครับ เรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนเซ็นซิทีฟเป็นคนมีจินตนาการ เราได้ปลดปล่อยจินตนาการของเรา

จุดพีคอีกครั้ง

เทิร์นนิ่งพอยท์อีกที คือการกลับมาเล่นช่อง 7 หลังจากที่เคยเล่นละครสั้นๆ ก็มาเล่นเรื่อง “รักเต็มร้อย”กับ “นุ่น-วรนุช” ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ละครเย็นฟีเวอร์ กลายเป็นคู่ขวัญกัน และมีละครคู่กันต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ก็มีไปเล่นกับนางเอกคนอื่นนะ แต่ถ้าเป็นอัตราส่วนละครในชีวิตที่เล่นมาทั้งหมดเล่นกับนุ่นอยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากที่สุด แต่คนอื่นจะประปราย ผมถือว่าประทับใจทุกเรื่องที่เล่นมา เพราะว่าแต่ละเรื่องจะใช้ศักยภาพในแต่ละแบบแตกต่างกัน แล้วผมเป็นคนที่เล่นละครแต่ละเรื่อง ผมจะสร้างคาแร็กเตอร์ใหม่ให้กับตัวละคร คือไม่พยายามหยิบใช้เหมือนเดิม เราเล่นตั้งแต่เรารู้สึกว่ามันต้องมีแพทเทิร์น จนตอนนี้เราว่ามันไม่มีแล้วปล่อยให้บทนำพาไป

ความแสบซ่าในวันนั้น

ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียงกันขึ้นมาใหม่ๆ แก๊งผมมี “จิม-เจจินตัย” ตอนนี้ก็มีลูกสาวกำลังน่ารักมาก เป็นเนตไอดอลดวงใหม่ “อั๋น-ศราวุธ” ก็อยู่เมืองนอกมีลูกสาว 2 คน “แจ้-จตุพล” ซึ่งตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 และเป็นเจ้าของร้านอาหารในอเมริกา บอกเลยว่าเพื่อนผมแต่ละคนไม่ธรรมดา (ยิ้ม) อีกคนคือ “พี่เล็ก-ศรัณย์” ซึ่งเสียไปแล้ว เราได้ฉายาเด็กนรก ซึ่งมันมาจากหนังที่เราเล่นด้วยกันของ “พี่มด-นพพร วาทิน”เรื่อง “ตัวเก็งเต็งหนึ่ง” นอกเรื่องแสบมาก ด้วยความซนสมัยนี้เขาต้องเรียกว่าความเกรียน คือความเกรียนมันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ช่วงนั้นคำว่าเกรียนมันยังไม่มี แล้วผู้ใหญ่เขาก็พูดว่าพวกเอ็งนี่มันนรกจริงๆมันเลยเป็นที่มาของคำว่าเด็กนรก คือมันก็ต้องมีบ้างตามประสาวัยรุ่น เราไปสร้างปัญหาให้กับทีมงานเล่นไม่รู้เรื่อง ทำให้งานเขาช้า ซึ่งวันนี้มันก็ทำให้เราเข้าใจแล้วว่างานโปรดักชั่นมันเป็นอะไรที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา

วันที่บทบาทหน้าจอต้องเปลี่ยนไป

ไม่ได้รู้สึกยังไงเลยนะ มันเป็นเรื่องจริงของวงการบันเทิงเรามากกว่า มันขึ้นอยู่กับว่าบทนั้นมันเด่นมากแค่ไหน วันนี้ก็ถือว่าเรายังอยู่ในโพซิชั่นที่โอเคในความรู้สึกเรานะ ไม่ได้เป็นนำเดี่ยวในหลังข่าว แต่เราก็เป็นตัว 2 ผมมองว่าตัวละครมันมีความสำคัญกับละครเรื่องนั้นมากแค่ไหน ถ้ามีความสำคัญ เราเล่นได้เราโอเค

ความสำเร็จ ณ วันนี้

ด้วยหนึ่งอย่างคือด้วยกระแสตอบรับ มีคนที่เป็นแฟนละครติดตามผมตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ เยอะนะทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนไปที่ทุรกันดารไกลแค่ไหนทุกคนเขารู้จัก ผมมีความสุข ผมอยากจะกราบขอบคุณทุกคนเลย ที่สนับสนุนให้ผมเป็น “เขตต์ ฐานทัพ” ได้ถึงทุกวันนี้ 20 ปีที่ผ่านมา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ยังกินก๋วยเตี๋ยวฟรีได้อยู่เลย (ยิ้ม) ขอบคุณที่ยังติดตามผลงาน แล้วก็คอยเป็นกำลังใจในทุกเรื่อง บางทีก็เจอกันตามเฟซบุ๊ค เมื่อก่อนก็จะต้องเขียนจดหมายหากัน แต่ทุกวันนี้มันไดเร็กตรงกันหมดแล้วหลายช่องทาง ก็ขอบคุณจริงๆ ที่ติดตามกันมาอย่างยาวนาน และหวังว่าจะติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ เราก็มีเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็พยายามดูแลตัวเองถนอมสุขภาพ คงไม่ซ่าเหมือนสมัยเป็นวัยรุ่น ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือเรายังรักในอาชีพการเป็นนักแสดงอยู่เหมือนเดิมครับ

อีกหนึ่งคนบันเทิงตัวจริงที่ทุ่มทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่องานที่รัก และนี่คือ “เขตต์ ฐานทัพ” นักแสดงหนุ่มหน้าเด็กที่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรเขาได้

กุหลาบสีเงิน

%d bloggers like this: