Rookies

All posts tagged Rookies

Rookies : ส่องสาวฮอต ลุคสตรีทเกิร์ล ‘มายด์-วรัทยา’

Published April 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/371403

Rookies : ส่องสาวฮอต ลุคสตรีทเกิร์ล  ‘มายด์-วรัทยา’

Rookies : ส่องสาวฮอต ลุคสตรีทเกิร์ล ‘มายด์-วรัทยา’

วันเสาร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเวทีนางงาม ก้าวสู่งานแสดง “มายด์-วรัทยา ว่องชยาภรณ์” กลายเป็นสาวเท่มาแรง จากละคร 2 เรื่อง 2 รส “OMG ผีป่วนชวนมารัก” และ “แก้วกุมภัณฑ์” ที่คอลัมน์ STAR ROOKIES
ไม่พลาด หยิบความเป็นตัวตนของเธอ มาถ่ายทอดให้แฟนๆ ได้สนิทกับเธอมากขึ้น

2 บทบาทที่แตกต่าง

ตอนนี้มีละครที่กำลังออนแอร์อยู่ 2 เรื่องค่ะแต่ว่าคนละเวลา และคนละช่องด้วย ก็มี “OMGผีป่วนชวนมารัก” ทางช่องทรูโฟร์ยู ออนแอร์ 4 ทุ่ม วันจันทร์-อังคาร แล้วก็ “แก้วกุมภัณฑ์” เป็นละครเย็นจันทร์ถึงศุกร์ทางช่อง 3 ซึ่งเป็นบทบาทที่แตกต่างกันเลยค่ะ อย่าง OMG ก็จะเป็นคนดี เป็นเพื่อนพระเอก แอบรักพระเอก เป็นเวิร์กกิ้งวูเมนมีความมั่นใจคล่องแคล่วแล้วก็จะเป็นคนที่เข้าใจโลก ส่วนแก้วกุมภัณฑ์จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ “พี่แพท” เป็นคนเห็นแก่ตัว ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่สนใครเลย อย่างในเรื่องเราจะมีแฟนอยู่แล้วเราก็โกหกปิดบังฐานะตัวเองเพื่อที่เราจะได้แต่งงานกับเขา เพราะว่าเขารวยมากเป็นเศรษฐีร้อยล้านเราก็กลัวว่าเราจะไม่เหมาะสมกับเขาเลยโกหกสร้างเรื่องขึ้นมา

กระแสตอบรับ

ฟีดแบ๊กตอนนี้ถือว่าดี คนจะพูดถึงเนยในเรื่องแก้วกุมภัณฑ์ ว่าเป็นบทที่แรง มีความบ้าบอ คือเขาจะอ่อยผู้ชายเดินชนเขาเห็นแล้วชอบก็ให้เบอร์ไปเลย แต่ถ้าเป็นไอด้า ใน OMG ก็จะเป็นคนดี บางคนจะแอบอิจฉาเบาๆ ที่เราได้ใกล้ชิด “พี่เป้” เพราะว่าพี่เป้ก็เป็นขวัญใจของสาวๆ จริงๆ เคยมีโอกาสเจอพี่เป้ก่อนหน้านี้ตามงานนะคะ แล้วพอเล่นด้วยกันก็ไม่ถึงกับเกร็งมากเพราะว่าพี่เป้น่ารักเขามีความสามารถพิเศษที่ทำให้เราผ่อนคลายได้ แม้ว่าเราจะเล่นด้วยกันเรื่องแรก สำหรับมายด์ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่ละครได้ออนแอร์พร้อมกัน 2 เรื่อง แก้วกุมภัณฑ์ เราและทีมงานทุกคนก็ตั้งใจกันมากใช้เวลามานาน เป็นละครแนวแฟนตาซีด้วย ก็เลยได้เล่นกับซีจีใช้จินตนาการก็สนุกดีแต่ก็ถือว่ายากมากเลยนะคะในจังหวะที่มาออนพร้อมกันมันคนละแนว ก็เลยคิดว่าคนที่ติดตามเราน่าจะได้อรรถรสทั้ง 2 แบบ OMG ก็ไม่ใช่ว่าจะเล่นชิลซะทีเดียว มันจะมีความรู้สึกที่เราแอบรักเพื่อนสนิท ซึ่ง 2 คนนี้เราต่างแอบชอบกันแหละแต่ว่าไม่มีใครพูด แล้วด้วยเหตุผลว่าเราเคยเป็นแฟนเก่าของเพื่อนเขา แต่เขาเสียไปแล้ว ก็เลยมีปมที่ไม่สามารถเปิดใจกันได้ พอมีนางเอกเข้ามามันก็จะมีตัวผลักดันที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังจะเสียเขาไป เป็นตัวละครที่เข้าใจโลก จนบางครั้งเราเองไม่เข้าใจเขาด้วยความที่เป็นคนดีมาก เสียใจนะแต่ว่าก็ไม่นาน

ลุยงานแสดงอย่างเต็มตัว

ใช่ค่ะ มายด์เริ่มเข้าวงการจากการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2012 แล้วก็ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 และได้ไปประกวดต่อที่ฟิลิปปินส์ กลับมา ก็ได้รับโอกาสจาก “คุณแดง” ให้เล่นละครเย็นทางช่อง 3เรื่อง “ยัยบุญกับหมอทึ่ม” ต่อมาก็เรื่อง “คุณชายรักเร่”, “นางบาป”, “เงินปากผี” ส่วน “อุทัยเทวี”ยังไม่ออกอากาศ ซึ่งเป็นละครแนวแฟนตาซี ที่จะยากในเรื่องคาแร็กเตอร์ เพราะว่าอุทัยจะเป็นผู้หญิงโลกสวยมากแล้วต้องมีแปลงร่างเป็นคางคกด้วย ได้มาเล่นเรื่องนี้ก็รู้สึกดีใจนะคะ คือเราก็โตมากับละครพื้นบ้านที่ตอนเด็กเราก็ตื่นมาดูตอนเช้า ก็คิดว่ามันจะเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่พอได้คุยกับ “พี่วุธ” ผู้กำกับแล้วมันก็น่าสนใจเพราะว่าเป็นแฟนตาซีเป็นละครพื้นบ้านที่นำเสนอในมุมมองใหม่ที่ไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่สอดแทรกคติและข้อคิดลงไป เป็นการทำงานที่ยากกว่าทุกเรื่องเพราะว่าจะมีซีจีเกือบทุกฉากเราจะต้องจินตนาการว่าสัตว์ประหลาดมาตรงนี้นะ และแอ๊กชั่นเยอะด้วย

ว่าด้วยเรื่องความฝันในวัยเด็ก

ไม่เคยฝันว่าจะมาในทางนักแสดงเลยค่ะ แต่ตอนเด็กๆ จะชอบอะไรที่สวยงามเห็นนางแบบเราจะรู้สึกอยากเป็นนางแบบได้แต่งตัวสวยๆ เลยคิดว่าอยากจะเป็นนางแบบ แต่ด้วยจังหวะชีวิตค่ะเลยได้เข้ามาสายนางงาม บังเอิญที่เราได้ไปประกวดเวทีเล็กๆ ที่ใต้ที่สงขลา ปีหนึ่งค่ะที่เริ่มประกวด แต่โชคดีว่าในปีนั้นเราได้ตำแหน่งเยอะในทางใต้ แล้วพอขึ้นมากรุงเทพฯ มาเรียนต่อ “พี่โอ๋” กับ “พี่บอย” ที่ส่งเราประกวดเขาก็ถามว่าลองมาเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ไหมเพราะว่าเขาก็ไม่เคยส่งใครมาเวทีระดับประเทศ เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดไม่ได้คิดว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ได้ ก็ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1

ภารกิจนางงามสู่ภารกิจนางเอก

เรื่องแรกไปกอง 2 อาทิตย์แรก ไม่คุยกับใครเลยเพราะว่าเครียดและกดดันมาก ไม่เคยเรียนการแสดง กลัวทำไม่ได้ แต่โชคดีมากที่เรื่องแรกของเราได้ทีมงานที่ดีและผู้กำกับที่น่ารักมาก ทุกคนเข้าใจว่าเราใหม่จริงๆ เลยทำให้เรามีความคิดและทัศนคติที่ดีต่อการแสดงกับการเล่นละคร และชอบเลยค่ะ เพราะว่าเหมือนมันเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราจะต้องทำให้ได้ จากเรื่องแรกจนถึงเรื่องล่าสุดพัฒนาการของเรามีมาเรื่อยๆ คือสามารถเข้าใจอารมณ์ของตัวละคร หรือว่าบางฉากที่มันยากเราก็ทำมันออกมาให้ได้ พอมองย้อนกลับไปรู้สึกว่าตัวเองมาไกลมาก (ยิ้ม) และต้องขอบคุณโอกาสดีๆ จากคุณแดงจากเวทีประกวด ที่เป็นอีกประตูหนึ่งให้เราก้าวเข้ามาโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะมาถึงจุดนี้ คนก็รู้จักเรามากขึ้นนะแต่เราในทีวีกับตัวจริงจะไม่ค่อยเหมือนกัน มันจะคนละลุคเพราะว่าตัวจริงจะเป็นคนลุยๆ เท่ๆ สตรีทหน่อย ไม่ค่อยหวาน การแต่งหน้าในละครหน้าเราก็จะเปลี่ยนคนก็เลยจำไม่ค่อยได้ ที่จำได้ก็มีเข้ามาทักมาขอถ่ายรูปเราก็ดีใจค่ะที่บ้านก็ภูมิใจที่เราก้าวมาถึงตรงนี้ เขาให้สิทธิ์เต็มที่ค่ะในการดูแลตัวเองหรือว่าในการทำงาน แล้วทุกครั้งที่มีละครออนเขาก็จะเฝ้าหน้าจอเหมือนเป็นกำลังใจติดตามอยู่ห่างๆ

เรื่องหัวใจ

ก็มีบ้างค่ะ มีทั่วไป (ยิ้ม) ก็คุยๆ กันค่ะ มายด์ไม่ได้วางสเปกไว้นะคะ ถ้าเป็นรูปลักษณ์ภายนอกเราก็ไม่ได้มองว่าจะต้องเป็นแบบไหน ใช้เซ้นส์มากกว่าแค่เรารู้สึกว่าคนนี้ใช่ ความรู้สึกเราบอกเอง แล้วเวลาอยู่ด้วยกันก็จะมีความหวานมุ้งมิ้งบ้างเพราะว่าเราก็เป็นผู้หญิงเนาะจะมีโมเม้นท์ว่านี่พิเศษนะ แต่จะแอบดุหน่อยคือหน้าและวิธีการพูดเราที่ไม่ค่อยคะขาเท่าไหร่

สุดท้ายมายด์ขอฝากละครทั้ง 2 เรื่องด้วยนะคะมีอะไรติชมกันได้ หรือว่าถ้าเจอกันก็เข้ามาทักทายถ่ายรูปได้ค่ะ ยินดีมากๆ

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Rookies : ‘ภูมิ-เดชาธร’ หลงรักงานแสดงเข้าเต็มเปา

Published April 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/368499

Rookies : ‘ภูมิ-เดชาธร’  หลงรักงานแสดงเข้าเต็มเปา

Rookies : ‘ภูมิ-เดชาธร’ หลงรักงานแสดงเข้าเต็มเปา

วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภูมิ-เดชาธร วรรณวานิชกุล แจ้งเกิดได้อย่างน่าประทับใจจากซีรี่ส์เรื่อง “Social Death Vote” ด้วยการแสดงที่ท้าทายความสามารถในบทชายผู้ที่สับสนในตัวเองเรื่องเพศ ซึ่งภูมิก็ถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี จนคนดูเริ่มสงสัยกันว่า เอ๊ะ ภูมิเป็นเหมือนในละครหรือเปล่า วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า”เลยขอพาไปรู้จักตัวตนจริงๆ ของภูมิกันแบบทุกซอกทุกมุม

เส้นทางเข้าสู่วงการ

ผมสนใจงานวงการบันเทิงมาตั้งแต่มัธยมแล้วน่ะ แต่ตอนนั้นผมอ้วนมากน้ำหนัก 80 กว่ากิโลกรัมและเป็นคนที่ป่วยง่ายด้วย มีช่วงหนึ่งตอนประมาณมัธยมศึกษาปี 5-6 ป่วยนานเป็นเดือนได้ น้ำหนักก็ลดลงประมาณ 10 กว่ากิโลกรัม ผอมเลยคราวนี้ แล้วก็เริ่มมีคนเข้ามาติดต่อให้ไปแคสโฆษณาบ้างทั่วไป แล้วก็เริ่มต้นจากการได้โฆษณาเรื่อยๆ ถ่ายเอ็มวี ผมเปิดกว้างและเปิดรับกับทุกโอกาสที่เข้ามานะเพราะถ้าว่างไม่ติดอะไรก็จะไปแคสงานตลอด ไกลแค่ไหนก็ไป ชอบจนกระทั่งได้มาเล่นซีรี่ส์เรื่อง “Social Death Vote” ซึ่งผู้กำกับเขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเขาเห็นเราก็คิดว่าน่าจะเล่นบทนี้ได้ก็เลยชวนมา และเรื่องนี้ก็เป็นงานการแสดงเรื่องแรก ส่วนผลงานชิ้นแรกด้านโฆษณา คือ ขนมว้อยท์

งานแสดงแรกก็ท้าทายสุด

ตอนแรกผู้กำกับเขาก็ถามเราก่อนแหละว่าสนใจบทนี้ไหม ต้องเล่นแล้วใส่วิกเป็นผู้หญิงนะ ผมก็ตกใจนิดหนึ่ง ประเดิมบทแรกด้วยบทนี้เลยเหรอ แต่ว่าส่วนตัวก็ชอบแนวนี้อยู่แล้วล่ะ หนังใสๆ ยิ้มๆไม่ค่อยชอบ ฉะนั้นการที่เราได้เล่นบทที่ยากและท้ายก็ทำให้เราน่าจะมีพื้นฐานและรับบทที่ยากหรือง่ายกว่าบทนี้ในอนาคตได้ง่ายขึ้น บวกกับเป็นคนชอบงานในกองถ่ายฉะนั้นงานอะไรมาก็อยากจะรับให้หมดเลยครับ (ยิ้ม)

เรียนรู้การใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก

พ่อเป็นคนเวียดนาม แม่เป็นคนเชียงราย ย้ายมาอยู่โคราช แต่เรียนที่ลำปาง ปัจจุบันอยู่กรุงเทพฯ ครับ คือแม่อยากให้เก่งและเรียนรู้การใช้ชีวิตก็เลยส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่ลำปาง ฉะนั้นผมก็จะอยู่คนเดียวตั้งแต่ ป.6 จนจบมัธยม 6 เลย ก็ประมาณ 7 ปี พอกลับมาที่บ้านโคราชก็จะไม่ค่อยดื้อ เชื่อฟังพ่อ-แม่ ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กจนตอนนนี้ก็เลยอยู่คนเดียวได้สบายครับ แล้วปัจจุบันผมก็เรียนอยู่ที่วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชั้นปี 3 และที่เลือกเรียนคณะนี้ก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ชอบคิดชอบบทเขียนบท วันว่างก็จะเป็นคนชอบดูหนัง ไปดูที่โรงเลย เป็นตั้งแต่ตอนมัธยมมแล้วล่ะ เลิกเรียนแล้วก็ไปดูหนังเพราะหอก็อยู่ตรงข้ามเซ็นทรัล ลำปาง เข้าโรงหนังเกือบทุกวัน ดูได้ทุกแนว เพราะเป็นคนชอบวิจารณ์หนัง ดูซ้ำ ดูวน ดูเก็บรายละเอียด แต่จะตื่นเต้นเป็นพิเศษจะเป็นพวกหนังผี หนังสยองขวัญ อันนี้ก็จะตื่นเต้นหน่อยครับเพราะผมชอบ

ผลงานเขียนส่งเข้าประกวด

มีบ้างตอนมัธยม ถ้ามีแข่งประกวดทำหนังผมก็จะทำ จำได้มีช่วงหนึ่งที่มีค่านิยมสิบสองประการแล้วเขามีแข่งทำหนังสั้นผมก็ไปแข่งด้วย เข้ารอบสุดท้าย แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็มีทำส่งอาจารย์บ้าง ถ่ายเล่นกับเพื่อนเองบ้างสั้นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร อย่างที่บอกเป็นคนชอบเขียนบท ฉะนั้นเวลาคิดออกก็จะโน้ตใส่โทรศัพท์ไว้ ก็มีเขียนเก็บไว้หลายเรื่องเหมือนกันครับ

บริหารจัดการเรื่องเรียนกับงานอย่างไร

ค่อนข้างจะจัดการยากนิดหนึ่งนะผมว่า เพราะผมยังใหม่มากๆ เพิ่งเริ่มต้น แต่โชคดีที่ทางบ้านครอบครัวไม่กดดันอะไรเลย ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องงาน ถ้าทำไหวรับได้สบายใจก็ทำเต็มที่ไปเลย เกรดก็ห้ามแย่แต่ก็ไม่ต้องดีมากก็ได้ เรียนจบตามเกณฑ์ก็พอแล้ว (หัวเราะ) ผมก็สบายใจและทำได้นะอย่างตอนที่เลือกมาเรียนสาขาภาพยนตร์ เขาก็สนับสนุนลูกชอบอะไรก็เรียนเลยไม่บังคับ

ต่อยอดธุรกิจที่บ้าน

คือครอบครัวทำสถานีวิทยุที่บ้านไว้โฆษณาสินค้าที่บ้าน ค้าขายเอ็นเตอร์เทน ตอนเด็กก็เคยไปช่วยพูดโฆษณาให้แม่บ้างนิดๆ หน่อยๆ แล้วตอนนี้แม่ชอบขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีไลฟ์สดขายเสื้อผ้าแล้วก็เรียกผมไปออกกล้องเรียกลูกค้า (หัวเราะร่วน) ผมก็สนุกดี แฮปปี้ ที่บ้านก็จะสนุกเฮฮา แม่ชอบขายของตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ให้เขาทำอะไรก็ได้แค่ได้คุยกับลูกค้าก็แฮปปี้ล่ะ แล้วที่สำคัญแม่คือไอดอลเรื่องความขยันเพราะแม่ทำงานเก่งมาก ในหัวแม่จะคิดแต่เรื่องลูกกับเรื่องเงินสองอย่างนี้ (หัวเราะร่วน)

สถานที่พักผ่อนชวนชิล

ผมชอบไปดูท้องฟ้าจำลองที่เอกมัย ดูบ่อยมาก คือผมเป็นคนชอบธรรมชาติ การที่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ น้อยมากที่เราจะเห็นดาว ก็เลยไปดูที่ท้องฟ้าจำลอง เย็นสบาย และค่าเข้าถูก ไปดูก็สวยดี ผมไปดูตั้งแต่เด็กๆ เพราะโรงเรียนพามาทัศนศึกษา แล้วก็ชอบมากจำฝังหัวเลย พอเราเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้วอยู่ใกล้ก็เลยไปดู บางทีนะไปดูทุกวัน ว่างก็ไปดู เพื่อนมา น้องมา พาไปดูท้องฟ้าจำลอง (หัวเราะ)ภาคภูมิใจนำเสนอมาก แล้วพอเราพาเขาไปดู แล้วเขาติดใจชอบก็จะดีใจมาก

ป๊อปปี้เลิฟ

ด้วยความที่โรงเรียนที่เรียนอยู่เล็กมาก ทั้งโรงเรียนมีไม่กี่ร้อยคน ฉะนั้นโมเม้นท์ป๊อปปี้เลิฟก็เลยจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แต่ว่าจะมีตอนประถมมั้งครับเป็นรักกุ๊กกิ๊กใสๆ คือ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะคบใครเท่าไหร่เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราทำงานตรงนี้แล้ว ไหนจะยังต้องเรียนอีก แค่นี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้วน่ะ ถ้ามีแฟนจริงๆ อาจจะมีเวลาให้เขาไม่มากพอ และก็กลัวดูแลเขาได้ไม่ได้ด้วย แต่ถ้าทุกอย่างถึงเวลามันก็มาเองแหละครับ

อนาคตต่อไปที่แพลนไว้

ตอนนี้ต้องไปแลกเปลี่ยนฝึกงานก่อนครับ ผมจะไปเป็นพนักงานรีสอร์ทที่อเมริกา คือผมน่ะอยากไปหาประสบการณ์ และถ้าเราไม่ไปตอนนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ไป เพราะเขาจะเอาคนที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่างานในวงการเราจะยุ่งหรือมีเวลาแค่ไหน พอมีเวลาและโอกาสตอนนี้ก็เลยจะไปครับ

ชื่อ สกุล ภูมิ-เดชาธร วรรณวานิชกุล

วันเดือนปีเกิด 28 กรกฎาคม 2541

สีที่ชอบ สีน้ำเงิน

สถานที่ที่ชอบ น้ำตก, ท้องฟ้าจำลอง

ส่วนสูง 180 เซนติเมตร

น้ำหนัก 64 กิโลกรัม

อาหารที่ชอบ ทานได้ทุกอย่าง

เพราะว่าคุณยายสอนให้กินง่ายอยู่ง่าย

จะได้อยู่ที่ไหนก็ได้

ความฝัน อยากเป็นทุกอย่างเลย

ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบท

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนัง เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังได้หมด

IG @poommiewk

 

 

Rookies : “ใหม่ – รพีภร สุรวรรณ” ขอท้าทาย กับทุกความแปลกใหม่ในวงการ

Published April 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/366968

Rookirs : “ใหม่ - รพีภร สุรวรรณ” ขอท้าทาย กับทุกความแปลกใหม่ในวงการ

Rookirs : “ใหม่ – รพีภร สุรวรรณ” ขอท้าทาย กับทุกความแปลกใหม่ในวงการ

วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561, 16.41 น.

“ใหม่-รพีภร สุรวรรณ” นักแสดงสาวที่น่าจับตามอง จากผลงานเรื่องล่าสุด ซีรี่ส์ “Social Death Vote” ช่อง 28 ที่ทำเอาแฟนๆ หลายคนอยากรู้จักกับบุคลิกที่มีเอกลักษณ์น่าเอ็นดูสุดๆ วันนี้
“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” มีโอกาสเจอใหม่เลยขอเข้าถามไถ่ตีสนิทกันสักหน่อย เพราะแว่วว่าเป็นน้องสาวของดีเจสาวสุดเซ็กซี่ ดีเจมายด์-ณภศศิ สุรวรรณเห็นแบบนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าพี่สาวมีส่วนผลักดันเข้าสู่วงการและสอนงานสาวใหม่อย่างไรบ้าง

เส้นทางในวงการบันเทิง

ใหม่เดินสายรับแคสงานโฆษณาทั่วไปค่ะส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้แคสซีรี่ส์ค่ะ จะเป็นโฆษณามากกว่า บวกกับเรียนก็ไม่ค่อยได้ไปบ่อย แต่ด้วยความที่เราเป็นตัวแทนจากลีดจุฬาฯ แล้วมีพี่ที่รู้จักชวนเข้ามาลองรับงานในวงการบันเทิงดูบ้างก็เลยลองดูค่ะ รวมทั้งเรื่องล่าสุดอย่าง “Social Death Vote” พอดีใหม่มีพี่ที่รู้จักเขาให้มาแคสก็เลยลองเข้าแคสดู จำได้ว่าวันที่ใหม่ไปแคสใหม่ใส่เดรสสีส้ม แล้วพี่แชมป์-วีรชิต ทองจิลาผู้กำกับน่าจะเห็นลุคนั้นก็เลยได้มารับบท “ฟาง ใน ซีรี่ส์เรื่อง “Social Death Vote” ค่ะ ซึ่งถือว่าค่อนข้างแรงแต่ใหม่ว่ามันท้าทายความสามารถทางการแสดงเรานะ ถือว่าเป็นโอกาสที่จะเราจะได้ทำอะไรเพิ่มมากขึ้น ใหม่ก็อยากที่จะเล่นบทที่แตกต่างไปหลายๆ แบบ เช่นเล่นเป็นคนเรียบร้อยบ้างเพราะตัวใหม่เองจะเป็นคนบ้าๆ บอๆ ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ ก็อยากจะรู้ว่าถ้าต้องเล่นบทมีสติ มีมาดลุคคลูๆ หน่อยจะเป็นอย่างไร

งานพิธีกรก็ทำได้

เป็นพิธีกรจากรายการ “วิกนี้สีชมพู” ก็ต้องคอยเอ็นเตอร์เทรนเด็กๆ สนุกไม่ต้องกดดันหรือเครียดอะไรมาก แต่การเล่นละครก็จะยากขึ้นแต่ก็ได้โชว์ศักยภาพในตัวเราจริงๆ มากกว่า ท้าทายความสามารถเรา

มีคนมองว่าเข้าวงการได้เพราะพี่สาว

ก็อาจจะส่วนหนึ่งค่ะ เพราะพี่ๆ หลายคนก็รู้จักหนูเพราะหนูก็เป็นน้องพี่มายด์-ณภศศิ ตอนที่เข้ามาแรกๆ ค่ะ คนที่ชวนไปแคสก็เพราะเหตุผลนี้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

วงการบันเทิงสนุกยังไง

ใหม่ชอบนะคะ เพราะว่าใหม่รู้สึกว่าสนุก ตอนแคสงานได้ก็จะรู้สึกภูมิใจว่า เฮ้ยเราทำได้นะ แล้วพอเข้ามาเล่นละครก็จะรู้สึกกดดันกลัวทำได้ไม่ดี กลัวคนอื่นต้องมารอเรา แต่พอลองได้เล่นและเข้าใจกับบทดูแล้วก็สนุกค่ะ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกของเรา เพื่อนๆ ในกองก็ช่วยไม่ให้กดดัน บอกวิธีคิดให้เรา ก็ทำให้เราผ่อนคลายขึ้น โชคดีที่พวกเรามีการเวิร์กช็อปกันก่อน แต่ก็จะไม่ได้เครียดเท่าตอนถ่ายจริง เพราะตอนถ่ายจริงเราอยากทำให้ออกมาให้ดีที่สุด ก็แอบกดดันตัวเองนิดหนึ่ง แล้วก็กลัวว่าถ้ากดดันมากๆ เดี๋ยวจะยิ่งเล่นแข็งก็เลยสับสนกับตัวเองไปหมดเลยตอนแรก

ตัวตนของใหม่

ใหม่จะเป็นคนตลกค่ะ คนที่เจอใหม่ครั้งแรกจะชอบมองว่าเราเป็นคนนิ่งๆ ดูหยิ่ง คือ จริงๆ แล้วใหม่ไม่คอยชอบยิ้มเพราะว่ารู้สึกว่าเวลายิ้มแล้ว ฟันเต็มปาก ฟันใหม่น่าจะใหญ่ รู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้นะคะ เวลาถ่ายรูปก็เลยจะชอบทำหน้านิ่งๆ แต่พอมาเจอตัวจริงได้คุยก็จะรู้ว่าใหม่พูดมากปัญญาอ่อนนิดๆ ค่ะ (หัวเราะร่วน) คนอาจจะตกใจแวบแรกที่เจอ ฉะนั้นเพื่อนก็จะให้ฉายาว่า บ้า ประจำกลุ่ม คือ จะชอบพูดมาก พูดไร้สาระ

วีรกรรมเด็ด

วีรกรรมในโรงเรียนไม่ค่อยมีค่ะ เพราะหนูเป็นเด็กกิจกรรมชอบแสดงโชว์นู่นนี่นั่น ไม่ค่อยชอบอะไรผิดกฎแต่จะเป็นวีรกรรมก็จะเป็นกับพี่มากกว่าค่ะ พี่แกล้งแล้วใหม่ชอบ
เล่นใหญ่ให้แม่มาโอ๋ (หัวเราะ)

วันว่างทำตัวชิลๆ ที่ไหน

ชอบดูซีรี่ส์เกาหลีแล้วก็อยากจะเป็นนางเอกเกาหลีตาม (หัวเราะ) แล้วก็มีไปเดินเล่นบ้างตามที่ต่างๆ ส่วนช็อปปิ้งไม่ค่อยได้ไปค่ะ เพราะแม่ชอบบ่น เวลาพี่มายด์ซื้อเขาจะซื้อเยอะ แล้วเราใส่ด้วยกันได้ พอจะไปซื้ออีกก็จะโดนดุ เราก็เลยแบบสายเดินชิล หรือไม่ก็เวลาไปซื้อก็ไปซื้อพร้อมกันทีเดียวเลย

ของสะสมสุดโปรด

ใหม่สะสมตุ๊กตา Care bear ค่ะ น่ารักมาก ใหม่จะเป็นคนที่เห็นอะไรสีสันไม่ได้เลยนะ ต้องซื้อมาเก็บไว้แล้ว ตุ๊กตา Care bear มีหลายสีมาก เราก็แบบต้องซื้อให้ครบทุกสีแล้วเอามาตั้งเรียงไว้ที่บ้านในห้องสบายใจ นี่ก็เก็บมานานแล้วเหมือนกันค่ะ แม่เริ่มบ่น และตัวมันเริ่มซ้ำแบบเดิมๆ ล่ะ ก็เลยเริ่มเปลี่ยนมาเก็บเป็นตุ๊กตา Craft Holic วันว่างๆ ก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ วันๆ ก็คุยกับตุ๊กตา (หัวเราะร่วน)ตั้งชื่อให้แล้วก็คุย ประมาณว่า พี่หลามเป็นไงมั้ง ฝันดีนะคืนนี้ ไม่ได้คุยจริงจังขนาดนั้นค่ะ แค่ทักทาย (หัวเราะร่วน)ยังไม่บ้าค่ะ 555

ความสามารถพิเศษอยากบอกต่อ

เต้นบัลเลต์เพราะเรียนมาก็เลยเต้นได้ค่ะแต่ไม่ได้ลงแข่งขันที่ไหน เราเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว คือจริงๆ คุณปู่อยากให้หลานทุกคนเรียนเล่นเปียโนแต่ใหม่เรียนแล้วไม่ชอบก็เลยขอไปเรียนบัลเลต์แล้วกันชอบมากกว่า แต่ไม่ได้ถึงขนาดว่าเรียนแล้วต้องเอาไปใช้ประกอบวิชาชีพเป็นครูสอนบัลเลต์หรืออะไรคะก็ไม่ได้โฟกัสทางนั้นเท่าไหร่

ป๊อปปี้เลิฟ

ตอนมัธยมค่ะ คือใหม่เดินหน้าจีบเขาก่อน เพราะเราแอบชอบเขา แล้วเหมือนเขาก็จะคุยด้วยนะ แต่อยู่ดีๆ เขาก็หายไปเลย ซึ่งก็ทำให้เราเฟลมาก เพราะเราเป็นสายที่ไม่ได้จะจีบใครก่อน เป็นรุ่นพี่ของเพื่อนค่ะ เป็นรักครั้งแรกที่เฟล ที่เราพยายามแต่ไม่สำเร็จ (หัวเราะ) ก็เลยรอเขามาจีบดีกว่า หลังจากนั้นไม่จีบใครแล้วค่ะ(หัวเราะร่วน) ส่วนตอนนี้ก็มีคนคุยๆ อยู่ค่ะก็ศึกษาดูใจกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบค่ะ

Profile

ชื่อ : ใหม่-รพีภร สุรวรรณ

การศึกษา : จบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานาฏศิลป์ตะวันตกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 2

วันเดือนปีเกิด : 20 กันยายน 2538

พี่น้อง : 2 คน

สูง : 158 ซม.

หนัก : 41 กก.

ชอบสี : สีชมพู แล้วก็สีพลาสเทลหลายๆ สีรวมกัน

อาหารที่ชอบ : ข้าวผัดอเมริกัน มะกะโรนีกุ้ง ของหวานเค้กเครฟ

ผลงานที่ผ่านมา : ซีรี่ส์ Social Death Vote รับบทเป็น “ฟาง”

คติประจำใจ : ทำให้ดีที่สุด

IG : @mmaisurawan

Rookies : 3 หนุ่มสีพาสเทล ‘บอย+ยุ่น+ฮอล’ อาสาพาไป ‘รีไวด์’ หัวใจ ในนาม…วงพิลส์

Published April 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/365525

Rookies : 3 หนุ่มสีพาสเทล ‘บอย+ยุ่น+ฮอล’  อาสาพาไป ‘รีไวด์’ หัวใจ ในนาม...วงพิลส์

Rookies : 3 หนุ่มสีพาสเทล ‘บอย+ยุ่น+ฮอล’ อาสาพาไป ‘รีไวด์’ หัวใจ ในนาม…วงพิลส์

วันเสาร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้จัดให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันเล็กน้อย กับ 3 หนุ่มน้องใหม่ใสกิ๊ก จากค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ ประกอบด้วย บอย-สุรัตน์ รุ่งพุทธิกุล (ร้องนำ), ยุ่น-นาราภัทร ปทุมาภา (กีตาร์) และ ฮอล-ชนะพล พงษ์วิรัช (เบส,กลอง) ที่รวมตัวกันในนาม วง Pills (พิลส์) ปล่อยซิงเกิ้ลแรกในชื่อเพลง “รีไวด์ Rewind” ที่พวกเขาบอกว่าเป็นเพลงของ คนไม่ลืมอดีต

ทำไมต้องเป็น Pills (พิลส์)

บอย : ชื่อวงมาจากการที่พวกเรา 3 คน เรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ แล้วมีเพลงหนึ่งเกี่ยวกับกีฬา คือ “กีฬาๆ คือยาวิเศษ” ก็เลยหยิบคำว่า Pills ซึ่งแปลว่า ยา มาตั้งชื่อวงเปรียบเทียบว่าเราเป็นยาวิเศษให้กับทุกๆ คนครับ

รวมพล 3 เพื่อน

ยุ่น : บอยกับผม รู้จักกันตอนมัธยมครับ เรียนที่เทพศิรินทร์ด้วยกัน ผมเล่นดนตรีมีวงของผม ส่วนบอยก็เป็นนักร้อง คนละกลุ่มกัน แต่พอเข้ามหา’ลัยก็ได้มารวมกลุ่มกัน ตั้งวงขึ้นมา แล้วก็มาเจอฮอล ซึ่งเป็นมือเบสก็เลยครบทีม 3 คน ซึ่งตอนนั้นไลฟ์สไตล์พวกเรา 3 คนลงตัวพอดี เคยลอง 4 คน แล้วไม่เข้าขากัน ไม่เหมาะ เลยรู้สึกว่า 3 คน มินิมอลลงตัวที่สุดครับ

สานฝันร่วมกัน

ยุ่น : พวกเราอยากเป็นศิลปินมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วครับ บอยเขาก็อยากเป็นนักร้อง มุ่งมาทางนี้ตลอด (ทั้งที่ไม่ได้เรียนสายดนตรีกันเลย?) ไม่ได้เรียนเลยครับ (หัวเราะ)

บอย : แต่ก่อนพวกเราเป็นนักกีฬากันครับ ยุ่นเป็นนักยิมนาสติก แล้วฮอลเล่นปิงปอง ผมก็เป็นนักฟุตซอล เล่นกีฬามหา’ลัยกันครับ แต่เราก็ไม่ทิ้งดนตรี เราเล่นดนตรีกลางคืนกัน 7 วัน จากที่เล่นสนุกๆ ตอนหลังก็เริ่มเป็นรายได้ ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ ก็ภูมิใจครับ แล้วพวกเราไม่มีใครติด F เลย เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจนจบ

ยุ่น : ผมกับบอยก็จะไปดูตามงานประกวดดนตรีกันบ่อยๆ (ตอนนั้นส่งเดโม่ไปหลายที่ไหม? ) ไม่เคยเลยครับ เพราะรู้ว่าส่งไปก็คงไม่น่าสนใจ (หัวเราะ) เพราะสมัยนี้ผมว่าค่ายเขาไปจับศิลปินจากผลงานทางยูทูบมากกว่า พวกเราก็เลยเปิดชาแนลของตัวเอง ปล่อยผลงานกันเองดีกว่าครับ

ฮอล : ตอนแรกก็กะเล็กๆ ทำง่ายๆ ไม่มี MV ลงทุนทำก็นิดๆ หน่อยๆ

แบ่งหน้าที่กันทำงาน

ยุ่น : ผมจะเป็นคนเขียนเพลง เขียนทำนอง ฮอลเป็นคนทำดนตรี พอได้เพลงมา บอยก็มาช่วยกันดูช่วยกันตบให้เข้าที่ครับ

เปิดตัวในฐานะศิลปินไร้สังกัด

ยุ่น : ตอนนั้นมีคนแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกับ The Toys ครับ ประจวบเหมาะว่าเขาอยากโปรดิวซ์วงพอดี และเขาก็ว่างทำให้เรา 3 เพลง คือเพลง ทางนี้,ยังอยู่ที่เดิม และ ฝากดาว โดยเป็นเพลงที่ทาง The Toys แต่งให้พวกเรา และได้กระแสตอบรับดีมากครับ ทำให้เราได้ไปเล่นตามที่ต่างๆ (ฮอล : ทำให้ทางสไปร์ซซี่ ดิสก์ได้รู้จักเราด้วย)

บอย : เพราะตอนแรกเราทำงานอิสระ แล้วพี่เป้-ไพสิฐ จากวง MILD ไปเจอเพลงยังอยู่ที่เดิม แล้วชอบเพลงนี้ ก็เลยทักไดเร็กมาหาพวกเราครับ

ยุ่น : จากนั้นเราก็ได้ไปประกวด เมโลดี้ ออฟ ไลฟ์ ครั้งที่ 11 ได้ที่ 3 ซึ่งเพลงที่ประกวด ก็คือเพลงที่เราเอามาใช้เป็นเพลงเปิดตัวด้วยครับ (ฮอล : เพลง รีไวด์ ครับ)

แนวเพลงสไตล์ Pills

บอย : ช่วงเริ่มแรกก็จะร็อกๆ อัลเทอร์เนทีฟกว่านี้หน่อย มีความส่วนตัวเยอะนิดหนึ่ง ช่วงหลังก็ปรับเพื่อให้เข้ากับตลาด ฟังง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น

ไอดอลในใจ

บอย : ผมชอบพี่โช วง Lullaby ครับ ในเรื่องของการร้อง และ performance ช่วงนั้นดูเขาทุกวันเลยครับ ในยูทูบ (ยุ่น : ของผมพี่สิงห์ สควีซแอนิมอล กับพี่รัฐ แทททูคัลเลอร์) (ฮอล : ของผมเป็น พี่เป้-ไพสิฐ วง MILD ครับ) เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ เราเห็นพี่ๆ เขาประสบความสำเร็จ เราก็อยากเจริญรอยตามครับ

เปิดโอกาสให้เม้าท์ถึงความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสมาชิก

ยุ่น : บอยเขาเป็นคนหน้าเลวครับ (หัวเราะ) แต่จิตใจดีมากครับ (ฮอล : นิสัยขัดกับหน้าตามากครับ) สมัยมัธยมเขาจะไม่พูดคำหยาบเลยครับ แต่หน้าเขาแบดบอยมาก คือเจาะหู

บอย : ตอนนั้นผมชอบแฟชั่นครับ เวลาตัดผม เพื่อนๆ ก็จะมาถามว่าบอยตัดผมร้านไหน แล้วก็ไม่ตัดตาม (ยุ่น : ผมก็ไม่ตัดตามอยู่ช่วงหนึ่ง หน้าเป็นเจ๊กเลยครับ/หัวเราะ) เพราะเส้นผมแต่ละคนจะไม่เหมือนกันแต่ก่อนผมชอบตัดทรงพี่วิน สควีซแอนิมอล แล้วเป็นเด็กกิจกรรม เล่นกีฬาตลอด แต่ผมเคยเรียนสายวิทย์ด้วยนะครับ (หัวเราะ) เรียนแค่เทอมเดียว แล้วเจอตัวเองว่าไม่ใช่ที่ของเรา เลยไปขอครูประจำชั้นย้ายสาย ไปอยู่ศิลป์-คำนวณ ก็เลยได้มาอยู่ห้องเดียวกับยุ่น ครูก็ตราหน้าเลยว่าผมเกเรแน่นอน แต่พออยู่ไปเพื่อนๆ ก็รู้ถึงความอ่อนหวานของผม(หัวเราะ) (ยุ่น : แต่เขาเป็นคนดีจริงๆครับ ผมเคยจะโดดเรียน แต่บอยเป็นคนห้าม ไม่ให้ไป) ส่วนฮอล ก็จะช่วยติววิชาด้านวิทย์ให้พวกเรา เพราะเขาเก่งทางนี้ครับ

ฮอล : ผมเรียนวิทยาศาสตร์ราชวิทยาลัย ปทุมธานีมาครับ สายวิทย์โดยตรง (แล้วทำไมถึงมาแอดมิชเข้าสายกีฬา?) (ยุ่น : ชอบดูบอลครับ/หัวเราะ) ใช่ครับ ผมชอบดูบอล (บอย : แล้วเขาดูบอลไทยนะครับ เชียร์ BG) ผมเห็นว่าคนเริ่มสนใจฟุตบอลไทย ก็เลยคิดว่าทางนี้น่าจะไปได้ แต่พอเข้าเรียน เริ่มเห็นว่าไปไม่ได้แล้วครับ (หัวเราะ) เลยเบนมาเล่นดนตรีดีกว่าครับ

ทิ้งท้ายกับซิงเกิ้ลเปิดตัว

ยุ่น : เพลงรีไวด์ มาจากเรื่องของคนคนหนึ่งที่เขามีเสียความรักไป เพราะชอบเที่ยวเล่น ไม่สนใจแฟน แล้ววันหนึ่งที่แฟนเขาหายไป เขาก็คิดว่าเขาอยากกลับไปแก้ไขช่วงเวลาที่ทำผิดไป ก็เลยคิดถึงการรีไวด์ที่คงจะดีถ้าเขามีปุ่มนี้ให้กดย้อนอดีตได้

ฮอล : ดนตรีก็จะมีกลิ่นอายของยุค 80 ครับ ผสมกับอิเล็กทรอนิกส์ของปัจจุบัน แต่เพลงนี้จะมีกิมมิคเชื่อมกับความรีไวด์ คือทุกท่อนที่ส่ง จะมีเสียงเครื่องดนตรีทองเหลือง เป็นสลับด้าน เหมือนเราย้อนเวลากลับไปจริงๆ และเกี่ยวโยงกับ MV ด้วย นางเอกร้องไห้ แต่น้ำตาไหลขึ้นครับ เป็นยังไงต้องติดตามชมกันครับ

บอย : สำหรับเรื่องของการร้อง ผมจะเป็นคนร้องเพลงที่ชัดในทุกถ้อยคำครับ (ยุ่น : ร.เรือ เป็น ร.เรือ ครับ) ผมชอบร้องแบบตรงๆ ดื้อๆ เลยครับ ฟังรู้เรื่องแน่นอนครับ แล้วพอปล่อย MV ออกมาเป็นยอดวิวเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็ดีใจมากครับ ใครที่ยังไม่ได้ชม ตามไปชมกันได้นะครับที่ YouTube Channel ของ Spicy Disc หรืออัพเดทข่าวสารของพวกเราได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ pillpillpills และ Spicydiscrecord รวมถึงดาวน์โหลดเพลง “รีไวด์” ได้ที่ *49154476 ครับ

ลูกหมี

Rookies : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

Published April 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/364124

Rookirs : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

Rookirs : ‘เกรซ-รัชย์ณมนทร์’ นางเอกคนใหม่ของ‘เคน-ธีรเดช’

วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“เกรซ-รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม” อดีตนักร้องจากเวทีการประกวดชื่อดัง “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6” ที่แจ้งเกิดด้วยวัย 18 ปี ในตอนนั้น กำลังจะเริ่มต้นก้าวใหม่ของตนเองในช่วง 7 ปีให้หลังด้วยการพิสูจน์ฝีมือในฐานะนักแสดงหญิงครั้งแรก กับภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่น-ทริลเลอร์เรื่อง “The pool นรก 6 เมตร” จากค่ายทีโมเมนต์ ในเครือ โมโน กรุ๊ป โดยได้ชื่อว่าเป็นนางเอกคนใหม่ของ เคน-ธีรเดช ที่ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ต้องขอล้วงลึกถึงความเป็น “เกรซ” กันสักหน่อย

เมื่อครั้งเป็นเด็กหญิงเกรซ

“ตอนเด็กๆ เกรซเป็นเด็กเนิร์ดเลยค่ะ จัดฟัน ใส่แว่น เน้นเรียนหนังสืออย่างเดียวเลย ก็มีกิจกรรมผ่านเข้ามาในชีวิตบ้างค่ะ ร้องเพลง-รำไทย แต่ไม่ค่อยโดดเด่น เท่าไหร่ เพราะตัวจริงๆ เกรซเป็นเด็กที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ออกแนวลุยๆ มากกว่า เพราะเกรซมีพี่ชาย อายุห่างกัน 2 ปี ก็จะเน้นหนักไปในเรื่องกีฬา ชอบว่ายน้ำ แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้ช่วงเรียน ม.3 อายุประมาณ 15 ปีเกรซเริ่มสนใจวงการบันเทิง ตอนนั้นเกรซเรียนพิเศษคอมพิวเตอร์และได้รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาสวย เป็นนางแบบ ทำงานหาเงินด้วยตัวเองได้ เกรซก็เริ่มสนใจอยากทำงานในวงการบ้าง เพราะเกรซเห็นแม่ทำงานหนัก เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ดูแลลูกทั้งสองคน เกรซเองก็อยากช่วยเหลือคุณแม่บ้าง อยากช่วยคุณแม่หาเงิน ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกรซได้ลองไปแคสงานถ่ายแบบต่างๆ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้งานเลยค่ะ ก็เลยมุ่งมั่นไปในเรื่องเรียนอย่างเดียวเลย”

แจ้งเกิดจากเวทีประกวด

“แต่เวทีเดอะสตาร์ยังไม่ใช่เวทีการประกวดแรกของเกรซนะคะ เพราะหลังจากที่เกรซเลิกล้มเข้าวงการไป ห่างหายไปตั้งใจเรียนประมาณ 2 ปี จากตอนนั้นเกรซก็เริ่มโตขึ้น เริ่มไปเรียนร้องเพลง ทำให้ตัวเองมีความสามารถมากขึ้น ก็เริ่มต้นการประกวดอย่างจริงจังกับเวทีมิสมอเตอร์โชว์, เวทีดัชชี่ ฯลฯ ก็มีได้เข้ารอบบ้าง ไม่เข้ารอบบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รางวัลที่ 1 แต่ก็มีได้เข้ารอบมีเงินรางวัลบ้าง เกรซก็เริ่มสนุกกับการที่เราช่วยคุณแม่หาเงินได้บ้าง อย่างเวทีเดอะสตาร์ ก็ถือว่าเป็นเวทีที่เกรซไปสมัครแบบงงๆ ด้วยซ้ำ เพราะเกรซ, คุณแม่ และพี่ชาย เราตั้งใจไปทำธุระและเที่ยวที่เชียงใหม่ ซึ่งเวทีเดอะสตาร์ มารับสมัครที่เชียงใหม่พอดี และที่สมัครก็ใกล้กับที่เกรซพักคุณแม่ก็บอกให้เกรซลองสมัครดูมั้ย ก็เลยต่อแถวไปสมัครดู จำได้คนเยอะมาก ซึ่งเกรซเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เข้ารอบเลย เพราะเกรซเองไม่ได้เตรียมตัวมาประกวดโดยตรง ซึ่งผลออกมา เราเข้ารอบภาคเหนือมา และเข้ารอบมาเรื่อยๆ จนถึง 22 คนสุดท้ายจากทั่วทั้งประเทศ และเป็น 1 ใน 8 คนสุดท้ายในที่สุดค่ะ”

จากร้อง มาแสดง

“ขอบคุณเวทีเดอะสตาร์จริงๆ ค่ะ เพราะเวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ทำให้เกรซได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นจริงๆ พอจบการประกวดแล้ว เกรซได้อยู่ในสังคมที่สร้างนักร้อง นักแสดง ได้เจอแต่คนเก่งๆ มันทำให้เกรซได้รับพลังจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ใกล้ชิด อยากเก่งเหมือนเขาบ้าง ร้องเพลงอย่างไรให้ดี เกรซเองก็ค่อยๆ ซึมซับ ทำให้เราได้ค่อยๆ ฝึกฝน ร้องเพลงได้ไพเราะมากขึ้น ดีขึ้น จนสามารถไปร้องเพลงออกงานโดยไม่อายใคร แต่เกรซก็รู้ตัวเองดีว่าเราไม่ได้ร้องเพลงได้เทพเหมือนคนอื่นๆ ผู้ใหญ่ก็มองเห็นว่า เกรซน่าจะไปในทางการแสดงได้ ก็เริ่มส่งเกรซไปฝึกพูดภาษาไทยให้ชัด ไปเรียนการแสดง ฯลฯ ซึ่งเกรซโชคดีมากๆ ค่ะได้มีโอกาสไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย-หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดวิชาให้ ทำให้เกรซเริ่มรักและสนใจในการแสดงมากขึ้น โดยได้โอกาสจากผู้ใหญ่ทางค่าย เอ็กแซ็กท์ มีผลงานละครอยู่หลายเรื่อง ก่อนหมดสัญญามาอยู่กับทางบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ในปัจจุบันค่ะ”

นางเอกหนังเรื่องแรก

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเกรซอีกครั้งค่ะ รู้สึกดีมากๆ เพราะว่าการที่เกรซได้มีโอกาสเล่นหนังเป็นอะไรที่สุดของชีวิตเกรซจริงๆ ลองคิดดูเล่นๆ ปีหนึ่งจะมีหนังไทยสักกี่เรื่อง? 10 ปี มีหนังไทยกี่เรื่อง? มันไม่ได้มีง่ายๆ นะ ซึ่งเกรซได้เป็นหนึ่งในนั้น งานหนังเป็นงานที่แปลกใหม่ เป็นงานที่เกรซไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งตอนแรกที่ได้มีโอกาสไปแคสหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงไม่กล้าคาดหวังเลยค่ะเพราะคนมาแคสหนังเรื่องนี้เยอะมาก จนมาได้โอกาสแคสในรอบสุดท้าย เล่นกับพี่ผู้ช่วยผู้กำกับฯ เล่นบทคนสิ้นหวังในชีวิต เราก็พยายามเล่นจากอินเนอร์เอาตัวเองไปอยู่ในโพซิชั่นนั้น ถ้าเราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีคนรัก จะเป็นอย่างไง แล้วก็แสดงออกมาตามนั้นค่ะ พอรู้ว่าตัวเองได้เป็นนางเอกเรื่องนี้ก็ดีใจมากๆ กับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ และเครียดเลย”

บทบาทล่าสุด

“ในหนัง เกรซรับบทเป็นก้อยค่ะ เป็นบทผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งเลย เขาอยู่กับแฟน และแฟนไม่มีอนาคตอะไร ซึ่งเกรซเข้าใจนะ ก็คนมันรัก เขาไม่ได้มองว่าผู้ชายที่เขาคบอยู่ต้องดีเลิศอะไร รักกันก็อยู่ด้วยกัน แต่มันก็มีเรื่องให้ก้อยต้องคิดและเกิดความกดดันขึ้นมา ซึ่งบทนี้เป็นบทที่ไกลจากตัวเกรซค่อนข้างมาก เพราะแม้ว่าในบท ก้อย จะอายุ 25 ปีเท่ากับเกรซในตอนนี้ แต่ประสบการณ์ชีวิต ก้อยมีมากมายกว่าเกรซเยอะมากๆ ซึ่งพี่พิง ลำพระเพลิง ผู้กำกับฯ ก็ช่วยสร้างซีนที่เกิดขึ้นในหัวเกรซ ให้เราอินไปถึงตอนเล่น ก็ทำให้เกรซเข้าใจตัวละครมากขึ้นค่ะ”

ฉากสุดหิน

“คงเป็นฉากแรกๆ ที่ได้เข้าฉากค่ะ คือ หนังเรื่องแรกในชีวิต แค่เดินเข้าฉากมาเกรซก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้จะก้าวขาข้างไหนดี ซึ่งก็ได้พี่พิงมาช่วยปรับกันไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากการแสดงต่างๆ แล้ว เรื่องที่ยากคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดำน้ำ เราต้องเล่นในสระน้ำลึกถึง 6 เมตร เวลาเราดำน้ำโดยใช้อุปกรณ์ เราต้องเผื่อเวลาขึ้น-ลงน้ำ เพราะถ้าถอดออกซิเจน-อากาศหมด การทำงานทุกๆ อย่าง ต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเราก็อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเซฟจริงๆ ที่ทีมงานค่อนข้างดูแลตรงนี้อย่างมืออาชีพมากๆ ค่ะ ทำให้เกรซผ่านฉากยากๆ นี้ไปด้วยดี”

นางเอกของ เคน-ธีรเดช

“เกรซเคยติดตามผลงานพี่เคนมาตั้งแต่ละครเรื่อง สวรรค์เบี่ยง แล้วค่ะ คิดๆ ไว้ พี่เคนต้องขรึมๆ เก๊กหล่อแน่เลย ซึ่งพอมาเจอพี่เคนตัวจริงเขาเป็นซุป’ตาร์ที่น่ารักมากๆ เฟรนด์ลี่ ซึ่งตอนแรกที่เกรซเขาฉากกับเขาก็เกร็งมากๆ พี่พิงยังคิดว่า…เกรซจะไหวไหม จะรอดตายจากการแสดงมั้ย กลัวเกรซตายในซีน ซึ่งทำให้เกรซต้องทำการบ้านอย่างหนักพอสมควร พยายามทำความเข้าใจตัวละครให้มากที่สุด ถามพี่พิงตลอด เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกรซอินกับคาแร็กเตอร์ตัวนี้ ซึ่งพี่เคนเขารู้แหล่ะว่าเกรซก็เกร็งเขา พี่เคนก็ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย สอนแอ๊กติ้ง สอนคิว จังหวะ การส่งอารมณ์ต่างๆ ซึ่งขอบคุณพี่เคน พี่พิงมากๆ ที่ได้แนะนำเกรซในการแสดงในครั้งนี้”

ประสบการณ์เฉียดตายหลังตกจักรยาน

“จากเหตุการณ์นั้นทำให้เกรซเลือกใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทมากขึ้น เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มันทำให้เกรซรู้สึกว่า ชีวิตต่อไป เราต้องไม่ประมาท เราโชคดีแค่ไหน ที่เรารอดชีวิตมาได้ มันทำให้เกรซอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อสังคม ทำให้เกรซรู้จักคุณค่าชีวิตมากขึ้น รู้จักปลงในหลายๆ อย่าง เป้าหมายชีวิตหลังจากนี้ของเกรซ ไม่มีอะไรมากมายเลยค่ะ แค่อยากมีงานทำ อยากได้กินอะไรอร่อยๆ ที่เราอยากกิน สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย นี่คือ เป้าหมายในชีวิตเกรซจริงๆ ค่ะ”

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’ กับอีกก้าวทางการแสดง

Published March 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/362730

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’  กับอีกก้าวทางการแสดง

Rookies : สถาปนิกหนุ่มสุดฮอต ‘อิน-สาริน’ กับอีกก้าวทางการแสดง

วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คิวท์บอยเนื้อหอม จากรั้วจุฬาฯ “อิน-สาริน รณเกียรติ”สู่บทบาททางการแสดงในละครเรื่อง “ดวงใจในไฟหนาว”ทางช่อง 3 ด้วยกระแสความแรงที่กำลังพุ่งสุดๆ เราจึงไม่รอช้าพาหนุ่มอินมาให้ทุกท่านรู้จักกัน

จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง

ย้อนไปตอนเรียนอยู่ปี 4 ที่จุฬาฯ ครับ อินได้เป็นตัวแทนนักศึกษาเชิญธงในงานฟุตบอลจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ แล้วเกิดมีเทรนด์ในทวิตเตอร์ จากรูปที่เขาเอาไปโพสต์กัน หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ก็มีทีวีติดต่อเข้ามาพร้อมกัน 4 ช่อง และหนึ่งในนั้นก็คือช่อง 3 เลขาของ “พี่สมรักษ์” (สมรักษ์ ณรงค์วิชัย) บอกว่าอยากให้ไปแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ซึ่งเขากำลังจะเปิดโปรเจกท์นี้ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจงานวงการบันเทิงเลยนะครับ ไม่งั้นก็คงไม่อยู่มาจนถึงปี 4 เพราะจริงๆ โดนทาบทามมาตั้งแต่อยู่ปี 1 แล้ว แต่อินรู้สึกว่าอินเล่นไม่เป็นแสดงไม่เป็น ไม่เข้าใจด้วยว่าอะไรคือการแสดง แต่ว่าพอมีคนติดต่อมาเยอะขนาดนั้น ก็เลยคิดว่า หรือเราควรจะลองสักตั้งนึง (ยิ้ม)อีกอย่างเรากำลังจะเรียนจบด้วย ยังไม่มีงานทำ น่าลองดู ก็เลยตัดสินใจเข้ามาแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ของช่อง 3 แต่แคสอยู่ครึ่งปีนะครับ คืออินแคสตอนปลายเทอม 1 แล้วเทอม 2 พอดีได้ทุนไปเรียนที่เกาหลี ก็เลยคิดว่าน่าจะไม่ได้แล้ว เพราะว่าอินไม่อยู่ให้แคส ซึ่งงานนี้เขาใช้เวลาแคสนาน จำได้ว่าจาก 300 คน เอา 3 คน เราก็แคสทิ้งไว้ แล้วบินไปเกาหลี ปรากฏว่าทีมงานติดต่อกลับมาว่าให้ไปแคสอีกรอบนึง ก็เลยชั่งน้ำหนักดูว่าจะเอายังไง สุดท้ายก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋ว แล้วบินกลับมา แต่มันไม่ใช่แค่รอบเดียวนะครับ คือต้องบินไปมาเพื่อแคสถึง 4 รอบ รอบสุดท้ายตอนที่ได้ลงคาแร็กเตอร์เนี่ย แทบร้องไห้ เพราะว่ามันเป็นคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างดุเดือดมาก มันเป็นเรื่องราวของการสู้ชีวิต เรารู้ตัวว่ามันห่างไกลจากคาแร็กเตอร์ในชีวิตจริงของตัวเรามาก ก็คิดว่าเราคงจะไม่ได้หรอก ก็บินกลับไปเกาหลีอีก แต่สรุปว่าได้ ก็เลยคุยกันจากเกาหลีมาไทย พอบินกลับมาช่วงปีใหม่ ก็เลยได้เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ

ช่วงหนักหน่วงของชีวิต

แอ๊กติ้งไม่ได้เลยครับ (หัวเราะ) ในขณะที่ทุกคนเขาผ่านการแอ๊กติ้งคราสในช่องเรียบร้อยแล้ว คือนักแสดงจะมี 3 คู่ เพราะว่ามี 3 เรื่อง เรายังอยู่เกาหลีแอ๊กติ้งไม่เคยผ่านมาก่อนเลย เจอนางเอกวันแรก ก็ที่กองเลย ตอนนั้นยังหัวทองเหมือนนักแสดงอิมพร์อตมาจากเกาหลี (หัวเราะ) แล้วเรียนก็ยังไม่จบ ต้องทำธีสิสต่ออีก ดังนั้นช่วงเปิดกล้องเรื่องภูผา ก็จะเป็นช่วงทำธีสิสไปด้วยอินทำงาน 7 วัน 24 ชั่วโมงเลย หนักมาก แต่ว่าก็สนุกมากจริงๆ ซึ่งต้องยกเครดิตให้ “พี่ชุ” (ชุดาภา จันทเขตต์)“พี่ก้อง” (ปิยะ เศวตพิกุล) แล้วก็ครูสอนแอ๊กติ้งโค้ชครับ พี่ชุนี่แทบจะไม่กำกับคือเรียกว่าลงไปเล่นแทนอินเลยดีกว่า (หัวเราะ) ทุกคนช่วยกันติวเข้มให้มาก เพราะว่าเราเริ่มจากไม่รู้มุมกล้องเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดความอินกับตัวละคร

แอบท้อครับ ร้องไห้เลย ไม่ได้คิดอยากหนีนะ แต่ด้วยความที่เริ่มแรกมาบทมันก็ยากมาก มีอยู่ฉากนึงหลังจากที่เราเสเพลไปเป็นนักเลงแล้ว เราคิดว่าเราจะกลับตัวมาเป็นคนดี แต่ว่าวิธีการของนักเลงคือเราจะต้องไปบู๊คาดเชือก เราต้องไปต่อยกับหัวหน้าแก๊ง ถ้าเรายังยืนได้ภายใน 3 นาที เขาก็จะยอมปล่อยเราไป อันนี้คือเหนื่อยมากเพราะนอกจากเราจะไปเรียนบู๊ซึ่งมันไม่ใช่ทางเราอยู่แล้ว อินเนอร์ระหว่างการถ่ายทำ 4 ชั่วโมง มันต้องเป็นอินเนอร์สู้ชีวิตจริงๆ ถ่ายกันถึง 5 ทุ่ม พอสั่งคัตปุ๊บร้องไห้เลยมันเป็นความรู้สึกครึ่งนึงคือไม่เคยเหนื่อยอะไรขนาดนี้มาก่อนอีกครึ่งนึงเป็นความรู้สึกของตัวละครที่แบบต้องสู้แต่ว่าก็เสียใจแต่ร้องไห้ไม่ได้ พอคัตปุ๊บเลยร้องไม่หยุดเลยครับ รู้สึกอินมาก ร้องเป็นชั่วโมงจนพี่ชุให้พักกอง เพราะรู้ว่าเล่นต่อไม่ได้แน่นอน

เปิดใจให้กับการแสดง

เปิดใจตั้งแต่ที่เราตกลงว่าจะเข้ามาเป็นนักแสดงแล้วครับ เปิดใจแล้ว แต่ว่ายังไม่เข้าใจเฉยๆ แล้วพอเรามาเรียนรู้จากพี่ชุ จากพี่ๆ ทุกคน มันเลยทำให้เข้าใจการแสดงมากขึ้น และกลายเป็นชอบ สนุกด้วยซ้ำ แม้ว่ามันจะหนักและสาหัสสากรรจ์ก็ตาม

กับอนาคตที่เป็นไป

อินเรียนจบสถาปัตย์มาจากจุฬาฯ แต่ว่าก็ยังได้ใช้ความรู้ตรงนี้อยู่นะครับ เพราะว่าที่บ้านทำอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้นวันที่ไม่ได้ถ่ายละครหรือว่าเป็นนักแสดง เราก็ทำอาชีพเป็นผู้ช่วยด้านการออกแบบของที่บ้าน ทำออกแบบอพาร์ตเมนท์ ออกแบบลานจอดรถต่างๆ ให้คุณพ่อ-คุณแม่

ความฝันในวัยเด็ก

ไม่ได้ฝันว่าอยากจะมีอาชีพอะไรนะครับ ฝันแค่ว่าอยากจะสร้างบ้านซึ่งอาชีพอะไรละที่จะสร้างบ้านได้ก็คือสถาปนิกนั่นเอง คือตอน ม.3 อินถึงรู้ว่าอ๋ออาชีพสร้างบ้านมันมีด้วยนะนั่นคือสถาปนิก อินชอบบ้านที่ตัวเองอยู่ในวันนี้มากนะครับ เพราะว่าคุณพ่อออกแบบเองมันจะมีห้องเหมือนในหนังคือห้องใต้ดิน ทางเดินลับ ตู้ลับที่อยู่ในกำแพง มีห้องของเล่นที่เป็นบ้านบอลซึ่งคุณพ่อทำห้องเจ๋งมาก เราก็จะชอบบ้านของตัวเองตั้งแต่เด็กเลย อยากจะสร้างบ้านบ้าง คุณพ่ออินเป็นสถาปนิก แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าเราจะต้องเจริญรอยตามนะครับ แต่เราชอบเอง เหมือนว่าเรามีคุณพ่อเป็นไอดอล

แฟนคลับของอิน

เคยจัดแฟนมีตครับเมื่อ 2 ปีแล้ว จัดแบบเล็กๆ ไปทำบุญต่างจังหวัดกัน ทริปทำบุญนี่ทำหลายครั้งแล้วครับทำบุญในกรุงเทพฯกับโรงพยาบาลต่างๆ เราพยายามหากิจกรรมที่ทำร่วมกันที่มันเกิดประโยชน์ ก็ดีใจนะครับที่มีพวกเขา ผมรู้สึกว่าจากการที่เราไม่เคยทำอะไรเลยไม่เคยมีผลงานการแสดง เราไม่ใช่ดาราเป็นคนธรรมดาแล้วมีคนมาชื่นชอบ หลายคนเขาชื่นชอบเราก็เพราะว่าเราเรียนเก่งการที่เราสามารถเอนท์ติดจุฬาฯได้ ก็จะพยายามเป็นตัวอย่างที่ดีหรือว่าให้ข้อคิดดีๆ กับน้องๆ คือจะมีน้องๆ มาถามเยอะและมีหลายโรงเรียนที่อยากให้เราไปบรรยาย ซึ่งเราก็จะบอกเสมอว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญแต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราก็ต้องให้ความสำคัญกับอย่างอื่นด้วย อย่างอินเนี่ยก็ไม่ใช่ว่าจะเรียนเก่งนะครับ เพียงแต่ว่าอินเป็นคนแพ้ไม่เป็น จบจุฬาฯ มาได้เกียรตินิยมก็เพราะว่าแพ้ไม่เป็น (ยิ้ม) อยู่กับกลุ่มเพื่อนเราก็แบบทำไมเพื่อนเรียนเก่งกันจังเลย แต่เราแค่ 2.7 มันไม่ได้นะ คือไม่ได้อยากชนะเพื่อน แต่ว่าถ้าเพื่อนทำได้เราก็ต้องทำได้สิ ปี 4 ได้ 3.6 จบมาก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ครับ

แรงสนับสนุนที่สำคัญ

ที่บ้านก็อนุญาตให้เข้ามาในวงการครับ สนับสนุน คุณพ่อชอบด้วย เพราะว่าตอนหนุ่มๆ พ่อชอบบอกว่าตัวเองเหมือน “พี่เคน-ธีรเดช” คุณพ่อมีความอยากเป็นดาราอยู่ (หัวเราะ) พอลูกได้เป็นนักแสดงพ่อก็เลยชอบ แอบสมัครไอจี ทวิตเตอร์ ตามฟอลโล่ลูก

เรื่องของหัวใจ

โสดครับ โสดสนิท สำหรับสเปกผู้หญิง ถ้าบอกไปทุกคนก็คงจะตลก คืออินจะชอบผู้หญิงที่แต่งตัวเยอะ เปรี้ยวเท่ แต่ว่าข้างในเป็นคนเรียบร้อย ซึ่งมันดูขัดกันนะ (หัวเราะ) ยอมรับว่าแฟนเก่าอินเป็นอย่างนี้เลยครับอินชอบผู้หญิงเก่ง ดูสวยเก่งแต่ข้างในแบบว่าง่ายๆงุ้งงิ้งจะเป็นกุลสตรีทำกับข้าวได้หรือเปล่า อันนี้ไม่จำเป็นครับ

จากใจอินถึงแฟนๆ

ขอฝากละครทั้ง 3 เรื่องนะครับ ตอนนี้ที่กำลังออกอากาศอยู่ก็คือเรื่อง “ดวงใจในไฟหนาว” ส่วนซีรี่ส์ลูกผู้ชายเรื่อง “ภูผา” ก็กำลังจะออนแอร์ อีกเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่ก็คือ “ทองเอกหมอยาท่าโฉลง” เป็น 3 เรื่อง3 คาแร็กเตอร์ อินก็ตั้งใจกับบทที่ได้รับและสิ่งที่เราเลือกแล้ว เพื่อที่คนดูจะได้เห็นในหลายมุมของเรา รวมทั้งการแสดงของเราเองที่เราจะได้พัฒนาไปก็พยายามจะเป็นนักแสดงที่ดีให้ได้ในวันนึงครับ เข้ามาติดตามและทักทายกันได้ครับที่ @inpitar

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’ การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

Published February 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/361357

Rookirs : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’  การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

Rookirs : ทำความรู้จัก 3 สมาชิกวง‘รัสแจม’ การรวมตัวของคนรัก รถโฟล์ค & ร็อกแอนด์โรล

วันเสาร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รับกลิ่นอายความเป็นร็อกแอนด์โรลยุค 70’s มาเต็มๆ สำหรับวง RUST JAM ซึ่งประกอบด้วย จ๊อก (ร้องนำ-กีตาร์), วิทย์ (มือกลอง) และน้องเล็กสุด แบงค์ (มือเบส) ที่รวมตัวกันขึ้น เพราะความรักรถโฟล์คโบราณเหมือนกัน ก่อนออกตระเวนเล่นดนตรีด้วยรถตู้โฟล์คคลาสสิกในแบบฉบับวิถีฮิปปี้

รวมกลุ่มรัสแจม

จ๊อก : วงเราเริ่มมาจากการรวมตัวของเพื่อนๆ ที่ขับรถโฟล์คด้วยกันครับ โฟล์คเต่า โฟล์คตู้ แล้วผมมองว่าหลายๆ คนเล่นดนตรีเป็นก็เลยลองชวนเพื่อนในกลุ่ม ผมก็เริ่มคิด ถ้าเรามีกิจกรรมรถโฟล์คครั้งหน้า พวกเรามาเล่นดนตรีกันไหม เพราะผมเป็นนักดนตรีอาชีพอยู่คนเดียว เป็นมือเบสให้กับสินเจริญมา 8-9 ปีครับ ผมก็เลยอยากให้คนที่แค่เล่นกีตาร์เป็น กลายเป็นคนที่เล่นกีตาร์ดี จากนั้นผมก็เริ่มซื้อเครื่องดนตรีไว้ที่ห้อง เราก็มารวมตัวกัน เล่น ซ้อม แต่เอาจริงๆ เราต่างคนต่างอาชีพ จะมากันได้ก็เวลาว่าง ทำให้มีข้อจำกัดการที่จะรวมตัวกันจริงๆ ยาก กลายเป็นเหลือแค่ 3 คน สมัครเล่นกันครับ

จากเบส มาจับกีตาร์

จ๊อก : ผมไม่คิดจะจับกีตาร์ด้วยซ้ำครับ เพราะผมเป็นมือเบส แต่พอมาแกะเพลงสอนคนนั้นคนนี้ เพื่อให้เขาเล่นได้ ผมก็ได้เพลงไปโดยปริยาย ในไลน์ของกีตาร์ ตอนแรกก็ไม่คิดจะร้องด้วย ตั้งใจให้ไวโอลินมาสีเป็นเมโลดี้ เพราะเพลงที่เราเลือกเสียงสูง ผมก็ไม่ใช่คนร้องเสียงแบบนั้น ซึ่งเพลงที่เราเลือกเป็นเพลงของวง CCR วงที่พวกเราชื่นชอบกัน มีความเป็นร็อกแอนด์โรล คันทรีย์ร็อก
ผมเองก็ชอบมาตั้งแต่เด็ก แล้วความเป็นโฟล์คก็เหมือนเป็นยุคฮิปปี้ บุปผาชน ดนตรีก็น่าจะลิงค์กัน

ขึ้นโชว์

จ๊อก : เป้าหมายจริงๆ เราจะไปเล่นในงานรวมตัวรถโฟล์คประจำปีครับ จัดปีละครั้งมีรถโฟล์คมาจากทั่วประเทศ เราก็ไปเช่าบูธกันอยู่แล้ว ในนามกลุ่ม รัสบัคส์ แต่ผมรู้ว่าการเล่นดนตรี ต่อให้ซ้อมเยอะเท่าไหร่ ถึงวันงาน ถ้าคนไม่เคยเล่น มันจะตื่นเต้น และเดี๋ยวจะมีพลาด ผมก็เลยมีการชวนเพื่อนเอารถตู้ออกไปเล่นฮิปปี้บัสกัน อย่างน้อยขอสัก 4 โชว์ เพื่อให้หายตื่นเต้น เราก็ไปเล่นกันที่ร้านกาแฟเพื่อน แม่กลอง เขาใหญ่ ริมหาดชลบุรี ก็มีฝรั่งมาเต้นกับเรา ฟีดแบ๊กดีมาก พวกเราก็เริ่มใจมากันละ รวมถึงผมด้วย เพราะผมก็ไม่คุ้นกับกีตาร์เท่าไหร่ พอได้เสียงตอบรับดีก็เริ่มกล้ามาก เริ่มประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่ตั้งใจสมัครเล่น

ชื่อวง

จ๊อก : มาจากชื่อกลุ่ม “รัสบัคส์” ครับ พอมาเป็นวงดนตรี ก็เป็น “รัสแจม” ละกัน แจมกันเล่นดนตรี

งานจบ คนไม่จบ

จ๊อก : พอเราไปเล่นกันได้ประมาณ 8 โชว์ ภาพที่ออกมาโอเคมากเลยครับ มีฟีดแบ๊ก เราก็เริ่มมีกำลังใจ สนุกที่ได้ทำ แล้วพอเราเริ่มที่จะเล่นจริงจัง ผมก็ดึงเพื่อนมือกีตาร์ที่เป็นมืออาชีพมาช่วยเขาจะได้โซโล่ แต่พอเขาอยู่ได้ระยะหนึ่ง เขาก็ไปทำอัลบั้มของเขา พอเขาออกไป เราก็เลยหาคนที่จะตรงกันยาก ก็เลยคิดจะเลิก แต่ระหว่างที่เราอ่อนแรง กำลังจะแพแตก ก็มีงานจ้างมา ก็เลยเอาใหม่ (หัวเราะ) มารวมกัน 3 คนที่อยู่ทีมรถโฟล์คด้วยกัน ง่ายดี แล้วผมก็เปลี่ยนบทบาทเลย ผมทำหน้าที่มือกีตาร์ที่ร้องนำ และโซโล่ด้วยก็ได้ ด้วยการฝึกให้เยอะขึ้น ตรงนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หันมาจริงจังกับตรงนี้

3 สมาชิก

จ๊อก : พอได้สมาชิกเข้าขากัน ก็เลยออกไปเล่นตามงานต่างๆ ใครชวนไปไหนก็ไป ไปแบบไม่ได้กดดัน ไม่ได้คาดหวังเราสนุกที่จะทำ ในขณะที่ทุกคนก็มีงานประจำของตัวเอง โดยผมเป็นนักดนตรีประจำอยู่แล้ว

วิทย์ : ผมทำกิจการส่วนตัวครับ รับทำป้าย พวกอิ๊งค์เจ็ท

แบงค์ : ผมเป็นนักดนตรีเล่นตามร้านอาหาร อยู่แถวๆ ย่านสมุทรปราการ ลาดกระบัง ครับ

จ๊อก : น้องแบงค์เป็นมือเบสที่เพิ่งเข้ามาช่วยครับ จริงๆวงเราก่อตั้งกันมา ปีนี้เข้าปีที่ 4 แล้ว ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงมือเบส บ่อยๆ คนที่ก่อตั้งด้วยกันคือพี่วู้ดดี้ ลุยมาด้วยกันทุกเรื่องราว คือมีผม วิทย์ พี่วู้ดดี้ ขับรถโฟล์คด้วยกัน แต่ด้วยหน้าที่การงาน พี่วู้ดดี้แกก็ไม่สะดวก ที่ผ่านมาเราก็ต้องหามือเบสมาแทนที่ ซึ่งเราใช้มือเบสเปลืองมาก(หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ ก็มีพี่จิ๊บ Zero Hero เป็นคนมาลงเสียงเบสในเพลง ROUTE 21 ให้ด้วย แต่พี่จิ๊บแกมีวงหลักอยู่ จนกระทั่งมีคนแนะนำน้องแบงค์มา แล้วน้องแบงค์เป็นเด็กยุคใหม่ที่ชอบเพลงแบบนี้อยู่แล้ว แบงค์พูดอะไรหน่อยไหมครับ

แบงค์ : ผมเป็นคนชอบแนวเพลงพวกนี้อยู่แล้วครับ โดยเฉพาะ CCR ฟังมาตั้งแต่เด็ก ได้รับอิทธิพลมาจาก คุณอา จากคุณพ่อคุณแม่เปิดให้ฟัง เพลงส่วนใหญ่ที่ผมเล่นตอนกลางคืน ผมก็จะเล่น CCR, The Eagle, Scorpions ประมาณนี้อยู่แล้ว ผมคิดว่าเพลงพวกนี้มันไม่มีวันตายครับ ก็เลยหยิบเพลงเหล่านี้มาเล่น แล้วคนที่มาฟังผมส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่

คิดออกซิงเกิ้ล

จ๊อก : เราเริ่มเล่นด้วยกันนานๆ เราก็เล่นเพลงเยอะมาก เล่นของวง CCR อย่างเดียวเลยครับ ร่วม 40 กว่าเพลง ก็เริ่มชัดเจนในทางของเรา มีคนถามว่าแล้วอยากเป็น CCR ไหม ผมก็บอกว่า ผมชอบ CCR แต่ไม่ได้อยากเป็น CCR ผมกับเพื่อนๆก็เลยค่อยๆ สร้างเพลงขึ้นมาเพื่อทดแทนในการออกโชว์ เพราะถ้าเรามีเพลงมากขึ้น ก็จะได้ค่อยๆเสริมเข้ามา เพลงที่เราเริ่มทำ ก็เลยจะพยายามให้อยู่ในโชว์โดยไม่สะดุด เพราะกลิ่นของเพลงเขาเป็นสีนี้ทาเราไปอีกสีหนึ่ง มันจะคนละเรื่อง ไม่กลืน ผมก็ตั้งใจแบบนั้น วงเล็บว่าตามความสามารถที่เรามีแค่ไหนก็แค่นั้นครับ ไม่ใช่ว่าเราเก่งอะไรขนาดนั้น

บทเพลงของรัสแจม

จ๊อก : เพลงแรกชื่อว่า “ฝันกลางแดด” ครับ ผมเป็นคนคิดดนตรี เรียบเรียงอะไรทั้งหมด โดยมีน้องอีกคนชื่อ ปาวีน มาเขียนเนื้อร้องให้ครับ จริงๆ พวกเรามีเพลงที่อัดไว้ 4 เพลงแล้วครับ แต่ว่าผมไม่เคยเอาลงโซเชียล ซึ่งพอเรามีโอกาสได้ไปเล่นเยอะ ไปเล่นกับพี่ใหม่ สิบล้อ บ้าง เราก็เอาเพลงพวกเรานี่แหละไปเล่น ทั้งที่ไม่มีใครรู้จักหรอก แต่เราคิดว่าเพลงของเรา ถ้าเราไม่เล่น แล้วใครจะเล่นแต่ถ้าสำหรับที่เป็นซิงเกิ้ลออกมา ตอนนี้ก็จะมี “ฝันกลางแดด” กับเพลงล่าสุด “ROUTE 21” ครับ

ทำไมต้อง ROUTE 21

จ๊อก : ROUTE 21 หรือถนนหลวงหมายเลข 21 คือเป็นทางจากพุแค สระบุรี ไปถึงเขาค้อ ซึ่งเป็นเส้นทางกลับบ้านผม (ลพบุรี) ครับ (หัวเราะ) ตรงนั้นก็จะมีเขื่อนป่าสักฯ มีทุ่งทานตะวัน เป็นทิวทัศน์ที่สวยมาก เป็นภูเขา ฟิวคล้ายๆ ทางเหนือ แล้วแต่ก่อนผมเป็นคอลัมน์นิสต์ ประจำคอลัมน์ “ขับเต่าเล่าเรื่อง” ของนิตยสารโปสต์การ์ด (ปิดตัวไปแล้ว) เขียนอยู่ 2 ปี แต่ละเล่มเราก็จะพาไปเที่ยวพร้อมกับรถเต่าของผม แต่มีอยู่เล่มหนึ่งผมพากลับบ้านผม แล้วเป็นช่วงที่มีทุ่งทานตะวัน ไปๆ มาๆ ผมก็เกิดชอบ ชื่อ ROUTE 21 ก็คิดว่าอยากมีเพลงชื่อแบบนี้บ้าง เพราะเพลงฝรั่งมี ROUTE 66 เราก็เริ่มคิดเพลงแนวคันทรี่ เรื่องราวของการเดินทางกลับบ้าน อันนี้คือจุดเริ่มต้นครับ แล้วก็ได้ท่อนฮุกมานานมากแล้ว แต่กว่าที่จะเป็นเนื้อออกมา คิดอยู่นานมาก ว่าจะเขียนยังไงดี เพราะถ้าจะเขียนแบบมีทุ่งทานตะวัน มีเขื่อนป่าสัก มีปลาเผา ผมคงจะไปขายให้การท่องเที่ยว(หัวเราะ) คิดไปคิดมา ก็มาเขียนเกี่ยวกับความรู้สึกละกัน คือระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลพบุรีบ้านผมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อยากให้คิดตามว่า 2 ชั่วโมง ถ้าเราอยู่คนเดียว ขับรถคนเดียว มันจะเกิดสมาธิมาก ถ้าเรามีเรื่องสุขใจ มันก็จะยิ้มวนอยู่อย่างนั้น กลับกันถ้าเราเหงา หรือเศร้า ก็จะวนอยู่แบบนั้น แต่ว่าสิ่งหนึ่งคือการที่เรากลับบ้าน ตรงนั้นคือขุมพลัง ผมอยากชูตรงนั้น การกลับบ้านก็คือเราไปเติมพลัง กลับบ้านมีความรักที่แน่นอนรอเราอยู่ ถ้าเรามีความสุขเราก็ไปแบ่งปันให้เขา เป็นการชาร์จแบตที่ดีของมนุษย์ ผมก็มาลิงค์กับถนน ตรงที่ว่า ไม่ว่าผมจะสุขหรือเศร้า ตลอดเส้นทางที่หันไปหันมามีสิ่งหนึ่งที่อยู่เป็นเพื่อนเราเสมอคือ ROUTE 21 ครับ

ฝากเนื้อฝากตัว

วิทย์ : ตอนนี้เราก็มีเพลง ROUTE 21 ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ออกมาให้ฟังกันด้วยครับ ติดตามพวกเราได้ทางยูทูบ ช่อง Rustjam Band Official ถ้าชอบ ฝากกด like & share กันด้วยนะครับ แล้วก็มี IG : rustjam_band กับ FB : RUST JAM ที่เข้ามาพูดคุยกับพวกเราได้ตลอด และในวันที่ 8 กันยายนนี้ พวกเรารัสแจม ก็เตรียมไปขึ้นโชว์ที่งาน Kodindy โคตรอินดี้ปีที่ 14 จัดที่ ABOUT STUDIO เลียบทางด่วนรามอินทรา พวกเรามีคิวขึ้นเล่นประมาณ 3 ทุ่ม ไปเจอกันได้ครับ

ลูกหมี

Rookies : ‘อาร์ม-วรท’ ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

Published February 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/358406

Rookirs : ‘อาร์ม-วรท’  ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

Rookirs : ‘อาร์ม-วรท’ ขึ้นแท่นพระรองจอมขโมยซีน

วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเทรนเนอร์หนุ่มเนื้อหอม “อาร์ม-วรท มรรคดวงแก้ว” กำลังเปิดโลกใหม่ให้กับตัวเองด้วยการชิมลางงานแสดงเต็มตัวที่เขาหลงใหลในซีรี่ส์สุดฮิต “My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก” ช่องทรูโฟร์ยูอะไรคือที่มาที่ไป STAR ROOKIES สัปดาห์นี้ เราไม่พลาดจับหนุ่มอาร์มมานั่งพูดคุยล้วงลึกกัน

บทบาทในซีรี่ส์“My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก”

คาแร็กเตอร์ของมาร์คเขาเป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่มั่นใจในตัวเองสูงเป็นเพลย์บอยหนุ่มควงสาวไม่ซ้ำหน้ากลับมาเจอนางเอกที่เรารู้สึกว่าเขาไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่น จากที่เราเป็นคนไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตเราก็อยากจะทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นชอบเขาจริงจัง จากเพลย์บอยก็หน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จะมีในพาร์ตที่เพลย์บอยด้วยและมีโชว์นิดดหน่อยถอดเสื้อ ซึ่งผมก็เขินนะครับ มันคือเรื่องแรกที่เราได้รับบทใหญ่ขนาดนี้และเราไม่เคยผ่านการทำงาน แต่มันไม่มีตัวเลือกก็ต้องทำ หุ่นเราก็ไม่ได้ดีมากนักแต่มันก็ใช้ได้ด้วยความที่ออกกำลังกายอยู่แล้วเลยพอจะมีกล้ามเนื้อบ้าง
แต่เชื่อว่าน่าจะมีคนฟินอยู่นะ (ยิ้ม)

ที่มาที่ไปก่อนจะมาเล่นเรื่องนี้

อยู่กับ “เฮโล โปรดักส์ชั่น” กับ “พี่เจี๊ยบ” เป็นนักแสดงในสังกัดนี้ครับ ซึ่งก็ต้องมาแคสอยู่ดีทุกเรื่องก็คือมาแคสแล้วก็ได้ ก่อนหน้านี้ก็มีผลงานเรื่องKiss Me รักล้นใจนายแกล้งจุ๊บ แต่บทบาทจะไม่เยอะ เรื่องนี้ถือเป็นการแสดงเต็มตัวเรื่องแรก ก่อนหน้านี้ผมก็มีเรียนการแสดงมาแล้ว และก็ได้มาเวิร์กช็อปดูเวอร์ชั่นเกาหลีบ้างว่าเขาเล่นยังไงเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้คือยังไง แต่เราต้องทำให้ไม่เหมือนและนี่มันก็คือความยากตอนแรกที่เข้า ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นนักแสดงไหม คือ ยังหาตัวเองไม่เจอ ตอนนั้นยังเรียนอยู่ปี 2 แล้วเจอพี่เจี๊ยบที่ร้านอาหารเลยได้แลกเบอร์แลกไลน์กัน เขาก็ถามว่าสนใจอยากจะเล่นละครไหม เราก็ยังไม่เชื่อนะเพราะว่าใครก็พูดได้ เขาก็เลยเอาไอจีให้ดูซึ่งไอจีเพิ่งมีด้วยแต่คนฟอลพี่เจี๊ยบแปดพัน โห…เยอะนะเลื่อนรูปมาอ้าวมีรูป “พี่อนันดา” สงสัยจะจริงหลังจากนั้นก็นัดคุยกัน และความคิดมันไปในทางเดียวกัน เลยคิดว่าน่าจะได้ลองชอบไม่ชอบเดี๋ยวก็รู้ แล้วพอได้ลองจนมาถึงเรื่อง My Girl เลยรู้สึกว่าแฮปปี้กับการแสดง

ว่าด้วยเรื่องความฝันในวัยเด็ก

ไม่ได้ฝันว่าอยากเป็นอะไร ผมจบวิทยาศาสตร์การกีฬา จากจุฬาฯ ทุกวันนี้ก็เป็นเทรนเนอร์ทำพาร์ทไทม์อยู่ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตอนเด็กอยากเป็นนักร้อง ชอบ “พี่เบิร์ด” พอโตมาก็เริ่มประกวดดนตรี ผมเป็นมือกลอง แต่ความฝันนั้นมันก็จบลงเมื่อวงแตก ฝันอยากเป็นนักแสดงด้วยครับคือนั่งดู “พี่เคน-ธีรเดช” เล่นละครรู้สึกว่าทำไมเขาเท่จังเลย เขาได้ขับรถหรูๆ คือ ภาพที่เราเห็นนะครับ แล้วเราก็คิดว่ามันคงง่ายแล้วมันได้เงินง่ายแต่โตมามันไม่ใช่เลย คนมองข้างนอกกับความเป็นจริงมันคนละเรื่องกัน เราก็เลยอยากรู้ว่าการแสดงมันคืออะไร อาร์มเคยเจอโมเดลลิ่งเขาชวนไปแคสงานแต่ก็ไม่เคยได้ คือเราก็ทำแหละแต่ว่าไม่ได้สนใจขนาดว่าฉันจะไปเรียน มันยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในตอนนั้น แต่ว่าพอมาถึงพี่เจี๊ยบ เรารู้สึกว่านักแสดงมันไม่ใช่แค่เรามาแสดงนี่นา เราได้รู้จักตัวเองรู้จักชีวิตจริงมีมุมมองความคิดใหม่ ว่ามันเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ จนมาเรียนการแสดงได้เล่นเรื่องนี้จบก็เลยรู้สึกว่าอยากจะลองเป็นนักแสดงดู เพราะว่าเราได้ลองหลายแบบ ก็เลยอยากจะเรียนเพิ่มเติมทุกวันนี้ก็ลงเรียนเอง

ระหว่างเทรนเนอร์กับงานแสดง

ก็จะเลือกงานแสดงก่อน งานเทรนเนอร์ที่ทำตอนนี้เหมือนพาร์ทไทม์ คือผมมองว่าการแสดงมันไม่ได้มีเข้ามาทุกวัน เราจึงเลือกมันเป็นอันดับหนึ่ง จะว่าเป็นคนใช้โอกาสก็ได้ เราก็ตอบไม่ได้จริงๆว่าเราชอบการเทรนหรือการแสดงมากกว่ากัน แต่การแสดงไม่ได้มีเข้ามาทุกวันแต่งานเทรนคลาสมันมีทุกวันนะ หรือลูกค้าบางทีคนเดียวเราก็เลื่อนได้ แต่กองถ่ายเราไม่สามารถไปเลื่อนเขาได้เราไม่ใช่เบอร์นั้นถึงจะเป็นเบอร์นั้นเราก็ไม่ทำ แต่ก็แฮปปี้ที่จะทำทั้ง 2 อย่าง ไปคู่กันได้ตอนนี้ก็เทรนอาทิตย์ละ 3 วันวันละชั่วโมงเองครับ หลักๆ แล้วผมสอนคราส อยู่ที่The Lab เทรนเนอร์ที่นี่หน้าตาดีกันทุกคนเลยครับ เช้าไปยังอึ้งเลยเขาหล่อแบบมีกล้ามกันหมด ก็มีลูกค้าจำได้ด้วยนะว่าเล่น Kiss Me หรือเปล่า ผมนี่เขินเดินบิดในห้องน้ำเลย (ยิ้ม) คืออย่ามาทักแบบนี้ แต่ก็พยายามทำตัวให้ชินอยู่ครับ

แรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ตอน ม.5 ม.6 เราเป็นคนที่ผอม แต่ดันสูงแล้วมันเหมือนตะเกียบเดินได้เก้งก้างมากมันไม่ไหวแล้วเรารู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำตัวให้มันดูเท่กว่านี้ คืออยากหล่อ แล้วพอสอบติดคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสรีระ และเราได้บิวท์ตัวเองขึ้นมาแล้ว 10 กิโล ตอนช่วง ม.6 ก็รู้สึกว่าเรามีน้ำมีนวลดีนะ อ้วนขึ้นดูเท่ดีงั้นเรามาสายนี้แหละ พอมาเรียนก็ทำให้เราเข้าใจหลักเข้าใจมูฟเมนท์บวกกับแม่ป่วยเป็นมะเร็งเราเลยรู้สึกว่าการดูแลตัวเองมันสำคัญมาก

อาร์มในวัยเด็ก

เป็นเด็กที่ซนและพูดมากด้วยครับ แต่จะพูดกับคนที่เราสนิทแล้วเท่านั้น ดื้อไร้เหตุผลจะเอาๆเหมือนง่องแง่งด้วยความที่โตมาในหมู่ของผู้หญิงมีพี่สาว 2 คน แม่ แล้วพ่อก็แก่แล้ว พ่อกับแม่อายุห่างกันมากเพราะฉะนั้นคนที่เราสนิทมากที่สุดก็คือแม่ และพี่สาวที่เล่นแต่บาร์บี้ เราจะโตมายังไงถ้าเราเล่นบาร์บี้ไปด้วย แล้วเวลาใช้ของกระเป๋ากล่องดินสอเราก็ใช้สีชมพูต่อจากพี่ ตอนเด็กจะไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น เลยเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านอยากออกไปหาเพื่อนผู้ชาย เพราะว่าผู้หญิงเล่นด้วยแล้วไม่สนุก เรียกว่าเป็นเด็กที่โตมาในฐานะทางบ้านที่ดี มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่าง ชอบพี่เบิร์ดก็ได้ไปเรียนร้องเพลงพ่อส่งให้ไปเรียนกับ “ครูโรจน์” ไปเรียนที่บ้านเขาเลย แต่พอเสียงแตกก็จบเลยที่เรียนมา คือเป็นเด็กที่ได้รับโอกาสที่ดีอยากทำอะไรพ่อแม่สนับสนุนทำให้กล้าคิดกล้าทำตัดสินใจเอง ผมเคยบอกแม่ว่าจะไปเมืองนอกกับเพื่อนตอนนั้นอยู่ ป.5 เขาให้ไป ไปอยู่ออสเตรเลียอยู่สองเดือนครึ่ง เขาไม่ห่วงหรอกเพราะว่ามีคนดูแลแต่เราคือแข็งมากจะไปๆ แล้วพอไปปุ๊บก็ร้องไห้คิดถึงแม่ทุกวัน

ความคาดหวังของครอบครัว

พ่อบอกว่าเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หมอ เพราะว่าพ่อเป็นผมหมอฟันแล้วเหนื่อยมาก เรียนก็เหนื่อย จบมาทำงานก็แค่ในช่องปาก เราเคยมีความคิดว่าอยากจะเป็นเหมือนพ่อเห็นว่ามันได้เงิน และที่บ้านก็มีร้านอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นเราต้องยอมรับครับ ก็เลยมาเป็นวิศวะแล้วกัน เราก็ไม่ได้ฉลาดอีก แค่เราชอบฟิสิกส์ และเราก็ยังไม่รู้ว่าเราชอบอะไร พ่อแม่ก็ไม่เคยบอกว่าให้เราเป็นอะไร แต่เขาบอกเป็นนัยๆ ว่าอยากให้เราเรียนจุฬาฯ เพราะว่าเรียนสาธิตจุฬาฯมาตั้งแต่ประถม มัธยม แต่ความคิดของผมคือ อยากไปไกลๆ บ้านอยากทำตัวเละเทะ อยากรู้ว่าชีวิตเด็กหอเขาเป็นยังไง รู้สึกว่าเราโตแล้วอยากจะมีที่ของเรา อยู่หอเท่ มีรถอยู่คอนโดฯเท่มากจะกลับกี่โมงก็ได้ กินอะไรก็ได้แต่ต้องล้างเองอันนี้ไม่เท่ก็คิดว่าอยากไปเรียนไกลๆ ไม่ต้องสอบให้ปวดหัวที่ไหนได้ติดวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาฯ ก็คิดว่าเราอยากเรียนจริงไหมเนี่ย ไม่เป็นไรถ้าไม่ไหวเราค่อยซิ่ว แต่พ่อเดินปรบมือมาเลย พ่อดีใจมากที่เราติดคณะนี้ซึ่งมันสำคัญและจำเป็นมาก ผมก็ไม่เข้าใจคิดว่าพ่อปลอบใจเราหรือเปล่า เราก็บอกว่าไม่เอาจะซิ่ว แต่พอเรียนเท่านั้นแหละแฮปปี้ (ยิ้ม) พ่อพูดถูกหมดเลย ตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว แต่พ่อก็ยังเป็นห่วงเราอยู่ว่าจะดูแลตัวเองได้ไหม คือแม่ผมเสียไปแล้ว พ่อตอนนี้ท่านก็จะ 78 แล้ว ซึ่งคนวัยนี้เขามีเหลนไปอุ้มแล้วไม่ต้องมาหาเงินเลี้ยงลูก ผมก็โอเคครับอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ขอเงินพ่อตั้งแต่ปี 4 ที่ผมทำงานแล้วผมจะอยู่ให้ได้ด้วยเงินแค่นั้น แต่พ่อก็ถามว่าพอไหม ถ้าไม่พอจริงๆ เราถึงจะขอ

ผู้หญิงในอุดมคติ

ชอบผู้หญิงทุกแบบเลยครับ (ยิ้ม) ไม่ได้มีสเปกว่าต้องผมสั้นผมยาว ชอบผู้หญิงที่เป็นตัวของเขาเองกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น แล้วก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ ผมไม่ชอบคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ และต้องดูแลเราได้ด้วยนะ ถ้าเป็นแฟนกันมันไม่ใช่แค่ฝ่ายเดียวที่คอยดูแล แต่ทั้งคู่ต้องดูแลกันและกัน แล้วก็ต้องรักครอบครัวเราด้วย ไม่งั้นก็จะเหมือนในละคร (ยิ้ม) เดี๋ยวจะดราม่าไปกันใหญ่

“My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก”ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลาสี่ทุ่ม ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24สำหรับคนที่เคยดูเวอร์ชั่นเกาหลีมาแล้วก็เปิดใจและลองมาดูเวอร์ชั่นนี้นะครับเพราะว่ามันไม่เหมือนและถูกปรับให้สนุกเข้ากับคนไทย มีฉากจิ้นฉากฟินและฉากถอดเสื้อของผมด้วย ฝากคอมเมนท์ด้วยนะครับ ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวจะรีบปั๊มมาเพิ่มเรื่องหน้า

ชื่อ-สกุล : วรท มรรคดวงแก้ว

ชื่อเล่น : อาร์ม

วัน/เดือน/ปีเกิด : 20 มีนาคม 2537

ส่วนสูง : 183 เซนติเมตร

น้ำหนัก : 75 กิโลกรัม

กรุ๊ปเลือด : A

การศึกษา : จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานอดิเรก : ออกกำลังกาย, เล่นเซิร์ฟ, เล่นดนตรี, ท่องเที่ยว,ขี่มอเตอร์ไซค์

ผลงานที่ผ่านมา : Kiss Me รักล้นใจนายแกล้งจุ๊บ,Missing (ออนแอร์ที่สิงคโปร์)

ผลงานปัจจุบัน : My Girl 18 มงกุฎสุดที่รัก, มหัศจรรย์รักข้ามกระดาษ

คติประจำใจ : You only live once

IG : @armvarot

กุหลาบสีเงิน

Rookies : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

Published January 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/357003

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’  จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

2 นักแสดงสายบู๊เลือดใหม่ที่น่าจับตามอง จากค่ายสปีดวัน ที่กำลังมีผลงานละครเรื่อง “สมิงจ้าวท่า” ทางช่อง 7 สำหรับ “มิกซ์-มรุต แสนสุข” และ “ปราชญ์-ปราชญ์รวี สีเขียว” เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัด ที่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาช่างบังเอิญละม้ายคล้ายกันมาก ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น วันนี้เราจับ 2 หนุ่มมาพูดคุยกันตรงนี้แล้วจ้า

ดีกรีความบู๊ในละคร

“สมิงจ้าวท่า”

มิกซ์ : เรียกว่าบู๊ครบทุกอย่างเลยครับ ทั้งเตะต่อยหมัดเข่าศอกแล้วก็ใช้อาวุธปืนด้วย มีฉากที่ต้องหนีระเบิด สนุกมากแต่ก็ไม่ยากมาก เพราะว่ากว่าที่เราจะมาบู๊ตรงนี้ได้นั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้มาก่อนแล้ว

ปราชญ์ : ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นละครบู๊ แน่นอนครับว่าต้องมีบู๊แหละ เรียกได้ว่าบู๊เกือบทุกครั้งที่ออกมาเลยก็ว่าได้แต่ก็แอบมีฉากหลงรักคุณหนูเนตรดาวด้วยต้องปรับอารมณ์จากบู๊ๆ มาเป็นนุ่มนวลน่ารักเวลาเจอคุณหนูก็สนุกดีครับ คือผมจะอยู่ฝ่ายผู้ร้ายก็คือ“พี่ไดสุเกะ”เป็นนักฆ่ามาจากเวียดนามพูดน้อยแต่ว่าโหด ใช้สมองน้อยเน้นใช้กำลังต่อสู้ มีทั้งบู๊แบบใช้ปืนและมือเปล่า พี่ไดสุเกะเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องผมก็จะเป็นมือขวา ที่คอยทำตามคำสั่ง เป็นบอดี้การ์ดของเขาก็จะมีผมแล้วก็ “พี่แก้ม-กวินตรา”

2 หนุ่ม ต้องปะทะกันบ้างไหม

มิกซ์ : ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะว่าเราจะอยู่คนละฝ่ายแต่ก็ร้ายเหมือนกันคือในต้นเรื่องผมเป็นตัวร้าย แต่พอท้ายเรื่องเราจะกลับกลายมาเป็นคนดีมาเป็นสายสืบให้กับพระเอกอีกทีหนึ่ง ไม่ได้เข้าฉากด้วยกันเลยเสียดายมาก อ๋อ…มีฉากนึงเข้าด้วยกันแต่เหมือนไม่เจอกันเลยเนอะ แต่ว่านอกฉากเราก็เจอกันบ้างเพราะว่าอยู่ค่ายเดียวกันครับ

ปราชญ์ : เรื่องนี้เล่นด้วยกันก็จริงครับ เราเจอกันในกองบ้าง แต่มีโอกาสได้เข้าฉากด้วยกันแค่ซีนเดียว เป็นซีนระเบิด เรียกได้ว่าเจอกันก็ระเบิดเลย แล้วก็กระจัดกระจายต่างคนต่างหนี แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

ชีวิตในวัยเด็ก

ปราชญ์ : ผมเป็นคนจังหวัดชัยภูมิครับ ตอนเด็กชอบดูการ์ตูน ทีวีก็ดูบ้าง แล้วผมก็เป็นเด็กที่ขี้อายมากๆ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำงานในวงการมาเป็นดารา แค่ไปพูดหน้าชั้นเรียนผมยังอายยังสั่นเลย แต่พอโตขึ้นมาด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนไปได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เราก็ตั้งใจเรียนในระดับหนึ่งฉะนั้นเวลาทำงานกลุ่มเพื่อนก็จะให้เราเป็นคนออกมาพรีเซ็นต์ตลอด พอออกมาบ่อยๆ มันก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น ปัจจุบันถามว่ามีความกลัวไหมจับไมค์ก็ยังมีสั่น แต่เหมือนความกล้าเรามีเยอะกว่า

มิกซ์ : ผมโตมาโดยปู่กับย่า เกิดที่กรุงเทพฯแต่ไปโตที่ปราจีนบุรีปู่กับย่าสอนมาตั้งแต่เด็กให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะเรียบร้อยหน่อย ขี้อายมาก(ยิ้ม) จนผมได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าจะทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้นเปิดใจมากขึ้น ได้ไปเรียนไปเล่นละครได้ทำกิจกรรมก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกนะที่คนเราจะทำให้คนสนใจ รู้สึกสนุกรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เนี่ยมันคือตัวเรา กล้าแสดงออกมากขึ้น

จุดเริ่มต้นการเข้าวงการ

ปราชญ์ : เริ่มแรกเลยคือตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 แล้วมีพี่เขาชวนให้ผมมาเดินแบบ ตอนแรกชวนให้ไปประกวดดัชชี่ก่อน ซึ่งนานแล้วครับผมจำปีไม่ได้ ผมก็ได้เข้ารอบแค่ตัวแทนของภาคกลาง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปต่อคือเราเหมือนยังไม่มีความพร้อมด้วยครับแค่ไปลองหาประสบการณ์ว่าเป็นยังไง เรายังไม่เข้าใจการแสดงด้วยคือเขาจะมีให้โชว์การแสดงบนเวทีเราก็เหมือนไปยืนท่องบททื่อๆ ไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นเลยคิดว่าเราคงยังไม่ถึงจุดนั้น ทัศนคติเราก็ยังไม่ได้เรายังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นก็มีงานเดินแบบติดต่อเข้ามาต่อยอดจากตรงนั้นและได้ถ่ายแบบด้วย พอเรารู้สึกว่าจุดหนึ่งเราเดินแบบมาพอสมควรแล้ว เราทำหลายอย่างคิดว่าเราลองเปลี่ยนมาเป็นการแสดงดูไหมก็เลยได้มาประกวดดรีมสตาร์ โดยมี “พี่อู-ภาณุ” เป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาประกวด และก่อนหน้านี้ก็มีประกวดโดมอนแมน

มิกซ์ : ผมเข้ามาประกวดดรีมสตาร์ ของสปีดวัน ปี 2011 แต่ได้ประกวดในปี 2012 เนื่องด้วยน้ำท่วม ก็ได้ที่ 1 ชนะเลิศฝ่ายชาย ได้เซ็นสัญญากับสปีดวันและเป็นนักแสดงในสังกัดครับ ด้วยความที่ผมเรียนมาทางนี้ก็เลยคิดว่ามันต้องสร้างอาชีพให้ตัวเราบ้าง ไปเป็นอะไรก็ได้ เป็นผู้ช่วย เป็นคนจัดแสง หรือนักแสดง พอดีผมเห็นเขาประกาศหานักแสดงก็เลยช่วนเพื่อนๆไปกันสนุกๆ 4 คน สรุปก็ติดกันหมด เข้ารอบ 20 คน แล้วพอเข้ารอบ 7 คน มีเพื่อนหลุดไปคนหนึ่งครับ จนเหลือ 3 คน ก็คือเป็นเพื่อนกันหมดเลย ได้เข้ามาเล่นละครมีผลงานกับทางช่อง 7 สปีดวันก็ส่งให้ไปร่วมงานกับค่ายต่างๆ

กับผลงานต่างๆ

ปราชญ์ : มีงานเดินแบบถ่ายแบบมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ได้เล่นละครเรื่อง “นักบุญทรงกลด” ซีรี่ส์ภารกิจรัก เรื่อง “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า”และกำลังถ่ายหนังอยู่ด้วย ปกติผมจะเป็นสายนายแบบแต่ว่าพอเข้ามาทำงานแสดงก็ไม่ค่อยได้ไปเดินแบบแล้วครับ คือมีงานเข้ามาเหมือนกันแต่ว่าพอมันชนกับงานละครก็เลยต้องปฏิเสธไป และเมื่อก่อนจะตัวใหญ่กว่านี้ แต่ว่าพอมาเล่นละครก็เลยต้องเปลี่ยนลดลงมา

มิกซ์ : ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นละครเรื่อง “ไฟหวล”“จับกัง”“คู่หู”“นักบุญทรงกลด”“ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า” เป็นเรื่องล่าสุด นอกจากนี้ผมยังมีงานพิธีกรที่ออนแอร์ในเพจและยูทูบชื่อรายการว่าโสดต้องเที่ยว

ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นไอดอล

ปราชญ์ : ตอนที่เล่น “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก” ผมได้เล่นกับไอดอลของผมด้วย “มิกค์ ทองระย้า” ผมชอบเขาตั้งแต่ “ลูกผู้ชายพันธุ์ดี” แล้วครับ นี่ยังไม่กล้าบอกเขาเลยนะ (ยิ้ม) อายๆ อยู่ เขาหล่อ สูงด้วย สูงกว่าผมอีก ปกติอยู่บ้านผมว่าผมสูงแล้วนะแต่พอมาเจอมิกค์คือเขาสูงกว่าอีกจบเลย ก็ประทับใจที่ได้เล่นกับนักแสดงในดวงใจ อย่างที่บอกว่าอยู่บ้านผมชอบดูการ์ตูนและหนังแนวฮีโร่ ลูกผู้ชายพันธุ์ดีก็เป็นเหมือนตัวแทนฮีโร่ประเทศไทยก็เลยชอบ เพลงยังติดหูอยู่เลยครับ ส่วนตัวผมก็ชอบละครแนวบู๊ และด้วยสรีระเราก็ได้ด้วย เพราะความที่เป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยครับ บู๊มันเลย

มิกซ์ : ผมก็ชอบบู๊นะ แล้วผมมี “พี่ธันญ์ธนากร” เป็นไอดอลทางการแสดง เคยดูหนังที่พี่เขาเล่นก็เลยชอบและติดตามผลงานการบู๊ของพี่เขามาตลอด เขาบู๊แล้วเท่ ท่าสวยมากดูดีตอนเด็กผมชอบต่อยมวยด้วยเห็นพี่เขาเล่นหนังแล้วรู้สึกว่าเขาเจ๋งมาก ตอนที่ได้เข้ามาเจอกันก็ดีใจเวลาพูดคุยกันปกติ ผมไม่เคยบอกพี่เขาเลยว่าเขาเป็นไอดอล (ยิ้ม) ตอนที่เล่น “นักบุญทรงกลด” พี่ธันญ์ก็มาสอนคิวบู๊ให้ด้วย ได้มาเจอไอดอลตัวเองก็รู้สึกดีใจอุ่นใจนะครับเพราะว่าเขาก็อยู่ในครอบครัวสปีดวันเหมือนกับเรา มีอะไรเขาก็จะคอยบอกคอยสอน รู้สึกดีแฮปปี้มาก ไม่เกร็งนะครับรู้สึกสนุกมากกว่า

เป้าหมายสูงสุด

มิกซ์ : ผมแอบคิดว่า ถ้าเราได้ถ้วยรางวัลนักแสดงสักถ้วยในชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วครับ และผมจบกำกับการแสดงมาโดยตรง ถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นผู้กำกับ ตอนที่ทำทีสิส
ผมมีโอกาสได้กำกับละครเวทีมาแล้วเรื่องหนึ่งครับ อยากจะบอกว่าถ้าคนทั่วไปจะรู้สึกว่าเป็นนักแสดงเหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ แต่ว่าเป็นผู้กำกับเหนื่อยยิ่งกว่าอีกผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนประมาณ 2 วัน เพราะว่าจะต้องแสดงแล้วทุกอย่างยังไม่พร้อมให้คนเข้ามาชมมันเป็นประสบการณ์ที่ต้องแบกไว้ทุกอย่าง

ปราชญ์ : ก็อยากจะเล่นเป็นตัวร้ายเพราะผมเริ่มมาจากตรงนี้ด้วยมั้งครับและรู้สึกว่าตัวร้ายมันสามารถที่จะเล่นอะไรได้มากกว่าพระเอกหรือว่าคนดีที่เขาจะต้องเก็บอารมณ์ คือถ้าโกรธก็โกรธจัดไปได้เลย สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน ถ้าเทียบเป็นสีคือมันไม่ใช่มีแค่สีขาว แต่ว่าจะมีสีแดง สีดำ ถ้าเป็นส้มตำก็คงจะเป็นส้มตำที่เผ็ดมากๆ กินแล้วเหงื่อต้องแตก

ฝากผลงาน

ปราชญ์ : ฝากติดตามผลงานเรื่องต่อไปของผมด้วยนะครับ จะมีออกมาให้ได้ชมกันแน่นอน หรือเข้ามาทักทายติดตามกันได้ในไอจี @name_prach

มิกซ์ : เข้ามาทักทายกันได้ในไอจี @mix_marut และฝากให้ติดตามผมคอยดูผลงานของผมนะครับ ถึงจะเป็นตัวละครที่อาจจะไม่ได้เห็นเด่นชัดมาก แต่ผมก็ทำเต็มที่ครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

Published December 24, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/354173

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’  สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ว่าความร้ายในจอจะแรง แต่ออร่าความหล่อใสดูท่าจะพุ่งแรงกว่า สำหรับนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ “ไบรท์-รพีพงศ์ ทับสุวรรณ” จากละครสะท้อนสังคม “ข้ามสีทันดร” ทางช่อง 3 ที่ตอนนี้สาวๆ ต่างอยากจะรู้จัก “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ไม่รอช้า รีบจับมานั่งเล่าแถลงไข ถึงความเป็นไปกันแบบหมดเปลือก

“ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นครับ มีคนมองๆ แล้วไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า และในสื่อโซเชียลไอจีก็มีคนมาติดตามมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าร้ายมาก เกลียด แล้วก็ให้ “พี่พีช” (พชร จิราธิวัฒน์) หรือว่า “ดวล” ในเรื่องเลิกคบกับเราซะ ได้รับฉายาว่า ออกยา ครับ (ยิ้ม) สำหรับผมเองก็รู้สึกดีและรู้สึกดีใจที่เห็นฟีดแบ๊กออกมาดี เขาก็บอกว่าเราเล่นได้สมบทบาทในระดับหนึ่ง”

กว่าจะมาเป็น “เอน” ใน “ข้ามสีทันดร”

ก็ต้องผ่านการเคี่ยวมาอย่างหนักเหมือนกันครับ ต้องทำเวิร์กช็อปมีการหาเรฟเฟอเร้นเพิ่มเติม ได้มีโอกาสไปเจอไปขอคำแนะนำจากพี่ๆ ที่เขามีประสบการณ์ตรงด้วยคือเขาเลิกเสพแล้วแต่ก็มาช่วยพูดเพื่อเป็นวิทยาทาน ถือเป็นการเริ่มต้นการแสดงของไบรท์ด้วยบทที่ท้าทายมาก ซึ่งมันก็ส่งผลดีให้เรามากเพราะว่าการที่เราได้ทำอะไรที่มันยากๆ มันก็เหมือนเป็นการที่เราพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น แล้วอีกอย่างเราก็โชคดีที่ได้ผู้กำกับเก่งและพี่ๆ ในกองคอยช่วยเรา ซึ่งพอเราได้ไปสัมผัสตรงนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก แล้วนอกจากมีก็ยังมีกระแสจิ้นกับพี่พีชด้วยครับ แต่ในละครคือเราหลอกเขาก็เขินๆ แปลกๆ เหมือนกันครับ คือไบรท์ยังไม่เคยทำงานในวงการมาก่อนเลย ละครเรื่องข้ามสีทันดรเป็นผลงานแสดงชิ้นแรกอาจจะเคยถ่ายแบบนิตยสารบ้าง นอกนั้นก็คือไม่มีอะไรเลย แล้วก่อนที่จะได้มาเล่นเรื่องนี้ก็ต้องไปออดิชั่น และได้รับการคัดเลือกจาก “พี่วุธ” (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) เป็นการออดิชั่นด้วยบทเอนเลยครับ โดยตอนนั้นอาจจะเป็นบทที่ไม่ยากมากเท่าไหร่เราก็ทำมันออกมาโอเคครับ แล้วมันก็รวดเร็วมากพอไปออดิชั่นสักแป๊บหนึ่งเขาก็ประกาศเลยว่าเราได้เล่นและมีการฟิตติ้งเริ่มถ่ายเลย ใช้ระยะเวลาไม่กี่เดือนก็ได้เล่นเลย

เมื่อโอกาสมาถึง

ตอนแรกคิดว่าการแสดงมันเป็นอะไรที่ห่างไกลตัวเรามากเลยนะครับ เมื่อก่อนไบรท์อยู่โคราชไงครับ การที่จะมาเป็นนักแสดงโอกาสมันยากมากและไม่ได้คิดใฝ่ฝันอะไรขนาดนั้น แล้วพอดีว่า “พี่พลอย-พี่แพร”ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ “พี่เบลล่า-ราณี” กับ “พี่หมาก-ปริญ” ได้ไปเห็นรูปไบรท์ในอินเตอร์เนตแล้วเขาก็เลยไปหาที่โคราช ไบรท์ยังเรียนอยู่ประมาณ ม.4-ม.5 พี่เขาก็แนะนำตัวและถามเราว่าสนใจไหม ซึ่งเราก็สนใจระดับหนึ่งครับก็เลยไปปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนพ่อกับแม่ก็บอกว่าลองดูสิในเมื่อโอกาสมันมาถึงแล้ว ทั้งพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ดันเต็มที่แต่เหมือนกับว่าถ้าลูกอยากทำอะไรก็ให้ลองทำดูครับพอเรียนจบ ม.ปลายก็ได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ พอดีว่าสอบติดที่ธรรมศาสตร์ พี่พลอย-พี่แพร ก็ยังคอนแท็กกับเราเรื่อยๆ และส่งให้ไปเรียนการแสดง พอได้ลองทำเราก็รู้สึกว่ามันสนุกดีท้าทายเป็นอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน เริ่มซึมซับแล้วก็ชอบมันไปเรื่อยๆ เราก็ใช้เวลาพัฒนาตัวเอง เมื่อก่อนผอมมากก็ได้ไปเล่นฟิตเนส จนได้มาออดิชั่น ไม่ได้รู้สึกว่ารอนานนะครับ คือมันก็เป็นช่วงจังหวะเวลา ถ้าเกิดว่าเราทำตอนที่เรียนมัธยมเราก็ต้องโฟกัสเรื่องการเรียน แต่พอเรามาทำตอนเราเรียนจบเราก็มีเวลาได้ฝึกฝนได้เรียนรู้เรื่อยๆ

บรรยากาศในการทำงาน

รู้สึกค่อนข้างกดดันตัวเองครับ เพราะว่านักแสดงทุกคนก็เรียกว่าเป็นยอดฝีมือเก่งหมดเลย แต่ว่าพี่ๆ ในกองก็ช่วยพูดให้เราหายกดดัน ให้เราเล่นไปตามอารมณ์เลยแล้วก็มีพี่วุธพี่พีชและพี่ๆ ในกองครับที่คอยช่วยตลอดเลย พี่วุธดุเหมือนกันครับ คือ เขามีภาพในหัวแล้วก็จริงจังกับงานครับ เขาก็จะคอยบอกเราเวลาเราทำไม่ได้ ก็ช่วยเราได้เยอะเลยครับ ก่อนจะมาทำงานไบรท์คิดไว้ว่าการทำงานน่าจะสบายๆ เพราะเราเห็นแต่หน้าจอ แต่ว่าพอเรามาทำจริงๆ แล้วมันเหนื่อยมากกว่าจะได้ภาพออกมาในแต่ละฉากต้องใช้เวลา

แพลนชีวิต

ผมอยากแสดงออกมาให้ดีเรื่อยๆ สมบทบาทและเต็มที่ให้เป็นที่รักและเป็นที่จดจำของทุกคน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้ว่าเราจะเริ่มต้นด้วยบทแรงๆ คือมันก็เป็นบทบาท ไม่ใช่ชีวิตจริง เขาก็สนับสนุน บางทีก็มีแซวเล่นร้ายมากเลยนะดูอยู่นะ สำหรับเพื่อนๆ หรือว่าคนเพื่อนบ้านที่โคราชยังไม่มีโอกาสได้กลับไปเช็คเรตติ้ง แต่คิดว่าคงจะมีแซวๆ คืออย่างเวลาที่ละครออนเขาก็จะถ่ายลงในสตอรี่ไอจีแล้วก็แท็กมาหาเรา มีแอบด่าบ้าง (ยิ้ม) เราไม่ได้รู้สึกว่ามันบั่นทอนอะไรเรานะครับ รู้สึกว่าคำติคำชมนั้นมันเป็นเหมือนแรงผลักเรามากกว่า เขาติเราก็จะได้นำจุดนั้นไปแก้มากกว่า ส่วนเรื่องการทำงานกับการเรียนตอนนี้กำลังขึ้นชั้นปีที่ 4ก็ไม่ได้ลำบากมากครับในเรื่องของการจัดสรรเวลา คือจะจัดตารางเรียนให้มันไม่ตรงกับวันที่มีละคร ก็จะมีพี่ๆ เขาคอยช่วยจัดให้อยู่แล้วครับ ถ้าเรียนจบแล้วจริงๆ ก็มองไว้บ้างว่าจะทำงานอะไร คือสาขาที่ไบรท์เรียนมันเป็นเรื่องการทำธุรกิจด้านกีฬาไบรท์ก็มีความคิดว่าอาจจะทำพวกเสื้อผ้ากีฬา

ไบรท์สไตล์

เป็นเด็กซนครับ ปีนป่ายต่อยตีตามประสาเด็กผู้ชาย รอยแผลเต็มตัวเลย (หัวเราะ) เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกด้วยครับ ครูจะเลือกให้เป็นตัวแทนไปทำกิจกรรมเรื่อยๆ ในหมู่เพื่อนฝูง
เราก็เป็นที่รู้จักมีสาวๆ มากรี๊ดบ้างเหมือนกัน (ยิ้ม) ส่วนตอนโตถ้าเวลาอยู่กับเพื่อนที่สนิทกันเราก็จะมีแกล้งๆ ซนๆ กันเหมือนเด็กผู้ชายปกติครับ แต่ถ้าอยู่กับคนที่ไม่สนิทก็จะขรึมๆ เงียบๆ ไบรท์เป็นคนชอบเล่นกีฬาหลายประเภทมากเลยครับ เรียกว่าเห็นกีฬาแล้วอยากเล่นหมดเลย บางอย่างเราอาจจะเล่นไม่เป็นแต่ก็สนใจอยากจะเล่น กีฬาที่ไบรท์ชอบก็จะมีฟุตบอล บาสเกตบอล
ว่ายน้ำ และตอนนี้กำลังเล่นเวฟบอร์ดอยู่ครับเป็นกีฬาที่กำลังเห่อในตอนนี้คือรุ่นพี่ที่เล่นฟิตเนสด้วยกันเขาไปลองเล่นดูแล้วเขาก็มาชวนเรา ก็เลยสนใจเพราะว่าเป็นกีฬาทางน้ำ ไม่น่าเหงื่อออกมากเราก็เลยไปเล่น ก็ยังอยู่ในช่วงฝึกหัดเล่นอยู่ครับเป็นกีฬาใหม่ที่สนใจ

เรื่องของหัวใจ

ก็มีคนคุยๆ อยู่บ้างครับ (ยิ้ม) สเปกคือชอบผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาวหน่อย เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น การที่เราจะมีแฟนไบรท์มองว่ามันเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่าครับ ก็คุยคบกันไปเป็นเพื่อนก่อนมันน่าจะยืนยาวมากกว่า ดูกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้เปิดตัวไม่ออกตัวว่านี่คือแฟนนะ แต่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเราคิดว่ามันใช่ก็คงจะใช่ แต่เราคุยกันไปแบบนี้รักษาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ เป็นกำลังใจคอยแชร์เรื่องราวกันบางทีเพื่อนผู้ชายอาจจะช่วยเราไม่ได้แต่พอมีเพื่อนผู้หญิงสักคนที่สนิทคอยเป็นที่ปรึกษาแชร์เรื่องราวก็น่าจะดีอีกแบบหนึ่ง

ขอฝากละครเรื่อง “ข้ามสีทันดร” ด้วยนะครับ เป็นละครเรื่องแรกของไบรท์เลย ละครเรื่องนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ยังให้แง่คิดเกี่ยวกับครอบครัว และเรื่องสิ่งเสพติดมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการใช้ยาอย่างเดียว แต่ว่ามันยังมีเรื่องของการเสพติดศัลยกรรม เสพติดความดัง เสพติดเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์มากมายครับ ดูละครแล้วก็ลองเอาแง่คิด
ไปปรับใช้ แล้วถ้าเจอไบรท์ก็เข้ามาทักทายขอถ่ายรูปได้ครับ

%d bloggers like this: