Rookies

All posts tagged Rookies

Rookies : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

Published January 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/357003

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’  จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

Rookirs : หนุ่มสายโหด ‘มิกซ์-ปราชญ์’ จากละครบู๊ ‘สมิงจ้าวท่า’

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

2 นักแสดงสายบู๊เลือดใหม่ที่น่าจับตามอง จากค่ายสปีดวัน ที่กำลังมีผลงานละครเรื่อง “สมิงจ้าวท่า” ทางช่อง 7 สำหรับ “มิกซ์-มรุต แสนสุข” และ “ปราชญ์-ปราชญ์รวี สีเขียว” เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัด ที่เรื่องราวชีวิตของพวกเขาช่างบังเอิญละม้ายคล้ายกันมาก ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น วันนี้เราจับ 2 หนุ่มมาพูดคุยกันตรงนี้แล้วจ้า

ดีกรีความบู๊ในละคร

“สมิงจ้าวท่า”

มิกซ์ : เรียกว่าบู๊ครบทุกอย่างเลยครับ ทั้งเตะต่อยหมัดเข่าศอกแล้วก็ใช้อาวุธปืนด้วย มีฉากที่ต้องหนีระเบิด สนุกมากแต่ก็ไม่ยากมาก เพราะว่ากว่าที่เราจะมาบู๊ตรงนี้ได้นั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้มาก่อนแล้ว

ปราชญ์ : ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นละครบู๊ แน่นอนครับว่าต้องมีบู๊แหละ เรียกได้ว่าบู๊เกือบทุกครั้งที่ออกมาเลยก็ว่าได้แต่ก็แอบมีฉากหลงรักคุณหนูเนตรดาวด้วยต้องปรับอารมณ์จากบู๊ๆ มาเป็นนุ่มนวลน่ารักเวลาเจอคุณหนูก็สนุกดีครับ คือผมจะอยู่ฝ่ายผู้ร้ายก็คือ“พี่ไดสุเกะ”เป็นนักฆ่ามาจากเวียดนามพูดน้อยแต่ว่าโหด ใช้สมองน้อยเน้นใช้กำลังต่อสู้ มีทั้งบู๊แบบใช้ปืนและมือเปล่า พี่ไดสุเกะเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องผมก็จะเป็นมือขวา ที่คอยทำตามคำสั่ง เป็นบอดี้การ์ดของเขาก็จะมีผมแล้วก็ “พี่แก้ม-กวินตรา”

2 หนุ่ม ต้องปะทะกันบ้างไหม

มิกซ์ : ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะว่าเราจะอยู่คนละฝ่ายแต่ก็ร้ายเหมือนกันคือในต้นเรื่องผมเป็นตัวร้าย แต่พอท้ายเรื่องเราจะกลับกลายมาเป็นคนดีมาเป็นสายสืบให้กับพระเอกอีกทีหนึ่ง ไม่ได้เข้าฉากด้วยกันเลยเสียดายมาก อ๋อ…มีฉากนึงเข้าด้วยกันแต่เหมือนไม่เจอกันเลยเนอะ แต่ว่านอกฉากเราก็เจอกันบ้างเพราะว่าอยู่ค่ายเดียวกันครับ

ปราชญ์ : เรื่องนี้เล่นด้วยกันก็จริงครับ เราเจอกันในกองบ้าง แต่มีโอกาสได้เข้าฉากด้วยกันแค่ซีนเดียว เป็นซีนระเบิด เรียกได้ว่าเจอกันก็ระเบิดเลย แล้วก็กระจัดกระจายต่างคนต่างหนี แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

ชีวิตในวัยเด็ก

ปราชญ์ : ผมเป็นคนจังหวัดชัยภูมิครับ ตอนเด็กชอบดูการ์ตูน ทีวีก็ดูบ้าง แล้วผมก็เป็นเด็กที่ขี้อายมากๆ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้ามาทำงานในวงการมาเป็นดารา แค่ไปพูดหน้าชั้นเรียนผมยังอายยังสั่นเลย แต่พอโตขึ้นมาด้วยสภาพแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนไปได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เราก็ตั้งใจเรียนในระดับหนึ่งฉะนั้นเวลาทำงานกลุ่มเพื่อนก็จะให้เราเป็นคนออกมาพรีเซ็นต์ตลอด พอออกมาบ่อยๆ มันก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น ปัจจุบันถามว่ามีความกลัวไหมจับไมค์ก็ยังมีสั่น แต่เหมือนความกล้าเรามีเยอะกว่า

มิกซ์ : ผมโตมาโดยปู่กับย่า เกิดที่กรุงเทพฯแต่ไปโตที่ปราจีนบุรีปู่กับย่าสอนมาตั้งแต่เด็กให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะเรียบร้อยหน่อย ขี้อายมาก(ยิ้ม) จนผมได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าจะทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้นเปิดใจมากขึ้น ได้ไปเรียนไปเล่นละครได้ทำกิจกรรมก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แปลกนะที่คนเราจะทำให้คนสนใจ รู้สึกสนุกรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เนี่ยมันคือตัวเรา กล้าแสดงออกมากขึ้น

จุดเริ่มต้นการเข้าวงการ

ปราชญ์ : เริ่มแรกเลยคือตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 แล้วมีพี่เขาชวนให้ผมมาเดินแบบ ตอนแรกชวนให้ไปประกวดดัชชี่ก่อน ซึ่งนานแล้วครับผมจำปีไม่ได้ ผมก็ได้เข้ารอบแค่ตัวแทนของภาคกลาง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปต่อคือเราเหมือนยังไม่มีความพร้อมด้วยครับแค่ไปลองหาประสบการณ์ว่าเป็นยังไง เรายังไม่เข้าใจการแสดงด้วยคือเขาจะมีให้โชว์การแสดงบนเวทีเราก็เหมือนไปยืนท่องบททื่อๆ ไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นเลยคิดว่าเราคงยังไม่ถึงจุดนั้น ทัศนคติเราก็ยังไม่ได้เรายังไม่เข้าใจ หลังจากนั้นก็มีงานเดินแบบติดต่อเข้ามาต่อยอดจากตรงนั้นและได้ถ่ายแบบด้วย พอเรารู้สึกว่าจุดหนึ่งเราเดินแบบมาพอสมควรแล้ว เราทำหลายอย่างคิดว่าเราลองเปลี่ยนมาเป็นการแสดงดูไหมก็เลยได้มาประกวดดรีมสตาร์ โดยมี “พี่อู-ภาณุ” เป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาประกวด และก่อนหน้านี้ก็มีประกวดโดมอนแมน

มิกซ์ : ผมเข้ามาประกวดดรีมสตาร์ ของสปีดวัน ปี 2011 แต่ได้ประกวดในปี 2012 เนื่องด้วยน้ำท่วม ก็ได้ที่ 1 ชนะเลิศฝ่ายชาย ได้เซ็นสัญญากับสปีดวันและเป็นนักแสดงในสังกัดครับ ด้วยความที่ผมเรียนมาทางนี้ก็เลยคิดว่ามันต้องสร้างอาชีพให้ตัวเราบ้าง ไปเป็นอะไรก็ได้ เป็นผู้ช่วย เป็นคนจัดแสง หรือนักแสดง พอดีผมเห็นเขาประกาศหานักแสดงก็เลยช่วนเพื่อนๆไปกันสนุกๆ 4 คน สรุปก็ติดกันหมด เข้ารอบ 20 คน แล้วพอเข้ารอบ 7 คน มีเพื่อนหลุดไปคนหนึ่งครับ จนเหลือ 3 คน ก็คือเป็นเพื่อนกันหมดเลย ได้เข้ามาเล่นละครมีผลงานกับทางช่อง 7 สปีดวันก็ส่งให้ไปร่วมงานกับค่ายต่างๆ

กับผลงานต่างๆ

ปราชญ์ : มีงานเดินแบบถ่ายแบบมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ได้เล่นละครเรื่อง “นักบุญทรงกลด” ซีรี่ส์ภารกิจรัก เรื่อง “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า”และกำลังถ่ายหนังอยู่ด้วย ปกติผมจะเป็นสายนายแบบแต่ว่าพอเข้ามาทำงานแสดงก็ไม่ค่อยได้ไปเดินแบบแล้วครับ คือมีงานเข้ามาเหมือนกันแต่ว่าพอมันชนกับงานละครก็เลยต้องปฏิเสธไป และเมื่อก่อนจะตัวใหญ่กว่านี้ แต่ว่าพอมาเล่นละครก็เลยต้องเปลี่ยนลดลงมา

มิกซ์ : ก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นละครเรื่อง “ไฟหวล”“จับกัง”“คู่หู”“นักบุญทรงกลด”“ยึดฟ้าหาพิกัดรัก”และ “สมิงจ้าวท่า” เป็นเรื่องล่าสุด นอกจากนี้ผมยังมีงานพิธีกรที่ออนแอร์ในเพจและยูทูบชื่อรายการว่าโสดต้องเที่ยว

ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่เป็นไอดอล

ปราชญ์ : ตอนที่เล่น “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก” ผมได้เล่นกับไอดอลของผมด้วย “มิกค์ ทองระย้า” ผมชอบเขาตั้งแต่ “ลูกผู้ชายพันธุ์ดี” แล้วครับ นี่ยังไม่กล้าบอกเขาเลยนะ (ยิ้ม) อายๆ อยู่ เขาหล่อ สูงด้วย สูงกว่าผมอีก ปกติอยู่บ้านผมว่าผมสูงแล้วนะแต่พอมาเจอมิกค์คือเขาสูงกว่าอีกจบเลย ก็ประทับใจที่ได้เล่นกับนักแสดงในดวงใจ อย่างที่บอกว่าอยู่บ้านผมชอบดูการ์ตูนและหนังแนวฮีโร่ ลูกผู้ชายพันธุ์ดีก็เป็นเหมือนตัวแทนฮีโร่ประเทศไทยก็เลยชอบ เพลงยังติดหูอยู่เลยครับ ส่วนตัวผมก็ชอบละครแนวบู๊ และด้วยสรีระเราก็ได้ด้วย เพราะความที่เป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยครับ บู๊มันเลย

มิกซ์ : ผมก็ชอบบู๊นะ แล้วผมมี “พี่ธันญ์ธนากร” เป็นไอดอลทางการแสดง เคยดูหนังที่พี่เขาเล่นก็เลยชอบและติดตามผลงานการบู๊ของพี่เขามาตลอด เขาบู๊แล้วเท่ ท่าสวยมากดูดีตอนเด็กผมชอบต่อยมวยด้วยเห็นพี่เขาเล่นหนังแล้วรู้สึกว่าเขาเจ๋งมาก ตอนที่ได้เข้ามาเจอกันก็ดีใจเวลาพูดคุยกันปกติ ผมไม่เคยบอกพี่เขาเลยว่าเขาเป็นไอดอล (ยิ้ม) ตอนที่เล่น “นักบุญทรงกลด” พี่ธันญ์ก็มาสอนคิวบู๊ให้ด้วย ได้มาเจอไอดอลตัวเองก็รู้สึกดีใจอุ่นใจนะครับเพราะว่าเขาก็อยู่ในครอบครัวสปีดวันเหมือนกับเรา มีอะไรเขาก็จะคอยบอกคอยสอน รู้สึกดีแฮปปี้มาก ไม่เกร็งนะครับรู้สึกสนุกมากกว่า

เป้าหมายสูงสุด

มิกซ์ : ผมแอบคิดว่า ถ้าเราได้ถ้วยรางวัลนักแสดงสักถ้วยในชีวิตแค่นี้ก็พอแล้วครับ และผมจบกำกับการแสดงมาโดยตรง ถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นผู้กำกับ ตอนที่ทำทีสิส
ผมมีโอกาสได้กำกับละครเวทีมาแล้วเรื่องหนึ่งครับ อยากจะบอกว่าถ้าคนทั่วไปจะรู้สึกว่าเป็นนักแสดงเหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ แต่ว่าเป็นผู้กำกับเหนื่อยยิ่งกว่าอีกผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนประมาณ 2 วัน เพราะว่าจะต้องแสดงแล้วทุกอย่างยังไม่พร้อมให้คนเข้ามาชมมันเป็นประสบการณ์ที่ต้องแบกไว้ทุกอย่าง

ปราชญ์ : ก็อยากจะเล่นเป็นตัวร้ายเพราะผมเริ่มมาจากตรงนี้ด้วยมั้งครับและรู้สึกว่าตัวร้ายมันสามารถที่จะเล่นอะไรได้มากกว่าพระเอกหรือว่าคนดีที่เขาจะต้องเก็บอารมณ์ คือถ้าโกรธก็โกรธจัดไปได้เลย สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน ถ้าเทียบเป็นสีคือมันไม่ใช่มีแค่สีขาว แต่ว่าจะมีสีแดง สีดำ ถ้าเป็นส้มตำก็คงจะเป็นส้มตำที่เผ็ดมากๆ กินแล้วเหงื่อต้องแตก

ฝากผลงาน

ปราชญ์ : ฝากติดตามผลงานเรื่องต่อไปของผมด้วยนะครับ จะมีออกมาให้ได้ชมกันแน่นอน หรือเข้ามาทักทายติดตามกันได้ในไอจี @name_prach

มิกซ์ : เข้ามาทักทายกันได้ในไอจี @mix_marut และฝากให้ติดตามผมคอยดูผลงานของผมนะครับ ถึงจะเป็นตัวละครที่อาจจะไม่ได้เห็นเด่นชัดมาก แต่ผมก็ทำเต็มที่ครับ

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Rookies : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

Published December 24, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/354173

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’  สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

Rookirs : ‘ไบรท์-รพีพงศ์’ สปอร์ตแมน เนื้อหอม จาก‘ข้ามสีทันดร’

วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ว่าความร้ายในจอจะแรง แต่ออร่าความหล่อใสดูท่าจะพุ่งแรงกว่า สำหรับนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ “ไบรท์-รพีพงศ์ ทับสุวรรณ” จากละครสะท้อนสังคม “ข้ามสีทันดร” ทางช่อง 3 ที่ตอนนี้สาวๆ ต่างอยากจะรู้จัก “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ไม่รอช้า รีบจับมานั่งเล่าแถลงไข ถึงความเป็นไปกันแบบหมดเปลือก

“ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นครับ มีคนมองๆ แล้วไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า และในสื่อโซเชียลไอจีก็มีคนมาติดตามมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าร้ายมาก เกลียด แล้วก็ให้ “พี่พีช” (พชร จิราธิวัฒน์) หรือว่า “ดวล” ในเรื่องเลิกคบกับเราซะ ได้รับฉายาว่า ออกยา ครับ (ยิ้ม) สำหรับผมเองก็รู้สึกดีและรู้สึกดีใจที่เห็นฟีดแบ๊กออกมาดี เขาก็บอกว่าเราเล่นได้สมบทบาทในระดับหนึ่ง”

กว่าจะมาเป็น “เอน” ใน “ข้ามสีทันดร”

ก็ต้องผ่านการเคี่ยวมาอย่างหนักเหมือนกันครับ ต้องทำเวิร์กช็อปมีการหาเรฟเฟอเร้นเพิ่มเติม ได้มีโอกาสไปเจอไปขอคำแนะนำจากพี่ๆ ที่เขามีประสบการณ์ตรงด้วยคือเขาเลิกเสพแล้วแต่ก็มาช่วยพูดเพื่อเป็นวิทยาทาน ถือเป็นการเริ่มต้นการแสดงของไบรท์ด้วยบทที่ท้าทายมาก ซึ่งมันก็ส่งผลดีให้เรามากเพราะว่าการที่เราได้ทำอะไรที่มันยากๆ มันก็เหมือนเป็นการที่เราพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น แล้วอีกอย่างเราก็โชคดีที่ได้ผู้กำกับเก่งและพี่ๆ ในกองคอยช่วยเรา ซึ่งพอเราได้ไปสัมผัสตรงนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก แล้วนอกจากมีก็ยังมีกระแสจิ้นกับพี่พีชด้วยครับ แต่ในละครคือเราหลอกเขาก็เขินๆ แปลกๆ เหมือนกันครับ คือไบรท์ยังไม่เคยทำงานในวงการมาก่อนเลย ละครเรื่องข้ามสีทันดรเป็นผลงานแสดงชิ้นแรกอาจจะเคยถ่ายแบบนิตยสารบ้าง นอกนั้นก็คือไม่มีอะไรเลย แล้วก่อนที่จะได้มาเล่นเรื่องนี้ก็ต้องไปออดิชั่น และได้รับการคัดเลือกจาก “พี่วุธ” (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) เป็นการออดิชั่นด้วยบทเอนเลยครับ โดยตอนนั้นอาจจะเป็นบทที่ไม่ยากมากเท่าไหร่เราก็ทำมันออกมาโอเคครับ แล้วมันก็รวดเร็วมากพอไปออดิชั่นสักแป๊บหนึ่งเขาก็ประกาศเลยว่าเราได้เล่นและมีการฟิตติ้งเริ่มถ่ายเลย ใช้ระยะเวลาไม่กี่เดือนก็ได้เล่นเลย

เมื่อโอกาสมาถึง

ตอนแรกคิดว่าการแสดงมันเป็นอะไรที่ห่างไกลตัวเรามากเลยนะครับ เมื่อก่อนไบรท์อยู่โคราชไงครับ การที่จะมาเป็นนักแสดงโอกาสมันยากมากและไม่ได้คิดใฝ่ฝันอะไรขนาดนั้น แล้วพอดีว่า “พี่พลอย-พี่แพร”ที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ “พี่เบลล่า-ราณี” กับ “พี่หมาก-ปริญ” ได้ไปเห็นรูปไบรท์ในอินเตอร์เนตแล้วเขาก็เลยไปหาที่โคราช ไบรท์ยังเรียนอยู่ประมาณ ม.4-ม.5 พี่เขาก็แนะนำตัวและถามเราว่าสนใจไหม ซึ่งเราก็สนใจระดับหนึ่งครับก็เลยไปปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนพ่อกับแม่ก็บอกว่าลองดูสิในเมื่อโอกาสมันมาถึงแล้ว ทั้งพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ดันเต็มที่แต่เหมือนกับว่าถ้าลูกอยากทำอะไรก็ให้ลองทำดูครับพอเรียนจบ ม.ปลายก็ได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ พอดีว่าสอบติดที่ธรรมศาสตร์ พี่พลอย-พี่แพร ก็ยังคอนแท็กกับเราเรื่อยๆ และส่งให้ไปเรียนการแสดง พอได้ลองทำเราก็รู้สึกว่ามันสนุกดีท้าทายเป็นอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน เริ่มซึมซับแล้วก็ชอบมันไปเรื่อยๆ เราก็ใช้เวลาพัฒนาตัวเอง เมื่อก่อนผอมมากก็ได้ไปเล่นฟิตเนส จนได้มาออดิชั่น ไม่ได้รู้สึกว่ารอนานนะครับ คือมันก็เป็นช่วงจังหวะเวลา ถ้าเกิดว่าเราทำตอนที่เรียนมัธยมเราก็ต้องโฟกัสเรื่องการเรียน แต่พอเรามาทำตอนเราเรียนจบเราก็มีเวลาได้ฝึกฝนได้เรียนรู้เรื่อยๆ

บรรยากาศในการทำงาน

รู้สึกค่อนข้างกดดันตัวเองครับ เพราะว่านักแสดงทุกคนก็เรียกว่าเป็นยอดฝีมือเก่งหมดเลย แต่ว่าพี่ๆ ในกองก็ช่วยพูดให้เราหายกดดัน ให้เราเล่นไปตามอารมณ์เลยแล้วก็มีพี่วุธพี่พีชและพี่ๆ ในกองครับที่คอยช่วยตลอดเลย พี่วุธดุเหมือนกันครับ คือ เขามีภาพในหัวแล้วก็จริงจังกับงานครับ เขาก็จะคอยบอกเราเวลาเราทำไม่ได้ ก็ช่วยเราได้เยอะเลยครับ ก่อนจะมาทำงานไบรท์คิดไว้ว่าการทำงานน่าจะสบายๆ เพราะเราเห็นแต่หน้าจอ แต่ว่าพอเรามาทำจริงๆ แล้วมันเหนื่อยมากกว่าจะได้ภาพออกมาในแต่ละฉากต้องใช้เวลา

แพลนชีวิต

ผมอยากแสดงออกมาให้ดีเรื่อยๆ สมบทบาทและเต็มที่ให้เป็นที่รักและเป็นที่จดจำของทุกคน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้ว่าเราจะเริ่มต้นด้วยบทแรงๆ คือมันก็เป็นบทบาท ไม่ใช่ชีวิตจริง เขาก็สนับสนุน บางทีก็มีแซวเล่นร้ายมากเลยนะดูอยู่นะ สำหรับเพื่อนๆ หรือว่าคนเพื่อนบ้านที่โคราชยังไม่มีโอกาสได้กลับไปเช็คเรตติ้ง แต่คิดว่าคงจะมีแซวๆ คืออย่างเวลาที่ละครออนเขาก็จะถ่ายลงในสตอรี่ไอจีแล้วก็แท็กมาหาเรา มีแอบด่าบ้าง (ยิ้ม) เราไม่ได้รู้สึกว่ามันบั่นทอนอะไรเรานะครับ รู้สึกว่าคำติคำชมนั้นมันเป็นเหมือนแรงผลักเรามากกว่า เขาติเราก็จะได้นำจุดนั้นไปแก้มากกว่า ส่วนเรื่องการทำงานกับการเรียนตอนนี้กำลังขึ้นชั้นปีที่ 4ก็ไม่ได้ลำบากมากครับในเรื่องของการจัดสรรเวลา คือจะจัดตารางเรียนให้มันไม่ตรงกับวันที่มีละคร ก็จะมีพี่ๆ เขาคอยช่วยจัดให้อยู่แล้วครับ ถ้าเรียนจบแล้วจริงๆ ก็มองไว้บ้างว่าจะทำงานอะไร คือสาขาที่ไบรท์เรียนมันเป็นเรื่องการทำธุรกิจด้านกีฬาไบรท์ก็มีความคิดว่าอาจจะทำพวกเสื้อผ้ากีฬา

ไบรท์สไตล์

เป็นเด็กซนครับ ปีนป่ายต่อยตีตามประสาเด็กผู้ชาย รอยแผลเต็มตัวเลย (หัวเราะ) เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกด้วยครับ ครูจะเลือกให้เป็นตัวแทนไปทำกิจกรรมเรื่อยๆ ในหมู่เพื่อนฝูง
เราก็เป็นที่รู้จักมีสาวๆ มากรี๊ดบ้างเหมือนกัน (ยิ้ม) ส่วนตอนโตถ้าเวลาอยู่กับเพื่อนที่สนิทกันเราก็จะมีแกล้งๆ ซนๆ กันเหมือนเด็กผู้ชายปกติครับ แต่ถ้าอยู่กับคนที่ไม่สนิทก็จะขรึมๆ เงียบๆ ไบรท์เป็นคนชอบเล่นกีฬาหลายประเภทมากเลยครับ เรียกว่าเห็นกีฬาแล้วอยากเล่นหมดเลย บางอย่างเราอาจจะเล่นไม่เป็นแต่ก็สนใจอยากจะเล่น กีฬาที่ไบรท์ชอบก็จะมีฟุตบอล บาสเกตบอล
ว่ายน้ำ และตอนนี้กำลังเล่นเวฟบอร์ดอยู่ครับเป็นกีฬาที่กำลังเห่อในตอนนี้คือรุ่นพี่ที่เล่นฟิตเนสด้วยกันเขาไปลองเล่นดูแล้วเขาก็มาชวนเรา ก็เลยสนใจเพราะว่าเป็นกีฬาทางน้ำ ไม่น่าเหงื่อออกมากเราก็เลยไปเล่น ก็ยังอยู่ในช่วงฝึกหัดเล่นอยู่ครับเป็นกีฬาใหม่ที่สนใจ

เรื่องของหัวใจ

ก็มีคนคุยๆ อยู่บ้างครับ (ยิ้ม) สเปกคือชอบผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาวหน่อย เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น การที่เราจะมีแฟนไบรท์มองว่ามันเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่าครับ ก็คุยคบกันไปเป็นเพื่อนก่อนมันน่าจะยืนยาวมากกว่า ดูกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้เปิดตัวไม่ออกตัวว่านี่คือแฟนนะ แต่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเราคิดว่ามันใช่ก็คงจะใช่ แต่เราคุยกันไปแบบนี้รักษาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ เป็นกำลังใจคอยแชร์เรื่องราวกันบางทีเพื่อนผู้ชายอาจจะช่วยเราไม่ได้แต่พอมีเพื่อนผู้หญิงสักคนที่สนิทคอยเป็นที่ปรึกษาแชร์เรื่องราวก็น่าจะดีอีกแบบหนึ่ง

ขอฝากละครเรื่อง “ข้ามสีทันดร” ด้วยนะครับ เป็นละครเรื่องแรกของไบรท์เลย ละครเรื่องนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ยังให้แง่คิดเกี่ยวกับครอบครัว และเรื่องสิ่งเสพติดมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการใช้ยาอย่างเดียว แต่ว่ามันยังมีเรื่องของการเสพติดศัลยกรรม เสพติดความดัง เสพติดเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์มากมายครับ ดูละครแล้วก็ลองเอาแง่คิด
ไปปรับใช้ แล้วถ้าเจอไบรท์ก็เข้ามาทักทายขอถ่ายรูปได้ครับ

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

Published December 3, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/352869

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

Rookies : ‘เอ็กซ์-พรเลิศ’พระเอกนักบู๊ป้ายแดง

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากหนุ่มที่รักในศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยความสามารถในการเล่นโขนและการต่อสู้ นำมาสู่บทบาทการเป็นนักแสดง วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับหนุ่มหน้าไทย “เอ็กซ์-พรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง” พระเอกป้ายแดงจากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ “400 นักรบขุนรองปลัดชู”

บทบาทหน้าที่รับผิดชอบ

ปัจจุบันคือผมรับราชการที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ตำแหน่งนาฏศิลปิน ชำนาญงานมีหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมก็คือแสดงโขน แสดงศิลปวัฒนธรรมอะไรที่เกี่ยวกับไทยๆ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองโดยการแสดงโขนให้ชม เล่นโขนมาตั้งแต่ ปี2537 โดยผมถูกฝึกให้เล่นเป็นตัวลิง จะเล่นได้ทุกตัวครับ ตอนเด็กก็จะเริ่มเล่นลิงเล็กๆ แล้วก็พัฒนาไปเป็นลิง 18 มงกุฎลิงพญา จนได้มีโอกาสเข้ามาสอนฟันดาบให้กับพี่ๆนักแสดงในภาพยนตร์เรื่อง 400 นักรบขุนรองปลัดชู และผมได้ร่วมแสดงด้วยในบทอื่นในตอนแรก แล้วค่อยได้ขยับมาเล่นเป็นพระเอกจากการเลือกของ “ป๋าพยัพ คำพันธุ์” และ “พี่โอ๋-ฐาปกรณ์” รวมทั้ง “พี่บอย-เจตนิพัทธ์ ” ผู้กำกับด้วยครับ

สิ่งที่ฝันและรอคอย

เคยฝันตอนอายุ 20 กว่าๆ ว่าอยากจะเล่นหนังเล่นละคร เพราะเราคิดว่าเราทำได้อย่างที่เขาทำนะ แต่ก็ไม่มีโอกาสคือเคยไปแคสละคร และเกือบจะได้เล่นละครเรื่องหนึ่งแล้วก็เงียบไป จนผ่านมาสิบปีผมก็เห็นละครเรื่องนั้นออนแอร์ แต่ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งซึ่งเราจำพล็อตเรื่องได้ เราก็เลยเลิกคิดไปแล้วกับการเข้าวงการ มุ่งมาทางโขนเลยดีกว่า เวลาผ่านไปเราได้มาเป็นนักแสดงแล้วมันเหมือนฝันที่เป็นจริง (ยิ้ม) และเราได้ทำในสิ่งที่เราถนัดในวัย 37 ซึ่งผมรู้จักกับพี่บอยผู้กำกับเพราะว่าเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันที่วิทยาลัยนาฏศิลป์พอมีโปรเจกท์หนังเรื่องนี้พี่บอยเห็นว่าผมถนัดอยู่แล้วก็เลยชวนให้ลองมาช่วยเล่นเป็นพ่อดอกพ่อแก้วคู่กับ “พี่เก่ง-ชัชวาล” และมาเป็นครูสอนด้วย เราก็ซ้อมไปซ้อมมา จนถูกขยับบทบาทมาเป็นขุนรองปลัดชูก็ไม่รู้ว่าด้วยดวงหรือเปล่าและด้วยหลายอย่างประกอบกับผมไปเข้าฟิตเนสฟิตหุ่นเฟิร์มพอดีตอนแรกที่รู้ว่าได้เล่นเป็นพระเอกผมก็งงๆ เพราะว่าผมไปเล่นโขนอยู่ที่สุพรรณบุรีแล้วพี่บอยก็โทร.มาบอกว่าให้เข้ามาหาป๋าด่วนเลย แล้วป๋าก็บอกว่าให้ผมเล่นเป็นตัวนี้ ก็รู้สึกดีใจมากก็เลยรีบเอาพวงมาลัยไปไหว้พี่โอ๋ฝากตัวเป็นลูกศิษย์

กับบทบาทที่ได้รับ

ขุนรองปลัดชูที่ผมได้รับนี้ ผมตีความว่าท่านแบกภาระหนักอึ้ง ท่านรู้ว่าถ้าออกไปแล้วจะเป็นยังไง การที่ถูกสั่งให้คุมคน 400 คน ออกไปยันทัพก็เหมือนว่าต้องไปเสียสละเสี่ยงชีวิต แต่ว่าก็ต้องไป แล้วไม่ได้ไปคนเดียวคือเราพาพ่อคนนู้นมาพาสามีคนนั้นมา แต่ลึกๆ ก็หวังว่าจะไม่เป็นอะไร เป็นคนที่มุ่งมั่นรักชาติบ้านเมืองรักเพื่อนฝูงเสียสละเป็นผู้นำกล้าตัดสินใจ กับบทนี้ด้วยความที่ผมได้มีการพูดคุยกับป๋าพยัพ แล้วก็พี่บอยและพี่โอ๋แล้ว และด้วยบุคลิกผมเป็นคนตาเศร้าด้วยมั้งครับ รวมทั้งชั้นเชิงการฟันดาบผมค่อนข้างทำได้ถนัดคล่องอย่างที่ป๋าต้องการก็เลยมอบให้ผมรับบทบาทนี้ คาแร็กเตอร์อาจจะตรงพอดีในสายตาของผู้ใหญ่

โชว์ศักยภาพการบู๊เต็มที่

ผมบู๊ทุกอย่างครับ ตั้งแต่บู๊บนพื้นดินบู๊บนหลังม้าสู้กับช้างดำน้ำไปสู่ฝึกวิชาใต้น้ำ ตั้งแต่ล่างสุดยันบนสุด แต่ได้ไม่เหนื่อยนะครับผมชอบมันก็เลยผ่านไปได้มีความสุขที่ได้ทำ อย่างฉากที่เพนียดคล้องช้างเป็นฉากที่ผมต้องเดินบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยหนามกระสุนทีมงานพยายามเคลียร์แล้วแต่มันก็ยังไม่หมด ผมก็เดินจนเท้าพรุนไปหมด แต่ด้วยความรักมันก็เลยไม่เหนื่อย

นักแสดงใหม่ขอพิสูจน์ฝีมือ

เป็นนักแสดงใหม่คนเดียว แรกๆ ยอมรับว่ากดดันมากครับ แต่ว่าพี่ๆ นักแสดงพี่บอย ป๋าพยัพก็ช่วยกันตะล่อมผมและทำให้ทุกคนเชื่อในตัวผมให้ได้ ถ้าได้ชมในภาพยนตร์จะเห็นว่าฉากสุดท้ายที่ผมคุยกันแล้วว่าไม่เป็นไรนะสิ่งที่เราทำเนี่ยเราทำเพื่อแผ่นดินเราจะยังคงอยู่สืบต่อไป ฉากนี้ผมเข้าไปในตัวละครมาก พี่ๆ ทุกคนก็ร้องไห้ตาม ผมเองพูดไปก็ไม่ได้อยากจะร้องไห้แต่ว่าน้ำตามันไหลออกมาเองมันอินมาก คนที่เข้าไปดูแล้วผมไปเซอร์ไพรส์หน้าโรงทุกคนออกมาร้องให้เพราะว่าเขาอินกับหนัง แต่ผมมีความสุขมาก ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจว่าใช่เราหรือเปล่าเพราะว่าการแต่งตัวเราไม่เหมือนกับในหนังพอเขารู้ว่าใช่เขาก็โผเข้ามากอดขนลุกเลย เด็กๆ ก็เดินร้องไห้เข้ามารุม เราก็รู้สึกดีครับ แล้วมีอยู่ช็อตหนึ่งคุณพ่อเขาส่งคลิปมาให้ดูว่าก่อนเข้าโรงหนังลูกชายเขาพูดไดอะล็อกที่ผมพูดในทีเซอร์เลย พอเขาออกจากโรงหนังมาเขาก็เดินร้องให้แล้วมาคุกเข่าตรงหน้าโปสเตอร์หนังแล้วก้มลงกราบเด็กเขาอินครับเขารู้สึกยังไงเข้าก็แสดงออกอย่างนั้น แต่ก็เข้าใจนะว่าเขาอาจจะไม่รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่เขารู้ว่าขุนรองปลัดชูเป็นฮีโร่ของเขา ฮีโร่ต้องชนะสิแต่สุดท้ายไม่ชนะเขาก็เลยเศร้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่าอาจจะแพ้ในเรื่องนะ แต่ว่าชนะข้าศึกที่เขายังต้องยอมให้นำร่างขุนรองปลัดชูกลับมาอย่างสมเกียรติ ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ในหนังคือเราจะไม่ให้ใครเกลียดใครเขาก็รักบ้านเขาเราก็รักบ้านเรา

ย้อนวันวานในวัยเด็ก

ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปนะแล้วก็ชอบฟันดาบตัดทางมะพร้าวมาแล้วก็เหลาทำเป็นดาบเล่นฟันกับเพื่อนความบู๊ความซนนี่มีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับชอบดูหนังจีนเห็นเขาฟันดาบเราก็ชอบและทำตาม แล้วพอดีพี่สาวผมเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ เขาก็ชักชวนให้มาเรียนด้วยกัน ก็เลยเริ่มชอบแล้วในขณะที่เรียนก็ได้ไปแสดงตามงานต่างๆ ได้เบี้ยเลี้ยงเราสามารถหาเงินได้เองตั้งแต่เด็กและค่าเทอมก็ถูกมากแค่สองร้อยกว่าบาทเอง ไม่ได้ขอเงินพ่อแม่เลย เราเรียนไปเราก็ได้นำพื้นฐานนั้นไปแสดงเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังแสดงอยู่นะครับที่โรงละครแห่งชาติ

ความภาคภูมิใจสูงสุด

ทุกครั้งก็เต็มที่กับการแสดง แต่การแสดงที่ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทอดพระเนตร เป็นความภูมิใจหมดเลยครับ ตั้งแต่ผมเป็นลิงเล็กๆ ตอนเด็กๆ เวลามีพระราชอาคันตุกะมา ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านก็จะเสวยในพระที่นั่งจักรีพอท่านเสวยเสร็จก็ลงมาประทับชมการแสดง เราเล่นเป็นลิงเล็กๆ ก็ดีใจแล้วครับ จะมีความภูมิใจทุกครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่ใกล้ชิดที่สุดก็น่าจะเป็นเมื่อปี 2553 เป็นโขนพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ครูเลือกให้ผมเป็นตัวแทนรับช่อดอกไม้จากพระองค์ท่านด้วยครับ นอกจากนี้ก็มีตามเสด็จฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปเจริญสัมพันธไมตรี

ฉายแววนักบู๊

คือในขณะที่เราเรียนโขนซึ่งโขนก็จะเป็นวิชาเอก แล้ววิชาโทผมเลือกกระบี่กระบอง ซึ่งพื้นฐานผมชอบตั้งแต่เด็กอยู่แล้วฟันดาบชอบก่อนที่จะชอบโขนอีก ตอนที่เรียนโขนชั้นกลางก็เห็นพี่ๆ เขาเรียนกระบี่กระบองเราก็ไปนั่งดูชอบเลยแอบเล่นบ้าง พอถึง ม.4 มันมีวิชาที่ให้เรียนเราก็เลยได้เรียนหลังจากเรียนในชั่วโมงแล้วเราก็ยังไปขอครูเขาเรียนนอกเวลาอีก ตอนแรกครูยังไม่ยอมสอนนะครับก็ไปช่วยงานครูต่างๆ นานาจนครูเห็นใจในความพยายามของเราก็เลยยอมสอนให้ผมกับเพื่อนสองคน ได้เรียนพื้นฐานกระบี่กระบองซึ่งเป็นดาบสองมือก่อน แล้วก็เรียนอาวุธไทยต่างๆ มวยไทยคาดเชือก

ศิลปะไทยกับความภาคภูมิใจ

มันเหมือนเราถูกขีดมาแล้วมั้งครับผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผมชอบด้านนี้ได้ยังไง สำหรับผม ผมว่ามันง่ายนะ บางคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของโขนเพราะใกล้เกินไป หรืออาจจะยากเกินไปสำหรับเขา แต่กลับกันเวลาที่ผมมีโอกาสได้ไปแสดงยังต่างประเทศ คนไทยที่นู่นพอเห็นเราไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมแล้วชาวต่างชาติเขาเฮเขาชื่นชม ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนไทยเขาจะมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมาก แล้วเขามาพูดกับผมเลยว่าตอนที่เขาอยู่เมืองไทยเขาไม่เคยสนใจทางด้านนี้เลย เขาภูมิใจกันมากแล้วพอกลับมาเมืองไทยเขามาเรียนโขนก็มีครับ ส่วนในครอบครัวของผมเองก็สนับสนุน คอยดูคอยให้กำลังใจเวลาเราซ้อมเราเหนื่อย พอเราประสบความสำเร็จระดับหนึ่งก็เหมือนจะเป็นแบบอย่างให้กับน้องๆ ก็จะมีลูกๆ หลานๆ หรือว่าน้องๆ ที่เขาอยากจะมาเรียนโขน ซึ่งผมก็จะแนะนำให้ไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เลยเพราะว่าเขาจะได้ไปเจอเพื่อนๆ ถ้าจะมาเรียนตัวต่อตัวกับผมก็ได้แต่ว่าเขาจะไม่มีสังคม การที่เขาไปเรียนกับเพื่อนๆ ได้ไปปรับพื้นฐานละลายพฤติกรรมไปเรียนเป็นกลุ่มเพราะโขนสอนให้อดทนสามัคคี โขนไม่สามารถเล่นคนเดียวได้ในหนึ่งตอนมันต้องเป็นทีม การยกขาจะต้องพร้อมกันระดับเดียวกันมันสวยด้วยความพร้อมลองคิดดูว่าเราใส่หน้ากากหมดแล้วตามองเห็นแค่นิดเดียวหายใจก็แทบจะไม่ได้ แต่ทำไมขาเรายกพร้อมกัน เพราะว่าถูกฝึกมาอย่างหนักกว่าจะเล่นได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมภูมิใจที่ได้สืบสานศิลปะประจำชาติของเรานะครับ และถือว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาทำในสิ่งที่รัก ภาพยนตร์เรื่อง 400 นักรบขุนรองปลัดชู เป็นการปลูกจิตสำนึกและเป็นประโยชน์เพื่อแผ่นดิน ถึงคนดูจะไม่เยอะมากในเวลานี้แต่ว่าเชื่อว่าคนที่เขาไปดูจะประทับใจ เท่าที่ผมได้ฟีดแบ๊กกลับมา และแม้ว่าตอนนี้ภาพยนตร์จะออกโรงไปแล้ว แต่ก็สามารถติดตามในรูปแบบดีวีดีได้ครับ แต่ถ้าใจร้อนรวมตัวคนได้เยอะๆ เหมาโรงดูกันได้ ก็ฝากผลงานของผมไว้ด้วยนะครับ

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

Published November 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/350053

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G  แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม  ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

Rookies : ค่าย Mello เอาใจวัยรุ่นยุค4G แจ้งเกิดนางเอกแก้มบุ๋ม ‘ไข่มุก-อาภาสิริ’

วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปล่อยคอนเทนต์เอาใจวัยรุ่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ค่าย Mello เว็บดังที่ผลิตและนำเสนอละครซีรี่ส์,รายการ และวาไรตี้ผ่านแอพพลิเคชั่น MelloThailand และเว็บไซต์ Mello.me โดยล่าสุด รับหน้าที่ผู้จัดและผลิตละครซีรี่ส์ “แกล้งแอ๊บแอบรัก”(Love Lie Hide Fake) ละครสไตล์โรแมนติกคอเมดี้เอาใจวัยรุ่นยุค 4G กับเรื่องของ นางเอก ที่เป็นสาวยุคใหม่ไฟแรงมีอาชีพเป็น AR (Artist Relations) ดูแลศิลปิน โดยต้องเฟ้นหาสาวยุคใหม่ที่ดูกระฉับกระเฉง ทันคน และมีเสน่ห์ เพราะรอบตัวนางเอกจะมีแต่เพศทางเลือกเปรี้ยวจี๊ด ซึ่งก็ลงตัวที่สาว “ไข่มุก-อาภาสิริ” สาวน้อยหน้าใส เจ้าของฉายา “ลักยิ้มพิฆาตใจ” มารับบทนางเอกเต็มตัวครั้งแรก

สาว “ไข่มุก-อาภาสิริ กิจติถานนท์” โปรไฟล์น่าสนใจทีเดียว เพราะมีดีกรีเป็นเชียร์ลีดเดอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ อินเตอร์ฯ โดยเป็นผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71 ไข่มุก เป็นสาวมากความสามารถ ทั้ง ร้อง เล่น เต้น แสดง ทำได้ดีทั้งหมด เสน่ห์ของเธอคือลักยิ้มบนแก้มที่มีถึง 4 อัน ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและด้วยไลฟ์สไตล์เป็นคนยิ้มเก่งบวกหน้าหวาน หลายคนคิดว่าเป็นสาวหวาน แต่จริงๆ แล้วเธอบอกว่า “ไม่ได้เป็นผู้หญิงชอบสีชมพูค่ะเป็นผู้หญิงแข็งแรงที่ชอบดูหนัง ฟังเพลงป๊อปร็อก ตามเทรนด์สังคมนะคะ”

กับบทบาท “จริงใจ” AR สาวหน้าใสที่มีความจริงใจเหมือนชื่อ เพิ่งเข้าไปทำงานใน Fact Radio เธอต้องดูแล “สัตยา”รับบทโดย “จ๊อบ-ธัชพล กู้วงศ์บัณฑิต” ดีเจหนุ่มตกผังที่ต้องแกล้งแอ๊บเป็นเกย์เพื่อหาเงินใช้หนี้ โดย “จริงใจ” ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริง “สัตยา”เป็นผู้ชายแท้ๆ เมื่อความใกล้ชิดบังเกิด แต่ต้องแอ๊บเป็นเพื่อนสาว ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร? ติดตามความสนุกได้ทุกวันเสาร์ 2 ทุ่มทางแอพพลิเคชั่น Mello Thailand และเว็บไซต์ Mello.me

นอกจากคู่ พระ-นาง ที่ดูจะวุ่นวายแล้ว ยังมีคู่จิ้น“เพศทางเลือก” อีกคู่ที่มารอให้ลุ้นว่าจะลงเอยกันอย่างไร ซึ่งมีผู้ติดตามเชียร์กันเพียบ

“ไข่มุก” เผยว่า “ละครเรื่องนี้เป็นการเปิดมิติใหม่ที่มีหลายทางเลือกไม่ได้มีแค่สองเพศแต่มีหลายเพศมากว่าสี่ด้วยซ้ำไป ในคอมเม้นท์เค้าจะถามกันว่า ช่อง 3 จะทำละคร “วายด์” แล้วเหรอ ดูเค้าตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็น บางคอมเม้นท์ที่เชียร์คู่ ชายกับชายยังบอกว่า ไม่มีผู้หญิงมาเล่นก็ได้นะ อยากให้เป็นแบบชายล้วนได้มั้ย??”

เอาล่ะสิ! ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม เชื่อว่าถ้าได้ติดตาม“ไข่มุก-อาภาสิริ” แล้ว ต้องใจอ่อนยวบ อดหลงรักเธอไม่ได้!!

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

Published November 1, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/347098

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

Rookies : ‘ยูโร-ยศวรรธน์’พระเอกป้ายแดง ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของเด็กๆ

วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงจากละครแนวซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ทางช่อง 7 สี สำหรับหนุ่มเลือดอีสานจากอุดรธานี “ยูโร-ยศวรรธน์ ทะวาปี” ฮอตขนาดนี้เราไม่รอช้ารีบคว้าตัวหนุ่มยูโรมาล้วงลึกทุกซอกมุมของชีวิต

ต้องบอกว่าท้าทายมากครับ (ยิ้ม) สำหรับละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” และรู้สึกดีใจที่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ด้วย ได้มาเป็นขวัญใจคนใหม่ของน้องๆ แต่ถ้าถามว่าผมคาดหวังยังไงไหม ก็คาดหวังให้งานออกมาดีและทุกคนชอบในการแสดงของผมมากกว่า โดยส่วนตัวแล้วอ่านบทผมชอบนะ เพราะว่าเราได้ใช้จินตนาการเยอะมากในการแสดง ได้แปลงร่างด้วยถ้ามีเหตุการณ์ร้ายๆ อะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านเราก็ต้องไปช่วยปกป้องไว้ ซึ่งจะมีหน้ากากและมีชุด อาวุธคู่กายก็จะเป็นมีดอีโต้ แต่ว่าเราไม่ได้ใช่อีโต้ไปไล่ฟันใครนะครับ เราจะใช้ฟันลงพื้นหรือว่าขึ้นฟ้า แล้วจะมีวลีเด็ดคำพูดประจำตัว“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ เหล่าอธรรมและความชั่วร้ายบนโลกนี้ต้องหมดไป” เรื่องนี้มันจะจบเป็นตอนๆมีผู้ร้ายรับเชิญมาเรื่อยๆ

ระดับความหวานกับนางเอก

สำหรับ “ชิงชิง” (คริษฐา สังสะโอภาส) เราเคยร่วมงานกันมาแล้วครั้งหนึ่ง คือไปเต้นที่งานไทยซูเปอร์โมเดล ซ้อมด้วยกัน 10 กว่าวัน เลยทำให้เราสนิทกัน พอได้มาเล่นเรื่องนี้ด้วยกันก็เลยไม่ค่อยเขินเท่าไหร่ ไม่คิดว่าจะได้มาเล่นละครด้วยกันอยู่ๆ ก็ได้ปุ๊บปั๊บมาก น้องชิงน่ารักครับ พูดไม่หยุดเลย มีฉากกุ๊กกิ๊กกันด้วย แต่ด้วยความที่เราเป็นนักแสดงหน้าใหม่มันก็เลยทำอะไรไม่ค่อยถูก นอกจอผมก็ชินกันนะคือเล่นกันได้ แต่พอ 5 4 3 2 ปุ๊บผมจะเกร็งทันทีเลย ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เกรงใจน้องเขาด้วย

กับผลงานก่อนหน้านี้

จริงๆ “เล่ห์รักบุษบา” เป็นละครเรื่องแรกของผมนะครับ ซึ่งกำลังถ่ายทำอยู่ เรื่องนั้นผมเล่นเป็นหนุ่มนักเรียนนอก เก่งทางด้านดนตรีกีฬาแล้วก็ค่อนข้างที่จะป๊อปปูล่าร์ในมหาวิทยาลัยเป็นแฟนกับ “มะเหมี่ยว” (พรชดา เครือคช) แต่ว่าพอกลับมาเมืองไทยเราก็ต้องเข้าไปทำงานในไร่ของพระเอก เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับแฟน ต้องปิดบังแอบไปเจอกัน กับบทนี้ก็โอเคชอบครับเข้ากับวัยไม่ไกลตัวเราเท่าไหร่มันมีความกุ๊กกิ๊กในบทด้วยครับ

ประสบการณ์จากงานเบื้องหลัง

ผมไปฝึกงานที่ “บริษัทมีเดียสตูดิโอ” ในกองละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” กับ “สกาวเดือน” เหมือนไปดูงานว่าโดยรวมแล้วกองถ่ายเป็นยังไงบ้าง เพื่อเรียนรู้งาน เป็นการฝึกงานของทางมหาวิทยาลัยครับคือพอเราเรียนจบเขาก็จะให้ไปฝึกผมก็เลยเลือกไปฝึกที่มีเดีย อยู่กองผมต้องทำทุกอย่างเลยครับเรียนรู้ทุกตำแหน่ง ดูว่าผู้กำกับทำงานยังไง ผู้ช่วยผู้กำกับทำงานยังไงพี่เขาก็จะสอนว่าแต่ละตำแหน่งในกองถ่ายมีหน้าที่กันยังไงบ้างย้ายไปเรื่อยๆทำทุกแผนกครับ ใครขาดเหลืออะไรผมช่วยหมด แต่จริงๆช่วยอยู่เฉยๆ จะดีกว่าครับ (หัวเราะ) จริงๆ ผมก็ชอบตำแหน่งผู้กำกับนะพอได้เข้าไปสัมผัสรู้สึกว่าเจ๋งดี แต่ว่าผมคงเป็นไม่ได้หรอก ตอนนี้ฝึกงานจบแล้วครับ

ที่มาที่ไปก่อนจะมาเป็นนักแสดง

เริ่มต้นจาก “พี่ตั้ม” ผู้จัดการส่วนตัวผมครับ คือเขาไปเจอผมในเฟซบุ๊ค ผมออกงานงานหนึ่งซึ่งนานๆ จะเดินแบบทีแล้วพี่เขาไปเห็นรูปผมในเฟซของผู้จัดงาน พี่ตั้มเขาก็เลยไปตามและทักเข้ามาผมถามว่าอยากเป็นนักแสดงไหมอยากมาเล่นละครหรือเปล่า ผมก็คิดว่าลองดูก็ได้ และลองปรึกษากับแม่ดู เราก็ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า เพราะว่าการเป็นนักแสดงมันไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ แต่ว่าพอเข้าไปดูในโปรไฟล์ของพี่ตั้มเขาก็มีนักแสดงในสังกัดนะ ก็เลยลองเข้ามาดูแล้วก็เลยได้พี่ตั้มพาเข้ามาทำเทปที่ช่อง 7 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาที่ช่อง 7 ผมก็ได้ไปเรียนรู้เรื่องการแสดงแบบปุ๊บปั๊บมาก แค่ 2 วัน คือเป็นการเรียนแอ๊กติ้งแบบเร่งรัดเพราะว่ามีนัดทำเทปแล้วซึ่งผมก็ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าเราพอมีประสบการณ์ในการเล่นละครเวทีของมหา’ลัย แต่ว่าพอเข้ามาตรงนี้มันเหมือนคนละแบบกันเลยครับ ละครเวทีกับละครทีวีก็เรียน 2 วันแล้วก็เข้าไปทำเทปประมาณเดือนนึงก็รู้ผลว่าเราได้เล่นละครกับทางช่อง 7

ความฝันของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

คือเราได้รับโอกาสเข้ามาแล้วเราก็อยากเป็นแหละนะนักแสดง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า มันก็ไม่ได้ง่ายๆ แต่เราดันฟลุคได้ แค่เดือนกว่าๆ ก็รู้ผลแล้วและได้เซ็นสัญญา 5 ปีเลยครับก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ จริงๆ ความใฝ่ฝันของผมตอนเด็กนี่คืออยากเป็นนักแสดงนะ แต่เราไม่รู้ว่าจะหาช่องทางไหนเข้ามาตรงนี้เพราะว่ามันไม่ใช่ง่ายๆ ว่าเราจะเข้ามาได้ยังไงเป็นนักแสดงได้ยังไง ตอนสัก 5-6 ขวบ ก็เริ่มตัดๆ ความฝันนั้นทิ้งไปแล้วเพราะคิดว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ เลยล้างความคิดนั้นไปแล้ว (แต่เรียนนิเทศ?) คือเรียนให้มันจบ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าจะเรียนคณะอะไร แต่ตอนที่เรียนก็พอมีคนรู้จักเราบ้าง มีกิจกรรมของมหา’ลัยเราก็ร่วมตลอด เป็นคนที่กล้าแสดงออกระดับนึงครับ

ครอบครัวผลักดัน

ครอบครัวก็สนับสนุนนะครับ ก็อยากให้เป็นนักแสดง และถ้าเรามีโอกาสแล้วก็อยากให้เราทำให้เต็มที่ พ่อเป็นครูแม่ทำธุรกิจ พ่อก็อยากให้ผมเป็นครูเหมือนกัน แต่ว่าผมไม่อยากเป็น ทุกวันนี้เขาเห็นเรามีผลงานเห็นเราตามข่าวต่างๆ ก็ดีใจแล้วครับ มันเหมือนเป็นอีกก้าวของเราก็จะทักมาในเฟซบุ๊ค ในไลน์ยินดีด้วยดีใจด้วยนะอะไรอย่างนี้ เมื่อก่อนตอนที่อยู่ที่บ้านเราจะทานข้าวด้วยกันในครอบครัวตลอด แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่กับที่บ้านแล้วเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯคนเดียว ที่บ้านก็มีบ่นคิดถึงตลอดครับ

ชีวิตเปลี่ยน

ตอนนี้ก็เปลี่ยนในระดับหนึ่งครับ ยังไม่มากเท่าไหร่ยังเป็นคนเดิมอยู่ ก็เปลี่ยนอะไรที่มันต้องเปลี่ยน ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น อะไรที่มันไม่ดีก็จะทิ้งมันไปไม่ทำ อย่างเรื่องการแต่งตัวคือผมจะเป็นคนที่แต่งตัวชิลๆ พี่ตั้มก็บอกว่าถ้ามาอยู่ในนี้แล้วเราก็ต้องแต่งตัวให้มันดูดีหน่อย เราเป็นนักแสดงแล้วนะไม่ใช่ว่านึกอยากจะแต่งตัวยังไงก็ได้ เมื่อก่อนผมไปห้างจะใส่รองเท้าแตะสบายๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้แล้วต้องให้เกียรติช่องให้เกียรติผู้ใหญ่ด้วย ตัวผมเป็นคนเฮฮาเฟรนด์ลี่นะครับ สนุกสนานไม่ซีเรียสอะไรเลย มองโลกในแง่ดีไม่มีร้ายครับ (ยิ้ม) ก็แอบตื่นเต้นปกติจากคนธรรมดา จากคนที่อยู่อุดรอยู่ต่างจังหวัด ใช้ชีวิตทั่วไปพอมาอยู่ตรงนี้มันก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งเลย วันนี้มีคนมาขอถ่ายรูปด้วย ก็รู้สึกดีครับดีใจ

เรื่องของหัวใจ

ตอนนี้ก็ทำงานอย่างเดียวครับ ไม่ว่างเลยจริงๆ มีงาน 7 วันเลย ถ่ายละคร 2 เรื่อง ก่อนเข้าวงการประมาณ 4 เดือนก็โสดนะครับ คือโสดก่อนที่จะมารู้จักพี่ตั้มอีก ไม่เกี่ยวว่าเข้าวงการแล้วเลิกกัน คือเราห้างกันเพราะว่าเราเรียนกันคนละที่ ผมคบรุ่นพี่ ซึ่งพี่เขาเรียนจบไปแล้วและมาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ว่าเรายังเรียนอยู่ที่อุดรอีกปีหนึ่ง ก็เลยเหมือนห่างกันไปและเลิกรากันไป ไม่ได้เจอกันเลยครับ สเปกผมไม่มีครับถ้าชอบใครก็ชอบ อายุก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่ว่าไม่ชอบเด็ก เพราะว่าผมเป็นคนง้องแง้งไง (ยิ้ม) ถ้าไปเจอคนง้องแง้งด้วยอีกก็น่าจะไม่รอดครับ

อนาคตทางการแสดง

ที่ผ่านมาผมก็ได้ประสบการณ์จากการฝึกงาน ได้เรียนมาสายนี้โดยตรง ก็อาจจะไม่เชิงว่าเราใช้ความรู้ที่เราเรียนและฝึกงานมาต่อยอดทางการแสดงนะครับ แต่ว่าเป็นความรู้มากกว่าก็ทำงานตรงนี้ไปก่อนเต็มที่ครับ อนาคตจะเป็นยังไงผมก็ยังไม่รู้ก็อยู่ยาวๆ ไปก่อน 5 ปี แล้วก็หมั่นพัฒนาฝีมือตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็นครับ ก็ฝากนะครับสำหรับละครเรื่อง “นักสู้สะท้านฟ้า” ซึ่งผมได้เล่นเป็นพระเอกเรื่องแรกจะทำให้เต็มที่ครับ ฝากแฟนๆ ทุกคนด้วย ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 17.15 น.เจอกันนะครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

Published October 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344072

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

Rookies : ‘ปลา-เกวลิน’สาวหาดใหญ่ ผู้ลุยทุกโอกาส

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะความท้าทายและหลากหลายของวงการบันเทิงทำให้ ปลา-เกวลิน อุดมอักษร ตกหลุมรักงานด้านนี้เข้าอย่างจัง ซึ่งแม้ว่าเธอจะต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่กี่รอบก็ยอม เรียกว่าทุ่มเทสุดๆ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต เอาเป็นว่าไปทำความรู้จักตัวตนและเส้นทางก่อนเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัวของสาวน้อยวัยใสที่มาไกลจากหาดใหญ่คนนี้กันค่ะ

จุดเริ่มต้น

ก่อนหน้านี้ได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ค่ะ อย่าง GSB Gen Campus Star 2016, Miss Motor Show Hatyai 2017 แล้วก็เดินแบบให้เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ส่วนละครก็มีเล่นรับเชิญในละคร “คมแฝก 2018” ช่อง 3 ซึ่งก็จะมีคนมาทาบทามให้เข้าวงการเรื่อยๆ แต่พี่ที่บ้านยังไม่อยากให้ไปจนกระทั่งได้เข้ามาเป็น 1 ใน 8 “GMM25 NEW FACE 2018”คุณพ่อคุณแม่ก็เปิดโอกาสให้เรามากขึ้น ซึ่งตอนเด็กๆ เท่าที่ปลาจำความได้ก็จะมีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงเหมือนกัน แต่พอเริ่มโตขึ้นประมาณมัธยมก็ไม่คิดอะไรเกี่ยวกับการเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงเลย เพราะอยากจะมีอาชีพที่มั่นคงจนแก่เฒ่าไปเลยหรือมีธุรกิจส่วนตัว แต่พอมาตอนนี้ได้เข้ามาก็โอเคค่ะ (ยิ้ม)

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เดินสู่วงการ

โอกาสค่ะ ปลามีโอกาสเยอะมาก พอเราเห็นโอกาสตรงนี้ก็ไม่อยากให้เสียโอกาสไป เลยลองดูค่ะ ลองดูสักตั้งหนึ่ง จะเป็นไงก็เป็นกัน โอกาสแรกที่เข้ามาคือ มีพี่ที่รู้จักเขาชวนไปประกวดตามห้างสรรพสินค้า แบรนด์เสื้อผ้า ถ่ายแบบ เดินแบบก็เลยไปลองดู ถือว่าเป็นประสบการณ์เก็บเกี่ยวไว้ไม่เสียหาย เราหาประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้ง่าย จนมาถึงวันนี้ทุกอย่างถือว่าเกินฝันเยอะเลยค่ะ เพราะความตั้งใจแรกเราเพียงแค่คิดไว้ว่าอยากให้มีคนชื่นชอบ รู้จัก ไปไหนมีคนรู้จัก อยากให้มีคนรับฟังเรามากขึ้น พูดคุยกับเราเกี่ยวกับผลงานเราและติดตามเราแค่นั้น ตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้วดีใจค่ะ

ครอบครัวคือแฟนคลับนัมเบอร์วัน

ที่สุดค่ะ ทุกคนดีใจมาก อย่างซีรี่ส์เรื่อง Love Songs Love Series ตอน เราและนาย ทางช่อง GMM25 ที่ผ่านมาเขาเปิดดูตลอดเลย วันละหลายๆ รอบ แม่จะชอบดูทีวี.มาก แล้วชอบดูลูกเล่น แค่ปลาเดินออกมาก็ยิ้ม อย่างตอนวันที่ละครฉายวันแรก ปลาโทร.บอกที่บ้านทุกคนก็จะรีบเปิดดูกัน ถือว่า
ค่อนข้างเห่อค่ะ (หัวเราะร่วน) แม่จะบอกว่า ปลายังเสียงเหน่ออยู่นะ (หัวเราะร่วน) จะชอบติเรื่องเสียง ส่วนคุณพ่อจะมาแนวสอนและเตือนให้ระวังการทำงานเป็นยังไง การอยู่ในวงการ

หลงใหลงานแสดง

พอได้มาเล่นละครก็สนุกดีค่ะ ต้องมีการปรับหลายอย่างเพราะว่าปลาก็ยังไม่มืออาชีพมากอยู่ในขั้นของการฝึกและหาประสบการณ์ และถือว่ายากกว่าที่คิดนะ เพราะตอนแรกเห็นคนอื่นเขาแสดงก็รู้สึกว่าเอ้ย น่าจะง่ายจัง แต่พอเข้ามาเล่นจริงๆ แล้วก็ยากนะคะ เพราะต้องถ่ายหลายเทค เปลี่ยนมุมกล้อง กว่าจะได้แต่ละฉาก รวมทั้งคำพูดอะไรต่างๆ ก็ไม่เข้าปากเรา อย่างเรื่อง Love Songs Love Series ตอน จะรักหรือจะร้าย ของช่อง GMM25 ปลาก็เล่นเป็น ปุ๊กกี้ เป็นเพื่อนสนิทนางเอก แก๊งห่วยสุดในโรงเรียน แล้วก็พยายามทำตัวเองให้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เล่นเป็นสาวหวาน และแอบเปรี้ยวนิดหนึ่ง ถือว่าไกลตัวมากค่ะ ไม่เหมือนเรื่องแรกที่เป็นตัวปลาเองเลย ความยากก็มาอีกสเต็ปหนึ่ง

เรียนรู้การใช้ชีวิต

การที่เรามายืนตรงจุดนี้ปลาว่ามันทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเยอะในตัวเราเองเยอะมาก ตั้งแต่การปรับเวลาในการทำงาน เพราะปลาอยู่หาดใหญ่ก็ต้องบินไปกลับ ถ่ายเสร็จก็กลับหาดใหญ่เลย จะมีเวลาอ่านหนังสือน้อยกว่าเพื่อนๆ ฉะนั้นปลาก็ต้องขยันกว่าเดิม และเหนื่อยขึ้นเยอะเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ยอมพยายามทำให้ดีที่สุดทั้งสองอย่าง เพราะพ่อมักจะบอกว่า อย่าเอาการเรียนไปกระทบกับการงาน(หัวเราะร่วน) ยังไงงานก็เป็นอาชีพของเราในอนาคตก็ลองปรับเวลาเรียนเวลาดู ช่วงนี้ก็เลยจะโฟกัสงานที่เข้ามาซึ่งถือเป็นโอกาสดีๆ ค่ะ

วางอนาคต

ปลาคิดว่าการเรียน Marketing จำเป็นมากๆ ทุกอย่างในปัจจุบันนี้ต้องใช้ Marketing หมดเลย ปลาคิดว่าหลายคนรู้จัก Marketing นะ แต่ปลารู้สึกอยากรู้ลึกลงไปมากกว่าก็เลยเลือกเรียน เพราะต่อไปปลาคิดว่าถ้าจะไปทำอาชีพอะไรก็ต้องได้ใช้ Marketing นี่อยู่แล้ว ที่บ้านปลาก็เป็นโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรนั้นก็ต้องใช้ด้าน Marketing เยอะมาก
ซึ่งตอนแรกคุณพ่อก็มีเปรยๆ ไว้ค่ะว่าอยากให้ลูกสานต่อด้านนี้แต่พอมาเป็นนักแสดง คุณพ่อก็เริ่มลังเล จะให้ใครมาทำต่อ (หัวเราะร่วน) เพราะพี่ก็เรียนทันตแพทย์ ส่วนปลาเองก็คงพยายามทำงานในวงการให้ดีที่สุด และอยากจะลองเล่นบทบาทแตกต่างอย่างเช่นแนวพีเรียดบ้างก็น่าจะท้าทายความสามารถเราดีค่ะ

ชื่อ : เกวลิน อุดมอักษร

ชื่อเล่น : ปลา

วัน เดือน ปี เกิด : 18 ธันวาคม 2539

สีที่ชอบ : สีหลากหลาย หรือไม่ก็สีดำ

การศึกษา : คณะวิทยาการจัดการ สาขา marketing มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปี 3

อาหารที่ชอบ : โกโก้เข้มๆ หวานปกติ

กิจกรรมที่หลงใหล : เล่นกีฬาบาส แบดมินตัน ตอนนี้
ก็จะเหลือแค่ ฟิตเนส กับ ว่ายน้ำ

คติในการดำเนินชีวิต : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

Published August 27, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/341082

Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

Rookies : ‘ไอซ์-ภาณุวัฒน์’ หนุ่มขี้อาย ผู้มีสไตล์ไม่ซํ้าใคร

วันเสาร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนุ่มหล่อมาดเซอร์หน้าใสที่น่าจับตามองสัปดาห์นี้ยกให้ ไอซ์-ภาณุวัฒน์ เปรมมณีนันท์ ดาวรุ่งดวงใหม่ของช่อง 3 และช่อง 28 เพราะหลังจากหนุ่มไอซ์ได้ซุ่มซ้อมฝึกฝนการแสดง รวมทั้งร้อง เล่น เต้น โชว์เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาพักใหญ่ วันนี้หนุ่มไอซ์ก็พร้อมมาขโมยหัวใจสาวๆ กันด้วยบทบาทแรกในการแสดงซีรี่ส์เรื่อง “SOCIAL DEATH VOTE” ผลงานของสองผู้จัด หนุ่ม- กฤษณ์ ศุกระมงคล และ หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ โดยออนแอร์ให้ได้ชมกันทุกคืนวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 28 แต่กว่าจะหล่อมีเสน่ห์ขนาดนี้ใครจะเชื่อไอซ์เป็นหนุ่มที่ขี้อายสุดๆ

แนะนำตัวให้แฟนๆ รู้จัก

ผมเกิดที่เชียงใหม่ แต่มาโตที่พัทยาเพราะว่าคุณพ่อต้องย้ายมาทำงานเป็นไกด์ท่องเที่ยวที่นี่ ผมก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่พัทยาตอน ป.1 แล้วผมก็มีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งพี่ชายมีลูก 2 คนแล้ว อยากอู้คำเมืองให้ฟังแต่ตอนนี้ อู้ไม่ได้แล้วครับ ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่าอู้เยอะจนน่ารำคาญ (หัวเราะร่วน) แต่พอพูดพื้นฐานญี่ปุ่นได้บ้างเพราะตอนอายุ 20 ได้ทุนจากโยชิโมโต้ต้องไปเรียนที่โอซากาประมาณครึ่งปี

ความฝันในวัยเด็ก

ไม่เคยมีความฝันว่าอยากจะเป็นนักแสดงหรืออยู่ในวงการบันเทิง และไม่มีเป้าหมายในวงการบันเทิงเลยด้วยซ้ำครับ ตอนเด็กๆ ก็อยากจะเป็นไกด์เหมือนพ่อ เรามองเห็นและสัมผัสจากสิ่งรอบตัวเรา อย่างพ่อเราทำงานเป็นไกด์ก็อยากจะช่วยท่านทำงาน แต่พอมีโอกาสเข้ามาในวงการบันเทิงความฝันก็เปลี่ยนไป จริงๆ ความฝันคนเราก็เปลี่ยนได้ตลอดนะครับ แค่ตอนนั้นเรายังไม่มีเป้าหมาย ตอนนี้เรามีแล้ว ก็อยากจะทำงานหาเงินช่วยเลี้ยงดูครอบครัว ทำอะไรก็ได้อย่างตอนนี้เรามาอยู่จุดนี้แล้วก็ต้องทุ่มเทและมุ่งมั่นให้กับการแสดงครับ

วีรกรรมแสบวัยเด็ก

เป็นความไม่ตั้งใจมากกว่าครับ ประมาณ ม.3 คือผมเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่กำลังจะคายทิ้งแต่กลับร่วงไปโดนเก้าอี้อาจารย์ แล้วอาจารย์มาก็นั่ง แล้วมันก็ติดเหนียวเป็นยางยืด อาจารย์ก็โมโหถามหาว่าใครทำ เพื่อนก็ชี้มาที่ผม หลังจากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้ออกไปยืนหน้าเสาธงคนเดียว แล้วก็วิ่งรอบสนามคนเดียวท่ามกลางคนทั้งโรงเรียน อายมาก (หัวเราะ) และนอกจากเรื่องนี้แล้วก็จะมีความแสบเพิ่มขึ้นคือ ซื้อไอติมโคน วานิลลา ช็อกโกแลต มาเล่น เอามาทิ่มหัวเพื่อนเล่นให้มันล้างออกยากๆ ก็เป็นวีรกรรมที่แสบและการเล่นพิเรนทร์ๆในวัยเด็กครับ อย่าทำตามนะครับ มันไม่ดี

จุดประกายงานในวงการบันเทิง

ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 รู้สึกว่าอยากจะแบ่งเบาภาระครอบครัว ก็เลยส่งอีเมล์หาพี่ปิ๊ก จากการที่เราเสิร์ชหางานในกูเกิ้ล แล้วเห็นอีเมล์พี่ปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) แปลกๆ ไม่เหมือนใคร ก็เลยส่งประวัติไป และทิ้งท้ายข้อความไปว่า“พี่ครับถ้าไม่รับช่วยติดต่อมาด้วย ผมจะได้ไปหาที่อื่น” (หัวเราะ) หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็มีทีมงานติดต่อมาว่าให้ผมเข้ามาเจอพี่ปิ๊กที่กรุงเทพฯ เป็นวันนั้นวันเดียวด้วยที่เขาอยู่ ผมก็บอกพ่อกับแม่ ท่านก็ไม่อยากให้ไปกลัวโดนหลอก ผมก็ไม่ฟัง ก็นั่งรถตู้มาคนเดียว แล้วทั้งคันไม่มีใครเลยนอกจากผม เหมือนเหมารถตู้มาเลย (หัวเราะ) แล้วก็มาเจอพี่ปิ๊ก ผมก็บอกว่าผมเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกนะครับ อยากจะเป็นนายแบบอย่างเดียว แต่พี่ปิ๊กบอกว่าเราต้องฝึกฝนให้เป็นทุกด้าน เขาก็เลยส่งไปเรียน การแสดงร้อง เต้น ซึ่งพอมาเรียนกลายเป็นว่าผมชอบการแสดงนะ แล้วแบบว่าจากที่เป็นคนขี้อาย ก็กล้าแสดงออกมากขึ้น จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนตกใจว่าทำไมเราเปลี่ยนไป และดูโตขึ้น งานกิจกรรมก็ทำหมด

ปรับลุคสร้างบุคลิกให้โดดเด่น

จริงๆ ผมไม่ได้อยากไว้ผมยาวเลยนะ แต่ว่าพี่ปิ๊กอยากให้ปรับลุคดูบ้างก็เลยไว้ แล้วตอนนี้กลายเป็นว่าชอบ ไม่อยากตัดแล้ว ตัดทีก็เสียดายมาก (เน้นเสียง) เคยตัดไปทีหนึ่งซึมไปหลายวันเลยล่ะ ต้องรอยาวใหม่กว่าจะได้ขนาดนี้ 2 ปีเลยนะครับ แต่ถ้ามีบทบาทละครเข้ามาให้เล่นแล้วต้องตัด ผมก็ตัดได้นะครับ (หัวเราะ)

ชิมลางงานแสดง

สนุกมากครับ และการแสดงก็ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้หลายอย่างมาก แม้กระทั่งเวลาเรานั่งรถมองออกไปข้างทางเห็นคนขายพวงมาลัย ทุกอย่างมีรีแอ๊กแล้วเราเกิดการจำ แล้วก็สามารถนำมาใช้ได้ หรือแม้กระทั่งการดูหนังก็สำคัญมากๆ จากที่ผมขี้เบื่อง่ายไม่ชอบดูหนังตอนนี้กลับชอบ หนังญี่ปุ่น หนังจีน ศึกษาไว้ใช้ในการแสดง อย่างหนังพวกแอ๊กชั่นก็ดูไว้แล้วก็อยากจะลองเล่นบ้าง แต่ที่อยากเล่นมากที่สุดก็เป็นหนังผี แม้จะเป็นคนกลัวผีก็อยากลองดูครับ (หัวเราะ)

บทบาทแรกก็กดดัน

ในเรื่อง “SOCIAL DEATH VOTE” นี้รับบทเป็น คิว เป็นคนที่ลึกลับไม่คุยกับใคร ไม่เข้าสังคม เก็บกด เก็บตัว เล่นค่อนข้างยากมากเพราะเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยพูดด้วย ต้องใช้อารมณ์เยอะและสื่อสารทางสายตา แล้วจะทำยังไงให้ตัวละครนี้ไม่น่าเบื่อ บวกกับซีนอารมณ์ก็ค่อนข้างเยอะ หัวเราะอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมา ก็ยากนะแต่ก็ดีใจที่ตัวเองทำได้ พอทำได้ก็กลายเป็นหลงรักตัวละคร และทำให้เราเข้าใจและเห็นใจคนที่เขาเป็นแบบนี้จริงๆ นะ อย่าตัดสินคนที่ภายนอกต้องดูข้างในลึกๆ เขาด้วย

สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องกับซิงเกิ้ลแรกในนามวง The FINS

พวกเรามีกัน 4 คน คือ สมิธ ภาสวิชญ์ (ร้องนำ), นินิว-ศุภฤกษ์ (กีตาร์) แฟรงค์กี้-วีรภัฎ (กีตาร์) และผม มือเบส กำลังจะมีซิงเกิ้ลชื่อเพลง ใครก็พูดกันได้ ให้ฟังกันครับ ซึ่งกว่าจะมาถึงขนาดนี้ก็ฝึกฝนเยอะครับ อย่างที่บอกผมไม่เก่งไม่เป็นอะไรเลย พอมาเล่นก็ยากนะเหมือนมือเบสต้องเป็นกระดูกสันหลังของวงเลยล่ะ และกดดันมากด้วย เราต้องควบคุมวง ตามน้องๆ มาซ้อมดูแลน้องสามคนที่โคตรซนเลย (หัวเราะ) แต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ก็ฝากด้วยนะครับ ทั้งละครและงานดนตรี

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

Published July 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/335613

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

Rookies : ค้นหัวใจหนุ่มขี้อ่อย‘ลี-ฐานัฐพ์’

วันเสาร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561, 09.01 น.

กลายเป็นพระเอกเนื้อหอมไปแล้ว สำหรับ “ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ”ที่พอกระโดดเข้าวงการมาก็มีงานชุกไม่ขาดสาย จนเป็นที่จดจำของสาวๆ ประเดิมด้วย U-Prince Series ตามมาด้วย ยุทธการสลัดนอ, Secret Seven เธอคนเหงากับเขาทั้งเจ็ด และที่ขโมยหัวใจสาวๆ หลายคนไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นบทแบดบอยจาก My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน และล่าสุดกับ Wake Up ชะนี The Series ที่กำลังออนแอร์อยู่ทุกวันเสาร์ เวลา 22.15 น. ทางช่อง one 31 ฮอตขนาดนี้เราไม่พลาดที่จะคว้าตัวหนุ่มลีมาค้นใจ อุ๊ปส์!! ค้นที่มาที่ไปกันจ้า

หน้าที่การงาน ณ วันนี้

ตอนนี้ก็ถือว่าค่อยเป็นค่อยไปครับ จากหลากหลายบทบาทที่เล่น ทั้งเป็นนักศึกษา เด็กแว้น จนมาถึงเรื่องนี้ ก็ต้องมี ฟิตร่างกายสุขภาพให้ดีให้พร้อม และกำลังลุ้นกับผลงานเรื่องใหม่อยู่ครับ ซึ่งจะได้รับบทที่ต่างออกไป ผมว่าผมโชคดีเลย และรอเปิดกล้อง Friend Zone เอา•ให้•ชัดอีกเรื่อง ตอนนี้เหมือนอยู่ในช่วงค่อยๆ ปรับตัวมีเรียนการแสดง มีเพิ่มทักษะไปเรื่อยๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็เจอโจทย์ยากนะอย่างเรื่อง My Dear Loser ก็ยากที่การถ่ายทำ ฟ้าฝนที่ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่รวมทั้งยุงที่ชอบกัด เพราะว่าเราทำงานกันยันเช้า คือบทบาทผมในเรื่องจะเป็นเด็กแว้นแล้วเราก็จะถ่ายกันตอนกลางคืนซะมากกว่า ซึ่งเราก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกายเรามาให้พร้อม

บทที่คล้ายตัวเรามากที่สุด

จริงๆ ก็มี 2 เรื่องที่คล้ายตัวผม คือ Secret Seven ที่เป็นนักดนตรีขี้อ่อยหน่อยๆ ซึ่งผมก็เคยเล่นดนตรีแล้วผมว่ามันมีเสน่ห์ แล้วจะต้องทำยังไงที่จะต้องดึงลูกค้าให้อยู่กับการเล่นดนตรีบนเวที ซึ่งในบทเป็นอย่างนั้นเลย ก็มีอะไรคล้ายจากชีวิตจริงๆ ของผมบ้าง อาจจะทำจนเป็นนิสัยไปแล้ว ส่วน My Dear Loser ก็เป็นความรักครอบครัว รักเพื่อนพ้อง แล้วมันมาสะเทือนใจผมก็มีนะร้องไห้นะบางที ค่อนข้างที่จะอิน ก่อนผู้กำกับสั่งแอ๊กชั่นก็มีร้องไห้น้ำตาคลอแล้ว จะเป็นคนซีเรียสมากกับเรื่องครอบครัวและเรื่องเพื่อนๆ นะครับ (ยิ้ม) ส่วนความแบดบอยผมว่าผมจะคล้ายอยู่บ้างอย่างบท พี่ป้องจะนิ่งกว่าผม แต่ผมจะขี้เล่นกวนประสาทซะมากกว่าแต่ป้องจะนิ่งๆ และพร้อมตลอดเวลาว่าจะมีเรื่องเข้ามาแล้ว แต่เราไม่ใช่ขาลุย อย่าไปลุยเลยโตแล้ว อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ที่มาที่ไปก่อนจะมาถึงวันนี้

ผมเริ่มมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นแล้วล่ะ สมัยนั้นไปเป็น extra ไปเดินผ่านกองนั้นกองนี้ และแคสงานมาตั้งแต่ ม.3 ปลายๆ จนเกือบจะขึ้น ม.4 ตอนนั้นเป็นแค่ extra ครับ เขาเรียกอะไรเราก็ไป ไม่มีบทพูดแค่เดินผ่านเฉยๆ ที่ทำตอนนั้นเราอยากช่วยพ่อ-แม่แบ่งเบาภาระบางส่วนเท่านั้นเอง ตอนเด็กๆ เราอาจจะอยากได้ของเล่นบ้าง อยากมีอะไรเป็นของตัวเองบ้างเราก็เลยหาอะไรทำเพื่อจะเอาเงินตรงนั้นมาเป็นค่าขนมเสียมากกว่า ช่วงแรกจะมีเพื่อนไปด้วย แต่หลังๆ ไปคนเดียว แล้วก็เริ่มแคสงานอื่นๆ มาเรื่อยๆ

เป้าหมายคือวงการบันเทิง

ก็ไม่ได้มุ่งมั่นว่าอยากเป็นนักแสดงนะครับ อยากเป็นนักดนตรีมากกว่า ผมชอบเล่นดนตรี เพราะด้วยความที่ผมเองก็มีวงของตัวเอง ก็อยากจะทำเพลงประกวดมาตลอด ผมแคสงานมาประมาณ 10 ปี ไม่เคยได้เลยสักงาน ทั้งโฆษณา ซีรี่ส์ เอ็มวีผ่านมาหมดแล้ว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (ยิ้ม) ซึ่งแรกๆ ก็ยอมรับนะว่ามีท้อครับท้อมาก แต่ก็ยังพยายามอยู่ เพราะมองว่าเมื่อมีโอกาสก็ต้องทำดีกว่า ลองไปเรื่อยๆ สักวันก็จะเป็นของเราเอง

ผลงานแสดงชิ้นแรก

U-Prince Series ซึ่งเป็นการประกวดเข้ามา ต้องขอบคุณจีเอ็มเอ็มทีวี และผู้ใหญ่มองเห็นเด็กคนหนึ่งและให้โอกาสผมได้มาทำตรงนี้ครับ

ความคิดเห็นจากครอบครัว

คือก็มีเพื่อนมีพี่บ้างที่บอกว่าหยุดเถอะ เพราะใช้เวลานานแล้ว แต่ว่าดีที่พ่อแม่ผมยังสนับสนุน เขาเชื่อว่าเราต้องทำได้และเขาไม่เคยขัดความคิดของผมนะครับ ซึ่งผมก็ลองมาแคสติ้งดู ถ้าได้ก็ดีมากถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ-แม่ได้บ้างไม่มากก็น้อยก็อยากจะลองทำอะไรด้วยตัวเองดู ทุกวันนี้ที่บ้านเขาก็ดีใจกันแบบเงียบๆ ไม่กล้ากระโตกกระตาก (ยิ้ม) สำหรับผมเองพอได้โอกาสตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นการที่เราจะได้ปล่อยของไหมนะ แต่ว่าทุกวันผมก็พยายามทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้วันนี้เราได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์พรุ่งนี้เราขอได้หนึ่งจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ต้องทำดีขึ้นเรื่อยๆ จนที่บ้านเห็นความสามารถ ไม่ได้ว่าปล่อยของ แต่ผมพยายามทำมาเรื่อยๆเราทำสายนี้จะปล่อยให้ความพยายามที่มีลดลงไม่ได้ ต้องพยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ

กับงานด้านดนตรี

ก็ไม่เป็นไรผมมีความสุขที่ได้เล่นดนตรี หยิบกีตาร์มาเล่นอยู่ที่บ้านผมคิดว่ามันเป็นกิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ไม่ได้ทำร้ายใคร หรือทำเรื่องไม่ดี มันเป็นเรื่องดีที่ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์กล้าแสดงออกทุกอย่าง แต่ก็ถ้ามีเวลาก็ยังไปเล่นกับวงเหมือนเดิมนะครับ ไม่เคยทิ้งและทางต้นสังกัดก็ไม่ได้ว่าอะไรก็มีบอกนะครับว่า ผมไปเล่นดนตรีนะ

ได้ใช้ดนตรีในงานแสดงมากน้อยแค่ไหน

หลักๆ ที่ผมมองว่าการเล่นดนตรีที่ช่วยผมได้เยอะคืออินเนอร์ครับ ผมเล่นดนตรีมา 15 ปี แล้วผมรู้สึกว่าจะพัฒนามาจนเล่นเพลง แล้วรู้สึกแล้วถ่ายทอดมันออกมาได้ แล้วดีมากที่มีคนบอกว่ารู้สึกว่าเพลงมันเศร้ามากมีซีนหนึ่งใน Secret Seven เป็นการแสดงศักยภาพผมได้ดีมากเลย ผมรู้สึกว่าเล่นเพลงเศร้าผมทำได้ในระดับที่ดีระดับหนึ่ง ผมเล่นเพลงมีความสุขผมทำได้ดีพอมีคนฟังออก บอกมีความสุขมากเลยตรงนั้นก็เอามาพัฒนาตัวละคร ที่ทำให้อินเนอร์ตัวละครที่ผมได้เล่นทุกเรื่องเลยครับ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของผมครั้งหนึ่งเลย อย่างตอนนั้นที่เข้าฉากผมจะเล่นเปียโนได้บ้างนิดหน่อย แล้วก็กีตาร์ เบส ตอนนี้ชอบเพลงบรรเลง ผมเชื่อในเรื่องดนตรีบำบัด ดนตรีสื่ออารมณ์นิยามตัวลีเอง

ตัวตนของลี

การพูดการจาของผมอาจจะดูแบดบอย ห้วนๆ แต่สิ่งที่ผมทำผมไม่ได้ทำให้เดือดร้อนใคร ไม่ได้ก้าวร้าวผมเป็นตัวของตัวเอง ผมไม่ได้แย่ ผมไม่ใช่คนเลวนะ ผมเป็นคนเรื่อยๆ ชิวๆ เป็นคนสนุก รักในเสียงดนตรีและงานศิลปะ เรียกว่าติสท์ได้ไหมแบบนี้ก่อนเข้าวงการก็ไม่ค่อยอยากเจอคนเยอะ เข้าห้องเล่นกีตาร์แต่งเพลงคิดโน่นคิดนี่ แต่พอได้ทำงานที่อยู่หน้าผู้คนเยอะขึ้น ก็ค่อยๆ ปรับตัวเอง จะมาติสท์แตกในการทำงานไม่ได้ทีมงานเขาต้องมารอเรา เขามีลูกมีครอบครัวของเขาที่ต้องกลับไปดูแล ก็ต้องมาเสียเวลา ไม่ได้งานก็คืองาน

กระแสความฮอต

ไม่นะ ผมไม่คิดว่าผมฮอตนะ (ยิ้ม) ก็เป็นเด็กคนเดิมที่เข้ามาตั้งแต่วันแรกก็ยังเป็นเหมือนเดิม ผมว่าผมต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจมาตั้งแต่วันแรกและมากขึ้น ก็พยายามทำตัวให้ดีและพัฒนางานเรื่อยๆ ถามว่างานเยอะมั้ย สำหรับผมตอนนี้ถือว่ายังไม่เยอะมาก แต่ถ้ามีมาเพิ่มอีกก็ยิ่งดี(หัวเราะ) กับแฟนคลับเราก็มีพื้นที่ที่เราได้ไปเจอกันบ่อยๆ ก็คือที่ 1416 memo cafe อยู่แถวเอกมัย เป็นร้านกาแฟที่ผมทำร่วมกับ “เมฆ-จิรกิตติ์” และ “น้องมุก-วรนิษฐ์” ผมมีความสุขนะที่เห็นเขาได้ยิ้ม เป็นพื้นที่หนึ่งที่อยากให้เขามากัน ผมเห็นกลุ่มใหญ่ขึ้นแล้วผมดีใจมากเลยนะ ในวันนี้ก็ยังไม่ได้ภูมิใจขนาดนั้น ผมต้องบอกว่าผมดีใจและประทับใจที่พ่อ-แม่ไม่ขัดผมเลย ผมเองก็คือคนที่ทำงานคนหนึ่ง ได้ทำงานในวงการบันเทิงจริงๆ ก็คือเด็กคนหนึ่งเหมือนเดิม ยังสม่ำเสมอกับเพื่อนตลอดภูมิใจที่ทุกคนให้โอกาส และคอยสนับสนุนผมไปแบบนี้เรื่อยๆ นะครับ

บทบาทที่อยากเล่น

ผมไม่เกี่ยงเลยบทไหนก็ได้ แต่ว่าแตกต่างกันได้ก็ดีเพราะทักษะจะได้พัฒนาไปเรื่อยๆ เล่นเหมือนเดิมอาจจะได้เรื่องเทคนิคเรื่องมุมกล้องเรื่องบท แต่ผมเล่นเหมือนเดิมแค่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นพี่ป้องได้นะ เพลย์บอยขี้อ่อยได้นะเป็นคุณชายได้นะ ก็อยากจะบอกกับทุกๆ คน ว่าผมยังอยากทำงานที่หลากหลาย และขอบคุณที่ติดตามมาตลอด ขอบคุณทุกโอกาสที่ได้รับ และรักทุกคนมากนะครับ ที่คอยสนับสนุนผมมาตลอดเวลา (ยิ้มอ่อย)

กุหลาบสีเงิน

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

Published June 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/332842

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

Rookies : หนุ่มลักยิ้ม‘เซินเจิ้น-พสธร’ ผู้หลงใหลการแสดง และงานสถาปนิก

วันเสาร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เห็นแก้มบุ๋มๆ ที่เกิดจากรอยยิ้มกว้างมาแต่ไกล สำหรับหนุ่มชื่อเท่ไม่ซ้ำใคร “เซินเจิ้น-พสธร ทรงถาวรทวี” นักแสดงหนุ่มเลือดใหม่จากช่อง 7 สี ที่เพิ่งจะฝากฝีมือจากซิทคอมเรื่อง “รักหวานบ้านวุ่น” แว่วมาว่าละครเรื่องต่อไปก็จ่อคิวเข้ามาอีกเพียบ แหม…เนื้อหอมขนาดนี้เห็นทีเราต้องรีบเข้าไปทำความรู้จักอย่างด่วนๆ

“กับผลงานที่เพิ่งจบไปคือซิทคอมรื่อง “รักหวาน บ้านวุ่น” ซึ่งต้องบอกว่าบทคล้ายตัวผมมากหลายคนก็พูดว่าเหมือนผม คือเขาเป็นคนใจเย็นมีเหตุผล นอกจากคาแร็กเตอร์ใกล้ตัวแล้วกิจกรรมชอบถ่ายรูปถ่ายคลิปของตัวละครก็เหมือนผมอีก การทำสนุกดีครับมีแต่เสียงหัวเราะเพราะมีนักแสดงรุ่นเดียวกันเต็มไปหมด เรื่องราวเป็นคอเมดี้ซึ่งตรงนี้จะยากหน่อยเพราะว่ามันจะต้องมีจังหวะ ส่วนผลงานอื่นที่กำลังถ่ายทำอยู่ก็มีละครเรื่อง “แม่สื่อปากร้าย ผู้ชายรสจัด” เรื่องนี้ผมเล่นเป็นเพื่อนสนิทพระเอก (พอร์ช-ศรัณย์) บ้านรวยทำธุรกิจ เป็นคาแร็กเตอร์แบบคนที่มีมาดแต่งตัวทุกอย่างต้องเนี้ยบถือเป็นละครหลังข่าวเรื่องแรกของผมก็อยากให้ทุกคนติดตามกันส่วนอีกเรื่องก็ “คุณหนูเรือนเล็ก” ที่ถ่ายเสร็จไปแล้ว แต่ว่าเล่นรับเชิญซึ่งเป็นบทที่ดราม่ามากที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลย ชีวิตรุนแรงมากแฟนโดนฆ่าแล้วพอมีลูกก็ยังถูกพรากไปอีก และเราก็ต้องติดคุก”

บอกเล่าที่มาที่ไป

ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลงานโฆษณา มิวสิกวีดีโอเพลง รักอยู่ ของ ETC เคยถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “รักสุดท้ายป้ายหน้า” เหมือนเป็นการลองชิมลาง แล้วหลังจากนั้นก็มีเรื่อง Happiness The Series เรื่องนี้จะเล่นเป็นพระเอกซึ่งเรื่องมันจะเกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิต เกี่ยวกับจิตเวชก็สนุกดีครับ หลังจากนั้นก็มีเรื่อง“ภูติสาวสื่อรัก” “ลูกหลง” ผมเคยอยู่กับ “พี่โกโก้-นิรุณ”มาก่อนครับ แต่ตอนนี้พี่เขาเสียไป คือช่วงที่ผมเรียนสถาปัตย์ก็ใช้ทุนเรียนฟรี 5 ปี ยังไม่ได้ทำงานอะไรพอเรียนจบก็เริ่มมาทำงาน เคยประกวด KPN ปีที่ “พี่ไต้ฝุ่น-กนกฉัตร” ได้ตำแหน่ง แต่ว่าผมสละสิทธิ์ไม่ได้แข่งต่อเพราะว่าเราติดเรื่องเรียน ซึ่งการเข้ารอบสุดท้ายเราต้องเข้าบ้าน ผมก็เสียดายแต่เราต้องเลือก คือเราก็มีความสามารถในการร้องเพลง ร้องได้ทุกสไตล์นะครับ แล้วก็เคยเรียนร้องเพลงมาบ้าง

เหมือนจะมาคนละทางกับงานบันเทิง

จากที่ผมจบคือจะเป็นสถาปนิกนะครับ มันก็ไม่ตรงสายเลยแต่ก็รู้สึกชอบมากเลยนะพอได้เข้ามาทำงานตรงนี้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่จำเจในการทำงานที่นี่คือเราได้เจอคนใหม่ๆ และได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เราต้องบังคับตัวเองจัดการตัวเองให้มันโอเคตลอดเวลา แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ซึ่งผมเองเป็นคนที่ชอบอะไรที่มันไม่ซ้ำอยู่แล้วอย่างถ้าให้ทำงานออฟฟิศนั่งๆ
หน้าคอม ผมจะไม่มีความสุขเลย แต่ในการทำงานวงการนี้ก็ทำให้มีความสุขมากท้าทายกับงานต่างๆ ที่หยิบยื่นเข้ามาให้เรา

ผลงานที่ได้โชว์ฝีมือ

ก็มีได้ทำบ้างครับ ได้รีโนเวทออฟฟิศให้ “พี่ตั๊ก-มยุรา” คือเขาซื้อทาวน์โฮมใหม่เราก็แค่ไปตกแต่ง ทำคนเดียวครับออกแบบให้เขา ซึ่งเขาก็ชอบนะครับผมก็ทำ 3D ทำเป็นกราฟิกให้เขาชมเข้า
ห้องประชุมใหญ่โตเลย (ยิ้ม) ทั้งพี่ตั๊กทีมงานพี่ตั๊กผมก็ตื่นเต้นมากแล้วเขาเป็นคนละเอียดมากด้วย มันเลยทำให้ผมฝึกตรงนี้ คือเหมือนเราไปขายงานเลยครับอธิบายรายละเอียดเขาชอบแบบไหนสไตล์ไหนแล้วเราก็เอาไปให้เขาเลือก ทำเมื่อปีที่แล้ว จริงๆ ก็มีผลงานหลายชิ้นแล้วนะ มีพวกสะพานปลาที่ผมทำธีสิสและที่สมุทรสาครเขาอยากซื้อแบบไปทำ แล้วงานอดิเรกผมคือชอบต่อเรือประมงครับผมชอบเรือประมงมาก ว่างๆ จะชอบไปดูเรือประมง แล้วก็มานั่งต่อเอากระดาษทีละแผ่นมาต่อเป็นโมเดล ลำหนึ่งใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงครับ เป็นความชอบล้วนๆ เราอยากจะเห็นเรือแบบนี้นะเราก็ต่อก็ทำมันขึ้นมาเองเลย เพราะเรารู้หมดแล้วว่าส่วนประกอบของเรือมีอะไรบ้าง

โปรเจกท์ต่อไป

ผมก็ว่าจะทำเป็นของตกแต่งบ้าน แล้วก็ใส่ความเชื่อเข้าไปว่าการมีเรือในบ้านหันเรือเข้าบ้านจะมีความร่ำรวย เหมือนเป็นเรื่องฮวงจุ้ย แต่ว่าเรือของเราเป็นเรือประมง ปกติเป็นเรือสำเภาใช่ไหมครับ นี่คือผมต่อเยอะมากเลยนะเรือ

แรงบันดาลใจที่ทำให้ชอบเรือ

คือมันมีสตอรี่ครับเพราะว่าหลังบ้านผมเป็นสะพานปลา แล้วตอนที่ผมเด็กๆ พ่อจะชอบพาไปป้อนข้าวตรงสะพานปลาข้าวถ้วยนึงกับน้ำแก้วนึงแล้วพ่อก็จะถือเดินตามผมพาผมไปเที่ยว ซึ่งผมจะจำเรือได้ทุกลำเห็นเรือมาแค่นี้ก็รู้แล้วว่าชื่อเรืออะไร แล้วผมก็รู้จักกับเจ้าของเรือ วันว่างๆ ก็จะไปดูเรือซึ่งมีความสุขมาก (ยิ้ม)มีอารมณ์แบบขับรถไปจากรุงเทพฯเพื่อที่จะดูเรือที่สมุทรสาครตอนเช้าแล้วก็กลับ แล้วผมก็ได้ออกแบบกระโจงเรือให้เขาด้วย เป็นงานที่ทำแล้วเหมือนทำให้เราได้รายได้เข้ามา

อนาคตที่วางไว้

ก็คงต้องรอดูก่อนครับ เพราะว่าจริงๆ มันเป็นงานแฮนด์เมดเป็นงานที่จะต้องใช้ฝีมือ ก็ไม่มีใครต่อเหมือนผมได้เพราะว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดต่อให้ใครต่อฝีมือมันก็จะไม่เหมือนกัน เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีเทคนิคของตัวเอง ส่วนงานตกแต่งภายในก็มีติดต่อเข้ามาเหมือนกันแต่ว่าเราก็ส่งให้เพื่อนเพราะว่าบางทีเราถ่ายละครเราก็ไม่มีเวลาทำ คือถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีก็ไม่ทำดีกว่า เราก็อธิบายให้ลูกค้าฟังก่อนว่าผมไม่ค่อยมีเวลานะถ้าผมทำมันจะไม่ค่อยดี ให้เพื่อนดีกว่า เพื่อนก็จะได้รายได้ตรงนั้นไป ส่วนงานแสดงตอนนี้เราก็เข้ามาทำเต็มตัวแล้วก็คงจะทำต่อไปจนชั่วอายุขัย (หัวเราะ) งานสถาปนิกก็ทำด้วยครับ ควบคู่กันไปคือผมก็พยายามทำโปรแกรมอะไรที่มันจะทำให้เราไม่ลืมที่เรียนมานะ อุตส่าห์เรียนมาตั้ง 5 ปี คงเสียดายถ้าเกิดลืมแล้ว ก็คิดว่าจะทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไปแน่นอนครับ ถ้าอันไหนที่เราลืมก็จะให้เพื่อนมาสอน อาจจะมีอายๆบ้างเพราะว่าเพื่อนเขาก็ไประดับเซียนแล้ว แต่เรายังมีความรู้แค่นี้ คือเพื่อนเขาก็จะมีประสบการณ์ในการทำงานใช่ไหมครับ แต่การที่เราผ่านพี่ตั๊กมาได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว มีแต่คนชม เพราะว่าตอนนั้นต้องยอมรับว่าเขาก็คอมเมนต์ค่อนข้างเยอะแหละ การทำงานมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เขาอยากได้แบบนี้ แต่หลักๆ เราดีไซน์ได้ถูกใจเขา สำหรับเรามันก็โอเคมากแล้วครับ เขาก็ชมว่าสวยดีนะ

ว่าด้วยเรื่องความฝันของเด็กชายเซินเจิ้น

ตอนเด็กๆ ผมฝันว่าอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ เพราะผมเป็นคนชอบสังเกตแล้วก็เป็นคนที่ชอบถามพ่อตลอดเวลาว่าป้ายนี้ทำไมขาถึงเป็นสีนี้ล่ะ ทำไมเขาต้องออกแบบเป็นทรงกลม ทั้งที่เด็กคนอื่นเขาไม่สงสัยไม่สังเกตกัน ก็เลยคิดว่าการที่เราช่างสังเกตมันก็น่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์มั้ง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเข้ามาวงการบันเทิง แต่พอได้เข้ามายืนตรงนี้แล้วมันก็คงเป็นความฝันที่อยากจะทำออกมาให้ดีที่สุด เหมือนดวงมันก็ทำให้เราได้เข้ามาแคสติ้งดูได้ลองทำงานแล้วเราก็เริ่มชอบมัน การที่เรามาทำงานตรงนี้ทางบ้านก็เห็นด้วยทุกอย่างครับ พ่อกับแม่นี่เป็นกำลังใจสำคัญเลยคือเขาสนับสนุนทุกอย่างไม่เคยห้าม จะช่วยกันปรึกษาครอบครัวผมจะเป็นแบบนี้มากกว่า ไม่ใช่แค่พ่อแม่นะครับแต่จะมีอาม่าอากู๋เขาก็จะบอกเลยว่ามีอะไรก็บอกเลยนะ

ที่มาของชื่อเล่น

ทุกคนก็จะถามว่าเปลี่ยนเพราะเข้ามาในวงการหรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ใช่นะ เป็นชื่อเซินเจิ้นมาตั้งแต่เกิดเลยครับ เพราะว่าก๋งผมเขาอพยพมาจากเมืองจีนแล้วมาอยู่นราธิวาส พอได้หลานชายคนแรกเขาก็เลยให้ชื่อนี้ แต่พี่สาวผมไม่จีนเลยนะชื่อเชอรี่ คือบ้านเราจะไม่ได้อินว่าจะต้องชื่อคล้ายกัน ผมก็จะเรียกตัวเองว่าเจิ้น เพื่อนบางคนจะเรียกว่าเซิน แล้วแต่นะเราก็หันหมด ไม่ได้รู้สึกว่าชื่อตัวเองแปลก จะแทนตัวเองพยางค์เดียวมาตลอดไม่ค่อยใช้ 2 พยางค์จะเขินก็ตอนที่ต้องเรียก 2 พยางค์นี่แหละ (ยิ้ม) เซินเจิ้น ทุกคนจะบอกว่ามันดูปลอมหรือเปล่า แต่ยืนยันว่าชื่อนี้ได้มาแต่เกิดเลยครับด้วยความที่เป็นครอบครัวคนจีน เป็นจีนฮกเกี้ยน เมื่อก่อนจะพูดจีนได้นะแต่ตอนนี้พูดไม่ได้แล้ว ตอนเด็กๆ จะพูดถามตอบกับป๊านี่สบายมาก

สำเนียงไม่ค่อยจะใต้

โอ้ย…ตอนปี 1 ทองแดงเลยครับ ไม่มีทีอ่ะ อะไรนิ จนเพื่อนบอกว่าอะไรเจิ้นนิ (หัวเราะ) แต่ต้องบอกเลยว่าคนใต้นราธิวาสเขาจะไม่ค่อยพูดใต้กันจะพูดยาวี ซึ่งผมก็จะพูดใต้ไม่ค่อยเป็นนะ เพื่อนๆ ผมก็จะจีนขาวมาเลย แล้วพูดกลางอย่างเดียวเลยครับ คนที่เป็นมุสลิมเขาก็จะพูดภาษายาวีกัน เราก็เลยไม่ค่อยได้พูดภาษาใต้เท่าไหร่

อีกหนึ่งกำลังใจ

ก็มีป้ายไฟเป็นของตัวเองบ้างครับ (ยิ้ม) มีพี่ๆ เขาทำให้แล้วก็มีมีทติ้งกันด้วย แฟนคลับเรายังไม่มากเพราะว่าเราก็เพิ่งมาแสดงละคร ก็รู้สึกดีใจนะครับที่เขาชอบและเขามองเห็นในตัวเรา ก็คงทำอะไรไม่ได้มากเท่ากับการพูดคุยเป็นเพื่อนกับเขาต้อนรับเขา บางทีเขาซื้อดอกไม้ ซื้อหมีตัวเท่าบ้านมาให้ผมเกรงใจมากเลยไปซื้อมาเปลืองเงินมากเลยนะไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ครับ แต่พอเอากลับบ้านไปแม่ชอบมากแม่บอกว่าดีเลยเอามากอด

ทิ้งท้ายสักนิด

ยังไงผมก็ฝากเชียร์ด้วยนะครับ ผมเองก็เหมือนเพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานตรงนี้รู้สึกอยากให้ทุกคนรักและเชียร์กันผมตั้งใจทำงานที่สุดแล้วก็อยากให้ชื่นชอบในผลงานของผมด้วย แวะเข้ามาทักทายกันในไอจีก็ได้ @zernjern ผมมีงานอดิเรกเยอะแยะมากมายไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง แล้วก็มีคนมาติดตามเรือประมงของผมด้วย#zjsketching ก็รู้สึกโอเคครับผมพยายามจะทำอะไรให้มันหลายๆ ด้าน ทั้งเรียนร้องเพลง เล่นกีฬา ผมเป็นนักกีฬาแบดมินตันด้วยนะ ตอนเด็กเคยติดระดับจังหวัดระดับเขต ทุกวันนี้ก็ยังตีมีแข่งอยู่บ้างครับ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

Published June 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331625

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี  ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

Rookies : ค้นประวัติหนุ่มโอปป้า โปรไฟล์ดี๊ดี ‘นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช’

วันเสาร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพิ่งลาจอไปสำหรับละครเรื่อง “เด็ดปีกนางฟ้า” ของผู้จัด “ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา” ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่อย่าง “นัท-ศุภณัฐ เลาหะพานิช” ที่เจ๊ไก่หมายมั่น
ปั้นเองกับมือ เห็นทีเราจะรอช้าไม่ได้แล้ว รีบคว้าตัวหนุ่มนัทมานั่งพูดคุยค้นตัวตนกันแบบลึกสุดๆ

กับผลงานละครเรื่อง ‘เด็ดปีกนางฟ้า’

ตอนนี้ไปไหนก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นครับ เข้ามาทักว่าใช่ไคริหรือเปล่า (ยิ้ม) ด้วยความที่ตัวไคริเขาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นดังนั้นในเรื่องนี้นัทก็เลยจะพูดไทยไม่ค่อยชัด ไคริเขาเป็นผู้ชายอบอุ่นอารมณ์ดียิ้มง่าย มองโลกในแง่ดีมาก สดใส นั่นคือเสน่ห์ของเขา เป็นบุคลิกที่ค่อนข้างไปทางคนญี่ปุ่นเลย และด้วยความที่เป็นเรื่องแรกของนัท “พี่ไก่” (วรายุฑ มิลินทจินดา) ก็เลยให้ลองเล่นบทที่ไม่ยากมากก่อน ถือเป็นบทที่ไม่ไกลจากตัวเราเท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวละครที่เข้ามาทำให้ความรักของพระเอกนางเอกสั่นคลอนนิดหนึ่ง (ยิ้ม) กับการแสดงจริงๆก็ต้องทำการบ้านหนักเหมือนกันนะครับ คือไปต่อบทเพิ่มเติม แล้วพี่ไก่ก็ส่งให้ไปเรียนการแสดง ตอนแรกรู้สึกตื่นเต้นแล้วก็เกร็งมาก แต่พอลองถ่ายและมันผ่านฉากแรกไปแล้ว ก็ลื่นไหลและสนุกขึ้นเรื่อยๆ

ผู้จุดประกายความเป็นนักแสดง

คือนัทไปเจอกับพี่ไก่ที่ร้านอาหารครับ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วก็มีคุยกัน พี่ไก่ก็ถามว่าสนใจจะมาเล่นละครไหม ลองมาแคสดู แต่ว่าตอนนั้นยังไม่มั่นใจว่าเราชอบทางนี้หรือเปล่า จนกระทั่งพี่ไก่ส่งให้ไปเรียนการแสดงก่อน เพราะว่านัทเป็นคนขี้อายมาก คือออกมาข้างนอก ถ้าคนที่ไม่รู้จักเราจะไม่กล้าคุยกับเขาเลย จะเงียบมาก แล้วพอได้เรียนการแสดงครั้งแรก ยากมาก เพราะว่าปกติเป็นคนเก็บตัว โลกส่วนตัวสูง อยู่กับตัวเอง พอเรียนไปสัก 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกว่ามันสนุกแล้วนะครับ เราได้พัฒนาบุคลิกภาพด้วย เลยรู้สึกชอบ ไปๆมาๆกลายเป็นเรารู้สึกรักไปแล้ว

จากเด็กติดเกมสู่แชมป์ระดับประเทศ

นัทเป็นเด็กติดเกมมาตั้งแต่เด็ก คือเล่นเกมแร็กนาร็อก และนัทเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมุ่งมั่นมาก กับเกมก็เช่นกัน เล่นจนแข่งแล้วได้เป็นแชมป์ ไม่ใช่แค่นั่งเล่นเฉยๆ ไปวันๆ ตอนเริ่มแรกที่เล่นก็ไม่ได้อะไรมาก แต่พอรู้สึกว่าเราชอบมันไปแล้ว เราก็รู้สึกว่าอยากจะทำให้มันดีที่สุด เพราะมันก็ต้องมีการแข่งขันอยู่ในเกม เราเลยคิดว่าไปให้สุด จนได้ตำแหน่งแชมป์แร็กนาร็อกของประเทศไทย และเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตรุ่นแรกของประเทศไทย คือที่เมืองนอกเขามีมาสักพักแล้ว แต่ที่บ้านเราเพิ่งรองรับอีสปอร์ต ถือว่าเกมเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง มีไปแข่งและมีเงินรางวัล ได้แชมป์เมื่อปีที่แล้วครับ แข่งเป็นทีม ทีมละ 7 คน ตอนแรกคุณพ่อก็จะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (หัวเราะ) เหมือนเล่นไปแล้วไม่ได้อะไร แต่ว่าพอได้แชมป์ประเทศไทย และได้เงินรางวัลหลักแสนเขาก็โอเค เลิกบ่นเราแล้ว บางคนถามว่าเล่นเกมแล้วได้อะไร สำหรับนัทมองว่าสิ่งสำคัญคือเราได้มิตรภาพระหว่างเพื่อน จากที่เราคุยกันแค่ในเกม แต่กลับได้มารู้จักกันจริงๆ ก็เลยแฮปปี้ตรงนี้มาก เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คืออยากจะได้แชมป์ประเทศไทยตั้งแต่เล่นเกมแล้ว พอได้มาแล้วก็รู้สึกว่ามันคือความสำเร็จของเกมที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ทุกวันนี้ก็มีเล่นบ้าง แต่จะหันมาทุ่มเทให้กับการแสดงมากกว่าครับ

ไม่ใช่สิ่งที่ฝันและหวังไว้

ไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาเป็นนักแสดงเลยนะครับ ก่อนหน้าที่จะมาเจอพี่ไก่ก็มีคนเคยมาติดต่อว่าให้ไปแคสบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าไปแคสมันคืออะไร เราต้องเตรียมตัวยังไงไปก็ลองดู และไม่เคยได้งานเลย อาจจะด้วยความที่เราเป็นคนขี้อายด้วยมั้งครับ คือเขาก็จะมีบทมาให้เรา เราก็อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ต้องทำยังไง เพราะว่าเราไม่เคยสนใจทางด้านนี้เลย ไม่ดูหนังไม่ดูละคร จะมีดูบ้างพวกการ์ตูนแล้วก็อยู่ในโลกของเกมของเราไป (ยิ้ม) พอไปแคสแล้วไม่ได้ เราก็ไม่สนใจตรงนั้นเลย และไม่เคยเรียนการแสดงเลยด้วย แต่นัทเรียนนิเทศนะครับ นิเทศที่เรียนคือสื่อสารการตลาดจะเน้นไปทางการทำการตลาด ไม่ได้เกี่ยวกับการแสดง

นัทในวัยเด็ก

ก็ประมาณนี้ครับ เก็บตัว เป็นคนนิ่ง แต่ว่าอย่ามาหาเรื่องนะเราก็สู้เหมือนกัน ตอนเด็กๆ ที่จำได้คืออยากเป็นหมอ แต่ว่าเรียนไม่เก่ง พอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่ใช่แล้ว แต่ที่คิดไว้ว่าน่าจะทำก็คือกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน ตอนแรกเรียนบริหารแล้วรู้สึกว่ามันยากและไม่ชอบมันไม่สนุกไม่เอ็นจอยไปกับมันก็เลยเลือกนิเทศ ซึ่งคุณพ่อก็บอกว่าให้ดูอะไรที่มันมีเกี่ยวกับบริหารบ้างได้ไหม ก็เลยเป็นนิเทศสื่อสารการตลาด คุณพ่ออยากให้นัทกลับไปทำธุรกิจของที่บ้าน แต่ด้วยความที่เราไม่ยอมด้วย (หัวเราะ) ก็คิดว่าคุณพ่อก็ต้องยอมนัทแล้วแหละ นัทรู้สึกว่าการที่เราได้เข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้ามันได้เป็นอาชีพและเราทำมันด้วยความสุข มันจะโอเคมากๆ กว่าที่ไปทำอะไรที่ต่อให้มันได้ค่าบัดเจ็ทที่มันเยอะก็จริง แต่ว่ามันอาจจะไม่มีความสุขเท่านี้

เด็กปั้นคนล่าสุดของพี่ไก่

เจอพี่ไก่ตอนอายุ 23 ตอนนี้นัทอายุ 25 ก็มองว่าโอเคนะครับ คือถ้าเรามาเร็วก่อนหน้านี้เราอาจจะยังไม่เก่งเท่านี้ ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขนาดนี้ ยิ่งเราเด็กด้วย เราก็ยังไม่ได้สนใจด้วย กับพี่ไก่ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรครับ เหมือนเป็นสัญญาใจกันมากกว่า คือพี่ไก่สอนนัททุกอย่าง สอนแม้กระทั่งท่าเดิน คือนัทบุคลิกภาพแย่มาก (หัวเราะ) คนปกติเวลาเดิน ถ้าก้าวเท้าซ้ายต้องแกว่งแขนขวา แต่นัทแกว่งแขนข้างเดียวกับขาไม่ได้สังเกตตัวเองเลยครับ แล้วพี่ไก่เห็นก็มาปรับกันตั้งแต่ตรงนี้ รวมทั้งการพูดการมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ใช่แค่การแสดงเรื่องงาน ถ้าเรื่องต่อไปพี่ไก่ยื่นบทอะไรมาให้ ก็คือตามนั้นเลยครับ เคารพและให้เกียรติพี่ไก่ตัดสินใจ และถ้ามีละครของที่อื่นติดต่อมา ยังไงเราก็รับได้ พี่ไก่ไม่ได้ติดตรงนี้เลยครับ ถ้ามีโอกาสแล้วนัทอยากจะเล่นพี่ไก่ก็สนับสนุนเต็มที่ เวลามีปัญหาเรื่องการแสดงก็จะโทร.ปรึกษาพี่ไก่ได้ตลอด

พระเอกซีรี่ส์ My Engineer เมีย’S วิศวะ

พอดีทาง “พี่เจน” ผู้กำกับเขาเป็นรุ่นพี่นัทที่วชิราวุธ แต่ว่านัทไม่ทันรุ่นเขานะครับ เขาคงเห็นนัทจากไอจี หลังจากนั้นเขาก็เลยขอคอนแท็กนัทจากรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง และมาคุยว่าสนใจไหมว่าบทและเรื่องราวเป็นประมาณนี้นะ แต่เขายังไม่บอกว่าเล่นเป็นตัวไหน เขาก็บอกว่าเป็นซีรี่ส์วาย นัทก็โอเค เพราะว่าเป็นจังหวะที่นัทปิดกล้องเด็ดปีกนางฟ้าไปแล้ว ก็เลยลองไปแคสดูในบทของ “บ่น” พระเอกของเรื่อง แล้วก็ได้เล่น ตอนแรกยังไม่ได้บอกแม่ กลัวเขาจะไม่เข้าใจ ว่ามันจะยังไง แต่นัทก็ไม่ได้ติดกับอะไรอย่างนี้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้สังคมก็เปิดรับ แต่พอมารู้ว่าตัวบ่นเขาเป็นตัวที่ต่างจากนัทมาก หน้ามือเป็นหลังมือเลย ก็หนักใจมาก แต่นัทว่าด้วยความที่มันต่างกันไปเลย ก็น่าจะมีอะไรที่ชัดเจน เรารู้สึกว่าถ้าเล่นเรื่องนี้ได้ ก็เหมือนเราประสบความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง พอเขาติดต่อมานัทก็บอกพี่ไก่ตั้งแต่แรกเลย พี่ไก่ก็บอกว่าดี เพราะตอนนี้ซีรี่ส์วายกำลังมาแรง เขาก็ถามว่าชอบไหม นัทก็โอเคและพี่ไก่เขาก็โอเคเลยครับ แต่ก็คงจะต้องมีปรับเรื่องการแสดงเพราะว่าสไตล์จะไม่เหมือนกับละคร

ก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจทุกคำติชมสำหรับละครเรื่องแรกของนัท “เด็ดปีกนางฟ้า” นะครับ และขอฝากผลงานเรื่องต่อๆ ไปด้วย ฝากซีรี่ส์ My Engineer ซึ่งกำลังจะถ่ายทำและได้ชมกันเร็วๆ นี้ครับ

%d bloggers like this: