Rookies

All posts tagged Rookies

Rookies : ‘ป๊อปปี้-ชนม์นิภา วิเศษสุด’ เด็กหลังห้องสู่นางเอกจอเงินเลือดอีสาน

Published August 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/407666

Rookies : ‘ป๊อปปี้-ชนม์นิภา วิเศษสุด’  เด็กหลังห้องสู่นางเอกจอเงินเลือดอีสาน

Rookies : ‘ป๊อปปี้-ชนม์นิภา วิเศษสุด’ เด็กหลังห้องสู่นางเอกจอเงินเลือดอีสาน

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ป๊อปปี้-ชนม์นิภา วิเศษสุด” นางเอกส้มหล่น ผู้ได้โอกาสประเดิมจอเงินครั้งแรก แล้วยังได้ประกบกับ2 นักแสดงรุ่นพี่เลือดอีสาน “ริท-เรืองฤทธิ์ ศิริพานิชย์” และ “เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” ในภาพยนตร์เรื่อง “สี้น 3 ต่อน” จากค่ายเอ็มพิคเจอร์ส ซึ่งถือเป็นการทำงานของวัยรุ่นเลือดอีสานที่ต้องจับตา!!

ความรู้จากห้องเรียนสู่การแสดงหน้าจอ

ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยทำอะไรที่เกี่ยวกับงานในวงการบันเทิงมาก่อน เคยแค่ประกวดดาวของมหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ แต่ว่าหนูเรียนคณะวิทยาลัยนานาชาติ สาขานิเทศศาสตร์ หนูชอบมีเดีย ชอบงานเบื้องหลัง พอแสดงไปด้วยหนูก็จะสังเกตพี่ทีมงานเรื่องการจัดแสง การทำงานต่างๆ มันมีอะไรบ้าง หนูชอบดูว่าเขาทำงานยังไง แล้วก็ในเรื่องการแสดงตัวเองด้วยมันก็สัมพันธ์กัน ตอนแรกที่เลือกเรียนนิเทศหนูยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องมาแสดงหนัง แต่ที่เลือกเรียนก็เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ มีอิทธิพลกับคนมาก ทุกคนคือใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมีเดีย โทรทัศน์ วิทยุ คนที่เขาฟังข่าวก็ยังฟังอยู่ทุกวัน หนูก็เลยอยากศึกษาว่าเบื้องหลังมันคือยังไง แล้วหนูก็ได้เรียนโฟโต้ เรียนวีดีโอ การตัดต่อ ถ้าสมมุติว่าเราจะทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านสื่อเราอาจจะมีสตูถ่ายภาพหรือว่าอัดวีดีโอ หนูว่ามันก็เป็นงานที่น่าสนใจก็เลยเลือกเรียน ตอนนี้อยู่ปี 2 แล้วค่ะ หนูชอบที่เราได้ลองใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้รู้เทคนิคการถ่ายภาพ ถึงเราอาจจะยังถ่ายไม่เก่ง มันทำให้หนูรู้มากขึ้นจากที่ไม่รู้เลยว่านิเทศศาสตร์คืออะไร แล้วกลับมาที่ตัวเราเวลาที่มีคนมาถ่ายภาพเราเราก็รู้ด้วยว่าเราควรโพสท่ายังไง มันจะได้ทำงานง่ายขึ้น

หลงเสน่ห์การถ่ายภาพ

ก็จะสลับกันถ่ายให้เพื่อน ก็เรียนรู้กันไปหนูยังไม่ได้เก่งมาก ส่วนใหญ่จะถ่ายภาพพอทเทรด ก็จะได้ถ่ายให้เพื่อนบ่อย แล้วอยู่ในคราสโฟโต้อาจารย์ก็จะให้ออกไปถ่ายนอกคณะให้มาส่งบ้างมีการเล่นแสงตอนนี้การถ่ายรูปก็เลยเหมือนเป็นกิจกรรมยามว่างของหนูไปด้วย เวลาที่เราไปเที่ยวก็ได้ใช้ความรู้ตรงนี้ ไปเที่ยวทะเลภูเขากับเพื่อนเราก็จะมีมุม มีเทคนิคการปรับแสงตามที่เราเรียนมาหนูก็มีความสุข จากที่เป็นคนคนโดนถ่าย พอได้ถ่ายให้คนอื่นก็สนุกอีกแบบหนึ่งค่ะ และจะใช้ทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิทัล ชอบทั้ง 2 แบบ หนูชอบกล้องดิจิทัลที่มันช่วยเราทำให้เราถ่ายได้ง่ายใช้ได้ทุกที่ แต่ว่าพอเป็นกล้องฟิล์มมันก็จะมีเสน่ห์ของมันที่เราต้องปรับแสงปรับIOS เอง แล้วก็ต้องรอไปล้างอัด สอนให้เรารู้จักการรอคอยอย่างเช่นถ้าเราไปเที่ยวมาก็ยังดูรูปไม่ได้จนกว่าเราจะเอาไปล้าง หนูว่ามันเก็บความทรงจำได้มากกว่า มีคนใช้บางกลุ่มมันพิเศษกว่าดิจิทัลที่คนใช้ทั่วไป และหนูคิดว่าถ้าหนูยังชอบในเรื่องนี้มากๆ หนูอยากทำกับเพื่อนคือลองรับถ่ายภาพแบบว่ามีสตู ก็แล้วแต่ความสามารถของหนูในอนาคต (ยิ้ม) ก็พยายามฝึกอยู่ค่ะ แล้วมีเพื่อนๆ ที่เขาเก่งคอยสอนด้วย

กว่าจะมาเป็นนางเอก

คือทาง “เอ็มพิคเจอร์ส” กับ “บั้งไฟฟิล์ม” คือเจอหนูในไอจี ก็ส่งข้อความมาหาค่ะว่ามีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นแนวอีสาน และหนูอยู่อีสานเป็นคนอีสานพอดี สนใจมาแคสหรือเปล่า หนูก็สนใจอยู่แล้วเพราะว่ามันลิงก์กับการเรียนของหนู คือเป็นบุคคลเบื้องหลังแล้วถ้าเรามีโอกาสได้ไปแคสก็อยากรู้ว่าเบื้องหน้าเขาทำงานกันยังไง ก็ไม่คิดว่าจะได้ มันเป็นประสบการณ์ใหม่ที่หนูคิดว่ามันน่าลองมากเขาเอาบทให้อ่านและให้ลองเล่นดู ตอนนั้นหนูยังไม่เก่งนะคะ ตอนนี้ก็ยังไม่เก่ง (หัวเราะ) ก็สรุปว่าได้หลังจากนั้นเขาก็ส่งหนูไปเรียนแอ๊กติ้งเลยนะคะ คือหนูก็ไม่ทราบว่ามีคนมาแคสเยอะไหม แต่เห็นว่าเขาไปที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วย มีนักศึกษาที่มาลองแคส แต่ว่าตอนนั้นหนูไม่รู้เรื่องค่ะ มารู้ตอนที่เขาส่งข้อความไปหาก็เลยโอเคมาแคส แต่ก็ไม่ได้คาดหวังเลยนะคะว่าจะได้ หนูรู้สึกว่าเราทำเต็มที่แล้วมันก็สนุกดีได้ไม่ได้ไม่เป็นไรค่ะ เพราะว่าตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่าหนูจะมาเป็นนักแสดงเลย อยากเป็นแอร์โฮสเตส

ปลดล็อกความเป็นตัวเอง

โอ้โห! ยาก หนูรู้สึกว่าถ้ากับคนเยอะๆ คนใหม่ๆ หนูก็ยังอายอยู่นะคะ แต่ถ้ากับคนที่หนูสนิทหนูก็จะพูดเยอะแล้วพอวันนั้นที่หนูไปก็ได้ละลายพฤติกรรมหลายอย่างคือมีครูร่มเป็นครูสอนการแสดง ซึ่งครูให้ทำตัวน่าเกลียดที่สุด แล้วหนูยืนคิดเลยค่ะว่าหนูจะทำยังไง (ยิ้ม) ตลอดชีวิตหนูพยายามทำตัวเองให้ดีให้ดูดี แต่เขาให้เราทำน่าเกลียด เหมือนกับว่าเขาอยากจะปลดล็อกความเป็นตัวเรา ให้เราเป็นคนอื่นได้ หนูนิ่งเลยค่ะไม่รู้จะทำยังไงให้น่าเกลียด ก็เลยทำตาเข ทำหลายอย่างแต่ว่ามันก็ยังไม่สุด ความจริงแล้วคือเขาอยากให้เราทำอะไรก็ได้ตามความรู้สึก ก็มีพี่มาทำให้ดูเขานอนกลิ้งกับพื้นส่งเสียงเหมือนสัตว์ประหลาดก็เลยทำให้เราได้เรียนรู้ พอได้ไปเรียนหลายๆ ครั้ง ก็เริ่มมั่นใจขึ้นค่ะ เวลาที่ครูให้ทำอะไรเราก็ทำตามเลยเพราะว่ามันเป็นผลดีกับเรา เราจะได้ไม่คีฟความเป็นตัวเองไว้และจะได้เป็นคนอื่นในหนังเรื่องอื่นๆ

ประกบ 2 พระเอกเลือดอีสาน

ก่อนที่จะมาเจอ “พี่ริท” (เรืองฤทธิ์ ศิริพานิชย์) “พี่เต๋า” (เศรษฐพงศ์ เพียงพอ) หนูก็มีความเครียดอยู่นะเพราะว่าพี่ๆ เขามีชื่อเสียงอยู่แล้ว และพี่เขามีผลงานกันมามาก ในคลาสการแสดงครูร่มก็ให้พี่ริท พี่เต๋ามาช่วยด้วยมาพูดคุยกันให้เราคุ้นเคยกันไม่กลัวกัน แต่หนูก็เขินๆอยู่นะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าหนูชอบพี่เขา แล้วพอมาถึงหน้ากล้องจริงๆ ในสถานการณ์จริง พี่เขาก็แนะนำเรื่องการแสดงให้ รวมไปถึง “พี่หม่ำ” (เพชรทาย วงศ์คำเหลา)พี่ผู้กำกับและทุกคนในกองเขาก็พยายามดูแลเราอย่างดีเพราะว่าเราเป็นน้องใหม่คือทุกคนก็ใจดีมาก พอไปถึงกองความกดดันความเครียดก็ไม่มีค่ะ

ร่วมถ่ายทอดความเป็นคนอีสาน

ต้องพูดภาษาอีสานทั้งเรื่องเพราะว่าเป็นหนังอีสานเลยค่ะ โดยเรื่องราวจะเกิดขึ้นในเมืองขอนแก่นหมดเลย ก็ถ่ายที่ขอนแก่น ตัวหนูเองเล่นเป็นนักกายภาพบำบัดทำงานที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ แล้วพี่ริทก็มีร้านอาหาร ทำอาหารตามสั่งขาย ส่วนพี่เต๋าเป็นวิศวกร คาแร็กเตอร์จะเป็นคนสมัยใหม่ คือในเรื่องหนูเพิ่งอกหักมา คนรักเขาทิ้งไปโดยที่เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรผิดทั้งที่เรารักเขามากๆ ก็เสียใจแล้วเหมือนเราเดินไปทำงานและพี่ริท พี่เต๋าเขาก็มาเห็นเราพร้อมกันพอดี เขาก็เลยตกหลุมรักเราพร้อมกัน และเขาก็ชอบเราโดยที่ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าชอบผู้หญิงคนเดียวกัน เขาก็เลยแข่งกันจีบหนู พาไปนู่นไปนี่ จนสุดท้ายเขาก็เลยมารู้ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกัน ความสนุกก็คือ 2 คน เป็นเพื่อนสนิทกันเขาแข่งกันไม่มีใครเสียสละให้เพื่อนเลย ต่อให้เป็นเพื่อนรักก็ตาม ก็ต้องมาลุ้นกันต่อในโรงภาพยนตร์นะคะว่าหนูจะเลือกใคร

การันตีความฮา

เป็นหนังตลกมากค่ะ นอกจากเรา 3 คนแล้วก็ยังมีพี่หม่ำด้วย เหมือนเอ็กซ์ตร้าที่เข้ามาบ่อยๆ และทุกครั้งที่พี่หม่ำมาจะสร้างเสียงหัวเราะได้แน่นอนรับประกัน อีกอย่างคือหนังเรื่องนี้จะทำให้คนรู้จักจังหวัดของแก่น เพราะว่าเราได้ไปถ่ายสถานที่สำคัญในจังหวัดขอนแก่นค่ะ อย่างเช่นวัดหนองแวง โรงพยาบาลศรีนครินทร์ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์และอีกหลายที่ จริงๆ หนูเกิดและโตที่จังหวัดร้อยเอ็ดแต่ว่ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถ้าหนูไม่ได้เล่นหนังหนูก็คงจะรู้จักขอนแก่นในฐานะแค่นักศึกษาคนหนึ่ง รู้แค่ในมหาวิทยาลัย ในตัวเมืองคงไม่รู้จักขนาดนี้ และก็เชื่อว่าทุกคนที่ดูหนังคงจะรู้สึกแบบหนูว่ามันมีตรงนี้แบบนี้ด้วยเหรอ

ความภูมิใจของพ่อ-แม่

คุณพ่อ-คุณแม่สนับสนุนมากๆ ค่ะ คือทุกอย่างที่หนูเลือกเดิน เลือกทำ ตั้งแต่เลือกคณะ เลือกมหา’ลัยคุณพ่อ-คุณแม่ก็สนับสนุนว่าหนูอยากทำอะไรก็ให้หนูทำเต็มที่ อย่างหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่รู้ว่าจะมีโปรโมท พ่อ-แม่ก็โปรโมทกันให้ใหญ่เลย หนูก็ดีใจค่ะที่ทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจเพื่อนๆ ที่มหา’ลัยก็มีแซวเหมือนกันหนูก็รู้สึกว่าเรายังไม่ใช่ดาราดังขนาดนั้น ใจเย็นๆ นะเพื่อน เราแค่เป็นนักแสดงหน้าใหม่อยู่ ต้องใช้เวลาพัฒนาตัวเองต่อไปก่อน

ฝากภาพยนตร์เรื่อง “สี้น 3 ต่อน” ด้วยนะคะ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของป๊อปปี้ ก็อยากจะให้ไปติดตามดูกันเยอะๆ รับรองว่าจะมีแต่ความสนุกและเสียงหัวเราะในโรงภาพยนตร์ค่ะ และสามารถติดตามไอจีป๊อปปี้ได้ที่@popppuppy ติชมและให้กำลังใจกันได้นะคะ

กุหลาบสีเงิน

Advertisements

Rookies : ทำความรู้จักศิลปินน้องใหม่ ‘ออมสิน-สุธินันท์’

Published August 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/406347

Rookies : ทำความรู้จักศิลปินน้องใหม่  ‘ออมสิน-สุธินันท์’

Rookies : ทำความรู้จักศิลปินน้องใหม่ ‘ออมสิน-สุธินันท์’

วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เพราะความหลงใหลในเสียงดนตรี ทำให้ ออมสิน-สุธินันท์ ทางธรรม ได้เดินตามฝัน เข้าสังกัดค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ (Spicy disc) พร้อมปล่อยเพลง “คืนโหดร้าย” เพื่อแนะนำตัวเองกับแฟนเพลง

Feedbackเพลง “คืนโหดร้าย”

ดีใจที่หลายๆ คนชอบกันครับ เพลงหม่นๆ แต่ย่อยง่าย เข้าใจง่าย คือแนวเพลงของผม จะเป็นดนตรีโฟล์ค (Folk music) แต่ผมบัญญัติให้เป็นโมเดิร์น-โฟล์ค คือ มีโฟล์คที่ค่อนข้างจะทันสมัยหน่อย โฟล์คก็คืออะคูสติก (Acoustics) แล้วผมก็เอามาผสมผสานกับเครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ แล้วซาวนด์ (Sound) ก็จะเปลี่ยนไปให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศมากขึ้นครับ

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลง

เนื้อหาของเพลง “คืนโหดร้าย” และเหตุการณ์ที่ผมแต่งเพลงนี้ คือที่บ้านไฟดับ แล้วผมก็ต้องหาเทียนแต่ผมก็หาเทียนไม่ได้ ผมก็รู้สึกว่าเทียนมีความสำคัญในวันที่เราต้องใช้นะ คือในวันที่มันไม่มีแสงสว่างเลย เสร็จปุ๊บผมก็เลยรู้สึกว่าเอาอันนี้ไปแต่งเพลงดีกว่า แล้วเอามาเบนเข้ากับความรักดีไหม ก็เลยลองดูโดยการเปรียบเหมือนตัวเราเป็นเทียน แล้วเปรียบให้ความรักเป็นเหมือนแสงสว่าง เป็นไฟดีกว่า ถ้าเทียนมีไฟมันก็จะมีคุณค่าขึ้นมา แล้วไฟก็มีทั้งข้อดีข้อเสียมันให้แสงสว่าง แต่สุดท้ายก็หลอมละลายเทียนให้หายไปพอมันดับไปปุ๊บมันก็จะอยู่ในคืนที่โหดร้าย ประมาณนี้ครับ บวกกับประสบการณ์ความรักส่วนตัวที่ก็เคยเจอกับความโหดร้ายบ้าง (หัวเราะร่วน) คือในช่วงที่แต่งเพลงนี้ผมแค่จินตนาการว่าถ้าผมเป็นคนที่ผิดหวังในความรัก ผมจะรู้สึกอะไรยังไง แต่พอแต่งเสร็จปุ๊บผมก็มีโอกาสที่จะเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกนั้นบ้าง มีบ้างที่ผิดหวังในเรื่องความรัก ก็เลยยิ่งอินครับ

ร่วมงานกับปรมาจารย์ชั้นครู

เนื้อเพลงนี้ที่ผมแต่ง มีทั้งหมด 5 เวอร์ชั่นครับซึ่งผมเสนอพี่ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ เป็นโปรดิวเซอร์ให้ผมในเพลงนี้ แล้วพี่ก้อก็แนะนำให้ผมไปหาพี่บอย-ตรัย ภูมิรัตน์ ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับนักแต่งเพลงที่เก่งๆ มีคุณภาพของประเทศเรา แล้วพี่บอยก็ช่วยขัดเกลา ตัด เสริม เติมแต่ง ให้เป็นเพลง คืนโหดร้าย ที่ได้ปล่อยให้ทุกคนได้ฟัง ซึ่งผมรู้สึกว่าลงตัวมากครับ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากปรมาจารย์

หูย…เยอะเลยครับ เรื่องของการทำงาน เรื่องของการทำหน้าที่ของการเป็นศิลปิน โดยหลักๆ เลยจะเป็นเรื่องของการทำงานเบื้องหลัง Production ที่เราจะเริ่มแต่งเพลงยังไงจนกระทั่งมาถึงกระบวนการของการเข้าห้องอัด ว่ามีขั้นตอนยังไงแล้วเราต้องทำอะไรบ้าง เราต้องเตรียมตัวยังไง เหมือนผมเข้าไปเรียนปริญญาใหม่เลย แม้ว่าผมจบด้านดนตรีมากก็เถอะ คือผมจบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอกดนตรีศึกษา ดนตรีสากล แต่ว่าความรู้ที่ผมได้จากพี่บอย พี่ก้อ ผมไม่ได้เรียนมาจากมหาวิทยาลัย เป็นการทำงานจริงของ Professional ซึ่งผมก็ได้ไปเรียนรู้จากตรงนั้นดีมากๆ เพราะสิ่งที่เราเรียนมากับการเจอประสบการณ์จริงจะแต่งต่างกันมากนะครับ เพราะจริงๆ เรื่องของดนตรีที่เราเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยทุกอย่างที่เป็นทฤษฎีไม่สามารถเอามาใช้ได้หรอก ของจริงจะมีเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกที่เราถ่ายทอดออกไป บางทีโน้ตอาจจะไม่ต้องถูกต้องตามหลักทฤษฎี แต่ว่ามันสื่อความรู้สึกของเนื้อเพลงที่เราเขียน สิ่งที่เราจะสื่อออกไปก็ใช้ได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการเรียนทฤษฎี ฉะนั้นเรื่องของการสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานจริงๆ สำคัญมากกว่านะผมว่า ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากๆ เลยทั้งสองท่าน เรียกว่าเป็นความโชคดีมากๆ ของผมเลยครับ

กว่าจะคลอดเป็นเพลง

ใช้เวลาในห้องอัดที่เป็นพาร์ทดนตรี 1 วัน ส่วนร้องก็ 1 วัน เพราะเราอัดเครื่องดนตรีหลายชิ้น เริ่มจากกลอง กีตาร์ คีย์บอร์ด แล้วก็มาอัดร้องทีหลัง ก็เลยจะค่อนข้างใช้เวลานิดหนึ่งครับ

MV ตอกย้ำอารมณ์เพลง

MV ไปถ่ายที่จังหวัดน่าน ขึ้นไปถ่ายที่ดอยผาผึ้ง แล้ววันที่ไป 8 องศา หนาวมาก สวยมาก ซึ่งเราก็ต้องไปตั้งแต่เช้ามืดเพื่อรอถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นจะได้ความรู้สึกของการผ่านคืนโหดร้ายไปแล้วก็จะได้เจอกับแสงสว่าง ที่ที่เราไปถ่ายสวยมากแล้วนางเอก MV สวยมากนะครับ (หัวเราะร่วน) คือช้อยส์หลักอย่างแรกที่อยากได้ผู้หญิงมาเป็นคนถ่ายทอดอารมณ์เพราะหนึ่งเลยผู้หญิงเป็นเพศที่Emotional ที่ชัดเจน แล้วผู้หญิงก็จะมีความที่แบบถ่ายทออดความโหดร้ายออกมาได้ดีทำให้คนอินได้มากกว่า ถ้าเป็นผู้ชายมานั่งเศร้าคนก็อาจจะไม่ค่อยจะสงสารเท่าไหร่ (หัวเราะร่วน) ก็อยากให้ทุกคนเข้าไปดูเยอะๆ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

หลงใหลในเครื่องดนตรี

ผมเล่นหลายอย่างครับ ถ้าคนที่เคยดู Performance ของผม ซึ่งผมจะเล่นเครื่องดนตรี 3 ชิ้นคนเดียว แล้วก็ร้อง ก่อนที่จะมาทำแบบนี้ ย้อนไปไม่นานครับ น่าจะ 5 ปี ที่ฝึกฝนและเอาทุกอย่างมารวมกันได้แบบนี้ คือผมจะร้องเพลงแล้วดีดกีตาร์ส่วนเท้าขวาผมจะเล่นกลองใหญ่ (Bass Drum)เท้าซ้ายผมจะเล่นเครื่องเคาะจังหวะ แทมโบริน(Tambourine) คือคนก็จะถามว่าเราแยกประสาทยังไง จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ชอบดนตรีมาก แล้วผมเรียนเอกกลองชุด ซึ่งผมจะได้พื้นฐานการแยกประสาทจากตรงนั้น แล้วบวกกับสมัยเด็กผมชอบร้องเพลงเล่นกีตาร์กับเพื่อนๆ ผมก็เลย เฮ้ย…ลองเอามารวมกันดูสิจะออกมาเป็นยังไง ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ (หัวเราะร่วน)

โมเม้นต์หลงรักดนตรี

ผมเริ่มเล่นกีตาร์มาตั้งแต่ตอนประถม 6 ตอนนั้นไม่ได้เล่นเก่งนะ เล่นเอาสนุก ชอบที่จะเล่น แต่พอนานๆ ไปก็เริ่มจะจริงจังหาเครื่องดนตรีสักอย่างที่จะจริงๆ จังๆ กับมันได้โดยที่เรารู้สึกเล่นกับมันแล้วจะไม่เบื่อ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือกลอง แล้วจำความได้ว่าที่บ้านบอกตอนผมอายุ 3 ขวบ ผมเอาถังน้ำมาตั้งแล้วก็ตี คือเราเห็นจากทีวี.แล้ว เฮ้ยดูเท่จัง ก็เลยรู้สึกว่าก็ลองไปฝึกดู แล้วพอไปฝึกปุ๊บก็เรียนรู้ได้เร็วกว่าเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเอ๊ะเราน่าจะมีอะไรสักอย่างในเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ก็เลยเล่นมาตลอดจนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เลยเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือเอก เป็นสิ่งที่ชอบที่สุด และก็อยากจะมีเพลงของตัวเองโดยที่ตัวเองร้องเพลง แต่งเอง ทำเองก็เลยต้องจับทุกอย่างมาทำเองครับ ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ซนๆ ด้วยแหละ เวลาเห็นเครื่องดนตรีอะไรแล้วก็อยากจะเข้าไปจับไปลอง เครื่องดนตรีชิ้นไหนจะเพิ่มเติมเข้ามาก็ต้องรอดูครับ ถ้าเป็นไปได้นะครับ

งานด้านอื่นๆ

ก่อนหน้านี้ก็ทำเบื้องหลังพวกเพลงโฆษณาให้สินค้าต่างๆ มาพอสมควรแต่อาชีพหลักๆ ผม ณ ปัจจุบันคือเป็นครูสอนดนตรีที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ผมเรียนจบเอกครูดนตรี

ฝากเพลงให้แฟนๆ ติดตาม

ฝากเพลงคืนโหดร้าย ของผม ออมสิน ด้วยนะครับ เป็นศิลปินน้องใหม่จากค่าย Spicy Disc ซึ่งเพลงสามารถดาวน์โหลดได้ทุกสตรีมมิ่ง มี MV ใน YouTube Channel ของ Spicy Disc แล้วก็ติดตามอัพเดทผมได้ที่เพจ Aomsinofficial และ Spicydiscrecord สามารถเข้าไปติดตามผลงานของผมทางนี้ได้เลยครับ

ลูกหมู

Rookies : ‘เบล-สวรรยา’ ไม่ทิ้งโอกาสก้าวเข้าสู่นักแสดงเต็มตัว!

Published August 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/404830

Rookirs : ‘เบล-สวรรยา’ ไม่ทิ้งโอกาสก้าวเข้าสู่นักแสดงเต็มตัว!

Rookirs : ‘เบล-สวรรยา’ ไม่ทิ้งโอกาสก้าวเข้าสู่นักแสดงเต็มตัว!

วันเสาร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เคยเล่นซีรี่ส์วัยรุ่นดังจนได้ใจแฟนคลับไปบ้างแล้ว สำหรับ “เบล-สวรรยา เลียงประสิทธิ์” หลังจากนั้นได้ตัดสินใจตบเท้าเข้ามาเซ็นสัญญากับ “โมโน ทาเลนท์ สตูดิโอ” ในเครือโมโน กรุ๊ป พร้อมกับผลงาน “ชูการ์ คาเฟ่ เปิดตำรับรักนายหน้าหวาน” ออกอากาศทาง MONOMAXต่อเนื่องด้วยผลงานซีรี่ส์แอ๊กชั่น-ไซไฟ เรื่องล่าสุด “รสริน ล่าแวมไพร์ (Bangkok Vampire)” ผลิตโดย “MONO ORIGINALS” (โมโน ออริจินอลส์) ในเครือ “MONO GROUP” (โมโนกรุ๊ป) ซึ่งนักแสดงหน้าใหม่ “เบล” ขอเปิดใจชีวิตในการเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว

ทำไมตัดสินใจเข้าวงการบันเทิง

มีพี่คนหนึ่งเขาชวนเข้ามาเล่นซีรี่ส์เลยค่ะซึ่งอาจจะเป็นโชคของเราด้วยมั้ง เพราะเห็นหลายๆ คนกว่าจะเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงมันไม่ง่ายเลย บางคนอาจจะต้องแคสติ้ง หรือบางคนก็ต้องผ่านการประกวดเข้ามา แต่สำหรับ “เบล” รู้สึกว่าตอนนั้นมันเป็นจังหวะด้วย เป็นโอกาสที่ดี เพราะพี่เขาชวนมาแล้วได้เข้ามาเล่นเลยค่ะ

ชีวิตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

เคยมีปัญหาทะเลาะกับที่บ้าน เพราะคุณพ่ออยากให้เรียนหนังสืออย่างเดียว แต่เพราะ “เบล” ค่อนข้างดื้อ จึงตกลงกับที่บ้านว่าจะไม่ทิ้งการเรียน พอเริ่มทำงานก็ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นตามมาเลย เพราะการทำงานทำให้ “เบล” รู้จักจัดระเบียบชีวิตตัวเองมากขึ้นพอได้เจอสังคมการทำงาน ความรับผิดชอบก็มาเองเลยค่ะ

กิจกรรมเวลาว่าง

เหมือนวัยรุ่นทั่วไปค่ะ เวลาส่วนใหญ่ตอนนี้“เบล” จะเรียน กับทำงานแค่นั้นเลยค่ะ เวลาว่างก็มีออกไปแฮงก์เอ้าท์กินข้าวกับเพื่อนๆ บ้าง แต่ถ้าเป็นวันหยุดก็จะอยู่กับครอบครัว ไปเที่ยวกับครอบครัวค่ะ

วางแพลนในอนาคต

ตอนนี้ “เบล” เรียนอยู่ปี 3 คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทั้งเรียนและทำงานไปด้วย ซึ่งปีหน้าก็จะเรียนจบแล้วค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าจะเรียนต่อเลยไหมหรือจะทำงานไปก่อนยังไม่ตัดสินใจเลยค่ะ แต่ในอนาคตก็แอบคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเหมือนกันค่ะ

สเปกหนุ่ม

“เบล” ไม่ค่อยมีสเปกหรอกค่ะ คือถ้าชอบก็ชอบเลย ไม่ได้มองคนที่หน้าตาหรือภายนอกส่วนใหญ่ชอบหลังจากที่ได้คุยกันแล้ว ว่าเขามีความคิดยังไง ทัศนคติเป็นยังไง เพราะ “เบล” ค่อนข้างจริงจัง ไม่ค่อยชอบอะไรที่เสียเวลา หรือล้อเล่นกับเรื่องความรักค่ะ

กับซีรี่ส์เรื่อง “รสริน ล่าแวมไพร์ (Bangkok Vampire)”“เบล” รับบทเป็น “รติรมณ์” ค่ะ จะมีลุคอารมณ์สองแบบ คือในอดีตค่อนข้างขี้โรค เป็นโรคเกี่ยวกับเลือดหาทางยังไงก็รักษาไม่หาย ถ้าในแง่ตัวละครเขาเป็นคนอ่อนแอ แต่พอเจออะไรเยอะๆ แล้วเขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง สู้ด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่เสียหมดแล้ว ซึ่งพอเติบโตขึ้นก็จะเข้มแข็งขึ้นค่ะ

ยากไหม

สำหรับซีรี่ส์ เรื่อง “รสรินล่าแวมไพร์ (BangkokVampire)” ถือว่ายากมากค่ะ เพราะได้มีโอกาสเล่นบู๊ครั้งแรกเลย มีฉากแอ๊กชั่น ทั้งยิงปืน ฟันดาบ เตะ ต่อย ทำให้ค่อนข้างประหม่าและกลัวอยู่บ้าง อย่างเช่น เวลาตอนซ้อม เล่นกับสแตนด์อิน (นักแสดงแทน) “เบล” ก็จะบู๊ได้เต็มที่แต่พอเข้าฉากจริงกับนักแสดงรุ่นพี่ๆ ก็จะไม่ค่อยกล้าใส่เขาแรงๆ กลัวเขาเจ็บ ทำให้เล่นไม่ค่อยออกค่ะ กว่าจะผ่านแต่ละฉากมาได้ยากเหมือนกันค่ะ

ฝากผลงานหน่อย

ซีรี่ส์เรื่อง “รสรินล่าแวมไพร์ (Bangkok Vampire)” ทางช่อง MONO 29ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เริ่มตอนแรกวันอาทิตย์ที่ 31 มี.ค.นี้ เวลา 15.00 น.เป็นซีรี่ส์แนวแอ๊กชั่นไซไฟ อยากให้ลองดูกันค่ะ เพราะเนื้อเรื่องมันสนุก ความพิเศษของซีรี่ส์เรื่องนี้คือเป็นแวมไพร์ที่มีเรื่องราวน่าติดตาม ไม่ใช่แค่ออกมาดูดเลือดกันอย่างเดียว หรือมองตากันแล้วรักกัน เรื่องราวมันมีเป็นตอนๆ มีที่มาที่ไป มีเหตุผล มีแอ๊กชั่นสนุก ภาพสวยจริงๆ ค่ะ

Rookies : ‘มินนี่-ภัณฑิรา’ ดาวรุ่งดวงใหม่ เปล่งประกายใน ‘แสงกระสือ’

Published August 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/403317

Rookies : ‘มินนี่-ภัณฑิรา’ ดาวรุ่งดวงใหม่ เปล่งประกายใน ‘แสงกระสือ’

Rookies : ‘มินนี่-ภัณฑิรา’ ดาวรุ่งดวงใหม่ เปล่งประกายใน ‘แสงกระสือ’

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร” กลายเป็นนักแสดงสาววัยใส ที่กำลังถูกจับตามองในขณะนี้ หลังได้รับบทบาทสุดท้าทายในภาพยนตร์ไทยมาแรง “แสงกระสือ”ซึ่งเธอเผยว่าตั้งใจก้าวเข้ามาในวงการด้วยความรัก และเพื่อสานฝันของ คุณแม่ ให้เป็นจริง

ก้าวแรกในวงการบันเทิง

มินเริ่มเข้าวงการจากการประกวด Young Model 2015 แล้วได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ตอนนั้นคือเพื่อนชวนไปประกวดค่ะ แต่ปรากฏว่าเราได้เข้ารอบ แต่เพื่อนไม่ได้ (ยิ้ม) ซึ่งเพื่อนเป็นคนที่มีความฝันว่าอยากจะเข้ามาตรงนี้ตัวมินเองเป็นคนที่ไม่กล้าแข่งขันกับคนอื่นแต่เพื่อนเขาก็ดีใจกับเรานะคะ แล้วก็มาเชียร์เราด้วย ก็ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะชนะ คือมีน้องๆ ที่มีความสามารถมากมาย ตอนนั้นหนูโชว์ความสามารถพิเศษคือเดินแบบค่ะ ไม่กล้าโชว์อย่างอื่นร้องเพลงก็ไม่ค่อยเพราะเลยเลือกเดินแบบ ตื่นเต้นมาก ซ้อมกันข้างเวทีตอนนั้นเลย เป็นเวทีแรกหลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เข้ามาเป็นนักแสดง และเซ็นสัญญากับทางช่อง 7

สานฝันให้คุณแม่

มินชอบการแสดงค่ะ มินเข้าวงการมาได้ก็เพราะว่าแคสโฆษณามาก่อน คุณแม่ชอบพาไปถ่ายโฆษณา ก็ได้เล่นตั้งแต่เด็กๆ ขวบสองขวบเลย แล้วก็พักมาช่วงหนึ่ง กลับมาตอน 13-14 ปี แคสไปแคสมาก็รู้สึกชอบการแสดง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะเข้าช่อง 7 จนอายุ15 ปี ได้เข้ามาประกวดถึงได้มีโอกาสเซ็นกับทางช่อง 7 ซึ่งตอนที่ประกวดคุณแม่เสียแล้ว มีแต่คุณพ่อ ซึ่งท่านไม่ได้ชอบทางด้านนี้ ด้านคุณแม่อยากให้เราเป็นนักแสดง เพราะว่าแม่เคยเล่นเอ็มวีของพี่แจ้ ก็เลยอยากให้ลูกทำงานในวงการบันเทิง พาเราไปแคสงานบ่อยมาก ส่วนคุณพ่อเข้ามาดูแลตอนหลังที่คุณแม่ไม่อยู่แล้ว เหมือนว่าสานฝันให้คุณแม่ และทำตรงนี้แล้วมีความสุขด้วยอีกอย่างหนึ่งคือช่วยครอบครัวได้ เพราะว่าคุณพ่อจะต้องเลี้ยงลูกอีก 2 คน หนูเป็นลูกคนโตค่ะ ก็เลยอยากแบ่งเบาภาระ พอเราหาได้ เราก็รู้สึกว่าเราช่วยเขาได้นะ ถึงเรายังเรียนอยู่ แต่เราก็สามารถทำงานได้ ช่วยเขาได้และจากที่คุณพ่อไม่สนับสนุน ก็กลายเป็นว่าสนับสนุนเราเต็มที่ อะไรที่เราทำแล้วมีความสุขทำแล้วมันดีก็โอเค

ทำทุกโอกาสให้เต็มที่

สำหรับหนูเอง จะทำทุกโอกาสที่ได้รับให้ดีที่สุดค่ะโดยส่วนตัวแล้วชอบเล่นบทร้ายๆ (ยิ้ม) คือก็เล่นได้ทุกบท แต่ว่าที่เข้ามาแล้วได้เล่นเรื่องแรก “บาปบริสุทธิ์ Live” เป็นร้ายแบบลึกๆ แกล้งดีก่อน แต่จริงๆ คือเป็นเด็กขี้อิจฉา มีปมด้อย เล่นออกมาแล้วเพื่อนเชื่อ โดนแซวว่าร้าย ที่เล่นได้อาจจะเป็นเพราะว่าเราได้ประสบการณ์จากโฆษณาด้วยค่ะ แต่ว่าเรื่องการตีบท เรื่องการแสดงแบบลึกๆ ทางช่องส่งให้ไปเรียนกับพี่ที่เป็นพระเอก-นางเอกของช่องเลย เรียนแล้วสนุกค่ะ ชอบ ทำให้เราได้รู้จักพี่ๆ มากขึ้นด้วย และได้รู้อะไรมากขึ้น การจะพูดจะแสดงเราต้องเล่นให้มันลึกลงไปอีก ต้องรู้สึกยังไงก่อน บางบทก็ยากค่ะ ถ้าเราต้องเล่นบทโตๆ ใช้ความคิดเยอะๆ ก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างในละครเรื่อง “เรือมนุษย์” ได้เล่นกับ “พี่เกรซ-กาญจน์เกล้า” ก็สนุก อยู่ด้วยกันอบอุ่นดี พี่ๆ ไม่ได้มองว่าเราเด็ก แล้วจะเล่นเข้ากันไม่ได้ แรกๆ อาจจะมีเกร็งบ้าง บทในเรื่องนี้จะเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ก็จะมีพี่เกรซที่เป็นอาคอยดูแลเรา เราก็เลยจะผูกพันเขามากกว่าพ่อแม่ ส่วนในเรื่อง “เจ้าสาวช่างยนต์” ที่ออนแอร์ไปแล้ว ก็จะเป็นเด็กใสๆ เป็นเด็กดีรักพี่สาว รักแม่ ช่วยที่บ้านขายขนม เป็นบทบาทที่แตกต่างกันไปในทุกเรื่องค่ะ

บทบาทในภาพยนตร์

“สาย” เป็นเด็กสาวต่างจังหวัด ที่เรียบร้อยละเมียดละไมค่ะ ในวัยเด็กจะเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น กล้าหาญ ไม่กลัวใคร เพราะพ่อเป็นกำนัน แต่พอ “น้อย” ที่รับบทโดย “พี่โอบ-โอบนิธิ” ย้ายตามครอบครัวไปอยู่พระนคร สายก็กลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่กล้าสุงสิงกับใคร เหม่อลอย เหมือนกำลังรอคอยใครบางคน หรืออะไรบางอย่างที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งก่อนที่จะมารับบทนี้ มินกดดันมาก เพราะว่าจะต้องเปลี่ยนตัวเองลดความห้าวลง มูฟเม้นท์เวลาจะเดิน หรือพูดต้องช้าลง เพราะสายเรียบร้อยกว่าหนู (หัวเราะ)

นางเอกเต็มตัวครั้งแรก

ตอนแรกที่ทางค่าย “ทรานส์ฟอร์เมชั่น” ให้บทมินมาอ่าน พอรู้ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับกระสือ มินกลัวนะคะ เพราะภาพหนังกระสือในบ้านเราที่ผ่านมา ทำให้เราติดตาว่าเป็นหนังมีหัวกับไส้ กินอุจจาระ แต่ก็ตัดสินใจคุยกับผู้กำกับ “พี่โดม” อธิบายถึงเนื้อหาของหนัง มันไม่ใช่ภาพเดิมที่เราคิด เป็นอะไรที่ท้าทายมาก แต่อยากจะบอกว่ากว่าจะเล่นเรื่องนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ พี่โดมให้นักแสดงทุกคนทำเวิร์กช็อปก่อน แล้วก็ให้มินเขียนเนื้อหาชีวิตตัวละคร เพราะพี่โดมอยากดูความเข้าใจของเรา ซึ่งมินเขียนมาแบบไม่กี่บรรทัดเอง พอมาเจอของพี่โอบคือมาเป็นหน้าเลย หนูเหวอไปเลย ต่อไม่ถูกเลยค่ะ (หัวเราะ) วิธีการทำงานแบบนี้เวิร์กมาก ช่วยให้เราปรับจูนความเป็นมาของตัวละครได้ดี

ร่วมงานกับ 2 หนุ่ม ‘โอบ-โอบนิธิ’ และ ‘เกรท-สพล’

สนุกดีค่ะ พี่ๆ เขาร่วมมือแกล้งมินตลอด ด้วยความที่มินพยายามลดความอ้วน พี่โอบกับพี่เกรทก็จะแซวเรื่องแขนใหญ่บ้าง อ้วนบ้าง แต่มินก็ไม่ซีเรียสอะไร เวลามากองเหมือนมาเที่ยว เพราะว่าพี่โอบ, พี่เกรท หรือแม้กระทั่ง พี่เอ็ม-สุรศักดิ์ ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าพี่เขาจะดุ แต่จริงๆ ไม่ดุเลย มุขเยอะ และใจดีมาก ทำให้หนูไม่ค่อยเกร็งเท่าไหร่ค่ะ แล้วพี่ๆ ทีมงานก็ใจดีตั้งใจทำงานกันทุกคนเลยค่ะ

เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่อง ‘แสงกระสือ’

ในมุมของมินคือหนังดูมีความอบอุ่น และมีความเชื่อเก่าๆ ของคนไทย ด้วยความที่เป็นหนังย้อนยุคทำให้มินได้เห็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตคนชนบทในยุคนั้นมู้ดแอนด์โทน หรือเสื้อผ้า สถานที่ต่างๆ ย้อนยุคไปหมด มินหลงรักยุคนั้นไปแบบไม่รู้ตัว ในฐานะคนทำงานมินรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ เหมือนได้ไปอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยเจอเลยค่ะ

ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ และฝากติดตามชมภาพยนตร์เรื่อง “แสงกระสือ” รวมทั้งทุกผลงานที่กำลังจะตามมา มินจะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด และสามารถเข้ามาทักทายกันได้ในไอจี mintira.q ค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ‘เค้ก-นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย’ อดีตนักกีฬาจอมพลัง สู่บทบาท…พระเอกน้องใหม่มาแรง

Published July 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/401776

Rookies : ‘เค้ก-นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย’ อดีตนักกีฬาจอมพลัง สู่บทบาท...พระเอกน้องใหม่มาแรง

Rookies : ‘เค้ก-นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย’ อดีตนักกีฬาจอมพลัง สู่บทบาท…พระเอกน้องใหม่มาแรง

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลงให้มากความค่ะ เพราะวันนี้หัวใจเต้นตึกตัก กับการได้นั่งเคียงข้างหนุ่มหน้าใสพระเอกใหม่ถอดด้ามของช่อง 3 เค้ก-นัทธวัชร์แก้วบัวสาย ที่กำลังโชว์ฝีมือในผลงานปิดท้าย ซีรี่ส์ลูกผู้ชาย เรื่อง “ปัทม์”…ไปทำความรู้จักตัวตนของหนุ่ม “เค้ก” กันค่ะ

เพราะความบังเอิญ

เริ่มต้นเลยคือน้องสาวผมเข้าวงการมาก่อนครับ “น้องพาย-รินรดา” แล้วบังเอิญมาก คือตอนนั้น“พี่หน่อย-พี่เคน” (บุษกร-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) เขากำลังแคสติ้งเรื่อง “ระเริงไฟ” ผมไปส่งน้อง พี่หน่อย-พี่เคนเห็น ก็เลยให้ผมลองแคสติ้ง คือไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ลองแคสให้ดูเลย ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนการแสดงอะไรเลยนะครับ แต่ว่าก็ลองดู พอแคสเสร็จพี่หน่อยก็โอเค…เอ้า!! ผมก็ตกใจเลย แต่ว่าตอนนั้น มีปัญหาเรื่องบท ตัวที่ผมจะได้เล่นก็เลยโดนถอดออกก่อน คือบทเหมือนจะซ้ำกัน เขาเลยเอามารวมเป็นตัวเดียวครับ พอถอดผมออก คนที่ได้เล่นแทนผมก็คือน้องสาวผมเอง (หัวเราะ) แต่พี่หน่อยก็เป็นคนที่ทำให้ผมได้เซ็นสัญญากับช่อง 3 คือเป็นคนชักนำให้ผมได้เข้ามาที่ช่อง เป็นนักแสดงหลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสไปเรียนการแสดง 1 ปีเต็มและได้ไปแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย จาก 400 กว่าคนคัดเหลือแค่ 6 คน ซึ่งผมก็ได้เป็นหนึ่งในนั้น คือได้เล่นเรื่องนี้ เป็นละครเรื่องแรกครับ ถ่ายทำจนเสร็จ และหลังจากนั้นผมก็ได้กลับมาร่วมงานกับพี่หน่อยอีกรอบนึงในเรื่อง “มีเพียงรัก” แวบแรกที่พี่หน่อยชวนผมตกใจเลยครับ คือมันเป็นชีวิตที่ผมไม่คิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้ ที่จริงผมอยากเป็นนักบินขับเครื่องบิน แต่ว่ามันไม่ได้แล้ว คือเราชอบทางนี้ เรามาทางนี้แล้ว ผมเคยทำงานที่สนามบิน เป็นกราวนด์สต๊าฟ เพื่อรอจะไปสอบบินตอนที่ทำงาน เราก็ได้ละครของพี่หน่อยพอดี มันคาบเกี่ยวกันหมดเลย เลยตัดสินใจลาออกจากงาน มาลุยทางนี้ดู มาเรียนการแสดงเต็มตัวครับ

เริ่มเรียนรู้การแสดง

ทีแรกยังไม่รู้สึกว่าชอบนะครับ ไม่ชอบเลย และมันยากมาก เพราะว่าผมเป็นคนที่ปิดตัวเองพอสมควร ผมไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจากับใคร ถ้าเกิดว่าผมไม่ได้สนิท เรียกว่ามีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ชอบไปเที่ยวตามต่างจังหวัด ไปถ่ายรูปชิลล์ๆ อยู่เป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง การที่เรามาเรียนการแสดงมันเหมือนเปิดโลกของตัวเอง ให้เจอผมอีกคนหนึ่งที่อยู่ในตัว คือผมรู้สึกอย่างนั้นเลยนะครับ มันกลายเป็นว่าโลกผมเปิด ผมกล้าแสดงออกมากขึ้น ผมเล่น ผมพูดกับคนอื่นเยอะขึ้น แต่ว่าในช่วงแรกยาก คือผมไม่เข้าใจ ยังแอบคิดเลยว่ามันคืออะไร ทำไมเราต้องมาทำแบบนี้ด้วย

สิ่งที่หนีกลายเป็นสิ่งที่รัก

ไม่เคยคิดว่าชีวิตตัวเองจะมาอยู่จุดนี้เลย ไม่เคยชอบ แล้วก็หนีมาตลอด ตอนที่เรียนมหา’ลัย เคยสมัครเรียนโทวิชาการแสดง แล้วผมก็ไปเปลี่ยน เพราะว่าตอนนั้นเหมือนคนเรียนน้อย และพอถึงเวลาเรียนจริง ผมไปเปลี่ยนเรียนอย่างอื่น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องกลับมาเรียนการแสดง ต้องกลับมาหาสิ่งที่ตัวเองหนี น้องพายเขาก็ไม่ได้ชวนเลยนะครับ คือน้องรู้จักผมดี ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย แค่มาส่งเขาที่กองเฉยๆ แต่ด้วยความบังเอิญที่ได้มาเจอพี่หน่อย จนตอนนี้พูดได้ว่าผมรักการแสดงของผมมาก ผมชอบเลยครับ ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาที่มาเล่นละคร มากองถ่าย แต่ก็แอบคิดอยู่เหมือนกันนะ ถ้าเกิดว่าช่วงนั้นผมลองเรียนการแสดง ลองไปกับมันดู อาจจะชอบมันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้ แต่ไม่เสียดายครับ ผมว่ามันเป็นช่วงเวลาของคน แล้วแต่จังหวะชีวิตของแต่ละคน

กับอาชีพในฝัน

ก็ยังมีความฝันอยากจะเป็นนักบินอยู่นะครับ ถ้าเกิดมีโอกาสก็จะไป คือมันจะมีช่วงที่เขาเปิดให้สอบ เราก็สามารถไปลงเรียนก่อนที่จะไปสอบ แต่ว่าก็ตอบยากถ้าถามตอนนี้คือขอรอดูโอกาสตัวเอง ว่าข้างหน้าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง รอดูก่อน ถ้าเกิดว่าได้มีโอกาสกลับไป ก็คงจะกลับไปเรียนนักบินอีกครั้ง

พระเอกใหม่ป้ายแดง

ในซีรี่ส์ลูกผู้ชาย เรื่อง “ปัทม์” เป็นบทที่ค่อนข้างหนักและยาก ด้วยความที่เป็นเรื่องแรกของผมด้วย ก็จะตื่นเต้น แล้วก็กดดันมาก แต่ก็รู้สึกท้าทายครับ อยากจะทำมันให้เต็มที่ ให้สุดจริงๆ

เด็กหนุ่มบ้าพลัง

ตั้งแต่เด็กคือเป็นเด็กที่ซนมากครับ ไม่ได้ดื้อ แต่ซนแผลเต็มตัวเลย ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเล่นกีฬาก็เลยได้ไปเรียนโรงเรียนประจำ ที่วชิราวุธวิทยาลัย พ่อแม่เขาไม่ได้เกลียดเรานะที่ส่งให้ไปเรียนประจำ (หัวเราะ) เหมือนว่าตอนนั้นพี่ชายก็เรียนด้วยครับ ช่วงชีวิตวัยเด็กผมป.4 จนถึง ม.6 อยู่แต่โรงเรียน ที่ซนก็คือผมไม่เรียนเลย ชอบเล่นกีฬาทำกิจกรรมเล่นทั้งวันเลย จนตอนนี้ผ่าเข่าไปแล้วข้างนึง คือเข่าเคยหักมาแล้ว เพราะว่าเล่นรักบี้ ตอนนี้ก็คือเล่นไม่ได้แล้ว แม่ไม่อยากให้เล่นกีฬาไม่อยากให้เล่นรักบี้แล้ว เพราะกลัวว่าลูกจะเดินไม่ได้ คือตอนนั้นผมบ้าพลังมาก กีฬาเป็นเหมือนทุกอย่างในชีวิตของผม สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นก็คือการเล่นกีฬา ที่เก่งที่สุดเป็นเดอะเบสของผมนะครับ ตอน ม.5 ผมเจ็บและเดินไม่ได้ปีหนึ่ง ก็เลยต้องเลิกเล่นกีฬาตั้งแต่ตอนนั้น เสียดายมาก ขณะนี้ก็ยังเสียใจนะ เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด ตอนนี้เราทำไม่ได้แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าผมค้นเจอสิ่งใหม่ที่ผมคิดว่าผมทำได้ดี นั่นก็คือการเล่นละคร แล้วผมก็ชอบมันด้วย เราชอบการแสดง แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าที่เราทำอยู่เนี่ยมันคือดีที่สุดแล้วหรือยัง
ก็ต้องให้คนดูตัดสินครับว่าได้ไหม

น้องสาวร่วมสายงาน

ผมยังไม่มีโอกาสร่วมงานกับน้องพายเลยครับ แต่อยากมาก คือเราเล่นซีรี่ส์ลูกผู้ชายเหมือนกัน แต่ว่าคนละเรื่อง ก็อยากจะเล่นเรื่องเดียวกันมากเลยนะ อยากเล่นเป็นพี่น้องกันจริงๆ คงจะตลกดีครับ คือเราดีใจนะที่ได้ทำงานสายเดียวกันกับน้อง คือไม่เคยคิด มาวันนึงเราคุยเรื่องเดียวกัน แล้วเราเข้าใจกัน จนตอนนี้เราคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแล้ว (ยิ้ม) ถึงแม้ว่าจะคุยกับพ่อแม่เรื่องละคร เรื่องวงการ เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจกันเอง จากที่เราสนิทกันอยู่แล้ว ก็กลายเป็นว่าเราสนิทกันมากขึ้น

สถานะหัวใจกับสาว คริสซี่-กฤษณ์สิรี

คือเราคบกัน เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่ได้ตอบเป็นแพทเทิร์นอย่างที่เขาตอบกันนะครับ จริงๆ ก็คือเราละคำว่าแฟนไว้ ไม่พูดว่าเราเป็นแฟนกัน เพราะผมไม่เคยขอว่าเราเป็นแฟนกันนะ แต่เราดูแลกันไปแบบนี้นานแล้วครับ เลยอยู่กันไปแบบนี้ ก็แฮปปี้ดี เขาเป็นผู้หญิงที่ตรงสเปกของเราในหลายๆ เรื่อง หลายๆ แบบ ทั้งนิสัยหรือว่าวิถีชีวิตก็ตาม คือเราไปด้วยกันได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้เว่อร์หรือว่าน้อย คนรู้นะครับ ผมไม่ได้ปิดครับคือถ้าดูในไอจีของผมและของเขาก็จะเห็น ไม่รู้ว่าจะมีผลกับแฟนคลับหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าผมต้องให้เกียรติผู้หญิง ผมเลยไม่คิดที่จะปิด เพราะผมไม่ได้อยากโกหกใครครับ

ทั้งน่ารัก และชัดเจน แบบนี้ คงไม่ต้องเดาว่าหนุ่ม “เค้ก” จะเนื้อหอมในหมู่แฟนคลับมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นตามไปส่องความหวาน อุ๊ปส์!! ความน่ารักของพระเอกน้องใหม่คนนี้ได้ที่อินสตาแกรม @cakecarter กันเลยค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Rookies : ต้นหน ตันติเวชกุล ขอทำทุกโอกาส เต็มที่ และดีที่สุด

Published July 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/398738

Rookies : ต้นหน ตันติเวชกุล ขอทำทุกโอกาส เต็มที่ และดีที่สุด

Rookies : ต้นหน ตันติเวชกุล ขอทำทุกโอกาส เต็มที่ และดีที่สุด

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักแสดงวัยใสที่แฟนๆ รู้จักกันดีจากซีรี่ส์ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ตั้งแต่ซีซั่น 1-3 ล่าสุดหนุ่มน้อยมากความสามารถ ที่ยิ่งโตยิ่งน่ารัก ตน-ต้นหน
ตันติเวชกุล กลับมาอีกครั้งในบทบาทของ “ทานพ” กับละครเรื่อง “เมียน้อย” ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25 เรียกว่าพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ทั้งงานละคร ภาพยนตร์ ตลอดจนงานด้านดนตรีที่เขารักและถนัด กับการทำอัลบั้มเพลงในสไตล์ของตัวเอง…หลายคนคงอยากทำความรู้จักหนุ่มน้อยที่ไม่ธรรมดาคนนี้กันให้มากขึ้น ไปเจาะลึกตัวตนของ “ตน” พร้อมๆ กันเลยเจ้าค่า

ชื่อนี้มีความหมาย

“ต้นหน” แปลว่าคนนำทางครับ ส่วน “ตน” เป็นชื่อเล่น ประมาณว่าเป็นตัวตนของตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือบ้านผมจะชื่อแปลกนะ พ่อชื่อ“นายตรง” ปู่ชื่อ “นายเตรียม” ทวดชื่อ “นายเต๋ง” อะไรอย่างนี้ เป็น ต.เต่าหมดเลย น้องชื่อ “ต้นตะวัน” ชื่อเล่นชื่อ “ตู” มาจากข้าวตู ส่วนผมตอนแรกจะชื่อว่า “นายตน” ด้วยซ้ำ แต่ว่ามันไม่เป็นมงคล ก็เลยเป็น “ต้นหน” ครับ (ยิ้ม)

ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

เรื่องแรกที่ผมแสดงคือภาพยนตร์เรื่อง “Suck Seed ห่วยขั้นเทพ”ครับ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีโอกาสเล่นเป็นพี่เก้า-จิรายุ ตอนเด็ก ถ้าถามว่าเข้าวงการมาได้อย่างไร บอกเลยว่าเป็นอะไรที่ Random มาก คือผมไม่ได้มีความฝันว่าจะต้องเข้าวงการ ตอนนั้นเราอยู่ ป.6 ไม่มีความคิดเรื่องนี้เราเป็นเด็กขี้อายมาก แต่พอจบหนัง ก็ได้มีโอกาสมาเล่นเรื่องฮอร์โมนซีซั่น 1เล่นเป็นน้องพี่มาร์ช-จุฑาวุฒิ แล้วก็ได้เล่นอีกตอน ฮอร์โมนฯ ซีซั่น 2-3 โดยรับบทเป็นเภา และตอนนี้ที่ออนแอร์อยู่ก็มีละครเรื่อง เมียน้อย ทางช่อง GMM25 รับบทเป็น ทานพ น้องของพี่มุก-วรนิษฐ์ ครับ

ความใฝ่ฝันในตอนเด็ก

ผมอยากจะเป็นนักดนตรี ตอน ป.6 ก็เริ่มรู้แล้วว่าอยากเล่นดนตรี ตอนนั้นอยากเป็นนักเปียโน แต่ตอนนี้กลายเป็นได้เล่นกีตาร์แทน คือมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าการแสดงกับดนตรี เป็นศาสตร์ที่มีความใกล้เคียงกัน คืออย่างแรก เป็นศิลปะเหมือนกัน และก็เป็นการเล่าเรื่องเหมือนกัน เล่าเรื่อง เล่าความรู้สึก เล่าสิ่งที่ตัวละครได้เผชิญมา เป็นการถ่ายทอด เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ก็เลยหลอมรวมกันได้ ผมรู้สึกว่าไม่ได้ห่างไกลกันครับ

เมื่อต้องตัดสินใจครั้งใหญ่

ช่วงที่จบฮอร์โมนฯ มีงานติดต่อมาเยอะมากแต่เราก็ต้องเลือกจริงๆ เพราะว่าเราต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วผมเข้าคณะดุริยางค์ คือไม่ใช่ง่ายๆ มีคนบอกว่าดนตรีมันง่าย ซึ่งจริงๆ ยากนะครับ การที่ผมตัดสินใจเลือกเรียนในตอนนั้น ผมไม่เสียดายเลย เพราะผมเชื่อว่าเราก็มีเวลาเป็นของตัวเอง หมายความว่า ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่เวลาของเราใครจะไปรู้ ถ้าเราเล่นซีรี่ส์สักเรื่อง อาจจะพังก็ได้ผมรู้สึกว่า อะไรที่ผ่านๆ มา มันดีอยู่แล้ว ในทุกๆ อย่างที่เราได้เลือก เราก็ไม่อยากจะกลับไปเสียใจทีหลัง

มุ่งมั่นและตั้งใจกับสิ่งที่เลือก

ตอนนี้เรียนอยู่ปี 2 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่องเรียนหนักมากเหมือนกันครับ ผมแบ่งเวลายากอยู่เหมือนกัน การเรียน งานดนตรี แล้วก็งานแสดง คือคนละอย่างกันเลย เพราะดนตรีที่ผมเรียนไม่เหมือนกับดนตรีที่ผมทำผมเรียนแจ๊ส ก็เลยจะยากไปอีกแบบหนึ่ง แล้วก็ต้องแบ่งเวลาอ่านบทด้วย ฉะนั้นทุกๆ วันผมก็จะทำให้เป็นรูทีน พยายามทำให้ดีที่สุด ยอมรับและเรียนรู้ข้อผิดพลาดกันไปครับ

ครอบครัวช่วยซัพพอร์ต

พ่อผมเป็น Creative โฆษณาครับ แต่ว่าพ่อก็ไม่เคยเอาผมไปใช้เท่าไหร่ (หัวเราะร่วน) เพราะว่าเดี๋ยวคนจะมองว่าเด็กเส้นหรือเปล่า พ่อเคารพการตัดสินใจของเรา ซึ่งเราเองก็ไม่ค่อยชอบการใช้เส้นสายด้วย เพราะเราคิดว่าสุดท้ายความสามารถมันคือสิ่งที่ตอบโจทย์ ผมรู้สึกว่าถ้าเขาฝาก เราจะไม่ได้เล่นในบทที่เราอยากจะเล่นจริงๆ หรือจากความสามารถของเราจริงๆ ส่วนแม่ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทบาทที่อยากเล่น

บทคนเป็นโรคซึมเศร้า เราอยากเล่นมาก แต่มันเป็นบทที่ไกลตัวเรา เพราะบทที่ได้รับก็จะเป็นบทเด็กๆ ซะส่วนใหญ่ แต่ความฝันของผมในด้านการแสดง ผมอยากจะแสดงในบทที่ยาก พวกแบบฆาตกรต่อเนื่องอะไรแบบนี้ จริงๆ นะ ผมว่ามันท้าทายผมอยากให้คนลบภาพที่เราดูเด็ก แต่ผมว่ามันต้องใช้เวลา ซึ่งมันคือความฝันของผมครับ สักวันต้องทำให้ได้

ไอดอลทางการแสดง

ผมชอบหนังฝรั่งมากๆ เลย ช่วงนี้ผมอินกับซีรี่ส์เน็ตฟลิกซ์ Black Mirror หรือ Stranger Thing อะไรแบบนี้ คือถ้าจะถามว่าชอบการแสดงของใคร ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องๆ มากกว่าครับ อย่าง “ฮีธเลดเจอร์” คนที่เล่นเป็นโจ๊กเกอร์ที่เสียชีวิตไปแล้ว และอีกคนคือ “ลีโอนาโด ดิคาปริโอ” ผมจะเป็นคนชอบสายฝรั่ง อย่างเรื่อง Batman จริง ๆ ผมก็ดูหนังตลาดด้วยนะ คือผมค่อนข้างเปิดกว้างครับ

งานดนตรีที่ชอบและถนัด

ตอนนี้ผมทำเพลงอยู่กับค่าย What The Duck Music ทำร่วมกับพี่อัด-อวัช รัตนปิณฑะชื่ออัลบั้มว่า Memos ในนาม วง Mints ครับ ก็มีปล่อยเพลงไปบ้างแล้ว ทั้งหมด 6EP ปีนี้น่าจะได้ฟังกันเต็มๆ ครับ

จริงจังกับการใช้ชีวิต

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมว่างครับ ตอนนั้นก็ช่วงอายุ 17-18 ผมรู้สึกว่ามันเครียดเกินไป กดดันตัวเองผมเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นมากมาย ตอนทำเพลงผมก็เอาตัวเองไปเทียบกับฝรั่งพวก Rex Orangeที่แบบอายุ 20 ปี แต่เขาได้ทัวร์ต่างประเทศ คือมันคนละบริบทกันเลย แบบประสาท จนหลังๆ มาผมไม่คิดแล้ว แต่ผมก็โชคดีที่มีอาจารย์หลายท่านทั้งในด้านการแสดง ดนตรี ทุกๆ คน รวมทั้งพี่ๆในวงการที่แนะนำ หรือครูที่สอนแอ๊กติ้ง เวลาที่เรามีปัญหาเราก็จะปรึกษาเขา มันเป็นอะไรที่ช่วยทำให้เราสบายใจขึ้นได้

ความฝัน ความหวัง และอนาคตต่อจากนี้

จริงๆ ผมชอบวางเป้าหมายระยะสั้นมากกว่า เราไม่ได้อยากจะกดดันตัวเอง อย่างเล่นดนตรี ทุกคน ก็จะถามว่า อีก 10 ปีข้างหน้า เราคาดหวังอะไร ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่า อีก 10 ปี เราต้องไปเล่นอิมแพ็ค อารีน่านะ เราต้องมีคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นของตัวเองนะ แต่ผมคิดว่าอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ วันหนึ่งวงอาจจะแตกเรื่องการแสดงก็เหมือนกัน ใครจะรู้ ผมอาจจะแสดงไม่ได้แล้วก็ได้ บางที่ผลงานที่ผมแสดงออกมามันอาจจะไม่ดี ทำให้ผมดับไปต่อไม่ได้ ผมก็เลยมองว่า ทำโอกาสที่เราได้รับให้ดีที่สุดครับ ทำทุกอย่างที่อยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า ทำโอกาสที่ได้ให้ดีที่สุด และพร้อมที่จะรับโอกาสใหม่ๆ เสมอ ถ้าเราทำมันออกมาดีมันก็คงจะดีครับ

สำหรับแฟนๆ ที่อยากทำความรู้จักหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น สามารถกดติดตามดูความเป็นไปของเขาได้ที่อินสตาแกรม @toncrossbody เจ้าค่า

Rookies : ‘ซัน-รังสิ สานกิ่งทอง’ จากเด็กขี้อาย สู่บทบาทพระเอก ‘เพชร’

Published July 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/397176

Rookies : ‘ซัน-รังสิ สานกิ่งทอง’ จากเด็กขี้อาย สู่บทบาทพระเอก ‘เพชร’

Rookies : ‘ซัน-รังสิ สานกิ่งทอง’ จากเด็กขี้อาย สู่บทบาทพระเอก ‘เพชร’

วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรียงคิวเฉิดฉายแจ้งเกิดเป็นพระเอกเลือดใหม่ของทางช่อง 3 ได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากหนุ่มอิน-สาริน ปูทางได้อย่างงดงาม เปิดโปรแกรมซีรี่ส์ลูกผู้ชาย กับเรื่อง “ภูผา” คราวนี้เป็นเวลาของ “ซัน-รังสิ สานกิ่งทอง” บ้าง กับบทบาทพระเอกในเรื่อง “เพชร” ที่กำลังฮอตในหมู่ผู้ชมละคร ส่วนตัวตนของหนุ่ม “ซัน” เป็นอย่างไร วันนี้เราพาตัวมาให้ทำความรู้จักกันค่ะ

เมื่อค้นพบสิ่งที่ชอบ

เมื่อก่อนเรื่องของวงการบันเทิง เป็นเรื่องที่ไกลตัวผมมากครับ แต่ว่าก่อนที่จะเข้ามหา’ลัย ผมดูหนังแล้วรู้สึกชอบ ก็มีเอาไปคุยกับเพื่อนว่าเราอยากจะทำแบบนี้ ดูหนังแล้วได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลยอยากจะเป็นผู้กำกับ แล้วตอนที่เรียนอยู่อเมริกา ผมไปเรียนไฮสคูลที่นั่น 5 ปี ตั้งแต่ ม.2 จนจบม.6 ได้กลับไทยมาพัก เพื่อหาประสบการณ์ ก็ได้มีโอกาสฝึกงาน ตอนแรกฝึกงานกับบริษัทของที่บ้านก่อนครับ เป็นธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่รู้สึกว่าเราไม่ชอบ ไม่ใช่ทาง คือถามว่าทำได้ไหม ก็ได้ แต่ไม่ชอบ เลยไปฝึกงานกับ GTH เขาก็มีหนังเปิดกล้องพอดีเรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” อยู่กองถ่ายแล้วรู้สึกว่าใช่เลย ชอบมาก เลยขอพ่อเรียนด้านนี้เลยครับ และได้กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย ตอนแรกก็วางแผนไว้ว่าเดี๋ยวจะกลับไปเรียนต่อมหา’ลัยที่นู่น คือสมัครเรียนเรียบร้อยแล้วนะครับ เรียนเกี่ยวกับธุรกิจ แต่พอได้เปลี่ยนแนว ก็เลยเลือกทางนี้และอยากจะมาอยู่ที่เมืองไทย โชคดีที่ว่าพ่อแม่เคารพการตัดสินใจของเรา เพราะเขารู้ว่าเราทำในสิ่งที่เรารักก็เลยให้เรียน ซึ่งตอนแรกที่เข้าไปเรียน รู้สึกชอบเลยนะครับ (ยิ้ม) ตั้งแต่คลาสแรกเราก็ตื่นตาตื่นใจ ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว นอกจากเวลาที่เล่นกีฬา รู้สึกชอบกล้องถ่ายรูป ชอบการกำกับ ยิ่งได้เรียนรู้ไปก็รู้สึกว่ามันสุดยอดมาก เลยยิ่งชอบ

มีหนังสั้นโปรเจกท์เยอะเลยครับที่ทำส่งอาจารย์ และมีส่งประกวดด้วย แต่ว่าไม่ได้รางวัล ผมเป็นคนที่ทำหนังหลากหลายแนวครับ พอเขียนบทหรือว่าทำหนังอะไรออกมาสักเรื่อง มันก็จะกลายเป็นเรื่องครอบครัว เป็นเรื่องพ่อลูก บางทีเราก็อยากจะตีกรอบออกไป แต่สุดท้ายมันก็วนกลับมาเรื่องเดิม เหมือนเป็นปมในใจหรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ)แต่ว่าซันก็ไม่ได้มีปัญหาครอบครัวอะไรนะครับ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราอยากให้ครอบครัวเห็นว่าเราทำได้ อยากให้ยอมรับในความสามารถของเรา

เส้นทางกว่าจะมาเป็น 1 ใน 3 พระเอกซีรี่ส์ลูกผู้ชาย

ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ “พี่ปิ๊ก-ชาญฉลาด” เขาทาบทามไว้ตั้งแต่ตอนที่เข้ามหา’ลัยแล้วครับ แต่ด้วยความที่เราคิดว่าเรื่องวงการเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก และไม่คิดว่าเราจะทำได้ หรือว่าเข้ามาอยู่จุดนี้ เพราะเป็นคนขี้อายด้วย อาจจะกล้าแสดงออกมากขึ้น เพราะว่าได้ไปอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ในบางครั้ง (ยิ้ม) ตอนที่พี่ปิ๊กเสนอมา เราก็โอเครับงานเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน เป็นงานโฆษณา เพราะรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม ขอเรียนก่อน เราชอบเรารักที่จะเรียน โชคดีที่พี่ปิ๊กก็ให้โอกาส พร้อมแล้วค่อยว่ากัน และเขาก็ไม่ทิ้งเราเลย ก็มีผ่านเข้ามาในวงการบ้างระหว่างเรียน 4 ปี แล้วพอเรียนจบ รู้สึกว่าอยากจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ว่าเรื่องการแสดงยังเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ ไม่ได้คิดว่าอยากจะเล่นละคร หรือว่าเข้ามาอยู่จุดนี้ แต่ก็ลองกลับเข้ามาดู เผื่อจะมีอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง คือเราก็อยากจะทำอะไรที่มันสามารถช่วยเราในด้านที่เราอยากเป็นผู้กำกับ พอเข้ามาก็ได้ไปเรียนแอ๊กติ้ง เข้าคอร์สต่างๆ จนมีแคสซีรี่ส์ลูกผู้ชาย เป็นการแคสละครครั้งแรกของซันด้วย แล้วคนแคสเยอะมาก สามร้อยกว่าคน ไม่คาดหวังเลย เพราะว่าประสบการณ์เรายังไม่มี เรียนการแสดงมาก็นิดหน่อย แต่เราอาศัยว่าเราชอบทางด้านนี้ในระดับหนึ่ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเราชนะใจกรรมการและทีมผู้จัดได้ยังไง อาจจะมีเถียงกันเยอะหน่อยไหม (หัวเราะ) เพราะว่าเราก็หน้าใหม่ ไม่ได้เป็นคนตัวสูง หน้าตาก็ไม่ได้เรียกว่าดีที่สุดในสามร้อยกว่าคน และที่สำคัญคือมีเด็กในช่องไปแคสเยอะมาก เราเป็นโนเนมใครก็ไม่รู้ พอรู้ว่าติด 20 คนสุดท้ายก็ได้เข้ามาดู มาเวิร์กช็อปเพื่อเลือก 3 คนสุดท้าย แต่เขาก็ยังไม่บอกด้วยนะครับว่าเราจะได้เล่นเรื่องไหน คือเป็นการเวิร์กช็อปทั่วไป เพื่อที่เขาจะดูว่าคนไหนมีเสน่ห์ มีแววเหมาะกับบทไหน จนสุดท้ายมารู้ว่าเราได้นะ และได้เล่นเรื่อง “เพชร” เป็นเรื่องที่ 2 ในซีรี่ส์ลูกผู้ชาย

ความเหมือนและต่างของ “เพชร” กับ “ซัน”

พระเอกเขาเป็นคนที่ทำเพื่อคนอื่น เสียสละ ซึ่งเหมือนเราตรงที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น คิดถึงตัวเองเป็นคนสุดท้าย นี่คือสิ่งที่คล้ายครับ แต่ว่าที่ไม่คล้ายเลยคือเรื่องชีวิตของเขา ที่เราเกิดมาไม่ได้เจอสภาพแวดล้อมแบบนั้น ในเรื่องเขาจะอยู่ในสังคมที่มีคนติดยาตีกัน ชีวิตเขาติดลบมาก พ่อก็ขี้เมา ต้องดูแลน้องกับย่าทำทุกอย่างในบ้าน

เรียนรู้เรื่องการแสดง

ซันเป็นคนที่ชอบสังเกตครับ ชอบเก็บรายละเอียด หยิบจับเอาจากสิ่งที่เราเคยเห็น แล้วเหมือนซันเป็นคนที่ซึมซับได้เร็ว เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ส่วนใหญ่จะถามคำตอบคำ แต่ชอบสังเกตคน ชอบเก็บรายละเอียด เลยมีภาพในหัว ตอนแรกต้องปรับตัวเยอะครับ เพราะว่าเราไม่เคยเล่นละคร แล้วอีกอย่างคือเราเรียนทางด้านหนังมา หนังกับละครมันเหมือนเป็นคนละศาสตร์ สำหรับซันคือใหม่หมดเลย แล้วเราก็เป็นคนที่ชอบดูหนัง ไม่เคยดูละคร ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยดูละคร (ยิ้ม) เราไม่ชอบดูอะไรยาวๆ เลยต้องมาศึกษาใหม่ แต่โชคดีที่ทีมงานทุกคน นักแสดงที่เล่นด้วยทุกคนเขามีประสบการณ์เยอะอยู่แล้ว “พี่ชาย-ชาตโยดม” ที่เล่นเป็นพ่อ และ “แม่ตุ๊ก-ดวงตา” ที่เล่นเป็นย่า เราได้เรียนรู้จากเขามาเยอะมาก จะสอนเราตลอด ไม่กดดันเลย เขาเอ็นดูเรามากกว่า รวมทั้ง “พี่แมน-เมธี” ผู้กำกับก็ช่วยเราเต็มที่ เขาเข้าใจว่าเราเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขารู้ว่าเราบกพร่องตรงไหนก็จะช่วย

เปิดใจให้กับละคร

เปิดใจมากขึ้นครับ แต่ถามว่าอินกับละครมากขึ้นไหม ยังไม่ค่อยอินครับ (ยิ้ม) ถ้าจะบอกว่าเมื่อก่อนเราอคติกับละครเลยก็ว่าได้ เรารู้สึกว่าดูละครแล้วมันก็คือละคร เราอาจจะไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ละครจะพูดเยอะ เลยห่างไกลจากตัว ไม่อิน หนังเรียลกว่าและเป็นคนละศาสตร์ แมสเสจอาจจะเหมือนกัน แต่เมื่อเราก้าวเข้ามาสายละครแล้ว เราต้องเปิดใจรับมันให้ได้ ช่วงแรกจะยากเพราะมันใหม่ และที่สำคัญคือการออกเสียง การใช้เสียง ละครจะต้องโปรเจกท์เสียงให้รู้สึกว่าคนดูอยู่ใกล้เรา ให้ทุกคนได้ยิน แต่ในหนัง เสียงไม่ต้องโปรเจกท์ออกมา

ยังคงเดินตามความฝัน

ความฝันของผม ถ้าไม่พูดถึงว่าอยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่น และมีความสุขนะครับ ก็คืออยากจะเป็นผู้กำกับ อยากทำหนัง อยากเปิดเป็นโปรดักชั่น ตอนที่เรียน ได้ทำหนังผี ทั้งที่เมื่อก่อนจะกลัวผีมาก แต่พอได้ลองทำแล้วกลับชอบ รู้สึกว่าการที่เราได้หลอกคนดูว่าเดี๋ยวมันต้องหลอนตรงนี้ ผีจะมาแบบนี้มันเป็นเสน่ห์อยู่ในตัวเอง ก็เลยคิดว่าหนังผีเป็นอีกแนวที่อยากจะทำครับ

ฝากติดตามผลงาน

“เพชร” เป็นเรื่องแรกที่ผมเต็มที่กับมันมาก ยอมรับว่ากดดัน แต่ว่าตั้งใจทำให้ดีที่สุด และพอได้เห็นทิลเลอร์ ได้เห็นซีนเล็กๆ ก็รู้สึกว่ามันดีนะ ไม่ได้ชมตัวเองนะครับ แต่ว่าองค์ประกอบทุกอย่างมันดี รู้สึกว่าภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานชิ้นนี้ อยากจะฝากผลงานซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ตอน “เพชร” ไว้ด้วยนะครับ เป็นเรื่องแรกที่ซันได้เข้ามาเล่นเป็นพระเอก ทุกคนทุ่มเทกับโปรเจกท์นี้มากๆ สนุกและครบรสแน่นอน สำหรับแฟนๆที่อยากใกล้ชิดกัน ก็สามารถเข้ามาคุยกันได้ที่ไอจี@sn_rangsi นะครับ

Rookies : เฟอร์กี้-เฟอร์กัล วันชัย เพาเวอร์ 7 ปี แห่งความมุ่งมั่น ตามฝันจนมีวันนี้

Published June 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/392735

Rookies : เฟอร์กี้-เฟอร์กัล วันชัย เพาเวอร์ 7 ปี แห่งความมุ่งมั่น ตามฝันจนมีวันนี้

Rookies : เฟอร์กี้-เฟอร์กัล วันชัย เพาเวอร์ 7 ปี แห่งความมุ่งมั่น ตามฝันจนมีวันนี้

วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กำลังเป็นกระแสแรงในโลกโซเชียล จากบทบาทที่ได้รับในละครเรื่อง “นางร้าย” ทางช่อง 7HD สำหรับ “เฟอร์กี้-เฟอร์กัล วันชัย เพาเวอร์” ที่ถือเป็นการแจ้งเกิดกับบทร้ายอย่างเต็มตัว เราไม่รอช้าจับหนุ่มเฟอร์กี้มาเปิดใจให้สาวๆ ได้รู้จักกัน

ในวัยเด็ก

ผมเป็นเด็กที่สนุกสนานร่าเริงครับ มีซนบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย ที่เวลาอยู่กับเพื่อน แต่ว่าไม่เกเรเลย เรียนแล้วก็ติดเกม ไม่ไปไหนกลับบ้านก็นั่งเล่นเกม และไม่คิดว่าตัวเองจะเข้ามาในวงการได้ เพราะเราไม่ได้รู้จักใครเลย คือตอนแรกผมอยู่ที่พัทยาครับ ไม่คิดว่าจะมากรุงเทพ ด้วยความที่เป็นเด็กติดเกม คิดว่าอยากเป็นอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับเกม ก็เลยมาเรียนทางด้านไอที ผมเป็นลูกครึ่งไทย-ไอริช ชื่อกลางไทยมาก (ยิ้ม) แม่เป็นคนตั้งให้คือแม่อยากให้มีชื่อไทยด้วย ก็เลยตั้งชื่อกลางเป็นไทยว่า “วันชัย” ก็โอเคนะครับ ผมไม่ได้รู้สึกว่าอยากเปลี่ยนอะไร ภาษาไทยเป็นภาษาแรกที่ใช้พูดคุย รองลงมาคือภาษาอังกฤษ ผมเกิดที่ฮอลแลนด์ แต่ว่าโตที่ประเทศไทย ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไทย แค่มีหน้าเป็นลูกครึ่ง ตอนเด็กไม่รู้สึกว่าแปลกไปจากเพื่อน เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่ว่าตอนที่โตมาหน่อย เรียน รด.จะโดนครูฝึกเรียกว่าไอ้หรั่ง ซึ่งผมไม่ชอบเลยนะ คือผมรู้สึกว่าผมเป็นคนไทย ทำไมต้องเรียกผมแบบนี้ แต่ว่าตอนนี้ก็เฉยๆแล้วครับ

จุดเริ่มต้นในวงการ

จะบอกว่าผมเป็นแฟนคลับ “พี่คริส หอวัง” (ยิ้ม) ชอบจากที่เขาเล่นหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ก็เลยไปตามงานเขาจนได้ไปเจอกับ “พี่นะโม” ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้จัดการให้กับพี่คริส แล้วเขาก็เอ็นดูผม เหมือนลูกคนหนึ่ง ผมไม่ได้หวังว่าอยากจะเข้ามาทำงานตรงนี้นะครับ คือแค่อยากไปเจอพี่คริส ก็มีความสุขแล้ว พี่นะโมก็ให้คำปรึกษาเรื่องเรียน คุยกันมาเรื่อยๆ แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าจะพาเรามาเข้าวงการหรอก ด้วยความที่เราเป็นแฟนคลับ และบ้านก็อยู่ไกลด้วยคือพัทยา ตอนนั้นก็ยังเด็กด้วยครับ อายุประมาณ 17 พี่เขาจะเป็นห่วงที่ต้องมาตามพี่คริสตลอด และถ้าได้เห็นผมในตอนนั้นนะ คือคนละเรื่องกับตอนนี้เลย จะเป็นเด็กน้อยที่ไม่ได้สนใจดูแลตัวเองเลย แต่มีอะไรผมก็จะปรึกษาพี่โม พอเราโตมากขึ้น พี่เขาก็ช่วยปรับลุค แนะนำให้เราดูแลตัวเอง ดูแลเรื่องบุคลิกการพูดการจา จนวันนึงก็เริ่มมีโมเดลลิ่งติดต่อเข้ามา ขอเบอร์ ชวนไปแคสงาน ก็เลยไปปรึกษาพี่โม เพราะว่ากลัวจะโดนหลอก พี่โมก็เลยถามว่าชอบงานด้านนี้หรือเปล่าซึ่งผมก็สนใจ เลยลองดู พี่เขาก็ผลักดันเข้ามา จนได้มีโอกาสเข้ามาแคสละครเรื่อง “กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ”ในบทมาเฟียฝั่งพระเอก ซึ่งจะมีบู๊ตีลังกายิงปืน พอได้เข้ามาเล่นละคร คือชอบเลยครับ รู้สึกว่าตัวเองชอบบู๊เลยล่ะ เพราะว่างานอดิเรกของผมคือฟรีรันนิ่ง ได้บทนี้เพราะว่าความสามารถด้านนี้ หลังจากนั้นก็มีงานละครเข้ามาเรื่อยๆ อย่างเรื่อง “สารวัตรแม่ลูกอ่อน” ก็ได้บู๊ “เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน” ก็บู๊ครับ

ความแรงจากละครเรื่อง “นางร้าย”

ตอนนี้ละครที่กำลังออนแอร์อยู่ก็คือเรื่อง“นางร้าย” ซึ่งฟีดแบ๊กดีเกินความคาดหมายเลยครับ คือคนเข้ามาด่าทั้งในพันทิพและในทวิตเตอร์ ติดอันดับหนึ่งไปแล้ว รู้สึกดีใจมาก เพราะว่าผมก็หวังไว้แล้วว่าอยากจะให้คนดู ดูแล้วเกลียดผม เพราะว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าหมั่นไส้จริงๆ บทบาทของผมในเรื่องนี้จะออกแนวเกาะผู้หญิงกินครับ เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นนายธนาคารแล้วมีโอกาสได้เจอกับนางเอก เราก็จะใช้เขาเป็นตัวทำเงินให้เรา จะเป็นคนที่ขาดความอบอุ่นและค่อนข้างเห็นแก่ตัวมากด้วยครับ ก็เล่นยากเหมือนกันนะเพราะว่าเป็นละครเรื่องแรกเต็มตัวของผมที่เป็นร้ายนำ บทพูดก็เยอะ และยาว ผมก็ต้องพยายามทำการบ้าน แล้วก็เล่นให้ละเอียดที่สุด ตอนที่ถ่ายทำผมอยากให้คนดูเกลียดผมนะ เพราะถือว่าเราประสบความสำเร็จ ด่าได้ครับไม่เป็นไร รู้สึกดี เพราะว่ายังไงเขาก็ด่าในตัวละคร แต่เท่าที่เล่นไป ผมก็มีที่พอใจบ้างไม่พอใจบ้างในบางซีน คือมีบ้างที่เราคิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ว่าด้วย ณ ตอนนั้น เราอาจจะยังไม่เข้าใจเขามากพอ การทำงานก็แฮปปี้มากที่ได้ร่วมงานกับช่อง 7 ซึ่งผมมี “พี่ออม” เป็นพี่ผู้จัดการที่มาดูแลคิวให้ ส่วนพี่นะโมก็ยังคอยดูอยู่ในฐานะแม่บุญธรรม เพราะว่าตอนนี้แม่ผมอยู่ต่างประเทศ

เป้าหมายที่วางไว้

อยากจะมีชื่อเสียงมากที่สุด เท่าที่ผมจะทำได้ และดูแลตัวเองได้ ดูแลคนที่เรารักดูแลพ่อแม่ได้ก็พอแล้ว แต่ว่าตอนแรกแม่ไม่โอเคเลยนะครับ กับการที่ผมจะเข้ามาทำงานตรงนี้ เพราะแม่รู้สึกว่าวงการนี้คือมายา ไม่มีคำว่าจริงใจ แม่ไม่สนับสนุนเลย ตอนที่ผมบอกแม่ว่าจะเข้ามาตรงนี้ เขาคิดว่าผมพูดเล่น หรือว่าทำไปงานสองงาน เดี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็เลิกแล้ว แต่ที่ไหนได้คือผมจริงจังมาก ตอนไปงานโชว์ตัวงานแรกที่ตอนนั้นละครเรื่องกาลครั้งหนึ่งฯ กระแสดีมาก อีเว้นท์เข้ามา แม่เห็นแล้วแม่ร้องไห้เลยครับไม่คิดว่าผมเอาจริง คือผมขอเวลาพ่อกับแม่ 1 ปี ในการพิสูจน์ตัวเอง แล้วกับเรื่องนางร้ายด้วยครับ คือถ้ามันออกมาไม่ดีเขาก็จะให้ผมหยุด แม่อยากให้ผมทำงานต่างประเทศแบบพ่อ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะแม่รู้สึกว่ามั่นคงกว่าได้เงินดีกว่า แต่ผมไม่อยากไปทำงานต่างประเทศ ไม่อยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่นู่น แต่ถ้าไปเที่ยวน่ะไปได้คือผมชอบประเทศไทย

การแสดงคือความท้าทาย

การแสดงมันก็ยากแหละครับ แต่ว่ามันก็มีความท้าทายอยู่ในตัว ซึ่งผมชอบความท้าทายถ่ายเสร็จแล้วมาเห็นตัวเอง มาเจอตัวเอง อย่างในเรื่องของคิวบู๊ เราเห็นว่าท่าเราสวย เราพัฒนา เราชอบมองตัวเองแบบนั้น ผมจะชอบเช็คเทปดูตัวเองเวลาแสดง เพื่อที่เราจะได้เอาไปปรับไปพัฒนา บางทีก็มีไม่พอใจบ้างที่ถ่ายไป แต่เราก็ไม่สามารถไปขอเขาถ่ายใหม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องจำไว้เป็นบทเรียน ครั้งหน้าเราก็จะได้ไม่ทำแบบนี้ ผมชอบเล่นบู๊ เพราะรู้สึกมันสนุก ได้ใช้ร่างกายใช้ความสามารถของเรา อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กผมชอบดู “องค์บาก” แต่พอได้มาเล่นบทร้ายบ้างก็รู้สึกว่าชอบและท้าทายอีกเหมือนกัน

มุมมองความรัก

เงียบกริบมากเลยครับตอนนี้ (ยิ้ม) ผู้หญิงในอุดมคติผมไม่ได้มีสเปกตายตัวนะครับ ผมแค่ชอบคนร่าเริงชอบคนสนุกสนานชอบทำกิจกรรม แต่ในส่วนของพี่คริสนี่เราชอบในเรื่องการทำงานของเขามากกว่า พี่คริสรู้ครับว่าผมเข้ามาทำงานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันเลย แต่ก็หวังอยู่นะครับว่าจะได้ร่วมงานกันสักครั้ง ก็คงไม่ประหม่าครับเพราะว่าเราก็เริ่มมีประสบการณ์ แต่ว่าความตื่นเต้นมันมีแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าเราได้ร่วมงานกับคนที่เราชอบ

มีแฟนคลับเป็นของตัวเองแล้ว

ตอนนี้เราเข้ามาทำงานเต็มตัวแล้วก็รู้สึกดีครับ เริ่มมีคนรู้จักมีแฟนคลับเป็นของตัวเองแล้วก็รู้สึกดีเวลาที่เขามาเจอเรา ไม่คิดว่าตัวเองจะมีแฟนคลับ ซึ่งผมจำภาพของตัวเองได้เลยเวลาที่เราไปตามงานเขาเรารู้สึกยังไง แล้วเวลาเขาทรีดเรา เรารู้สึกยังไง เราก็อยากจะทำแบบที่พี่คริสทำกับเรา ก็พยายามถามไถ่พวกเขานะครับ ขอบคุณพวกเขามากที่เป็นกำลังใจให้และมีคำชมฟีดแบ๊กดีๆ กลับมาแค่นี้ผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ

Rookies : ‘พิม-พิมพ์ภัทรา’ อดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชน! เดินตามฝัน จับงานพิธีกร

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386807

Rookies : ‘พิม-พิมพ์ภัทรา’ อดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชน! เดินตามฝัน จับงานพิธีกร

Rookies : ‘พิม-พิมพ์ภัทรา’ อดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชน! เดินตามฝัน จับงานพิธีกร

วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีโอกาสได้ทำตามความฝันของตัวเองสำหรับ “พิม-พิมพ์ภัทรา วิริยะสัจจะจิตร” พิธีกรจากรายการ “ทันข่าวเช้า” ในช่วง“คนดีเปลี่ยนโลก” และช่วง“ไฟว์มินิทบิ๊กฮีโร่ (5 Minutes Big Hero)” ทาง “ช่อง MONO29” (โมโนทเวนตี้ไนน์) ฟรีทีวีที่มีหนังดีซีรี่ส์ดังมากที่สุด และอ่านข่าวทางวิทยุคลื่นโมโนเฟรช 91.5 อยู่ในขณะนี้จากอดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชนตัดสินใจอำลาวงการลูกสักหลาดพลิกชีวิตมาเอาดีกับงานด้านสื่อสารมวลชนและถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมข่าวคุณภาพคนรุ่นใหม่ไฟแรงจากเหตุการณ์หลายๆ เคสที่เข้าไปทำข่าวด้วยการช่วยเหลือสังคมโดย “พิม” เปิดใจถึงการพลิกชีวิตจากนักกีฬามาเดินตามเส้นทางของตัวเอง

เป็นอดีตนักกีฬาเทนนิสเยาวชนทีมชาติ

“พิม” เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คือก้าวขาออกจากบ้านก็เข้าสนามเทนนิสเลยไม่เคยได้มีชีวิตอยู่กับเพื่อนเลยค่ะเริ่มแข่งตอนอายุ 7-18 ปีแข่งระดับเยาวชนมาเรื่อยๆจนกระทั่งเริ่มมีปัญหากับครอบครัวตอน ม.3 เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่เป็นนักกีฬาเทนนิสทั้งคู่คุณแม่อยากให้เราเล่นอาชีพแล้วเรียนต่อกศน. (การศึกษานอกระบบ) แต่ “พิม”ไม่ยอมค่ะตอนนั้นเลือกเรียนต่อจนถึง ม.6 จุดแตกหักมาจากที่คุณแม่อยากให้ไปแข่งเทนนิสเพื่อสอบเข้าเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย แต่ตอนนั้นเราเจ็บหนักมากเจ็บหลังถึงขั้นต้องไปฝังเข็มและทางบ้านก็กดดันมากพอเวลาเราฝืนตัวเองจนเกินไปก็รู้สึกไม่โอเคจึงตัดสินใจเลิกเล่นไปเลยและเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยการสอบเข้าปกติไม่ใช้โควตานักกีฬาหลังจากนั้นพอทางมหาวิทยาลัยรู้ว่าเราเป็นนักกีฬาก็อยากให้ลงเล่นซึ่งตอนนั้น “พิม” ก็ตัดสินใจแล้วว่าไม่เล่นค่ะ

อยากทำงานด้านสื่อ

“พิม” เลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมีโอกาสได้ทำข่าวเป็นผู้สื่อข่าวลงพื้นที่จริงๆ ทำแล้วรู้สึกว่าชอบทางด้านนี้เลยค่ะ “พิม” โชคดีที่ค้นหาตัวเองได้เร็วและได้รับโอกาสดีๆ จากผู้ใหญ่หลายๆ คนการก้าวเข้ามาตรงนี้รู้สึกภูมิใจและประทับใจมากชอบการทำข่าวหรือทำสกู๊ปที่สามารถช่วยเหลือประชาชนช่วยเหลือสังคมเพราะรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มันมีค่ามากที่ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นค่ะ

ข่าวที่ทำแล้วรู้สึกประทับใจ

เป็นข่าวน้องเด็กพิการคนหนึ่งที่ถูกทนายโกงเงินตอนนั้นเป็นข่าวดังมากเริ่มจากไปทำข่าวตามประเด็นในแต่ละวันแต่พอหลังจากนั้น “พิม” ก็ได้เข้าไปคุยกับครอบครัวของน้อง มีการเข้าไปช่วยเหลือติดต่อสภาทนายความให้หลังจากนั้นเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากสังคมมากขึ้น และเขาสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ลำบากมากผ่านมาสองสามปีแล้วซึ่งวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่และเขาก็ขอบคุณเราที่เป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเหลือเขาหลังจากนั้นก็รู้สึกว่าการทำข่าวของเราไม่ได้ทำให้จบไปวันๆ เพราะการที่เราเข้าไปถามเขาว่ามีอะไรให้ช่วยไหมเหมือนมันสร้างกำลังใจให้เขาทุกวันนี้ยังคอยช่วยเหลือกันอยู่ซึ่งการทำงานของเราได้ช่วยเหลือคนถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คนคนเดียวแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเขาได้ค่ะ

เหตุการณ์ถ้ำหลวงท้าทายตัวเอง

ข่าวถ้ำหลวงเป็นการท้าทายตัวเองมากใช้พลังชีวิตมาก “พิม” ไปสองช่วงหลังจากเกิดเหตุสองสามวันก็บินไปเลยอยู่เกือบสัปดาห์ซึ่งต้องเก็บทุกรายละเอียด “พิม” ช่วงนั้นอยู่คนเดียวเลยก่อนที่จะมีทีมอื่นไปช่วยเสริมเครียดมากนอนวันละสองสามชั่วโมง เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เตรียมรายงานสดตอนตี 5 และอยู่เฝ้าทั้งวันเก็บทุกประเด็นเพราะหน้าที่เราไม่ได้นำเสนอแค่ทางทีวี.รายงานสดเท่านั้น “พิม”ต้องนำเสนอทางออนไลน์ไลฟ์เฟซบุ๊คทวิตเตอร์ถ่ายรูปอัพคลิปทำทุกอย่างหมดค่ะ

เป็นพิธีกรรายการ “ทันข่าวเช้า” ช่วง “คนดีเปลี่ยนโลก” และล่าสุดกับช่วง 5 Minutes Big Hero

สำหรับ “คนดีเปลี่ยนโลก” เรียกว่า “พิม” ได้มีโอกาสทำทุกอย่างด้วยตัวเองเลยค่ะหาคอนเทนต์เองติดต่อเองเขียนบทสัมภาษณ์เองเข้าห้องตัดดูทุกรายละเอียดเลยค่ะมีเคสหนึ่งที่ภูมิใจมากคือ “ลุงโกโต้” ชาวอเมริกันวัย 80 หลังจากที่เขาป่วยหนักเป็นไวรัสตับอักเสบซีระบบในร่างกายเขาไม่ดีและหมอบอกว่าเขาจะใช้ชีวิตได้อีกแค่สองปีเท่านั้นจากการที่เขาเคยติดยากินเหล้าอย่างหนักมาตั้งแต่วัยรุ่นจากนั้นเขากลับเลือกใช้บั้นปลายชีวิตเดินทางมาอยู่ที่เมืองพัทยาประเทศไทยมุ่งมั่นทำความดีด้วยการอุทิศตนแบ่งปันแจกจ่ายอาหารน้ำและสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ยากไร้และสุนัขจรจัดซึ่งทุกๆ วันเขาใช้เวลาที่เหลือเดินเก็บขยะริมหาดจอมเทียนมานานกว่า 17 ปีหลังจากที่ “พิม” เข้าไปสัมภาษณ์และเทปนี้ได้ออกอากาศทางช่องและเฟซบุ๊คของโมโน 29 ทำให้มียอดวิวพุ่งสูงถึงล้านกว่าและมีคนแชร์มากถึงสองหมื่นกว่าคนและวันหนึ่งข่าวก็กระจายไปถึงในวังทำให้เขาได้รับของพระราชทานและทำให้คนมาบริจาคของให้เขาเยอะมากซึ่งเป็นอีกหนึ่งเคสที่ทำให้เราภูมิใจค่ะล่าสุดรายการปรับชื่อช่วงเป็น 5 Minutes Big Hero (ไฟว์มินิทบิ๊กฮีโร่) ซึ่งคอนเซ็ปต์รายการจะคล้ายๆ กันคือนำเสนอเรื่องราวของคนทำดีเพื่อสังคม ซึ่งก็เป็นอีกช่วงที่รู้สึกภูมิใจที่ภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำตรงนี้ค่ะ

นิยามของคำว่าผู้สื่อข่าว

คือคุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณทำอยู่คืออะไรเราไม่ใช่เครื่องมือของใครหรือได้ประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งหรือข่าวไหน เรามีหน้าที่ทำตัวเป็นกลางหรือรายงานข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้และสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงานข่าวคือ สังคมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ

ประวัติ

ชื่อ :  พิมพ์ภัทรา วิริยะสัจจะจิตร

ชื่อเล่น :  พิม

วันเกิด :  30 มกราคม 2536

การศึกษา :  ปริญญาตรีสาขาวิทยุกระจายเสียง

คณะสื่อสารมวลชน ม.เชียงใหม่

งานอดิเรก :  ดูหนังอ่านหนังสือ

ผลงาน :  ประชาสัมพันธ์มิวสิคครีม นักกีฬาเทนนิสเยาวชน

ผู้สื่อข่าวช่อง ONE

ผลงานปัจจุบัน : ผู้สื่อข่าวช่อง MONO29,

จัดรายการวิทยุช่วงข่าว MONOFRESH 91.5

พิธีกรรายการคนดีเปลี่ยนโลก,

ไฟว์ มินิท บิ๊ก ฮีโร่

IG : pimpim_janhom

Facebook : Pimpattra Janhom

Rookies : ผู้สื่อข่าวสาว ‘อิงอิง-ลลิตวดี’ มุ่งมั่น ท้าทาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

Published May 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/385711

Rookies : ผู้สื่อข่าวสาว ‘อิงอิง-ลลิตวดี’ มุ่งมั่น ท้าทาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

Rookies : ผู้สื่อข่าวสาว ‘อิงอิง-ลลิตวดี’ มุ่งมั่น ท้าทาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน

วันเสาร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แฟนข่าว ช่อง MONO29 น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับสาว “อิงอิง-ลลิตวดี ตั้งสิริตระกูล” คนข่าวรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ควบทั้งงานพิธีกร และ
ผู้สื่อข่าวภาคสนาม ในรายการ “ทันข่าวเช้า” รวมถึงอ่านข่าวทางวิทยุคลื่นโมโนเฟรช 91.5 โดยเธอรับหน้าที่เกาะติดทุกประเด็นข่าว ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในทีมข่าวยอดเยี่ยม

แรงบันดาลสู่การเป็นคนข่าว?

เริ่มตั้งแต่ตอนเรียน ม.ปลายเลยค่ะที่โรงเรียนจะมีชมรมมัลติมีเดีย “อิง” ก็เลือกมาลงชมรมนี้ ทำกิจกรรมกับทางโรงเรียนมาโดยตลอด วันหนึ่งทางโรงเรียนพาไปดูงานที่ช่องๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นรายการข่าวที่ดังมากๆ ในตอนนั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และความใฝ่ฝันว่าอยากทำรายการ อยากเป็นผู้สื่อข่าว ทำให้มีเป้าหมายในการเรียนต่อเข้ามหาวิทยาลัยทางด้านนี้ จึงเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ

ประสบการณ์งานข่าว?

อิงเคยทำข่าวมาหลายรูปแบบแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวบันเทิง ข่าวการเมืองซึ่งเคยมีโอกาสได้ทำข่าวผู้ชุมนุมด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ที่เข้ามาในชีวิต แต่จะชอบข่าวแนวสังคม คุณภาพชีวิตมากกว่าค่ะ

ข่าวประทับใจ?

ข่าวประทับใจเป็นข่าวที่ทำเกี่ยวกับคนไทยไร้สิทธิ์ ในเคสนั้นมีกลุ่มคนที่ไม่มีบัตรประชาชนมาตั้งแต่เกิดจนอายุจะ 60 ปี แล้วก็ยังไม่มีบัตร เป็นเพราะว่าเขาอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งเมื่อก่อนเวลาแจ้งเกิดต้องแจ้งกับผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน อาจจะทำให้มีบางคนตกหล่นไปบ้าง พอพวกเขาเข้ามาอยู่กรุงเทพสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ กลับไม่ได้รับเลย เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล ตอนนั้นเราก็ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าว ประสานกับหลายๆ อำเภอ และเป็นกระบอกเสียงให้พวกเขา จนตอนนี้พวกเขาได้เข้ากระบวนการทำบัตรประชาชนแล้ว รู้สึกดีใจมาก เหมือนเรามีส่วนได้ช่วยตรงนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยเดินเรื่องเองแล้ว แต่ไม่ได้ ในมุมกลับกันคือเรามีบัตรแต่หลายๆ คนอาจจะไม่เห็นความสำคัญเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไม่มีบัตร ไม่มีสิทธิที่เขาควรจะได้ตั้งแต่เกิด ทำให้รู้เลยว่าสิ่งนี้มันมีค่ากับพวกเขามากค่ะ

สิ่งที่ได้จากการทำข่าว?

การที่เราได้มีโอกาสทำงานด้านสื่อ ทำให้เราได้รู้ข้อมูลรอบด้าน ข้อมูลในเชิงลึก จากการที่มีโอกาสได้คุยกับชาวบ้าน ซึ่งทำให้เรารู้ และสัมผัสได้ว่ามันมีสังคมแบบนี้อยู่ด้วยจริงๆ ที่สำคัญ อิงมองว่ามันเป็นกำไรชีวิต ซึ่งเคยคิดว่าถ้าเราไม่ได้ทำข่าวก็คงไม่มีโอกาสที่จะรู้ หรือสัมผัส และใกล้ชิดกับคนมากมายขนาดนี้

บทบาทในมุมมองของ “อิงอิง” ?

อิงมองว่าสื่อยุคนี้ขยับตัวนิดเดียวก็โดนโจมตีแล้ว เพราะทุกคนสามารถเป็นสื่อด้วยตัวเอง อย่างเช่น การกระจายข่าวในมือถือ หรือทาง
โซเชียล ก็อาจจะเป็นนักข่าวพลเมืองได้ แต่สำหรับสื่อที่ดีควรมีจรรยาบรรณด้วย ไม่ใช่มีแค่คอนเทนต์ นักข่าวที่ดีจะถูกปลูกฝังด้วยจรรยาบรรณนักข่าว ไม่ใช่เรื่องนี้ขายดี ก็จะโจมตี ขยี้ๆโดยไม่สนว่าจะกระทบกับใครบ้างมันก้ำกึ่งด้วยจรรยาบรรณ และตอบสนองความต้องการของตลาด ในมุมมองของอิง สื่อที่ดีคือทำเพื่อประชาชนค่ะ

ความใฝ่ฝัน?

ความใฝ่ฝันของอิง คืออยากมีพื้นที่หน้าจอ อ่านข่าว และได้แสดงศักยภาพอีกด้านนึงนอกเหนือจากการเก็บข้อมูลลงพื้นที่ มันคือการนั่งอยู่หน้าจอและมีสมาธิถ่ายทอดข่าวออกไปให้คนได้รับรู้ นั่นคือผู้ประกาศข่าวค่ะ

 

%d bloggers like this: