religious

All posts tagged religious

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ อ.พนมสารคราม จ.ฉะเชิงเทรา

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/589632

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 21:12 น.

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ อ.พนมสารคราม จ.ฉะเชิงเทรา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมสุดยอดพระปิดตาที่ถือเป็น ต้นกำเนิดพระปิดตาของเมืองแปดริ้ว และยังเป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของเมืองไทย นั่นคือ พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

พระปิดตาทุกพิมพ์ของท่านได้รับชื่อว่าเป็น สุดยอดแห่งพระปิดตาเมตตามหานิยม และหายากในปัจจุบัน พิมพ์ที่นำมาให้ชมคือพิมพ์ไม้ค้ำเกวียน ซึ่งลักษณะองค์พระที่พระเพลาหรือหน้าตักมีเส้นที่พาดขึ้นมาดูลักษณะคล้ายไม้ค้ำเกวียน ด้านหลังพระปิดตาจะอูมนูน มวลสารเป็นเนื้อผงพุทธคุณชุบรัก พระสวยดูง่ายแบบองค์นี้เอาไว้ศึกษาครับ

มาส่องดูพระปิดตาองค์นี้เนื้อหาจัดจ้านเหมือนเนื้อกะลาชุบรัก ซึ่งรักออกสีแดงซึ่งเป็นสีนิยม ในส่วนซอกมุมบริเวณที่ไม่โดนสัมผัสจะเห็นความแห้ง ความเก่าของรักปรากฏต่อสายตา มีผดรักที่เกาะอยู่ตามผิวพระให้เห็นอยู่ทั่วองค์พระสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่ปลอมแปลงได้ยากครับ

ส่วนที่สัมผัสกับเหงื่อจนรักหลุดร่อนออกไป จะเห็นเนื้อจัดจ้านมันวาวอมเหลืองจนเหมือนสีน้ำตาลเข้มเหมือนผิวกะลาขัดทีเดียว และเนื่องจากพระปิดตาของหลวงปู่จีนสร้างทีละองค์นอกเหนือจากพิมพ์แล้ว เราจึงต้องดูธรรมชาติจากเนื้อหาของพระเป็นหลักครับ พระทุกองค์จะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาพระของแต่ละคน และการใช้งานที่ต่างกัน

เนื้อหาพระที่ถูกสัมผัสก็ต่างกันแล้ว เหมือนว่า คนนึงใส่แล้วสัมผัสเหงื่อตลอด อีกคนใส่สลับองค์ทำงานออฟฟิศสภาพผิวพระย่อมต่างกันไป และที่สำคัญหลวงปู่จีนท่านสร้างทีละองค์ ถ้ามีองค์พระที่เหมือนกันเป๊ะ แน่นอนครับต้องมีองค์ใดองค์หนึ่งเป็นของเลียนแบบ

สันนิษฐานกันว่า หลวงปู่จีนท่านสร้างพระปิดตาขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2430 โดยนำมวลสารประกอบด้วยผงเกสรร้อยแปดผสมว่านยามาคลุกรักโดยรักจะเป็นตัวประสาน เสร็จแล้วถึงนำมากดพิมพ์เป็นพระปิดตาหลังจากนั้นจะนำมาชุบรักอีกครั้ง ถึงจะนำไปปลุกเสก ซึ่งท่านจะปลุกเสกตลอดทั้งพรรษา กระทั่งพระกระโดดออกมานอกบาตรได้จึงจะถือว่าสำเร็จ การจัดสร้างพระปิดตาของท่านแต่ละครั้งนั้นมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากวิธีการสร้างทำได้ยากมาก นอกจากพิมพ์ไม้ค้ำเกวียนแล้วพระปิดตาของท่านยังมีหลายพิมพ์เช่นพิมพ์แข้งหมอน พิมพ์เม็ดกระบก พิมพ์กลีบบัวใหญ่ พิมพ์กลีบบัวเล็ก พิมพ์เม็ดบัว เป็นต้น

ด้านพุทธคุณของพระปิดตาของท่านครบเครื่อง ทั้งเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาด มีประวัติกล่าวไว้ว่า หลวงปู่จีนมีลูกศิษย์ 5 องค์ ที่สร้างห้าเสือพระปิดตาที่โด่งดังทั่วประเทศ คือ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ , หลวงพ่อเจียม วัดกำแพง ,หลวงปู่ภู่ วัดนอก,หลวงพ่อครีพ วัดสมถะหรือวัดอุทยาน,หลวงพ่อโต วัดเนิน ทั้งนี้ลูกศิษย์ของท่านก็ได้สร้างพระปิดตาตามแบบพระอาจารย์เช่นกัน

มีบันทึกจากคำบอกเล่า ของ คุณตาจุ้ย สมิตรปรีชา ซึ่งเป็นพี่ชายของหลวงพ่อพระครูโสภณนวการ เจ้าอาวาสวัดท่าลาดเหนือว่า วัดท่าลาดเหนือ เดิม ชื่อ วัดท้าวอุทัยทอง สมัยนั้นพระยาท้าวอู่ทอง ได้อพยพมาจากเขมร ผ่านทางพนมสารคาม จึงสร้างวัดและหมู่บ้านขึ้นอยู่ชั่วคราว

ขณะที่หลวงปู่จีน มาอยู่ที่วัดนั้นยังไม่มีถาวรวัตถุอะไรที่มั่นคงเลย มีแค่กุฏิไม่กี่หลัง และศาลาหลังไม่โตนัก แต่วัดตั้งอยู่ในป่าซึ่งลำบากในการสัญจรไปมามาก ต่อมาไม่นานท่านก็ได้ย้ายวัดนั้นมาอยู่ใกล้ลำคลองท่าลาด ซึ่งการไปมาสะดวกสบายมาก สำหรับถาวรวัตถุในวัดที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสร้างในสมัยหลวงปู่จีน คงมีอยู่แต่เจดีย์เก่า และพระอุโบสถเท่านั้น

เมื่อท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านก็ได้ปกครองดูแล สั่งสอนลูกศิษย์ของท่านมากมาย ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี ท่านเป็นผู้มีใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับผู้ที่ไปหาท่านเสมอ แม้แต่กับพระสงฆ์ท่านก็ปกครองแบบลูกกับพ่อ ซึ่งอดีตนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็มีวัดเท่านั้น มีความทุกข์เดือดร้อนอะไรหลวงปู่จีน ต้อนรับเสมอ

นอกจากนี้ยังมีบันทึกอื่นที่ว่า วัดท่าลาดเหนือ ตั้งอยู่ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวกันว่า ช่างเขมรซึ่งมีเชื้อสายเป็นพระยา ได้เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 ( ต้นสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ) ต่อเมื่อถึง พ.ศ. 2397 ได้มีพระธุดงค์ 3 องค์ที่แก่กล้าในพุทธาอาคมและเก่งในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผ่านมาและแวะพักแรมในบริเวณใกล้ๆกับวัด ชาวบ้านแถบคลองท่าลาดจึงนิมนต์พระองค์ชื่อจีน ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลาดเหนือนับตั้งแต่นั้นมา ส่วนอีก 2 องค์ ซึ่งก็ได้ออกธุดงค์ต่อไป

เล่ากันว่าหลวงปู่จีน เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2357 ท่านก็ถึงแก่มรณภาพในปีพ.ศ.2440 รวมอายุได้ 83 ปี ตลอดระยะเวลาที่ท่านครองวัดท่าลาดเหนืออยู่ 43 ปี ท่านสร้างเครื่องรางของขลังและพระเครื่องคือพระปิดตาที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่กล่าวขวัญสร้างชื่อเสียงให้กับวัดท่าลาดเหนือ

Advertisements

สมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พ.ศ.2509

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588815

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 20:36 น.

สมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พ.ศ.2509

โดย อาจารย์ ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส หรือ วัดบางขุนพรหม พ.ศ.2509 ปัจจุบันเป็นที่เสาะหาสำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ ด้วยเหตุที่มีผงเก่า หรือชิ้นส่วนแตกหักของสมเด็จบางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุปีพ.ศ. 2500 เป็นส่วนมวลสารสำคัญ จึงถือได้ว่า มีพุทธคุณเฉกเช่น พระสมเด็จบางขุนพรหมเช่นกัน และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ นักสะสมรุ่นใหม่ต่างสามารถเรียนรู้จากพระรุ่นนี้ได้เอง เพราะมีพระอยู่ในตลาดจำนวนมาก และหลายท่านยังทันช่วงที่เปิดให้เช่าบูชาด้วย เป็นเหตุให้ค่านิยมปัจจุบันในพิมพ์ใหญ่ทะลุขึ้นถึงหลักแสนกลางทีเดียวในสภาพสวยๆ

มาส่องดูสภาพผิวด้านหน้าองค์นี้ เป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้หรือผ่านการสัมผัสมาก่อน ถึงแม้ว่าไม่ถึงกับสวยกริ๊บแต่ก็ดูง่ายตำหนิครบถ้วน เป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้มพิมพ์เอ คราบแป้งคลุมผิวด้านหน้ายังมีให้เห็น มีก้อนผงเก่าของสมเด็จบางขุนพรหมกระจายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีสังฆาฏิ มีเนื้อเกินที่ซอกรักแร้ซ้าย มีเส้นชายจีวรพาดมาที่เข่าซ้าย

ปลายฐานชั้นกลางหยักเหมือนขาสิงห์ และ ปลายฐานซ้ายองค์พระแหลมคม หันมาดูด้านข้างและด้านหลังสภาพความแห้งและร่องรอยเป็นธรรมชาติ มีรอยปูไต่ซึ่งเกิดจากปาดด้านหลังไปถูกก้อนผงเก่าและครูดไปตามพื้นผิวที่ยังไม่แห้ง เห็นแล้วสบายใจได้สำหรับองค์นี้ว่าดูง่ายสบายตาและแท้แน่นอน

การจัดสร้างสมเด็จบางขุนพรหม พ.ศ.2509 นั้นเริ่มสร้างมาตั้งแต่เดือนต.ค. พ.ศ.2508 มาแล้วเสร็จปลายเดือนพ.ย. พ.ศ.2508 ได้ทำพิธีการสร้างตำผง และกดพิมพ์พระกันภายในพระอุโบสถ โดยหลวงพ่อชม เป็นผู้กดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ จากนั้นคณะกรรมการและผู้มีจิตศรัทธา ต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำจนสำเร็จ รายนามพระเกจิอาจารย์ ที่นั่งปรกบริกรรมปลุกเสกประกอบด้วย หลวงปู่นาค วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ ฯ,หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม,หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม นครปฐม,อาจารย์ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี,ท่านอาจารย์ อำพล วัดปราสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯเป็นต้น

ด้านวัตถุประสงค์การจัดสร้างนั้น ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. ประเภทให้บูชาเพื่อนำไปบรรจุกรุในพระเจดีย์ ให้ทำบุญองค์ละ 1 บาทด้านหลังจะปั๊มคำว่า บรรจุ จำนวนรวมกันทั้งหมดทุกพิมพ์ 84,000 องค์ และ 2.ประเภทให้บูชาทำบุญองค์เดี่ยว องค์ละ10 บาท แล้วให้ไปตีตราเจดีย์เอง หากทำบุญแบบกล่องยกชุด 11 พิมพ์ชุดละ 100 บาท (ยกเว้นพิมพ์ไสยาสน์ ) ซึ่งจำนวนการสร้างพระในประเภทนี้มีทั้งหมด 84,000 บาท องค์เช่นกัน

สำหรับ พระที่ไม่ได้ตีตรานั้นมีบันทึกว่า หลวงพ่อชมหรือพระครูบริหารคุณวัตร เจ้าอาวาสวัดบางขุนพรหม หรือวัดใหม่อมตรสได้กล่าวว่า มีลูกศิษย์บางกลุ่มได้บูชาองค์ละ 1 บาท และต้องนำไปตีตราว่า “บรรจุ” เพื่อจะบรรจุกรุ แต่ไม่ได้นำไปตีตราบรรจุกรุนำกลับบ้านเลยเรียกว่าบริจาค10 บาทได้พระ 10 องค์

ด้านเนื้อหามวลสารหลักของพระขุนพรหม ปี 09 คือ ชิ้นส่วนพระสมเด็จที่ชำรุดแตกหักและดินกรุที่ได้จากการเปิดกรุของทางวัดเมื่อปี พ.ศ.2500 ผงพุทธคุณจากพระคณาจารย์ต่างๆรวมไปถึง ปูนขาว ปูนเปลือกหอย น้ำมันตังอิ๊วน้ำผึ้งเกสรดอกบัวหลวง ดอกพิกุล เป็นต้น

โดยการกดพิมพ์นั้น มีบล็อกแม่พิมพ์หลายตัว วัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์ประกอบด้วย ปูนพาสเตอร์ ซีเมนต์ขาว ยางทำฟัน เป็นต้น เมื่อกดพิมพ์พระไปสักระยะแม่พิมพ์จะเริ่มชำรุดแตกหักได้ง่าย ต้องถอดพิมพ์ทำบล็อกใหม่ จนกว่า จะได้จำนวนพระตามต้องการในพระทุกพิมพ์ เช่นพิมพ์ใหญ่เพียงพิมพ์เดียว มีแม่พิมพ์หลายตัว ตัวอย่างเช่นพิมพ์เกศทะลุซุ้มครั้งแรกก็เป็นพิมพ์ใหญ่ธรรมดา ต่อมาแม่พิมพ์ตรงซุ้มเกิดกะเทาะ จึงซ่อมพิมพ์กลายเป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้ม เป็นต้นบางขุนพรหม 2509 มีการจัดสร้าง 12 พิมพ์คือ 1. พิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์พระประธาน , 2. พิมพ์เส้นด้าย ,3.พิมพ์ทรงเจดีย์ ,4.พิมพ์เกศบัวตูม ,5.พิมพ์สังฆาฏิ ,6.พิมพ์ปรกโพธิ์ ,7.พิมพ์ฐานคู่ ,8.พิมพ์ฐานแซม ,9. พิมพ์อกครุฑ,10. พิมพ์คะแนน ,11.พิมพ์จันทร์ลอย ,12.พิมพ์ไสยาสน์ ทั้งนี้ ช่างที่แกะแม่พิมพ์ในสมัยนั้นมีอยู่ 4 ผีมือช่างคือ

1.ลุงแฉล้ม บัวเปลี่ยนสี การแกะจะคล้ายพิมพ์มาตรฐานของวัด แต่จะมีเอกลักษณ์ เช่น องค์ค่อนข้างผอม รวมไปถึงพิมพ์พิเศษบางพิมพ์ 2.ช่างมานิตย์ ปฐพี (รับราชการทหารเรือ)แกะแม่พิมพ์บล็อกวัดตามพิมพ์มาตรฐานที่พบในการเปิดกรุ รวมไปถึงพิมพ์พิเศษอีกจำนวนหนึ่ง 3. ช่างเกษม มงคลเจริญ ซึ่งได้เข้ามาช่วยแกะในช่วงระยะสุดท้ายแล้ว แม่พิมพ์ที่แกะจะมีความสวยงามคมชัดลึกมากเป็นพิเศษ 4.บล็อกกรรมการ หมายถึงผู้ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาช่วยในการสร้างพระบางขุนพรหมปี 09 และมีพระกรุบางขุนพรหมอยู่ในครอบครองจึงนำมาถอดแม่พิมพ์ ทำเป็นบล็อกแม่พิมพ์ในการกดพิมพ์พระ ซึ่งพระบล็อกนี้ พิมพ์ใกล้เคียงกับพระกรุบางขุนพรหมเดิม มากเพียงแต่ขนาดเล็กกว่า พร้อมทั้งตื้นกว่า เนื่องมาจากการถอดพิมพ์มานั้นเอง

ด้านพระที่สร้างบรรจุในกรุปี พ.ศ.2509 นั้น มีบันทึกจากวัดใหม่อมตรสว่า พระทั้งหมดจะบรรจุภายในพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดใหม่อมตรส โดยภายในองค์เจดีย์ก่อเป็นถังน้ำขุดเป็นทางยาว มีช่องระบายอากาศจำนวน 10 ช่อง เอาทรายเทปูพื้น แล้วจึงนำพระมาบรรจุ เสร็จแล้วก็กลบเป็นชั้นๆ มาถึงด้านบน ใช้แผ่นเงินจำนวน 6 แผ่น จารึกข้อความว่า บรรจุปี 09 หากมีการเปิดกรุเมื่อใด มีการคะเนกันว่า พระกรุนี้ต้องมีสภาพพระที่สวยและสมบูรณ์กว่ากรุแรกปีพ.ศ.2500 แน่นอน

วัดโพธิ์ทอง บางมด เตรียมเขียนจิตรกรรมฝาผนังพิธีบรมราชาภิเษก ร.10

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588810

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 19:13 น.

วัดโพธิ์ทอง บางมด เตรียมเขียนจิตรกรรมฝาผนังพิธีบรมราชาภิเษก ร.10

สยามอัศจรรย์ โดย สมาน สุดโต

พระครูวิศิฏ์วิทยาคม (อาจารย์วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง บางมด กรุงเทพมหานคร เตรียมให้ช่างเขียน เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในวิหารทองคำ เพื่อจารึกประะวัติศาสตร์สำคัญยิ่งของชาติไทยที่มีขึ้นวันที่ 4-6 พ.ค. 2562

วัดโพธิ์ทอง บางมด หรือ วัดทุ่ง ตั้งอยู่ในซอยสุขสวัสดิ์ 26 ถนนสุขสวัสดิ เขตจอมทอง จัดสร้างวิหารทองคำเพื่อประดิษฐานทวยเทพ ตั้งแต่พญาครุฑ พญานาค พระพิฆเณศร์ และพระโพธิสัตว์ เช่นเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

พระครูวิศิฏ์วิทยาคม (อาจารย์วราห์ ปุญญวโร) ซึ่งในวงการยกย่องว่า เป็นราชาแห่งครุฑ กล่าวว่า การที่ทางวัดให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็เนื่องจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จมายังวัดโพธิ์ทอง ในพ.ศ. 2537 นับแต่นั้นวัดนี้ได้เจริญขึ้น มีการสร้างและปรับปรุงถาวรวัตถุในวัด เช่น อุโบสถ ได้บูรณะใหม่ให้คงทนถาวร สวยงามอยู่คู่กับพระพุทธศาสนาตลอดไป

พระครูพระครูวิศิฏ์วิทยาคม กล่าวว่า ในอุโบสถวัดโพธิ์ทองได้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เช่น ภาพเสด็จเลียบพระนคร ในขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พ.ศ. 2506 ในคราวพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ

ภาพพระราชอาคันตุกะที่ร่วมพิธีในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันอังคารที่ 13 มิ.ย.2549 ซึ่งมีสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย จำนวน 25 ประเทศ นับเป็นการชุมนุมของพระประมุขจากประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก ในคราวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และ ผู้แทนพระประมุข เวลา 19.30 นาฬิกา ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

นอกจากนั้น เป็นภาพพระราชกรณียกิจ ที่ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทย อีกหลายภาพด้วยกัน ซึ่งพระครูวิศิฏ์วิทยาคม หรือพระอาจารย์วราห์ กล่าวว่า ภาพจิตรกรรมในวัดโพธิ์ทองเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ที่มีมากกว่า 4,000 โครงการ

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพแห่งความทรงจำ ทางวัดเขียนขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงงานด้วยความเหน็ดหนื่อยมานาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

สถาบันโพธิคยาเตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588807

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 18:54 น.

สถาบันโพธิคยาเตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ

โดย สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชาลัย 980 เตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ ในวันที่ 14-31 ต.ค. 2562 เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และความสามัคคีระหว่างชาวพุทธด้วยกัน แต่เพื่อการเตรียพร้อม จึงจัดส่งทีมงานและสื่อมวลชน ออกสำรวจเส้นทาง และสถานที่จะจัดกิจกรรม เริ่มวันที่ 8 – 20 พ.ค. 2562 โดยจะเดินทางไปในประเทศเป้าหมาย ที่ติดต่อและประสานงานไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว ได้แก่ ไทย จีน เมียนมา เวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา

ทีมงานสำรวจของสถาบันโพธิคยา 980 ประกอบด้วย เกษม มูลจันทร์, สุรพล มณีวงศ์, ธีรพจน์ รัตนเสถียร, ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวร, อันนา สุขสุกรี, พัชราภรณ์ พลายงาม, เอกรินทร์ ศรีโยธี, พัชรพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ และ ผู้สื่อข่าวไทย และทีวีช่อง 5 กัมพูชา 2 คน

คณะทั้งหมดเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไป จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 จากนั้นพบกับ นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่สาย เพื่อขอคำปรึกษาในเบื้องต้น ก่อนเดินทางเข้าสู่เชียงตุง ประเทศเมียนมา และประเทศอื่นๆ ในลำดับต่อไปตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวร รายงานว่า ตามที่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มอบหมายให้ เกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการฯ สุรพล มณีพงษ์ กรรมการฯ นำทีมสำรวจ โครงการธรรมยาตรา 6 แผ่นดินที่จะจัดขึ้นระหว่าง 14-31 ต.ค.2562 เพื่อเตรียมพร้อม และอำนวยความสะดวกแก่คณะธรรมยาตรา ซึ่งจะมีทั้งคณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และสื่อมวลชน จาก 6 ประเทศร่วมเดินทาง จึงต้องสำรวจเส้นทาง พื้นที่ และความสะดวกด้านต่างๆ ไว้ก่อน

เส้นทาง และสถานที่ที่เป็นเป้าหมาย ที่จะสำรวจในวันที่ 8-20 พ.ค. 2562 ได้แก่พื้นที่ฝั่งไทย คือแม่สาย จ.เชียงราย จากนั้นเดินทางเข้าสู่ เชียงตุง ประเทศเมียนมา จาก เชียงตุง ประเทศเมียนมา เข้าสู่หลวงน้ำทา สปป.ลาว จากหลวงน้ำทา สปป.ลาว เข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน จากสิบสองปันนา ประเทศจีน กลับเข้าสู่เมืองขวา สปป.ลาว จากเมืองขวา สปป.ลาว เดินทางสู่เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม จากเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม เดินทางเข้าเมืองไซ หลวงพระบาง วังเวียง และเวียงจันทน์ จากนั้นเดินทางจากเวียงจันทน์ สู่ จ.นครพนม เพื่อบูชาพระธาตุพนม จากพระธาตุพนม เดินทางไปจ.ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี และกลับกรุงเทพฯในวันที่ 20 พ.ค. 2562

งานหลักของคณะสำรวจ คือเก็บข้อมูล 1.สถานที่เปิดงานและจัดพิธีทางศาสนาร่วมกับประชาคมท้องถิ่น 2.สถานที่สำคัญประจำเมืองนั้น ๆ จุดเยี่ยมชม สักการะ สามารถทำกิจกรรมได้ 3.ที่พักพระสงฆ์ และฆราวาส 4.การประสานงานด่านชายแดนแต่ละประเทศ 5.รถที่ใช้เดินทาง 6.อาหาร และจุดถวายภัตตาหารเพล 7.จุดพักรถ /ห้องน้ำ 8.กำหนดศาสนพิธี และกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ (โดยหารือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ของแต่ประเทศ)

ตวงศักดิ์ รายงานว่า คณะสำรวจ ได้เดินทางถึงเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมาที่มีพระพุทธศาสนาและนิกายคล้ายกับประเทศไทย และมีความรุ่งเรืองมาก โดยมีวัด 300 วัด พระสงฆ์ (สามเณร) 2,000 กว่ารูป คณะสำรวจได้เข้านมัสการสมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้า (ใส่แก้ว เขมจารี) สมเด็จพระสังฆราชา แห่งเมืองเชียงตุง (รัฐฉานตะวันออก) วัดหลวงเชียงยืน เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และเชิญคณะสงฆ์ที่เชียงตุงเข้าร่วมกิจกรรมของธรรมยาตรา 6 แผ่นดินด้วย

สมเด็จอาชญาธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ทำให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็งรวมตัวกันหลายๆ ประเทศ

เกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะสำรวจ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ เพื่อเปิดมุมมองเพิ่มในเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศที่เป็นเพื่อนกันมากขึ้น ดังนั้นธรรมยาตรา 6 ประเทศ จะมีประเทศจีนเพิ่มขึ้นมา ทำให้ครบทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ที่นับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ชมรมโพธิคยา 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ พร้อมหน่วยงานภาคี 5 ชาติ เคยจัดโครงการธรรมยาตรา เมื่อเดือน พ.ค.2560 ซึ่งเป็นครั้งแรก โดยมีประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 5 ประเทศ เข้าร่วม เรียกว่า โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ครั้งนั้นผู้เข้าร่วมได้แก่ คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และสื่อมวลชน 5 ประเทศ เมื่อคณะธรรมยาตรา ผ่านประเทศใด ผู้นำรัฐบาล และคณะสงฆ์ และประชาชนในประเทศนั้นๆ ให้การต้อนรับด้วยความด้วยความปีติยินดี ซึ่งคณะธรรมยาตรามีความประทับใจยิ่ง เพราะไม่คาดคิดมาก่อน

สุภชัย วีระภุชงค์ เลชาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา ครั้งที่ 2 ได้ติดต่อประสานงาน เเละเชิญคณะสงฆ์ และผู้แทนชาวพุทธของจีน ร่วมด้วย จึงเป็นโครงการธรรมยาตราของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา แห่งลุ่มน้ำโขง ที่สำคัญและสมบูรณ์ยิ่ง จึงมั่นใจว่าธรรมยาตราครั้งที่ 2 จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับครั้งที่ 1 หรือ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม (องค์ลงรักปิดทอง)

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 17:24 น.

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม (องค์ลงรักปิดทอง)

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระเครื่องในตำนานของไทยที่ทุกคนใฝ่หาอันเป็นที่มาของนาม จักรพรรดิพระเครื่องนั่นคือ สมเด็จวัดระฆังฯ ซึ่งสร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ครับ

อกร่อง หูยาน ฐานแซม คือคำจำกัดความของพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม พระองค์นี้แฟนทางบ้านที่ส่งมาให้ชมได้บอกว่า พระองค์นี้ผ่านตากูรูพระเบญจภาคีรุ่นใหญ่เจ้าของพิพิธภัณฑ์พระเครื่องของไทยมาแล้ว โดยท่านได้กล่าวว่า เป็นสมเด็จวัดระฆังพิม์ฐานแซมยุคแรก ลงรักปิดทองเก่ามา สภาพความสวยเช่นนี้ ค่านิยมอยู่ที่ใจเลยครับ

อันเสน่ห์ของพระสมเด็จลงรักนั้น ถ้ามาพิจารณาดู ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจก่อนว่า รักในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งผ่านมา 100 กว่าปีแล้วนั้น ถ้าเราเข้าใจถึงลักษณะของรักที่เคลือบพระบูชารัตนโกสินทร์ หรือที่เรียกว่ารักรัตนฯ จะทำให้มองเห็นภาพเพราะอยู่ในยุคเดียวกัน อยากให้ลองขยายภาพแต่ละด้านของพระสมเด็จฯองค์นี้ดู จะมองเห็นความเก่าซึ่งเป็นธรรมชาติของพระสมเด็จวัดระฆัง สามารถเป็นแนวทางศึกษาได้อย่างชัดเจน

หยิบพระมาส่องก่อนอื่นต้องเข้าถึงเอกลักษณ์ของพระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซมคือ อกร่อง หูยาน ฐานแซม เส้นซุ้มเป็นลำหวายขนาดใหญ่ พระพักตร์ต้องเป็นผลมะตูม พระกรรณสองข้างยาว เกศมักจะยาวโค้งปลายจรดซุ้ม ความสวยของพระองค์นี้มองเห็นเส้นพระศอชัดเจน มองไปที่พระอุระจะเป็นทรงวี ตรงส่วนพระอุทรจะปรากฏร่องบางๆ มุมประสานของพระหัตถ์จะเป็นมุมกว้างและบริเวณข้อศอกมักจะหักเป็นมุมเหลี่ยม

บริเวณเข่าทั้งสองข้างจะสูงคล้ายด้ามสาก บริเวณตรงกลางจะเว้าเข้าไปเล็กน้อย ปรากฏเส้นฐานแซมเหนืออาสนะชั้นบนจะหักเชื่อมกับปลายฐานชั้นบนสุด และใต้อาสนะชั้นที่หนึ่งก็จะปรากฏเส้นฐานแซม ปลายเส้นแซมจะโค้งลงมาจบกับปลายฐานทั้งสองด้านมองเหมือนฐานขาสิงห์ จะสังเกตได้ว่าเส้นแซมของพระสมเด็จองค์นี้คมมาก จากอายุพระ 100 กว่าปียังคงสภาพความสวยได้แบบนี้นับว่าไม่ธรรมดาครับ

การลงรักปิดทองในสมัยก่อนนั้น ก็เพื่อเป็นการรักษาพระเครื่องไว้เมื่อผ่านมา 100 กว่าปี จะพิจารณาได้อย่างเด่นชัดคือ ความแห้งของรัก รักจะร่อนตัวออก ไม่มีความสดใหม่ เมื่อส่องดูไปที่ขอบรักจะเผยอตัวขึ้นอันเนื่องมาจากรักมีความแห้ งและหดตัวและบีบตัวเอง เนื่องผ่านความร้อนมาเป็นเวลานานประกอบกับมวลสารองค์พระมีการหดตัวด้วย

เมื่อมาส่องดูทองที่ปิดบนผิวรัก สีของทองนั้นจะออกซีดและแห้งเหมือนทองที่ปิดอยู่บนผิวพระรัตนฯ อาจจะมีคำถามต่อมาว่า ปกติพระที่ลงรักปิดทองเมื่อล้างรักออก หรือรักร่อนออกมักจะมีผิวแตกลายงา แต่ทำไมองค์นี้ก็มีจางๆ นั่นเป็นเพราะมวลสารขององค์พระถ้าองค์ไหนมวลสารมีส่วนผสมน้ำมันตังอิ๊วเยอะ และไม่แก่ปูนเมื่อล้างรักออกก็จะเห็นความหนึกนุ่มการแตกลายงาอาจจะไม่มากนัก หากองค์ไหนที่แก่ปูนหรือเนื้อแกร่งเมื่อล้างรักออกแล้ว ผิวย่อมดูเหมือนแตกลายงาอันเกิดจากน้ำรักไปรัดผิวพระที่เกิดการหดตัวบนผิวพระ

มาดูเนื้อหาของพระสมเด็จองค์นี้หนึกนุ่มชวนฝัน จากความแห้งแบบคลาสสิคและการร่อนตัวของรักจากที่กล่าวมาและคราบรักเก่าขนาดเล็กที่กระจัดกระจายฝังอยู่อยู่ตามองค์พระ นับเป็นเสน่ห์อีกประการหนึ่งที่มองให้เห็นความเก่าซึ่งไม่อาจล้างได้หมด เพราะถ้าล้างออกหมดและล้างไม่เป็น อาจจะพาผิวองค์เสียหายไปด้วย

มาดูที่ก้อนมวลสารที่ยุบตัวลงไปกว่าพื้นผิวพระทางฝั่งซ้ายข้างวงแขนองค์พระสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความเก่ากาลเวลานั่นเอง ในองค์เดียวกันนี้เองจะเห็นก้อนมวลสารแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวเหมือนหินขัดกับองค์พระที่บริเวณพระอุระและบริเวณกึ่งกลางระหว่างเข่าทั้งสองข้างทั้งหมดเป็นเพราะก้อนมวลสารมีความหนาแน่นสูงไม่หดตัวลงนั่นเอง

ดูที่พื้นผิวพระทางขวามือจะเห็นจุดน้ำตาลอันเป็นเกสรดอกไม้แห้งที่สมเด็จฯท่านนำมาเป็นบดส่วนผสมอาจจะมีทั้งเป็นจุดเล็กหรือขนาดใหญ่ขึ้นมา อันเนื่องมาจากการบดผสมนั่นเอง และยังมีตุ่มดำๆฝังตัวอยู่นั่นคือก้านธูปที่ท่านนำมาบดผสมเช่นกัน นอกจากนี้ตามพื้นผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะปรากฏรูพรุน หลุมตื้นๆ อันเกิดจากการหลุดตัวของเกสรดอกไม้ขนาดเล็กที่ย่อยสลายก่อนตามกาลเวลา และด้านข้างที่เกิดการยุบตัวตามธรรมชาติเป็นร่องแอ่งบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของพระเก่าถึงยุคของพระสมเด็จวัดระฆัง แถมยังเป็นจุดชี้ขาดได้อีกทางหนึ่งด้วย

เป็นที่รู้กันว่า ส่วนผสมหลักของพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)ท่านนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักคือ เปลือกหอยนำมาเผาและมามาป่นอีกครั้ง ดินสอพอง ข้าวสวยที่เหลือจากการฉัน กล้วย เกสรดอกไม้ ปูนขาวและตัวประสานคือน้ำมันตังอิ๊ว นอกจากนี้แล้วก็มีจุดแดงในองค์พระซึ่งสันนิษฐานกันว่า เป็นชิ้นส่วนพระเครื่องจากกำแพงเพชร และเยื่อกระดาษสาที่ได้จากการนำกระดาษสามาแช่น้ำ เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมพระผงเนื้อหาจะออกมาแนวหนึกนุ่มครับ และในบางองค์ยังปรากฏก้านธูปและเศษผ้าจีวรอีกด้วยครับ

หากเราเข้าใจในความเป็นธรรมชาติของพระเก่า เข้าถึงแม่พิมพ์ที่สร้างออกมา ย่อมมีโอกาสได้พระแบบฟลุ๊คๆ เช่นเดียวกันครับ ที่สำคัญถ้ามีเวลาว่างลองค้นหนังสือเก่าจากแหล่งต่างๆ เช่นหอสมุดแห่งชาติ แหล่งข้อมูลหนังสือเก่าจะเห็นว่า พระที่ตีพิมพ์ลงหนังสือในยุคเก่า จะมีพระแท้ตามหนังสือมาตรฐานให้ชมเป็นแบบอย่างการศึกษาได้เป็นอย่างดีครับ

“นอกชาน”สิ่งอัศจรรย์ในวัดภคินีนาถวรวิหาร

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/587957

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

"นอกชาน"สิ่งอัศจรรย์ในวัดภคินีนาถวรวิหาร

สยามอัศจรรย์ โดย สมาน สุดโต

วัดภคินีนาถวรวิหาร พระอารามหลวง ย่านบางพลัด ยังเก็บรักษานอกชานไว้ เพื่อให้ชาวไทยจะได้เรียนรู้ว่านอกชานบ้านนั้นมีสภาพ หรือลักษณะเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันบ้าน ในเมืองหลวงไม่ได้สร้างนอกชานกันแล้ว เนื่องจากความนิยมบ้านทรงไทยแบบโบราณหมดไป

นอกชานที่วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกุฏิทรงไทยโบราณ เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับหอสวดมนต์ ที่อยู่ตรงกลาง เป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีหลังคา ตั้งอยู่กลางแดดกลางฝน จึงผุบ้าง หักบ้าง แต่ได้รับการซ่อมแซมเป็นประจำ จึงไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ที่เดินผ่าน

ส่วนกุฏิทรงไทยโบราณ เป็นเรือน(กุฏิ)ไม้ฝากระดาน ที่มีนอกชานเป็นตัวเชื่อมนั้น เป็นที่พำนักของพระราชอุดมมงคล เจ้าอาวาส ที่ปัจจุบันอยู่ในวัยชรา อายุ 97 ปี หลวงพ่อ หรือพระราชอุดมมงคล เจ้าอาวาส บอกว่า มีผู้ศรัทธามาเสนอสร้างให้ใหม่บ่อยมาก ล่าสุด เจ้าภาพทอดกฐินหลวงครั้งที่แล้ว ก็เสนอ แต่มีเงื่ออนไขต้องรื้อกุฏิที่ท่านพำนัก ไปสร้างใหม่ให้เข้าแถวกับกุฏิอื่นๆ ที่สร้างไปก่อนแล้ว หลวงพ่อว่า จะทำก็ได้แต่ขอดูแบบก่อสร้างก่อน

ส่วนถาวรวัตถุในวัดที่ควรชม ได้แก่ กุฏิ พระตำหนักของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี ที่รัชกาลที่ 3 โปรดให้รื้อมาสร้างถวายวัด เป็นกุฏิเจ้าอาวาสหลังจากเจ้าของพระตำหนักสิ้นพระชนม์

พระอุโบสถที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบจีน ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฯให้บูรณะหลังจากทอดพระเนตรว่า ทรุดโทรม หลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดภคินีนาถวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 ต.ค. พ.ศ. 2553 ทั้งนี้โดยใช้ปัจจัยในการทอดกฐินทั้งหมดในครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ขอเล่าเรื่องสุขภาพทั่วไปของหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัย 97 ปี เพื่อเป็นควมรู้ว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข เพราะหลวงพ่อมีความสามารถประกอบกิจวัตรของพระภิกษุสงฆ์ ประจำวันได้ รับกิจนิมนต์ สวดมนต์ฉันเพลนอกวัดได้ ไม่หลง ไม่ลืม เช่น เคยพบหน้าหนหนึ่งแล้ว พบหนต่อไป แม้จะนานวันก็ยังจำชื่อได้

หลวงพ่อบอกเคล็ดลับรักษาสุขภาพว่า ฉันอาหารไม่มาก เว้นของเค็ม นานๆ จะเติมน้ำปลาสักนิดหนึ่ง อยู่ห่างไกลหมากพลู บุหรี่ และต้องนอนหลับให้เต็มอิ่ม ท่านบอกอายุมากขนาดนี้ เคยเดินขึ้นตึก 5 ชั้นโรงพยาบาลศิริราชมาแล้ว เพราะลิฟท์ที่จะขึ้นไม่ว่าง ลูกศิษย์ที่ไปด้วยจึงนิมนต์ให้เดิน เมื่อได้พบคุณหมอที่นัดไว้ คุณหมอได้แต่แปลกใจว่า วัยขนาดนี้ยังแข็งแรง

นอกจากนั้น วัดภคินีนาถ ยังเป็นวัดที่ น.อ.แย้ม ประพัฒน์ทอง เปรียญธรรม 9 ประโยค ที่เป็นพระอาจารย์ และอาจารย์ของสมเด็จพระราชาคณะหลายองค์ในอดีต เคยอยู่เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ และ บุตรของน.อ.แย้มคนหนึ่งคือ พล.อ.อ.ดุษฎี ประพัฒน์ทอง เคยดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรของวัด (ตอนนี้ลาออกแล้ว)

นอกจากเป็นวัดโบราณ ยังเป็นที่พำนักของหลวงพ่อเจ้าอาวาสผู้มีเมตตา และนักปราชญ์คนสำคัญทางด้านภาษาบาลี อีกด้วย

มจร.จัดงานฉลองอายุ 90 ปี ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต อย่างยิ่งใหญ่

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/587954

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

มจร.จัดงานฉลองอายุ 90 ปี ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต อย่างยิ่งใหญ่

โดย สมาน สุดโต

ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ที่มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง มีอายุวัฒนมงคลครบ 90 ปี ในวันที่ 2 พ.ค. 2562 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ( มจร.) สมาคมศิษย์เก่า มจร. มูลนิธิจำนงค์ ทองประเสริฐ จึงจัดงานวันจำนงค์ ทองประเสริฐ อย่างยิ่งใหญ่ ที่หอประชุม มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อฉลองให้อาจารย์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ และปูชนียบุคคล ของ ชาว มจร.

ทั้งนี้ เป็นงานที่ใครหลายคนรอคอยคือ การเดินทางมาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในเวลา 13.00 น. ซึ่งหลังจากพิธีถวายการต้อนรับแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จจะกล่าวสัมโมทนียกถา ในงานนี้ด้วย ส่วนพิธีกรรมอื่นๆได้แก่ศาสนพิธี การทำบุญเลี้ยงพระ การแสดงมุทตาจิต และที่จัดพิเศษได้แก่ การเสวนาทางวิชาการ เรื่องแนวคิดและผลงานในทัศนะนักวิชาการร่วมสมัย โดยพระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร. จะกล่าวนำ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุรพล สุยะพรม ผู้บริหารมจร.โดยมีวิทยากรร่วมเสวนาคือ ดร.สมพร พรมทา ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ดร.ชาย โพธิสิตา รศ.สิวลี ศิริไล และดร.วิไลศักดิ์ กิ่งคำ

ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ในหลากหลายบทบาท เช่น เป็นนิสิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เป็นผู้บริหาร เป็นอาจารย์สอน จึงเป็นอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส เต็มบ้านเต็มเมือง ไปที่ไหนทั้งเมืองไทยและเมืองนอกจะมีบรรดาศิษย์คอยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมอ

ในส่วนของศิษย์ที่เป็นพระสงฆ์ มีความรู้ความสามารถที่โลกยกย่อง เจริญในสมณศักดิ์เป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ ได้แก่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต ป.ธ. 9) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ทั้งนี้ไม่นับผู้ที่ลาสิกขาไปรับราชการ มีความเริญก้าวหน้าทั้งข้าราชการทหาร และพลเรือน หรือศิษย์ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่นธรรมศาสตร์จบแล้วเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรีก้หลายคน เช่น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นต้น

ท่านเล่าในฟื้นอดีต บางตอนว่า การไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ สร้างความแปลกใจให้แก่สังคมมาก ขนาดหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ยังทำสกู๊ป ที่สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย มจร. ทั้งๆ ที่เป็นสถาบันที่รัฐบาลไม่ได้รับรองวิทยฐานะใช่วงแรกๆ คือได้รับทุนไปเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ท่านไปเรียนขณะที่อยู่ในสมณเพศ และเป็นเจ้าคุณหนุ่ม ๆ เรียนจบ ได้เกียรตินิยม อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเยลว่า ให้ส่งพระที่เป็นิสิตมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาอีก เพราะประทับใจผลการเรียนของท่านนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม อยากจะทราบว่า อาจารย์จำนงค์ต่อสู้เพื่อมหาวิทยาลัย มจร. จนมีวันนี้ได้อย่างไร ขอแนะนำให้อ่านหนังสือฟื้นอดีต ที่ มจร. พิมพ์เพื่อเป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้ไปแสดงมุทิตาจิต ในปีนี้ หนังสือนี้นอกจากให้ความรู้ด้านต่างๆแล้ว อาจเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและต่อสู้เพื่อสังคมได้อีกด้วย

ประวัติโดยย่อ- ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต เป็นบุตรคนสุดท้องของนายจุ๊ย นางเปลี่ยน ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 พ.ค.พ.ศ.2472 ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ เดือน 5 ณ หมู่ที่ 6 ต.บ้านยาง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ประวัติการศึกษา – เปรียญธรรม 9 ประโยค (2495) – ปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (รุ่นแรก) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2497) – ปริญญาโท (Philosoply and SEAsia Studies) มหาวิทยาลัยเยล (Yale) สหรัฐอเมริกา (2504)

ตำแหน่ง – อดีตเลขาธิการและรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย – ผู้อำนวยการกองศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน (2522-2532) – เลขานุการสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง (2529-2539) – เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน (2538-2542) – สมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรมของวุฒิสภา (2539-2543) – ประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง (2546-2548) -ที่ปรึกษาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (22540-ปัจจุบัน) – อุปนายกสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (2543-2554) – นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย )

– กรรมการวิชาการของราชบัณฑิตยสถาน – ประธานคณะกรรมการชำระพจนานุกรม – ประธานคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย – ประธานคณะกรรมการทำพจนานุกรมศัพท์พระไตรปิฎก – ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์ – ที่ปรึกษาคณะบรรณาธิการทำสารานุกรมปรัชญา – ที่ปรึกษาคณะบรรณาธิการทำนามานุกรมศาสนาสากล – กรรมการศัพท์วรรณคดีไทย – กรรมการศัพท์วรรณกรรมท้องถิ่น (อีสาน) – บรรณาธิการทำสารานุกรมไทย – กรรมการที่ปรึกษานายกราชบัณฑิตยสถาน – ประธานคณะกรรมการวิชาการ กรมอาชีวศึกษา – รองประธานคณะกรรมภูมิศาสตร์ กรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม – กรรมการที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

– กรรมการวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย – อาจารย์พิเศษวิชาภาษาไทย แก่นิสิตปริญญาเอก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกียรติคุณที่ได้รับ มีหลากหลาย ผลงานทางวิชการมีล้นเหลือ ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงของผู้ศึกษา เช่น- วิชาศาสนา – บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค 1-5 บ่อเกิดลัทธิประเพณีญี่ปุ่น ภาค 1-4 บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย ภาค 1-3 ตรรกศาสตร์ – เชนกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น – วัฒนธรรมไทย ภาษาไทย – แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสิทธิธัตถะ – ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ – ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง – ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ – ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในลังกา – ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ – ปรัชญาประยุกต์ชุดจีน – ปรัชญาประยุกต์ชุดอินเดีย – ปรัชญาประยุกต์ชุดตะวันตก

ในส่วนที่เป็นปูชนียบุคคลนั้น พระราชปริยัติมุนี (เทียบ) คณบดี คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่ขอให้ศ.อาจารย์จำนงค์เขียนหนังสือเรื่อง ฟื้นความหลัง ได้ชื่นชมจารย์ ศ.พิเศษ จำนงค์ ว่าเป็นปูชนียบุคคล ข้อความดังกล่าว อยู่ในหนังสือ ฟื้นอดีต ที่พิมพ์ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2562) ดังนี้

ปูชนียบุคคล

เมื่อเราพบคนที่คุณธรรมสูงกว่า เรามักจะแสดงความนับถือท่าน เป็น 2 คำ คือ นับ กับ ถือ อันดับแรกนับคุณสมบัติก่อนว่า ท่านผู้นั้นมีคุณธรรมอะไร ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างท่านอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ซึ่งท่านมีคุณธรรมต่างๆ เช่น ให้เกียรติผู้อื่น, เป็นผู้อ่อนโยนมีเมตตา, เป็นผู้มีความกตัญูกตเวทีสูง, เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และ เป็นบัณฑิตแท้ เมื่อเราแจ้งประจักษ์ชัดเช่นนี้แล้ว จึงถือเอาคุณธรรม ของอาจารย์จำนงค์ นำมาประพฤติปฏิบัติตาม จึงกล่าวได้ว่านับถือ ท่านจริง ในปัจจุบันเราได้เห็นคนเป็นจำนวนมากนับถือแต่ปาก ไม่พ้นวันก็นินทาแล้ว ทำให้นึกถึงข้อคิดอยู่ข้อหนึ่งว่า คนอื่นที่มา นินทาคนอื่นให้เราฟังนั้น เราจะเป็นรายต่อไป เป็นข้อคิดเตือนสติ ตัวเองได้อย่างดี

คุณธรรมต่างๆ ของท่านอาจารย์จำนงค์ ที่กล่าวมาท่านได้บำเพ็ญมาตลอดชีวิต 90 ปี ท่านจึงเป็นปูชนียบุคคลของชาว มจร. ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นลูกศิษย์ท่านในห้องเรียน แต่เมื่อได้มาทำงานที่ มจร. เมื่อปี 2540 ก็ได้รับเมตตาจากท่านเหมือนศิษย์ท่านหนึ่ง สิ่งที่ชอบเหมือนกันคือ รักหนังสือ เก็บสะสมหนังสือ การที่มีห้องสมุด อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ที่อาคารหอสมุดของมหาวิทยาลัยนั้น ข้าพเจ้ามีส่วนร่วม พบกันคราใดมักจะเรียนท่านว่า อาตมาอยากเห็น ห้องสมุดอาจารย์จำนงค์ที่ มจร. ทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านรักหนังสือมากเพราะเคยไปที่บ้านท่าน แม้บันไดขึ้นบ้านชั้นสองก็มีหนังสือเต็มไปหมด แทบไม่มีทางเดิน แต่ท่านเก็บหนังสือเรียบร้อยดีมาก ในที่สุด ท่านได้มอบหนังสือทั้งหมด เป็นห้องสมุดอาจารย์จำนงค์ห้องหนึ่ง โดยเฉพาะ เหมือนกับพระยาอนุมานราชธนได้มอบหนังสือทั้งหมด ให้หอสมุดแห่งชาติ ทำให้นึกถึงอาจารย์กรุณา กุศลาสัย ยามที่ท่าน มีชีวิตอยู่ ได้ไปเยี่ยมท่านที่บ้านได้เห็นหนังสือทางด้านภารตวิทยา จำนวนมาก ข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับหนังสือ ท่านบอกว่า ผมจะให้ มหาจุฬาฯ กับมูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป แต่จะให้ท่านเลือกเล่มที่ต้องการก่อน เนื่องจากรับรู้กันแค่ 2 คน ทายาทท่านไม่รับทราบ ในปัจจุบันไม่ทราบว่า หนังสือท่านอยู่ที่ไหนหลังจาก อาจารย์กรุณาถึงแก่กรรม

นับว่า เป็นความโชคดีของ มจร.ที่มีห้องสมุดอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ที่ท่านได้เห็นและร่วมพิธีเปิดห้องสมุด ชของท่าน เพราะ มจร. คือพ่อ – แม่ คนที่สองของท่าน ท่านเป็นทุกอย่าง ของ มจร. ใครที่อ่าน ฟื้นอดีต : อัตชีวประวัติของท่านจะได้รับรู้ ความรักปรารถนาดีต่อสถาบันที่สร้างตัวท่านมาทุกวันนี้ ข้าพเจ้า มีความภูมิใจที่ได้เรียนเชิญท่านเขียนฟื้นอดีตให้พวกเราชาว มจร. ได้ทราบชีวิตการต่อสู้กว่าจะมีวันนี้ และมจร. ในอดีต ส่วนวันที่ 2 พ.ค. เดิมทีทำบุญวันเกิดท่าน ข้าพเจ้าจึงเสนอว่า วันที่ 2 พ.ค.ทุกปี ควรเป็นวันจำนงค์ ทองประเสริฐ ทุกวันนี้จึงรับรู้กันว่าวันที่ 2 พ.ค. เป็นวันจำนงค์ ทองประเสริฐ ไม่ว่าท่านจะอยู่ใน สถานะใดก็ตาม อาจารย์จำนงค์ ถือว่าเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ ถามอะไรไม่ติดขัด ท่านตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ทราบ ท่านก็บอกว่า ไม่ทราบ ทำให้นึกถึงโลกนีติ (คาถา 13)โปฏฺฐเกสุ จ ยํ สิปฺปํ ปรหตฺเถสุ ยํ ธนํ ยถา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน น ตํ สิปฺปํ น ตํ ธนํ ฯ (มีความรู้อยู่ในตำรา 1 มีทรัพย์อยู่ในมือผู้อื่น 1 เมื่อถึงคราว ต้องการใช้ ทั้งความรู้และทรัพย์นั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร) ฯ บางท่านมีความรู้อยู่ในตำรา เมื่อถึงเวลาใช้ไม่มีตำราก็สอน ไม่ได้ ตอบไม่ได้ ต่างกับอาจารย์จำนงค์ สมกับเป็นบัณฑิตแท้ ในวาระศุภมงคลอาจารย์จำนงค์มีอายุยืนถึง 90 ปี ขอให้ บุญรักษาสุขภาพของอาจารย์ และเป็นที่พึ่งของศิษยานุศิษย์สืบต่อไป

ครับนี้คือประวัติบางส่วนของปูชนียบุคคล ที่ชาวมจร. ภาคภูมิใจ

เสือ หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) สมุทรปราการ

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/587730

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:27 น.

เสือ หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) สมุทรปราการ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เมื่อกล่าวถึงเรื่องเครื่องรางของขลังรูปสัตว์ ครูบาอาจารย์ดังๆในไทยที่สร้างเครื่องรางของขลังในรูปสัตว์มีหลายท่าน เช่น หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ สร้างสิงห์แกะจากงาช้าง หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จ.ฉะเชิงเทรา สร้างลิงแกะจากไม้ หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก จ.ระยอง สร้างแพะแกะจากเขาควายเผือกที่โดนฟ้าผ่าตาย หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน จ.นนทบุรี สร้างหนุมานแกะจากไม้พุฒซ้อน

หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง จ.นครปฐม สร้างวัวธนูจากครั่งพุทรา หลวงพ่อหอม วัดซากหมาก จ.ระยอง สร้างสิงห์แกะจากงาช้าง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม สร้างเสือแกะจากไม้ อาจารย์เฮง วัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ สร้างคชสีห์ จากงาช้าง หลวงพ่อพัก วัดโบสถ์ จ.อ่างทอง สร้างหมูจากงาช้าง และ เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นต้น

วันนี้มาชมเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ อันมีเอกลักษณ์คือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า เสือของหลวงพ่อปานนับว่า เป็นเครื่องรางยอดนิยม คู่กับเบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง ธนบุรี แกะจากเขี้ยวเสือโคร่ง แล้วหลวงพ่อปานลงเหล็กจารด้วยตัวเอง ปลุกเสกโดยใช้ คาถาหัวใจเสือโคร่งคือ โอม พยัคโฆ พยัคฆา สูญญาสัพพะติ อิตอ ฮัม ฮัม ฮืม ฮืม

เสือของท่านลักษณะนั่งชันเข่า มีทั้งหุบปาก และอ้าปาก รูปร่างอ้วนพี พุงยุ้ย ขาคู่หน้าอวบใหญ่ มีทั้งแบบ 3 เล็บและ 4 เล็บ จิกลงบนพื้น ดวงตาเป็นแบบตาลูกเต๋า อยู่ในระดับเลยสูงขึ้นไปทางหน้าผากด้านบน แหงนหน้ามองฟ้า ใบหูเป็นแบบหูหนู จึงเป็นที่มาของคำนิยาม หูหนู ตาลูกเต๋า เขี้ยวเสือนี้ ตำนานเล่าขานว่า ท่านใช้ช่างแกะอยู่ 5 คน คือ ช่างฟัก ช่างชม ช่างนิล ช่างมาก และ ช่างมา จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกัน

เสือเขี้ยว ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า หน้าเหมือนแมว หูเหมือนหนู คือเอกลักษณ์มีทั้งแบบเขี้ยวซีกและเต็มเขี้ยว ในยุคแรกเป็นเสือเขี้ยวซีกทั้งสิ้น และมีเสือตัวเล็ก ที่แกะจากปลายเขี้ยวเรียกว่า เสือสาลิกา ซึ่งในสมัยนั้นนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก

เสือเขี้ยวมีทั้งหางตั้งขึ้นและหางลง ที่ขาหน้าท่านจะจาร ตัวอุที่ดูคล้ายสายฟ้า และ เลข ๗ มากที่สุดหางลากยาวหรือบางทีก็เป็นเลข ๓ ตรงสีข้าง ส่วนใต้ฐานท่านจะจารยันต์กอหญ้าหรือ สูญญัง จารเป็นวงรีและใช้คาถากำกับขณะจารว่า นิพพานนัง ปะระมัง สูญญัง ถ้าเสือตัวใหญ่ท่านจะลง ยันต์กอหญ้า 2 ตัวตรงข้ามกัน และลงตัว ฤ ฤา พร้อมกับ ตัวอุณาโลม บางตัวมีรอยขีด 2 เส้นขนานกันดูให้ดีจะเห็นเป็นเส้นลึกและคมชัด

การพิจารณาเขี้ยวเสือที่สำคัญต้องดูความแห้งเป็นธรรมชาติ เขี้ยวเสือต้องมีวรรณะเหลืองใส มองแล้วเป็นธรรมชาติ ของปลอมมักจะเอาเขี้ยวหมี เขี้ยวหมูป่า มาเคี่ยวด้วยน้ำมันงา เขี้ยวเสือของแท้เมื่อส่องดูจะเห็นเป็นเสี้ยนเล็กๆเป็นแนวตามยาวของเขี้ยว จากโคนไปที่ปลายเขี้ยว (หากเป็นเขี้ยวหมีเสี้ยนจะเป็นแนวขวางกับตัวเขี้ยว) และคราบฝุ่นที่จับแน่นในร่องจาร และอาจมีรอยแตกอันเป็นธรรมชาติของเขี้ยว เมื่อผ่านการใช้งานสีของเขี้ยวจะยิ่งเข้มขึ้น ด้านพุทธคุณครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และสุดยอดแห่งมหาอำนาจ

เมื่อปี พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญระบบชลประทานจากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาวางระบบในประเทศไทย แต่ด้วยความที่ขาดงบประมาณจึงได้แค่สร้างประตูระบายน้ำคลองบางเหี้ย มีเรื่องเล่าว่า ระหว่างที่สร้างนั้นกระแสน้ำแรงมากคลื่นลมแรงมาก หลวงพ่อปานท่านเสกเขี้ยวเสือขว้างลงไป ปรากฏว่า กระแสน้ำลดกำลังลงจนสามารถกั้นสร้างประตูระบายน้ำได้สำเร็จเป็นที่น่าอัศจรรย์

ต่อมาในปี พ.ศ.2452 ประตูน้ำที่กั้นคลองบางเหี้ยได้เกิดรั่วไม่สามารถซ่อมได้ ข้าราชการในท้องถิ่นได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้เสด็จมาประทับอยู่ที่ประตูน้ำคลองบางเหี้ยเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างนั้นได้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ โดยขณะที่หลวงพ่อปานเดินทางเข้าเฝ้าฯ นั้นได้ให้เด็กชายป๊อด ถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วย

เมื่อไปถึงที่ประทับ หลวงพ่อปานได้ขอพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กชายป๊อด แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่า เสือกระโดดลงน้ำระหว่างทางจนหมดแล้ว หลังจากนั้นหลวงพ่อปานจึงได้ให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ท่าน ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า พอแล้วหลวงตา

หลังจากนั้นหลวงพ่อได้ถวายเขี้ยวเสือแกะนั้นแก่พระองค์ท่าน พระองค์ทรงพิจารณาชั่วครู่ จึงตรัสถามชื่อพระ ผู้ปลุกเสกเขี้ยวเสือ หลวงพ่อปานทูลว่า ท่านชื่อ ปาน เป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ย และรับสั่งกับพระครูปานว่า ได้ยินชื่อเสียงและกิตติคุณมานาน เพิ่งเห็นตัววันนี้แล้วรับสั่งถามว่า “ที่แจกเครื่องรางเป็นรูปเสือมีความหมายว่าอย่างไร หลวงพ่อปานทูลตอบว่า “ได้ไปรุกขมูลธุดงค์ในป่า พบเสือใหญ่หลายครั้ง ได้สังเกตดูเห็นว่า เสือเป็นสัตว์ปราดเปรียวฉลาด ว่องไว เฉียบขาด มีตบะและอำนาจ สามารถที่จะใช้ตาสะกดสัตว์อื่นให้อยู่ในอำนาจได้ คนทั่วไปเรียกผู้ร้ายใจฉกรรจ์ว่า “ไอ้เสือ” ก็คือเอาความเก่งกาจของเสือมานั้นเอง

การที่ทำเครื่องรางรูปเสือ มิใช่สนับสนุนให้คนกลายเป็น “ไอ้เสือ” เพียงแต่ต้องการเอาลักษณะของเสือจริงในป่าที่ปราดเปรียว ว่องไว เฉลียวฉลาด เฉียบขาดมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น พระองค์ทรงพอพระทัยในคำตอบของพระครูปานยิ่งนัก ทรงพระราชทานผ้าไตรและผ้ากราบ ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ”

เรื่องราวดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ” ที่ทรงกล่าวถึงเสือเขี้ยวแกะของหลวงพ่อปานไว้ว่า “พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้เป็นที่นิยมกันในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากนั้นคือ รูปเสือแกะด้วยเขี้ยวเสือ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสกต้องใช้เนื้อหมู เสกเป่าไปยังไร เสือนั้นกระโดดลงไปยังเนื้อหมูได้

ตัวพระครูเองเห็นจะได้รับความลำบากเหน็ดเหนื่อย ในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีหนีไปอยู่ป่าช้าที่พระบาทก็หนีขึ้นไปอยู่เสียเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามขึ้นไปกวน ไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ในการทำอะไรๆขาย มีแกะรูปเสือ เป็นต้น ถ้าปกติราคาตัวละบาท เวลาแย่งชิงกันก็ขึ้นไปตัวละ 3 บาท 6 บาทก็มี ได้รูปเสือนั้นแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัชฌาสัยเป็นอย่างคนแก่ใจดี กิริยาเรียบร้อย อายุ 70 ปีแล้ว ยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต เป็นคนพูดน้อย มีคนอื่นมาช่วยพูด”

หลวงพ่อปาน ท่านก็เป็นชาวคลองด่านโดยกำเนิด เกิดในปี พ.ศ.2368 ปีระกา สิ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2453

ออกเมรุ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พระกรรมฐานกลางกรุง

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/587481

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 16:47 น.

ออกเมรุ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พระกรรมฐานกลางกรุง

โดย สมาน สุดโต

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) มรณภาพโดยสงบ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 สิริอายุ 101 สังเขปประวัติ ท่านเกิด ณ วันที่ 29 ธ.ค. 2460 ที่บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น จ.อำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา นามสกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 11 คน บรรพชา พ.ศ. 2472 ที่วัดบ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น จ.อำนาจเจริญ) โดยมี ญาคูโม้เป็นพระอุปัชฌาย์

ย้ายมาสังกัด วัดสัมพันธวงศ์ตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2479 หรือ 82 ปี (นับถึงปี มรณภาพ) และอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ วันที่ 8 พ.ค. 2480 เมื่ออายุ 20 โดยมีพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้านการศึกษาปริยัติธรรมนั้น เจ้าประคุณสมเด็จสร้างชื่อเสียงให้คณะสงฆ์ธรรยุต เมื่อเป็นพระคณะธรรมยุตไม่กีรูป ที่สามารถสอบผ่านเปรียญธรรม 9 ประโยคได้ใน ปี พ.ศ. 2499  เมื่อสอบได้ประโยคสูง ได้น้อมนำหลักธรรมความรู้มาปฏิบัติอ บรมสั่งสอนพุทธบริษัท บริหารการคณะสงฆ์ นำความเจริญรุ่งเรืองให้กับพระพุทธศาสนาโดยรวม

ข้อมูลในหนังสือที่ระลึกงานวันเกิดสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อายุ 96 ปี (พ.ศ. 2556) ใระบุว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร ป.ธ.9) เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่มีการสถาปนาราชทินนามนี้ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งรูปแรกที่สถาปนาได้แก่  พระพิมลธรรม (ยัง เขมาภิรโต ป.ธ.8) วัดโสมนัสวิหาร ราชทินนามนี้จัดเฉพาะพระเถระฝ่ายธรรมยุต

ในขณะเดียวกัน เจ้าประคุณสมเด็จฯ มิได้วางมือ หรือเพิกเฉย จากการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิถีชีวิตในเพศบรรพชิต ที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์สายกรรมฐาน สั่งสอนให้นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเน้นที่การฝึกจิตสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาในลักษณะของภาวนามยปัญญา เพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมของศาสนา

ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนา คือแพรวิเศษที่พาข้ามทะเลสังสารวัฏ ที่ถือเป็นแนวทางหลักของพระภิกษุธรรมยุติกนิกายฝ่ายกองทัพธรรมสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ได้ถือเป็นหัวใจที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

การที่เจ้าประคุณสมเด็จไม่ทิ้งวิปัสสนากรรมฐาน แม้จะพำนักจำพรรษากลางกรุงจึงได้รับการ เรียกขานในกลุ่มชนที่ศรัทธาว่าท่านเป็น “พระกรรมฐานกลางกรุง” หรือ “พระป่ากลางกรุง”ส่วนปฏิปทา คือ ทางดำเนินชีวิตนั้น  ท่านถือทางสายกลาง พอเหมาะพองาม ไม่ชอบระคนด้วยกลุ่มชนมาก ชอบหลีกเร้นอยู่ในที่สงบ ชอบชีวิตธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร มีเมตตาธรรมล้ำเลิศ มีสมาธิดี  ถ้าได้สนทนาธรรม ท่านจะสอนให้หัดแผ่เมตตา ส่งความปรารถนาดีแก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร สรุปได้ว่า ท่านสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยศีล จริยาวัตร ปฏิปทา คุณธรรม อันยอดเยี่ยม ส่วนงานด้านการปกรอง ท่านเป็นพระเถระที่มีอายุพรรษามาก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ติดต่อกัน 47 ปี

กรรมการมหาเถรสมาคม กรรมการเถรสมาคมธรรมยุต เจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต) ประธานคณะสงฆ์ธรรมยุตภาคตะวันออก กรรมการแผนกตำรา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิยาลัย และพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์

5 ธ.ค. 2499 เป็น พระอริยเมธี5 ธ.ค.2404 เป็นเป็นพระราชกวี5 ธ.ค. 2507 พระเทพปัญญามุนี5 ธ.ค. 2519 เป็น พระธรรมบัณฑิต5 ธ.ค. 2532 เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่พระอุดมญาณโมลี 5 ธ.ค. 2544 ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อศึกษาวัตรปฏิบัติ และปฏิปทา โดยสังเขปต้องประทับใจว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถระ) คือพระมหาเถระสุปฏิปันโน พระป่ากลางกรุง งดงามด้วยจริยาวัตร ปฏิปทา เคร่งครัดในพระวินัย และมีปฏิปทายึดเหนี่ยวตลอดเวลาว่า ไม่ติฉิน ไม่นินทา ไม่ให้ร้าย ไม่พูดซ้ำซาก

สุนทรภู่ มีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์วัดเทพธิดาราม

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/587229

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 14:41 น.

สุนทรภู่ มีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์วัดเทพธิดาราม

โดย สมาน สุดโต

พระสุนทรโวหาร หรือ สุนทรภู่ กวีเอกรัตนโกสินทร์ ปรากฏกายให้เห็นตัวเป็นๆ ที่กุฏิในวัดเทพธิดารามวรวิหาร ที่ท่านเคยพำนัก ขณะเป็นพระภิกษุในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่

พระวิสุทธิวราภรณ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ บอกว่า พระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ ที่คนไทยคุ้นเคยอยู่ที่วัดเทพธิดารามหลายปี ท่านถึงอนิจกรรม พ.ศ. 2398 หรือผ่านไป 164 ปี แต่ปรากฏตัวเป็นๆ ต่อหน้าผู้มาเยือนโดยผ่านระบบ AR (Actual Reality) พร้อมทั้งจัดให้ผมได้สัมผัสความอัศจรรย์

ฉากแรกท่านเจ้าคุณให้ผมยืนข้างต้นชาเขียวที่หน้ากุฏิสุนทรภู่ และให้มองตรงไปยังจุดหมายที่ท่านกำหนด จากนั้นท่านใช้แทบเล็ตถ่ายภาพ เมื่อนับ 1-10 เสร็จแล้วให้ดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นแล้วรู้สึกตกใจครับ เพราะสุนทรภู่ตัวเป็นๆ ครองจีวรรัดกุม เด็ดใบชาเขียวส่งให้ผม

ชาเขียวที่หน้ากุฏิ ที่พระสุนทรโวหา ร(ภู่) เคยเด็ดมาชงดื่ม เพราะยากจนไม่มีปัจจัยซื้อชาจีนไว้ชงดื่มอีกภาพหนึ่ง ภายในกุฏิที่สุนทรภู่ ท่านเจ้าคุณซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้อาวาสวัดเทพธิดาราม จัดให้ผมนั่ง สั่งให้มองตามเครื่องหมายที่กำหนดไว้ และใช้แทบเล็ตจับภาพ นับ 1-10 จบ ภาพในจอคอมพิวเตอร์ที่ท่านเจ้าคุณให้ดู เป็นภาพที่ผมนั่งข้างๆ ท่านสุนทรภู่ ที่กำลังแต่งโคลงลงในกระดานดำแบบโบราณ

ยังมีภาพทะลุ 3 มิติอีกหลายภาพ เช่น กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พร้อมกับสตรีผู้ติดตาม เสด็จมาเยี่ยม เป็นต้น

ภาพอัศจรรย์ต่างๆ นี้เป็นภาพเสมือนจริง ผ่านระบบ AR ทำให้เห็นชีวิตสุนทรภู่ ขณะเป็นพระภิกษุตัวเป็นๆ ที่ดาราชายของช่อง 3 รับบทแสดงเป็นสุนทภู่ ในช่วงที่พัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2560

นอกจากระบบ AR ที่สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้มาเยือนแล้ว สิ่งของครื่องใช้ หรืออัฐบริขาร ที่สุนทรภู่เคยใช้ เมื่อครั้งเป็นพระภิกษุ ยังเก็บรักษาไว้เหมือนเดิม เช่น เตียงนอน ตาละปัตร กาต้มน้ำร้อน บาตร ปิ่นโต และ ภาชนะใส่อาหาร ซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุทั้งสิ้น

นอกจากที่กล่าวแล้ว ผมยังตื่นตาตื่นใจกับลายมือมหากวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ ในสมุดข่อย และตำราเลขยันต์ อยู่ยงคงกระพันชาตรี ที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่กุฏิแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งพระวิสุทธิวราภรณ์ ว่า ตำรานี้เป็นของโบราณ เป็นต้นฉบับที่เกจิหลายสำนักลอกเลียนแบบและนำไปใช้

สุนทรภู่เกิดเกิดเมื่อ 26 มิ.ย. 2329 ที่วังหลัง (บริเวณที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราช) และถึงอนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2398 ขณะอายุ 70 ปี ที่บ้านพระยามณเฑียร ที่ริมคลองบางหลวง ชีวิตสุนทรภู่ เมื่อรุ่งเรือง เคยเป็นกวีรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในช่วงนั้นได้สร้างผลงานไว้มาก เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 2 ก็ตกอับดังที่ท่านเขียนว่า ” แต่สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์”

ตกอับหนักถึงกับถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงออกบวชที่วัดราชบุรณะ หรือวัดเลียบ แต่อยู่ไม่ได้ ท่านเขียนนิราศภูเขาทองว่า “โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็นคนพาลมารานทาง” แม้ว่าจะตกอับกลับเป็นช่วงที่ท่านมีผลงานมากมายตลอดเวลา 26 ปี แห่งรัชกาลที่ 3 เช่น รำพันพิลาป นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองเพชร นิราศพระประธม นิราศสุพรรณ และนิราศอิเหนา ส่วนผลงานที่ได้รับยกย่องมาก ได้แก่ นิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ที่เป็นวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ตราบถึงทุกวันนี้

ท่านอยู่ในสมณะเพศนานถึง 19 ปี เที่ยวธุดงค์ผจญภัยไปทั่ว ดังที่ท่านเขียนว่า “ทางบกเรือเหนือใต้เที่ยวไปทั่ว จังหวัดหัวเมืองสิ้นทุกถิ่นฐาน” แต่ก็ลำบากทุกข์ระทม เช่นท่านเขียนว่า “ไปขึ้นเขาเล่าก็ตกอกระบม ทุกข์ระทมแทบจะตายเสียหลายคราว”

ชีวิตสุนทรภู่กลับมารุ่งอีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวร ทรงตั้งให้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ มีชื่อว่า พระสุนทรโวหาร ขณะที่มีอายุ 65 ปี และดำรงตำแหน่งนี้ จนถึงอสัญกรรม เมื่ออายุ 70 ปี ใน พ.ศ. 2398

เมื่อ พ.ศ. 2529 ในวาระครบรอบวันเกิด 200 ปี องค์การยูเนสโก ยกย่องให้พระสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรมของโลก เป็นคนไทยลำดับที่ 5 ที่ได้รับการยกย่อง (นับถึง พ.ศ. 2547 )

ถ้าต้องการชมบ้านกวี สัมผัสชิวิตสุนทรภู่ ตัวเป็นๆ เชิญพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ วัดเทพธิดาราม เปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. แต่เพื่อความสะดวก ท่านสามารถติดต่อท่านเจ้าคุณ พระวิสุทธิวราภรณ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ได้ที่โทร. 085 1208914 เพราะจะได้พบสุนทรภู่ตัวเป็นๆ ผ่านระบบ AR ดังที่หลายท่านได้สัมผัสครับ

%d bloggers like this: