posttoday

All posts tagged posttoday

ศึกน้ำลายผู้นำอิหร่าน-สหรัฐ หลังเตหะรานยอมรับยิงพลาดทำบินยูเครนตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612100

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 19:01 น.

ศึกน้ำลายผู้นำอิหร่าน-สหรัฐ หลังเตหะรานยอมรับยิงพลาดทำบินยูเครนตก

ผู้นำอิหร่านเตือน อย่าให้ศัตรูใช้เหตุเครื่องบินตกเบี่ยงประเด็นที่นายพลโซเลมานีถูกสังหาร ส่วนทรัมป์จวกผู้นำอิหร่านให้ระวังปาก

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้กล่าวในระหว่างการเทศนาต่อผู้สนับสนุนในกรุงเตหะราน โดยระบุถึงเหตุที่อิหร่านเผลอยิงเครื่องบินยูเครนตก จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 176 และเป็นพลเมืองอิหร่านมากถึง 82 คน ว่าเหตุเครื่องบินตกถือเป็นเรื่องข่มขืนที่เผาไหม้หัวใจคนทั้งชาติ แต่บางคนพยายามใช้เหตุการณ์นี้มาบดบังการลอบสังหารพลตรีกัสซิม โซเลมานี ผู้เป็นนำกองกำลังหน่วยรบพิเศษของอิหร่าน

อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ยังกล่าวอีกว่า บรรดาศัตรูของอิหร่านพยายามหาประโยชน์จากเหตุเครื่องบินตก ซึ่งยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของกองทัพอิหร่าน แต่มีศัตรูของชาติพยายามนำเรื่องนี้มาโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านกองทัพและรัฐบาลอิหร่าน

คำเทศนาของอยาตอลเลาะห์อิหร่านยังได้ตอบโต้สหรัฐว่า อิหร่านสามารถตบหน้าชาติมหาอำนาจที่หยิ่งยะโสก้าวร้าวอย่างสหรัฐได้ ดังเช่นที่เห็นจากการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐในอิรัก การนี้ผู้นำอิหร่านยังได้เรียกประธานาธิบดีทรัมป์ และนายไมค์ ปอมเปโอว่า เป็นตัวตลกที่ชอบพูดจาโกหกที่ว่าสหรัฐจะอยู่เคียงข้างประชาชนอิหร่าน

 

คำพูดของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการถึงความผิดพลาดที่ยิงเครื่องบินยูเครตตก ส่งผลให้ต่อมา ประชาชนนับหมื่นทั้งในกรุงเตหะราน และอีกหลายเมือง ออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลอิหร่าน พร้อมตะโกนขับไล่อยาตอลเลาะห์คาเมเนอี ให้ออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดอิหร่าน

การประท้วงช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตข้อความเป็นภาษาฟาร์ซี โดยมีใจความสำคัญเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านอย่าทำร้ายผู้ประท้วงที่ออกมาแสดงความไม่พอใจโศกนาฎกรรมเครื่องบิน พร้อมระบุว่าสหรัฐอยู่เคียงข้างประชาชนชาวอิหร่าน

ทั้งนี้ หลังคำเทศนาอย่างดุเดือดของอยาตอลเลาะห์อิหร่าน ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทวีตข้อความจวกผู้นำอิหร่านว่า “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุดอย่างที่ใครๆเขาเรียกกัน ทั้งยังพูดจาน่ารังเกียจ เกี่ยวกับสหรัฐและยุโรป ขอเตือนว่าผู้นำสูงสุดอิหร่านควรระวังคำพูดไว้บ้าง เพราะเศรษฐกิจอิหร่านกำลังพังพินาศ ประชาชนอิหร่านกำลังยากลำบาก”

สี-ซูจี ลงนามเมกะโปรเจกต์ ฟื้นโครงสร้างพื้นฐานเมียนมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612090

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 16:46 น.

สี-ซูจี ลงนามเมกะโปรเจกต์ ฟื้นโครงสร้างพื้นฐานเมียนมา

จีน-เมียนมา ลงนามMOU 33 ฉบับ เมียนมาได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนจีนได้สยายปีกการค้าเส้นทางสายไหมออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

วันที่18 ม.ค. ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมียนมา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจจำนวน 33 ฉบับกับทางการจีน โดยประเด็นสำคัญของทุกฉบับล้วนเป็นไปตามยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งทาง เพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางการค้าตามแนวคิด “เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21”

กรอบความร่วมมือที่จีนลงนามร่วมกับเมียนมา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา หรือ China Myanmar Economic Corridor (CMEC) ซึ่งเป็นการเชื่อมโครงข่ายการค้าของจีนในแถบตะวันตกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ตามแผนเส้นทางสายไหมของจีน

โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จีนจะลงทุนในเมียนมาตามข้อตกลง MOU ล้วนเป็นไปตามที่มีการรายงานไปก่อนหน้านี้ อาทิ การร่วมทุนก่อสร้าง และสัมปทานท่าเรือน้ำลึกเจาะพยูในรัฐยะไข่ มูลค่า1.3 พันล้านดอลลาร์ แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเจาะพยูโดยรอบบริเวณท่าเรือ ซึ่งจะช่วยให้สยายปีกโครงข่ายการค้าจากบริเวณมณฑลยูนาน ผ่านทางเมียนมา เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

โครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมียนมา-ยูนาน จากเมืองมูเซะ ในรัฐฉาน ผ่านเมืองมัณฑะเลย์ ข้ามเมียนมาทั้งประเทศ ไปสิ้นสุดยังชายฝั่งตะวันตกของเมียนมาเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงแผนการปรับปรุงและขยายเขตปริมณฑลของนครย่างกุ้ง

อย่างไรก็ดี ตามMOUที่จีนลงนามกับเมียนมานี้ ไม่ได้กล่าวถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตโสน ในรัฐคะฉิ่น มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 6,000 เมกะวัตต์ บริเวณต้นแม่น้ำอิรวดี ด้วยเงินทุนจีน ซึ่งโครงการดังกล่าวถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2011 เนื่องจากข้อกังวลด้านผลกระทบทางระบบนิเวศ

ด้านนาย Richard Horsey นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group ซึ่งจับตามองการลงนามครั้งนี้จากเมียนมา มองว่า แม้จะดูเป็นตัวเลขการลงทุนของทุนจีนขนาดใหญ่ แต่เมียนมาค่อนข้างระมัดระวังติดกับดักหนี้จีนพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลพรรคNLDของนางซูจีมีกำหนดถึงช่วงเลือกตั้งทั่วไปเดือนมีนาคมปี 2021

อย่างไรก็ดี ชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งเตรียมชุมนุมด้านหน้าสถานทูตจีนในเมืองย่างกุ้งในวันนี้ เพื่อประท้วงต่อการที่จีนเข้าฉกฉวยประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของเมียนมา รวมถึงการสร้างเขื่อนในรัฐคะฉิ่น แม้โครงการจะระงับไปแล้ว

เช่นเดียวกับที่มีนักธุรกิจเมียนมารายหนึ่งกล่าวว่า เมียนมาไม่มีเครื่องมือในการประเมินโครงการของจีนว่าสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศหรือไม่ หรือจะก่อเกิดประโยชน์ต่อชุมชนในท้องถิ่นหรือไม่

เหมือนตบหน้าชาวจีน สาวโพสต์อวดขับรถยนต์เข้าพระราชวังต้องห้าม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612082

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 15:18 น.

เหมือนตบหน้าชาวจีน สาวโพสต์อวดขับรถยนต์เข้าพระราชวังต้องห้าม

ตอนนี้ที่เมืองจีนกำลังมีประเด็นร้อนให้ถกเถียงกัน เมื่อมีภาพที่ผู้หญิง 2 คนขับรถเข้าไปในเขตพระราชฐานของพระราชวังต้องห้าม ทั้งๆ ที่มีกฎชัดเจนว่าไม่ให้ขับรถเข้าพื้นที่ และวันเกิดเรื่องยังเป็นวันที่ทางพิพิธภัณฑ์ปิดให้บริการ

เฟซบุ๊คเพจ Kornkit Disthan ของนักวิชาการชื่อดัง เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “เรื่องใหญ่ที่เมืองจีน มีคนจับได้ว่าผู้หญิงชื่อแอ็คเคาท์ว่า ???LL ขับรถเข้าไปในเขตพระราชฐานของพระราชวังต้องห้าม

ในภาพนี้เธอขับรถเข้าไปถึงลานหน้าประตูไท่เหอเหมิน ซึ่งเป็นประตูทางเข้าลานพระที่นั่งไท่เหอเตี้ยน ถ่ายไว้ในวันจันทร์ซึ่งวังกู้กงปิดให้บริการ

ตามปกติกู้กงห้ามนำรถเข้าไป แม้จะมีลานจอดรถให้พนักงาน แต่ไม่มีใครกล้าหาญขับไปถึงพระราชฐานชั้นหน้าอย่างนี้ เพราะเป็นโบราณสถานที่เปราะบาง พื้นของกู้กงนั้นปูด้วยอิฐที่แม้จะมีการซ่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่มันก็ยังเปราะบางอยู่ดี

ผู้อำนวยพิพิธภัณฑ์กู้กงคนที่แล้วเคยลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมให้นำรถยนต์เข้ามาเด็ดขาด

แลถ้าใครเคยดูสารคดีติดตามชีวิตพนักงานในวังจะรู้ว่าพนักงานที่นี่จะไม่ขับรถเข้ามา แต่จะขี่จักรยานเข้าไปเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายตอนที่เอ็มมานูเอล มาครง เดินทางเยือนกู้กงก็ต้องเดินเข้าไป ส่วนทรัมป์นั่งรถเข้าไปถึงจุดหนึ่งก็ต้องเดินเหมือนกัน

ครั้งสุดท้ายที่รถยนต์เข้าไปถึงวังหลวงชั้นในๆ แบบนี้ได้ คือตอนที่หยวนซื่อข่ายถวายรถเบนซ์ให้พระนางซูสีไทเฮา เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1901

แต่วันนี้เรามีซูสีเทาไทเฮากลับชาติมาเกิด ขับเบนซ์เข้าไปในวังแล้วถ่ายภาพด้วยความภาคภูมิใจ

แต่คนจีนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจัง

ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน เมื่อขับรถเข้ามาก็ต้องจอดไว้ที่จอดไม่ใช่ขับมากลางวังแบบนี้ มันแสดงให้เห็นว่าเธอเส้นใหญ่ และไม่เห็นแก่กฎหมายบ้านเมือง

ประเด็นก็คือเธอเป็นใคร ใหญ่แค่ไหนถึงกล้าขับรถเข้าวังหลวงได้?

มีคนสันนิษฐานมากมายเธออาจเป็น “ลูกหลาน” ของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นใหญ่ ซึ่งก็คือพวกระดับผู้บริหารประเทศ บางคนดูทะเบียนแล้วคาดว่าน่าจะเกี่ยวกับคนในกองทัพ แต่เรื่องนี้ไม่ยืนยัน ให้ฟังหูไว้หู

เรื่องพื้นเพของผู้หญิงคนนี้ยังไม่ทราบ แต่คนจีนคาดเดาไว้แล้วว่าต้อง “ใหญ่” และการที่พวกลูกท่านหลานเธอทำแบบนี้เท่ากับไม่เห็นหัวประชาชน

อย่าลืมว่ากู้กงอยู่ข้างๆ ทำเนียบจงหนานไห่ ศูนย์กลางปกครองประเทศของจีน แต่ยังเกิดเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ได้ แล้วไหนจะมีข้อมูลว่าเธอขับรถเข้ามาจากประตูซีหัวเหมิน ซึ่งเป็นประตูที่ติดกับจงหนานไห่

อดนึกไม่ได้ว่าถ้าลองกล้าขับรถเข้ามาในเขตพระราชฐาน เธอคนนี้ (หรือคนอื่นที่ใหญ่แบบเดียว) จะไม่กล้าทำเรื่องที่เลวร้ายกว่านี้หรือ?

แล้วยังมีประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัย แบบนี้ รปภ. ของกู้กงเห็นเป็นลูกคนใหญ่คนโตก็ปล่อยให้เข้ามาเล่นกันง่ายๆ ต่อไปจะรักษาสมบัติชาติ/สมบัติโลกได้อย่างไร?

ส่วนเวยปั๋วของพิพิธภัณฑ์กู้กงก็มี Crisis management ที่แย่มาก แค่บอกยอมรับว่าเกิดเรื่องนี้และในอนาคตจะกวดขันให้มากขึ้น

บอกแค่นี้เหมือนปัดรำคาญ คนก็ยิ่งโกรธ พาลให้เชื่อว่าช่วยปกป้องพวกเส้นใหญ่

ส่วนเวยปั๋วก็กดโพสต์เรื่องนี้จนมันตกเทรนดิ้งทั้งๆ ที่คนกดไลค์กันเป็นล้าน เรื่องนี้มีใบสั่งแน่นอน

ตอนนี้คนจีนโกรธเคืองกันมาก บางคนบอกว่าตอนกรณีฮ่องกงกับไต้หวันว่าโกรธแล้ว เรื่องขับรถเข้ามาในกู้กงทำให้พวกเขาโกรธยิ่งกว่า ขนาดที่ว่าบางคนบอกว่าความรู้สึกรักชาติตอนฉลองสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปีกลาย ตอนนี้มันหายไปแล้ว

หนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าบอกว่า ผู้คนรู้สึกโกรธเคืองที่กู้กงถูกหยามหมิ่น แต่เราบอกได้เหมือนกันว่า กู้กงถูกหมิ่น ก็เท่ากับคนจีนถูกหมิ่นด้วย”

นอกจากนี้เพจดังแล้ว หนังสือพิมพ์ซิงเต่ารื่อเป้าของฮ่องกง ยังรายนงานว่า เจ้าของงบัญชีทวิตเตอร์ ???LL มีชื่อจริงว่า เกาลู่ ซึ่งเป็นหลานสาวของเหอฉางกง สมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน

และเธอยังระบุในทวิตเตอร์ดังกล่าวว่าเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินแอร์ไชน่า ทว่าภายหลังทางสายการบินชี้แจงว่าเธอลกออกจากบริษัทเมื่อหลายปีก่อน

ขณะที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Beijing News รายงานว่าผู้หญิงที่ขับรถเข้าไปในเขตพระราชวังต้องห้ามอ้างว่าเธอได้รับเชิญจากทางพิพิธภัณฑ์ให้ไปร่วมงาน

ทั้งนี้ พระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังกู้กง เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีนที่เคยใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในช่วงปี 1420-1912 และยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง

พระราชวังกู้กงยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกและเป็นพื้นที่ที่มีการดูแลเฝ้ายามอย่างแน่นหนาที่สุดแห่งหนึ่ง

เมื่อปี 2013 ช่านจี้เสียง ผู้อำนายการพิพิธภัณฑ์ ออกกฎห้ามนำรถยนต์เข้าไปในพระราชวังต้องห้าม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการให้เกียรติสถานที่ และทั้งพระราชวังบักกิงแฮมของอังกฤษและพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศสต่างก็ห้ามนำรถยนต์เข้าเช่นกัน

ขณะที่รัฐบาลจีนจะออกกฎในการปกป้องพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมอย่างเข้มงวด และเคยขึ้นบัญชีดำคนที่ทำลายสถานที่สำคัญๆ มาแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์ล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการฝ่าฝืนระเบียบของพระราชวังต้องห้าม เมื่อปี 2015 เคยมีภาพการถ่ายแบบโป๊เปลือยบริเวณนอกพระราชวังหลุดออกมาจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างมาแล้ว

ครั้งนั้น หนังสือพิมพ์ China Daily รายงานว่าผู้หญิงที่อยู่ในภาพอาจถูกควบคุมตัว

และหลังจากดราม่าของ ???LL ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจีนได้นำภาพออกมาตีแผ่ว่าเคยมีรถยนต์หรู อาทิ Lamborghini และ Bentley เข้ามาถ่ายภาพภายในพระราชวังเช่นเดียวกับกรณีล่าสุด และมักจะมีการอิทธิพลอ้างสิทธิพิเศษเพื่อฝ่าฝืนข้อห้ามของพิพิธภัณฑ์ให้เห็นบ่อยครั้ง

ปลานับแสนตัวในนิวเซาท์เวลส์ตาย หลังฝนตกชะขี้เถ้าลงแหล่งน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612075

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 14:15 น.

ปลานับแสนตัวในนิวเซาท์เวลส์ตาย หลังฝนตกชะขี้เถ้าลงแหล่งน้ำ

รัฐนิวเซาท์เวลส์แม้ได้ฝนมาบรรเทาความรุนแรงไฟป่า แต่น้ำฝนได้ชะขี้เถ้าในอากาศลงแหล่งน้ำ

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า พบปรากฎการณ์ปลาตามแหล่งน้ำหลายแห่ง แถบตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ลอยตายเป็นจำนวนมากนับแสนตัว หลังจากเกิดฝนตกซึ่งช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟป่า แต่น้ำฝนก็ได้ชะเอาขี้เถ้าจากควันของไฟป่าในอากาศ ตกลงมายังแหล่งน้ำ

รายงานระบุว่า ที่แม่น้ำ Macleay ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญทางเหนือของนครซิดนีย์ พบปลาสายพันธุ์พื้นเมืองหลายหมื่นตัวลอยตาย บางส่วนของแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของบรรดานักตกปลา พบว่ามีสภาพไม่ต่างจากโคลนตม

 

ABC News

Arthur Bain ชาวบ้านในเมือง Bellbrook ซึ่งอยู่ใกล้แม้น้ำเผยว่า จากที่เขาประเมินด้วยสายตา คาดว่ามีปลาหลากหลายสายพันธุ์ราว 200 ตัว ลอยตายใกล้กับเมือง ซึ่งเขาเชื่อว่าจำนวนจะมากกว่านี้

Lee Baumgartner นักนิเวศวิทยาน้ำจืดจากมหาวิทยาลัย Charles Sturt เผยผ่านสื่อว่า ฝนที่ชะขี้เถ้าจากควันไฟในอากาศลงมายังแม่น้ำ Macleay นั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำในระยะยาว เนื่องจากขี้เถ้าจะเพิ่มปริมาณตะกอนและเพิ่มจำนวนแบคทีเรียในน้ำ ออกซิเจนในน้ำมีน้อย จนปลาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ และอาจใช้เวลานานเกือบ 10 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ

ข้อมูลของสำนักอุตสาหกรรมพื้นฐานของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเมินว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา มีปลามีปลาในแม่น้ำนับแสนตัวแล้วตายเพราะได้รับผลกระทบจากไฟป่า

ชาวบ้านในพื้นที่เผยว่า ช่วง 10 วันที่ผ่านมาพบฝนตกในหลายพื้นที่ซึ่งช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟป่าได้ แต่ก็พบว่ามีขี้เถ้าและดินโคลนจากพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากไฟป่า ไหลลงมาสู่แหล่งน้ำ รวมถึงอ่างเก็บน้ำหลายแห่งในท้องถิ่น สอดคล้องกับ Larry Newberry นักตกปลาสมัครเล่นในท้องถิ่น เผยว่า ตลอดเวลา 50 ปีที่เขาตกปลา ไม่เคยเจอปริมาณปลาตายมากขนาดนี้มาก่อน และเชื่อเขาว่าปรากฏการณ์นี้จะทยอยเกิดขึ้นในแทบทุกแหล่งน้ำทั่วฝั่งตะวันออกซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตไฟป่า

สวิตเซอร์แลนด์ รั้งแชมป์ “ประเทศดีสุดของโลก” สองปีซ้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612064

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 12:15 น.

สวิตเซอร์แลนด์ รั้งแชมป์ "ประเทศดีสุดของโลก" สองปีซ้อน

สำนักวิจัยสหรัฐ จัดอันดับ “สวิตเซอร์แลนด์” เป็นประเทศดีที่สุดในโลก ประจำปี 2020 ส่วนไทย อันดับ 26 ของโลก

เว็บไซต์ usnews ร่วมกับสถาบัน Think Tank ชื่อดังอย่าง BAV Group และ วิทยาลัยธุรกิจ Wharton แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศดีที่สุดในโลก ประจำปี 2020 โดยระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงรั้งแชมป์ประเทศดีที่สุดในโลกไว้ได้สองปีซ้อน

โดยในปี 2019 สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงอยู่ในอันดับหนึ่งของประเทศดีที่สุดในโลก และยังคงสามารถรักษาอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ทุกครั้งนับมีการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2016

การจัดอันของ usnews มาจากการตอบแบบสอบถามของผู้คน 20,000 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนมีความรู้ นักธุรกิจและประชาชนทั่วไป โดยใช้เกณฑ์การประเมินใน 9 ปัจจัย ดังนี้ 1. ความน่าแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ 2.สถานะการเป็นพลเมือง ซึ่งประกอบด้วย สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันทางเพศ การเคารพกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง

3.อิทธิพลทางวัฒนธรรม 4. โอกาสการสร้างผู้ประกอบการ 5.มรดกทางวัฒนธรรม 6.การเติบโตในอนาคต 7.การเปิดกว้างทางธุรกิจ 8.บทบาทในเวทีโลก และ 9.คุณภาพชีวิต โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละด้าน มาคำนวนร่วมกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ระดับกำลังซื้อต่อหัว หรือ GDP per capita ตามรายงานของ IMF ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งโดยรวมประชากรในแต่ละประเทศ

ประเทศดีที่สุดในโลกประจำปี 2020 นอกจากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งแล้ว ตามด้วย แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ตามลำดับ

ขณะที่ประเทศจีน อยู่ในอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันหนึ่งของกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย ตามด้วยสิงคโปร์อันดับที่ 16 เกาหลีใต้อันดับที่ 20 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการจัดอันดับในปี 2019

ที่มา : https://www.usnews.com/

ประชากรจีน ทะลุ 1,400 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612055

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 10:22 น.

ประชากรจีน ทะลุ 1,400 ล้านคน

จีนเผยจำนวนประชากร ณ สิ้นปี 2019 เพิ่มสูงเกิน 1,400 ล้านคนแล้ว

สำนักข่าว CGTN ของทางการจีน รายงานตัวเลขจำนวนประชากร จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนที่มีการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (17 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า ประชากรของจีนได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 4 ล้าน 6 แสนคนจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ขณะนี้ตัวเลขประชากรจีนจนถึงสิ้นปี 2019 จีนมีประชากรทะลุหลัก 1,400 ล้านคนแล้ว

จำนวนประชากรของจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งไม่นับรวมไต้หวัน, ฮ่องกง และมาเก๊า สูงเกิน 1.4 พันล้านคนเป็นนับแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี 1949

อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขประชากรทั้งประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเกิดใหม่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทางการจีนจะประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวตั้งแต่ปี 2016 ทางการจีนเผยว่า ตลอดปี 2019 มีทารกแรกเกิด 14 ล้าน 6 แสนคน ตัวเลขนี้ลดลง 580,000 คนจากปีก่อนหน้าและลดลงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

คาดว่าเหตุที่อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น มีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กในพื้้นที่เมืองต่างๆที่สูงขึ้น รวมถึงวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาวเปลี่ยนไป

สำหรับจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคนนี้ แบ่งเป็นประชากรชายราว 715 ล้านคน ประชากรหญิงราว 684 ล้านคน ขณะที่ประชากรวัยแรงงานซึ่งมีอายุระหว่าง 16-59 ปี มีราว 896 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 64 จากจำนวนประชากรทั้งหมด อีกราว 253 ล้านคน มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 18 ส่วนประชากรสูงวัย 65 ปีขึ้นไป มีราว 176 ล้านคน หรือร้อยละ 12 ของประชากรทั้งหมด

บล็อกเกอร์รีวิวกระเป๋าเบื้องหลังแบรนด์หรู sold out ใน 6 นาที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612044

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 20:38 น.

บล็อกเกอร์รีวิวกระเป๋าเบื้องหลังแบรนด์หรู sold out ใน 6 นาที

ไม่ว่ากระเป๋าหรูแบรนด์ไหนที่อยาก sold out ในจีน ก็ต้องพึ่งฝีมือหนุ่ม 26 นามว่า มิสเตอร์แบ็ก

พฤติกรรมอย่างหนึ่งของนักช็อปรุ่นใหม่ชาวจีนก็คือ จะต้องสรรหารีวิวสินค้าที่น่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ก่อน แต่พวกเขาก็เริ่มเบื่อกับการทำการตลาดแบบดั้งเดิมที่ใช้คนดังเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า

นี่เป็นช่องทางให้คนธรรมดาๆ คนหนึ่งได้แจ้งเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หรือคนที่มีอิทธิพลในโลกอินเทอร์เน็ต ที่แบรนด์สินค้าหรูดังๆ จากต่างประเทศรุมจีบให้มาร่วมกันกันหลายเจ้า

เรากำลังพูดถึงชายหนุ่มที่นักช็อปชาวจีนรู้จักในชื่อ มิสเตอร์แบ็ก (Mr.Bag) หรือชื่อจริงว่า เหลียงเทา แฟชั่นบล็อกเกอร์เบอร์ต้นๆ ของจีนที่ทำให้กระเป๋าแบรนด์เนมแบรนด์ดัง sold out ภายในไม่กี่นาที

ก่อนจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ มิสเตอร์แบ็กเป็นนักศึกษาการเงินของมหาวิทยาลัย University of Southern California ในลอสแองเจลิส ตามรอยเท้าของพ่อแม่ แต่จริงๆ แล้วเขากลับหลงใหลในกระเป๋าผู้หญิง

เวลาว่างของมิสเตอร์แบ็กส่วนใหญ่จึงไปจบอยู่ที่การเดินช็อปปิ้งในย่านสินค้าหรูอย่าง Rodeo Drive ในย่านเบเวอรีฮิลส์ เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกระเป๋าและตามเทรนด์แฟชั่น ก่อนที่จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับกระเป๋าในโลกออนไลน์

มิสเตอร์แบ็กเริ่มเขียนรีวิวกระเป๋าและแนะนำเทรนด์ใหม่ๆ ลงในเหรินเหริน (เครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีนคล้ายกับเฟซบุ๊ค) โดยมีเพื่อนๆ ช่วยแชร์ ก่อนจะเริ่มมีฟอลโลเวอร์เพิ่มขึ้นๆ เพราะเนื้อหาตรงใจตี๋หมวยรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับคอนเทนต์และโฆษณาที่เน้นการขายจนเกินไป

กระทั่งในปี 2012 เจ้าตัวตัดสินใจเปิดบัญชีอย่างเป็นทางการในชื่อ Mr.Bag ทั้งในเว่ยป๋อและวีแชท ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่คนจีนนิยมใช้มากที่สุด เพื่อโพสต์บทความ

ความรอบรู้ในเรื่องแฟชั่นและตลาดกระเป๋าถือแบรนด์หรูของเหลียงเทาทำให้เขากลายเป็นคนที่นักช็อปชาวจีนนึกถึงมากที่สุดเมื่อต้องการข้อมูลในเชิงลึก

ภายใน 4 ปี Mr.Bag มีฟอลโลเวอร์กว่า 4 ล้านคน ขึ้นแท่นเป็นบล็อกเพียงหนึ่งเดียวที่มีอิทธิพลกับอุตสาหกรรมกระเป๋าถือของจีนมากที่สุด ซึ่งขณะนั้นเขายังอาศัยอยู่ในสหรัฐ แต่กลายเป็นคนดังที่บ้านเกิดไปแล้ว

ขณะที่เหลียงเทาเองไม่เคยคาดคิดว่าความหลงใหลในแฟชั่นกระเป๋าถือของผู้หญิงจะทำให้เขาเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของจีน

เจ้าตัวเผยว่า กว่าจะรู้ว่าตัวเองดังก็เมื่อตอนที่ Fendi แบรนด์ดังจากอิตาลีเชิญไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ที่มิลาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อินฟลูเอนเซอร์จีนได้นั่งชมโชว์ของ Fendi จากที่นั่งแถวหน้า

ปัจจุบันนี้มิสเตอร์แบ็กมีฟอลโลเวอร์ในเว่ยป๋อกว่า 6.14 ล้านคน และในวีแชทอีกเกือบ 1 ล้านคน

เหลียงเทาไม่ได้แค่เขียนบล็อกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขายังผลิตกระเป๋าหรูที่เป็นที่ต้องการของสาวๆ ด้วย

ความที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลนี่ทำให้เจ้าตัวได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น Givenchy, Burberry, Fendi, Louis Vuitton, Tod’s

การร่วมงานนนี้ไม่ใช่แค่เอาชื่อของเขาไปแปะเท่านั้น มิสเตอร์แบ็กยังมีส่วนร่วมในการออกแบบและแนะนำสีและรูปทรงที่เหมาะกับชาวจีนด้วย

และทุกครั้งก็สร้างปรากฏการณ์ sold out ตลอด เพราะเขาเข้าใจรสนิยมของคนจีนรุ่นใหม่ดีที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Givenchy มูลค่ารวม 1.2 ล้านหยวนที่หมดเกลี้ยงภายใน 12 นาที หรือกระเป๋า Tod’s ใบละ 10,800 หยวน มูลค่ารวม 3.24 ล้านหยวน ที่หมดภายใน 6 นาที

หลายคนอาจจะมองว่ากระเป๋าถือผู้หญิงไม่น่าจะเป็นเรื่องถนัดของผู้ชาย

แต่ชายหนุ่มวัย 28 ปีกลับมองว่าความเป็นผู้ชายของเขาเป็นข้อดี เพราะสาวๆ มองว่าผู้ชายให้คำแนะนำตามความเป็นจริง ช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจเลือกซื้อกระเป๋าโดยใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์

มิสเตอร์แบ็กยกตัวอย่างว่า เขาจะแยกประเภทกระเป๋าให้ชัดเจนแล้วแนะนำสาวๆ ว่าชิ้นไหนใช้ได้นาน ใช้ได้หลายโอกาส และดูโดดเด่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์กับนักช็อปที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อกระเป๋าใบไหนอย่างมาก

จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของมิสเตอร์แบ็กคือ ข้อมูลที่เขาเขียนลงบล็อกและการออกแบบกระเป๋านั้นเขาเขียนขึ้นในฐานะที่ตัวเขาเองก็เป็นนักช็อปปิ้งกระเป๋าหรูและเป็นคนรุ่นใหม่เช่นเดียวกับลูกค้าคนอื่นๆ

จึงไม่แปลกที่จะมีแฟนคลับติดตามมากมายและกระเป๋าที่มิสเตอร์แบ็กออกแบบก็ sold out ภายในไม่กี่นาที

เมื่อปี 2017 กลุ่มธนาคาร BNP Paribas จัดอันดับให้มิสเตอร์แบ็กเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลเป็นอันดับ 3 ของจีน

ทว่าหากพูดถึงเรื่องกระเป๋า มิสเตอร์แบ็กคือเบอร์ 1 เท่านั้น

แรงงานไทยถูกหวยไต้หวัน รับแจ็คพอต 8 ล้านเหรียญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612034

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 18:36 น.

แรงงานไทยถูกหวยไต้หวัน รับแจ็คพอต 8 ล้านเหรียญ

แรงงานไทยสุดเฮง ถูกลอตเตอร์รี่รางวัลแจ็คพอตของไต้หวัน รับเหนาะๆ 8 ล้านเหรียญ

สื่อท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า แรงงานชาวไทยรายหนึ่งถูกรางวัลแจ๊คพอตของ Daily Cash 539 ซึ่งเป็นลอตเตอร์รี่ของไต้หวัน ด้วยมูลค่าถึง 8 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราวๆ 8 ล้านบาทไทย (1 ดอลลาร์ไต้หวัน ราว 1.01 บาท)

รายงานระบุว่า แรงงานไทยผู้โชคดีรายนี้เป็นชายอายุ 30 ปี ไม่มีการเปิดเผยนาม ได้ซื้อลอตเตอร์รี่ Daily Cash 539 ในราคา 50 ดอลลาร์ไต้หวัน ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในนครเจียอี้ ทางภาคใต้ของไต้หวัน เมื่อวันจันทร์ (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา

จากนั้นพบว่า เลขในลอตเตอร์รี่ทั้ง 5 ตัว ตรงกับรางวัลแจ็คพอต ซึ่งมีการประกาศรางวัลในคืนเดียวกันของวันนั้น นอกจากนั้นหนุ่มแรงงานไทยผู้นี้ยังถูกรางวัลในลอตเตอร์รี่อีก 2 ใบ ที่ซื้อมาจากร้านเดียวกัน โดยเขาจะได้เงินรางวัลเพิ่มอีกราว 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

นาง Yen Shu-ching เจ้าของร้านค้าที่ขายลอตเตอร์รี่ดังกล่าว เผยผ่านสื่อว่า แรงงานไทยผู้โชคดีรายนี้ทำงานอยู่ในโรงงานใกล้ๆกับเมือง และเขาเป็นลูกค้าประจำของร้านเธอมานานกว่า 3 ปี โดยมักจะมาซื้อลอตเตอร์รี่ที่นี่พร้อมกับเพื่อนอีก2คน

นาง Yen เผยว่า เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา หนุ่มไทยผู้โชคดีรายนี้ ได้นำล็อตเตอร์รี่มาขึ้นเงินรางวัลด้วยอาการตื่นเต้นและมีความสุข โดยเขากล่าวว่า วางแผนจะใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อบ้านหลังจากกลับมาเมืองไทยแล้ว

ภาพ : https://news.ltn.com.tw/

กลาโหมสหรัฐเผยมีทหารอเมริกันบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612025

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 16:42 น.

กลาโหมสหรัฐเผยมีทหารอเมริกันบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน

กลาโหมแย้งทรัมป์ ระบุมีทหารอเมริกัน 11 นาย ได้รับบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ นาวาเอก Bill Urban โฆษกศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐ (U.S. Central Command) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า จากเหตุที่อิหร่านใช้มิสไซล์โจมตีเข้ายังฐานทัพอากาศ Al Asad Air Base ในอิรัก เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมานั้น พบว่ามีทหารอเมริกันจำนวน 11 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าว

คำแถลงของศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐ นับว่าแย้งกับคำแถลงก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุทั้งทางทวิตเตอร์ และคำแถลงอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวที่ระบุว่า ไม่มีทั้งทหารอเมริกันและทหารอิรักนายใด เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

“ไม่มีทหารอเมริกันคนใดเสียชีวิตจากการโจมตี แต่พบว่ามีทหารบางส่วนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีโดยมิสไซล์อิหร่านเมื่อวันที่ 8 ม.ค. บางคนเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการกระทบกระเทือนจากแรงระเบิด และยังคงต้องได้รับการประเมินอาการอย่างใกล้ชิด” คำแถลงจากศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐระบุ

โฆษก U.S. Central Command เผยอีกว่า ขณะนี้มีทหาร 8 นาย ถูกส่งไปรักษาตัวยัง ศูนย์การแพทย์ประจำภูมิภาค Landstuhl ซึ่งอยู่ในฐานทัพสหรัฐที่เยอรมนี ขณะที่อีก 3 นาย ถูกส่งไปรักษาตัวยัง Camp Arifjan ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของทัพสหรัฐในคูเวต

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

สำหรับฐานทัพอากาศ Al Asad Air Base มีทหารอเมริกันประจำการราว 1,500 นาย รวมถึงเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของกองทัพสหรัฐในอิรัก ได้ถูกโจมตีโดยมิสไซล์อิหร่านจำนวนหลายสิบลูก เพื่อแก้แค้นให้กับการที่สหรัฐมีปฏิบัติการสังหารนายพล กัสซิม โซเลมานี ผู้นำกองกำลังหน่วยรบพิเศษของอิหร่าน แม้ว่าการโจมตีนั้นจะไม่ส่งผลให้มีทหารนายใดเสียชีวิต แต่ก็ได้สร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างบางส่วนให้กับฐานทัพในระดับนึงเช่นกัน

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

 

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

จีนพบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดปริศนารายที่ 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612008

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 14:54 น.

จีนพบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดปริศนารายที่ 2

สาธารณสุขจีนยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายที่ 2 ของประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเมืองอู่ฮั่นในมณฑลเหอเป่ยของจีนเผยว่า คนไข้วัย 69 ปีที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งชื่อว่า 2019-nCoV จากเมืองอู่ฮั่น เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ 15 ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีอาการป่วยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว และเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในอีก 5 วันถัดมา

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไตทำงานผิดปกติ และอวัยวะภายในอื่นๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ผลสแกนร่างกายยังพบว่าปอดเสียหายจากวัณโรคด้วย นับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 ของจีนหลังจากชายวัย 61 ปีจากเมืองเดียวกันเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้มีรายงานการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด 41 ราย ในจำนวนนี้ 5 รายอาการสาหัส ส่วนอีก 12 รายแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว โดยหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นยังติดตามผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีก 763 ราย ในจำนวนนี้ 644 รายแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 119 รายยังอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ทางการแพทย์ แต่ยังไม่พบการติดเชื้อในกลุ่มคนเหล่านี้

ขณะนี้ทีมนักวิทยาจากทั่วโลกกำลังศึกษาวิจัยตัวอย่างยีนของไวรัสที่ทีมวิจัยจีนส่งให้ โดยเบื้องต้นยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน

ด้านทางการจีนยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาด โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ใช้บริการสนามบินนานาชาติเทียนเหอในเมืองอู่ฮั่นต้องผ่านเครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย หากพบอุณหภูมิเกิน 38 องสาเซลเซียสจะต้องเข้ารับการตรวจจากเจ้าหน้าที่อีกครั้ง และหากเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยจะถูกกักตัวเพื่อดูอาการ

นอกจากนี้ ทางการเมืองอู่ฮั่นยังติดตั้งเครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกายที่สถานีรถไฟหลักอีก 3 แห่ง

ขณะที่ทางการเวียดนามได้สั่งกักตัวและตรวจเลือดนักท่องเที่ยวชาวจีน 2 ราย เป็นชายวัย 22 ปี และเด็กชายวัย 3 ขวบเพื่อดูอาการ หลังแสดงอาการคล้ายเป็นไข้ขณะเดินทางมายังสนามบินดานัง

%d bloggers like this: