posttoday

All posts tagged posttoday

ไร้ประสบการณ์ก็ชนะเลือกตั้งได้ เปิดประวัติผู้นำหญิงนักสู้แห่งสโลวาเกีย

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585234

  • วันที่ 01 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ไร้ประสบการณ์ก็ชนะเลือกตั้งได้ เปิดประวัติผู้นำหญิงนักสู้แห่งสโลวาเกีย

จากนักกฎหมายที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาชนสู่ผู้นำสโลวาเกียสายลิเบอรัล

ผลการเลือกตั้งของสโลวาเกียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ เมื่อ ซูซานา ชาปูโตวา ทนายความเสรีนิยมและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมวัย 45 ปี ซึ่งแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ในสายการเมืองเลย สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง มารอส เซฟโควิช รองประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่โลดแล่นอยู่ในวงการการเมืองมากว่า 25 ปีจากพรรครัฐบาล ขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกและเป็นผู้นำที่อายุน้อยที่สุดของประเทศด้วยคะแนนเสียง 58% ต่อ 42%

ว่าที่ผู้นำหญิงประกาศว่าการลงเลือกตั้งครั้งนี้ของเธอเป็นการลุกขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย และจะหาเสียงอย่างขาวสะอาด ไม่โจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยชูนโยบายขจัดการคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศซึ่งชักใยโดยกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งจะหนุนให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ได้จดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่สโลวาเกียยังถือว่าเรื่องดังกล่าวขัดต่อกฎหมายอยู่ เธอยังเลือกหันหลังให้กับนโยบายที่พรรคสายประชานิยมในเพื่อนบ้าน อาทิ ฮังการี โปแลนด์ ใช้ดึงคะแนนเสียง เช่น ผู้อพยพและค่านิยมครอบครัว

ภาพ : REUTERS/Radovan Stoklasa

แต่ถึงอย่างนั้นชาวสโลวาเกียก็ยังเทคะแนนเสียงให้นักการเมืองหน้าใหม่อย่างเธออย่างท่วมท้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ชัยชนะของชาปูโตวามาจากความเบื่อหน่ายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนมีการศึกษาสูง ที่มีต่อกลุ่มอำนาจเก่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางกับอัตราการคอร์รัปชั่นที่สูงขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของ แยน คูแช็ก นักข่าวสายสอบสวนและคู่หมั้น ที่ถูก มาเรียน คอชเนอร์ นักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศสั่งเก็บเมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากนักข่าวรายนี้ลงมือตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและองค์กรอาชญากรรม

เหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้นำมาสู่การรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ของสโลวาเกีย ซึ่งว่าที่ผู้นำหญิงก็เข้าร่วมเป็นแกนนำด้วย จนนำมาสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโช ในเวลาต่อมา เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองและข่าวว่าคนใกล้ชิดของเขาเคยร่วมทำธุรกิจกับสมาชิกแก๊งมาเฟีย ถึงอย่างนั้นอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ก็ยังเป็นนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของประเทศอยู่

การเสียชีวิตของนักข่าวสายสอบสวนยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชาปูโตวาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำในครั้งนี้ เพื่อลุกขึ้นมากำจัดคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลให้สิ้นซากด้วย

ภาพ : REUTERS/David W Cerny

อย่างไรก็ดี ถึงชาปูโตวาจะเป็นหน้าใหม่ในทางการเมือง ทว่าในด้านนักกฎหมายนั้นชื่อเสียงเธอไม่เป็นรองใคร เคสที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงก็คือการต่อสู้กับแผนการสร้างบ่อทิ้งขยะของคอชเนอร์ในเมืองเปซิน็อกบ้านเกิดของเธอถึง 14 ปี จนกระทั่งเมื่อปี 2013 ศาลพิพากษาว่าบ่อขยะดังกล่าวผิดกฎหมายในที่สุด

ชัยชนะครั้งนั้นทำให้เธอได้รับรางวัล Goldman Environmental Prize ที่มอบให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับรากหญ้าเมื่อปี 2016 พร้อมด้วยฉายา “เอริน บร็อกโควิชแห่งสโลวาเกีย” ซึ่งมาจากภาพยนตร์เรื่อง Erin Brockovich ที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของทนายความหญิงคนหนึ่งที่เปิดโปงการลักลอบปล่อยสารพิษในแหล่งน้ำชุมชนของบริษัทยักษ์ใหญ่และเดินหน้าต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านจนชนะคดี

ระหว่างหาเสียงชาปูโตวาถูกโจมตีด้วยข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานาจากฝ่ายตรงข้ามที่ใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเท็จว่าเธอเป็นชาวยิว หรืออ้างว่าการหนุนกลุ่ม LGBTQ ของชาปูโตวาจะทำให้ศีลธรรมวิบัติ หรือใส่ร้ายว่าเธอเป็นผู้สมัครของ จอร์จ  โซรอส มหาเศรษฐีที่เป็นที่เกลียดชังของกลุ่มการเมืองขวาจัดในยุโรป แต่เธอเผยว่าไม่ได้หวั่นไหวกับข้อครหาต่างๆ เนื่องจากเธอฝึกโยคะแบบนิกายเซนเป็นประจำทำให้รู้สภาพอารมณ์ของตัวเอง และเชื่อมั่นว่า “ชาวสโลวักมีความสามารถและวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง”

ชาปูโตวาเดินทางมาลงคะแนนเสียงพร้อมกับเอ็มม่า บุตรสาว ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกที่คูหาเลือกตั้งในเมืองเปซิน็อกบ้านเกิดเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา  ภาพ : REUTERS/David W Cerny

Advertisements

ไขปริศนาชื่อรัชศก “เรวะ” ยุคสมัยใหม่แห่งญี่ปุ่น

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585207

  • วันที่ 01 เม.ย. 2562 เวลา 13:45 น.

ไขปริศนาชื่อรัชศก "เรวะ" ยุคสมัยใหม่แห่งญี่ปุ่น

ชื่อรัชศกใหม่นำมาจากหนังสือ “มันโยชู” รวมบทกวีโบราณของญี่ปุ่น ถือเป็นการเลือกใช้คำจากวรรคดีญี่ปุ่นเป็นคำแรก จากเดิมที่คัดเลือกคำมาจากวรรคดีจีนโบราณ

**********************

โดย….กรกิจ ดิษฐาน

ตามธรรมเนียมของราชสำนักญี่ปุ่น รัชสมัยของสมเด็จจักรพรรดิพระองค์หนึ่งๆ จะต้องมีชื่อรัชศก หรือ เงนโก (Gengo) ประกอบรัชกาล โดยจะเริ่มนับเงนโกปีแรก ในปีที่สมเด็จจักรพรรดิพระองค์นั้นขึ้นครองสิริราชสมบัติ เช่น สมเด็จจักรพรรดิอะกิฮิโต ทรงมีชื่อปีรัชศกคือ เฮเซ (Heisei) เริ่มนับปีแรกวันที่ 8 มกราคม 1989 อันเป็นปีที่ทรงครองราชย์ และสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2019

คล้อยหลังมาได้ 2 วัน คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศปีรัชศกใหม่ สำหรับว่าที่สมเด็จจักรพรรดิองค์ใหม่คือ มกุฏราชกุมารนารุฮิโตะ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศชื่อรัชศกใหม่เหลื่อมกับการดำรงสถานะของสมเด็จจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของญี่ปุ่นที่มีการสละราชสมบัติ

ชื่อปีรัชศกใหม่คือ Reiwa สะกดว่า เร-อิ-วะ แต่พึงอ่านว่า เรวะ

คำอ่านของปีรัชศกนี้กำลังกลายเป็นวิวาทะในหมู่ชาวโลก รวมถึงในเมืองไทยว่าควรอ่านแบบใด ซึ่งผู้เขียนได้เสนอวิธีการอ่านได้ข้างต้นแล้ว คือ อ่านว่า เรวะ แต่สะกดว่า เร-อิ-วะ

อีกหนึ่งวิวาทะที่ร้อนแรงในเวลานี้คือ เรวะ มีความหมายว่าอะไร?

NHK NEWS รายงานว่าชื่อรัชศกใหม่นำมาจากหนังสือ “มันโยชู” (สรรนิพนธ์หมื่นใบ) ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมบทกวีโบราณของญี่ปุ่น ถือเป็นการเลือกใช้คำจากวรรคดีญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก จากเดิมที่คัดเลือกคำมาจากวรรณคดีจีนโบราณ

อย่างไรก็ตาม มันโยชู เป็นวรรณคดีโบราณของญี่ปุ่นที่หยิบยืมภาษาจีนมาใช้อย่างมาก ดังนั้นความหมายของคำว่า “เรวะ” จึงมีความซับซ้อน เพราะอาจตีความโดยอิงได้ทั้งความนัยแบบจีนและความนัยแบบญี่ปุ่น

คำว่า “เรวะ” ปรากฎในมันโยชู บทที่ 5 กลอนบทที่ 32 (の歌三十二首并せて序) ชื่อกลอนว่า “ดอกเหมย” (梅花) เนื้อความของบทกลอนมีดังนี้

于時、初春令月、氣淑風和、梅披鏡前之粉、蘭薫珮後之香。

แปลว่า

ณ ครา, ฤดูวสันต์คือการเริ่มต้นอันดีงาม, อากาศรื่นรมย์สายลมสงบ, ดอกเหมยส่องกระจกแต่งเนื้อแต่งตัว, กล้วยไม้กำจายกลิ่นหอมติดตาม

ที่มาของคำว่าเรวะในบทกวีนี้มาจากคำว่า เรเงตซึ (令月) ที่แปลว่าการเริ่มต้นอันดีงามและคำว่า คาเซะยะฮะระ (風和) แปลว่า สายลมสงบ

เนื่องจากภาษญี่ปุ่นยืมตัวอักษรจีนมาใช้ จึงมีการอ่านตัวอักษรจีนทั้งแบบจีนและแบบญี่ปุ่น คำว่า เรเงตซึ เป็นการอ่านแบบจีน ส่วน คาเซะยะฮะระ เป็นการอ่านแบบญี่ปุ่น ซึ่งคำว่า “คาเซะยะฮะระ” ถ้าอ่านแบบจีนคือ “ฟูวะ”

เมื่ออ่านแบบจีนและย่อคำลงมาเหลือ 2 เราจะได้คำว่า เร (เงตซึ) และคำว่า (ฟู) วะ

ตามบริบทในบทกวี “เร-วะ” (令和) มีความหมายว่า “การเริ่มต้นความสงบสุขอันดีงาม” ซึ่งคล้องจองกับชื่อรัชสมัยเฮเซ ที่แปลว่า “บรรลุถึงสันติสุข”

นี่คือความหมายตามนัยวรรรณคดีญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปว่า เรวะ ยังมีความหมายในภาษาจีนด้วย โดยคำว่า เร (令) ในภาษาจีนอ่านว่า ลิ่ง แปลว่าโองการหรือคำสั่ง ส่วนคำว่า วะ (和) ในภาษาจีนอ่านว่า เหอ แปลว่าสันติภาพหรือความสามัคคี

เรวะ ในบริบทนี้จึงแปลว่า โอการให้บังเกิดความสงบกลมเกลียว

ทั้งนี้ ปีเฮเซได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2019 ส่วนปีเรวะ จะเริ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2019

 

ภาพ Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ญี่ปุ่นเปิดระบบวีซ่าใหม่เปิดทางรับแรงงานต่างขาติเข้าประเทศเพิ่ม

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585198

  • วันที่ 01 เม.ย. 2562 เวลา 11:50 น.

ญี่ปุ่นเปิดระบบวีซ่าใหม่เปิดทางรับแรงงานต่างขาติเข้าประเทศเพิ่ม

ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวระบบวีซ่าใหม่ เพื่อเปิดทางรับแรงงานทักษะเฉพาะทาง-แรงงานทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศ

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 62 ทางการญี่ปุ่นได้เปิดตัวระบบวีซ่าใหม่ เพื่อเปิดทางรับแรงงานต่างชาติเข้าสู่ประเทศมากยิ่งขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังได้การจัดตั้งหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองขึ้นใหม่ในวันเดียวกันนี้ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบวีซ่าและสนับสนุนกระบวนการย้ายเข้ามาของกลุ่มแรงงานอีกด้วย

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ชาวต่างชาติที่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นและทักษะการทำงานในระดับหนึ่งสามารถยื่นขอสถานะผู้อยู่อาศัยที่เรียกว่า แรงงานทักษะเฉพาะทางประเภท 1 ซึ่งสามารถทำงานได้ใน 14 ภาคอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง การเกษตร และการพยาบาล เป็นระยะเวลา 5 ปี

ขณะที่แรงงานที่มีทักษะสูงใน 2 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ การก่อสร้างและการต่อเรือ สามารถขยายระยะเวลาการอยู่อาศัยในญี่ปุ่นได้ด้วยการทำวีซ่าแรงงานทักษะเฉพาะทางประเภท 2 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ถือสามารถพาสมาชิกครอบครัวมาอยู่ และสามารถต่ออายุวีซ่าได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่า จะมีชาวต่างชาติทั้งสิ้น 345,150 คนที่สามารถรับวีซ่าประเภท 1 ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าแรงงานส่วนใหญ่ประมาณ 60,000 คนจะทำงานในภาคธุรกิจการดูแลสุขภาพ

เจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่นคาดว่า การส่งมอบวีซ่าจะสามารถทำได้ตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.สำหรับวีซ่าแก่ผู้สมัครที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้ว และกำลังต้องการเปลี่ยนสถานะ

ภาพ เอเอฟพี

‘Reiwa’ รัชศกใหม่แทนปีเฮเซของญี่ปุ่น

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585187

  • วันที่ 01 เม.ย. 2562 เวลา 10:27 น.

'Reiwa' รัชศกใหม่แทนปีเฮเซของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นประกาศสิ้นสุดยุค “เฮเซ” เริ่มต้นศักราชใหม่ยุคใหม่ “เรวะ”

วันนี้ (1 เมษายน) รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชื่อรัชศกและชื่อยุคใหม่ว่า “Reiwa” (เรวะ) ซึ่งจะใช้เป็นชื่อยุคใหม่ของประเทศแทนรัชศกเฮเซ ที่ใช้ในรัชสมัยของพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะมานานกว่า 30 ปี

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นโดยนายโยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยรัชศกใหม่นี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคมซึ่งตรงกับวันที่เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารจะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ นับเป็นวันเริ่มต้นศักราชเรวะที่1

สำหรับปีเอเซนั้นเริ่มต้นใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 1989 โดยจะสิ้นสุดปีเฮเซที่31 ในวันที่ 30 เมษายนนี้ ก่อนที่จะเริ่มต้นรัชศกเรวะในวันที่ 1 พฤษภาคม

สำหรับตัวอักษรคำว่า “เรวะ” ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากบทกวี “Manyoshu” ซึ่งเป็นบทกวีเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยเป็นครั้งแรกที่นำตัวอักขระจากกวีโบราณของญี่ปุ่น มารวมกับอักษรคันจิยุคจีนโบราณ

ตัวอักษรคำว่า”เร” หมายถึง “โชคดี ระเบียบ หรือมงคล” ในขณะที่อักษร”วะ”สามารถแปลได้ทั้งว่า “สันติภาพหรือความสามัคคี”

สำหรับการได้ซึ่งชื่อนี้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้เวลาหลายเดือน พร้อมกับมีผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ 9 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงศ.ชินยะ ยามานากะ นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2012 ด้วย

จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในรัชศกเรวะ

คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในรัชศกเรวะจะเติบโตขึ้น โดยเฉพาะจีดีพี แต่คาดว่าตัวเลขการเติบโตยังไม่สูงเท่าที่ควร ประกอบกับเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ประกาศสัญญาณเตือนท่ามกลางการชะลอตัวของการส่งออก แม้ว่าการบริโภคภายในประเทศจะยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2018 ตุลาคมถึงธันวาคมปีที่ผ่านมา

ยุคเรวะจะเป็นยุคที่ญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงานเป็นสิ่งที่คุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้ได้ผลักดันให้นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ดำเนินนโยบายเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาทำงานมากขึ้น รวมถึงอนุญาตให้แรงงานต่างชาติสามารถเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นได้มากขึ้นเช่นกัน

ก้าวใหม่ของ “หนังสือพิมพ์” จากกระดาษสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585149

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ก้าวใหม่ของ "หนังสือพิมพ์" จากกระดาษสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล

ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ทั่วโลกต่างทยอยปิดตัวหรือเปลี่ยนโฉมไปสู่การเป็นสื่อออนไลน์อย่างเต็มตัว

*******************************

โดย….ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 31 มี.ค. 2562 อาจเป็นฉบับสุดท้ายของหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันที่ให้ข้อมูลข่าวสารคนไทยมาตลอด 17 ปี แต่สำหรับวงการน้ำหมึกโลกนั้น นี่ย่อมไม่ใช่ “หนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้าย” ที่ต้องปิดตัวลง หรือเปลี่ยนโฉมไปสู่การเป็นสื่อออนไลน์เต็มตัวในยุค Digital Disruption

เฉพาะในสหรัฐมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไปจนถึงหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายทั่วประเทศ ปิดตัวลงไปแล้วมากกว่า 1,800 ฉบับ นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ส่วนในสหราชอาณาจักร (UK) มีหนังสือพิมพ์ปิดตัวไป 198 ฉบับ ระหว่างปี 2005-2016

ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทั่วโลกต่างก็พยายามปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล จากกลยุทธ์เริ่มแรกของการเปิดเว็บไซต์ข่าวควบคู่กัน ไปจนถึงทำวิดีโอคอนเทนต์ การปรับไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ๆ และการพัฒนาโมเดลธุรกิจขึ้นมาขยายช่องทางรายได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกรายที่จะอยู่รอดแม้ปรับเปลี่ยนโฉมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบรรดาการเปลี่ยนแปลงปรับตัวของสื่อทั่วโลก ก็ยังมี “ผู้รอดชีวิต” อีกจำนวนไม่น้อยที่สามารถเป็นตัวอย่างโมเดลความสำเร็จและพิสูจน์ได้ว่า “ข่าวไม่มีวันตาย”

Subscription คือ ทางรอด

จากรายงาน Digital News Project 2018 ของสถาบันรอยเตอร์สเพื่อการศึกษาวารสารศาสตร์ พบว่า ในปี 2017 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ในสหรัฐประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดสมาชิกทางออนไลน์ (Subscription) ได้ 7% นำโดย The New York Times หนังสือพิมพ์เบอร์ 1 ในสหรัฐ โดยปัญหาการแพร่ระบาดของ “ข่าวปลอม” (Fake news) มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนมองหาข่าวจริงที่เชื่อถือได้ท่ามกลางกระแสข่าวสารท่วมโลกอินเทอร์เน็ต และยอมจ่ายเงินค่าสมาชิกกันมากขึ้น

นิวยอร์ก ไทมส์ มียอดสมัครสมาชิกทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นติดต่อกันในทุกไตรมาส จนเพิ่มจาก 1.8 ล้านคน ณ สิ้นปี 2016 ไปอยู่ที่มากกว่า 3.3 ล้านคน ณ สิ้นปี 2018 หรือเพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน แต่หากนับรวมยอดสมาชิกหนังสือพิมพ์ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ จะทะลุไปถึง 4.3 ล้านคน ขณะที่รายได้จากส่วนดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 709 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.25 หมื่นล้านบาท) และสะท้อนความสำเร็จในการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จากการอิงรายได้จากยอดโฆษณาไปสู่รายได้จากยอดสมาชิก (Subscription-based model)

หากย้อนกลับไปยังสมัยดิจิทัลยุคเริ่มต้นเมื่อราว 20 ปีก่อน แนวคิดต่อข่าวสารในขณะนั้น คือ สิ่งเหล่านี้ควรเป็นของฟรีที่ไม่มีการจำกัดกั้นบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ก็เป็นที่พิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า การจะได้ข่าวเจาะลึกและมีคุณภาพสูงนั้นล้วนมี “ต้นทุน” และไม่อาจทำให้หนังสือพิมพ์อยู่บนรูปแบบรายได้เดิมๆ อีกต่อไป

ดังนั้น นิวยอร์ก ไทมส์ จึงตัดสินใจ เมื่อราว 4 ปีก่อนว่า จะปรับรูปแบบธุรกิจหนังสือพิมพ์ จากที่อิงกับรายได้โฆษณาไปสู่การพึ่งพารายได้จากค่าสมาชิก ปัจจุบัน Digital Content ของนิวยอร์ก ไทมส์ ไม่ได้มีแค่ข่าว แต่ยังเป็นรูปแบบ Contents Bundling หรือการขายข่าวแบบพ่วงผสมคอนเทนต์อื่นๆ เช่น คอนเทนต์ทำอาหาร และเกมครอสเวิร์ด หรือผนึกพันธมิตรกับบริษัทสตรีมมิ่งเพลงชื่อดังอย่าง Spotify และมีการพัฒนาเพิ่มคอนเทนต์ข่าวในรูปแบบ Audio File ด้วย

Apple News พลิกโฉม

แนวทาง Subscription ของหนังสือพิมพ์กำลังถูกท้าทายอีกครั้ง เมื่อค่าย Apple Inc. รุกโมเดล Subscription ที่เหนือชั้นกว่าเพราะมาแบบบุฟเฟ่ต์ข่าวและนิตยสารเหมาจ่ายรายเดือน ซึ่งได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น Netflix of News

Apple News+ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการใหม่ที่ยังครอบคลุมถึง ทีวีสตรีมมิ่ง เกม และบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงข่าวและนิตยสารมากกว่า 300 ฉบับ อาทิ หนังสือพิมพ์ธุรกิจชั้นนำอย่าง Wall Street Journal และ The New Yorker ในราคาเดือนละ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดสมาชิกได้มาก จากฐานผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เคลื่อนที่ของแอปเปิ้ลนับล้านราย

รายงาน Digital News Project 2018 ของสถาบันรอยเตอร์ส ระบุว่า หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่น่าจะเกิดขึ้นตามมาในปี 2019 นี้ ก็คือ บรรดาหนังสือพิมพ์จะตัดสินใจ “ปลดแอก” ลดการผูกติดอยู่กับแพลตฟอร์มใหญ่เพียงไม่กี่ราย เช่น เฟซบุ๊ก กันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนนโยบายของเฟซบุ๊ก และมาจากความกังวลของผู้บริหารสื่อเอง โดยผลสำรวจบรรดาผู้บริหารสื่อพบว่า 44% รู้สึกกังวลกับอำนาจและบทบาทของแพลตฟอร์มใหญ่มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตัวเลขดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 55% ในกลุ่มผู้บริหารที่เป็นสื่อหนังสือพิมพ์

ทว่า ปฏิกิริยาจากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนส่วนใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ กลับไม่ได้มองว่า Apple News คือ อนาคตใหม่ที่จะมาช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมสื่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านายหน้าที่ถูกแอปเปิ้ลหักไป ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 50% หรือสูงกว่าค่าธรรมเนียมของ Apple Music ในปัจจุบันที่ 30%

นอกจากนี้ สื่อบางรายยังกลัวว่าจะกลายเป็นการซ้ำรอย เฟซบุ๊ก ซึ่งที่สุดแล้วก็ไม่สามารถช่วยเพิ่มยอดให้หนังสือพิมพ์ได้อย่างที่คาดหวังกันเอาไว้ แต่กลับช่วยเอื้อให้แพลตฟอร์มหลักเองมากกว่า

นิวยอร์ก ไทมส์นั้นส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้อ่านผ่านทางเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของตนเอง ขณะที่ Washington Post ระบุว่าจะมุ่งโฟกัสการสร้างฐานสมาชิกของตนเอง ซึ่งการเข้าร่วมกับแอปเปิ้ลนั้นไม่ได้ช่วยในด้านนี้

อย่างไรก็ตาม สื่อขนาดกลางถึงขนาดเล็กที่ไม่ได้มีฐานผู้อ่านขนาดใหญ่ อาจไม่สามารถต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวคุมเกมใหม่ได้ และอาจต้องก้าวให้ทันการแข่งขันจากผู้เล่นทั้งในและนอกอุตสาหกรรม ที่จะรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากนี้

เมื่อธุรกิจเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ใช่แค่ธุรกิจหนังสือพิมพ์เท่านั้นที่ระส่ำระสายในยุคดิจิทัล เพราะหลายภาคธุรกิจที่ขยับตัวช้าเกินการณ์จนตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมถูกกลืนจากธุรกิจที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า ทำให้ต้องปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ให้ทันยุคสมัยโดยเร็ว

แท็กซี่ vs Grab

อุตสาหกรรมแท็กซี่ในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ต้องระส่ำเมื่อ “อูเบอร์” (Uber) แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่งปรากฏตัวขึ้นในปี 2009 แต่อูเบอร์ก็ถึงจุดสะดุดจากปัญหาการบริหารภายใน ซึ่งเปิดช่องให้ “แกร็บ” (Grab) ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2012 เข้ามาช่วงชิงตลาดได้ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แกร็บประสบความสำเร็จจากการปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ทั้งการไม่ดิสรัปแท็กซี่ดั้งเดิมมากเกินไป และเพิ่มบริการเรียกรถมอเตอร์ไซค์เพื่อตอบโจทย์ชาวอาเซียน จากนั้นในปี 2018 แกร็บก็ซื้อกิจการอูเบอร์ในอาเซียน แล้วผงาดเป็นเบอร์ 1 ของภูมิภาค

What’s Next : แกร็บมุ่งสู่การเป็น “ซูเปอร์แอพ” หรือแอพพลิเคชั่นสามัญประจำวันสำหรับผู้บริโภค มีทั้งบริการส่งอาหาร ส่งของ และการรับชำระเงินออนไลน์ ล่าสุดขยายบริการทางการเงินเพิ่ม เช่น Pay Later บริการใช้ก่อน จ่ายทีหลัง และประกันภัยรายย่อย ประเดิมขายคนขับแกร็บก่อน แต่แกร็บก็กำลังเจอคู่แข่งมาแรงอย่าง “โกเจ็ก” (Go-Jek) จากแดนอิเหนาที่ปักธงชูจุดเด่นแอพครอบจักรวาลมาตั้งแต่แรก และกำลังขยายธุรกิจสู่ 4 ชาติอาเซียนภายในปีนี้

โรงแรม vs Airbnb

ธุรกิจแชร์ที่พักอย่าง “แอร์บีเอ็นบี” (Airbnb) เบียดบังรายได้ของธุรกิจโรงแรมโดยตรง โดยมีจุดแข็งจากที่พักราคาย่อมเยากว่า และที่สำคัญคือสามารถมอบประสบการณ์แบบสดใหม่ เข้าถึงความเป็นท้องถิ่นให้กับนักท่องเที่ยวแบบที่โรงแรมยังสู้ไม่ได้ แม้โมเดลนี้อาจยังไม่ถูกกฎหมายในบางแห่ง แต่ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีที่พักในระบบ 6 ล้านแห่ง ใน 8.1 หมื่นเมืองทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ห้องพัก 1 ห้องไปจนถึงบ้านทั้งหลัง

What’s Next : แอร์บีเอ็นบีขยับรุกโรงแรมแบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดทุ่มเงินซื้อ HotelTonight แพลตฟอร์มจองโรงแรม หวังขยายประเภทที่พักและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ หลังไปจับมือกับกลุ่มโรงแรมบูติกโดยปรับระบบให้โรงแรมเปิดจองที่พักผ่านแอร์บีเอ็นบีได้ง่ายขึ้น และออก Loyalty Program หวังให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจร

ค้าปลีก vs อี-คอมเมิร์ซ

ค้าปลีกแบบดั้งเดิมเป็นอีกธุรกิจที่ขยับตัวช้าเกินไป สะท้อนจากห้างค้าปลีกหลายแห่งที่ล้มหายตายจาก เช่น เซียร์ส (Sears) ห้างค้าปลีกอายุกว่า 125 ปีที่ยื่นล้มละลายไปเมื่อปีที่แล้ว ส่วนค้าปลีกดั้งเดิมที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็น วอลมาร์ท เบสต์บาย เมซีส์ และคอสต์โค ต่างต้องตบเท้าเข้าสู่สมรภูมิออนไลน์เพื่อความอยู่รอด แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถสู้ “แอมะซอน” (Amazon) อี-คอมเมิร์ซผู้ครองตลาดค้าปลีกออนไลน์สหรัฐด้วยส่วนแบ่งตลาด 49.1% เมื่อปีที่แล้ว

What’s Next : แอมะซอนกลายเป็นเจ้าแห่งอี-คอมเมิร์ซ และกำลังเข้าชิงพื้นที่ออฟไลน์แบบมีหน้าร้าน เพื่อสร้าง “นิว รีเทล” ที่โลกออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมต่อกันอย่างแท้จริง โดยคาดว่าจะประเดิมที่ร้านของชำก่อน ขณะที่ฝั่งจีนอี-คอมเมิร์ซกำลังก้าวไปไกลกว่า ทั้ง “อาลีบาบา” และ “เทนเซนต์” 2 ผู้เล่นรายใหญ่สุดกำลังยกระดับระบบค้าปลีกออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์และ 5จี รวมถึงใช้เทคโนโลยี AR และ VR มาเสริมประสบการณ์ช็อปปิ้งให้ตื่นตาตื่นใจ

โรงหนัง vs สตรีมมิ่ง

นับตั้งแต่บริการสตรีมมิ่งเริ่มปรากฏตัวเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พฤติกรรมการรับชมภาพยนตร์ในโรงหนังหรือการดูรายการทีวีก็เปลี่ยนไป อัตราการเข้าชมภาพยนตร์ในสหรัฐและแคนาดาต่ำสุดในรอบ 25 ปี เมื่อปี 2017 และชาวอเมริกันที่เลิกดูทีวีก็เพิ่มขึ้นมาเกือบ 33% เมื่อปีที่แล้ว จุดแข็งของบริการสตรีมมิ่งที่สามารถดูได้ทุกที่ทุกเวลา และแรงหนุนจากเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ทำให้ตลาดสตรีมมิ่งคาดว่าจะพุ่งแตะ 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 ตามคาดการณ์ของบริษัท แกรนด์ วิว รีเสิร์ช

What’s Next : “เน็ตฟลิกซ์” กำลังก้าวออกไปจากบริการสตรีมมิ่งอย่างเดียวสู่การทำคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมา (Original Content) หลังมีสมาชิกรับบริการกว่า 139 ล้านราย ในกว่า 190 ประเทศแล้ว ความสำเร็จของเน็ตฟลิกซ์กระตุ้นผู้เล่นเจ้าใหญ่กระโดดเข้าสู่ตลาดสตรีมมิ่งมากขึ้น ทั้ง “ดิสนีย์” และ “แอปเปิ้ล” ทำให้การแข่งขันคาดว่าจะดุเดือดยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงมีแต่อนาคตเท่านั้นที่บอกได้ว่าสตรีมมิ่งจะทำให้ธุรกิจโรงหนังหายไปหรือไม่

แบงก์ vs ฟินเทค

สตาร์ทอัพฟินเทคที่ได้รับการบ่มเพาะมาตั้งแต่ปี 2010 และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.17 ล้านล้านบาท) ได้เขย่าอุตสาหกรรมธนาคารอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากความได้เปรียบด้านความเร็วและต้นทุน ทำให้ภาคธนาคารหลั่งเลือดหั่นคนลดสาขาไปถ้วนหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดจาก 3 ธนาคารใหญ่สุดในญี่ปุ่น คือ มิซูโฮ ซูมิโตโม มิตซุย และเอ็มยูเอฟจี ประกาศจะลดคนรวมกันราว 3.3 หมื่นอัตรา ในอีก 10 ปีข้างหน้า

What’s Next : แม้การผนึกกำลังกับบริษัทฟินเทคจะช่วยลดความเทอะทะขององค์กรแบงก์ และเป็นคีย์ลัดสู่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี แต่ก็มีอีกความท้าทายรอยอยู่ คือ Virtual Bank หรือแบงก์สายพันธุ์ใหม่ที่ทำธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์กำลังถือกำเนิดขึ้นอีกในไม่ช้า ซึ่งในเอเชียนั้น ฮ่องกงประเดิมออกใบอนุญาต Virtual Bank แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ซีอีโอเฟซบุ๊กแนะรัฐบาลต้องช่วยคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585146

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 14:53 น.

ซีอีโอเฟซบุ๊กแนะรัฐบาลต้องช่วยคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

“มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก”เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆมีบทบาทเชิงรุกในการควบคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานคำสัมภาษณ์ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ที่ได้ชี้ว่า รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศต่างๆ ควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการควบคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต เพราะการตรวจสอบเนื้อหาที่เป็นอันตรายเป็นความรับผิดชอบที่หนักเกินไปสำหรับภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว

ซีอีโอเฟซบุ๊กเปิดเผยว่า ต้องการให้มีการออกกฎหมายใหม่ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ เนื้อหาที่เป็นอันตราย หลักการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความเป็นส่วนตัว และการโอนย้ายข้อมูล

มาร์ค ยังกล่าวถึงกฎใหม่ที่อยากให้มีการบังคับใช้กับบรรดาบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งควรใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับทุกเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถสกัดการแพร่กระจายของเนื้อหาที่เป็นอันตรายได้ง่ายขึ้น

ภาพ เอเอฟพี

ฝาหลอกลิ้น แค่มีก็หวานได้ไม่ง้อน้ำตาล

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/584873

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ฝาหลอกลิ้น แค่มีก็หวานได้ไม่ง้อน้ำตาล

น้ำตาลคือตัวร้ายทำลายสุขภาพ แต่เราก็ขาดไม่ได้

ปัจจุบันเบาหวานถือเป็นโรคยอดฮิตที่เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด และมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน โดยมีการคาดการณ์ของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติว่า ในอีก 22 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 642 ล้านคนเลยทีเดียว นอกจากเบาหวานก็ยังมีโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย ที่ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

หลายๆ คนที่หวาดกลัวกับโรคเหล่านี้ จึงอยากจะลดการบริโภคน้ำตาลเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อการคุมน้ำหนักที่หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลด้วย อย่างไรก็ตาม การอดหวานเป็นอะไรที่ยากและท้าทายมาก เพราะความหวานมีปฏิกิริยาต่อประสาทแบบเดียวกับสารเสพติดอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาล จึงเป็นทางเลือกยอดฮิตของคนเหล่านี้

แม้ว่าสารให้ความหวานจะมีหลายชนิดให้เลือกอย่างแพร่หลาย แต่แต่ละชนิดก็มีข้อจำกัดต่างกัน เช่น แอสปาแตมไม่สามารถใช้ปรุงอาหารร้อน เพราะจะทำให้โมเลกุลเปลี่ยน

ซุคราโคสสามารถทำให้กระเพาะไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และหญ้าหวานถึงแม้จะปลอดภัย แต่หาซื้อยากและราคาสูง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จุดประกายให้คู่หูทางธุรกิจวัยมัธยมจับมือกันสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ มาตอบโจทย์คนติดรสหวานในเครื่องดื่ม

ซาร่า ดู และ ไซมอน ซิรุอิ กูโอะ เป็นสองวัยรุ่นมัธยมปลายจากลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐ และเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ทั้งคู่โคจรมาพบกันในงานพัฒนาซอฟท์แวร์แห่งหนึ่ง ด้วยความที่พวกเขามีความสนใจในซอฟท์แวร์เออาร์ และกาแฟเหมือนกัน จึงหันมาร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่จะเป็นทางออกให้คนติดรสหวานในกาแฟ โดยใช้เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย

สาเหตุที่พวกเขาเริ่มจากกาแฟ ก็เพราะการบริโภคกาแฟเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน และมีการบริโภคมหาศาล หลายคนใส่น้ำตาลเพิ่มลงในเครื่องดื่มของตนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเจ้าน้ำตาลในกาแฟนี่แหละเป็นตัวอันตรายต่อสุขภาพของเรา

สิ่งที่สองวัยรุ่นสร้างขึ้นมาทดแทนการบริโภคน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน มีชื่อว่า Sweetbud ซึ่งเป็นฝากาแฟที่สามารถเลียนแบบรสหวานของน้ำตาล โดยผู้ดื่มไม่ต้องแตะน้ำตาลแม้แต่น้อย เจ้าฝาสวีทบัดนี้ทำงานด้วยการใช้ระบบไฟฟ้าที่ไม่เป็นอันตรายมากระตุ้นลิ้นและระบบประสาทของเรา ให้เชื่อว่ากำลังรับรสหวานอยู่

ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเออาร์หรือความเป็นจริงเสริม มาผสมผสานกับการรับรสและการกินเป็นเจ้าแรกในตลาดเลยด้วย นอกจากนี้ ความเจ๋งของสวีทบัดยังมีอีกเพียบ เช่น สามารถลิงค์กับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่ซึ่งเราสามารถกำหนดระดับความหวานที่เราต้องการ และคำนวณว่าสวีทบัดช่วยเราไม่ให้บริโภคน้ำตาลจริงในปริมาณแค่ไหน

เจ้าตัวสวีทบัดนี้ ยังสามารถใช้ได้ซ้ำๆ เพราะนำมาล้างทำความสะอาดได้ เนื่องจากกันน้ำและความร้อน ส่วนพลังงานไฟฟ้าของมันก็ได้มาจากการชาร์จแบต ที่สำคัญมันสามารถที่จะสวมครอบแก้วกาแฟขนาดต่างๆ ของร้านกาแฟทั่วไป เช่น สตาร์บัคส์ ได้อย่างสบายๆ เลยด้วย

วิธีใช้ก็ง่ายๆ เพียงแค่ครอบกาแฟแก้วโปรด กดปุ่มเปิด จากนั้นเมื่อคุณยกแก้วขึ้นดื่มโดยอมหลอดอมและให้ลิ้นอยู่ข้างใต้หลอดอม กระแสไฟฟ้าจะถูกส่งมาทำให้คุณได้รับรสหวานทันที

แม้ปัจจุบันสวีทบัดยังไม่ได้พัฒนาออกสู่ท้องตลาดเต็มขั้น แต่นับว่าเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจมากสำหรับการใช้เทคโนโลยีมาปรับแต่งการรับรู้รสชาติอาหารในอนาคต อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่ฝากาแฟเท่านั้นที่แต่งเติมรสชาติให้เครื่องดื่มได้ เราอาจจะได้เห็นจาน ชาม ช้อน ส้อม ที่เพิ่มรสชาติให้อาหารอร่อยและหลากหลายขึ้น โดยไม่เสียสุขภาพก็เป็นได้

ภาพ : www.sweetbud.co, studentstartupmadness.com

‘ยาห์ยา จัมเมห์’ เผด็จการปล้นประเทศ

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585076

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 18:20 น.

'ยาห์ยา จัมเมห์' เผด็จการปล้นประเทศ

ผลสอบสวนพบ “ยาห์ยา จัมเมห์” อดีตผู้นำรัฐประหารแกมเบีย ที่ครองอำนาจนานกว่า 20 ปี ปล้นสมบัติประเทศไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท

เอพีรายงานว่า คณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตประเทศแกมเบียได้เปิดเผยผลการสอบสวนในเบื้องต้น ต่อกรณีของนาย ยาห์ยา จัมเมห์ อดีตประธานาธิบดีและผู้นำเผด็จการของประเทศ ซึ่งครองอำนาจมายาวนานถึง 22 ปี ว่าในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศนั้น ได้ทำการยักยอกทรัพย์สินต่างๆของรัฐไปแล้วอย่างน้อย 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 10,000 ล้านบาท)

รายงานระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นโดยนาย Abubacarr Tambadou รัฐมนตรียุติธรรมของแกมเบีย ซึ่งเป็นรายงานการสอบสวนที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมากก่อน และมีการสอบปากคำพยานต่างๆมากถึง 253 ราย

 

 

“นี่เป็นเงินจำนวนมหาศาลที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วไปในประเทศนี้” นาย Tambadou กล่าว

สำหรับนายยาห์ยา จัมเมห์ เป็นอดีตผู้นำประเทศแกมเบีย ประเทศเล็กๆทางตะวันตกของทวีปแอฟริกาซึ่งมีประชากรอยู่ราว 2 ล้านคน และประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีฐานะยากจน นายจัมเมห์ขึ้นครองอำนาจเป็นผู้นำแกมเบียตั้งแต่ปี 1994 ด้วยการรัฐประหาร กระทั่งปี 2017 เขาได้พ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อนาย Adama Barrow หัวหน้าพรรคคู่แข่งด้วยคะแนนด้วยคะแนน 39 : 43 แต่ตัวประธานาธิบดี จัมเมห์ กลับปฏิเสธที่จะลงจากอำนาจ แม้นานาชาติจะออกมากดดัน และพยายามแทรกแซงทางการทหารก็ตาม

 

 

กระทั่งเมื่อเดือนมกราคมปี 2017 ที่ผ่านมานายจัมเมห์ ต้องหลบลี้หนี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศอิเควทอเรียลกินี เนื่องจากถูกกองกำลังทหารของชาติพันธมิตรแอฟริกันตะวันตกเข้าแทรกแซงเมืองหลวง ส่งผลให้นายAdama Barrow ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำคนปัจจุบันพร้อมมีการสั่งสอบสวนการทุจริตต่างๆที่นายจัมเมห์เคยกระทำสมัยเป็นผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนาน

รัฐบาลแกมเบียชุดปัจจุบันเชื่อว่าทรัพย์สินหลายอย่างที่นายจัมเมห์ยักยอกจากรัฐ ถูกนายจัมเมห์ขนหนีไปยังต่างประเทศแล้ว ส่วนมากเป็นไปในลักษณะบัญชีเงินฝากที่ปลอมแปลงและรถยนต์หรู

 

ขณะที่รายงานก่อนหน้านี้จากองค์กร Organized Crime and Corruption Reporting Project (OCCRP) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับคอรัปชั่น และอาชญากรรม เชื่อว่านายจัมเมห์และพรรคพวกซึ่งเป็นบรรดานายทหารที่จงรักภักดี ข้าราชการ และนักธุรกิจต่างๆ อาจทำการยักยอกเงินของประเทศแล้วอย่างน้อย 975 ล้านดอลลาร์ หรืออาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 31,000 ล้านบาท) จ จากการรวบรวมข้อมูลของบัญชีธนาคาร เอกสารรัฐบาล และจดหมายลับอื่นๆ

ทั้งนี้ สำหรับประเทศแกมเบีย ปัจจุบันต้องเผชิญหนี้สาธารณะที่สูงถึง 130% ของจีดีพีจากข้อมูลเมื่อปีทีผ่านมา ส่งผลให้ทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกมาเตือนบรรดารัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติระมัดระวังการกู้ยืมใดๆของประเทศนี้

เราควรซักกางเกงยีนส์บ่อยแค่ไหน?

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585069

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 15:19 น.

เราควรซักกางเกงยีนส์บ่อยแค่ไหน?

ซีอีโอลีวายส์: ผมไม่ซักกางเกงยีนส์ตัวโปรดนานถึง 10 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาบริษัท Levi Strauss & Co. ผู้ผลิตเสื้อผ้ายีนส์แบรนด์ลีวายส์ได้เปิดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เป็นครั้งแรกในรอบ34ปี นับตั้งแต่ที่บริษัทเคยเปิดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อปี 1971 แต่หลังจากนั้นในปี 1985 ครอบครัวตระกูลลีวายส์ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดจากตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้นับตั้งแต่นั้นเป็นเวลาเกือบ 35 ปี บริษัทลีวายส์อยู่ในลักษณะ private Company มาโดยตลอด

 

 

กระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมาผู้บริหารได้ตัดสินใจนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง โดยเปิดการซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ในการนี้นายชาร์ล วี. เบิร์กห์ ซีอีโอของบริษัทลีวายส์ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ถึงประเด็นเกี่ยวกับข้อถกเถียงในสาธารณะจากการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์แนะนำว่าไม่ควรซักกางเกงยีนส์ เนื่องจากจะทำให้เสียทรงและดูไม่สวย

แต่ข้อคิดเห็นจากสาธารณะแย้งว่าหากทำเช่นนั้น กางเกงยีนส์จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและความสกปรกต่างๆอย่างดี

 

ชาร์ล วี. เบิร์กห์

 

เรื่องดังกล่าวนั้นนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้สอบถามนายชาร์ล วี. เบิร์กห์ เนื่องในโอกาสเปิดขายหุ้นครั้งแรกของลีวายส์ว่า “กางเกงยีนส์ที่ผมใส่มาเปิดการซื้อขายหุ้นในวันนี้ก็ยังไม่เคยซักเลย แต่จริงๆมันก็ยังคงดูสวยอยู่ ส่วนใหญ่ผมมีกางเกงยีนส์ที่ไม่เคยซักเลยอายุุตั้งแต่ 5-10 ปี ถ้าคุณได้พูดคุยกับคนที่รักยีนส์ตัวจริง พวกเขาทั้งหมดจะเห็นตรงกันว่าไม่ควรซักกางเกงยีนส์ในเครื่องซักผ้า”

“แต่ผมจะซัก ก็ต่อเมื่อมันจำเป็นต้องซัก และจะใช้วิธีการซักมือแทนซักเครื่อง และจะซักด้วยตัวเอง เพราะผมรักยีนส์ทุกตัว ผมจึงต้องดูแลเอง”

นอกจากนี้ นักข่าวซีเอ็นเอ็นถามถึงประเด็นที่ก่อนหน้านี้เข้าได้แนะนำให้นำกางเกงยีนส์ใส่ในช่องฟรีซของตู้เย็นนั้น นายเบิร์กห์ ตอบว่า “มันไม่ได้ผลครับ ผมลองดูแล้วขอโทษที่พูดไปแบบนั้น ช่องฟรีซจะยิ่งทำให้สิ่งสกปรกต่างๆเติบโต แต่ทั้งนี้ อย่าซักยีนส์ครับ”

 

อย่างไรก็ดี ด้านสำนักข่าวดิอินดีเพนเดนซ์ของอังกฤษได้สอบถามไปยังบริษัทลีวายส์ประจำกรุงลอนดอน ดูเหมือนพวกเขาจะให้คำแนะนำที่แตกต่างจากซีอีโอพอสมควร

ลีวายส์ประจำลอนดอนระบุว่า แม้จะไม่แนะนำให้ซักยีนส์ แค่คุณก็ควรใส่ยีนส์ลงในเครื่องซักผ้าเดือนละครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดและกำจัดกลิ่น

“หากดูจากประวัติศาสตร์ของยีนส์แล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในคนงานเหมืองที่แคลิฟอร์เนีย ดังนั้นโดยธรรมชาติของยีนส์มันเป็นผ้าที่ค่อนข้างทนทาน อีกทั้งการซักยีนส์เพียงหนึ่งตัวต้องใช้น้ำและพลังงานอย่างมาก”หากคุณทำอะไรหกรดกางเกงยีนส์ นั้นเป็นเหตุผลที่ดีพอที่คุณจะซัก” โฆษกลีวายส์ในลอนดอนกล่าว

นอกจากนี้ทางลีวายส์ยังแนะนำว่า เวลาซักควรกลับด้านในออกมา ซักรวมกับผ้าสีเข้ม ควรไม่ควรซักด้วยน้ำอุ่น ใช้ผงซักฟอกที่ไม่ผสมสารฟอกขาวเท่านั้น และไม่ควรนำยีนส์เข้าเครื่องอบผ้า

พบนักท่องเที่ยวตกเขาแกรนด์แคนยอนตายเป็นรายที่สองในรอบสัปดาห์

Published April 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/585045

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 14:05 น.

พบนักท่องเที่ยวตกเขาแกรนด์แคนยอนตายเป็นรายที่สองในรอบสัปดาห์

นักท่องเที่ยวจีนพลัดตกเขา 300 เมตร จนเสียชีวิตขณะพยายามถ่ายรูปแกรนด์แคนยอน

สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน ในรัฐแอริโซนา พบร่างของนักท่องเที่ยวเป็นชายชาวจีนร่วงลงมาจากจุดถ่ายรูปเป็นความลึกราว 300 เมตร

รายงานระบุว่าชายชาวจีนรายนี้เดินทางจากมาเก๊า อายุราว 50 ปี เป็นหนึ่งในคณะทัวร์ที่แวะชมวิวทิวทัศน์ของแกรนด์แคนยอนบริเวณจุดชมวิวอีเกิลพอยต์ แต่ในระหว่างเขาพยายามถ่ายรูปวิวในบริเวณจุดชมวิวที่เป็นสกายวอร์กนั้นกลับลื่นพลัดตกลงมาเป็นความสูง 305 เมตรจนเสียชีวิต

 

ด้าน Samuel Tsosie รักษาการหัวหน้าตำรวจในท้องที่ระบุว่าจากการสอบสวนในเบื้องต้นพบว่าเป็นอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ดี การพลัดตกครั้งนี้นับว่าเป็นเหตุครั้งที่สองที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ จากการที่ช่วงวันอังคารที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่อุทยานได้รับแจ้งว่าพบนักท่องเที่ยวต่างชาติรายหนึ่งพลัดตกเหวลึกบริเวณsouth rim trail ในอุทยานแกรนด์แคนยอนเช่นกัน

 

 

Vanessa Ceja-Cervantes โฆษกหญิงของอุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอนระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วในทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 12 คน สังเวยชีวิตที่อุทยานแห่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุการเสียชีวิตมาจากสภาพอากาศร้อน การขาดน้ำ โรคประจำตัว และความประมาท

%d bloggers like this: