posttoday

All posts tagged posttoday

พระธรรมราชานุวัตรมรณภาพอย่างสงบ

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/597233

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 22:55 น.

พระธรรมราชานุวัตรมรณภาพอย่างสงบ

พระธรรมราชานุวัตรเจ้าอาวาสวัดพระแก้วมรณภาพอย่างสงบ คณะสงฆ์ไทยสูญเสียนักปราชญ์และนักประวัติศาตร์ที่ทุกคนยอมรับ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.พระธรรมราชานุวัตร อดีตเจ้าคณะภาค 6 เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย มรณภาพอย่างสงบเมื่อเวลา เวลา 19.45 น.ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ หลังเข้ารับการรักษาอาการอาพาธด้วยโรคเบาหวาน

พระธรรมราชานุวัตรเป็นสังฆโสภณ เป็นพระผู้นำสงฆ์ในภาคเหนือ เป็นนักปราชญ์ นักประวัติศาตร์ที่ทุกคนยอมรับ เป็นผู้นำชุมชน ส่งเสริมเยาวชนทั้งชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาให้ได้เรียนในระบบฟรี ในโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญที่ตั้งในวัดวัดพระแก้ว การมรณภาพครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียของคณะสงฆ์ไทยอีกครั้งหนึ่ง

Advertisements

“ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา”

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/597232

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 22:13 น.

“ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา”

โดย ราช รามัญ

มนุษย์ทุกคนต่างมีพื้นฐานของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป บางคนมาจากฐานะครอบครัวดี บางคนมาจากการศึกษาดี บางคนอาจจะมีชีวิตอยู่กันคนละมุมตรงข้ามกันเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะมามีชีวิตที่มาจากทางไหนอย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนี้ เมื่อมีที่มาที่แตกต่างกัน สิ่งที่เป็นปมในใจย่อมจะแตกต่างกัน

ต้องยอมรับว่าทุกคนต่างมีปมในใจอยู่ และคำว่าปมนี้ ล้วนเป็นคำที่สื่อไปในมุมลบมากกว่าบวก หลายคนเอาปมของตนเองมาใช้ชีวิต เอามาตั้งเป็นเงื่อนไขของชีวิตจนบางครั้งคนบางคนอาจจะเข้าถึงยาก เพราะมีปมนี้ขวางกันเป็นกรงขังเอาไว้พุทธะเองท่านสอนให้อยู่ที่ตรงนี้ กับ วันนี้ และเวลานี้ รวมความได้ว่า จงมาอยู่กับปัจจุบัน แต่เราท่านทั้งหลายขาดสติเผลอไปใช้ชีวิตด้วยเอาอดีตขึ้นมาเป็นเงื่อนไข มาเป็นโจทย์ตัวตั้ง เลยทำให้หลายคนเสียโอกาสที่ดีๆของชีวิตไป เราควรละลายปมในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในใจ เพื่อก้าวต่อไปให้เติบโตตามความเหมาะสม ด้วยการละลายปมที่เป็นดุจน้ำแข็งใต้พื้นทะเลที่มีภูเขาครอบ

วิธีการละลายปมในอดีตที่ดีที่สุด เหมาะกับคนยุคนี้มากที่สุด คือ การกลับไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอีกครั้ง แล้วจากนั้นปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่างชนิดที่ไม่ต้องไปสนใจไยดีอีกเลย ในสหรัฐอเมริกาเขานำเอาวิชาการฝึกจิตสมาธิ ตามแนวทางขององค์ทะไลลามะไปฝึกใช้กัน อีกทั้งเมื่อจิตมีสมาธิมากมายพอควรก็จัดการปมในอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป

วิธีง่ายๆ ที่นิยมทำกัน คือ เมื่อจิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง ให้ทบทวนเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเป็นปมอยู่ ขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง จากนั้นหาจุดมองในเรื่องนั้นๆใหม่ให้ไปในเชิงบวก เมื่อสามารถคิดหรือทำได้แล้ว ภาวะแห่งปมในใจจะค่อยๆละลายออกไปเอง

หญิงสาวคนหนึ่ง..เธอเกลียดแม่ของเธอมาก ด้วยข้อหาลำเอียงรักแต่น้องแต่ไม่ค่อยรักเธอเลย ทั้งที่เธอเป็นพี่คนโต ชีวิตของเธอตั้งแต่จำความได้ จะถูกแม่ใช้ให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อน้องอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ยามว่างที่เธอจะเล่นอะไรกับเพื่อนหรือส่วนตัวแม่ก็ยังคงบอกว่าให้เล่นกับน้อง ให้ดูน้อง

กระทั่งวันหนึ่งเธอเกิดความรู้สึกว่าทนไม่ไหว กับความรู้สึกแบบนี้และชีวิตแบบนี้ เพราะเหมือนคนอกตัญญูชอบกลๆ ที่ไม่ค่อยชอบแม่ของตัวเอง ผมแนะนำให้ใช้วิธีเดียวกับขององค์ทะไลลามะ ให้เธอนึกถึงตุการณ์ต่างๆแล้วลองมองในมุมบวกให้ได้ ว่าทำไม..แม่ชอบใช้เธอให้ดูแลน้อง ให้ทำอะไรเพื่อน้อง และเล่นกับน้องในคราวแรกเธอคิดไม่ออกจนกระทั่งเธอได้เริ่มนั่งนิ่งๆ ทำจิตให้สงบ ผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เธอบอกว่าเข้าใจแล้ว

แม้ให้เธอดูน้อง แม่ให้เธอเล่นกับน้องและแม่ชอบใช้เธอมากกว่าน้อง เป็นเพราะแม่ต้องการสอนให้เธอนั้นมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูง แม่ต้องการให้เรารู้จักคำว่ารักน้อง แม่ต้องการสอนให้เราขยันและมีความอดทนอดกลั้นกับบางสิ่งบางอย่าง ทางด้ายจิตใจ

เมื่อคิดได้แบบนี้ ปมที่อยู่ในใจของเธอก็ค่อยๆ ละลายหายไป เพราะเธอเข้าใจความตั้งใจความปรารถนาดี หรือ วัตถุประสงค์ของแม่เธอในมุมมองใหม่ที่เป็นบวกยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้เธอสามารถปลดล็อคสิ่งที่เป็นความค้างคาอยู่ในจิตใจและความคิดของเธอที่ผ่านมากว่า 30 ปีออกได้จนหมดสิ้น เรามีปมอะไรอยู่ในใจลองทบทว

ดู..บางคนอาจจะตอบว่า ไม่รู้ว่ามีปมอะไร หาคำตอบได้ด้วยตัวเองไม่ยาก เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบแล้วเราเริ่มเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่ค่อยชอบและไม่อยากที่จะเข้าไปร่วมพิธีรีกรรมด้วย นั่นแหละ ปมในอดีตเริ่มทำงาน เราก็หยิบเอาสิ่งนั้นขึ้นมาพิจารณาแล้วมองหามุมด้วยความคิดที่ดีๆให้เกิดขึ้นให้ได้ในเรื่องนั้นๆที่เป็นปม เชื่อเถอะว่า ปมนั้นจะลายไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าคุณพร้อมใจเปิดใจอย่างจริงจังที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้งแล้ว จากนั้นก็ทิ้งมันลงไปแล้วกลับมาอยู่ที่วันนี้ ตรงนี้ ตามที่พระพุทธองค์สอน แค่นี้ปมในอดีตที่หนักหนาร้ายแรงก็จบสิ้นลง

ลิง หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596876

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 21:07 น.

ลิง หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เครื่องรางที่แกะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ นอกจากเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน) , สิงห์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ,หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน , แพะหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก , องคตหลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบแล้ว ก็ยังมี ลิงหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ที่เป็นยอดนิยมของนักสะสมเช่นเดียวกัน

วันนี้มาชมเครื่องราง ลิงของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ที่แกะจากรากพุดซ้อน ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน ความเก่าแห้งของเนื้อไม้ที่อายุการสร้างมากกว่า 70 ปีปรากฎต่อสายตา ซึ่งต่างจากของเลียนแบบที่นำไปแช่น้ำก่อนแล้วมาอบให้แห้งเพื่อให้เกิดรอยปริแยก ถ้าสังเกตุก็จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน

ลิงตัวนี้แกะเป็นพิมพ์พนมมือ มีความอ่อนช้อยงดงาม แกะจากรากพุดซ้อน ส่องดูจะพบว่า มีรายละเอียดการใช้เครื่องมือเซาะตามจุดต่างๆ เช่นด้านข้างมีรอยเซาะ ตามซอกมุมปรากฏความเก่าเห็นฝุ่นที่เกาะหนาแน่น

ส่วนที่สัมผัสก็มันวาวเป็นธรรมชาติ มีรายละเอียดค่อนข้างดี บริเวณตาเซาะเป็นร่องและปากเซาะเป็นขีดยาว บนด้านหลังศรีษะปรากฏรอยเซาะเป็นเหลี่ยม ใต้ข้อศอกทั้ง 2 ข้างและหน้าขา 2 ข้างก็เซาะเป็นรอยแบนเหลี่ยม

ไล่ดูความเก่าของเนื้อไม้รากพุดซ้อนแห้งสนิท น้ำหนักเบา ด้านหลังจะเห็นปริรานแตกตามธรรมชาติ ถือว่าเป็นลิงที่ดูง่ายทีเดียว

การสร้างลิงของหลวงพ่อดิ่งนั้น ท่านจะใช้ต้นพุดซ้อนที่มีรากชอนไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น ต้นพุดซ้อนนี้ท่านจะรดน้ำพระพุทธมนต์เช้าเย็นทีเดียว

เมื่อได้ฤกษ์มงคล ท่านจะให้ลูกศิษย์นุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล ทำพิธีบัดพลีรากไม้ โดยต้องระวังไม่ให้เงาคนขุดไปทับต้นที่จะพลี และขณะขุดต้องภาวนาคาถาตลอดเวลา

เมื่อได้รากมาแล้วหลวงพ่อดิ่งท่านจะนำมาตากลมให้แห้ง และให้ช่างแกะเป็นลิงซึ่งส่วนใหญ่จะถืออาวุธ 3 อย่างคือ ตรี กระบองหรือพระขรรค์ นั่นเอง นอกจากนั้นก็จะเป็นพิมพ์พนมมืออย่างเช่นองค์นี้

หลังจากนั้นท่านจะหาฤกษ์ยามในการปลุกเสก โดยจะต้องปลุกเสกให้ครบ 7 เสาร์ 7 อังคาร โดยนำลิงแกะทั้งหมดใส่ในบาตร โดยหลวงพ่อดิ่งจะขึ้นไปนั่งปลุกเสกบนหนังเสือซึ่งทับอาวุธนานาชนิดเช่น ปืน มีด ขอ แหลน ง้าว กริช เป็นต้น อันเป็นนัยยะว่า ขุนกระบี่วานรทุกตน “อยู่เหนือ” นั่นเอง

ท่านจะนั่งปลุกเสกจนลิงสามารถกระโดดออกจากบาตรได้ ลิงตัวไหนไม่กระโดด ก็จะปลุกเสกต่อจนจะกระโดดออกจากบาตรจนหมดทุกตัว ด้านพุทธคุณนั้น ลิงหลวงพ่อดิ่งได้ชื่อว่า มหาอุดหยุดปืน เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คุ้มครองป้องกันภัยทั้งปวง

หลวงพ่อดิ่ง คงคสุวัณโณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี 14 มีนาคม 2420 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล ที่ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ท่านสิ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2495 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 9 ปีมะโรง สิริอายุ 74 ปี 5 เดือน 4 วัน 54 พรรษา

คาถาบูชาลิงของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัวนั้น ตั้งนะโม 3 จบก่อน แล้วว่าพระคาถา ดังนี้ หนุมานะ นะ มะ พะ ทะ ตามกำลังวัน

“อธิบดีสถ.-ดร.วันดี”ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596775

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 17:21 น.

"อธิบดีสถ.-ดร.วันดี"ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)กระทรวงมหาดไทย และ นางวิภาศิริ มะกรสาร ประธานคณะกรรมการฝ่ายศาสนา สภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการฝ่ายศาสนา เข้าแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์จาก “พระพรหมมุนี” เป็น “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎกาคม 2562 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ล็อคเก็ตหลวงพ่อเเที่ยงรุ่นแรกและรุ่นเดียว

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596436

  • วันที่ 31 ก.ค. 2562 เวลา 22:51 น.

ล็อคเก็ตหลวงพ่อเเที่ยงรุ่นแรกและรุ่นเดียว

โดยสมาน สุดโต

คณะศิษย์ จัดงานทำบุญอายุวัฒนมงคล 7 รอบ หรือ 84 ปี ถวายหลวงพ่อเที่ยง หรือพระธรรมธีรราชมหามุนี เมื่อวันที่ 29 – 30 มิ.ย.2562 นอกจากนิมนต์พระมหาเถระเจริญพระพุทธมนต์แล้ว หลวงพ่อเที่ยงยังเมตตานำล็อคเก็ตที่สร้างจำนวนจำกัดในวาระที่มีอายุ 84 ปีแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์อีกด้วย

ล็อคเก็ตรูปไข่ด้านหน้าพิมพ์รูปเหมือนหลวงพ่อเที่ยง 4 สี พร้อมทั้งพิมพ์ชื่อหลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม แถวแรก และ พิมพ์ชื่อ พระธรรมธีรราชมหามุนี วัดระฆังโฆสิตาราม ในแถวที่ 2 ด้านหลังบรรจุตะกรุดขนาดเล็ก 2 ดอก

ศิษย์ที่ใกล้ชิดคนหนึ่งบอกว่า ล็อคเก็ตนี้สร้างจำนวนจำกัด ใครได้ไปก็หวงมาก มีผู้เสนอราคาถึง 2,000 บาท ก็ไม่มีใครปล่อย ดังนั้นใครมีไว้ครอบครองนอกจากเป็นมงคลแก่ตัวแล้ว ยังเป็นบุญวาสนาในอนาคตอีกด้วย

หลวงพ่อเที่ยง หรือพระธรรมธีราชมหามุนี เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม หรือวัดสมเด็จโต ท่านมีชื่อเดิมว่า เที่ยง นามสกุล ชูกระโทก ฉายา อคฺคธมฺโม ท่านเกิดเมื่อ 30 มิ.ย. 2478 เรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค พธด. กิตติมศักดิ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 เกิดที่ จ.นครราชสีมา

ความสามารถพิเศษคือ แต่งกลอนเก่งมาก ท่านมักจะสร้างระฆังไปแจกตามวัดวาอารามในชนบท หรือบางครั้งก็หล่อพระพุทธรูปไปแจก แม้แต่รูปของหลวงปู่โตอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ยังหล่อเอาไปแจกตามวัดที่ได้ทำเรื่องขอท่านมา

ราช รามัญ เคยเขียนถึงหลวงพ่อเที่ยง ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2560 ว่า หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจว่า “ได้มีโอกาสรู้จักกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (หลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวิสุทธิกวี แต่เรียกท่านด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระที่ทรงภูมิรู้ทางด้านบาลีเป็นเอกอุ และความสามารถในการประพันธ์เป็นยอด เรียกว่าหายใจเป็นบทกลอนก็แล้วกัน เป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทางดงาม กราบไหว้กันได้สนิทใจ

ท่านเป็นคน จ.นครราชสีมา บรรพชาตั้งเป็นสามเณร แล้วก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุสืบต่อเนื่อง เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค กุฏิของหลวงพ่อ เมื่อปี 2533 เป็นเพียงเรือนไม้ยาวเก่าๆ ทรุดโทรมมากที่ท้ายคณะ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม

แม้จะเป็นถึงพระราชาคณะแล้วก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ในห้องของหลวงพ่อไม่มีเตียงตั่งตั้งนอน มีแต่เพียงผ้าปูนอนราบเรียบกับพื้น ไม่มีอะไรที่งามวิจิตรพิสดารเยี่ยงคนทางโลกเลย

ต่อมาด้วยความศรัทธาของศิษย์ จึงได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายให้ และแม้ว่าได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตาม แต่หลวงพ่อก็ยังมีปฏิปทาเหมือนเดิม คือ นอนพื้น และที่สำคัญท่านฉันมังสวิรัติตลอดชีวิต

ในยามบ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนพอควร ผมไปกราบท่านที่กุฏิไม้เรือนเดิม คุยปัญหาธรรมต่างๆ นานา หลวงพ่อเล่าไปหัวเราะในลำคอไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยังจำติดใจมาตลอด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก

“คืนนั้นนั่งภาวนาที่นี่…ดึกมากแล้วเลยจำวัด พอเอียงกายนอนตะแคงข้างไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หลวงปู่โตท่านมาในนิมิตเลย ท่านมาแล้วจูงมือเราเดินเข้าไปในสวน เป็นสวนที่ร่มรื่นมาก ถามท่านว่าจะพาไปไหน ท่านก็ว่าตามมาๆ ในสวนนั้นเป็นสวนหมาก หมากสุกร่วงหล่นเต็มพื้นไปหมดเดินนุ่มเท้าสบาย มาถึงกระท่อมกลางสวน หลวงปู่ท่านว่า ให้นั่งรออยู่ตรงนี้นะ ก็นั่งรอ รออยู่นานสองนานไม่เห็นท่านมาเลย แล้วก็สะดุ้งรู้สึกตัวก็แปลกดี…ทำไมเป็นแบบนี้

แต่อีกทีที่แปลกกว่า…วันหนึ่งขณะที่จำวัดอยู่…ท่านมานั่งที่ตรงเหนือหัวนอน แล้วก็หัวเราะดังลั่น ในฝันหันไปมองว่าเสียงใคร เอ้า…หลวงปู่มาหัวเราะทำไม…เช้ารีบเดินทางไปจ.นครราชสีมา…พอถึงรังสิตเท่านั้น…อดหัวเราะตามหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อคนขับหันมาบอกว่า หลวงพ่อครับล้อหลังรถเรามันแซงล้อหน้าไปแล้วครับ… จึงเข้าใจเลยว่าท่านมาเตือน แต่เราไม่เข้าใจเองว่าท่านมาทำไม

หลวงพ่อเที่ยง…ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด มีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทุกวันหลวงพ่อจะต้องนั่งภาวนาสมาธิไม่เคยขาด มากน้อยตามแต่กำลังของจิตที่ต้องการการเติมเต็ม

สิ่งที่เคยเห็นมากับลูกกะตา…วันหนึ่งนำเอาพระเครื่องไปให้หลวงพ่อท่านเมตตาปลุกเสก เพื่อนำเอาไปออกแจก เพื่อให้กับเพื่อนๆ ที่ร่วมทำบุญ ในขณะที่หลวงพ่อท่านนั่งกรรมฐานภาวนาอธิษฐานจิตอยู่นั้นปรากฏว่าใบหน้าหลวงพ่อมีภาพเชิงซ้อนกลายเป็นใบหน้าของหลวงปู่โต สะกิดให้เพื่อนหันไปดู ปรากฏว่าเพื่อนร้อง เฮ้ย…ด้วยความตกใจ ที่เห็นเหมือนกันกับสายตาของเรา ไม่นานหลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาแล้วถามว่า

“ใครร้อง…ร้องทำไม” จากนั้นหลวงพ่อก็ปะพรมน้ำมนต์พร้อมกับท่องพระคาถาชินบัญชร

หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระมหาเถระที่อยู่อย่างสมถะมาก ไม่เป็นผู้สะสม ใครถวายอะไรมาท่านวางกองเอาไว้ แอร์ในกุฏิถวายมาไม่เคยจะเปิดจนมันพังไปเพราะไม่ได้ใช้เลย ทุกวันนี้สาธุชนที่เคารพศรัทธาไปกราบท่านที่คณะ 4 ท่านก็ต้อนรับแบบเป็นกันเอง ไม่มีการปิดกั้น พบยาก จองคิว อะไรทั้งนั้น ท่านเป็นพระเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

เคยถามหลวงพ่อว่า เวลานั่งอธิษฐานพระเครื่องตามงานหลวงพ่อนั่งอย่างไร …ท่านเมตตาบอกว่า “ก็นั่งสมาธิให้ใจสงบ ท่านอื่นนั่งอย่างไรไม่รู้นะ แต่นั่งให้ใจสงบเราก็มีใจเป็นกุศลแล้ว จากนั้นก็ท่องพระคาถาชินบัญชรให้หนึ่งจบ การท่องคาถานี้จะให้มีอานุภาพ ต้องท่องด้วยหัวใจ ท่องช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องให้ชัดถ้อยชัดคำ การท่องแบบนี้เป็นการฝึกสติของตัวเองไปด้วยในตัว คนเราเมื่อสติที่ดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดีตาม”

ในบริเวณกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบันมีระฆังที่หล่อขึ้นมาใหม่มากมาย ถามว่า หล่อเอามาทำอะไรเยอะมากมาย ท่านว่าเอาไว้แจกวัดในต่างจังหวัดที่ทำเรื่องขอมาว่าไม่มีระฆัง นับได้ว่าเป็นการสร้างทานบารมีในรูปแบบของวัตถุเพื่อพระศาสนา

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปวัดระฆังฯ ไปกราบท่านกันนะครับ ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติน่าศรัทธาอีกรูปหนึ่งของแผ่นดินเลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง

หลวงพ่อเที่ยงท่านเมตตาทุกคนเสมอภาค ไม่เลือกใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ยังแข็งแรงมาก ความจำดีเลิศ ไปกราบพระแท้แบบนี้แล้ว เราท่านต่างได้ทั้งบุญกุศลที่อิ่มเอิบเบิกบานอย่างแท้จริงครับ

พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596209

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 19:02 น.

พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน

โดย อ.ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระเกจิผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง พระเครื่องและเครื่องรางของท่านได้รับความนิยมจากนักสะสมทุกชนิด เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเมืองกรุงเก่า วัตถุมงคลของท่านมีพุทธคุณเป็นเลิศในทุกด้าน

วันนี้มาชมพระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เจียนมุมทั้งสี่ด้าน มีรูปแบบท่าทางคล้ายเหาะเหินในอากาศ อ้าปากกว้างเหมือนกำลังหาว เป็นดาวเป็นเดือน องค์ที่นำมาให้ชมนี้ถือว่า เป็นพระสวยดูง่าย มีจุดขาวๆ ที่วงการเรียกว่าขี้ยุงปรากฏอยู่และปรากฎเม็ดทรายเล็กๆ กระจายอยู่ทั้วทั้งองค์พระทั้งหน้าและหลัง ทำให้เป็นจุดพิจารณาง่ายขึ้นมาทันที

จุดพิจารณาของพิมพ์หาวเป็นดาวเป็นเดือน มีดังนี้- พระเกศมาลาอยู่ห่างจากเกล้าพระเมาลี- มุมขยักที่ตัว ‘อุ’ ด้านซ้ายขององค์พระเป็นเส้นขีดยาว- ลำพระองค์ทั้งสองด้านจะผายออกและเว้าโค้งด้านล่างปรากฏชัดเจน- มีติ่งแหลมคมชัดที่ด้านหลังศรีษะของหนุมาน- หัวตัว ‘อุ’ ด้านขวาขององค์พระมีเส้นแตกเป็นขีด- ด้านข้างของตัว ‘มะ’ ทางด้านขวาขององค์พระจะมีเส้นแตกเฉียงลางๆ- มีเส้นใต้คางตัวหนุมาน- หางหนุมานยาวจรดส้นเท้าขวา- ระหว่างขาทั้งสองของหนุมาน จะมีตุ่มนูนอยู่ที่พื้น

คติความเชื่อในการบูชาพระหลวงพ่อปาน แต่ละพิมพ์ทรงมีดังนี้ พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงไก่ เด่นทางทำมาค้าขาย เมตตามหานิยม พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงหนุมาน เด่นทางด้านการเป็นผู้นำด้านการปกครองแคล้วคลาด มักเป็นที่นิยมของกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงครุฑ เด่นทางด้านอำนาจเป็นที่นิยมของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับสูง พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงเม่น เด่นทางด้านเกษตรกรรม และค้าที่ดิน พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงปลา เด่นทางด้านค้าขายทางน้ำ ธุรกิจทางเรือ พระหลวงพ่อปาน พิมพ์ทรงนก เด่นทางด้านอาชีพการสื่อสาร นักพูด นักแสดง นักกฎหมาย นักการทูต นักต่อรอง

พระเครื่องของหลวงพ่อปาน มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ผงวิเศษ 3 ชนิด ที่นำมาบรรจุในองค์พระ คือ 1.ผงวิเศษหัวใจสัตว์ ท่านจะกระทำในอุโบสถ โดยนั่งสมาธิเข้าสมาบัติเขียนอักขระเลขยันต์หัวใจสัตว์ต่างๆทั้ง 6 ชนิด ที่ท่านเห็นในนิมิตแล้วลบผงวิเศษหัวใจสัตว์นี้ออกมาเป็นผงวิเศษ 2.ผงวิเศษจากยันต์เกราะเพชร โดยท่านจะนั่งสมาธิเขียนยันต์เกราะเพชรบนกระดานชนวน แล้วชักยันต์ขึ้นมาเสร็จแล้วลบผง

3.ผงสุดท้ายคือผงวิเศษ 5 ประการคือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเห และผงพระพุทธคุณอันเป็นสูตรของสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต)พรหมรังสี วัดระฆัง ท่านเขียนบนกระดานชนวนและลบผงเช่นกัน ทำให้เมื่อรวมกันแล้วมีพุทธคุณเอกอนันต์ ใช้งานสารพัดอย่างเป็นเลิศ เรียกว่าเป็น ‘กฤตยาคมแฝด’ ที่พระพิมพ์อื่นๆไม่มี

เนื้อหามวลสารพระเครื่องของท่านนั้น ท่านจะนำดินขุยปูและดินนวล ดินเหนียวในทุ่งนาที่ขุดลงไปค่อนข้างลึก เพื่อให้ได้ดินที่ละเอียดมากรองและบดให้เป็นเนื้อดินเหนียวที่นวล จะมีความละเอียดปานกลาง จึงปรากฎเม็ดทรายเล็กๆ ปรากฏทั่วองค์พระมากน้อยต่างกันไป และบางส่วนจมอยู่ใต้ผิวกลายเป็นแง่มุมดันเนื้อขององค์พระให้นูนเป็นตุ่มแหลมเล็กๆ อยู่ทั่วองค์พระ ต้องใช้แว่นขยายส่องดู โดยเฉพาะพระที่ไม่ผ่านการใช้เลย จะสังเกตเห็นได้ชัด เรียกว่า ร่องรอยสาก

ส่วนรอยอุดผงวิเศษนั้น สภาพเดิมเป็นสีเทาของซีเมนต์ ผสมกับสีขาวของผงวิเศษ หากองค์ไหนสภาพสมบูรณ์อยู่ครบ จะมีสีสันกลมกลืนงดงามมาก แต่ส่วนใหญ่ในอดีต ผู้ที่ได้พระมักจะแคะเอาผงวิเศษออก เพื่อนำไปรักษาโรค จึงหารอยผงวิเศษที่คงสภาพเดิมๆ ได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

ความต่างระหว่างรอยอุดผงวิเศษของพระแท้กับพระปลอมจะเห็นได้ชัดเพราะมวลสารหลักคือ ซีเมนต์ที่ต่างกันตามกาลเวลา ของปลอมสารที่นำมาอุดจะเป็นสีขาวแข็ง หรือเป็นตุ่มนูนใหญ่ ส่วนของแท้นั้นหลังจากที่หลวงพ่อปานท่านนำพระมาสุมด้วยแกลบและปล่อยให้เย็น จึงนำมาบรรจุผงวิเศษในรูจนเต็มและใช้ซีเมนต์ผสมปิดทับ ดังนั้นเมื่อแห้งแล้วก็จะมีสีเทาของซีเมนต์กับสีขาวของผงวิเศษผสมกันทุกองค์ และมักจะล้นเปื้อนออกมาข้างนอก หรือเลอะเทอะออกเป็นแถบแบบธรรมชาติของการทำเปื้อน

จากกันด้วยพระคาถาปัจเจกะโปรดสัตว์ของหลวงพ่อปาน เป็นพระคาถาที่สวดเป็นประจำจะมีโชคลาภ มีเงินทองไม่ขาดมือ ท่องนะโม 3 จบ แล้วกล่าวพระคาถาดังนี้ พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสีวิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณี มามะ พุทธัสสะ สวาโหม

ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะพร้อมกัน 4 รูปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596206

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 18:09 น.

ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะพร้อมกัน 4 รูปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

โดย สมาน สุดโต

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์พระสงฆ์ผู้ทรงคุณแก่ประเทศชาติและพระพุทธศาสนา ตามบัญชีรายนามพระสงฆ์ที่ได้นำขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย แล้วนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์รวมทั้งสิ้น 74 รูป

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะทีเดียว 4 รูป ซึ่งนับเป็นครั้งแแรกในประวัติศาสตร์การสถาปนาสมณศักดิที่มีในประเทศไทย

1.พรหมวชิรญาณ (นามเดิม ปสฤทธิ์ นามสกุล สุทธิพันธ์ ฉายาว่า เขมงฺกโร) เกิดวันที่ 24 พ.ค. พ.ศ. 2480 ที่บ้านยางน้อย ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี บิดาชื่อ ขุนก่อเอ้อุกฤษ (ผา สุทธิพันธุ์) มารดาชื่อ นางก่อเอ้อุกฤษ (ตา สุทธิพันธุ์) ปัจจุบันดรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ฝ่ายศาสนศึกษา), ประธานคณกรรมการฝ่ายสาธารณะสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม, ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ, กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาธีราจารย์

ความสามารถพิเศษ เป็นกวีแต่งโคลง กาพย์ กลอน มีผลงานตีพิมพ์ในสื่อมวลชนต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เมื่อยังเป็นสามเณร ด้านโหราจารย์ ก็เป็นที่เคารพยกย่องทั่วไป ในด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศนั้น ท่านเป็นพระสงฆ์รุ่นบุกเบิกสร้างวัดในสหหรัฐอเมริกายุคแรกๆ เช่น วัดธัมมาราม นครชิคาโก และล่าสุดได้แก่ วัดนวมินทรราชูทิศ เมืองบอสตัน สร้างถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้งบกว่า 2 พันล้าน สร้างเป็นอนุสรณ์สถานเมืองพระราชสมภพ วัดแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา นานกว่า 10 ปี

2.พระสานโสภณ (พิจิตร ฐิติวณฺโณ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) อาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง มีศิษย์กรรมฐานนับหมื่นคน เพราะสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เคยเป็นอาจารย์สอนที่มหามกุฏราชวิยาลัย (มม.ร.) ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหามุนีวงศ์

ท่านเกิดเมื่อ 24 มิ.ย. 2479 ที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา อุปสมบทที่วัดโสมนัส เมื่อ พ.ศ. 2499 นอกจากสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว ยังได้ปริญญา ศน.บ. จาก มหามกุฏราชวิทยาลัย ปริญญาโท (M.A.) การที่ท่านได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะจึงเป็นที่ภาคภูมิใจของคณะศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

3.พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน เปรียญ 1-2 ประโยค) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ นามเดิม สุชิน ฉายา อคฺคชิโน นามสกุล มงคลแถลง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ม.ค. พ.ศ. 2493 ณ ต.ปลายกลัด อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา

ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ระดับในคณะสงฆ์หลายตำแหน่ง เช่น แม่กองธรรมสนามหลวง เลขานุการ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จสังฆราช (อัมพร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาคคณะสงฆ์ธรรมยุต (หลายภาค) กรรมการต่างๆ ที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ หลายตำแหน่ง เชี่ยวชาญชำนาญในระเบียบ ประเพณีต่างๆ ของไทยและคณะสงฆ์

4.พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยราม ได้รับการสถปนาในนาม สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ท่านมีชื่อเสียงหลายด้านทั้งด้านการส่งเสริมการศึกษา คือเป็นประธานมูลนิธิร่มฉัตร เคยรับรางวัลผู้บริหารและสนับสนุนสถานศึกษาภาษาจีน ระดับมัธยมศึกษาดีเด่นของโลก ประจำปี 2554 รางวัลผู้นำที่มีผลงานด้านการศึกษาโดดเด่นเป็นพิเศษ (The Best of the Best) จากสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนนานาชาติ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เข็มเสมาคุณูปการและเกียรติบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ จากกระทรวงศึกษาธิการ เชี่ยวชาญพิธีกรรม และการปลุกเสก เช่น ผ้ายันต์ ที่กล่าวว่า ช่วยทำให้ทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ คว้าแชมป์ อย่างยิ่งใหญ่ แต่ทราบว่าปัจจุบันวางมือจากการปลุกเสก หลังจากพบกับวิกฤต ก่อนออกพรรษา พ.ศ. 2560 จนต้องไปปลีกวิเวกต่างจังหวัด

ท่านมีนามเดิมว่า ธงชัย เอี่ยมสอาด เกิดเมื่อวันวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. พ.ศ. 2496 (อายุ 66 ปี เป็นสมเด็จที่หนุ่ม) เกิดที่บ้านแหลมแค ต.หน้าประดู่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี

นอกจากสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ 4 รููป ยังทรงโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์์ พระเถระที่ทำคุณประโยชน์แก่ศาสนาที่มีชื่อเสียง เช่น หลวงพ่อวิริยังค์ หรือพระธรรมมงคลญาณ วัดธรรมมงคล เป็นพระพรหมมงคลญาณ ชั้นพระราชาคณะชั้นพรหม หรือรองสมเด็จ

แต่ที่คณะศิษย์ปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระอาจารย์ฝรั่ง ชื่อ พระฌอน ชยสาโร ซิเวอร์ตัน แห่งสำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นฝรั่งธรรมดา ชาวอังกฤษ ศิษย์หลวงพ่อชา พูดภาษาไทยเก่ง แต่ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในชื่อ พระราชพัชรมานิต ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง

ส่วนพระฝรั่งที่อยู่ต่างประเทศ ที่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นสามัญได้แก่ พระโพธิวิเทศ (อาจารย์ปสันโน) วัดป่าอภัยคีรี แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เลื่อนเป็น พระราชโพธิวิเทศ และ พระวิเทศพุทธิคุณ (อมโรภิกขุ) วัดอมราวดี กรุงลอนดอนเป็นราชพุทธิวรคุณ

พระไทยที่มีชื่อเสียงด้านการเผยแพร่อีกรูปหนึ่งคือ ท่านมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชคณะชั้นสามัญชื่อ พระเมธีวชิโรดม

พระอนุชาสังฆราชได้เลื่อนเป็นชั้นธรรม

วัดศรีสุริยวงศาราม วรวิหาร จ.ราชบุรี ออกประกาศว่า ในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ให้ พระเทพสุเมธี (ไสว วฑฺฒโน) เป็นพระราชาคณะชั้น ธรรม ในราชทินนามที่ พระธรรมวุฒาจารย์

ท่านเกิดวันที่ 17 ธ.ค. พ.ศ. 2474 อ่อนกว่า สมเด็จพระสังฆราช 4 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศาราม วรวิหาร

เหรียญหลวงปู่บัว รุ่นแรก พ.ศ.2524 วัดศรีบูรพาราม จ.ตราด

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/595458

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 17:18 น.

เหรียญหลวงปู่บัว รุ่นแรก พ.ศ.2524 วัดศรีบูรพาราม จ.ตราด

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมวัตถุมงคลของเกจิอาจารย์ของจ.ตราดกันครับ เป็นเหรียญรุ่นแรกของท่านซึ่งสร้างในปีพ.ศ.2524 แต่ที่เหรียญปั๊มปี 2523 เพราะลูกศิษย์ได้สร้างล่วงหน้า ท่านได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของทางภาคตะวันออกนั่นคือ หลวงปู่บัว วัดศรีบูรพาราม จ.ตราด

วัตถุมงคลของหลวงปู่บัวที่ท่านสร้างออกมา ล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากลูกศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากนำไปบูชาแล้วเกิดประสบการณ์นั่นเอง

มาชมเหรียญรุ่นแรกของท่าน บล็อคแก้มขีดหรือหูขีด จุดพิจารณาของบล็อคนี้จะมีเส้นเนื้อเกินขีดทแยงข้างแก้มใต้หูด้านขวาองค์พระ และอีกจุดคำว่า กิจบูรพา จะมีเส้นเกินลากจากด้านบนของ (จ) ทแยงลงผ่านใต้ (บ) และ (ร) ไปชนที่ด้านล่าง (พ) จำนวนการสร้างของเหรียญรุ่นนี้ เหรียญทองคำจำนวนสร้าง 2 เหรียญ เหรียญเงินจำนวนสร้าง 9 เหรียญ เหรียญทองแดงจำนวนสร้าง 25,000 เหรียญหลวงปู่ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายแบบที่โด่งดังที่สุดคือพระกริ่งมงคลเศรษฐี ซึ่งปัจจุบันมีราคาสูงมาก และพระเครื่องแบบต่างๆ เช่น 1. พระผงสี่เหลี่ยมเล็ก พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ หลังพลอย 2. พระผงสี่เหลี่ยมใหญ่ พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ 3.พระปิดตาเจริญพร พิมพ์ใหญ่ เนื้อว่านสีดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 4. พระปิดตาเจริญพร พิมพ์เล็ก เนื้อผงดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 5. พระปิดตาหน้าทองพรายกุมาร 6. เหรียญนั่งพาน 7. ตะกรุดโทนยาว 5 นิ้ว รุ่นแรกสร้างเพียง 99 ดอก ,มีการสร้างรุ่น 2 ขึ้นมาอีก 1,000 ดอก นอกจากนี้ยังมีตะกรุดโทนยาว 3 นิ้ว สร้างไว้ 600 ดอก และ 8. เหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 หน้าหนุ่ม เป็นต้น

เหตุที่ท่านได้รับการขนานนามว่า เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ของภาคตะวันออกเพราะมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงปู่ไปตีเป็นเลข ปรากฏว่า ถูกหวยรวยกันมากมาย พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้มและยืนยันไม่ได้สนับสนุนให้ใครเล่นพนันทั้งนั้น ถือว่าแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน

มีแม่ค้าคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆวัดมาก และศรัทธาท่านมาก เล่าว่า มากราบหลวงปู่บ่อยมาก ขอน้ำมันงาดิบของท่านไปพกติดตัว ข้าวของขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ยิ่งด้านโชคลาภด้วยยิ่งชะงัดนัก หลังจากได้น้ำมันงาดิบกลับไปฝันตีเป็นเลขเสี่ยงโชคถูกเลขท้าย 3 ตัวบนตรงเผงมาแล้ว 7 งวดซ้อน ได้เงินมาล้านกว่าบาท พอแบ่งมาทำบุญหลวงปู่ก็ยังดุว่าเล่นหวยทำไม มันไม่ดี

หลวงปู่บัว ท่านไปศึกษาวิชาความรู้และคาถาอาคมจากพระครูคุณวุฒิพิเศษ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้เคารพนับถือ โดยเฉพาะวิชาหัวใจ 108 ทำให้รู้ถึงขั้นตอนการทำน้ำมันงา ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน

ท่านเรียนกับโยมชื่อ นายเสียง เป็นคนหมู่บ้านหนองโพง ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า ในครั้งแรกนายเสียงพาลูกชายมาฝากไว้กับท่านที่วัดเพื่อให้เรียนวิชา แต่ลูกชายนายเสียงไม่สนใจ นายเสียงกลัววิชาจะสูญหาย จึงถ่ายทอดให้หลวงปู่บัวจนหมดสิ้น

หลวงปู่บัว เล่าว่า สมัยก่อนนักเลงมีเยอะ ท่านทำพระเครื่องขึ้นมาแจกให้ญาติโยมพกติดตัว จนไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับทหาร ถูกชักปืนจ่อยิง ปืนไม่ลั่น จนสามารถจับทหารดำเนินคดีติดคุกได้ ชาวบ้านที่รู้ข่าวก็เดินทางมาขอของดี ท่านก็แจกจนหมดไม่มีเหลือ ทั้งที่ผ่านมาทำใส่ไว้ในพานตั้งทิ้งไว้บนศาลาไม่เห็นมีใครสนใจอยากได้เลย พอข่าวลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ พักเดียวมาเอาไปจนหมด

นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์จากแหม่มสาวต่างชาติ มาเที่ยวพักผ่อนที่เมืองไทย โดยเจาะจงมาพักที่เกาะช้าง แหม่มสาวแต่งชุดเล่นน้ำนุ่งน้อยห่มน้อย อยากถ่ายภาพเป็นที่ระลึก จะหามุมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย บังเอิญเหลือบไปเห็น รูปถ่าย 4 สีของหลวงปู่บัว ที่เจ้าของรีสอร์ต ใส่กรอบไว้บูชา

แหม่มสาวเห็นเป็นภาพพระสงฆ์ ทั้งมีอักขระขอม ล้อมรอบดูแปลกตาและมีเสน่ห์แบบไทย ๆ จึงโพสต์ท่าสวยให้เพื่อนถ่ายรูป กะจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่ามาเที่ยวเมืองไทย แต่เมื่อถ่ายเสร็จ ภาพที่ออกมามีแต่ภาพแหม่มสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเท่านั้น ส่วนภาพหลวงปู่บัวในกรอบหายไป จึงเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วจ.ตราด

วัดศรีบูรพารามในอดีตเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่รูป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2500 มีญาติโยมและชาวบ้านที่ศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาใช้ชื่อว่า “วัดเกาะตะเคียน” ทำการฝังลูกนิมิตเมื่อปี พ.ศ. 2524 และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศรีบูรพาราม” จวบจนปัจจุบันและวัดแห่งนี้มีเจ้าอาวาสรูปแรกคือ พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ หลวงปู่บัว มาจนกระทั่งปัจจุบัน

พระกริ่ง 79 พิมพ์ผอม ปี 2488 เจ้าคุณศรี(สนธิ์)วัดสุทัศน์ฯ

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/594850

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 19:29 น.

พระกริ่ง 79 พิมพ์ผอม ปี 2488 เจ้าคุณศรี(สนธิ์)วัดสุทัศน์ฯ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระกริ่ง 79 พิมพ์ผอม ซึ่งจัดสร้างในปี พ.ศ.2488 โดยเจ้าคุณศรี (สนธิ์)หรือ พระมงคลราชมุนี วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งเป็นศิษย์เอกของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เจ้าตำรับการสร้างพระกริ่งอันโด่งดัง และเป็นที่นิยมและหวงแหนสำหรับนักสะสมพระเครื่องของไทย

พระกริ่งพิมพ์ผอมนี้จัดสร้างในปีพ.ศ.2488 จำนวน 97 องค์ บรรจุกริ่งในตัว 2 รู โดยใช้แม่พิมพ์ของพระกริ่งพิมพ์ผอมปี 2479 แต่ขนาดจะเล็กกว่า โดยพิมพ์ปี 79 เนื้อจะแก่เงินมากกว่า เสน่ห์ของพระกริ่งวัดสุทัศน์ประการหนึ่งคือ ด้วยโลหะที่เป็น นวโลหะ เมื่อนำมาบูชา ผิวของพระเมื่อสัมผัสเหงื่อก็จะกลับดำ ถ้าเรานำมาขัดผิวก็เปลี่ยนเป็นอมขาวกลับมาแดง และเปลี่ยนเป็นดำอีกครั้ง ซึ่งมาจากสูตรผสมนวโลหะนั่นเอง

เนื้อนวโลหะ ประกอบด้วยโลหะ 9 อย่าง คือ ประกอบด้วย เหล็ก, ปรอท, ทองแดง, เงิน และทองคำ ทั้งห้าตัวแรกจะเป็นหลัก ถ้าเติมอีก 4 ชนิด คือ เจ้าน้ำเงิน, สังกะสี, ชิน และ ทองแดง(บริสุทธิ์) รวมเรียกว่านวโลหะ

สูตรโลหะที่นำมาหล่อพระกริ่งของวัดสุทัศน์ คือ ชินน้ำหนัก 1 บาท ,จ้าวน้ำเงิน น้ำหนัก 2 บาท , เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท , บริสุทธิ์(ทองแดงบริสุทธิ์) น้ำหนัก 4 บาท , ปรอท น้ำหนัก 5 บาท , สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท , ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท , เงิน น้ำหนัก 8 บาท , ทองคำ น้ำหนัก 9 บาท

พระกริ่งถือได้ว่าเป็นพระเครื่องชั้นสูงที่มีกรรมวิธีในการจัดสร้างได้ยาก ทั้งจากส่วนผสมซึ่งเป็นตำรับโบราณนับวันจะหายากยิ่ง โลหะแต่ละอย่างตามคำโบราณ เมื่อเอ่ยในปัจจุบัน บางท่านอ้าปากหวอ ไม่เคยได้ยินชื่อ อีกทั้งการลงยันต์ในแผ่นโลหะตามวาระต่างๆ ก่อนที่จะนำมาหลอมรวมเป็นนวโลหะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมาก และต้องยอมรับว่า ครูบาอาจารย์ที่สามารถทำให้สมบูรณ์ตามพิธีกรรมเหมือนในอดีตแทบไม่มีแล้ว ทำให้พระกริ่งเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่องสำหรับพระหล่อโดยปริยาย

พระกริ่งที่นิยมในหมู่นักสะสมพระเครื่องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กริ่งนอก และกริ่งใน กริ่งนอกคือพระกริ่งที่สร้างจากต่างประเทศ เช่น พระกริ่งจีนใหญ่ พระกริ่งปทุมฯจากเขมร เป็นต้น ส่วนพระกริ่งในนั้นที่ได้รับความนิยมในไทยมีอยู่ 2 สำนัก กล่าวคือ 1.จัดสร้างโดยวัดบวรนิเวศ สร้างโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งท่านเป็นผู้สร้างพระกริ่งปวเรศ อันลือชื่อ หายากและมีราคาแพงสุดๆ และ 2 .ของวัดสุทัศนฯ จัดสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ซึ่งท่านสร้างตามกำลังวัน จำนวนไม่มาก ล้วนเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั้งสิ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพระกริ่งล้วนมีรูปแบบมาจากพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาพุทธเจ้า ตามความเชื่อความศรัทธาของนิกายมหายาน ซึ่งเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งพระปณิธาน 12 ประการ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์สมบูรณ์ทั้งกายและจิตใจ ทรงหยั่งรู้ในโลก ทรงเป็นผู้ชี้ทางใมวลมนุษย์หลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นพระศาสดาของเทวดาทั้งหลาย

ปณิธานของพระองค์ทั้ง 12 ประการนั้นกล่าวโดยย่อคือ1.ขอให้กายของพระองค์มีรัศมีรุ่งเรืองไร้ขอบเขตจำกัด และให้สรรสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอภาคเช่นเดียวกับพระองค์2.กายของพระองค์ทอแสงดุจมณีสีฟ้าเปลางแสงออกไปไกลแสนไกล มีรัศมีสว่างกว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ จะนำปัญญาสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส3.ด้วยอำนาจแห่งปัญญาอันหาขอบเขตมิได้ จะนำพาให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากความยากจน4.จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งปวงที่หลงผิด ให้หันกลับมาปฎิบัติเพื่อการหลุดพ้น5.จะนำพาสรรพสัตว์ที่ปฎิบัติแล้วไปสู่ความสำเร็จ โดยไม่ตกไปสู่ห้วงกิเลสอีก6.มนุษย์ทุกรูปนามทั้งพิการ โง่เขลา ตาบอด หูหนวก และเป็นโรคร้ายทั้งปวงเมื่อได้ยินพระนามของพระองค์ ย่อมหายเป็นปกติเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย7.สรรพสัตว์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย บุคคลอนาถาไร้ที่พึ่ง เมื่อได้ยินพระนามของพระองค์ ย่อมหายจากโรคภัยไข้เจ็บ พบความสุขทั้งกายและใจและถึงพร้อมโภคสมบัติทั้งปวง8.หญิงทั้งหลายที่ต้องทนทุกข์ทรมาณ เกิดความเบื่อหน่ายในเพศสตรี เมื่อได้ยินพระนามของพระองค์ หญิงนั้นจะเปลี่ยนเป็นชายโดยสมบูรณ์ทุกประการและบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด9.พระองค์จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นบ่วงมาร ที่เห็นผิดทั้งหลายทั้งปวงจะบังเกิดความเชื่อมั่นในสัจจธรรมจนบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด10.ผู้ที่ถูกจองจำต้องโทษ ถูกจองจำในคุก เมื่อได้ยินพระนามของพระองค์ย่อมเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง11.สรรพสัตว์ที่ทนทุกทุกข์ด้วยความหิวโหย หรือมุ่งเลี้ยงชีพด้วยกรรมชั่ว เมื่อระลึกถึงพระนามของพระองค์จะเพียบพร้อมด้วยอาหารทิพย์12.เหล่ามวลมนุษย์ผู้ยากไร้ที่ปราศจากเครื่องนุ่งห่ม เมื่อได้ยินพระนามของพระองค์และจดจำด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาย่อมได้รับเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับแพรพรรณทุกประการ

จากพระมหาปณิธานของพระองค์ทั้ง 12 ข้อนี้จึงเป็นที่มาของการสร้างพระกริ่ง เพื่อขอพระบารมีจากพระองค์มาปัดเป่า และนำมาซึ่งความสำเร็จตามพระมหาปณิธานของพระองค์โดยสมบูรณ์สำหรับผู้ที่บูชาพระกริ่งนั่นเอง

มูลเหตุการสร้าง พระกริ่งวัดสุทัศน์ฯนั้น เนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรดให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้วก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง)

เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้วก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวรารามได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง ส่งทดการสร้างมาถึงลูกศิษย์เอกของท่านคือเจ้าคุณศรี(สนธิ์) นั่นเอง

ตำนานความเป็นมาของ พระกริ่งและพระชัยวัฒน์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งนายนิรันดร์ แดงวิจิตร หรือ อดีตพระครูวินัยกรณโสภณ เป็นผู้เขียน กล่าวว่า ตำนานพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ “คำว่ากริ่ง” นี้ หมายความว่ากระไร สมเด็จฯ (สมเด็จพระสังฆราช แพ ติสฺสเทว) เคยรับสั่งเสมอว่า คำว่า “กริ่ง” นี้ มาจากคำถามที่ว่า “กึ กุสโล” (กิง กุสะโล) คือ เมื่อพระโยคาวจรบำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้ายจิตเสวยอุเบกขาเวทนา ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนา) เปลี่ยนเป็น อเนญชา (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน คือ ฌานที่ 4)

เป็นเหตุให้ พระโยคาวจรเอะใจขึ้นว่า “กึ กุสโล” นี้เป็นกุศลอะไร เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแปลกประหลาด ไม่เหมือนกับกุศลอื่นที่ผ่านมา ดังนั้นคำว่า “กึ กุสโล” จึงเป็นชื่อของ อเนญชา คือ “นิพพุติ” แปลว่า “ดับสนิท” คือหมายถึงพระนิพพานนั่นเอง”

มส.ตั้งพระพรหมบัณฑิตรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทนสมเด็จพระพุทธชินวง

Published August 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/594538

  • วันที่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 21:25 น.

มส.ตั้งพระพรหมบัณฑิตรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทนสมเด็จพระพุทธชินวง

กรรมการมหาเถรสมาคมแต่งตั้งพระพรหมบัณฑิต เป็น​รักษาการ​เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปกครองคณะสงฆ์มหานิกาย​ รวม 6​ ภาค​ จำนวน​ 23​ จังหวัดในภาคกลาง

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. กรรมการมหาเถรสมาคม ​(มส.)​ ตั้งพระพรหมบัณฑิต​ กรรมการ​ มส.​ อดีต​ อธิการบดี​ มจร.​ เป็นรักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่กลาง​ แทนตำแหน่งที่ว่าง​หลังจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์​ มรณภาพ​ด้วยโรคหัวใจขาดเลือด​ ที่​โรงพยาบาลกรุงเทพ​ วันที่​ 29​ มิ.ย.2562

ทั้งนี้ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง​ คือผู้บัญชาการคณะสงฆ์มหานิกาย​ รวม 6​ ภาค​ จำนวน​ 23​ จังหวัดในภาคกลาง พระพรหมบัณฑิต​ เปรียญธรรม​ 9​ ประโยค​ เป็นนาคหลวง​ จบมจร.​และปริญญาเอก​จาก​มหาววิทยาลัยเดลี​ ประเทศอินเดีย ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาราม​ เป็นพระที่มีศักยภาพสูงบรรยายธรรม​คล่องทั้งภาษาไทย​และอังกฤษ

%d bloggers like this: