Pet”s Business

All posts tagged Pet”s Business

เสื้อผ้าสุนัขติดแบรนด์ “เจาะ” ลูกค้ากลุ่มบี-พลัส ธุรกิจนี้…มีแววรุ่ง

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

Pet”s Business

Paranee-Nutrudee

เสื้อผ้าสุนัขติดแบรนด์ “เจาะ” ลูกค้ากลุ่มบี-พลัส ธุรกิจนี้…มีแววรุ่ง

“…ต้องรู้ด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน ถ้าผู้ผลิตเลือกกลุ่มที่ซื้อเสื้อผ้าสุนัขใส่แล้วทิ้งซื้อใหม่ แบบนั้นมีหลายเจ้า ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะเน้นแต่ปริมาณ การแข่งขันหนักหน่วง และมักขายตัดราคากัน”

“เสื้อผ้าอาภรณ์” ใครว่าเป็นแค่ปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์เท่านั้น

เพราะความเป็นจริงในปัจจุบัน สำหรับกลุ่มคนรัก “น้องหมา-น้องแมว” แล้วล่ะก็

ร้อยละ 99.99 จะมีหน้าที่ประจำคือ เสาะหาเครื่องแต่งตัวสารพัดแบบ มาสวมใส่ให้กับเหล่าลูกรักสี่ขาของพวกเขาทั้งหลาย เพื่อเพิ่มความ “น่ารัก-น่าชัง” มากขึ้นไปอีก

เรียกว่าถ้าแบรนด์ไหนมีดีไซน์เก๋ไก๋ออกมาเมื่อไหร่ แทบทุกคนยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่อั้นกันเลยทีเดียว

เย็บได้ ตลาดไม่เป็น

คงรอวันเจ๊ง

“ทุกวันนี้เสื้อผ้าสุนัขแบรนด์ไทยจริงๆ มีน้อยมาก ที่เห็นขายกันอยู่ส่วนใหญ่มาจากจีน เลยมีแนวคิดอยากเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าสุนัข มีหน้าร้าน มีชุดสวยๆ แขวนขาย และมีลูกค้ามาซื้อหาให้น้องหมาใส่กัน” คุณแหม่ม-สุจิตรา โหมบังลี่ อายุ 27 ปี เจ้าของเพจ “สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo” เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง เรียนจบมาทางด้านสถาปัตย์ เคยทำงานประจำอยู่ได้พักหนึ่ง จึงลาออกมารับงานเป็นฟรีแลนซ์ สอนความรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ให้กับบรรดาผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซ ส่วนงานอดิเรกแสนรัก ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั้นคือ เลี้ยงน้องหมา

และด้วยความชื่นชอบในงานฝีมือ ช่วงไหนว่างเป็นต้องพยายามตัดชุดให้น้องหมาไว้ใส่อยู่เป็นประจำ โดยเริ่มต้นหาความรู้จากกูเกิ้ลเป็นหลัก และพบว่ามีการเปิดสอนตัดเสื้อผ้าสุนัขกันหลายเจ้า แต่ส่วนมากไม่มีการแชร์ให้คนอื่น เธอเลยเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบ “ลองผิด-ลองถูก” ไปเรื่อยๆ

เมื่อขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง จึงอัดคลิปการตัดเสื้อผ้าสุนัขรูปทรงต่างๆ อัพขึ้นเว็บไซต์ยูทูบ หวังให้คนอื่นที่อยากทำบ้างได้เห็น และอาจนำไปต่อยอดเป็นอาชีพถึงขั้นสร้างแบรนด์ของตัวเองได้

ทำออกมาราว 5 คลิป เริ่มมีผู้คนแชร์งานของเธอกระจายไปในโซเชียลมีเดีย

กระทั่งวันหนึ่ง มีมืออาชีพด้านการตัดเสื้อผ้าสุนัข แบบตัวจริงเสียงจริง ชื่อ คุณหมวย-เยาวเรศ แก้วกองมูล อายุ 36 ปี อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาทักทาย ก่อนแนะว่า แพตเทิร์นปกเสื้อสุนัขที่ทำออกมานั้นมันผิด พร้อมกับบอกว่ามีแบบที่ถูกหลักจะให้ โดยไม่คิดราคาค่างวดอะไร

เธอเลยเกิดความประทับใจ จึงชักชวนคุณหมวยมาทำงานร่วมกัน แม้ยังไม่เคยเจอหน้าแบบจริงจังมาก่อน

“คุณหมวยตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขเป็นอาชีพระดับรายใหญ่ แต่ไม่ได้ทำแฟนเพจ เพราะโปรโมตตัวเองผ่านสื่อออนไลน์ไม่เป็น ขณะที่เราทำการตลาดได้ จึงเอาความสามารถ 2 อย่างมารวมกัน จนเกิดเป็นไอเดียเปิดคอร์สสอนให้ผู้สนใจ สามารถตัดเย็บชุดสุนัขได้อย่างถูกต้องสวยงามและขายเป็น เพราะถ้าตัดเย็บได้แต่ทำการตลาดไม่ได้ คงเหมือนธุรกิจที่เปิดแล้วรอวันเจ๊ง” คุณแหม่ม อธิบายที่มา

ตัวเลือกเพิ่ม

ค้าขายคึกคัก

การ “จับมือ” ของผู้หญิง 2 วัย แต่มีใจรักสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน เริ่มต้นด้วยการที่คุณหมวยบันทึกภาพขั้นตอนการตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขแบบต่างๆ ก่อนส่งมาให้คุณแหม่มทำเป็นโฆษณาผ่านทางเพจ “สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo” ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์คอร์สที่จะเปิดอบรม

เกี่ยวกับรายละเอียดการอบรมนั้น คุณแหม่ม บอกให้ฟังคร่าวๆ คุณหมวยจะเป็นผู้สอนหลัก แบ่งออกเป็น 2 คอร์ส คือ คอร์สเล็ก เรียนวันเดียว ราคา 5,000 บาท เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานด้านการตัดเย็บ ส่วนเนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้เริ่มจากเรียนรู้องค์ประกอบชุด วิธีเลือกผ้า รวมถึงบอกให้ทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในธุรกิจนี้

และคอร์สใหญ่ เรียน 4 วัน ราคา 20,000 บาท เนื้อหาแน่นพอที่จะทำให้เมื่อเรียนจบ สามารถตัดออกขายได้เลย โดยหลังจากเรียนรู้เรื่องของการออกแบบ-ตัดเย็บ เสร็จแล้ว ทางคุณแหม่มจะเข้ามาช่วยเสริมในเรื่องของการตลาดให้

“ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ผู้ผลิตมักทำขายเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่ถ้าหาจุดที่ไปตอบสนองความต้องการในจิตใจของเจ้าของ สินค้านั้นน่าจะขายได้มากกว่า และต้องรู้ด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน ถ้าผู้ผลิตเลือกกลุ่มที่ซื้อเสื้อผ้าสุนัขใส่แล้วทิ้งซื้อใหม่ แบบนั้นมีหลายเจ้า ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะเน้นแต่ปริมาณ การแข่งขันหนักหน่วง และมักขายตัดราคากัน

ฉะนั้น ควรเลือกกลุ่มเป้าหมายที่สูงขึ้นมาหน่อย คือค่อนข้างมีกำลังทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้มีไม่น้อย ถ้าตั้งลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ ผู้ผลิตต้องสร้างแบรนด์ ทำสินค้าให้มีเอกลักษณ์และมีดีไซน์ หากตอบโจทย์ข้อนี้ได้ เชื่อว่าจะมีลูกค้าประจำแน่นอน” คุณแหม่ม อธิบายเป็นฉากๆ

การฝึกอบรมหลักสูตรตัดเสื้อผ้าสุนัข ในแบบของคุณหมวย-คุณแหม่มนั้น ผ่านพ้นไปแล้ว 1 รุ่น และกำลังจะเปิดรุ่นที่ 2 ช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ เป็นคอร์ส 1 วัน เหมือนครั้งแรก โดยเลือกใช้ “มาดีฮับ” ซอยเอกมัย 4 สุขุมวิท 63 เป็นสถานที่อบรม

ส่วนคอร์สใหญ่ 4 วันนั้น อยู่ระหว่างเตรียมเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้เรียน เน้นไปที่การออกแบบตัดเย็บ 100 เปอร์เซ็นต์

ก่อนจากกัน คุณแหม่ม ฝากไว้ด้วยว่า ทุกวันนี้งานฟรีแลนซ์ของเธอนั้นก็ยังทำอยู่ แต่ที่เข้ามาเปิดคอร์สสอนสร้างแบรนด์เสื้อผ้าสุนัขนี้ เพราะรู้สึกสนุกและอยากเจอคนที่มีความคิดความชอบเหมือนกัน และไม่เคยมองว่าคนที่มาเรียนจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจในอนาคต

“ถ้าเราถ่ายทอดสิ่งที่ดี ให้คนอื่นไปทำต่อได้ ตลาดแนวนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม ถึงการแข่งขันจะสูง แต่ถ้าการตลาดเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม มีความหลากหลาย ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น จะทำให้ตลาดด้านนี้เติบโต กระทั่งมุมมองของคนที่เลี้ยงสุนัขเปลี่ยนไปว่า พวกเขาไม่ใช่แค่สัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน น้องหมา-น้องแมว จะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก” คุณแหม่ม ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

……………

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตและสร้างแบรนด์เสื้อผ้าน้องหมา-น้องแมว เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook/สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo

Advertisements

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

Pet”s Business

เรื่อง ดวงกมล ภาพ ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

“คาเฟ่สัตว์เลี้ยง” ธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้ที่ตกหลุมรักสัตว์ เทรนด์ธุรกิจมาแรงที่ผสมผสานระหว่างอาหารอร่อย และความน่ารักน่าชังของสัตว์เลี้ยง ล่าสุดมีคาเฟ่ที่นำสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายเอาใจกลุ่มเลิฟสัตว์เอ็กซ์โซติก เป็นแห่งแรกในประเทศไทย จนมีผู้สนใจแห่เข้าไปอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ร้านนี้มีชื่อว่า “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” (Little ZOO Cafe) ตั้งอยู่โครงการสุโขทัย 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท กรุงเทพฯ มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

คาเฟ่อื่น ต้องหลบ

ถึงเวลา จิ้งจอก & ผองเพื่อน

คุณวชิราภรณ์ อร่ามพิบูลผล หรือ คุณเบียร์ เธอเป็นคนรักสัตว์ มีฟาร์มเลี้ยงสุนัขจิ้งจอก เพาะพันธุ์ชูก้าไกลเดอร์, แร็กคูน, ชินชิล่า (สัตว์ฟันแทะเหมือนกระต่าย) แมวไทยขาวมณี สุนัขพันธุ์ยอร์กเชียร์ ฯลฯ สัตว์ที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด

การที่หญิงสาวอยู่ในแวดวงสัตว์เลี้ยง บ่อยครั้งมักจะมีคนเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย เธอเลยตัดสินใจเปิดคาเฟ่เพื่อจะใช้เป็นสถานที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ในการเลี้ยง เสมือนเป็นที่เวิร์กช็อปให้คนที่สนใจมาทดลองเล่น มาสัมผัส มาเรียนรู้ลักษณะนิสัย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายมาเลี้ยง เพราะสัตว์ชนิดนี้บางตัวมีอายุยืนยาวเป็น 10 ปี หากไม่ศึกษาพฤติกรรม อุปนิสัย ซื้อไปไม่เลี้ยงเอาไปปล่อย เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้กับสังคม

คุณเบียร์ตั้งใจอยากให้ผู้เลี้ยงได้เรียนรู้ก่อนจะไปซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย รวมถึงสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ไม่อยากให้เลี้ยงตามกระแส จึงตัดสินใจเปิดเป็นคาเฟ่ทำเป็นอาชีพ โดยสัตว์เลี้ยงในคาเฟ่แห่งนี้จะประกอบไปด้วย เฟนเน็กฟ็อกซ์, เรดฟ็อกซ์, เมียร์แคต, แร็กคูน, สุนัข ทั้งหมดแล้วกว่า 20 ตัว หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนมาให้กอดอุ้ม และแชะภาพถ่ายรูป

เฟนเน็กฟ็อกซ์ มีจำนวน 5 ตัว (สุนัขจิ้งจอกตัวจิ๋วจากทะเลทราย) ตัวเล็กประมาณแมว ขนสีน้ำตาลอ่อน หูกางใหญ่ นิสัยขี้ตกใจ ขี้กลัว แต่ก็ขี้เล่น เรดฟ็อกซ์ 1 ตัว (สุนัขจิ้งจอกจากอเมริกา) เมียร์แคต แร็กคูน สุนัข ทั้งนี้ผู้ใช้บริการจะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของพนักงานจากทางร้าน ที่จะคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดถึงวิธีการเล่น การอุ้ม เพราะสัตว์แต่ละตัวมีธรรมชาตินิสัยที่แตกต่างกัน

“เฟนเน็กฟ็อกซ์” อยู่ในตระกูลจิ้งจอกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก ต้นกำเนิดอยู่ทะเลทรายซาฮาร่า ซูดาน ประเทศอียิปต์ สามารถเลี้ยงในประเทศไทยได้ เพราะไทยมีอากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ลักษณะเหมือนสุนัข กินอาหารเม็ด พฤติกรรมไม่เหมือนสุนัขคล้ายแมวมากกว่า ชอบให้คนเข้าหา จุดเด่นคือ ความซน น่ารัก ใบหูจะมีขนาดใหญ่ คุณเบียร์ใช้วิธีนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ราคาเฉลี่ยตัวละ 60,000 กว่าบาท

กระแสดีเกินคาด

ลูกค้าไทย เทศ บอกต่อ

ด้านกลุ่มลูกค้าของทางร้านมีทั้งชาวไทยที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่รักสัตว์ ชอบอะไรแปลกใหม่ ที่ทราบข่าวจากกระแสโซเชียลจึงแห่เข้ามาถ่ายรูป มาเล่น เพราะบางคนไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้ ชาวต่างชาติก็มีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สเปน รัสเซีย ที่ได้รับข่าวสารจากสื่อต่างชาติที่เผยแพร่ไป

“ลูกค้าทราบจากการบอกต่อจริงๆ ทั้งที่ร้านไม่ได้โปรโมต คิดว่าเป็นเพราะความน่ารักของสัตว์ พนักงานดูแลดี รักสัตว์ ไม่เหวี่ยงลูกค้า จึงได้รับคำชมเสมอ รวมถึงรสชาติอาหารของที่นี่ก็มีดีไม่แพ้ร้านอื่นอย่างแน่นอน”

สำหรับข้อแนะนำและการปฏิบัติตัวในการใช้บริการ คุณเบียร์ บอกว่า ต้องล้างมือด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อนเข้าเล่นกับสัตว์ เพื่อความสะอาดและป้องกันทั้งตัวเราและสัตว์จากเชื้อโรค ถ้าสัตว์ไม่เล่นด้วยห้ามฝืน ห้ามปลุกสัตว์ที่กำลังหลับ ห้ามเปิดแฟลชตอนถ่ายรูป ห้ามส่งเสียงดังรบกวน ตลอดจนวิ่งต้อนสัตว์หากสัตว์ไม่พร้อมให้เล่น เพราะสัตว์เลี้ยงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า เพราะฉะนั้น ต้องสร้างความสนิทสนม ไม่เช่นนั้นหากสัตว์ตกใจแล้วอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ทั้ง 2 ฝ่าย และห้ามให้อาหารที่คนกินกับสัตว์โดยเด็ดขาด

ขนาดพื้นที่ของ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” พื้นที่ชั้นละ 60 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน ค่าตกแต่ง เครื่องใช้ รวมแล้วร่วม 5 ล้านบาท สาเหตุที่หญิงสาวเลือกทำเลนี้เพราะใกล้บ้าน เข้ามาดูแลได้ 24 ชั่วโมง อันที่จริงตอนแรกเธอดูไว้หลายที่ อาทิ ทองหล่อ เอกมัย พระราม 9 แต่ทุกที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ถึงเวลาปิดต้องปิดตามนั้น ไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นที่ให้ทดลองเล่นกับสัตว์แปลกๆ แต่เมื่อเปิดตัวว่าเป็นคาเฟ่ จึงต้องมีอาหารเป็นอีกจุดเด่นของร้านด้วย ในร้านมีเค้ก เครป แซนด์วิช วาฟเฟิล และเครื่องดื่ม กาแฟ ชา ช็อกโกแลต สมูธตี้ และอิตาเลียนโซดา

ใครอยากลองฉีกประสบการณ์ใหม่ ไปเล่นกับบรรดาสัตว์เอ็กซ์โซติก ไปได้ที่ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” ตั้งอยู่ในโครงการสุโขทัยเอฟ 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท โครงการติดกับกรมที่ดิน โทรศัพท์ (092) 448-1116 หรือ http://www.littlezoocafe.com

เปิดธุรกิจ “เลิฟเบิร์ด” นกเลี้ยงง่าย ขายสีสัน

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

Pet”s Business

สดุจตา

เปิดธุรกิจ “เลิฟเบิร์ด” นกเลี้ยงง่าย ขายสีสัน

“ลูกค้าที่ซื้อไปจำหน่ายและนำไปเลี้ยงจะดูนกเป็น ดูเทรนด์สีออก แต่กระนั้นก็จะซื้อจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะการซื้อขายไม่มีใบรับรอง การขายผ่านโซเชียลจึงเป็นช่องทางทำได้ยาก ต้องอาศัยความเชื่อใจสูง”

นอกจากสีสันสวยงาม รูปร่างเล็ก เสียงร้องใสๆ อุปนิสัยของนกชนิดนี้ “เลิฟเบิร์ด” (Lovebird) ยังน่ายกย่อง

ว่ากันว่าเมื่อเติบโตเต็มที่ เลิฟเบิร์ดจะหาคู่ของตัวเอง และเมื่อพบคู่แล้ว จะครองรักไปจนกว่าคู่ของตนจะตายจากไป บ้างว่าบางตัวถึงขั้นตรอมใจตายตาม

จริงเท็จเช่นไรไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งได้มาพบกับเลิฟเบิร์ดตัวจริง และได้เห็นภาพของการดูแลถ้อยทีถ้อยอาศัย

เปิดธุรกิจเลิฟเบิร์ด

เปิดตลาดคนรักนก

“Mally Lovebird” (มอลลี่ เลิฟเบิร์ด) คือฟาร์มนกเลิฟเบิร์ดขนาดกลาง ที่ “เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสเข้าไปเยือน และได้สัมผัสการใช้ชีวิตของนกชนิดนี้มา แม้จะไม่นานแต่ทว่าก็ได้เห็นมุมน่ารักๆ

สอบถาม คุณเกรียงไกร แม้นเหมือน เจ้าของฟาร์มผู้มีประสบการณ์เลี้ยงนกมากว่า 3 ปี บอกเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้นกชนิดนี้เป็นที่สนใจของผู้เลี้ยงคือ สี ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ สร้างสีสันขึ้นมาอวดโฉม จนกลายเป็นเทรนด์สีที่ตลาดต้องการ ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงนกชนิดนี้ คุณเกรียงไกร ว่า มาจากความรักสัตว์ และเมื่อคิดสร้างอาชีพเสริม จึงมองไปยังสัตว์เลี้ยงก่อน

แม้เริ่มต้นวางแผนกับการเลี้ยงปลาสวยงาม สร้างบ่อเตรียมไว้รองรับ รวมถึงซื้ออุปกรณ์บางชิ้นมาตระเตรียม แต่ด้วยพื้นที่มีปัญหาน้ำ จึงต้องล้มเลิกไป จนกระทั่งหันมาให้ความสนใจเลิฟเบิร์ด เพราะหุ้นส่วนเคยเลี้ยงจำหน่ายมาก่อน

การลงทุนทั้งโรงเรือน และองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ทั้งเดินทางไปตามฟาร์มเลิฟเบิร์ดศึกษาจากผู้เลี้ยงโดยตรง และเปิดโลกโซเชียล ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้เลี้ยงจัดตั้งเฟซบุ๊กเพื่อเป็นกระบอกเสียงแนะนำให้ความรู้

“แม้หุ้นส่วนจะมีองค์ความรู้มาก่อน แต่ก็หยุดธุรกิจไปสักพักหนึ่งแล้ว ในขณะการเลี้ยงจำหน่ายนกชนิดนี้มีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาต่อเนื่อง อย่างการพัฒนาสายพันธุ์ เราจึงต้องหันมาศึกษาอีกครั้ง ทั้งระบบดูแล ให้อาหาร เรียนรู้วิธีผสมสี เพราะนกชนิดนี้มีจุดขายคือ สี อย่างในปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้สีที่ได้รับความนิยมคือ เยลโล่ เฟส (W/F)”

ขายความจริงใจ

เลี้ยงง่าย ขายสีสัน

พื้นที่เช่าทำโรงเรือนขนาดประมาณ 80-100 ตารางเมตร กับค่าก่อสร้างราว 200,000 บาท ซึ่งในส่วนของโรงเรือนเป็นลักษณะโอเพ่นแอร์ แต่ทว่าต้องกรุด้วยตาข่ายตาถี่ เพื่อป้องกันศัตรูของนก อย่าง หนู งู เป็นต้น

จำนวนพ่อแม่พันธุ์เลิฟเบิร์ด 40 คู่ ถูกซื้อมาจากฟาร์มมีชื่อเสียงในประเทศไทย กับราคาขายคู่ละ 1,500 บาท ไปจนถึง 20,000 บาท ขึ้นอยู่กับสี จากนั้นนำมาผสมสายพันธุ์ให้ได้สีสันตามตลาดต้องการ โดยมีตลาดรับซื้อชั้นนำ อย่าง ตลาดนัดจตุจักร, ตลาดนัดจตุจักร 2 มีนบุรี, ตลาดไท เป็นต้น

“ก่อนก้าวมาเปิดฟาร์ม เราดูตลาดแล้วว่าจะขายใคร ควรมีร้านรับซื้อแน่นอน เพราะเลิฟเบิร์ดอาจขายไม่ได้ผลบนโลกโซเชียล โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ก้าวเข้ามาใหม่ ความเชื่อถือไม่เกิด เราต้องเข้าไปติดต่อกับผู้ขาย เปิดเผยฟาร์มให้เห็น จากนั้นก็ใช้ความจริงใจเข้าแลกกับความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งตอนนี้จะมีทั้งผู้ซื้อที่เป็นร้านจำหน่ายเพื่อไปขายต่อ ผู้ต้องการนำไปขยายธุรกิจนำไปเลี้ยงต่อ ซื้อไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซื้อไปเลี้ยงเอง และรวมถึงฟาร์มขนาดใหญ่ที่รับซื้อเพื่อนำไปทำตลาดส่งขายทั้งในและต่างประเทศ โดยประเทศกำลังให้ความนิยมได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์”

จากจำนวนนก 40 คู่ ขยับขยายเป็น 200 คู่ ซึ่งในแต่ละเดือนให้กำเนิดลูกนกกว่า 20 ตัว ส่วนราคาขายก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เริ่มต้น 500 บาท ไปจนถึงประมาณ 10,000 บาท ต่อตัว แต่กับราคาต่ำกว่า 1,000 บาท ค่อนข้างซื้อง่ายขายคล่อง

คุณเกรียงไกร ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงนกที่พร้อมผสมพันธุ์อายุจะราว 1 ปี โดยผสมพันธุ์ปีละ 4 ครั้ง ให้ไข่ครั้งละ 4-5 ฟอง ส่วนเปอร์เซ็นต์รอดประมาณ 3-4 ตัว

เจาะสายพันธุ์หายาก

สร้างชื่อเสียงให้ฟาร์ม

ด้วยเพราะตอนเริ่มต้นเป็นฟาร์มใหม่ คุณเกรียงไกรจึงหาจุดขายสร้างชื่อเสียง โดยเลือกผสมสายพันธุ์นกหายากอย่างสายพันธุ์ฟอลโล่ (Follow) ในตาสีแดง โดยราคาขายลูกนกสูงถึงตัวละ 5,000 บาท ซึ่งขณะนี้สามารถเพาะได้เดือนละประมาณ 4-5 ตัว

“ลูกค้าที่ซื้อไปจำหน่ายและนำไปเลี้ยงจะดูนกเป็น ดูเทรนด์สีออก แต่กระนั้นก็จะซื้อจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะการซื้อขายไม่มีใบรับรอง การขายผ่านโซเชียลจึงเป็นช่องทางทำได้ยาก ต้องอาศัยความเชื่อใจสูง”

แม้ในวันนี้กลุ่มผู้เลี้ยงเลิฟเบิร์ดจะยังไม่กว้างมากนัก แต่ทว่ากับการดูตลาดมาตลอดระยะเวลาทำธุรกิจ ก็เห็นว่ามีโอกาสขยาย โดยสังเกตได้จากฟาร์มเปิดเพิ่มมากขึ้น อย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมแล้ว 20-30 แห่ง และด้วยจำนวนฟาร์มที่เปิดมากขึ้นนี้เอง มีผลต่อการแข่งขันด้านราคาตกลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ผู้ที่จะยืนหยัดอยู่ในเส้นทางสายนี้ได้ ต้องตามเทรนด์สี พัฒนาให้ทันความต้องการของตลาด

“ตลาดในประเทศไทยตอนนี้อาจอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ว่าถ้าทำตลาดต่างประเทศได้ โอกาสยังอีกยาวเลย และวิธีจะทำได้คือต้องสร้างกลุ่ม หาผู้นำเก่งๆ เพื่อก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ อย่างตัวผมเอง ขณะนี้ได้รับโอกาสจากฟาร์มใหญ่ช่วยทำตลาดให้อีกทางหนึ่ง”

สอบถามถึงการดูแลเลิฟเบิร์ด สำหรับผู้ต้องการนำไปเลี้ยง หรือนำไปสร้างเป็นธุรกิจ คุณเกรียงไกร ว่า ถ้าจำนวนนกมาก สถานที่เลี้ยงควรห่างไกลจากชุมชน เพราะส่งผลกระทบมลภาวะทางเสียง ส่วนขนาดฟาร์มขึ้นกับจำนวนนก โดยนก 1 คู่ สามารถอยู่ในกรงเบอร์ 2 โดยมีชุดกล่องไม้ ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่หลบภัยและไว้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับลูกนก

นอกจากนั้น จะต้องมีอุปกรณ์สำหรับให้อาหารและน้ำ โดยคุณเกรียงไกรแนะนำว่า ควรใส่อาหาร (ธัญพืชหลากหลายชนิด มีจำหน่ายในร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยง) ในภาชนะทรงสูง เพื่อลดความสูญเสีย (เพราะธรรมชาติของนกจะคุ้ยเขี่ยอาหารขณะกิน)

การเปลี่ยนอาหารทำได้ 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง ส่วนน้ำควรเปลี่ยนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเมื่อแม่นกให้กำเนิดลูก ควรใส่ข้าวโพดฝักสดเพื่อสร้างคุณค่าอาหารในการเจริญเติบโต

“ตอนนี้การลงทุนในส่วนของอาหารตกเดือนละประมาณ 4,000 บาท ส่วนการดูแลไม่ยากเลย เรื่องอากาศ ประเทศไทยถือว่าเหมาะต่อการเลี้ยง เพราะเลิฟเบิร์ดชอบอากาศร้อน”

สำหรับผู้ต้องการเลี้ยงไว้ดูเล่น หรือเลี้ยงเพื่อสร้างธุรกิจ สามารถเดินทางไปยังฟาร์ม “Mally Lovebird” ซึ่งตั้งอยู่แขวงคลองสามวา (ถนนไทยรามัญ) โดยโทรศัทพ์สอบถามเส้นทางได้ที่ คุณเกรียงไกร (081) 345-2192

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

Pet”s Business

PARANEE

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

“เมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ…”

เพิ่งเปิดตัวเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

สำหรับ Dogdays (ด๊อกเดย์) โรงแรมของ “น้องหมา” สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกของไทย

แม้จะเป็น “น้องใหม่” ของแวดวงงานบริการด้านที่พัก

แต่เจ้าของกิจการ อาจไม่ใช่หน้าใหม่ในธุรกิจสัตว์เลี้ยง เพราะเป็นผู้ให้บริการรถรับ-ส่งสุนัข แบรนด์ Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลีโม่) มาได้กว่า 2 ปีแล้ว

……………

ช่วงสายๆ ของวันทำงาน คุณแอน-ฐิติพร น้อยพานิช และ คุณเพอรี่-สุทิศา ปาติยเสวี สองสาวเจ้าของกิจการที่เกริ่นไว้ กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม กันเอง…เหมือนเคย

เริ่มต้นให้ฟัง กิจการเพ็ทซี่ฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้ามีการบอกต่อว่าสะดวกและไว้ใจได้ และใช้บริการเป็นประจำอยู่กลุ่มหนึ่ง

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้มีการ “ต่อยอด” มาทำธุรกิจโรงแรมน้องหมา

เพราะความจริง โครงการสร้างโรงแรมนี้มีมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ก่อนเพ็ทซี่ฯ เสียอีก แต่เพราะยังติดขัดในหลายเรื่องจึงเลือกทำเพ็ทซี่ฯ ก่อน

ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะมีโอกาสเรียนรู้นิสัยของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงนิสัยของเจ้าของแต่ละคนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้กับกิจการล่าสุดนี้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ธุรกิจ สองสาว ช่วยกันเล่า ลูกค้าของเพ็ทซี่ฯ ส่วนใหญ่มีความต้องการด้านความช่วยเหลือ เช่น พาไปหาหมอ พาไปส่งบ้าน ฯลฯ ซึ่งความยากจะอยู่ที่การเข้าถึงลูกค้าได้ทันเวลา

หากสำหรับโรงแรม “น้องหมา” ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการพาสุนัขมาพักผ่อน หาความสนุกสนาน

ฉะนั้น โจทย์ความยากของการทำธุรกิจนี้ จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ทั้งน้องหมาและเจ้าของมีความสุข

“การฝากหมา-แมว สมัยนี้พัฒนาขึ้น เมื่อก่อนอาจมีแค่คลินิกหรือโรงพยาบาล ที่พอไปฝากก็นำเข้ากรง ปล่อยให้นอนเหงาๆ ไป แต่โรงแรมของเรา อยากทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแค่พาน้องหมา มาเปลี่ยนบ้านอยู่แค่นั้น” คุณแอน อธิบายแนวคิด

ก่อนบอกต่อถึงสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ทุกวันนี้ผู้ประกอบการด้านนี้เริ่มมีมากขึ้น อาจเป็นเพราะหลายคนมองภาพรวมว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก และมีกำไรดี แค่สร้างห้องให้สวย-น่ารัก สร้างสระว่ายน้ำ ก็ทำเป็นโรงแรมน้องหมาได้แล้ว

แต่แนวทางในการประกอบธุรกิจของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เพราะสำหรับ Dogdays การสร้างความสุขให้น้องหมา จนเจ้าของสัมผัสและมองเห็นได้ นับเป็นความท้าทายที่จะต้องไปให้ถึงให้ได้

“ตลาดโรงแรมสุนัข มีดีมานด์ไม่มากแต่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนเลี้ยงสุนัขเริ่มมีความสนใจธุรกิจบริการแบบนี้กันมากขึ้น การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งเมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ ความยากจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้วสัมผัสได้ว่าของเรามีความแตกต่าง” คุณแอน เผย

ใช้เวลา 4 ปีกว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างโรงแรมน้องหมาอย่างที่เห็น มีความยากง่าย มากน้อยแค่ไหน สองสาวหัวเราะร่วน ก่อนลากเสียงยาว บอกพร้อมกัน ยากกก…มากกก ค่ะ

พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง เริ่มจากรายละเอียดของวัสดุในการก่อสร้างนั้น เพราะถ้าจะทำโรงเรือนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สิ่งแรกที่จะต้องสื่อออกไปให้ได้ ความสะอาด นับตั้งแต่กลิ่นและมลภาวะทั้งหมด ขณะเดียวกัน วัสดุหรือโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จะใช้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากจะสวยงามน่ารักแล้วยังต้องมีความคงทนเป็นพิเศษด้วย

เพราะโรงแรมสุนัข ต้องมีการทำความสะอาดมากกว่าโรงแรมคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีเรื่องของกลิ่นและขน เป็นปัญหาสำคัญ ฉะนั้น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจึงต้องแตกต่างออกไป ซึ่งแน่นอนราคาก็ต้องสูงขึ้นตามคุณภาพด้วย

นอกจากนี้ เรื่องของพื้นที่ใช้งาน มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องออกแบบเป็นพิเศษให้ปลอดภัยสูงสุด น้องหมาไม่หลุด ไม่หาย ไประหว่างที่มาพัก

“ประสบการณ์ที่ได้มาจากการทำเพ็ทซี่ฯ ทำให้มีความรู้หลายเรื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมของน้องหมา อย่างตัวเล็กๆ หลายคนอาจไม่ทราบว่ากระโดดเก่งมาก ฉะนั้น ความสูงและระบบเปิด-ปิดของรั้ว จึงสำคัญอย่างยิ่ง กลอนประตู จะเลือกใช้แบบทั่วไปไม่ได้ ต้องเลือกระบบล็อกโดยอัตโนมัติกับทุกประตู เพราะแค่เสี้ยววินาทีเดียว น้องหมาอาจวิ่งเตลิดออกไปแล้ว” คุณแอน บอกจริงจัง

กระซิบถามถึงงบลงทุน เฉพาะสิ่งปลูกสร้างไม่รวมราคาที่ดิน สองสาวมองหน้ายิ้มกว้างให้กัน ก่อนบอกตรงๆ

“ตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงบานปลายไป 2 เท่าแล้ว และคิดไว้น่าจะคืนทุนได้ใน 2-3 ปี แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วค่ะ”

ใกล้จบบทสนทนา ขอให้ฝากไปถึงผู้ที่กำลังสนใจอยากลงทุนทำโรงแรมสัตว์เลี้ยงบ้าง คุณแอนอาสาเป็นตัวแทน บอกว่า การเลี้ยงลูกคนอื่น ไม่ใช่งานง่าย ตอนแรกตัวเธอเองก็เข้าใจว่า เก็บเข้าห้อง พาลงสระ เจ้าของพอใจ

แต่พอเข้ามาทำจริงๆ ต้องดูแลน้องหมาทุกตัว เหมือนดูแลลูกคนอื่น ห่วงไปสารพัด กินหรือยัง อึสีอะไร ฉี่หรือเปล่า จนแทบไม่มีเวลาดูแลลูกตัวเอง

ฉะนั้น การจะเป็นนักลงทุนอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องมีทุนของการเป็นคนรักสัตว์อย่างมากด้วย

Dogdays (ด๊อกเดย์) by Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลี่โม่) เป็นโรงแรมและสระว่ายน้ำเพื่อน้องหมา สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกในประเทศไทย พื้นที่โดยรอบนำเสนอด้วยภาพวาดเก๋ๆ ของน้องหมาสายพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบ Graffiti ตั้งแต่ทางเข้าสู่ภายในโรงแรม เสริมบรรยากาศโดยรอบให้มีความน่ารัก-สนุกสนาน

พื้นที่ภายในโรงแรมประกอบด้วย

– ห้องพักส่วนตัว ไฮไลต์คือ ห้องสไตล์ พูลวิลล่า เพิ่มความพิเศษด้วย Connecting Room เพื่อให้น้องหมาที่มาด้วยกันสามารถเดินหากันได้

– สระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ 5×10 เมตร สามารถรองรับน้องหมาตัวใหญ่ ได้วิ่งเล่นรอบสระ และกระโดดน้ำได้อย่างสบาย

– สนามหญ้า และร้านกาแฟชิกๆ ที่ให้คุณจิบกาแฟ และนั่งมองน้องหมาของคุณวิ่งเล่นได้อย่างใกล้ชิด

สำหรับการบริการนั้น ประกอบด้วย สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ที่เจ้าของสามารถลงเล่นกับน้องหมาได้อย่างสบายใจ เพราะมีการตรวจสอบค่าน้ำและทำความสะอาดทุกสัปดาห์

ด๊อกโฮเทล มีทั้งฝากเลี้ยง แบบเช้าไปเย็นกลับ และพักค้างคืน น้องหมาจะไม่ต้องเหงาอีกต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่พาไปขับถ่าย วิ่งเล่นในสนามหญ้า

ส่วนอัตราค่าบริการในส่วนของห้องพัก แบ่งออกตามขนาดห้องและน้ำหนักตัวของน้องหมา โดยห้องพักมี 3 ขนาด คือ มินิพูล, ควีนส์พูล และ คิงส์พูล

เริ่มต้นมินิพูล คืนละ 500 บาท สำหรับน้องหมาน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ควีนส์พูล คืนละ 600-700 บาท และ คิงส์พูล เริ่มต้นที่ 800 บาท ทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศเปิดบริการ 24 ชั่วโมง

ส่วนค่าบริการสระว่ายน้ำ คิดราคาตามน้ำหนักตัวและประเภทขน เริ่มต้นที่ 400 บาท

Dogdays ตั้งอยู่บนพื้นที่ 178 ตารางวา บนถนนรามอินทรา เข้าซอยรามอินทรา 62 แยก 1 แขวง-เขต รามอินทรา กรุงเทพฯ

สอบถามเส้นทางและรายละเอียดการขอใช้บริการได้ที่ โทรศัพท์ (088) 688-5444 อีเมล dogdaysbkk@gmail.com หรือ เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม/ไลน์ : dogdaysbkk

“หมาเจ็บ” เบาะน้องหมานอนสบาย

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

Pet”s Business

สดุจตา

“หมาเจ็บ” เบาะน้องหมานอนสบาย

ด้วยพื้นฐานเป็นคนรักสัตว์ และมีโอกาสทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการหนังสือ “หมาเจ็บ” จากหนังสือต่อยอดมาเป็นอาชีพ ทำให้วันนี้ คุณปวีณา สารภี กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเบาะนอนและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ได้รับเสียงตอบรับอันดี มีตลาดจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ จนแทบจะเรียกได้ว่า กำลังผลิตไม่พอต่อความต้องการ

ปิ๊งที่นอนน้องหมา

จับด้อยมาทำเด่น

ถูกและดี มีอยู่ในสินค้าแบรนด์ “หมาเจ็บ” ที่ใส่ใจตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ ออกแบบโดยเน้นประโยชน์ใช้สอย ดูแลรักษาง่าย จวบจนความสบายที่มอบให้กับน้องหมา

“ดิฉันทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือเด็ก และได้มาอยู่ในทีมทำหนังสือหมาเจ็บ ตรงนี้นี่เองทำให้คิดถึงการต่อยอดจากรูปภาพน้องหมาน่ารักๆ มากมาย นำมาผลิตเป็นโปสการ์ด วางขายในตลาดนัดจตุจักร แต่ก็ขายได้ไม่คุ้มค่าเช่าพื้นที่ จึงนำหลักความรู้ด้านการตลาดที่ร่ำเรียนมาวิเคราะห์ พบว่า คนส่วนใหญ่เดินทางมาซื้อสัตว์เลี้ยง ซื้ออุปกรณ์ให้กับสัตว์เลี้ยงมากกว่า จึงเริ่มหันมามองสินค้าอื่นแทน”

คุณปวีณา ว่า น้องหมาก็ไม่ต่างจากคนที่ต้องการปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต ทั้ง อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งไอเดียของคุณปวีณาผุดขึ้นมากับเบาะนอน เพราะตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีผู้ผลิต

ประสบการณ์ด้านออกแบบไม่มี จึงเริ่มต้นซื้อสินค้าแบรนด์อื่นมาทำการวิเคราะห์หาจุดเด่น ส่วนอะไรที่เป็นจุดด้อยก็ทำให้เด่นขึ้นมา อย่างเช่น ทำเบาะให้นุ่มน่านอน เพราะเบาะนอนทั่วไปส่วนพื้นมักจะแข็งรองรับน้ำหนักได้ไม่สบายพอ

ด้านการตัดเย็บ จัดจ้างแรงงานผลิตในละแวกบ้านของตนเอง จวบจนผลตอบรับดี จึงจัดตั้งโรงงานผลิตเป็นของตนเอง โดยขณะนี้มีแรงงานผลิตประมาณ 20 คน

จากพื้นที่เช่าแผงค้า 2 ห้องในตลาดนัดจตุจักร ขยับเป็น 4 ห้อง และ 8 ห้อง สำหรับลูกค้า นอกจากคนไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาจับจองสินค้าไปจำหน่ายต่อ อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย ศรีลังกา เวียดนาม

ขายผ่านออนไลน์

ได้ลูกค้าไทย-เทศ

ค้าขายผ่านไปได้นับปี จนกระทั่งฐานลูกค้าเริ่มแน่น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีโทรศัพท์เพื่อสั่งซื้อสินค้า ประกอบกับยอดขายในตลาดนัดจตุจักรไม่ดีเท่าที่ควร จึงปิดหน้าร้านแล้วหันมามุ่งดูแลการผลิต พร้อมๆ ไปกับทำตลาดส่งออกอย่างจริงจัง โดยมีโชว์รูมโรงงานเป็นหน้าร้าน รวมไปถึงขายผ่านเว็บไซต์ของตนเอง เฟซบุ๊ก และผ่านเว็บไซต์ลาซาด้า ซึ่งก็ได้ลูกค้าร้านค้าสัตว์เลี้ยงทั้งในตลาดนัดจตุจักร, ตลาดสนามหลวง 2, ร้านไดโซะ และร้านค้าสัตว์เลี้ยงทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมแล้วประมาณ 20 ราย รับสินค้าไปจำหน่ายต่อ

สำหรับราคาขายนั้น กำหนดขายปลีกเริ่มต้นตั้งแต่ชิ้นละ 60 บาท ไปจนถึง 1,600 บาท (ขายส่งถูกกว่าประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือขึ้นกับจำนวนสั่งซื้อ)

คุณปวีณา เล่าย้อนถึงตลาดต่างประเทศ จนเป็นที่มาของการจัดตั้งบริษัทว่า “เมื่อปี 2550 มีลูกค้าญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฮาวาย เดินทางมาติดต่อให้ผลิตสินค้าเพื่อนำไปสร้างแบรนด์ของเขาเอง โดยส่งผ้ามาให้ และสั่งสินค้าประมาณ 3 เดือนครั้ง ครั้งละ 40,000-50,000 บาท แต่ด้วยตอนนั้นเราไม่เข้าใจกระบวนการส่งออก ทำให้ต้องศึกษาเรียนรู้ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า จึงจัดตั้ง บริษัท หมาเจ็บ ด็อก กูดส์ ช็อป (ไทยแลนด์) จำกัด ขึ้นในปี 2551”

การจัดตั้งบริษัท ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากขึ้น ยอดขายจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 5 ล้านบาท โดยสัดส่วนค้าส่งราว 80 เปอร์เซ็นต์ มีตลาดในประเทศเป็นหลัก 70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นส่งออกไปขายยังตลาดต่างแดน

ผู้ประกอบการคนขยัน ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกวันนี้แม้ไม่มีหน้าร้าน แต่ลูกค้ายังคงอยู่และเกิดลูกค้าใหม่ตามมาอย่างต่อเนื่อง นั้นเพราะความมุ่งมั่นตั้งใจผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เน้นประโยชน์ใช้สอยที่บางแบบมากกว่าหนึ่ง อย่างเช่น บ้านกล่องมีหลังคา แต่สามารถนำมาพับกลายเป็นเบาะโซฟาได้ และสำคัญคือ คิดแทนลูกค้า

“ด้วยเพราะสินค้าชิ้นใหญ่ ถ้าบรรจุไม่ดีก็จะเสียค่าขนส่งสูงมาก และไม่ได้จำนวน ฉะนั้น เราจึงออกแบบให้สินค้าพับได้ ใส่ถุงครั้งละหลายๆ ใบซ้อนกัน โดยเมื่อนำออกมาจะไม่เสียทรง และการันตีเลยว่าสามารถซักได้ทั้งใบโดยไม่เสียทรง แต่ควรใส่ในถุงซัก ซึ่งเราจะบรรจุไปให้ลูกค้า เพื่อความสะดวกในการใช้งาน”

เอกลักษณ์ผ้าพิมพ์ลาย

เตรียมขยายสู่ AEC

คุณปวีณา ว่า วัตถุดิบคือส่วนสำคัญ โดยยกตัวอย่างฟองน้ำนำมาใช้จะสั่งผลิตด้วยสูตรเฉพาะ เพื่อให้ได้คุณภาพแข็งแรง นุ่มเหนียว แต่คืนตัวได้ดี ส่วนผ้าก็เลือกใช้ผ้าคอตต้อนที่มีให้เลือกมากกว่า 70 แบบ โดยหลายแบบสั่งพิมพ์ลายเอกลักษณ์เฉพาะของหมาเจ็บ เพื่อสร้างความต่างจากท้องตลาด ส่วนผู้ที่ต้องการความหรูหราจะเลือกใช้ผ้าขนที่ให้ความนุ่มน่าสัมผัส เอาใจสุนัขที่รักความนุ่มนวล

สินค้าประเภทเบาะที่นอน ถือว่าเป็นสินค้าหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ บ้านหลังคา 20 เปอร์เซ็นต์ และเสื้อยืด 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมีหลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าเลือก ซึ่งการออกแบบนี้ คุณปวีณา ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากไอเดียที่เข้าร่วมสัมมนากับหน่วยงานภาครัฐ และหลายแบบที่สร้างสรรค์ขึ้นได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว

“สินค้าผลิตมาเพื่อน้องหมาสายพันธุ์เล็กไปจนถึงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม และยังผลิตสินค้าใช้ได้กับสัตว์เล็ก อย่าง กระต่าย Sugar Glider หรือแมวก็ใช้ของสุนัขได้ด้วย โดยสินค้าจะมีราคาหลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น”

คุณปวีณา มองว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงมีความเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะสุนัขและแมว แต่ผู้ผลิตต้องเรียนรู้ รู้จักการพัฒนาให้ทันตลาด อย่างช่วงใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ผู้ประกอบการคนเก่งเตรียมพร้อมขอสินเชื่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) วงเงิน 1 ล้านบาท โดยมี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เพื่อนำเงินมาลงทุนกับคลังสินค้าหลังใหม่ ในการสต๊อกผลิตภัณฑ์ไว้จัดจำหน่ายได้ทันยอดสั่งซื้อ และไม่เพียงเท่านั้น ยังวางแผนยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรรองรับกำลังผลิตที่จะตามมา โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 1 ล้านบาท

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบตลาดคนรักสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีความเติบโตสูง

สนใจติดต่อ ร้านหมาเจ็บ ตั้งอยู่ เลขที่ 333/83 โครงการบัวทองแฟคทอรี่ 1 หมู่ 3 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110 โทรศัพท์ (080) 419-5566 หรือ http://www.mahjeb.com, http://www.facebook/fanpage.mahjeb

“Daddy pet” ดีไซน์เพื่อน้องหมา

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

Pet”s Business

สดุจตา

“Daddy pet” ดีไซน์เพื่อน้องหมา

ความรักและใส่ใจในพฤติกรรมของสุนัข ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นำมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั้งเจ้าของบ้าน และเพื่อนสี่ขา

“Daddy pet” คือเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพดี ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของคน และเพิ่มออปชั่นให้กับสัตว์เลี้ยง และนอกจากนั้นแล้ว งานดีไซน์ยังมีรูปลักษณ์เหมาะกับผู้ชื่นชอบตกแต่งบ้าน

สัตว์เลี้ยงบันดาลใจ

เฟอร์ฯ เข้าใจสัตว์เลี้ยง

ผลงานชิ้นนี้ ผ่านการออกแบบโดย คุณเกดสุดา เมธีวิวัฒน์ และ คุณพงศ์ภวัน กฤตพิชญ์นันท์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพฤติกรรมของเพื่อนสี่ขาที่เลี้ยงไว้

“เรา 2 คนเป็นดีไซเนอร์ โดยคุณพงศ์ภวันทำงานด้านกราฟิก ส่วนดิฉันทำงานเฟอร์นิเจอร์ แต่เหตุให้เราหันมาสนใจทำสินค้าเพื่อสุนัขก็เพราะสังเกตเห็นพฤติกรรมของสุนัขที่บ้านคือ พอเราเดินไปนั่งที่เก้าอี้เขาจะเข้ามาคลอเคลีย และชอบซุกตัวอยู่ใต้เก้าอี้ นี่คือพฤติกรรมที่เห็นเป็นประจำ จนกระทั่งเกิดไอเดียให้คนและสัตว์ได้มีเวลาร่วมกัน”

พฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นเฉพาะสุนัขที่บ้านของเราเอง หรือสุนัขทุกตัวเป็นเช่นนี้?

นี่คือสิ่งที่ทั้งสองค้นหาคำตอบผ่านโลกอินเตอร์เน็ต กระทั่งพบว่า “มันเกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณของสุนัขที่มีเชื้อสายมาจากหมาป่า จะชอบอยู่ในถ้ำ เวลานอนจะหาที่อบอุ่น ปลอดภัย โอบล้อมไว้ 3 ด้าน ยกเว้นด้านหน้า จึงทำให้เรารู้ได้ว่าจริงๆ แล้วสุนัขไม่ได้ต้องการพื้นที่กว้างขวาง ขอแค่สามารถกลับตัวได้พอแล้ว จึงไม่แปลกใจว่าการออกแบบที่นอนสัตว์เลี้ยงแบรนด์ต่างๆ จะออกแบบให้เป็นทรงโค้ง ทรงเหลี่ยม”

หลังผลิตสินค้าออกมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนและสุนัขในบ้านได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่เมื่อ พ่อแม่ เพื่อนพ้อง เข้ามาเห็นผลงานต่างบอกให้ต่อยอดบนเส้นทางสายธุรกิจ

Daddy pet จึงถือกำเนิดขึ้น โดยผลิตวางตลาดในปี 2012 ส่วนช่องทางเข้าถึงลูกค้าอาศัยออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง แต่ทว่าในครั้งแรก ผลตอบรับกลับไม่ดีดังหวัง

“สินค้าของเราคือเฟอร์นิเจอร์ที่มีออปชั่นสัตว์เลี้ยง ฉะนั้น ต้นทุนในการผลิตจึงสูง แต่เมื่อไปวางขายในตลาดสัตว์เลี้ยง ผู้พบเห็นก็มองแค่เป็นสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ลูกค้าไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับด้วย จึงเท่ากับว่าราคาตั้งไว้สูงเกินไป”

ตกแต่งบ้านแล้วสวย

ด้วยดีไซน์แปลกตา

คุณพงศ์ภวัน ยังกล่าวต่อว่า ด้วยการวางตำแหน่งสินค้า รวมไปถึงการออกแบบ ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์มากกว่าสินค้าสัตว์เลี้ยง บวกกับความใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีผู้ผลิตใดทำออกมา จึงกลายเป็นความไม่คุ้นเคย การขายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาคือ สร้างการรับรู้ ให้ลูกค้าเข้าใจในผลิตภัณฑ์ก่อนว่าคืออะไร “แม้การออกงานครั้งแรกจะขายสินค้าไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว แต่สินค้าก็สามารถดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจเป็นจำนวนมาก จึงอาศัยช่วงระหว่างนี้อธิบายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ารับทราบ ทั้งผ่านสินค้าจริง รูปภาพ วิดีโอ”

การวางแผนด้านการออกแบบ ยังมุ่งเน้นหัวใจสำคัญให้สินค้าเป็นของตกแต่งบ้าน ซึ่งเข้ากับคนในสังคมยุคนี้ “นอกจากจะมีฟังก์ชั่นที่เหมาะทั้งคนและสัตว์เลี้ยง อีกจุดหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือ ต้องตกแต่งบ้านได้ด้วย ฉะนั้น กลุ่มคนที่มาซื้อก็จะเป็นคนที่สนใจตกแต่งบ้านและมีสัตว์เลี้ยงไว้ในการดูแล”

ทั้ง 2 ผู้ประกอบการยังให้เหตุผลถึงการออกแบบสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน จึงเหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตกแต่งภายใน ซึ่งทั้งสองเลือกใช้วัสดุไม้เป็นหลัก เพราะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและมีคุณค่า โดยไม้ที่เลือกนำมาใช้ได้แก่ ไม้โอ๊ก ไม้แอช เป็นหลัก

“จากการออกงานแสดงสินค้า ทำให้ได้ข้อเสนอแนะจากลูกค้ามากมาย ฉะนั้น ในคอลเล็กชั่นต่อมา เริ่มมีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ อย่างพลาสติก ส่วนไม้ก็มีการนำไม้ประเภทอื่นมาใช้ อย่างไม้ยางพาราของประเทศไทย ต่างชาติให้การยอมรับมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น เราเลือกที่จะใช้ไม้ปลูก ไม่ใช่ไม้ป่า และทำให้สามารถรียูสได้ ซึ่งชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วย”

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง 2 ผู้ประกอบการยังเลือกใช้ไม้อย่างรู้คุณค่า อย่างเศษไม้ก็นำมาผลิตเป็นฐานรองภาชนะให้อาหารของสุนัข “เราพบข้อมูลว่า สุนัขมักจะมีปัญหากระดูกคอและสันหลัง ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการก้มกินอาหารต่ำเกินไป ดังนั้น การรองภาชนะให้สูงขึ้นก็เท่ากับช่วยสุนัขได้อีกวิธีหนึ่ง”

คนทำต้องรักสัตว์

ตลาดไปได้อีกไกล

ความโดดเด่นของสินค้าอีกจุดหนึ่งที่มองเห็นได้คือ งานทำมือ ที่แม้ในส่วนของการผลิตหลักจะจ้างโรงงาน แต่ทว่าในรายละเอียด คุณเกดสุดายังเลือกลงมือทำเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าและความละเอียดสวยงาม

ในด้านการออกแบบยังเพิ่มความหลากหลาย เข้ากับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะคนเมืองที่จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม และนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กและแมว การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเน้นให้เหมาะกับพื้นที่จัดวาง อย่าง การวางเข้ามุม

“สินค้าแรกที่ออกแบบมาจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทั้งคนและสุนัขใช้ร่วมกันได้ แต่มาวันนี้เราได้ออกแบบสินค้ากลุ่มเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงขึ้นมาด้วย แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ว่าสามารถเป็นสินค้าตกแต่งภายในบ้านได้ และจากแต่ก่อนสินค้าเริ่มแรกทำมาราคาชิ้นละ 5,800 บาท ตอนนี้มีสินค้าราคาถูกลง อย่างถ้าทำจากไม้ยางพารา ราคาประมาณ 3,000 บาท เพราะเราเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย แต่คุณภาพคือสิ่งที่ต้องพิถีพิถัน แม้กระทั่งสีต้องไม่มีสารตะกั่ว ไม่มีสารปรอท ปราศจากโลหะหนัก”

การออกแบบสินค้าใหม่ๆ คืออีกหนึ่งความตั้งใจที่ทั้ง 2 นักออกแบบให้ความสำคัญ โดยกำหนดไว้ว่าใน 3-4 เดือนจะออกแบบสินค้า 1-2 รายการ เพื่อตอบโจทย์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่ปรับเปลี่ยนเร็ว

ส่วนช่องทางจัดจำหน่าย ยังคงให้ความสำคัญกับการขายผ่านโลกออนไลน์ และหน้าเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็นช่องทางที่สะดวกรวดเร็วต่อผู้บริโภค

ณ วันนี้ถ้าพูดถึงตลาดสัตว์เลี้ยง ถือว่าได้รับความนิยมมาก จนหลายคนมุ่งหวังสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการให้แนวคิดกับจุดเริ่มต้นว่า อันดับแรก ต้องเป็นคนรักสัตว์ “อาชีพนี้ต้องสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง และเท่าที่ผมทำธุรกิจมา พบเห็นเพื่อนร่วมทางเดียวกัน ตอบได้เลยว่า 100 เปอร์เซ็นต์เขาเลี้ยงสัตว์ และจุดเริ่มต้นการผลิตสินค้าก็มาจากสัตว์เลี้ยงของเขา ส่วนในมุมของผู้ซื้อ ผมมองว่า คนที่เลี้ยงและรักสัตว์จะมองว่านี่คือสิ่งจำเป็น ฉะนั้น ถ้าเขาพอใจในผลิตภัณฑ์ก็จะยอมจ่าย แม้เศรษฐกิจจะตก แต่สินค้าประเภทนี้ก็จะยังคงขายได้”

สนใจติดต่อ “Daddy pet” คลิก http://www.daddypetshop.com, Facebook:daddypetshop, LINE ID:daddypet และ IG:daddypet หรือโทรศัพท์ (083) 714-9900

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

Pet”s Business

Paranee

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย”

Thai Dog House (ไทยด๊อกเฮ้าส์) คือผู้ออกแบบและรับผลิตบ้านสุนัข บ้านแมว และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่และสายพันธุ์ของสัตว์ ภายในตัวบ้านของน้องหมา สามารถติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมมากมายตามรสนิยม ไม่ว่าจะติดพัดลม ติดเครื่องปรับอากาศ ติดไฟในบ้าน ติดไฟนอกบ้าน ติดมุ้งลวด ติดตะแกรงกันน้องหมาออก ปูกระเบื้อง ติดล้อเลื่อนติดประตูสะวิงให้เข้าออกเองได้

“เราให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้แตกต่างจากกรง บ้านสุนัขในแบบของเราทนแดดทนฝน กันยุง และสามารถเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สุนัขของท่านได้ไม่ต่างจากบ้านคน”

คือคำแนะนำตัวจาก คุณเอ้-เปรมใจ โพธิกัน เจ้าของกิจการ Thai Dog House วัย 33 ปี

ก่อนคุยให้ฟังต่อ จบการศึกษาด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ ด้านการจัดการทั่วไป ก่อนหน้านี้ทำงานออฟฟิศควบคู่กับอาชีพเสริม คือทำฟาร์มเพาะสุนัขพันธุ์ชิวาวา

จนเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูสารคดีต่างประเทศเห็นบ้านสุนัขน่ารักดี ทางคุณตั้ม-แฟนหนุ่ม จึงทำมาให้ แต่พอลูกค้าที่มาซื้อน้องหมาชิวาวา เห็นแล้วเกิดชอบใจขอซื้อไปหลายต่อหลายครั้ง

ทำให้เกิดความคิดทำบ้านน้องหมาออกมาขายให้จริงจังเป็นเรื่องราวเป็นราว

ช่วงแรกทำงานประจำควบคู่กับการช่วยกิจการ Thai Dog House ด้านการตลาดและการขาย ทำอยู่ได้ไม่นานผลตอบรับดีเกินคาด จึงลาออกมาดูแลแบบเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นทำบ้านน้องหมาออกมาเป็นแบบธรรมดาเหมือนทั่วไป แต่เท่าที่ทราบมีคนทำขายกันไม่กี่เจ้าและลูกค้ายังไม่มากเท่าไหร่

แต่หลังจากนั้นไม่นานการซื้อขายเริ่มคึกคักมากขึ้น มีลูกค้ามาขอให้ทำแบบใหม่ๆ แปลกๆ พอทำออกมาตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี เขาก็พอใจจนบอกต่อกันไป” คุณเอ้ เล่าอย่างนั้น

และว่าต่อ บ้านน้องหมาของ Thai Dog House ยุคปัจจุบันจึงเป็นบ้านน้องหมาที่ฉีกกฎทั่วไป ไม่ใช่หลังคาหน้าจั่วธรรมดา แต่มีการออกแบบในหลายดีไซน์ อย่าง แนววินเทจ โมเดิร์นร็อก คลาสสิก รวมทั้งบ้านน้องหมาทรงเลียนแบบบ้านเจ้าของ เรียกว่าเป็นการย่อแบบบ้านเจ้าของให้เล็กลงและรูปทรงเหมือนกันทุกรายละเอียด

“Thai Dog House เลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ ผนังบ้านสามารถเลือกได้หลากหลาย เน้นแผ่นเรียบเพื่อสะดวกในการทำความสะอาดและสะดวกต่อการกำจัดเห็บหมัดที่อาจเกาะอยู่ตามผนังบ้าน ส่วนสีที่นำมาทาตกแต่งเป็นสีป้องกันเชื้อราสามารถทำความสะอาดได้ง่าย หลังคาใช้สีทาหลังคาบ้านคนโดยเฉพาะ” คุณเอ้ แจงรายละเอียด

ก่อนวิเคราะห์ให้ฟังถึงแนวโน้มความต้องการของตลาด คนไทยมีนิสัยรักสัตว์ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว หลายคนอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและเลี้ยงสุนัขเหมือนลูก กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก

แต่ถึงแม้เจ้าของกับน้องหมาจะรักกันแค่ไหน กลับพบว่า หลายครั้งเกิดปัญหาไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันต่อได้ เช่น บางคนเลี้ยงสุนัขไว้ก่อนแต่งงาน พอแต่งงานมีลูกไม่สามารถเลี้ยงคลุกคลีได้ เพราะกลัวลูกจะเป็นภูมิแพ้ เป็นต้น

ครั้นจะให้ไปอยู่นอกบ้านหรือยกให้คนอื่นก็สงสาร เพราะน้องหมาอาจตรอมใจตายได้ บ้านน้องหมาที่สวยงามสะดวกสบายตามฐานะ จึงเป็นการแก้ปัญหาดีที่สุด วิน-วินทั้ง 2 ฝ่ายคือ เจ้าของสามารถอยู่กับสัตว์เลี้ยงได้เหมือนก่อนแต่เป็นสัดเป็นส่วนมากกว่าเดิม

ทราบมาว่า Thai Dog House มีลูกค้าเป็นเซเลบ-ดารา-นักร้อง หลายคน คุณเอ้ยิ้มกว้าง ก่อนบอก ก่อนหน้านี้โรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นับเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อซื้อขายพอสมควร อีกทั้งการค้าทางอินเตอร์เน็ตยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก จึงต้องพยายามเน้นประชาสัมพันธ์ และสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าด้วยการอัพเดตการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อธุรกิจไปได้ดีและแข็งแรงขึ้น ลูกค้าจึงค่อยๆ มีการบอกต่อกันไปในหลายกลุ่ม

ถามถึงราคาขาย คุณเอ้ บอก เริ่มต้นที่ 8,000 บาท และสูงสุดเท่าที่เคยทำมาอยู่ที่ 300,000 บาท เป็นบ้านของน้องหมาพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่เจ้าของอยากให้เป็นบ้านที่มีรูปทรงเดียวกันกับคฤหาสน์ของเขา

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย” คุณเอ้ เผย

ก่อนบอกถึงความตั้งใจในธุรกิจ อยากส่งไปขายต่างประเทศ อย่าง อิตาลี สเปน เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องการขนส่ง เนื่องจากบ้านมีขนาดใหญ่และหนักมาก ระหว่างนี้จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าให้ส่งออกได้

ปัจจุบัน โรงงานผลิตบ้านสัตว์เลี้ยง แบรนด์ Thai Dog House ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สนใจสอบถาม โทรศัพท์ (093) 789-2353 (คุณเอ้) หรือ (095) 879-3519 (คุณตั้ม) อีเมล : thaidoghouse@hotmail.com และ Facebook : http://www.facebook.com/Thaidoghouse

%d bloggers like this: