pet care

All posts tagged pet care

pet care : ‘กระต่าย’

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362884

pet care : 'กระต่าย'

pet care : ‘กระต่าย’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“น้องกระต่าย” ที่พูดถึงนั้น ไม่ใช่ที่ขูดมะพร้าวในครัวเหมือนสมัยก่อนนะครับ (แต่คิดว่าเด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักกระต่ายที่ผมพูดถึงกันแล้วล่ะครับ) แต่วันนี้เราจะพูดถึง “กระต่าย” ซึ่งในปัจจุบันเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดที่นิยมกันมาก ไม่แพ้สุนัขและแมวเลยทีเดียวครับอาจเนื่องจากรูปร่างหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดู ตัวไม่ใหญ่นักใช้พื้นที่ในการเลี้ยงก็ไม่มาก อีกทั้งไม่ส่งเสียงดังรบกวนอีกด้วย สาเหตุเหล่านี้ จึงทำให้พบเห็นคนเลี้ยงกระต่ายตามบ้านเรือน หอพัก ห้องเช่า หรือคอนโดกันมากขึ้น วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ จากคลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากกันครับ

การจะเลี้ยงกระต่ายให้มีสุขภาพดีนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องของเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม”

บ่อยครั้งที่มีเจ้าของนำกระต่ายมารักษาด้วยปัญหาการไม่กินอาหาร ท้องอืด ท้องเสีย หรือมีฝีตามบริเวณใบหน้า ซึ่งเมื่อหมอสอบถามประวัติการให้อาหารแล้ว พบว่าส่วนใหญ่มักให้เฉพาะอาหารเม็ดบ้างก็เป็นเฉพาะผักผลไม้ ถ้าแปลกหน่อยก็เป็นพวกขนมขบเคี้ยวของคน แต่ไม่ได้มีการให้กินหญ้าเลย

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า “ทำไมต้องให้กินหญ้าด้วย ทั้งๆ ที่อาหารเม็ดที่ใช้ก็มีคุณค่าทางอาหารเพียงพออยู่แล้วนี่”

เรามาทำความเข้าใจหลักโภชนาการที่สำคัญของกระต่ายกันก่อนครับ

อาหารของกระต่ายที่เหมาะสม ควรมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีใยอาหาร (fiber) สูง ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 20 เนื่องจากใยอาหารมีความสำคัญต่อสมดุลของระบบทางเดินอาหารในกระต่ายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ฟันไม่งอกยาวเกินไป ช่วยกระตุ้นทางเดินอาหารให้บีบตัวอย่างเหมาะสมรวมถึงเป็นต้นกำเนิดของ “อุจจาระพวงองุ่น” ซึ่งเป็นแหล่งของกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ ที่กระต่ายจะเก็บเข้าไปกินใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

พบว่าอาหารประเภทผัก ผลไม้ และอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะมีปริมาณของเยื่อใยไม่เพียงพอกับความต้องการของกระต่าย ดังนั้นการให้อาหารที่มีใยอาหารสูง จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของกระต่ายเป็นอย่างมาก ได้แก่ หญ้าชนิดต่างๆ เช่น หญ้าขน หญ้าทิโมธี หญ้าแพงโกร่าหญ้าอัลฟาฟ่า เป็นต้น

ปริมาณการให้อาหารกระต่ายใน 1 วัน ควรให้ในอัตราส่วนโดยประมาณดังนี้ หญ้า ร้อยละ 75 อาหารเม็ด ร้อยละ 15 ผักชนิดอื่นๆ ร้อยละ 10

การให้อาหารที่ไม่เหมาะสมนั้น เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่สำคัญในกระต่าย เป็นผลทำให้กระต่ายป่วย ไม่กินอาหาร จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันถึงโรคที่พบบ่อยในกระต่ายกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisements

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ ตอนที่4 (ตอนจบ)

Published March 4, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/361511

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ ตอนที่4 (ตอนจบ)

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ ตอนที่4 (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

หากเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มีแนวโน้มของการอุดตันที่กระเพาะอาหาร การใช้กล้องส่องตรวจเพื่อคีบออกมา ก็มักจะเป็นทางเลือกแรก แต่หากใช้การคีบออกไม่สำเร็จแล้ว การเปิดผ่าช่องท้อง
ก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำการแก้ไข

– ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมจำพวกไม้เสียบลูกชิ้น เข็มเย็บผ้าหรือสิ่งแปลกปลอมที่มีคม สุนัขสามารถกลืนผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารแล้ว ทางเลือกอื่นในการแก้ไขก็อาจเหลือน้อยลง การรอคอยให้สุนัขขับถ่ายออกเองจะเป็นไปได้ยากมาก รวมถึงโอกาสที่จะเกิดการทิ่มทะลุออกมานอกทางเดินอาหารก็เป็นไปได้สูง การทิ่มทะลุกระเพาะอาหารออกมาทิ่มเนื้อตับ (ซึ่งอยู่ชิดกับกระเพาะ) ก็พบได้บ่อยเช่นกัน หากปล่อยทิ้งไว้ สุนัขจะแสดงอาการเจ็บท้องอย่างรุนแรงเเล้ว โดยอาจเกิดสภาวะผนังช่องท้องอักเสบรุนแรงได้

– ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมอุดตันในลำไส้ จำพวกก้อนหินจัดสวนก้อนใหญ่ หรือเป็นเมล็ดทุเรียน (ในช่วงเมษายน ถึง มิถุนายน) เมล็ดมะม่วง (มีตลอดทั้งปีโดยเฉพาะมะม่วงสามฤดู) ส่วนใหญ่จะติดคาอยู่ในลำไส้เล็ก ก็มีความจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อเปิดลำไส้ แล้วเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา ส่วนใหญ่แล้ว สุนัขมักจะแสดงอาการปวดท้องรุนแรง และกินอาหารไม่ได้ เนื่องจากกรณีนี้ กว่าที่เจ้าของจะสังเกตเห็น ก็ทิ้งไว้นานมากแล้ว เพราะสุนัขจะค่อยๆ แสดงอาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าสุนัขป่วยด้วยโรคอื่นไป

– ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมจำพวกผ้า หรือพลาสติกที่เป็นเส้นเช่น เชือกผูกรองเท้า เชือกด้าย หรือกระทั่งไหมขัดฟัน ซึ่งหลายครั้งพบว่ามีการติดอยู่บริเวณลำไส้เล็ก และสุนัขมักจะแสดงอาการป่วยเมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วเช่นกัน เนื่องจากการวินิจฉัยทำได้ยากเพราะสิ่งของเหล่านี้จะไม่ปรากฏขึ้นบนภาพถ่ายรังสี หากแต่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษโดยการกลืนแป้งเอกซเรย์ช่วย แต่ก็มีหลายครั้งที่การชี้ชัดทำได้ไม่ง่ายนัก ในกรณีนี้การแก้ไขจำเป็นต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว  และโอกาสที่จะพบการเสียหาย หรือการตายของลำไส้จึงมีสูง และมักพบได้ว่าสุนัขต้องถูกตัดต่อลำไส้ร่วมด้วย

@ หลังทำการผ่าตัดแก้ไขแล้ว  ควรดูแลสุนัขอย่างไร

หลังผ่าตัด สัตวแพทย์มักแนะนำเจ้าของ ให้ฝากสุนัขพักฟื้นในโรงพยาบาลสัตว์เพื่อดูอาการก่อน เนื่องจาก ในช่วง 2-3 วันแรกนั้น  มีความจำเป็นต้องงดอาหาร โดยรอยแผลของทางเดินอาหารจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาย แต่สำหรับน้ำนั้นเราสามารถให้กินได้บ้าง ในปริมาณน้อยมากๆ แค่พอให้ปากสุนัขไม่แห้งจนเกินไป เพราะถ้างดน้ำไปทั้งหมดเลยอาจทำให้สุนัขมีการหลั่งน้ำลายออกมามากกว่าปกติ ก็สามารถทำให้บาดแผลในทางเดินอาหารสัมผัส กับน้ำลายแล้วเกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้นได้

@ มีวิธีใด ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตูบจอมซนกลับไปกินของเหล่านี้ได้อีก

สิ่งสำคัญที่เจ้าของสามารถทำได้ คือ พยายามเก็บของใช้ในบ้านให้เป็นที่เป็นทาง ไม่เปิดโอกาสให้สุนัขไปแทะ หรือกินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นได้ รวมถึงการให้อาหารก็ควรฉีกหรือแกะออก

จากภาชนะ หรือไม้เสียบเสียก่อนจะยื่นให้สุนัขได้กินนอกจากนี้อาจต้องมีการฝึกวินัยสุนัขเสียตั้งแต่ตัวยังเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ครับ

เมื่อเราได้ทราบถึงความน่ากลัวจากการกินสิ่งแปลกปลอมใกล้ตัว การอุดตันหรือติดค้างของสิ่งแปลกปลอมว่าสามารถสร้างปัญหาได้มากถึงเพียงนี้ ผู้เลี้ยงสุนัขควรคำนึงถึง “การป้องกัน”
มากกว่า “การแก้ไขหลังเกิดปัญหา” สุนัขที่เราดูแลจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งอันเนื่องมาจากการอุดตัน เเละฉีกขาดของทางเดินอาหาร  รวมถึงความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากการถูกผ่าตัดแก้ไข ทั้งนี้การมีสุนัขอยู่ในบ้านก็คงไม่ต่างอะไรกับการมีเด็กเล็กอยู่เช่นกัน ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่ สังเกตความผิดปกติของสุนัข ก็นับได้ว่าเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของเจ้าของทุกท่านครับ

ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับข้อมูลดีๆ จาก นายสัตวแพทย์สุวิชา จุฑาเทพ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 3)

Published February 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360120

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 3)

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 3)

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันคร่าวๆ เกี่ยวกับการกลืนสิ่งแปลกปลอมรวมถึงการตรวจวินิจฉัยไปแล้ว วันนี้เรามาคุยกันต่อครับ

@หากพบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินอาหารแล้ว จะมีวิธีรักษาอย่างไร

สำหรับแนวทางการรักษาคร่าวๆ คือ ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ก่อนว่า อะไรคือสิ่งแปลกปลอม? มีขนาดและลักษณะเป็นอย่างไร? ติดอยู่ที่บริเวณใด? ติดมานานแค่ไหน? การอุดตันมากแค่ไหน? สภาพของสัตว์ป่วยเป็นอย่างไร? ยังดูปกติอยู่ หรือโทรม อ่อนแรงแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยในการพิจารณาหาทางเลือก และทางออกของปัญหานี้  ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือที่คลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์นั้นๆ อีกด้วย

คุณหมอบอยได้ยกกรณีตัวอย่างให้เห็นดังนี้ครับ

-การติดของกระดูกก้างปลา หรือเข็มเย็บผ้า ที่ติดอยู่ในช่องปาก และเป็นสุนัขที่ใจดี ไม่ดุร้าย ก็จะง่ายต่อการเปิดปาก แล้วเอาอุปกรณ์คีบเอาออกได้โดยตรงเลย แต่ทั้งนี้ก่อนจะคีบออก สัตวแพทย์ผู้แก้ไขสามารถจะเลือกใช้ยาลดปวด หรือยาซึมกับสุนัขก่อนจะลงมือ  เพื่อช่วยให้สุนัขสงบลง และลดความเจ็บปวดเสียก่อนได้

-การติดของกระดูกสันหลังหมู (เล้ง) กระดูกไก่ (ที่แหลมคม) หรือเบ็ดตกปลา ในหลอดอาหารที่ลึกเข้าไป จากช่องปาก กรณีนี้การตรวจวินิจฉัยอาจจำเป็นต้องรวมไปถึง การตรวจสอบการฉีกขาดของหลอดอาหารเสียก่อน  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยพบการฉีกขาดเพราะหลอดอาหารค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูง  การแก้ไขก็สามารถทำได้โดยการส่องกล้องเข้าไป เเล้วค่อยๆ คีบออกมา ทั้งนี้บริเวณของหลอดอาหารที่มักจะพบว่ามีการอุดตันมักอยู่บริเวณหลอดอาหารส่วนท้ายก่อนที่จะผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหาร เนื่องจากมีกล้ามเนื้อหูรูดกันทำให้ไม่สามารถเข้ากระเพาะส่วนต้นเข้าไปได้

ปัญหาใหญ่จะเกิดได้มากขึ้น ในกรณีที่ไม่สามารถคีบออกหรือดันลงไปในกระเพาะได้ หรือมีการฉีกขาดของหลอดอาหาร ทำให้เศษอาหารหลุดเข้าไปในช่องอก กรณีนี้สัตวแพทย์มีความจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดเปิดช่องอกเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในลำดับถัดไป ทั้งนี้การผ่าตัดช่องอกจำเป็นต้องอาศัย “ทีมศัลยสัตวแพทย์ที่มีความชำนาญและอุปกรณ์ช่วยเหลือ” เพิ่มเติม ซึ่งสัตวแพทย์จะทำการเตรียมพร้อมและชี้แจงทำความเข้าใจกับเจ้าของเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุนัขประสบอยู่

-ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมชิ้นไม่ใหญ่นัก และไม่มีขอบคม เช่น ก้อนหิน ลูกแก้ว หรือแม้กระทั่งกระดูกหมูที่ติดอยู่ในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ สัตวแพทย์จะพิจารณาว่าของเหล่านั้นมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันหรือไม่ (จากการประมวลผลจากการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา หรืออัลตร้าซาวนด์) หากไม่มีปัญหาการอุดตันเกิดขึ้น การรอคอยหรือการให้เวลาเพื่อดูสถานการณ์ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งมีหลายครั้งที่พบว่าสุนัขสามารถขับถ่ายออกมาได้เองตามปกติ ทั้งนี้สัตวแพทย์อาจพิจารณาที่จะให้ยาระบายอ่อนๆ มาช่วยให้สุนัขขับถ่ายออกมาได้คล่องขึ้น

(อ่านต่อตอนจบสัปดาห์หน้านะครับ)

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 2)

Published January 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358556

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 2)

pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 2)

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

@ถ้าพบว่าสุนัขเรากินสิ่งแปลกปลอมเข้าไป(หรือเพียงแต่สงสัยก็ตาม) เราควรทำอย่างไรดี

ในกรณีที่ฉุกเฉิน เช่น สงสัยว่าสิ่งแปลกปลอมอุดตันเข้าไปในส่วนของ “หลอดลม” ก็มีความจำเป็นต้องวิ่งไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้บ้านโดยทันที  เพราะถ้าทางเดินหายใจถูกปิดกั้น นับว่าเป็นอันตรายรุนแรงสูงสุด

ส่วนในกรณีที่เป็นเบ็ดตกปลาที่ยังมีสายเบ็ดยื่นออกมาจาก “ปาก”  ให้เจ้าของตัดสายเบ็ด (เชือกหรือเอ็น) ให้ยาว ออกมาจากปากประมาณ 1 คืบ  เพื่อช่วยสัตวแพทย์ให้ทำการเอาออกได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เจ้าของควรพามาพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด  เพราะหากทิ้งไว้นาน จะนำมาซึ่งผลเสียที่รุนแรงได้ เช่น การเกิดหลอดอาหารโป่งพอง หรือฉีกขาดจากการอุดตันนานๆ  หรือกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ หากสิ่งแปลกปลอมมีความคม โดยเฉพาะไม้เสียบลูกชิ้นถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจทะลุผ่านกระเพาะอาหารไปทิ่ม และฝังอยู่ในกลีบตับได้

ข้อที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือ งดการให้อาหารหลังประสบเหตุทันที เพราะจะช่วยลดโอกาสการรั่วของอาหารหรือน้ำ ผ่านออกมาจากทางเดินอาหารเจ้าช่องอกหรือช่องท้องได้รวมถึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสำลักจากการวางยาซึมหรือยาสลบ ในกรณีที่สัตวแพทย์จำเป็นต้องวางยาสลบเพื่อช่วยเหลือหรือแก้ไขอีกด้วย

@สัตวแพทย์จะชี้ชัดได้อย่างไร ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตัวสุนัขจริงๆ

อันดับแรกเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด ก็คือโดย“การซักถามและตรวจสอบประวัติ” รวมถึงคำยืนยันของเจ้าของซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพยานปากสำคัญ

จากนั้น “การตรวจร่างกาย” โดยการเปิดปากสำรวจในช่องปาก หรือคอส่วนต้น หรืออาจมีการคลำตรวจในช่องท้องร่วมกัน จะช่วยในการตรวจหาได้ผลยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อาจต้องอาศัยวิธีทางรังสีวิทยา โดยการ“เอกซเรย์” หรือใช้ “เครื่องอัลตร้าซาวนด์” เพื่อช่วยวินิจฉัยโดยหากสิ่งแปลกปลอมเป็นกระดูก ก้อนหิน หรือวัตถุที่มีส่วนประกอบเป็นโลหะ ก็จะสามารถเห็นจากภาพถ่ายทางรังสีวิทยาได้แต่หากเป็นเศษพลาสติก เศษผ้า เศษด้าย เศษไม้ เมล็ดผลไม้เช่น มะม่วง ทุเรียน ก็อาจมีความจำเป็นจะต้องใช้ “เทคนิคพิเศษทางรังสีวิทยา” มาช่วยเพิ่มเติม เช่น การให้สัตว์กลืนสารทึบรังสี หรือที่เราเรียกว่า “กลืนแป้ง” เข้าไป เพื่อช่วยให้สารนั้นเข้าไปเคลือบสิ่งแปลกปลอม ทำให้เรามองเห็นได้จากภาพถ่ายรังสี รวมทั้งถ้ามีการอุดตันก็จะพบได้ว่าแป้งที่กลืนนั้นจะสะสมอยู่บริเวณส่วนหน้าที่มีการอุดตันได้อย่างชัดเจน และหากโชคร้ายที่มีการทะลุเข้าช่องท้องด้วย ก็จะพบได้ว่ามีสารทึบรังสีแพร่กระจายออกมาจากทางเดินอาหารได้อย่างชัดเจน

ในโรงพยาบาลสัตว์ที่มีเครื่องอัลตร้าซาวนด์ ก็สามารถใช้อุปกรณ์นี้ในการช่วยวินิจฉัยได้ โดยการสแกนดูความผิดปกติภายในบริเวณทางเดินอาหารที่สงสัยว่ามีการอุดตันเกิดขึ้นเพิ่มเติม ภายหลังที่วินิจฉัยโดยการเอกซเรย์แล้ว เพื่อเป็นการยืนยันขนาด รูปร่าง และลักษณะของสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ

เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้นะครับ สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันต่อ ถึงวิธีการรักษาและการป้องกันปัญหานี้กันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

Published January 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355722

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

มีหลายครั้งสิ่งของที่เราๆ วางข้าวของเกะกะในบ้าน โดยที่อาจไม่ทราบว่า สิ่งของเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเป็นอาวุธร้ายที่อาจพรากชีวิตสัตว์เลี่ยงที่เรารักไปจากเราได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สุนัขที่มีนิสัยชอบกินชอบแทะโดยไม่เลือก ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากเด็กเล็กๆ ที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก และหลายครั้ง ก็เผลอกลืนสิ่งเหล่านั้นเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ (หรืออาจจะตั้งใจกลืนกินเข้าไปเลยก็ได้) ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกกลืนเข้าคอไปแล้ว สิ่งร้ายๆ อาจเกิดตามมาได้ในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้นวันนี้ผมมีข้อมูลจาก หมอบอย “นายสัตวแพทย์สุวิชา จุฑาเทพ”เรื่อง “อันตรายจากสิ่งแปลกปลอมใกล้ตัว” มาคุยให้ฟัง เพื่อจะได้เป็นหนทางที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับเจ้าตูบเจ้าเหมียวของเรากันครับ

@ อะไรบ้าง ที่อาจจะเป็นอันตรายได้หากสุนัขเผลอกลืนลงไป

ตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยว่า ทุกอย่างที่มีขนาดใหญ่หรืออะไรก็ตามที่เป็นของมีคมครับ แต่ตัวอย่างที่เราพบเห็นได้เสมอเลย นั่นก็คือ “กระดูก” ไม่ว่าจะเป็น “กระดูกหมูชิ้นใหญ่ๆที่พอดีคำ” กับการอุดทางเดินอาหาร (ถ้าชิ้นใหญ่มากๆ ก็จะกลืนเข้าไปไม่ได้  คงได้แต่นอนคุมเชิงกันท่าไม่ให้สุนัขตัวอื่นมายุ่งเท่านั้น) “กระดูกสันหลังหมู” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “เล้ง” ที่มีมุมมีแง่งยื่นออกมา หรือ “กระดูกไก่” ที่เมื่อแตกหักแล้วจะมีความแหลมคมมาก และพร้อมที่จะอุดตันหรือทิ่มแทงหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

แม้กระทั่ง “ก้อนเนื้อ” เป็นชิ้นๆ ที่เราเอาให้กินนั้น ถ้าเป็นชิ้นที่ใหญ่มากๆ แล้วเผอิญว่ามีเพื่อนสุนัขในบ้านหลายตัวพร้อมที่จะแย่งกันกิน เจ้าตูบจอมงกก็พร้อมที่จะกลืนลงคอได้ทั้งชิ้นทันทีแน่นอนครับ

นอกจากนี้ ยังมีของอีกหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ได้แก่…

-เบ็ดตกปลาที่ถูกกลืนลงไปพร้อมกับปลาหรือเหยื่อที่เจ้าของเกี่ยวไว้

-ก้อนหิน ก้อนปูนซีเมนต์

-เชือกผูกรองเท้า ไหมขัดฟัน เศษผ้า/เศษด้าย/เศษไหม ซึ่งเป็นของที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว

-ถุงพลาสติกที่ถูกกลืนกินลงไปพร้อมกับอาหารแสนอร่อย

นอกจากนั้นในบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เช่น ต้นมะม่วงที่มีผลหอมหวานนั้น เตรียมใจไว้สำหรับการเจอปัญหานี้ได้เลยเพราะเมื่อเข้าฤดูที่มะม่วงสุกและหล่นตามโคนต้น แล้วเจ้าตูบพร้อมที่จะกินไปทั้งเมล็ดได้เลย

@เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าตูบได้กินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปแล้ว

ก่อนอื่น เจ้าของจะต้องรู้นิสัยของสุนัขที่เราเลี้ยงนั้นก่อนว่า เขามีความซุกซน ตะกละ หรือมีนิสัยกินไม่เลือกหรือเปล่าถ้าใช่แล้วละก็ เราจะต้องเริ่มระมัดระวังสักหน่อย เมื่อพบว่ามีของบางอย่างในบ้านหายไป โดยที่ยังหาจำเลยไม่ได้  จากนั้นการสังเกตอาการของผู้ต้องสงสัย (นั่นคือเจ้าตูบ)ก็จะต้องเริ่มดำเนินการต่อไป โดยการ…

-การตรวจสอบสภาพการกินอาหารได้ ว่าปกติหรือไม่

-พยายามใช้สองขาหน้าตะกุย หรือเขี่ยช่องปากหรือไม่

-แสดงอาการสำรอก หรืออาเจียนให้เห็นหรือไม่

-เมินหรือปฏิเสธอาหาร แม้แต่สิ่งที่เขาชอบมากๆ ก็ตาม

หากพบอาการเหล่านี้ และเจ้าของมัวปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปปัญหาที่ตามมาอาจรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในรายที่สุนัขมีน้ำหนักตัวลดลงมาก หรือแสดงอาการปวดท้องอย่างรุนแรงแล้วนั่นเอง

โดยเฉพาะในรายที่เจ้าของเห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า เช่น ในรายที่ตับไก่ปิ้งหอมๆ พร้อมทั้งไม้เสียบ ถูกกลืนลงไป

ต่อหน้าต่อตา หรือกระโดดกินปลาพร้อมเบ็ดลงไป โดยที่ยังมีสายเบ็ดคาอยู่ที่มุมปาก หากมีหลักฐานชัดแบบนี้ ก็หมดข้อกังขา ว่าเจ้าตูบเราได้ก่อปัญหาให้กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่2)

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353003

x

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่2)

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดกันถึงอาการและสาเหตุของโรคไตวายกันไปแล้ว ซึ่งสาเหตุของโรคนั้น คือการได้รับสารพิษ สารเคมีในอาหาร หรือการได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูงเป็นเวลานาน ได้แก่ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ที่ใช้รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนัง และหูเป็นต้น ยาในกลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์(Non-Steroidal Antiinflammatory Drugs) หรือ NSIADs ซึ่งใช้รักษาโรคกระดูก ข้อ และเป็นยาลดปวด ซึ่งเป็นอันตรายถ้าให้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ โดยเฉพาะให้ในสัตว์อายุมาก

@ สัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตวายคือกลุ่มใด?

ไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่มักเกิดในสุนัขอายุมาก สัตว์มีสภาวะร่างกายที่เสื่อมถอยลง ส่วนใหญ่พบในสุนัขที่ได้รับอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ แทบจะตลอดชีวิต เช่นตับไก่ย่าง (ตับช่วยบำรุงเลือดก็จริง แต่ก็เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขจัดสารตกค้างและเป็นที่สะสมสารพิษในร่างกายไก่ ประกอบกับการปรุงรสที่เค็มและเข้มข้นจากผู้ปรุง) และในแมวที่กิน ปลาทูเข่ง (เป็นปลาทูที่ถูกต้มในน้ำเกลือแล้วเอามาวางเรียงใส่เข่งขายตามท้องตลาด) เป็นประจำทุกมื้อติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเกลือและสารตกค้างที่ทำให้เกิดภาวะไตวายได้สูงมาก

@ อาการของโรคไตวายที่พบเป็นอย่างไร?

อาการของสัตว์ที่มีปัญหาเรื่องไตที่เราสังเกตได้ ที่ได้เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือ สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ผิวหนังเหี่ยวขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากภาวะแห้งน้ำ
(dehydration) ขนแห้งหยาบน้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็วมีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจเกิดการชักได้

@ การตรวจวินิจฉัย ทำได้อย่างไร? 

ในการตรวจวินิจฉัยนั้น นอกจากสัตวแพทย์จะสอบถามจากประวัติ และอาการแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงการทำอัลตราซาวนด์ จะเป็นการช่วยยืนยันสภาพความผิดปกติของไตได้เป็นอย่างดีครับ การตรวจดูค่าทางเคมีของเลือดตัวหลักๆ ได้แก่การตรวจดูค่า Creatinine และ BUN

Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ สารนี้จะเกิดขึ้นทุกวัน และมีค่าคงที่ เท่าๆ กันทุกวัน ซึ่ง creatinine นี้ จะถูกกรองที่ไตและขับออกทางปัสสาวะ  แต่ถ้าไตทำงานผิดปกติ หรือเสื่อมลง จะทำให้การกำจัดสาร Creatinine จะลดลง ดังนั้นค่า Creatinine ในกระแสเลือดจะสูงกว่าปกติ (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 0.5-1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 0.7-1.8  มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

BUN มาจากคำว่า “Blood Urea Nitrogen” ซึ่งมีความหมายว่า ไนโตรเจนจากสารยูเรียที่มีอยู่ในกระแสเลือดยูเรีย (urea) เป็นสารประกอบของของเสีย ซึ่งเป็นผลิตผลสุดท้ายจากการย่อยสลายโปรตีนโดยตับ เบื้องต้นของเสียจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย (NH3) และสร้างเป็นสารยูเรีย เพื่อขับออกมาโดยไตในรูปของน้ำปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจึงมีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย ดังนั้นหากกินเนื้อสัตว์มากๆ ปัสสาวะก็มียูเรียมาก ไตก็จะทำงานหนัก หากไตทำหน้าที่บกพร่อง หรือทำงานหนัก สารยูเรีย และไนโตรเจน ก็จะค้างอยู่ในกระแสเลือด เมื่อตรวจเลือดจะพบว่า ค่า BUN สูงกว่าปกติ ซึ่งก็หมายถึงการทำงานของไตลดลง (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 7-25 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 18-33 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

นอกจากนี้ การปัสสาวะและการตรวจค่าเลืออื่นๆเช่น ค่าเม็ดเลือดสมบูรณ์ (Complete blood count) และระดับโพแทสเซียมในเลือดก็จะช่วยให้การประเมินได้ผลที่แน่นอนมากขึ้นครับ

โรคไตในสุนัขและแมวยังไม่จบแค่นี้ สัปดาห์หน้าเรามาคุยถึงเรื่องวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้กันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

Published November 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351609

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายๆ ท่าน คงเคยมีประสบการณ์ที่สัตว์เลี้ยงเป็น“โรคไต” ซึ่งเป็นโรคและสภาวะที่ทำให้สัตว์มีสภาพทรุดโทรม สัตว์ต้องเข้าๆ ออกๆ คลินิกและโรงพยาบาลสัตว์กันเป็นประจำ แล้วก็ลงท้ายด้วยการเสียชีวิต เจ้าของที่รักสัตว์หลายๆ คนก็จะทำใจต่อการสูญเสียนั้นไม่ได้ วันนี้เรามารู้จักโรคนี้รวมถึงสาเหตุและการป้องกันโรคนี้คร่าวๆ กันครับ

● ก่อนอื่นเรามารู้จักอวัยวะที่มีชื่อว่า “ไต” กันก่อนครับ

ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายคนและสัตว์ มี 2 ข้าง ซ้ายและขวา มีลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว ทำหน้าที่สำคัญในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ได้แก่ กรองน้ำ เกลือแร่ สารเคมีส่วนเกินที่เป็นของเสียที่อยู่ในกระแสเลือดออกจากร่างกายในรูปของของน้ำปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย และสร้างฮอร์โมนบางชนิด โดยเฉพาะ erythropoietin ที่ทำหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

● โรคไตหรือความผิดปกติที่เกิดกับไตมีอะไรบ้าง?

โรคไต ที่หลายคนพูดกัน หมายถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของไต ในการขับของเสียออกจากร่างกาย นั่นคือไม่สามารถรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้เหมือนปกติได้

โรคไตที่พบในสัตวเลี้ยงมีหลายประเภท ได้แก่ไตวายเฉียบพลัน  ไตวายเรื้อรัง ไตอักเสบ นิ่วหรือถุงน้ำที่ไต รวมถึง เนื้องอกที่ไตเป็นต้น ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็น ไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง

@ ไตวายมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุ โรคไตที่พบมักมีสาเหตุที่สำคัญมาจาก “การกิน” จาก “อาหาร” ที่เจ้าของเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี สารแต่งกลิ่น รสสารกันบูด รวมถึงสารเคมีที่ใช้กับตัวสัตว์ จากยา จากสารป้องกันและกำจัดเห็บหมัด จากกรรมพันธุ์ รวมถึงความเสื่อมที่เกิดจากอายุของสัตว์ด้วย และที่สำคัญคือ รสชาติเค็มที่ได้จาก เกลือ/น้ำปลา/ซอสปรุงรสที่เข้มข้น โดยการเตรียมของเจ้าของ (เพราะคิดว่าจะทำให้อาหารอร่อยขึ้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์ทำให้เกิดโรคไตโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเอง

● อาการของโรคไตวายเป็นอย่างไร

อาการและความรุนแรงของโรคที่แสดงออกนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของไต เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ ก็จะไม่สามารถขับของเสีย เช่นยูเรีย ออกจากร่างกายได้ ของเสียเหล่านั้นจึงปะปนอยู่ในกระแสเลือด เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายก็จะเต็มไปด้วยของเสีย เมื่อกระจายไปทั่วร่างกาย ก็จะมีสภาพความเป็นกรดในกระแสเลือดสูง สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร กินอาหารลดลง สภาพร่างกายทรุดโทรม ขนแห้งหยาบ น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว มีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจชักเนื่องจากของเสียในเลือดสูงมากได้เป็นต้น

เราก็ได้ทราบสาเหตุและอาการของโรคไตกันไปแล้ว คราวหน้าเรามาคุยกันเรื่องวิธีการวินิจฉัย การรักษา และอาหารที่ควรเลี่ยง รวมถึงวิธีการดูแลสุนัขและแมวที่เป็นโรคไตกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

Published November 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350211

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการ  “สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” ซึ่งเป็นโครงการที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ออกหน่วยให้บริการทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับชุมชนต่างๆ ซึ่งในปี 2561 นี้ มีอายุ 6 ปีเต็มแล้ว นับตั้งแต่การเริ่มต้น “นั่งจับเข่าคุยกัน” ของ 3 แกนนำหลัก นั่นคือ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ (ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น) ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย (หนังสือพิมพ์แนวหน้า) และ ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร (ผู้ช่วยคณบดีและประธานโครงการในขณะนั้น)

เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า “ปัญหาสุนัขและแมวจรจัด” เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มจำนวนของประชากรสัตว์จรจัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก “การขาดความรับผิดชอบของมนุษย์”  ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของสุนัขและแมวจรจัดอย่างรวดเร็วเกินไปนั้น มีทั้งต่อสัตว์เลี้ยงต่อมนุษย์และต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลภาวะทางเสียง จากขยะและสิ่งปฏิกูล เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นำโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยง รวมถึงโรคสัตว์ติดต่อสู่คน อันได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคสัตว์ที่ทำอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย

เราจึงมีแนวความคิดในการ ”สร้างมาตรการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า และลดอัตราการเพิ่มของประชากรสุนัขและแมวจรจัดให้กับแหล่งชุมชน” โครงการ“สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” จึงเกิดขึ้น และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยในปีนี้  (2-4 กรกฎาคม 2561) ได้ออกหน่วย “ทำหมัน ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บหมัดและป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ให้กับสุนัขและแมว”  ในชุมชนบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง นำทีมโดย ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รองคณบดี ซึ่งปีนี้ได้ ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์ มาเป็นหัวแรงหลักอีกคนหนึ่ง

เช่นเดียวกันกับทุกครั้งที่ผ่านมา เราใช้เวลา 3 วัน 2 คืนในการออกหน่วย โดยวันแรกให้บริการที่บนฝั่งบ้านเพ ณ หอประชุมโรงเรียนวัดเภตราสุขารมย์ ส่วนวันรุ่งขึ้นเราออกหน่วยให้บริการที่ที่เกาะเสม็ด (วัดเกาะแก้วพิสดาร) และวันที่สามเราแยกเป็น 2 ชุดไปให้บริการทำแผลและฉีดวัคซีนเพิ่มเติมทั้ง 2 จุด ทางทีมงานต้องขอขอบคุณทั้ง 2 สถานที่ ที่เราได้ใช้จำลองเป็นห้องผ่าตัดแบบประยุกต์และคลินิกเคลื่อนที่สำหรับดำเนินโครงการครับ

โครงการสัตวแพทย์จุฬาฯ ติดปีกนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า และ SCG group และที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เลย นั่นคือ “บ้านสับปะรด” ในเครือ “เสม็ดรีสอร์ท” ที่ให้ความสะดวกสบายในเรื่องที่พักและอาหารการกินแสนอร่อย และการบริการที่แสนอบอุ่นจากทีมพนักงานทุกคน งานนี้ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับผู้จัดการสาวสวย “คุณใหม่” กัตติกมาส ศิริโยธา ที่ช่วยดูแลและการประสานงานในพื้นที่ ซึ่งทำให้งานผ่านไปได้อย่างคล่องตัวทีเดียวครับ

ในวันแรกที่บ้านเพ เราทำหมันสุนัขและแมวได้กว่า 60 ตัว ส่วนที่เกาะเสม็ดนั้น จำนวนสุนัขและแมวที่มีผู้พามาเข้ารับการผ่าตัดทำหมัน มีจำนวน “เพียง 14 ตัว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนสุนัขและแมวที่เสม็ดตัวที่ยังไม่ทำหมันมีจำนวน “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นผลจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี ซึ่งสามารถทำหมันสุนัขและแมวในเสม็ดได้มากกว่า 400 ตัว  หากคำนวณว่า 1 ปี สุนัขสามารถมีลูกได้ 1-2 ครอก ครอกละ 4-6 ตัว และแมวสามารถมีลูกได้ 2-3 ครอก ครอกละ 3-5 ตัว จะพบว่าตลอด 5 ปีนั้น สามารถลดอัตราการเพิ่มของประชากรสุนัขและแมวได้มากกว่า 2,000 ตัวทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชนที่ช่วยกันทำภารกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนองพระปณิธานของ “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” ที่ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย

เนื่องจากเสม็ดมีสภาพความเป็นเกาะที่มีทะเลล้อมรอบ การควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มขึ้นของประชากรสุนัขและแมวจรจัด (ตามทฤษฎี) นั้น ทำได้ไม่ยากนัก โดย 2 ช่องทางหลักคือ

1.การร่วมมือกัน “ไม่” นำสุนัขจากเขตฝั่งเข้ามาเพิ่มที่เกาะเสม็ด และ

2.การ “ทำหมัน” สุนัขและแมวที่อยู่บนเกาะ เพื่อให้ไม่มีการขยายพันธุ์กันเองต่อไป แล้วรอให้จำนวนลดลงไปตามอายุขัยของเขาเอง

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ เสม็ดรีสอร์ท เราจึงได้จัดกิจกรรมนี้ต่อเนื่องมาตลอด โดยคาดหวังว่า “เกาะเสม็ด” จะเป็น “เกาะแรกที่สามารถควบคุมจำนวนสุนัขจรจัดไม่ให้เพิ่มขึ้นได้” (โดยไม่ใช้วิธีการฆ่า)รวมถึงจะเป็นสถานที่แรกๆ ในประเทศไทยที่ “ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า”ก่อนปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ.2563) ดังนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะ“กำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทยภายในปี ค.ศ. 2020”และเพื่อให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการ “สัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า” ตามพระปณิธาน “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี”อีกด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

Published November 8, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348748

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันถึงปัญหาของการปล่อยเต่าไปในแหล่งน้ำที่มีปัญหา และผลเสียหรืออันตรายที่เกิดจากการปล่อยเต่าผิดที่ผิดทางมาแล้ว วันนี้เรามาคุยกันต่อถึงสถานที่ที่เหมาะสมในการปล่อยและความแตกต่างของเต่าบกและเต่าน้ำเพื่อที่จะไม่เผลอนำเต่าบกไปปล่อยลงน้ำกันครับ

พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่านั้น เราจะพิจารณาได้อย่างไร?

ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่า ได้แก่ บริเวณที่เป็นแหล่งน้ำสะอาด มีทางลาดขึ้นจากน้ำ เพื่อให้เต่าขึ้นบนบกเพื่อรับแสงแดดและวางไข่ได้ มีพืชใบเขียวและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลา หรือหอย ให้เต่ากินเป็นอาหารธรรมชาติได้ไม่ควรเป็นเหมือนบ่อน้ำในวัดหลายแห่งที่ไม่มีการไหลเวียนมีสัตว์น้ำอาศัยอย่างหนาแน่น จนทำให้น้ำในบ่อมีกลิ่นเน่าเหม็น

เต่าที่จะนำไปปล่อย ควรมีลักษณะเช่นไร

ประการแรก เต่าที่นำไปปล่อย ต้อง “ไม่ใช่เต่าบก” ต้องเป็น “เต่าน้ำ” เท่านั้น  มิฉะนั้นจะเป็นการฆ่าเต่าแบบทรมานเลยมีเดียว

“เต่าบกและเต่าน้ำ” นั้น เราสามารถแยกความแตกต่างคร่าวๆ ได้ดังนี้

1.พังผืดที่นิ้วเท้า เราจะพบว่า “เต่าน้ำ” จะมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วเท้า เพื่อใช้ในการว่ายน้ำ แต่จะไม่พบพังผืดเช่นนี้ในเต่าบก

2.ลักษณะของผิวหนังที่ขา เราจะพบว่า “เต่าบก” นั้นขาทั้งสี่จะมีผิวหนังที่เป็นเกล็ด หยาบและขา จะค่อนข้างกลมมากกว่า (เนื่องจากต้องใช้ขาในการเดิน) ส่วน “เต่าน้ำ”จะมีผิวที่ค่อนข้างเรียบ และชุ่มชื้นกว่า

3.อาหารการกิน จะพบว่า “เต่าบก” มักจะเป็นมังสวิรัติ คือกินอาหารที่เป็นพืช ผัก และผลไม้ ส่วน “เต่าน้ำ”มักจะกินสัตว์เล็กๆ เช่น ปลาตัวเล็กและหอยเป็นอาหาร

ประการที่ 2 ต้องเลือกเฉพาะเต่าและตะพาบพื้นเมือง ของไทย โดยไม่ควรนำเต่าต่างถิ่นไปปล่อย เพราะเต่าต่างถิ่น เช่น เต่าแก้มแดง (คนไทยมักเรียกว่าเต่าญี่ปุ่น แท้ที่จริงเป็นเต่าพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ) เต่าบิน (หรือเต่าจมูกหมูจากปาปัวนิวกินี) และตะพาบไต้หวัน สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่ไม่ควรนำไปปล่อยในแหล่งน้ำของไทย เพราะจะก่อให้เกิดปัญหากับเต่าพื้นเมืองของไทยและทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลได้

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าทุกท่านก็คงได้ทราบแล้วนะครับว่า “การปล่อยเต่าอย่างไม่มีความรู้”ในทุกวันนี้ เป็นการ “สร้างบุญ หรือ เพิ่มบาป” ให้กับผู้ปล่อยมากกว่ากัน

ดังนั้นก่อนที่เราจะทำบุญด้วยการปล่อยเต่านั้นเราควรจะ “มีความรู้พื้นฐานอย่างเพียงพอ” ที่จะสามารถนำไปใช้” แยกแยะชนิดของเต่า และสถานที่ที่จะนำไปปล่อย” เพื่อให้ “การทำบุญด้วยการปล่อยเต่าของเรานั้นเป็นการทำบุญที่แท้จริง” ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

Published November 7, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347287

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความเชื่อแต่โบราณที่ว่า “ปล่อยเต่าแล้วได้บุญ” คนปล่อยจะมี “อายุยืน” ทำให้หลายคนเลือกการทำบุญด้วยการ “ปล่อยเต่า” เพราะคิดว่า การให้ชีวิตสัตว์ที่มีอายุขัยยาว จะทำให้ตนมีอายุยืนนับร้อยปีเหมือนเต่า

ความเชื่อนี้ เราคงต้องมาพิจารณากันให้ดีนะครับเพราะในปัจจุบันนี้ พบว่า “ชนิด” ของเต่าที่ปล่อย และ“สถานที่” ที่นำเต่าและตะพาบน้ำไปปล่อยนั้น หากทำผิดแล้วจะกลายเป็นการ “ปล่อยเต่าไปตาย” เลยครับ เนื่องจาก

เต่าบางประเภทที่นำไปปล่อยนั้น เป็น “เต่าบก” เมื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ ก็จะทำให้เต่าจมน้ำตาย

แม้ว่าเป็นเต่าน้ำ แต่บ่อน้ำหรือสถานที่ที่นำไปปล่อยนั้น ไม่มีทางลาดเอียง หรือไม่มีทางเดินให้เต่าขึ้นมาพักริมบ่อ ก็ทำให้เต่าไม่มีที่ขึ้นมารับแสงแดด หรือวางไข่ได้

แหล่งน้ำที่ปล่อยนั้น เป็นแหล่งน้ำที่เน่าเสีย ไม่มีการไหลเวียน มีสภาพเป็นกรด ทำให้เต่าติดเชื้อโรค ตาบอด ถูกน้ำกัด และเป็นแผลติดเชื้อจนเสียชีวิตได้

การปล่อยเต่าในแหล่งน้ำขนาดเล็ก คับแคบ โดยเฉพาะใน “บ่อน้ำในวัด” หลายแห่ง ทำให้เต่าอยู่กันแออัด ต้องแย่งอาหาร และกัดกัน

บางแห่งมีคนตกปลาจำนวนมากทำให้เต่า“ติดเบ็ด” ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกจับไปกินได้

บางวัดมีการโยนเหรียญลงไปในบ่อ เพราะมีความเชื่อ (ผิดๆ) ว่านั่นคือการทำบุญ ทำให้เผลอเต่ากินเข้าไป จนทำให้อุดตันทางเดินอาหารและเป็นพิษต่อร่างกายเต่าจนทำให้เสียชีวิต เหมือนกรณี “เต่าออมสิน” ที่เป็นข่าวดังจากการกินเงินเหรียญที่ประชาชนโยนลงบ่อเพราะเชื่อว่าเป็นการทำบุญเมื่อปีที่แล้ว

@ บางที่มีขยะหรือพลาสติกในบ่อจำนวนมาก ทำให้เต่ากินเข้าไปจากการปะปนกับอาหาร ทำให้เกิดการอุดตันลำไส้ จนเสียชีวิต

สถานที่ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เต่าและตะพาบที่ถูกปล่อยไปต้อง “ทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา” ดังนั้น “การปล่อยเต่าเพื่อหวังให้ได้บุญใหญ่ จึงกลับกลายเป็นการทำบาปอย่างมหันต์“ เพราะนำเต่าไป “ปล่อยผิดที่ผิดทาง” ทำให้เต่าส่วนใหญ่ต้องตายไป เนื่องจากไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยของเขา และที่สำคัญเต่าก็จะเสียชีวิตเนื่องจาก “การขาดอาหาร”

ดังนั้นการปล่อยเต่าที่ถูกต้องและได้บุญ จึงต้อง “ปล่อยในถิ่นที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของเขา” เท่านั้น

เรื่องการปล่อยเต่ายังไม่จบแค่นี้ครับ สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึง พื้นที่ที่เหมาะสมในการปล่อย รวมถึงความแตกต่างของเต่าบกและเต่าน้ำ เพื่อจะได้ทราบว่าเต่าชนิดไหนที่สามารถปล่อยลงในแหล่งน้ำได้กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

%d bloggers like this: