pet care

All posts tagged pet care

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

Published January 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355722

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

Pet care : อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อันตรายใกล้ตัวของเจ้าตูบเจ้าเหมียวจอมตะกละ (ตอนที่ 1)

มีหลายครั้งสิ่งของที่เราๆ วางข้าวของเกะกะในบ้าน โดยที่อาจไม่ทราบว่า สิ่งของเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเป็นอาวุธร้ายที่อาจพรากชีวิตสัตว์เลี่ยงที่เรารักไปจากเราได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สุนัขที่มีนิสัยชอบกินชอบแทะโดยไม่เลือก ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากเด็กเล็กๆ ที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก และหลายครั้ง ก็เผลอกลืนสิ่งเหล่านั้นเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ (หรืออาจจะตั้งใจกลืนกินเข้าไปเลยก็ได้) ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกกลืนเข้าคอไปแล้ว สิ่งร้ายๆ อาจเกิดตามมาได้ในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้นวันนี้ผมมีข้อมูลจาก หมอบอย “นายสัตวแพทย์สุวิชา จุฑาเทพ”เรื่อง “อันตรายจากสิ่งแปลกปลอมใกล้ตัว” มาคุยให้ฟัง เพื่อจะได้เป็นหนทางที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับเจ้าตูบเจ้าเหมียวของเรากันครับ

@ อะไรบ้าง ที่อาจจะเป็นอันตรายได้หากสุนัขเผลอกลืนลงไป

ตอบแบบกำปั้นทุบดินเลยว่า ทุกอย่างที่มีขนาดใหญ่หรืออะไรก็ตามที่เป็นของมีคมครับ แต่ตัวอย่างที่เราพบเห็นได้เสมอเลย นั่นก็คือ “กระดูก” ไม่ว่าจะเป็น “กระดูกหมูชิ้นใหญ่ๆที่พอดีคำ” กับการอุดทางเดินอาหาร (ถ้าชิ้นใหญ่มากๆ ก็จะกลืนเข้าไปไม่ได้  คงได้แต่นอนคุมเชิงกันท่าไม่ให้สุนัขตัวอื่นมายุ่งเท่านั้น) “กระดูกสันหลังหมู” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “เล้ง” ที่มีมุมมีแง่งยื่นออกมา หรือ “กระดูกไก่” ที่เมื่อแตกหักแล้วจะมีความแหลมคมมาก และพร้อมที่จะอุดตันหรือทิ่มแทงหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้อย่างง่ายดาย

แม้กระทั่ง “ก้อนเนื้อ” เป็นชิ้นๆ ที่เราเอาให้กินนั้น ถ้าเป็นชิ้นที่ใหญ่มากๆ แล้วเผอิญว่ามีเพื่อนสุนัขในบ้านหลายตัวพร้อมที่จะแย่งกันกิน เจ้าตูบจอมงกก็พร้อมที่จะกลืนลงคอได้ทั้งชิ้นทันทีแน่นอนครับ

นอกจากนี้ ยังมีของอีกหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ได้แก่…

-เบ็ดตกปลาที่ถูกกลืนลงไปพร้อมกับปลาหรือเหยื่อที่เจ้าของเกี่ยวไว้

-ก้อนหิน ก้อนปูนซีเมนต์

-เชือกผูกรองเท้า ไหมขัดฟัน เศษผ้า/เศษด้าย/เศษไหม ซึ่งเป็นของที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว

-ถุงพลาสติกที่ถูกกลืนกินลงไปพร้อมกับอาหารแสนอร่อย

นอกจากนั้นในบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เช่น ต้นมะม่วงที่มีผลหอมหวานนั้น เตรียมใจไว้สำหรับการเจอปัญหานี้ได้เลยเพราะเมื่อเข้าฤดูที่มะม่วงสุกและหล่นตามโคนต้น แล้วเจ้าตูบพร้อมที่จะกินไปทั้งเมล็ดได้เลย

@เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าตูบได้กินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปแล้ว

ก่อนอื่น เจ้าของจะต้องรู้นิสัยของสุนัขที่เราเลี้ยงนั้นก่อนว่า เขามีความซุกซน ตะกละ หรือมีนิสัยกินไม่เลือกหรือเปล่าถ้าใช่แล้วละก็ เราจะต้องเริ่มระมัดระวังสักหน่อย เมื่อพบว่ามีของบางอย่างในบ้านหายไป โดยที่ยังหาจำเลยไม่ได้  จากนั้นการสังเกตอาการของผู้ต้องสงสัย (นั่นคือเจ้าตูบ)ก็จะต้องเริ่มดำเนินการต่อไป โดยการ…

-การตรวจสอบสภาพการกินอาหารได้ ว่าปกติหรือไม่

-พยายามใช้สองขาหน้าตะกุย หรือเขี่ยช่องปากหรือไม่

-แสดงอาการสำรอก หรืออาเจียนให้เห็นหรือไม่

-เมินหรือปฏิเสธอาหาร แม้แต่สิ่งที่เขาชอบมากๆ ก็ตาม

หากพบอาการเหล่านี้ และเจ้าของมัวปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปปัญหาที่ตามมาอาจรุนแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะในรายที่สุนัขมีน้ำหนักตัวลดลงมาก หรือแสดงอาการปวดท้องอย่างรุนแรงแล้วนั่นเอง

โดยเฉพาะในรายที่เจ้าของเห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า เช่น ในรายที่ตับไก่ปิ้งหอมๆ พร้อมทั้งไม้เสียบ ถูกกลืนลงไป

ต่อหน้าต่อตา หรือกระโดดกินปลาพร้อมเบ็ดลงไป โดยที่ยังมีสายเบ็ดคาอยู่ที่มุมปาก หากมีหลักฐานชัดแบบนี้ ก็หมดข้อกังขา ว่าเจ้าตูบเราได้ก่อปัญหาให้กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisements

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่2)

Published December 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/353003

x

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่2)

วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดกันถึงอาการและสาเหตุของโรคไตวายกันไปแล้ว ซึ่งสาเหตุของโรคนั้น คือการได้รับสารพิษ สารเคมีในอาหาร หรือการได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูงเป็นเวลานาน ได้แก่ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ที่ใช้รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนัง และหูเป็นต้น ยาในกลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์(Non-Steroidal Antiinflammatory Drugs) หรือ NSIADs ซึ่งใช้รักษาโรคกระดูก ข้อ และเป็นยาลดปวด ซึ่งเป็นอันตรายถ้าให้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ โดยเฉพาะให้ในสัตว์อายุมาก

@ สัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตวายคือกลุ่มใด?

ไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่มักเกิดในสุนัขอายุมาก สัตว์มีสภาวะร่างกายที่เสื่อมถอยลง ส่วนใหญ่พบในสุนัขที่ได้รับอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ แทบจะตลอดชีวิต เช่นตับไก่ย่าง (ตับช่วยบำรุงเลือดก็จริง แต่ก็เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขจัดสารตกค้างและเป็นที่สะสมสารพิษในร่างกายไก่ ประกอบกับการปรุงรสที่เค็มและเข้มข้นจากผู้ปรุง) และในแมวที่กิน ปลาทูเข่ง (เป็นปลาทูที่ถูกต้มในน้ำเกลือแล้วเอามาวางเรียงใส่เข่งขายตามท้องตลาด) เป็นประจำทุกมื้อติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเกลือและสารตกค้างที่ทำให้เกิดภาวะไตวายได้สูงมาก

@ อาการของโรคไตวายที่พบเป็นอย่างไร?

อาการของสัตว์ที่มีปัญหาเรื่องไตที่เราสังเกตได้ ที่ได้เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือ สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ผิวหนังเหี่ยวขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากภาวะแห้งน้ำ
(dehydration) ขนแห้งหยาบน้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็วมีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจเกิดการชักได้

@ การตรวจวินิจฉัย ทำได้อย่างไร? 

ในการตรวจวินิจฉัยนั้น นอกจากสัตวแพทย์จะสอบถามจากประวัติ และอาการแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงการทำอัลตราซาวนด์ จะเป็นการช่วยยืนยันสภาพความผิดปกติของไตได้เป็นอย่างดีครับ การตรวจดูค่าทางเคมีของเลือดตัวหลักๆ ได้แก่การตรวจดูค่า Creatinine และ BUN

Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ สารนี้จะเกิดขึ้นทุกวัน และมีค่าคงที่ เท่าๆ กันทุกวัน ซึ่ง creatinine นี้ จะถูกกรองที่ไตและขับออกทางปัสสาวะ  แต่ถ้าไตทำงานผิดปกติ หรือเสื่อมลง จะทำให้การกำจัดสาร Creatinine จะลดลง ดังนั้นค่า Creatinine ในกระแสเลือดจะสูงกว่าปกติ (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 0.5-1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 0.7-1.8  มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

BUN มาจากคำว่า “Blood Urea Nitrogen” ซึ่งมีความหมายว่า ไนโตรเจนจากสารยูเรียที่มีอยู่ในกระแสเลือดยูเรีย (urea) เป็นสารประกอบของของเสีย ซึ่งเป็นผลิตผลสุดท้ายจากการย่อยสลายโปรตีนโดยตับ เบื้องต้นของเสียจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย (NH3) และสร้างเป็นสารยูเรีย เพื่อขับออกมาโดยไตในรูปของน้ำปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจึงมีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย ดังนั้นหากกินเนื้อสัตว์มากๆ ปัสสาวะก็มียูเรียมาก ไตก็จะทำงานหนัก หากไตทำหน้าที่บกพร่อง หรือทำงานหนัก สารยูเรีย และไนโตรเจน ก็จะค้างอยู่ในกระแสเลือด เมื่อตรวจเลือดจะพบว่า ค่า BUN สูงกว่าปกติ ซึ่งก็หมายถึงการทำงานของไตลดลง (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 7-25 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 18-33 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

นอกจากนี้ การปัสสาวะและการตรวจค่าเลืออื่นๆเช่น ค่าเม็ดเลือดสมบูรณ์ (Complete blood count) และระดับโพแทสเซียมในเลือดก็จะช่วยให้การประเมินได้ผลที่แน่นอนมากขึ้นครับ

โรคไตในสุนัขและแมวยังไม่จบแค่นี้ สัปดาห์หน้าเรามาคุยถึงเรื่องวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้กันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

Published November 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351609

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

pet care : โรคไตในสัตว์เลี้ยง (ตอนที่1)

วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายๆ ท่าน คงเคยมีประสบการณ์ที่สัตว์เลี้ยงเป็น“โรคไต” ซึ่งเป็นโรคและสภาวะที่ทำให้สัตว์มีสภาพทรุดโทรม สัตว์ต้องเข้าๆ ออกๆ คลินิกและโรงพยาบาลสัตว์กันเป็นประจำ แล้วก็ลงท้ายด้วยการเสียชีวิต เจ้าของที่รักสัตว์หลายๆ คนก็จะทำใจต่อการสูญเสียนั้นไม่ได้ วันนี้เรามารู้จักโรคนี้รวมถึงสาเหตุและการป้องกันโรคนี้คร่าวๆ กันครับ

● ก่อนอื่นเรามารู้จักอวัยวะที่มีชื่อว่า “ไต” กันก่อนครับ

ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายคนและสัตว์ มี 2 ข้าง ซ้ายและขวา มีลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว ทำหน้าที่สำคัญในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ได้แก่ กรองน้ำ เกลือแร่ สารเคมีส่วนเกินที่เป็นของเสียที่อยู่ในกระแสเลือดออกจากร่างกายในรูปของของน้ำปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย และสร้างฮอร์โมนบางชนิด โดยเฉพาะ erythropoietin ที่ทำหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย

● โรคไตหรือความผิดปกติที่เกิดกับไตมีอะไรบ้าง?

โรคไต ที่หลายคนพูดกัน หมายถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของไต ในการขับของเสียออกจากร่างกาย นั่นคือไม่สามารถรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้เหมือนปกติได้

โรคไตที่พบในสัตวเลี้ยงมีหลายประเภท ได้แก่ไตวายเฉียบพลัน  ไตวายเรื้อรัง ไตอักเสบ นิ่วหรือถุงน้ำที่ไต รวมถึง เนื้องอกที่ไตเป็นต้น ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็น ไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง

@ ไตวายมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุ โรคไตที่พบมักมีสาเหตุที่สำคัญมาจาก “การกิน” จาก “อาหาร” ที่เจ้าของเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี สารแต่งกลิ่น รสสารกันบูด รวมถึงสารเคมีที่ใช้กับตัวสัตว์ จากยา จากสารป้องกันและกำจัดเห็บหมัด จากกรรมพันธุ์ รวมถึงความเสื่อมที่เกิดจากอายุของสัตว์ด้วย และที่สำคัญคือ รสชาติเค็มที่ได้จาก เกลือ/น้ำปลา/ซอสปรุงรสที่เข้มข้น โดยการเตรียมของเจ้าของ (เพราะคิดว่าจะทำให้อาหารอร่อยขึ้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์ทำให้เกิดโรคไตโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเอง

● อาการของโรคไตวายเป็นอย่างไร

อาการและความรุนแรงของโรคที่แสดงออกนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของไต เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ ก็จะไม่สามารถขับของเสีย เช่นยูเรีย ออกจากร่างกายได้ ของเสียเหล่านั้นจึงปะปนอยู่ในกระแสเลือด เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายก็จะเต็มไปด้วยของเสีย เมื่อกระจายไปทั่วร่างกาย ก็จะมีสภาพความเป็นกรดในกระแสเลือดสูง สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร กินอาหารลดลง สภาพร่างกายทรุดโทรม ขนแห้งหยาบ น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว มีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจชักเนื่องจากของเสียในเลือดสูงมากได้เป็นต้น

เราก็ได้ทราบสาเหตุและอาการของโรคไตกันไปแล้ว คราวหน้าเรามาคุยกันเรื่องวิธีการวินิจฉัย การรักษา และอาหารที่ควรเลี่ยง รวมถึงวิธีการดูแลสุนัขและแมวที่เป็นโรคไตกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

Published November 9, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/350211

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

Pet care : ‘สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก’ โครงการเสม็ด 61 (เสร็จเกือบทุกราย)

วันอาทิตย์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการ  “สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” ซึ่งเป็นโครงการที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ออกหน่วยให้บริการทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับชุมชนต่างๆ ซึ่งในปี 2561 นี้ มีอายุ 6 ปีเต็มแล้ว นับตั้งแต่การเริ่มต้น “นั่งจับเข่าคุยกัน” ของ 3 แกนนำหลัก นั่นคือ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ (ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น) ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย (หนังสือพิมพ์แนวหน้า) และ ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร (ผู้ช่วยคณบดีและประธานโครงการในขณะนั้น)

เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า “ปัญหาสุนัขและแมวจรจัด” เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มจำนวนของประชากรสัตว์จรจัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก “การขาดความรับผิดชอบของมนุษย์”  ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของสุนัขและแมวจรจัดอย่างรวดเร็วเกินไปนั้น มีทั้งต่อสัตว์เลี้ยงต่อมนุษย์และต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลภาวะทางเสียง จากขยะและสิ่งปฏิกูล เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นำโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยง รวมถึงโรคสัตว์ติดต่อสู่คน อันได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคสัตว์ที่ทำอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย

เราจึงมีแนวความคิดในการ ”สร้างมาตรการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า และลดอัตราการเพิ่มของประชากรสุนัขและแมวจรจัดให้กับแหล่งชุมชน” โครงการ“สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” จึงเกิดขึ้น และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยในปีนี้  (2-4 กรกฎาคม 2561) ได้ออกหน่วย “ทำหมัน ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บหมัดและป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ให้กับสุนัขและแมว”  ในชุมชนบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง นำทีมโดย ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รองคณบดี ซึ่งปีนี้ได้ ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์ มาเป็นหัวแรงหลักอีกคนหนึ่ง

เช่นเดียวกันกับทุกครั้งที่ผ่านมา เราใช้เวลา 3 วัน 2 คืนในการออกหน่วย โดยวันแรกให้บริการที่บนฝั่งบ้านเพ ณ หอประชุมโรงเรียนวัดเภตราสุขารมย์ ส่วนวันรุ่งขึ้นเราออกหน่วยให้บริการที่ที่เกาะเสม็ด (วัดเกาะแก้วพิสดาร) และวันที่สามเราแยกเป็น 2 ชุดไปให้บริการทำแผลและฉีดวัคซีนเพิ่มเติมทั้ง 2 จุด ทางทีมงานต้องขอขอบคุณทั้ง 2 สถานที่ ที่เราได้ใช้จำลองเป็นห้องผ่าตัดแบบประยุกต์และคลินิกเคลื่อนที่สำหรับดำเนินโครงการครับ

โครงการสัตวแพทย์จุฬาฯ ติดปีกนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า และ SCG group และที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เลย นั่นคือ “บ้านสับปะรด” ในเครือ “เสม็ดรีสอร์ท” ที่ให้ความสะดวกสบายในเรื่องที่พักและอาหารการกินแสนอร่อย และการบริการที่แสนอบอุ่นจากทีมพนักงานทุกคน งานนี้ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับผู้จัดการสาวสวย “คุณใหม่” กัตติกมาส ศิริโยธา ที่ช่วยดูแลและการประสานงานในพื้นที่ ซึ่งทำให้งานผ่านไปได้อย่างคล่องตัวทีเดียวครับ

ในวันแรกที่บ้านเพ เราทำหมันสุนัขและแมวได้กว่า 60 ตัว ส่วนที่เกาะเสม็ดนั้น จำนวนสุนัขและแมวที่มีผู้พามาเข้ารับการผ่าตัดทำหมัน มีจำนวน “เพียง 14 ตัว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนสุนัขและแมวที่เสม็ดตัวที่ยังไม่ทำหมันมีจำนวน “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นผลจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตลอด 5 ปี ซึ่งสามารถทำหมันสุนัขและแมวในเสม็ดได้มากกว่า 400 ตัว  หากคำนวณว่า 1 ปี สุนัขสามารถมีลูกได้ 1-2 ครอก ครอกละ 4-6 ตัว และแมวสามารถมีลูกได้ 2-3 ครอก ครอกละ 3-5 ตัว จะพบว่าตลอด 5 ปีนั้น สามารถลดอัตราการเพิ่มของประชากรสุนัขและแมวได้มากกว่า 2,000 ตัวทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชนที่ช่วยกันทำภารกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนองพระปณิธานของ “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” ที่ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย

เนื่องจากเสม็ดมีสภาพความเป็นเกาะที่มีทะเลล้อมรอบ การควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มขึ้นของประชากรสุนัขและแมวจรจัด (ตามทฤษฎี) นั้น ทำได้ไม่ยากนัก โดย 2 ช่องทางหลักคือ

1.การร่วมมือกัน “ไม่” นำสุนัขจากเขตฝั่งเข้ามาเพิ่มที่เกาะเสม็ด และ

2.การ “ทำหมัน” สุนัขและแมวที่อยู่บนเกาะ เพื่อให้ไม่มีการขยายพันธุ์กันเองต่อไป แล้วรอให้จำนวนลดลงไปตามอายุขัยของเขาเอง

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ เสม็ดรีสอร์ท เราจึงได้จัดกิจกรรมนี้ต่อเนื่องมาตลอด โดยคาดหวังว่า “เกาะเสม็ด” จะเป็น “เกาะแรกที่สามารถควบคุมจำนวนสุนัขจรจัดไม่ให้เพิ่มขึ้นได้” (โดยไม่ใช้วิธีการฆ่า)รวมถึงจะเป็นสถานที่แรกๆ ในประเทศไทยที่ “ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า”ก่อนปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ.2563) ดังนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะ“กำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทยภายในปี ค.ศ. 2020”และเพื่อให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการ “สัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า” ตามพระปณิธาน “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี”อีกด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

Published November 8, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/348748

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันถึงปัญหาของการปล่อยเต่าไปในแหล่งน้ำที่มีปัญหา และผลเสียหรืออันตรายที่เกิดจากการปล่อยเต่าผิดที่ผิดทางมาแล้ว วันนี้เรามาคุยกันต่อถึงสถานที่ที่เหมาะสมในการปล่อยและความแตกต่างของเต่าบกและเต่าน้ำเพื่อที่จะไม่เผลอนำเต่าบกไปปล่อยลงน้ำกันครับ

พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่านั้น เราจะพิจารณาได้อย่างไร?

ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่า ได้แก่ บริเวณที่เป็นแหล่งน้ำสะอาด มีทางลาดขึ้นจากน้ำ เพื่อให้เต่าขึ้นบนบกเพื่อรับแสงแดดและวางไข่ได้ มีพืชใบเขียวและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลา หรือหอย ให้เต่ากินเป็นอาหารธรรมชาติได้ไม่ควรเป็นเหมือนบ่อน้ำในวัดหลายแห่งที่ไม่มีการไหลเวียนมีสัตว์น้ำอาศัยอย่างหนาแน่น จนทำให้น้ำในบ่อมีกลิ่นเน่าเหม็น

เต่าที่จะนำไปปล่อย ควรมีลักษณะเช่นไร

ประการแรก เต่าที่นำไปปล่อย ต้อง “ไม่ใช่เต่าบก” ต้องเป็น “เต่าน้ำ” เท่านั้น  มิฉะนั้นจะเป็นการฆ่าเต่าแบบทรมานเลยมีเดียว

“เต่าบกและเต่าน้ำ” นั้น เราสามารถแยกความแตกต่างคร่าวๆ ได้ดังนี้

1.พังผืดที่นิ้วเท้า เราจะพบว่า “เต่าน้ำ” จะมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วเท้า เพื่อใช้ในการว่ายน้ำ แต่จะไม่พบพังผืดเช่นนี้ในเต่าบก

2.ลักษณะของผิวหนังที่ขา เราจะพบว่า “เต่าบก” นั้นขาทั้งสี่จะมีผิวหนังที่เป็นเกล็ด หยาบและขา จะค่อนข้างกลมมากกว่า (เนื่องจากต้องใช้ขาในการเดิน) ส่วน “เต่าน้ำ”จะมีผิวที่ค่อนข้างเรียบ และชุ่มชื้นกว่า

3.อาหารการกิน จะพบว่า “เต่าบก” มักจะเป็นมังสวิรัติ คือกินอาหารที่เป็นพืช ผัก และผลไม้ ส่วน “เต่าน้ำ”มักจะกินสัตว์เล็กๆ เช่น ปลาตัวเล็กและหอยเป็นอาหาร

ประการที่ 2 ต้องเลือกเฉพาะเต่าและตะพาบพื้นเมือง ของไทย โดยไม่ควรนำเต่าต่างถิ่นไปปล่อย เพราะเต่าต่างถิ่น เช่น เต่าแก้มแดง (คนไทยมักเรียกว่าเต่าญี่ปุ่น แท้ที่จริงเป็นเต่าพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ) เต่าบิน (หรือเต่าจมูกหมูจากปาปัวนิวกินี) และตะพาบไต้หวัน สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่ไม่ควรนำไปปล่อยในแหล่งน้ำของไทย เพราะจะก่อให้เกิดปัญหากับเต่าพื้นเมืองของไทยและทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลได้

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าทุกท่านก็คงได้ทราบแล้วนะครับว่า “การปล่อยเต่าอย่างไม่มีความรู้”ในทุกวันนี้ เป็นการ “สร้างบุญ หรือ เพิ่มบาป” ให้กับผู้ปล่อยมากกว่ากัน

ดังนั้นก่อนที่เราจะทำบุญด้วยการปล่อยเต่านั้นเราควรจะ “มีความรู้พื้นฐานอย่างเพียงพอ” ที่จะสามารถนำไปใช้” แยกแยะชนิดของเต่า และสถานที่ที่จะนำไปปล่อย” เพื่อให้ “การทำบุญด้วยการปล่อยเต่าของเรานั้นเป็นการทำบุญที่แท้จริง” ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

Published November 7, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/347287

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

Pet care : ปล่อยเต่าได้บุญ? หรือสร้างบาป? (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความเชื่อแต่โบราณที่ว่า “ปล่อยเต่าแล้วได้บุญ” คนปล่อยจะมี “อายุยืน” ทำให้หลายคนเลือกการทำบุญด้วยการ “ปล่อยเต่า” เพราะคิดว่า การให้ชีวิตสัตว์ที่มีอายุขัยยาว จะทำให้ตนมีอายุยืนนับร้อยปีเหมือนเต่า

ความเชื่อนี้ เราคงต้องมาพิจารณากันให้ดีนะครับเพราะในปัจจุบันนี้ พบว่า “ชนิด” ของเต่าที่ปล่อย และ“สถานที่” ที่นำเต่าและตะพาบน้ำไปปล่อยนั้น หากทำผิดแล้วจะกลายเป็นการ “ปล่อยเต่าไปตาย” เลยครับ เนื่องจาก

เต่าบางประเภทที่นำไปปล่อยนั้น เป็น “เต่าบก” เมื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ ก็จะทำให้เต่าจมน้ำตาย

แม้ว่าเป็นเต่าน้ำ แต่บ่อน้ำหรือสถานที่ที่นำไปปล่อยนั้น ไม่มีทางลาดเอียง หรือไม่มีทางเดินให้เต่าขึ้นมาพักริมบ่อ ก็ทำให้เต่าไม่มีที่ขึ้นมารับแสงแดด หรือวางไข่ได้

แหล่งน้ำที่ปล่อยนั้น เป็นแหล่งน้ำที่เน่าเสีย ไม่มีการไหลเวียน มีสภาพเป็นกรด ทำให้เต่าติดเชื้อโรค ตาบอด ถูกน้ำกัด และเป็นแผลติดเชื้อจนเสียชีวิตได้

การปล่อยเต่าในแหล่งน้ำขนาดเล็ก คับแคบ โดยเฉพาะใน “บ่อน้ำในวัด” หลายแห่ง ทำให้เต่าอยู่กันแออัด ต้องแย่งอาหาร และกัดกัน

บางแห่งมีคนตกปลาจำนวนมากทำให้เต่า“ติดเบ็ด” ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกจับไปกินได้

บางวัดมีการโยนเหรียญลงไปในบ่อ เพราะมีความเชื่อ (ผิดๆ) ว่านั่นคือการทำบุญ ทำให้เผลอเต่ากินเข้าไป จนทำให้อุดตันทางเดินอาหารและเป็นพิษต่อร่างกายเต่าจนทำให้เสียชีวิต เหมือนกรณี “เต่าออมสิน” ที่เป็นข่าวดังจากการกินเงินเหรียญที่ประชาชนโยนลงบ่อเพราะเชื่อว่าเป็นการทำบุญเมื่อปีที่แล้ว

@ บางที่มีขยะหรือพลาสติกในบ่อจำนวนมาก ทำให้เต่ากินเข้าไปจากการปะปนกับอาหาร ทำให้เกิดการอุดตันลำไส้ จนเสียชีวิต

สถานที่ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เต่าและตะพาบที่ถูกปล่อยไปต้อง “ทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา” ดังนั้น “การปล่อยเต่าเพื่อหวังให้ได้บุญใหญ่ จึงกลับกลายเป็นการทำบาปอย่างมหันต์“ เพราะนำเต่าไป “ปล่อยผิดที่ผิดทาง” ทำให้เต่าส่วนใหญ่ต้องตายไป เนื่องจากไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยของเขา และที่สำคัญเต่าก็จะเสียชีวิตเนื่องจาก “การขาดอาหาร”

ดังนั้นการปล่อยเต่าที่ถูกต้องและได้บุญ จึงต้อง “ปล่อยในถิ่นที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของเขา” เท่านั้น

เรื่องการปล่อยเต่ายังไม่จบแค่นี้ครับ สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึง พื้นที่ที่เหมาะสมในการปล่อย รวมถึงความแตกต่างของเต่าบกและเต่าน้ำ เพื่อจะได้ทราบว่าเต่าชนิดไหนที่สามารถปล่อยลงในแหล่งน้ำได้กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รวมพลคนรักสัตว์ ในงาน PET EXPO THAILAND 2018

Published November 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/346128

รวมพลคนรักสัตว์ ในงาน  PET EXPO THAILAND 2018

รวมพลคนรักสัตว์ ในงาน PET EXPO THAILAND 2018

วันอังคาร ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จบลงด้วยความประทับใจและความน่ารัก งาน PET EXPO THAILAND 2018 ด้วยบรรยากาศภายในงานที่มีแต่ความน่ารักน่าเอ็นดู ปีนี้จัดในคอนเซ็ปต์ “Friend” งานแฟร์ที่ดีที่สุด เพื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณในธีม “PETSPHRE” จักรวาลเพื่อนรัก ที่มีน้องปุกปุยต่างๆ ร่วมแต่งชุดอวกาศมางานแบบทั้งเท่และน่ารัก มีสัตว์เลี้ยงหลายๆ ชนิดมาให้ชมความน่ารัก ขี้อ้อนกันมากมาย แถมในปีนี้ยังจัดโปรโมชั่นทั้งสินค้าและบริการก็ขนกับมาแบบจัดเต็ม

บรรยากาศคึกคักตั้งแต่หน้างาน เหล่าคนรักสัตว์ทั้งหลายได้มารวมตัวกันที่นี่ ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่แล้วก็ได้มาพูดคุย อัพเดตวิธีการเสี้ยงสัตว์ใหม่ๆ แม้ว่าจะไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นคนรักสัตว์ ชอบสุนัข ชอบแมว ต่างก็มางานนี้กันทุกปี เพราะก็จะได้มาเล่นกับสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ แบบจุใจ โดยภายในงาน แบ่งเป็นโซน RABBIT, CAVY and PRAIRIE DOG LAND ที่มีแต่เจ้าหนูปุกปุยที่เอาความน่ารักมาบุกจนใจละลาย มีคนมาชมกันไม่ขาดสาย โซน EXOTIC PET AND EXOTIC CAFÉ มาพร้อมสัตว์ที่แปลกใหม่แต่ก็มีความน่ารักไม่แพ้ใคร โซน PET VILLAGE มีสัตว์เลี้ยงแสนรู้จากฟาร์มมามากมาย เช่น แพะ, ลามา, ม้าแคระ, ลาแคระ หมูแคระเวียดนาม ที่หลายๆ คนก็มาให้นม หรือผักที่มีจัดเตรียมไว้ให้กันอย่างสนุกสนาน โซนตรวจสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ถือเป็นโซนฮอตฮิตเช่นกัน เพราะไม่ว่า สุนัข แมว หรือสัตว์ฟันแทะ ก็มีคุณพ่อคุณแม่จูงลูกๆ มาตรวจสุขภาพกันอย่างหนาแน่น บริการตรวจสุขภาพจาก DOG & CAT HEALTH CARE by ROYAL CANIN รพ.สัตว์ทองหล่อ และรพ.สัตว์รัตนาธิเบศร์ โซนสินค้าและบริการ ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ขนาดที่ว่าซื้อร้านไหนก็คุ้มได้ทั้งส่วนลดและของแถม รวมทั้งมีกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกมากมาย มีเพลงเพราะๆ จา มินิคอนเสิร์ต ไบรท์ AF และพลอย ชมพู นอกจากนี้ภายในงานนี้เรียกได้ว่าเป็นรันเวย์สำหรับน้องๆ สุดน่ารัก ที่คุณพ่อคุณแม่เลือกแต่งตัวให้แบบไม่ยอมกันเลย แถมยังมีน้องๆ ที่แต่งมาในธีมอวกาศเข้ากับธีมงานนี้อีกด้วย

สำหรับใครที่พลาดงานนี้ไปแล้วเจอกันใหม่ในปีหน้า กับงาน Pet Expo Thailand 2019 วันที่ 30 พฤษภาคม-2 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา แต่ถ้าใครไม่อยากรอนานถึงปีหน้าก็มาเจอกันก่อนได้ที่งาน pet expo championship 2018 ในวันที่ 23-26 สิงหาคม2561 ณ บีบีซี ฮอลล์ ชั้น 5 เซ็นทรัล ลาดพร้าว

ศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กก.ผจก. บจ.เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์, มทีรา วัชโรทัย South-East Asia Portfolio Management Ma-nager บจ.มาร์ส ประเทศไทย และ สพ.ญ.วรัทยา ประสมทรัพย์ ผอ.ฝ่ายการตลาด บจ.โรยัลคานิน (ประเทศไทย)ร่วมเปิดงาน

ศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กก.ผจก. บจ.เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์, มทีรา วัชโรทัย South-East Asia Portfolio Management Ma-nager บจ.มาร์ส ประเทศไทย และ สพ.ญ.วรัทยา ประสมทรัพย์ ผอ.ฝ่ายการตลาด บจ.โรยัลคานิน (ประเทศไทย)ร่วมเปิดงาน

Pet care : ห้ามอาบน้ำ 7 วัน หลังฉีดวัคซีนจริงหรือ???

Published November 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/345749

Pet care : ห้ามอาบน้ำ 7 วัน หลังฉีดวัคซีนจริงหรือ???

Pet care : ห้ามอาบน้ำ 7 วัน หลังฉีดวัคซีนจริงหรือ???

วันอาทิตย์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันก่อน ได้ยินคนพูดว่า คุณหมอสั่งว่า ห้ามอาบน้ำหมา 7 วัน หลังฉีดยา เขาเลยไม่กล้าให้สุนัขโดนน้ำ เพราะกลัวสุนัขตาย

พอฟังแล้ว ก็รู้สึกแปลกๆ เลยพยายามจับใจความว่า ประโยคที่ว่านั้น สื่อความหมายได้อย่างไรบ้าง

สิ่งแรก “การฉีดยา”ที่พูดถึง น่าจะหมายถึง “การฉีดวัคซีน” เพราะหากเป็นการฉีดยาชนิดอื่น เช่น ยากำจัดเห็บหมัด หรือยาฉีดเพื่อรักษาอาการต่างๆ นั้น ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรที่เกี่ยวข้องกับการห้ามอาบน้ำเลย (นอกจากคุณหมอจะเห็นว่าป่วย เลยสั่งห้าม)

สิ่งที่สอง ไม่กล้าให้โดนน้ำเลย หลังจากฉีดวัคซีน?? หรือถึงกับต้อง “ห้าม” อาบน้ำ 7 วันเลยทีเดียวหรือ???

วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่าครับ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จัก “วัคซีน” กันก่อนครับว่า วัคซีน คืออะไร?

เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลย วัคซีน คือ สารที่ฉีด/ใส่เข้าไปในร่างกายคนหรือ/สัตว์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั่นเองครับ

ซึ่งหลักการของวัคซีน ก็คือ เราจะทำ “เชื้อ” ที่ทำให้เกิดโรคนั้นๆ (ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส หรือแบคทีเรียก็ตาม)ผ่านกระบวนการที่ทำให้หมดฤทธิ์ไป หรือทำให้อ่อนฤทธิ์ลงหรือดึงเอาส่วนที่เป็นพิษออก แล้วฉีดเข้าไปในร่างกายคนหรือสัตว์

ร่างกายของคนหรือสัตว์นั้น ก็จะรับรู้ว่าไอ้เจ้าเชื้อที่ใส่ไปนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม

ระบบภูมิคุ้มกัน (โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว ที่เปรียบเสมือนกองทหาร) ก็จะเข้าไปต่อสู้/ทำลาย เชื้อเหล่านั้น และจดจำลักษณะและรูปร่างของเชื้อนั้นไว้ โดยเพิ่มจำนวนเซลล์ทหารนั้น เมื่อในอนาคต เชื้อตัวจริงในธรรมชาติเข้ามาสู่ร่างกาย เซลล์ทหารเหล่านั้น ก็จะเข้าไปต่อสู้กับเชื้อจริงทันทีครับ

แต่ในช่วงของการสร้างภูมิคุ้มกัน (อาจเรียกว่า ช่วงที่ร่างกายต่อสู้กับเชื้อ) ซึ่งอาจใช้เวลา 3-7 วันนั้น ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเต็มที่เหมือนปกติ บางรายอาจพบว่ามีไข้ ตัวรุมๆ ได้บ้าง

ซึ่งในสมัยก่อน (ที่ต่างจากสมัยนี้ที่เราเลี้ยงสุนัขเหมือนสมาชิก “คน” หนึ่งในบ้านเลย) ที่เจ้าของ (โบราณๆ) ปล่อยปละละเลย เลี้ยงหมาแบบ “สุนัขใต้ถุนเรือน” ให้อยู่กินตามมีตามเกิด หลังจากจับมาฉีดวัคซีนแล้ว หมาก็ถูกปล่อยให้ไปเล่นตากฝนโดดน้ำในคลอง นอนแช่โคลนแช่น้ำแฉะๆ เล่นนอกบ้านทั้งคืน ประกอบกับ การผลิตวัคซีนในอดีตอาจไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยมากเท่าปัจจุบันนี้ หลังฉีดวัคซีนไป สุนัขในสมัยก่อนจึงอาจมีไข้ ตัวร้อนเกิดขึ้นได้

หรือบางรายอาจป่วยอยู่ก่อนแล้ว (แต่เจ้าของไม่ทราบ) แต่มาแสดงอาการป่วยหลังฉีดวัคซีนพอดี ก็เลย “เหมาไป (แบบมั่วๆ) เลย” ว่า “ถ้าฉีดวัคซีนแล้ว ไปอาบน้ำ หมาอาจจะตายได้”

ซึ่งโดยปกติ หากอาบน้ำสุนัข แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนก็ไม่เกิดปัญหาอะไรครับ

ปัญหาที่ “อาจ” เกิดได้บ้าง ก็เป็นกรณีที่สุนัขขนยาวๆ ที่อาบน้ำแล้ว ไม่เช็ดตัวให้แห้ง ปล่อยให้ตัวเปียก-แฉะ-ชื้นทิ้งไว้ทั้งคืน ก็อาจจะเสริมให้สุนัขมีไข้ตัวรุมๆ ขึ้นได้บ้าง ในช่วงการสร้างภูมิคุ้มกัน (3-7 วันหลังฉีดวัคซีนนั้นครับ)

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการสับสน/การเข้าใจผิด/การวิตกของเจ้าของ เกี่ยวกับการป่วย (อยู่ก่อนแล้ว) กับการฉีดวัคซีน สัตวแพทย์มักจะ “แนะนำ” ว่า ให้ “งดหรือเลี่ยง” อาบน้ำ 3-7 วัน หลังฉีดวัคซีน” แต่ไม่ได้ห้ามอาบน้ำนะครับ!!!!!

และก็ไม่ได้หมายความว่าอาบน้ำไม่ได้ด้วยครับ เพราะหลายตัว ซุกซน เล่นจนตกน้ำครำ/คลุกสิ่งสกปรก มอมแมม

เราก็สามารถ “อาบได้” เพียงแค่ ในช่วงที่อากาศเย็น/ชื้น ก็ให้ใช้น้ำอุ่นอาบ และให้เช็ดตัว หรือใช้ไดร์เป่าขนให้แห้งทุกครั้งก่อนเท่านั้นเอง

ดังนั้น หลังจากฉีดวัคซีนแล้วก็อาบน้ำได้ เพียงแต่เช็ดตัวให้แห้งก่อนปล่อยให้ไปเล่นเท่านั้นเอง อย่าวิตกกันจนเกินไปนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : การเลือกแชมพูให้กับสุนัข

Published October 31, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344216

Pet care : การเลือกแชมพูให้กับสุนัข

Pet care : การเลือกแชมพูให้กับสุนัข

วันอาทิตย์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องการอาบน้ำให้น้องหมากันไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อเรื่องการเลือกแชมพูสำหรับสุนัขกันครับ

หลายคนสงสัยว่า เราสามารถเอาแชมพูของคนมาใช้ให้สุนัขแทนเลยได้หรือไม่?  บางคนบอกเราว่าใช้แชมพูสำหรับเด็กมาอาบให้สุนัขและแมวก็น่าจะได้ เพราะเด็กผิวอ่อนกว่าผู้ใหญ่ยังใช้ได้เลย ทำไมสุนัขจะใช้ไม่ได้ล่ะ!?!

ขอเรียนว่า ความคิดนี้เป็น “ความคิดที่ผิด” อย่างมากเลยครับ

การนำแชมพูของคนมาใช้อาบสัตว์เลี้ยงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรทำ เนื่องจาก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของผิวหนังคนกับสัตว์นั้น มีความ “แตกต่างกัน” ครับ

โดยปกติ ผิวหนังสุนัขนั้นมีค่า pH = 7.5 ซึ่งมีสภาวะเป็น“ด่างอ่อนๆ” (ความเป็นกลางของน้ำบริสุทธิ์มีค่าเท่ากับ 7) แต่ผิวหนังของคนมีค่า pH เท่ากับ 5.5 ซึ่งมีสภาวะเป็น “กรดอ่อนๆ” ซึ่งถือว่าไม่เหมือนกันเลยครับ

แชมพูสุนัขที่ดีจึงมีค่า pH ที่ 6.5-7.5 เพื่อไม่ทำให้เกิดความระคายเคืองผิวหนัง

แชมพูที่มีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป จะไปทำลายไขมันที่คลุมผิวหนัง ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น เกิดอาการคันผิวหนัง ทำให้สุนัขเกา และอาจทำให้เกิดปัญหาผิวหนังอักเสบติดเชื้อ รวมถึงขนร่วงตามมาได้ครับ

นอกจากนี้ ผิวหนังของสุนัขไวต่อการแพ้มากกว่าด้วยเนื่องจากความหนาของชั้นผิวหนังของสุนัขจะน้อยกว่าของคน ดังนั้นสารเคมีในแชมพูจะทำให้เกิดความระคายเคืองได้ง่ายกว่าด้วยครับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในลูกสัตว์หรือสัตว์ที่มีผิวหนังที่แพ้ง่าย เจ้าของยิ่งต้องเลือกแชมพูที่มีสูตรอ่อนโยน (hypoallergenic) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังด้วย

แชมพูสำหรับสุนัขในเชิงสัตวแพทย์นั้นมีหลายประเภทขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ได้แก่ แชมพูแบบสูตรอ่อนเพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง แชมพูกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียที่ผิวหนัง แชมพูบำรุงขน แชมพูสำหรับสุนัขโทนสีต่างๆ รวมถึงแชมพูกำจัดเห็บ เป็นต้น

ดังนั้น การเลือกใช้แชมพูในสุนัขนั้น จึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวหนังของสัตว์เลี้ยง

หากสัตว์เลี้ยงของท่านมีปัญหาทางด้านผิวหนังแล้ว ควรขอรับคำปรึกษาสัตวแพทย์จะดีกว่า เพราะอาจต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของความผิดปกตินั้น จึงจะเลือกแชมพูที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราครับ

“น้ำ” ที่ใช้อาบ ก็ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง (อุณหภูมิปกติ ณ เวลานั้นนั่นเอง) ซึ่งไม่ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป (น้ำอุ่นหรือร้อน) เพราะการอาบน้ำด้วยน้ำที่อุ่นจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังเกิดการขยายตัว โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ จะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบมากขึ้น ผิวก็จะแห้งมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัตว์เกิดอาการคันมากขึ้นด้วย

การฟอกแชมพู (โดยเฉพาะแชมพูยา) ก็ควรที่จะเอาแชมพูละลายน้ำให้เจือจางก่อนแล้วจึงชะโลมให้ทั่วตัว ไม่ควรนำแชมพูเทลงบนฝ่ามือแล้วถูบนตัวสัตว์ทันทีเพราะความเข้มข้นของแชมพูที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังของสัตว์ได้ครับ

หลังจากการฟอกแชมพูยา (รวมถึงแชมพูกำจัดเห็บหมัด)ก็ควรทิ้งแชมพูไว้บนตัวสัตว์อย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อให้ตัวยาในแชมพูออกฤทธิ์ได้เต็มที่ (แต่ที่สำคัญ ต้องอย่าให้สุนัขเลียแชมพูเด็ดขาดครับ) เราควรนวดคลึงผิวหนัง หรือเกาเบาๆ เพื่อให้ยากระจายได้ทั่ว และเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของสุนัขไม่ให้เขาเลียแชมพูด้วยครับ  หลังจากนั้น ก็ต้องล้างแชมพูออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง แล้วเช็ดตัวให้แห้งหรือเป่าตัวให้แห้งด้วย “ลมเย็น” หรือที่“ไม่ร้อนเกินไป”

เห็นไหมครับการอาบน้ำและการใช้แชมพูเพื่อให้สุนัขของเราได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น ก็เป็นทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” เพียงแค่เราดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของเราในการอาบน้ำ ก็จะทำให้สัตว์เลี้ยงของเรามีสุขภาพผิวหนังและขนที่ดีขึ้นและลดอาการคันที่เกิดจากการติดเชื้อลงได้ครับ

ลืมบอกไปครับว่า ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เมื่อเจ้าตูบเล่นซนจนตกน้ำมอมแมมเลอะเทอะ แต่บังเอิญแชมพูสำหรับสุนัขหมดพอดี เราก็สามารถใช้แชมพูคนอาบให้ “แก้ขัด” ไปก่อนได้ครับ ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามใช้เลย  เพราะการใช้เพียง 1 หรือ 2 ครั้ง ก็ไม่ถึงกับทำให้เกิดปัญหาหนักหน่วงอะไร ดีกว่าปล่อยให้เจ้าตูบตัวเหม็นอยู่อย่างนั้นนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคพิษสุนัขบ้า กับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน!!

Published October 31, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/344097

โรคพิษสุนัขบ้า  กับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน!!

โรคพิษสุนัขบ้า กับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน!!

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถือเป็นปัญหาระดับชาติอีกปัญหาหนึ่งสำหรับปัญหาโรคติดต่อพิษสุนัขบ้า ซึ่งที่ผ่านมานั้นเกิดการแพร่ระบาดจนทำให้มีผู้เสียชีวิต จากกระแสสังคมดังกล่าวทำให้สังคมไทยตื่นตัวเกี่ยวกับโรคติดต่อชนิดนี้เป็นอย่างมาก รายการแนวหน้าวาไรตี้ โดย “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยกับ ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ การป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงอย่างโรคพิษสุนัขบ้า รวมไปถึงโครงการ
สำคัญๆ อย่าง โครงการสัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีกซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือสุนัขจรจัดทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

พิธีกรรายการ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และ ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช 

ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช ได้เล่าถึงประเด็นนี้ว่า ผมมองว่าทุกวิกฤติ คือโอกาส โอกาสก็คืออย่างน้อยก็ทำให้คนเริ่มกลับมาสนใจ พอสนใจปุ๊บเราก็ต้องใส่ความรู้ไป คนที่ตื่นตัวคือคนที่รู้ ถ้าใส่ความรู้ไปความร่วมมือจะออกมา ซึ่งทำให้เราทำงานได้สะดวกและง่ายขึ้น ทีนี้มามองว่าโรคพิษสุนัขบ้ามันเยอะไหม? จริงครับ ซึ่งปัจจัยมีเยอะมากจากหลายๆ สาเหตุ ถ้าใครที่ย้อนอ่านหนังสือพิมพ์มันมาเพราะปัญหาวัคซีน ปัญหาในเรื่องของกฎหมาย ห้ามทารุณกรรมสัตว์ ปัญหาเรื่องของสุนัขจรจัดตรงนี้มันก็เริ่มสะสมมา พอสุดท้ายมันก็เริ่มเกิดปัญหา อาจารย์มองว่าตื่นกลัวดี แต่ต้องตระหนักว่าเรื่องนี้เราจะต้องจัดการกับมันอย่างไร ซึ่งที่นี่เราก็ได้ทำอะไรไปเยอะมากสำหรับโรคพิษสุขนัขบ้า

โครงการจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ได้ริเริ่ม

เราเริ่มจากความปลอดภัยความอยู่ดีมีสุขของสุนัข นั่นจะเป็นโครงการที่บอกว่าที่ไหนมีสุนัขหิวโหยก็สามารถติดต่อเรามาเราก็จะช่วยไปดูให้ว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง เช่น เรื่องของอาหาร หรือทำหมันหรือฉีดวัคซีน แต่มีอีกหนึ่งโครงการที่ทุกคนจะคุ้นอยู่หูกันอยู่แล้วคือ โครงการสัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก ถามว่าทำไมต้องติดปีก เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากนกแอร์ คือโครงการนี้เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเพราะเราทำอย่างต่อเนื่องไปที่เดิมซ้ำๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนในพื้นที่ก็ต้องทำด้วยกันร่วมมือกันด้วย

เราเริ่มต้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อสักประมาณ 5 ปีที่แล้ว มาที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง จุดหนึ่งที่เราเห็นที่เราทำต่อเนื่องมาหลายๆ ปีคือ มันประสบความสำเร็จ อุบัติการณ์ของโรคในจุดที่เราไปทำมันลดน้อยลง และสุนัขไม่ได้เพิ่มขึ้นสำเร็จเพราะอะไร เพราะว่าเราลงพื้นที่ติดตามอยู่ซ้ำๆ เราต้องการทำเป็นโมเดลตัวอย่างว่าตรงนี้เราทำอะไรแบบไหนบ้าง และเป็นแบบอย่างให้ที่อื่นๆ ที่จะสามารถนำไปใช้
ในพื้นที่ของตัวเองได้

สิ่งที่สำคัญคือทางคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ให้บริการฉีดวัคซีนฟรี

ทางโครงการเราได้เล็งเห็นอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า เราจะเห็นได้ว่ามีผู้เสียชีวิตเกือบทั้งปีในช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นพอเราเห็นตรงนี้เป็นวิกฤติเราก็ขอความร่วมมือกับสมาคมศิษย์เก่าที่มีอยู่ทั่วประเทศให้บริการฉีดวัคซีนฟรี ซึ่งเราก็ได้รับความร่วมมือจากศิษย์เก่าเป็นอย่างดี

อย่าลืมว่าโรคพิษสุนัขบ้าเกิดกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด หมากัดหนู แมวกัดหนู สิ่งเหล่านี้สามารถติดต่อกันได้ บ้านเราอยู่ในเขตความชุกของโรคค่อนข้างสูง ฉะนั้นแล้วสุนัขต้องฉีดวัคซีนทุกปีเน้นย้ำว่าต้องทุกปีนะครับ หลายคนอาจคิดว่าอยากพาสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีน แต่ก็คิดว่าที่จุฬาฯ ไกลเหลือเกินแล้วเราจะพาไปฉีดที่ไหน ไม่จำเป็นต้องพามาฉีดที่จุฬาฯครับ ตอนนี้เราจะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสามารถที่จะให้บริการฉีดวัคซีนกับสัตว์เลี้ยงของท่านได้ ถ้าอยู่ต่างจังหวัด สามารถติดต่อได้เลยในส่วนของปศุสัตว์

เราจะเห็นว่าในช่วงที่เกิดวิกฤติศิษย์เก่าของเราฉีดวัคซีนให้ฟรี ตรงนี้คือเราช่วยสังคมเบื้องต้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านก็ต้องช่วยกันมีส่วนในการรับผิดชอบร่วมกัน ในส่วนของกรุงเทพฯก็มีบริการเช่นกัน ถ้าท่านมีจำนวนสุนัขเยอะลำบากต่อการเดินทางสามารถโทร.ติดต่อมาที่คณะสัตวแพทย์ของเราได้

การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดได้อย่างยั่งยืน “เลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ”

เราต้องมองว่าความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญหาเมืองไทยตอนนี้คือประชากรสุนัขสูงกว่าแต่ก่อนประมาณ 3 เท่า เราต้องดูตัวเองว่าเราสามารถเลี้ยงได้แค่ไหนที่สำคัญทำหมันให้สัตว์เลี้ยงน่าจะเป็นทางออกที่ดี นอกจากลดประชากรสุนัขแล้วยังลดในเรื่องของโรคด้วย นั้นคือเป็นการช่วยสวัสดิภาพของสัตว์ด้วย ทีนี้ในชุมชนสมมุติว่ามีสุนัขเยอะชุมชนต้องมองแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร เช่น อยากเก็บเอาไว้เลี้ยงเองหรืออยากให้จับออกไป จับออกไป ในที่นี่คือ สามารถส่งต่อให้กับผู้ที่อยากเลี้ยงสุนัขตามต่างจังหวัดได้

ขอความร่วมมือสำหรับเจ้าของสุนัข เช่นถ้าอยากให้เราไปฉีดวัคซีนให้ก็ขอความร่วมมือท่านช่วยควบคุมสุนัขของตัวเองด้วย ถ้าจับให้เราได้เราก็จะจัดการให้ท่านได้ อย่างที่บอกหลายๆ โครงการเราทำให้ฟรี สำหรับคนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถโทรได้ที่เบอร์ 02-2189719

พบเรื่องราวดีๆ ที่ครบครันแบบนี้ได้ในรายการ “แนวหน้าวาไรตี้” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์เวลา 16.00-16.25 น. ทางTNN2(และช่อง 784 ทางดิจิตัลทีวี) หรือTrue Visions 8ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้าby คุณแหน

%d bloggers like this: