people

All posts tagged people

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง “ถวัลย์”

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/344739

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง “ถวัลย์”

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2561
ถวัลย์ ดัชนี,ดอยธิเบศร์,หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง ถวัลย์

นับแต่เจ้าของผลงานภาพเขียนโลกจารึก ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ได้จากไปในปี 2557 คนไทยวงนอกที่ไม่คุ้นเคยกับแวดวงศิลปะ อาจไม่ได้ติดตามข่าวคราวอีกเลย

          จนกระทั่งมารู้จากข่าวช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า ภาพวาดของจิตรกรเอกหายไป 113 รูป มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท !!

แน่นอน แม้มุมหนึ่งจะหนีไม่พ้น “การโจรกรรม” แต่เมื่อติดตามต่อไป จึงพบว่าเรื่องนี้ยังเกี่ยวโยงกับปัญหาภายในครอบครัวอีกด้วยฃ

แถมยังเป็นเรื่องระหว่าง “แม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยง” ที่ฉากหลังของภาพเขียนที่หายไป คนทั้งสองมีเรื่องราวทางกฎหมายผูกยึดอยู่ต่อกัน

 

          สิ่งที่สร้างร่วมกัน

หลังการเสียชีวิตของสามีในวันที่ 3 กันยายน 2557 เพียงไม่ถึงเดือน “ป้าอ๊อด” ทิพย์ชาติ วรรณกุล ในฐานะภรรยาที่อยู่กินมานับหลายสิบปี ก็ได้เดินหน้าทางกฎหมายในคดีแพ่ง

          เธอได้ฟ้องศาลขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่งหมายไปยังลูกเลี้ยงในวันที่ 26 ตุลาคม 2557

ภายหลังแม้ว่ามีการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้ จนวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ผู้จัดการมรดกเป็นบุตรชาย คือ “ดอยธิเบศร์ ดัชนี”

แต่เรื่องยังไม่จบเพราะมีการยื่นอุทธรณ์ จนวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ศาลอุทธรณ์ยืนตามชั้นต้น ตัดสินให้ผู้จัดการมรดกยังคงเป็น “ดอยธิเบศร์”

สุดท้ายคดีนี้ไปจบที่ศาลฎีกา เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ที่ศาลยังคงตัดสินให้ผู้จัดการมรดกเป็นบุตรชาย

อย่างไรก็ดีระหว่างนั้นเอง “ป้าอ๊อด” ยังได้ฟ้องศาลแพ่งในการขอ “แบ่งมรดก” ควบคู่ไปด้วยตั้งแต่ช่วงปี 2560

แต่เธอเพิ่งแจงเรื่องนี้ออกมาเป็นเอกสาร 5 หน้าแก่สื่อมวลชน หลังจากที่ข่าวเรื่องภาพหายทำให้ตนเองถูกมองในทางลบ!

ป้าอ๊อดระบุว่าสิ่งที่เธอทำเป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลในการเรียกร้องกรรมสิทธิ์ ค่าที่่ตนเองเป็น “ภรรยา” ที่ทำมาหากินร่วมกันเป็นเวลา 30 กว่าปี!

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

สำหรับรายละเอียดการไกล่เกลี่ยในคดีขอแบ่งมรดกมีดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์บ้านดำเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ยกให้แก่ ดอยธิเบศร์ 2.บ้านกรุงเทพฯ 2 หลัง คือบ้านรั้วเขาควาย และทาวน์เฮ้าส์บ้านเกษราฯ รวมกันเนื้อที่ไม่ถึง 200 ตารางวา ยกให้ป้าอ๊อด 3.ภาพวาดของสามีแบ่งกัน 60-40 (ดอยธิเบศร์ 60 ป้าอ๊อด 40) 4.เงินในบัญชีแบ่งกัน 60 ต่อ 40 (ดอยธิเบศร์ 60 ป้าอ๊อด 40)

โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งตกลงกันว่าไม่ว่าฝ่ายใดจะครอบครองก็ตาม จะไม่มีการขายไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น!!

จากนั้นได้ตกลงจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่พิพาทร่วมกัน 3 แห่ง คือที่บ้านดำ จ.เชียงราย และที่บ้านกรุงเทพฯ 2 แห่ง

ซึ่งต่อมาวันที่ 8 และ 15 มิถุนายน 2561 ป้าอ๊อดอนุญาตให้ฝ่ายของดอยธิเบศร์เข้ามาถ่ายภาพทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งที่บ้านรั้วเขาควาย และบ้านเกษราฯ ตามข้อตกลงในการจัดแบ่ง

แต่ฝ่ายของดอยธิเบศร์ซึ่งได้นัดให้ไปถ่ายภาพที่พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จ.เชียงราย วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 กลับมีการยกเลิกการนัดหมาย และยังยกเลิกการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในคดีอีกด้วย

ที่สุดแล้วคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โดยศาลได้โปรดนัดสืบพยานในเดือนมกราคม 2562

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

สองพ่อลูกคู่ลมหายใจ (เครดิต เฟซบุค ถวัลย์ ดัชนี)

 

          คือลมหายใจของพ่อ

หันมามองฝั่งลูกชาย ในขณะที่คดีแพ่งขอแบ่งมรดกยังคงดำเนินไป แต่ระหว่างนั้นเองก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นซ้อนทับเข้ามาและอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมดอยธิเบศร์ถึงยกเลิกการนัดหมายและข้อตกลงตามข้างต้น!

กล่าวคือ ช่วงปี 2560 มีผู้ส่งไฟล์ภาพให้ดอยธิเบศร์ตรวจสอบ 3 ภาพ ซึ่งดอยธิเบศร์ยืนยันว่าเป็นรูปภาพของบิดาที่อยู่ในบ้านเกษราฯ โดยผู้ถือกุญแจคือ ป้าอ๊อด!!

ต่อมามีการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่ามีภาพหายไปอยู่ในมือผู้ซื้อกว่า 10 รูป จึงนำไปสู่การแจ้งความครั้งที่ 1 วันที่ 8 มิถุนายน 2560

โดยเขามีหลักฐานภาพถ่ายที่บันทึกไว้ช่วงเดือนตุลาคม 2557 หลังบิดาเสียชีวิตไม่นาน ยืนยันว่ามีรูปภาพในบ้านเกษราฯ 650 รูป!

จนเมื่อป้าอ๊อดได้ฟ้องขอแบ่งมรดก และวันที่ 8 และ 15 มิถุนายน 2561 มีการเข้าไปบันทึกภาพที่บ้านสองหลังตามที่กล่าวไป แต่แล้วช่วงกรกฎาคม 2561 ที่นัดไว้เพื่อเข้าไปถ่ายภาพที่บ้านดำ จ.เชียงราย กลับถูกยกเลิกไป และยังยกเลิกการไกล่เกลี่ยทั้งหมดอีกด้วย

โดยดอยธิเบศร์ยืนยันว่ายังมิได้ตกลงในสัดส่วนตามที่ป้าอ๊อดกล่าวไว้ แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะมีการ “จัดทำบัญชีทรัพย์สินใหม่” หลังมีการบันทึกภาพทรัพย์สินในบ้าน 3 หลัง คือ บ้านเกษราฯ บ้านเขาควาย และบ้านดำ

แต่เมื่อเขานำไฟล์ภาพเมื่อปี 2557 จำนวน 650 รูป มาเทียบกับรูปภาพที่อยู่ในบ้านเกษราฯ ปัจจุบันพบว่า เวลานี้หายไป 113 รูป จึงนำมาสู่การแจ้งความครั้งที่ 2 ในวันที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมานั่นเอง!

ถึงตรงนี้ทำความเข้าใจอีกครั้งว่ามีอยู่ 3 คดี ที่คนสองคนอันเป็นที่รักของ ถวัลย์ ดัชนี กำลังปะทะกันอยู่

1.คดีแพ่งที่ “ป้าอ๊อด” ขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาตัดสินให้ดอยธิเบศร์เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว

2.คดีแพ่งที่ “ป้าอ๊อด” ขอแบ่งมรดก คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งมีการนัดสืบพยานในเดือนมกราคม 2562

3.คดีอาญาที่ดอยธิเบศร์ แจ้งความภาพหายรวม 113 ภาพ คาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ขณะที่มีการอายัดภาพต่างๆ ที่หายไว้แล้ว

หยดสีที่หายไป มรดกแห่ง "ถวัลย์"

ถวัลย์ และ มากาเร็ต ฟันเดอร์ฮุค ในวันหวาน (เครดิต เฟซบุค ถวัลย์ ดัชนี)

 

      ฉากชีวิต “ทิพย์ชาติ”

การอยู่กินมาร่วม 30 ปี จนฝ่ายหนึ่งตายจากไป ย่อมนานพอสำหรับคนเป็นคู่แท้

“ป้าอ๊อด” ทิพย์ชาติ วรรณกุล วันนี้ในวัย 79 เข้ามาในครอบครัวดัชนี ตั้งแต่ที่ยังมีกันครบ 3 คนพ่อแม่ลูก ถวัลย์, มากาเร็ต ฟันเดอร์ฮุค (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) และดอยธิเบศร์ ที่กำเนิดในปี 2519

โดยบ้านที่ศิลปินใช้อยู่อาศัยรังสรรค์ผลงานนั้นอยู่ภายในหมู่บ้านนวธานี ถนนเสรีไทย เขตคันนายาว กรุงเทพฯ ซึ่งเรารู้จักในชื่อ “บ้านรั้วเขาควาย” และบ้านของป้าอ๊อด เดิมทีอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน เยื้องกันเล็กน้อย

มุมหนึ่งเธอยังบอกว่าได้ดูแลดอยธิเบศร์ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ ในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียง นั่นแปลว่าเธอเข้ามาในบ้านนี้ตั้งแต่ถวัลย์ยังมิได้แยกทางกับแม่ของดอยธิเบศร์

จนกระทั่งช่วงปี 2524 เมื่อพ่อแม่ของดอยธิเบศร์สิ้นพันธะต่อกัน ผ่านไปราว 2 ปี ป้าอ๊อดก็กลายเป็นคนในครอบครัวมาจนบัดนี้!

(ยังมีเรื่องราวความรักและสายใยของสองพ่อลูกคู่ราชสีห์ พลิกไปอ่านได้ในหน้าถัดไป)

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน?

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/344702

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน?

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2561
ธวัชชัย อานามพงษ์,ชาดา ไทยเศรษฐ์,สันติ พร้อมพัฒน์,เจ้าพ่อบ่อพลอย,ตลาดนักเลือกตั้ง,พรรคพลังประชารัฐ,กปปสจันทบุรี,สุเทพ เทือกสุบรรณ

“ขาใหญ่” จะไปทางไหน? : คอลัมน์…  ตลาดนักเลือกตั้ง  โดย…  บางนา บางปะกง

ฤดูเลือกตั้งมาถึงแล้วคนไทยจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกรังเกียจ “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง” ที่ชอบย้ายพรรค แต่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งกลับมองว่า นักเลือกตั้งมิได้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมในแง่ที่เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่ต้องการอรรถประโยชน์สูงสุด เป้าหมายสูงสุดของนักการเมืองคือการมีอำนาจการเมืองการปกครอง การเลือกพรรคการเมืองที่สังกัดก็ดี และการตัดสินใจย้ายพรรคก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากการประเมินความเป็นไปได้ที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และในการได้มาซึ่งอำนาจการเมืองการปกครอง

นี่คือที่มาของคอลัมน์ “ตลาดนัดนักเลือกตั้ง” ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราจะมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวนักการเมืองทุกพรรค

    “เจ้าพ่อบ่อพลอย”

          พลิกล็อก..ทิ้งลุงกำนัน?

พรรคประชาธิปัตย์กำลังมีข่าวสนุกๆ เรื่องชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค อีกด้านหนึ่งอดีตส.ส.ในภาคตะวันออก ก็เริ่มยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ที่เปิดหน้าเปิดตาไปแล้วเมื่อวันก่อนคือ “บุญเลิศ ไพรินทร์” และ “พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ” อดีตผบช.ภ.8 พี่ชายของพินิจ จารุสมบัติ สองอดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พ่วงด้วย “สุรวุฒิ เนื่องจำนงค์” อดีต ส.ส.ชลบุรี

ส่วนอีกสองหน่อที่รอเปิดตัว ได้แก่ “ธวัชชัย อานามพงษ์” และ “ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา” สองอดีต ส.ส.จันทบุรี

หลายคนคงแปลกใจ วันก่อน “เจ้าพ่อบ่อพลอย” ธวัชชัย อานามพงษ์ อดีตส.ส.จันทบุรี 8 สมัย ประกาศตัวเป็นแม่ทัพบูรพาให้แก่พรรครวมพลังประชาชาติไทย

จู่ๆ นักการเมืองจอมเก๋าก็เปลี่ยนใจไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มันเกิดอะไรขึ้น?

ธวัชชัยเป็นพ่อค้าพลอย มีเครือข่ายทั้งในพื้นที่จันทบุรี รวมถึงชุมทางพลอยแดงที่ อ.เขาสมิง และอ.บ่อไร่ จ.ตราด เขาเริ่มต้นเล่นการเมืองท้องถิ่น ยุคพลอยแดงเฟื่องฟู ธวัชชัยย้ายไปลงสนามท้องถิ่น จ.ตราด เป็น ส.จ.บ่อไร่ และเป็นประธานสภาจังหวัดตราด

ปี 2529 เจ้าพ่อบ่อพลอยลงสมัครส.ส.ครั้งแรกในนามพรรค ปชป. จากนั้นก็ย้ายไปหลายพรรค ได้เป็น ส.ส.เกือบทุกสมัย

ช่วงที่กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ นำอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ จัดชุมนุมมวลมหาประชาชน คัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย “ธวัชชัย” ก็โดดออกมาเป่านกหวีด เป็นแกนนำ กปปส.จันทบุรี จึงไม่ประหลาดใจที่ธวัชชัยจะแสดงตัวอยู่กับพรรคของลุงกำนันเมื่อหลายเดือนก่อน

คงมีคนอยากรู้จริงๆ ว่ามีข้อมูลพิเศษอะไรจึงทำให้เจ้าพ่อบ่อพลอยตัดสินใจทิ้งลุงกำนัน?

  “เจ้าพ่อสะแกกรัง”

          ล่องใต้หรือไปบุรีรัมย์

ชัดเจนแล้วว่า “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี ได้ยื่นใบลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปแล้ว แต่ “เจ้าพ่อสะแกกรัง” จะไปอยู่ชายคาพรรคไหน? ยังไม่ปรากฏข่าวสารใดๆ มากนัก

4-5 มีความเคลื่อนไหวของ “ชาดา” อย่างน่าสนใจ

เริ่มจาก 7 เมษายน 2561 “ชาดา” ล่องใต้ไปยะลา ร่วมงานเปิดสถานีบริการน้ำมัน ย่านใจกลางเมือง ซึ่งกลุ่มผู้ลงทุนเป็นชาวมุสลิมปาทาน โดยเจ้าของปั๊มได้เชิญ วันมูหะมัดนอร์ มะทา เจ้าของบ้านใหญ่ “ศรียะลา” พร้อมน้องชาย ซูการ์โน มะทา อดีตส.ส.ยะลา มาร่วมดื่มน้ำชากาแฟกับชาดาด้วย

9 มิถุนายน 2561 “ชาดา” ไปร่วมงานจัดพิธีละศีลอดส่งท้ายรอมฎอนปี 2561 และต้อนรับฮารีรายออิดิลฟิตรี โดยผู้จัดงานได้เชิญ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้มาเป็นแขกคนพิเศษในวันดังกล่าว

วันนั้น “เสี่ยหนู” จับไมค์พูดคุยกับพี่น้องมุสลิม พร้อมแนะนำสั้นๆ ว่า “คุณชาดา เป็นอดีตส.ส.อุทัยธานี และเป็นชาวมุสลิมเหมือนพี่น้องที่อยู่ในที่นี้ครับ”

บนเส้นทางการเมืองของ “ชาดา” ชาวมุสลิมปาทาน ทำธุรกิจค้าเนื้อสัตว์ ได้จับมือกับกลุ่มการเมืองตระกูล “เหลืองบริบูรณ์” พร้อมตั้ง “กลุ่มคุณธรรม” ลงเลือกตั้งท้องถิ่น ชาดาเป็นนายกเทศมนตรีเมืืองอุทัยฯ ติดต่อกันมาหลายสมัย ก่อนจะส่งต่อให้น้องสาว มนัญญา ไทยเศรษฐ์

ฤดูเลือกตั้งปี 2550 ชาดาเบนเข็มจากท้องถิ่นสู่สนามการเมืองใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก ในสังกัดพรรคชาติไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบัน

ปี 2554 ชาดาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อีกสมัย และปีถัดมา ชาดาเปิดตัวฟารุต ไทยเศรษฐ์ ให้เป็นทายาททางการเมือง และเตรียมลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่เดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ฟารุตถูกยิงเสียชีวิตบนรถของชาดาเอง

หลังรัฐประหาร 2557 ชาดาตกเป็นเป้าของคสช.ในฐานะ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี โดยในรอบ 3 ปี ถูกตำรวจบุกค้นบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

ฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 ชาดาจะสวมเสื้อตัวไหน..“ประชาชาติ หรือภูมิใจไทย” ลงป้องกันแชมป์ น่าติดตาม!

  “เจ้าพ่อมะขามหวาน”

          เสริมทัพพลังประชารัฐ

วันอังคารที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งยกคณะรัฐมนตรีไปประชุมครม.สัญจร ที่เพชรบูรณ์ แม้จะไม่มีนักการเมืองหรืออดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ คนไหนมาต้อนรับ “บิ๊กตู่” แต่สภากาแฟเมืองมะขามหวานรู้แล้วเที่ยวหน้าจะมีอดีต ส.ส.ระดับบิ๊กเบิ้ม..ย้ายพรรคแน่นอน

สื่อยักษ์ใหญ่ก็ตีข่าวไปแล้วว่า “สันติ พร้อมพัฒน์” อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้ามาสานฝันให้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

“สันติ” ไม่ใช่คนเมืองมะขามหวานโดยกำเนิด หากแต่คนกรุงเทพฯ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนรถยนต์

ปี 2537 สันติเข้ามาทำงานการเมืองโดยการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) และเสี่ยแก้ว บัวสุวรรณ อดีตส.ส.เพชรบูรณ์ ชักชวนให้ลงสมัคร ส.ส.ที่เขตเลือกตั้งแถว อ.ชนแดน อ.หนองไผ่

ระดับมหาเศรษฐี เจ้าของอาณาจักร “นวพัฒนาธานี” หิ้วกระเป๋าไปใบเดียวก็ได้เป็นส.ส.เพชรบูรณ์ติดต่อกันสองสมัย จากนั้นสันติย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย

ก้าวแรกในพรรคของทักษิณปี 2544 สันติรับตำแหน่งที่ปรึกษาของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม

ถ้าอย่างงั้นก็อย่าได้แปลกใจหากวันนี้สันติเปลี่ยนขั้วย้ายข้างมาอยู่ฝั่งพลังประชารัฐ

“เฌอปราง” กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/343485

“เฌอปราง” กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

คนในข่าว  :  13 ก.ย. 2561
เฌอปราง,BNK48,รายการเดินหน้าประเทศไทย

ก็ให้คิดเสียว่าเขาแค่มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าซึ่งที่บ้านอาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ก็ได้…ที่เหลือคือ เราผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง

          “เห็นบ่นกันนักหนาว่าเบื่อๆ…นี่ก็ปรับแล้วไง”

          ถ้าเอาไมค์ไปจ่อปาก “ลุงตู่” ต้องตอบแบบนี้แน่ๆ กับเรื่องที่รายการเดินหน้าประเทศไทย ปรับลุคส์ให้ไฉไล ดูแล้วไม่ง่วง ตามCampaign “สร้างไทยไปด้วยกัน”

          ด้วยการดึงเอาดาราชั้นนำหลายคนสลับกันมาเป็นพิธีกรในหัวข้อต่างๆ ที่กำหนดขึ้นแต่ละสัปดาห์ ซึ่งจะออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 18.05 น

          โดยระบุว่างานนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณภาษีจากประชาชนเพราะวันที่ 4 ก.ย.ผ่านมา เหล่าคนดังก็ได้เข้าทำเนียบพบ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรับประกาศนียบัตรขอบคุณที่ยินดีเป็นพิธีกรโดย “ไม่รับค่าตอบแทน” กันแล้วประกอบด้วย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน, เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48, ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ, บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, ท็อป จรณ โสรัตน์ และ ตั๊ก มยุรา เศวตศิลา

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่อะไรก็หยุดยั้งความเป็นไทย ในสังคมแห่งการเห็นแย้งไม่ได้ เพราะที่สุดแล้วก้เกิดเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทของคนดัง กับการสนับสนุนงานของฟากการเมืองนั้นไปจนได้

ผงซักฟอกเผด็จการ!

          โดยเฉพาะที่กำลังโดนหนักยิ่งกว่าฝนเดือนนี้ก็คือ “แคปเฌอ” หรือ เฌอปราง อารีย์กุล

          ซึ่งตอนของเธอออกอากาศในวันที่ 15 ก.ย. กับหัวข้อ “กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยก่อนหน้านี้ ก็ได้เรียกน้ำย่อยคนดูด้วยภาพการถ่ายทำที่ ร.ร.วัดลาดระโหง อ.บางปะอิน ในหลากหลายอิริยาบถสุดน่ารักของแคปเฌอกับเด็กๆ ราวกับกำลังดูภาพยนตร์เดอะซาวด์ออฟมิวสิก!

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่ปรากฏว่าภาพชุดดังกล่าว กลับไม่ได้ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง “อิน” หรือ “อวย” ไปด้วยกัน เพราะบรรดา นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ คนดังต่างๆ ก็ออกมาตั้งคำถามกับแคปเฌอกันจำนวนมาก

          แถมหากใครเข้าไปดูในเพจ เฌอปรางBNK48 ในด้านล่างคอมเมนท์จะเต็มไปด้วยเนื้อหาทางการเมือง ถึงขนาดถามเรื่องการตัดลดงบประมาณทางการศึกษาของรัฐบาลกับน้องเฌอกันเลยด้วยซ้ำ

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          โดยเฉพาะที่สร้างกระแสในโลกออนไลน์สุดๆ เห็นจะมีอยู่ 2 เจ้า

          เจ้าแรก คือ นักวิชาการชื่อดังขาประจำจากต่างแดน ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpunที่อ่านแล้ว ต้องบอกเลยว่าแรง…!!

          เพราะเขาได้ระบุในท่วงทำนองว่า อย่าไปตั้งความหวังใดๆ กับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังแห่งประชาธิปไตยอย่างเฌอปรางBNK48 นั้น ก็เข้าข่าย “ignorant” ทางการเมืองอย่างมาก คือไม่รู้เรื่องและไม่ประสีประสาใดๆ ทั้งสิ้น!

          ที่ต้องครางฮือ คือยังระบุว่าสาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ผงซักฟอกเผด็จการ” ไปเสียแล้ว!!

          เจ้าต่อมาคือ รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่อดไม่ได้ ขอโพสต์ข้อความลงในเฟซบุค Rangsiman Rome บ้งละกัน โดยเขากล่าวทนท่วงทำนองว่า

          ตนนั้นไม่คาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ หรือคนทั่วๆ ไป จะต้องมี spirit ทางการเมืองในระดับที่เท่าเทียมกันทุกคน แต่เมื่อพิจารณาถึงเฌอปรางเอง ซึ่งเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ บรรลุนิติภาวะแล้ว ความคาดหวังย่อมมีมากเป็นธรรมดา

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          “บางคนอาจจะบอกว่า แล้วเฌอปรางจะมีทางเลือกอะไร เขาก็ต้องรับงานบริษัทที่เป็นเจ้านายของเขาอยู่ดี เรื่องนี้ผมเข้าใจ และมีความเห็นใจเฌอปราง แต่ผมก็เห็นว่า เฌอปรางไม่ใช่ และไม่ควรทำตัวเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เฌอปรางย่อมรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด เฌอปรางย่อมรู้ว่าการเข้าไปมีบทบาทช่วยโปรโมทรัฐบาลเผด็จการย่อมได้รับผลประโยชน์อื่นๆตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในแง่นี้เฌอปรางเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมกับ คสช. ด้วย”

          “ซึ่งหากเฌอปรางรู้สึกไม่อยากรับงานนี้ เฌอปรางก็จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับตัวบริษัทที่เป็นนายจ้างของตัวเองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เหล่าโอตะต่อสู้กับบริษัทของคุณเพียงลำพัง ผมเชื่อว่าหากเฌอปรางยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เหล่าโอตะที่เป็นแฟนคลับของคุณย่อมสนับสนุนคุณต่อไป เพราะเหล่าโอตะเขาชอบในตัว Member ไม่ใช่บริษัทหรอก ผมเชื่อจริงๆว่าเหล่าโอตะพร้อมจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะยังคงเป็นไอดอลหรือไม่ก็ตาม”

          โอ้โห…นี่ถ้าเป็นเฌอปรางมาอ่านเข้า ก็ต้องบอกว่าโดนไปหนักเหมือนกันนะ

          อย่างไรก็ดีหากถามว่า ทำไมต้องโกรธเฌอปราง? แล้วทำไมน้องเฌอต้องโดนคนเดียว? ก็ต้องเข้าใจด้วย เหตุผลหนึ่งก็คงเพราะความเป็น “ไอดอล” ของเธอเองนั่นแหละ

          เพราะคำว่าไอดอลหมายถึงคนที่มีสติปัญญาและความสามารถ โดยเฉพาะไอดอลแห่ง BNK48 ที่ต้องผ่านการคัดสรรคุณภาพมาอย่างดี

          ไม่ใช่แค่เหล่า “โอตะ” แต่คนทั่วไป ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กสาว5 ขวบจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เติบโตในกรุงเทพมาจนวัย 22 คนนี้มีดีกว่าแค่ความสวย

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          ดังนั้น ความคาดหวังที่มีต่อแคปเฌอจึงสูงกว่าดาราคนอื่นๆ!

          แต่ปัญหาคือ ความคาดหวังเหล่านี้ เกิดไปรวมเอาหลักการทางเสรีประชาธิปไตยที่ “คนอย่างเฌอ” จะต้องมีด้วย เพื่อให้สมค่ากับที่ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนทางเลือก ซึ่งแก่นแกนคือการไม่อยู่ในกรอบของอำนาจนิยม แบบที่เราเจอๆกันมาจากโรงเรียนในระบอบทั่วไป!

โกรธน้องทำไม

          แต่ที่สุดเมื่อ “รักมาก” ก็ “โกรธมาก” อย่างที่เห็น แคปเฌอถูก “ตีตรา” ว่าสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปในสายตาของคนกลุ่มนี้เรียบร้อย!

          แต่อย่างที่บอกว่า ลองดึงสตินิดหนึ่งถ้าพูดถึง BNK48 โดยไม่เจาะจงว่าต้องเป็นแคปเฌอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏตัวในธุระของนักการเมือง

          อย่างช่วงเดือนก่อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์จัด “คอนเสิร์ตช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแขวงอัตตะปือ สปป.ลาว” งานนี้ก็ได้สาวๆ BNK 48 ขึ้นเวทีโชว์อย่างครบเครื่อง

          และแม้ว่าครั้งนั้นกัปตันเฌอปรางไม่มาเพราะติดภารกิจสำคัญอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีความหมายอื่นนอกจากเป็นงานการกุศลที่ทางค่าย BNK48 พร้อมใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งดีๆ

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แม้แต่ก่อนหน้านั้นช่วงเดือนพ.ค.ที่คุณหญิงหน่อยฉลองรับปริญญาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็ได้สาวๆ BNK48 นี่แหละมาร่วมสร้างสีสันในงานเลี้ยง

          โดยทั้งสองรายการข้างต้นก็มาด้วยสายสัมพันธ์กับทางจิรัฐ บวรวัฒนะเจ้าพ่อ BNK48 ล้วนๆ!

          ถามว่าต่างกันตรงไหนกับหนนี้ ที่หนึ่งใน BNK48 จะได้รับมอบหมายให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “สร้างไทยไปด้วยกัน” ที่ฟังกี่ทีก็มีแต่เรื่องดีๆ!

          ดังนั้น ถ้าตัดความเป็นธุระของนักการเมืองออกไป แล้วไปดูกันที่เนื้อหาของรายการ อย่างตอนของแคปเฌอก็คือเรื่องความพยายามในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ขั้นพื้นฐานให้กับเด็กๆในที่ห่างไกล ฯลฯ

          กับเนื้อหาดีภาพสวยหน้าใสของแคปเฌอ ถามว่าคนไทยได้อะไร ก็ได้ความสบายใจสบายตาเหล่านี้แหละ!

          ดังนั้น หากยึดตามที่่ใครคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “สุดยอดคิด คือไม่ต้องคิด” ฉะนั้นงานนี้ก็ไม่ต้องคิด เพราะหากทำใจได้แล้วว่าค่ายBNK48 เอง แม้ไม่ได้เงิน แต่ก็ได้กล่อง คือโพรไฟล์ดีๆ ว่า “รักชาติ” และยังได้ “พื้นที่สื่อ” เพื่อตอกย้ำแบรนด์ไอดอลอีกต่างหาก​

          นี่จึงเป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ และน้องเฌอหรือน้องคนไหนใน BNK48 ก็คือคนในสังกัดที่ต้องทำตาม “หน้าที่และเงื่อนไข” โดยไม่สามารถปฏิเสธได้!

          ถามว่าจะไป “โกรธเฌอ” ทำไม งานนี้ต้องโกรธตัวเองมากกว่าที่เผลอไปคิดเยอะว่า Message ที่รัฐบาลลุงตู่ยัดใส้มาก็คือ “ผลงาน” ที่ทำเพื่อประชาชน โดยอาศัยดาราดังมาช่วยตีฆ้องร้องป่าวให้!

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          เพราะถ้าคุณคิดว่าดาราเหล่านี้โดยเฉพาะ “น้องเฌอ” ล้วนไม่ประสีประสาเรื่องประชาธิปไตยใดๆ เลยในเส้นเลือด

          ก็ให้คิดเสียว่าเขาแค่มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าซึ่งที่บ้านอาจจะไม่ได้ซื้อมาใช้ก็ได้…ที่เหลือคือ เราผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง

          ส่วนเจ้าของสินค้าเขาบวกลบแล้วว่า ถ้าใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ โอกาสขายได้…ย่อมมีมากกว่าก็เรื่องของเขา

          เหนืออื่นใดวันนี้น้องเฌอเพียงทำหน้าที่กัปตัน BNK48 ให้ดีที่สุดไม่ใช่ในฐานะ “เฌอปราง” เดี่ยวๆ ผู้ที่จบมาจากโรงเรียนทางเลือก ที่จะต้องทำตัวให้ตอบโจยท์ใครได้ทุกคนบนโลกใบนี้!

          วันต่อไปเมื่อเธอจบการศึกษาจาก BNK48 ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกว่าจะทำอยู่อีก 4-5 ปีจากนั้นจะไปเรียนต่อต่างประเทศวันนั้นคนไทยอาจได้เห็นเฌอปรางที่ไม่อยู่ในสังกัดของใครนอกจากตัวเองก็ได้

แคปเฌอมีดีเกินกว่าจะโกรธ

          มาทำความรู้จักกับแคปเฌอกันอีกครั้ง เฌอปราง อารีย์กุล เกิดวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 ชื่อเล่น “เฌอปราง” เป็นไอดอลและหัวหน้ากลุ่มไอดอลหญิง BNK48 คนแรกและคนปัจจุบัน สมาชิกทีมบีทรี (BIII)

          เฌอปรางเกิดที่ อ.เภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นลูกคนโตในลูกสองคน ต่อมาเมื่อเฌอปรางอายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ

          ทางครอบครัวเห็นแวว และอุปนิสัยใจคอของเฌอปรางที่เป็นคนดตกว่าวัย และวางเป้าหมายชีวิต เฌอปรางจึงได้ย้ายจากโรงเรียนเดิมมาศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนรุ่งอรุณ

          ที่นั่นเธอได้ค้นพบตนเองว่าชอบทางด้านวิทยาศาสตร์ การทดลองและคำนวณต่างๆ ที่สามารถลงทำได้จริง และมีแรงบัลดาลใจจากคุณครูในโรงเรียนที่ทำให้อยากเป็นครูและนักวิทยาศาสตร์

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          แต่ในด้านกิจกรรม สาวน้อยเฌอปรางก็ถือว่ามีความโดดเด่นตั้งแต่ในรั้วโรงเรียนแล้ว เพราะเธอยังเป็นหัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ และดรัมเมเยอร์ของโรงเรียนทุกปี

          นอกจากนี้ เธอยังมีความสามารถทางดนตรีคือการเล่นไวโอลิน และได้ขึ้นแสดงดนตรีในคอนเสิร์ตรวมใจหนึ่งเดียวซึ่งจัดขึ้นโดยโรงเรียนรุ่งอรุณอีกด้วย

          ตอนที่เฌอปรางจบมงปลายโรงเรียนรุ่งอรุณ ช่วงปี พ.ศ. 2556 เธอได้เข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

          จนช่วงที่เฌอเรียนอยู่ปีสองและสาม ยังได้รับหน้าที่เป็นผู่ช่วยวิจัย โดยในปี พ.ศ. 2560 เฌอปรางได้ร่วมงานวิจัยเรื่อง “การทดลองขวดสีน้ำเงิน” จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Royal Society Open Science ของสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤศจิกายน

          หลายคนอาตจคิดว่าเฌอปรางเป็นเด็กเก่งเด็กเนิร์ด แต่ปรากฏว่าเธอก็มีความชอบในการแต่งตัวเลียนแบบคอสเพลย์ เข้าร่วมและมีส่วนในงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นในงานต่างๆ

          จนกระทั่งได้ก้าวเข้าสู่ถนน “ไอดอล” เพราะเดิมทีเฌอปรางนั้นชื่นชอบวงไอดอลญี่ปุ่น AKB48 และ 48 Group อยู่แล้ว

          ที่สุด เมื่อประเทศไทยมีธุรกิจไอดอลขึ้นมา รับสมัครออดิชั่น เข้าวง BNK48 เฌอปรางก็ไมาทั้งควมฝัน เข้าร่วมออดิชันทันที เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559

          และคงไม่น่าแปลกใจที่เฌอปราง จะติด 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรก จากผู้สมัครทั้งหมด 1,500 คน และเปิดตัวสมาชิกครั้งแรกในงาน Japan Expo 2017 เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2560

          โดยขณะนั้นเฌอปรางและสมาชิกทั้งหมดอยู่ในสถานะเด็กฝึกหัด (เค็งกีวเซ) และเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงาน BNK48 The debut เมื่อ 2 มิถุนายน 2560

ไอดอลเหนือไอดอล

          ที่สำคัญ ด้วยความสามารถ เฌอปรางได้รับการคัดเลือกให้เป็นเซ็มบัตสึ 1 ใน 16 คนของซิงเกิ้ลแรก อยากจะได้พบเธอ และเธอยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวงหรือกัปตันวง BNK48 คนแรกอีกด้วย

          ในงาน BNK48 We wish you เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เฌอปรางได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคนแรกของทีมบีทรี (BIII) ซึ่งเป็นทีมที่จากการแสดงในโรงละครหรือ เธียเตอร์ ชื่อว่า BNK48 The Campus

          เมื่อปี พ.ศ. 2561 เฌอปรางได้ลงเลือกตั้ง World Senbatsu ในซิงเกิลที่ 53 ของวงไอดอลพี่สาว AKB48 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกวงใน 48 Group ทั้งหมดได้ลงเลือกตั้งและร่วมทำเพลงกับวงพี่สาว AKB48 ซึ่งเฌอปรางสามารถทำคะแนนติดอันดับที่ 39 ซึ่งอยู่ในฐานะ Next Girl ของซิงเกิลนั้น ซึ่งจะปล่อยตัวเพลงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"เฌอปราง" กลางขั้วสี จะเอาอะไรกับน้อง!

          นอกจากนี้เฌอปรางก็ได้รับเลือกให้เป็นเซ็นเตอร์ของเพลง Koisuru Fortune Cookie World Senbatsu ซึ่งแสดงร่วมกับวงพี่สาวในงานก่อนการประกาศผลเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นในเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

          ในทางการแสดง เฌอปรางมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตจากค่ายจีดีเอช ห้าห้าเก้า แนวระทึกขวัญแฟนตาซี กำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ซึ่งเคยมีผลงานกำกับภาพยนตร์อย่าง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด โดยเธอได้รับบทแสดงนำคู่กับ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ซึ่งการถ่ายทำภาพยนตร์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว และจะกำหนดฉายวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

          ถ้าจะพูดถึงภาพลักษณ์และความนิยมแล้ว เฌอปรางจัดเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวง BNK48 ที่มีผู้ติดตามเธอเป็นจำนวนมาก

          เธอเคยได้รับรางวัล เช่น  รางวัลเยาวชนคนต้นแบบ จาก สโมสรโรตารี่ (พ.ศ. 2560), รางวัลทูตพระพุทธศาสนา ประจำวันมาฆบูชา 2561 (พ.ศ. 2561), รางวัลบุคคลตัวอย่างทางการศึกษา งาน EduLife Expo 2018 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พ.ศ. 2561)

          จนกระทั่งเฌอปรางได้รับเกียรติจากรัฐบาล ในการเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการเดินหน้าประเทศไทย พร้อมกับดาราศิลปินอีกหลายคน โดยเธอได้เดินทางเข้าพบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล จนส่งแรงกระเพื่อนมายังตัวเธอมากมายอย่างที่รู้กัน!

//////////

ขอบคุณภาพจาก

เฟซบุค สายตรงไทยนิยม

เฟซบุค เฌอปรางBNK48

เฟซบุค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/339067

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

คนในข่าว  :  14 ส.ค. 2561
หม่อมเต่า,หม่อมเต่านา,มรจัตุมงคล โสณกุล,มรวจัตุมงคล โสณกุล,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,มลอภิมงคล โสณกุล

เรื่องของบิดาที่เปิดตัวอย่างหล่อเป็นหัวหน้าพรรคหนุนลุงตู่ คนไทยก็อดที่จะเมาท์มอยไม่ได้ เรื่องรสนิยมการเมืองของคนบ้านเดียวกันแต่ต่างกันสุดขั้ว!

          การเปิดตัวอย่างเรียกเสียงฮือฮา สำหรับ “...จัตุมงคล โสณกุล” หรือ “หม่อมเต่า” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มานั่งเก้าอี้หัวหน้า “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.) ของลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่น่าจะเพราะ “พลิกโผ” มาจาก เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” อันลือลั่น

          เพราะหลายคนพอจะรู้มาก่อนแล้วว่าพรรคนี้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดแรกนี้ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ชั่วคราวก่อน

          จนเมื่อ คสชมีการปลดล็อกพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้ อาจถึงวันที่มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง ว่ากันว่าครั้งนั้นแหละที่ “เอนก” จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

          แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ทันทีที่มีชื่อ “หม่อมเต่า” ออกมา ชาวบ้านร้านตลาดแทบไม่สนใจว่างานนี้ชั่วคราวหรือยาวนาน

          เพราะทุกคนกลับมองว่า เหตุใดผู้เฒ่าวัย 74 ปี ผู้ล้างมือในอ่างทองคำ กำลังทิ้งความสุขส่วนตัวมาทำงานการเมืองเพื่อประชาชน!

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

ลีลาพญาครุฑ

          คนที่ตอบได้ดีที่สุดก็หนีไม่พ้นจอมยุทธ์ผู้ถอยให้กระบี่มือหนึ่งอย่าง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

          โดยเขาชี้แจงไว้ในการโพสต์ลงเฟซบุ๊ก “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ว่าตนนั้นช่วยทาบทาม “หม่อมเต่า” มาเป็นหัวหน้าในช่วง “ก่อตั้ง” พรรคที่สำคัญนี้ ซึ่งต้องการมือดี!

          ทั้งยังการันตีไว้อย่างอัดแน่นชนิดที่หลายคนอ่านแล้วอดคิดตามไม่ได้ว่า “หม่อมเต่า” น่าจะไปได้ไกลถึงเก้าอี้นายกฯ

          หม่อมเต่านั้นเป็นมือเศรษฐกิจระดับชาติและนานาชาติที่จะพากูรูเศรษฐกิจมาเข้าพรรค โดยจะมาประสานกับปราชญ์ชาวบ้านและนักคิดนักปฏิบัติ ศาสตร์พระราชา รวมทั้งเศรษฐกิจภาคครัวเรือน และ เศรษฐกิจ ภาคประชาชน ที่มีอยู่แล้วภายในพรรค ร่วมกันทำให้ปากท้องของประชาชน ทุกภาค ทุกพื้นที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนแน่นอน”

          แต่ท่านไม่ใช่ “อินเตอร์” ดิบๆ ท่านรู้ “เมืองไทย” เป็นอย่างดี” “ด้วยสถานะและประสบการณ์อย่างนี้ผมคิดว่าหม่อมเต่าพร้อมจะเป็นได้ถึงนายกรัฐมนตรี”

          ท่านรับราชการใช่เป็นเพื่อลาภยศตำแหน่ง เมื่อขัดแย้งกับรัฐบาลในประเด็นที่ท่านเห็นว่าผลประโยชน์ของชาติกำลังจะเสียหายก็กล้าคัดค้าน และกล้าลาออกจากทั้งสองตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่มากดังกล่าว”

          พญาครุฑอีกหนึ่งตนผู้เป็นคนเก่ง คนดี คนกล้า ผู้ช่ำชองการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยิ่งได้โผบินเข้าสู่เวทีการเมือง ท่านมีสังกัดมีกำลังหนุนแล้ว คนอย่างหม่อมเต่านั้น เป็นนายกรัฐมนตรีได้ในทุกแบบ ทุกสถานการณ์ ครบเครื่องเลยครับ”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ว่ากันที่ความครบเครื่อง หม่อมเต่าเป็นโอรสคนสุดท้องในจำนวนสี่คนของ พล....ฉัตรมงคล โสณกุล พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

          ในด้านการศึกษา หม่อมเต่าจบการศึกษาจาก ร..กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และร..แฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปี 2508 ปริญญาโทบริหารรัฐกิจจาก Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2512 และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 2532

          ขณะที่โปรไฟล์ด้านการทำงานต้องเรียกว่าระดับแถวหน้า หม่อมเต่าเริ่มรับราชการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมาสู่รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จนภายหลังขึ้นเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง, อธิบดีกรมสรรพสามิต, อธิบดีกรมสรรพากร และปลัดกระทรวงการคลัง ต่อมาช่วงปี 2539 เป็นสมาชิกวุฒิสภา

          และที่เป็นไปตามที่ ดร.เอนก กล่าวไว้ถึงลีลาพญาครุฑผู้ที่พร้อมจะแลกทุกสิ่งหากเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เห็นได้จากช่วงปี 2540 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เกิดความขัดแย้งด้านนโยบายการคลังกับรัฐบาลในยุค พล..ชวลิต ยงใจยุทธ จนถูกคำสั่งย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่เขาตัดสินใจลาออกจากราชการทันที

          แต่มือดีไม่สิ้นชื่อ ต่อมา “หม่อมเต่า” ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยช่วงปี 2541 ในรัฐบาลชวน หลีกภัย

          จนกระทั่งมาเจอปัญหาอีกครั้งช่วงปี 2544 ที่เขากล้าที่จะประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล พ...ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้แบงก์ชาติทบทวนนโยบายด้านดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

          สุดท้ายงานนั้นหม่อมเต่าถูกปลด จบการทำงานที่แบงก์ชาติในวัย 58 ปี!! จนมาโผล่อีกครั้งเป็นพยานโจทก์เบิกความในคดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาช่วงปี 2551 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกเสี่ยแม้ว 2 ปี จนต้องหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศตอนนี้

          หลังจากนั้นชื่อเสียงของหม่อมเต่าก็เริ่มเงียบหายไปในหน้าสื่อ จะมีก็แต่ข่าวคราวของทายาท 2 คน 2สไตล์ ที่ออกมาบ้างตามจังหวะทางการเมือง

บ้านนี้ที่เปิดกว้าง

          และแล้วเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง แต่เป็นเรื่องของบิดาที่เปิดตัวอย่างหล่อเป็นหัวหน้าพรรคหนุนลุงตู่ คนไทยก็อดที่จะเมาท์มอยไม่ได้เรื่องรสนิยมการเมืองของคนบ้านเดียวกันแต่ต่างกันสุดขั้ว!

          หากแต่พอเอาเข้าจริงๆ เชื่อหรือไม่ว่าบ้านนี้เปิดกว้างที่สุดเท่าที่บ้านหนึ่งจะทำได้

          อย่างที่รู้กันว่าหม่อมเต่ามีบุตรทั้งหมด 3 คน โดยเป็นบุตรจากภรรยาคนแรก “รัชนี คชเสนี” 1 คน คือ ..มิ่งมงคล โสณกุล หรือ “หม่อมเต่านา”

          และมีบุตรจากการแต่งงานครั้งที่สองกับ คุณหญิงบูลย์วิภา (สกุลเดิม ทองไข่มุกข์) 2 คน คือ ..อรมงคล โสณกุล และ ..อภิมงคล โสณกุล อดีต ส.. กทม. พรรคประชาธิปัตย์

          ในส่วนของบุตรชายหนึ่งเดียวอย่าง ม..อภิมงคล หรือ “คุณภิ” นั้น ต้องบอกว่ารายนี้น่าจะถอดแบบบิดามามากที่สุดทั้งเรื่องบุคลิกหน้าตา การชื่นชอบในการแข่งรถที่สองพ่อลูกเคยมีทีมแข่งรถด้วยกันชื่อว่า “หม่อมเต่าเรซซิ่ง”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          แม้แต่เส้นทางการทำงานคุณภิเองก็เริ่มต้นมาจากการเป็นข้าราชการมาก่อน (สังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน)

          จนเมื่อตัดสินใจลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ช่วงปี 2548 ผู้พ่อก็ไม่ได้คัดค้านแถมยังอาจสนับสนุนด้วยซ้ำ โดยช่วงหนึ่งคุณภิเคยให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับความเห็นของบิดาในการสวมใส่เสื้อสีฟ้าว่า

          คุณพ่อท่านไม่ได้เข้ามามีความเห็นว่าควรหรือไม่ควรจะอยู่พรรคไหน ท่านก็ถามว่าทำไมถึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผมตอบเหตุผลท่านไปต่างๆ ท่านก็บอกว่าเป็นแนวคิดที่ดี ถ้ามองว่าประเทศไทยยังต้องไปอีกไกล”

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ขณะที่คุณภิเองก็ยังยอมรับด้วยว่าเริ่มต้นนั้นได้คุยกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” มาก่อนแล้วว่ามีความสนใจอยากจะร่วมทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์

          ทีนี่เมื่อประเด็นของ “คุณภิ” ตกไปไม่คาใจ พอมาถึงบุตรสาวคนโต ต้องบอกเลย ลีลาของ ม..มิ่งมงคล หรือ “หม่อมเต่านา” ในทางการเมืองนั้นสุดบู๊

          พูดง่ายๆ ถ้า “คุณภิ” คือขั้วบวกของพ่อ “หม่อมเต่านา” ก็เป็นขั้วลบไม่มีใครเถียง

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          ไม่เพียงความเป็นศิลปินซึ่งหม่อมเต่านาเคยทำงานภาพยนตร์เป็นผู้กำกับหนังมาก่อน แต่ในทางการเมืองเธอยังอยู่ขั้วตรงข้าม “น้องชาย” อย่างจะแจ้ง

          มาล่าสุดเมื่อรู้ว่าบิดาลงการเมืองในนามพรรคของกลุ่มคนเป่านกหวีด หม่อมเต่านาจัดไม่ยั้งโพสต์เฟซบุ๊กไม่สนับสนุนอย่างแรง สังคมรอดูว่าดราม่าบ้านนี้มันหยดแน่ๆ

          ปรากฏว่าเก้อ ไม่มี “สงครามเต่า” อย่างที่อยากเห็น เพราะผู้พ่อ ออกมาแจงเองเลยว่าเป็นเรื่องปกติที่บุตรของตนสองคนชอบการเมืองแตกต่างกัน ม..มิ่งมงคล ชอบยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วน ม..อภิมงคล ก็ยืนยันที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์

          การเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะคิดแค่ว่ากระโดดลงไปแล้วจะจมน้ำตายหรือเปล่า แต่ยังต้องคิดว่ากระโดดลงไปแล้วเป็นถนนหรือเป็นบ่อด้วย เนื่องจากตลอด 4 ปีที่ผ่านมาหาเสียงในนามพรรคประชาธิปัตย์ทุกวัน จะให้อยู่ดีๆ ปีที่ 5 ไปลงพรรคอื่นก็คงไม่รอด

ต.เต่า(ไม่)แตกกอ คุณพ่อการันตี

          และผมก็ไม่เคยถาม เพราะยอมรับการตัดสินใจของลูก จึงไม่คิดว่าเป็นปัญหาที่ ม..มิ่งมงคล ประกาศไม่หนุนพรรคที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค แต่สังคมควรมองว่าเป็นเพราะตนเลี้ยงลูกดี มีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่า” (มติชนออนไลน์)

          ลีลาแบบนี้เชื่อหรือไม่ว่าได้ใจคนไทยไปหลายกลุ่มเพราะมันสะท้อนว่าบ้านนี้เปิดกว้างทางความคิด มองโลกอินเตอร์สมคำร่ำลือ และสังคมไทยก็ควรเปิดกว้างเช่นนี้

          แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสไตล์ที่เป็นมาอย่างยาวนานและไม่เหมือนใครของ “หม่อมเต่า” คือจะไม่มีมาเอาใจใครทั้งนั้น!!

          ตรงนี้เองที่หลายคนอดติดใจไม่ได้ว่าเพราะหม่อมเต่าเป็นแบบนี้ แต่ในการทำงานการเมืองที่ต้องเออออห่อหมก มันจะมีปัญหาอะไรในวันข้างหน้าหรือไม่น่ะสิ!

//////////

เครดิตภาพจาก

เฟซบุค ม.ล.อภิมงคล โสณกุล

เฟซบุค taona sonakul

เฟซบุค เอนก เหล่าธรรมทัศน์

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล “คนเห็นโลก”

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/338494

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล “คนเห็นโลก”

คนในข่าว  :  10 ส.ค. 2561
หลวงปู่เณรคำ,พระขี่เจ็ต,เณรคำ

วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก “พระสงฆ์” แล้วเป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” มาล่าสุดกลายเป็น “นช.” เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี

          เมื่อการกระทำส่งผล เรื่องราวของ วิรพล สุขผล หรือ “หลวงปู่เณรคำ” พระวิรพล ฉัตติโก คือตัวอย่างชั้นดี

กับเรื่องราวฉาวทำวงการผ้าเหลืองร้อนฉ่าข้ามโลก ทำให้ชีวิตของเขานั้นจากสูงสุดแห่งความฝันสู่ความจริงเที่ยงแท้ว่ากฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิด

วันนี้ วิรพล สุขผล แปรเปลี่ยนจาก “พระสงฆ์” แล้วเป็น “ผู้ร้ายข้ามแดน” มาล่าสุดกลายเป็น “นช.” เต็มตัว ที่ต้องถูกจำคุกไทยอ่วมร่วมร้อยปี หลังล่าสุดศาลพิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกงประชาชนรวม 87 ปี, โทษผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ม.14(1) 3 ปี และความผิดฟอกเงิน อีก 24 ปี โดยรวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

หากแต่โดยตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดตามกฎหมาย ม.91(2) แล้วได้ 20 ปี!

          หลายคนบอกก็ถ้าพระหนุ่มผู้นี้ไม่เกิดนึกครึ้มชวนเดอะแก๊งขึ้นเครื่องบินเจ็ต จัดเต็มแบรนด์เนม แว่นกันแดด สมาร์ทโฟน จนกลายเป็นไวรัล ส่งภาพกันต่อไปทั่ว บางทีอะไรที่มันเงียบๆ มันก็อาจจะเงียบๆ ต่อไป คงไว้แต่ตำนานหลวงปู่หนุ่มสุดอัศจรรย์ ผู้ที่เศรษฐีเงินถัง เข้ากราบไว้บูชาค้อมศีรษะรับน้ำมนต์เคาะกระหม่อมจนหัวบันไดกุฏิไม่แห้งต่อไปก็เป็นได้

แต่กลับจัดเต็ม อวดอุตริมนุสธรรม จนมีคนนำเรื่องเข้าร้องทุกข์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ช่วงปี 2556 ทั้งข้อสงสัยถึงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ยาวไปถึงเรื่องปริศนานารี ทั้งหมดนี้ไม่เพียงละเมิดพระธรรมวินัยโทษถึงขั้น “อาบัติปาราชิก” แต่ยังผิดกฎหมายทางโลกอีกมากมาย

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

ว่าแล้วขอย้อนรอยไปดูวีรกรรมเก่าก่อน ว่าทำไมชีวิตของพระที่ควรจะอยู่เงียบๆ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไหงถึงได้โลดโผนโจนทะยานขนาดนี้

พูดเลยว่าคนชื่อ วิรพล สุขผล ไม่ธรรมดามาแต่ไหนแต่ไร

“เณรคำ” หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานว่า “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า ‘วิรพล สุขผล’ เป็นคนบ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 บิดาคือ นายรัตน์ มารดาคือ นางสุดใจ สุขผล เณรคำเป็นบุตรคนที่ 4 ในพี่น้องรวม 6 คน

ตามประวัติที่มีทั่วไประบุว่าเณรคำนั้นสนใจเรื่องธรรม การสวดมนต์ นั่งสมาธิมาแต่เด็ก ว่ากันว่าเพียงแค่อายุ 6 ขวบ ก็เริ่มปฏิบัติจิตบำเพ็ญภาวนากรรมฐานแล้ว เลิกเรียนวันไหนก็จะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับบ้านทุกวัน จากนั้นจึงเดินจงกรมกลับบ้าน

  นี่มัน Born to be ชัดๆ!!

แต่บางแหล่งก็ระบุว่า ด.ช.วิรพล ถูกโรงเรียนไล่ออกตั้งแต่ชั้น ม.2 ไม่ระบุสาเหตุ แต่ประวัติยังมีว่าเขาได้พิสูจน์ตนเองต่อไปจนอายุ 15 เดินหน้าเข้าสู่ชีวิตทางธรรม บรรพชาเป็นสามเณรที่ “วัดป่าดอนธาตุ” อ.พิบูลมังสาหาร จากนั้นออกจาริกธุดงค์เรื่อยไปในหลายจังหวัดด้วยเท้าเปล่า ทั้งเชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ก่อนจะกลับมายังสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ

จนเมื่อถึงวัย 20 ปี ก็ได้อุปสมบท ณ วัดดอนธาตุบ้านเกิด เมื่อ 28 พฤษภาคม 2542  ได้รับฉายาว่า “ฉัตติโก” แล้วกลับไปจำอยู่ที่ “วัดป่าขันติธรรม” จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวัดแห่งใหม่เพิ่งเริ่มสร้างในปีนั้น

“พระใหม่ วัดใหม่ และศรัทธาอันยิ่งใหญ่” จากนางทองมี วุฒิยาสาร หรือ แม่เหนาะ ที่ได้บริจาคที่ดินจำนวน 9 ไร่ เพื่อสร้างปริมณฑลแห่งบุญ จนเวลาผ่านไป “เณรคำ” มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

ว่ากันว่าเพราะพระหนุ่มรูปนี้นอกจากผิวพรรณเหลืองผ่องสว่างคล้ายทองคำแล้ว ยังเทศนาธรรมที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย สนุกสนาน เป็นกันเองกับโยม “พ่อแก่แม่เฒ่า”

ที่สำคัญกับความเชื่อว่าหลวงปู่มีอภินิหาร หยั่งรู้อนาคต รู้อดีตชาติ ผู้คนจึงพร้อมใจพากันเรียกขาน “หลวงปู่เณรคำ” ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่นั้นมาแถมยังมีสาขาของวัดทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศรวม 201 สาขา!

          และมีรวมคำสอนหลวงปู่เณรคออกมามากมาย เช่น “ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด 1-2, ‘นิพพานมีจริง’, “คนเห็นโลก” ติดอันดับหนังสือขายดีมาแล้ว

แต่แล้วจะใช้วิทยาศาสตร์อธิบายว่าอย่างไรเมื่อภาพชุด “พระขี่เจ็ต” สุดอลังออกมาสั่นสะเทือนสังคมไทยจนนำมาสู่การตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่จนพบว่า ‘เณรคำ’ เข้าข่ายความผิดหลายข้อ เช่น ใช้สื่อสารสนเทศลงโฆษณาอันเป็นเท็จ อ้างว่าได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์สั่งให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่, หลบเลี่ยงภาษีรถหรู, คดีเสพยาเสพติดให้โทษ, แสดงและใช้วุฒิการศึกษาเท็จ อ้างว่าจบดอกเตอร์จากสถาบันแห่งหนึ่ง, ความผิดฐานฟอกเงิน เบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและนำไปฝากในต่างประเทศ และการอวดอุตริอภินิหารต่างๆ

แถมยังมีบัญชีเงินฝากธนาคารมากถึง 41 บัญชี และมีทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งบ้านและรถหรูมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านบาท!

และที่คนไทยคาใจที่สุดเห็นจะเป็นกรณีการมีซัมติงกับสีกา จนช่วงนั้นโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพคนที่หน้าเหมือนเณรคำกับหญิงสาวว่อน

กระทั่งมีสาววัย 26 ปี ออกมาแฉสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเณรคำจนมีพยานรักร่วมกันอายุ 11 ปีแล้วด้วย โดยเธอระบุว่ารู้จักกันตั้งแต่เรียนชั้นม.2 ที่ศรีสะเกษ โดยพระมาปักกลดธุดงค์แถวบ้าน จากนั้นความสัมพันธ์ก็ดำเนินไป

ขณะที่การสืบสวนเชิงลึกยังยืนยันอีกว่ายังมีหญิงสาวอีก 7 คนที่เณรคำลึกซึ้งด้วย ทั้งๆ ที่ยังดำรงคราบบรรพชิต!! แถมพอย้อนไปอีก เณรคำเคยเจอถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลที่ท้องที่สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ตั้งแต่ปี 2553 มาแล้ว แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า

 

วัฏฏทุกข์เที่ยวล่าสุด ของ วิรพล "คนเห็นโลก"

 

ในที่สุดเมื่อดีเอสไอมั่นใจในหลักฐานจึงได้ออกหมายจับ 5 ข้อหา คือ พรากผู้เยาว์, อนาจารผู้เยาว์, กระทำชำเราผู้เยาว์, ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน จะเสียท่าไปนิดก็ตรงที่เผลอให้ “เณรคำ” เหาะไปต่างประเทศเสียก่อน

แต่เพียงไม่นานปรากฏว่าช่วงปี 2559 ทางการสหรัฐอเมริกาได้เข้าจับกุมและถูกศาลแคลิฟอร์เนียให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนข้อหาฉ้อโกงและพรากผู้เยาว์ มาถึงถิ่นกำเนิดเอาช่วงกรกฎาคม ปีที่แล้ว

  วันนี้ในวัย 39 กรรมหลายกระทงยังไม่หมด ยังเหลืออีกความผิดที่คนไทยรอฟังกับคดีชำเราเด็กหญิงที่ศาลอาญาจะพิพากษาในเดือน ตุลาคมนี้

อย่างที่ว่าไว้เนื้อแท้ของธรรมชาติในโลกวัฏฏทุกข์นั้น ล้วนแล้วไม่ยั่งยืนนะ…วิรพล!

“ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง “ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร”

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/337327

“ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง “ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร”

คนในข่าว  :  2 ส.ค. 2561
ปู่คออี้

ดูเหมือนว่า “ปู่คออี้”ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น ทั้งการชนะคดีและการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี  แต่ในส่วนลึกแล้วเขาคิดอะไร เราน่าจะรู้ดี!

         ไม่ได้มาเล่นๆ กับชีวิตที่อยู่มาถึง 107 ปี แถมยังเพิ่งได้มีบัตรประชาชนเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ของ “ปู่คออี้”

เมื่อล่าสุดวันที่ 31 .. 2561 ที่ผ่านมา เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิสถานะบุคคลและชนเผ่าพื้นเมือง ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใบแรกให้แก่ นายโคอิ มีมิ หรือ ปู่คออี้วัย 107 ปี หลังจากที่ 10 กว่าปีมาแล้วที่ ปู่คออี้ดำเนินการเรื่องนี้มา

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

โดยช่วงปีก่อน มีรายงานข่าวว่า เตือนใจ ดีเทศน์ได้ชี้แจงว่า พื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของปู่คออี้นั้น อยู่ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรี โดยมีแนวสันเขาต้นน้ำลำภาชีแบ่งเขตกั้น

ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตประเทศไทยไม่ใช่ประเทศพม่า โดยข้อมูลนี้ สอดคล้องกับหลักฐานเอกสาร ทร.ชข. ที่สำรวจโดยกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ปู่คออี้ เกิดเมื่อปี 2454 ที่จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานภาพถ่ายที่ปรากฎว่าปู่คออี้และกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินเดินทางไปหากำนันตำบลสวนผึ้ง เพื่อนำของป่าไปขายยังตัวเมืองจ.ราชบุรี

นางเตือนใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างข่าวว่าปู่คออี้ไม่ได้เกิดในประเทศไทยอาจเป็นความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ในทางคดี ทำให้ศาลและประชาชนทั่วไทยเข้าใจว่า ปู่คออี้เป็นคนพม่าเข้ามาบุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_1215049)

อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้แล้ว แม้ว่าปู่คออี้จะมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้เลข 13 หลักมาเป็นของตนเองแล้ว แต่ภายในใจของเขานั้น ใครกันจะหยั่งถึง

เพราะอย่างที่เกริ่นว่า ชายวัย 107 ปี ผู้นี้ไม่ได้มาเล่นๆ การที่ทุกคนเรียกยกเขาให้เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผืนป่าแก่งกระจาน” ย่อมต้องมีที่มาที่ไป

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

สืบค้นข้อมูลเรื่องราวของปู่คออี้นั้น นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นว่า เขาเกิดเมื่อปี 2454 บิดาชื่อนายมิมิ และมารดาชื่อนางพีนอคีที่ ซึ่งอาศัยในพื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน “ใจแผ่นดิน” ในเขต จ.เพชรบุรี ซึ่งไม่ไกลจากบ้านพุระกำ จ.ราชบุรีแล้วนั้น ปู่คออี้ยังมีชีวิตความเป็นมาที่ต้องบันทึกไว้ ณ ที่นี่

เรื่องราวของปู่คออี้ มีข้อมูลจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 สำนักข่าวชายขอบ เขียนโดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักกฎหมาย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ นักศึกษาปริญญาเอก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับวันที่ 28 กันยายน 2554 ขอนำมาประมวลสรุปดังนี้

ปู่คออี้นั้น เกิดที่บ้านบางกลอยบน หรือ คีลอในภาษากะเหรี่ยง และไม่เคยโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น ทั้งนี้ บ้านกลอยบน ก็คือส่วนที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” นั่นเอง

มีเอกสารฉบับสำเนาทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือ “ท..ชข.” โดยในส่วนของแฟ้ม “ท..ชข.บ้านบางกลอย 4” ที่จัดทำขึ้นโดยกรมประชาสงเคราะห์ ในโครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา(เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527) เมื่อปี พ.. 2531

ในนั้น พบชื่อของปู่คออี้ ถูกเขียนว่า นายโคอิ เป็นหัวหน้าครอบครัว เกิดเมื่อปี พ..2454 ที่จังหวัด “เพชรบุรี” ประเทศ “ไทย” พ่อชื่อ “มิมิ” แม่ชื่อ “พินอดี” ทุกคนเป็นชาวเขาเผ่า “กะเหรี่ยง” และนับถือ “ผี” พวกเขา เป็นครอบครัวที่ 3 จาก 20 ครอบครัว เวลานั้นบางกลอย 4 ขึ้นกับพื้นที่กิ่งอำเภอแก่งกระจาน

พวกเขาทั้งหมดทำไร่ข้าวหมุนเวียน (เวียนประมาณ 2 ปี) ปลูกพริก และพืชผักอื่นๆ แซมข้าวไร่ โดยมีไร่ห่างออกจากตัวบ้านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเดินเท้า

ช่วงปี 2509 เขื่อนแก่งกระจานสร้างแล้วเสร็จ เปิดทำการแล้ว กระทั่งช่วงปี 2524 ได้มีการประกาศให้พื้นที่แก่งกระจาน เป็นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

หลายปีหลังจากนั้น ราวปี 2539 ทางการส่งเจ้าหน้าที่แจ้งให้กะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่บางกลอยบน หรือ ใจแผ่นดินอพยพลงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึกบางกลอย

ครอบครัวของปู่คออี้ พร้อมกับกะเหรี่ยง 57 ครอบครัว รวม 391 คน ต้องจำใจย้ายลงมาตามคำสั่ง

ในที่สุด จุดที่เรียกว่า ที่ดินโป่งลึกบางกลอย (บน)” นั้น ก็ได้กลายเป็นที่พักอาศัยของชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจาน หมู่ 1 และ หมู่ 2 โดยผืนดินนี่เจ้าหน้าที่จัดสรรให้

    แน่นอนบางครอบครัวมาอยู่ด้วยความเต็มใจ แต่หลายครอบครัว ก็จำใจมาอยู่ตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมถึงชายชราในวัย 85 (ขณะนั้น) ที่ชีวิตทั้งชีวิตก่อนหน้านั้น เขาโลดแล่นอยู่บนผืนป่าข้างบน บ้านเกิดของเขา ที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” หรือ “บางกลอยบน”

ทั้งนี้ “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งบ้านบางกลอย นั้น เป็นพื้นที่ต้นน้ำเพชร อยู่เยื้องมาทางเหนือในเขตสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่นั่นมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาชั่วนาตาปี

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

ภาพจาก http://transbordernews.in.th/home/?p=14716 ระบุว่า ถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2493 หน้าร้านยาไทยสมบูรณ์ ที่รับซื้อนอแรด  (ปัจจุบันอยู่ตรงข้ามกับ โรงรับจำนำเก่า ของเทศบาลเมืองราชบุรี)

(ว่ากันว่า ปู่คออี้คือ ชายถือปืนที่อยู่ตรงกลางบนสุด)

ทุกคนต่างรู้ดีว่า ปู่คออี้นั้นผ่านชีวิตการเป็นพรานที่มีชื่อเสียงมาแต่วัยหนุ่มอยู่ในป่าต้นน้ำเพชรแห่งนั้น แม้กระทั่งปัจจุบัน เขาก็เป็นปูชนียบุคคลที่คนในชุมชนให้การนับถืออย่างแรงกล้า

ในบทความ “ป่าแห่งความหลัง ของปู่คออี้ อดีตพรานใหญ่แห่งต้นน้ำเพชร” ซึ่งเผยแพร่ทางสำนักข่าวชายขอบ เมื่อ 10 มกราคม, 2558 (http://transbordernews.in.th/home/?p=6536)

บทความนั้น ได้อ้างคำพูดของปู่คออี้เกี่ยวกับชีวิตพรานไพรสมัยวัยหนุ่ม เกี่ยวกับสัจจะที่ยึดถือมาตลอดชีวิตว่า

เวลาเข้าป่าสิ่งที่ต้องระวังมากคือ เรื่องของคำพูด ไม่ใช่พูดไปเรื่อย หรือลบหลู่ป่าเขา เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกที่ เราต้องเชื่อฟังกันและกัน”

ช่วงที่เราออกไปล่าสัตว์ ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กอยู่บ้าน หากมีอะไรไม่เหมาะสมในหมู่บ้าน เสือจะมาคำราม”

ปู่คออี้ยังเล่าว่า ตนนั้นเคยเจอเสือหลายครั้ง แต่ไม่เคยยิงเสือเลย เช่นเดียวกับช้างก็ไม่เคย และป่าที่ปู่ตระเวนเป็นพรานอยู่นั้น สมัยก่อนมีสัตว์หายากหลายชนิด เช่น แรด เสือโคร่ง โดยพื้นที่แห่งนี้ ชาวกะเหรี่ยงแห่งใจแผ่นดินใช้เป็นเส้นทางไปมาหาสู่กันเป็นปกติ

จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเริ่มมาถึง ดังที่เล่าไปข้างต้น

  แต่ในที่สุด เมื่อความรู้สึกมันบอกว่า “ไม่ใช่บ้าน” ปู่คออี้และครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบนราวสามเดือนจากนั้น

จนเป็นที่มาของปมปัญหา รอยปริแยก แห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

กล่าวคือ หลังจากที่ปู่คออี้และครอบครัวได้กลับไปใช้ชีวิตเฉกเช่นเคยอยู่ถึงสิบกว่าปี นับแต่ปี 2539 ถึงช่วงปี2553 ต่อมา ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ก็มีมติเกี่ยวกับแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

ดังนั้น ปู่คออี้ในวัย 99 ปี ต้องเจอกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญตามมาอีกมากมาย

แน่นอนในมุมหนึ่งมองว่า พวกเขาถูกทางการไทยบีบบังคับให้อพยพย้ายจากบางกลอยบนในใจแผ่นดิน มาอยู่บางกลอยล่างบ้านโป่งลึก หากในทางหนึ่งมองว่า นี่คือกฎกติกาของบ้านเมือง ที่เมื่อมีแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

แต่วิธีปฏิบัติของทางการกลับเป็นการเผาทำลาย บ้านเรือน ยุ้งฉาง ฯลฯ ราบ! โดย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงปี 2554ปู่คออี้ขณะมีอายุ 100 ปี ต้องมาเห็นภาพบ้านเรือนที่ไหม้ไปกับไฟ เช่นเดียวกับอีกหลายสิบครอบครัว

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาช่วงปี 2557 หลานชายของปู่คออี้ คือ พอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอบ จนถึงขณะนี้ก็ 4 ปีมาแล้ว

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

ที่น่าแปลกใจคอ ข้อมูลระบุว่าบิลลี่ออกเดินทางจากหมู่บ้านโป่งลึกบางกลอย เข้าสู่ตัวเมือง อ.แก่งกระจาน โดยช่วงเวลา 14.00 . ชาวบ้านได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและนำตัวไปสอบสวน

กระทั่งมีข้อมูลภายหลังว่า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจานยอมรับว่าได้จับตัวบิลลี่ไปจริง เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจับกุมผู้บุกรุกป่าและพบของกลางเป็นน้ำผึ้งเป็นจำนวนหนึ่ง จึงมารับตัวไปเพื่อสอบสวนและตักเตือน ต่อมาได้ปล่อยตัวไปที่แยกหนองมะข้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวจากนายพอละจีอีกเลย

ขณะที่หลายคนเชื่อว่า “บิลลี่” เป็นแกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่ทำงานเพื่อมวลชน โดยเฉพาะ “มึนอพิณนภา” ภรรยาบิลลี่ ที่เคยระบุว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่เรื่องน้ำผึ้งแน่นอน เธอเชื่อว่า เหตุของการหายตัวไปน่าจะเป็นเพราะบิลลี่ช่วย “ปู่คออี้” และชาวบ้าน ที่ถูกเผาบ้าน เผายุ้งข้าว เมื่อปี 2554 ซึ่งบิลลี่เข้ามาช่วยเหลือปู่ พาปู่ไปฟ้องที่ศาลปกครอง (https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/)

"ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่ง "ป่ากะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร"

มึนอพิณนภา ภรรยาบิลลี่

ทุกวันนี้ ครอบครัวและญาติของเขา ยังคงรอคอยความจริงให้ปรากฏอยู่

          อย่างไรก็ดี ที่สุด คดีเผาทำลายบ้านเรือนของปูคออี้และอีกหลายครอบครัว มีตำตัดสินไปเมื่อ 12 มิ.. 2561 ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับพวกเขาทุกคน

หันมาข้างปู่คออี้ ดูเหมือนว่า ยังมีเรื่องราวดีเกิดขึ้นตามมา ทั้งการชนะคดี และการที่เขาเพิ่งได้บัตรประชาชนคนไทยในวัย 107 ปี ความปีติก็มากอยู่

แต่ในส่วนลึกแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคืออะไรกันแน่นั้น เรารู้กันดี

/////////

เครดิต

http://transbordernews.in.th/home/?p=14716

http://transbordernews.in.th/home/?p=6536

https://thaipublica.org/2017/04/polajee-rakchongcharoen-or-billy/

LIKE FATHER LIKE SON เป็น “พ่อ” ใครบอกว่าง่าย!

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/336086

LIKE FATHER LIKE SON เป็น “พ่อ” ใครบอกว่าง่าย!

คนในข่าว  :  24 ก.ค. 2561
เฉลิม อยู่บำรุง,วัน อยู่บำรุง

เห็นรูปเห็นรอยแล้ว นี่คือตำนาน Like father like son “เป็นพ่อ..ใครบอกว่าง่าย” โดยแท้!!

          ทุกครั้งที่มีข่าวคราวของลูกชาย บ้าน “อยู่บำรุง” ผู้คนต่างพากันขุดคุ้ยข้อมูลต่างๆ ส่งต่อบอกเล่ากันอีกครั้ง

และทุกครั้งสังคมไทยจะวิพากษ์วิจารณ์กันขรมว่า บ้านนี้จะได้รับการปกป้องดูแลจากผู้เป็นบิดา “คุณพ่อในตำนาน” ร...เฉลิม อยู่บำรุง เสมอ!

มาหนนี้กับวีกรรมล่าสุดของหนึ่งใน “อยู่บำรุง บราเดอร์ส์” ชื่อ “วัน” ที่ถึงกับต้องนอนคุกกองปราบ ท่ามกลางคอมมานโดคุมเข้มทั้งคืน เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว เพราะเจ้าหน้าที่เกรงจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน จนกระทั่งมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวในวันรุ่งขึ้น (24 ..2561)

โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันที่ 23 เม.. ที่ผ่านมา “วัน อยู่บำรุง” ในวัย 44 ปีกำลังแกร่ง เกิดไปมีเรื่องกับชกต่อยทายาทร้านทอง แล้วหนึ่งในกลุ่มของ วัน ได้มีการชักปืนขึ้นมายิงขึ้นฟ้า ที่ร้านเดโมผับ ซอยทองหล่อ 10 คลองตัน ที่สุดคู่กรณีจึงได้แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้น

ว่ากันว่าเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องราวของการปกป้องลูกชายไม่ต่างกัน!!

Like Father Like Son เป็น "พ่อ" ใครบอกว่าง่าย!

http://www.komchadluek.net/news/crime/335967

อย่างไรก็ดี ตามที่เกริ่นว่า เป็นวีรกรรมล่าสุด นั่นหมายความว่า “วัน” ลูกคนกลาง wednesday’s child ของบ้านอยู่บำรุง ยังมีผลงานอื่นๆ ในท่วงทำนองนี้มาก่อนหน้านี้

แน่นอนที่ข้อมูล มีบันทึกทั่วไป หาอ่านได้ไม่ยากตามหน้าสื่อ แต่จาก “ศูนย์ข้อมูลมติชน” ดูจะฮิตสุด ซึ่งขอคัดมาบางส่วน เพื่อย้อนรอยเป็นบันทึกเตือนจำ พร้อมกับเพิ่มไปอีกเรื่อง เป็นการอัพเดท!

12 เมษายน 2540 ...วันเฉลิม (ชื่อขณะนั้น) มีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นเจ้าถิ่น ที่ “เอเลี่ยนผับ” จ.ภูเก็ต โดยมีคนถูกยิง 2 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ซึ่ง ร...วันเฉลิมตกเป็นหนึ่งในจำเลยในเหตุการณ์นั้น

งานนี้เกิดขึ้นช่วงที่เขาติดตาม ร...เฉลิม อยู่บำรุง บิดา ขณะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ไปตรวจราชการที่ จ.ภูเก็ต

27 มีนาคม 2541 ...วันเฉลิม กับพวก ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่ฟิวเจอร์ผับ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค แต่เนื่องจากไม่มีพยานยืนยันว่า ร...วันเฉลิมร่วมลงมือ ต่อมาเดือนกันยายน 2541 อัยการจึงไม่สั่งฟ้อง

          30 ก.ค.2541 ...วันเฉลิม ถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานทำร้ายร่างกายบุตรชายของอดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในงานเลี้ยงของผู้เสียหายที่ “ทอรัสผับ” จากนั้นวันที่ 5 ก.ย. วันเฉลิม ไปมอบตัวที่สน.ทองหล่อ และให้การปฎิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา

ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่าคดีนี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หากมี หลักฐานจะฟ้องกลับนายตำรวจที่ทำคดีนี้ทันทีเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

ย่างสู่ปี 2542 ...อาจหาญ ผู้พี่ และ ร...วันเฉลิม ตกเป็นผู้ต้องหาอีก ในข้อหาใช้ใบเกณฑ์ทหาร หรือ สด.43 ปลอม สมัครเข้ารับราชการตำรวจ

2 มีนาคม 2542 ทั้งสองประกาศขอลาออกจากราชการ แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 4 มีนาคม 2542สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่อนุมัติให้ลาออก แต่มีคำสั่งให้ ร...อาจหาญ และ ร...วันเฉลิม ออกจากราชการแทน พร้อมกันนั้นยังดำเนินคดีอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม

29 พฤษภาคม 2542 ...วันเฉลิม ตกเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค)ในงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นที่โรงแรมรอยัลการ์เด้นท์ซีวิว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ท้องที่ สภ..บางละมุง

11 กรกฎาคม 2542 เวลา เหตุเกิดที่ ผับ “เรดบาร์” ย่านอาร์ซีเอ โดยหลังจากมีเรื่องและนักข่าวพากันทำข่าว ปรากฏว่า ร...วันเฉลิมกับพรรคพวกได้พากันยื้อแย่งเอากล้องและฟิล์มไป รวมทั้งแสดงอาการคุกคามด้วยการทุบรถของนักข่าวด้วย

  งานนี้กองบรรณาธิการไทยรัฐ ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่สมาคมนักข่าวฯออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมดังกล่าว แต่ที่สุดบิดาเจ้าเก้า ก็จัดแจงให้บุตรชายคนกลางรุดไปขอขมานักข่าวและช่างภาพถึงโรงพิมพ์ไทยรัฐ และขอไม่ให้เอาความ ในเวลาต่อมา

26 มกราคม 2543 ...วันเฉลิมกับพวกก่อเหตุอีก ด้วยการไปรุมทำร้ายลูกชายเจ้าของโรงแรมเรสซิเดนท์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่ “บริท 99 คลับ” ภายในสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จนบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายคดีศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 เนื่องจากหลักฐานฝ่ายโจทก์อ่อน

    หากจำกันได้ คราวนั้น ร...เฉลิมบอกว่า ต่อไปนี้จะสั่งห้ามลูกชายเที่ยวผับและมีเรื่องอีกเด็ดขาด เพราะลูกชายทั้ง 2 คน จะเตรียมตัวลงสมัคร ส..

และแน่นอนหลังจากนี้ ร...อาจหาญ และ ร...วันเฉลิม เปลี่ยนลุคใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงในเขตฝั่งธนฯ

ขณะที่ผู้น้อง “ดวงเฉลิม” เดินหน้าเรียนปริญญาโทต่อไป ก่อนจะมาก่อเหตุใหญ่ช่วงเดือนตุลาคม 2544 ที่ “ทเวนตี้ผับ” โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งมีคนเสียชีวิตและเป็นข่าวที่คนไม่เคยลืม คดีจบไปช่วงปี 2547

แต่ภายหลังจบคดี ช่วงปี 2551 เขาได้คืนยศร้อยตรี และหวนกลับเข้าสังกัดสีกากี จนได้เป็น สารวัตร “ดวง” ช่วงปี 2560 ตามความฝันของพ่อที่ขีดเขียนไว้ให้อย่างภาคภูมิใจ!! (http://www.komchadluek.net/news/people/281337)

Like Father Like Son เป็น "พ่อ" ใครบอกว่าง่าย!

อย่างไรก็ดี ย้อนกลับไปช่วงปี 2544 นั้น พี่น้องตระกูลอยู่บำรุง สองคนเลยไปเปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด โดย วันเฉลิม ตัดเหลือ “วัน” ส่วน ดวงเฉลิม ตัดเหลือ “ดวง”

คราวนั้นเครดิตไม่ใช่ผู้พ่อ แต่ยกให้ผู้เป็นแม่ หรือ “แม่ลำเนา อยู่บำรุง” ที่ไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ ว่าจะแก้เคราะห์แก้โศกอย่างไร? พระท่านทักว่า เอาชื่อลูกนำหน้าชื่อพ่อ โบราณถือ เลยตัดคำว่า “เฉลิม” ออกไป จึงเหลือแค่ “วัน” และ “ดวง”

ก็นั่นแหละพอเปลี่ยนชื่อแก้เคล็ด “วัน” ตัดสินใจเล่นการเมือง ตามแรงส่งของ “ป๊ะป๋า” ครั้งแรกลงสมัคร ส..เขตหนองแขม ในนามพรรคความหวังใหม่แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

มาการเลือกตั้งปี 2550 เขาลงสมัคร ส..ที่เขตหนองแขมอีก แต่ก็พ่ายให้กับพรรคประชาธิปัตย์ จนเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 มาถึง “วัน” ลงสมัคร ส..อีกเป็นรอบที่ 3 ที่เขตบางบอนหนองแขม พรรคเพื่อไทย ดวลกับตระกูล “ม่วงศิริ” ปรากฏว่า พ่ายฉิวเฉียด ถ้าจำได้ตอนนั้นมีเรื่องร้องเรียนกันด้วย

จนมาเลือกตั้งปี 2557 ตระกูล “ม่วงศิริ” ไม่ลงสนาม วันลอยลำได้เป็นผู้แทน แต่ศาลสั่งเลือกตั้งโมฆะ เลยม้วนเสื่อ

อยา่งไรก็ดี หากถามถึงงานการเมือง ช่วงหนึ่ง เขาเคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2551 แถมยังใจป้ำ ด้วยการขอไม่รับเงินเดือนกว่า 70,000 บาท แต่จะบริจาคสมทบเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกเดือนแทน

นอกจากนี้ยังเคยเป็นปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระหว่าง 2 พฤศจิกายน พ.. 2555–22พฤษภาคม พ.. 2557 ในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่บิดาก็มีตำแหน่งใหญ่อยู่ในพรรคนี้

  กระทั่งช่วงปีสองปีมานี้ ภาพของ “วัน” เปลี่ยนมาเป็นหนุ่มใหญ่ไว้หนวด เปิดหน้าผ่านโซเชียล จนแทบจะเป็น “เน็ตไอดอล” อีกคน กับเฟซบุคแฟนเพจ “วัน อยู่บำรุง” พูดเลยว่าเอฟซีเพียบ “โอชิ” มากมี ด้วยสไตล์ถึงถูกถึงคน ตามสโลแกน “ใจถึง พึ่งได้”

          ใครอยากรู้ต้องไปกด “สับตะไคร้” ติดตามกันเอง (http://www.komchadluek.net/news/people/313762)

 

Like Father Like Son เป็น "พ่อ" ใครบอกว่าง่าย!

แต่ที่ฮอตๆ ก็ช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ที่เขาโพสต์ข้อความ พร้อมภาพจากเฟซบุ๊กเด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งที่เข้ามาด่าทอ อาชวิน หรือกาโม่ ลูกชายคนโตของตนเอง โดย วันระบุว่า

             ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงทำตัวเป็นนักเลงกันจังเลยไอ้หนูเอ๊ยระวังพ่อแม่จะเดือดร้อนนะลูก ลูกผมไม่ใช่นักเลงแต่ถ้าใครมารังแกลูกผม #ผมไม่ยอม!!!

จากนั้น 2 วันต่อมา ยังโพสต์อีกว่า “แก๊งวันพอยท์ชักจะใหญ่โตกันใหญ่แล้วนะอยากรู้จังว่าโตทันวันเหลิมกันมั้ย!!! ปล.ไอ้เด็กที่มาหาเรื่องลูกผมมันบอกว่าอยู่แก๊งค์วันพอยท์” #ใจถึงพึ่งได้

หรืออีกครั้งช่วงปีที่แล้ว เขาได้โพสต์ในสิ่งที่อัดอั้นมานาน คือ ประโยค มึงรู้มั้ยกูลูกใคร” ที่ถูกคนไทยใช้แซวพวกเขามาทั้งชีวิต โดยวันได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า

Like Father Like Son เป็น "พ่อ" ใครบอกว่าง่าย!

      ขอย้ำนะครับว่า โต้ง หนุ่ม ชาย ไม่เคยมีคนไหนพูดว่า #มึงรู้มั้ยกูลูกใคร พวกผมจำพ่อแม่ผมได้ครับ!!!สื่อใดก็ตามที่ชอบเหน็บแนมพี่น้องผมขอให้บ้าน #บึ้ม โคตรเหง้าตระกูลผมไม่เคยกร่างนะจะบอกให้

กระทั่งมาวันนี้ ในปี 2561 กับข่าวใหญ่อีกครั้ง ซึ่งตามข่าวระบุว่า คืนเกิดเหตุ วันมาพร้อมกับบุตรชาย คือ อาชวิน หรือ “กาโม่” อยู่บำรุง และผู้ติดตามอีก 7-8 คน

งานนี้ นอกจากรุ่นปู่ อย่างเฉลิม อยู่บำรุง รุดมาเยี่ยมบุตรชายสุดรักทันที ซึ่งนอกจากมาในฐานะ “พ่อ” แล้ว เขายังกล่าวกับสื่อมวลชนว่า “วันนี้มาในฐานะที่ปรึกษากฎหมาย” อีกด้วย จนกระทั่งวันได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในที่สุด!

   จากนั้นไม่นาน บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ “วัน” ยังโพสต์เฟซบุค kamo archawin ให้กำลังใจ ระบุแปลเป็นไทยว่า “ไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ในโลกแห่งความจริง แต่ผู้ชายคนนี้คือซูเปอร์แมนของผม” โดยเป็นภาพถ่ายของเขากับผู้เป็นพ่อ ชื่อ “วัน”

 

Like Father Like Son เป็น "พ่อ" ใครบอกว่าง่าย!

 

เห็นรูปเห็นรอยแล้ว นี่คือตำนาน Like father like son “เป็นพ่อ..ใครบอกว่าง่าย” โดยแท้!!

ว่าแต่จากนี้จะไปทางไหนต่อ น่าติดตามยิ่ง!

//////////

เครดิต

ศูนย์ข้อมูลมติชน

เฟซบุค วัน อยู่บำรุง

เฟซบุค kamo archawin

โหรวารินทร์ “ครูบนดอย” สู่ โหรดัง” ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/335948

โหรวารินทร์ “ครูบนดอย” สู่ โหรดัง” ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

คนในข่าว  :  23 ก.ค. 2561
โหรวารินทรฺ์,โหร คมช

เชื่อว่า หลายคนอยากทำความรู้จักปูมหลังของของโหรคนดังผู้นี้อีกที ว่าไปยังไงมายังไงถึงเฮงดังปังแจ่มขนาดนี้!! และมีคำทำนายเด็ดๆ อะไรบ้างที่ควรค่าแก่การจดจำ!!

          ถ้าเอ่ยชื่อโหราจารย์ดังๆ ในเมืองไทย เชื่อว่า คนไทยนึกอออกอยู่หลายชื่อ แต่ถ้าเอ่ยชื่อว่าเป็น “โหรการเมือง” ชื่อของ “โหรวารินทร์” จะโผล่มาทันทีเป็นชื่อแรกๆ

          เพราะโหรวารินทร์นั้น ใครๆ รู้ดีว่า เขาคือ “โหร คมช.” หรือ โหรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ผู้มีคำทำนายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระแสการเมืองไทยได้อย่างแม่นยำ หลายครั้งหลายครา!

          ถามว่าทำไมวันนี้เราต้องพูดถึงเขาอีกครั้ง นั่นเพราะอยู่ๆ ช่วงนี้ ก็เกิดมีเรื่องราวที่เป็นข่าวเกี่ยวกับเขาอยู่อย่างน้อยๆ 2 ประเด็นขณะนี้คือ

          1. โหรวารินทร์ ถูกตั้งคำถามจากเพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ได้โพสต์แชร์ภาพพลทหารรับใช้ทำงานบ้านโหรวารินทร์ พร้อมแจงสถานะว่าเขาเป็นน้องชายของ “ปรีชา บัววิรัตน์เลิศ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยระบุว่าให้ทำงานหนัก ปลูกผัก เลี้ยงวัว ตัดต้นไม้ ทำงานบ้าน และดูแลกิจการของครอบครัวของโหรดังกล่าว ที่บ้านสุขิโต ซึ่งเป็นที่ตั้งวิหารหลวงปูเกวาลัน ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนพลทหารรุ่นพี่บางนายทนไม่ไหว และหนีกลับไป เมื่อหลายปีก่อนนั้น

โหรวารินทร์ "ครูบนดอย" สู่ โหรดัง" ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

          แต่งานนี้ ไม่นานเจ้าตัวได้ออกมาชี้แจงผ่านรายการทางช่องสปริงนิวส์แล้วว่าไม่เป็นความจริง โดยพลทหารรายดังกล่าวไม่ได้ทำงานรับใช้ที่บ้านสุขิโต แต่ขอถูกยืมตัวไปดูแลที่ข่วงพระเจ้าล้านนา ปากทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม เมื่อปี 2552 หรือ 9 ปีที่ผ่านมา โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นของมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ หลังสร้างเสร็จ ได้มอบข่วงพระเจ้าล้านนาให้กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้ดูแลทั้งหมด และพลทหารที่เข้ามาดูแลช่วยงาน มาด้วยความสมัครใจ ไม่มีการข่มขู่ หรือบังคับขู่เข็ญ แถมยังมีเบี้ยเลี้ยงให้เป็นประจำ

          2.อยู่ๆ ช่วงวันที่ 20 ก.ค.2561 ที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศราออกมาโพสต์เปิดธุรกิจ ‘โหร คมช.’ ว่ามีชื่อถือหุ้นในกิจการต่างๆ เยอะแยะมากมายถึง 15 บริษัท รวมสินทรัพย์เกือบ 700 ล้านบาท !!ทั้งอสังหาฯ รีสอร์ต สปา ร้านอาหาร รถไฟฟ้า ขายหวยยังมี พบ 5 บริษัท จดก่อตั้งช่วงปี 2559-2561 หมาดๆ 1 แห่ง  สามารถติดตามอ่านได้จากลิงค์นี้ https://www.isranews.org/isranews-scoop/67957-report01-67957.html

          หลายคนจึงอาจอยากทำความรู้จักว่าปูมหลังของของโหรคนดังผู้นี้ไปยังไงมายังไงถึงเฮงดังปังแจ่มขนาดนี้!! และมีคำทำนายเด็ดๆ อะไรบ้างที่ควรเก็บไว้ในจดหมายเหตุการเมืองไทย

          “โหรวารินทร์” หรือ “อาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ” เกิดปีขาล พ.ศ.2504 อดีตเคยรับราชการเป็นคุณครูในพื้นที่ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ หรือ ที่เราเรียกกันว่า “ครูประชาบาล”

          โดยข้อมูลจากเวบไซต์ประชาไทยช่วงปี 2558 เล่าว่า โหรวารินทร์นั้นเริ่มสนใจด้านพลังจิตมาตั้งแต่ 9 ขวบ จนเมื่ออายุ 35 ปี เขาได้ประสบการณ์ “ตายแล้วฟื้น” จากนั้นได้เริ่มพยากรณ์มาตั้งแต่ พ.ศ.2537 (https://prachatai.com/journal/2015/04/58831)

          ขณะที่ยังมีข้อมูลจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่าเมื่อโหรวารินทร์เริ่มมีชื่อเสียง บุคคลทั่วไปที่ศรัทธา ต่างแวะเวียนกันมาให้ทำนายทายทักดวงชะตาชีวิต ทั้งเรื่องธุรกิจ การค้าขาย การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง จนมีลูกศิษย์ลูกหามากมายหลายระดับ!! หลายแวดวง แม้แต่คนระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศทั้งในอดีตจนปัจจุบัน

          ว่ากันถึงขนาดว่า ใครจะเข้าพบต้องมี บัตรคิวจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ!!

โหรวารินทร์ "ครูบนดอย" สู่ โหรดัง" ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

          เดิมทีโหรวารินทร์ ทำนายทายทักอยู่ที่พำนัก หน้ากองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 อ. แม่ริม จ.เชียงใหม่ ภายหลังจึงโยกย้ายมาที่ หมู่บ้านสุขิโต ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ลูกหาจัดถวายเมื่อหลายปีก่อน เรียกว่า “วิหารหลวงปู่ฤาษีเกวาลัน” เขาเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ว่า

          “ผมไม่ใช่คนมีอิทธิพลอะไร เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมยังเป็นครูประชาบาลบนดอย แต่ผมบังเอิญได้พบกับหลวงปู่ฤาษีเกวาลัน จากเทือกเขาหิมาลัย ท่านบอกว่าหน้าที่การเป็นครูเราหมดแล้ว หลังจากนี้หน้าที่ของเราคือสืบสานศาสนา รักษาแผ่นดิน หลังจากนั้นผมก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์หลวงปู่มาตลอด” (https://www.posttoday.com/politic/report/358738)

          นอกจากนี้ หากถามเรื่องสายสัมพันธ์กับทหารแล้ว โหรวารินทร์เคยเล่าว่า รู้จักกับ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ท่านเดินทางมาพร้อมกับเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 เข้าพบโหรวารินทร์ เพื่อให้ตรวจสอบดวงชะตาให้ โดยตอนนั้นได้ทำนายว่าท่านจะได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก แต่ท่านไม่เชื่อ

          หากจะนับแล้ว ผู้ใหญ่ของกองทัพ ที่ตบเท้าเข้าหาโหรวารินทร์ ที่รวบรวมมาได้เช่น บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน, บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และบิ๊กโด่ง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร

        แต่ว่ากันตามจริง โหรวารินทร์เริ่มรู้จักเป็นวงกว้าง มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ตอนที่ไปทำนายทายเรื่องราวในทางการเมืองช่วง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ในหลากหลายประเด็น

        แต่ที่ฮือฮา คือ ช่วงก่อนรัฐประหาร พ.ศ.2549 โหรวารินทร์ทำนายว่า นายกฯ คนใหม่ต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะชื่อ “ส.” ซึ่งเวลานั้น หลายคนตีความว่าเขาหมายถึง พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน แต่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ตัวจริงเป็น “ส.” คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ “ส.” เหมือนกัน!!

โหรวารินทร์ "ครูบนดอย" สู่ โหรดัง" ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

         จนหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โหรวารินทร์ทำนายทายทักดวงชะตาของคนสำคัญใน คมช. จนกลายเป็นโหร คมช.ไปในที่สุด! นอกจากนี้ยังมีคำทำนายที่สร้างกระแสให้กับสังคมไทยอย่างมาก เช่น

         4 เมษายน 2551 ช่วงที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โหรวารินทรฺได้ทำนายว่า บ้านเมืองจะไม่สงบเพราะสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากกระแสบุญของผู้อื่น สีเขียวจะต้องเข้ามาดูแลบ้านเมือง ทหารถือเป็นเสาหลักของบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองเข้มแข็ง

         แต่ในความแม่น ก็ยังมีความพลาด จนกระทั่งมีการการรวบรวมคำทำนายที่ผิดพลาดของโหรวารินทร์ในอดีตกันบ่อยครั้ง ประมวลมาพอนึกออก เช่น

         พ.ศ.2553 โหรวารินทร์ทำนายว่าจะเกิดสึนามิครั้งใหญ่ทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน สร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยหนักกว่าที่ผ่านมา ในที่สุดคำทำนายนี้ก็ผิดพลาด

         พ.ศ.2554 ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม โหรวารินทร์ทำนายว่า นายกฯ คนต่อจากนายอภิสิทธิ์ มีอักษร ย่อ “ป.” และยังไม่ถึงเวลาของนายกรัฐมนตรีหญิง สุดท้ายเขาก็ทำนายพลาด

        มาถึงยุค คสช. โหรวารินทร์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นโหรประจำตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเคยย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นอัศวินม้าขาว “ผู้กอบกู้แผ่นดิน และราชบัลลังก์” เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เชื่อว่าชาติก่อนเกิดมาเป็นทหารเอกพระนเรศวรมหาราช

        จนเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 ว่า เขายังได้ทำนายว่า เขานั้นได้ภาพนิมิตรผ่านหลวงปู่ฤาษีเกาวาลันว่า คนในตระกูลชินวัตรหมดเวลา หมดหน้าที่ในประเทศไทยแล้ว แม้กระทั่งบริวาร คนเหล่านี้จะโดนคดี และไม่เกินกลางปีนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหนีออกนอกประเทศแบบ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย (ข้อมูลจาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 510 วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2558)

        หรือช่วงปี 2559 ให้สัมภาษณ์สื่อเนชั่นว่า ดวงบ้านเมืองไม่มีอะไร ทุกอย่างไปตามโรดแม็พ เพราะเรื่องอุปสรรคบ้านเมืองนั้นผ่านมาหมดแล้ว และปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ขณะที่การลงประชามติในวันนี้จะผ่านไปด้วยดี ไม่ติดปัญหาใดๆ

โหรวารินทร์ "ครูบนดอย" สู่ โหรดัง" ที่ปังขนาดนี้ มันมีเหตุ?

         แม่นไม่แม่นก็ใช้วิจารณญานกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ โหรวารินทร์ มีชีวิตที่ดีและปังจนหลายๆ คนทึ่ง ซึ่งเจ้าตัวเองก็ยอมรับ และเคยกล่าวกับโพสต์ทูเดย์ในท่วงทำนองว่า ที่ได้ดีก็เพราะทำดี!

        “หลังจากเปิดวิหารทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องโหราศาสตร์ ทำนายดวงชะตา ชื่อเสียงก็โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีหลายคนที่ให้คำแนะนำไปแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อชื่อเสียงดังออกไปก็ทำให้คนทุกระดับเข้ามาหาเขาจนสามารถจัดงานทำบุญใหญ่ได้มากถึงปีละ 3 ครั้ง และมีรายรับเข้ามายังตำหนักหลวงปู่ฤาษีเกวาลันมากมาย จนเขาสามารถนำไปทำโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ได้จำนวนมาก”

         “ปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งถวายที่ดิน 2 แสนบาท ให้กับวัดวังสิงห์คำ ขณะที่อีก 5 แสนบาท ผมให้เป็นทุนการศึกษาของกองทัพบก ส่วนทุนอื่นๆ ผมก็จะช่วยเหลือทั้งในเรื่องศาสนา ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก นอกจากนี้เราก็จัดไถ่ชีวิตโคกระบือ ช่วยพระสงฆ์อาพาธ ช่วยคนไข้อนาถา เป็นทุนการศึกษานักเรียนยากไร้ เป็นต้น เราช่วยเหลือแผ่นดินมาโดยตลอด” (https://www.posttoday.com/politic/report/358738)

         ก็คงประมาณนี้กระมังที่ทำให้ โหรวารินทร์ รุ่งเรือง ดัง ปัง อย่างที่เห็น เข้าใจตรงกันนะคนไทย

////////////////

เครดิต

https://www.posttoday.com/politic/report/358738

https://www.isranews.org/isranews-scoop/67957-report01-67957.html

https://prachatai.com/journal/2015/04/58831

ความหมายที่แท้ ของการเป็นมนุษย์

Published January 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576837

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 10:25 น.

ความหมายที่แท้ ของการเป็นมนุษย์

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต (Richard Koh Fine Art หรือ RKFA) นำเสนองานนิทรรศการแสดงงานกลุ่มโดย แอนน์ ซามัท, นาเดีย บามาดาจ, เจสัน วี, ตรงเจียเหงียน ที่ไทเป ดางได บูธ F08 ไทเป นานกัง เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 1 เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 18-20 ม.ค.นี้

ในช่วงเวลาที่บทสนทนาเกี่ยวกับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่โลกต่างกำลังโน้มเอียงไปทางคุณค่า ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของมนุษยชน เกี่ยวกับการแสดงความคิดความรู้สึกของตัวเอง งานแสดงกลุ่มในเทศกาลไทเป ดางได พูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะความจำเป็นในการประเมินความหมายที่แท้จริง ของการเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์โลก รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

ประติมากรรมแบบติดตั้งบนกำแพงของ แอนน์ ซามัท รวบรวมคุณค่าของเหล่าชนเผ่าบนโลก รับรู้ผ่านตำนานเรื่องเล่าและระบบความเชื่อร่วมสมัย ประติมากรรมเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้เหมือนมนุษย์ และมีเพศสภาพที่แตกต่าง ด้วยการนำเอาข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและสิ่งของจากอุตสาหกรรมให้ปัจจุบันมากอปรขึ้นเป็นประติมากรรมที่มีกลิ่นอายของรูปแบบชนเผ่าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการนำเอากลไกการจักสานแบบท้องถิ่นแบบชนเผ่า ปัว คัมบู มาใช้ในประติมากรรมของเธอ เป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความละมุนละไมของงานสานแบบท้องถิ่นดั้งเดิม เข้ากับสิ่งหยาบๆ ที่เกิดจากอุตสาหกรรมให้ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามที่จะปรับตัวให้กลมกลืนไปกับสังคมสมัยนี้

สำหรับ นาเดีย บามาดาจ พูดคุยเกี่ยวกับอัตลักษณ์และเพศผ่านงานศิลปะขาวดำของเธอ ด้วยการสำรวจบทบาททางการเมืองและความกลัว ที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ด้อยโอกาส ดึงความหมายจากเรื่องในตำนานและประสบการณ์จากงานอาสาสมัครที่ได้ไปที่พักผู้ไร้บ้าน สำหรับบุคคลที่มีเพศสภาพไม่สัมพันธ์กับเพศสภาพต้นกำเนิด

ภาพคนแนวคอลลาจที่วาดโดยใช้ถ่านชาร์โคลกับพื้นหลังโล่งๆ สีขาว แสดงให้เห็นถึงความคลุมเครือต่อโชคชะตาที่ไม่แน่นอน ระหว่างความเป็นจริง ความหวัง ความกลัว และความต้องการ ขณะที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามด้วยความ “แปลกแยก” ของพวกเขาเอง

ด้าน เจสัน วี ดำดิ่งสู่การค้นหาเรื่องเพศสภาพและตัวตนอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งศึกษาอัตลักษณ์ตัวตัวตนและตำแหน่งตัวเองในชุมชนบนโลกผ่านภาพเซลฟ์-พอร์เทรต ที่ประหนึ่งการบันทึกช่วงเวลาที่แปลกประหลาดของการหยั่งรู้ในตัวเอง

ศิลปินปรากฏกายในเซลฟ์-พอร์เทรต ด้วยรูปร่างของเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานจากยุคกลางและเผ่าพันธุ์มนุษย์หมาป่า ที่ถูกตราหน้าว่ามีคุณค่าต้อยต่ำกว่ามนุษย์ แสดงถึงความสับสนในจิตใจ การต้องการรักษาความสัมพันธ์หรือความคิดเห็น ที่ขับเคลื่อนโดยความกลัวหรือความกังวล คล้ายเป็นการพูดถึงคติสมัยใหม่เกี่ยวกับการขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เจสันทำการสำรวจตัวเองเรื่องการมีส่วนร่วมในสังคม และการยอมรับผลหรือกรรมที่จะตามมา

ศิลปินรายสุดท้ายในกลุ่มนี้ ตรงเจียเหงียน สำรวจจิตใจของตัวเองเพื่อค้นหารูปแบบของสังคมและตัวตน สะท้อนผ่านงานประติมากรรมบันทึกเศษเสี้ยวของสิ่งที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นลูกครึ่งเวียดนาม-อเมริกัน ได้รับการศึกษาด้านศิลปะในกรุงโฮจิมินห์ ผลงาน “sNOwflake” และ “#MeToo” เล่าเรื่องความเป็นไปในสังคมธรรมดาๆ กับสังคมที่ตั้งข้อรังเกียจสตรีเพศ อีกด้านหนึ่งก็บอกเล่าความเชื่อมต่อกันระหว่างตัวตนของคนคน หนึ่งกับโลกกว้างภายนอก ด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของกำแพงสังคมที่อาจจะเป็นเพียงความลวงตาที่สร้างขึ้นเอง

ทั้ง 4 ศิลปินมารวมตัวกันเพื่อเป็นการยืนยันความหลากหลายของอัตลักษณ์และความตระหนักในความสำคัญของชุมชน ซึ่งจะเป็นการผสานความร่วมมือระหว่างชนชาติและวัฒนธรรม ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อสร้างจิดสำนึกของชุมชนของโลก

สำหรับ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นผู้บุกเบิกการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยตะวันออกเฉียงใต้สู่ประเทศมาเลเซียและในภูมิภาค โดยเฉพาะการสนับสนุนศิลปินเกิดใหม่ที่มากด้วยความสามารถ และให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างผ่านนิทรรศการศิลปะสมัยใหม่ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เทพ เพียมะลัง ใช้ศาสตร์พระราชาสร้างสุขเพื่อตนและคนอื่น

Published January 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576832

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:46 น.

เทพ เพียมะลัง ใช้ศาสตร์พระราชาสร้างสุขเพื่อตนและคนอื่น

โดย วรธาร

เทพ เพียมะลัง อาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ประธานเครือข่าย “คนต้นน้ำเพชบุระ ตามรอยพ่อของแผ่นดิน” นักวิชาการเกษตร ผู้ทิ้งความสุขสบายจากบริษัทที่ส่งเสริมการปลูกข้าวโพด ปุ๋ยยาฆ่าแมลง มาทำงานตามศาสตร์พระราชา เพราะสุขใจกว่าที่ได้ทำงานกับประชาชน

อาจารย์เทพเป็นหนึ่งในเครือข่ายคนมีใจของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” โครงการที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนนำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักและทำให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของการเดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา สร้างต้นแบบความสำเร็จของผู้ที่ลงมือทำตามรอยพ่อเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจต่อไปไม่สิ้นสุด

จากนักวิชาการเกษตร ไปทำงานบริษัทขายปุ๋ยเคมี

อาจารย์เทพ จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ สาขาการจัดการเกษตร และเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ เคยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2541-2542 เป็นอาจารย์อยู่ 2 ปี ก็ลาออกไปทำงานบริษัทเอกชนที่ส่งเสริมการปลูกข้าวโพด ผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง

“ตอนนั้นผมไม่ได้ตระหนักว่างานที่ทำอยู่กับบริษัทเอกชนนั้น ทั้งการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ล้วนเป็นเหตุแห่งการทำลายดิน ทำลายผืนป่าทั้งสิ้น ช่วงนั้นชีวิตมีแต่ความสบาย เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก เงินเดือนอยู่ครบเพราะเบิกได้ทุกอย่าง บริษัทมีรถให้ใช้ มีค่าน้ำมันรถให้ แต่ทำงานหนัก วันๆ เดินทางไม่ต่ำกว่า 300-400 กม. แต่พอทำไปได้ระยะหนึ่งรู้สึกไม่ถูกใจและกำลังจะถูกย้ายไปต่างประเทศ ประกอบกับผมมีครอบครัวมีลูกเล็ก เลยลาออก กลับไปเป็นอาจารย์ที่เดิมตั้งแต่ปลายปี 2546 จนถึงปัจจุบัน”

ถ้ารักในหลวง ให้มาเรียนรู้งานของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ในช่วงปี 2552 มหาวิทยาลัยอยากขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงใหม่อีกครั้ง หลังโครงการเดิมยุบไปเพราะเปลี่ยนผู้บริหาร อาจารย์เทพจึงไปอบรมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ต่อเนื่อง 3 หลักสูตร เพราะอยากเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ในปีถัดมาก็ได้จัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ และเป็นผู้อำนวยการคนแรกของสถาบัน จนมาในปี 2556 รัฐบาลยุคนั้นให้ยุบหน่วยงานนอกโครงสร้าง สถาบันจึงถูกยุบไปด้วย พอดีเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มาชวนให้ไปร่วมกิจกรรมกับโครงการ “ตามรอยพ่อฯ”

“จากการที่ผมเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ปีที่ 1 (ปี 2556) ถือเป็นจุดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผมอย่างจริงจัง ในการขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูต้นน้ำป่าสัก เมื่อผมได้เห็นเขาหัวโล้นซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลายถึง 5.5 แสนไร่ ผมจึงรวบรวมคนที่มีปณิธานเดียวกัน คือ ถ้ารักในหลวง รัชกาลที่ 9 ต้องมาเรียนรู้งานของพระองค์ และจัดตั้งเครือข่าย ‘คนต้นน้ำเพชบุระ ตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ในเวลาเดียวกับที่โครงการฯ ในปี 2 (ปี 2557) ได้ขับเคลื่อนไปยังที่พื้นที่บ้านหินโง่น ต. สักง่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พอดี”

ความสุขที่แท้จริง คือ การได้ลงมือทำงานกับชาวบ้าน

“หลังจากนั้นผมได้จัดทำโครงการ ‘คืนป่าให้ภูเขา’ เพื่อฟื้นฟูต้นน้ำป่าสัก ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ผมได้พยายามพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อขอคืนผืนป่าที่ชาวบ้านเข้ามาจับจองทำกิน แต่ไม่ค่อยได้ผล ได้ผืนป่าคืนมาบ้างประมาณ 2,000 กว่าไร่ จนเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ผมก็เข้าไปพูดกับชาวบ้านอีกครั้ง ปรากฏว่ามีชาวบ้าน 53 ราย ร่วมลงชื่อคืนพื้นที่ป่าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พื้นที่ป่าคืนกว่า 1 หมื่นไร่

ตอนนี้ผืนป่าดังกล่าวไม่มีการปลูกข้าวโพด แต่ปล่อยให้ป่าฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชอาหารหลากหลายในพื้นที่ทำกินที่เหลืออยู่ จนชาวบ้านมีรายได้ทุกวัน จากผลผลิตในไร่นา และค่อยๆ ลดการปลูกข้าวโพดลง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกมีความสุขใจอย่างแท้จริงที่ได้ทำงานกับชาวบ้านแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านเริ่มเห็นด้วยและทำตาม”

ถ้าไม่ลงมือทำเอง จะสอนคนอื่นอย่างไร

“แรงกระตุ้น คือ คำพูดของอาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์) ที่ว่า ถ้าไม่ลงมือทำเอง จะสอนคนอื่นอย่างไร เมื่อปี 2560 ผมจึงมาซื้อที่ 8 ไร่ ที่ ต.นางั่ว อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกฤดูฝน และเริ่มลงมือทำโคก หนอง นา ซึ่งในปีแรกฝนตกน้ำท่วมสูง แต่หลังจากขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำในพื้นที่ ทำให้น้ำท่วมน้อยลง ตอนนี้ก็ปลูกข้าว พืชกินได้ ผลผลิตที่จำหน่ายจ่ายแจกได้แล้ว ก็มี ฟักทองดอกแค มะเขือ ผักชี เป็นต้น ผมมุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแปลงสาธิต ที่เรียนรู้ศาสตร์พระราชา และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นต่อไปครับ”

ตั้งแต่ที่โครงการ “ตามรอยพ่อฯ” มาที่นี่ เมื่อ 4 ปีก่อน ชาวบ้านก็เกิดการตื่นตัวมากขึ้นจากกระแสการขับเคลื่อนของเรา แม้แต่ตัวผมเองก็ตื่นตัวในการพยายามพาชาวบ้านให้ก้าวเดินหน้า โดยเฉพาะการสร้างต้นแบบให้ชาวบ้านได้เดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ถ้าเรารักพระองค์ท่าน เราต้องลงมือทำ “งาน” ของท่านต่อไป

อาจารย์เทพ เพียมะลัง หนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก เพื่อเป้าหมายในการหยุดท่วมหยุดแล้งอย่างยั่งยืน ยังคงมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่แนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติบูชาต่อไปไม่สิ้นสุด

%d bloggers like this: