Life & Health

All posts tagged Life & Health

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับฝึกฝนลูกรักให้สร้างสรรค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/466222

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับฝึกฝนลูกรักให้สร้างสรรค์

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับฝึกฝนลูกรักให้สร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพิ่งจะผ่านวันเด็กมาไม่นาน สำหรับคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้คือ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคีรู้หน้าที่พลเมืองไทย” สำหรับคนที่มีลูกน้อยใครๆ ก็อยากให้ลูกมีความฉลาดล้ำ มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ซึ่งว่ากันว่าความรู้และทักษะต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ ส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพัฒนาการและการเจริญเติบโตทางสติปัญญา หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองจะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโต มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำเคล็ดลับเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกน้อยของคุณให้เป็นนักคิดที่ดี ดังนี้

l เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด

และตัดสินใจ พื้นฐานสำคัญที่สุดในการสร้างลูกให้เป็นหนูน้อยสร้างสรรค์ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดและปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิด กล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้พ่อและแม่ต้องทำเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการเท่านั้น อย่าตำหนิ ลงโทษ หรือตัดสินผิดถูก เพราะจะทำให้ลูกกลัวผิด ไม่กล้าคิด ซึ่งเป็นการปิดกั้นจินตนาการของลูก เมื่อบรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างอิสระ ลูกก็จะเป็นเด็กที่มั่นใจ กล้าวางแผน กล้าลงมือทำ และสนุกกับกิจกรรมนั้นมากขึ้น

l เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบ

ที่สร้างสรรค์ เมื่อลูกถึงวัยเป็นเจ้าหนูทำไม ที่ถามทุกอย่างที่ขวางหน้าคุณควรถือโอกาสนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยการตอบคำถาม และฝึกให้เขาต่อยอดความคิดด้วยการปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย และรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป เพื่อต่อยอดคำถามให้ลูกได้เล่า ได้ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลูกก็จะได้เรียนรู้ว่าทุกคำถามมีคำตอบและภูมิใจที่ได้แสดงความคิดเห็นให้คุณฟัง

l ต่อยอดความคิดจาก

สิ่งรอบตัว พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวัน นอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

l ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ

พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้คิดเอง โดยการตั้งคำถามให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากเห็น และอยากค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สื่อออกมาถึงพลังความคิดและทักษะการแก้ปัญหา โดยการปล่อยให้ลูกได้ตอบคำถามและแสดงความคิดอย่างเต็มที่ อย่าปิดกั้นความคิด และรับฟังทุกคำตอบที่ลูกบอก โดยมีคุณเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติม

l ต้องได้ลองลงมือทำ

เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ดังนั้นนอกจากจะเปิดช่องให้ลูกได้คิดแล้ว พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการเล่น
หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด แม้จะต้องใช้เวลานานและไม่ตรงเป๊ะตามแบบที่มันควรจะเป็น แต่นั่นเป็นส่วนที่ทำให้ลูกคุณมีกระบวนการคิด การหาเหตุและผลกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งจะทำให้ลูกได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณก็อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

l ปล่อยให้คิดอย่างอิสระ

พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่บ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ หรือให้ลูกได้ช่วยออกแบบความคิดในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวพร้อมลงมือ
ทำด้วยกัน เช่น ให้ทุกวันหยุดมีช่วงเวลาของการวาดภาพ ปั้นแป้งโดว์ตามจินตนาการ การทำอาหารการปลูกต้นไม้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกระทั่งลงมือทำสำเร็จ โดยไม่ต้องกดดันและมีข้อจำกัด หรือตีกรอบข้อบังคับ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด มีจินตนาการและดึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ

นอกจากเคล็ดลับเหล่านี้แล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นเติมเต็มให้ลูกอยู่เสมอก็คือ ความรัก ความเข้าใจ หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจเพื่อพัฒนาเขาสู่การเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ในอนาคต เพราะลูกน้อยของคุณก็คืออนาคตของประเทศชาติด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ภาวะพร่องสุขภาพ…ภัยเงียบที่คุณควรรู้ !! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464679

Life & Health : ภาวะพร่องสุขภาพ...ภัยเงียบที่คุณควรรู้ !!

Life & Health : ภาวะพร่องสุขภาพ…ภัยเงียบที่คุณควรรู้ !!

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันนี้ที่ใครๆ ก็ตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค รวมทั้งการชะลอวัย ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยไปรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยซึ่งกำลังจะกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ของสังคมไทย ศาสตร์ชะลอวัยจึงเป็นที่นิยมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลในศาสตร์ชะลอวัยจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า “ภาวะพร่องสุขภาพ หรือSub-optimal Health” เป็นภาวะที่ไม่ได้เป็นโร แต่เป็นสัญญาณหรืออาการเตือนก่อนที่จะนำไปสู่โรคต่างๆ โดยอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย, ตื่นยาก ตื่นมาไม่สดชื่น, ภูมิคุ้มกันลด เป็นหวัดบ่อย,อ้วนง่าย, ภูมิแพ้ ผื่นแพ้ง่าย, ความจำไม่ดี,อาหารไม่ย่อย ท้องอืด, นอนไม่หลับ, เหน็บชาบ่อยๆ, อารมณ์ซึมเศร้า แปรปรวน เป็นต้น

ภาวะพร่องสุขภาพนี้ พบได้ในคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในวัยทำงานและผู้สูงวัย สาเหตุหลักอาจมาจาก “ภาวะขาดวิตามินและเกลือแร่เพียงเล็กน้อย” หรือที่เรียกว่าพร่อง (Sub-optimal level) ซึ่งการขาดในลักษณะนี้ร่างกายจะไม่แสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นเป็นโรคอย่างชัดเจนทันทีทันใด แต่อาจมีผลบั่นทอนสุขภาพ และทำให้คุณภาพชีวิตลดลง อาการเสื่อมที่เกิดขึ้นจะค่อยเป็นค่อยไปเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียไม่สดชื่น โดยมักจะเกี่ยวข้องกับขบวนการเผาผลาญพลังงานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาวะร่างกายพร่องเหล็ก หรือโฟเลท และวิตามินบี 12ถ้าไปหาหมอตรวจสุขภาพก็จะไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดๆ แต่ภาวะการพร่องนี้จะส่งผลให้การผลิตเม็ดเลือดแดงลดลง ทำให้การขนส่งออกซิเจนไปให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายลดลง รวมทั้งกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงานลดลง จึงส่งผลให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น หรือภาวะที่ร่างกายพร่องวิตามินเอ สังกะสี หรือวิตามินซี ก็จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายติดเชื้อ เป็นหวัด เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งวิตามินที่คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ ภาวะพร่องวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินและเกลือแร่ต่างๆในแต่ละวันให้เพียงพอ เพื่อป้องกันหรือบำบัดภาวะ Sub-optimal Health จากการขาดวิตามินและเกลือแร่แบบพร่อง (Sub-optimal level) โดยสาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจาก…

l การดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค เช่น งดอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่สุด การทานอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ หรือแม้แต่การทานอาหารนอกบ้าน ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนเมื่อเทียบกับอาหารที่ปรุงสดใหม่

l การรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอตามปริมาณที่แนะนำในแต่ละวันคือวันละ 400 กรัม หรือประมาณ5-7 กำมือ

l ภาวะเจ็บป่วยต่างๆ ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างครบถ้วน

l อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ระบบการย่อยและการดูดซึมทำงานได้ลดลง

l การควบคุมน้ำหนัก ทำให้จำกัดการรับประทานอาหารน้อยลง หรือจำกัดการรับประทานอาหารประเภทไขมันก็ทำให้เสี่ยงต่อการพร่องวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K)

l กระบวนการปรุงประกอบอาหารต่างๆ ที่ใช้ความร้อนสูง ก็มีผลให้วิตามินและเกลือแร่เสื่อมสลายไป

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เสี่ยงต่อการขาดหรือพร่องวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้วิตามินและเกลือแร่รวมเสริมจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี ในการช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อภาวะพร่องสุขภาพ ที่จะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ได้

โดยสรุปแนวทางของการมีสุขภาพดี หรือภาวะสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด (Optimal Health) นั้น ควรเริ่มจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้หลากหลายและเพียงพอ หรือเสริมด้วยวิตามินและเกลือแร่รวม รวมถึงออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

สำหรับใครที่อยากรู้จริงเรื่องการชะลอวัยแบบนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลจริงกับสุขภาพขอแนะนำคอร์ส อบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัยรุ่นที่ 2 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ “ครบเครื่องเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร” อาทิ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, ผศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, นก-ชลิดาเถาว์ชาลี ตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันเสาร์ 6 ครั้ง โดยจะเริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.นี้ หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือโทรศัพท์086- 3100047 เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดี ชีวีที่ยืนยาว ได้ไม่ยาก

ผ.ศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักตัวเลข..บอกสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 31, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463460

LIFE&HEALTH : รู้จักตัวเลข..บอกสุขภาพ

LIFE&HEALTH : รู้จักตัวเลข..บอกสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้หลายๆคนคงจะได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อน ร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์ฉลองปีใหม่กับเพื่อนฝูง ญาติมิตรหรือครอบครัวกันมาแล้ว ซึ่งหลังเทศกาลวันหยุดปีใหม่นี้ ทุกคนคงกลับมาทำงานพร้อมกับน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้องมาจัดการกับงานที่คั่งค้าง เข้าสู่วงจรทำงานแข่งกับเวลา เร่งรีบ และเต็มไปด้วยความเครียด เวลาส่วนใหญ่ของเราต่างหมดไปกับการทำงาน ในโลกยุคดิจิทัลที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องรวดเร็ว ฉับไวทันตามกระแส ต้องตื่นเช้า-กลับดึก ผจญกับปัญหารถติด เจอะเจอกับฝุ่นควันมลพิษที่มีอยู่รอบๆ ตัว แถมอายุที่มากขึ้น ฯลฯ ล้วนส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ขาดสมดุล และส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว

ขอเชิญชวนทุกท่านได้การหันมาดูแลตัวเองด้วยการหมั่นตรวจสอบตัวเลขสุขภาพซึ่งบางตัวสามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือบางตัวอาจต้องไปพบแพทย์ จะช่วยให้คุณเฝ้าระวังและใส่ใจกับรายละเอียดในการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีขึ้นได้ไม่ยาก ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เอกวีร์ ศรีปริวุฒิ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขทางสุขภาพที่พวกเราควรรู้จักและใส่ใจ ดังนี้

120/80

120/80 มิลลิเมตรปรอท คือระดับความดันเลือดในร่างกาย เป็นสิ่งที่บอกถึงการทำงานของหัวใจในยามที่บีบตัว (ตัวเลขด้านบน) และเมื่อมันคลายตัว (ตัวเลขด้านล่าง)ตัวเลขยิ่งต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แสดงว่าหัวใจของคุณไม่ได้ทำงานหนักจนเกินไป แต่หากตัวเลขที่ขยับสูงขึ้นกว่านี้ เช่น 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าความดันโลหิตสูงผิดปกติ ซึ่งคนส่วนมากก็จะไม่ได้สนใจหาทางรักษาส่วนหนึ่งเกิดจากโรคนี้ไม่ได้มีอาการที่น่ากลัว กระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

99

การวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อดูว่าอินซูลินที่มีอยู่ในร่างกายซึ่งทำหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานนั้นยังทำหน้าที่ดีอยู่หรือไม่ ในคนปกติที่อดอาหารอย่างน้อย8 ชั่วโมง จะต้องมีค่าไม่เกิน 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากมีค่าสูงอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ระวังการเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตและก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไตปลายประสาทเสื่อม รวมถึงเกิดปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ

18.5-24.9

ดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) เป็นวิธีการคำนวณมวลร่างกายโดยนำน้ำหนัก ส่วนสูง มาคำนวณตามสูตร คือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร)ยกกำลังสอง ผลลัพธ์คือค่าดัชนีมวลกาย เช่น น้ำหนัก 59 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร BMI = 59/1.6 x 1.6 = 23.04 กก/เมตร2 หากคำนวณแล้วได้ค่าน้อยกว่า 18.5 แสดงว่ามีรูปร่างที่ผอม หากได้ค่า 18.5-22.9 แสดงว่ามีรูปร่างสมส่วน หากได้ค่า 23-24.9 แสดงว่าเริ่มอ้วน และหากได้ค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปแสดงว่าอ้วน และเสี่ยงต่อโรคของความอ้วนที่จะตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคนิ่วในถุงน้ำดี แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ผอมเกินไป ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ดังนั้นควรรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

200/150

ปริมาณไขมันในเส้นเลือด การตรวจจะต้องสังเกต 4 ค่าหลักๆ คือ คอเลสเตอรอล ไขมันตัวหนึ่งที่ช่วยสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ แต่เมื่อใดที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ และยังมีไขมันในเลือดอีกตัวหนึ่งคือ ไตรกลีเซอไรด์ ที่มีผลเสียต่อสุขภาพของหลอดเลือดแดงเช่นกัน ซึ่งไม่ควรมีเกิน 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากนี้ยังต้องตรวจสัดส่วนของไขมันชนิดดี HDL (high density lipoprotein) ซึ่งมีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ดังนั้นยิ่งมีมากยิ่งดีต่อร่างกาย และ LDL (low density lipoprotein) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลว จะฝังตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือด ดังนั้นจึงควรจะมีไม่เกิน 80-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทั้งนี้การควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้สูงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดแข็งตัวได้

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารัก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาตรวจสอบตัวเลขที่มีผลต่อสุขภาพ จะได้รู้ทันโรคภัยไข้เจ็บก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้ มาเริ่มดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ต้นปีเพื่อเป็นของขวัญรับปีใหม่ที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครต้องการทำบุญช่วยเหลือเด็กยากไร้ผู้ป่วยมะเร็ง ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอชวนร่วมบริจาคได้ที่ บช.ออมทรัพย์ SCB สาขาอ่อนนุช 133-2-08742-3 แนบหลักฐานการโอนเงินทางโทรสาร 02-7203323 เพื่อจะได้จัดส่งใบเสร็จรับเงินซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปีใหม่นี้ร่วมปาร์ตี้อย่างไรให้สุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 25, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462223

Life & Health : ปีใหม่นี้ร่วมปาร์ตี้อย่างไรให้สุขภาพดี

Life & Health : ปีใหม่นี้ร่วมปาร์ตี้อย่างไรให้สุขภาพดี

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีๆหนึ่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวฤดูกาลของงานเฉลิมฉลองกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เสน่ห์มนต์ขลังที่ตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศของความสุข สนุกสนานและเสียงดนตรีในงานปาร์ตี้คริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่เข้าคิวกันมาให้ได้กิน ดื่ม เที่ยวแบบเต็มพิกัด ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน ลูกค้า หรือกับครอบครัว ญาติพี่น้อง เชื่อว่าในงานเลี้ยงปาร์ตี้ย่อมมีอาหารหลากหลายมากมายให้เราได้รับประทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญ จนยากแก่การห้ามใจในการควบคุมแน่นอน

หลังจากคุณเพลิดเพลินกับอาหารคาว หวาน ขนม เครื่องดื่มต่างๆ จนลืมไปว่าได้กินอะไรไปบ้างแล้ว หรืออดใจไม่ไหวกับอาหารหลากชนิดกระทั่งรับประทานมากเกินกว่าปกติ ประกอบกับช่วงนี้มีคนนำกระเช้าของขวัญขนมเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมหวานต่างๆ มามอบเป็นของขวัญให้แก่กัน หลายคนจึงมักมีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นรอบเอวขยาย น้ำตาลในเลือดสูงเกิน ฯลฯ ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า เคล็ดลับง่ายๆ ที่ให้ช่วยให้ไปร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ปีใหม่อย่างมีความสุข และไม่บั่นทอนสุขภาพมาฝากกันดังนี้

รองท้องก่อนไปงาน หลายคนมักชอบอดอาหารก่อนไปงานเลี้ยง หรือปล่อยให้ตัวเองหิวมาก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่งผลให้คุณหิวจนขาดสติ อยากรับประทานทุกอย่างโดยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ทางที่ดีคุณควรรับประทานอาหารรองท้องก่อนไปบ้าง เพื่อไม่ให้หิวและยังช่วยลดปริมาณการรับประทานอาหารในงานเลี้ยงลงได้ ทั้งนี้อาหารที่ควรรองท้องไปก่อน เช่น สลัดผัก ผลไม้ที่ไม่หวาน น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ตปราศจากน้ำตาล เมื่อไปถึงงานปาร์ตี้ก็จะได้ไม่หิวจนตาลาย กระหน่ำกินมากเกิน

เลือกตักผัก ผลไม้ ธัญพืชเป็นหลัก อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าผักผลไม้เป็นแหล่งรวมของวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยลดการดูดซึมของไขมันและน้ำตาลได้ดี รวมทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในผักผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย คุณจึงควรตักอาหารจำพวกผักสีสันต่างๆ ให้หลากหลาย ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีในจานอาหาร หรือเลือกนำเอาผักต่างๆ มารับประทานคู่กับเมนูโปรด ขณะเดียวกันควรเปลี่ยนจากขนมเค้กและของหวานมาเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่แอปเปิ้ล ฯลฯ จะดีกว่า เพราะนอกจากจะทำให้อิ่มแล้ว เรายังได้รับประโยชน์จากผัก ผลไม้สีสันต่างๆ อย่างเต็มที่อีกด้วย

เน้นอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อภายในร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อมัดใหม่ๆ การหันมาเน้นรับประทานโปรตีนมากขึ้น มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยยับยั้งความอยากอาหาร แต่ต้องเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีปริมาณกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการมากพอ และมีไขมันต่ำ เช่น ปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้  หรืออาจจะมาจากธัญพืชประเภทถั่วต่างๆ ให้หลากหลาย ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูปต่างๆ ที่เติมเกลือ และควรปรุงด้วยวิธีนึ่ง ย่าง อบ หรือต้มแทนวิธีปรุงที่ต้องใช้น้ำมัน

แบ่งขนาดให้เล็กลง หากคุณเป็นคนที่ชอบตักอาหารแบบไม่ได้คิดอะไร พอตักไปตักมา รู้ตัวอีกทีก็เต็มจานแล้ว ลองหันมาเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีขนาดเล็กลงถือเป็นการควบคุมปริมาณอาหารและช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองรับประทานอาหารมากจนเกินไป นอกจากนี้คุณควรเลือกที่จะตักอาหารแต่ละอย่างที่ต้องการรับประทานทีละน้อยๆ และตัดแบ่งอาหารในจานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอดีคำ เพื่อเพิ่มจำนวนคำที่จะรับประทาน จะช่วยให้คุณควรรับประทานแต่พออิ่มและจำกัดปริมาณการรับประทานของตัวเอง

ใจเย็นๆ เคี้ยวช้าๆ ลองปรับเวลาในการเคี้ยวอาหารให้ช้าๆ ใช้เวลาในการรับประทานอาหารแต่ละคำให้นานขึ้น โดยคุณควรพูดคุยกับคนอื่นบ้างอย่าก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะการเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียดนั้น นอกจากจะช่วยให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนักและได้ลิ้มรสชาติอาหารจานนั้นอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยให้เราอยากรับประทานอาหารน้อยลงและทำให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย เนื่องจากสมองต้องการเวลาอย่างน้อย 15-20 นาที ในการส่งสัญญาณเพื่อบอกว่าอิ่มแล้ว

เลือกเครื่องดื่มอย่างมีสติ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวานเป็นแหล่งให้พลังงานสูงแบบที่เรามักลืมนึกถึง แถมยังมีน้ำตาลส่วนเกินแฝงในปริมาณมาก ทำให้อ้วนลงพุงมากขึ้น เบียร์หรือน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง ให้พลังงานเกือบเท่าข้าว 1 ถ้วย ลองนึกดูว่า หากคุณดื่มเพลินๆ สัก 3-4 กระป๋อง ก็จะได้พลังงานเทียบเท่าข้าวขาหมู 1 จาน ได้เลยทีเดียว เมื่อทราบอย่างนี้ลองตั้งเป้าไว้ว่าตลอดช่วงเทศกาล จะดื่มแต่น้ำเปล่า หรือจะเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี เช่น ชาเขียว หรือเครื่องดื่มสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาลก็จะดีกว่าดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะไม่เมาและไม่อ้วนแล้ว ยังช่วยลดพลังงานส่วนเกินที่มาจากเครื่องดื่มต่างๆ ไปได้มากเลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าปาร์ตี้แล้ว อย่าเน้นแต่รับประทานอย่างเดียว คุณควรเพิ่มการเผาผลาญพลังงานด้วยการเดินไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอื่นๆ พร้อมหามุมถ่ายรูปกับบรรยากาศชิลๆ ไปด้วยกัน หรือจะลองหากิจกรรมนันทนาการเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และความสนุกในงานอย่างเช่น การเต้นรำ การเล่นเก้าอี้ดนตรี ร้องคาราโอเกะไปเต้นไป รวมถึงควรลุกขึ้นออกสเต็ปโยกย้ายส่ายสะโพกไปกับเสียงเพลงมันๆ ร่าเริงให้เต็มที่
เรียกว่าได้ทั้งความสนุก ได้ทั้งออกกำลังกาย และคลายเครียดไปในตัว เพียงเท่านี้คุณก็ฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ได้อย่างมีความสุขพร้อมรับปีใหม่ด้วยการมีสุขภาพดี

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผอ.รพ.ราชวิถี ชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิรพ.ราชวิถี” สามารถบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิรพ.ราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 SCBสาขาโรงพยาบาลราชวิถี สอบถาม 02-3547997-9หรือ www.rajavithifoundation.com

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เริ่มชีวิตบาลานซ์…รับปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 20, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460816

LIFE&HEALTH : เริ่มชีวิตบาลานซ์…รับปีใหม่

LIFE&HEALTH : เริ่มชีวิตบาลานซ์…รับปีใหม่

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การรับมือกับโลกในยุคดิจิทัลที่อะไรๆ

ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีการบริหารชีวิตและเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับสิ่งรอบตัวที่ดูเหมือนว่า มีความสำคัญเท่าๆกันไปหมดทุกเรื่อง อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก หลายคนจึงมีปัญหากับการจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละวันให้ลงตัวและมักทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง

รู้อย่างนี้แล้ว…ลองเช็คตัวเองดูกันหน่อยดีไหมว่าทุกวันนี้คุณทำงานเยอะเกินไปหรือเปล่า มีเวลาให้งานมากกว่าครอบครัวเพื่อนฝูง หรือตัวเองน้อยเกินไปหรือไม่ หากคำตอบคือ “ใช่” ถึงเวลาปฏิวัติตัวเองกันใหม่ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance) กันแล้ว

ข้อมูลจาก ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์ เปิดเผยว่า กุญแจสำคัญของ Work Life Balance คือการรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละด้านอย่างเหมาะสมพร้อมผสมผสานทุกๆ หน้าที่ และความต้องการของตัวเองได้อย่างลงตัว ส่วนเทคนิคการบาลานซ์ชีวิตดีๆ เพื่อรับปีใหม่มีดังนี้

1.จัดลำดับความสำคัญ ในหนึ่งวันที่มีเรื่องราวมากมาย ถ้าเราไม่รู้จักลำดับความสำคัญ อะไรๆ คงตีกันวุ่นไปหมด การจัดลำดับความสำคัญของงานหรือกิจกรรมในแต่ละวัน ช่วยให้เราจัดลำดับงานก่อนหลังได้อย่างถูกต้องคุณควรแยกแยะเรื่องด่วนและเรื่องสำคัญออกจากกัน แล้วเลือกจัดการสิ่งที่สำคัญที่สุดให้เสร็จสิ้นเป็นลำดับแรก ส่วนงานใดที่รอได้ไม่ต้องใช้สมองและเวลามากนัก ก็ค่อยทำภายหลัง คุณก็จะเห็นภาพรวมของเวลา สิ่งที่ต้องทำและความสำคัญของแต่ละกิจกรรมได้ชัดเจนขึ้น แถมบางครั้งยังสามารถส่งงานต่อให้คนอื่นทำแทนได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ถ้าให้ดีหากเราสามารถรู้แผนงานทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือนได้
ก็จะช่วยจัดลำดับการทำงานในแต่ละวันให้สอดคล้องกันดียิ่งขึ้น

2.บริหารเวลา ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แต่จะจัดสรรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนจึงมักทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน โดยขาดการวางแผนและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เสียเวลาไปกับการทำงานเยอะมากแต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม หรือไม่ประสบผลสำเร็จและสุดท้ายมักจบลงด้วยการทำงานล่วงเวลาหรือต้องแบกงานกลับไปทำที่บ้าน กระทั่งเบียดเบียนเวลาสำหรับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวที่มีน้อยอยู่แล้วให้ยิ่งน้อยลงไปอีก ตรงกันข้ามหากเรารู้จักบริหารเวลาให้ดีและมีประสิทธิภาพ เราจะพบว่าในวันหนึ่งๆ เรามีเวลามากพอจะจัดสรรให้กับเรื่องอื่นนอกเหนือจากการทำงานได้อีกด้วย

3.สุขภาพต้องใส่ใจ คนส่วนใหญ่มักจะละเลยการดูแลรักษาสุขภาพ เพราะมีเวลาที่จำกัดและเร่งรีบ กระทั่งเกิดผลเสียต่อสุขภาพและอาจเกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน เริ่มจากตื่นนอนให้เช้าขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่รีบเร่ง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และยังได้ออกกำลังกายเบาๆ ยามเช้าไม่ว่าจะไปจ๊อกกิ้งหรือเล่นโยคะอยู่ที่บ้าน รวมถึงยังไม่ต้องหงุดหงิดกับสภาพการจราจรที่ติดขัด จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า จิตใจปลอดโปร่ง พร้อมลุยภารกิจต่างๆ ได้ทั้งวันอย่างเต็มที่

4.หมั่นพักเบรกระหว่างวัน ถือเป็นวิธีช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดีเพราะการนั่งแช่อยู่กับงานเป็นเวลานานๆไม่ไปไหนเลยนั้นทำให้เสียสุขภาพได้ การหยุดระหว่างวันอาจเริ่มจากสิ่งง่ายๆ เช่น การเดินไปพบกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อแจ้งเรื่องที่ต้องการแทนการส่งอีเมล หรือการเดินเอาเอกสารไปให้ถึงโต๊ะ แทนการใช้บริการจดหมายเวียนภายใน หรือลุกไปชงกาแฟ เข้าห้องน้ำ รวมถึงหลับตาพักสักครู่ แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่ช่วยลดความตึงเครียดในการทำงาน และยังช่วยเปลี่ยนอิริยาบถได้บ้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักได้ขยับสายตา แถมยังช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5.ใส่ใจครอบครัวอยู่เสมอ การได้ดูแลคนที่เรารักนั้นสำคัญและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะความรัก ความเข้าใจ กำลังใจที่มีให้กันและกันของสมาชิกในครอบครัวไม่อาจชดเชยได้ด้วยเงินที่เราหามาได้ดังนั้นเมื่อมีเวลามากขึ้นจากการบริหารงานได้ดีแล้ว แน่นอนว่า เรื่องครอบครัวเองก็เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณไม่ควรละเลย เริ่มจากการทำกิจกรรมกับครอบครัวง่ายๆ เช่น นั่งทานข้าวด้วยกัน พากันไปเที่ยวบ้าง ไปวัดทำบุญ หรือหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน แค่นี้ครอบครัวก็มีความสุขขึ้นมาแล้ว

6.ชีวิตไม่ได้มีแต่งาน เพียงแค่เลือกทำในสิ่งที่ชอบหรือสนใจ แล้วออกไปลุย เช่น เรียนทำอาหาร ฝึกจัดดอกไม้ เล่นโยคะ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ถือเป็นการช่วยเปิดประสบการณ์และช่วยเยียวยาใจของคุณให้มีความสุขและฟื้นฟูจากความเครียดได้ดีเยี่ยม เพราะนอกจากคุณจะสนุกกับกิจกรรมในบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว การออกไปพบเจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ก็อาจช่วยเสริมพลังใจให้คุณพร้อมกลับมาทำงานได้เต็มที่ขึ้นด้วย

แม้ว่างานจะเป็นสิ่งที่รักและช่วยให้คุณไปถึงจุดหมายปลายทางที่วางไว้ได้ แต่เราก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำแต่งาน หากคุณไม่รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงานล่ะก็…ต่อให้แม้จะประสบความสำเร็จและมีเงินทองมากมายเพียงใดคุณก็ไม่สามารถซื้อเวลา ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนฝูงและสุขภาพที่ดีให้คืนมาได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะสตาร์ทชีวิตให้บาลานซ์รับปีใหม่กันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!!!

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ความรักที่ทำร้ายลูกน้อย

Published December 19, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/459330

LIFE&HEALTH : ความรักที่ทำร้ายลูกน้อย

LIFE&HEALTH : ความรักที่ทำร้ายลูกน้อย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ความรัก” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า โดยเฉพาะเด็กๆ การได้รับการเลี้ยงดูการแสดงออกถึงความรัก ความปรารถนาดี และความเอาใจใส่จากพ่อแม่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการวางรากฐานในการพัฒนาการเด็กในทุกๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติ ความเป็นตัวของตัวเอง ตลอดทุกช่วงวัย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า บางครั้งการมอบความรักจนเกินพอดีหรือด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็อาจเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเขาอาจไม่เข้าใจคุณค่าของความรักและกลายเป็นเด็กไม่น่ารักสำหรับใครๆ พ่อแม่จึงควรรักให้เป็นและแสดงออกอย่างเหมาะสม ลองตรวจสอบกันดูหน่อยไหม ว่าคุณเป็นพ่อแม่ประเภทไหน เข้าข่ายทำร้ายลูกหรือไม่

1.รักและปกป้องมากเกินไปการให้ความรัก ปกป้องประคบประหงมลูกมากเกินไปเหมือนไข่ในหิน ไม่กล้าปล่อยให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะเกรงว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกทำผิด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง หรือเมื่อมีปัญหาใดๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที จะทำให้ลูกไม่มีโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเองไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ขาดความมั่นใจจนกลายเป็นเด็กขี้กลัว เพราะไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเลย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีลักษณะเหมือนเด็กคือเลี้ยงเท่าไรก็ไม่รู้จักโต ขาดภาวะผู้นำ

2.ตามใจทุกอย่าง พ่อแม่รักลูกมากมักจะตามใจลูกทุกอย่าง โดยเฉพาะทางวัตถุ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาแพง หรือหามาด้วยความยากลำบากแค่ไหน ถ้าเพื่อลูกพ่อแม่ยอมได้ทุกอย่าง ทำให้ลูกไม่เคยรู้สึกผิดหวังเพราะได้รับทุกอย่างที่ตนเองต้องการมาตลอด ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในสิ่งที่ยังไม่ควรจะได้ในเวลานั้น ไม่รู้จักความอดทนรอคอยในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ส่งผลถึงให้ลูกเจริญเติบโตมาแบบการแพ้ไม่เป็น ผิดหวังไม่ได้ และมีปัญหาในการปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น หากเมื่อลูกเติบโตแม้ได้รับความผิดหวังหรือแพ้ในภาวะปกติของการดำเนินชีวิต จะทำให้ลูกรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างรุนแรง เพราะไม่เคยถูกฝึกเรื่องการแพ้หรือผิดหวังในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก ลูกอาจแสดออกด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น

3.เข้าข้างลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร พ่อแม่ก็มักออกโรงปกป้องอย่างเต็มที่โดยไม่ฟังเหตุผลว่าลูกผิดหรือไม่ผิด พร้อมกับคิดอยู่เสมอว่า“ลูกฉันไม่ผิด” แม้ว่าลูกทำผิดมาก็มักเลือกที่จะโทษคนอื่นมากกว่า จนลูกจะกลายเป็นเด็กแพ้ไม่ได้ ผิดไม่เป็น พฤติกรรมก้าวร้าว หลงตัวเอง และรู้สึกว่าตนเองดีกว่าคนอื่นเสมอ เป็นคนชอบดูถูกคนอื่น ไม่ยอมรับว่าเป็นคนสร้างปัญหา เป็นนักเลง เมื่อเวลาทำผิดพลาดก็ไม่คิดว่าตัวเองผิดแต่กลับไปโทษคนอื่น

4.ทดแทนสิ่งที่ขาดหาย พ่อแม่บางคนต้องการทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปในช่วงวัยเด็กของตัวเองซึ่งอาจจะเกิดจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีอดมื้อกินมื้อ ไม่มีของเล่นเหมือนเด็กคนอื่น มีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน เมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยให้กับลูกตลอด โดยให้ลูกกินอาหารดีๆ ที่มากเกินไป จนลูกเป็นโรคอ้วนหรือซื้อของเล่นทุกอย่างที่พ่อแม่อยากได้ตอนเด็กๆ มาให้ลูกจนลูกมีของเล่นที่มากเกินจำเป็น พ่อแม่บางคนก็เอาความฝันของตัวเองที่ทำไม่สำเร็จ หรืออยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำไปยัดเยียดไว้ที่ลูก โดยลืมไปว่าลูกก็มีชีวิต มีความฝันของเขาเอง ตกลง พ่อแม่รักลูกหรือรักตัวเองกันแน่?

5.รักแบบลำเอียง เมื่อพ่อแม่มีลูกหลายคนและแสดงออกด้วยการรักลูกไม่เท่ากัน เช่น รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักลูกที่เรียนเก่งมากกว่า ไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ลูกคนกลาง เป็นต้น เมื่อพ่อแม่มีความรักที่ลำเอียงจะส่งผลร้ายต่อลูกที่ไม่ได้รับความรักเท่าเทียมกับพี่น้องคนอื่นๆ จนอาจกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยเก็บกด ขี้น้อยใจ เจ้าคิดเจ้าแค้น และไม่มีความรักความเมตตาต่อพี่น้องคนอื่น เมื่อโตขึ้นเขากลายเป็นคนขี้อิจฉา ขี้หึง หวาดระแวง ทิฐิสูง มีนิสัยชอบแข่งขันเอาชนะชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น จนทำให้ตัวเองและคนรอบๆ ข้างขาดความสุข พี่น้องไม่รักและสามัคคีกัน

6.ไม่เคารพการตัดสินใจของลูก โดยพยายามขีดเส้นให้ลูกเดิน พ่อแม่ที่มักจะคอยกำกับลูกอยู่เสมอ โดยไม่ยืดหยุ่นหรือผ่อนปรน ไม่เปิดใจรับมุมมองที่แตกต่างของลูก ไม่ให้โอกาสในการลองผิดลองถูกไม่เปิดโอกาสให้ลูกใด้กล้าคิดหรือทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันของตนเอง ไม่ให้โอกาสลูกตัดสินใจเองแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าลูกจะดูหนัง ฟังเพลงคบเพื่อน หรือทำอะไรก็ตาม พ่อแม่ก็เลือกให้ทุกอย่างโดยเชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้คือสิ่งดีที่สุดสำหรับลูกแล้ว จะทำให้ลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง มีความอึดอัดและมีปมด้อย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นและความพยายามในการทำให้พ่อแม่พึงพอใจ สุดท้ายจะนำไปสู่การโกหกและหลีกหนี

7.ไม่แสดงออกเรื่องของความรักที่พ่อแม่มีให้ลูกรับรู้พ่อแม่บางคนไม่เคยพูดบอกคำว่า “รักลูก” และ “ภาคภูมิใจ” ในตัวลูกเลย ไม่เคยโอบกอดหรือแสดงออกว่าเชื่อมั่นในตัวลูก เพราะกลัวว่าลูกจะเหลิง อยากให้ลูกเป็นคนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ลูกจะรับรู้ว่าเขาไม่เป็นที่รักของใครเลยแม้แต่พ่อแม่ ทำให้ลูกขาดโอกาสที่จะมีความรู้สึกถึงความมั่นคงทางอารมณ์และรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำความดีไปเพื่อใคร เพราะทำไปก็ไม่มีใครชื่นชม โตขึ้นลูกจะแสดงความรักต่อผู้อื่นไม่เป็น

แม้การแสดงออกถึงความรักในการเลี้ยงดูและอบรมลูกรักจะเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางจิตใจอารมณ์ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่พ่อแม่ให้ความรักมากเกินพอดีจนเขาสำลักความรัก ลูกก็จะอ่อนแอในการใช้ชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ควรรักลูกอย่างพอเหมาะ ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป ก็จะทำให้เขามีสุขภาพกายและใจที่ดี เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

 

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : น้ำมันปลา..ประโยชน์และข้อควรระวัง

Published December 16, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457975

LIFE&HEALTH : น้ำมันปลา..ประโยชน์และข้อควรระวัง

LIFE&HEALTH : น้ำมันปลา..ประโยชน์และข้อควรระวัง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรงใครๆ ก็ต่างหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ต้องดูแลเพื่อให้เกิดความสมดุล หลายๆ คนจึงพยายามสรรหาสิ่งดีๆ ให้แก่ร่างกาย

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยาคงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และกรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบันการเลือกรับประทานไขมันที่ดีเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ หนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของไขมันที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพก็คือ “น้ำมันปลา” เนื่องจากน้ำมันปลามี “กรดไขมันโอเมก้า 3” เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความจำเป็นต่อร่างกายซึ่งจะได้รับจากอาหารเท่านั้น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ หากคุณอยากรู้ว่าน้ำมันปลา ดีกับสุขภาพอย่างไร เรามาค้นหาข้อมูลประโยชน์ของน้ำมันปลากัน

รู้จักน้ำมันปลา

น้ำมันปลา (Fish Oil) คือน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว เช่น ปลาแซลมอนปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์ และปลาแมคเคอเรล ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ชื่อว่าโอเมก้า 3 จากปลา ประกอบไปด้วยกรดไขมันสำคัญ 2 ชนิด คือ อีพีเอ (EPA หรือ Eicosapentaenoic Acid) และดีเอชเอ (DHA หรือ Docosahexaenoic Acid) ซึ่งกรดไขมันทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสายตาและสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันมะเร็งลดการอักเสบในร่างกาย รวมทั้งโรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงหันมาสนใจและให้ความสำคัญในการรับประทานปลามากยิ่งขึ้น

น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลาเหมือนกันหรือไม่

น้ำมันทั้ง 2 ชนิด แม้จะมาจากปลาเช่นเดียวกัน แต่องค์ประกอบต่างกัน โดยทั้งสองชนิดต่างเป็นแหล่งที่ดีของ EPA และ DHA แต่น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดได้จากตับของปลาคอด แต่จะมีปริมาณวิตามินเอและวิตามินดีสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ขาดและต้องเสริมวิตามินดังกล่าว วิตามินดีช่วยการดูดซึมแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูก วิตามินเอ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวหนังและดวงตาไม่ให้ถูกทำลายจากมลพิษ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันตับปลาที่ผลิตจากปลาชนิดอื่นอาจไม่มีกรดโอเมก้า 3 และวิตามินดีจึงควรพิจารณาถึงแหล่งที่มาของน้ำมันตับปลาและปริมาณของวิตามินเอ ซึ่งหากได้รับมากเกินไปอาจเป็นพิษต่อตับ กระดูก และทารกในครรภ์ได้

ประโยชน์ของน้ำมันปลาต่อสุขภาพ

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ได้จากน้ำมันปลามีผลกับสุขภาพในหลายๆ ด้านหากรับประทานในปริมาณที่เพียงพอ อาทิ

ระบบหลอดเลือดหัวใจความดันโลหิตและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง รวมทั้งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันลดลง โดยที่น้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติแต่อย่างใด กรด EPA ยังช่วยลดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ

ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ มักใช้ในปริมาณสูง 3,000-3,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ 20-50%ที่สำคัญ คือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย สามารถใช้ร่วมกับยาในการลดระดับไขมันในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงได้

ลดอาการอักเสบของโรคข้อกรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลาจะช่วยลดอาการของโรคข้อเสื่อมปวดข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจาก EPA สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมข้อ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้

เสริมการทำงานของเซลล์สมองป้องกันสมองเสื่อม การรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ในระยะต้นได้เพราะ DHA ช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองอันเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ

นอกจากนี้น้ำมันปลายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดอาการซึมเศร้าและโรคสมาธิสั้นในเด็ก ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องฉายแสง เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัดจะต้องใช้ปริมาณที่สูงขึ้นช่วยให้การรักษาเคมีบำบัดดีขึ้นและลดผลข้างเคียงทางเคมีบำบัด ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง อีกทั้งยังช่วยเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย

เห็นคุณประโยชน์ของน้ำมันปลากันแล้ว ก็อย่าลืมบริโภคปลาทะเลให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ถ้าจะให้ดีก็ควรหลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันท่วม ซึ่งทำให้สูญเสียปริมาณน้ำมันปลาในอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าใครไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดในการรับประทานปลาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้ำมันปลาก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่จะมาช่วยในการดูแลสุขภาพได้

ข้อมูลการวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า ยังไม่มีปริมาณสูงสุดในการบริโภคโอเมก้า 3 อย่างไรก็ตาม National Institute of Health และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าไม่ควรรับประทาน DHA และ EPA เกินวันละ 3 กรัม หลายองค์กรแนะนำให้รับประทานน้ำมันปลาที่มีส่วนประกอบของ EPA และ DHA รวมกันปริมาณ 250-500 มิลลิกรัม และไม่ควรรับประทานน้ำมันปลาในปริมาณมากเกินไปโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายและทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงได้ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก เช่น ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารผู้ที่ดื่มสุรามากๆ หรือผู้ที่รับประทานยาจำพวกแอสไพริน วาร์ฟารีน หรือยาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติลดการแข็งตัวของเลือด อาจจะต้องรับประทานน้ำมันปลาอย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ก่อน

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูกหลักร่วมกับการเลือกอาหารที่มีน้ำมันปลาและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม..ห่างวัยทอง

Published December 14, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456445

Life & Health : ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม..ห่างวัยทอง

Life & Health : ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม..ห่างวัยทอง

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกสิ่งล้วนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ร่างกายของคนเราก็เช่นกันที่เสื่อมตามอายุ ปัจจุบันสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัยที่มีโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่นาน เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสังคมไทย

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า ด้วยเทคโนโลยีด้านสุขภาพดีขึ้นประกอบกับการรู้เท่าทันและรับมืออย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผู้สูงวัยทั้งหลายสตรองและสมาร์ทกว่าอายุจริง มารู้จักกับวิธีฟิตที่จะช่วยเฟิร์มร่างกายและจิตใจให้เสื่อมช้าลงกันเลย

สมองและระบบประสาท เนื่องจากขนาดของสมองและเซลล์ประสาทเชื่อมโยงมีจำนวนลดลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการสั่งงานของสมองต่ำ ส่งผลให้ความสามารถในการคิด สมาธิและความจำถดถอย สมาธิเริ่มสั้นลง การตัดสินใจช้า และมักหลงลืมง่าย นอกจากนี้การตายและฝ่อของระบบเซลล์ประสาทเป็นอย่างมากยังเป็นผลให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า และการรับกลิ่น รสชาติลดลงไป เป็นต้น

เตรียมพร้อมรับมือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบมื้อครบหมู่ ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน ไขมันเกลือแร่ วิตามิน ฯลฯ สารอาหารเหล่านี้จะถูกสมองนำไปใช้งานตลอด หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เช่น ธาตุเหล็กและวิตามินบี สารสกัดจากใบแปะก๊วย เพื่อบำรุงสุขภาพสมอง รวมถึงหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ที่สำคัญไม่ควรปล่อยสมองให้อยู่นิ่ง ควรมีกิจกรรมให้สมองได้ทำงานบ่อยๆ เช่น การคิดเลข การต่อจิ๊กซอว์ เป็นต้น

ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน การเผาผลาญในร่างกายช้าลง อาจทำให้ไขมันในเลือดสูงและทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ประกอบกับบางคนมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคอ้วน รวมทั้งผู้ที่ไม่ออกกำลังกายสูบบุหรี่และความเครียด ต่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผนังหลอดเลือดหนาตัวและมีความยืดหยุ่นน้อยลง เมื่อเลือดไหลผ่านไม่สะดวกหรือเกิดการอุดตัน จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดและภาวะหัวใจวายได้

เตรียมพร้อมรับมือ พยายามลดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง อาหารทะเล กะทิ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักสด ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีรวมทั้งเนื้อสัตว์ย่อยง่าย เช่น ปลาซึ่งมีโอเมก้า 3 หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้ำมันปลา ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น

กระดูก เมื่ออายุย่างเข้าเลข 3 ร่างกายเราจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าการรั่วสลายที่เกิดขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายน้อยลง ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจึงมีมวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว กระดูกจึงเปราะบางและหักได้ง่ายๆ ทั้งที่หกล้มเพียงเล็กๆ น้อยๆ หรือกระแทกเบาๆ ดังนั้นผู้หญิงจึงมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย

เตรียมพร้อมรับมือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมไขมันต่ำ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว กุ้งแห้ง กะปิ หรือกินแคลเซียมเม็ดเสริม พร้อมกับต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การวิ่ง การเดินเพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูกและช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รวมถึงการได้รับแสงแดดวันละ 10-15 นาที ก็จะช่วยให้สร้างวิตามินดีได้ตามที่ร่างกายต้องการ

กล้ามเนื้อและข้อต่อ เมื่อฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่าเอสโตรเจนลดลง จะส่งผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัว จึงเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า นอกจากนั้นในวัยนี้ยังมักจะเป็นโรคข้อเสื่อมกันมากขึ้น เนื่องจากการเสื่อมและสึกกร่อนของผิวกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่าที่เกิดการเสียดสีกันจนอักเสบและรู้สึกเจ็บปวดบริเวณนั้นๆ ซึ่งจะมีอาการข้อขัด ฝืด ตึง มีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับเข่า งอเข่าได้น้อยลง หรือเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

เตรียมพร้อมรับมือ นอกจากรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารประเภทโปรตีนเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ควรหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยการนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ข้อเข่า ควบคู่ไปกับรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี และหลีกเลี่ยงท่าทางที่จะทำให้ข้อต้องออกแรงรับมากๆ เช่น นั่งยองๆนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ

อารมณ์และจิตใจ บางครั้งคนวัยนี้ อาการทางด้านอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่าย ขี้น้อยใจ อารมณ์แปรปรวนง่ายหรือบางคนไม่อาจยอมรับสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยในด้านต่างๆ ได้กลายมาเป็นความกังวล เครียด จนทำให้เสียสุขภาพจิตทั้งต่อตนเองและต่อผู้ที่อยู่รอบข้าง

วิธีรับมือ หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ หัดยิ้มและมีอารมณ์ขัน ฝึกมองโลกในทางบวก รวมทั้งรู้จักที่จะเลือกคิดและหัดปล่อยวางเสียบ้าง ขณะเดียวกันควรหาวิธีผ่อนคลายให้ตัวเอง เช่น ทำงานอดิเรกที่ชอบ ออกไปท่องเที่ยว เข้าวัดฟังธรรมะ ก็ช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เพียงแค่รู้เท่าทันและหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ คุณก็จะสนุกและมีความสุขกับชีวิตได้ไม่ยากแบบห่างไกลวัยทอง

ผศ.(พิเศษ)ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคมะเร็งตับ…ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

Published December 12, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454976

LIFE&HEALTH : โรคมะเร็งตับ...ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

LIFE&HEALTH : โรคมะเร็งตับ…ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันโรคมะเร็ง ถือว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย“มะเร็งตับ” เป็นโรคที่มีความสำคัญที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มากที่สุดอีกโรค ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 8 ราย โดยมีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอดมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก จากสถิติมะเร็งตับ คือการตายอันดับ 1 พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับที่ 3 ของเพศหญิง

ข้อมูลจาก นายแพทย์กนกพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ นายแพทย์ชำนาญการ งานโรคทางเดินอาหาร โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกำจัดสารพิษและของเสีย ผลิตน้ำดีในการย่อยอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สร้างและเก็บสะสมแป้งและไขมันเพื่อเป็นพลังงาน รักษาสมดุลในร่างกาย ดังนั้น เมื่อเซลล์บริเวณตับมีลักษณะหรือการทำงานผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งมักเกิดจากการที่ตับอักเสบพัฒนาอักเสบพัฒนาไปเป็นตับแข็งและเซลล์ตับแข็งพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแพร่กระจาย และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคมะเร็งตับ ซึ่งเป็นระยะที่ยากต่อการรักษา

สาเหตุของมะเร็งตับ เกิดจากภาวะตับแข็งที่มาจากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังทั้งบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์ ไขมันเกาะตับโรคเบาหวาน โรคอ้วน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ โดยโรคมะเร็งตับมักไม่มีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกในระยะแรก จนพัฒนาถึงขั้นแสดงอาการจึงจะสังเกตได้ คือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุไม่อยากอาหาร รู้สึกอิ่มแม้รับประทานไปเพียงเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บช่องท้องส่วนบน โดยมักจะปวดบริเวณด้านขวา มีอาการบวมที่ช่องท้องหรือคลำพบก้อนใต้ชายโครงด้านขวา เนื่องจากตับโตเมื่อคลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายเนื่องจากม้ามโต ผิวหนังและตาเหลือง (ดีซ่าน) อุจจาระอาจมีสีซีดลง อ่อนแรงและเหนื่อยล้า อาการคันตามร่างกาย ไข้เรื้อรัง

การตรวจโรคมะเร็งตับ สามารถทำได้หลายวิธี คือ

l การตรวจเลือดเพื่อตรวจมะเร็งตับเป็นวิธีตรวจหาค่าโปรตีนที่ผลิตจากเนื้องอกตับ สามารถตรวจหามะเร็งตับในผู้ป่วยได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีค่ามะเร็งตับ (AFP)สูงกว่าปกติ

l การถ่ายภาพตับ การวินิจฉัยด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน (CT scan) หรือเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

l การเจาะชิ้นเนื้อตับ ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างจากก้อนที่สงสัยที่ตับเพื่อส่งตรวจเพิ่มเติมว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ ในกรณีที่ผลตรวจการถ่ายภาพและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ระบุแน่นอนแล้วว่าเป็นมะเร็งตับก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจอีก

การรักษาโรคมะเร็งตับ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ทำได้ โดยพิจารณาจากสุขภาพของผู้ป่วย ระยะของโรคมะเร็งตับ ขนาดของก้อนมะเร็ง จำนวนของก้อนมะเร็งค่าการทำงานของตับ โดยมีวิธีการรักษา ดังต่อไปนี้

l การผ่าตัด ในระยะเริ่มแรกเมื่อเนื้องอกยังมีขนาดเล็กและอยู่ในส่วนเล็กๆของตับ การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่มีมะเร็งออก หรือตัดตับบางส่วน

l การผ่าตัดเปลี่ยนตับ วิธีนี้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะเริ่มแรกที่มีเนื้องอกขนาดเล็กและมีจำนวนไม่มาก

l รังสีรักษา การรักษาด้วยการฉายรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซเรย์และโปรตอนตรงไปยังเซลล์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้องอกหดตัวเล็กลง

l เคมีบำบัด การให้ยารับประทานหรือฉีดยาฆ่าเซลล์มะเร็งไปยังหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง

l Ablative Therapy การฆ่าเซลล์มะเร็งโดยการฉีดสารเข้าไปที่เนื้อร้ายโดยตรง สารที่ใช้ฉีดอาจเป็นความร้อน เลเซอร์ กรด หรือแอลกอฮอล์ชนิดพิเศษ หรืออาจใช้คลื่นวิทยุก็ได้

l การให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง เป็นวิธีการใช้ยาเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ โดยเจาะจงกับเซลล์ที่มีความผิดปกติมากขึ้นกว่าการทำเคมีบำบัดทั่วไป

การป้องกันโรคมะเร็งตับ โดยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ โรคตับแข็งที่สัมพันธ์กับมะเร็งตับ การป้องกันมะเร็งตับจึงควรลดปัจจัยที่นำไปสู่โรคตับแข็งด้วย เช่น งดดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดปริมาณไขมันที่บริโภค และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซีการป้องกัน ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อเชื้อทั้ง 2 ชนิดจากผู้อื่น ทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดี เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซีไม่ใช้เข็มฉีดยา หรือเข็มที่ใช้สักลายตามร่างกายร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ มะเร็งตับไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ นอกจากการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้เป็นอย่างดี

สำหรับ รพ.ราชวิถี รักษาผู้ป่วยมะเร็งตับและมีผู้ป่วยมะเร็งที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องรักษาอาจต้องรอคิวการรักษายาวนานซึ่งการรอเพื่อรับการรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นปัญหาสำคัญ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหาย สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิ รพ.ราชวิถี” โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือสอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithifoundation.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลือกอาหารอะไรถ้าต้องการลดน้ำหนักระยะยาว

Published December 11, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453532

LIFE&HEALTH : เลือกอาหารอะไรถ้าต้องการลดน้ำหนักระยะยาว

LIFE&HEALTH : เลือกอาหารอะไรถ้าต้องการลดน้ำหนักระยะยาว

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ใกล้ช่วงสิ้นปีเริ่มจะมีงานเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไปเที่ยวสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง ในงานเลี้ยงต่างๆ ที่ขาดไม่ได้คือ อาหารที่มี เนื้อสัตว์มาก ไขมันสูง ขนมเค้ก ขนมหวานเครื่องดื่ม น้ำอัดลม ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการสูบบุหรี่และพักผ่อนน้อย เป็นที่มาของการอ่อนเพลียและสุขภาพเสื่อมโทรมลง ที่สำคัญคนส่วนใหญ่มักมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอย่างมากหลังเทศกาลดังกล่าว อาจเป็นที่มาของการมีน้ำหนักเกินจากเกณฑ์มาตรฐาน จนเกิด โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก ประกอบด้วย อ้วนลงพุง (ไขมันในช่องท้องมากเกิน) ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์สูง,เอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ และแอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง) ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถวางแผนการรับประทานอาหารด้วยการควบคุมน้ำหนัก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

ที่ผ่านมามีอาหารลดน้ำหนักเกิดขึ้นมากมายทุกปี แต่เมื่อพิจารณาถึงอาหารลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งงานวิจัยพบว่า เมื่อการวิจัยสิ้นสุด อาหารทั้งสองชนิดให้ผลเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลที่ลดลง

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ(สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า นักวิจัยนอกจากจะต้องการเปรียบเทียบอาหารไขมันต่ำและอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ(low carb) ยังต้องการศึกษาถึงพันธุกรรมและองค์ประกอบในร่างกายที่มีอิทธิพลต่อชนิดของอาหารที่คนเรารับประทาน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า ความแตกต่างของลำดับเบสของดีเอ็นเออาจจะบอกให้รู้ว่า บางคนอาจจะลดน้ำหนักได้ดีกับอาหารไขมันต่ำ การศึกษาอื่นที่รายงานออกมาชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ความไวต่ออินซูลินอาจจะใช้อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำได้ดีในการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัย DIETPITS (Diet Intervention Examing The FactorsInteracting with Treatment Success) เป็นการวิจัยในคนที่น้ำหนักเกินหรืออ้วนที่มีสุขภาพดี609 คน โดยอาสาสมัครที่อยู่ในโครงการได้ตลอดทั้งปีมีจำนวน 481 คน ในเดือนแรกให้ทุกคนปฏิบัติตัวตามปกติและ 8 สัปดาห์ถัดมา อาสาสมัครถูกแบ่งเป็น
2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำและลดการกินไขมันรวมลงวันละ 20 กรัม รวมทั้ง (2) กลุ่มที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและลดคาร์โบไฮเดรตลงเหลือวันละ 20 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มโยเกิร์ตมีคาร์บ 26 กรัม ดาร์กช็อกโกแลตแท่งมีไขมัน 21 กรัม ฉะนั้นถ้าอาสาสมัครคิดจะกินเพียงครึ่งเดียวก็ยากที่จะคงน้ำหนักตัวได้ในระยะยาว อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับคำแนะนำให้เติมไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตทีละน้อยอย่างช้าๆ จนกว่าจะถึงจุดที่สามารถคงน้ำหนักได้ตลอดไป โดยให้ปฏิบัติตัวดังนี้

● กินผักให้มากเท่าที่จะทำได้

● เลือกอาหารจากธรรมชาติที่มีสารอาหารสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป

● ทำอาหารกินเองที่บ้าน

● เลี่ยงไขมันทรานส์ อาหารที่เติมน้ำตาล และอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ทำจากแป้งขัดสี

ในการวิจัยครั้งนี้ไม่มีการนับแคลอรี และอาสาสมัครได้รับความรู้ในการคงน้ำหนัก 22 ครั้ง อาสาสมัครทุกคนสามารถติดต่อกับผู้ให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การตั้งเป้าหมาย การพัฒนาวินัยตัวเองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และการใช้ social support network ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปสู่พฤติกรรมการกินอย่างผิดๆ นอกจากนี้อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิคขนาดกลางสัปดาห์ละ 150 นาที

ผลการวิจัยพบว่ามีความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มน้อยมาก และอาสาสมัครกินอาหารลดลงจากเดิมวันละ 500-600 แคลอรีน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 12 ปอนด์ (5.4 กก.) ใน 1 ปี และพันธุกรรมไม่ได้ส่งผลแตกต่างกันในทั้ง 2 กลุ่ม สิ่งที่แตกต่างคือค่า LDL-c ลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำ และ ค่า HDL-c ในกลุ่มที่กินอาหารคาร์บต่ำมีค่าสูงกว่ากลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ย่อมให้ผลดีกว่าการใช้ fad diet ในการลดน้ำหนัก เพราะอาหารทั้ง 2 ชนิดนั้นในการวิจัยต่างก็เป็นอาหารสุขภาพ

อาหารที่ดีที่สุด คืออาหารที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีซึ่งเราควรจะมุ่งไปที่อาหารที่มีคุณภาพสูง อาหารจากธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่มาจากผัก ผลไม้ เลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูป ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ สำหรับคนส่วนใหญ่การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีย่อมหมายถึงการจัดการความเครียดที่ดีและการลดปัญหาการกินตามอารมณ์ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่ดีที่ไม่ช่วยในการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินแบบถาวร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพจะเปิดคอร์สอบรม “การลดน้ำหนักแบบบูรณาการสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ อาทิ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ นพ.เสฎฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ นพ.วชิระ คุณาธาทร รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี และ อ.ดร.สุเมธ คันชิง เป็นต้น ในวันที่ 23-24พ.ย. นี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 085-8250222

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

%d bloggers like this: