Life & Health

All posts tagged Life & Health

Life & Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

Published August 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/404146

Life&Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

Life&Health : ช่วยเพิ่มศักยภาพสมองได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่ากันว่า สมองของมนุษย์ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ เมื่อใช้นานวันเข้าก็ยิ่งทำงานช้าลงและมีการเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ของสมองชิ้นใหม่ได้ดังใจนึก บ่อยครั้งเราอาจมีพฤติกรรมที่ทำร้ายสมองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้โรคสมองเสื่อมเข้ามาใกล้เรามากยิ่งขึ้น เช่น การงดอาหารเช้าการบริโภคเกินพอดี การมีความเครียดตลอดเวลา เป็นต้น

การเริ่มต้นดูแลสมองของคุณด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบมื้อ ครบหมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินที่ทำให้จิตใจสบาย คลายความกังวล เสริมภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ด้วยการมองโลกในด้านบวก เพื่อช่วยหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ และสามารถเอาชนะความเครียดได้ดี ขณะเดียวกันควรให้สมองได้ผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ จัดสรรเวลาในการพักผ่อน เพื่อช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สดชื่น สดใส พร้อมกับมีกระบวนการคิดและจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ในงานประชุมวิชาการสัญจรของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยังมีความเข้าใจผิดว่าสมองของคนเราจะพัฒนาเฉพาะในช่วงวันเด็กแล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเรายังสามารถพัฒนาศักยภาพในการพัฒนาและเรียนรู้ได้ตลอดเวลาอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะเส้นใยของสมองนั้นสร้างใหม่ได้ในทุกวัน ซึ่งศักยภาพของสมองประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษา ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น และด้านการตัดสินใจ ดังนั้นการส่งเสริมศักยภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนยุคดิจิทัลนี้

วิธีที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองแบบ Brain exercise ด้านต่างๆ ทั้งด้านความจำ ด้านสมาธิในการจดจ่อ ด้านภาษาและด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น ทำได้ดังนี้

l ด้านความจำ ให้ลองฟังเพลงที่ไม่รู้จักแล้วหัดจำเนื้อเพลง หรือใช้มือที่ไม่ถนัดแปรงฟัน หรือแต่งตัวในที่มืด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระดับของอะซีทิสโคลีน (Acetylcholine) สารเคมีในสมองที่มีผลต่อการควบคุมความทรงจำและการเรียนรู้

l ด้านสมาธิในการจดจ่อ ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันหรือเปลี่ยนเส้นทางขับรถไปทำงาน หรือลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยปลุกเราจากความเคยชินเดิมๆ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานที่หลากหลายให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

l ด้านภาษา ลองอ่านหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์ในเนื้อหาอื่นๆ ที่เราไม่ได้สนใจอ่านเป็นประจำ จะได้รู้จักคำใหม่ๆ และได้ฝึกเชื่อมโยงความหมาย และความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน วิธีการนี้จะช่วยให้สมองของเรามีความสามารถในการจำแนก จดจำและเข้าใจคำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

l ด้านการวิเคราะห์สิ่งที่เห็น ฝึกได้โดยลองจำสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าสัก 5 ชิ้น และเมื่อเดินออกมาจากตรงนั้นให้ลองพยายามนึกถึงตำแหน่งของสิ่งของแต่ละชิ้นให้ได้ หรือถ้าง่ายไปก็ให้ลองทิ้งเวลาให้นานขึ้น และลองกลับไปนึกถึงตำแหน่งของสิ่งของต่างๆ อีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้เราบังคับสมองให้ฝึกความสนใจกับองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว

การดูแลสุขภาพสมองแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบทุกหมวดหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขอนามัยเป็นประจำ นอกจากนี้อาหารฟังก์ชั่น เป็นเทรนด์ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ

สมาคมนักกำหนดอาหารของสหรัฐอเมริกา (ADA) ให้นิยามอาหารฟังก์ชั่นไว้ว่า อาหารที่คงไว้ซึ่งส่วนประกอบเดิมตามธรรมชาติ หรืออาหารที่มีการเติมแต่งสารอาหารให้มากขึ้น เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ เมื่อบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในชีวิตประจำวัน ในปริมาณที่เพียงพอต่อสุขภาพ สำหรับอาหารฟังก์ชั่นที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง เช่น อาหารที่เป็นแหล่งของโพรไบโอติกส์ น้ำมันปลา ซุปไก่ เบอร์รี่ โสม และข้าวกล้องงอก เป็นต้น

น้ำมันปลา ในน้ำมันปลามี DHA หรือกรดไขมันชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มของสารโอเมก้า 3 ที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้งช่วยบำรุงสายตา แต่การบริโภคน้ำมันปลา นอกจากนี้ยังมี EPA สูงมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือดอีกด้วย

ซุปไก่ เป็นหนึ่งในอาหารฟังก์ชั่นที่ได้รับความนิยมมายาวนาน โดยเฉพาะในแถบเอเชียมีผลการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพสมอง โดยระบุว่าสาระสำคัญในซุปไก่สกัดคือ ไบโอเปปไทด์อะมิโนคอมเพล็กซ์ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากการทดลองพบว่า ซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิดตัดสินใจได้ดีขึ้น

โสม มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ สารจินเซนโนไซด์ ช่วยเสริมการทำงานของสารสื่อประสาท ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทของระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ปรับกระบวนการคิดและวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยคลายความปวดเมื่อย ซึ่งจะช่วยทำให้หลับสนิท

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานินนอกจากมีประโยชน์ด้านการบำรุงสายตาแล้ว มีการศึกษาวิจัยพบว่า ยังช่วยชะลอภาวะเสื่อมในผู้สูงอายุได้อีกด้วย ช่วยเรื่องความจำ และช่วยให้เซลล์สมองซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี

ข้าวกล้องงอก เป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเนื่องจากเป็นข้าวกล้องที่ต้องผ่านกระบวนการงอกตามปกติในข้าวกล้องจะมีสารอาหารจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นอาหารฟังก์ชั่นที่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองคือกาบา (GABA) ช่วยเพิ่มคลื่นสมองแบบอัลฟา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล บำรุงสมอง และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย

จะเห็นว่าการดูแลและเพิ่มศักยภาพสมองเป็นเรื่องไม่ได้ยากเกินไป เพียงแค่ใส่ใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เท่านี้เราก็จะมีสุขภาพสมองที่ดีต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Advertisements

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ…ต้อหิน

Published August 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/402601

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ...ต้อหิน

Life & Health : ตรวจสุขภาพตาห่างไกลภัยเงียบ…ต้อหิน

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“โรคต้อหิน” (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของขั้วประสาทตาที่มีเส้นใยประสาทนับล้านเส้นเกิดความเสียหาย
และความดันในลูกตาสูงผิดปกติ จนส่งผลทำลายเส้นใยประสาท ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการมองเห็นจากลูกตาไปยังสมองเพื่อทำการประมวลเป็นภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียลานตาและการมองเห็นได้

ข้อมูลจาก นพ.บุญส่ง วนิชเวชารุ่งเรืองนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านจักษุวิทยาฯโรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหินในประเทศไทย มีผู้ป่วยแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ใหญ่มากที่สำคัญ คือ มากกว่า 80% ของผู้ป่วยที่เป็นต้อหินไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน และนอกจากนี้ ผู้ป่วย 9 ใน 10 ราย มักไม่มีอาการแสดง กว่าจะรู้ตัวและตรวจพบ เส้นประสาทตาก็ถูกทำลายไปมากแล้ว ส่วนมากพบในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ขึ้นไป มากกว่าผู้ชาย 3 เท่า ควรตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน คือ

1.อายุที่มากกว่า 40 ปี

2.ความดันในลูกตาสูง

3.ประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคต้อหิน

4.สายตาสั้นมากหรือยาวมาก

5.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

6.ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

7.ผู้เคยได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน

โรคต้อหินชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ต้อหินชนิดเรื้อรัง (Chronic glaucoma) หรือ ต้อหินปฐมภูมิ (Primary glaucoma) โดยจะสูญเสียการมองเห็นบริเวณรอบนอกของลานสายตา การมองเห็นจะแคบลงจนเสมือนมองผ่านท่อ เมื่อเกิดจุดบอดขึ้นในลานสายตาของผู้ป่วยและขยายตัวขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีขอบเขตในการมองเห็นแคบลงหากรักษาไม่ทันการณ์ ผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

และต้อหินอีกชนิดที่พบได้น้อยกว่า คือ ต้อหินชนิดเฉียบพลัน (Acute angle closureglaucoma) ซึ่งจะทำให้ตามัวลง ตาแดงมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เนื่องจากความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การรักษาโรคต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากโรคนี้ทำให้ประสาทตาถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงทำได้เพียงประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม และคงการมองเห็นของผู้ป่วยในนานที่สุด

ปัจจุบันวิธีการรักษาโรคต้อหินมีด้วยกัน3 วิธี คือ

l การรักษาด้วยยา เพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นโดยผู้ป่วยจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และตรวจอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามผล และป้องกันผลข้างเคียงจากยา

l การรักษาด้วยการใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินและระยะของโรคที่เป็นของผู้ป่วย

l การรักษาด้วยการผ่าตัด เป็นการผ่าตัดทำทางระบายสำหรับน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาใหม่เพื่อลดความดันในตา ใช้รักษาในกรณีที่การรักษาด้วย 2 วิธีแรกไม่สามารถควบคุมความดันของดวงตาได้

การดูแลตัวเอง หลังจากทำการรักษาแล้วผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองด้วยการใช้ผ้าปิดตาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ด้วยการให้ญาติหรือผู้ดูแลเช็ดตาข้างที่ผ่าตัดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ขณะอาบน้ำระวังไม่ให้น้ำเข้าตาระมัดระวังไม่ให้ให้ฝุ่นละอองเข้าตาและห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด และมาตรวจติดตามผลการรักษาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เมื่อสามารถเปิดผ้าปิดแผลได้แล้วควรดูแลตัวเองด้วยการสวมแว่นตากันแดดเมื่อออกกลางแจ้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้สีต่างๆ โดยเปลี่ยนชนิดของอาหารให้หลากหลายอยู่เสมอ หรืออาจรับประทานวิตามินบีรวมในรายที่ไม่สามารถทานผักผลไม้ได้ต้องป้องกันและควบคุมโรคประจำตัวให้ดีโดยเฉพาะโรคที่จะสร้างปัญหาให้กับตา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ไขมันในเลือดสูง และหากมีความผิดปกติกับดวงตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

โดยศูนย์จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตาประมาณ 700 ราย/เดือน ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถี เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปีอบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent center) ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์รับส่งต่อสำหรับโรคตาที่มีความยากซับซ้อนจากทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข แต่ทั้งนี้ทางศูนย์จักษุ โรงพยาบาลราชวิถี ยังมีเครื่องมืออุปกรณ์ค่อนข้างจำกัด และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการรักษา

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ อาคารศูนย์การแพทย์ ราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ บริจาคเข้าบัญชี “ศูนย์การแพทย์ราชวิถี ในมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-69056-1 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

Published August 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401015

LIFE&HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

LIFE&HEALTH : รู้จักปวดหัวไมเกรน..โรคฮิตคนเมือง

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันชีวิตคนเมืองใหญ่ทั้งหลายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีการดำเนินชีวิตที่คล้ายกันคือต้องเผชิญกับการแข่งขัน เร่งรีบอดนอน ภาวะกดดันต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเครียดรวมทั้งสภาพมลพิษที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่บั่นทอนสุขภาพทั้งสิ้น

จึงพบว่าอาการยอดฮิตของคนทำงานในเมือง คือ “ปวดหัว”ไม่ว่าจะปวดแบบตุ๊บตุ๊บ ปวดจี๊ด หรือปวดจนหัวแทบระเบิด ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ทรมานจากอาการปวดหัวซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไป แต่ล้วนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจจนบางครั้งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานเลยก็ว่าได้

ยิ่งเจออากาศที่ร้อนอบอ้าวและร้อนระอุด้วยแล้ว ไม่ใช่แค่สร้างความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวให้กับคนเราเท่านั้น หากยังทำให้หลายต่อหลายคนปวดหัว ประกอบกับภาระหน้าที่การงานที่อัดแน่นในแต่ละวันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีของอาการปวดหัวให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไมเกรน ซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแล้ว อุณหภูมิความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นและชีวิตที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดต่างเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ไมเกรนกำเริบได้ง่ายและมีอาการรุนแรงขึ้น ฉะนั้นใครที่เป็นไมเกรนจึงไม่ควรออกไปผจญอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง หรือสถานที่ที่มีอากาศอุดอู้ เช่น ห้องที่คับแคบไม่มีอากาศถ่ายเทเป็นดีที่สุด

เมื่อพูดถึงอาการปวดหัว “ไมเกรน” เชื่อว่าหลายๆ คนอาจยังสงสัยและไม่แน่ใจว่าอาการปวดศีรษะที่กำลังประสบอยู่นั้นจะใช่ไมเกรนหรือเป็นแค่อาการปวดประเภทอื่นกันแน่

ข้อมูลจาก นพ.เอกวีร์ศรีปริวุฒิ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า ไมเกรน(migraine) เป็นอาการปวดหัวที่ทุกข์ทรมานซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้หลอดเลือดแดงในสมองเกิดการบีบและคลายตัวมากกว่าปกติจนเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง และไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดธรรมดาๆ ส่วนสาเหตุและกลไกของอาการปวดไมเกรนจะยังไม่ทราบชัดเจน แต่สันนิษฐานได้ว่าสมองของคนที่เป็นไมเกรนมีความไวต่อการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่คุณทำ สิ่งที่คุณรับประทาน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัว ฯลฯ ซึ่งในแต่ละคนจะมีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป

โดยทั่วไปการปวดศีรษะไมเกรนจะมีลักษณะอาการที่สำคัญคือ ปวดตุ๊บๆ ที่บริเวณขมับข้างเดียว หรือสองข้างพร้อมๆ กันก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากปวดแบบตื้อๆ จี๊ดๆ แล้วจึงค่อยมีอาการปวดปานกลางจนถึงขั้นรุนแรง ขณะปวดไมเกรนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รวมถึงรู้สึกไวมากต่อเสียงและแสง

นอกจากนี้บางคนก่อนจะมีอาการปวดไมเกรนอาจมีสัญญาณเตือนให้รู้ล่วงหน้า เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตาพร่ามัวมองไม่เห็นชั่วขณะ หรือหัวหมุนจนทรงตัวไม่อยู่ มีเสียงกังวานหรือหูอื้อ หรืออาการปวดตานำมาก่อนที่จะเริ่มปวดศีรษะ ฯลฯ

สำหรับตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรน ได้แก่

l อาหารบางชนิด เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องเทศ ช็อกโกแลต เป็นต้น

l เครื่องดื่มบางชนิด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เป็นต้น

l พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การอดอาหาร การอดนอน ทำงานหนัก ความเครียด

l สิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นตัวกระตุ้นเช่น อากาศร้อน การอยู่ท่ามกลางแสงแดด กลิ่นหอมจัด ฉุนจัด อยู่ในสถานที่แออัด มีควันบุหรี่ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เป็นต้น

l การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของผู้หญิง เช่น การมีประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดก็มีส่วนด้วยเช่นกัน

ผู้ที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่า มีอะไรเป็นสิ่งที่กระตุ้น เพื่อจะได้หาทางหลีกเลี่ยงและป้องกันไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันหากกำลังปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดอยู่นั้น สามารถที่จะลดความถี่และความรุนแรงลงได้ด้วยการใช้ยา แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับคำแนะนำในการใช้ยาที่เหมาะสมและปลอดภัย

อย่างไรก็ตามแม้ว่าอาการปวดหัวไมเกรนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับคนที่กำลังปวดศีรษะไมเกรน ควรปลีกตัวไปหาที่เงียบสงบ ไม่มีแสงจ้า หาน้ำแข็งมาประคบที่ศีรษะ จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้มาก หรือรับประทานยาแก้ปวดไมเกรนแล้วนอนพักสักครู่ ขณะเดียวกันควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการกำเริบได้ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่กระตุ้นอาการไมเกรน เช่น ช็อกโกแลต ชีส ไวน์ อาหารปรุงแต่งต่างๆ อาทิ อาหารที่มีไนเตรท หรือผงชูรสมากๆ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส ไม่เครียดและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะช่วยให้โอกาสเกิดไมเกรนหรือระดับความรุนแรงที่เกิดลดลงได้

หากเตรียมตัวตั้งรับด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พร้อมกับพยายามดูแลสุขภาพให้ดีควบคู่กันไป คุณก็จะสามารถตั้งรับและบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนที่เข้ามาจู่โจมได้ไม่ยาก

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397962

LFE&HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

LFE&HEALTH : มาปฏิวัติสุขภาพกันเถอะ

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยวิถีชีวิตของคนทุกวันนี้ที่เร่งรีบมากขึ้น มีความเครียดสะสม ขาดการพักผ่อนและการออกกำลังกาย

เผชิญกับมลภาวะเป็นพิษ ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ทั้งมะเร็ง หัวใจ ความดัน ไขมันสูง เส้นเลือดอุดตัน ฯลฯ แต่ยังไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่เพราะการป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษา ข้อมูลจาก ภญ.อินทิรา วงศ์อัญมณีกุล แนะนำให้ทุกคนมาร่วมปฏิวัติสุขภาพตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ดังนี้…

ปรับเปลี่ยนเมนูซะบ้าง

ร่างกายเราต้องการสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลาย การกินอาหารแต่เมนูเดิมๆ หรือฝากท้องไว้กับร้านประจำ นอกจากจะได้รับสารอาหารไม่หลากหลายและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารสะสมมากขึ้นๆ เช่น สารเคมีจากยาฆ่าแมลง สารตะกั่ว เชื้อรา ฯลฯมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะเข้ามาคุกคามคุณได้ง่าย เช่น หวัด ภูมิแพ้ ฯลฯ

ควรปรับเปลี่ยนอาหารประจำวันให้หลากหลายอย่ากินแต่ของที่ชอบ โดยให้เน้นอาหารสุขภาพ เช่น ข้าวซ้อมมือและอาหารที่มีโปรตีนสูงไขมันต่ำอย่างเช่น ปลาและถั่ว รวมถึงผักผลไม้หลากหลายสีให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มันและเค็ม เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอสำคัญ

หากคุณเป็นหวัดบ่อยๆ ตลอดปีสาเหตุอาจเนื่องมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะถ้าเรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นระยะเวลานานๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดมากขึ้น มีภาวะน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงขึ้นหรือภูมิต้านทานของร่างกายลดลง แก่เร็วหรืออาจจะเป็นโรคร้ายๆ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ฯลฯ

ในทางกลับกันหากเรานอนหลับเพียงพอก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพราะการนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเกิดสมดุลภายใน ทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอได้เต็มที่

เพิ่มการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว

ทุกวันนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราใช้แรงในการทำสิ่งต่างๆ ลดลง เช่น การใช้บันไดเลื่อนแทนการเดินขึ้น-ลงบันได หรือแม้แต่งานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็มีเครื่องทุ่นแรงอย่าง เครื่องซักผ้าเครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ แถมการพักผ่อนหย่อนใจ หน้าทีวี ก็พ่วงการรับประทานขนมขบเคี้ยวและอาหารเข้าไปอีก ทำให้รับประทานได้มากขึ้นผลก็คือมีภาวะอ้วน ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ฯลฯการนั่งๆ นอนๆ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายอ่อนแอ และส่งผลกระทบทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายล้มเหลว เช่น ระบบการหายใจ ระบบเลือด สมอง หัวใจ ฯลฯ และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ

การหันมาออกกำลังกาย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อเอนดอร์ฟินและส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนจะทำงานดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ระบบการทำงานต่างๆ จะเกิดภาวะสมดุลสดชื่น กระปรี้กระเปร่าไม่เจ็บป่วยง่าย

จัดการกับความเครียด

จากปัญหาการเรียน การทำงาน ความรัก เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ทำให้ผู้คนในยุคนี้ทุกเพศทุกวัยต่างมีความรู้สึกเครียด ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายๆ ด้าน เพราะทุกครั้งที่เราอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด โกรธ เศร้า กลัว ฯลฯ ร่างกายของเราจะทำงานผิดปกติและหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่นโรคกระเพาะอาหาร โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และบางคนก็เกิดอาการที่หาสาเหตุไม่ได้ เช่น ปวดหัวบ่อยๆ นอนไม่หลับ ฉุนเฉียวง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีตามมา เช่น การสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารมากเกินไปน้อยเกินไป ฯลฯ

วิธีแก้ความเครียดที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายให้เหงื่อออกมากๆ ฟังเพลง นอนหลับให้เพียงพอวันละ 8 ชั่วโมง ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ ลดน้ำตาล ลดเกลือ และก็ต้องรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่นนั่งสมาธิ เล่นโยคะ สูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ

เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแกร่ง

เมื่อเราเข้าสู่ช่วงอายุ 40-50 ปีร่างกายจะเริ่มดึงแคลเซียมจากกระดูกออกมาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่การสะสมแคลเซียมของร่างกายลดลง นั่นหมายถึงเริ่มมีกระดูกเปราะบางหักได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเกิดได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง แต่ผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากโครงสร้างของกระดูกและภาวะขาดฮอร์โมนก็จะมีการสูญเสียแคลเซียมมากขึ้น

การเสริมแคลเซียมจากอาหารซึ่งมีมากใน นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว หรือในรูปแบบเม็ดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยับยั้งกระดูกพรุน ควรออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้างอย่างน้อยวันละ 10-15 นาทีช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี และไปเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในแต่ละวันที่เราต้องเจอะเจอนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคุณจึงควรใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความพอดีคือสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน การออกกำลังกายและไม่ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความเครียด เพียงแค่นี้คุณก็จะมีความสุขและสุขภาพดีแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เพื่อคุณภาพชีวิตใหม่ที่ดี

Published August 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/396487

LIFE&HEALTH : ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เพื่อคุณภาพชีวิตใหม่ที่ดี

LIFE&HEALTH : ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เพื่อคุณภาพชีวิตใหม่ที่ดี

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หากคุณมีอาการเหนื่อยหอบง่าย เช่น การเดินขึ้นสะพานลอยแล้วรู้สึกเหนื่อยมากๆ กว่าปกติ หรือในบางรายที่มีอาการหนักเพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อย เป็นต้น จนไม่ไหวต้องมาโรงพยาบาล หรือ อาการแน่นหน้าอกโดยเฉพาะอาการเจ็บแน่นกลางอกร้าวไปหลัง หากมีอาการดังกล่าวนี้คุณอาจเป็น โรคหัวใจ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพความเป็นอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน

นพ.กำพู ฟูเฟื่องมงคลกิจ ศัลยแพทย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปี 2558 กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1ของโลกโดยคิดเป็น 31% การเสียชีวิตของคนทั้งโลก ซึ่งสถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนกันยายน 2561 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 432,943 คนอัตราเสียชีวิต 20,855 คน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มาจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน และการขาดการออกกำลังกายนั่นเอง

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อยหอบง่ายหรือเจ็บแน่นกลางอกร้าวไปหลังดังกล่าว เมื่อไปพบแพทย์แล้ว หากตรวจเจอความผิดปกติของหัวใจ ผู้ป่วยมักจะถูกส่งต่อไปยังแพทย์อายุรกรรมโรคหัวใจ ซึ่งหากอายุรแพทย์โรคหัวใจดูแล้วอาการยังไม่รุนแรงมาก สามารถรักษาด้วยการรับประทานยา เพื่อลดความรุนแรงได้ แต่หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่รุนแรงมาก เช่น ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบรุนแรง เส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรง ก็ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายการผ่าตัดหัวใจทั่วไปอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะในรายที่หัวใจบีบตัวได้น้อยจำเป็นต้องพิจารณาเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจใหม่เป็นรายๆ ไป

โดยผู้ป่วยจะถูกส่งชื่อไปที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยเพื่อเข้าคิวรอรับอวัยวะจากผู้บริจาค โดยจะพิจารณาจากหมู่เลือดและเนื้อเยื่อว่า ผู้บริจาคและผู้รับบริจาคอวัยวะสามารถเข้ากันได้หรือไม่เมื่อได้รับอวัยวะจากผู้บริจาคที่สามารถเข้ากันได้ทีมแพทย์ที่ทำการรักษาจะแบ่งเป็น 2 ทีม คือทีมผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ และทีมที่ต้องไปเก็บอวัยวะจากผู้บริจาค เพื่อนำมาให้ทีมผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ ทำการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนหัวใจ แต่ความยากของการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจนั้นอยู่ที่ระยะเวลา เพราะทีมที่ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ กับทีมที่ไปเก็บอวัยวะจากผู้บริจาค ตามโรงพยาบาลต่างๆ ต้องวางแผนในการทำงานแข่งกับเวลา เพราะหัวใจจะต่างจากอวัยวะอื่นๆ คือ เมื่อนำหัวใจออกจากร่างกายผู้บริจาคแล้ว จะมีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนหัวใจให้กับผู้รับบริจาคให้เรียบร้อย หากหัวใจถูกนำออกจากร่างกายผู้บริจาคนานกว่า 4 ชั่วโมง คุณภาพของหัวใจที่ได้รับบริจาคมาจะแย่ลง และเมื่อผ่าตัดเปลี่ยนให้คนไข้แล้วอาจจะทำงานได้ไม่ดี ฉะนั้นทั้ง 2 ทีมจะต้องเตรียมวางแผนกันอย่างดี เพื่อคุณภาพในการผ่าตัดที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

หลังจากผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจแล้ว คนไข้ต้องมาตรวจติดตามการรักษาตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด สม่ำเสมอ และเฝ้าระวังการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยต้องกินยากดภูมิทำให้ร่างกายรับการติดเชื้อง่าย แพทย์จะทำการเจาะเอากล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับการเปลี่ยนไปตรวจเป็นระยะ ว่ามันมีการปฏิเสธระหว่างอวัยวะผู้บริจาคและร่างกายของผู้ป่วยหรือไม่ ถ้ามีการปฏิเสธกันก็จำเป็นต้องปรับระดับยา เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธหัวใจที่ปลูกถ่าย เพราะถ้าร่างกายปฏิเสธจะทำให้หัวใจที่เปลี่ยนไปทำงานไม่ปกติ ซึ่งจะไม่ดีต่อร่างกายของผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจสำเร็จจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก จากอาการที่เหนื่อยง่าย ในบางรายนั่งเฉยๆก็มีอาการเหนื่อย ก็จะหายไป สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติและออกกำลังได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติและสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นและประเทศชาติได้

อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจเป็นปัญหาที่ทุกคนควรตระหนัก เนื่องจากมีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดโรคหัวใจส่วนมากมักเกิดจากหลายปัจจัยการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกายการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือโรคอื่นๆ ที่นำไปสู่อาการโรคหัวใจ เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น สามารถป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดกับงานและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาภาวะความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลาจะเพิ่มโอกาสในการรักษา และถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็นๆ หายๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ในแต่ละปีโรงพยาบาลราชวิถีได้รองรับผู้ป่วยโรคหัวใจมากกว่า 23,000 รายหรือเฉลี่ยมากถึง 90 รายต่อวัน โดยเปิดดำเนินการรักษามาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 มีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาแล้ว 67 ราย และยังมีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หัวใจอื่นๆ หลอดเลือดและปอดเฉลี่ยปีละ 600-700 ราย อีกทั้งยังเป็นศูนย์แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจครบวงจร มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อีกทั้งยังเป็นสถาบันหัวใจแห่งแรกที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจและปอดพร้อมกันที่เรียกว่า Domino HeartTransplantation ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย รวมถึงมีการรักษาผู้ป่วยเป็นกรณีๆ มาแล้วมากมาย พร้อมทั้งยังเป็นสถาบันที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่เก่าแก่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อบรมสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่ไปช่วยดูแลสุขภาพประชาชนทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ รพ.ราชวิถียังมีผู้ป่วยโรคหัวใจและด้อยโอกาสเป็นจำนวนมากจากการส่งต่อมาจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศที่ยังรอรับความช่วยเหลือ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถีได้ที่ ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือสอบถามโทร.02-3548108-37 ต่อ 3032

เดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์นี้อย่าลืมดูแล “หัวใจ” ของคุณและสมาชิกคนในครอบครัวคุณให้แข็งแรง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ความรักกับสุขภาพดี

Published July 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395007

LIFE&HEALTH : ความรักกับสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกไม่นานก็จะถึงวันแห่งความรักแล้ว หลายคนคงพบว่า “ความรัก” เป็นพลังมหัศจรรย์ที่ทำให้คนเราสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง เพื่อให้คนที่เรารักมีรอยยิ้มและมีความสุข เหตุนี้เองจึงมีคำกล่าวว่า “ความรักทำให้โลกดูสวยงามน่าอยู่” นอกจากความรู้สึกและความสวยงามของความรักที่กล่าวมาแล้ว ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า พลังของความรักนั้นยังมีประโยชน์มหาศาลต่อสุขภาพคนเราอีกด้วย โดยจะช่วยให้เราสุขภาพดีได้ดังนี้

ความรักช่วยลดความเครียด

เพราะเมื่อคนเรามีความรักหรือความผูกพัน ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนดีไฮโดรอีพิแอนโดรสเตอร์โรน (Dehydroepiandrosterone หรือ DHEA) ออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยลดความเครียดได้ดี นอกจากนี้การที่มีคนรักคอยดูแลเอาใจใส่เอาอกเอาใจ ก็จะช่วยให้คุณรับมือกับสิ่งที่มากระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ดีกว่าเดิมด้วย

ความรักช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

สังเกตง่ายๆ เวลาที่คุณได้เจอคนที่ชอบ หัวใจจะเต้นแรง ตึ๊กๆตั๊กๆ อยากเข้าไปทักไปพูดคุยด้วย นั่นเพราะสมองของคุณส่งสัญญาณไปที่หัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้นเมื่อหัวใจเต้นเร็วก็จะทำให้เลือดสูบฉีดไปทั่วอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้นด้วย

ความรักช่วยบรรเทาความเจ็บปวด

นั่นเพราะความรักจะไปสร้างปฏิกิริยาต่อสมองส่วนควบคุมความปวดและความรู้สึกปลอดภัยของคนเรา ทำให้คนคนนั้นรู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้น ส่งผลให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปวด หรือความเครียดทำงานลดลงไปด้วย

ความรักช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์

เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะชอบ เพราะอยากคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปนานๆ การมอบความรักและได้รับความรักอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนที่ช่วยต้านความชราได้ เพราะฮอร์โมนที่หลั่งออกมานี้จะช่วยให้ร่างกายสูบฉีดเลือดได้ดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นุ่มนวล ไร้ริ้วรอย ทำให้คุณดูสดใส อ่อนกว่าวัย

ความรักสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

คู่รักหรือคนที่อยู่ท่ามกลางความรัก มักจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่กันอยู่เสมอๆ ซึ่งการได้หัวเราะอย่างมีความสุข นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดแล้ว ยังช่วยขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บได้ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า กล้ามเนื้อปอด กล้ามเนื้อหัวใจ เหมือนได้ออกกำลังกายไปอีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า ความรักช่างมหัศจรรย์จริงๆ สามารถทำให้โลกสวยงาม ทำให้เรารู้สึกสดชื่น สดใส อารมณ์ดีและมีสุขภาพดีได้ อย่าลืมหมั่นเติมความรักให้แก่กันและกันอยู่เสมอๆ สุขภาพกายจะได้แข็งแรง สุขภาพใจก็พลอยสดใสอีกด้วย

นอกจากนี้ขอฝากเรื่องความรักตัวเองโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพในช่วงที่ปัญหาของฝุ่น PM 2.5 ที่ยังมีอยู่ทั่วไป ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า PM ย่อมาจาก Particulate matter สำหรับ ฝุ่น PM 2.5 คือ สสารที่ลอยอยู่ในอากาศที่มีขนาดเล็ก 2.5 micron(1 micron = 0.001 mm) หรือขนาดเท่ากับ 1/25 ของเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผม แต่ในความเป็นจริงมลภาวะในอากาศไม่ได้มีแค่ PM 2.5 เท่านั้นยังมีมลภาวะมากมาย เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ โอโซน ฝุ่นขนาดPM 10 micron และฝุ่นจิ๋วที่เล็กกว่า 1 micron ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 micron จะสามารถผ่านขนจมูกเข้าไปในปอดและฝุ่นขนาด 2.5 เข้าไปถุงลมปอดและซึมเข้ากระแสเลือดได้ โดยผลของฝุ่น PM 2.5 นี้ไม่ได้มีผลเฉพาะทางเดินหายใจและหลอดเลือดเท่านั้น ผิวหนังที่เป็นปราการด่านแรกที่เจอฝุ่นก็ได้รับผลกระทบด้วย ปัญหาฝุ่นไม่ได้เพิ่งมีปัญหา ในประเทศใหญ่ๆ จีน อังกฤษ เยอรมนี เกาหลี รัสเซียและอินเดียได้ศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับผิวหนัง จนมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันผลกระทบนี้ว่ามีผลต่อผิวหนัง มีได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว คือ

ผลกระทบระยะสั้น ฝุ่นจะเข้าไปในผิวหนังและทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำลายโปรตีนที่ปกป้องผิว และกระตุ้นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นผลให้ผิวหนังเกิดความระคายเคือง แดง คัน และอักเสบได้

ผลกระทบระยะยาว ฝุ่น PM 2.5 ทำตัวเป็นอนุมูลอิสระโดยจะทำลายผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดสิว ฝ้า กระ รอยดำ เหี่ยวย่น ริ้วรอย และ มะเร็งผิวหนัง เหมือนกับที่เราโดนแสงแดดและควันบุหรี่

สำหรับคนที่มีโรคผิวหนังอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง Atopic dermatitis โรคสะเก็ดเงิน โรคลมพิษ และโรคผิวหนังอักเสบต่างๆ เมื่อโดนฝุ่นจะมีอาการกำเริบได้ ส่วนคนที่ไปทำ เลเซอร์ โบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์ถ้าการทำอะไรที่มีแผล ผิวก็มีโอกาสที่ฝุ่นขนาด PM 2.5 เข้าไปได้ง่ายขึ้น และอนุมูลอิสระอาจจะทำให้ผลของการทำการรักษาดังกล่าวสั้นลง จึงต้องระมัดระวัง แต่ไม่ได้เป็นข้อห้ามในการทำ

ดังนั้น เราควรดูแลผิวหนังโดยการหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีฝุ่นละอองให้มากที่สุด งดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น ใส่หน้ากากที่สามารถกันฝุ่นได้อย่างถูกต้อง สวมเสื้อผ้ามิดชิด เมื่อกลับมาให้รีบล้างหน้าล้างตัว รวมทั้งการทาสารเคลือบผิวเช่น ยากันแดด โลชั่น เพื่อลดเคลือบผิวไม่ให้ฝุ่นผ่านเข้าไปในผิวหนังอีกทั้งการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ซิลิเนียม สังกะสี แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) แอสต้าแซนทีน อัลฟาไลโออิค ซึ่งมีอยู่ในผัก ผลไม้หลากหลายสีสันและดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อีกด้วย

ท้ายนี้ขอฝากให้ทุกคนช่วยกันลดการผลิตฝุ่น ไม่เผาขยะและกระดาษ ดูแลรถยนต์ไม่ให้มีควันดำ รวมทั้งลดการใช้รถโดยไม่จำเป็น งดสูบบุหรี่และช่วยกันจะควบคุมมลภาวะทางอากาศนี้ในระยะยาวด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

Published July 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/393576

LIFE&HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

LIFE&HEALTH : ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายกับการปลูกถ่ายตับ

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีผู้ประเมินว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง เกิดจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ที่มีทั้งชนิดบีและซี ส่วนสาเหตุที่พบมากรองลงมาในประเทศไทย คือ การดื่มสุรา สำหรับสาเหตุของภาวะตับวายเฉียบพลันมักเกิดจากตับอักเสบเฉียบพลันที่รุนแรง นอกจากนั้นอาจเกิดจากการรับประทานยาสมุนไพรบางประเภท หรือการรับประทานยาที่มีพิษกับตับในปริมาณที่มากเกินไป เช่น ยาแก้ปวด (พาราเซตามอล) เป็นต้น

เพราะ “ตับ” เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว และสร้างน้ำดี เป็นต้น ซึ่งทำให้ตับมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก ถ้าใครเป็นโรคเกี่ยวกับตับจึงจะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ข้อมูลจาก นายแพทย์สอาด ตรีพงษ์กรุณา หัวหน้ากลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จึงเป็นทางรอดเดียวของผู้ป่วยโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน ซึ่งหากไม่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายให้ทันถ่วงทีนั้น จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เพราะตับทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากเลือด นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว และสร้างน้ำดี เป็นต้น

ส่วนสำคัญที่สุดในการปลูกถ่ายตับนั้น คือ การได้รับบริจาคอวัยวะจากผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ ณ ขณะนี้คือ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอวัยวะ โดยเป็นผู้ประสานไปยังศูนย์การปลูกถ่ายตับต่างๆ ทั่วประเทศและ จัดลำดับคิวในการรับอวัยวะของแต่ละศูนย์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันซึ่งเข้าเกณฑ์ที่สภากาชาดกำหนดจะได้จัดลำดับพิเศษเป็นคิวแรก เนื่องจากภาวะดังกล่าวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตหากไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับทันเวลา

เมื่อมีผู้บริจาคตับเข้ามาที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะจะตรวจสอบข้อมูลของผู้บริจาคและแจ้งไปยังศูนย์ปลูกถ่ายตับลำดับแรกที่มีผู้ป่วยที่เข้ากันได้กับผู้บริจาคตับ จากนั้นทางศูนย์ปลูกถ่ายตับที่ได้รับตับจะแบ่งทีมศัลยแพทย์ออกเป็น2 ทีม และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้

ทีมศัลยแพทย์ทีมแรกจะทำหน้าที่ผ่าตัดนำตับออกจากตัวของผู้บริจาค โดยจะตรวจดูความสมบูรณ์ของอวัยวะว่าสามารถนำมาปลูกถ่ายได้หรือไม่ ถ้าหากอวัยวะมีความสมบูรณ์สามารถนำมาปลูกถ่ายได้ก็จะต้องนำอวัยวะแช่ในน้ำหล่อเลี้ยง แล้วแช่เย็นไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 4 องศา เพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้รอรับอวัยวะ ระยะเวลาระหว่างการนำอวัยวะออกจากร่างผู้บริจาค และนำอวัยวะมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไม่ควรจะมากกว่า 16-17 ชั่วโมง เนื่องจากตับที่นำออกจากร่างกายของผู้บริจาคไม่สามารถมีชีวิตอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง

ขณะที่ทีมศัลยแพทย์ไปรับอวัยวะจากผู้บริจาค ทางโรงพยาบาลก็จะทำการเรียกตัวผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ มาเตรียมตัวในการผ่าตัด เจาะเลือด เช็คเลือด เตรียมเลือดสำรอง สำหรับใช้ในการผ่าตัด และทำสิ่งที่จำเป็นสำหรับเตรียมการผ่าตัดเปลี่ยนตับ แล้วศัลยแพทย์อีกทีมจะเริ่มทำการผ่าตัดในผู้ที่จะรับอวัยวะโดยจะจัดเวลาให้พอดีกับเวลาที่ตับที่รับบริจาคจะเดินทางมาถึง ทั้งนี้เพื่อให้เวลาที่นำตับออกจากผู้บริจาคจนปลูกถ่ายเสร็จสิ้นทันในเวลา 16-17 ชั่วโมง

เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดปลูกถ่ายตับผู้ป่วยจะต้องพักฟื้นอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และสังเกตการทำงานของตับที่ได้รับการปลูกถ่ายใหม่ ว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ โดยต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 สัปดาห์ แพทย์จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้หลังจากกลับบ้านไปแล้วนั้นผู้ป่วยจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองดังนี้ คือ

ผู้ป่วยปลูกถ่ายตับต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิต โดยจะสามารถลดขนาดยาได้เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย ดังนั้นภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำกว่าคนทั่วไปจึงต้องระมัดระวังดูแลตัวเองให้ห่างจากการติดเชื้อ

มาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ

หลังจากปลูกถ่ายตับไปแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำงาน และออกกำลังกายได้

โรงพยาบาลราชวิถี นับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่าย 2 อวัยวะพร้อมกัน คือ หัวใจ และปอดสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2532 และต่อมาเริ่มผ่าตัดปลูกถ่าย ตับ ไต รวมถึงเนื้อเยื่อกระจกตา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่า 400 ราย และปลูกถ่ายกระจกตามากกว่า 1,000 ราย และเป็น 1 ใน 4 ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลราชวิถีมีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยไปแล้ว 36 ราย ตั้งแต่ปี 2539 โดยในแต่ละรายจะมีค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท ยังไม่รวมค่ายากดภูมิ อีกเดือนละประมาณ 10,000 บาท ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ไม่สามารถที่จะจ่ายค่ารักษาได้ จึงทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรพ.ราชวิถี แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจึงไม่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยได้มากเท่าที่ควร ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคให้กับ รพ.ราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้2 เท่า) หรือสอบถามโทร.02-3548108-37ต่อ 3032

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด…ควรลงโทษอย่างไร

Published July 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391997

LIFE&HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด...ควรลงโทษอย่างไร

LIFE&HEALTH : เมื่อลูกน้อยทำผิด…ควรลงโทษอย่างไร

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันการอบรมสั่งสอนลูกเป็นเรื่องท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่ ส่วนใหญ่จะไม่หนักใจเรื่องการชมเชยเมื่อลูกทำความดี แต่จะลำบากใจกับการลงโทษเมื่อลูกทำความผิด ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่าการลงโทษที่ไม่เหมาะสมอาจจะส่งผลกับลูกด้านร่างกายจิตใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว วันนี้ขอยกตัวอย่างการลงโทษที่ไม่เหมาะสมและเคล็ดลับการลงโทษที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยดังนี้

การลงโทษที่ไม่เหมาะสม

การทำร้ายร่างกาย เช่น การเขกหัว การตบหน้า การบิดหู การหยิก การกระชากผม การเตะ การถีบ การตีด้วยความรุนแรงให้เจ็บตัวโดยใช้อารมณ์ การบังคับให้เด็กอยู่ในท่าทางที่ทรมาน การบังคับให้ออกกำลังกายที่มากเกินไป การบังคับให้ทำงานหนัก การจี้หรือลวกด้วยของร้อน การบังคับให้กินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารหรืออาหารที่มีรสชาติที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน เป็นต้น การทำร้ายร่างกายที่รุนแรง ไม่ใช่การลงโทษแต่เข้าข่ายการกระทำทารุณกรรมเด็ก สำหรับบางครอบครัวเข้าใจว่าการตี คือวิธีการลงโทษที่ได้ผลและสามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกได้ (ซึ่งมักจะได้ผลระยะสั้น) แต่การตีนั้นต้องไม่ใช้อารมณ์และอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งขณะที่ผู้ใหญ่โกรธก็มักจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ทำโทษเด็กด้วยการตี เนื่องจากมีการลงโทษอีกหลายวิธีที่ได้ผลดีกว่าในระยะยาว

ใช้คำพูดไม่เหมาะสม การโต้เถียงกัน การตะคอกข่มขู่ การใช้คำหยาบคาย การประจาน การเยาะเย้ย การเหยียดหยาม การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นว่าทำอะไรได้ดีกว่า การเรียกด้วยคำสมญานามที่น่าอับอาย เช่น เด็กเหลือขอ เด็กโง่ เป็นต้น การบ่นไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กเล็กจับประเด็นไม่ได้ว่าอะไรที่ไม่ควรทำ ส่วนเด็กโตก็เบื่อไม่อยากฟัง

การให้งดเว้นปัจจัยสี่ ไม่ให้กินอาหารมื้อหลัก ไม่ให้ใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับ สภาพภูมิอากาศไม่ให้การดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วย การขังให้อยู่นอกบ้าน

การลงโทษโดยใช้ความรุนแรงกับเด็ก ส่งผลถึงร่างกายที่บาดเจ็บ จิตใจที่โกรธแค้น หวาดกลัวรู้สึกผิด อับอาย วิตกกังวล ขาดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด ซึ่งส่งผลให้เด็กรับรู้ว่าการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดาที่ได้รับการยอมรับในสังคม และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบใช้ความก้าวร้าวรุนแรงกับคนในครอบครัวและสังคมในอนาคตต่อไป

การลงโทษที่เหมาะสม

งดสิ่งของหรือกิจกรรมที่เด็กชื่นชอบ เช่น ถ้าลูกเสียงดังจะถูกตัดเวลาในการดูทีวี.หรืออดกินไอศกรีม ทำการบ้านไม่เสร็จงดไปเตะฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกเดือดร้อนและไม่อยากเสียสิทธิ์ตรงนี้ไป เขาก็จะไม่กล้าทำพฤติกรรมที่ไม่ดี

Time out เป็นการแยกเด็กออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เด็กจะไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย ไม่มีของเล่น ไม่มีอะไรให้ทำ ณ ขณะที่ time out อยู่ แต่ไม่ควรขังให้เด็กอยู่ในห้องคนเดียว เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรเป็นการกักบริเวณของเด็กไม่ว่าจะเป็นมุมห้อง หรือนั่งบนเก้าอี้ จนกว่าจะครบกำหนดเวลา (เวลาที่เหมาะในการให้เด็กอยู่ใน time-out ควรอยู่ระหว่าง 2-5 นาที ถ้าเวลานานเกินไป เด็กเล็กๆ จะลืมว่าทำไมถึงถูก time out) ถ้าลูกลุกก่อนถึงเวลา จะต้องเริ่มต้นใหม่ ทั้งนี้การใช้ time-out ควรเลือกใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปี มักใช้กับพฤติกรรมที่เด็กอาละวาดและควบคุมตนเองไม่ได้จะได้ผลดีต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำทันทีที่เห็นเด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการแก้ไข เช่น เมื่อเด็กทำลายข้าวของเวลาโกรธก็ต้องจับเด็กให้ไปนั่งให้สงบทันที เป็นต้น

ให้รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำ ฝึกให้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำผิดโดยพ่อแม่จะต้องหนักแน่น คงเส้นคงวาด้วยท่าทีและอารมณ์ที่เป็นปกติมั่นคง เช่น เด็กเล็กทำน้ำหกที่พื้นแม่ควรหาผ้ามาให้เขาช่วยเช็ดน้ำที่หก เด็กโตทำแก้วแตกให้เขาเก็บเศษแก้วไปทิ้ง การตัดค่าขนมเพื่อชดเชยกับสิ่งของที่ลูกทำเสียหาย เป็นต้น

สอนและตักเตือนด้วยวาจา เป็นการบอกให้ลูกทราบถึงเหตุและผลว่า สิ่งที่ทำไม่ถูกต้องอย่างไรและแนะนำสิ่งที่ถูกที่ลูกควรทำควรเป็นอย่างไร อาจใช้น้ำเสียงที่เรียบๆ แต่หนักแน่นจริงจัง เพื่อให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมนั้นไม่เหมาะสมควรได้รับการแก้ไข และที่พ่อแม่เตือนก็เพราะไม่อยากเห็นลูกทำผิดไม่ใช่เพราะโกรธหรือไม่รัก ถ้าเป็นเด็กเล็กควรอธิบายสั้นๆ ถ้าเด็กโตหรือวัยรุ่น สามารถแลกเปลี่ยนเหตุผลกับลูกได้ พ่อแม่เองก็สามารถจะเข้าใจและเหตุผลที่ลูกกระทำ ลูกเองก็จะได้เข้าใจในมุมมองของพ่อแม่

ส่งสัญญาณเตือนที่เข้มงวด หากลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม พ่อแม่ต้องส่งสัญญาณเตือนให้ลูกหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องมีการจัดการกับพฤติกรรมของเขา โดยการเตือน อาจใช้น้ำเสียงที่เข้มขึ้น เพื่อให้ลูกรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายที่ซ่อนอยู่ ลูกเองก็มีโอกาสแก้ตัวหรือเตรียมตัวเตรียมใจหากต้องถูกลงโทษ สำหรับวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลทุกครั้ง คือ การนับ 1…2..3 ถ้าไม่หยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พ่อแม่ จะลงโทษลูกแล้วนะ หรือใช้สายตาที่เข้มงวดหยุดการกระทำผิดของลูก หากทำเป็นประจำเมื่อลูกทำผิด จะทำให้เขาเรียนรู้ภาษากายที่คุณกำลังสื่อสารเพื่อการหยุดทำสิ่งเหล่านั้นทันที

การลงโทษควรพอเหมาะกับความผิดและการรับรู้ตามวัยของลูก และเมื่อสิ้นสุดการลงโทษลูกควรกลับสู่การยอมรับของครอบครัวได้ตามปกติ ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะลงโทษลูกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม คุณจะต้องทำทันทีหลังจากที่ลูกทำผิดพร้อมกับให้เขาได้เรียนรู้ด้วยว่าทุกสิ่งที่เขากระทำลงไปย่อมมีผลตามมาเสมอ และเมื่อเขาสงบลงก็ถึงเวลาที่พ่อแม่ลูกต้องนั่งพูดคุย อธิบายเหตุผลให้ลูกเข้าใจว่าทำไมการกระทำนั้นจึงผิดส่งผลไม่ดีอย่างไร เพราะหากไม่อธิบายเขาจะสับสนและทำผิดซ้ำอีกในครั้งต่อไป ขณะเดียวกันถ้าเด็กมีพฤติกรรมที่ดี ทำตามที่พ่อแม่บอกก็ควรจะมีรางวัลให้ โดยรางวัลนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งของเสมอไป อาจเป็นคำชมเชย การยิ้ม การโอบกอด ลูบหัวนอกจากนี้คุณจะต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กด้วยว่า ลูกของเราเป็นเด็กอย่างไร เช่น ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ หรือเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง จะได้รู้เท่าทันและหาวิธีลงโทษได้ถูก เพราะบางครั้งลูกของเราสองคน ทำผิดเรื่องเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้วิธีการลงโทษแบบเดียวกันแล้วจะได้ผลเหมือนกัน

การเลี้ยงลูกนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปแค่ต้องเลี้ยงเขาด้วยความรักและเหตุผล ไม่ใช่เลี้ยงด้วยอารมณ์ เพียงเท่านี้การลงโทษของคุณก็จะช่วยให้ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ใช้สีสันมาบาลานซ์อารมณ์

Published July 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389074

x

LIFE&HEALTH : ใช้สีสันมาบาลานซ์อารมณ์

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปีใหม่นี้ หลายคนคงได้รับกระเช้า ของขวัญหรือดอกไม้ต่างๆ คุณทราบหรือไม่ว่า สีสันต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความหมายและมีพลังในตัวเอง ขณะเดียวกัน ยังส่งผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของคุณและผู้พบเห็น ข้อมูลจาก พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เปิดเผยว่า สีมีความสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจ อารมณ์ซึ่งสามารถโน้มน้าวชวนให้รู้สึกตื่นเต้น สดชื่นแจ่มใส หรือแม้แต่รู้สึกหดหู่เศร้าหมองได้ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำพลังของสีมาปรับใช้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ตั้งแต่การแต่งกายไปจนถึงการตกแต่งสถานที่และการสร้างบรรยากาศให้กับสภาพแวดล้อม ส่วนสีไหนจะสื่อความหมายและให้พลังอย่างไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า…

l สีแดง สัญลักษณ์ของความร้อนแรง ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย พลังของสีแดงกระตุ้นให้รู้สึกเข้มแข็ง กล้าหาญ กระฉับกระเฉง รวมถึงช่วยเพิ่มพลังให้กับเรา ขณะเดียวกันแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าว รุนแรง เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจสีแดงจะเป็นดั่งพลังแห่งความมั่นใจ กล้าแสดงออก และสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น จึงมักเป็นสีที่ใช้ดึงดูดความสนใจซึ่งจะช่วยให้วัตถุสิ่งของโดดเด่นและสะดุดตา

l สีชมพู เป็นสีที่งดงาม ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน อ่อนโยน ความสดใส พลังสีชมพูช่วยกระตุ้นให้รู้สึกถึงความรัก ความสวยงาม ความน่ารัก รวมถึงช่วยปลอบประโลมให้จิตใจและความรู้สึกต่างๆ สงบลง ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกของการมีน้ำใจดี จิตใจกว้างขวาง อบอุ่นและน่าทะนุถนอม ดูอ่อนเยาว์ และการให้อย่างไม่มีเงื่อนไข

l สีส้ม เป็นสีให้ความสนุกสนาน สดใสมีชีวิตชีวา รู้สึกอิสระและได้รับการปลดปล่อย พลังของสีส้มช่วยให้เกิดความสร้างสรรค์ รู้สึกอบอุ่น มิตรภาพ น่าเชื่อถือ มีสติปัญญา จึงช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า หากต้องการเรียกความพลังความกระตือรือร้นในชีวิตกลับคืนมาสีส้มเป็นสีที่ช่วยได้

l สีเหลือง เป็นสีที่มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ในการสร้างความสมดุลแห่งจิตใจ ซึ่งแสดงถึงความสุข ความฉลาดรอบรู้ ความรุ่งเรืองและความสำเร็จ แต่ถ้าเป็นสีเหลืองหม่นจะให้ความรู้สึกถึงความขี้ขลาด เจ็บป่วยอ่อนแอ พลังของสีเหลืองจะกระตุ้นให้คลื่นสมองคิดอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกเบิกบาน มีพลังแห่งความหวัง คุณธรรม แถมให้ความรู้สึกอบอุ่นและดูเป็นมิตร ซึ่งจะช่วยเยียวยาอาการท้อแท้หดหู่และหมดกำลังใจได้ด้วย

l สีฟ้า เป็นตัวแทนของความสดใส ปลอดโปร่งโล่งสบาย สงบเยือกเย็นสะอาด ปลอดภัย พลังของสีฟ้าให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นและเงียบสงบ ปลอดโปร่งช่วยทำให้ผ่อนคลาย มีสมาธิ ความร่วมมือกัน ความจริงใจ ความซื่อตรง ความอดทนและให้อภัย จึงช่วยระงับความกระวนกระวายในใจได้ มักจะใช้ในการบำบัดในภาวะที่จิตใจหดหู่ หรือรู้สึกเหนื่อยล้า

l สีเขียว สื่อถึงธรรมชาติ ความร่มรื่น ความอุดมสมบูรณ์ สบายตาการพักผ่อน ความปลอดภัย พลังสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา การเติบโต ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย สดชื่นเย็นสบาย กระปรี้กระเปร่า ลดความเหน็ดเหนื่อย ความตื่นตระหนกและความวิตกกังวลลงไป มักใช้เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายจากความตึงเครียด

l สีม่วง สีสันแห่งเสน่ห์อันแสนลึกลับ แต่ก็เป็นสีที่สื่อถึงความหรูหรา สง่างาม มีเสน่ห์ มีพลังอำนาจแฝงอยู่ พลังสีม่วงช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจช่างคิด ช่างค้นเป็นปริศนา ลึกลับ แต่ก็ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงช่วยให้จิตใจสงบและทนต่อความรู้สึกโศกเศร้าหรือสูญเสียที่มากระทบจิตใจให้กลับมาเป็นปกติ

l สีขาว แทนความบริสุทธิ์ ใสสะอาด ความเรียบง่าย ความดีงามความเยือกเย็นและการแยก หรือปลีกวิเวกก็ได้ พลังของสีขาวช่วยสร้างสมดุลให้กับการตัดสินใจพร้อมรับความคิดเห็น ใจกว้างเปิดเผย ช่วยบรรเทาอารมณ์ตกใจหรือหวาดวิตก มีพลังทางความคิดและจิตใจ

l สีดำ เป็นสีที่มืด ทึบตัน หนักแน่น และมีพลังในตัวเอง สื่อถึงสิ่งที่มองไม่เห็น ความชั่วร้าย รวมถึงให้ความรู้สึกหดหู่ เคร่งขรึม น่ากลัว เงียบเหงา เศร้าโศก แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกหรูหรา มีรสนิยม พลังสีดำจึงเป็นสีที่ดึงดูดพลังงานด้านลบ ทำให้รู้สึกอึมครึมหดหู่ อึดอัด สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรและการสิ้นสุด

เมื่อการใช้สีเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับร่างกายทั้งในด้านบวกและด้านลบเช่นนี้ เราจึงต้องรู้จักเลือกใช้สีให้เหมาะก็จะบาลานซ์อารมณ์ให้คุณเป็นคนที่มั่นคง สดใส เฉิดฉายได้ทุกวัน

โดย ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

Published July 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/387578

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักแบ่งปัน

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เด็กเป็นอนาคตของชาติ อีกไม่กี่วันจะถึงวันเด็กแห่งชาติแล้ว สำหรับคําขวัญวันเด็กปีนี้จากนายกรัฐมนตรีให้ไว้ว่า รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยมักจะเจอปัญหาเรื่องลูกมีพฤติกรรมที่เป็นที่พึงใจโดยเฉพาะเมื่อถึงวัยที่ “ลูกขี้หวงของ”

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า วัยลูกหวงของจะมีพฤติกรรมที่หวงทุกอย่างทั้งตุ๊กตาสุดรัก ของเล่นชิ้นโปรด หรือแม้แต่ขนมและคิดว่าของทุกอย่างนั้นเป็นของตัวเอง ไม่ยอมแบ่งปันให้ใครเลย โดยเฉพาะในเด็กอายุ 1-3 ปีเป็นพัฒนาการตามวัยที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง คิดว่าทุกอย่างเป็นของตนเอง เข้าสู่วัยจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ รอบตัว ประกอบกับเด็กยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นเจ้าของถาวรและชั่วคราวได้ ดังนั้นการที่เด็กไม่อยากแบ่งของเล่นให้พี่น้องหรือคนอื่นๆ นั้นเนื่องจากเข้าใจว่าของที่ให้ไปจะไม่ได้กลับคืนมาอีกนั่นเอง อีกทั้งยังไม่เข้าใจความรู้สึกหรือความต้องการของผู้อื่น และมักจะได้รับการตามใจจากผู้เลี้ยงดู

แม้ว่าการหวงของอาจเป็นพัฒนาการตามวัย แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะหากเขาเติบโตขึ้นโดยไม่รู้จักการแบ่งปันจะทำให้เกิดปัญหาการเข้าสังคมในอนาคตได้ ดังนั้นการให้ลูกได้เรียนรู้การแบ่งปันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เยาว์วัย จะส่งผลให้เขาจะสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นต่อสมาชิกในครอบครัว ผู้คนรอบข้าง และสังคมโลกต่อไปในอนาคต

เคล็ดลับในการสอนเจ้าตัวเล็กให้รู้จักการแบ่งปัน มีดังนี้

อย่าบังคับ ดุ หรือลงโทษ หากบังคับให้พี่เสียสละของเล่นให้น้อง พี่จะรู้สึกไม่ดีกับน้องและไม่ชอบน้องที่มาแย่งทั้งของเล่นและความรักจากแม่ตลอดเวลา การดุหรือลงโทษที่ลูกไม่แบ่งของเล่นให้เพื่อน เด็กวัยนี้มักจะต่อต้าน ไม่ยอมหรือโวยวายอาละวาด และจะยิ่งหวงของมากขึ้น ควรค่อยๆ สอน อธิบายสั้นๆ ถ้าลูกไม่ยอมแบ่งของเล่นกับเพื่อน อาจให้เพื่อนเอาของเล่นไปนั่งเล่นใกล้ๆ กัน ลองถามว่าอยากเล่นของเล่นของเพื่อนบ้างไหม ถ้าอยากเล่นให้เอาของเล่นที่เด็กมีอยู่มาแลกกันเล่นกับเพื่อน หรือเอาของเล่นมาเล่นด้วยกัน

การปลูกฝังและเป็นแบบอย่างการแบ่งปัน พ่อแม่เป็นแบบอย่างในการนำของที่เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้วในบ้านไปบริจาค และให้ลูกเลือกของใช้ เสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้วหรือของเล่นที่ตนเองไม่อยากเล่นแล้วไปร่วมบริจาคให้กับเด็กคนอื่นหรือเด็กด้อยโอกาส โดยชี้ให้ลูกสังเกตว่าเด็กๆ ที่ได้รับของเล่นนั้นยิ้ม แสดงท่าทางดีใจ หรือกล่าวคำขอบคุณที่ได้มีของเล่นชิ้นใหม่ อาจให้ลูกช่วยเก็บกล่องนม UHT เศษกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วรวบรวมใส่ถุงเพื่อขายแล้วนำเงินไปร่วมทำบุญ หรือมอบกระดาษหรือขวดน้ำพลาสติกให้คนที่มารับซื้อของเก่าในหมู่บ้าน หากเด็กๆ ได้รับความรู้สึกที่ดีๆ จากการแบ่งปันนี้ เขาจะเฝ้ารอหรือหาโอกาสที่จะได้ให้ผู้อื่นอีกต่อไป

สอนการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ตุ๊กตาหรือของเล่นคือสิ่งที่มีค่าของเด็ก ถ้าเราจะไปหยิบจับสิ่งของที่ลูกหวง ควรบอกลูกเสียก่อน อย่าหยิบไปโดยไม่บอกเพราะลูกจะคิดว่าแม่แย่งของเขาไป เช่น น้องหมีของลูกมอมแมมมากแล้ว แม่ขอพาไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ หน่อยนะคะ หรือแม่ขอยืมกระเป๋าใบนี้ของลูกหน่อยนะ แล้วจะคืนให้จ้ะ เป็นต้น ถ้าลูกไม่ยอมให้พูดกับลูกดีๆ อธิบายเหตุผลให้เขาฟัง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แม้เจ้าตัวเล็กจะทำหน้างอ หรือกระฟัดกระเฟียดบ้างก็ตาม และหากลูกจะมาหยิบของซึ่งเป็นของคุณพ่อคุณแม่ เขาก็ต้องขออนุญาตก่อนเสมอ เพื่อสร้างนิสัยการเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ไปหยิบของเล่นเพื่อนหรือของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต

การทำสัญลักษณ์บนของของลูกนี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะแสดงให้ลูกเห็นและแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนที่เป็นของเขาจริงๆ และสามารถแสดงอาการหวงได้ หากสิ่งไหนไม่ใช่ของลูก ลูกจะหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคน หวงทุกอย่างในบ้านของตัวเอง โดยคุณอาจจะลองให้ลูกนำสติ๊กเกอร์สวยๆ มาแปะลงบนของเล่น ของใช้ส่วนตัวของเขา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของแทนตัวเอง ส่วนของชิ้นอื่นๆ ก็บอกเขาให้รู้ว่า สิ่งนี้เป็นของแม่ สิ่งนั้นเป็นของพ่อ สิ่งโน้นเป็นของพี่ เรียกว่าแยกแยะสิ่งไหนเป็นของใครให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้ลูกรู้ขอบเขตสิ่งของของเขา

ของบางอย่างต้องแบ่งกันลูกต้องเรียนรู้ด้วยว่า มีของบางอย่างที่ต้องใช้ร่วมกัน หรือของเล่นในที่สาธารณะ เช่น ชิงช้า กระดานลื่นม้าหมุน ในสนามเด็กเล่น เป็นต้นต้องแบ่งกันหรือเล่นด้วยกัน และเขาต้องรู้จักที่จะรอคอยบ้าง ถ้าลูกไม่ยอมรอร้องดิ้นอาละวาด คงต้องบอกให้เขาเลือกว่าจะรอเพื่อที่จะได้เล่น หรือว่าจะอาละวาดต่อก็ได้ แต่แม่จะต้องพากลับบ้าน นั่นคือจะทำให้ลูกอดเล่นนะ และถ้ามีเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันควรให้ลูกไปเล่นกับเพื่อนบ้านบ้าง โดยอาจจัดกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่ต้องผลัดกันเล่น พร้อมกับนำขนมไปแบ่งเพื่อนๆ หรือของเล่นไปเล่นกับคนอื่น โดยสอนให้ลูกรู้ว่า ถึงเราจะเป็นคนนำมาแต่ก็ให้คนอื่นเล่นด้วยกันได้ลูกจะได้ฝึกเรื่องการแบ่งปัน อดทนและรอคอย

มีโอกาสเป็นต้องชม เมื่อใดที่ลูกยื่นของเล่นชิ้นที่เขากำลังเล่นอยู่ให้เพื่อนหรือชวนเพื่อนมาเล่นของเล่นด้วยกัน หรือจู่ๆ เขาก็ยื่นขนมให้คนอื่นหรือชวนกินขนมโดยไม่ต้องร้องขอ อย่าลืมที่จะชื่นชมที่ลูกแสดงความมีน้ำใจ แบ่งปันกับพ่อแม่และคนอื่น เพื่อเป็นกำลังใจ หรือเมื่อพี่น้องทะเลาะกันเรื่องของเล่น เพราะเด็กๆ จะจดจำว่า “คราวที่แล้วพี่ยังไม่แบ่งหนูเล่นเลย” หรือ “ทีน้องยังไม่ให้หนูกอดตุ๊กตาเขาเลย” คุณอาจจะพูดว่า “เอ…คราวก่อนเห็นพี่เขาแบ่งหนูเล่นแล้วนี่จ๊ะ หนูจำไม่ได้เหรอ” หรือพูดเปรยว่า “แม่จะดีใจมากที่เห็นลูกๆ รักกันและแบ่งของเล่นกันเล่น” เมื่อได้ยินคำชมอยู่บ่อยๆ ไม่นานเจ้าหนูขี้หวงก็จะกลายเป็นหนูน้อยใจกว้างที่รู้จักแบ่งปัน

แม้พฤติกรรมการหวงของในเด็กเล็กจะเป็นเรื่องปกติตามวัย เด็กๆจะเริ่มเข้าใจการแบ่งปันหรือผลัดกันเล่นตอนอายุประมาณ 5-6 ปี แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรละเลยเพราะการสอนให้รู้จักการแบ่งปันเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ลูกรักเติบโตเป็นเด็กดีมีน้ำใจต่อผู้อื่นและสังคมต่อไปในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

%d bloggers like this: