LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/498137

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากร่วมช่วยกันอยู่บ้านป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เวลาค่อยๆ ปลดล็อก กลับเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็มีแนวโน้มจะเปิดเรียนแล้ว ก่อนเปิดเรียนถือโอกาสนี้ปรับตัวปรับใจ ตั้งใจดูแลสุขภาพกายใจและผิวพรรณด้วย อย่าปล่อยผิวใสให้เป็นผิวเสีย มีสิวมีรอย จุดด่างดำ มาดูแลผิวพรรณกันตั้งแต่วัยรุ่นเพื่อจะไม่เสียใจในภายหน้า

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯและผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่าบางคนอาจเข้าใจว่า เด็กหรือวัยรุ่นไม่ต้องดูแลผิวพรรณก็ได้ ปล่อยให้สวยงามตามธรรมชาติ หรือคิดว่าสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะผิวพรรณต้องดูแลตั้งแต่เด็ก ดูแลทำความสะอาด เพิ่มความชุ่มชื้น ตามลักษณะผิวจนเข้าสู่วัยรุ่น สัญญาณที่จะบอกว่าเข้าสู่วัยหนุ่ม วัยสาวแล้วอันแรก คือสิวนี่แหละ ซึ่งมาก่อนการมีประจำเดือนหรือเสียงแตก ดังนั้นช่วงนี้การใช้น้ำเปล่าล้างหน้าอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และไม่แนะนำให้ใช้สบู่ก้อนหรือผลิตภัณฑ์ความสะอาดตัวมาใช้กับหน้า เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง สบู่ก้อนได้มาจากการที่เอาด่างผสมกับกรดไขมันทำให้มีค่าความเป็นด่างจะสูงประมาณ pH 8-9 เมื่อผิวหน้าของเราได้การชะล้างด้วยด่างจะทำให้แบคทีเรียและจุลชีพที่ผิวหนังไม่สมดุล โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดสิวเจริญเติบโตขึ้น

สาเหตุหลักของการเกิดสิว คือ 1.เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันเพิ่มขึ้น 2.มีการอุดตันของทางออกรูขุมขนไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามทั้งภายนอกและภายใน 3.มีเชื้อแบคทีเรีย C.Acne กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ 4.การอักเสบที่ต่อมขน

ดังนั้น จะเห็นว่าสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก จึงไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อยๆ แค่เช้าหลังตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน และเย็น เมื่อกลับมาจากการเผชิญ สิ่งสกปรกต่างๆ ห้ามนอนไปโดยไม่ได้ล้างหน้าเด็ดขาด

ถ้าเป็นสิวน้อยๆ การดูแลผิวให้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิว การเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาสิวก่อน ถ้าสิวเป็นมากขึ้น มีการอักเสบ ปวด บวมแดง มีไข้ สิวร่วมกับการมีประจำเดือนผิดปกติ การรู้สึกหดหู่จากการเป็นสิว หรือเป็นคนผิวคล้ำที่เวลาเป็นสิวจะทิ้งรอยนาน หรือเป็นแผลเป็นง่าย ก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

การรักษาสิว แพทย์ผิวหนังจะพิจารณาการรักษาสิว ตามความรุนแรงและชนิดของสิว เช่น เป็นคอมมิโดน อุดตัน จะให้ยาทาละลายคอมมิโดน ถ้ามีเม็ดอักเสบมากจะให้ยาแก้ปฏิชีวนะ ถ้าเป็นมากๆ มีทั้งยาทาและยารับประทาน การใช้ยาทาและยารับประทานในการรักษาสิว อาจมีผลข้างเคียงหลายอย่างได้ ดังนั้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนัง

ส่วนตัวช่วยที่จะทำให้สิวหายเร็วขึ้น นอกจากการใช้ยาทาและยารับประทาน ก็มีการกดสิว การฉีดยาสิว การทำทรีทเมนท์ต่างๆ เช่น การลอกหน้า การทำเลเซอร์ การรักษาด้วยแสง ซึ่งจะเป็นการรักษาเสริมที่ทำให้สิวหายได้เร็วและไม่กลับมาเป็นใหม่ แต่ข้อเสียคือยังมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่

เทคนิคการใส่หน้ากากไม่ให้เกิดสิว ในชีวิตวิถีใหม่ที่เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใส่หน้ากากตลอดเมื่อออกนอกบ้านและอยู่ในที่ชุมชน ทำให้บางคนอาจเกิดสิวได้มากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณใต้หน้ากาก ทั้งนี้เนื่องจาก ความอับชื้น น้ำมูก น้ำลายที่อยู่บนหน้ากาก หรือบางคนแพ้สารเคมีที่เคลือบที่หน้ากาก ดังนั้น เราควรมีหน้ากากเปลี่ยนระหว่างวัน ถ้าเปี้อนน้ำมูก น้ำลาย ควรเปลี่ยนทันที หน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งจะดีกว่าทั้งด้านการป้องกันการติดเชื้อและปัญหาสิว แต่ถ้าหากหาไม่ได้ให้ใช้หน้ากากผ้าได้แต่ต้องซักให้สะอาด และหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ

การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ซึ่งมีหลายรูปแบบทั้ง แบบก้อน แบบเหลว โฟม ครีม และออยล์ ควรเลือกอย่างไรดี โดยทั่วไปหลักการง่ายๆ คือ ต้องรู้จักชนิดของผิวเราก่อนว่าเป็นผิวแห้ง ผิวมันผิวผสม หรือ ผิวแพ้ง่าย

ปัจจุบันนิยมใช้ สบู่สังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า Syndet หรือ Soapless Soap โดยอาจจะอยู่ในรูปสบู่ก้อนสบู่เหลว โฟม เจล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดนี้สามารถปรับความเป็นกรดด่างให้เท่ากับผิวหนังได้ และอาจจะใส่สารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้ สำหรับ คนที่หน้าแห้งมากๆ ควรเลือกใช้แบบเจล หรือครีมที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ toner หรือการขัดหน้า สารสครับผิว เพราะทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ส่วนผู้ที่หน้ามัน ให้ใช้กลุ่มที่เป็น โฟม หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารชะล้างสูงได้ ถ้าหากคนที่แต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ ล้าง เช็ด เครื่องสำอางออกก่อนและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอีกครั้ง

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการทำการบ้านไม่เสร็จ งานเยอะ ติดซีรี่ส์ หรือติดเกมส์ Chat กับเพื่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อมโทรม ทำให้เกิดสิวด้วย ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย7-8 ชั่วโมง โดยที่ร่างกายเราจะมีการซ่อมแซมที่ดี ระหว่างเที่ยงคืนถึงตี 2 ช่วงนี้ต้องได้การนอน บางคนนอนตี 3 ตื่น 11 โมง ก็ได้ 7 ชั่วโมงเหมือนกันแต่ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซม ผิวก็ดูไม่ดี

อาหารก็ทำให้เกิดสิวได้ แม้ว่าอาหารมีส่วนช่วยให้สุขภาพกายและผิวดีขึ้นได้ แต่อาหาร Junk food ที่วัยรุ่นทั้งหลายชื่นชอบรวมทั้งผู้ใหญ่บางคนด้วย เช่น น้ำอัดลม ของหวาน ขนมปัง ขนมเค้ก ไอศกรีม ของทอด ขนมคบเคี้ยว ชานมไข่มุก เป็นต้น ปัจจุบันมีวิจัยพบว่า อาหารเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือ ที่มีตัวเลข Glycemic Index สูง สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาในกระแสเลือด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่ผิวหนังผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น ควรจะลดอาหารเหล่านี้ อาหารที่ควรรับประทานเพิ่ม คือ พืช ผัก ผลไม้มีสีต่างๆ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ ไฟเบอร์มาก รวมทั้งการดื่มน้ำมากๆ ด้วยเพราะน้ำเป็นตัวที่ช่วยให้เซลล์ทำงานปกติ ชะล้างของเสียให้ออกจากร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณดี เป็นสิวน้อยลง

ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆและผิวหนังได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อไม่ควรรับประทาน whey protein ที่ได้มาจากนม เพราะสามารถทำให้เกิดสิวได้ เมื่อเป็นสิว อย่า บีบ แกะ เกา การทำเช่นนั้นทำให้สิวอักเสบมากขึ้นและเป็นรอย เป็นแผลเป็นลึกไปได้อีก ติดตามข้อมูลการดูแลผิวพรรณและรักษาสิวทุกช่วงวัยได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

รู้อย่างนี้แล้ว สาวน้อยทั้งหลายให้รีบดูแล รักษาสิวให้หน้าใสรับเปิดเทอมนี้ ก็จะไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้อย่างมั่นใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปรับพฤติกรรม..สร้างสุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479881

Life & Health : ปรับพฤติกรรม..สร้างสุขภาพดี

Life & Health : ปรับพฤติกรรม..สร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีด้วยมีความเครียดจากข่าวการระบาดไวรัสจึงขอให้ทุกคนจะดูแลสุขภาพ หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลผสมแอลกอฮอล์ 70% เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคต่างๆ ควรล้างมือให้ติดเป็นนิสัยด้วยเช่นกันเมื่อต้องทำกิจกรรม เช่น (1) ก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร (2) ก่อนและหลังดูแลผู้ป่วย (3) ถอดหรือใส่คอนแทคท์เลนส์(4) ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้มือแล้วเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา (5) หลังเข้าห้องน้ำ (6) หลังหยิบจับสิ่งต่างๆ เช่น เนื้อดิบ ผัก ฯลฯ (7) หลังใช้มือขยี้จมูก ไอ หรือจาม (8) ถือขยะ (9) เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กหรือผู้ใหญ่ และ (10) หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น การล้างมือที่ถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่ มีด้วยกัน 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ฝ่ามือถูกัน(2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว (3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว (4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ (5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ (6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ (7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง

อย่างไรก็ตาม การจะมีสุขภาพที่ดีได้จำเป็นจะต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยเคล็ดลับการมีพฤติกรรมสร้างสุขภาพที่ดี ดังนี้

รับประทานอาหารเช้าทุกวัน ผู้ที่บริโภคอาหารเช้าทุกวัน มีการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคอาหารเช้ามักจะได้รับวิตามินและเกลือแร่
ที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพิ่มขึ้น มีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคอาหารเช้า ผลที่ตามมาคือ ระดับคอเลสเตอรอลไม่เกินพิกัด และโอกาสที่จะบริโภคเกินอัตรานั้นก็มีน้อยจึงทำให้มีรูปร่างดี ไม่อ้วนง่าย เพราะอาหารเช้าทำให้ไม่หิวก่อนเวลาอาหารเที่ยง ทำให้ไม่กินอาหารมื้อต่อๆ มามาก และโอกาสกินอาหารที่มีแคลอรีสูงลดลง โอกาสที่จะอ้วนและเกิดเบาหวานน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มีนิสัยไม่กินอาหารเช้า อาหารเช้าที่มีคุณภาพ (ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ หรือ โดนัท) ยังช่วยให้ตื่นตัวมีสมาธิในการเรียนการทำงาน อาหารเช้าที่ดีควรมี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเล็กน้อย ควรบริโภคให้หลากหลาย แม้จะทราบว่าอาหารเช้าดีอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีข้ออ้าง เช่น ไม่มีเวลา ไม่หิว คนเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ให้กินอาหารเช้าที่ทำงานหรือนำอาหารเช้าที่มีประโยชน์ชนิดพกพาติดตัวไปได้ เช่น ผลิตภัณฑ์นมทั้งหลายชนิดไม่เติมน้ำตาล น้ำผลไม้ 100% ไม่เติมน้ำตาล ธัญพืชต่างๆ ผลไม้สด เป็นต้น

รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภคปลา 180 กรัม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เนื่องจากปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงมีไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวต่ำ มีกรดโอเมกา 3 ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ บำรุงสมอง ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 สูง มีให้เลือกมากมาย เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาอินทรีปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์ เป็นต้น อาหารจากพืชอื่นที่เป็นแหล่งของกรดไขมันอัลฟาลิโนเลนิคสามารถเปลี่ยนไปเป็นโอเมกา 3 ในร่างกายได้ ได้แก่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง วอลนัท แฟลกซีด คนที่บริโภคอาหารมังสวิรัติจึงอาจใช้อาหารเหล่านั้นเป็นแหล่งของโอเมกา 3

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ ปัญหานอนน้อยมักจะพบในผู้สูงอายุ วัยเรียน วัยทำงานและผู้บริหาร National Sleep Foundation แห่งสหรัฐอเมริการายงานไว้ว่า คนที่นอนไม่พอมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางจิตได้มากกว่าคนที่นอนเพียงพอ การอดนอนเสมอๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีผลทางลบต่ออารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ และความเป็นเหตุเป็นผล เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหากเกิดอาการหลับใน ข้อแนะนำก็คือ พยายามนอนให้ได้วันละ 7-10 ชั่วโมง

มีสังคมไม่เก็บตัวโดดเดี่ยว การมีกิจกรรมในสังคม ช่วยให้ได้พบปะผู้คนมากขึ้นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการมีมิตรใหม่ๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ผลดีต่อสภาพจิตใจและหน้าที่การงาน

ออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังมีประโยชน์ดังนี้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้กระดูก กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากวัยอันควร ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ผลระยะสั้นของการออกกำลังกาย คือช่วยให้ความคิด การเคลื่อนไหวร่างกายดีขึ้น ลดความเครียด เสริมสร้างอารมณ์ ทำให้กระชุ่มกระชวย มีพละกำลังมากขึ้น คนที่มีข้อแก้ตัวว่าไม่มีเวลาในการออกกำลังกายหรือเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำจะไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วการออกกำลังกายจะทำให้มีเรี่ยวแรงมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการทำงานตลอดทั้งวันพยายามเคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินไปซื้อของในระยะทางใกล้ๆ แทนการใช้รถ การเดินช็อปปิ้ง ลดการใช้รีโมทคอนโทรล การออกกำลังกายที่ง่าย ที่สุดคือ การเดิน การเดินบ่อยๆ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ทุกๆ 20 ก้าวที่เดิน ร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 1 แคลอรี มีการวิจัยในอาสาสมัคร 13,000 คน เป็นเวลา 8 ปี พบว่าผู้ที่เดินวันละ 30 นาที ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

ดูแลสุขภาพฟัน นพ.Michael Roizen ผู้ประพันธ์หนังสือ Real age แนะนำว่า การทำความสะอาดฟันด้วยไหมขัดฟันทุกวัน ร่วมกับการออกกำลังกายและบอกลาบุหรี่จะทำให้อายุยืนขึ้น 6.4 ปี เหตุผลก็คือ ช่องปากของเราเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ฟันที่เราใช้เคี้ยวก็ต้องมีเลือดมาเลี้ยง และเลือดนั้นก็จะมาจากหัวใจ นักวิจัยเชื่อว่า แบคทีเรียที่ทำให้เกิดพลัคที่ฟันจะเข้าไปในกระแสเลือด และมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดการบวมอักเสบ ร่วมกับการเกิดพลัคและทำให้หลอดเลือดอุดตันก่อให้เกิดโรคหัวใจ

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า แบคทีเรียในช่องปากมีความสัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดตีบเบาหวาน เด็กคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย การดูแลช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน จะช่วยขจัดจุดและรอยด่างบนฟัน ทำให้เคี้ยวอาหารได้ดี พูดอย่างชัดเจน และยิ้มได้อย่างมั่นใจ

บริโภคผักและผลไม้วันละประมาณ 1/2 กิโล องค์การอนามัยโลกแนะอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคจะต้องมีผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ขึ้นไป อาหารจากพืชจะให้ประโยชน์ต่อไปนี้ ลดความเสี่ยงของมะเร็งแต่ละชนิด ชะลอแก่ เพิ่มความจำ ป้องกันโรคหัวใจ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน วิธีที่จะบริโภคผักผลไม้มากขึ้นคือ รับประทานเป็นอาหารว่าง เช่น แครอท โยเกิร์ต ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง (เล็กน้อย) เวลาการบริโภคอาหารว่าง คือช่วงเวลาที่รู้สึกหิวระหว่างมื้อ แต่ควรระวังแยกแยะความหิวและความอยาก (ไม่หิวจริง)โดยเฉพาะในคนที่ลดน้ำหนัก

วางแผนการสร้างพฤติกรรมที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ฉะนั้นต้องมีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อของ การเตรียมอาหาร และการเลือกเมนูอาหาร ส่วนการออกกำลังกายจะต้องจัดเข้าในตารางการทำงานและในชีวิตประจำวัน
ที่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้สุขภาพที่ดีก็จะเป็นของคุณ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมรับมือโรคหน้าร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/478399

LIFE&HEALTH : เตรียมพร้อมรับมือโรคหน้าร้อน

LIFE&HEALTH : เตรียมพร้อมรับมือโรคหน้าร้อน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวแล้ว และได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. โดยบริเวณประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไป และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เอกวีร์ ศรีปริวุฒิ อายุรแพทย์เปิดเผยว่า เพราะเชื้อโรคบางชนิดจะเติบโตได้ดีในที่ ที่มีอุณหภูมิสูง รวมถึงพิษภัยที่เกิดจากความร้อนอีกมากมาย เราจึงควรใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ก่อนโรคที่มักแอบแฝงมากับฤดูร้อนจะจู่โจมสุขภาพกัน

โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร

โรคทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยและมักเกิดขึ้นง่ายมากในหน้าร้อนก็คือ โรคอุจจาระร่วง ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด บางรายอาจมีอาการอาเจียนหรือปวดท้องรุนแรง นอกจากนี้หากเรารับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคหรือสารพิษของแบคทีเรีย (Toxin) ปนเปื้อนอยู่ในอาหารต่างๆ ได้ เช่น น้ำดื่ม เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ฯลฯ รวมถึงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็น อาหารค้างคืนที่ไม่อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ดื่มน้ำไม่สะอาด ฯลฯ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคต่างๆ เหล่านั้นเข้าไป จะเกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ จนรู้สึกปั่นป่วนท้องอยากถ่าย ซึ่งไม่ใช่แค่ท้องเสียแบบทั่วไปเท่านั้น หากแต่เป็นอาการของ โรคอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดท้องในลักษณะบิดเป็นพักๆ บางครั้งอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น ส่วนจะปรากฏอาการได้เร็วหรือช้าขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อหรือสารพิษที่เราได้รับเข้าไป

เตรียมพร้อมรับมือ

โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษมีสาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่สะอาดตามที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้นเราจึงควรป้องกันตัวเองโดยการปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารให้ดีขึ้น เช่น รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดิบๆ สุกๆ อาหารหมักดองและไม่รับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม รวมถึงดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่ได้รับการรับรองจาก อย. ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ทั้งนี้ในเบื้องต้นหากมีอาการไม่มากให้ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนน้ำในร่างกายส่วนที่เสียไป แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

ฮีทสโตรก (Heat stroke) หรือโรคลมแดด

โรคนี้เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปและไม่สามารถระบายออกได้ จนอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้ที่อยู่กลางแดดร้อนเป็นเวลานาน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก โดยอาการจะเริ่มจากน้อยๆ แล้วค่อยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไม่มีเหงื่อออก แม้อากาศจะร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง เมื่อเป็นมากๆ จะช็อก หมดสติ หากไม่รีบทำการรักษา อาจเสียชีวิตได้

เตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน จนเกิดการเสียเหงื่อฉับพลัน ควรหยุดทำงาน หรือหยุดออกกำลังกายทันที แล้วนั่งพัก ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ทั้งนี้ในช่วงที่อากาศร้อนจัดแนะนำให้สวมใส่เสื้อผ้าหลวมและเนื้อบางเบา ควรกางร่มและอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเท พร้อมดื่มน้ำให้มากขึ้นให้มากกว่าวันละ 6-8แก้ว หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรืออยู่กลางแดดในขณะที่อากาศร้อนจัด

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ

จริงๆ แล้วเชื้อพิษสุนัขบ้าจะพบในสัตว์โดยเฉพาะสุนัขและแมวได้เสมอไม่ว่าฤดูไหน แต่มักระบาดในช่วงหน้าร้อน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อเข้าสู่คนได้ทางบาดแผลที่ถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลถลอก รวมถึงน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อกระเด็นเข้าตา ปาก จมูกปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ หากเป็นแล้วจะเสียชีวิตทุกราย

เตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อถูกสุนัข หรือแมวกัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่หรือน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้ง แล้วใส่ยารักษาแผลสดแล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันขณะเดียวกันให้กักสัตว์นั้นไว้ เพื่อสังเกตอาการว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวควรนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปีละ 1 ครั้ง และไม่คลุกคลีกับสุนัขและแมวจรจัดที่ไม่มีเจ้าของ

โรคผิวหนัง

สภาพอากาศที่ร้อนชื้น มีเหงื่อออกมากและไม่รักษาความสะอาด เสี่ยงที่จะเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย สาเหตุมักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผิวหนังและรูขุมขนอักเสบ มีแผลเป็นตุ่มหนอง มีเชื้อราตามจุดอับชื้นต่างๆ ทำให้เกิดโรคกลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้รังสี UV ในแสงแดด ยังสามารถทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn ได้เช่นกัน เมื่อผิวไหม้แดด ผิวหนังของคุณจะบวม แดง ร้อน คัน ปวดแสบปวดร้อน

เตรียมพร้อมรับมือ

เราสามารถป้องกันการเกิดโรคผิวหนังด้วยการรักษาความสะอาดร่างกาย ด้วยการอาบน้ำเป็นประจำและเช็ดตัวให้แห้งโดยเฉพาะขาหนีบ รักแร้ อาจใช้แป้งโรยตัวเพื่อให้ผิวหนังแห้งและลดความเสี่ยงการติดเชื้อรา รวมถึงไม่ใส่เสื้อผ้าที่หนาจนเกินไป ส่วนอาการผิวไหม้แดดควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดดจัดทาครีมกันแดด และครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังเพื่อลดการสูญเสียน้ำของผิวหนังอยู่เสมอ

เมื่อรู้เท่าทันและรู้จักวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยในฤดูร้อนกันแล้ว คุณก็จะไม่เครียดและสามารถใช้ชีวิตในฤดูร้อนได้อย่างสุขกายสบายใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เมื่อไรที่ควรเสริมวิตามิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476809

Life & Health : เมื่อไรที่ควรเสริมวิตามิน

Life & Health : เมื่อไรที่ควรเสริมวิตามิน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันมีข้อมูลจากสื่อต่างๆ คือการเสริมวิตามินแร่ธาตุจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ผลจริงหรือไม่ นักวิจัยก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารมักแนะนำว่าถ้ารับประทานอาหารสมดุลครบทุกหมวดหมู่ และมีสุขภาพดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสริม ข้อมูลที่ขัดแย้งนี้มักจะทำให้ผู้บริโภคสับสนและไม่แน่ใจว่าจะเชื่อใคร

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น แต่เนื่องจากภาวะมลพิษต่างๆ และการรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ผู้บริโภคจึงพยายามมองหาสิ่งชดเชยเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินเกลือแร่ และยังเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเองว่าแม้จะกินจากอาหารไม่ครบแต่ก็น่าจะได้รับผลป้องกันจากการเสริม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงกลายเป็นทางเลือกของผู้บริโภคทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังหรือสรรพคุณอ้าง ในบางกรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็นและสามารถช่วยแก้ไขสภาวะะที่บกพร่องของร่างกายได้ เช่น ในประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้งโปรแกรมการเสริมอาหารเพื่อแก้ไข ป้องกันและรักษาโรคเด็กเล็กที่เบื่ออาหารได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะได้รับการเสริมอาหาร

ใครบ้างที่ควรเสริมอาหาร โดยปกติผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเสริมวิตามินและเกลือแร่ คือ

l ผู้สูงอายุซึ่งรับประทานอาหารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการหรืออาจมีปัญหาในการดูดซึมวิตามินแร่ที่เสริม ได้แก่ วิตามินซี ดี บี บี12 กรดโฟลิค และสังกะสี

l เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เช่น ทารก วัยหนุ่มสาวที่มีความต้องการสารอาหารครบถ้วนในปริมาณต่างๆ

l หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ มักจะได้รับคำแนะนำให้เสริมกรดโฟลิค 400 ไมโครกรัม ก่อนตั้งครรภ์และระหว่าง 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท นอกจากนี้การเสริมธาตุเหล็กยังอาจเป็นสิ่งจำเป็นระหว่างตั้งครรภ์

l หญิงให้นมบุตร

l ผู้ป่วยที่ขาดอาหาร ผู้ป่วยฟื้นไข้หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังบางชนิด

l ผู้ที่ลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารที่มีระดับแคลอรีต่ำมาก (ต่ำกว่าวันละ 1200 แคลอรี)

l ผู้ที่ไม่สามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนจากอาหารที่รับประทานเนื่องจากการแพ้อาหาร และจำเป็นต้องงดอาหารที่แพ้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน

l ชนชาติที่แต่งกายปกปิดผิวหนังทุกส่วนจนได้รับแสงแดดไม่เพียงพออาจขาดวิตามินดี

l ผู้ที่มีชีวิตที่เร่งรีบจนขาดการเอาใจใส่ในการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งมักมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ

l มังสวิรัติชนิดเคร่ง (Vegan) ซึ่งงดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ทุกชนิดจะได้รับประโยชน์จากการเสริมวิตามินบี 12 และสังกะสี

l ผู้ที่ไม่ดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์นม และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือหญิงวัยทองที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน จะได้รับประโยชน์จากการสริมแคลเซียมและวิตามินดี

l หญิงที่มีรอบเดือน หรือผู้มีโลหิตจางควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก เป็นต้น

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นจะต้องรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมแทนอาหารอย่างที่คนทั้งหลายเข้าใจกันผิดๆ ปกติแล้ววิตามินและเกลือแร่เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพียงวันละเล็กน้อย แต่มีความจำเป็นเนื่องจากความสมดุลของสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุไม่สามารถแยกการทำงานแบบต่างคนต่างทำได้ ฉะนั้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และให้มีความสมดุลในแต่ละหมู่ทุกวันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่เพียงพอ ในทางตรงกันข้ามถ้าเสริมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการและร่างกายไม่สามารถขจัดทิ้งได้ก็จะทำให้เกิดโทษได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามินเกลือแร่ที่มีปริมาณสูงๆ ถึง 100-200% ของข้อกำหนดมาตรฐานความต้องการประจำวัน (RDA) อาจให้โทษได้ เช่น วิตามินเอและดี ถ้ารับประทานเกิน 100% ของค่ากำหนดมาตรฐานประจำวันจะทำให้เป็นพิษได้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานวิตามินเอเกินวันละ 5,000 ไอยู เพราะอาจทำให้ทารกเกิดมาพิการได้ การเสริมธาตุเหล็กมากเกินควรอาจก่อให้เกิดโรคเลือดได้

จะเลือกวิตามินอย่างไร คนที่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินและเกลือแร่ในการเลือกซื้อควรพิจารณาดังนี้ คือ ตรวจวันหมดอายุฉลากบนขวดวิตามิน เลือกวิตามินในขนาด 100%, ของข้อกำหนดมาตรฐานความต้องการประจำวันของร่างกาย หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และนักโภชนาการนักกำหนดอาหารเสียก่อน, ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกชนิดที่แพง แต่เลือกที่คุณภาพเพราะราคาที่แพงนั้นส่วนใหญ่แพงเพราะชื่อทางการค้าและการโฆษณา, บางชนิดมีคำว่า “ธรรมชาติ” บนฉลาก เพื่อดึงดูดความสนใจว่าเป็นวิตามินจากธรรมชาติ แต่จริงๆแล้ววิตามินที่ขายแม้จะอยู่ในรูปของธรรมชาติแต่ก็จะมีส่วนผสมของวิตามินสังเคราะห์เสมอ, บางชนิดระบุว่าเป็นสูตรลดความเครียด ซึ่งเป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แท้จริงไม่มีสูตรที่มีผลต่อความเครียดทางอารมณ์หรือทางกายภาพ,กรณีที่รับประทานแคลเซียมเสริม ไม่ควรรับประทานพร้อมวิตามินรวมที่มีธาตุเหล็กเพราะทั้ง 2 ตัวจะลดการดูดซึมซึ่งกันและกัน,สำหรับการเก็บวิตามินไว้ในที่แห้งและเย็น ความชื้นจะทำให้วิตามินสูญเสียคุณภาพได้

สิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักคือไม่ควรยึดอาหารเสริมเป็นอาหารหลัก หรือหวังใช้อาหารเสริมแทนอาหารหลัก แต่ถ้าอยากจะใช้และไม่สร้างปัญหาในทางการเงินให้กับตัวเองแล้วล่ะก็ ควรเลือกใช้ให้ถูกชนิดและเหมาะสมกัยสภาพร่างกาย สภาวะการดำเนินชีวิตของตนเอง อย่าคาดหวังว่าอาหารเสริมจะเป็นยาวิเศษหรือสิ่งมหัศจรรย์ที่จะช่วยให้ปลอดจากโรคทุกชนิด แม้ผู้ที่มีโรคก็ไม่ควรละเลยกับยาที่แพทย์สั่งให้รับประทาน อย่าลืมว่าอาหารหลัก5 หมู่ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอย่อมมาก่อน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปิดเทอมนี้ให้ลูกเรียนพิเศษดีไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/475343

Life & Health : ปิดเทอมนี้ให้ลูกเรียนพิเศษดีไหม

Life & Health : ปิดเทอมนี้ให้ลูกเรียนพิเศษดีไหม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำหรับคนที่มีลูกที่กำลังจะปิดเทอม คงต้องวางแผนว่า จะให้ลูกทำอะไรดี ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตของทุกครอบครัวที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะส่งลูกไปเรียนทำกิจกรรมเสริม อย่างเช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ รวมถึงการเข้าค่ายเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆ หรือส่งไปเรียนพิเศษเพื่อกวดวิชากันดี

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่าปิดเทอม คือช่วงเวลาความสุขที่เด็กๆต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้หยุดพักจากการเรียนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบเข้านอนได้เล่นเกม ได้ไปเที่ยว ฯลฯ แต่พ่อแม่หลายคนกลับรู้สึกไม่สนุกสักเท่าไรเพราะไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องเลี้ยงลูก แถมต้องหาวิธีการรับมือกับช่วงเวลาว่างๆ ของลูกให้ดีไม่เช่นนั้นวันๆ เขาก็จะขลุกอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเกมอย่างเดียว!!

คิดก่อนส่งลูกเรียนกวดวิชา

การส่งลูกเรียนพิเศษในช่วงปิดซัมเมอร์ดูจะเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนเป็นพ่อแม่สมัยนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีคนดูแลลูก กลัวว่าลูกจะเล่นซนไปวันๆ อยากให้ลูกเรียนเก่งๆ หรือ อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนชื่อดัง

อันที่จริงการส่งลูกเรียนเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อระดับชั้นที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่คุณเคยลองถามความคิดเห็นลูกกันดูบ้างไหม? ถ้าเขาเต็มใจหรือชอบที่จะเรียนก็ดีไป แต่ถ้าลูกไม่อยากไปแล้วถูกบังคับให้ทำ สุดท้ายก็อาจกลายเป็นปัญหาและอาจจะส่งผลเสียตามมา ไม่ว่าจะเป็น ไม่สนใจเรียนเอาแต่นั่งเล่น นั่งคุยกันกับเพื่อน หรือเผลอๆ ชวนกันโดดเรียนหนีไปเที่ยว

ดังนั้น คุณควรพูดคุยสอบถามความคิดเห็นเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายเหตุผลให้ลูกฟังก่อน ว่าทำไมถึงต้องส่งเขาไปเรียนพิเศษ พร้อมให้คำแนะนำที่ดีแก่ลูก รวมทั้งอธิบายข้อดี ข้อเสียที่จะเกิดขึ้นโดยดูที่ความจำเป็นของลูกเป็นหลัก และต้องไม่ลืมว่าเด็กก็คือเด็ก ที่ยังต้องการเวลาเล่นสนุกบ้าง ไม่ใช่ยัดเยียดแต่การเรียนให้ลูกเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นก่อนส่งลูกเรียนซัมเมอร์ มีข้อคิดก่อนตัดสินใจมาฝาก

l ถามตัวเองก่อนว่าถ้าให้ลูกอยู่บ้านแล้วทำกิจกรรมร่วมกับลูกได้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณควรหาเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับลูกอย่างเต็มที่ ด้วยการวางแผนลาพักร้อน พร้อมหากิจกรรมทำร่วมกันกับลูก เช่น ออกไปท่องเที่ยว เข้าครัวทำอาหาร เล่นเกมฝึกสมอง ฯลฯ เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ และกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

l ลูกควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจถามลูกก่อนว่า อยากเรียนหรือไม่ถ้า “ใช่” ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากเรียนกับเพื่อนในกลุ่ม ไม่อยากปิดเทอมเหงาอยู่บ้าน ต้องการเตรียมตัวสอบ พิชิตเนื้อหาล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลูก “ไม่อยากเรียน” ก็ลองให้เขาเลือกว่าถ้าเปลี่ยนมาเข้าคอร์สอื่นๆ แทน เช่น เล่นกีฬา ฝึกทำอาหาร จะช่วยให้เขาได้รู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น

วิธีการบริหารจัดการลูกช่วงปิดซัมเมอร์

การที่ลูกมีอิสระมากเกินไปในช่วงปิดเทอมอาจทำให้เด็กเคยชินกับการทำอะไรไปเรื่อยๆ อาจปรับตัวไม่ทันในช่วงเปิดเทอมได้ หากไม่มีการเตือนให้รีบกลับมาสู่การเรียนหรือกฎเกณฑ์อย่างแท้จริงอาจเกิดปัญหาตามมาได้ สำหรับวิธีบริหารจัดการลูกคือ

1.กำหนดกิจกรรมที่ต้องทำ พ่อแม่ควรตั้งเป้าหมายดูว่าปิดเทอมนี้จะฝึกลูกในด้านใดบ้าง เช่น เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาเดิม ไม่นอนดึกตื่นสาย ตื่นนอนแล้วต้องเก็บที่นอนเอง หรืออาจมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยรดน้ำต้นไม้ ช่วยทำกับข้าว เป็นต้น เพื่อให้เขาได้รู้จักหน้าที่ของตนและฝึกความรับผิดชอบ

2.ออกแบบตารางกิจกรรมร่วมกัน เมื่อพูดคุยถึงกิจกรรมต้องทำแล้ว ก็ได้เวลาเรียงลำดับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ตามที่ตกลงกัน แต่กิจกรรมที่วางไว้ไม่ควรจะแน่นเกินไป ถ้าถึงเวลาเล่นก็ปล่อยให้เค้าได้อิสระสนุกสนานอย่างเต็มที่

3.เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม แม้ในระหว่างปิดเทอมจะเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนแต่พ่อแม่ควรฝึกลูกให้รู้จักเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ สำหรับเทอมต่อไป เพื่อกระตุ้นเตือนให้เขาตระหนักถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยังคงต้องมีอย่างต่อเนื่อง

ลูกได้อะไรจากการไปเรียนซัมเมอร์

หากมองในด้านบวกกิจกรรมช่วงปิดเทอม ช่วยเสริมลูกในเรื่องต่างๆ ดีกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ แน่นอน ส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

1.ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การได้ไปเรียนพิเศษไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ คอร์สเสริมทักษะด้านต่างๆ เพิ่มเติมจากการเรียนในห้อง ถือเป็นการเสริมพลังเรียนรู้ให้ลูกอย่างถูกทาง หรือเสริมทักษะในด้านที่ขาดเพื่อพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดี

2.มีประสบการณ์ที่หลากหลายเพิ่มเติมจากในโรงเรียนและที่บ้าน เช่น การเข้าแคมป์เรียนภาษาอังกฤษ ค่ายศึกษาธรรมชาติรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ การเข้าร่วมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ล้วนแต่ช่วยพัฒนาทักษะความรู้และการวางเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะสม

3.ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในการพึ่งพาตนเอง ทักษะการเอาตัวรอด และมีพัฒนาการทางอารมณ์รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่นในการเข้าสังคม จากการปรับตัวกับเพื่อนใหม่ รวมถึงการฝึกความอดทนและการรู้จักแก้ปัญหาในสังคมที่กว้างขึ้นกว่าการคบเพื่อนแค่ในโรงเรียน

แม้ปิดเทอมคือช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีโอกาสพักผ่อน แต่ควรให้เขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียน ทำให้เขาเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย มากกว่าใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเครียดๆ เพียงเพื่อให้มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น

สำหรับใครต้องการช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่ บช.ออมทรัพย์ SCB สาขาอ่อนนุช 133-2-08742-3ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาเรียนรู้เท่าทันโรคร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473780

Life & Health : มาเรียนรู้เท่าทันโรคร้าย

Life & Health : มาเรียนรู้เท่าทันโรคร้าย

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย การหัดเป็นคนช่างสังเกตและให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีมีส่วนช่วยได้ ข้อมูลจาก รศ.นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจผู้อำนวยการ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ แนะนำให้เรารู้เท่าทันและเตรียมรับมือความผิดปกติที่เกิดจากโรคต่างๆ ได้ทันท่วงที

ตรวจหาโรคหัวใจ เพชฌฆาตเงียบ

“หัวใจ”อวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุดพัก เนื่องจากมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อาหารไทยที่เคยเน้นผัก ปลา น้ำพริก ได้กลายมาเป็นอาหารสำเร็จรูป อาหารไขมันสูงประกอบกับการละเลยที่จะออกกำลังกายมีความเครียด ทำให้น้ำหนักตัวมากเกินไป มีความดันโลหิตสูง รวมถึงการมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ทั้งสิ้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ โดยจะรู้สึกแน่น อึดอัด หายใจไม่ออก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยหอบอาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น เป็นต้น นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็คือขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป หากเป็นเช่นนี้อย่านิ่งนอนใจ เพราะหัวใจคุณมีแค่ดวงเดียวเท่านั้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง หรือเอกซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ

ตรวจหาเบาหวาน โรคยอดฮิตที่คอยบั่นทอนสุขภาพ

เบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่คนไทยเป็นกันมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้เลยว่าตัวเอง
เป็นโรคนี้ และกว่าจะรู้ตัวระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงก็ส่งผลมากมายต่อสุขภาพแล้ว เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและไม่หายขาด ซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ในการใช้ชีวิต เช่น อาหารการกิน สิ่งแวดล้อม การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การใช้ยาบางชนิด ซึ่งคนที่อ้วนหรือลงพุง และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน คนที่เคยเป็นเบาหวานตอนตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นเบาหวานได้

อาการเตือนที่ควรสังเกต เบาหวานโรคที่เกิดจากการเสื่อมของตับอ่อน ทำให้สร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่พอกับความต้องการของร่างกายหรือเกิดการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ และส่งผลให้มีอาการต่างๆ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะปริมาณมากและบ่อย เหนื่อย อ่อนเพลียน้ำหนักตัวลดลงโดยที่ยังรับประทานอาหารตามปกติ ตาแห้ง ตาพร่า เห็นภาพไม่ชัด ผิวหนังแห้งและมีอาการคัน มีอาการชาบริเวณปลายมือปลายเท้า เป็นแผลแล้วหายยาก เป็นต้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรค มีเพียงวิธีเดียว คือการเจาะหาน้ำตาลในเลือด สำหรับคนปกติแนะนำให้คนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรจะเจาะเลือดทุกปี แต่หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อ้วน รับประทานหวานมาก ดื่มสุรา หรือมีประวัติของโรคในครอบครัว ก็ควรตรวจเช็คเลือดอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้คนปกติจะมีค่าน้ำตาลในเลือด หลังอดอาหารค่าจะอยู่ระหว่าง 80-100 มก./ดล.ถ้าอยู่ในระหว่าง 110-126 มก./ดล.แสดงว่าผิดปกติและมีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าเมื่อใดที่มีระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ควบคุมรักษาก็จะเกิดผลเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ ได้

ตรวจหามะเร็ง โรคร้ายแชมป์คร่าชีวิต

มะเร็งโรคที่ใครๆ ก็ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง แบ่งตัวผิดปกติเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น โดยก้อนนั้นอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่างๆ ได้ สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดโรคคือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่มยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด เป็นต้น ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนา เป็นต้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต สัญญาณเตือน 7 ประการ ที่อาจแสดงว่าเป็นอาการของโรคมะเร็งมีดังนี้ 1.มีการเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด ท้องเสียหรือท้องผูกผิดปกติ 2.มีแผลเรื้อรังรักษาไม่หาย โดยเป็นนานมากกว่า 3 สัปดาห์ 3.มีเลือดออก หรือมีสารคัดหลั่งออกมาจากบริเวณช่องต่างๆ ของร่างกายผิดปกติ เช่น หัวนม จมูก ช่องคลอด ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น 4.คลำพบก้อนที่เต้านม หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย 5.ท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีอาการปวดท้อง กลืนอาหารลำบาก เป็นต้น 6. หูด ปาน ไฝหรือจุดเล็กๆตามร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น โตขึ้น มีสีผิดปกติหรือมีเลือดออก 7.มีอาการไอที่ผิดปกติ เช่น ไอปนเลือดไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบ

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคมะเร็งหากรู้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ก็มีโอกาสรักษาหายได้ดังนั้นคุณควรตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบเจอสิ่งที่ผิดปกติในร่างกายอย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด ตั้งแต่การสอบถามประวัติ การตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษ เป็นต้น

ตรวจวัดความดันโลหิตฆาตกรอำมหิต

ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งความดันจะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ทั้งนี้ระดับความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาโดยจะขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การทานอาหาร การนอนหลับ กิจกรรมที่ทำอยู่ รวมทั้งสภาพจิตใจ ตามปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท หากมากกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง และถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคไตวาย โรคหัวใจ อัมพาต ฯลฯ

อาการเตือนที่ควรสังเกต โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดผลกระทบเนื่องจากหลอดเลือดตีบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ ไต หรือตาลดลงอาการที่อาจจะพบได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตามัว ใจสั่นวิงเวียน หากความดันโลหิตสูงมากๆอยู่ในระยะรุนแรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกแน่นหน้าอกจากภาวะหัวใจขาดเลือด หรือการทำงานของสมองผิดปกติจนไม่รู้สึกตัวได้ เป็นต้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคการหมั่นสังเกตอาการตัวเองและวัดความดันโลหิตเป็นประจำ โดยผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยทุก 2 ปี ส่วน
ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และบ่อยขึ้นถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคต่างๆ

รู้อย่างนี้แล้วอย่ารอจนสัญญาณร้ายมาเยือน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นดีกว่าการแก้ไข เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไป

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาปรับพฤติกรรม ก่อนอัลไซเมอร์ถามหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/472273

LIFE&HEALTH : มาปรับพฤติกรรม ก่อนอัลไซเมอร์ถามหา

LIFE&HEALTH : มาปรับพฤติกรรม ก่อนอัลไซเมอร์ถามหา

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลายคนคงจะเคยมีอาการเหล่านี้บ้างโดยเฉพาะผู้กำลังจะเป็น ส.ว.(สูงวัย) เช่น เอ๊ะ! ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง เอ๊ะ! ฉันกำลังจะทำอะไรนะ เอ๊ะ! เมื่อกี้ฉันกินยาไปหรือยัง เมื่อกิจกรรมธรรมดากลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น อย่างการชงกาแฟ หรือเส้นทางการเดินทางกลายเป็นเรื่องซับซ้อน หลงทางบ่อย ความทรงจำระยะสั้นหายไป นั่นแปลว่าคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะอัลไซเมอร์แล้วยิ่งคุณใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างซ้ำๆ เดิมๆ ก็ยิ่งมีภาวะเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์สูง เราลองมาดูพฤติกรรมต้องทำ เพื่อช่วยให้สมองไบรท์ ความคิดแล่นฉิว รวมถึงเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่ทำลายสมอง ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

5 พฤติกรรมดี เพิ่มพลังสมอง

หัดเล่นเกม ฝึกสมอง เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กิจกรรมที่ใช้ทักษะทางสมอง เช่น อ่านหนังสือ ปริศนาอักษรไขว้ เล่นเกมครอสเวิร์ด เล่นดนตรี หรือฝึกภาษาอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ปฏิภาณไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งประสบการณ์จากการเล่นซ้ำๆ บ่อยๆ จะทำให้เราเกิดความชำนาญและเกิดการพัฒนาทักษะ เรียกว่ายิ่งใช้สมอง ก็ยิ่งฉลาดและช่วยลับสมองได้ดีทีเดียว

ออกไปพบปะสังสรรค์ เข้าสังคมบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการไปมาหาสู่ญาติพี่น้อง เข้าสมาคมพบปะสังสรรค์พูดคุยกับคนอื่นๆ หรือการร่วมทำกิจกรรม เช่น เต้นรำ ทำงานประดิษฐ์ เป็นอาสาสมัคร จะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและยังมีเรื่องใหม่ให้ทบทวน ทำให้สมองเกิดการตื่นตัวมีชีวิตชีวา รู้สึกสนุกและกระฉับกระเฉงเพราะได้บริหารทั้งปาก ทั้งการเคลื่อนไหวและทักษะทางสังคม

หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจถ้าชีวิตมีแต่ทำงานแล้วกลับบ้าน จะน่าเบื่อเกินไป ออกไปเจอโลกกว้างเดินทางไปพักร้อนบ้าง จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง แถมช่วยลดเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าและอัลไซเมอร์ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ติดกับความเครียดนานเกินไปควบคู่กับการทำชีวิตให้คึกคัก มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่คิดวกวนอยู่แค่ในโลกส่วนตัวของคุณเอง จะช่วยกระตุ้นให้อารมณ์เบิกบาน มีความสุขและส่งผลให้สมองแจ่มใส พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ จะจ๊อกกิ้ง วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน หรือรำมวยจีน ก็ทำไปเถอะสัปดาห์ละ 3-5 วัน ล้วนแต่ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในสมองและช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมา นอกจากจะช่วยให้สมองแล่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิท ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เติมอาหารให้สมอง สมองของคนเราจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ดังนั้นคุณควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้อาจเสริมสารอาหารบางชนิด เช่น น้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยรวมทั้งอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น กล้วย อาหารทะเล ธัญพืชไม่ขัดสี ล้วนมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ขณะเดียวกันต้องลดอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูปควบคู่กันไปด้วย

6 พฤติกรรมร้าย ทำลายสมอง

อดอาหารหรือกินมากเกินไป ถึงเวลากินก็ต้องกินโดยเฉพาะมื้อเช้าไม่เพียงแต่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุให้ร่างกายมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่วนการทานอาหารมากเกินไป นอกจากจะทำให้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับสมอง

หลีกไกลมลพิษ สมองเป็นอวัยวะที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนมากที่สุดในร่างกาย การเผชิญกับสภาพแวดล้อมซึ่งเราต้องสูดดมสารพิษอยู่บ่อยๆ รวมถึงการสูบบุหรี่และสูดควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย จะส่งผลต่อการทำงานของสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

หยุดเครียดและห้ามนอนดึก ฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งหลั่งออกมามากยามเครียดและเวลานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลทำลายเซลล์สมอง โดยเฉพาะในส่วนความจำ รวมถึงทำให้ไม่มีสมาธิ ลดการเรียนรู้ลงด้วยเช่นกัน หากใครอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

อย่าปล่อยให้ความดันโลหิตหรือคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพราะภาวะทั้งสองเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ แตกหรือตัน

เลี่ยงแอลกอฮอล์ ถ้าอยากมีความจำดี ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีส่วนเซลล์สมองถูกทำลายและลดประสิทธิภาพการทำงานลง เรื่องที่ควรจะจำได้ก็อาจเลอะเลือนได้ง่ายๆ

ชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ยิ่งถ้าทำซ้ำเป็นเวลานาน เช่น กินอาหารเดิมๆ เดินทางเส้นทางเดิม อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ฯลฯ วิถีชีวิตแบบนี้จะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้รับการกระตุ้นให้คิดได้ทำและได้เจออะไรใหม่ๆ เลย

รู้อย่างนี้แล้ว รีบทำเถอะ แค่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ขอให้สมองไบรท์ ห่างไกลอัลไซเมอร์กันทุกคน

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการดูแลสุขภาพและชะลอวัยเพื่อการนำไปปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดอบรมการส่งเสริมสุขภาพและการชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร รุ่นที่ 2ทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.นี้ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับประเทศ อาทิ รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, ผศ.ดร.เอกราช บํารุงพืชน์, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล นก-ชลิดา เถาว์ชาลีตันติพิภพ, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้นรายละเอียดโทร.086-3100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาดูแลสุขภาพผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470754

Life & Health : มาดูแลสุขภาพผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย

Life & Health : มาดูแลสุขภาพผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมัยนี้หากใครที่จะประสบความสำเร็จ นอกจากต้องมีความสามารถและทำงานเก่งแล้ว ต้องมีสุขภาพดี บุคลิกภาพโดดเด่น หล่อ สวย มีออร่า
อีกด้วย ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางที่ดีสู่ความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น ทำให้คนยุคใหม่หันมาใส่ใจกับความงามและสุขภาพผิวกันมากขึ้น หลายคนพยายามเสาะแสวงหาวิธีการเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ หลายคนหันไปพึ่งพาศัลยกรรมตกแต่ง บางคนพึ่งพาเวชสำอางและเทคโนโลยีใหม่ๆ และอีกหลายคนพึ่งพาเครื่องสำอางราคาแพง บางวิธีก็เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์และมีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงถึงประสิทธิผล เช่น การใช้เวชสำอางต่างๆ การทำเลเซอร์ การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin) การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) การใช้คลื่นแสงชนิดความเข้มสูง (IPL) การใช้คลื่นวิทยุ และการทำศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น ซึ่งการรักษาเหล่านี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพบว่าการรักษาเหล่านี้อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง บางคนทำแล้วสวยหล่อดังที่ปรารถนา แต่ก็มีอีกหลายคนที่ทำแล้วดูแย่กว่าเดิม และส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ทางที่ดีจึงควรศึกษาข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อนตัดสินใจทำหรือเลือกสถานบริการที่ได้มาตรฐาน หากเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางต้องมีแหล่งที่มาชัดเจนและได้รับเครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและทรัพย์สิน

หนุ่ม-สาวยุคใหม่มักจะให้ความสำคัญกับการเสาะแสวงหานวัตกรรมความงามใหม่ๆ จนลืมวิธีการดูแลตนเองง่ายๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า การดูแลสุขภาพผิวพรรณนั้นมีวิธีดูแลง่ายๆ ในแต่ละวัน ที่สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัยอันควร ได้แก่ 1.แสงแดด…ศัตรูผิว โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะมีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรจะหาเกราะป้องกันให้กับผิว เช่น การสวมหมวกหรือกางร่ม แว่นตากันแดด เพราะนอกจากปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังป้องกันการหยีตาซึ่งจะเป็นการเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น สารกันแดดก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะออกแดดหรือไม่

2.อาหารผิว อาหารช่วยชะลอการแก่ก่อนวัยได้อย่างดี โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดต่างๆ ที่เรารับประทานกันจะมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีนซีลีเนียม สังกะสี ฟลาโวนอยด์โคเอนไซม์คิวเทน แคททีชิน เป็นต้น และสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความสนใจอย่างมากขณะนี้ก็คือ สารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ สีส้มแดงถึงแดงเข้มคล้ายสีแดงของทับทิม

3.ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนโลหิตที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้สารอาหารและออกซิเจนที่มีความสำคัญต่อผิวไม่สามารถเข้าไปบำรุงผิวพรรณได้ แถมทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินอีกด้วย ริ้วรอยต่างๆจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น ลด ละเลิกสูบบุหรี่ นอกจากสุขภาพกายดีแล้ว ผิวพรรณก็ดีขึ้นอีกด้วย

4.พักผ่อน ออกกำลังกาย คลายเครียด การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

หากจะให้สุขภาพผิว ดูสดใส ไม่แก่ก่อนวัย ก็ต้องหมั่นดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะหากจะมาฟื้นฟูสภาพผิวกันเมื่ออายุมากแล้ว มันคงยากเกินกว่าที่จะเรียกความสดใสกลับคืนมาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ต้องดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่ไปด้วย ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีสุขภาพจิตดีและไม่เครียดจนเกินไป เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราแข็งแรง มีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี แลดูอ่อนกว่าวัย ให้ใครๆ ได้อิจฉาอีกด้วย

สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องการชะลอวัยและนำไปปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัย รุ่นที่ 2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดรเอกราช บำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, นก-ชลิดา เถาว์ชาลีตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.2563 รายละเอียดที่ 08-63100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ชะลอวัยด้วย…โภชนาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469256

LIFE&HEALTH : ชะลอวัยด้วย...โภชนาการ

LIFE&HEALTH : ชะลอวัยด้วย…โภชนาการ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าได้ยินคำว่าโภชนาการชะลอวัยคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าหมายถึงการกินอย่างไรไม่ให้แก่ ไม่ให้เหี่ยวก่อนวัย แต่แท้จริงแล้ว ยังหมายรวมถึงการกินอย่างไรให้สุขภาพดี และอายุยืนด้วย ดังนั้น การชะลอความชราที่ดีควรจะชะลอความชราทั้งภายนอกร่างกายคือความชราทางด้านผิวพรรณ และความชราภายในร่างกายคือความชราของเซลล์อันนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เพียงพอ และเหมาะสม ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี รวมทั้งช่วยในการชะลอความชราได้

อาหารที่ควรลด ละ เลี่ยง…ศัตรูร้ายทำลายความอ่อนเยาว์

-แป้งและน้ำตาล

อาหารที่มีรสหวานจัด ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลสูง จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง โดยการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (Oxidative stress) และการอักเสบเรื้อรังขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งจะไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายเสื่อมสภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้การรับประทานแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ยังมีผลทำให้เกิดความชราทางด้านผิวพรรณเพิ่มขึ้น จากการศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานแป้งและน้ำตาล เพิ่มขึ้นเพียง 50 กรัมต่อวัน จะทำให้ริ้วรอยแห่งวัยเพิ่มขึ้น 36% โดยกลไกการเกิดอาจเนื่องมาจากโมเลกุลของน้ำตาลที่บริโภคมากเกิน ไปทำปฏิกิริยาที่เรียกว่าไกลเคชั่น (Glycation) กับโปรตีนในร่างกาย ทำให้เกิดสาร Advanced Glycation End Products (AGEs) ขึ้นซึ่ง AGEs นี้จะไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินที่เซลล์ผิว รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory cytokines) ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยและความชราทางด้านผิวพรรณเพิ่มขึ้น

-ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยกระบวนการเติมไฮโดรเจน ที่เรียกว่าไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เพื่อให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืนและสามารถทนความร้อนได้สูง พบมากใน มาร์การีน ครีมเทียม เบอเกอรี่ คุกกี้เฟรนช์ฟรายส์ เป็นต้น การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์มากจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และภาวะการอักเสบขึ้น และที่สำคัญไขมันทรานส์ยังไป ทำให้ระดับ LDL-C เพิ่มขึ้น HDL-C ลดลง และยังส่งผลให้ Triglyceride เพิ่มขึ้น รวมทั้ง Oxidized-LDL สูงขึ้น ขณะเดียวกันทำให้ อนุภาคของ LDL (LDL-particle size) มีขนาดเล็กลง เป็นผลให้ Small-dense LDL เพิ่มขึ้น ดังนั้น การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การรับประทานไขมันทรานส์ในปริมาณมาก ยังไปกระตุ้นในเกิดความชราทางด้านผิวพรรณ ทำให้แก่ก่อนวัยได้ โดยไขมันทรานส์จะไปเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ (Cell membrane) ผิวหนัง มีผลให้เซลล์ผิวขาดความยืดหยุ่น และทำให้การดูดซึม ส่งผ่านสารอาหารต่างๆ ให้แก่เซลล์ผิวได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยขึ้นได้

สารอาหารกับการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ

ในชั้นเซลล์ผิวหนังของคนเรา จะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ริ้วรอยและความหมองคล้ำ จากการศึกษาวิจัยพบว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ระดับสารต้านอนุมูลอิสระในชั้นเซลล์ผิวต่างๆ เหล่านี้จะลดลง ทำให้เกิดความชราทางด้านผิวพรรณขึ้น ดังนั้น การรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยในการชะลอความชราของผิวได้ โดยจากการทบทวนหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สารอาหารและสารพฤกษเคมีที่มีศักยภาพในการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ ได้แก่

l วิตามินซี และวิตามินอี (Vitamin C & E) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย

l ซีลีเนียม (Selenium) เป็น Co-factor ของกลูต้าไธโอน และทำงานร่วมกันวิตามินอี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเซลล์ผิว

l สังกะสี (Zinc) เป็นCo-factor ของ Anti-oxidant enzymeชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว

l คาร์โรทีนอยด์ (Carotenoid) ได้แก่ เบต้า-แคโรทีน (b-Carotene) ไลโคปีน (Lycopene) แอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและลดริ้วรอยแห่งวัย

l ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) มีคุณสมบัติเป็นไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ช่วยชะลอความชราด้านผิวพรรณ โดยป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน กระตุ้นกระบวนการ Fibroblast proliferation และป้องกัน Lipid peroxidation ของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน เต่งตึง ริ้วรอยลดลง

นอกจากนี้ มีการศึกษาวิจัยถึงความสัมพันธ์ของการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ กับการเกิดริ้วรอย ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การรับประทานปลา ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ และน้ำมันมะกอก (ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว)มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่ลดลงในขณะที่มาการีน เนย นม น้ำตาลมีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ประเภทปลา และน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว อาจช่วยในการบำรุงผิว และช่วยชะลอความชราทางด้านผิวพรรณได้

มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัย รุ่นที่ 2 สำหรับใครที่อยากรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงเรื่องการชะลอวัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, นก-ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพและ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค. 2563 รายละเอียดที่ 086- 3100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

Life & Health : เสริมสุขภาพชะลอวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467759

Life & Health : เสริมสุขภาพชะลอวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

Life & Health : เสริมสุขภาพชะลอวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการที่ก้าวไปพบว่า ศาสตร์ชะลอวัยเริ่มมีบทบาทในการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันศาสตร์นี้ไม่จำกัดเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เราท่านก็สามารถเรียนรู้ได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า ทุกลมหายใจเข้า-ออกของเรานั้นล้วนแล้วแต่ผลิตอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงาน และเจ้าสารอนุมูลอิสระนี่เองที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เสมือนสารก่อสนิมให้กับเซลล์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเรานั้นก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่คอยกำจัดสารก่อสนิมเหล่านี้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระส่วนหนึ่งนั้นร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นได้เอง และอีกส่วนหนึ่งเราได้รับจากการบริโภคอาหาร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพและการเกิดโรค โดยแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระส่วนใหญ่ที่พบในอาหารนั้นจะอยู่ในพวกพืช ผัก ผลไม้ ที่เป็นแหล่งของวิตามิน ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี แร่ธาตุได้แก่ ซีลีเนียม สังกะสี ทองแดง และสารพฤกษเคมีต่างๆ เช่น แอนโทไซยานินคาโรทีนอยด์ เป็นต้น

สำหรับกลไกหลักของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอวัยและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นได้แก่ ลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความไวในการทำงานของอินซูลิน กระตุ้นยีนที่มีส่วนช่วยให้อายุยืน ลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันสะสมในร่างกาย เป็นต้น จากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระต่อการชะลอวัยและสุขภาพหัวใจในด้านต่างๆ เช่น

ไอโซฟลาโวน พบมากในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เช่น เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง มีคุณสมบัติในการช่วย ลดระดับ LDL-Cลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ ปริมาณ 1-2 แก้ว ก็จะให้สารไอโซฟลาโวนเข้มข้น40 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่สมาคมแพทย์หัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำ สำหรับลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

แอนโทไซยานิน พบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มะเม่า ลูกหม่อน กระเจี๊ยบ อัญชัน ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวโพดสีนิล และเกสรชมพู่ช่วยลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง บำรุงผิวพรรณลดความดันโลหิต ลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แอนโทไซยานิน จึงนับว่าเป็น “สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่รักษ์หัวใจ” ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ยำเกสรชมพู่ ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งแอนโทไซยานินจากเกสรชมพู และส่วนประกอบต่างๆ ในยำ เช่น พริก หอม กระเทียม ล้วนแล้วแต่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

-น้ำอัญชัน ใช้ดอกอัญชันประมาณ 2 ขีด ให้แอนโทไซยานินเข้มข้นประมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณออกฤทธิ์ที่แนะนำ ต้มรวมกับใบเตยและเพิ่มความหวานจากธรรมชาติโดยการใส่หญ้าหวาน และบีบมะนาวไปนิด รับรองกลมกล่อมดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

ไลโคปีน พบมากในมะเขือเทศ แตงโม ฟักข้าว ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดไขมันในเลือดและความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังช่วยลด small dense LDL-C ได้อีกด้วย ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ผัดเปรี้ยวหวาน ใส่มะเขือเทศ 3-4 ผลใหญ่ หรือจะรับประทานเล่นเป็นมะเขือเทศผลเล็ก อย่างมะเขือเทศราชินี 15 ผลเล็ก หรือแตงโม 1 ชิ้นใหญ่ (ประมาณ 10-12 ชิ้นคำ)ก็จะให้ไลโคปีนประมาณ 15 มิลลิกรัมซึ่งเป็นปริมาณที่ออกฤทธิ์ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

เรสเวอราทรอล พบมากในองุ่นแดงช่วยชะลอวัย ลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-องุ่นแดง แนะนำให้รับประทานร่วมกับสตรอเบอร์รี่ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเรสเวอราทรอลได้เพิ่มขึ้น ก็จะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจเพิ่มมากขึ้น

คาทีชิน พบมากในชาเขียวมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายโดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง โดยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และลด LDL-Cตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ชาเขียว แนะนำให้แช่ชาทิ้งไว้ไม่เกิน 3 นาที เพื่อป้องกันสารแทนนินที่มีรสฝาดละลายออกมา ซึ่งจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและเหล็ก โดยในชาเขียว 1 ถ้วยจะมีปริมาณคาทีชินประมาณ 35-100 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณออกฤทธิ์ที่แนะนำคือวันละ2-3 ถ้วย อย่างไรก็ตาม อาจต้องระวังในผู้ที่มีความไวต่อกาเฟอีน ดังนั้นอาจเลือกผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่ปราศจากกาเฟอีน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี

อัลลิซิน พบมากในกระเทียม ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ส้มตำ มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบแรกที่ใส่ลงครก ซึ่งยิ่งทุบยิ่งตำยิ่งดี ช่วยให้อัลลิซินมีปริมาณเพิ่มขึ้น ปริมาณที่แนะนำ คือ4 กรัมต่อวัน หรืออาจนำกระเทียมไปประกอบอาหารร่วมกับผัดผักต่างๆ โดยน้ำมันที่ใช้ผัดก็ควรเลือกใช้น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันเมล็ดชา เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำมันเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

เคอร์คูมิน พบมากในขมิ้นชัน ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันเบาหวานและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-แกงเหลือง หรือผัดผงกะหรี่(ปริมาณผงกะหรี่ที่แนะนำ 2 ช้อนโต๊ะ) กรณีที่รับประทานให้รูปแบบสารสกัดขมิ้นชันปริมาณที่ออกฤทธิ์ป้องกันเบาหวานคือ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

โดยสรุป การรับประทานพืชผัก ผลไม้หลากสี ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารพฤกษเคมีต่างๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ซึ่งช่วยชะลอวัย ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพที่ดีนั้น เราควรดูแลแบบบูรณาการ นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด ก็จะช่วยให้สุขภาพดี ชีวีคุณก็จะยืนยาว

สำหรับใครที่อยากรู้จริงเรื่องการชะลอวัย แนะนำคอร์ส อบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัยรุ่นที่ 2 อบรมทุกวันเสาร์ 6 ครั้งเริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค. 2563 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ “ครบเครื่องเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร” อาทิ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่,ผศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, นก-ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร รายละเอียดเพิ่มเติมที่https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 086-3100047

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ