Life & Health

All posts tagged Life & Health

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437869

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นโสดกันมากขึ้น จะด้วยเพราะเป็นคนรักอิสระ ไม่ต้องการมีภาระใดๆ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจโสดแล้วคุณต้องสตรองเป็นสองเท่าเพื่อความพร้อมที่จะพึ่งพาตัวเอง การเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ในวัยที่ยังทำงาน ดูจะเป็นแนวทางสำหรับการก้าวสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า คนเราเดี๋ยวนี้ดูอ่อนกว่าวัย ที่เห็นๆ กันอยู่เดาอายุไม่ค่อยถูก ภายนอกดูดีจริงแล้วภายในล่ะ ดีด้วยหรือเปล่า สุขภาพจะดีต้องดีจากภายใน ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เลิกรับประทานอาหารขยะ ที่จะนำความอ้วนและโรคร้ายตามมา การหัดพักผ่อนให้เพียงพอร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง ขยันไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อและหัวใจ ทั้งยังเป็นการฝึกความกระฉับกระเฉงให้มากขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มระดับสารเอนดอร์ฟินหรือฮอร์โมนแห่งความสุขให้ตัวเอง

ต้องรู้จักการจัดระเบียบการเงิน สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ การออมจากเงินเดือน หรือพึ่งจากเงินบำนาญ เงินสำรองเลี้ยงชีพ อาจไม่ทำให้ชีวิตหลังหยุดทำงานอยู่ได้อย่างสบายๆ หากอยากเกษียณอย่างมีความสุขต้องรู้จักวางแผน วิธีที่จะช่วยให้คุณมีเงินเก็บได้แบบไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใครก็คือ

l ต้องไม่สร้างหนี้ หรือถ้ายังมีหนี้อยู่ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฯลฯ ควรรีบเคลียร์ให้หมดและไม่ก่อหนี้ใหม่มาเพิ่ม เพราะนั่นคืออุปสรรคที่จะจัดการเรื่องเงินทองของเรา

l เลือกวิธีการออมให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร พันธบัตร ลงทุนในหุ้น ซื้อกองทุนรวม หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ ประกันชีวิต ฯลฯ โดยเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

l ทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง เพราะค่ารักษาพยาบาลนับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น การทำประกันสามารถช่วยบรรเทาภาระค่ารักษาพยาบาลและช่วงพักฟื้นให้กับเราได้

ดำเนินชีวิตแบบชิลล์ ชิลล์ไปกับชีวิตโสด สำหรับคนโสดแล้ว สามารถมีสังคมใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความหมายได้ โดยการหางานอดิเรกหรือเข้าร่วมคอร์สต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้สนุกกับกิจกรรมแล้วยังอาจแปรเป็นรายได้ให้อีกด้วย เช่น จัดดอกไม้ วาดรูป ทำเบเกอรี่ หรืออาจนำความรู้ที่มีมาแชร์ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการไปเป็นที่ปรึกษา วิทยากร อาจารย์พิเศษ ฯลฯ ถ้ายังไงก็ลองหาสิ่งที่เราชอบเตรียมไว้ก่อนก็แล้วกัน

ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อชีวิตยืนยาว และมีสุขภาพที่ดี ควรปฏิบัติตัวดังนี้

l รับประทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยซึ่งสามารถทำได้หลายอย่างตั้งแต่ การอดอาหารเป็นระยะๆ ที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้กิน 12 ชั่วโมง และอด 12 ชั่วโมง สำหรับการกินอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อค่ำ แต่ขอย้ำให้กินอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ไม่ใช่เลือกกินแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นได้

l ให้เดิน 10 นาที หลังจากการกินอาหารทุกมื้อ การดื่มน้ำสะอาดที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างพอเพียง การดำเนินชีวิตอย่างมีพลังและกระฉับกระเฉง การออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างพอเพียง การฝึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเป็นประจำ การนอนหลับที่พอเพียง

ข้อแนะนำจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยถึงวิธีการเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกายได้ โดยเพียงกินผักผลไม้ให้หลากหลายสี อย่างน้อยที่สุดวันละ 5-8 อุ้งมือ ธัญพืชไม่ขัดสีวันละ3 อุ้งมือ เราก็จะได้สารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ สีของผักผลไม้บ่งบอกถึงสารอาหารต่างๆ กันที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีข้อแนะนำดังนี้

l กินผักใบเขียวจัดวันละ 1-2 อุ้งมือ เพราะมีกรดโฟลิก (วิตามินบีชนิดหนึ่ง) และสารลูทีนสูง กรดโฟลิกช่วยสร้างเม็ดเลือดป้องกันโลหิตจาง ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งโรคหัวใจและหลอดเลือด สมองเสื่อม สารลูทีนช่วยบำรุงสายตา หัวใจ และป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีสูง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย

l กินผักหรือผลไม้สีเหลืองหรือส้มจัดเช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ข้าวโพดหวาน คะน้า มะม่วงสุก มะปราง ขนุน แคนตาลูปกล้วยไข่ เป็นต้น จะได้สารเบต้าแคโรทีนซึ่งร่างกายเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ บำรุงสายตาช่วยการมองเห็นในที่มืด บำรุงผิวพรรณ ต้านการติดเชื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน ร่วมเสริมสร้างสุขภาพกระดูก ผักใบเขียวก็ยังมีเบต้าแคโรทีนสูงแต่สีของคลอโรฟิลจะบดบังสีของเบต้าแคโรทีนเช่น บร็อคโคลี่ คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น

l กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงวันละอย่าง เพื่อป้องกันต้อกระจกซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดในผู้สูงวัย โรคหัวใจและมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยให้แผลหายเร็ว รักษาสุขภาพเหงือกและฟัน ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง สับปะรด กีวี มะขามป้อม ส่วนในผัก ได้แก่พริกหวาน มะเขือเทศ บร็อคโคลี่

l กินผักและผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินเข้ม เช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ พลัมหรือพรุนสด แบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่หอมแดง มันที่มีเนื้อสีแดง แรดดิช มีสารแอนโธไซยานิดินส์ช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของตา เสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือด ช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

l กินผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง แตงโม ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ร่างกายจะดูดซึมสารไลโคพีนได้มากขึ้นหากผักดังกล่าวถูกปรุงด้วยความร้อน

ใครที่คิดจะเกษียณให้สุขสันต์ลั้นลาล่ะก็…อย่าลืมผูกมิตรกับญาติพี่น้อง และมีมิตรแท้ เพื่อนสนิทไว้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่พบปะพูดคุยและช่วยเหลือกันเท่านั้น หากยังเป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน เช่น ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว เข้าวัดทำบุญปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับสังคม ฯลฯ ก็จะช่วยให้ชีวิตมีสีสันและคลายความเหงาได้

ต่อจากนี้ไปรับรองว่าคุณจะแฮปปี้สุดๆ กับชีวิตโสดในวัยเกษียณอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

Published November 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/436231

LIFE&HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

LIFE&HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบทางเดินปัสสาวะเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก เพราะหน้าที่หลักคือกำจัดของเสียและรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิ โรคนิ่วในไตและท่อไต โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งไต โรคต่อมลูกหมากโตและ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยี มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการผ่าตัดใน “ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ”ที่ได้มีการพัฒนาด้านการผ่าตัดเพื่อให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง ด้วยวิธีการผ่าตัดทางกล้อง ข้อมูลจาก นพ.ธเนศ ไทยดำรงค์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ แผนกศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ผ่าตัดทางกล้องบาดเจ็บน้อยในศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะโรงพยาบาลราชวิถี หรือ M.I.S.Urology Rajavithi (MISUR) ประสบความสำเร็จด้วยการผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็กในการเปิดพื้นที่บนร่างกายให้เล็กที่สุดเพื่อรบกวนอวัยวะข้างเคียงให้น้อยที่สุด เทคนิคดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น และมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่กำลังรอคอยการรักษาจากแพทย์อย่างมีความหวังจากอดีตที่ผ่านมามีผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่มีปัญหาเรื่องของระบบท่อปัสสาวะ รวมถึงระบบต่อมลูกหมาก หลังผ่าตัดแผลบนร่างกายก็ไม่ต่างจากตีนตะขาบหรือมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่แต่ปัจจุบันนอกจากวิวัฒนาการอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ยังมีทีมแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของตนเองจนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็ก

แต่ทั้งนี้ การผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็กมีประสิทธิภาพกำลังขยายได้ถึง 30 เท่า ซึ่งทำให้การทำงานของทีมแพทย์ สามารถที่จะวิเคราะห์แนวทางการรักษา ในขณะที่กำลังทำการผ่าตัดได้อย่างละเอียดและรอบคอบมากขึ้น โดยที่ผ่านมานอกจากการรักษาผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร ณ รพ.ราชวิถียังได้มีการจัดทีมแพทย์ MISUR ไปร่วมปฏิบัติงานจริง และเป็นทีมพี่เลี้ยงให้แพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย รวมทั้งยังได้ไปร่วมงานและแลกเปลี่ยนด้านการผ่าตัดผ่านกล้องไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน เช่น พม่า ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์อินโดนีเชีย และมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้รพ.ราชวิถี ยังโดดเด่นในด้านการจัดองค์ความรู้ เพราะเราต้องการที่จะพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผ่าตัดจะสำเร็จได้ต้องมีทีมที่ดี เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมเป็นอย่างมาก ซึ่งทีมประกอบด้วยแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลเฉพาะทางและนักกายภาพบำบัด ซึ่งเราจะต้องพัฒนาไปด้วยกันในรูปแบบทีมสหวิชาชีพ เพราะผู้ป่วยจะฟื้นตัวกลับบ้านได้เร็วทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน

โรคระบบทางเดินปัสสาวะมีหลายโรค อาทิ โรคนิ่วในไตและท่อไต โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ โรคต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น โดยเฉพาะโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ จะพบมากทางภาคอีสานด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อากาศร้อน ทำงานกลางแดด ปัสสาวะจะเข้มข้น เกิดนิ่วได้ง่าย เพราะ นิ่ว เกิดจากพันธุกรรม พื้นที่ที่เขาอยู่ แปรผันตามเกลือแร่ในน้ำ อาหารประจำถิ่น ผักบางอย่างเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดนิ่ว ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆ ซึ่งถ้าท่านใดเกิดความผิดปกติ การขับถ่ายปัสสาวะก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ทันที ที่ผ่านมาก็ทำการรักษาและป้องกันไปแล้วเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่เพิ่มมากขึ้นคือมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งที่ไต สืบเนื่องจากรพ.ราชวิถีเป็นศูนย์ส่งต่อระดับตติยภูมิจากทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข

การรักษาโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีตั้งแต่การจ่ายยาไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับโรคและอาการของโรค ทางรพ.ราชวิถี ได้มีการผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อรักษาด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็ก เป็นหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากจะทำให้ผู้ป่วยมีแผลที่เล็ก ฟื้นตัวและกลับบ้านได้เร็วขึ้น ไม่ต้องมาแออัดนอนอยู่ที่โรงพยาบาล และยังส่งผลให้ต่อการรอเตียง ทั้งนี้เพื่อลดการรอคอยการผ่าตัด และได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลและผู้มารับการรักษาโดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐที่มีผู้ป่วยหนาแน่น

การผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปในช่องท้อง ซึ่งกล้องสามารถโฟกัสภาพพร้อมขยายภาพให้ชัดขึ้นทำให้ความแม่นยำทางการแพทย์ที่เราต้องจะตัดก้อนเนื้อไม่โดนเส้นเลือด การเสียเลือดน้อยกว่า ร่างกายก็โทรมน้อยกว่า คือเจ็บแผลน้อยกว่า บาดเจ็บน้อยกว่าก็ดูเป็นทิศทางที่ดี และเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อผู้มารับการรักษา

หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองอย่างไร ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดแล้วจะใช้ชีวิตประจำวันทำได้ตามปกติ ซึ่งต้องดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารแต่พอดี และการออกกำลังกายได้นิดหน่อยรวมทั้งการยกของหนักๆ แม้ว่าข้างนอกแผลเล็ก แต่ความแข็งแรงของแผลโดยธรรมชาติคือประมาณ 3 เดือน แต่ผ่าตัดแผลเล็กจะดีกว่าในแง่ของการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดีและรวดเร็วขึ้น เพราะถ้าเป็นการแผลผ่าตัดใหญ่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดี

ดังนั้น การผ่าตัดแผลเล็กบาดเจ็บน้อย คือการผ่าตัดที่เราสัมผัสเนื้อเยื่อปกติให้น้อยที่สุด เอาเนื้อเยื่อที่มีปัญหาออก ผ่าตัดแผลเล็กบาดเจ็บน้อยเราต้องการหมอและทีมที่มีทักษะ เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำ และพัฒนา คือแลกเปลี่ยนทักษะซึ่งกันและกัน ระหว่างทีมแพทย์ในส่วนกลาง กับทีมแพทย์ในภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการรักษาที่ยั่งยืนและมอบสิ่งดีๆ ไปสู่ประชาชน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นี่คือภารกิจที่ รพ.ราชวิถี กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

ปัจจุบัน รพ.ราชวิถียังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากที่รอคอยการรักษา สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ http://www.rajavithifoundation.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ดูแลดวงตา…ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/434598

Life & Health : ดูแลดวงตา...ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

Life & Health : ดูแลดวงตา…ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไป
ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวไปไม่หยุดนิ่งและเข้ามามีบทบาทในชีวิต ไลฟ์สไตล์ของเราจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเลต หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนก็กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน สังคม ความบันเทิง หรือแม้กระทั่งการซื้อขายสินค้าและการใช้บริการต่างๆ แต่หลายคนมักลืมไปว่าการใช้สายตาจ้องมองหน้าจอจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อดวงตาโดยไม่รู้ตัว

ตามสถิติพบว่า พฤติกรรมการติดจอ นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการตาล้า ตาเบลอ ตาพร่า หรือตาแห้ง เนื่องจากการเพ่งหน้าจอนานๆ ทำให้มีการกะพริบตาลดน้อยลงจากปกติที่ควรจะกะพริบตา 10-15 ครั้งต่อนาที เป็นที่น่าวิตกว่า จากการสำรวจพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานหรือ Gen Y คือ คนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2524-2543 มีปริมาณการใช้อินเตอร์เนตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนช่วงอายุอื่นๆ โดยมีการใช้อินเตอร์เนตโดยเฉลี่ย 7.6 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้ว ควรหันมาสนใจดูแลดวงตากันก่อน โดยอย่าปล่อยให้ดวงตาอ่อนล้าและมีสัญญาณเตือน

ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงส์หยกอาจารย์จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ในประเทศไทยสามารถพบอุบัติการณ์โรคทางดวงตา และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนในการใช้สายตาเปลี่ยนไป รวมทั้งการละเลยการดูแลดวงตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มคนที่เกิดอาการผิดปกติกับดวงตามากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มคนที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการจ้องจอไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเลต และ Gadgets ต่างๆ ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และพบได้มากขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ทำให้เกิด Computer Vision Syndromeเกิดอาการผิดปกติ เช่น อาการล้าตา ตาแห้งแสบตา แพ้แสงสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะปวดคอ บ่า ไหล่ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูงจากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเลตGadgets ต่างๆ และรังสียูวีจากแสงแดดที่เข้าสู่ดวงตา ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์จอประสาทตา ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลง หากไม่ดูแลและปรับพฤติกรรมการใช้สายตา จะทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด

ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 รายทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่รอรับการรักษา ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชี SCB สาขา รพ.ราชวิถี เลขที่051-2-16322-1 หรือ http://www.rajavithifondation.com

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยติดสมาร์ทโฟน มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากการสำรวจพบว่าคนไทยมากถึงร้อยละ 98 ใช้เวลาตั้งแต่ตื่นนอนถึงก่อนเข้านอน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้นดังนั้นนอกจากเราต้องปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอแล้ว เราต้องรับประทานสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรครวมทั้งอาการผิดปกติกับดวงตา

ข้อแนะนำของ National Eye Institute สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การรับประทาน ลูทีน 10 มิลลิกรัม ร่วมกับซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เพราะช่วยทำหน้าที่กรองแสง ตลอดจน รังสีต่างๆ รวมทั้งแสงสีฟ้าที่ออกมาจากจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับคนที่ทำงานโดยการใช้สายตาจ้องจอนานๆ หรือทำงานในที่ที่มีแสงจ้า ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างลูทีนและซีแซนทีนได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทานเท่านั้น และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นลูทีนและซีแซนทีนในจอประสาทตาจะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ โดยลูทีนพบมากในหน่อไม้ฝรั่ง และบร็อกโคลี่ ส่วนซีแซนทีนพบมากในพริกหวานสีส้ม ข้าวโพด น้ำส้ม และองุ่นเขียว แต่เราต้องรับประทานผักและผลไม้เหล่านี้จำนวนมากเพื่อให้ได้รับลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยลูทีน 10 มิลลิกรัม ต้องรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง 1.1 กิโลกรัม หรือบร็อกโคลี่1.4 กิโลกรัม และซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ต้องรับประทานพริกหวานสีส้ม 125 กรัมข้าวโพด 400 กรัม น้ำส้ม 10 ลิตร หรือ องุ่นเขียว 33 กิโลกรัม ปัจจุบันอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมเพื่อให้ได้สาระสำคัญในปริมาณที่มีประสิทธิผลตามการศึกษาวิจัย และสะดวกกับคนทำงานที่ใช้ชีวิตรีบเร่งในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆและวิตามินที่มีประโยชน์ ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา เช่น วิตามินเอ วิตามินซีวิตามินอี เบต้าแคโรทีน ดีเอชเอ และแอนโธไซยานิน เป็นต้น โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสารพฤษเคมี เช่น แอนโธไซยานินที่พบได้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักผลไม้ที่ให้วิตามิน เอ ซี อี สูง เช่น ฟักทอง แครอท มะละกอสุก เป็นต้น

เราจึงควรดูแลและถนอมสุขภาพดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา เช่น ทำงานหน้าจอที่มีแสงสีฟ้าจ้านานจนเกินไป หรือจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนานๆ หากมีอาการตาล้า พร่า เบลอ หรือตาแห้ง อย่านิ่งนอนใจ นอกจากการรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาแล้ว ควรปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอ โดยใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาที ควรละสายตาจากจอที่มีแสงสีฟ้าเช่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ผ่อนคลายสายตาด้วยการมองวัตถุอื่นๆ ที่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต กะพริบตาต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการตาแห้งรวมทั้งลุกขึ้นเดินไปรอบๆ บริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 ก้าว เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและยืดอายุดวงตาให้เสื่อมช้าลง เริ่มดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับดวงตาให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและอยู่คู่เราไปอีกนานเพราะเรามีดวงตาเพียงคู่เดียวที่ต้องอยู่คู่เราไปตลอดชีวิต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต..ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วย

Published November 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433019

x

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต..ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วย

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เราสามารถทำความดีได้หลายวิธี แต่มีการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแต่ได้ประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับได้อย่างชัดเจน คือ การบริจาคโลหิต นั่นเอง เพราะนอกจากจะสามารถนำเลือดไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดแล้วนั้น ยังเป็นผลดีกับผู้ให้ที่นอกจากจะเป็นการทำบุญช่วยชีวิตคนแล้ว ยังทำให้ผู้ที่บริจาคโลหิต มีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณเปล่งปลั่งอีกด้วย

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากความตายยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคเลือดอย่าง เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคเลือดออกง่ายหยุดยากฮีโมฟีเลีย และโรคต่างๆ อีกจำนวนมาก การได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำถึง คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ดังนี้

l ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17 ปีไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง แต่อายุ 18 ปี สามารถตัดสินใจบริจาคโลหิตได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการมีสิทธิเลือกตั้ง

l ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 3 เดือน

l ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า65-70 ปี  และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 6 เดือน และต้องมีการตรวจนับจำนวนของเม็ดเลือดทุกชนิดทุกครั้ง ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่

สำหรับผู้ที่มีความต้องการจะบริจาคโลหิต ควรเตรียมตัวก่อนไปบริจาคโลหิต ดังนี้

l ควรนอนพักผ่อนอย่างปกติให้เพียงพอ สุขภาพพร้อมในวันที่บริจาคโลหิต และไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ

l ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูงภายใน6 ชั่วโมง ก่อนมาบริจาคโลหิต ได้แก่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เพราะจะทำให้พลาสมาหรือน้ำเหลือง มีสีขาวขุ่นไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ และหลังจากบริจาคโลหิต ให้รับประทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทาน อาหารเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยโลหิตที่บริจาคไป

l ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ และสตรีหลังคลอด ให้นมบุตรแท้งบุตร ต้องเว้นการบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือน

l ไม่เป็นข้อห้ามในการบริจาคโลหิต ถ้าขณะนั้นมีสุขภาพแข็งแรง มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี
ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้ และสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้ หากสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ

l ผู้ที่สักหรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะหู เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ให้งดการบริจาคโลหิต 12 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบีไวรัสตับอักเสบซี ฯลฯ ซึ่งอาจส่งต่อไปให้ผู้ป่วยรับโลหิตได้

l ผู้บริจาคอาจมีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการหน้ามืดเป็นลม ภายหลังบริจาคโลหิตได้  ส่วนผู้ป่วยที่รับโลหิตอาจได้รับเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง ที่อาจติดทางกระแสโลหิต

l การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น อาจมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วรวมถึงสภาวะทางจิตใจที่มีความวิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่คือ การผ่าตัดที่ต้องมีการใช้ยาสลบ หรือให้ยาชาเข้าไขสันหลัง  มีการสูญเสียโลหิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างทดแทนขึ้นโดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่อาจเสียโลหิตมาก  เนื้อเยื่อของร่างกายต้องใช้เวลาและสารอาหารในการซ่อมแซม  จึงควรเว้นการบริจาคโลหิต 6 เดือน  หากบางรายต้องรับโลหิตด้วยต้องเว้น 1 ปี

l ผู้บริจาคที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก คือ การผ่าตัดที่ไม่ต้องใช้ยาสลบ แต่ใช้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่ และไม่ต้องมีการช่วยหายใจ  ควรเว้นการบริจาคอย่างน้อย  7  วัน เพื่อให้ผู้บริจาคมีสุขภาพแข็งแรงดีพอที่จะบริจาคโลหิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด

l การรักษาในช่องปากทำให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบภายใน 3 วัน อาจมีภาวะติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตชั่วคราวโดยไม่มีอาการ ซึ่งเชื้อโรคในกระแสเลือด ทำให้ติดต่อไปสู่ผู้ป่วยได้ หากมีการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าฟันคุด เว้นอย่างน้อย 7 วันจนกว่าแผลหายสนิท ไม่มีอาการอักเสบ

l ผู้ที่เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการติดต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ รวมทั้งการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน โดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จึงควรงดบริจาคโลหิต 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นจากระยะ  ฟักตัวของโรคต่างๆ ที่อาจได้รับมาแล้ว

l ยาในกลุ่มดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลแล้วหยุดยากดังนั้น จึงควรแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบก่อนบริจาคโลหิต เพื่อจะได้ไม่นำเกล็ดเลือดไปใช้กับผู้ป่วย

l ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังฉีดยาครบแล้ว 10 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังหยุดยา 3 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค

l กรณีผู้บริจาคโลหิตรับประทานยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ หมายความว่า ผู้บริจาคโลหิตมีการติดเชื้ออยู่ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตส่งมาถึงผู้ป่วยได้ บริจาคโลหิตหลังจากหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ผู้บริจาคที่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอหากเป็นก่อนอายุ 11 ปี เมื่อหายแล้วสามารถบริจาคโลหิตได้ หรือผู้ที่มีอาการดีซ่าน สาเหตุจากมีนิ่วอุดตันในทางเดินน้ำดี เมื่อผ่าตัดหายแล้วก็สามารถบริจาคโลหิตได้

l ผู้บริจาคที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือไวรัสตับอักเสบชนิดซี  ภายหลังอายุ 11 ปีถึงแม้ว่าจะมีผลการตรวจ HBsAg หรือ Anti-HCV ให้ผลลบ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร

ด้วย รพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยรอรับการรักษาเป็นจำนวนมากทุกวัน นพ.ชัชวาล นาคะเกศ หัวหน้างานธนาคารเลือด รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า รพ.ราชวิถี ขาดแคลนเลือด มีต้องการเลือดในการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนท่านที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมบริจาคโลหิตที่ งานธนาคารเลือดชั้น 7 ตึกสิรินธร รพ.ราชวิถี เปิดบริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-15.30 น. (โดยไม่มีพักกลางวัน) สอบถามโทร.02-3548108 ต่อ 3031

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

Published October 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/431412

Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

Life & Health : เทคนิคลดพุง..เสริมสุขภาพ

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไขมันสะสมในส่วนพุงมักมาจากการกินที่ให้พลังงานมากเกินควร ส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเป็นดอกเบี้ยไม่พึงประสงค์ที่พุง เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การออกกำลังกาย จะช่วยสลายไขมันส่วนพุงแต่ช่วยได้จริงไหม

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าคนบางคนอาจมีพันธุกรรมที่มีแนวโน้มอ้วนลงพุง และเมื่ออายุมากขึ้นน้ำหนักส่วนพุงก็จะเพิ่มมากขึ้น และการที่มีพุงใหญ่ขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงสุขภาพ แต่ข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้แนะว่า มีวิธีที่ปลอดภัยในการลดน้ำหนักและลดพุงดังนี้

l คุมปริมาณแคลอรีให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย การกินมากไปจะทำให้อ้วนลงพุงง่าย ปัจจุบันมีแอพฯและเว็ปไซต์มากมายที่ช่วยคำนวณความต้องการพลังงาน หรืออาจจะปรึกษานักกำหนดอาหารให้ช่วยคำนวณได้

l กินใยอาหารมากขึ้น ซึ่งมีมากในถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ บร็อคโคลี่เมล็ดเจีย งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่กินอาหารที่มีใยอาหารสูง ลดความเสี่ยงในการเพิ่มเส้นรอบพุง

l กินผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำที่มีไขมันร้อยละ 0-2 งานวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มเพิ่มพุง ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำช่วยลดพุง

l จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งจะเพิ่มไขมันส่วนพุงได้ง่าย พลังงานจากแอลกอฮอล์สูงเกือบเท่าพลังงานจากไขมัน และที่สำคัญคือร่างกายเปลี่ยนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็นไขมันได้

l ลดเนื้อสัตว์ งานวิจัยพบว่าผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ หรือวีแกนมักไม่อ้วนและไขมันในส่วนพุงสะสมน้อย บางคนอาจจะเริ่มจากลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่เคยกินมากๆ และกินโปรตีนจากพืชแทน เช่น เต้าหู้ เทมเป้ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ รวมทั้งเลนทิล เป็นต้น

l กินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนงานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า อาหารชนิดนี้ซึ่งอุดมไปด้วยผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และน้ำมันมะกอก ช่วยลดน้ำหนักและลดพุงได้ดีกว่าคนที่กินอาหารสไตล์ตะวันตก

l ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือแบบแอโรบิก (ปั่นจักรยาน เดิน วิ่งและว่ายน้ำ) และแบบออกแรงต้าน (ยกน้ำหนัก หรือแบบบอดี้เวท (body weight training) เป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว) ช่วยลด BMI และเส้นรอบพุง ข้อแนะนำในการออกกำลังกาย คืออย่างน้อย 75 นาที หากออกกำลังกายแบบใช้แรงมากหรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบบใช้แรงปานกลาง

l นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเวลาที่เข้านอน จำนวนชั่วโมงที่นอนมีความสำคัญต่อเส้นรอบพุ่ง การวิจัยพบว่าการนอนน้อยเพิ่มขนาดเส้นรอบพุง ลดละความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียด เพิ่มการสะสมไขมันในส่วนพุง เครียดเรื้อรังสัมพันธ์กับการสะสมไขมันในส่วนพุงและนำไปสู่การเลือกกินอาหารที่ทำให้เสียสุขภาพ

เวลาที่เราต้องการลดพุง ต้องมองในภาพรวมของการกินและไลฟ์สไตล์ เลือกอาหารไขมันต่ำ ใยอาหารสูง เป็นอาหารจากพืชเป็นหลัก กินในปริมาณที่ให้แคลอรีที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 5 วัน อย่าลืมประเมินความเครียดและชั่วโมงในการนอนด้วย

ข้อมูลจาก ดร.คุณัตว์ พิธพรชัยกุลผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ผู้รักสุขภาพต้องเข้าใจพื้นฐานและมีการเตรียมพร้อมที่ดี เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการออกกำลังกายที่ชัดเจน และช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย

ขั้นตอนการออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ควรใช้แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ (1) ช่วงอบอุ่นร่างกาย ด้วยการบริหารกายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยใช้เวลา 5-10 นาที (2) ช่วงออกกำลังกายเป็นการออกกำลังกายจริงเพื่อสร้างความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจ โดยใช้เวลา 20-40 นาที และ (3) ช่วงผ่อนคลายร่างกาย ด้วยการบริหารกายและยืดเหยียด โดยใช้เวลา 5-10 นาที

หลักการออกกำลังกายที่ดีต้องคำนึงถึง

(1) ความถี่ คือควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน ปฏิบัติ 10-15 ครั้งต่อเที่ยว และ 3-5 เที่ยวต่อชุด

(2) ระดับ ว่าควรเริ่มจากจำนวนน้อยไปหามาก จากความหนักระดับเบาไปหาสู่ระดับหนัก และ

(3) เวลา คือควรออกกำลังกาย อย่างน้อย 30-60 นาที สัปดาห์ละ3 ครั้ง สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายที่ดีต้องไม่หักโหมจนเกินไปหรือไม่สม่ำเสมอและดื่มน้ำให้เพียงพอ หากร่างกายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอก็อาจเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำและหมดสติ นอกจากนี้จะเกิดการสลายไขมันที่สะสมไว้ที่ตับมาเป็นพลังงานในรูปของน้ำตาลกลูโคส ซึ่งนำไปใช้ในการเผาผลาญ หากออกกำลังกายหักโหมไปอาจทำให้น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดไม่เพียงพอ จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดตกจนอาจนำไปสู่อาการช็อกและหมดสติ รวมถึงการสูญสลายของโปรตีนในกล้ามเนื้อและเกิดของเสียจำพวกแอมโมเนียและแลคเตท ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้สารประกอบกลุ่มแลคเตทที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับปริมาณของแลคติคแอซิด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตะคริวระหว่างการออกกำลังกายอีกด้วย

การออกกำลังการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดพุงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากเราเข้าใจหลักการที่ถูกต้องและมีความตั้งใจปฏิบัติอย่างสมํ่าเสมอเพียงอาทิตย์ละประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที ไม่ควรละเลยเรื่องของการวอร์มอัพและคูลดาวน์ที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะวิ่งเต็มที่เพื่อให้กล้ามเนื้อ ระบบไหวเวียนโลหิตและระบบหายใจได้ปรับตัวก่อนออกกำลังกาย และปิดท้ายการวิ่งด้วยการผ่อนคลายร่างกายหรือคูลดาวน์ โดยการบริหารกายและยืดเหยียด 5-10 นาที เพื่อปรับสภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมาวิ่งได้อย่างมีความสุขพร้อมไปกับการมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

อ้างอิง : http://www.environmentalnutrition.com.August 2018;vol. 41, issue8

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

Published October 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/429791

LIFE&HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

LIFE&HEALTH : มาดูแลสุขภาพดวงตากัน

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพดวงตาในหลายๆ ประเทศ พบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานินที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงเมื่อเทียบกับผักและผลไม้อื่นๆ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ตา ป้องกันจอประสาทตาจากการถูกทำลายช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างของกระจกตาและเส้นเลือดฝอยในตา ช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงที่ดวงตาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยถนอมดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคนิคง่ายๆ เพื่อสุขภาพตาที่ดี ควรปฏิบัติดังนี้

เมื่อรู้สึกตาล้า…ควรพักโดยหลับตา หรือมองออกไปไกลๆ  ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป โดยไม่ต้องจ้องมองสิ่งใดเป็นพิเศษ หรือเหลือบตาแล้วมองไปรอบๆ ทั้งบน-ล่าง ซ้าย-ขวา แต่ไม่หันศีรษะ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ออกกำลังกาย จะช่วยให้ดวงตาผ่อนคลาย

หมั่นพักสายตา เพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว หรืออาจกะพริบตาถี่ๆ เป็นระยะ อย่างน้อย 10-15 ครั้งต่อนาที และทุก 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้แก้วตาสะอาดและเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา

เมื่อรู้สึกมองเห็นไม่ชัด..ให้เหยียดแขนซ้ายออกไปให้ไกลที่สุด แล้วตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้น เพื่อเป็นจุดโฟกัส และตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าประมาณ 3 นิ้ว จากนั้นให้โฟกัสภาพแต่ละนิ้วสลับไปมา

หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า ลมแรง การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สายตาในที่ที่มีแสงสลัว

ไม่อยากให้ดวงตาประท้วงก็ต้องหมั่นดูแลกันหน่อย ก่อนที่ดวงตาของคุณจะเสื่อมสภาพจนยากที่จะเยียวยา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น…เด็กสร้างสรรค์

Published October 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/428251

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น...เด็กสร้างสรรค์

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรให้ลูกรักเป็น…เด็กสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคที่สังคมไทยมีการแข่งขันที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ต่างๆทำให้ใครๆ ก็อยากให้ลูกมีสุขภาพดีเติบโตแข็งแรงสมวัยรวมทั้งยังมีความฉลาดล้ำ มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ซึ่งว่ากันว่าความรู้และทักษะต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพัฒนาการและการเจริญเติบโตทางสติปัญญา ทั้งนี้ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการต่างๆให้หลากหลายในปริมาณเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเติบโตในแต่ละช่วงวัย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองจะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโตมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกให้เป็นนักคิดที่ดี ส่วนจะมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไรบ้างนั้นเราไปเรียนรู้พร้อมๆ กัน

1.เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจ

พื้นฐานสำคัญที่สุดในการสร้างลูกให้เป็น หนูน้อยสร้างสรรค์ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดและปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิด กล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้พ่อและแม่ต้องทำเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการเท่านั้น อย่าตำหนิ ลงโทษ หรือตัดสินผิดถูก เพราะจะทำให้ลูกกลัวผิด ไม่กล้าคิด ซึ่งเป็นการปิดกั้นจินตนาการของลูก เมื่อบรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างอิสระ ลูกก็จะเป็นเด็กที่มั่นใจ กล้าวางแผน กล้าลงมือทำ และสนุกกับกิจกรรมนั้นมากขึ้น

2.เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบที่สร้างสรรค์

เมื่อลูกถึงวัยเป็นเจ้าหนูทำไม ถามทุกอย่างที่ขวางหน้า คุณควรถือโอกาสนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยการตอบคำถาม และฝึกให้เขาต่อยอดความคิด ด้วยการปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย และรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป เพื่อต่อยอดคำถามให้ลูกได้เล่า ได้ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลูกก็จะได้เรียนรู้ว่าทุกคำถามมีคำตอบและภูมิใจที่ได้แสดงความคิดเห็นให้คุณฟัง

3.ต่อยอดความคิดจากสิ่งรอบตัว

พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

4.ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ

พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้คิดเอง โดยการตั้งคำถามให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากเห็น และอยากค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สื่อออกมาถึงพลังความคิดและทักษะการแก้ปัญหา โดยการปล่อยให้ลูกได้ตอบคำถามและแสดงความคิดอย่างเต็มที่ อย่าปิดกั้นความคิด และรับฟังทุกคำตอบที่ลูกบอก โดยมีคุณเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติม

5.ต้องได้ลองลงมือทำ

เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ดังนั้นนอกจากจะเปิดช่องให้ลูกได้คิดแล้ว พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการเล่น หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด แม้จะต้องใช้เวลานานและไม่ตรงเป๊ะตามแบบที่มันควรจะเป็น แต่นั่นเป็นส่วนที่ทำให้ลูกคุณมีกระบวนการคิด การหาเหตุและผลกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งจะทำให้ลูกได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณก็อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

6.ปล่อยให้คิดอย่างอิสระ

พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่บ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ หรือให้ลูกได้ช่วยออกแบบความคิดในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวพร้อมลงมือทำด้วยกัน เช่น ให้ทุกวันหยุดมีช่วงเวลาของการวาดภาพ ปั้นแป้งโดว์ตามจินตนาการการทำอาหาร การปลูกต้นไม้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกระทั่งลงมือทำสำเร็จ โดยไม่ต้องกดดันและมีข้อจำกัด หรือตีกรอบข้อบังคับ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิดมีจินตนาการและดึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ

นอกจากเคล็ดลับ 6 ข้อนี้แล้ว สิ่งที่พ่อแม่จะต้องหมั่นเติมเต็มให้ลูกอยู่เสมอก็คือ ความรัก ความเข้าใจ หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจ เพื่อพัฒนาเขาสู่การเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

Published October 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426802

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

LIFE&HEALTH : ทำอย่างไรเมื่อลูกติดมือถือ

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เป็นได้มากกว่าการติดต่อสื่อสาร ในยุคของโลกเทคโนโลยีและโซเชียลเนตเวิร์กนี้พ่อแม่ยุคใหม่หวังจะใช้แทนของเล่นหรือสื่อการเรียนรู้ให้ลูก ทำให้หลายๆ คนติดกันอย่างงอมแงมไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ แต่เด็กเล็กๆบางคน ที่มักหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมหรือดูคลิปในยูทูบ รวมถึงใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างจดจ่อ และไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า แม้ว่าโทรศัพท์มือถือเหล่านี้สามารถให้ทั้งความรู้และความบันเทิง แต่หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอนานเกินไปจนกลายเป็นเด็กติดมือถือ หรือ โมโนโฟเบีย (Momophobia) ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ พัฒนาการ พฤติกรรมตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เช็คพฤติกรรมลูกติดสมาร์ทโฟน

ในฐานะพ่อแม่เคยเช็คพฤติกรรมลูกๆบ้างหรือไม่ ว่าเข้าข่าย “ติดจอเกินพอดี” ให้สังเกตว่าลูกๆ ของคุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ เช่น หมกมุ่นอยู่กับสมาร์ทโฟน แท็บเลต วันละหลายๆ ชั่วโมงโดยไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้าง แยกตัวจากสังคม เลิกทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่สามารถควบคุมตัวเองให้หยุดเล่นได้ หากไม่ได้เล่นก็จะกระวนกระวาย กระสับกระส่าย หงุดหงิดอารมณ์เสีย โมโหรุนแรง ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น หรือมีอาการต่อต้านแบบอื่นๆ และต้องใช้เวลาเล่นมือถือนานขึ้นเรื่อยๆ จึงจะพอใจ ที่สำคัญคือมีพฤติกรรมแย่ลง

หากลูกติดมือถือส่งผลกระทบ

สุขภาพร่างกายและปัญหาการนอน สัญญาณมือถือเป็นคลื่นวิทยุ ซึ่งส่งผลสมองเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 60 และ “อาจเป็นสารก่อมะเร็ง” ในสมองเด็กที่มีการเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจากมือถือส่งผลกระทบต่อสารเมลาโทนิน ซึ่งทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ เข้านอนไม่ตรงเวลาและระยะเวลาการนอนหลับไม่เพียงพอหากใช้มือถือในช่วงเวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมตามมา

ปัญหาการเจริญเติบโตไม่สมวัย อาจอ้วนเกินไปจากการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวไปเรื่อยๆ ขณะเล่นมือถือและขาดการออกกำลังกาย หรือผอมเกินไปจากการเล่นมือถือเพลินจนไม่มีเวลาหรือไม่อยากรับประทานอาหาร

พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าเนื่องจากมือถือเป็นการสื่อสารทางเดียว หรือพูดเลียนแบบภาษาการ์ตูน ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทำให้มีปัญหาการปรับตัว โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ขาดพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส ซึ่งเกิดการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ประสานกับประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

ปัญหาพฤติกรรม ก้าวร้าว เอาแต่ใจตนเอง รอคอยไม่ได้เนื่องจากหน้าจอมือถือมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและตอบสนองอย่างรวดเร็ว แพ้ไม่เป็นจากการเล่นเกมที่ต้องการแต่จะเอาชนะด้วยคะแนนสูงๆ

ปัญหาการเรียน เมื่อลูกสนใจเนื้อหาความบันเทิงและใช้เวลากับมือถือมากกว่าความรับผิดชอบทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียน ทำให้ผลการเรียนแย่ลง

5 เคล็ดลับหยุดลูกติดมือถือ

อย่าปล่อยให้ลูกติดมือถือแล้วค่อยแก้บอกเลยว่า “ยาก” เราจึงควรสร้างพฤติกรรมที่ช่วยให้ลูกไม่ติดมือถือจะดีกว่า เริ่มจาก…

กำหนดเวลาให้ชัดเจน เมื่อหมดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจอได้แล้ว ลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นอย่างที่ตกลงกันไว้ เช่น ให้ลูกเล่นเกมหรืออินเตอร์เนตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ ไอแพด เข้านอน และกำหนดเวลาไม่ให้อยู่หน้าจอนานเกินไป อาทิ เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง หรือในแต่ละวันลูกจะเล่นได้ช่วงไหนบ้าง ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดและยึดถือกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีการที่พ่อ-แม่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้ในยุคดิจิทัล คุณควรมีวินัยในตัวเองก่อนหากคุณใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเลตล่อตาล่อใจคุณลูกทุกวี่ทุกวัน เช่น เล่นโทรศัพท์จนดึกดื่นหามรุ่งหามค่ำ ติดเกมต่างๆ ให้ลูกเห็น นอกจากจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ลูกแล้ว ยังส่งทำให้คุณมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงอีกด้วย

สอดส่อง..ดูแล คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุยกันจะได้ตามลูกให้ทันและรู้ว่ากิจกรรม online ของลูกมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็กเนื่องจากมีถ้อยคำและภาพที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น

เวลาของครอบครัว เชื่อไหมว่าการให้ลูกทำกิจกรรมอื่นร่วมกับคุณมีผลดีในระยะยาว คุณควรจัดตารางเวลาสำหรับการใช้เวลาร่วมกันกับลูก ได้พูดคุยกัน สร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ไปออกกำลังกายด้วยกันทุกวันอาทิตย์ อ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน หรือใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

จัดสมดุลของกิจกรรม ลูกควรได้เล่นและร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ออกไปเล่นกลางแจ้งทำกิจกรรมตามวัย เช่น วาดรูป ระบายสีเล่นต่อภาพ รวมถึงการได้เล่นกับเด็กทั้งต่างวัยและวัยเดียวกัน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ การปรับตัวในสังคม มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมดุล

สำหรับเด็กแล้วเครื่องมือสื่อสารล้วนเป็นดาบสองคมซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษที่คาดไม่ถึง ก่อนจะยื่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตให้แก่ลูกจงคิดว่าลูกของคุณพร้อมที่จะใช้มันอย่างเหมาะสมหรือไม่ และหากคุณสามารถควบคุมดูแลและสอนให้เขาให้รู้จักแบ่งเวลาได้ เด็กก็จะเติบโตมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจที่สมบูรณ์ต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

Published October 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/425243

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

Life & Health : การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเด็กก็เป็นโรคมะเร็งได้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจที่ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้จะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุขสดใส เช่นเดียวกับเด็กที่ปกติ และเติบโตเป็นกำลังของชาติต่อไป

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า แม้ว่าโรคมะเร็งในเด็กพบได้น้อย แต่นับเป็นภาระทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการตายที่จะสำคัญขึ้นในประเทศไทย โดยเด็กในวัย 6-18 ปี จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 คนต่อเด็ก 100,000 คน จากข้อมูลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใน พ.ศ.2553 พบผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กมารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก 127,597 ครั้ง และผู้ป่วยรับไว้ในโรงพยาบาล 19,159 ครั้ง โดย 86.1% ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ โรคมะเร็งในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า 70% เนื่องจากทีมแพทย์มีความเข้าใจกลไกการทำงานของเซลล์โรคมะเร็งในเด็ก การพัฒนาประสิทธิภาพยาเคมีบำบัด ตลอดจนการรักษาประคับประคองที่ดีขึ้น

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้รวบรวมจำนวนผู้ป่วยจากสถาบันที่ทำการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกสถาบันทั้งประเทศ ระหว่าง พ.ศ.2546-2549 พบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งเด็กรายใหม่ ปีละประมาณ 1,000 คน หรือคิดเป็น 75 คนต่อเด็ก 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี โดยช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือ 2-5 ปี และเป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง

การเกิดโรคมะเร็งในเด็กไทยน้อยกว่าในประเทศตะวันตก โรคมะเร็งเด็กในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปอัตราการเกิดโรคมะเร็งในเด็กไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่ที่พบมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีการวินิจฉัยที่ดีขึ้นมากกว่านั่นเอง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลูคีเมียสูงถึง 72% ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด โรคมะเร็งระบบประสาทส่วนกลางในประเทศไทยพบน้อยกว่าในประเทศตะวันตกมาก ซึ่งอาจเนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องมือที่ซับซ้อนทางรังสีวินิจฉัยทำให้การวินิจฉัยโรคได้น้อยกว่าความจริง

โรคมะเร็งต่อมหมวกไตพบได้บ่อยในเด็กเล็กช่วงอายุ 0-4 ปี พบเท่ากันทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง โรคมะเร็งตับในประเทศไทยลดลง ภายหลังการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้แก่เด็กแรกเกิดทั้งประเทศทุกรายตั้งแต่ พ.ศ.2535โรคมะเร็งจอตาพบได้บ่อยในกลุ่มอายุน้อยและพบได้น้อยมากหลังอายุ 5 ปี ส่วนโรคมะเร็งกระดูกพบได้ทั้งในกะโหลกศีรษะและตำแหน่งอื่นๆ

ชมรมโรคมะเร็งในเด็กแห่งประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเริ่มจากพัฒนาสูตรการรักษาสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2549 และในพ.ศ. 2557 ได้ขยายสูตร การรักษาให้ครอบคลุมโรคมะเร็งในเด็กทุกชนิด รวมทั้งกำหนดแนวทางในการวินิจฉัย การตรวจสอบและกำหนดปัจจัยความเสี่ยงของโรค รวมทั้งแนวทางการรักษา สนับสนุนอย่างอื่นให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยการสนับสนุนของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการจัดระบบให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็กเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง และได้รับการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยที่รักษาไม่หายขาดด้วย โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลัก

ข้อมูลจาก รศ.พ.ท.นพ.ปิยะ รุจกิจยานนท์อนุกรรมการฝ่ายวิชาการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเปิดเผยว่า โรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาเป็นมะเร็งก้อนนอกระบบประสาทส่วนกลางที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก ประมาณ 50-70% ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงคือ มีการกระจายของเซลล์ มะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น ไขกระดูก กระดูก ปอด ตับ หรือมีความผิดปกติของยีน N-MYC ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่ามีอัตราการรอดชีวิตเพียง20-30% ถึงแม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว ในประเทศไทยผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมีจำนวนผู้ป่วยใหม่40-50 รายต่อปี

การรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ต้องใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการฉายแสงและการผ่าตัด แต่โรคมะเร็งชนิดนี้มีความรุนแรง มีการรุกรานอวัยวะข้างเคียงเป็นอย่างมาก ทำให้การผ่าตัดเป็นไปได้ยาก หรือผ่าตัดก็ไม่สามารถตัดออกได้หมด และยาเคมีบำบัดในประเทศไทยที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นยาขนาดสูง มีความแรง เพื่อต้องการให้โรคหายขาด แต่ผลเสียที่ตามมา คือ ผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ ไตทำงานผิดปกติ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติเป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนเสียชีวิต หรือละทิ้งการรักษาไป

สำหรับยาเคมีบำบัด Topotecan เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในต่างประเทศได้นำเอายาชนิดนี้มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมาที่กลับมาเป็นซ้ำ หรือโรคดื้อต่อยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน และในปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นยามาตรฐานในการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา ที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว ด้วยเหตุนี้ทางชมรมโรคมะเร็งในเด็กจึงได้มีความคิดที่จะนำเอายาดังกล่าวมารักษาผู้ป่วยในช่วงแรก หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัย แต่เนื่องจากยามีราคาสูง (ประมาณ 29,000 บาท ต่อคนต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย) และไม่สามารถเบิกจ่าย ได้ตามสิทธิ์การรักษาของผู้ป่วย ทำให้โอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงยาได้ค่อนข้างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็ก รวมทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงเหล่านี้ จึงได้ประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อสามารถจัดหายาเคมีบำบัดดังกล่าวให้กับผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกราย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ทำให้ผู้ป่วยในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย สามารถได้รับยาดังกล่าวอย่างทั่วถึง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบางรายหายขาดจากโรคได้

จากผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมา กลุ่มเสี่ยงสูงประมาณ 200 ราย ทุกรายที่ได้รับยาดังกล่าว ตอบสนองต่อการรักษาและไม่มีผู้ป่วยรายใดที่เสียชีวิตจากการรักษา จากข้อมูลข้างต้นส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้การรับรองการใช้ยาเคมีบำบัดดังกล่าวในผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูง ในปี พ.ศ.2562 เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ทำให้นับจากนี้เป็นต้นไปผู้ป่วยเด็กมะเร็งต่อมหมวกไตนิวโรบลาสโตมากลุ่มเสี่ยงสูงทุกรายสามารถเข้าถึงยาได้และได้รับยาอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นับเป็นพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ที่ประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้มาตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมาโดยแท้…ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

Published October 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423713

LFE&HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

LFE&HEALTH : มะเร็งศีรษะและคอ..ใกล้ตัวแต่ถูกมองข้าม

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคมะเร็งเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุและสามารถจะเป็นได้ที่หลากหลายอวัยวะ เช่น ตับ ปอด เต้านม มดลูกเป็นต้น โรคมะเร็งเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตคนไทยมากเป็นอันดับหนึ่งปีละ 70,000 คน หรือเกือบ 200 คนต่อวัน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 ราย การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และการเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูง

มีโรคมะเร็งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนึกไม่ถึง นั่นคือ มะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจส่วนบนและบริเวณคอ หรือเรียกว่า มะเร็งของหู คอ จมูก นั่นเอง

ข้อมูลจาก นพ.ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า มะเร็งศีรษะและคอที่พบบ่อย คือ มะเร็งช่องปากช่องคอ กล่องเสียง โพรงจมูกและไซนัสโพรงหลังจมูก ต่อมไทรอยด์ และต่อมน้ำลาย จากสถิติทะเบียนมะเร็งไทยปี 2558 พบว่ามะเร็งช่องปากพบมากเป็นอันดับ 6 ของเพศชาย และอันดับ 10 ของเพศหญิง

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งศีรษะและคอ มาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเคี้ยวหมาก การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีหรือมีฟันแหลมคมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการที่ส่งสัญญาณเตือนได้แก่ เป็นแผลที่ลิ้นหรือช่องปากที่ไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ เจ็บคอเสียงแหบ กลืนติด ที่รักษาด้วยยาแต่ไม่ดีขึ้น มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือดมีก้อนที่คอหรือในบริเวณช่องปาก ช่องคอที่โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากท่านมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกับมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย

โดยการรักษาในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่ใช้การรักษาเพียงวิธีเดียว เช่น การผ่าตัด หรือ การฉายรังสี ส่วนมะเร็งระยะลุกลามใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองการรักษา และผู้ป่วยที่เป็นระยะลุกลามมีการรักษาหลายวิธีร่วมกันซึ่งมีการใช้ทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาวิธีเดียวในผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรก

การผ่าตัดผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงได้แก่ เทคนิคปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เพื่อการซ่อมอวัยวะที่ถูกตัดไป เนื่องจากการตัดบริเวณที่เป็นมะเร็งจะตัดห่างจากขอบด้านละ 1-2 ซม. ฉะนั้นหากคนไข้มารักษาในระยะลุกลามก็จะต้องตัดออกพื้นที่มาก หากเป็นที่ลิ้นก็จะต้องมีการตัดลิ้นบางส่วนออกไป ผู้ป่วยเสียปริมาตรลิ้นไปทำให้การพูดและการกลืนลำบาก
จึงมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หรือหน้าแข้งแล้วแต่ความเหมาะสม มาแทนเนื้อเยื่อเดิม ที่ตัดออกไป ซึ่งจะอาศัยการต่อเส้นเลือดจากอวัยะที่นำมาปลูกถ่ายต่อกับเส้นเลือดบริเวณศีรษะและคอที่มีอยู่ การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ผู้ป่วยจะต้องมีความแข็งแรงมากพอ ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัด 8-10 ชั่วโมง และทีมแพทย์ พยาบาลจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งระยะเริ่มแรกซึ่งผ่าตัดบริเวณมะเร็งออกแล้วไม่ต้องปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ ใช้ระยะเวลาสั้นกว่า อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน เปรียบเทียบกับเครื่องมืออุปกรณ์ร่วมด้วยดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อรายของผู้ป่วยย่อมมากกว่าหลายเท่า ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ป่วยระยะลุกลามที่รับการผ่าตัดและปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ

แต่ทั้งนี้เราสามารถ ป้องกันโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์  นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ ได้แก่ การรักษาความสะอาดของช่องปาก การพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน จะช่วยให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งช่องปากลดลงโดยลดสารก่อมะเร็ง ลดการระคายเคืองของฟันแหลมคม และตรวจค้นหามะเร็งช่องปากตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้

โรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอรายใหม่ เข้ามารักษาเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2558 จำนวน 529 คน ปี 2559 จำนวน 600 คน และปี 2560 จำนวน 673 คน ทั้งนี้ในแต่ละปีของโรงพยาบาลราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะ และคอรายใหม่ รวมถึงมะเร็งอื่นๆ เข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากเป็นศูนย์รับส่งต่อที่ใหญ่ที่สุดของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมีศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง (Center of Excellence) ด้านโสต ศอ นาสิก และมะเร็งศีรษะและคอ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ยากไร้ มีฐานะยากจน ถึงแม้ว่าค่ารักษาพยาบาลจะสามารถใช้สิทธิการรักษาของรัฐได้ เช่น สิทธิประกันสุขภาพ สิทธิประกันสังคม สิทธิข้าราชการ เป็นต้น แต่จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลราชวิถีและมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้จัดตั้ง “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ให้ได้มีโอกาสเข้าถึง และรับการรักษาที่เป็นมาตรฐานรวมทั้งผลการรักษามีประสิทธิภาพ

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ สอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithifondation.com มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษา

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

%d bloggers like this: