komchadluek

All posts tagged komchadluek

ลุงตู่ สวมสูทสีเดียวบนเวทียูเอ็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389883?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ สวมสูทสีเดียวบนเวทียูเอ็น

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
พลอประยุทธ์,ลุงตุ่
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ถึงวันนี้ ท่านนายกรัฐมตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงปฏิบัตภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกานะครับ กว่าจะกลับถึงเมืองไทยเกือบปลายเดือนโน่นเลย คือวันที่ 27 กันยายน

ถือเป็นการเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก และจะได้ขึ้นอภิปรายในเวทีที่ประชุม

นอกเหนือจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้ารัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมด้วย

“ใครมาถึงเรือนชานก็ต้องต้อนรับ” จึงเปิดโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นตัวแทนมิตรภาพมาช้านานได้พบปะพูดคุยกับเจ้าภาพงานเลี้ยง หลังจากนั้น ยังได้เจอะเจอผู้นำชาติต่างๆ ในลักษณะทวิภาคีอีกด้วย

ถือว่าไปทั้งทีต้องไปให้คุ้ม เปิดเจรจาการค้าการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด

กล่าวถึงเวทีแห่งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยมาโชว์สปีคอิงลิช ฟุตฟิตฟอไฟก็หลายรอบ แต่ช่วงนั้นมาในลักษณะสวมใส่เครื่องแบบสองสี ซีกขวาสวมสูทสีดำ ซีกซ้ายสวมชุดสีเขียวลายพราง นึกภาพดูแล้วกัน คนสวมเสื้อผ้าแบบนี้แปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย

ยิ่งไปอยู่ในวงล้อมโลกเสรีประชาธิปไตย ได้ทีนักวิจารณ์เอามาแซวเป็น “ตัวตลกอาเซียน” ซะงั้น อีกอย่าง บรรดานักการเมืองผู้ผูกขาดสัมปทานประชาธิปไตยก็ออกมาปรามาส “เพื่อนไม่คบ” ต่างชาติเบือนหน้าหนีแน่นอน

แต่ทว่า “ลุงตู่” ไม่ยี่หระ อีกทั้งเป็นความโชคดีที่เข้ามาดูแลสถานการณ์บ้านเมืองในยุคสมัยประชาธิปไตย 5.0 แต่ละชาติเปลี่ยนวิธีการทูตด้วยการยึดถือผลประโยชน์ระหว่างประเทศมาก่อน เก็บคัมภีร์ประชาธิปไตยไว้ข้างหลัง

“ประเทศไทยตอนนั้นจึงเป็นลักษณะเผด็จการบางๆ ต่อให้คุณเป็นนายกฯ มีเงา คสช.ครอบอยู่ หลายประเทศก็ไม่ถึงกับตั้งป้อมต่อต้าน เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทยด้วยคำมั่นจะมีการเลือกตั้ง”

จึงมีคนหน้าแตกหลายราย ที่ว่าไม่มีใครคบผลตรงข้ามทั้งนั้น “ลุงตู่” เดินทางออกไปพบผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่างไม่ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติในเอเชียติดต่อขอเดินทางมากระชับสัมพันธ์กับไทยเสียเอง

แม้แต่กลุ่มสหภาพยุโรป มักมีข่าวออกมาว่างอนรัฐบาลไทย เพราะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ดูไปดูมา น่าจะเป็นการออกข่าวจากฝรั่งขี้นกมากกว่า เนื่องจากระดับผู้บริหารของอียู ดันออกมาแถลงกระชับสัมพันธ์ ผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ICAO ปลดธงแดง จากการที่ไทยแก้ไขมาตรฐานการบินสำเร็จ หรือกรณี IUU ปลดธงเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย

ถ้ายังหลงเชื่อตามกันว่ายุโรปไม่เอารัฐบาล “ลุงตู่” ต้องไปยืนฟังกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติที่เข้ามาแสวงประโยชน์บนแผ่นดิน หรือไม่ก็ไปฟังฝรั่งหน้าเดิมแถวๆ พรรคการเมืองที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น

ต่อให้เรายืนยันว่าสิ่งที่เห็นเป็นสีขาว แต่คนพวกนี้จะบอกว่าสีดำ หรือบอกว่าดีเขาก็จะบอกว่าไม่ดี ไม่มีหรอกเห็นตรงกัน ตราบใดที่เข้ามาทำงานตามใบสั่งหารับประทานกับองค์กรต่างชาติ “ซังกะบ๊วย”

ครานี้ พาทุกท่านกลับมาโลกปัจจุบัน การที่ “ลุงตู่” ไปสหรัฐอเมริการอบล่าสุด จึงไปในสถานะนายกรัฐมนตรีเต็มขั้น ไม่มีเงาร่างหัวหน้า คสช.ตามไปด้วย และเป็นการไปภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะนายกฯ ครบถ้วนตามคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกประการ

สูทที่สวมใส่ จึงไม่ต้องกลัวสีตกหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวลายพราง แต่มาด้วยสีเดียวเป็นสีลายธงชาติไทยไปผงาดอยู่บนเวทียูเอ็นอย่างไม่อายใคร

เชื่อได้เลยว่า ประเด็นการดูถูกดูแคลน เป็นผู้นำไม่ได้มาจากประชาธิปไตยลดน้อยลง หากจะมีบ้างคงไม่ได้มาจาก บรรดาชาติผู้นำต่างๆ หรอกนะครับ

แต่จะมาจากคนไทยด้วยกันเองนี่ล่ะ ที่ยังไม่ตื่นจากการเสพตำราประชาธิปไตยฉบับแย่งชิงอำนาจกันอย่างไม่รู้จบ ไปยืนแหกปากเย้วๆ ต่อต้านเผด็จการอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

อันนี้ก็เป็นสิทธิของการแสดงความคิดความอ่านตามระบอบประชาธิปไตย แต่อย่าละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้วกัน

โลกเสรีประชาธิปไตย เขาเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เหมือนประเทศไทยหรอกนะครับที่บ่นกันจังว่าเผด็จการครอบงำแต่กลับแสดงออกเลยเถิดอย่างไรก็ได้

วันดีคืนดีออกมาจาบจ้วงดูหมิ่น กล่าวหารัฐธรรมนูญเฮงซวย โดยไม่มีใครเอาผิดได้ จำเริญเถอะพ่อคุณทูนหัวนักผูกขาดประชาธิปไตย

p30

ฝนยังคงตกหนักเรือเล็กต้องระมัดระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝนยังคงตกหนักเรือเล็กต้องระมัดระวัง

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝนตกหนัก,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเริ่มด้วยข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า บริเวณภาคกลางตอนล่างรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ในช่วงวันที่ 23-24 กันยายน บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

‘ดับเครื่องชน’ พยายามเป็นสื่อกลางนำข่าวอากาศมาแจ้งให้ทราบเป็นระยะ เพราะมีความเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ทั้งความเป็นอยู่กับครอบครัวและการเดินทาง ซึ่งดินฟ้าอากาศมีผลกระทบอย่างมาก

น้ำท่วมทำให้เกิดความเครียด ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กล่าวว่า วิถีชีวิตและสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญความเครียด หรือความไม่สบายใจได้ยากขึ้น วิธีการสังเกตง่ายๆ ที่จะรู้ว่าตนเองหรือคนรอบข้างเครียดหรือไม่นั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกของอารมณ์ ผู้ที่มีความเครียดมักจะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย เนื่องจากความอดทนต่ำลง เมื่อเกิดความเครียดมักจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง

สามารถแก้ความเครียดได้หลายวิธี เช่นนอกจากออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว ยังมีวิธีใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกว่าเป็นอาวุธประจำตัวก็ได้ ทำได้ทุกคน ทุกอาชีพ คือการใช้วิธีคลายเครียดด้วยการหายใจแบบพิเศษ 2 แบบ แบบที่ 1 คือการหายใจแบบสลับรูจมูก และแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก สามารถนาใช้ในสภาวะจิตใจปกติก็ได้ ทั้ง 2 แบบนี้ ให้ผลดีทั้งใจและกายพร้อมกัน

การหายใจแบบสลับรูจมูก ทำได้ดังนี้ 1.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา หรือมือข้างที่ถนัด กดที่รูจมูกข้างขวา แล้วหายใจเข้า-ออกทางจมูกข้างซ้าย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ถนัดกดที่รูจมูกข้างซ้าย และหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างขวา ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้นอกจากจะช่วยให้โพรงจมูกทั้ง 2 ข้างทำงานสมดุลกันแล้วจะช่วยให้เรามีสติจดจ่อที่ลมหายใจมากขึ้น และจับความรู้สึกในการหายใจง่ายขึ้น

แบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก วิธีการคือให้สูดลมหายใจเข้าทาจมูกเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่ จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกทางปากแรงๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้จะเป็นการฝึกการทำงานของปอด การหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ จะทำให้ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด

การกลั้นลมหายใจจะได้ประโยชน์จะเป็นการเพิ่มเวลาการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่อยู่ในเลือดที่ปอดได้นานขึ้น ส่วนการพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆ จะเป็นการช่วยฝึกความดันของปอดด้วย ผลดีของการหายใจแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง ใช้แก้อาการง่วงได้อีกด้วย

จึงอยากให้ลองทำดูนะครับเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรและทำให้คลายเครียดหรือบรรเทาเบาบางลงร่างกายแข็งแรงด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

เมื่อไรการเมืองจะสงบ
เรื่องถวายสัตย์จบแล้ว

ผมเป็นประชาชนคนไทยที่ทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัว ปกติแล้วจะไม่สนใจเรื่องการเมืองมากนักเพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น มีแต่เรื่องอภิปรายหรือ ส.ส.กร่าง หรือภัยแล้ง-น้ำท่วม ฯลฯ

วันก่อนผมดูทีวีถ่ายทอดสดการซักฟอกนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเรื่องการถวายสัตย์ เห็นข่าวว่า ‘บิ๊กตู่’ ของเรานิ่งเฉยปล่อยให้รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงแทน

มาถึงตอนนี้ผมก็ปิดทีวีและรีบเขียนจดหมายนี้มาเพื่อให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเต็มกำลังเสียที นายกรัฐมนตรีก็เลิกหงุดหงิดได้แล้ว สรุปคือการเมืองต้องสงบเข้มแข็งเพื่อจะได้ทำงานกันเสียที

อะไรผิด-อะไรถูกก็ว่ากันไปตามกฎหมาย เพราะเวลานี้มีเรื่องเศรษฐกิจ-เรื่องน้ำท่วม แล้วอีกมากมายรอการแก้ปัญหาอยู่และหลังน้ำลดแล้วจะเป็นอย่างไรหรือต้องขอรับบริจาคอีก

ขอให้มองถึงอนาคต-เลิกเล่นการเมืองได้แล้ว
ประเสริฐ (โคราช)

เรียน คุณ ‘ประเสริฐ’ โคราช
ผมเองบอกอยู่เสมอว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร และอย่าไปอินกับการเมืองให้มาก สู้ทำมาหากินหาเลี้ยงครอบครัวจะดีกว่า และประเทศไทยเรานั้นแคบมากบรรดาระดับผู้ใหญ่ล้วนรู้จักกันทั้งนั้นแหละ

จึงอยากร่วมสนับสนุนให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หยุดเล่นการเมืองและปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของกรอบกฎข้อบังคับ-ข้อกฎหมาย จะได้เดินหน้าทำงานกันเสียที

ผมอยากให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดโดยเต็มกำลังความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต รัฐบาลก็บริหารประเทศ ฝ่ายค้านก็คอยดูแลตรวจสอบ

ประเทศไทยเราเสียเวลาเรื่องไม่เป็นเรื่องมามากเกินพอแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ

ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน,หมอกควัน,เกาะสุมาตรา,อินโดนีเซีย
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2562

หมอกควันในภาคใต้ที่เกิดการเผาป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ระลอกใหม่พัดปกคลุมต่อเนื่องมานับสัปดาห์ ทำให้ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 ปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในหลายจังหวัด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นดินได้ ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของอากาศ ทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤติฝุ่นควันและฝุ่นละอองพิษ ได้รับผลกระทบด้านปัญหาสุขภาพ ทั้ง ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา ฝุ่นพิษที่สะสมในร่างกายก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ยังกระทบไปถึงการดำรงชีวิต กิจกรรมประจำวันต้องถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย โดยค่าพีเอ็ม 2.5 เริ่มเกินค่ามาตรฐานในระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพและดูจะรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 กันยายน ประชาชนใน จ.สงขลา ทั้งในพื้นที่ อ.เมืองสงขลา และ อ.หาดใหญ่ ได้นัดรวมตัวชุมนุมกันอย่างสันติที่หน้าสถานกงสุลอินโดนีเซีย อ.เมืองสงขลา ชูป้ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งแก้ปัญหาหมอกควัน สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของชาวสงขลาจากผลกระทบของหมอกควันที่พัดมาจากอินโดนีเซียทุกปี ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์ในนามของผู้ที่ได้รับความทุกข์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมของทุกปี จ.สงขลา ต้องเผชิญกับหมอกควันจากไฟไหม้ป่าประเทศอินโดนีเซียมาตลอดและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเมื่อปี 2558 ชาว จ.สงขลา ก็เคยมารวมตัวที่หน้าสถานกงสุลอินโดนีเซียประจำ จ.สงขลา มาแล้วครั้งหนึ่ง

ปัญหาควันพิษนี้ส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และกระทบการท่องเที่ยวของประเทศ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะตื่นตัวติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเปิดช่องทางโซเชียลเพื่อให้ประชาชนติดตามข่าวสาร และป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 กำลังกลายเป็นปัญหาถาวรในหลายพื้นที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ขณะที่รัฐบาลตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังวิกฤติจบลงก็เลิกไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จึงมีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังเป็นระบบ โดยเปิดการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการเผาป่ามาก เช่น อินโดนีเซีย พม่า ลาว เพราะอีกไม่นานก็จะวนเข้าสู่ปัญหาหมอกควันภาคเหนือที่เกิดขึ้นทุกปี

ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จำเป็นต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพอากาศในภูมิภาคแย่ลง ก่อมลพิษ นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศในอาเซียน ในฐานะที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนในปลายปีนี้จึงเป็นเรื่องเหมาะสมหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยกเรื่องนี้เป็นหัวข้อหารือกับสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อกำจัดมลภาวะ หันหน้าหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังให้ตกผลึกเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์อาเซียนไร้หมอกควันด้วยความยั่งยืน

‘ช่วงช่วง’ กับ คำสัญญาในป่าไผ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ช่วงช่วง’ กับ คำสัญญาในป่าไผ่

21 กันยายน 2562 – 09:00 น.
ช่วง ช่วง,หมีแพนด้า,แพนด้ายักษ์,ช่วงช่วง,หลินฮุ่ย,ช่วงช่วงตาย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 252 ครั้ง

รายงานพิเศษจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21-22 ก.ย.62

การตายของแพนด้า ช่วงช่วง” ยังคงสร้างความสลดใจแก่ทุกคน หลังจากที่ได้เห็นมันสร้างรอยยิ้มให้แก่คนไทยมาเนิ่นนาน

อย่างที่รู้ ระดับความตื่นเต้น จนถึงบ้าเห่อของคนไทยที่เคยมีต่อพวกมันในครั้งหนึ่ง ลดลงไปโดยไม่รู้ตัว แต่ข่าวเศร้านี้ได้ทำให้ 3 ชีวิต ช่วงช่วง”, “หลินฮุ่ย” และ หลินปิง” กลับมาอยู่ในความสนใจของคนไทยอีกครั้ง ไม่เพียงเป็นข่าวให้คนแห่เข้ามา R.I.P. แต่ยังมีแง่มุมอื่นๆ ต่อเนื่องไปอีก

โดยเฉพาะเส้นทางความเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างไทย-จีน ของเจ้าตัวกินไผ่ผู้น่ารัก เสื้อกั๊กดำ ล้วนมีเรื่องราวมากมาย จะมองให้สนุก หรือมองให้เป็นปรากฏการณ์ก็ได้

อ่าน https://www.komchadluek.net/news/scoop/389328

ต้นกำเนิดทูตตัวยักษ์

อย่างที่รู้มาตลอด แพนด้าหรือแพนด้ายักษ์ มีในประเทศจีนเท่านั้น หากแต่โบราณนานมา มันถูกพบกระจัดกระจายทั่วไป ตั้งแต่ภาคใต้และตะวันออกของจีน ไปถึงตอนเหนือของพม่าและเวียดนาม

แต่ปัจจุบันพบเพียงแค่พื้นที่ป่าสนเขาของมณฑลเสฉวน ทางตอนใต้ของจีนเท่านั้น มันจึงกลายเป็นสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เพราะตกลูกน้อย ไม่บ่อย และมีอายุขัยเฉลี่ย 25-30 ปี

ก่อนหน้านั้น แพนด้าเองก็หนีไม่พ้นการไล่ล่าของมนุษย์ เพราะมีรายงานว่าในอดีตชาวตะวันตกรู้จักแพนด้าจากหนังของมันที่มีนายพรานล่าไปให้ดู

แพนด้ายักษ์ ที่โอเชี่ยนปาร์ค ฮ่องกง

หรือมีข้อมูลว่าในปี 2479 รุธ ฮาร์คเนส เป็นชาวตะวันตกคนแรก ที่นำเข้าแพนด้ายักษ์ที่มีชีวิตมายังสหรัฐอเมริกา เป็นลูกแพนด้าชื่อ ซู-ลิน โดยนำมาเลี้ยงที่สวนสัตว์บรูคฟิลด์ในชิคาโก

จนที่สุด เมื่อแพนด้าพบแค่ในแถบจีน เสมือนเป็นของขวัญจากพระเจ้าสู่แดนมังกร จีนจึงฉลาดพอที่จะกำหนดกฎหมายขึ้นมาในปี 2503 มาถึงปัจจุบัน กฎหมายระบุไว้ว่าหากผู้ใดฆ่าแพนด้ายักษ์มีโทษจำคุก 20 ปี

จากนั้นตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ทางการจีนได้เพิ่มปริมาณเขตอนุรักษ์แพนด้ายักษ์เพิ่มขึ้นจาก 12 แห่ง เป็น 67 แห่งในปัจจุบัน

เหนืออื่นใด เมื่อแพนด้าเป็นสัตว์หายาก แถมยังน่ารัก เห็นแล้วมีความสุข อุปสงค์ของมันจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ จีนจึงใช้มันเป็น “ทูตสันถวไมตรี” ในเวลาไล่เลี่ยกับที่กำลังใช้การทูตปิงปอง (Pingpong Diplomacy) เชื่อมสัมพันธไมตรีกับพี่กัน ในการคานอำนาจรัสเซียตอนที่กำลังแข่งกันเป็นผู้นำโลกที่สามพอดี

ช่วงนั้น จีนจึงส่งแพนด้าไปทั้งสวนสัตว์อเมริกา ญี่ปุ่น และยังมีที่เม็กซิโก ทั้งหมดนี้โดยการให้ยืม แต่นัยถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่าง “จีน” กับ “ชาติอีกซีกโลก”

จากไมตรี สู่ดีลแพง

อย่างไรก็ดี หลังจากปี 2527 จีนอาจจะดีดลูกคิดแล้วพบว่าคำว่า “ไมตรีจิต” บางทีกินไม่ได้ หรือไม่มีจริง จีนจึงเปลี่ยนสถานะของหมียักษ์ไปเป็น “บางอย่าง” แล้วแต่จะตีความ

แต่รูปแบบคือ ให้ยืม” แบบคิดระยะเวลา 10 ปี และยังกำหนดด้วยว่าใครอยากได้ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน” ปีละ “1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ”

ที่สำคัญ กฎเหล็กคือลูกของแพนด้าที่เกิดระหว่างการยืมนั้น ถือเป็นทรัพย์สินของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

จากนั้นแพนด้าแห่งแดนมังกรก็มีโอกาสลัดฟ้าไปใช้ชีวิตต่างถิ่นหลายตัว เช่น เกาเกา” ในสวนสัตว์ซานดิเอโก เป็นแพนด้ายักษ์เพศผู้เกิดในป่าของจีนราวปี 2535

เกาเกา

ราวปี 2545 มันถูกย้ายไป Wolong Panda Conservation Center จนกระทั่งบินมาถึงสวนสัตว์ซานดิเอโกในปี 2546 เพื่อเป็นเพื่อนกับ ไป๋ยหวิน” แทน ซือซือ” ที่แก่มากและปลดระวางได้กลับเฉิงตู และจากไปในปี 2551

ไป๋ยหวินก็คือแพนด้าเพศเมีย เกิดวันที่ 7 กันยายน 2534 มันอยู่ที่สวนสัตว์ซานดิเอโกตั้งแต่ปี 2539 และเคยตกลูกกับซือซือในปี 2542 คือ ฮวาเหม่ย” แพนด้าตัวแรกที่เกิดในอเมริกา และถูกเรียกกลับจีนในปี 2547

ไป๋ยหวิน

ต่อมาเมื่อไป๋ยหวินเจอกับ “เกาเกา” จึงได้ให้กำเนิดลูกแพนด้าอีก 4 ตัวคือ เหม่ยเซิง (2546), ซูหลิน (2548), เจินเจิน (2550) และ ยหวินจื่อ (2552) เป็นลูกที่ได้จากการผสมตามธรรมชาติทั้งหมด

ว่ากันว่าในโลกนี้มีเพียง ประเทศเท่านั้นที่มีแพนด้าไว้จัดแสดง คือ สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นเม็กซิโกเยอรมนี และไทยเรา

หมีมากับการเมือง?

หันมาที่บ้านเรา ถ้าจะบอกว่าแพนด้ามาไทย คือผลงานรัฐบาลแม้วก็ไม่เถียง เพราะราวปี 2544 ในช่วงฮันนีมูนม่วนซื่นกับรัฐบาลใหม่ไทยรักไทย นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ร่วมดีลนำแพนด้ามาให้คนไทยได้เชยชมตัวเป็นๆ

การเมืองไทยแบบเดิมๆ อาจจัดมวย ฟุตบอล เรือยาว ก็ยังมีอยู่ แต่การเมืองแบบเหลี่ยมๆ “จัดหมี” ดีกว่า นัยว่าดึงรายได้เข้าการท่องเที่ยวไทยอีกด้วย

ว่าแล้วอดีตนายกฯ ก็จัดให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั่งรองนายกฯ เยือนจีนเพ่ื่อเจรจาขอแพนด้าจาก ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

บรรยากาศในบ้านใหม่ของสองแพนด้า

เม้าท์ว่าหลังจีนอนุมัติ พ่อใหญ่จิ๋วต้องไปศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ เขตอนุรักษ์อู่หลง เมืองเฉิงตู อีกครั้ง เพื่่อจิ้มว่าจะเอาตัวไหน จริงเท็จยังไง หวยไปออกที่ “ช่วงช่วง” แพนด้าเพศผู้ที่เกิดเมื่อวันที่ สิงหาคม 2543

ช่วงช่วงมีอายุไม่กี่่ขวบปี ก็ต้องเตรียมตัวฟิตร่างกายเพื่อเดินทางไกล คนไทยได้ยินว่านี่คือ โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้าในประเทศไทย”

ปี 2544 ทักษิณอนุมัติงบกลาง จำนวน 39,818,313 บาท เป็นค่าก่อสร้างส่วนวิจัยและจัดแสดงแพนด้า ซึ่งที่นั่นก็คือ “สวนสัตว์เชียงใหม่” บ้านเกิดของอดีตนายกฯ คนดังนั่นเอง

ระหว่างนั้นก็เตรียมโน่น ตั้งกรรมการนี่ เป็นเรื่องราวใหญ่โต จนล่วงเข้าปี 2546 มีการแต่งตั้งให้ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ขณะเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ดำเนินการจัดพิธีต้อนรับแพนด้าในนามชาวเชียงใหม่

คู่รักในวันชื่นคืนสุขที่เชียงใหม่

ที่สุด 12 ตุลาคม 2546 ช่วงช่วง วัย 3 ปี พร้อมแฟนสาวหรือ “หลินฮุ่ย” สาวน้อย วัย 2 ขวบ ก็เดินทางถึงไทยด้วยเที่ยวบินพิเศษ “เรารักแพนด้า” และร่วมขบวนแห่ยิ่งใหญ่จากแอร์พอร์ตถึงสวนสัตว์เชียงใหม่

และแล้ว คนไทยก็ได้เสียค่าบัตรเข้าชมแพนด้าคู่รักได้นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นมา แต่ในช่วงวันเด็ก นายกฯ ยังใจดีให้เด็กที่ยากจนมีโอกาสนั่ง C130 ไปดูแพนด้าฟรีถึงที่่ จากการคัดเลือกโดยกระทรวงศึกษาธิการ

คำสัญญาในป่าไผ่

สำหรับข้อตกลงระหว่างไทยกับจีนตอนนั้น คือไทยจะต้องดูแลแพนด้า “เป็นอย่างดี” ทั้งเรื่องที่พัก อาหารต้นไผ่สุดโปรด สุขภาพ ฯลฯ ในช่วงระยะเวลา 10 ปี คือตั้งแต่ปี 2546-2556

สำหรับเงื่อนไขที่เจรจามีค่าตอบแทนคู่ละ 10 ล้านบาทต่อปี ให้แก่สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าของจีน ซึ่งเป็นราคามิตรภาพเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาแพนด้าของจีน และเงื่อนไขต่อสัญญา 10 ปีต่อครั้ง เมื่อครบกำหนด จะมีการเจรจาใหม่ และขณะที่อยู่ในไทย ถ้าแพนด้าตกลูกไทยต้องส่งลูกคืนให้แก่จีนเมื่อครบอายุ 2 ปี

ช่วงนั้นไทยเกิดปัญหาการเมือง แต่เราก็ยังมีกิจกรรมโหวตชื่อแพนด้าน้อยไว้แก้เบื่อ หลังหลิยฮุ่ยเตรียมให้กำเนิด ทายาทจนกระทั่งได้ชื่อ “หลินปิง” หลังคลอดในวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 โดยวิธีผสมเทียม จากน้ำเชื้อของ “ช่วงช่วง”

หลินปิงน้อยสามเดือน

มุมนี้ด้านหนึ่งไทยเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ต่อจากอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมแพนด้า แต่อีกด้านเจ้าหลินปิงนี่เองที่สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดและสวนสัตว์

ดังข้อมูลว่ารายได้ของสวนสัตว์ที่มีแพนด้า กับสวนสัตว์สงขลาซึ่งไม่มีแพนด้า พบว่าสวนสัตว์เชียงใหม่สูงกว่าหลายเท่า จากปกติมีประชาชนเข้าชมสัตว์ในสวนสัตว์ไม่มาก แต่พอมีแพนด้ามาอยู่ประชาชนจากทั่วประเทศมาเข้าชมจำนวนมากมียอดค่าผ่านประตูปีละ 7-8 แสนคนทำให้มีรายได้จากตรงนี้

แถมยังทำให้เกิดปรากฏการณ์เรียลิตี้หมีน้อย 24 ชั่วโมง กระจายรายได้เข้าแวดวงทีวีอีก…จำได้หรือไม่ (ฮา)

จนปี 2554 คนไทยได้ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สาวเชียงใหม่เป็นนายกฯ คนไทยเริ่มนับถอยหลังส่ง หลินปิงกลับจีนตามสัญญา แต่ช่วงปี 2555 จีนได้ขยายเวลาให้หลินปิงอยู่ไทยต่ออีก 2 ปี รวม 4 ปี หรืออยู่ต่อจนถึงปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่ครบสัญญา 10 ปีของคู่พ่อแม่ด้วยพอดี

ที่สุด ข้อตกลงในป่าไผ่แข็งแกร่งนัก 28 กันยายน 2556 หลินปิงกลับเฉิงตูจริงๆ เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ต่อไป และก็ยังไม่มีวี่แววกลับไทยแต่อย่างใด

เพราะปี 2557 หลังเกิดปัญหาการเมืองในไทย ทำให้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบทำสัญญาเรื่องแพนด้าน้อยร่างยักษ์ ไล่มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน คาดว่าคงไม่มีใครตามเรื่องแล้ว

ลาก่อน ช่วงช่วง

โชคดีที่ระหว่างนั้นปี 2556 ในส่วนของแพนด้าคู่พ่อแม่ ได้มีการต่อสัญญารอบ 2 อยู่ยาวอีก 10 ปีคือ 2556-2566 ไม่งั้นเราอาจไม่ได้ยลแพนด้าอีกเลยสักตัว

ก่อนที่ “ช่วงช่วง” ลาโลกไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา นำพากระแสชาวจีนเรียกคืน “หลินฮุ่ย” สาวใหญ่วัย 20 กลับบ้านก่อนกำหนด เพราะสงสัยว่าทางไทยผิดคำมั่นสัญญา ?

*************************

ภาพจากวิกิพีเดีย

“บิณฑ์” ของแท้ ไม่เจ๋งจริง อย่าก๊อป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิณฑ์” ของแท้ ไม่เจ๋งจริง อย่าก๊อป

21 กันยายน 2562 – 08:45 น.
บิณฑ์,บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,น้ำท่วมอุบล,อุทกภัย
เปิดอ่าน 839 ครั้ง

รายงานพิเศษจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21-22 ก.ย.62

มรสุมดราม่าน้ำท่วม “ใครขโมยซีนใคร” ระหว่างคนดังใจบุญ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” กับคนใหญ่กว่าที่กำลังถาโถม ฝ่ายหลังก็เกือบเซซัดไปเหมือนกัน

ดีที่ตั้งตัวติด ตั้งโต๊ะรับโทรศัพท์ เงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาท่วมท้น ถือว่าคนรับอานิสงส์ก็คือ “พี่น้องชาวอุบลราชธานี” ที่กำลังเดือดร้อนจากมหาอุทกภัยครั้งนี้

ถามใจคนไทย ใครจะอะไรยังไง ตอนนี้ไม่สำคัญเท่ากับความประทับใจในตัวอดีตพระเอกดัง ที่ถึงวันนี้ถ้าเอ่ยชื่อบิณฑ์ แบรนด์นี้พิสูจนแล้วว่า “ของจริง”…ไม่เฟค!

ดาวต้องเป็นดาว

เรื่องราวของดาราจิตอาสา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หรือชื่อเดิมคือ “ท็อป บรรลือฤทธิ์” คนไทยได้ยินมาเนิ่นนาน นานจนเงียบหาย แล้วกลับมาได้ยินใหม่อีกครั้งตอนนี้

แต่ระหว่างทางที่เงียบหายเขาก็ยังคงทำงานเป็นเทวดาเดินดินให้ผู้ทุกข์ยากมาเรื่อยๆ โดยเคยบอกว่าไม่หวังอะไรตอบแทน แต่เราภูมิใจในตัวเอง

หลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่า บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่ช่วยคนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี นั่นแปลว่าเขาทำมาตั้งแต่ที่เพิ่งย่างเข้าวงการบันเทิง

ตามประวัติหลังไปสมัครเป็นนักแสดงหน้าใหม่กับ คมน์ อรรฆเดช ได้เล่นเรื่องแรก ข้ามากับพระ” ในปี 2527 อันเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อเป็น บิณฑ์” เพื่อให้เข้ากับหนัง จนใช้ชื่อนี้มาตลอด

ซึ่งหนังก็ประสบความสำเร็จเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีผลงานละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ “แผลเก่า” ในปี 2531 กับนางเอกนางงาม “เอ้” ชุติมา นัยนา

ปรากฏว่า “ไอ้ขวัญ” ในลีลาของบิณฑ์วัย 26 ได้รับเสียงตอบรับจากคอละครล้นหลามจนส่งผลให้มีงานในวงการอีกเพียบ ขึ้นชั้นพระเอกเบอร์ต้นของบันเทิงไทย

แต่นั่นคือฉากในแสงสีของเด็กหนุ่มแห่งอีสานใต้ จ.สระแก้ว ที่เดินทางมาไกลถึงเมืองกรุง ความหวังแค่จบสายอาชีวะที่โรงเรียนกรุงเทพโปลีเทคนิคและทำมาหากินตามกำลัง กลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

เส้นทางสายอาสา

ทางที่เจ้าตัวเลือกเดินก็คือการทำงานจิตอาสา ที่ทำให้ภาพของบิณฑ์ ดารากู้ศพ” เริ่มติดหูติดตาคนไทย

บิณฑ์ เคยเล่าว่า ที่เลือกร่วมงานกับ มูลนิธิร่วมกตัญญู” เพราะในวัยเด็กซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเคยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร่วมกตัญญู กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เลยฝังใจว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะทำให้ได้อย่างนี้

ที่สุดพอเริ่มตั้งตัวติดจากชื่อเสียงเงินทองในการเป็นดาราจึงไม่รอช้าเลือกเข้าร่วมงานที่ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” ตั้งแต่ราวปี 2529

แต่ถ้าจะพูดจริงๆ งานอาสาแรกที่ทำจริงจังในนามตัวเองไม่สังกัดใครก็ตอนที่มีข่าวตึกถล่มตรงข้ามโรงหนังเอเธนส์ ข่าวว่าต้องการจิตอาสาช่วยคนที่ติดอยู่ในซากตึกถล่ม

บิณฑ์ซึ่งเป็นดาราดังแล้วตัดสินใจไปช่วยทันที เห็นสองมูลนิธิดังกำลังขมีขมันทำงาน แต่มองเห็นว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูมีคนน้อยกว่า จึงเลือกเข้าไปช่วยเหลือทางนี้ก่อน

กับแฝดพี่ เอกพันธ์ มักทำงานร่วมกันตลอด

วันนั้นเจ้าหน้าที่เอาเสื้อร่วมกตัญญูมาให้ยืมใส่ แต่ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ถอดออก บิณฑ์ในวัย 57 ยังคงทำงานที่นี่ จากอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยให้มูลนิธิมาสู่ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู

และทุกครั้งที่เมืองไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นั่นจะมีบิณฑ์ ทั้งสึนามิอันดามันปี 2547 เพลิงไหม้ซานติก้าผับปี 2552 อุทกภัยปี 2554 และเหตุการณ์ดังอย่างกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง บิณฑ์และทีมไปลุยมาแล้ว ช่วยประสานเรื่องหน้ากากดำน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ จนภายหลังผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ เข้ามาดูแลจัดระเบียบ

ปรารถนาอันแรงกล้า

ข่าวคราวของบิณฑ์ทำให้หลายคนได้รู้ว่าบิณฑ์ไม่ใช่แค่ดารากู้ศพ ตลอดมาแต่เขายัง กู้ชีวิต” อีกด้วย เพราะบิณฑ์ยังเข้าไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอีกมากมาย ทั้งบาดเจ็บ ล้มป่วย ยากจน ฯลฯ

โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บิณฑ์ควักเงินส่วนตัวบวกเงินบริจาคจากผู้คนสร้างบ้านให้ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง

แนวคิดนี้เริ่มจากตอนที่เขาดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งตามที่ต่างๆ แล้วพาไปพักพิงที่บ้านมุทิตาหลายคน เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูร่วมเดือนละ 2 แสนกว่าๆ บิณฑ์คำนวณแล้วเมื่อจ่ายแบบนี้มา 4-5 ปี ทำไมไม่ทำเอง

ที่สุดจึงออกมาเป็น บ้านสุขสุดท้าย” ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ใน อ.ไทรน้อย นนทบุรี บิณฑ์เล่าว่า “อยากให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่ามาอยู่ที่นี่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น อยู่ดี กินดี มีคนดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต” (สัมภาษณ์สื่อผู้จัดการ)

แม้ค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันมากแต่ที่ของเขาสามารถดูแลได้ราว 20 คน 20 เตียง

ล่าสุดในช่วงน้ำท่วมอุบลฯ บิณฑ์เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กไลฟ์กลับมาช่วยเหลือคุณตาคนหนึ่งเพื่อพากลับไปพักพิงที่บ้านสุขสุดท้าย ใครที่ติดตามจะพบว่างานที่บิณฑ์และทีมทำอยู่นั้นไม่ได้สวยหรูเลย

และนั่นคือบทบาทของบิณฑ์กับภารกิจเพื่อคนชราที่เจ้าตัวบอกว่านี่คือ “ความปรารถนาอันแรงกล้า” ของตนเอง

ความดีติดแบรนด์

โบราณบอก “ความดังไม่คงที่ ความดีสิคงทน” แต่ของบิณฑ์คือ “ความดีตีแบรนด์” เพราะเรื่องราวที่ทำมาตลอดหลายสิบปีของเขากำลังได้รับการพูดถึง บอกต่อ ฉายซ้ำ เหมือนเจ้าตัวกลับมาแจ้งเกิดอีกรอบ

โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ในโลกข่าวสารออนไลน์ บิณฑ์กำลังเป็นยอดมนุษย์อีกคนในจักรวาลฮีโร่เมืองไทย คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีใครบ้างที่เป็นตัวจริง

แบรนด์บิณฑ์แข็งแกร่งขนาดที่คนไทยถ้าได้ยินชื่อ “บิณฑ์” จะนึกถึงคำว่า “พ่อพระ” คนเดือดร้อนถ้าเห็นบิณฑ์มาตรงหน้า ก็จะคิดว่า “เทวดา”

ความเป็นแบรนด์เหล่านี้จะมีได้ ไม่ขำ เพราะบิณฑ์ไม่ใช่แค่ทำมานาน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ดาราคนเดียวที่ทำงานกับมูลนิธิร่วมกตัญญู หรืองานจิตอาสา แต่บิณฑ์แตกต่างตรงที่ “ทำถึง ลุยถึง และรู้จักใช้สื่อ”

บิณฑ์เข้าไปดูแลถึงความทุกข์ร้อนตั้งต้นของคนยาก ทั้งเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูจิตใจ ที่พักของบางรายต้องเรียกว่า “รู” บิณฑ์มุดเข้าไปจนถึงตัว ไม่รังเกียจเดียดฉันท์

ขณะเดียวกันบิณฑ์จะมีเฟซบุ๊กไว้แจ้งข่าวสารต่างๆ สิ่งนี้ช่วยต่อยอดงานของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างจังๆ ก็ยอดเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ไหลเข้าบัญชีท่วมท้นก็มาจากบิณฑ์เฟซบุ๊กไลฟ์ไม่กี่นาที

น้ำตาปริ่มๆ สีหน้าห่วงกังวลของบิณฑ์ ถ้าใครมองว่าการแสดง แต่ภาพที่เห็นบิณฑ์ไปลุยมาเองถึงที่ก็ของจริงล้วนๆ ไม่ใช่สแตนด์อินแน่ๆ

ถึงขนาดนี้แล้วดรามง ดราม่า จะยังไง ก็คงไม่สะเทือนคนไทยที่พากันยอมรับในตัวบิณฑ์หมดแล้ว เพราะ “ของแท้” ไม่ใช่ “งานก๊อปเกรดเอ”

/////////////

ภาพจากเฟซบุ๊ก : บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ไทม์ไลน์ ่ ลัลลาเบล ่ ตายมีเงื่อนงำ..ใกล้จบแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทม์ไลน์ ่ ลัลลาเบล ่ ตายมีเงื่อนงำ..ใกล้จบแล้ว

20 กันยายน 2562 – 16:34 น.
พริตตี้สาว,ลัลลาเบล,น้ำอุ่น,คลี่ปม
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

การเสียชีวิตปริศนาของ พริตตี้สาว “ลัลลาเบล”ที่ทำให้หลายคนข้องใจ ต่อสาเหตุการตายของเธอ”ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์”พาไล่เรียงตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนไร้ลมหายใจ ดังนี้

ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. 2562 เพื่อนกับ ลัลลาเบล นัดกันจะไปสอบตัวแทนประกันชีวิต ช่วงเช้าได้ทักมาหาเพื่อนบอกว่าติดงาน หลังจาก 15.00 น. ก็ติดต่อ ลัลลาเบล ไม่ได้เลย โดยญาติก็โทรมาสอบถามเพื่อนว่าติดต่อเธอได้หรือไม่

ต่อมา เพื่อนพยายามขับรถตามหา ลัลลาเบล แล้วไปเจอคนจ้างงาน โดยคนจ้างบอกว่า เห็นเจ้าตัวอยู่แต่พอตื่นมาก็ไม่เห็นอีกเลย คาดว่าน่าจะไปกับพริตตี้บอยอีกคน

“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล

“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล  เริ่มสงสัย เพราะขาดการติดต่อนานเกินไป จึงช่วยกันค้นหาเธอจนถึงเวลา 5 ทุ่ม

ปรากฏว่าช่วงตี 1 ของวันที่ 17 ก.ย. 2562 คนว่าจ้างถือโทรศัพท์มาให้คุยกับ “พริตตี้บอย”  โดยเขาอ้างว่า ให้มารับลัลลาเบลด่วน เนื่องจากตัวเย็น โดยเพื่อนๆ และแฟนของลัลลาเบล โล่งอกเพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยจึงรีบไปรับตัว ซึ่งพริตตี้บอยบอกว่ามารับได้ไหม แต่ทุกคนบอกว่าไม่อยากขึ้นไป เขาจึงแบกลัลลาเบลลงมาให้ เพราะปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น

แต่หลังจากเพื่อนลัลลาเบล และ“ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล เข้าไปหา ก็พบว่า ลัลลาเบล ไม่หายใจแล้ว

ทางญาติยังติดใจในสาเหตุการตายของ ลัลลาเบล เบื้องต้นแพทย์ที่ชันสูตร แจ้งถึงสาเหตุการเสียชีวิต มาจากหัวใจวายเฉียบพลัน แต่ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ประมาณ 45 วัน

จากนั้น ช่วงเวลา 21.00 น. วันที่ 17 ก.ย.2562 ตำรวจเข้าคุมตัว “น้ำอุ่น” พริตตี้บอย โดยสภาพอยู่ในห้อง บ่นว่าเจ็บขาเพราะไปเตะบอลมา จากนั้นได้เดินทางไปสอบปากคำที่โรงพัก สน.บุคคโล และเจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวไป

                                                   ลัลลาเบล 

ทางพ่อแม่ของ ลัลลาเบล เผยจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เนื่องจากระหว่างที่ผู้เสียชีวิตมาคอนโดฯ พริตตี้บอย ลัลลาเบล ไม่ได้สติ ถือว่าเป็นการลักพาตัว และมีความผิดคือทราบว่าเสียชีวิตแต่พริตตี้บอย ไม่แจ้งตำรวจ

นิติบุคคลคอนโดฯ พริตตี้บอย เผยภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถบันทึกภาพทุกมุมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ พริตตี้บอย นำตัว ลัลลาเบล ออกมาจากลานจอดรถ กระทั่งนำเข้ามาภายในลิฟต์ โดยมีลูกบ้านที่เห็นเหตุการณ์ที่เข้ามาในลิฟต์พร้อม ลัลลาเบล เผยว่าผู้ตายอยู่ในสภาพที่ไม่มีสติ ตั้งแต่เวลา 18.02 น. ในวันที่ 16 ก.ย.2562

ต่อมา เวลา 10.00 น. วันที่ 18 ก.ย. 2562 “น้ำอุ่น” หรือ พริตตี้บอย ได้ออกมาเปิดใจเล่าหมดเปลือก หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่กับ ลัลลาเบล เป็นคนสุดท้าย พร้อมยืนยันไม่ได้ใช้สารเสพติด ครั้งสุดท้ายที่อุ้มมารู้สึกได้ยินเสียงหายใจ ไม่รู้ว่าเป็นเฮือกสุดท้าย

เวลา 14.30 น. วันที่ 18 ก.ย.2562  เจ้าของปาร์ตี้ย่านบางบัวทอง เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.บุคคโล พร้อมยืนยันว่า ภายในงานไม่มียาเสพติดหรือสารอันตรายอื่นๆ เป็นเพียงการจ้าง ลัลลาเบล ให้มาเอนเตอร์เทนชงเหล้าเท่านั้น

ต่อมา ผลการตรวจชันสูตรศพอย่างไม่เป็นทางการ ลัลลาเบล เจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจพบ ร่องรอยฉีกขาด มีสารคัดหลั่งตกค้างในช่องคลอด อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นสารคัดหลั่งของผู้ใด

ขณะที่ “ย้ง” แฟนหนุ่ม ลัลลาเบล ออกมาเผยข้อมูลว่า ลัลลาเบล ไม่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ได้เป็นโลหิตจาง และตอนนี้ได้หลักฐานสำคัญแล้ว ยืนยันไม่รู้ว่าวันเกิดเหตุแฟนไปรับงานเอนเตอร์เทนแบบนี้ เพราะเคยห้ามไปแล้วว่าไม่โอเค  แต่ก็ไว้วางใจแฟนสาวไม่มีพฤติกรรมที่ไม่ชอบ

ทางด้าน เพื่อน ลัลลาเบล ซัดเจ้าของบ้าน ทำไมไม่ดูแลปล่อยกลับคอนโดฯ “น้ำอุ่น” สองต่อสอง โต้เพื่อนไม่เสพยาเสพติดแน่นอน เศร้านำเค้กวันเกิด จุดเทียนอวยพร อายุครบ 26 ปี หน้าโลงศพ แทนจัดงาน

ช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. 2562 ตำรวจฝ่ายสืบสวนพาตัว น้ำอุ่น ส่ง รพ.ตำรวจ เพื่อทำการตรวจร่างกาย, ตรวจบริเวณอวัยวะเพศ หาร่องรอยการมีเพศสัมพันธ์, ตรวจปัสสาวะ และเลือด เพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย รวมถึงเก็บตัวอย่าง DNA เพื่อนำไปเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่พบในตัวผู้ตาย โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจอย่างเป็นทางการภายใน 1 สัปดาห์

ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ก.ย. 2562  “ย้ง”  แฟนหนุ่มของ ลัลลาเบล เดินทางเข้าให้ปากคำ พร้อมมอบหลักฐาน “แชตลับ” ให้กับตำรวจ มั่นใจหลักฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ต้องสงสัย กลายเป็นผู้กระทำความผิดได้ โดยช่วงเวลาที่แชตกันคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย. 2562

  “น้ำอุ่น” พริตตี้บอย

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ก.ย. น.ส.โบว์ (นามสมมุติ) พริตตี้สาว ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า  หลังจากที่เธอเคยไปทำงานเอนเตอร์เทน ที่บ้านของนายชัยพล พรรณา เจ้าของปาร์ตี้ เมื่อมันที่ 11 ก.ย. 2562  ซึ่งเป็นบ้านที่ “ลันลาเบล” ทำงานครั้งสุดท้าย ก่อนเสียชีวิต

น.ส.โบว์ กล่าวว่า ตนไปทำงานที่บ้านของ นายชัยพล เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ว่าจำเวลาไม่ได้แล้ว ไปทำครั้งแรก ตอนนั้นเจ้าของบ้านดีลงานกับตนไว้ ว่าให้ไปเอนเตอร์เทน ชงเหล้าที่บ้าน ตนก็ตกลง พอไปถึง ก็เห็นว่ามีพริตตี้เอ็นเตอร์เทนอีกประมาณ 2 คน ซึ่งเคยมาทำงานแล้ว และตนก็ไม่ค่อยสนิท ตอนแรกเลยไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ทางเจ้าของบ้าน และเพื่อนๆ ก็คุยกับตนดี อัธยาศัยดี แล้วก็เทคแคร์ดูแลตลอด

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับคดีนี้  พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. เดินทางมาประชุมร่วมกับชุดคลี่คลายคดีที่ สน.บุคคโล ก่อนเผยสั้นๆ ว่า ให้รอผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ จากโรงพยาบาลตำรวจออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เชื่อว่าในวันที่ 20 ก.ย. 2562 จะมีความคืบหน้าอย่างแน่นอน รวมทั้งไม่เคยมีหลักฐานเหล่านี้เคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน

หากมีความคืบหน้า “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” จะรายงานให้ทราบต่อไป

ภัยรถเช่า!..ถูกเชิดขายข้ามชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยรถเช่า!..ถูกเชิดขายข้ามชายแดน

20 กันยายน 2562 – 11:25 น.
สายตรวจระวังภัย,รถเช่า,ขายข้ามแดน,ลักรถ
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีเกี่ยวกับการ “ลักรถ” หรือ “โจรกรรมรถ” กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาอาชญากรรมที่มียอดการก่อเหตุพุ่งสูงและต่อเนื่องกันมานานหลายปี ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงมีการตั้ง “ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปจร.ตร.) สายด่วน รถหาย 1192” รวมถึงมี ศปจร.ทุกหน่วยงานในสังกัด โดยการโจรกรรมรถมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ว่าแก๊งไหนมิจฉาชีพคนใดจะเลือกใช้มาก่อเหตุตามความถนัด

จากข้อมูลพบว่าการโจรกรรมรถเกิดขึ้นหลักๆ อยู่ราว 10 รูปแบบ ที่เหล่าวายร้ายลงมือก่อเหตุ ประกอบด้วย 1.ทำกุญแจปลอม 2.ใช้เหล็กแข็งแทนกุญแจ 3.ใช้ลวดแข็งเกี่ยวตัวล็อกประตู 4.งัดประตูหูช้าง 5.ใช้น้ำกรด 6.ทุบกระจกประตูหรือกระจกหูช้าง 7.ช็อตวงจรไฟฟ้า 8.จูนสัญญาณจากรีโมท 9.ยกรถ และ 10.จี้หรือปล้น ทว่าปัจจุบันมีรูปแบบโจรกรรมใหม่เกิดขึ้นปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะการใช้เล่ห์เหลี่ยม “หลอกเช่าแล้วเชิด” ถึงแม้วิธีนี้ไม่ลึกลับซับซ้อนแต่ก็ได้ผล เพราะที่ผ่านมาตำรวจมีการจับกุมแล้วหลายคดี

หากถามว่าโจรกรรมรถได้แล้วไปไหน? อันดับแรกไม่พ้นส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ถัดมาก็แยกชิ้นส่วนขายเป็นอะไหล่มือสอง ถ้าจะให้เนียนขึ้นก็จะสวมทะเบียน และทำทะเบียนปลอม ซึ่งสองอย่างหลังนิยมใช้ หรือเรียกได้ว่าการ “สวมซาก” เพื่อนำรถที่โจรกรรมมาขายต่อตลาดมืด หรือตามเต็นท์รถมือสอง

ล่าสุด ตม.สระแก้ว ประสานงานกับตำรวจกัมพูชา เพื่อติดตามรถหรูที่ถูกหลอกเช่าก่อนข้ามชายแดนนำไปขายให้นายทุน จนสามารถติดตามรถคืนได้จากระบบ “จีพีเอส” และยังจับกุมมิจฉาชีพสาวแสบในขบวนการนี้ได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ตม.สระแก้ว ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจาก นายจิรวัฒน์ อายุ 33 ปี เจ้าของรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียนป้ายแดง เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 กันยายน นายจิรวัฒน์ ได้ให้ น.ส.จันทน์ทิพย์ อายุ 42 ปี เช่ารถยนต์คันดังกล่าว กำหนดส่งคืนในวันที่ 7 กันยายน ซึ่งตอนเช่ารถ น.ส.จันทน์ทิพย์ ได้มาพร้อมกับ น.ส.อสะรีย์ อายุ 39 ปี ที่มีลักษณะเป็นทอม แต่เมื่อครบกำหนดส่งคืนกลับเงียบหาย เจ้าของรถจึงได้ตรวจสอบรถยนต์จากระบบติดตามตำแหน่งรถยนต์ หรือจีพีเอส พบว่าตำแหน่งรถยนต์เข้าไปอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชา จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์

จากนั้นวันที่ 8 กันยายน เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว พร้อม นายจิรวัฒน์ ได้เดินทางไปตามที่ระบบจีพีเอสแสดงถึงตำแหน่งสุดท้ายของรถยนต์ และได้ตัดสัญญาณทำให้เครื่องรถยนต์ดับ เมื่อถึงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านเนินสมบูรณ์ จุดตรวจ 20 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ได้พบ น.ส.จันทน์ทิพย์ อยู่บริเวณดังกล่าวจึงจับกุมตัว ซึ่งแนวทางการสืบสวน พบว่าขบวนการดังกล่าว มีคนกัมพูชามาตระเวนดูเต็นท์รถต่างๆ ว่ามีรถตามที่ต้องการหรือไม่ จากนั้นจะให้คนไทยมาหลอกเช่ารถแล้วนำไปส่งขายที่ประเทศกัมพูชา โดยเรื่องนี้ต้องขยายผลจับให้ได้ทั้งขบวนการ

ทั้งนี้ตำรวจได้แนะนำผู้ประกอบกิจการรถเช่าว่า ควรติดตั้งจีพีเอสไว้ที่รถยนต์ทุกคัน เพื่อประโยชน์ในการติดตาม เมื่อเกิดเหตุโจรกรรมสูญหาย อย่างเช่นกรณีนี้สามารถติดตามได้ทันการณ์ก็เพราะมีจีพีเอส..!!

ขุดอดีต ‘เสรีพิศุทธ์’ ดีแต่ปากไม่กล้ายิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขุดอดีต ‘เสรีพิศุทธ์’ ดีแต่ปากไม่กล้ายิง

20 กันยายน 2562 – 11:13 น.
เสรีพิสุทธ์,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,เฉลิม อยู่บํารุง,รสช,คสชง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 558 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 20 ก.ย.62 

******************************

วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียว ครบรอบ 13 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกเวลานั้น ได้นำกำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ถอยหลังไปเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นำกำลังยึดอำนาจล้มรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน โดยมี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ

ทั้งสองการยึดอำนาจ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” เป็นตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย โดยเฉพาะปี 2534 “วีรบุรุษนาแก” คุมกองปราบฯ แต่ไม่ลั่นกระสุนปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ทำไมไม่ยิง รสช.

ในการอภิปรายญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เมื่อ 18 กันยายน 2562 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมใจไทย ได้อภิปรายก่อนเข้าประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญว่า

สมัยชื่อ ‘เสรี เตมียาเวส’

“ถ้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในวันที่ท่านประกาศยึดอำนาจ ถ้าผมอยู่ในห้องประชุมด้วย ผมจะยิงท่านทันที เพราะการยึดอำนาจถือเป็นการกบฏ แล้วในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภา ท่านบอกว่า ถ้ายิงตอนนั้นก็ติดคุก จะติดได้อย่างไร ยิงกบฏไม่ถือว่ามีความผิด”

คำว่า การยึดอำนาจเป็นกบฏ” นั้น ทำให้คอการเมืองพลิกแฟ้มข่าว จนพบว่า หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์การเมืองเมื่อปี 2534 ในฐานะผู้คุ้มครองนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อกองทัพเข้ายึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลชาติชาย “เสรีพิศุทธ์” กลับสั่งลูกน้องถอยทัพกลับกรมกอง

สายยังเติร์ก จปร.7

ตัวละครที่ดึง “เสรีพิศุทธ์” เข้ามาร่วมขบวนการปกป้องรัฐบาลชาติชาย คือ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร” ซึ่งเวลานั้น แกนนำยังเติร์ก จปร.7 สนิทชิดเชื้อกับไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ลูกชาย พล.อ.ชาติชาย

พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร

จากเหตุการณ์ “กบฏ 9 กันยา” ทำให้แกนนำ “ยังเติร์ก” ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการและถูกถอดยศจาก “พันเอก” มาเป็น “นาย” หลังจากได้รับนิรโทษกรรมก็เดินทางกลับไทย ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลชาติชาย และได้รับการคืนยศดังเดิม และปี 2534 ได้รับพระราชทานเลื่อนยศจาก “พันเอก” ให้เป็น “พลตรี” ประจำสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

ก่อนหน้าจะเกิดรัฐประหาร 2534 สถานการณ์อึมครึมระหว่าง “กองทัพ” กับ ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ทำให้นายกฯ ชาติชาย เชิญ “พล.ต.มนูญกฤต” มาเป็นที่ปรึกษา

มนูญกฤต” จึงดึง “เสรีพิศุทธ์” มาเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม เพราะได้ชื่อมือปราบตงฉิน และไม่ยอมก้มหัวให้ทหาร จึงเท่ากับว่า กลุ่มบ้านพิษณุโลก ได้นำตำรวจกองปราบฯ มาเป็นกองกำลังปกป้องรัฐบาล

ภาพประวัติศาสตร์ น้าชาติ บิ๊กจ๊อด และ บิ๊กสุ

ผนึกกำลังกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแล อสมท และประกาศต่อต้านการปฏิวัติ โดยใช้รถโมบายของ อสมท ไปจอดที่วัดหนองแขม ติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร

จุดนี้เองที่ทำให้ “พล.อ.สุจินดา” แกนนำ จปร.ไม่พอใจ และหาจังหวะก่อการยึดอำนาจ

เชื่อ“เหลิม”ไม่เชื่อทหาร

หลังจาก พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้สั่งทหารไปยึดรถโมบายจากหนองแขม มาจอดไว้ที่สนามเสือป่า อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนแรงเป็นลำดับ

นายกฯ ชาติชาย พยายามหาทางประนีประนอมกับกลุ่มทหาร ที่นำโดย พล.อ.สุจินดา แต่กลุ่มที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ก็ไม่ยอม และเชื่อว่า “ไม่มีผู้นำทหารคนไหน กล้ามายึดอำนาจในยุคเศรษฐกิจบูม”

ปลายปี 2533 ผู้นำกองทัพยื่นคำขาดให้นายกฯ ชาติชาย ปลด ร.ต.อ.เฉลิมออกจากรัฐมนตรี แต่ฝ่ายการเมืองไม่ถอย จนกระทั่งหลังปีใหม่ 2534 เกิดเหตุระเบิดที่กองปราบฯ ของเสรีพิศุทธ์

ค่ำวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2534 นายทหารระดับผู้บังคับกองพันจํานวนหนึ่งเข้าพบนายกฯ ชาติชาย ขอร้องให้ยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ได้รับการปฏิเสธ

ร.ต.อ.เฉลิม ปี 2534 สายล่อฟ้า

หลังนายทหารกลุ่มนั้นเดินทางกลับ นายกฯ ชาติชาย ได้สั่งผู้บังคับการกองปราบปราม นํากําลังเข้าอารักขารอบบ้านพักในซอยราชครูทันที

เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 นายกฯ ชาติชาย ถูกจับบนเครื่องบินทหารอากาศ เมื่อจับกุมผู้นําประเทศได้แล้ว กําลังทหารจากหน่วยต่างๆ เคลื่อนเข้ายึดทําเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการสําคัญ

“เสรีพิศุทธ์” สั่งถอนกำลังออกจากซอยราชครู และตัวนายตำรวจมือปราบเอง ก็เดินทางเข้าไปรายงานตัวต่อ “บิ๊กจ๊อด” ที่กองบัญชาการ รสช.แต่โดยดี

ไม่มีท่าทีจะสั่งลูกน้องลั่นกระสุนปกป้องประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน

20 กันยายน 2562 – 10:10 น.
พลาสติกจิ๋ว,โรคมะเร็ง,โรคทางสมอง,อาหาร,ปลาทู
เปิดอ่าน 478 ครั้ง

ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน  โดย…    ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ทั่วโลกกลัว “ภัยพลาสติกจิ๋ว” มานานหลายปีแล้ว แต่คนไทยเพิ่งรู้สึกตื่นเต้นหลังผ่ากระเพาะปลาทูพบ “ไมโครพลาสติก” 78 ชิ้น หลายคนถึงกับโบกมือลาปลาทูทอดไปชั่วคราว ทั้งที่ชีวิตจริงแล้วพวกเรากินอาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไปในกระเพาะแทบตลอดเวลา จนนักวิทยาศาสตร์เริ่มกลัวว่าในอนาคตมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ จากสารเคมีในพลาสติก คือศัตรูหมายเลข 1 ของมนุษย์ชาติ

เว็บไซต์ วารสารสิ่งแวดล้อมออนไลน์ “environmentjournal.online” ได้เผยแพร่รายงานหัวข้อ “ไมโครพลาสติก ภัยคุกคามอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ” (Microplastic pollution ‘number one threat’ to humankind) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 โดยอ้างถึงงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนที่สำรวจพบ “สารเคมีในพลาสติก” กระตุ้นให้เนื้อเยื่อของมนุษย์เกิดการพัฒนาแบบผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โรคและความเจ็บป่วยต่างๆ อาจเชื่อมโยงถึงการรับพลาสติกเข้าร่างกายแบบไม่รู้ตัว เช่นโรคความดัน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางสมอง  โรคที่เกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ รวมถึงโรคสมาธิสั้น เนื่องจากมีสารเคมีกว่า 1,000 ชนิดถูกนำไปผสมในพลาสติกที่พวกเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตภัยคุกคามอันดับ 1 ที่อาจทำให้มนุษย์เสียชีวิตก็คือพลาสติกจิ๋วเหล่านี้

ในประเทศไทยนั้นกลุ่มนักวิจัยและเครือข่ายนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังช่วยกันรณรงค์ให้ “ลด ละ เลิก การใช้พลาสติก” โดยไม่จำเป็นและหากจำเป็นจริงต้องเลือกชนิดของพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือใช้ใหม่ซ้ำๆ จนคุ้มค่า

 “วรุณ วารัญญานนท์” ที่ปรึกษาจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายว่า “ไมโครพลาสติก” หมายถึงเศษพลาสติกขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร มี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่ผลิตเพื่อเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น เม็ดบีดส์ เม็ดสครับ”  หรือคริสตัลบีดส์” ในโฟมล้างหน้าหรือผงซักฟอก แบบที่ 2 เป็นพลาสติกที่แตกสลาย แตกตัว หรือแตกหักมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก แก้วพลาสติกรวมถึงไมโครไฟเบอร์จากการซักผ้า ฯลฯ

พร้อมเล่าให้ฟังว่าพลาสติกถูกผลิตครั้งแรกเกิดเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว แต่กว่าจะพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์วางขายทั่วไปก็เมื่อ 30–40 ปีมานี้เอง ตอนหลังเริ่มมีเศษขยะพลาสติกจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนก็เริ่มกลัวเพราะมันไม่สลายตัวง่ายๆ ถุงพลาสติก 1 ชิ้นอาจใช้เวลานานเป็น 100-500 ปีก็ได้ ทำให้มีการใช้สารเคมีบางชนิดเข้าไปผสมเติมแต่งในขั้นตอนการผลิต เช่นสารกลุ่มโลหะหนักแป้ง หรือสารอินทรีย์อื่นๆ เพื่อให้ได้พลาสติกที่คุณสมบัติการใช้งานเหมือนเดิมแต่สามารถแตกตัวเป็นชิ้นเล็กได้รวดเร็วขึ้น จาก 100 ปีอาจเหลือแค่ 2–5 ปี เช่น “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้” หรือเรียกกันว่า “ถุงอ็อกโซ่” (Oxo-degradable) ราคาขายแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 10-20 แต่ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้กันแล้ว ทั้งกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฯลฯ ส่วนประเทศไทยยังคงปล่อยให้วางขายและซื้อใช้ “สินค้าอ็อกโซ่” โดยไม่ตระหนักถึงมหันตภัยที่ซ่อนตัวอยู่

“พลาสติกย่อยสลายได้ แต่ไม่ได้หายไปไหน แค่แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ปัญหาคือยิ่งชิ้นเล็กก็ยิ่งดูดซึมสารเคมีอันตรายเก็บเข้าไว้ในตัวเองได้ง่าย เช่น โลหะหนักที่อยู่ในดิน ในทะเล ในแม่น้ำ จนกลายเป็นปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของคน เช่น ในฟาร์มเลี้ยงหมู ไก่ ปลูกผัก ฯลฯ เมื่อพวกเรากินเนื้อปลา เนื้อหมู กินผักเข้าไปก็จะได้รับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายทางอ้อมไปด้วย เพราะเล็กมากจนมองไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

เมื่อถามว่า…มนุษย์เสี่ยงโรคมะเร็งหรือโรคร้ายอื่นๆ จากพลาสติกจิ๋วเหล่านี้แค่ไหน ?

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า เมื่อเรากลืนน้ำหรืออาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไป น้ำย่อยในกระเพาะจะไม่สามารถย่อยได้ ถ้าเป็นเม็ดใหญ่หน่อยอาจถูกกำจัดออกมาทางอุจจาระ แต่ถ้าเป็นชิ้นที่เล็กมากๆ เช่นเล็กกว่า 0.5 ไมครอน เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเม็ดสครับ หรือเม็ดบีดส์ที่ผสมในโฟมล้างหน้า 1 เม็ด ส่วนใหญ่มีขนาด 20-30 ไมครอน ถ้าเล็กระดับ 0.5 ไมครอน คือเล็กมากๆ จนร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้ถ้าเล็กขนาด 1 ไมครอน สามารถเข้าไปในระบบน้ำเหลือง ถ้าเป็น 2 ไมครอนก็เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยสารพิษหรือสารเคมีที่ผสมปนอยู่พลาสติกเล็กๆ เหล่านี้ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า โลหะหนัก ฯลฯ ก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่ายกายพร้อมๆ กันด้วย

“นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามหาวิธีพิสูจน์และวิเคราะห์อันตรายของไมโครพลาสติกที่มนุษย์กินเข้าไป แต่ค่อนข้างยากมาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเสียชีวิตหรือป่วยโรคร้ายด้วยไมโครพลาสติก เพราะปัจจัยเกิดโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ มีหลายสาเหตุประกอบกัน แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันลดพลาสติกหรือรีไซเคิลโดยเฉพาะถุงหรือพลาสติกอ็อกโซ จะยิ่งทำให้เกิดไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่เรากินก็ปนเปื้อนมากขึ้น”

วรุณ ยกตัวอย่างวิธีการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ฟังว่า เริ่มจากนโยบายห้ามใช้ ห้ามขายถุงพลาสติกอ็อกโซ่ทุกชนิดภายในพื้นที่การเรียนการสอน และจัดเตรียมถังขยะรีไซเคิล แยกตามชนิดของพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติกจะแยกไปรีไซเคิลตามเส้นทางปกติ ส่วนขยะพลาสติกชนิดอื่นที่ใช้ซ้ำไม่ได้ เช่น หลอด แก้วกาแฟ ถุงพลาสติก ฯลฯ จะรวบรวมส่งไปทำเป็นพลังงานทดแทนที่โรงผลิตปูนซีเมนต์ใน จ.สระบุรี นอกจากนี้ยังมีเครื่อง Bio-digester สำหรับเปลี่ยนเศษอาหารเป็นสารปรับปรุงดินในปริมาณมากๆ และทดลองใช้ “ถังกลมกลิ้ง” ซึ่งเหมาะกับอาคารสำนักงานโดยให้นำเศษอาหารมาทิ้งประมาณ 15 วัน พอย่อยสลายก็เอาไปทำปุ๋ยได้

“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ยอมรับว่าคนไทยยังไม่ค่อยตระหนักถึงอันตรายของไมโครพลาสติก เพราะคิดว่าพลาสติกไม่ใช่สารอันตราย แต่ในวันนี้การผลิตพลาสติกได้ใส่สารอันตรายเติมแต่งลงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นพลาสติกยังสามารถดูดซับมวลสารพิษอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ แหล่งดินตามธรรมชาติ

“การลดใช้พลาสติกต้องเริ่มจากชีวิตประจำวัน เช่น พกถุงพลาสติกใสที่ใช้แล้วใส่กระเป๋า เผื่อซื้อของ หรือตอนกินข้าวเที่ยงให้เตรียมกล่องไปใส่ผลไม้หรือขนมกินเล่น ไม่ต้องให้แม่ค้าใส่ถุง หรือเตรียมขวดน้ำของตัวเอง ส่วนนโยบายจากภาครัฐตอนนี้มีการตื่นตัวและสนใจปัญหานี้มากขึ้น เช่น กรมควบคุมมลพิษเสนอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่ควบคุมการนำเข้า “สารอ็อกโซ่” ที่ใช้ผสมในพลาสติก หรือ อย.ประกาศให้ปี 2563 เลิกผลิต เลิกนำเข้า เลิกใช้ เม็ดบีดส์ในเครื่องสำอาง แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายมากแค่ไหนเพราะยังไม่เห็นมีแผนปฏิบัติการโดยละเอียด”

ขณะนี้นักวิชาการทั่วโลกเริ่มเห็นอันตรายของ “พลาสติกจิ๋ว” ในห่วงโซ่อาหารกับความเสี่ยงการเป็น โรคมะเร็ง โรคทางสมอง หรือฮอร์โมนทำงานผิดปกติจากพิษร้าย…

เป็นไปได้ไหมว่าในอนาคต “การชันสูตรพลิกศพ” อาจต้องเพิ่มช่องให้แพทย์กรอกเพิ่มเติมว่า “เสียชีวิตจากไมโครพลาสติก” ?!?

เสมา3 กับภารกิจ สร้างคนไปทำงาน จากการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสมา3 กับภารกิจ สร้างคนไปทำงาน จากการศึกษา

20 กันยายน 2562 – 09:35 น.
ดรกนกวรรณ วิลาวัลย์,รมชการศึกษา,กศน,การศึกษา
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภารกิจที่ได้รับผิดชอบและกำกับดูแลตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมาย (สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), กศน., สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งมาตรการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เสมา 3 กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นั้น ต้องดูแลครู นักเรียน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการทำงานของสช. ให้บรรลุเป้าหมายว่าควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ขณะที่โรงเรียนคนพิการ อาทิ โรงเรียนศรีสังวาลย์ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ.นนทบุรี ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยังมีหลายสิ่งที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือรวมทั้งโรงเรียนอื่นๆ ด้วย

ปัญหาที่พบจากโรงเรียนศรีสังวาลย์ คือปัญหาครูเอกชน เมื่อรัฐบาลจัดให้สอบบรรจุครูเอกชนก็ไปสอบกัน โรงเรียนลักษณะนี้เป็นโรงเรียนที่พิเศษ เด็กจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเด็กปกติและอัตราของครูก็มีจำนวนน้อยจึงต้องการให้รัฐบาลจัดครูไปช่วยเหลือสนับสนุนด้วย เรื่องนี้คล้ายโรงเรียนเอกชนอื่นๆ ที่เจอปัญหาแบบนี้ รวมทั้งเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลซึ่งอยู่ภายใต้กองทุนสงเคราะห์และได้ผลักดันสวัสดิการรักษาพยาบาลครูเอกชนเป็น 100,000 บาทต่อคนต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563

มีโรงเรียนเอกชนมากมายทั่วประเทศที่ดำเนินการมาสองถึงสามรุ่นในครอบครัวต้องขอบคุณที่มาแบ่งเบาภาระโรงเรียนรัฐบาลและยังมีโรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียนสงเคราะห์ที่ดำเนินการโดยศาสนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือพัฒนาประเทศ เรื่องนี้ต้องชื่นชมและบางแห่งยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ให้โรงเรียนอื่นๆ ( Sharing University) ที่จะช่วยกันใช้ทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการศึกษาไทย โดยจะเป็นในรูปแบบ Digital Education เปิดตัววันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งจะเปิดตัวร่วมกันทั้งการศึกษาของเอกชนและกศน.ด้วย”

ส่วนการดูแลการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) นั้น เสมา 3 ระบุว่า “ครูกศน.จำนวนมากไม่ได้เป็นข้าราชการตรงนี้ต้องดูแลเพราะพวกเขาทำงานทุ่มเทเช่น สอนการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อที่จะเอาไปใช้ในพืชตรงนี้ควรต้องพัฒนาชีวิตครูเหล่านี้ด้วย และดิฉันหวังว่าจะสร้างกศน.ให้เป็น “กศน.ว้าว” โดยจะสอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของแต่ละชุมชนและใช้รูปแบบใหม่ของการค้าออนไลน์รวมทั้งประสานเอกชนในการให้พื้นที่ช่องทางจำหน่ายสินค้าและต้องสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรของเรา

“กศน.ว้าว!” คือการพัฒนาองค์กร กศน. โดยกำลังจะตั้งกศน.ให้เป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งจะรวมในเรื่องของการทำวิจัยด้วย เพื่อที่จะรู้ว่าอะไรที่จะไปได้ อะไรควรจะหยุด อะไรควรจะพัฒนา แล้วก็จะมีกลุ่มคนอาสาเข้ามาคือ อาจารย์มหาวิทยาลัย, ปราชญ์ชาวบ้าน ที่บอกว่าพร้อมจะมาช่วย โดยความรู้ที่ได้จากคนกลุ่มนี้มีความตั้งใจจะนำมาปรับปรุงหลักสูตรพื้นฐาน เพราะหลายปีแล้วยังไม่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยทันโลกพร้อมก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล

ที่สำคัญเราจะต้องสร้างเสริมในสิ่งที่คนเรียนจบกศน.มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้วจะต้องมี Credit Unit สะสม เพื่อต่อยอดไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หมายถึงหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น สามารถจะสะสมแล้วนำไปเทียบโอนหน่วยกิตในมหาวิทยาลัยได้ รวมทั้งประกาศนียบัตรวิชาชีพที่กศน.ออกให้ตรงนี้สามารถไปยื่นต่อสถานประกอบการทำงานได้โดยจะหารือกระทรวงแรงงานให้ออกใบรับรองเพื่อเพิ่มรายได้

ในการเรียนรู้กศน.ผ่านระบบออนไลน์ จะเป็นการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เข้าชั้นเรียนไม่ได้เพราะอาจติดภารกิจ เช่น การทำงานล่วงเวลา แบบนี้ก็สามารถเรียนออนไลน์แล้วได้หน่วยกิต และจะจัดวางหลักสูตรวิชาชีพต่างๆ ที่สามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์ได้แล้วได้เครดิต เช่นอยากจะปลูกทุเรียนแต่ต้องเรียนการปลูกพืชพื้นฐานก่อน จากนั้นเราจะมีวิทยากรที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจะสอนการปลูกทุเรียนรวมทั้งเรียนการวิเคราะห์การตลาดเป็นต้น

พูดง่ายๆ ใช้ระบบ Sharing University นำมาปรับใช้ได้ เราจะมีการประเมินผลอย่างมีคุณภาพซึ่งหลายมหาวิทยาลัยพร้อมให้ความร่วมมือด้วย แม้แต่การสอนภาษาต่างชาติให้นักเรียนกศน.ก็ใช้ระบบนี้ได้เพราะทุกวันนี้ชาวต่างชาติมาอยู่ประเทศเราเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าขายเยอะ นักเรียนกศน.ก็เยอะ ดังนั้นเรามุ่งเน้นให้นักศึกษากศน.สื่อสารกับชาวต่างชาติได้ เราจะมีหลักสูตรมัคคุเทศก์ด้วย เรียนจบกศน. คุณได้ใบมัคคุเทศก์อย่างถูกต้องเลย”

เสมา 3 กล่าวว่า “สำนักงานลูกเสือแห่งชาตินั้น ขอเรียนว่าลูกเสือเป็นเรื่องของจิตสาธารณะและการสร้างวินัยให้เยาวชน เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 6 พระราชทาน วันนี้เราต้องพัฒนากิจการของลูกเสือให้กว้างไกลขึ้น โดยจะสร้าง ”ลูกเสือมัคคุเทศก์” ที่ปูพื้นฐานการเป็นจิตอาสาและฝึกภาษาด้วย ซึ่งเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องพัฒนาภาษา คนไทยเราต้องพัฒนาการออกเสียงผนวกด้วยการสอนหลักสูตรท้องถิ่น เพราะแต่ละจังหวัดมีความโดดเด่นแตกต่างกัน ลูกเสือจะต้องเป็นผู้รู้และสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ โดยจะมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นโค้ชให้ จะลงนามกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในเรื่อง Service Mind และการใช้ภาษา สิ่งที่สำคัญคือเกิดความรักท้องถิ่นตัวเองและจะผนวกหลักสูตรสมุนไพร/หลักสูตรการช่วยชีวิตเข้าไปด้วย พวกเขาจะได้มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและช่วยเหลือคนที่ไปให้บริการได้”

ครูโอ๊ะ บอกว่า “ส่วนกัญชาเพื่อการแพทย์นั้น เรากำลังคิดทำหลักสูตรร่วมกันกับผู้รู้เพื่อนำมาใช้ได้อย่างยั่งยืน เน้นย้ำ กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ทำให้คนรู้อย่างถูกต้อง ให้เข้าถึงว่ากัญชาคืออะไร ประโยชน์ทางการแพทย์คืออะไร โทษของกัญชาคืออะไร เหมาะสมกว่าที่จะให้ไปแสวงหาความรู้โดยที่อะไรถูกหรืออะไรผิดยังไม่ชัดเจน ตรงนี้กระทรวงศึกษาธิการจะจัดให้เพราะมันคือความถูกต้อง เรามีหน้าที่จัดการศึกษาที่ดีให้แก่ประชาชน และไม่ใช่เฉพาะกัญชาเท่านั้นแต่จะสอนให้รู้จักพืชสมุนไพรอื่นๆ ด้วยเพื่อขยายภูมิปัญญาชาวบ้านให้สามารถใช้ทุกอย่างที่เป็นทรัพยากรได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดและเป็นการยังชีพได้อย่างยั่งยืน”

เสมา 3 ระบุว่า “กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในเรื่องนี้ได้หารือกับ ”เสมา 1” แล้ว เพราะเป็นหน้าที่และเป็นนโยบายพรรคด้วยที่รับปากประชาชนไว้แล้ว ตอนนี้กำลังหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อที่จะหาวิธีการและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกหนี้กยศ. รวมทั้งผู้ค้ำประกันทุกคนไม่ต้องรับความเดือดร้อน เชื่อว่าสิ่งนี้จะผลักดันให้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอนเพราะปัญหานี้เรื้อรังและหลายคนไม่มีความสุข”

14 กันยายน 2562 พรรคภูมิใจไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน กฎหมาย “แก้หนี้ กยศ.ปลดทุกข์เด็กไทย” โดยมีภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเสวนาและเสนอแนวทางแก้ไข โดยจะเสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ…ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

 สาระโดยสรุปคือ
ปัจจุบันผู้ร่วมกู้กยศ.มีประมาณ 5.6 ล้านคน กู้ไปแล้ว 6 แสนล้านบาท
นักเรียนแต่ละคนเฉลี่ยกู้เงินจำนวน 1 แสนบาท ให้เวลาผ่อนชำระ 15 ปี
มีการผิดนัดชำระหนี้ 2.3 แสนคน คิดเป็น 65% เงินกู้กยศ. จำนวน 7.9 หมื่นกว่าล้านบาทเป็นหนี้เสียที่ลูกหนี้ติดค้างชำระ
เริ่มชำระหนี้แล้ว 3 ล้านคน ปัจจุบันมีเงินที่ชำระหนี้กยศ.กลับเข้ามากว่า 3 หมื่นล้านบาทและถูกดำเนินคดีไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน
ดอกเบี้ยกยศ.หากมาชำระอยู่ที่ 1% (ก่อนหน้านี้ดอกเบี้ยเงินกู้หากไม่มาชำระอยู่ที่ 18% ตอนนี้กยศ.ปรับเหลือ 7.5%)
ปัญหาการไม่ชำระหนี้มาจาก 1.ยากจน ขาดแคลน 2.มีหนี้อื่น และเลือกชำระหนี้อื่นก่อน 3.มีเงิน แต่ไม่จ่ายหนี้

ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย พยายามเข้าไปช่วยเป็นตัวกลางและจะเสนอกฎหมายต่อไปนี้ให้รัฐสภาพิจารณา
1.กำหนดว่าให้กรรมการกองทุนมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการแปลงเงินกู้ เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน
2.ยกเลิกบทบัญญัติค้ำประกัน ยกเลิกผู้ค้ำประกัน
3.ผู้กู้ให้ทำงานแทนได้ วิธีการทำงานคล้ายผู้ที่ได้ทุนแล้วกลับมาทำงานในหน่วยงานนั้นๆ ทดแทน
4.ให้ปลอดดอกเบี้ย คือคืนเฉพาะเงินต้นคืนเท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มต้นประกาศใช้พ.ร.บ. ส่วนผู้ที่กู้ไปแล้วก็ให้เริ่มนับตั้งแต่ที่ประกาศใช้พ.ร.บ. ส่วนที่ชำระไปแล้วถือว่าให้รัฐ
5.ผู้ที่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ไม่มีการเก็บทั้งต้นและดอกเบี้ย เพราะถือว่าเป็นคนมีคุณภาพสูง
6.ผู้ที่เรียนจบสาขาขาดแคลน 10 สาขา คนเหล่านี้เป็นการให้ทุนการศึกษาโดยไม่ต้องมาใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย

%d bloggers like this: