komchadluek

All posts tagged komchadluek

ไขปริศนา’ชายชุดดำ’กลางสมรภูมิพฤษภา 53

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขปริศนา’ชายชุดดำ’กลางสมรภูมิพฤษภา 53

17 พฤษภาคม 2562 – 07:58 น.
ชูธงกระแสทวน,ชายชุดดำ,จอม ไฟเย็น,โกตี๋,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 24,572 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงกระแสทวน   โดย…  พรานข่าว

 วาระแห่งการรำลึกเหตุการณ์พฤษภา 2553 เวียนมาถึง แกนนำ นปช. และมวลชนคนเสื้อแดงก็จัดงานรำลึกตามอัตภาพ

ว่ากันตามจริง สถานการณ์การเมืองท้องถนน ระหว่าง 14-19 พฤษภาคม 2553 ยังมี “ความลับ” ซุกซ่อนอยู่มากมาย นับแต่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เปิดยุทธการ “กระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์” เพื่อยุติการชุมนุมของ นปช.และคนเสื้อแดง ที่เรียกร้องให้ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ตัวละคร “ชายชุดดำ” พร้อมอาวุธ ได้เข้ามาแทรกซึมอยู่กับการชุมนุมของมวลชนนั้น ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เมื่อแกนนำ นปช.ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายประชาชน

ขณะที่ขั้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า มีกองกำลังชายชุดดำ แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งการข่าวของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ชายชุดดำเหล่านี้ มีทั้งอดีตทหารพราน และอดีตทหารป่า

โกตี๋ หรือสหายหมาน้อย ร่วมกับสหายเผด็จ สหายยังบลัด ฝึกกองกำลัง

หากใครเคยฟังวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว จะทราบดีว่า ข้อมูลเรื่องชายชุดดำ มีการเปิดเผยผ่านรายการสามทหารเสือทางช่องยูทูบสหพันธรัฐไท ของ “กลุ่มลุงสนามหลวง” มาแล้ว

ผู้ที่เล่าเรื่องชายชุดดำ ที่มีบทบาทในการต่อสู้บนท้องถนน ตั้งแต่ปี 2551-2557 คือ สหายเผด็จ และสหายยังบลัด (กฤษณะ ทัพไทย)

          สหายเผด็จ เป็นนักศึกษาเทคนิคโคราช เคยเข้าป่าอีสานใต้หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งสมัยที่มีการชุมนุมต้านเผด็จการยุคแรกๆ ที่ท้องสนามหลวง สหายเผด็จได้จัดตั้ง “กองกำลังใต้ดิน” มีหน้าที่เป็นการ์ดของฝ่ายประชาชน และก่อกวนฝ่ายตรงข้าม

โกตี๋ หรือสหายหมาน้อย ร่วมกับสหายเผด็จ สหายยังบลัด ฝึกกองกำลัง

สำหรับสหายยังบลัดนั้น กำลังตกเป็นข่าวว่า อาจถูกอุ้มหายไปพร้อมกับลุงสนามหลวง และสหายข้าวเหนียวมะม่วง หลังพวกเขาถูกตำรวจเวียดนามจับ ข้อหาถือพาสปอร์ตปลอม

“จอม ไฟเย็น” ที่ยังซ่อนตัวอยู่ในลาว ได้บอกเล่าเรื่องราวของสหายยังบลััด ผ่านเฟซบุ๊ก Nithiwat Wannasiri ว่า “เขาเป็นสหายพิทักษ์ของ สหายสมชาย(ลุงสนามหลวง) เป็นนักรบ พคท. ที่รอดมาจากเขตงานอีสานใต้ เขตงานบูรพา เขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็น แต่แน่วแน่มุ่งมั่นทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ ไม่ว่าอุปสรรคข้างหน้าคืออะไร ส.เลือด(ชื่อจัดตั้งในป่า) เป็นคนพื้นเพจังหวัดสุรินทร์ เป็นนักรบฝ่ายซ้ายชาวสะเร็นตัวเป็นๆ ที่รอดชีวิตมาหลายสงคราม”

สหายยังบลัด หรือสหายเลือด ที่ถูกจับคา ตม.เวียดนาม

สหายยังบลัดหรือสหายเลือด เข้าป่าอีสานใต้ ตั้งแต่ปี 2519 และเมื่อคืนสู่เมือง ได้มาประกอบอาชีพทำป้ายโฆษณาอยู่แถวโคราช รู้จักมักคุ้นกับสหายเผด็จเป็นอย่างดี

หลังรัฐประหาร 2557 สหายเผด็จ หรือชื่อรหัสว่า “สน เครือข่ายวังน้อย” ถูกจับกุม สหายเผด็จมีหน้าที่แจกจ่ายอาวุธเช่น เอ็ม 79 ระเบิดอาร์จีดี 5 ให้บุคคลต่างๆ ไปเพื่อสร้างความวุ่นวายแก่ประชาชนในช่วงที่มีการชุมนุมของ กปปส. ส่วนสหายยังบลัด ก็ถูกออกหมายจับข้อหามีอาวุธสงคราม พร้อมกับ “อดีตนายพล” คนดัง

          สหายเผด็จยังเล่าเบื้องหลังกองกำลังใต้ดินผ่านช่องยูทูบสนามหลวงว่า การทำงานช่วงปี 2556-57 ได้รับการช่วยเหลือจาก “อดีตนายทหาร” ที่รับผิดฝ่ายความมั่นคง(รัฐบาลเก่า) แถมสหายเผด็จยังได้เล่าวีรกรรมแหกคุกทหาร โดยเผ่นหนีไปอยู่กัมพูชาปีเศษ ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองลาว 

สมัยที่โกตี๋ ยังร่วมก๊วนจัดวิทยุใต้ดิน ก็เคยประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยมีสหายเผด็จ และสหายยังบลัด เป็นครูฝึกด้านการทหาร

ห้องส่งกระจายเสียงของลุงสนามหลวง ในฝั่งซ้าย

หลังเกิดกรณี “โกตี๋” ถูกอุ้มหาย “สุรชัย แซ่ด่าน” และพวก ถูกลักพาตัวออกจากบ้านพัก กระทั่ง “ลุงสนามหลวง” หนีตายจากลาวไปถูกจับที่เวียดนาม ปรากฏว่า สหายเผด็จยังกบดานเงียบอยู่ในเมืองลาว

          ผู้ใดสนใจใคร่รู้เรื่อง “ชายชุดดำ” ที่บอกเล่าโดยสหายเผด็จหรือสหายสน เครือข่ายวังน้อย ก็เข้าไปค้นหาย้อนหลังฟังในยูทูบได้

ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา..มอมเมาหรือเข้าใจผิด!?

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา..มอมเมาหรือเข้าใจผิด!?

17 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา,มอมเมา,ตุ๊กตา
เปิดอ่าน 7,315 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่เข้าไปเดินในห้างสรรพสินค้าต่างๆ แทบทุกห้างจะมีโซนสวนสนุกสำหรับเด็ก ที่มีบริการหยอดเหรียญหรือซื้อคูปอง และเครื่องเล่นอย่างหนึ่งที่สะดุดตาเป็นที่นิยมของเด็กและวัยรุ่นคงหนีไม่พ้น “ตู้คีบตุ๊กตา”

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแส “ดราม่า” บนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับตู้คีบตุ๊กตาภายในห้างสรรพสินค้า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผู้ปกครองเด็กใน จ.เชียงใหม่ ร้องเรียนว่า มีตู้คีบตุ๊กตามอมเมาเยาวชนเกลื่อนเมืองเชียงใหม่ในลักษณะที่เป็นการเล่นการพนัน ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการเพื่อหวังที่จะได้ตุ๊กตา หรือของรางวัลภายในตู้คีบตุ๊กตาดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ส่งผลให้เป็นที่สนใจของสังคม โดยเฉพาะผู้ปกครองชาวเชียงใหม่ กระทั่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตู้คีบตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ จนทำให้ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (บก.ภ.จว.เชียงใหม่) ต้องสั่งตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

สำหรับเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก ตู้คีบตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นการพนันหรือไม่ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายชี้แจงมาว่าตู้คีบตุ๊กตา หรือที่เรียกว่า “เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ” เปิดให้บริการตามแนวหนังสือตอบข้อหารือของ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยกลุ่มผู้ประกอบการได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติในการให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ คือ 1.สินค้าที่อยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าต้องมีราคาเท่ากันทั้งหมด และมีการติดป้ายราคาที่ชัดเจนบริเวณด้านหน้าเครื่องจำหน่ายสินค้า 2.สินค้าที่อยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าต้องมีลักษณะ ขนาด รูปร่าง และสี เหมือนกันทั้งหมด 3.เครื่องสินค้าจะเริ่มทำงาน เมื่อลูกค้าได้ชำระค่าสินค้าครบถ้วนตามราคาสินค้าที่กำหนดไว้ ด้วยวิธีการหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญ 4.หลังจากที่เครื่องจำหน่ายสินค้าเริ่มทำงานลูกค้าสามารถเลือกหยิบสินค้า โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลา และ 5.เครื่องจำหน่ายสินค้าจะไม่หยุดทำงานจนกว่าลูกค้าจะได้รับสินค้า

ถ้าหากผู้ประกอบการดำเนินการตามวิธีดั้งกล่าวข้างต้นก็ถือว่าเป็นเพียงเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ไม่ใช่การพนันแต่อย่างใด แต่เนื่องจากมีผู้ประกอบการบางราย “หัวหมอ” หวังสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยการฉวยโอกาสพลิกแพลงวิธีการเล่น ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนตามมา

ประเด็นที่สอง นอกจากการพิสูจน์ว่าตู้คีบตุ๊กตาเป็นการพนันหรือไม่นั้น ต้องดูว่าเป็นการมอมเมาเยาวชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ได้สอบถามจากผู้ปกครองเด็กหลายราย ได้ให้ความเห็นว่า อย่าไปมองที่ตู้คีบตุ๊กตาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าตู้คีบตุ๊กตาบางแห่งตั้งอยู่ในสวนสนุกบนห้าง มีเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย อาทิ บ้านบอล ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน สอนทำขนม เกมเสริมเชาว์ปัญญาต่างๆ เป็นต้น พ่อแม่บางรายพากันมาเดินห้างก็พาลูกมาเล่นสวนสนุกพักผ่อนระหว่างรอช็อบปิ้ง ซึ่งหลายคนมองว่าสวนสนุกเหล่านี้ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ มีโอกาสพบปะเพื่อนใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมองประลองไหวพริบ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเด็กเล็กผู้ปกครองเองควรให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตนเอง

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติซึ่งได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่นอกพื้นที่ห้างสรรพสินค้า นำตู้คีบตุ๊กตามาเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดตามกฎหมายการพนัน ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่สุจริตและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการดำเนินธุรกิจตามแนวนโยบาย ข้อกำหนด และข้อกฎหมายที่ประกาศมาโดยตลอด ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติระบุด้วยว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้วมองว่าสวนสนุกที่มีตู้คีบตุ๊กตาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สร้างสีสันให้แก่การมาเดินห้างในช่วงวันหยุด ต่างจากประเทศไทยเรายังจ้องจับผิดว่าเป็นการพนัน ทั้งๆ ที่กฎหมายบางอย่างบางฉบับอย่างพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มีมาจะครบร้อยปีแล้ว ควรจะแก้กฎหมายให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่

‘ศาล รธน.’ กับ ‘3 เรื่องสำคัญ’

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ศาล รธน.’ กับ ‘3 เรื่องสำคัญ’

16 พฤษภาคม 2562 – 13:35 น.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ,สส
เปิดอ่าน 3,746 ครั้ง

กระดานความคิด ร่มเย็น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลทั้ง ส.ส. เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว  เป็นการทำไปตามกรอบของกฎหมายที่ต้องรับรองภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ส่วนเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่าไม่ชอบ หรือผู้สมัครส.ส. ขาดคุณสมบัติ  สามารถดำเนินการได้ต่อไปภายใน 1 ปี “สอยเอาทีหลัง”

สำหรับในเรื่องที่ร้องว่าผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ  ที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน ก็คือ เรื่องผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อ ซึ่งถูกร้องกันระนาวกว่า 40 ราย กระจายอยู่ในหลายพรรคการเมือง คือ เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย ประชาชาติ พลังประชารัฐ

และเส้นทางของคดีถือหุ้นสื่อนับแต่นี้ไปจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ไปจบที่ศาลฎีกาเหมือนตอนที่ยังเป็นผู้สมัคร ส.ส.  เนื่องจากผู้ถูกร้องเรียนมีสถานะเป็น ส.ส. แล้ว

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีคำสั่งศาลฎีกาวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อของผู้สมัครส.ส. ว่าหากบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นมีวัตถุประสงค์เกี่ยวการทำสื่อ และผู้สมัครส.ส. เข้าไปเป็นเจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการหรือถือหุ้น  ผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ ซึ่งวัตถุุประสงค์ของบริษัทหรือนิติบุคคล ศาลดูจากแบบฟอร์มตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งก็คือหนังสือบริคณฑ์สนธิว่ามีการระบุว่าทำสื่อหรือไม่  หากมีการระบุว่าทำสื่อผู้สมัคร ส.ส.ก็ขาดคุณสมบัติ แม้ว่าในความจริงบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่จดเผื่อไว้ เพราะว่าผู้ที่ก่อตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลมักได้รับคำแนะนำจากนักกฎหมายว่าให้แจ้งการประกอบกิจการให้ครอบจักรวาลเอาไว้ก่อน เพื่อที่ว่าในอนาคตหากทำกิจการใดเพิ่มจะได้ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติมอีก เป็นการลดความยุ่งยากและลดค่าใช้จ่ายในการตั้งบริษัท ซึ่งนิยมทำกัน

แต่นับจากนี้ไป “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรณี ส.ส. ถือหุ้นสื่อแทนซึ่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับส.ส.ถือหุ้นสื่อก็ได้  เพราะวิธีการคิดของศาลรัฐธรรมนูญจะแตกต่างจากศาลฎีกาเพราะศาลรัฐธรรมนูญเวลาวินิจฉัยคดีจะมีทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์  ซึ่งต่างจากศาลฎีกาที่ตีความเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมายบัญญัติ ดังนั้นกรณีส.ส.ถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ อาจจะจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแบบมีคำวินิจฉัยที่แตกต่างออกไปจากศาลฎีกาก็เป็นได้  เช่นดูว่าบริษัทหรือนิติบุคคลนั้น ในความจริงได้ทำสื่อหรือไม่ด้วย แม้ว่าในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นๆจะระบุว่าทำสื่อก็ตาม  ซึ่งคงทำให้ส.ส.หลายคน หายใจได้โล่งอกมากขึ้น เพราะตอนนี้หากถือเอาตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาคงโดนกันระนาว

อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแตกต่างกันได้ ซึ่งในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแตกต่างกันข้างต้น ผู้สมัครส.ส.ที่เคยถูกคำสั่งศาลฎีกาให้ขาดคุณสมบัติและถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ เพราะถูกตัดสิทธิตั้งแต่เป็นผู้สมัครส.ส. ยังไม่ได้เป็น ส.ส. และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลย้อนหลัง

เรื่องที่สอง เกี่ยวกับการนับคะแนนคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์  แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเคยวินิจฉัยไปแล้วว่า พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 ซึ่งเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ลงลึกไปถึงวิธีคำนวณจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อว่าต้องเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้กกต.วินิจฉัยเองว่า ให้ใช้สูตรพรรคการเมืองที่ีได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง มีสิทธินำมาคำนวณเพื่อจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อได้ด้วย หรือที่เรียกกันว่า “แจกพรรคเล็ก”

หลังจากกกต.ได้ตัดสินใจใช้สูตรดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองใหญ่ อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่  ไม่พอใจ ประกาศยื่นฟ้อง กกต. ว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้จะไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ  ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ว่าสิ่งที่ กกต.ทำถูกหรือผิด ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.ทำถูกต้องแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรตามมา เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต.ทำผิด  โดยพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อ  กกต.จะต้องกลับมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่และประกาศผลเลือกตั้งใหม่ให้ตรงกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งนั่นหมายความว่าหลายคนที่ได้รับการรับรองจากกกต.ไปแล้ว ต้องพ้นจากเป็นส.ส.  แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ทำไปแล้วในฐานะส.ส. ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะเสียไป

ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.ใช้วิธีคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านไปแล้ว ถือว่าชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดขึ้นก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  แต่หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นก่อนโหวตนายกฯ ก็จะมีผลต่อเสียงส.ส.ของขั้วการเมืองและส่งผลต่อการตัดสินใจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นต้องลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไรในเรื่องนี้  เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะมีผลต่อเนื่องไปอีกไกล เป็นการสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของประเทศนี้ด้วย

เรื่องที่สาม  เกี่ยวกับส.ว. สรรหา จำนวน 194 คน  สืบเนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จากการที่คณะราษฎรไทยแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. โดยอ้างว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาส.ว. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมทั้งกรรมการ มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ​ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 269 (1) ที่กำหนดให้หัวหน้าคสช.ต้องตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว ที่ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งแม้ว่าในเรื่องส.ว.จะมีการประกาศแต่งตั้งเป็นทางการไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญและยังไม่ได้วินิจฉัยออกมาว่ารับหรือไม่รับ หรือวินิจฉัยออกมาในทางใด ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ในภายหลังว่ากรรมการสรรหาที่ได้รับการแต่งตั้งขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็อาจส่งผลกระทบว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการสรรหารวมทั้งต้องเลือกส.ว.จำนวน 194 คน กันใหม่

“แดงในลาว” กลัวตาย “ไฟเย็น” ดิ้นลี้ภัยฝรั่งเศส

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371843?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แดงในลาว” กลัวตาย “ไฟเย็น” ดิ้นลี้ภัยฝรั่งเศส

16 พฤษภาคม 2562 – 10:31 น.
แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัน แซ่ด่าน,ลุงสนามหลวง,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ดีเจซุนโฮ,อิทธิพล สุขแป้น,โกตี๋,วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ,ภูชนะ,ข้าวเหนียวมะม่วง,แยม ไฟเย็น,ขุนทอง ไฟเย็น,แดงใต้ดิน,แดงในลาว,วิทยุใต้ดิน,วิยุแดง
เปิดอ่าน 30,959 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 16 พ.ค. 2562         

*************************

          กรณี “ลุงสนามหลวง” และสหายคู่ใจสองคนล่องหนหายตัวไป ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวทวงถามผู้มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยไขความจริงให้กระจ่าง

          นับแต่รัฐประหาร 2557 มีคนเสื้อแดงหลบภัยเข้าไปอยู่ในลาวนับร้อยคน แต่มีผู้ที่จัดรายการวิทยุใต้ดินไม่เกิน 20 คน และคนในจำนวนนี้คาดว่าถูก “อุ้มหาย” ไปแล้ว คน ได้แก่ “ดีเจซุนโฮ” อิทธิพล สุขแป้น, “โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณสุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์, “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ, “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ

          3-4 ปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน เคยพูดว่าฝั่งซ้ายเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยที่สุด เพราะ “พรรคพี่น้องช่วยเหลือพวกเรา” แต่วันนี้กลุ่มไฟเย็นสรุปว่า “อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแม้แต่วันเดียว”

ไฟเย็น” หนีสุดชีวิต

          หลังจากกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และกลุ่มลุงสนามหลวง ตกเป็นเหยื่อ “นักล่านิรนาม” ไปหมดแล้ว ก็ยังเหลือ “กลุ่มไฟเย็น” ที่ยังหลบซ่อนตัวอยู่แถวเขตรอบนอก นครหลวงเวียงจันทน์

          เมื่อ 12 พฤษภาคม 2562 “แยม ไฟเย็น” และ “ขุนทอง ไฟเย็น” ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ jom voice ของ จอม เพชรประดับ ที่ออกอากาศทางยูทูบจากสหรัฐ

จอม เพชรประดับ

          แยม ไฟเย็น” มั่นใจว่า กลุ่มลุงสนามหลวง ประสบชะตากรรมเดียวกันกับกลุ่ม สุรชัย แซ่ด่าน เพราะเธอได้รับการแจ้งข่าวจาก “บุรุษนิรนาม” ว่า พวกนั้นไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เหมือนที่ครั้งคนคนนี้เคยบอกว่า สุรชัยและพวกตายแล้ว

          ขณะนี้กลุ่มไฟเย็นได้ทำเรื่องขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือของคนไทยกลุ่มหนึ่ง 

 จรรยา ยิ้มประเสริฐ

          วันเดียวกัน จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Junya Yimprasert ว่า “เราต้องช่วยไฟเย็นออกมาจากพื้นที่เสี่ยงกันให้ได้ เราจะไม่ยอมให้ใครถูกอุ้มหาย ตอนนี้ไฟเย็นต้องการผู้รับรอง คนจากฝรั่งเศส ใครที่อยู่ฝรั่งเศสและมีสัญชาติฝรั่งเศสติดต่อแยมมี่โดยด่วน”

          กลุ่มไฟเย็นต้องการโฮสต์ (ครอบครัวอุปถัมภ์)..แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย โอกาสที่จะไปอยู่ฝรั่งเศสมีแค่ 30% เท่านั้น

ไฟเย็น” เป็นใคร?

          ช่วงปี 2554-2556 เป็นปีทองของคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่า มวลชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน นปช.มีกิจกรรมมากมาย ทั้งเวทีปราศรัยใหญ่ และโรงเรียนการเมือง

          วงไฟเย็น เป็นการรวมตัวของคนรักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ชอบเล่นเพลงเสียดเย้ยและท้าทายความเชื่อของคนไทย

          แกนนำแดงฮาร์ดคอร์คนหนึ่งกล่าวว่า บทเพลงของวงไฟเย็นเป็นเพลง “เชิงรุก” และการรุกแบบนี้ซึมลึกถึงแก่น เจาะกันถึงรากเหง้าความเชื่อกันเลยทีเดียว โดยเพลงเหล่านี้ในทางกฎหมาย ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะมันเป็นอุปมาอุปไมย และรู้กันเฉพาะคอการเมือง

          แกนนำวงไฟเย็นคือ ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ “ขุนทอง ไฟเย็น” และนิธิวัฒน์ วรรณศิริ หรือ “จอม ไฟเย็น”

ขุนทอง ไฟเย็น

          หลังรัฐประหาร 2557 สมาชิกวงไฟเย็นประมาณ คน ข้ามโขงไปหลบภัยอยู่ทางฝั่งซ้าย โดยระยะแรกหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านคนลาว

          ปี 2559 “ขุนทอง ไฟเย็น” ริเริ่มใช้สื่อโซเชียลปลุกระดมข้ามโขงและจัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ เมื่อลุงสนามหลวง และโกตี๋มาร่วมงานด้วยกัน ขุนทองจึงมีฐานะโปรดิวเซอร์วิทยุใต้ดิน 

          เมื่อคนอีโก้จัดมารวมตัวกันได้ไม่นาน..ลุงสนามหลวงดันทะเลาะโกตี๋จนบ้านแตก

แจ้งเกิด “แยมมี่” 

          การจัดรายวิทยุใต้ดินทางฝั่งลาวทำให้เกิดดาวรุ่งดวงใหม่คือ “แยม ไฟเย็น” หรือ รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล ที่มีแฟนคลับฝั่งไทยมากมาย

          แยมมี่ หรือ แยม ไฟเย็น เป็นชาว อ.บ่อไร่ จ.ตราด มาเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมวงดนตรีไฟเย็นและหนีข้ามโขงไปอาศัยอยู่ในลาว เธอมีชื่อเสียงในแวดวง “วิทยุใต้ดิน” จากการร้องเพลง “ขันแดงแสลงใจ”

แยม ไฟเย็น

          ยุคทองของวิทยุใต้ดินในลาวคือ ช่วงที่พวกเขาผนึกกำลังเป็น ทหารเสือ มีลุงสนามหลวงและโกตี๋ เป็นจุดขาย มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากยูทูบ และการบริจาคจากคนไทย นัยว่ามีเงินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

          กระทั่งกลุ่มไฟเย็นไม่พอใจท่าทีแข็งกร้าวแถมกะล่อนของโกตี๋ ตอนนั้น แยมจึงออกมาแฉว่า โกตี๋เป็นนักต้มตุ๋น 

          1.หลอกแม่ยกว่า ตัวคนเดียว เดินทางมาขอทำงานร่วมกับลุงสนามหลวง ทั้งที่เมียของโกตี๋นั้น ทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์เอกชนของลาว 2.หลอกแม่ยกว่า จะจัดตั้งกองกำลัง 700-800 คน ทั้งที่ไม่มีกองกำลัง 3.หลอกแม่ยกว่า จะตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม

          แยม ไฟเย็น จึงเป็นโฆษกกลุ่มไฟเย็น และวันนี้พวกเขายังหวังที่จะหนีออกจากลาวให้เร็วที่สุด 

‘บิ๊กป้อม’คัมแบ็ก เพราะ ‘ประยุทธ์’อยู่ไม่ได้

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371830?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กป้อม’คัมแบ็ก เพราะ ‘ประยุทธ์’อยู่ไม่ได้

16 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
พลอประวิตร วงษ์สุรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,บิ๊กป้อม,นาฬิกาหรู,ถอดรหัสลายพราง,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 24,681 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

หากไม่นับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คือ อดีตทหารที่เติบโตจากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวด, ผู้บังคับกองร้อย, ผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับการกรม, ผู้บัญชาการกองพล, แม่ทัพภาค, ผู้บัญชาการทหารบก จนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตที่หล่อหลอมให้ร่างกาย-จิตใจ แข็งแกร่งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ช่วงการเมืองกำลังวุ่นๆ และอยู่ระหว่างการจับขั้วตั้งรัฐบาล กระแสข่าวพรรคร่วมแอนตี้ “บิ๊กป้อม” ถูกกระพืออย่างต่อเนื่อง ส่วนข้อเท็จ-จริง เป็นประการใดไม่มีใครรู้ชัด แม้ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาปฏิเสธข่าวไม่มีมูล แต่โบราณว่าไว้ ‘มีควันย่อมมีไฟ’ คาดว่าน่าจะคุยกันในกลุ่มการเมืองเล็กๆ

กับภาพลักษณ์ “บิ๊กป้อม” ที่ไม่สวยงามเท่าไร และอาจส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ไปไม่รอด ทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจ หลังเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกวุฒิสภา (สว.) มีชื่อคนใกล้ชิดทั้งในรัฐบาล และ คสช. รวมถึงประเด็นที่ยังคาใจสังคม ทั้งนาฬิกาเพื่อน-แหวนแม่ ยังไม่นับรวมคำพูดและการกระทำหยอกล้อสื่อมวลชนระหว่างให้สัมภาษณ์ ที่ถูกนำไปขยายความกลายเป็นประเด็นโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน

ประโยคเดียวกันที่ “บิ๊กตู่” เคยบอกประชาชนในระหว่างประชุม ครม. จ.จันทบุรี เมื่อกุมภาพันธ์ 2561 ในขณะนั้น “บิ๊กป้อม” ถูกกระแสกดดันให้ลาออกจากกรณีนาฬิกาหรูบนข้อมือที่ไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. “อย่ารักผมคนเดียว รักรองนายกรัฐมนตรีของผมด้วย ประยุทธ์คนเดียว อยู่ไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมด” ถูกถ่ายทอดไปสู่พรรคร่วมรัฐบาล เป็นอันว่าเรื่องนี้ได้ข้อยุติ

มาว่ากันต่อหาก “บิ๊กป้อม” ยอมวางมือจากการเมืองจริง เหตุผลไม่ใช่อื่นใด นอกจากปัญหาสุขภาพ ต้องยอมรับว่า การทำหน้าที่ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องควบคุมกำกับงานหลายกระทรวงในห้วง 5 ปี บั่นทอนสุขภาพและจิตใจพอสมควร โดยเฉพาะอุบัติเหตุจักรยานล้มเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อกำลังขามาจนถึงทุกวันนี้

“บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อนรัก “บิ๊กป้อม” บอกว่า “สภาพร่างกายและจิตใจป้อมตอนนี้โอเคนะ แข็งแรงดี ยังช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้สบาย ยังเดินได้ คิดเป็น สติปัญญา ความจำ การตัดสินใจยังดีอยู่ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ป้อมเป็นอดีตนายทหารที่ทำงานเก่ง ผ่านเรื่องอะไรมามากมาย ถึงได้อึดขนาดนี้ เราก็คุยตามประสาเพื่อนฝูง คุยเรื่องประเทศชาติบ้าง ซึ่งผมมองแล้วว่า ที่ผ่านมารัฐบาล  คสช.ทำงานดี ไม่มีปัญหา

ผมยืนยันได้เลยสุขภาพของป้อมดีหมดแล้ว ยกเว้นกำลังขานิดเดียว ถ้าขยันออกกำลังกายก็หาย แต่ป้อมทำงานหนัก เวลาพักผ่อน ออกกำลังกายมีน้อย ผมห่วงเรื่องสุขภาพ เคยบอกให้ป้อมหยุดพักผ่อนบ้าง แต่ป้อมบอกว่า งานเขายังไม่เรียบร้อย ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ หลังเลือกตั้งงานของป้อมจะเสร็จหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้” พล.อ.นพดล พูดแบบนี้ พอจะเดากันได้แล้วว่า รัฐบาลหน้าจะมีชื่อ “บิ๊กป้อม” หรือไม่ ??

หันไปเช็กงานด้านความมั่นคง ที่เป็นปัจจัยต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาดูแล เพราะไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศเท่านั้น เรื่องภายนอกประเทศล้วนสำคัญ ในปีนี้ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งจะมีการประชุมระดับนานาชาติหลายครั้ง และที่ขยับใกล้เข้ามา คือการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่กรุงเทพมหานคร เดือนมิถุนายนนี้

นั่นหมายความว่า การจัดระเบียบดูแลรักษาความปลอดภัยต้องเข้มข้น เพราะจะมีผู้นำจากชาติต่างๆ เดินทางมาร่วมประชุม แม้ว่า ‘ไทย’ จะไม่ใช่เป้าหมาย แต่การเป็นประเทศท่องเที่ยว ทำให้สุ่มเสี่ยงถูกแทรกแซงจากกลุ่มก่อการร้าย ที่มีศักยภาพการก่อเหตุ กระทำต่อเป้าหมายหลายรูปแบบ โดยมีปัจจัยจากการเมือง ศาสนา เช่น เหตุระเบิด โบสถ์และโรงแรม ศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรป

ขณะภายในประเทศ ลองมองเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความพยายามทุกวิถีทางปลุกระดม ล่าสุดกลุ่มอ้างเป็นพลังต่อต้านสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช. ชักชวนนิสิต นักศึกษา ผู้รักประชาธิปไตย เข้าร่วมชุมนุมทุกวัน แต่เมื่อแกนนำปรากฏตัวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม กลายเป็นกลุ่มนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา (NDM) และกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่ม startup people ร่วมกันจัดกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญ “ปิดสวิตช์ สว.ไม่โหวตนายกฯ”

ถามว่า กลุ่มหน้าเดิมๆ นี้ มีศักยภาพแค่ไหน ระยะใกล้ไม่น่าห่วง แต่ในอนาคตสามารถก่อกวน ดิสเครดิตรัฐบาลได้ โดยเฉพาะการประชุมระดับนานาชาติ กำลังจะเกิดขึ้นใน ‘ไทย’ เร็ววันนี้ ต้องไม่ลืมว่าในอดีตเคยมีเหตุกลุ่มชุมนุมป่วน ประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา ชลบุรี พังไม่เป็นท่ามาแล้ว แม้ความกังวลนี้ เหมือนกระต่ายตื่นตูม แต่ท่ามกลางการเมืองซับซ้อน ทุกอย่างสามารถเกิดซ้ำได้

ประสบการณ์ 5 ปี กับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ 8 ปี ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของ “บิ๊กป้อม” เป็นผลงาน ‘การันตี’ งานความมั่นคงในประเทศ ที่กำกับดูแลทหาร ตำรวจ เดินบนเส้นเดียวกันไม่มีนอกแถว ส่วนนอกประเทศ ความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศอาเซียนถือว่าแนบแน่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก็ยังยกนิ้วให้

          เชื่อเถอะว่า หาก “บิ๊กตู่” ยังคงเป็นพระจันทร์ส่องสว่างยามค่ำคืน “บิ๊กป้อม” ก็ต้องเป็นพระอาทิตย์ ให้แสงสว่างในตอนเช้า สองสิ่งนี้ไม่มีวันแยกจากกันได้

อนาคต “สิทธิประกันสังคม”…คนไทยทำงานในอาเซียน

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคต “สิทธิประกันสังคม”…คนไทยทำงานในอาเซียน

16 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
มนุษย์เงินเดือน,สิทธิประกันสังคม
เปิดอ่าน 3,051 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“มนุษย์เงินเดือน” ทั่วประเทศไทยมากกว่า 16 ล้านคน ควักกระเป๋าส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนๆ จนขณะนี้ยอดเงินสะสมมีไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เงินเหล่านี้สมทบมาจากกระเป๋า 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้างหรือผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล เพื่อจ่ายเป็นค่าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในอนาคต

ล่าสุดมีการพยายามขอให้ “สิทธิประกันสังคม” ครอบคลุมไปถึงคนไทยที่ย้ายไปทำงานต่างประเทศด้วย!

เนื่องจากคนไทยเริ่มมีศักยภาพและมีโอกาสเดินทางไปทำงานยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในอาเซียนที่การเดินทางทำได้สะดวกรวดเร็ว บางคนบินไปทำงานมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ ได้สะดวกรวดเร็ว ยิ่งกว่าเดินทางไปทำงานในบางจังหวัดของประเทศไทย ในอดีตคนไทยกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจสิทธิประโยชน์ใน “ระบบประกันสังคม” แม้ถูกนายจ้างหักเงินเดือน 500–750 บาท ทุกๆ เดือนตามกฎหมายกำหนดไว้

แต่ในวันนี้ สิทธิประโยชน์จาก “กองทุนประกันสังคม” เริ่มมีมากขึ้น เช่น ปีนี้เริ่มให้สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะถึง 5 รายการ ได้แก่ ปลูกถ่ายหัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน และการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่าหนึ่งอวัยวะพร้อมกัน เช่น หัวใจและปอด หัวใจและไต ตับ และไต ตับอ่อนและไต โดยค่ารักษาทั้งหมดสำนักงานประกันสังคมดูแลรับผิดชอบ ทั้งค่ารักษาผู้บริจาคอวัยวะและผู้รับบริจาค ค่าเตรียมการผ่าตัดผู้บริจาคที่สมองตาย ผู้บริจาคมีชีวิต หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายกรณีเข้ารับการผ่าตัดแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงเมื่อผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยยังดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่ายากดภูมิคุ้มกันที่ต้องกินตลอดชีวิตหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก นั่นคือ การได้รับสิทธิผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา หากผู้ป่วยมีอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคแผลเป็นที่กระจกตา โรคกระจกตาเป็นแผล โรคกระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว กระจกตาผิดปกติแต่กำเนิดหรือผิดปกติทางพันธุกรรม หรือแม้กระทั่งผู้ทำงานใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากๆ จนกระจกตาเสื่อม เพียงให้แพทย์ตรวจรักษาแล้วยืนยันว่าสมควรเปลี่ยนกระจกตา เพียงแค่นี้สำนักงานประกันสังคมก็ควักจ่ายให้ทันที !

สิทธิประโยชน์ข้างต้นเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาขึ้นทุกวัน สามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติของร่างกายจนสามารถใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ขอเพียงมีสิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษา คนเจ็บป่วยก็ไม่ต้อนทนทรมานร่างกายเหมือนในอดีต

เมื่อสิทธิประโยชน์ในกองทุนประกันสังคมมีมากขึ้น กลุ่มคนไทยที่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในประเทศต่างๆ ก็ควรได้รับสิทธิเหล่านี้ติดตัวไปด้วย เพียงแต่ที่ผ่านมายังติดปัญหาเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อนยิ่งนัก !?!

ข้อมูลจาก “ทีดีอาร์ไอ” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ มีแรงงานเคลื่อนย้ายไปมารวมกันประมาณ 9.8 ล้านคน สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มประเทศอาเซียนล้วนมี “ระบบสิทธิประกันสังคม” ดูแลมนุษย์เงินเดือนไม่ต่างจากกันมากนัก เพียงแต่แรงงานจากประเทศอื่นยังเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศได้อย่างเท่าเทียม เช่น แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว ที่มาทำงานในไทย แม้ถูกบังคับหักเงินสมทบจ่ายค่าประกันสังคมทุกเดือน แต่ก็ไม่ได้สิทธิเท่าคนไทย หรือคนไทยที่เดินทางไปทำงานสิงคโปร์ก็ไม่ได้สิทธิเท่าเจ้าของประเทศนั้น

จากการศึกษาวิจัยของทีดีอาร์ไอ พบว่า ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ระบบสิทธิประกันสังคมของบางประเทศจะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนหรือเคลื่อนย้ายให้สิทธิระหว่างกันได้ในหลายกรณี เช่น ไทยกับฟิลิปปินส์ อาจแลกเปลี่ยนสิทธิกรณีชราภาพ ทุพพลภาพ หรือแม้กระทั่งถ้าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำงาน ก็สามารถโอนเงินสะสมหรือสิทธิประโยชน์ที่มีให้แก่ทายาทได้ เพียงแต่ต้องมี ข้อตกลงในการส่งออกสิทธิประโยชน์ หรือ บันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประกันสังคม ของทั้ง 2 ประเทศ

วันที่ 29 เมษายน 2562 “สำนักงานประกันสังคม” ร่วมกับ “ทีดีอาร์ไอ” จัดประชุมเสนอโครงการหัวข้อ “การเคลื่อนย้ายและคงสิทธิประกันสังคมสำหรับแรงงานข้ามชาติระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน” โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ให้ข้อมูลตัวเลขสถิติเปรียบเทียบกลุ่มลูกจ้างทำงานแบบถูกกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน พบมาเลเซียมีสัดส่วนลูกจ้างต่อจำนวนแรงงานทั้งหมดในประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 73

อันดับที่ 2 คือ ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 60 อันดับ 3 คือประเทศไทยร้อยละ 45 คาดว่าผู้ประกันตนในไทยมากกว่า 11 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายและคงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม สำหรับประเทศที่มีการแลกเปลี่ยนกับแรงงานกับไทยมากที่สุดคือ มาเลเซีย

สำหรับตัวเลขสมาชิกกองทุนประกันสังคมในภูมิภาคอาเซียนนั้น สามารถเรียงอันดับได้ดังนี้ อินโดนีเซียมีจำนวนมากสุด 61 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 25.2 ล้านคน เวียดนาม 23 ล้านคน ไทย 16 ล้านคน มาเลเซีย 10.6 ล้านคน ตัวเลขปี 2560 มีจำนวนแรงงานอาเซียนเคลื่อนย้ายมาทำงานในไทยประมาณ 1.88 ล้านคน

ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนสิทธิในสวัสดิการของสมาชิกกองทุนประกันสังคมแต่ละประเทศนั้น ต้องมีสัญญาหรือที่เรียกว่า “ข้อตกลงเอสเอสเอ” SSA หรือ “ความตกลงประกันสังคม” (Social Security Agreement –SSA) เพื่อเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างระบบประกันสังคมของ 2 ประเทศขึ้นไป ช่วยลดอุปสรรคสำหรับคนทำงานจากต่างชาติและครอบครัวให้มีสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบประกันสังคมประเทศปลายทางที่ย้ายไปทำงาน สรุปคือ การเคลื่อนย้าย (Portability) การคงไว้ (preserve) รักษา (maintain) และเคลื่อนย้ายถ่ายโอน (transfer) สิทธิประกันสังคมที่ต้องได้รับ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสัญชาติ และประเทศที่มีถิ่นพำนัก

โดยมีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ 1.การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม 2.การส่งออกสิทธิประโยชน์เมื่ออยู่ต่างประเทศ 3.การพิจารณากฎหมายที่เหมาะสม 4.การนับรวมระยะเวลา 5.ความช่วยเหลือในการบริหารจัดการ โดยตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ทำข้อตกลงประกันสังคมเอสเอสเอมากถึง 13 ฉบับกับประเทศที่คนฟิลิปปินส์ย้ายไปทำงาน

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ประกันสังคมในประเทศสมาชิกอาเซียน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สิทธิประโยชน์ “ระยะยาว” และ “ระยะสั้น” สิทธิประโยชน์ระยะยาว คือใช้ระยะเวลาสมทบเงินหลายๆ ปี กว่าจะได้สิทธินี้ เช่น เงินเกษียณอายุหรือที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ” สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ต้องส่งเงินสมทบอย่างน้อย 15 ปีขึ้นไปจึงได้สิทธิกรณีชราภาพหรือทุพพลภาพ ส่วนสิทธิประโยชน์ระยะสั้น เน้นระยะเวลาสมทบเงินไม่นาน เพียง 3-6 เดือน สามารถได้รับสิทธิประโยชน์แล้ว เช่น การบาดเจ็บจากการทำงาน รักษาพยาบาล คลอดบุตร ฯลฯ

ดร.บุญวรา ให้ข้อมูลว่า การทำข้อตกลงเอสเอสเอ มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ลูกจ้างและนายจ้างไม่ต้องจ่ายประกันสังคมซ้ำซ้อนของทั้ง 2 ประเทศ และการเรียกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่ต้องเดินทางกลับมายังประเทศต้นทาง จากข้อมูลปี 2560 มีคนไทยเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนประมาณ 1.9 หมื่นคน คาดว่าในอนาคตจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพราะการเดินทางที่สะดวก ส่วนลูกจ้างจากประเทศอื่นเดินทางเข้ามาทำงานในไทยก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ระยะยาว เช่น การสะสมเงินชราภาพ ไม่ต้องขาดการส่งหรือถูกตัดสิทธิไปเพราะจ่ายเงินสะสมไม่ต่อเนื่อง

“ประเทศไทยยังไม่เคยมีความตกลงเอสเอสเอ กับประเทศใดมาก่อน ตอนนี้ประเทศที่น่าจะทำกับไทยได้เลยคือฟิลิปปินส์ เพราะมีประสบการณ์ทำมาแล้วกับหลายประเทศ ส่วนมาเลเซียมีคนไทยไปทำงานเยอะ แต่อาจทำได้ยาก เพราะมาเลเซียค่อนข้างจะใช้หลายระบบ เชื่อว่าตอนนี้สำนักงานประกันสังคมของไทยเริ่มเห็นประโยชน์และค่อนข้างมีความตื่นตัวในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นในประชาคมอาเซียน” ดร.บุญวรา กล่าว

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายละเอียด “สิทธิประโยชน์ประกันสังคมตามมาตรฐานสากล” พบว่า สมาชิกประเทศอาเซียนทุกประเทศไม่ได้มีครบถ้วนนัก อยู่ที่ว่าประเทศไหนให้ความสำคัญด้านใด เมื่อวิเคราะห์สิทธิประโยชน์ประกันสังคม สิทธิประโยชน์ 7 ด้านที่มีอยู่ในประเทศอาเซียนสามารถแยกย่อยได้ดังนี้

กรณีชราภาพ ทุกประเทศมีกำหนดไว้ในกฎหมาย แต่บางประเทศยังไม่บังคับใช้เช่น กัมพูชา พม่า และบางประเทศไม่ให้สิทธิแก่แรงงานข้ามชาติ เช่น บรูไน สิงคโปร์

กรณีทุพพลภาพ สิทธินี้มาเลเซียและสิงคโปร์มีข้อตกลงร่วมกันแล้ว ส่วนไทยกับฟิลิปปินส์มีแนวโน้มว่าจะสามารถเชื่อมโยงสิทธินี้ซึ่งกันและกันได้

สิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ทายาทกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต เป็นสิทธิประโยชน์ระยะยาว เช่นเดียวกับกรณีชราภาพ และทุพพลภาพ กรณีนี้ไทยกับฟิลิปปินส์ก็มีแนวโน้มที่จะทำได้เช่นกัน

สิทธิรักษาพยาบาล แม้เป็นสิทธิประโยชน์ที่มีความสำคัญมากสำหรับแรงงานข้ามชาติ แต่ปัจจุบันไม่มีประเทศใดที่น่าจะทำร่วมกันได้ เนื่องจากเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีความซับซ้อน ระบบสาธารณสุขในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันว่าจะรับรองสถานพยาบาลอย่างไร

กรณีเจ็บป่วย การได้เงินทดแทนการขาดรายได้ ส่วนใหญ่หลายประเทศยกให้เป็นสิทธิประโยชน์ที่นายจ้างต้องรับผิดชอบ ถือเป็นสิทธิประโยชน์ระยะสั้น โดยส่งเงินสมทบหรือทำงานไม่เกิน 6 เดือนก็ได้รับสิทธินี้แล้ว

กรณีตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร เป็นอีกสิทธิประโยชน์หนึ่งที่หลายประเทศกำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของนายจ้างเช่นกัน แต่บางประเทศอย่างบรูไนและสิงคโปร์มีเงื่อนไขแรงงานข้ามชาติได้รับไม่เท่ากับแรงงานท้องถิ่น

กรณีการบาดเจ็บจากการทำงาน ถือเป็นสิทธิที่ส่งเงินสมทบไม่นานก็ได้รับ แต่กรณีบาดเจ็บถาวรอาจต้องใช้การพิจารณาในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของโรค รวมไปถึงการพิสูจน์ว่าการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานในต่างประเทศจริงๆ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงสิทธินี้ได้ คือ ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย

โครงการศึกษาข้างต้น ได้สรุปรูปแบบการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมที่เหมาะสมของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่น่าจะทำได้เลยคือ ไทยกับฟิลิปปินส์ สามารถเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ ทุพพลภาพ สิทธิประโยชน์ให้แก่ทายาท และการบาดเจ็บจากการทำงาน

ส่วนไทยกับมาเลเซียสามารถทำข้อตกลงกรณีสิทธิประโยชน์การบาดเจ็บจากการทำงาน

“อำพันธ์ ธุววิทย์” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี 2560 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติภูมิภาคอาเซียนประมาณ 9.8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของจำนวนประชากรในภูมิภาคทั้งหมด โดยร้อยละ 90 เป็นแรงงานไร้ทักษะ ทำให้เกิดปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐ รวมถึงปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือแนวปฏิบัติของประเทศต่างๆ

“สำนักงานประกันสังคมเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยเพื่อศึกษาหาข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบประกันสังคมรองรับแรงงานที่โยกย้ายถิ่นฐานในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสิทธิและคงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ด้วยกลไกประสานและเชื่อมระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นเมื่อไปทำงานในต่างประเทศและเดินทางกลับมาทำงานในประเทศก็สามารถนำอายุงานกลับมาต่อยอดสิทธิประกันสังคมเดิมได้โดยไม่สูญเปล่า”

จากข้อความข้างต้น แสดงว่า “สำนักงานประกันสังคม” เริ่มตื่นตัวเห็นประโยชน์ในการช่วยลูกจ้างคนไทยและแรงงานจากเพื่อนบ้านเกือบ 2 ล้านคน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ข้อตกลงเอสเอสเอ ฉบับแรกของไทย” จะถูกเร่งรัดให้เกิดในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะกับประเทศที่ย้ายมาทำงานในไทย หรือคนไทยย้ายไปทำงานด้วยจำนวนมาก เช่น มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์

เปิดเทอมใหม่รับฤดูฝนโปรดช่วยกันดูแลลูกหลานของท่าน

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371702?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเทอมใหม่รับฤดูฝนโปรดช่วยกันดูแลลูกหลานของท่าน

16 พฤษภาคม 2562 – 09:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,เปิดเทอม,ฤดูฝน,ขึ้นทะเบียนกัญชา
เปิดอ่าน 420 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ระยะเวลานี้เข้าสู่ช่วงเวลาเปิดเทอมใหญ่แล้วพร้อมๆ กับที่เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ

กรมอุตุนิยมวิทยาเตรียมประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนของไทยอย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์หน้า ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการวันที่ 26 พฤษภาคม 2561

เนื่องจากในช่วงระหว่างนี้เป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลทำให้สภาพอากาศในปัจจุบันมีสภาพแปรปรวน แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ลักษณะอากาศจะเป็นระเบียบและชัดเจนขึ้น คาดว่าปริมาณฝนปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย อยู่ที่ 10-20%

จึงเตือนให้ประชาชนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

ลักษณะอากาศเช่นนี้จะมีผลต่อการเดินทางไปโรงเรียน โดยเฉพาะในเขต กทม.และต่างจังหวัด

จึงขอให้พ่อแม่ครูผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลเด็กนักเรียนลูกหลานของท่านด้วย

โดยคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นประการสำคัญที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ปัญหาเรื่องกัญชายังถกเถียงและมีความไม่ชัดเจนมากมายว่าผิดกฎหมายหรือไม่และหากจะปลูกกัญชาจะต้องทำอย่างไร

จึงขอนำประกาศจาก อย. มาแจ้งให้ทราบเพื่อผู้ครอบครองกัญชาจะได้แจ้งให้ทันภายใน 21 พฤษภาคมนี้

ช่วงหาเสียงมีพรรคการเมืองประกาศนโยบายกัญชาและเวลานี้ประชาชนเข้าใจว่ากัญชาเป็นยาสารพัดโรค

มีรัฐบาลใหม่แล้วจะทราบแน่นอนกว่านี้และทำอย่างไรประชาชนจะได้รับประโยชน์จากนโยบายกัญชา
อ๊อด เทอร์โบ


 ขึ้นทะเบียนกัญชาถึง 21 พ.ค.นี้
 ทางการพร้อมอำนวยความสะดวก

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งว่าขณะนี้มีผู้มาแจ้งครอบครองกัญชาแล้วเกือบ 10,000 ราย ซึ่งสามารถแจ้งได้ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาแจ้งครอบครองได้ทันเวลาที่กำหนด

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงมีนโยบายให้ อย.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาเพิ่มเวลาการรับแจ้งครอบครองในวัน 18-19 พฤษภาคม และเพิ่มสถานที่การรับแจ้งด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาแจ้งครอบครองในการจดแจ้งนั้นขอให้เตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย

หากมีปริมาณมาก สามารถใช้รูปถ่ายได้ หากกลุ่มผู้ป่วยมีจำนวนมากสามารถติดต่อหรือโทรศัพท์ประสานกับ อย. หรือ สสจ. เพื่อแจ้งชื่อ นามสกุล กำหนดรับ เวลานัดที่จะเดินทางไปแจ้งการครอบครองได้ โดยกรอกแบบการแจ้งครอบครองเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และนำยากัญชาหรือน้ำมันสกัดกัญชาที่ใช้ในการรักษาโรคพร้อมเอกสารต่างๆ ไปแจ้งครอบครองตามที่ได้มีการนัดหมายไว้

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้สารสกัดกัญชารักษาโรคมาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องรีบหาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อมาแจ้งครอบครองเพราะการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาอาการใดๆ ก็ตาม ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนจากแพทย์เพราะอาจได้รับอันตรายได้ และขณะนี้มีหลายหน่วยงานกำลังวิจัยเพื่อผลิตสารสกัดจากกัญชาที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยามากขึ้น

อย.พบว่ามีการแชร์เรื่องการปลูกกัญชาในสื่อออนไลน์และระบุว่าให้ประชาชนสามารถขอปลูกกัญชาได้ หรือกล่าวถึงโรคต่างๆ แล้วให้นำใบรับรองแพทย์ไปขอปลูกกัญชาเพื่อรักษาโรคนั้น   อย.ขอย้ำว่า การรับแจ้งที่ อย. หรือ สสจ. เป็นการแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือใช้รักษาโรคเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาแต่อย่างใด

เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถปลูกกัญชาได้ ต้องเป็นเกษตรกรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายและร่วมกับหน่วยงานของรัฐ

ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

16 พฤษภาคม 2562 – 09:40 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์,รักแผ่นดิน,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 9,437 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

เสร็จศึกชิงหัวหน้าพรรค ที่ลงเอยด้วยการมีมติให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นผู้นำคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ในรอบ 73 ปี

ภารกิจเร่งด่วนสำคัญ คือการตัดสินใจของหัวหน้าและกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

ภารกิจเร่งด่วนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คือการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล

แม้คำตอบจะคาดหมายได้ว่า ท้ายที่สุด ประชาธิปัตย์ อาจจะตัดสินใจเข้าร่วมเพราะเป็นตัวแปรสำคัญ หากคิดแบบ “ทารกทางการเมือง” เป็นฝ่ายค้านอิสระ รังแต่จะทำให้ประเทศเข้าสู่ทางตัน และเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ประชาธิปัตย์จะกลายเป็น “จำเลย”ทางการเมือง

แต่ให้ดูลีลา หรือจังหวะก้าวทางการเมืองต่อการเข้าร่วมของประชาธิปัตย์ ที่จะร่วมรัฐบาล จะต้องมีเงื่อนไขที่มิใช่เรื่องการต่อรอง “ตำแหน่ง”ทางการเมือง เพราะนั่น “ธรรมดาเกินไป” สำหรับพรรคเก่าแก่ทางการเมืองที่สุดซึ่งมีนักการเมือง “ชั้นเซียน” อยู่เต็มพรรค

จะเป็นการเข้าร่วมที่พร้อม “ถอนตัว”ตลอดเวลา หากไม่ทำตามสัญญาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไข ต้องจัดการไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลใหม่ ซึ่งเคยเป็นเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ประกาศถอนตัวในรัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ของรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2533 มาแล้ว

หรืออาจมีการขอสัตยาบันต่อกัน ในการ “แก้รัฐธรรมนูญ 2560” ซึ่งถูกวิจารณ์มากว่า มีหลายจุดที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” แลกกับ “ความชอบธรรม” ที่ประชาธิปัตย์จะสามารถอธิบายกับแฟนคลับที่เหลืออยู่ 3.9 ล้านเสียง และฟื้นฟูกอบกู้ศรัทธาพรรคกลับคืนมา

แต่การอยู่ข้างนอก เป็นฝ่ายค้านอิสระ “ดีแต่พูด”ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ไม่ได้กอบกู้ภาพลักษณ์ “เก่งแค่ปาก” ทำงานไม่เป็น ที่ถูกตีตราไว้อย่างยาวนานได้

“ฝ่ายค้านอิสระ” คือ “วาทกรรม” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นของกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” ทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

15 พฤษภาคม 2562 – 12:45 น.
สมาชิกวุฒิสภา
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

1.พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา 2.นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 3.พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.นายกษิดิศ อาชวคุณ 6.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา 7.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 8.นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ 9.นายกิตติ วะสีนนท์ 10.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ 11.นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา 12.นายเกียว แก้วสุทอ 13.นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 14.นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ 15.นายคำนูณ สิทธิสมาน 16.นายจเด็จ อินสว่าง 17.นายจรินทร์ จักกะพาก 18.พล.ท.จเรศักณิ์ อานุภาพ 19.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา 20.พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง 21.นางจินตนา ชัยยวรรณาการ 22.นายจิรชัย มูลทองโร่ย 23.นางจิรดา สงฆ์ประชา 24.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ 25.พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ

26.นายเจตน์ ศิรธรานนท์ 27.นายเจน นำชัยศิริ 28.นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร 29.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข 30.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 31.นายเฉลา พวงมาลัย 32.พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม 33.นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ 34.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน 35.นายเฉลียว เกาะแก้ว 36.นายชยุต สืบตระกูล 37.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ 38.นายชลิต แก้วจินดา 39.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 40.พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 41.พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร 42.นายชาญวิทย์ ผลชีวิน 43.พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ 44.พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ 45.พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ 46.พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย 47.ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ 48.นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ 49.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 50.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน

51.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย 52.นายณรงค์ รัตนานุกูล 53.นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ 54.นายณรงค์ อ่อนสอาด 55.พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ 56.พล.อ.ดนัย มีชูเวท 57.นางดวงพร รอดพยาธิ์ 58.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 59.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 60.นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย 61.พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา 62.พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย 63.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง 64.นายตวง อันทะไชย 65.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช 66.นายถนัด มานะพันธุ์นิยม 67.นายถวิล เปลี่ยนศรี 68.นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล 69.พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ 70. นายทรงเดช เสมอคำ 71.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม 72.นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี 73.นางทัศนา ยุวานนท์ 74.ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ 75.พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์

76.พล.อ.ธงชัย สาระสุข 77.พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร 78.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร 79.นายธานี สุโชดายน 80.นายธานี อ่อนละเอียด 81.พล.อ.ธีรเดช มีเพียร 82.นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ 83.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา 84.พล.อ.นพดล อินทปัญญา 85.พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ 86.นายนิพนธ์ นาคสมภพ 87.พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน 88.นางนิสดารก์ เวชยานนท์ 89.นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง 90.นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 91.นายบรรชา พงศ์อายุกูล 92.พล.อ.บุญธรรม โอริส 93.นายบุญมี สุระโคตร 94.นายบุญส่ง ไข่เกษ 95.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ 96.นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ 97.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล 98.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง 99.นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม 100.นางประภาศรี สุฉันทบุตร

101.นายประมนต์ สุธีวงศ์ 102.นายประมาณ สว่างญาติ 103.ร.อ.ประยุทธ เสาวคนธ์ 104.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ 105.พล.อ.ประสาท สุขเกษตร 106.นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ 107.พล.ต.ต.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ 108.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา 109.นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ 110.นายปัญญา งานเลิศ 111.พล.อ.ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ 112.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 113.น.ส.ปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม 114.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ 115.พล.อ.โปฎก บุนนาค 116.นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ 117.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ 118.พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี 119.นายพรเพชร วิชิตชลชัย 120.นายพลเดช ปิ่นประทีป 121.พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป 122.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 123.นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ 124.นายพิทักษ์ ไชยเจริญ 125.พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์

126.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 127.พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก 128.พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร 129.นายพีระศักดิ์ พอจิต 130.นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง 131.พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ 132.นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา 133.นายไพโรจน์ พ่วงทอง 134.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 135.น.ส.ภัทรา วรามิตร 136.นายภาณุ อุทัยรัตน์ 137.นายมณเฑียร บุญตัน 138.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร 139.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 140.พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ 141.พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ 142.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 143.พ.ต.อ.ยุทธกร วงเวียน 144.นายยุทธนา ทัพเจริญ 145.นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 146.นายระวี รุ่งเรือง 147.น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร 148.นายลักษณ์ วจนานวัช 149.พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ 150.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช

151.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ 152.ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี 153.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร 154.นางวรารัตน์ อติแพทย์ 155.พล.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ 156.พล.อ.วลิต โรจนภักดี 157.พล.อ.วสันต์ สุริยมงคล 158.พล.อ.วัฒนา สรรพานิช 159.นายวันชัย สอนศิริ 160.นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 161.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ 162.นายวิทยา ผิวผ่อง 163.พล.อ.วินัย สร้างสุขดี 164.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ 165.น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ 166.นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์ 167.น.ส.วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ 168.นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร 169.นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ 170.นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล 171.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ 172.นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน 173.พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล 174.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 175.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล

176.นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย 177.นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร 178.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง 179.พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร 180.นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา 181.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ 182.นายศุภชัย สมเจริญ 183.พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ 184.พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ 185.พล.อ.สกล ชื่นตระกูล 186.ม.ล.สกุล มาลากุล 187.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 188.พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา 189.พล.อ.สนธยา ศรีเจริญ 190.พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ 191.นายสม จาตุศรีพิทักษ์ 192.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม 193.นายสมชาย ชาญณรงค์กุล 194.นายสมชาย เสียงหลาย 195.นายสมชาย แสวงการ 196.นายสมชาย หาญหิรัญ 197.นายสมเดช นิลพันธุ์ 198.พล.ต.ท.สมบัติ มิลินทจินดา 199.นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ 200.นายสมพล เกียรติไพบูลย์

201.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 202.พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข 203.พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ 204.พล.อ.สราวุฒิ ชลออยู่ 205.นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ 206.พล.อ.สสิน ทองภักดี 207.นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 208.นายสัญชัย จุลมนต์ 209.นายสาธิต เหล่าสุวรรณ 201.นายสำราญ ครรชิต 211.พล.อ.สำเริง ศิวาดำรงค์ 212.พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร 213.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 214.นายสุชัย บุตรสาระ 215.นายสุธี มากบุญ 216.นางสุนี จึงวิโรจน์ 217.นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล 218.นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย 219.พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ 220.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 221.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ 222.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ 223.นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง 224.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ 225.นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์

226.นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ 227.นายเสรี สุวรรณภานนท์ 228.พล.อ. อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ 229.พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ 230.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว 231.พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ 232.นายอนุมัติ อาหมัด 233.นายอนุศักดิ์ คงมาลัย 234.นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 235.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ 236.พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ 237.นายอมร นิลเปรม 238.นายออน กาจกระโทก 239.พล.อ.อักษรา เกิดผล 240.นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ 241.พล.อ. อาชาไนย ศรีสุข 242.พล.ท.อำพน ชูประทุม 243.นายอำพล จินดาวัฒนะ 244.พล.ร.อ.อิทธิคมน์ ภมรสูต 245.นายอุดม คชินทร 246.นายอุดม วรัญญูรัฐ 247.พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ 248.นายอุปกิต ปาจรียางกูร 249.พล.อ.อู้ด เบื้องบน 250.พล.ต.โอสถ ภาวิไล

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

Published December 10, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

15 พฤษภาคม 2562 – 10:57 น.
สว,สส,สมาชิกวุฒิสภา,คสช,สภาสูง,สภาล่าง,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,มณเฑียร สงฆ์ประชา,นันทนา สงฆ์ประชา
เปิดอ่าน 3,469 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 พ.ค.2562

*******************

ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อมีการประกาศรายชื่อ ส.ว.แต่งตั้งจำนวน 250 คน เพราะส่วนใหญ่เป็นบุคคลในเครือข่าย คสช. และจะมีสาย “นักเลือกตั้ง” แทรกเข้ามาบ้างในสัดส่วนที่น้อยนิด

อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.เลือกตั้ง ที่หลุดเข้ามาอยู่ในสภาสูงเที่ยวนี้ มาจากกระบวนการคัดเลือก ส.ว.ทั่วประเทศ ที่เป็นการเลือกกันเองจากผู้สมัคร 10 กลุ่มอาชีพ โดย คสช.เป็นผู้เคาะรายชื่อในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตามในแวดวงการเมืองรู้ดีว่ามีอดีต สนช.กี่คน ที่แอบหนุนผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และได้รับแต่งตั้งกลับมาเป็น ส.ว.อีกครั้ง

ทายาท “เจ้าพ่อหันคา”

ส.ว.หญิงป้ายแดงที่คนรู้จักมากหน่อย เพราะนามสกุล “สงฆ์ประชา” นั่นคือ จิรดา สงฆ์ประชา” อดีตนายก อบจ.ชัยนาท

“จิรดา” เป็นบุตรสาวของบุญธง สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท ที่มีฐานธุรกิจอยู่ใน ต.ไพรนกยูง อ.หันคา โดยบุญธงเป็นส.จ.ครั้งแรกปี 2490 ก่อนจะได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2526 และสร้างฐานมวลชนไว้แน่น จนได้ฉายา “เจ้าพ่อหันคา”

จิรดา สงฆ์ประชา

“เจ๊อ้อย” จิรดา เป็นพี่สาวใหญ่ ดูแลกงสีบริษัทธงไทยหันคา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบุญธง และเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชัยนาท 2 สมัย

          เลือกตั้ง 2562 “แดง ชัยนาท” มณเฑียร สงฆ์ประชา น้องชายจิรดา ลงสมัคร ส.ส.เขต ชัยนาท สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อีกสมัย คู่กับ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย เขต 1

มณเฑียร สงฆ์ประชา

ส่วน “มันแกว” นันทนา สงฆ์ประชา แยกทางไปเป็นเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคนี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่งคือ สมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรค

นันทนา สงฆ์ประชา

วันก่อน นันทนา สงฆ์ประชา เพิ่งพาสมเกียรติไปร่วมแถลงข่าว 11 พรรคเล็กหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          สรุปว่าตระกูลสงฆ์ประชา พี่สาวอยู่สภาสูง น้องชายอยู่สภาล่าง และน้องสาวอีกคนกำกับพรรคจิ๋วหนุนลุงตู่

 ลูกสาว “เจ้าพ่อโรงสี”

เห็นรายชื่อผู้สมัครส.ว. กลุ่มอุตสาหกรรม/เอสเอ็มอี/การท่องเที่ยว ที่หลุดเข้ามาสภาสูงอีกรายหนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อ้อ” ภัทรา วรามิตร อดีตส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทยนั่นเอง

ภัทรา วรามิตร

ภัทรา วรามิตร เป็นบุตรสาวของสมบัติ วรามิตร อดีต ส.ว.กาฬสินธุ์ และชะม้อย วรามิตร อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

         ตระกูล “วรามิตร” เป็นเจ้าของธุรกิจโรงสีข้าวใหญ่ใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่ “อ้อ ภัทรา” ย้ายค่ายจากเครือข่ายทักษิณ ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก็สอบตกทั้งในสีเสื้อพรรคชาติไทย และพรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง 2562 ตระกูลวรามิตร ส่ง “โด่ง” ชานุวัฒน์ วรามิตร ลูกชายคนโตลงสมัครส.ส.เขต 2 กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ แต่ก็พ่ายแชมป์เก่า

          แม้พี่ชายจะชวดเข้าสภาล่างแต่น้องสาวก็ได้รับเลือกเป็น ส.ว.สมใจป้าชะม้อย

สายนักการเมืองเก่า

นักแต่งตั้งป้ายแดงอีกส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มอดีต ส.ว.เลือกตั้ง เริ่มจาก พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์” อดีตส.ว.พิษณุโลก เป็นบุตรสาวของโกศล ไกรฤกษ์ และเป็นพี่สาวของจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

“บุญส่ง ไข่เกษ” อดีตส.ว.ตราด ปี 2549 และเคยเป็น ส.ส.ตราด ปี 2544 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

“อมร นิลเปรม” เป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรก ปี 2543 โดยเข้าสภาสูงในฐานะส.ว.อุบลราชธานี ซึ่งตระกูลนิลเปรม ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและเล่นการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน

อมร นิลเปรม

ญาติของอมร คือ อดุลย์ นิลเปรม ก็เคยลงสมัคร ส.ส.อุบลฯ ตั้งแต่สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน จนมาถึงพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็สอบตก

“สุรสิทธิ์ ตรีทอง” อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายก อบจ.แม่ฮ่องสอน และเป็นหลานชายของบุญชู ตรีทอง อดีต ส.ส.ลำปาง

อดุลย์ นิลเปรม

บังเอิญกลางปีที่แล้วกลุ่มสามมิตรเคยเปิดตัวสุรสิทธิ์ ตรีทอง ในนามตัวแทนของพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไปสมัคร ส.ว. โดยมี ปัญญา จีนาคำ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน 5 สมัย ลงสนามและได้รับชัยชนะ

เปรียบเทียบจำนวน ส.ว.แต่งตั้ง ที่มาจากนักการเมืองเก่านั้น มีจำนวนแค่หยิบมือเดียวท่ามกลางนักแต่งตั้งขาประจำหลายร้อยคน

%d bloggers like this: