komchadluek

All posts tagged komchadluek

การแสดง“พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ”26-28 ก.ค.2560

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287536

การแสดง“พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ”26-28 ก.ค.2560

พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ, มหาวชิราลงกรณ26-28, กค2560

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเฉลิมเกียรติฯ“พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ” ระหว่างวันที่26-28 ก.ค.2560โทร. 02-224-1342

      ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์มรดกไทย สาขาศิลปะการแสดง โดยเฉพาะการแสดงโขน กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต จัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 “พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ” ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2560 รายการแสดงประกอบด้วย

การแสดง“พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ”26-28 ก.ค.2560

      องก์ที่ 1 ถวายพระพร แซ่ซ้องสดุดี เป็นการรำถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 ตามบทประพันธ์ที่ประพันธ์ขึ้นใหม่โดย นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ บรรจุเพลงโดย นายไชยยะ ทางมีศรี

     องก์ที่ 2 คีตะดนตรี เทิดบารมีจักรีวงศ์ เป็นการบรรเลงและขับร้องโดยวงมหาดุริยางค์ทั้งไทย และสากล ซึ่งคัดเลือกบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทั้งบทเพลงที่ทรงโปรด บทเพลงจากความทรงจำเมื่อครั้งทรงพระเยาว์และบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ อาทิเพลงประวัติศาสตร์ เพลงลาวเจริญศรี เพลงพระราชนิพนธ์แสงเดือน เพลงโยสลัม เพลงลาวม่านแก้ว เพลงรัชกาลที่ 10

       องก์ที่ 3 นาฏการธำรง ธ ทรงกรุณา เป็นการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงสนพระราชหฤทัยในการแสดงโขนมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยทรงฝึกหัดเป็นตัวหนุมาน ตั้งแต่ พ..2502 ที่โรงเรียนจิตรลดา ผู้ถวายการสอนคือ ครูกรี วรศะริน ศิลปินแห่งชาติ และครูฉลาด พกุลานนท์ ข้าราชการกรมศิลปากร และได้ฝึกหัดการแสดงโขน ตอนสืบมรรคา กรมศิลปากรจึงจัดการแสดงโขนตอนดังกล่าวเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์สืบมาจนถึงปัจจุบัน

      กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2560 “พระบารมีเกริกก้องหล้า มหาวชิราลงกรณ” ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2560 เวลา 14.00 น.ณ โรงละครแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่ง โทร. 02-224-1342

Advertisements

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ขานรับ ‘มือใหม่หัดปลูก’

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287528

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ขานรับ ‘มือใหม่หัดปลูก’

ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติ, ขานรับ, มือใหม่หัดปลูก, มทร

นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี พัฒนาระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติ สำหรับมือใหม่หัดปลูก รับเทรนด์สุขภาพอาหารคลีน

      นายนัฐวุฒิ  ดิษฐประสพ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เจ้าของผลงาน เผยว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินที่นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดปัญหาการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ทั้งยังปลูกได้ทุกสถานที่โดยไม่จำกัดขอบเขต การปลูกพืชด้วยวิธีนี้จึงได้รับการนิยมมากดังเช่นปัจจุบัน ซึ่งผักที่ปลูกจะเป็นผักปลอดสารพิษและสิ่งปนเปื้อนจากดิน แต่การปลูกนั้น ผู้ปลูกต้องมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นและความเอาใจใส่เป็นอย่างดี เพื่อให้ผักได้รับความเข้มแสงคงที่ น้ำและสารละลายธาตุอาหารพืชต่อเนื่อง ถ้าขาดปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผักไม่เจริญเติบโต

มีแนวคิดในการสร้างและพัฒนาระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขึ้นมา โดยนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ทำให้การปลูกผักนั้นมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้นและเหมาะสำหรับผู้ปลูกมือใหม่ทุกคน ซึ่งร่วมมือกับ นายอาทิตย์ มณีนพ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมในการออกแบบพัฒนา และมี นายนิสิต  ภูครองตา อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เป็นที่ปรึกษา

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ขานรับ ‘มือใหม่หัดปลูก’

“การออกแบบระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จะใช้ Light Emitting Diode : LED แบบ Strip สีแดงและสีน้ำเงินในอัตราส่วน 4:2 เป็นแหล่งกำเนิดแสงให้กับผัก เนื่องจากแสงสีทั้งสองสีนี้เมื่อผสมกันจะเป็นสีม่วง ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตได้ จึงนำมาทดแทนแสงจากธรรมชาติ และใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์โดยใช้โปรแกรม Arduino IDE ในการออกแบบคิดค้นระบบการปลูก ซึ่งระบบนี้ใช้พื้นที่การปลูก 1 ตารางเมตรซึ่งปลูกได้ทั้งหมด 24 ต้น ผักที่ใช้ปลูกคือ ผักสลัดเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค และให้ระบบควบคุมการปรับค่าพีเอชของสารละลายธาตุอาหารพืช ปรับอุณหภูมิและความชื้นให้มีค่าคงที่ รวมถึงแสดงค่าสถานะผ่านทางหน้าจอมอนิเตอร์” นัฐวุฒิ กล่าว

ผลการทำงานของระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยแสง LED ตามที่กำหนดโดยใช้ความเข้มแสงประมาณ 1,200 – 1,280 lux.ควบคุมค่าพีเอชเท่ากับ 6.5 อุณหภูมิและความชื้นเท่ากับ 27 องศาเซลเซียส และ 72 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าที่เหมาะสมกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทั้ง 2 ชนิด และเจริญเติบโตได้ใกล้เคียงกับผักไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ โดยผลจากการวัดขนาดพุ่มผักสลัดเรดโอ๊คได้ 7.26 เซนติเมตร และ 6.86 เซนติเมตรสำหรับกรีนโอ๊ค ขนาดความสูงของลำต้นวัดได้ 2.45 เซนติเมตร และ 2.26 เซนติเมตรตามลำดับในระยะเวลา 4 วัน มีความใกล้เคียงกับสวนผักไฮโดรโปนิกส์ สวนสรสิทธิ์ ใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ขานรับ ‘มือใหม่หัดปลูก’ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ขานรับ ‘มือใหม่หัดปลูก’

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่อาศัยในพื้นที่ปิดและจำกัด เช่น คอนโดมิเนียมหรือทาวน์โฮมที่แสงจากธรรมชาติอาจเข้าไม่ถึงหรือเข้าในปริมาณน้อย ทั้งยังตอบโจทย์มือใหม่หัดปลูกที่รักสุขภาพ เมื่อตั้งค่าตามที่กำหนดและปลูก จะใช้เวลาเพียง 40 – 45 วันเท่านั้นก็สามารถเก็บทานได้ทันที โดยที่ระหว่างนั้นไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผสมผสานความรู้ระหว่างวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม และความเป็นเกษตร เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่เบอร์ 091 415 7838

ปรบมือดังๆ ชื่นชมเด็กไทย คว้าชัย “เคมีโอลิมปิก ครั้งที่ 49”

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287629

ปรบมือดังๆ ชื่นชมเด็กไทย คว้าชัย “เคมีโอลิมปิก ครั้งที่ 49”

เด็กไทย, ปรบมือ, ปรบมือดังๆ, ชื่นชมเด็กไทย, คว้าชัย, เคมีโอลิมปิก, ครั้งที่, สสวท, 49th IChO 

เสียงปรบมือดังกึกก้อง ภายหลังประกาศผลการแข่งขัน “เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49” ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ชื่นชมเด็กไทยคว้า 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน

      ท่ามกลางผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 297 คนจาก 76 ประเทศ  สสวท.ชื่นชมความสามารถเด็กไทย ย้ำวิทยาศาสตร์สำคัญต่อการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0

          ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)เปิดเผยว่าการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 (49th IChO )ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ในวาระสำคัญเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ผู้ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์”เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชันษา 60 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560  ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถ ด้านงานวิจัยในฐานะศาสตราจารย์ด้านเคมีและพิษวิทยา จนได้รับการถวายรางวัลต่างๆ ในระดับนานาชาติ   โดยตลอด 10 วันของการจัดแข่งขันประกอบด้วยการสอบความรู้ทางภาคทฤษฎี และในห้องปฏิบัติการ รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเยาวชนจากนานาชาติ ช่วยสร้างประสบการณ์และทัศนคติที่ดีร่วมกัน อาทิ กิจกรรมทัศนศึกษาในสถานที่ต่างๆ เช่น พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม, พระบรมมหาราชวัง เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

         การแข่งขันครั้งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 297 คน จาก 76 ประเทศ  ผู้แทนประเทศไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ดังนี้

นายปภาภัทร์  ดิสนีเวทย์     โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม   เหรียญทอง

นายวริศ  จันทรานุวัฒน์      โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม  เหรียญทอง

นางสาวอภิสรา  กวียานันท์   โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  กรุงเทพมหานคร   เหรียญเงิน

นายบวรทัต  บุญรักษ์          โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม   เหรียญเงิน

การแข่งขันครั้งนี้ผู้ได้รับรางวัลคะแนนสูงสุดภาคทฤษฎี คือ Alexander Zhigalin นักเรียนจากประเทศรัสเซีย

รางวัลคะแนนสูงสุดภาคปฏิบัติ คือ Ilija Srpak  นักเรียนจากประเทศโครเอเชีย และอันดับสองนักเรียนจากจีนไทเป

สำหรับรางวัลคะแนนรวมสูงสุด คือ  Alexander Zhigalin นักเรียนจากประเทศรัสเซีย อันดับสองคือ จีนไทเป และอันดับสามคือประเทศอิหร่าน

ผู้อำนวยการ สสวท.กล่าวเสริมว่าการแข่งขันมีทั้งการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศทางวิชาการแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าเด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เห็นความงามและความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0  อีกด้วย

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287525

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

ช้าง, องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ, World Animal Protection, Taken for a ride, Dr Jan Schmidt-Burbach, ช่วยช้างคืนโขลง

Share ไปให้โลกรู้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเดินหน้าโครงการสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดงต่อเนื่อง เผยผู้ประกอบการในไทยเริ่มเข้าร่วม หลังเทรนด์ท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มเปลี่ยน

       เป็นกระบอกเสียงเพื่อให้สัตว์ได้รับความเป็นธรรม เป็นหนึ่งในพันธกิจขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง หนึ่งในหลายโครงการที่ได้รับการยอมรับและถูกพูดถึงในทั่วโลกขณะนี้คือ โครงการสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดง หรือ Wildlife. Not Entertainers ที่ได้มีการประชาสัมพันธ์และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งไปถึงการส่งเสริมสวัสดิภาพของช้าง ที่ควรมีชีวิตที่ดีตามวิถีธรรมชาติของมัน ถึงปีนี้ ทางองค์กรได้เพิ่มโครงการ 1 แชร์ = 10 บาท ช่วยช้างคืนโขลง เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์โครงการไปพร้อมกับได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือช้างอีกด้วย

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

นายสมศักดิ์ สุนทรนวภัทร หัวหน้าฝ่ายแคมเปญ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ประเทศไทย เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2014 และ 2016 องค์กรฯ ได้ทำการสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่ครอบครองช้าง 220 แห่งทั่วทั้งทวีปเอเชีย ทำให้พบหลักฐานที่น่าตกใจที่แสดงให้เห็นว่า ช้างนับพันตัวถูกทรมานในการฝึกฝนเพื่อให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในทวีปเอเชีย มีช้างเลี้ยงกว่า 3,000 ตัว และ 75% จากจำนวนดังกล่าว ถูกกักขังเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว รายงาน “ทุกข์ของช้าง…สนุกของคน” (Taken for a ride) โดย ดร.ยาน สมิดท์-เบอร์แบช (Dr. Jan Schmidt-Burbach) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสัตว์ป่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้ทำการศึกษาช้าง พบช้างเลี้ยง จำนวน 2,923 ตัว ที่ยังรอดชีวิตถึงตอนนี้จากจำนวนทั้งหมด

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

“ความบันเทิงมาก่อนสวัสดิภาพ คือ ความจริงที่เกิดขึ้นในปางช้างที่มีบริการขี่ช้าง กักขังช้างในสภาพที่โหดร้ายอย่างไม่สามารถยอมรับได้ ขณะที่ศูนย์กลางของความทุกข์ทรมาน 3 ใน 4 ของปางช้างที่ใช้ช้างเพื่อความบันเทิงในประเทศไทยที่เราทำการศึกษา พบว่ามีจำนวนช้างเพิ่มขึ้นถึง 30% ในระยะเวลาเพียง 5 ปี จำนวนตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าตกใจของสัตว์ป่านับพันตัว อย่างช้าง 2,923 ตัวที่เราทำการศึกษา ต้องพบกับความทุกข์ทรมานไปตลอดทั้งชีวิต” นายสมศักดิ์ กล่าวและเพิ่มเติมว่า

ลูกช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พวกมันถูกทำร้าย ถูกพรากออกจากแม่ของมันทันทีที่เกิด ทั้งสับด้วยขอ หรือเครื่องมืออื่นๆ จนกว่าสัญชาตญาณจะถูกทำลายจนหมดสิ้นและถูกฝึกฝนอย่างทารุณเพื่อให้เชื่องพอที่จะให้นักท่องเที่ยวขี่และทำการแสดงได้ หลังจากผ่านกระบวนการขั้นแรกที่น่าเจ็บปวดนี้ แม้ช้างจะไม่ต้องทำการแสดง มันยังคงถูกล่ามทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน บนพื้นปูน ทำให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ช้างยังได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ และยังขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯแชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

“เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัวจากทั่วโลกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าว ทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวสัมผัสช้างได้โดยตรง และเป็นสถานที่ที่ดูแลช้างอย่างมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ทางองค์กรฯ จึงได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการให้ความรู้กับผู้ประกอบการเข้ามาร่วมมือกับทางองค์กรฯ เพื่อดูแลช้างและเตรียมรับมือจากการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมช้างแสดง เปลี่ยนมาเป็นการให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมวิถีชีวิตตามธรรมชาติของช้าง โดยในประเทศไทยมีปางช้าง 13 แห่งที่ดำเนินการแล้ว และมี 2 แห่งที่ลงนามกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก คือ ศูนย์บริบาลช้างบุญรอด จังหวัดสุโขทัย  และ ศูนย์บริบาลช้าง Elephants Nature Park จังหวัดเชียงราย” นายสมศักดิ์กล่าว

ปัจจุบัน องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ทุกสำนักงานทั่วโลก ได้ดำเนินการเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกสำหรับช้างเหล่านี้ได้ เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกได้ร่วมกันแสดงให้เห็นว่ามีคนมากมายเพียงใด ที่ไม่ต้องการเห็นการทำทารุณกรรมช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประเทศไทย จะใช้โครงการ คืนความสุขให้ช้าง-ช่วยช้างกลับคืนโขลง นำเงินช่วยช้างเจ็บป่วยมอบอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้ช้างในโครงการยุติการใช้ช้างเพื่อความบันเทิง

แชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯแชร์ช่วยโครงการคืนช้างคืนโขลง องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ

โดย 1แชร์ = 10บาท “ช่วยช้างคืนโขลง” มีเป้าหมาย 10,000 แชร์ ภายใน 12 ส.ค. ศกนี้ เนื่องในวันช้างโลก เพื่อรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวทราบถึงเบื้องหลังความสนุกของคนคือความทุกข์ของช้าง พร้อมเทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป มาช่วยกัน ปลดโซ่ให้ช้างคืนช้างสู่โขลง ตามวิถีธรรมชาติของสัตว์ป่า แม้จะยังคงอยู่ในศูนย์เลี้ยงดู คนแชร์ได้บุญ ใส่แฮทช์แทค #UniteForTheHerd#ช่วยช้างคืนโขลง#NotEntertainers ผู้สนใจสามารถเข้าไปแชร์ข้อมูลได้จาก https://www.worldanimalprotection.or.th/unite-for-the-herd และ Facebook: World Animal Protection Thailand องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287505

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

กลองปูจา, ฟื้นสำเนียง, เสียงกลองปูจา, ภาระ, ครูอาร์ท, ก่อนวันพระ

ขึ้นชื่อว่า “ของเก่า” ทั้งที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ หรือที่เป็นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม การแสดงหรือการละเล่นต่าง ๆ

      หากขาดคนรับช่วงสืบทอด ย่อมสูญหายเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะในยุคที่รอบตัววัยรุ่นมีแต่สิ่งเร้า การจะกระตุ้นหรือรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่มารับ “ภาระ” แทนคนรุ่นปู่ย่า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

      คนล้านนา เสียงที่เป็นมงคล 3 เสียง เสียงฆ้องเสียงกลอง เสียงมองตำข้าว และเสียงตุ๊เจ้าเทศน์ธรรม ซึ่งหากไม่นับ “เสียงมองตำข้าว” ที่หายไปตั้งแต่โรงสีข้าวเข้ามาในชนบท และสิ่งที่กำลังเบาเสียงลงก็คือ “เสียงฆ้องเสียงกลอง” ที่เป็นเสมือนอาณัติสัญญา การสื่อสารในพิธีกรรม บอกสัญญาณวันโกนวันพระ ให้ความบันเทิง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม เช่น ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนหอก ฟ้อนลายการ ฟ้อนผางประทีป ก็เพราะขาดคนสนใจสืบทอด ประกอบกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้ในการตีกลองปูจาต่างก็ทยอยจากไป

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

        สถาพร จันต๊ะยอด หรือที่เด็ก ๆ เรียก “ครูอาร์ท” ก็เห็นปัญหานี้และเห็นปัญหาที่จะตามมาในอีกหลายอย่าง เพราะ “เสียงกลอง” ผูกโยงไปกับอีกหลาย ๆ เรื่อง พูดง่าย ๆ คือหากไม่มีการตีกลองให้จังหวะ การเต้น การฟ้อน ก็จะหายไปด้วยเช่นกัน…

      ครูอาร์ท จึงชวน เจอากิระ ฝีปากเพราะ ฟิววัชรพงษ์ พรมมา มิกซ์ภูมิพันธ์ จันทร์งาม แป๊ปศุภกร ปาระ เสกพสิษฐ์ สุทธการ เกมส์สุรพงษ์ บุญรอด เกดสวพล เทพอินทร์ ให้มาร่วมกัน“สืบทอดและถ่ายทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้าน”

เพราะเรื่องกลองปูจาเป็นวาระของจังหวัดที่กำลังต้องการการรื้อฟื้นให้คนรุ่นใหม่ได้มาสืบสาน และเห็นว่าเด็กๆ หลายคนมีศักยภาพ หลายคนก็สนใจสืบสานประเพณีคนรุ่นปู่รุ่นย่า จึงชวนมาฝึกตีกลอง มาหัดฟ้อน ดาบ ฟ้อนเจิง ทุกวันพระก็จะพาเด็ก ๆ ไปตีกลองในวัดใกล้ ๆ ผู้ใหญ่เห็นก็จะชื่นชม เด็ก ๆ ก็เกิดความภาคภูมิใจ”

      แต่ความสนใจของเด็ก ๆ ไม่ใช่แต่ตีได้ ร่ายรำเป็น ครูอาร์ทบอกว่า เด็ก ๆ สนใจอยากมีความรู้เรื่องประวัติ เรื่องจังหวะระบำ การตี จึงได้ร่วมกันลงพื้นที่ไปสอบถามจากปราชญ์ในชุมชนแล้วนำมาบันทึกไว้ ดังนั้นในการสอนตี หรือสอนฟ้อนในแต่ละครั้งก็จะมีการสอดแทรกเรื่องราวประวัติความเป็นมาไปพร้อม ๆ กันด้วย ข้อมูลที่ได้รับทราบ กลายเป็นความรู้ติดตัวที่ทำให้เวลามีคนมาถามว่า ตีกลองปูจาเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ ทีมงานทุกคนจะสามารถตอบได้อธิบายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมการยอมรับจากผู้คนในยามที่ต้องออกแสดงหรือช่วยกิจกรรมของชุมชน

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

       ครูอาร์ทเล่าว่า การเรียนรู้เรื่องการตีกลองปูจา และฟ้อนดาบฟ้อนเจิง มีส่วนในการขัดเกลาให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนตนเองในหลายๆ ด้าน เช่น

          “การที่เด็กมาเรียนเรื่องนี้ จะพัฒนาเด็กจากที่สังเกตคือ 1.ด้านกิริยามารยาท เราจะเน้นเรื่องกิริยามารยาทในการเข้าหาผู้ใหญ่ 2.สมาธิ พัฒนาสมาธิจากเด็กที่ลุกลี้ลุกลน อยู่กับอะไรได้ไม่นาน ก็จะจดจ่อมีสมาธิ เพราะว่าการตีกลองต้องใช้ทักษะของมือ การจำ และการฟ้อนก็เป็นเรื่องการจำ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมาธิ และ 3.จิตอาสา ทำให้เด็กไม่เก็บตัว ไม่ปิดกั้นตัวเอง เวลามีกิจกรรมในชุมชนเด็กก็สามารถเข้าไปเป็นตัวประสานในการดำเนินกิจกรรมได้ เด็กกล้าแสดงออก”

      ครูอาร์ทสะท้อนว่า บทบาทการเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มเยาวชนนั้น ทำให้ต้องเรียนรู้ที่จะอดกลั้น อดทนต่อความอยากบอก อยากสอน โดยจะปล่อยให้เยาวชนได้คิดเองทำเองก่อน ส่วนการกระตุ้นนั้นจะทำเมื่อเห็นว่า เหนือบ่ากว่าแรง ก็จะเข้าไปแนะนำเพิ่มเติม หรือบางครั้งก็จะใช้วิธีการคุยตัวต่อตัวเพื่อปรับทัศนคติสำหรับเด็กบางคน แต่ส่วนใหญ่ถ้าเห็นว่า มีสิ่งใดที่สามารถสอนได้บอกได้ก็จะสอนไปพร้อมๆ กัน เช่น เรื่องประวัติความเป็นมา ความสำคัญของท่ารำต่างๆ

        สำหรับเด็ก ๆ เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะสืบสานและสืบทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ทำให้องค์ประกอบของทีมต้องประกอบด้วยเยาวชนหลายวัย ตั้งแต่น้องมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึง พี่ ๆ มัธยมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนั้นยังมีพี่ ๆ ระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่ยังคงแวะเวียนเข้ามาช่วยสอน ช่วยดูแลน้อง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการสอนเพื่อนรุ่นน้องที่ได้ผลดี เพราะทำให้มีคนที่สามารถสืบทอดรุ่นต่อรุ่นได้โดยไม่ขาดตอน

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

      เมื่อทีมครบเด็ก ๆ ก็ต้องรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังรับภาระสืบสอดอยู่นั้น มีความหมายกับชีวิต และชุมชนอย่างไร

       เด็ก ๆ จึงไปสัมภาษณ์คุณตาศรีลัย สุทธการ ครูภูมิปัญญาด้านกลองปูจา ทำให้รู้ประวัติความเป็นมา คุณค่าความสำคัญของกลองปูจาที่มีต่อคนล้านนา นอกจากคุณปู่ เด็ก ๆ ยังไปพูดคุย สอบถาม สัมภาษณ์ รวมทั้งสังเกตวิธีการหุ้มกลองปูจาในแต่ละขั้นตอนจากผู้ใหญ่ท่านอื่น ๆ ในชุมชน เพื่อให้รู้วิธีการทำกลอง

       การเก็บข้อมูลของเยาวชนรุ่นใหม่ อาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น การถ่ายทำวิดีโอ ซึ่งทำให้มีทั้งภาพและเสียง เก็บทั้งอารมณ์ความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล การเข้าไปเรียนรู้จากของจริงในชุมชน ทำให้เข้าใจได้ว่า การตีกลองปูจานั้น ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เงื่อนไขด้านบุคลิกภาพเป็นตัวตัดสินว่า ใครจะสามารถตีกลองได้บ้าง คนที่ไม่สามารถตีกลองก็ต้องเลือกตีฆ้อง หรือตีฉาบ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประกอบการแสดงที่มีความสำคัญเช่นกัน

        จากการสอบถามพูดคุย เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงความเชื่ออันลึกซึ้งของภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ เช่น การทำกลองปูจาชุดหนึ่งที่มีกลองแม่และกลองลูก ต้องเลือกใช้ไม้ชนิดเดียวกัน และเป็นไม้ต้นเดียวกัน เพราะจะทำให้เสียงตีออกมาในโทนเดียวกัน หนังที่หุ้มกลองปูจาต้องเป็นหนังวัวหรือหนังควายเพศผู้เท่านั้น หรือการตีกลองปูจามี 2 รูปแบบคือ การตีชัยมงคล ซึ่งจะใช้ระบำสะบัดชัย ที่ในอดีตเป็นการตีเพื่อปลุกใจ สร้างความฮึกเหิม แต่ในปัจจุบันมักตีในการต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง ในงานกฐิน ผ้าป่า หรืองานมงคลต่าง ๆ ส่วนการตีพุทธบูชาซึ่งจะตีในวันโกน (ก่อนวันพระ) โดยจะมีการตี 4ระบำตามลำดับคือ สะบัดชัย ตุปี้สิก เสือขบช้าง และจบด้วยระบำล่องน่าน ในจังหวะที่กระชับเร็วและเร้าใจ และในวันพระยังมีการตีรับศีลหลังจากพระสงฆ์ได้เทศนาแล้วอีกด้วย

ฟื้นสำเนียง เสียงกลองปูจา

      เมื่อรู้ซึ้งถึงคุณค่า และความหมาย การจะออกไปช่วยกันสืบทอด จึงไม่ใช่เรื่องของการบังคับ แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ เด็ก ๆ จึงนัดหมายกันเพื่อเรียนการตีกลอง และการฟ้อน ทุกวันพฤหัสบดีหลังเลิกเรียน และวันเสาร์หลังจากเรียนพิเศษ

       อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกิจกรรมนี้ จะเบียดบังเวลาว่างในชีวิตวัยรุ่น แต่เด็ก ๆ กลับคิดว่า นี่เป็นการผ่อนคลาย เพราะการตีกลอง การฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิงก็เหมือนกับการออกกำลังกาย ดังเช่นในอดีต ที่บรรพบุรุษของชาวล้านนาใช้การตีกลอง และการฟ้อนดาบฟ้อนเจิงวอร์มร่างกายก่อนออกรบ เพื่อให้เกิดความฮึกเหิม และมีกำลังใจ

       มิกช์ เล่าว่า รู้สึกสนุกกับการทำงานลักษณะนี้เพราะได้คุยแลกเปลี่ยน ได้อธิบายสิ่งที่ทำให้คนอื่นได้รับรู้ โดยส่วนตัวของมิกซ์เองบอกว่า ทำให้ตนเองกล้าแสดงออก ซึ่งสามารถปรับใช้ในการเรียน ที่ต้องมีการรายงานหน้าชั้นหรือการนำเสนอต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

       สำหรับเสกบอกว่า การได้เรียนรู้ การฟ้อนเจิง การตีกลองปูจา ทำให้สามารถนำไปต่อยอด เช่น ใช้ในการแสดง การสอนคนรุ่นหลังคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังการฝึกซ้อมถือเป็นการออกกำลังกาย เพราะได้ขยับตัวทำท่าทางต่างๆ ส่งผลทำให้สุขภาพดีขึ้นทั้งร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่ได้ผ่อนคลายจากความเครียด ความเมื่อยล้าจากการเรียน

      การเรียนรู้ทั้งในมิติของความเป็นมา คุณค่า และการฝึกฝนลงมือทำจนตีได้ ฟ้อนเป็น ได้สร้างความผูกพันกับรากเหง้าที่เป็นตัวตนของคนเมืองน่านให้หยั่งรากฝังลึกลงในตัวของทีมงานทุกคน อย่างที่เกมส์สรุปบทเรียนการเรียนรู้ของตนเองว่า “รู้สึกภูมิใจเป็นคนเมืองน่าน เพราะเกิดมามีวัฒนธรรมที่อบอุ่น”

        ถึงตอนนี้ เชื่อมั่นได้ว่า เสียงกลองปูจายังจะคงดังก้องอยู่คู่เชียงกลางและเมืองน่านไปอีกนานเท่านาน

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287510

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

ถวายเทียนพรรษา,  พังงา ภูเก็ต ระนอง, ถวาย, เทียน, จำนำพรรษา, พระราชทาน

 คณะครู นักเรียนโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” ร่วมพิธีถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน

       คณะครู นักเรียนโรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14 ( พังงา ภูเก็ต ระนอง) ร่วมพิธีถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี โดยมี นายศรีพงศ์  บุตรงามดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี ณ ศาลาการเปรียญวัดนิกรวราราม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

ถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทานถวายเทียนจำนำพรรษาพระราชทาน


ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287506

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

ปลูกป่า, เพื่อ, พ่อ, สืบสาน, พระราชปณิธาน, ของ, พ่อหลวง

“ศธ. ปลูกป่าร่วมใจ  ทำดีเพื่อพ่อ  ณ บริเวณชุมชนบ้านนาเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

           สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต  2 นำคณะผู้ปกครอง ครู นักเรียน  ร่วมกิจกรรมตามโครงการ “ศธ. ปลูกป่าร่วมใจ  ทำดีเพื่อพ่อ  ณ บริเวณชุมชนบ้านนาเหนือ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม2560

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

ปลูกป่าเพื่อพ่อสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวง

 

นางรชยา สุโพธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาเกลือ  กล่าวว่า  การดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวนอกจากร่วมกิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของชาติ อีกด้วย

2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287500

2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม

ออกแบบ, นิสิตสถาปัตย์ฯ, จุฬาฯ, มหาชน, ณัฐนรี จีระมณีมัย, วรรณฉวี ลิขิตรัตนพร, Life Lab, วรรณฉวี ลิขิตรัตน์, Life  Lab, Lab, Life

สุดเก่ง! 2 นิสิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ไฟแรงคว้าแชมป์ออกแบบภายในยอดเยี่ยม“The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME”

        นับว่าเป็นเวทีโชว์ฝีมือที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในหมู่นิสิตนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาออกแบบ การประกวด “The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME” ที่มีว่าที่นักออกแบบภายในร่วมส่งผลงานเข้าประกวด โดยล่าสุดบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน)ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม KHUN by yoo inspired by Starck ใจกลางทองหล่อและบริษัทเดคคอร์มาร์ท จำกัด หรือ DM HOME ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านครบวงจรระดับพรีเมี่ยม

ได้คัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายเข้านำเสนอผลงานพร้อมแนวคิดการสร้างสรรค์งานออกแบบตกแต่งภายในห้องชุดขนาด 2 ห้องนอนของโครงการคอนโดมิเนียม KHUN by yoo inspired by Starck ด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ของ DM HOME และเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบโดยของ Phillippe Starck งานนี้ 2 สาวเพื่อนซี้จากรั้วจามจุรี ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ วรรณฉวี ลิขิตรัตนพร” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ที่ส่งผลงานสุดเจ๋ง ชูคอนเซปท์ “Life Lab” คว้าชัยในการประกวดครั้งนี้ ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนา ผลิตภัณฑ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด คุณพิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล กรรมการบริหารบริษัท เดคคอร์มาร์ท จำกัด คุณวสุ วิรัชศิลป์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังคุณปิตุพงษ์ เชาวกุล  จาก SuperMachine Studio ผู้ออกแบบ Sales Gallery โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck โดยรับเงินรางวัลและชุดเฟอร์นิเจอร์สุดหรูรวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท

คุณ จริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนา ผลิตภัณฑ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) บอกว่า ความตั้งใจของแสนสิริในการใช้โครงการ KHUN by yoo inspired by Starck มาเป็นโจทย์คือการสร้างโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้เบื้องหลังการพัฒนาแนวคิดของ Phillippe Starck ที่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางการออกแบบโครงการ KHUN by yoo inspired by Starck ภายใต้ yoo studio ที่น้อง ๆ จะได้ทั้งเห็นมุมมองการออกแบบที่สามารถตอบสนองทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานและเอกลักษณ์ด้านงานดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ป Industrial Heritage ซึ่งเมื่อคณะกรรมการได้เห็นผลงานของน้อง ๆ ต้องเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายจนคิดว่าเป็นนักออกแบบมืออาชีพจากความกล้าที่จะดีไซน์  แตกต่างจากสิ่งเดิมโดยประยุกต์ไอเดียต่าง ๆ มาใช้ในการออกแบบและการพรีเซนต์

ด้วยการต่อยอดแนวคิดของสตาร์คได้อย่างน่าสนใจทั้งในแง่ของโทนสี สไตล์ และเฟอร์นิเจอร์ อาจด้วยความที่ยุคนี้ทุกอย่างเป็น Globalization ทำให้สามารถหาแรงบันดาลใจได้รอบตัว ใครขยันหน่อยก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆให้งานน่าสนใจเรื่อยๆ ขณะเดียวกันกรรมการเองก็รู้สึก Fresh จากการได้เห็นงานของน้องๆ เหมือนช่วยให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ซึ่ง อาจจะช่วยให้งานออกมามีความสดใสมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตเราจะจัดประกวดแบบนี้อีกแน่นอนเพราะเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่จะประกวดโครงการต่อไปให้กล้าฉีกไปเลย และเมื่อก้าวสู่ในโลกทำงานจริง ก็ต้องยึดความรับผิดชอบเป็นสำคัญ รวมทั้งคำนึงถึงเรื่องงบประมาณ ระยะเวลาต่าง ๆ ประกอบกันด้วย

ผู้ชนะการประกวด “The Limitless Interior Design Contest by Sansiri & DM HOME” “ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ “วรรณฉวี ลิขิตรัตน์” 2 นิสิตเพื่อนซี้ชั้นปีที่ 3 ขึ้นปีที่4 จาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะจากการนำแนวคิดIndustrial Heritage ที Phillippe Starck กำหนดไว้เป็นภาพรวมของโครงการ KHUN by yoo inspired by Starckมาผสมกับความทันสมัยของทองหล่อและยุคสมัยที่มีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มาตีความให้ลึกขึ้นแล้วต่อยอดเป็นแนวคิดตกแต่งภายในด้วยคอนเซ็ปต์ “Life Lab” อย่างสมดุล Labเเสดงถึงการมองผู้ใช้งานเป็นผู้ทดลองที่มาคิดค้นทดลองสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่มองการใช้ชีวิตคือการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่และสีสันให้ทุกๆวัน

โดยเริ่มจากส่วน “Lab” ตรงทางเข้าที่แบบบาดมุมแล้วมาเจอกับกำแพงที่เป็น Free Wall ที่เป็นเปรียบเหมือนกระดานอิสระทางความคิดให้เจ้าของห้องสามารถแปะหรือปักแรงบันดาลใจหรือความทรงจำที่ประทับใจโดยปรับเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ จึงสามารถแสดงตัวตนและอัตลักษณ์ของเจ้าของห้องได้ตั้งแต่ก่อนถึงทางเข้าห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหาร ส่วนพื้นที่ห้องนอนโฟกัสด้วยคอนเซ็ปท์ “Life” ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใช้ในการพักผ่อน นอกจากนี้ห้องน้ำยังใช้ทองแดงเป็นวัสดุตกแต่งเพื่อเชื่อมโยงกับการออกแบบภายนอกของโครงการที่ Phillippe Starck วางไว้

“ณัฐนรี จีระมณีมัย” และ วรรณฉวี ลิขิตรัตน์” เผยถึงความรู้สึกในการคว้าชัยชนะในครั้งนี้ว่า นับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากสำหรับพวกเราทุกคนก่อนจะก้าวสู่วงการนักออกแบบจริง ๆ เพราะได้ทดลองทำงานที่เป็นงานจริงๆ มีโจทย์ มีลูกค้า ทำให้เราได้เห็นว่าลูกค้าคิดอย่างไร ซึ่งเวลาลูกค้าคอมเมนท์ก็จะแตกต่างจากเวลาอาจารย์ อีกทั้งโจทย์ก็มีความท้าทายเพราะ KHUN by yoo inspired by Starck ได้ถูกวางแนวคิดการออกแบบหลักโดย Phillippe Starck นักออกแบบระดับโลก เลยทำให้เราได้เรียนรู้ว่าดีไซเนอร์ระดับโลกเขาคิดอย่างไรและจะสร้างสร้างค์งานไปในทางไหนที่จะต่อยอดความคิดหลักได้จนออกมาเป็นคอนเซ็ปท์ Life Lab ที่ดึงความเป็น Industrial ออกมาตีความว่าในยุคอุตสาหกรรมมีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆออกมาตลอด เมื่อบวกกับที่ค้นคว้าคาแรกเตอร์ของย่านทองหล่อที่มีสีสันมีไดนามิคตลอด รวมทั้งชื่อการแข่งขัน Limitless Contest จึงมาเป็นการออกแบบที่สะท้อนการไม่มีขอบเขตและขีดจำกัด ทำให้ผู้อาศัยสามารถเล่นกับพื้นที่ในห้อง และคิดค้นการใช้ชีวิตที่แปลกใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งเชื่อว่าสามารถสื่อสารได้ตรงใจถึงบุคลิคและอินไซต์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายโครงการ หลังจากนั้นเราจึงกำหนดแบบกันว่าจะเลือกใช้กระเบื้องสีขาวและไม้ ที่สามารถสื่อถึงความเป็นชีวิต แล้วดีไซน์พื้นที

สำหรับวางเฟอร์นิเจอร์ของ Starck ที่จะมาเป็นหัวใจหลักของพื้นที่แห่งให้โดดเด่น ซึ่งการที่มีเวลาเพียงแค่เดือนกว่า ๆ อีกทั้งทั้งคู่ต้องเดินทางไปต่างประเทศทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะการบริหารเวลา การแบ่งงาน สรุปแผนงานต่าง ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีที่เราสนิทกันเลยทำงานร่วมกันได้ดี การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่างานออกแบบไม่ใช่แค่งานเท่ๆ แต่ต้องมองว่าเป็นงานที่จะช่วยพัฒนาศิลปะของการใช้ชีวิตของคน ดังนั้นในอนาคตเมื่อพวกเราก้าวสู่โลกการทำงานเต็มตัวก็จะไม่หยุดคิดสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ทั้งวงการออกแบบและสร้างความสุขให้คนอยู่อาศัย  พวกเราขอขอบคุณแสนสิริและ DM HOME และคณะกรรมการมาก ๆ ที่ให้โอกาส และถ่ายทอดความรู้และแนวคิดให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา

น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ จากแสนสิริและ DM HOME สามารถติดตามข่าวสารข้อมูลได้ที่ www.sansiri.comและ dmhome.com

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287522

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

พระราชทานเพลง, สลายสรีธาตุ, ประกาศสัจธรรม, ปัญญานันทมหาเถระ, 13 กรกฎาคม, ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ, สง่า สุภโร, แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก

“5 พฤศจิกายน 2560 พระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม ด้วยดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์”

       วันนี้ (13 กรกฎาคม) ที่พิพิธภัณฑ์พระพรหมมังคลาจารย์ (ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จัดแถลงข่าวเรื่อง “5 พฤศจิกายน 2560 พระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรมด้วยดอกไม้ใจ แทนดอกไม้จันทน์” โดย พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ กล่าวว่า พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) เป็นที่รู้จักและกล่าวขานท่านในนาม หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ประจักษ์ ในฐานะพระนักเทศน์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรมใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา ผู้ที่รับฟังจะเกิดความซาบซึ้งและสามารถนำพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติให้เกิดความสงบสุขในชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานและเป็นหนทางสู่มรรคผลได้ ท่านเคยร่วมเผยแผ่พระพุทธศาสนากับพระโลกนาถ ชาวอิตาลีไปถึงประเทศพม่า และได้ศึกษาปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านพุทธทาสที่วัดสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้ร่วมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนามาแต่บัดนั้น

        ต่อมาจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 ปี ท่านได้เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม เทศน์ทุกวันอาทิตย์และวันพระ และเผยแผ่ธรรมเชิงรุกด้วยการออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง เขียนเรื่องราวและหลักธรรมลงหนังสือพิมพ์อีกด้วย จากนั้น ท่านจึงรับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เมื่อ พ.. 2503 เป็นต้นมา ทำให้วัดมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ท่านจึงเป็นประหนึ่ง “แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก” ผู้วางรากฐานวิธีคิดและวิธีปฏิบัติให้แก่ศาสนาทายาท ทั้งการปฏิรูปพิธีกรรมให้ห่างจากความงมงาย เหลือเพียงแก่นธรรมที่แท้จริง

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)

        หลักการใหญ่ที่ท่านสอนชาวพุทธอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “ คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดี” และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะครั้งแรกในพระราชทินนามว่า พระปัญญานันทมุนี เมื่อปี พ.. 2499 ครั้นเมื่อ พ.. 2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏในพระราชทินนามที่ พระพรหมมังคลาจารย์ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณทิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จำนวน 9 แห่ง และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) มรณภาพเมื่อวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลา 09.00 . ณ โรงพยาบาลศิริราช อายุ 96 ปี5 เดือน พรรษา 76

       พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่หลวงพ่อปัญญาฯ ละสังขาร เมื่อวันที่ 10ตุลาคม 2550 สร้างความสูญเสียต่อทั้งวงการศาสนาและสังคมไทย คงเหลือไว้ซึ่งคำสอนและแนวปฏิบัติที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจสู่การปฏิบัติของเหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ในโอกาสพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาพระราชทานเพลิงศพ ในเวลา 17.30 . และในวันนั้นเหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันแสดงการเป็นธรรมทายาท ด้วยการปฏิบัติบูชา

       พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) กล่าวต่อไปอีกว่า งาน “สลายสรีรธาตุ ประกาศสัจธรรม ด้วยดอกไม้ใจแทนดอกไม้จันทน์” ทางวัดได้มีการเตรียมการไว้ 3 ระยะ คือระยะที่ 1 ได้ดำเนินโครงการที่ถือเป็นดอกไม้ใจ จำนวน 111 โครงการ เช่น การปฏิบัติบูชาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 Big Cleaning Day, 10 ตุลาคมมหาทานเบิกบานใจ แจกถุงยังชีพแก่ประชาชนชาวนนทบุรี จำนวน 6 อำเภอ 3,000 ครอบครัว เป็นต้น ระยะที่ 2ระหว่าง 10 ตุลาคม 2559 – 10 ตุลาคม 2560 ได้สืบสานปณิธานหลวงพ่อ ภายใต้โครงการ    “หลวงพ่อปัญญานันทมหาเถระ แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก” โดยยึดความเรียบง่าย ประหยัด ประโยชน์ ถูกต้องตามธรรมวินัย เช่น การเข้าวัดวันอาทิตย์ใกล้ชิดพระศาสนา

       ระยะที่ 3 ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2560 ภายใต้โครงการ “หลวงพ่อปัญญานันทมหาเถระกับพระธรรมทายาท” ให้ทุกคนได้ประพฤติธรรมด้วยการตัดส่วนเกิน เจริญส่วนขาดและเดินตามพุทธโอวาทในธรรมทายาท ซึ่งหลวงพ่อปัญญาฯ พูดเสมอว่าคนตายต้องเกิดประโยชน์กับคนเป็น ดังนั้น ถึงแม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปแต่อุดมการณ์และปณิธานของหลวงพ่อจะไม่เปลี่ยน

ดอกไม้ใจที่พูดถึง คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนร่วมกันทำประโยชน์ ตามความถนัดของแต่ละคนเพื่อถวายหลวงพ่อ ซึ่งหมายรวมถึงดอกไม้จันทน์ที่เป็นส่วนหนึ่งของดอกไม้ใจ แต่อยากเห็นดอกไม้ใจเกิดขึ้นทุกวันไม่ใช่เฉพาะ 10 วันสุดท้าย ที่จะสลายสรีรธาตุเท่านั้น และแม้สรีรธาตุของหลวงพ่อจะสลายไปแล้ว แต่ความเป็น แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก คือการประกาศสัจธรรม ซึ่งเป็นตัวแทนของหลวงพ่อจะยังคงอยู่ที่พวกเราชาวพุทธจะต้องช่วยกันรักษาไว้” เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์กล่าว

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

ดร.รุ่ง แก้วแดง

      ดร.รุ่ง แก้วแดง ประธานกรรมการคณะดำเนินงานพระราชทานเพลิงศพฯ ฝ่ายฆราวาส กล่าวว่า ในวันสลายสรีรธาตุ คาดว่าจะมีพระสงฆ์ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมประมาณ 30,000 คน ดังนั้น ทางวัดจึงได้จัดเตรียมสถานที่ ปรับภูมิทัศน์เพื่อรองรับคนจำนวนมาก รวมถึงการสร้างอาคารจอดรถ จำนวน 700 คัน โดยผู้เข้าร่วมงานและพุทธศาสนิกชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความเรียบง่ายเป็นระเบียบ และเกิดการเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิตคือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และดับกิเลสในใจจากความ รัก โลภ โกรธ หลง จากงานศพด้วยความถูกต้องตามธรรมวินัยและนำไปปฏิบัติ ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือและเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนของหลวงพ่อปัญญาฯ มาร่วมกิจกรรมที่วัดจัดขึ้นด้วยการปฏิบัติบูชาและร่วมเตรียมงานในพิธีพระราชเพลิงศพ โดยพร้อมเพรียงกัน

สลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรมสลายสรีธาตุ ประกาศสัจธรรม

 

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

Published December 12, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/287498

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

พะเยา, โรงกลั่น, สุรา, 3 มาตรการ, มาตรการ 3 ม, สคล

พะเยา ผนึกกำลังคุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน ลดจำนวนจาก 270 โรง เหลือแค่ 160 โรง นายกฯ ชู “พะเยาโมเดล” ใช้ “3 มาตรการ” กฎหมาย ปกครอง สังคม

        ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนลงพื้นที่ ต.ห้วยแก้ว และต.ดงเจน อ.ภูกามยาว จ.พะเยา ตรวจสอบโรงงานกลั่นสุราชุมชน ร้านจำหน่ายสุรา และการใช้มาตรการด้านกฎหมายแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ จ.พะเยา ที่ผ่านมาในทั่วประเทศมีโรงงานผลิตสุราชุมชน 3,800 ราย ครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่มีความชุกการดื่มสุราสูงสุดของประเทศถึงร้อยละ 39.43 ในขณะที่ จ.พะเยา มีผู้ลงทะเบียนผลิตสุราเสรี 242 ราย เป็น โรงกลั่นผลิตสุรา เช่น กระแช่ สาโท ไวน์ และสุราขาว 28, 30, 35, 40 ดีกรี

จากการที่รัฐบาลได้เอาจริงจังกับการแก้ปัญหาสุราผิดกฎหมาย ทั้งในด้านการจัดตั้งโรงงาน การชำระภาษี และการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรงงานผลิตสุราชุมชนที่ลักลอบผลิต และจำหน่ายสุราแบบไม่ติดแสตมป์หรือสุรานอกระบบ เป็นสุราเถื่อนที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อการบริโภค โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นประธานแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสุรากลั่นชุมชน  สำหรับพื้นที่พะเยา คณะทำงานฯ ได้ร่วมกับที่ทำการปกครองจังหวัดพะเยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสรรพสามิตจังหวัด  ที่ทำการปกครองอำเภอ สถานีตำรวจภูธร ทำการสุ่มตรวจสอบโรงงานสุรากลั่นชุมชนในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน แก้ปัญหาสุราเถื่อนในพื้นที่

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

       นายเกรียงไกร เตชะวรางกุล ปลัดอำเภอ สังกัดที่ทำการปกครองจังหวัดพะเยา คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานติดตามตรวจสอบมาตรฐานโรงงานสุรากลั่นชุมชน และร้านค้าจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน   จ.พะเยา เพื่อร่วมดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดพะเยาในการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายพะเยาต้องไม่เป็นจังหวัดที่มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับ 1ของประเทศ โดยนำ “มาตรการ 3 ม.” ได้แก่“มาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางปกครอง และมาตรการทางสังคม” มาใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน จากที่มีโรงกลั่นเหล้ามากถึง270 โรง ปัจจุบันเหลือแค่ 160 โรง เป็นความสำเร็จที่นายกรัฐมนตรี ยกให้เป็น “พะเยาโมเดล”” และได้ขอให้จังหวัดอื่นนำกรณีศึกษานี้ไปเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือจากประชาชนตามแนวทางประชารัฐและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

          นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ในขั้นตอนการดำเนินงานในการตรวจสอบโรงกลั่นสุรา จะใช้แนวทางออกตรวจทุกเดือนครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ  ซึ่งจะเน้นการแนะนำให้เป็นไปตามสุขลักษณะ การใช้ภาชนะรองรับที่ถูกต้อง และการตรวจสอบอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งจากการเข้มงวดดังกล่าว ทำให้สามารถลดจำนวนโรงกลั่นที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจาก 270 โรงงาน เป็น 160 โรงงาน โดยมีแนวทางปฏิบัติ คือ สั่งให้แก้ไขเรื่องสิ่งแวดล้อม ภาชนะบรรจุ สั่งพักใบอนุญาต และยกเลิกใบอนุญาต

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย การจัดให้มีการชิงโชคชิงรางวัล รวมทั้ง การดื่มในสถานที่ต้องห้ามตามกฎหมายและในสวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งมาตรการที่ทางคณะทำงานใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยเน้นการตรวจเตือน แนะนำก่อน และมีการบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ชุดปัจจุบัน จะมีการกำหนดแผนงานเพื่อการออกตรวจร่วมกันเดือนละครั้ง 9 ครั้ง ซึ่งได้ร่วมกันออกตรวจมาแล้วเป็นเวลา 2 เดือน

คุมเข้มโรงกลั่นสุราชุมชนต้องมีมาตรฐาน

ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า จากการร่วมขับเคลื่อนและผลักดันการแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา มาตั้งแต่ปี 2556 จนสามารถจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จ.พะเยา ได้สำเร็จ ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีกลไกการทำงานที่เชื่อมประสานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ อย่าง หน่วยงานปกครอง ท้องถิ่น สรรพสามิต และภาคประชาสังคม ร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นทิศทางเดียวกัน และมีความต่อเนื่อง ทั้งการสร้างค่านิยมใหม่ไม่ดื่ม การผลักดันนโยบายสาธารณะใหม่ การกวดขันบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ และมาตรการชุมชนหรือสังคมที่กำหนดขึ้นเองตามบริบทของพื้นที่ ทำให้สามารถลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจ.พะเยาเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศที่ทำได้สำเร็จ ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ แก้ปัญหาเป็นจุดๆ เป็นเรื่องๆ แต่ไม่ได้ทำครอบคลุมรอบด้านเหมือน จ.พะเยา ทั้งนี้ สคล. จะเตรียมถอดบทเรียนการทำงานของ จ.พะเยา เพื่อนำไปต่อยอดขยายผลการทำงานให้พื้นที่อื่นๆ ได้ศึกษาและเรียนรู้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนต่อไป

%d bloggers like this: