ถอดรหัสปริศนามหายันต์ “อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา”ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  “อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา”ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  "อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา"ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา13 มิถุนายน 2563 – 00:00 น.

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  “อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา”ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี Fb : Akeakkee Ake


          หากใครสนใจเรื่องราวของพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองเวทย์ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ก่อนเสียกรุงฯในปี 2310 ย่อมไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ พระอาจารย์ธรรมโชติ หรือเดิมชื่อ โชติ เพราะว่ามีเอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ท่านคือ พระเกจิอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมคนสำคัญในการช่วยเหลือชาวบ้านบางระจัน ในการทำศึกกับพม่า  
 

          มีข้อมูลว่า ขณะบวชได้ฉายาทางพระว่า “ธรรมโชติรังษี” พื้นเพเป็นชาวเมืองสุพรรณ ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย บวชเรียนแล้วจำพรรษา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ วัดเขาขึ้นหรือเขานางบวช ท่านมีความรู้ด้านวิชากสิณ ด้านวิชาอาคมที่แก่กล้า ด้วยทั้งพรรษาและวิชาต่างๆที่ได้ศึกษาฝึกพร่ำร่ำเรียนมา ใครเห็นล้วนแต่เกิดศรัทธา

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  "อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา"ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา

เหรียญพระอาจารย์ธรรมโชติ ค่ายบางระจัน ที่สร้างพร้อมกับเนื้อผงใน พ.ศ. 2520

          พระอาจารย์ธรรมโชติ ตามประวัติเดิม พำนักอาศัยอยู่ ณ วัดเขานางบวช ต่อมาชาวบ้านบางระจันได้อาราธนานิมนต์ไปพำนักอยู่ ณ วัดโพธิเก้าต้น เมืองสิงห์บุรี ด้วยเหตุที่พระอาจารย์ธรรมโชติมีวิทยาอาคมสูง และได้ลงวิทยาอาคมกับผ้่ประเจียด ตะกรุดพิสมร แจกจ่ายให้กับนักรบชาวบ้านค่ายบางระจัน เพื่อให้คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด กำบังตัว
 

          ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ในหนังสือไทยรบพม่าว่า พระอาจารย์ธรรมโชตินั้นได้หายสาบสูญไปหรือจะมรณภาพในเวลาเสียค่ายแก่พม่าหรือหนีรอดไปได้หาปรากฏไม่หลักฐานไม่ 
   

          แต่ตามความเชื่อและตำนานท้องถิ่นของชาวเมืองสุพรรณบุรี เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อค่ายบางระจันมีทีท่าว่าจะแตก ลูกศิษย์ใกล้ชิดพระอาจารย์ธรรมโชติก็ได้นิมนต์ท่านหลบหนีออกจากค่าย สุดท้ายลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง (ซึ่งไม่มากนัก เพื่อไม่ให้เป็นการแลดูน่าสงสัยแก่ผู้พบเห็นทั่วไป) ได้พาท่านออกมาจากค่ายบางระจัน ชั่วครู่ก่อนค่ายจะแตก แล้วลี้ภัยข้าศึกอยู่ในป่าเขาลำนำไพรจวบจนสงครามสงบจึงกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเขานางบวช 
 

          บ้างก็ว่าหลังจากออกจากค่ายบางระจันมา ท่านก็ไม่ไปหลบอยู่ที่ไหน แต่ขอกลับมาอยู่วัดเขานางบวช วัดเดิมที่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ โดยลูกศิษย์ทำช่องลับไว้ให้ท่านหลบอยู่บริเวณวิหารของท่าน (ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่) ไว้ให้ท่านนั่งเจริญสมาธิกรรมฐาน บำเพ็ญกุศล บำเพ็ญเพียรโปรดแก่เหล่าสรรพสัตว์ วิญญาณวีรชน และชาวบ้านบางระจัน

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  "อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา"ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา

อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา  ผู้เขียนอักขระเลขยันต์ที่พลิกชะตาชีวิตคน

          ท่านมีอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายปี โดยได้รับสมณศักดิ์พัดยศเป็น “พระครูธรรมโชติรังสี” จากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี และท่านได้มรณภาพลงที่วัดเขานางบวชนี้เอง ด้วยโรคชรา เมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ สิริอายุได้ ๘๒ ปี เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จประพาสวัดเขานางบวช เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ดังนี้
 

          “เขานางบวชนี้ เป็นที่ราษฎรนับถือมาก มีกำหนดขึ้นไหว้พระในกลางเดือน ๔ มาแต่หัวเมืองอื่นๆ ก็มาก ใช้เดินทางบกทั้งนั้น ความนี้ย่อมทำให้เรารู้ว่า หลังสงครามไทย-พม่าสงบแล้ว พระอาจารย์ธรรมโชติ น่าจะกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเขานางบวชจริง จนกระทั่งมรณภาพ เพราะเกียรติคุณของท่านประชาชนจึงศรัทธาเรื่อยมา หาไม่เช่นนั้นประชาชนจะศรัทธาด้วยอะไร ถ้าไม่มีใครคนหนึ่งคนใดเป็นหลักให้ประชาชนนับถือ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าพระอาจารย์ธรรมโชติ กลับมาวัดเขานางบวชจริง”
 

          สมัยที่พระอาจารย์ธรรมโชติ ยังมีชีวิตอยู่ท่านได้สร้างพระพิมพ์ไว้หลายประเภท ที่สำคัญคือ สร้างพระพิมพ์ว่านจำปาสักไว้จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ขณะที่ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในนครจำปาสัก ประเทศลาว หลังค่ายบางระจันแตก และสร้างพระพิมพ์ถ้ำเสือไว้จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่วัดเขานางบวช ช่วงระยะเวลาที่ท่านกลับมาอยู่วัดนี้อีกครั้ง หลังจากกลับมาจากนครจำปาสัก ซึ่งพระพิมพ์ถ้ำเสือ ส่วนหนึ่งท่านได้นำไปบรรจุไว้ตามถ้ำต่างๆ ในเขต จ.สุพรรณบุรี เพื่อเป็นพุทธบูชา
 

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  "อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา"ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา

คุณโน อธิสุมงคล นักธุรกิจนำเข้ารถยนตร์จากต่างประเทศกับ อ.ไพโรตน์ 

          มีข้อมูลว่า ในด้านวัตถุมงคลของพระอาจารย์ธรรมโชติ ภายหลังจากท่านมรณภาพแล้ว มีการจัดสร้างขึ้นทั้งที่วัดเขานางบวช จ.สุพรรณบุรีและที่วัดโพธิ์เก้าต้น จ.สิงห์บุรี มีหลายประเภท อาทิ พระผง พระดินเผา รูปหล่อ เหรียญ ฯลฯและรุ่นที่ได้รับความนิยม คือ เหรียญพระอาจารย์ธรรมโชติ ของวัดโพธิ์เก้าต้น พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งได้รับการปลุกเสกจากพระคณาจารย์ชื่อดังหลายท่านในยุคนั้น อาทิ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท, หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี ฯลฯ
 

          ส่วนอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยม คือ เหรียญพระอาจารย์ธรรมโชติ ของวัดเขานางบวช พ.ศ.๒๕๒๐ โดยนายสอน สุทธิสาร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยนั้น มีดำริให้ปรับปรุงวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ได้งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด 200,000 บาท ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วิหารเสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2520 เพื่อเป็นการรำลึกนึกถึง เกียรติคุณของพระอาจารย์ธรรมโชติ ท่านผู้ว่าฯจึงดำริสร้างมงคลวัตถุขึ้น 2 ชนิด คือ เหรียญรูปพระอาจารย์ธรรมโชติและพระเครื่องเนื้อดินเผาศิลปอู่ทองขึ้น เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ ได้มีไว้ใช้สักการบูชา อันเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว สำหรับเหรียญออกแบบโดยกรมศิลปากร สร้างโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ส่วนพระเครื่องออกแบบโดยช่างผู้มีฝีมือเยี่ยมผู้หนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี 
 

          ส่วนผสมและดินที่นำมาสร้างพระเครื่องในครั้งนี้ ได้มาจากกลางใจเมืองทุกจังหวัดในประเทศไทยและดินทุกวัดในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งน้ำพุทธมนต์ ประจำราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ทุกรัชกาล มีการปลุกเสกโดยพระคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือ ศรัทธากันโดยทั่วไป จากพระคณาจารย์หลายจังหวัดซึ่งทำพิธีพุทธาภิเษกปลุกเศกบนยอดเขาวัดเขานางบวช เนื่องจากเชื่อกันว่า เป็นวิหารที่พระอาจารย์ธรรมโชติ พระเกจิอาจารย์ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านบางระจัน ได้เคยมาใช้เป็นที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
 

          ได้อาราธนาพระคณาจาย์มาทำพิธีปลุกเสกมงคลวัตถุที่วัดเขานางบวช เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2520  ซึ่งได้รับการปลุกเสกจากพระคณาจารย์ชื่อดังหลายท่านในยุคนั้นเช่นกัน อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี ฯลฯ ซึ่งเหรียญทั้ง ๒ รุ่นนี้มีประสบการณ์สูงทางด้านมหาอุด แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เป็นที่โจษจันกันมาก

ถอดรหัสปริศนามหายันต์  "อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา"ผู้มาพร้อมสัญญะเก่า จากพระอาจารย์ขมังเวทยุคกรุงศรีอยุธยา

 อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา มอบแผ่นยันต์ให้กับเอก อัคคี เมื่อครั้งไปสัมภาษณ์

 ………
 
          แต่เรื่องราวของพระครูธรรมโชติ กลับมาเป็นที่รู้จักในยุคปัจจุบันอีกครั้ง เมื่ออาจารย์ไพโรจน์ รื่นวิชา นักธุรกิจชื่อดังเจ้าของบริษัทเครือข่ายจำหน่ายสินค้าให้กับสมาชิก,เจ้าของธุรกิจโรงแรม ฯลฯและสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาด้วยการเขียนแผ่นยันต์มหารวยหนุนดวงชะตาให้กับผู้คนที่สนใจ เชื่อมั่นศรัทธาจนเป็นที่รู้จักทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ออกมาเปิดเผยว่า ผู้ที่มาเปิดประตูมิติแห่งความลี้ลับเรื่องการเขียนยันต์ผ่านนิมิต(ความฝัน) ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยสนใจไม่เคยรู้จักเลยก็คือ  ท่านพระครูธรรมโชติ
 

          “ก่อนหน้านี้ราวห้าปี ผมมักจะฝันถึงพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นประจำ เป็นความฝันต่อเนื่องกันทุกครั้ง แม้ว่าจะตื่นขึ้นมาแล้ว พอหลับไปในวันถัดมาก็จะฝันในเรื่องเดิมและเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากฝันครั้งก่อน เหมือนเราชมภาพยนตร์แล้วกดปุ่มสต๊อปไว้แล้วมาเพลย์ต่อ ในความฝันต่อเนื่องกันมายาวนานหลายปี ก็จะบอกเรื่องเล่าเรื่องการเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ ท่านบอกว่า ผมกับท่านเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาในกาลก่อน มีพระอาจารย์ที่เคยร่ำเรียนวิชาด้วยกันมีนามว่า พระอาจารย์เขื่อนเพชร มาจากเขมร และผมเป็นพระภิกษุที่เขียนอักขระเลขยันต์ได้สวยงามเข้มขลังมาก และในฝันท่านบอกให้ผมไปครอบครูกับพระภิกษุไทยที่เดินทางมาจากฝั่งเขมร และในความฝันครั้งสุดท้ายว่า ท่านชื่อว่า พระอาจารย์ธรรมโชติ “
 

          อาจารย์ไพโรจน์ รื่นวิชา  บอกว่า หลังจากที่ตื่นจากฝันครั้งนั้น ท่านก็พยายามไปเสาะหาครูบาอาจารย์จนพบกับพระรูปหนึ่ง ซึ่งสมัยเด็กเคยพลัดหลงเข้าไปในเขมรแล้วได้มีโอกาสบวชเรียนเป็นสามเณรแล้วบวชเป็นพระ ก่อนจะเดินทางกลับมาเมืองไทยและอยู่ที่จังหวัดสระบุรี จึงเดินทางไปหาท่านขอให้ท่านครอบมือให้ หลังจากวันนั้นก็รู้สึกว่า ตนเองก็สามารถเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ ได้อย่างสวยงามลงตัว ทั้งที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน เรียกว่าเปรียบเสมือนเป็น สัญะหรือสัญญาเดิมที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อนให้สามารถทำต่อได้ทันที ไม่ต่างจากคนที่ระลึกชาติได้
 

          “ตัวเองยังรู้สึกตกใจเหมือนคนที่มีความรู้อยู่ในหัว ทันทีที่มีคนเปิดทางให้ ผมก็หยิบกระดาษ A4 ในห้องมาฝึกเขียน เขียนอยู่ไม่กี่วัน ก็ลองเขียนเป็นมหายันต์ น้องเลขาหน้าห้องของผม 2 คนก็บอกว่า พี่มันสวยจริงๆ เดี๋ยวจะซื้อแผ่นแคลวาส ซื้อแผ่นเล็ก ๆ ไม่ได้มีแผ่นใหญ่ เขียนขนาดเท่า 10 คูณ 10 ก็เขียนไว้ตรงกลางเป็นหัวใจ 10 ทิศตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นไปเป็นแผ่นแล้วมันสวยมากๆ  พอเขียนเสร็จให้เขาหยิบเราไปดูไกลๆ เรามองแล้วรู้สึกว่ามันใช่เราเขียนเหรอมันสวยจริงๆ น้องๆ ทุกคนก็เรียกกันมาใหญ่เราอยู่ในองค์กรที่มีคนจำนวนมากทุกคนบอกว่ามันสวยมาก แต่ศักดิ์สิทธิ์มั้ยไม่รู้ จากตำนานความเชื่อ ศิลปะของอักขระ เลขยันต์ที่มีมาแต่โบราณ เพราะเชื่อกันว่าช่วยป้องกัน คุ้มครอง ผู้ที่ได้บูชา สู่อักขระบนผืนผ้านิมิตจากพระอาจารย์ธรรมโชติ โดยอาจารย์ไพโรจน์ รื่นวิชา นักเขียนอักขระเลขยันต์ มหายันต์รวย ปรับธาตุ เสริมดวง ด้านการงาน การเงิน โชคลาภ ความรัก สุขภาพ ค้าขาย เขียนอักขระ จาก วัน/เดือน/ปีเกิด เฉพาะบุคคลเท่านั้น” 
 

          แต่ปรากฏว่าทุกคนที่ได้รับผ้ายันต์ที่ อ.ไพโรจน์ รื่นวิชา เขียนให้ไปชีวิตก็พลิกผันกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน โชคลาภเงินทอง กันทุกคน แม้แต่คุณโน อธิสุมงคล นักธุรกิจนำเข้ารถยนตร์จากต่างประเทศอีกคนหนึ่งที่พบกับความมหัศจรรย์ของผืนผ้ายันต์หนุนดวงเปลี่ยนชะตาชีวิตจนกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ อ.ไพโรจน์ ชื่่นวิชา กล่าวทิ้งท้ายว่า 
 

          “ผมก็ไม่รู้ว่า พูดแล้วจะเชียร์ตัวเองไปหรือเปล่า คนแรกที่เขียนให้เป็นคนขับรถให้ผม ทำงานกับผมเหมือนเป็นเลขขาอยู่หน้าห้อง ปรากฏว่าจากการเขียนที่ผมเขียนยันต์ให้วันนั้นจนวันนี้ 3 ปีแล้ว น้องคนนี้มีเงินประมาณ 100 ล้านได้จากที่เขาไม่มีเงินเก็บเลย “
 

          อาจารย์ไพโรจน์ ยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขียนยันต์ได้เงินเยอะมาก เพราะแผ่นยันต์มีหลายขนาด มีตั้งแต่ราคาแพงถึง 3 ล้านบาท จนถึงราคาเพียงพันกว่าบาท ซึ่งเมื่อได้เงินมาก็จะแบ่งไปทำบุญและบริจาคทานให้กับส่วนรวมเป็นจำนวนมหาศาลเช่นกัน มีทั้งสร้างวิหารให้พระอาจารย์ที่สร้างเสร็จแล้ว 1 หลังสูง 16 เมตรกว้าง 15 เมตรเรียกว่า 16 ชั้น 15 ชั้นดินและสร้างพระพรหม ซื้อที่ดินให้วัด สร้างบ้านให้คนยากจนและร่วมสร้างโรงพยาบาล วัดสมานรัตนาราม ในแต่ละปีทำบุญเยอะมากและแจกเงินให้น้องๆที่ไม่มีทุนการศึกษาในดินแดนทุรกันดารหลายครั้งแล้ว “


          ช่างตรงกับคำกล่าวโบราณจริงๆที่บอกไว้ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จริงๆ”

จับตา…..วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง “หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/432879?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

จับตา…..วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง “หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม”

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

จับตา…..วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง “หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม” คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี

          ผมเชื่อว่า สำหรับนักสะสมพระเครื่องวัตถุมงคลรุ่นใหม่ๆไม่มีใครปฏิเสธความเข้มขลังของพระเกจิอาจารย์แดนใต้อายุกว่า ๑๐๐ ปี อย่างหลวงปู่อิ่ม วัดทุ่งนาใหม่ อย่างแน่นอน เพราะท่านเดินตามรอยพระอริยาสงฆ์รุ่นครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดคือ เปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณาและมีอุเบกขายิ่งนัก โดยส่วนตัวผมเองก็ได้มีโอกาสไปกราบขอพรท่านหลายครั้งและท่านก็เมตตาจารอักขระเลขยันต์ลงบนแผ่นชนวนและปลุกเสกวัตถุมงคลที่ผมสร้างเพื่อช่วยวัดวาอารามต่างๆก็หลายหน อาทิ พระกริ่งอู่ทอง,ไอ้ไข่โคตรรวย วัดบางแพรก ฯลฯ

          เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านและวัดที่ท่านอยู่ที่เสมือนร่มโพธิร่มไทรให้ลูกศิษย์ได้ไปกราบขอพรชมบารมี นั้นคือที่วัดทุ่งนาใหม่ จ.นครศรีธรรมราช ต.ยางค้อม อ.พิปูน

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

หลวงปู่อิ่ม พระเกจิดังแห่งเมืองนคร

          หลวงปู่อิ่ม ท่านเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ปลอด วัดนาเขลียง เคยบวชเมื่ออายุ 21 ปี หลังจากนั้นได้ลาสิกขาไปช่วยพ่อแม่ทำสวน จนเมื่ออายุ 69 ปี ท่านคิดคิดว่าจะบวชอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2527 โดยพระครูเชาวนาภิธาน เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดยางค้อมและ เมื่อ พ.ศ.2536 ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาใหม่ นับเป็นอริยสงฆ์แห่งต้นน้ำตาปี เมื่องคอน อายุ 101 ปี ศิษย์พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขันที่มากด้วยบารมีและวิทยาคม เรื่องราวที่น่าสนใจของวัดทุ่งนาใหม่ คือ เป็นวัดที่มีพระเกจิอาจารย์มากกว่าหนึ่งรูป คือ นอกจากมีหลวงปู่อิ่ม เป็นพระอริยสงฆ์อาวุโสแล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังมี  หลวงตาหลวงเจียม โอภาโส อายุ 102 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาใหม่ รูปที่ 14 อยู่เป็นมิ่งขวัญชาวบ้านอีกด้วย

          หลวงตาเจียมนั้น ท่านใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก เรียนตำราหมอบ้านสมุนไพรจากบิดาตั้งแต่เด็ก อายุ 15 ปี ได้ติดตามพระครูรังสรรค์อธิมุติเป็นเด็กวัดตั้งแต่สมัยท่านอยู่วัดทุ่งหม้าย ช่วงนี้ก็ตามติดไปช่วยพ่อท่านคล้าย ช่วยงานเป็นประจำ จนกระทั่งปี 2480 อายุ 18 ปี ก็บวชเป็นสามเณร ณ วัดยางค้อมโดยพระครูรังสรรค์อธิมุติ

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

 หลวงตาเจียม ศิษย์พ่อท่านคล้าย

          แล้วถือโอกาสมาช่วยพ่อท่านคล้าย สร้างพระอุโบสถวัดทุ้งนาใหม่ และ สร้างถนน สร้างสะพาน ก่อนจะกลับไปปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ต่อ จนปี 2482 ก็ได้ขึ้นผ้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และ เรียนจบนักธรรมและอักขระขอมต่างคาถาต้างๆ จากพระครูรังสรรค์อธิมุต

          ว่ากันว่า เป็นตำราที่พระครูรังสรรค์อธิมุต ได้คัดลอกจดบันทึกมาจากของพระครูกลาย วัดหาดสูง หลังจากนั้นท่านได้มาซ่อมสะพานที่พ่อท่านคล้ายสร้างไว้ ณ วัดทุ่งนาใหม่ และ ตามพ่อท่านคล้ายสร้างถนน สร้างบ่อน้ำและสาธารณประโยชน์มากมาย ในช่วงขณะนี้แหละ ที่ท่านว่า ท่านได้อะไรจากพ่อท่านคล้ายมาก เพราะ เมื่อพ่อท่านแสดงอะไรพิสดารท่านจะต้องเข้าถามตลอด

          ต่อมาชาวบ้านที่ศรัทธาท่านหลวงตาเจียม ก็นิมนต์ท่านมารักษาการเจ้าและดูแลวัดทุ่งนาใหม่ ในปี 2485-2492 ในปี 2492 ได้เกิดเหตุกับท่าน คือ ไม้หมากตกใส่ศรีษะท่าน ไม่มีแผลใดๆ แต่ท่านเกิดอาการสติฟั่นเฟือน จนชาวบ้านต้องรีบพาท่านไปหาพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ พ่อท่านรับตัวท่านไว้ บอกให้ท่านนั่งกัมฐานกำกับสติ โดยก่อนนั่งกัมมฐานให้บริกรรมคาถาว่า “นะมะอะอุ สิวังทุสัง เทวภุมมานัง พรัมมัง” แล้วหลับตาพิจารณา สังขาร เมื่อครบ 3 เดือน อาการก็ดีขึ้นแล้วไปรับการรักษาจากหมอสมพร อีกด้วย เมื่อหลวงตาเจียม หายดีแล้ว เข้ากราบพ่อท่านคล้าย พ่อท่านให้พรท่านว่า” ป่วยหายเอง อายุยืน ภายหน้าแก่ตัวไปมีคุณ ไปให้พรคนนะ พระนะดีสำเร็จ”

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

พระใบฎีกาวิรัตน์  พระนักพัฒนาผู้ใฝ่วิทยาคม

          หลังจากนั้นท่านกลับมาลาสิกขาในปี 2495 เนื่องจากสุขภาพที่ยังไม่สมบูรณเต็มที่ และ เดินทางไปจังหวัดยะลาโดยไม่ได้ตั้งจุดหมาย ก็ปรากฎว่า ไปถึงวัดธารโต พบอาจารย์ท่านเจ้าคุณสุระ เจ้าคุณสุระเห็นที่ท่านก็บอกว่า พ่อท่านเจียมมาแล้วก็อยู่วัดปฎิบัติธรรม นำโยมไว้พระทำบุญ ท่านก็อยู่ปฎิบัติธรรมกับหลวงปู่สุระ 30 ปี จึงเดินทางกลับมานครศรีธรรมราช มาบวชอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน ท่านอยู่แบบสมถะ ไม่บ่นร้อน บ่นหนาว ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง แม้อายุจะล่วงเลย100 ปีมาแล้ว แต่วัตรปฏิบัติทุกอย่างไม่ขาดสาย บิณฑบาตร สวดมนต์ เข้มขลัง สละปัจจัย ค่าน้ำ ค่าไฟ เรียบง่าย สมถะ

          ส่วนพระใบฎีกาวิรัตน์ อิสฺสรธมฺโม รักษาการเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาใหม่ นั้น ท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่บวชเรียนแล้วก็สนใจใฝ่ศึกษา  วิชาอาคมคาถาต่างๆมาจากทวดนุ่ม รัตนี สมัยก่อนโน้นทวดนุ่มเป็นที่พึ่งของชาวบ้านกล่าวกันว่า เวลาของหายผู้คนจะมาหาท่านให้ดูให้แค่ท่านรินเหล้าขาวใส่แก้วก็รู้ได้ทันทีว่าคนลักษณะอย่างไรเอา เอาไปทางไหน และ ได้เรียนรู้ตำราวิชาของทวดแดง ผู้ที่สามารถหายตนเองลงทางรูร่องช่องของบ้านได้

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

เหรียญอิ่ม ไข่ เต่า ที่โด่งดังของหลวงปู่อิ่ม

          เมื่ออายุย่าง 12 ปี พระใบฎีกาวิรัตน์ อิสฺสรธมฺโม ก็ได้บรรชาเป็นสามเณร  ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนปริยัติ วัดมะนาวหวาน ก่อนจะย้ายมาอยู่วัดมะเฟื่องใต้ สมัยหลวงพ่อสนองเป็นเจ้าอาวาส ได้เรียนรู้ตำราพ่อท่านเด้ง อดีตเจ้าอาวาส พร้อมกับเป็นสามเณรนักเทศ

          จนกระทั่ง ปี 2543 มีเหตุต้องลาสิกขา มาเรียนต่อปริญญาตรี และ เมื่อปี 2549 ก็เข้าอุปสมบทอีกครั้ง ณ วัดค้วนส้าน โดย พระครูสุภัทราภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ มาจำพรรษาอยู่วัดราษฎร์บำรุง หรือ วัดคุดด้วน ในอดีต ช่วงที่บวชอยู่นั้น นอกจากเรียนปริยัติจบ นักธรรมตรี โท เอก ตามลำดับแล้ว

          พระใบฎีกาวิรัตน์ อิสฺสรธมฺโม นับว่าไม่ธรรมดา มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนมาก อาทิ พ่อท่านนวล ปริสุทฺโธ วัดไสหร้า ท่านแนะนำให้ยึดหลักวิปัสนาเป็นอารมณ์, พ่อท่านเอื้อม กตปญฺโญ วัดบางเนียน แนะนำการกำหนดจิต กำหนดคาบในการเสกของควบคุมจิตขณะภาวนาคาถาและวิธีดึงลมหายใจมากำกับ ,พ่อท่านสังข์ กตปญฺโญ สอนการนั่งสมาธิให้เข้าถึงยกจิตให้เหนือจิต , หลวงปู่พุ่ม กตปญฺโญ สอนวิชาคาถาอาคมทุกอย่าง เสกหมากเสกพลูเขียนยันต์บอกกัมมฐาน คาถาต่างๆ ซึ่งท่านให้เรียกว่า ทวด เพราะความผูกพันธ์ ต่อกัน,พ่อท่านบุญให้ ปทุโม แนะนำสอนสั่งบอกคาถา สอนเปิดเนตรพระ ผูกข้อมือ ผูกสายเอว

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

หลวงปู่อิ่ม ขณะปลุกเสกไอ้ไข่โคตรรวยให้วัดบางแพรก จ.นนทบุรี

          ที่สำคัญปัจจุบันนี้ มีโอกาสได้รับใช้และ ปฎิบัติ หลวงปู่อิ่ม หลวงตาเจียม แห่งวัดทุ่งนาใหม่ อันเป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสของวัด ยิ่งทำให้ได้เรียนรู้ในศาสตร์วิทยาคมต่างๆเพื่อสะสมสรรพวิชา วิทยาคม ควบคู่ไปกับการทำงานด้านบริหารกิจการสงฆ์ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาสวัดทุ่งนาใหม่  ถือว่าเป็นพระรุ่นใหม่นักพัฒนา ช่วยเหลือชุมชน โรงเรียน งานด้านสงเคราะห์  ซึ่งในขณะนี้ สิ่งที่วัดกำลังเร่งดำเนินการสร้าง คือ ปรับปรุงศาลาการเปรียญ และ สร้างเมรุใหม่ เหตุเพราะ เมรุหลังเก่าใช้งานมานานกว่า 30 ปี เกิดชำรุด……..

เรียกว่า เรียนมาครบเครื่องทั้งหลักการบริหารกิจการงานวัดและสรรพวิชาวิทยาคม ให้สมกับที่ครูบาอาจารย์อาวุโสไว้วางใจ เพื่อให้วัดเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง ยิ่งในระยะหลังๆนี้ผู้คนเดินทางหลั่งไหลไปวัดทุ่งนาใหม่มากยิ่งขึ้นทุกวัน…ทุกวัน เพื่อขอบารมีจากหลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม …..การบริหารกิจการภายในวัด พัฒนาวัดให้แลดูเรียบร้อยสวยงามจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินสติปัญญาของพระนักพัฒนานามว่า “พระใบฎีกาวิรัตน์ อิสฺสรธมฺโม”ไปได้

จับตา.....วัดทุ่งนาใหม่ เมืองคอน  มีวันนี้ด้วยบารมีแห่ง "หลวงปู่อิ่ม-หลวงตาเจียม"

ชาวบ้านไปร่วมงานบุญของวัดทุ่งนาใหม่แน่นขนัดตลอดทุกงาน

หมอเตือนอาการ “ขาอยู่ไม่สุข” กระทบคุณภาพการนอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/432559?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

หมอเตือนอาการ “ขาอยู่ไม่สุข” กระทบคุณภาพการนอน

  หมอเตือนอาการ "ขาอยู่ไม่สุข" กระทบคุณภาพการนอน

เคยสังเกตตัวเองกันมััย ? “ขา-แขน” เหมือนมีอะไรมาไต่ หรือ กระตุก เวลานอน ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นอาการโรค “ขาอยู่ไม่สุข” หมอเตือน ส่งผลต่อสุขภาพการนอนแย่ลง

1 มิ.ย.63  นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขหรือโรค(RLS) RESTLESS LEG  SYNDROME เป็นกลุ่มอาการที่คนไข้รู้สึกว่า มีการรับรู้ผิดปกติบริเวณขา เช่น เหมือนมีอะไรมาไต่ที่ขาร่วมกับบางครั้งมีการกระตุกของขา อาการมักเกิดขึ้นช่วงเอนตัวนอนโดยเฉพาะเวลากลางคืน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าต้องขยับขา ลุกขึ้นเดิน เพื่อลดอาการ ซึ่งอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยต้องตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ความรุนแรงของโรคจะไม่แตกต่างระหว่างคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุและส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึงสองเท่า นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่เป็นโรคไตและผู้ที่มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่าสาเหตุของโรคเกิดจากสารเคมีที่สมองสร้างที่เรียกว่าโดพามีนมีปริมาณน้อยลงโดยอาจเป็นจากภาวะความเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือการได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติ ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยจะได้รับการประเมินภาวะซีด ภาวะการขาดธาตุเหล็ก การทำงานของไต และระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุก่อนเริ่มให้การรักษา ยาที่ใช้รักษาเพื่อเพิ่มสารโดพามีนในกระแสเลือด ลดอาการผิดปกติที่ขาและขากระตุก

ดังนั้นผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองถึงแม้ว่าอาการขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุขดังกล่าวจะเป็นอาการที่ไม่อันตรายแต่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตในการนอนลดลงทำให้นอนไม่หลับ จึงควรควบคุมอาการเพื่อให้คุณภาพชีวิตการนอนดีขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินและพาคนใกล้ชิด มาพบแพทย์ด้วยเพื่อจะได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการรักษา

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/432128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย  เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน โดย เอก อัคค fb:Akeakkee ake

          อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า เหรียญไอ้ไข่โคตรรวย วัดบางแพรก หรือไอ้ไข่ เมืองนนท์รุ่นแรก เนื้อว่านนั้นมีอยู่ ๓ เนื้อ ทั้งหมดใช้มวลสารหลักเหมือนกัน แต่จะผสมต่างกันในบางตัวเพื่อเน้นผลเด่นต่างกัน กล่าวคือ
๑.เนื้อผงสุริยัน-จันทรา องค์พ่อจตุคามรามเทพ
เน้นด้านพลิกชะตา แก้วิกฤติ กลับร้ายกลายเป็นดี เสริมดวงบารมี โชคลาภ วาสนา

๒.เนื้อผงไม้ตะเคียนหลักเมืองนคร ๓๐ เน้นพุทธคุณด้านเสริมดวง สร้างฐานะให้มั่นคง การงานเจริญก้าวหน้า โชคลาภ

          ๓.เนื้อผงดวงเศรษฐี หรือ เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ซึ่งเป็นเนื้อที่ผสมผงพรายกุมารจากหลายสายมากที่สุด เน้นด้านโชคลาภจากการทำมาค้าขาย เสี่ยงโชค เสริมดวง หนุนชะตา เสริมบารมี

          และล่าสุดกลุ่มนักสะสมพระเครื่องรุ่นใหม่ที่นำโดย เต้ย อุตรดิตถ์,อุ้ม กำแพง,โรเบิร์ต ชัยมงคล,บอล เตาปูน,ปู ชัยภูมิ ต่างหันมาพกพาบูชาติดตัวเหรียญเนื้อนี้กันทุกคน

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ

เหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อว่านดวงเศรษฐี (ด้านหน้า)

          แสดงว่า บรรดาเซีนนพระเหล่านี้ ต้องสังเกตเห็นว่า ความโดดเด่นในเนืเอนี้เป๋นพิเศษ……

          ซึ่งความลับก็คือว่า เพราะเนื้อเขียวเหนี่ยวทรัพย์ มีการโรยผงแร่บางไผ่ไว้ต่างหากเน้นโชคลาภเป็นพิเศษ เหมาะกับคนทำมาค้าขาย แร่บางไผ่ชุดนี้ ผมกับคุณอ๊อด สิชล ได้รับมอบจากพระครูเกษมธีรคุณท่านเจ้าอาวาสวัดบางแพรก “แร่บางไผ่” เป็นแร่ที่มีลักษณะเหมือนกับมีชีวิต กล่าวคือแร่บางไผ่สามารถกินอาหาร น้ำคาวปลา เศษเนื้อ ฯลฯ สามารถเลี้ยงไว้ได้และก็สามารถตายได้เช่นเดียวกัน

          ว่ากันว่าถ้าเรานำแร่บางไผ่มาแช่น้ำไว้ จะทำให้แร่บางไผ่อยู่ในสภาพที่มีเนื้อแร่เหล็กอยู่ แต่ถ้านำแร่บางไผ่ขึ้นมาไว้บนบกและตากแดดไว้นานๆ แร่บางไผ่ก็จะตาย..

          ที่สำคัญยิ่งคือแร่บางไผ่นี้มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย คือใน”คลองบางคูลัด จังหวัดนนทบุรี” ท่านได้มาจำนวนพอสมควรและใส่โอ่งเลี้ยงไว้ในห้องที่ปิดลับเฉพาะ การนำมาผสมในวัตถุมงคลชุดไอ้ไข่นี้ ส่วนหนึ่งคุณอ๊อด ได้ผสมลงไปในมวลสารรวมที่ใช้กดพิมพ์ไอ้ไข่ทุกเนื้อ แต่เก็บไว้โรยหลังเนื้อดวงเศรษฐีเป็นพิเศษ

          โดยให้เหตุผลว่า ในความพิเศษย่อมมีพิเศษสุด
โดยเฉพาะพุทธคุณด้าน ดูดโภคทรัพย์ทรัพย์
…….

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ

เหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อว่านดวงเศรษฐี(ด้านหลังโรยแร่บางไผ่)

          คือ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เวลาครูบาอาจารย์ท่านปลุกเสก อธิษฐานจิต ท่านจะกำหนดก่อนว่า เนื้อหามวลสารแบบไหนจะประจุพลังด้านไหนให้โดดเด่นหรือว่าดึงพลังด้านไหนออกมาไว้ด้านนอกสุด ถ้าจะให้เน้นแคล้วคลาดก็จะเสกแคล้วคลาดหลังสุด ถ้าเน้นโชคลาภก็เสกคาถาโชคลาภหลังสุด

          อุปมาเหมือนดั่งหัวหอม ที่จะมีกลีบซ้อนกันทีละชั้นทีละชั้น
การใช้อิทธิฤทธิ์กฤตยานุภาพให้เกิดขึ้นมาในวัตถุมงคลก็เช่นกัน ครูบาอาจารย์ท่านจะใช้อำนาจพุทธมนต์และสูตรคาถาต่างๆ ในการปลุกอักขระเลขยันต์ และการปลุกธาตุทั้ง๔ ดิน น้ำ ลมไฟ แล้วใส่ลมหายใจลงไปในวัตถุธาตุ ซึ่งเรียกว่าเป็นกระบวนการของ วิชามัยฤทธิ์

          จากนั้นท่านจะใช้อำนาจของฌานสมาบัติ หรือนั่งปรกเจริญจิตภาวนาในการสร้างอิทธิวัตถุเช่น, พระเครื่องฯ ให้สมบูรณ์ จะต้องใช้รวมกันทั้งสองวิธีการ กล่าวคือ การนั่งปรก คือการเสจริญภาวนาเข้าฌานสมาบัติ หรือ อัปนาสมาธิ แล้วออกจากฌานลงสู่ อุปจารสมาธิ จึงอธิษฐานให้บังเกิดฤทธิ์แก่วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมานั่นเอง

          เพราะฌานนั้นย่อมเป็นบาทหรืออีกก้าวขั้นหนึ่งของฤทธิ์ดังกล่าวและพระเครื่องฯ ที่ผ่านกรรมวิธีของฌานสมาบัติแล้ว จะเปี่ยมด้วย พลานุภาพ ธรรมนุภาพ สังฆนุภาพ อีกเป็นคุณวิเศษอย่างคงทนมิเสื่อมคลาย
……….

ความลับของเหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี เขียวเหนี่ยวทรัพย์ ทำไมเซียนพระเจาะจงเนื้อนี้เป็นพิเศษ

กลุ่มเซียนพระ คลื่นลูกใหม่แห่งห้างพันธุ์ทิพย์ ที่เชื่อมั่นศรัทธา

ใน “เหรียญไอ้ไข่โคตรรวย เนื้อดวงเศรษฐี”

          เพราะฉะนั้น
ใครมีไอ้ไข่โคตรรวยเนื้อว่านครบทั้ง ๓ เนื้อ ย่อมไม่ธรรมดา
นี่ขนาดเหรียญแจกและทางวัดเปิดให้ทำบุญในราคาเบาๆนะยังขนาดนี้

          ส่วนเหรียญโลหะและองค์บูชา ที่ให้เช่าหาบูชาในราคาที่สูงกว่าก็ย่อมจะมีชนวนโลหะธาตุที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังครับ

“เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์”รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/431626?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

“เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์”รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก

"เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์"รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก

เพชรกลางสวนผลไม้โบราณ”เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์”รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี   Fb :akeakkee ake

          ย้อนหลังไปราวๆ 300 ปี วัดบางแพรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ “วัดละครทำ” ว่ากันว่า…คณะบุคคลที่มาสร้างวัดแห่งนี้เป็นชาวคณะละครรำที่ล่องเรือมา

แต่เนื่องจากวัดตั้งอยู่ริมคลองบางแพรก ในกาลต่อมา จึงมีผู้เรียกชื่อวัดตามชื่อคลองหน้าวัดว่าวัดบางแพรก และจากการไปศึกษาค้นคว้าเอกสารเก่าพบว่า ตามหนังสือทำเนียบคณะสงฆ์  ของกระทรวงธรรมการ พิมพ์เมื่อ ร.ศ.123 (พ.ศ.2448) ก็ได้มีชื่อวัดบางแพรกแล้ว

 

"เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์"รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก

เหรียญหลวงพ่อปัน (ด้านหน้า)

วัดเล็กๆแห่งนี้ในอดีต ถือว่าตั้งอยู่ริมคลองกลางสวนผลไม้   การไปมาสัญจรมีเพียงทางน้ำเท่านั้น ไม่มีถนนหนทางจะมา  ต้องเดินลัดเลาะมาตามคันนา ร่องสวน แต่เป็นทางเดินไปวัดโลลีได้ทางเดียว ในสมัยที่ยังไม่มีถนนเส้นบางกรวย จะไปวัดโมลีต้องเดินผ่านมามาข้ามสะพานไม้ที่หน้าวัดบางแพรก

และที่หัวสะพานฝั่งวัดก็มีต้นพิกุลใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มเงา  ตรงนี้ก็ขึ้นชื่อลือชาว่า ผีดุยิ่งนัก เลยตะวันชิงพลบไปแล้ว ถ้าใครพายเรือผ่านหน้าวัดหรือเดินข้ามสะพานถือว่า ใจถึงพึ่งได้ แถมหลังวัดข้างเมรุ ยังมีต้นตะเคียนใหญ่อีกต้น (ปัจจุบันต้นนี้ยืนตายพรายจึงถูกพลีโค่นมาวางไว้ริมคลองหน้าโบสถ์)

แต่นั่นคืออดีตกาลนานโพ้นมาแล้ว  เพราะหลังจากที่ผ่านสมภารครองวัดมาหลายรูป มาถึงสมัย   ของหลวงพ่อปัน(อาจารย์ของพระอาจารย์มหาธีร์)ความเจริญเริ่มรุกเข้ามา แม้ว่า วัดโบราณแห่งนี้จะเฮี้ยนจะแรงแต่ ท่านก็เอาอยู่ สามารถพัฒนาวัดจนเจริญในย่านนี้มีญาติโยมคหบดีชาวสวนมาอุปถัมป์มากมาย

แต่ต่างยอมรับในวิชาอาคม พุทธาคมของท่าน  เพียงแต่ท่านนิยมสันโดษ ไม่ชอบอวดอ้างเรื่องวิทยาคม  เรียกว่าเป็นเพชรกลางสวนก็ว่าได้ อยู่ในร่มไม้เงาบังเร้นกาย  เพราะถ้าท่านไม่แน่จริง คงไม่สามารถมาครองวัดโบราณนี้   มาได้ยาวนานจนมรณภาพหรอก แต่ด้วยที่ท่านเก็บตัวเงียบ
จนไม่ค่อยมีคนทราบประวัติความเป็นมาของท่าน

 

"เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์"รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก

เหรียญหลวงพ่อปัน (ด้านหลัง)

ท่านเคยอนุญาตให้ออกวัตถุมงคลเพียงไม่กี่รุ่น   นี่เป็นพระเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อปัน อุตฺตโม  ซึ่งสร้างขึ้นในปีพศ.๒๕๒๓ในวาระที่ท่านได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์พัดยศที่“พระครูอุดมนนทคุณ”   เป็นลักษณะทรงเหรียญเสมา เรียบง่ายเข้มขลัง

ด้านหน้าเป็นรูปหน้าตรงของท่าน  จารึกอักษรด้านบน”นะโมพุทธายะ”พร้อมกับคำว่า “ที่ระลึกฉลองสมณศักดิ์พัดยศ พระครูอุดมนนทคุณ (ปัน อุตตโม) ๑๑ พค.๒๓”

ด้านหลังเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระประธานคู่บุญของชาวบางแพรก หรือที่คนเรียกกันว่าหลวงพ่อหิน จารึกอักษรว่า “หลวงพ่อศิลาแรง วัดบางแพรก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี”

ผมส่องแล้ว ยอมรับว่าเป็นเหรียญที่สวยงามไม่แพ้รุ่นใด และทราบมาจากพระอาจารย์มหาธีร์ เจ้าอาวาสปัจจุบันว่าท่านสร้างด้วยสรรพวิชาแห่งพุทธคุณโบราณ ผนวกกับสายวิชาแคล้วคลาดเมตตาคงกระพัน นับเป็นเหรียญที่สร้างในสายเดียวกับเหรียญหลวงปู่เผือกวัดโมลี จ.นนทบุรีและหลวงปู่เกิดวัดมะเดื่อ จ.นนทบุรี สองสุดยอดเกจิคณาจารย์ผู้สร้างตำนานพระปิดตาแร่บางไผ่อันเป็นที่รู้จักของนักสะสมพระเครื่องเมืองไทย

มีเรื่องเล่ากันว่าสมัยก่อน หลวงพ่อปัน จะสร้างวัตถุมงคลจำนวนน้อยมากและไม่ได้สร้างบ่อยซึ่งทุกรุ่นที่สร้างนั้นมีจำนวนน้อย นอกจากเหรียญรุ่นแรกรุ่นนี้แล้วที่ท่านสร้างนั้นจะเป็นในวาระครบรอบอายุเท่านั้น เช่นครบรอบอายุ๗๒ปี สร้างปี ๒๕๓๙ เช่นเหรียญสี่เหลี่ยมรูปนั่ง,รูปหล่อลอยองค์ หรือครบรอบอายุ๘๒ปีเป็นรูปหล่อลอยองค์หรือวาระสำคัญอีก๒รุ่นคือ สร้างพระปิดตาแร่บางไผ่ “ปิดตาหลวงพ่อหิน วัดบางแพรกรุ่น๑” เมื่อปี ๒๕๓๖ หรือสร้างเหรียญเสมา ที่ระลึกซื้อที่ดิน เมื่อปี๒๕๔๓ เท่านั้น

 

"เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์"รุ่นแรกหลวงพ่อปัน อดีตเจ้าอาวาสวัดบางแพรก

พระครูเกษมธีรคุณ เจ้าอาวาสวัดบางแพรก

 

          ปกติท่านจะไม่ค่อยนำมาแจกให้ทั่วไป แต่จะเก็บไว้เงียบๆ ศิษยานุศิษย์ที่ต้องการต้องมาขอกับท่านที่กุฏิเป็นการส่วนตัว ปัจจุบันมีผู้ที่ครอบครองต่างได้รับประสบการณ์หรือต่างได้รับบารมีจากท่านและเล่าสู่กันปากต่อปากถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย จึงไม่แพร่หลายในวงกว้างเพราะเซียนพระไม่รู้

พระเดชพระคุณเป็นพระเถระผู้ปฏิบัติภาวนาอย่างดียิ่ง….ทำให้กำลังจิตของท่านนั้นมากด้วยบารมีและพุทธคุณอย่างยิ่ง ปกติท่านจะมีวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย สมถะ ภาวนาน่าเลื่อมใสเคารพบูชาอย่างยิ่ง   ทั้งงานก่อสร้างเสนาสนะที่ท่านจะลงมือทำร่วมกับพระเณรในวัดอยู่ปกติจนคุ้นชิน  เป็นเหตุให้วัดบางแพรกพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคงและสวยงามจนทุกวันนี้

หลังจากท่านมรณภาพ สังขารของท่านก็เก็บไว้ที่วัดยาวนานถึง๙ ปี จนถึงวันที่๒๗พย.๒๕๕๙ พระครูเกษมธีรคุณ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏีของท่านได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงสังขารของท่าน

และนำเหรียญรุ่นแรกของท่านมาแจกจ่ายให้ญาติโยมที่มา ช่วยงานพระราชทานเพลิงศพจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือพระอาจารย์มหาธีร์บอกว่า “เก็บไว้ใครอยากได้เดี๋ยวเขาก็มาขอเองแหละ เพชรก็คือเพชร วันยันค่ำแหละโยม”

“โรคความดันโลหิตสูง”ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/431154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

“โรคความดันโลหิตสูง”ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

"โรคความดันโลหิตสูง"ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

กรมการแพทย์ ชี้ โรคความดันโลหิตสูงที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด ทำให้เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน

กรมการแพทย์  ชี้ประเด็นโรคความดันโลหิตสูงที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด เช่น เมื่อไม่มีอาการผิดปกติแสดงว่าควบคุมโรคได้ดี หรือ ไม่ควรรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานานเนื่องจากจะทำให้ตับและไตเสื่อม เหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิด

นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  รองอธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ร้อยละ 95 จะตรวจไม่พบสาเหตุ แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงคือ ความอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา รับประทานอาหารเค็ม ไม่ออกกำลังกาย หรือบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 5 มีสาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น โรคไต โรคต่อมไร้ท่อ โรคระบบประสาท การได้รับสารเคมีหรือยาบางชนิด ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (ค่าตัวบน) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว(ค่าตัวล่าง) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการผิดปกติแต่ก็ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้ในระยะยาวเช่นไตเสื่อม โรคหัวใจ และ โรคหลอดเลือดสมอง อาการเบื้องต้นที่พบบ่อย เช่น อาการปวดมึนศีรษะ มักปวดตื้อบริเวณท้ายทอยช่วงเช้าหลังตื่นนอน ถ้าความดันโลหิตสูงรุนแรงอาจมีอาการ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ตามัว เหนื่อยง่าย และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย

 

                                                               "โรคความดันโลหิตสูง"ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ  กรมการแพทย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า  การรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ได้แก่

1. รักษาด้วยการไม่ใช้ยา โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร งดอาหารรสเค็ม รับประทานผัก  ผลไม้  ดื่มน้ำให้พอเพียงและบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำ ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ ฝึกสมาธิ ไม่เครียด ทำจิตใจให้ผ่องใส นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากความดันโลหิตยังคงสูงอยู่ถึงจะใช้วิธีการรักษาด้วยยา

2. รักษาด้วยการใช้ยา ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาด้วยตนเอง และยาลดความดันโลหิตจัดเป็นกลุ่มยาที่มีความปลอดภัยสูงสามารถใช้ต่อเนื่องได้เป็นเวลานานหรือตลอดชีวิต ผู้ป่วยจึงไม่ควรกลัวการรับประทานยาต่อเนื่อง ในทางกลับกันผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดว่าการกินยาต่อเนื่องจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นทำให้ตับหรือไตเสื่อมจึงหยุดยาเองเมื่อไม่มีอาการผิดปกติ โดยไม่รู้ตัวว่ามีความดันโลหิตสูงหลังหยุดยาเนื่องจากไม่มีอาการผิดปกติ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจวาย ไตวาย ผู้ป่วยจึงไม่ควรหยุดยาเอง ยกเว้นเมื่อรับประทานยาแล้วมีความดันโลหิตต่ำ อาการมึนงง หน้ามืด โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นนั่งหรือยืน ควรหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

                                                           "โรคความดันโลหิตสูง"ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

 

                                                        "โรคความดันโลหิตสูง"ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

#กรมการแพทย์   #สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ   #โรคความดันโลหิตสูง  #ผู้สูงอายุ

                                                   "โรคความดันโลหิตสูง"ที่ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิด

ป้องกันภูตผีด้วย…. “ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/430175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

ป้องกันภูตผีด้วย…. “ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ”

ป้องกันภูตผีด้วย.... "ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ"

ป้องกันภูตผีด้วย…. “ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ” คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี   FB:Akeakkee ake

ผมว่าบรรดาพญายักษ์ที่คนไทยเรารักมากที่สุด ไม่มีพญายักษ์ตนใดเกินหน้าเกินตา “ท้าวเวสสุวรรณ”ไปได้เลย เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว “ยักษ์”นั้น ตามความเชื่อของคนไทยเรามักจะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ร้ายไม่ใช่กลุ่มผู้ดี อาจจะเพราะว่า คนไทยเราจำพฤติกรรมของพญายักษ์นามว่า ทศกัณฐ์ ในเรื่องรามเกียรติมาเป็นข้อยุติ เลยสรุปว่า ขึ้นชื่อว่า”ยักษ์”ต้องเป็นตัวร้าย

          นี่เข้าข่าย—ยักษ์ตนเดียวทำเสียไปทั้งเผ่าพงษ์พันธุ์ เข้าทำนอง “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง”นั้นแหละครับ!!!!

          แต่เรื่องจริงที่น่าแปลกคือ มีพญายักษ์ตนหนึ่งผู้ที่นามว่า ท้าวเวสสุวรรณ ที่บอกไปแล้วว่า คนไทยเรารักมาก-ถามว่า รักเพราะอะไร?

แฮ่ม…รักเพราะท่านคือ ราชาแห่งโภคทรัพย์และเป็นพญายักษ์ผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา จะเรียกว่า ท่านเป็นยักษ์ธรรมะธรรมโมก็ว่าได้ ในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ ๓ หน้า ๑๔๓๙ กล่าวถึงท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณเอาไว้ว่า

 

ป้องกันภูตผีด้วย.... "ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ"

 รูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชนมหาปราบ (หน้า)

          “กุเวร-ท้าว พระยายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ มียักษ์และคุยหกะ (ยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์) เป็นบริวาร ท้าวกุเวรนั้น บางทีก็เรียกว่าท้าวไวศรวัน (เวสสุวรรณ) ภาษาทมิฬเรียก “กุเวร” ว่า “กุเปรัน” ซึ่งมีเรื่องอยู่ในรามเกียรติ์ว่า เป็นพี่ต่างมารดาของทศกัณฐ์ และทศกัณฐ์ไปแย่งบุษบกของท้าวกุเวรไป ท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการผิวขาว มีฟัน ๘ ซี่ และมีขาสามขา (ภาพท้าวเวสวัณจึงมักเขียนท่ายืนแยงแย ถือไม้กระบองยาว อยู่หว่างขา) ท้าวกุเวรเป็นโลกบาลประจำทิศเหนือ คนจีนเรียกว่า “โต้เหวน” หรือ “โต้บุ๋น” คนญี่ปุ่นเรียกว่า “พสมอน”…..”

……………

อ่านประวัติแล้วก็น่าเห็นใจท่านนะ เพราะว่าทศกัณฐ์ที่ร้ายจริงๆกับพี่ชายก็ยังแย่งของ!!
กล่าวสำหรับในพระพุทธศาสนานั้นจะเรียกท่านว่า “ท้าวไพสพ”  ในฐานะที่เป็นเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย คือเป็นเจ้ากรมผู้บังคับบัญชาสูงสุดของบรรดาภูตผีทั้งหลายตำแหน่งนี้ถือว่าสำคัญมากและจากนี้ท่านยังมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้ทำหน้าที่คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์

          ตามเอกสารโบราณบันทึกกันเอาไว้ว่า อาณาเขตที่ ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นกว้างใหญ่มหาศาลมาก ยิ่งไปกว่านั้นในคณะจตุโลกบาลทั้ง ๔ อันประกอบไปด้วย “พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก , “พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ “พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตกและท่านท้าวเวสสุวรรณ(ท้าวกุเวส)ผู้ปกครองโลกด้านทิศเหนือนั้นยังควบตำแหน่งหัวหน้าของคณะจตุโลกบาลด้วย!!

 

ป้องกันภูตผีด้วย.... "ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ"

รูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ(หลัง)

              ท่านท้าวเวสสุวรรณ นั้นมี คฑาหรือกระบองเป็นอาวุธ ซึ่งมีฤทธิ์เดชเป็นที่เกรงกลัวของบรรดายักษ์ อมนุษย์ และภูติผียิ่งนัก  พระเกจิครูบาอาจารย์ทั้งหลายตั้งแต่โบราณนานมารวมไปถึงผู้เรืองวิชา มักนิยมนำพระคาถารวมอาวุธของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ มารวมกับคาถาพระพุทธเจ้าแล้วจารจารึกในมีดหมอ  ไม้เท้าครู  หรือใช้เสกหวาย  เสกก้านมะยม เสกโพล เสกว่าน เสกทราย เสกข้าวสาร เสกด้ายมงคลลงลูกประคำ  หรือทำน้ำมนต์สำหรับเฆี่ยนขับผีดียิ่งนัก เรียกว่า พระคาถาอาวุธห้าประการ  สวดว่า “สักกัสสะ  วะชิราวุธัง  ยมมัสสะ  นัยยะสาวุธัง  อาฬะวะกัสสะ  ทุสาวุธัง  เวสสุวัณณัสสะ  คะทาวุธัง  พุทธัสสะ  ธัมมะจักกะวุธัง  อะระหัง  พุทโธ  นะโมพุทธายะ”

ด้วยเหตุที่ท่านท้าวเวสสุวรรณ เป็นเจ้าแห่งอสูร คนโบราณจึงมักทำรูป ท้าวเวสสุวรรณ แขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้มารบกวนได้ รวมทั้งจำหลักรูป ท้าวเวสสุวรรณ ไว้ที่มีดหมอของสัปเหร่อ เพื่อกำราบวิญญาณ  และยังมีผู้พกพารูป ท้าวเวสสุวรรณ หรือทำเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณต่างๆอีกด้วยอีกด้วย

สำหรับเครื่องรางของขลังรูปหล่อจำลองท้าวเวสสุวรรณในอดีตที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการพระเครื่องนั้น  คือ ท้าวเวสสุวรรณสายสำนักวัดสุทัศน์ สร้างโดย พระมงคลราชมุนีหรือพระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์  ยฺติธฺโร) อันเป็นสมณศักดิ์เดิมของท่านก่อนได้รับเลื่อนเป็น “พระมงคลราชมุนี” ท่านคือผู้สืบทอดการสร้างพระกริ่งจากสมเด็จพระสังฆราช (แพ)ที่ถือว่าเป็นอมตะพระกริ่งของเมืองไทย

เหตุของการสร้างรูปหล่อท้าวเวสสุวรรณในคราวนั้น เกิดจากเมื่อครั้งที่ ท่านไปดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถวัดศรีจอมทอง (วัดตีนโนน) อ. พระพุทธบาท  จ. สระบุรี  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านเกิดของท่าน ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ในสมัยนั้น ยังมีความเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องผีปอบ เพราะจะว่าไปแล้วบ้านเมืองในสมัยนั้นโดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกลสระบุรีก็เป็นป่าลึก  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ดำริสร้างรูปจำลองท้าวเวสสุวรรณขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาชาวบ้านไว้เป็นเครื่องรางป้องกันภูติผีต่าง ๆ

ลักษณะของท้าวเวสสุวรรณของท่านพระมงคลราชมุนีจำลองแบบออกมาเป็นรูปยักษ์ยืนถือกระบอง แต่งองค์ทรงเครื่องมีลวดลายชัดเจนสวยงามมาก  โดยเฉพาะลายกระบองจะชัดเจนเป็นพิเศษ ส่วนกระแสเนื้อนั้นท่านได้นำชนวนที่ได้จากการเทพระกริ่งรุ่นก่อนๆ  ที่ท่านเทไว้มาเป็นเชื้อผสมลงไปในเนื้อโลหะ กระแสเนื้อจะออกไปทางเหลืองทอง  มีสนนราคาเช่าหาอยู่ในหลักพันปลาย แต่ถ้าสวยจัด ๆ แบบคมชัดผิวเดิมมีคราบน้ำทองก็ต้องว่ากันเป็นหมื่นกลาง

ป้องกันภูตผีด้วย.... "ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ"

พระครูอรุณธรรมญาน มอบ”ของดี”ให้ผู้เขียนไว้

……………………

แต่ที่ผมอยากจะแนะนำให้ไปเสาะหากันมาไว้พกพาบูชาติดตัวตอนนี้คือ ท้าวเวสสุวรรณ วัดอรุณราชวราราม จัดสร้างโดยท่านพระครูอรุณธรรมญาน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เพราะเท่าที่ได้รับรู้ว่า สรรพวิชาพุทธาคมของท่านไม่ธรรมดาเพราะร่ำเรียนมาจากหลายสำนักทั้งจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่และจากครูฆารวาสจอมขมังเวทย์ รวมไปถึงจากอาจารย์ชินพร สุขสถิตย์ ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดระหารไร่นั้นเอง

องค์หล่อท้าวเวสสุวรรณที่ท่านพระครูอรุณธรรมญานสร้างในปีนี้ หลอมรวมมาจากชนวนโลหะธาตุสำคัญคือ ชนวนช่อพระกริ่งชินบัญชร ลป.ทิม อิสริโก วัดระหารไร่ ,ผงตะไบพระกริ่งปี๑๗ ที่มูลนิธิหลวงปู่ทิมนำมาโรยขุนแผนแสนแสบ ๓.ผงยอดเจดีย์ ๔.ก้านชนวนพระกริ่งวัดสุทัศน์ ๕.แผ่นจารอักขระเลขยันต์ต่างๆที่เรียนมาจากอ.คำมา หงส์ทอง ฆารวาสจอมเวทย์แห่งเมืองช้าง-สุรินทร์ และผงตะไบพระกริ่งชินบัญชร

จะเรียกว่า รูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ สายช่อพระกริ่งชินบัญชรหลวงปู่ทิม ที่เสกกำกับด้วยพระคาถาชินบัญชรมหาปราบ ก็ไม่ผิดปาก!!

ที่สำคัญท่านพระครูอรุณธรรมญาน ปลุกเสกเดี่ยวด้วยพระคาถาครูเวสสุวรรณเรียกว่าคาถาศิษย์บริวาร ซึ่งการปลุกเสกเดี่ยวท้าวเวสสุวรรณในสายวิชานี้จะปลุกเสกโดยการเดินมนต์ตราพระคาถาที่ครูบาอาจารย์ประสิทธิให้ ไม่นิยมให้พระเกจิอื่นๆมาร่วมนั่งล้อมวงปลุกเสก

เพราะสายวิชานี้ถือว่ามีครูเวสสุวรรณและองค์บรมครูท้าวมหาอปรพรหมจะมาเป็นองค์ประสิทธิให้แล้วโดยตรงถือว่าการปลุกเสกเดี่ยวตามพิธีพรหมศาสตร์ ซื่งท่านพระครูอรุณธรรมญานได้สืบทอดจากพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลเจดีย์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์อาวุโสในสายวิชา ผู้ถือคติว่า ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน!

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อซื้อต้นไม้ประดับจัดแต่งพระอารามให้เกิดความสวยงามเพราะเป็นท่องเที่ยวสนองนโยบายพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลเจดีย์เจ้าอาวาสวัดอรุณฯใครอยากได้ไว้บูชาพกพาติดตัวก่อนออกเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อให้ท่านท้าวเวสสุวรรณปกป้องคุ้มครองก็เชิญไปสอบถามกันได้ที่ ศาลาทำบุญข้างพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

ไม่ต้องถามมาที่ผมนะครับ เพราะผมมีไว้กันผี-ตนเดียว

ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ  !!

ไขปริศนา…เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง “หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน” สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/429339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

ไขปริศนา…เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง “หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน” สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง

ไขปริศนา...เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง "หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน" สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง

ไขปริศนา…เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง “หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน” สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี  FB: Akeakkee ake

ผมเคยมีโอกาสไปกราบรูปเหมือนของหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร ที่วัดเชิงเลนหรือวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร ริมถนนจักรวรรดิ กรุงเทพมหานคร

อ่านข่าว…  พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม… ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

เมื่อเอ่ยนามหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร หลายท่านอาจจะเฉยๆ แต่ถ้าใครเป็นนักเลงพระเครื่องหรือนักสะสมเหรียญคณาจารย์ ต้องบอกว่า นามนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะว่า ท่านเป็นเจ้าของเหรียญแห่งตำนานที่ว่ากันว่า เป็นเหรียญที่แพงที่สุดในโลก เพราะ “บอย ท่าพระจันทร์”ออกมาการันตีผ่านสื่อมวลชนว่า สภาพสวยสมบูรณ์ เหรียญเดียว ๓๐ ล้านบาท รับเช่าถ้าใครมี-ยกมือขึ้น(ราคาเมื่อ ๒๕๕๗)!!

 

ไขปริศนา...เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง "หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน" สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง

เหรียญหลวงปู่ไข่ มีรอยจาร 
ภาพจาก”หนังสือประวัติและเกียติคุณหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร” น.๒๓

          เพราะเหรียญรูปเหมือนของท่าน สร้างน้อยมากบ้างก็ว่าสร้างเพียง ๒๖ เหรียญ บ้างก็ว่า ๗๒ เหรียญ(เท่ากับ๖รอบอายุ) ยังไม่มีข้อยุติไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน แต่เป็นมาตราฐานว่าจำนวนไม่เกินนี้แน่นอน และสำหรับหลวงปู่ไข่นั้น นอกจากเหรียญรุ่นแรกของท่านจะโด่งดังอมตะแล้ว ยังมีวัตถุมงคลของท่านที่ติดอันดับอยู่ในชุดเบญจภาคีเหมือนกัน เพราะป๋ายัพ-พยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย เคยบอกว่า เบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก แพงทุกองค์ คือ 1.พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ จ.ชลบุรี 2.พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี 3.พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) กทม. 4.พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี  และ 5.พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด จ. ฉะเชิงเทรา

วันที่ไปทำบุญทางเจ้าหน้าที่วัดฯได้มอบหนังสือปกแข็งชื่อ “หนังสือประวัติและเกียติคุณหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร” ให้ผมหนึ่งเล่มเอาไว้ศึกษาหาความรู้ ซึ่งเป็นหนังสือที่ผ่านการชำระข้อมูลแล้ว พิมพ์ครั้งแรกเมื่องานประชุมเพลิงหลวงปู่ไข่ ในปี ๒๔๗๖ หลังท่านมรณภาพได้ ๑๐๐วันและพิมพ์ครั้งที่๒ เมื่อ๒๕๑๕ ในโอกาสที่ทางวัดทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลย้อนยุคหลวงปู่ไข่ ชุดใหญ่และมาปรับปรุงต้นฉบับใหม่อีกครั้ง เป็นเล่มที่ผมได้รับมอบมาในปี ๒๕๔๘ โดย พระเทพปริยัติสุธี เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร จัดพิมพ์เดือนพฤศจิกายน

 

ไขปริศนา...เหรียญที่แพงอันดับหนึ่ง "หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน" สุดยอดพระเครื่องแห่งเมืองกรุง

เหรียญรุ่น ๒ อยู่ในตลับพร้อมใช้อย่างดี ที่วัดยังเพียบ

 

          ในเล่มนี้ระบุข้อมูลเอาไว้ชัดเจนว่า 
” เหรียญหลวงปู่ไข่ เป็นรูปเหมือนของท่านนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรเฉวียงบ่า พาดผ้าสังฆาฎิคาดรัดประคดอก มีตัวอักษรว่า “อินฺทสโรภิกขุ”ซึ่งเป็นฉายาของท่าน เนื้อสำริดออกเหลือง ท่านสร้างไว้แจกลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ลักษณะจะเป็นเหรียญรูปไข่ ขนาดกว้าง ๒.๖ เซ็นติเมตร ส่วนวงรียาวประมาณ ๓.๕ เซ็นติเมตร มีหูห่วงเชื่อมตะกั่ว ส่วนด้านหลังเรียบมีรอยจารด้วยเหล็กแหลมลงอักขระยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ “นะโมพุทธายะ”

          นี่แหละครับ  จึงทำให้กลายเป็น“ของดีที่หลายคนมองข้าม”ไปอย่างน่าเสียดาย

          ถ้าถามว่าเรื่องความหายากและราคาเช่าหานั้น-เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร ๒๔๗๒(แต่บอย ท่าพระจันทร์บอก ๒๔๗๓) หายากและแพงมานานแล้วและขอบอกว่าของเก๊-ของเลียนแบบ มีจำนวนมากมายมหาศาลนับล้านเหรียญที่สำคัญเป็นเหรียญที่ไม่สามารถจัดอยู่ในชุด เบญจภาคีเหรียญคณาจารย์ยอดนิยมได้ เพราะเนื่องจากมีจำนวนน้อยและหายากมากถึงมากที่สุด

          สำหรับชุดเหรียญเบญจภาคี ประกอบด้วย เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ(อยุธยา),เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม(สมุทรสงคราม),เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม(เพชรบุรี),หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า (ชัยนาท),หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง(บางขุนเทียน กรุงเทพฯ) ซึ่งทั้งห้าเหรียญ ถือว่าเป็นสุดยอดเหรียญเบญจภาคียุคเก่า แต่แม้ว่าจะหายาก ว่ากันว่ายังพอหาได้มีหมุนเวียนในตลาดนักสะสม

          เพราะการจะยกย่องให้เป็นสุดยอดเหรียญเบญจภาคีนั้น จะต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม,พุทธคุณ,พุทธศิลป์,ราคาเช่าหาและที่สำคัญคือ การวนเวียนเหรียญในตลาดนักสะสม ซึ่งทั้ง๕ เหรียญมีครบถ้วนแต่สำหรับเหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน อย่างที่บอกว่า หมดสิทธิ์ เพราะข้อสุดท้ายคือไม่มีวนเวียน!!

          เพราะถ้านำเหรียญหลวงปู่ไข่ ไปจัดอยู่ในชุดเบญจภาคี ต่อให้ใครมีครบ๔ เหรียญก็ยังขาดเหรียญที่๕ คือ เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน อยู่ดี เพราะความสบายใจของทุกฝ่ายและเพื่อให้การเล่นหาสะสมมีอนาคต จึงมีการตัดเหรียญของหลวงปู่ไข่ออกมา เช่นเดียวกับสมัยก่อนนั้น เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม ไม่ได้อยู่ในชุดเบญจภาคี แค่เหรียญที่อยู่ในชุดคือ เหรียญหลวงปู่ขาว วัดหลักสี่  แต่เพราะความหายากมากๆเลยต้องตัดออกไปแล้วเอาเหรียญหลวงพ่อคง เข้ามาแทน

          เหรียญหลวงปู่ไข่ เหรียญจริง-เหรียญแท้ คนที่นำมาโชว์อยู่บ่อยๆผ่านสื่อมวลชนทั้งหลายก็เห็นจะมีแค่ไม่กี่ท่าน หนึ่งในจำนวนนั้นคือ “บอย ท่าพระจันทร์” เซียนพระร้อยล้านเท่านั้นเอง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า น่าจะมีหลงเหลืออยู่ไม่น่าจะเกิน๑๐ เหรียญ เพราะผ่านกาลเวลามายาวนานและคนในสมัยก่อนก็ไม่ได้สะสมเพื่อผลประโยชน์ อาจจะมอบให้ลูกหลานไป ทำสูญหายไปหรือเวลามีงานหล่อพระพุทธรูปก็หย่อนลงไปในเบ้าหล่อมเลยก็มี ฯลฯ

          อาจจะด้วยเหตุผลสารพันนี้จึงทำให้เหรียญรุ่นนี้ที่สร้างน้อยอยู่แล้วยิ่งมีน้อยลงไปอีก!?!

          เขา ยังเคยอธิบายเอาไว้ว่าปกติแล้ว ถ้าเป็นเหรียญวงรีรูปทรงไข่ การสร้างเหรียญตั้งแต่ปี ๒๔๖๐- ๒๔๘๐ ประมาณ๙๘% จะเป็นเหรียญชนิดหูเชื่อม แต่ความพิเศษของเหรียญหลวงปู่ไข่รุ่นนี้ แม้จะสร้างในปี ๒๔๗๓  กลับเป็นเหรียญหูในตัว ในกรณีการสร้างเหรียญปั๊มข้างกระบอก ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่มีการสร้างในหลักร้อยเหรียญขึ้นไปการผลิตเหรียญรุ่นนี้ เป็นเป็นเหรียญข้างเลื่อย ชนิดหูในตัว (เหรียญที่เลื่อยเผื่อหูสำหรับเจาะรูภายหลัง โดยเหรียญและหูเชื่อมทำมาพร้อมๆ กัน) ส่วนที่มาเข้าใจกันว่า เป็นเหรียญหูเชื่อม ถ้าเชื่อตามข้อมูลในหนังสือชื่อ “หนังสือประวัติและเกียติคุณหลวงปู่ไข่ อินฺทสโร”  )

          ผมสันนิษฐานเอาเองว่า ถ้าเช่นนั้นจริงคงเป็นเพราะเซียนรุ่นเก่าผู้เก๋าประสบการณ์คงไม่อยากเปิดเผยจุดสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นได้ว่า เซียนต้องการซื้อเก็บไว้เอง หรือไม่ก็อาจจะมีความรู้เรื่องเหรียญไม่มากพอ

          เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน จึงเป็นเหรียญในตำนาน ที่ใครได้ครอบครองถือว่า เป็นสุดยอดของคนเล่นพระเหรียญอย่างแท้จริง

          เอาน่า…ขอปลอบใจว่า แต่ถ้าใครไม่คิดมาก นิมนต์รุ่น ๒ ไปเก็บไว้พกพาบูชาติดตัวก็ได้ แนะนำไปไปเช่าที่วัดฯเพราะเห็นยังมีให้เช่าบูชาอยู่ในราคา ๕๐๐บาท เป็นเหรียญที่สร้างปี ๒๕๑๕ แต่ว่าทุกวันนี้ยังมีไม่ขาดวัดเพราะสร้างไว้ ๗๓,๐๐๐ เหรียญ มีพระเกจิ ๕๖ ร่วมพุทธาภิเษก เอาน่า-เข้มขลังอยู่แล้ว!!

          ส่วนรุ่นแรกจะหากันไปทำไม…มีไม่เกิน ๗๒ เหรียญ แถมปลุกเสกเดี่ยวอีกต่างหาก…แหะ แหะ(พวกองุ่นเปรี้ยวชัดๆ-ฮา)

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม… ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/428495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม… ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม... ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม… ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล คอลัมน์…  ตามรอยตำนานแผ่นดิน   โดย…  เอก อัคคี

          เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชเพื่อพาลูกชายไปหาคุณหมอและก่อนกลับก็แวะไปที่ศิริราชมูลนิธิ เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับทางโรงพยาบาลเพื่อร่วมสร้างอาคารหลังใหม่ที่ต้องระดมทุนอีกจำนวนมหาศาล

ทางมูลนิธิฯก็มอบของที่ระลึกให้มาหนึ่งชิ้น ปรากฏว่า เป็นพระเครื่องครับ

นี่คือ พระของขวัญเนื้อผงสีขาว ที่เรียกกันว่า พระของขวัญวัดปากน้ำ รุ่น ๑๒๐ปี โรงพยาบาลศิริราช ออกมาครั้งแรกในปี ๒๕๕๑ 

ส่องดูแล้วก็งามจับตา เนื้อหามวลสารก็แน่นหนึบดีขาวนวลสวยงามมาก

กล่าวสำหรับพระของขวัญวัดปากน้ำ นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งพระเครื่องที่ได้รับความนิยมมายาวนาน เป็นพระผงองค์เล็กๆ ที่หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อสด เจ้าของตำรับเคล็ดวิชาธรรมกาย ท่านได้สร้างขึ้น มีทั้งหมด ๓ รุ่น ด้วยกัน คือ รุ่น ๑ รุ่น ๒ และรุ่น ๓

 

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม... ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

 

          เรื่องแปลกแต่จริงคือพระของขวัญแต่ละรุ่นที่หลวงพ่อท่านสร้างขึ้นมานี้ ว่ากันว่าหลวงพ่อท่านไม่ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกแต่ประการใด แต่ท่านกระทำให้สำเร็จขึ้นมาด้วยวิธีทำสมาธิภาวนา ตามหลักวิชาธรรมกาย

          แต่ปรากฏว่าพระของขวัญของหลวงพ่อสด จึงมีพุทธคุณ มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง

สำหรับเหตุผลที่หลวงพ่อสดท่านได้สร้างพระของขวัญขึ้นมาก็เพื่อจะมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้ที่มาทำบุญเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างโรงเรียนพระประยัติธรรมของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

          พระของขวัญ รุ่น ๑ นั้นสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ซึ่งเท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์   โดยที่หลวงพ่อสดได้ปรารถว่าต้องการที่จะรวบรวมจตุปัจจัยที่ได้ในการนี้ นำมาเพื่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม

 

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม... ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

 

          โดยได้ริเริ่มกดพิมพ์ขึ้นเมื่อประมาณกลางเดือน ๗ก่อนเข้าพรรษาหนึ่งเดือน   เมื่อกดพิมพ์พระเสร็จแล้วก็ได้เริ่มทำพิธีบรรจุพุทธานุภาพตามหลักวิชาธรรมกายด้วยตัวของท่านเองตลอดพรรษา คือในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑รวมสามเดือน และได้เริ่มแจกในวันแรม ๖ค่ำ เดิอน ๑๑ ปีเดียวกัน ในวันคล้ายวันเกิดของท่าน ณ อุโบสถ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

จากนั้นหลวงพ่อสดได้ทำการแจกเรื่อยมา จนกระทั่งหมดลง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗

ท่านผู้รู้บอกผมว่า พระของขวัญรุ่นแรกนั้นมีทั้งหมด๑๐ พิมพ์ จะมีความกว้างประมาณ ๑.๔ ซม. ยาวประมาณ ๒ ซม.   และความหนาประมาณ ๔-๕ มม. พุทธลักษณะทั่วไปเป็นพระนั่งสมาธิราบ ปางปฐมเทศนา องค์พระนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม พระหัตถ์เบื้องขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) มีลักษณะจีบนิ้วคือ พระดัชนี (นิ้วชี้) กับพระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่มือ) จดกันเป็นวงกลม พระหัตถ์เลื้องซ้ายวางเหนือพระเพลา (ตัก) ข้างซุ้มทั้งสองด้านมีเส้นม่านเป็นขึดๆ เรียงตามแนวราบ เป็นลำดับลงมา ฐานเป็นบัวคว่ำ-บัวหลายสองชั้น ด้านหลังองค์พระพิมพ์เป็นอักขระขอม อ่านว่า ธรรมขันธ์

          ส่วนมวลสารสำคัญของพระของขวัญรุ่นแรก คือมีส่วนผสมหลายอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นดอกมะลิแห้งซึ่งบดละเอียด, เส้นเกศาของหลวงพ่อ และผงวิเศษที่หลวงพ่อทำขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมอื่นๆ  โดยได้นำเอาส่วนผสมต่างๆ มาโขลกตำจนละเอียดเข้ากันดีแล้วจึงได้นำมาพิมพ์ แม้ในรุ่น๒ และรุ่น ๓ก็ใช้กรรมวิธีเดียวกันและพระของขวัญวัดปากน้ำรุ่นแรกนี้ มีทั้งชนิดที่เคลือบทาเชลแล็ก และทั้งชนิดที่ไม่ได้เคลือบทา แต่ส่วนมากจะไม่ได้เคลือบทาไว้ และพระที่เคลือบทาเชลแล็กในรุ่นนี้ ถึงจะมีบ้างก็ส่วนน้อยเท่านั้น

          กล่าวสำหรับการที่ทางโรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ) และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วงได้จัดสร้างพระผงวัดปากน้ำ รุ่น “ศิริราช ๑๒๐ ปี เป็นของขวัญขึ้นมาถือว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะได้ของดีที่มีพุทธคุณตามแบบฉบับของพระของขวัญ วัดปากน้ำแล้วได้บุญกุศลแรง

 

พระของขวัญวัดปากน้ำ ๑๒๐ ปี รพ.ศิริราช ของดีที่ไม่ควรมองข้าม... ได้ทั้งพุทธคุณและบุญกุศล

 

          เพราะปัจจัยนำไปสร้างอาคารผู้ป่วย  ซึ่งมีด้วยกัน ๒ เนื้อ คือ พระของขวัญเนื้อผงสีขาว

ผสมมวลสารสำคัญคือ ผงมวลสารดอกมะลิ ตามแบบฉบับของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และพระของขวัญเนื้อผงสีเขียว   ผสมมวลสารเกสรดอกไม้ ตามแบบฉบับหลวงพ่อสดวัดปากน้ำและมีส่วนผสมจากผงจิตรลดา ,ผงพระพุทธเมตตาและผงพระพุทธคุณที่ใช้จัดสร้างพระเนื้อผงสมเด็จศิริราช ๑๐๐ ปี

          ทำบุญที่โรงพยาบาลศิริราชตอนนี้ได้พระเครื่องของขวัญที่มีเจตนาสร้างดี ช่วยคนป่วยคนเจ็บ รับรองว่าได้บุญแรงจริงๆนะครับ!!

เหรียญแจกแม่ครัว “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” ใครมีไว้ไม่มีอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/427684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_knowledge

เหรียญแจกแม่ครัว “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” ใครมีไว้ไม่มีอด

เหรียญแจกแม่ครัว "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" ใครมีไว้ไม่มีอด

เหรียญแจกแม่ครัว “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” ใครมีไว้ไม่มีอด คอลัมน์… ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี FB : Akeakkee ake

หลายปีก่อนผมกลับมาไปกราบแม่และขอรื้อหิ้งพระแม่ในฐานะอภิชาติบุตรจะทำอะไรต้องขออนุญาตก่อน ท่านพยักหน้า ผมเลยไปเจอเหรียญเหี้ยนๆเหรียญนี้ “เหรียญพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” 

 

เหรียญแจกแม่ครัว "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" ใครมีไว้ไม่มีอด

 

          ผมเอาผ้าเช็ดฝุ่นออกแล้ว ถามแม่ว่า ทำไมเหี้ยนอย่างนี้ล่ะ แม่หัวเราะก่อนจะบอกว่าก็สมัยก่อนเป็นแม่ค้าขายปลาในตลาดสด มีคนเขาให้บอกว่าเป็น เหรียญพ่อท่านคล้ายแจกแม่ครัว ใส่ตะกร้าเงินทำมาค้าขายแล้วจะดี เงินทองไม่ขาดมือมีกินมีใช้ไม่มีอด แม่เลยพกพาบูชาติดตัวบ้าง,ใส่ตะกร้าเงินบ้าง เสียกสีนานปีเข้าเลยเหี้ยนสึกหรอหมดแล้ว

พอได้ยินอย่างนั้นผมเลยขอท่านว่าอยากเก็บไว้บูชาติดตัว จะได้เหลือกินเหลือใช้เหมือนแม่ แกหัวเราะร่วนเลยรีบออกตัวว่า เอ็งคิดว่าแม่รวยรึไง….

แหม…เข้าทางโจรเลย ผมรีบยิงตรงว่า ไม่รู้ว่ารวยหรือเปล่า จนกว่าจะยกมรดกให้โน่นแหละถึงจะรู้ ว่าแล้วเราสองแม่ลูกก็หัวเราะกันตาหยีตามประสาคนรู้ทางกัน…555 ก็ท่านเป็นแม่ผมนี่ครับจะไม่รู้ไส้รู้พุงลูกชายคนโตคนนี้ได้ไง(ฮา) ท่านรู้ว่าผมพูดเล่นครับเรื่องมรดกสมบัติ-แต่เอาจริง(ฮาอีกที)

……………………………..

ผมมาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและสอบถามท่านผู้รู้ในวงการพระเครื่อง จนได้ความว่า เหรียญพ่อท่านคล้าย รุ่น แจกแม่ครัว ถือเป็นพระเครื่องยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งในสายของพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ เทวดาเมืองนครฯ

สร้างขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๐๒ ด้วยเหตุที่ว่า ในสมัยนั้นวัดสวนขัน อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราชที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น เริ่มมีชาวบ้านได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่รอบๆวัดสวนขันเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการขยายตัวของครัวเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีการสร้างบ้านมาติดต่อกับพื้นที่ของวัด เรียกว่าบ้านล้อมวัดกันแล้ว

ทางคณะกรรมการวัดสวนขันจึงได้ประชุมหารือกัน และได้สรุปแนวคิดที่จะก่อสร้างกำแพงวัดพร้อมซุ้มประตูบอกชื่อวัด เพื่อกั้นอาณาเขตวัดให้เป็นสัดส่วนแยกจากบ้านเรือนของชาวบ้าน หลังจากที่ประชุมหารือกันจนได้ข้อสรุปแล้ว จึงได้เข้าขอความเห็นชอบจากพ่อท่านคล้ายซึ่งท่านก็ได้อนุญาต ชาวบ้านจึงได้เรี่ยไรปัจจัยต่างๆแล้วนำไปซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ตลอดจนช่วยกันก่อสร้างกำแพงวัดพร้อมซุ้มประตูบอกชื่อวัดสวนขัน จนแล้วเสร็จประมาณกลางเดือน ๔ หรือเดือนมีนาคม

 

เหรียญแจกแม่ครัว "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" ใครมีไว้ไม่มีอด

 

          ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๐๒ ทางกรรมการวัดและชาวบ้านจึงได้มีการจัดงานฉลองกำแพงวัดขึ้นพร้อมกันกับวันสรงน้ำทำบุญครบรอบวันเกิดอายุครบ ๘๓ ปี ของพ่อท่านคล้ายไปด้วยในคราวเดียว

          ในวาระพิเศษอย่างนี้จึงได้มีการแจกเหรียญวัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนของพ่อท่านคล้ายขึ้นมาด้วย  ซึ่งจัดสั่งมาโดยแม่ชีเขมร อภัยวงศ์ แม่ชีผู้อุปัฏฐากพ่อท่านคล้าย เพื่อต้องการจะแจกให้แก่ชาวบ้านที่มาร่วมงานและมาประกอบอาหารการกินต่างๆ โดยเหรียญดังกล่าวจัดสั่งปั๊มมาจากกรุงเทพ จำนวนประมาณ ๒,๐๐๐  เหรียญแล้วมอบให้พ่อท่านคล้าย ปลุกเสกเดี่ยว จนท่านพอใจแล้วจึงนำมาแจกให้กับคนที่มาร่วมงาน

 

          ปรากฏผู้ที่ได้ไปครอบครองก็เจอประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านการทำมาค้าขายเมตตามหานิยมถึงว่า ฉมังนัก เป็นเหรียญที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในเมืองนครศรีฯและจังหวัดใกล้เคียงนิยมเสาะหากันมาก

จนเหรียญแจกแม่ครัวโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะชื่อก็เป็นโภคทรัพย์อยู่แล้ว แจกแม่ครัว…แสดงว่ามีกินไม่มีอด เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นพ่อครัวแม่ครัวที่ไหนอดอยากปากแห้งสักคน เพราะทำไปกินไป ของดีๆก่อนจะปรุงเลี้ยงแขกเหรื่อ แหม…ก็ต้องเก็บไว้หน่อย พุงปลา,จำปีตีนวัว,โคนหาง,เนื้อกระพุ้งแก้มหมู ฯลฯ

 

เหรียญแจกแม่ครัว "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" ใครมีไว้ไม่มีอด

 

 

เมื่อเป็นมงคลอย่างดีด้านการทำมาหากิน คนก็ต้องการกันมาก จากเหรียญแจกฟรี ราคาก็มีเพิ่มขึ้นจนแพงหลายหมื่น ทุกวันนี้เลยมีเหรียญปลอม-เหรียญเลียนแบบออกมาไม่น้อย ผมไปสอบถามจากผู้รู้หลายท่าน ต่างมีความเห็นตรงกันว่า วิธีดูเหรียญพ่อท่านคล้าย รุ่นแจกแม่ครัว ปี2505 วัดสวนขัน ของแท้นั้น มีข้อสังเหตุดังนี้

คือบริเวณพื้นเหรียญจะเห็นเส้นวิ่งจากขอบเหรียญมาบริเวณกลางเหรียญค่อนข้างชัดเจน สำหรับเหรียญเก๊จะไม่มี สำหรับด้านหลังเหรียญ ลักษณะเส้นยันต์ปั๊มได้คมชัดเป็นแท่งมีเหลี่ยมมีมุม สำหรับเหรียญปลอมนั้นจะไม่เป็นแท่งครับ

ซึ่งผู้ที่ชี้จุดตายของเหรียญรุ่นนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจคือ คุณอ้น หาดใหญ่ คุณอ้น บอกว่าเราควรที่จะรู้ว่ารูปแบบและธรรมชาติของเหรียญแท้นั้นเป็นอย่างไร จุดสำคัญคือ

 บริเวณคอหูเหรียญแท้ จะมีลักษณะเว้าคอคอด ในขณะที่เหรียญปลอม คอหูเหรียญตั้ง

กรณีนี้ใช้ดูเหรียญหลวงพ่อคลิ้งรุ่นโกหว่าได้เหมือนกันครับ(แต่ เอ้ โพสพอกไปแบบนี้ เดี๋ยวพรรคพวก เอาไปแก้ไข ก็ต้องระวังกันหน่อยนะครับ) และเนื้อบริเวณหูเหรียญด้านหลังของปลอม ก็ไม่แน่น รอยเจาะหูมาด้านหลัง ก็ไม่ปลิ้น แบบของแท้ครับ

          เส้นสายจากการปั้มเหรียญของแท้ เห็นชัดเจน ของปลอมจะไม่มี
ตัวหนังสือ ยันต์บางจุดของปลอม ดูคล้าย แต่ไม่เหมือนสักทีเดียว
ก้อนเนื้อในหูด้านซ้าย ของปลอมใหญ่กว่าของแท้ ที่ดูเล็ก และตื้น
เนื้อทองแดง ของปลอม ดูหมอง กว่าของแท้ ราวกับว่า คุณภาพทองแดงด้อยกว่าและถ้าเป็นเหรียญแท้ไม่ผ่านการใช้ มักจะมีผิวไฟระเรื่อ ๆ ทุกองค์ มากน้อยแล้วแต่การเก็บรักษา

…………………….

แต่จะมาดูจากเหรียญของผมไม่ได้นะครับ เพราะว่า ของผมเป็นเหรียญที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ความเค็มของเหงื่อแม่ค้าอย่างแม่ผมกัดกร่อนจนร่อนสึก ซึมเข้าไปในอณูของเนื้อหนังแม่ผู้ให้กำเนิดผมและเป็นผู้ที่เคารพศรัทธาพ่อท่านคล้ายอย่างสุดหัวใจ

          ความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของเหรียญรุ่นนี้ สำหรับผมไม่มีคำบรรยายใดๆที่จะลึกซึ้งเท่ากับความจริงที่ปรากฏตรงหน้า แม่ผมจากแม่ค้าขายปลาเข่งเล็กๆเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน มาวันนี้ ท่านมีกิจการมากมายอยู่ดีกินอร่อย ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งก็เพราะบารมีเหรียญแจกแม่ครัวนี่แหละครับ!! 

          (ปล.ผู้ที่สนใจจะสึกษา เรื่องราวประวัติและเหรียญพ่อท่านคล้าย หาอ่านในหนังสือ “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์”เรียบเรียงโดย ธรรมยุทธ  ธนสารสมบัติ  สนพ.นาครมีเดีย จัดพิมพ์)

%d bloggers like this: