education

All posts tagged education

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364844

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

เอสเอ็มอี ออนไลน์

โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

5 สถาบันการศึกษาได้ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดโครงการเอสเอ็มอี ออนไลน์ ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด ดิจิทัล ทู โกลบอล ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์สากล ผ่านอี-มาร์เก็ตเพลส ชั้นนำระดับโลกและระดับภูมิภาค

โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานและตะวันออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ โดยในปี 2562 จะเชื่อมโยง อี-คอมเมิร์ซ เพื่อชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 50,000 ราย เตรียมพร้อมสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ไม่น้อยกว่า 100,000 ผลิตภัณฑ์ และสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 640 ล้านบาท

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและความรู้ RMUTT Innovation & Knowledge Center ที่จตุจักรศูนย์กลางเชื่อมโยงนวัตกรรม องค์ความรู้และงานวิจัยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ออนไลน์ เรียนรู้การทำธุรกิจออนไลน์ เป็นเรื่องการค้าของประเทศ ขายของได้สร้างพลังและแนวทางยกระดับเอสเอ็มอีของไทย
โดยปีนี้ได้ส่งเสริมผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มที่ยังไม่ได้ใช้ออนไลน์ในการทำธุรกิจ ยังไม่รู้จักการทำธุรกิจออนไลน์ มหาวิทยาลัยเข้าไปให้ความรู้นำนวัตกรรม งานวิจัยเข้าไปช่วยเหลือนำไปสู่การขายสินค้าบนโลกออนไลน์ 2.กลุ่มที่มีสินค้า มีความรู้แต่ยังไม่ได้มีตลาดออนไลน์ กระตุ้นให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้การทำตลาดออนไลน์อย่างมีระบบ และ 3.กลุ่มที่มีสินค้ามีตลาดออนไลน์แต่ไม่สามารถขายสินค้าได้ ส่งเสริมการขายออนไลน์ให้มีคุณภาพ มีตลาดมากขึ้น

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

ดันเอสเอ็มอีสู่ออนไลน์ 15,080 ราย     

2 ที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำตลาดออนไลน์กว่า 37,000 ราย เตรียมความพร้อมในการถ่ายภาพสินค้าและจัดทำรายละเอียดสินค้ากว่า 67,000 ผลิตภัณฑ์ และสามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้กว่า 5,000 ร้านค้า และสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการกว่า 240 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะต่อยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการก่อนหน้านี้ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 15,080 ราย ไม่น้อยกว่า 30,000 ผลิตภัณฑ์ สร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท โดยมุ่งพัฒนาสินค้าให้เป็นสินค้าพรีเมียมและมุ่งพัฒนาตลาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้ขายเฉพาะในประเทศ
เตรียมเอสเอ็มอีแบบก้าวกระโดด
ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า มธ.จะนำองค์ความรู้ที่มีในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งนวัตกรรม งานวิจัยมาให้คำแนะนำผู้ประกอบการ โดยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด จะทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจชุมชนสามารถจัดสินค้าสู่ในโลกออนไลน์ที่สามารถค้าขายได้และก้าวสู่ระดับประเทศ สากล ผ่านการเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาสินค้า วิเคราะห์ความเสี่ยง ต้นทุน ช่วยหาตลาด ปูพื้นฐานที่สำคัญก็จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้อย่างก้าวกระโดดได้” อธิการบดี มธ.กล่าว

  ต่อยอดสู่ตลาดออนไลน์สากล
สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการปีนี้ คือการต่อยอด ส่งเสริม และพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้แนวคิด ดิจิทัล ทู โกลบอล  โดยมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการพร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์ระดับสากล ผ่าน e-Marketplace เช่น Amazon และ Alibaba ขายสินค้าไปทั่วโลก Far-e ขายตลาดจีน Kha-leang.com ขายตลาดเวียดนาม กัมพูชา และพม่า เป็นต้น ดังนั้นความร่วมมือกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำในการเปิดอบรมให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความพร้อมในการแข่งขันโลกดิจิทัลทั้งระบบ

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

นอกจากนั้นยังได้บูรณาการความร่วมมือกับ 14 แห่ง เพื่อสนับสนุนและมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ Lazada Shopee Thailandmall Inwmall Tarad.com Priceza และ Wongnai เป็นต้น

ติดตามและสมัครเข้าร่วมโครงการกับหน่วยงานร่วมในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ http://www.smeonline.info Facebook: SMEONLINE BY OSMEP และแอพพลิเคชั่น SME CONNEXT

ขายออนไลน์รายได้เพิ่ม3เท่า 
สมบัติ พรเจริญ หรืออ้วน อายุ 52 ปี จากกลุ่มแปรรูปปลาตราชู อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ที่เข้ารับการอบรมการทำตลาดออนไลน์กับมทร.ธัญบุรี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม เล่าว่า ปกติขายหน้าร้านและขายตามงานโอท็อปต่างๆ หลังจากได้รับคำแนะนำให้ลองเปิดขายทางไลน์กลุ่ม และในเพจเอสเอ็มอี ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากปกติที่ขายได้หลักหมื่น เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะชาวบ้านสามารถค้าขายได้ผ่าน อี-มาร์เก็ตเพลส  ได้อย่างสะดวกสบาย ผู้ซื้อโอนเงิน และจากนั้นรอบรับสินค้า ทำให้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายและมีรายได้เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดีต่อกลุ่ม เอสเอ็มอี เป็นอย่างมากก็ว่าได้
อ้วนเติบโตมาในครอบครัวที่รุ่นเตี่ย ทำปลาตอนแรกรับซื้อปลาสดไปขาย ต่อมาก็แปรรูปปลาขาย อ้วนเริ่มมาทำเป็นธุรกิจของตัวเองเมื่อปี 2546 มีกลุ่มที่รวมตัวกันประมาณ 15 คน ช่วยกันทำปลาแปรรูปขาย มีหลากหลายชนิดทั้งปลาช่อน ที่ขึ้นชื่อก็ปลาช่อนแม่ลา ปลาดุก ปลารากกล้วย ปลาหลด ทุกชนิดนำมาแปรรูปและส่งขายตามลูกค้าสั่ง ถ้าในช่วงที่มียอดขายเพิ่มมากก็จ้างคนในพื้นที่มาช่วยทำปลาเพิ่มวันละ 200 บาท เพื่อให้ส่งลูกค้าทันตามเวลา

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

“จากเดิมที่ไม่รู้จักการขายออนไลน์ ไม่มีเพจ พอเข้ารับการอบรมก็มีความรู้เกี่ยวกับการค้าออนไลน์เบื้องต้นทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการขายทาง อี-มาร์เก็ตเพลส เฟซบุ๊ก ไลน์  ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ต่างๆ อาทิ เทคโนโลยี รู้จักการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ความรู้เกี่ยวกับการโปรโมทสินค้า ในอนาคตก็สามารถต่อยอดสินค้าในตลาดสากล อาทิ Amazon Alibaba eBay เป็นต้น รวมทั้งส่งต่อตลาดต่างประเทศได้ ถือเป็นการยกระดับการค้าขายที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน” อ้วนกล่าว
อย่างไรก็ตามหัวใจของการค้าขายออนไลน์ ผู้ขายจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ด้วยการบอกข้อมูลและส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามที่สั่งซื้อทุกประการ

Advertisements

“นพ.กิติศักดิ์” ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364780

“นพ.กิติศักดิ์” ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

ศดรนพประสิทธิ์ วัฒนาภา,แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61,รพปัว

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

“คนกรุงเทพฯ อาจขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมากกว่าคนในพื้นที่ชนบท เพราะการเดินทางของคนในต่างจังหวัด น่าจะเข้าถึงการรับบริการที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่เร็วกว่าและค่าใช้จ่ายจำนวนน้อยกว่า” นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

“นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ” ผอ.รพร.ปัว จ.น่าน คว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี 2561 จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ คนที่ 45 เผยจากลูกจีนโพ้นทะเลพ่อสอนให้สำนึกคุณแผ่นดิน ยึดหลักทรงงานในหลวง ร.9 มุ่งมั่นพัฒนาคนพื้นที่นานเกือบ 30 ปี ดูแลทั้งคนไทย-ลาว ระบุหัวใจหลักของการเป็นแพทย์ต้องเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าเงิน เดินต่องานสร้างสำนึกชุมชน “รพ.ของเรา” ห่วงปัญหาระบบสาธารณสุข จำเป็นต้องลดช่องว่างความต้องการ-ความจำเป็น
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานงานแถลงข่าว “ประกาศผลและมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561” ว่าสำหรับแพทย์ดีเด่นในชนบทประจำปี 2561 คณะกรรมการได้คัดเลือกให้ นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ปัว อ.ปัว จ.น่าน เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประจำปี 2561 โดยเป็นแพทย์ที่มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านบริหาร รักษาพยาบาล และการพัฒนา จากผลงานของท่านที่มีรางวัลเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท่านเป็นผู้บริหารองค์กร เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปลูกฝังวัฒนธรรมการพัฒนาแก่บุคลากรและประชาชนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

อ.นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561 กล่าวว่า คณะกรรมการมีการพิจารณาคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหาร มนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความใฝ่รู้ในวิชาการ ความเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งระยะเวลาในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในชนบทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช ในที่สุดได้คัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทคนที่ 45 ที่ใช้ชีวิตรับราชการเป็นแพทย์อยู่ใน จ.น่าน ตั้งแต่จบการศึกษามาจนถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำกระบวนการมาตรฐานการบริการสุขภาพระดับชาติมายังพื้นที่ห่างไกลภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณที่ส่งผลต่อการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยชาวไทยเท่านั้น ยังมีเพื่อนบ้านชาวลาวในพื้นที่ที่ติด จ.น่าน อยู่ในโซนที่ยากจนที่สุดของลาวเข้ามารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือรักษาเหมือนประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกันด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

  0 พ่อสอนให้สำนึกคุณแผ่นดิน 0
นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ปัว อ.ปัว จ.น่าน กล่าวว่า การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่ใช้สิ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่เป็นเกียรติของชีวิตและทีมงานซึ่งตนเป็นเพียงตัวแทนมารับรางวัลในฐานะนำทีมเท่านั้น รางวัลนี้เป็นกำลังใจและสร้างพลังใจให้พวกเราในการทุ่มเททำงานเพื่อคนปัวและคนน่านต่อไป เพราะในพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอีกมาก การทำงานในพื้นที่ชนบทมีงานอีกมากและตั้งใจจะทำงานที่น่านจนเกษียณอายุราชการในอีก 6 ปีข้างหน้า และแม้เกษียณก็จะทำงานต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนน่านและเชื่อมั่นทีมงานทุกคนมีความมุ่งมั่นให้บริการประชาชนด้วยความปราถนาดีต่อผู้ป่วยเต็มกำลังความสามารถ

นพ.กิติศักดิ์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เมื่อปี 2533 ตัดสินใจเลือกสมัครเข้าทำงานที่โรงพยาบาลใน จ.น่าน ซึ่งอดีตยังนับว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดารมาก โดยก่อนที่จะเดินทางไปทำงานได้พูดคุยกับเตี่ยที่เป็นคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ท่านสอนว่าให้รักในหลวงมากๆ ทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ถือเป็นการสำนึกและตอบแทนคุณแผ่นดินทั้งสิ้น จึงน้อมนำหลักในการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตเสมอมา

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

ตลอดการทำงานในพื้นที่มาเป็นเวลาถึง 29 ปี นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า ได้รับโอกาสในชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากคนใน จ.น่าน มากมาย อาทิ เรียนรู้ว่า การทำงานกับชุมชนเวลาที่เหมาะสมคือ “เวลาของชาวบ้าน ไม่ใช่เวลาของเรา” ต้องไปในช่วงเวลาที่ชาวบ้านว่างจากงานต่างๆ โอกาสจากปูชนียบุคลหลายท่านใน จ.น่าน ที่คอยให้คำแนะนำชี้แนะ และโอกาสจากทีมงานในความร่วมไม่ร่วมมือในการดูแลและบริการประชาชน ซึ่ง อ.ปัวจะอยู่ใกล้แขวงไชยบุรีของสปป.ลาว จึงมีประชาชนชาวลาวข้ามฝั่งมารับบริการอยู่เสมอ รพร.ปัวจึงต้องให้บริการดูแลรักษาทั้งคนไทยและคนลาวด้วย แม้บางครั้งจะเก็บค่ารักษาจากชาวลาวได้เพียง 15% หรือไม่ได้เลย ก็จะต้องรักษาเพราะหัวใจของการเป็นแพทย์ที่สำคัญต้องเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าเงิน แม้ว่ารพร.ปัวจะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองแบบที่เรียกว่า “ตั้งต้นก็ติดลบแล้ว”

    0 พลิกวิกฤติการเงินรพ.0
นพ.กิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า รพร.ปัว เป็นโรงพยาบาลขนาด 125 เตียง เป็นแม่ข่ายรับการส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นเขตจ.น่าน ตอนเหนือ มีประชากรในความรับผิดชอบ 45,000 คน การได้รับจัดสรรงบประมาณที่อิงตามจำนวนประชากร สถานะการได้รับงบจึงอยู่ในแบบตั้งต้นก็ติดลบแล้ว ทำให้สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลอยู่ในวิกฤติระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับแย่ที่สุดหลายปี กระทั่งมีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่าจะเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายอย่างไรได้บ้าง โดยให้แต่ละส่วนงานไปคิดว่าอยากจะช่วยโรงพยาบาลอย่างไร

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

แนวทางที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ร่วมคิดแทนการสั่งให้ทำนั้น จะเกิดการหวงแหนความคิดและยึดถือที่จะทำให้ได้จริง ส่งผลให้เกิดประสิทธิผลและสามารถคุมรายจ่ายได้จริง ปัจจุบันสถานะการเงินของโรงพยาบาลอยู่ในระดับ 2-4 ซึ่งจะให้เป็นระดับ 0 คงยากเพราะเงินไม่พอมาตั้งแต่ต้น แต่สามารถมีเงินดูแลรักษาประชาชนและจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทุกเดือน

สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป นพ.กิติศักดิ์ บอกว่า ร่วมกับทีมงานกำหนดเป้าหมายอย่างหนึ่งในการทำงานที่สำคัญ คือจะต้องสร้างความรู้สึก “รพ.ของเรา” ให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้านในชุมชนให้ได้ เนื่องจากหากชาวบ้านรู้สึกเช่นนี้แล้วจะทำให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลโรงพยาบาลด้วย เพื่อให้บุคลากรดูแลพวกเขาด้วยเป็นการเกื้อกูลกัน โดยพยายามบอกชาวบ้านเสมอว่าเจ้าหน้าที่มาอยู่ที่โรงพยาบาลไม่นานก็ต้องย้าย แต่ชาวบ้านจะอยู่กับโรงพยาบาลตลอด

  0ระบบสาธารณสุขต้องลดช่องว่าง0
นพ.กิติศักดิ์ สะท้อนมุมมองต่อระบบสาธารณสุขในปัจจุบันว่าอยู่ที่ช่องว่างความต่างระหว่างความต้องการและความจำเป็น ซึ่งยังมีความห่างเกิดขึ้นอย่างมาก จึงต้องลดช่องว่างให้ได้มากที่สุด รวมถึงเรื่องการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นในการเข้ารับบริการสาธารณสุข เพราะปัจจุบันคนจะมีความต้องการเข้ารับบริการมากขึ้น ขณะที่ความจำเป็นในการที่จะต้องเข้ารับบริการขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของประชาชนในการปฏิบัติตัวดูแลตนเองโดยเฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

“ปัจจุบันผมคิดว่าคนในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ อาจขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมากกว่าคนในพื้นที่ชนบท เพราะกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเดินทางของคนในต่างจังหวัดน่าจะเข้าถึงการรับบริการที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่เร็วกว่าและค่าใช้จ่ายจำนวนน้อยกว่า จากการที่กทม.มีปัญหาสภาพจราจรที่แออัดและค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แพงกว่า” นพ.กิติศักดิ์กล่าว

อนึ่ง รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2516 เพื่อเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในชนบทและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาบริการทางการแพทย์และงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ให้เจริญก้าวหน้า เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและนักศึกษาแพทย์ รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประกอบด้วย โล่เกียรติยศและเงินรางวัลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำนวน 200,000 บาท บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จำนวน 100,000 บาท และบริษัท เทอรูโม (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 20,000 บาท

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ ‘รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ‘

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364575

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ ‘รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ‘

กาแฟ,ห้องสมุด

โดย… หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบัน โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไป จากห้องสมุดที่เคยมีไว้อ่านหนังสือ คณาจารย์ และนักศึกษา เข้ามาค้นคว้าหาความรู้ แต่ปัจจุบัน “เด็กยุคใหม่ ที่เราเรียกว่า GEN Y กลับสืบค้นข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ ไอแพด” สามารถเข้าถึงข่าวสารได้อย่างง่ายจากทุกมุมโลก ทำให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เกิดแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเป็นสถานที่ค้นคว้าหาข้อมูล นั่นก็คือ  Café Library ให้บริการอาจารย์และบุคลากร ที่มีอยู่ 2,376 คน และนักศึกษา 12,000 คน ถึง 13 ร้าน ถือเป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) อธิบายว่า เดิม 10 ปีก่อน คาเฟ่ไลบรารี่ ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งขึ้นเป็นที่แรกในสำนักวิทยบริการ ที่ห้องสมุดบริเวณชั้น 2 ชื่อ cafeteria แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมหรือยอมรับ เพราะคนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับภาพห้องสมุดที่ต้องเงียบไว้อ่านหนังสือเท่านั้น จึงได้ให้นโยบายว่าควรจะเป็นสถานที่เรียนรู้ พูดคุย นัดพบเจอ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน โดยสร้างบรรยากาศให้เป็นรูปแบบการจิบกาแฟ นั่งคุยกันไปจิบกาแฟและกินขนมอร่อยๆ กันไปแบบผ่อนคลายไม่เครียด

“การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตมนุษย์ หากเราได้รู้จักพูดคุยกัน จะเกิดองค์ความรู้ใหม่ จึงตั้งใจสร้างคาเฟ่ไลบรารี่ ไว้เป็นพื้นที่ในการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และเมื่อแนวคิดถูกแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ก็จะได้รับมุมมองในอีกมิติหนึ่ง จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิการบดี มสด.อธิบาย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

ดังนั้นจึงมอบนโยบายให้ทุกศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง ตรัง สุพรรณบุรี นครนายก หัวหิน ให้สร้างคาเฟ่ไลบรารี่ เพื่อรองรับในอนาคตด้วย โดยศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ออกแบบสวยงาม จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีคาเฟ่มากมายในมหาวิทยาลัย แต่ละคาเฟ่ก็มีจุดขายและจุดแข็งในแบบของตัวเอง เพราะผู้รับผิดชอบในการดูแลคนละหน่วยงาน ก่อให้เกิดความแตกต่างและมีรูปแบบไม่เหมือนกัน ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามรสนิยมและความพึงพอใจ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

“แต่ละแบรนด์พยายามทำของตัวเองออกมาให้ดีที่สุด ส่วนในอนาคตจะเกิดคาเฟ่อีกหรือไม่ ให้เป็นเรื่องของอนาคต แต่การพัฒนาต่อยอดจะได้เห็นอย่างแน่นอน ดังนั้น ทุกๆคาเฟ่ที่สร้างขึ้นจะมีแนวคิดพื้นฐานมาจาก Café By Home ที่ได้ปรับปรุงสำนักงานอธิการบดีเก่าให้เป็นคาเฟ่ไลบรารี่ในรูปใหม่ มีความทันสมัย ตกแต่งสไตส์โมเดิร์น มีโต๊ะเก้าอี้ ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ไว้บริการ พร้อมจำหน่ายขนมเบเกอรี่ เครื่องดื่ม อาหาร ไอศกรีม ให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลภายนอกที่ได้มีโอกาสมาเยือนมหาวิทยาลัยในราคามิตรภาพและย่อมเยา เพราะจุดประสงค์หลักไม่ได้แสวงหาผลกำไรในเชิงธุรกิจ เพียงแต่สร้างไว้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และสื่อสารกัน” อธิการบดี มสด.กล่าว

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

  Café By Home
กาแฟพรีเมียม จ.น่าน

ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้อำนวยการ Café By Home กล่าวว่า เป็นคาเฟ่ที่โชว์อัตลักษณ์ด้านอาหารของมหาวิทยาลัย จัดจำหน่ายขนมเบเกอรี่ อาหาร และเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกาแฟได้คัดสรรเมล็ดกาแฟระดับพรีเมียมจาก จ.น่าน มีความเข้มข้น และหอมกลมกล่อม

อีกทั้ง เครื่องปั่นน้ำผลไม้ (แยกน้ำ แยกกาก) ก็สั่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ผลิตน้ำผักผลไม้แบบสดๆ ไว้คอยบริการสำหรับท่านที่ไม่ดื่มกาแฟ และบริการอาหารแนวสุขภาพ อาทิ สลัดอกไก่ ซีซ่าสลัด แฮมเบอร์เกอร์หมู-ไก่ ข้าวต้มกุ้ง-ปลา ชุดอาหารเช้า เป็นต้น ส่วนน้องๆ เด็กๆ ก็บริการไอศกรีม เรียกได้ว่านั่งทั้งวันก็ไม่เบื่อ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

          Poll Café คาเฟ่ดอยผาฮี้
​“นลินรัตน์ ชูธรรม”  ผู้จัดการร้าน Poll Café คาเฟ่น้องใหม่ 1 ใน 13 ความรับผิดชอบและบริหารงานโดยสวนดุสิตโพล อยู่บริเวณชั้น 1 สำนักงานมหาวิทยาลัย ใช้เมล็ดกาแฟจากดอยผาฮี้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ให้รู้สึกเข้ม หอมกลิ่นกาแฟ แต่ละมุนลิ้น

ไฮไลท์คือ บาริสต้า ซึ่งได้ศิษย์เก่า “คอปเตอร์” อานุภาพ ยิ่งแสงชัย และ “บิ๊ก” เด่นศักดิ์ ภาคอารมณ์ บาริสต้าฝีมือดีมาช่วยคิดค้นสูตรกาแฟที่เป็นแบบเฉพาะ พร้อมสั่งเครื่องชงกาแฟที่ได้มาตรฐานระดับสากลจากอิตาลี เป็นเครื่องชงกาแฟแบบไฮบริดที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งการลงทุนระดับพรีเมียมจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องดื่ม และ ยังมองถึงอนาคตสำหรับฝึกฝนสำหรับใครก็ตามที่ต้องการแข่งขันเป็นบาริสต้ามืออาชีพ สามารถมาใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมได้อีกด้วย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

คอปเตอร์ เล่าว่า เมนูที่คิดค้นขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์ของร้านคือ Black Orange สำหรับคอกาแฟที่ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ส่วน Passion tea ไว้รองรับคนที่ดื่มชา มีส่วนผสมของเสาวรสและน้ำผึ้ง หอมอร่อย สดชื่น ได้รับการตอบรับจากน้องๆ นักศึกษาเป็นอย่างดี

“ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี ได้คิดเมนูเอง คิดสูตร และทำทุกอย่างเองเหมือนเป็นเจ้าของ ถือเป็นการเรียนรู้ขั้นแอดวานซ์มากกว่าการเป็นบาริสต้าชงกาแฟอย่างเดียว ต้องบริหารต้นทุนกำไรให้ร้านอยู่ได้ ถือว่ามหาวิิทยาลัยให้โอกาสมากในการทำตามความฝันของการเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ที่สำคัญยังมีโอกาสได้สอนน้องนักศึกษาที่สนใจในอาชีพนี้อีกด้วย ถือเป็นอีกสนามหนึ่งที่ได้ฝึกฝนฝีมือการเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง” คอปเตอร์ กล่าว

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

Café Library 13 แห่ง
สำหรับคาเฟ่ไลบรารี่ 13 แห่ง ซึ่งผู้ที่เข้ามาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความพอใจ 1) 189 café บริเวณตึกศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ 2) All Café ของเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณประตู 5

3) HOME Bakery ข้างสำนักงานอธิการบดีเก่า 4) Café By HOME สำนักงานอธิการบดีเก่า 5) B Connect ฝั่งตรงข้ามคาเฟ่อะเมซอน (ปัจจุบันกำลังปรับปรุงพื้นที่) 6) Café Amazon and Pearly Tea ข้างธนาคารกรุงเทพ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

7) Poll Café ชั้น 1 บริเวณสำนักงานมหาวิทยาลัย 8) Dusit Bistro อาคาร 2 ชั้น 3 9) ภายในโรงอาหาร (ครัว 12) อาคาร 12 10) 295 Meeting Point ลานสวนดุสิตโพล 11) ภายในโรงอาหาร (ครัว 11) อาคาร 11 12) ศาลาไทย บริเวณข้างอาคารเยาวภา และ 13.) La-or Snack บริเวณโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

  ผู้บริโภคกาแฟไทยเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากสมาพันธ์กาแฟอาเซียน ระบุว่า การบริโภคกาแฟต่อคนต่อปีของคนไทย พบว่าอยู่ที่ 0.5-1 กก. การบริโภคยังเพิ่มขึ้นได้อีกมากจากมูลค่าตลาดร้านกาแฟ กว่า 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี บริโภคกาแฟ “มากกว่า” กำลังการผลิต จนทำให้ต้องนำเข้ากาแฟปีละไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นตัน ขณะที่แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า 5 ปีจากนี้ คนไทยจะบริโภคกาแฟมากขึ้น 3 เท่าตัว หรือกว่า 3 แสนตันต่อปี
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเพาะปลูกกาแฟได้ ซึ่งประเทศผู้ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร หรือ Bean Belt ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้บริโภคกาแฟในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจกาแฟจากปี 2559-2560 ที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 5.4% และคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 15-20%

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

ทั้งนี้จากการประมูลเมล็ดกาแฟพิเศษไทยในงาน Thailand Coffee Fest 2018 โดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) พบว่าราคาประมูลสูงที่สุดอันดับ 1 ราคา 2,800 บาท/กก. มาจากแหล่งปลูกใน ต.แม่ตอนหลวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยได้รับคะแนนสูงสุดถึง 90.31 คะแนน หรือเรียกว่าไนท์ตี้พลัส โดยที่ราคาประมูลสูงกว่าปี 2560 ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 630 บาท/กก. ซึ่งเมล็ดกาแฟจะประมูลในปริมาณ 100 กก. ต่อเมล็ดกาแฟ 1 ตัวอย่าง เท่ากับว่าเมล็ดกาแฟลอตที่ได้แชมป์ปีนี้มีราคารวม 280,000 บาท

รองลงมาอันดับ 2 ราคา 1,666 บาท/กก. มาจาก ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ได้ 89.31 คะแนน และอันดับ 3 ราคา 960 บาท/กก. มาจาก ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ 89.31 คะแนน กาแฟที่ได้อันดับ 1 มีมูลค่าสูงกว่า 4 เท่า และสูงกว่าราคาเมล็ดกาแฟไทยเกรดทั่วไป ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 160-180 บาทต่อ กก.

“เครือข่ายพาร์กินสัน”สังเกต รู้ไว รักษาทัน

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364422

“เครือข่ายพาร์กินสัน”สังเกต รู้ไว รักษาทัน

ยพาร์กินสัน,นพสิทธิพันธ์ จันทร์พงษ์

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบัน “โรคพาร์กินสัน” (Parkinson’s Disease) ถือเป็นโรคทางระบบประสาทและสมอง ที่พบมากในผู้สูงอายุทั่วโลก อันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ มักเกิดขึ้นราว 1% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เนื่องจากเพศชายมีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าผู้หญิงถึง 1.5 เท่า

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาทส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างสารสื่อประสาท ที่เรียกว่า “โดปามีน” (dopamine) มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อปริมาณของสารโดปามีนลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการจะทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นปกติ เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้าลง นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นๆ เช่น ท้องผูก วิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะวิกลจริตและอาการประสาทหลอน นอนไม่หลับ อ่อนเพลียง่าย ฯลฯ

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

          “หมอ”ที่เป็นมากกว่าหมอ
นพ.สิทธิพันธ์ จันทร์พงษ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลศรีสะเกษ วัย 35 ปี ถือเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมองและระบบประสาทคนเดียวใน จ.ศรีสะเกษ หลังจากศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโรคสมองและระบบประสาท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาทำงานต่อยังโรงพยาบาลศรีสะเกษ ในปี 2559 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดิมจากที่เคยทำงานใช้ทุน ปัญหาที่ นพ.สิทธิพันธ์ พบคือ ประชาชนทั่วไปยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้านโรคสมองและระบบประสาท ทำให้การรักษา ให้ความรู้ และคัดกรองโรคนั้นไม่ทั่วถึง

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

ดังนั้น จึงเกิดโครงการ “เครือข่ายคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” ที่ถูกออกแบบโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ คิดวิธีการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค เผยแพร่ความรู้ให้แก่บุคลากรทางแพทย์ในชุมชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทั้งตัวผู้ป่วย ญาติ และบุคคลทั่วไป ให้สังเกตอาการคนใกล้ชิด รวมถึงเผยแพร่ความรู้ให้แก่บุคลากรทางแพทย์ในชุมชน ในการคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ตั้งแต่ต้นนำ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบล ทั้ง 300 แห่ง มาสู่โรงพยาบาลชุมชนทั้ง 21 แห่ง เพื่อส่งต่อมายังโรงพยาบาลศรีสะเกษที่มีแพทย์เฉพาะทางได้อย่างทันท่วงที ผ่านกิจกรรมต่างๆ

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

อาทิ Pre-Hospital Awareness Program กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น บอร์ดความรู้ แผ่นพับ พร้อมคำขวัญที่ นพ.สิทธิพันธ์ เป็นผู้แต่งเองให้ง่ายต่อการจดจำ ได้แก่ “แข็งเกร็งแขนขา เคลื่อนไหวช้าๆ มือขาสั่นๆ ซอยเท้าสั้นๆ เดินหลังค่อมๆ ไม่รู้เหม็นหอม พร้อม…หน้าเฉยๆ” รวมถึงติดป้ายคำขวัญไว้หลังรถสามล้อกว่า 20 คันหน้าโรงพยาบาล คันละ 100 บาทต่อเดือน ด้วยงบของคุณหมอเอง

PD Disease Awareness Day กิจกรรมเชิงบรรยายและสันทนาการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ให้แก่ บุคคลทั่วไป ได้เข้าใจโรคพาร์กินสันมากยิ่งขึ้น โดยคุณหมอเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมด้วยตัวเอง ด้วยธีมชุดที่หลากหลาย PD Caravan (คาราวาน…สั่นสู้) กิจกรรมเดินสายไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่ออบรมให้ความรู้เรื่องโรคพาร์กินสัน และแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยสู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทั้งนี้ คุณหมอยังได้ติดสติกเกอร์คาราวานไว้ที่รถตู้ของตนเองอีกด้วย

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

และสุดท้าย PD Clinic Setting จัดระบบการตรวจใหม่ แยกตรวจโรคเกี่ยวกับสมองยอดนิยมโรคละวัน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามอาการ ทำแบบประเมิน รวมถึงการทำงานของบุคลากร เช่น ห้องจ่ายยาที่ไม่ต้องจัดยาหลายโรคต่อวัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่เป็นโรคเดียวกัน พร้อมจัดทำสมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และแจกถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วย พร้อมกำชับให้นำถุงผ้าและยาเก่ากลับมาด้วยทุกครั้ง เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

  ไตรมาสแรกปี62พบผู้ป่วย40คน
หลังจากการดำเนินงาน “เครือข่ายคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” พบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นและส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนมายังโรงพยาบาลศรีสะเกษ เพิ่มขึ้นจากเดิมปี 2558 จำนวน 70 คน ถัดมา ปี 2559 จำนวน 82 คน ปี 2560 จำนวน 95 คน ปี 2561 จำนวน 128 คน และ ปี 2562 พบผู้ป่วยแล้วกว่า 40 คน ภายในไตรมาสแรก

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

นพ.สิทธิพันธ์ กล่าวว่า อย่างน้อยตัวเลขนี้แสดงว่าการส่งต่อดีกว่าแต่ก่อน คุณภาพชีวิตคนไข้ก็น่าจะดีขึ้น ก่อนหน้านี้แย่มาก เพราะบางทีก็ไม่เจอหมอเฉพาะทาง แค่มารับยา หรือไม่ก็ต้องส่งข้ามเขตไปที่อุบลราชธานี ตั้งแต่ทำโครงการ ช่วงหลังเราจะพบคนไข้ที่มีอาการในระยะแรกและระยะกลางมากขึ้น ปัจจุบัน ในผู้ป่วยขั้นแอดวานซ์ ที่นอนติดเตียง เราจะเน้นในเรื่องของการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ข้อติด ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าการรักษาให้ดีขึ้น เพราะให้ยามากแค่ไหนก็ไม่ดีขึ้นแล้ว ดังนั้น ก็ย้อนกลับมาที่จุดเดิมคือ ต้องสร้างความตระหนัก รับรู้ เพื่อจะได้วินิจฉัยให้เร็ว

“หลายคนถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ส่วนตัวมองว่าเราไม่ใช่คนแรกที่ไปสร้างความเข้าใจ หรือกระตุ้นการรับรู้ แต่ความผิดพลาดในอดีตคือ การบรรยายไม่ชวนฟัง คนไข้ฟังแล้วก็เอาอะไรกลับไปไม่ได้ การฟังเนื้อหาเชิงวิชาการไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราสะกดเขาอยู่ นี่จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน เขาก็จะอยู่กับเราตลอด 1 ชั่วโมง เกิดความสนุก และได้อะไรกลับไป สิ่งสำคัญคือ ต้องสั้น กระชับ เข้าใจง่าย นำกลับไปใช้ได้จริง ด้วยความที่เรายังเด็ก อายุยังน้อย แรงเราก็ยังมีอยู่ เราก็ทำทุกอย่างไปก่อน ถึงเวลาที่แก่ทำไม่ไหวค่อยพักก็ได้” นพ.สิทธิพันธ์ กล่าว

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

          ตื่นรู้-ดูแล-ช่วยเหลือ
นพ.สิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมถึง ความเสี่ยงการเกิดโรคพาร์กินสัน คือ 1.เรื่องอายุ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนต้องแก่ 2.พันธุกรรม มีส่วนซึ่งก็แก้ไม่ได้อีก ดังนั้น เราต้องมาดูที่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ได้เหมือนโรคอื่นๆ ทั่วไป คือ เหล้า บุหรี่ พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย และกินอาหารไม่มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่เจาะจงว่าทำแล้วจะเป็นพาร์กินสันเหมือนกับโรคอื่น ดังนั้น ถ้าอายุมากขึ้นหรือมีคนในครอบครัวเป็น เราต้องตื่นตัว สังเกตอาการ ต้องวินิจฉัยให้ไว เพื่อไปรักษา มันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องรักษาให้ไว ถูกวิธี และมีมาตรฐาน

ส่วนผู้ป่วยพาร์กินสัน สิ่งสำคัญคือ วินัยเรื่องยา เราจึงแจกถุงผ้ากับโรคนี้ โรคจะดีขึ้นสอดคล้องกับวินัยในการกินยาตรงทุกมื้อ ทุกวัน ต่อเนื่อง ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อช่วยในเรื่องข้อต่อ และ ห้ามล้ม ล้มแล้วโรคทรุดและโอกาสจะกลับมาดีเหมือนเดิมยากมาก เพราะคนไข้จะกลัวการเคลื่อนไหว สุดท้ายคือ ห้ามท้องผูก เพราะจะมีผลต่อการดูดซึมยา เคล็ดลับสั้นๆ คือ ให้กินยาร่วมกับน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะช่วยเรื่องการดูดซึมยาได้ดี

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

สำหรับผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ต้องพาผู้ป่วยออกกำลังกาย เพราะคนแก่ที่เป็นโรคนี้ เขาต้องได้เจอแดด รู้วันเวลา ไม่ใช่อยู่แต่ในห้อง ปัญหาหนึ่งของผู้ป่วยโรคนี้คือ การนอน หลายคนมาจบที่ยานอนหลับ ซึ่งควรเลือกเป็นอย่างสุดท้าย ดังนั้น ผู้ดูแลต้องสร้างกิจกรรมตอนกลางวันให้เขาตื่นตัว และตอนกลางคืนเขาจะหลับได้เอง

วิชัย จันทร์ส่อง “ผอ.กล้าเปลี่ยน”รุ่นบุกเบิก

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364162

วิชัย จันทร์ส่อง “ผอ.กล้าเปลี่ยน”รุ่นบุกเบิก

วิชัย จันทร์ส่อง,ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

          “ถ้า ผอ.มีหน้าที่แค่มาโรงเรียน ดูความเรียบร้อย กินกาแฟ จบไปวันหนึ่งโดยไม่รู้เลยว่าครูเขาสอนอะไร เด็กเป็นอย่างไร ก็ไม่ต่างอะไรจากภารโรง”   

           จากเดิมที่เคยคิดว่าผู้บริหารต้องมองการณ์ไกล ในจุดที่สำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่พอลองลงลึกถึงปัญหาในการพัฒนาโรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่ล้มเหลว ทำให้ วิชัย จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน ที่ได้เข้าร่วมโครงการ “ผอ.กล้าเปลี่ยน” ลุกขึ้นมาปรับความคิด บูรณาการแนวทางบริหาร สร้างการมีส่วนร่วม และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

วิชัย จันทร์ส่อง วัย 44 ปี เคยเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนขยายโอกาสใน จ.ระยอง กว่า 12 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปริญญาโทบริหารการศึกษา ม.บูรพา สอบเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาคลองซอง ในปี 2553 ก่อนที่จะย้ายมาประจำการที่โรงเรียนบ้านหนองฆ้อ โรงเรียนขยายโอกาสเดิมที่เคยสอน ในปี 2554

และล่าสุด ในปี 2559 เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน จ.ระยอง โรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1–ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีนักเรียนจำนวน 205 คน และครู 13 คน

ผอ.วิชัย เล่าว่า “โรงเรียนแรกที่เป็น ผอ. เราทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นโรงเรียนที่สอง ร่วมกับทรูปลูกปัญญาพาโรงเรียนสู่โรงเรียนต้นแบบ ตอนนั้นมองว่าตัวเองเก่งมาก แต่พอมาอยู่โรงเรียนวัดตาขัน กลับพบว่าเราไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของเงินค่าจ้างที่เขาให้ ถ้า ผอ.มีหน้าที่แค่มาโรงเรียน ดูความเรียบร้อย กินกาแฟ จบไปวันหนึ่งโดยไม่รู้เลยว่าครูเขาสอนอะไร เด็กเป็นอย่างไร ก็ไม่ต่างอะไรจากภารโรง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

ดังนั้น หลังจากเกิดโครงการพื้นที่นวัตกรรมขึ้นในเดือนกันยายน 2561 โดย ธงชัย มั่นคง ผอ.สพป.ระยอง เขต 2 แจ้งว่าจะมีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาโรงเรียนรัฐบาลในท้องถิ่น จึงสนใจเข้าร่วม โดยไปดูงานที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบองค์รวม”

“เรือใบ”เปลี่ยนความคิด
หลังจากนั้น ผอ.วิชัยตัดสินใจเข้าร่วม 15 โรงเรียนแรกในโครงการ “ผอ.กล้าเปลี่ยน” เข้าหลักสูตรเปลี่ยนความคิด ผ่านกิจกรรมแล่นเรือใบ ที่สโมสรเรือใบ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อให้ลองปะทะกับปัญหาและกลับมาใคร่ครวญกับตัวเองในสิ่งที่ผ่านมา

ผอ.วิชัย เล่าว่า “ส่วนตัวเป็นคนคิดเร็ว คิดไว สนใจศึกษาก่อนทั้งจากคลิปและความรู้ทั่วไป ทำให้ในขั้นตอนลงมือปฏิบัติเราสามารถแล่นเรือใบโดยมีโค้ชทหารอยู่ด้วยเพียง 2 รอบ และข้ามไปหลักสูตรสุดท้ายคือล่มเรือและกู้เรือกลับ แต่เมื่อเข้าสู่วง AAR (After Action Review) ในการสะท้อนตัวตนกลับพบว่า เราเป็นคนที่เร็ว อยากได้เป้าหมายแต่ไม่รู้วิธีการ เราไม่รู้เลยว่าการแล่นเรือใบถ้ามันล่มด้วยอุบัติเหตุจริงๆ ใจเราจะเป็นอย่างไร

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

สะท้อนกลับไปที่การบริหารโรงเรียน เช่น อยากให้มีการเลี้ยงไก่ในโรงเรียน สั่งไก่มาให้ภารโรงทำเล้า ให้เด็กและครูไปเลี้ยง แต่กลับล้มเหลวเพราะเขาไม่ได้อยากมีส่วนร่วมกับเรา จึงกลับมาคิดว่าการคิดไวในหลายเรื่องทำให้งานไม่สำเร็จ และเชื่อว่าผู้บริหารหลายๆ โรงเรียนเป็นเหมือนกัน จึงกลายเป็นสิ่งแรกที่เปิดใจเรา นอกจากนั้น ยังมีกระบวนการในการสอนให้เรามองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพราะคนทั่วไปมักจะมองเห็นสิ่งต่างๆ และตัดสินเอาเองว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี”

      “ระยองมาโคร”พัฒนาเด็ก
หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมเปลี่ยนความคิด จึงเริ่มวางแผนโดยเริ่มพูดคุยกับครูที่โรงเรียน ซึ่งโชคดีที่ได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่จัดการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้ปะทะกับสิ่งที่เป็นจริง ผ่านวิชาหลัก 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธพื้นฐานของเด็ก ที่เหลือคือจัดเป็นหน่วยบูรณาการ โดยในเทอมนี้ (2/2561) ใช้หลักสูตร “ระยองมาร์โค” (Rayong-MARCO) ตั้งแต่ ชั้นอนุบาล เรียนรู้ภายในโรงเรียนและหมู่บ้าน, ป.1-ป.2 เรียนรู้เกี่ยวกับ ต.ตาขัน, ป.3-ป.4 เรียนรู้เกี่ยวกับ อ.บ้านข่าย และ ป.5-ป.6 เรียนรู้ระยองน่าอยู่ทั้ง จ.ระยอง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

“สิ่งที่เราได้จากการเรียนคือทำให้เด็กได้ฝึกสมรรถนะ 5 เรื่อง คือ 1.ความคิดสร้างสรรค์ 2.ความคิดรวบยอด 3.การสื่อสารกับผู้อื่น 4.การทำงานร่วมกัน และ 5.คิดเชิงคุณธรรม โดยให้ครูและเด็กวางแผนหาข้อมูลร่วมกันทั้งในและนอกห้องเรียน เด็กได้วางแผนออกนอกสนามด้วยตัวเอง รวมถึงติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ป.5 เขาอยากเรียนเรื่องเกาะเสม็ด เด็กต้องหาเส้นทางไปเอง ประสานงานท่าเรือ โดยใช้งบของโรงเรียนเอง เด็กๆ เขาสนุกสนานกันมาก นอกจากนี้ เรายังเพิ่มการเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) พร้อมจับมือวิทยาลัยเทคนิคระยอง ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในด้านนวัตกรรมให้เด็ก ป.5-ป.6 และจับมือพาร์ทเนอร์รอบๆ โรงเรียนอย่าง วัดและสถานปฏิบัติธรรม ให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้ และให้เด็กลองพายเรือเพื่อฝึกสติอีกด้วย”

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

“โรงเรียนรัฐบาล ถ้าเปลี่ยนจริงๆ มันทำได้ แต่ต้องเริ่มจาก Mindset ของผู้บริหารก่อนเป็นอันดับแรก ต้องเปิดใจ อย่าบล็อกตัวเอง หลายคนมองว่าโรงเรียนตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เอกชน แต่ถ้าลองรับฟังกระบวนการตรงนี้ และนำไปปรับใช้ในโรงเรียนของเรา โดย ผอ.เป็นผู้นำ ผมเชื่อว่าทำได้ ในบริบทและต้นทุนที่มี ถ้าเราลอยตัวเหนือปัญหา และมองว่าครูก็สอนไป ยังไงก็ไปไม่รอดในภาพรวมของประเทศ เราก็จะได้เด็กที่เป็นบล็อกไซโลแบบนี้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ทิ้งภาระให้สังคมเรื่อยๆ”

“ไม่มีสมรภูมิไหนเปลี่ยนเด็กได้ดีเท่าในห้องเรียน และคนที่ใกล้ชิดตรงนั้นไม่ใช่ศึกษานิเทศก์ ไม่ใช่ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แต่เป็น ผอ.โรงเรียน ถ้า ผอ.ไม่ลุกมาทำตรงนี้ ต่อให้เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยน พ.ร.บ.ใหม่ เปลี่ยนหลักสูตรใหม่ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม” ผอ.วิชัย กล่าวทิ้งท้าย ​

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364052

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

กัญชา,ศคลินิกเกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

องค์การเภสัชกรรมปลูกกัญชาถูกกฎหมายต้นแรกของอาเซียน ในโรงเรือนระบบปิดรากลอย คาดกรกฎาคมได้สารสกัดกัญชาลอตแรก 2,500 ขวด ใช้นำร่องคนไข้ร่วมโครงการเตรียมพัฒนาสู้ต่างชาติให้ได้ใน 2-3 ปี การปลูกเป็นยาต้องได้ “มาตรฐานทางการแพทย์” เท่านั้น สารสำคัญแต่ละต้นต้องคงที่ ปลอดการปนเปื้อน เกษตรกรจะปลูกต้องทำให้ได้มาตรฐาน ไม่สามารถปลูกพื้นที่ทั่วไป เหตุกัญชาเป็นพืชพิเศษแต่ละต้นสารสำคัญไม่เท่ากัน ดูดโลหะหนักสูง ขณะที่คนไทยแจ้งครอบครองกัญชาไม่รับโทษวันแรก 4 ราย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่โรงงานผลิตยารังสิต คลอง 10 จ.ปทุมธานี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม(อภ.) ระยะที่ 1 ว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ได้อนุญาตให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ปลูกกัญชาทางการแพทย์ พร้อมทั้งได้ลงนามในหนังสืออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ อภ.ได้ดำเนินการปลูกกัญชาสำหรับเป็นวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมันหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) สำหรับนำไปใช้ในการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

ทั้งนี้ เป็นการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายต้นแรกในอาเซียน ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาที่ใช้ปลูกครั้งนี้เป็นเมล็ดจากสายพันธุ์ลูกผสม ที่มีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade บนพื้นที่ 100 ตารางเมตร ขององค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งจะทำให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาที่มีคุณภาพสูง มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือทีเอชซี(THC) และซีบีดี(CBD) เป็นไปตามความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัย

รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า การที่ อภ.ต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทในการปลูกกัญชาพื้นที่ 100 ตารางเมตร คนอาจสงสัยว่าทำไมชาวบ้านอาจจะใช้แค่ต้นละ 5 บาท ขอเรียนว่าในการปลูกกัญชาเพื่อนำมาทำเป็นยานั้น จะปลูกตามพื้นที่ทั่วๆ ไปไม่ได้ จะต้องปลูกให้ได้มาตรฐานทางการแพทย์(medical grade) ที่จะต้องมีสารสำคัญในการเป็นยาคงตัว ปลอดสิ่งปนเปื้อนทั้งยาฆ่าแมลง เชื้อรา และโลหะหนัก และต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่การปลูก เมื่อได้ดอกแห้งมาทำเป็นสารสกัด และทำเป็นผลิตภัณฑ์ และมีสารสำคัญที่จะเป็นยา

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

“ไทยต้องเร่งที่จะทำให้กัญชาเกิดประโยชน์ทางการแพทย์ให้เร็วที่สุด ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะหลายชาตินำไปแล้วหลายสิบปี เช่น แคนาดา อิสราเอล การที่ พ.ร.บ.ออกมาเพื่อกันต่างชาติ ให้คนไทยพัฒนาและใช้ประโยชน์ใน 5 ปี โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ก็เพื่อประโยชน์ของคนไทยไม่ได้เป็นการกันคนไทยส่งออกไป แต่เป็นการป้องกันต่างชาติแห่เข้ามา ซึ่งตั้งเป้าอยากให้ไทยพัฒนาสารสกัดกัญชาเพื่อสู้กับต่างชาติให้ได้ภายใน 2-3 ปี เพราะหลังจาก 5 ปีแล้วต่างชาติจะเฮเข้ามา เราต้องเตรียมพร้อม” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาต่างชาติใช้กัญชาทางการแพทย์มาก่อนเรา จึงต้องเร่งพัฒนาสารสกัดให้ได้คุณภาพระดับเมดิคัลเกรด เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง อภ.ได้รับกัญชาของกลางมาพัฒนาเป็นยา แต่พบว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนักและยาฆ่าแมลงเยอะมาก จึงต้องพัฒนาให้ได้คุณภาพที่สุดด้วยการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อปลูกกัญชาในรูปแบบระบบปิดในพื้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งจะมุ่งเน้นให้เป็นพืชยามาตรฐานสากล

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

โดยต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ประสิทธิผล ใช้เป็นยาที่มีคุณภาพอย่างไร เพราะแต่ละสายพันธุ์มีสารสำคัญต่างกัน ใช้รักษาโรคต่างกัน จะปลูกพันธุ์ไหนรักษาโรคอะไร 2.เรื่องความปลอดภัย ไม่มียาฆ่าแมลง ปนเปื้อนโลหะหนัก และ 3.คุณภาพของแต่ละลอต สารสำคัญต้องคงที่ โดยเฉพาะสารทีเอชซีและซีบีดี ทั้งหมดจึงเรียกว่าเป็นเมดิคัลเกรดหรือเกรดใช้ทำยาได้ เพราะอยากให้คนไทยใช้ของมีคุณภาพและได้ผลจริง

ด้าน ผศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช กล่าวว่า การปลูกกัญชาในโรงเรือนแบบปิดของ อภ. เป็นการปลูกระบบรากลอยกลางอากาศ พ่นอาหารและรากเข้าไปแล้วให้รากดูด กัญชาจะได้ออกซิเจนสูง ทำให้ได้สารสำคัญในกัญชาคือทีเอชซี และซีบีดี มีความสม่ำเสมอ โดยนำเข้าสายพันธุ์จากต่างประเทศ คือพันธุ์อินดิกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาปรับปรุงแล้วว่าสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยนำเข้าใน 3 รูปแบบ คือ

แบบที่ 1 ให้สารซีบีดีสูงเหมาะจะพัฒนาในการรักษาโรคลมชัก แบบที่ 2 ให้สารทีเอชซีสูง เหมาะพัฒนาแก้อาการข้างเคียงจากการให้คีโมในผู้ป่วยมะเร็ง และแบบที่ 3 ให้สารทีเอชซีและซีบีดีในสัดส่วน 1 ต่อ 1 เหมาะในการพัฒนาสู่รักษาโรคปลอกประสาทอักเสบโดย 1 ปีสามารถปลูกได้ 4 รอบ ในระยะเวลา 4 เดือนจะได้ดอกกัญชาแห้ง นำมาทำเป็นสารสกัด ส่วนสายพันธุ์ไทยนั้นยังไม่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ทำให้สารสำคัญแต่ละต้นไม่เท่ากันจึงยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นยาได้ อีกทั้ง หากมีการปลูกในพื้นที่ทั่วไปแบบเปิดกว้างอาจจะมีสิ่งปนเปื้อนเจือปนได้ เพราะกัญชาจะมีคุณสมบัติในการดูดโลหะหนักสูง ไม่เหมาะที่จะนำกัญชาที่ปลูกทั่วๆ ไปมาใช้เป็นยา

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

“ถามว่า อภ.ลงทุน 10 ล้านบาทแพงไปหรือไม่ ขอบอกว่า แค่เพียง 1 ปีก็คุ้มทุนแล้ว เพราะหากต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ 100 กิโลกรัม เป็นเงิน 15 ล้านบาทแล้ว การลงทุนของ อภ. จึงมั่นใจว่าจะทำให้ได้ยาจากกัญชาที่มีคุณภาพยาดี สามารถใช้รักษาโรคได้ เพราะเป็นการปลูกที่เหมือนกับโคลนนิ่งแต่ละต้นออกมา แต่ละต้นจึงให้สารสำคัญที่จะทำยาใกล้เคียงกัน” ผศ.ดร.วิเชียร กล่าว

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เหตุที่ต้องใช้งบลงทุน 10 ล้านบาท เพราะเราเซตมาตรฐานไว้ การได้กัญชามาทำยา ต้องเป็นระดับความคงตัวสารตั้งต้น ดอกและสายพันธุ์ต้องคงตัว ทำให้เป็นต้นแบบ ลงทุนเรื่องโรงเรือน ระบบปลูกที่ใช้เทคโนโลยี อินดอร์ เร่งการผลิตได้คงตัว สม่ำเสมอ ระบบรักษาความปลอดภัย ให้เป็นต้นแบบในการศึกษาวิจัยพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต

จากแผนกำหนดการผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ หลังจากปลูกในวันนี้ จะใช้เวลาในการปลูก 4 เดือน และคาดว่าจะสกัดสารออกมาเป็นน้ำมันชนิดหยดใต้ลิ้นได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จำนวน 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี โดยจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ร่วมโครงการในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนแล้ว 4 โรค คือ ผลข้างเคียงจากการรับคีโมรักษามะเร็ง ลมชัก ปลอกประสาทอักเสบ และปวดเรื้อรัง นอกจากนี้ ยังมีในกลุ่มที่น่าจะมีประโยชน์ เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โดยการใช้น้ำมันกัญชาจะเป็นโครงการความร่วมมือกับโครงการวิจัยต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษได้ตั้งอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเตรียมสถานที่ เก็บรักษา ควบคุมการปลูก และข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานของเมดิคัลเกรด ซึ่งในส่วนของ อภ.ที่จะทำการปลูก ได้ผ่านมาตรฐานทั้งหมด เช่น มาตรฐานโรงเรือน มีความมิดชิด มาตรฐานที่ตั้ง เป็นเอกเทศ โครงสร้างแข็งแรง เรื่องข้อกำหนดระบบความปลอดภัย การติดกล้องวงจรปิดรอบทิศทาง การเคลื่อนย้ายต้นกัญชา แผนรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล ผู้รับผิดชอบ ประตูเข้าออก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสำรองข้อมูล และต้องพร้อมให้ตรวจกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเราหวังให้เป็นต้นแบบมาตรฐาน

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า สำหรับวันแรกของการเปิดให้คนใช้กัญชาแจ้งการครอบครองกัญชาได้โดยไม่ต้องรับโทษ พบว่ามีการแจ้ง 4 ราย โดยจะเปิดให้แจ้งจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ครบระยะเวลา 90 วันนับแต่ที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้

“กัญชา”…ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363896

“กัญชา”…ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

พรบยาเสพติดให้โทษ,กัญชา

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

หลังพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเป็นการคลายล็อกให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่จะต้องควบคุม กำกับการอนุญาต ได้เร่งดำเนินการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกรองรับรวม 8 ฉบับ

3 ฉบับแรกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกฎหมายลูกที่จะต้องเร่งดำเนินการในส่วนของการให้ผู้ที่ครอบครองกัญชาแจ้งการครอบครองได้ภายใน 90 วันนับแต่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้โดยไม่ต้องรับโทษ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้วิจัยและผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ กลุ่มผู้ป่วยจะต้องมีหนังสือรับรองแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคใดๆ จริง จะเป็นจากแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ และกลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่จัดอยู่ใน 2 กลุ่มแรก ทั้งนี้ภาคกลางสามารถแจ้งครอบครองได้ที่อย. และส่วนต่างจังหวัดแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

อีก 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 จัดประชาพิจารณ์ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา 2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ และ 3.ร่างประกาศสธ. เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ ส่วนอีก 2 ฉบับจะดำเนินการต่อไป
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจาก อย. รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2562 ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว จะนำความคิดเห็นมารวบรวมและปรับปรุงแก้ไขบางส่วนและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษราวต้นเดือนมีนาคม 2562 ในส่วนของร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง หากเห็นชอบจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในรัฐบาลชุดนี้ จากนั้นส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ซึ่งตามขั้นตอนในการออกกฎกระทรวงจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน สำหรับร่างประกาศ 2 ฉบับ หากคณะกรรมการยาเสพติดเห็นชอบแล้วสามารถส่งเรื่องให้ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงนามได้เลยมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

 

“การรับฟังความคิดเห็นได้รับความคิดเห็นที่ดีหลากหลาย โดยส่วนใหญ่จะมีความเป็นห่วงในเรื่องการวิจัยที่จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนไข้เข้าถึงยากัญชาอย่างเหมาะสม ในแง่ของการวิจัยใช้กัญชาทางการแพทย์ของสัตวแพทย์จะมีแนวทางอย่างไร เป็นต้น ทั้งหมดจะนำมาประมวลเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายต่อไป ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกต้องขอย้ำว่ากฎหมายใหญ่คลายล็อกเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และวิจัยเท่านั้น ก่อนการปลูกต้องได้รับอนุญาต และการปลูกต้องยึดโยงวิจัยกับหน่วยงานรัฐว่าจะผลิตยาอะไรและปลูกแล้วส่งให้ใครผลิต เพราะฉะนั้น เกษตรกรต้องเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนที่จะลงมือปลูก” นพ.ธเรศกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง มีสาระสำคัญ อาทิ การขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกภายใต้วัตถุประสงค์ 7 ประเภท ได้แก่ 1.เพื่อใช้ทางการแพทย์ในประเทศ 2.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ

4.เพื่อการผลิตเพื่อส่งออก 5.เพื่อการผลิตสำหรับคนไข้เฉพาะรายของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้าน 6.เพื่อการผลิตที่ไม่ได้ผ่านการรับรองตำรับเพื่อรักษาโรคกรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย และ 7.กรณีผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศนำติดตัวเข้ามาในหรือออกนอกประเทศสำหรับใช้รักษาเฉพาะตัวภายใน 90 วัน

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

 

วัตถุประสงค์การขออนุญาตจำหน่ายมี 4 ประเภท ได้แก่ 1.เพื่อการรักษาผู้ป่วย 2.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 4.เพื่อการเกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนวัตถุประสงค์การขออนุญาตมีไว้ครอบครองมี 4 ประเภท คือ 1.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 2.เพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 4.เพื่อใช้ประจำในการปฐมพยาบาลหรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือหรือเครื่องบิน

สำหรับผู้มีสิทธิ์ในการยื่นขออนุญาตเกี่ยวกับกัญชาจะต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์แต่โดยหลักจะประกอบด้วย 1.หน่วยงานของรัฐ 2.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ หรือเภสัชกรรม 3.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ 4.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน สัตวแพทย์ 5.ผู้ขออนุญาตอื่น เช่น ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำหรือสั่งเข้ามาซึ่งยาแผนปัจจุบัน ซึ่งยาแผนโบราณ ซึ่งผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตด้านเกษตรกรรม 6.เป็นคู่สัญญากับอย. เพื่อการจ้างผลิตหรือการจัดซื้อกัญชา 7.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย และ 8.ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์

อนุญาต 16 ตำรับยาไทยเข้ากัญชา

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363898

อนุญาต 16 ตำรับยาไทยเข้ากัญชา

ยาเสพติด,กัญชา,แพทย์แผนไทย,ตำหรับยา

ตำรับยาแผนไทยที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแนะนำเบื้องต้นมี  16 ตำรับ

มุมของการใช้ทางการแพทย์แผนไทย ในส่วนของร่างประกาศสธ. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่จะสามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ของสธ. หรือหลักสูตรที่ สธ. หรือสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยรับรอง และในการปรุงหรือสั่งจ่ายยาต้องดำเนินการภายใต้สถานพยาบาลรัฐ ส่วนหมอพื้นบ้านต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเช่นเดียวกัน และใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะภายในเขตพื้นที่ชุมชนท้องที่ที่ได้รับการรับรองหรือมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ร่างประกาศ สธ. เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ กำหนดว่าตำรับที่ให้เสพเพื่อการรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัย ในส่วนของแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย ตำรับที่หมอพื้นบ้านปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากรมการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้วัตถุดิบจากกัญชาต้องไม่สามารถแยกเป็นช่อดอก ใบเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ และตำรับยาแผนไทยที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแนะนำเบื้องต้นมี  16 ตำรับ
ได้แก่ 1.ยาอัคคีนีวคณะ 2.ยาศุขไสยาศน์ 3.ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย 4.ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ 5.ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง 6.ยาไฟอาวุธ 7.ยาแก้นอนไม่หลับ/ยาแก้ไข้ผอมเหลือง  8.ยาแก้สัณฑฆาต กล่อนแห้ง 9.ยาอัมฤตโอสถ 10.ยาอภัยสาลี 11.ยาแก้ลมแก้เส้น 12.ยาแก้โรคจิต 13.ยาไพสาลี 14.ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง 15.ยาทำลายกระสุเมรุ และ 16.ยาทัพยาธิคุณ  โดยตำรับทั้งหมดมีที่มาจากคัมภีร์ธาตุพระนารายน์ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แพทย์ศาสตร์ส่งเคราะห์ เล่ม 1-2 พระยาพิศณุประสาทเวช เวชศึกษาพระยาพิศณุประสาทเวช  เวชศาสตร์วัณ์ณณา อายุรเวทศึกษา (ขุนนิทเทสสุขกิจ) เล่ม 2 และคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม 2 ขุนโสภิตบรรณลักษณ์

มธ.ผุดนวัตกรรม”หนูขออ่าน”แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363668

มธ.ผุดนวัตกรรม”หนูขออ่าน”แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,หนูขออ่าน,อ่านไม่ออก,เขียนไม่ได้

รายงาน…

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasart School of Engineering : TSE) โชว์นวัตกรรม “หนูขออ่าน” ชุดตรวจคัดกรองภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ที่เกิดจากการทำงานของสมองบางตำแหน่งบกพร่อง เป็นความผิดปกติของโครโมโซมหรือกรรมพันธุ์ในเด็กเกิดใหม่กว่า 40,000 คนต่อปี ผ่านแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟน รู้ผลไวภายใน 30 นาที ช่วยเด็กไทยมีโอกาสทางการศึกษา เติมเต็มทักษะ อ่าน เขียน คำนวณ อย่างเท่าเทียม

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(TSE) กล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ได้พัฒนานวัตกรรม “หนูขออ่าน” ชุดตรวจคัดกรองผู้มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ บนแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟน ร่วมกับ ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. จุดเด่นของนวัตกรรม “หนูขออ่าน” คือการตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ต่างจากโปรแกรมคัดกรองแบบเดิมที่สามารถคัดกรองได้หลังอายุ 8 ขวบเท่านั้น โดยใช้เวลาตรวจคัดกรองเพียง 30 นาที ซึ่งได้ผลการคัดกรองที่แม่นยำถึงร้อยละ 95 ทั้งนี้ ลักษณะของความบกพร่องทางการเรียนรู้สามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

– ความบกพร่องด้านการอ่าน (dyslexia) ได้แก่ ปัญหาในด้านการอ่าน อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านหนังสือได้ เช่น สะกดไม่ถูก อ่านตกหล่น สามารถอ่านได้ทีละตัวอักษร แต่ไม่สามารถผสมคําได้ หรือมีความบกพร่องในการจดจำพยัญชนะ สระ ขาดทักษะในการสะกดคำ เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างจำกัด หรืออ่านได้แต่คำศัพท์ง่ายๆ อ่านผิดบ่อย เด็กกลุ่มนี้จึงใช้วิธีการเดาคำเวลาอ่าน อ่านได้แต่คำที่เห็นบ่อย เนื่องจากใช้วิธีการจำคำ แต่ไม่ได้อาศัยการสะกด และอ่านตะกุกตะกัก จับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้

– ความบกพร่องด้านการเขียน (dysgraphia) ได้แก่ ปัญหาในการเขียนพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และการันต์ ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จึงทำให้เขียนและสะกดคำผิด มีปัญหาการเลือกใช้คำศํพท์ การแต่งประโยค การสรุปเนื้อหาสำคัญ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดผ่านการเขียนได้ตามลำดับชั้นเรียน แต่สามารถคัดลอกตัวหนังสือตามแบบได้ และในบางรายอาจเขียนตกหล่น สลับตําแหน่ง เขียนไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ใช้คําเชื่อมไม่ถูกต้อง เว้นวรรคหรือย่อหน้าไม่ถูกต้อง จึงไม่สามารถแต่งประโยคหรือเล่าเรื่องจากการเขียนได้ อีกทั้งเด็กบางคนอาจเขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน หรือมีปัญหาเขียนพยัญชนะกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

 

– ความบกพร่องด้านการคํานวณ (dyscalculia) ได้แก่ ความสับสนเกี่ยวกับตัวเลข ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข นับเลขไปข้างหน้าหรือย้อนหลังไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน รวมถึงขาดทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับการนับจำนวน การจำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่สามารถแปลโจทย์ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถหาคำตอบได้ หรือมีการคํานวณที่ผิดพลาด ตกหล่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขเป็นประจํา

อย่างไรก็ตาม เด็กบางคนอาจมีภาวะความบกพร่องด้านใดด้านหนึ่ง ในขณะที่เด็กบางคนอาจมีความบกพร่องร่วมกันทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน โดยความบกพร่องประเภทที่พบมากที่สุด คือ ความบกพร่องด้านการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนโดยโปรแกรมดังกล่าวต่อยอดไปสู่การรักษาเพื่อฟื้นฟูทักษะในรายที่มีความบกพร่อง และจะช่วยให้เด็กได้รับการช่วยเหลือและได้รับการดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านการเรียน และสามารถจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป เพราะยิ่งสามารถตรวจคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากเท่าไร จะยิ่งช่วยฟื้นฟูความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้เร็วยิ่งขึ้น และจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนและการดำเนินชีวิตต่อไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในทุกมิติ

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

 

ปัจจุบันประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดในการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) จากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครองและครูในโรงเรียน หรือแม้แต่การเข้าถึงการรักษา เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรองซึ่งมีอยู่จำกัด การออกแบบประเมินที่ยังไม่ครอบคลุมการทดสอบทักษะของเด็กที่เหมาะสม

ซึ่งส่วนใหญ่ถูกแปลมาจากชุดคัดกรองภาษาต่างประเทศ และการตรวจคัดกรองแต่ละครั้งใช้เวลานาน ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตมาพร้อมความบกพร่อง และค่อยๆ ส่งผลกับการเรียนรู้ที่เด่นชัดเมื่อโตขึ้น สำหรับประเทศไทย มีอัตราการเกิดใหม่อยู่ที่ 8 แสนคนต่อปี ซึ่งคาดว่า จะมีอัตราการเกิดภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้เพิ่มเป็น 4 หมื่นคนต่อปี และพบในเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 4 เท่า โดยนวัตกรรม “หนูขออ่าน” จะช่วยให้ทราบถึงปัญหาด้านพัฒนาการของเด็ก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมและมีพัฒนาการที่สมวัย

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

“กล่องฝึกมือ”รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

Published March 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363403

“กล่องฝึกมือ”รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

กล่องฝึกมือ

“กล่องฝึกมือ” รพ.เกาะจันทร์ ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้าน ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

สิ่งประดิษฐ์กล่องฝึกมือจากกล่องกระดาษเหลือใช้ โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้าน ช่วยฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือให้กลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ ลดภาระการดูแลของครอบครัวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงนวัตกรรมโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี เป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ของทีมงานกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบประสาทและการเคลื่อนไหวช่วยฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนและมือให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้านอย่างต่อเนื่องช่วยฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือ ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้มากขึ้น

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม

เช่น การรับประทานอาหาร ล้างหน้า แปรงฟัน หยิบสิ่งของที่ต้องการได้ ลดภาระการดูแลของบุคคลในครอบครัวทำให้ผลงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านสิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข นำเสนอด้วยโปสเตอร์ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 “สร้างสรรค์เทคโนโลยีการสาธารณสุขเพื่อสุขภาพ” และได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ในงานเอชเอ ฟอรั่ม ครั้งที่ 20 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

นพ.สุกิจ พึ่งเกศสุนทร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะจันทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบประสาทและการเคลื่อนไหวมีจำนวนเพิ่มขึ้นการฟื้นฟูมีหลายรูปแบบ เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า การประคบร้อน การฝึกออกกำลังกายกล้ามเนื้อการฝึกทรงตัว การฝึกการเคลื่อนย้ายตัวและเดินการฝึก การประสานงานของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

 

สำหรับการฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนและมือ จากเดิมผู้ป่วยจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกวัน เพื่อใช้อุปกรณ์ฝึกมือที่งานภายภาพบำบัด

ทีมงานกายภาพบำบัดได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับฝึกกล้ามเนื้อแขนและมือจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกที่บ้านโดยไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดูแล เริ่มประดิษฐ์รุ่นแรกตั้งแต่ปี 2557 และพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาเป็น “กล่องฝึกมือเวอร์ชั่น 2” ปรับรูปแบบการฝึกให้มีความยาก ซับซ้อนขึ้น และเหมาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้เกิดความท้าทายจากการทดสอบกับผู้ป่วยที่มีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือระดับ 2 จำนวน 5 ราย นำอุปกรณ์ไปฝึกที่บ้านเป็นระยะเวลา 2 เดือน ปรากฏว่ากำลังกล้ามเนื้อแขนและมือเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3-5 มีความพึงพอใจต่อการใช้เพราะเห็นพัฒนาการการใช้มือที่ชัดเจนทำให้มีกำลังใจในการฝึก

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

 

ทั้งนี้กล่องฝึกมือเวอร์ชั่น 2 ยังสามารถประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยได้หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มโรคพาร์กินสัน กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มบาดเจ็บไขสันหลัง ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวแขนและมือ และให้กล่องฝึกมือแก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ นำไปฝึกที่บ้านอย่างต่อเนื่อง หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่งานกายภาพบำบัดโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี โทร.0-3816-6300

%d bloggers like this: