eat-travel

All posts tagged eat-travel

คู่มือชมอาคารไม้โบราณ500ปี ที่บ้านเกิดเชกสเปียร์กวีเอกของโลก

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/600156

  • วันที่ 09 ก.ย. 2562 เวลา 18:53 น.

คู่มือชมอาคารไม้โบราณ500ปี ที่บ้านเกิดเชกสเปียร์กวีเอกของโลก

สแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอนมีอะไรให้ชื่นชมมากว่าความเป็นบ้านเกิดเของกวีเอก ที่นี่มีอาคารโบราณยุคทิวดอร์หลายหลัง มีอายุระหว่างศตวรรษที่ 15 – 16  โดยกรกิจ ดิษฐาน

เมืองสแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอน (Stratford-upon-Avon) บ้านเกิดของวิลเลียม เชกสเปียร์ กวีเอกและนักแต่งบทละครชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ เมืองนี้จึงเป็นสถานที่ที่ผู้สนใจในบทกวีต้องมาเยือนกันสักครั้งหากผ่านมายังอังกฤษ

เมืองนี้ห่างจากลอนดอนแค่ 2 ชั่วโมง และมีขนาดย่อมสามารถเดินชมอย่างละเอียดได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่สำหรับคนเดินทางผ่านเพื่อที่จะได้ชื่อว่ามาถึงเมืองของเชคสเปียร์ อาจใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็คงรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว

ลวดลายแกะสลักที่บ้านไม้โบราณ Harvard House

แต่สแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอนมีอะไรให้ชื่นชมมากว่าความเป็นบ้านเกิดเของกวีเอก ที่นี่มีอาคารโบราณยุคทิวดอร์หลายหลัง มีอายุระหว่างศตวรรษที่ 15 – 16 อาคารเหล่านี้เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Timber framing หรือตึกโครงไม้ซุง หรือบางครั้งเรียกว่าตึกกึ่งไม้ซุง (half-timbered) ลักษณะเด่นคือมีโครงสร้างเป็นไม้ท่อนสลับกับปูนพลาสเตอร์สีขาว

อาคารเล่านี้มีอายุราว 400 – 500 ปี หรือมีอายุร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา ขณะที่อาคารไม้สมัยอยุธยาในประเทศไทยหาชมยากเย็นมาก แต่ที่อังกฤษยังคงหลงเหลืออยู่หลายหลัง แถมยังใช้งานป็นบ้าน โรงแรม และผับอย่างมั่นคงถาวร

โบสถ์และโรงเรียนที่เชกสเปียร์เคยเรียนหนังสือ

หากได้มีโอกาสได้ไปเยือนเมืองสแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอนแล้ว และมีความคิดที่จะสำรวจอาคารไม้ซุง ขอแนะนำให้เริ่มต้นที่ Henley Street ตรงกลางของถนนสายนี้คือ อาคารสมัยทิวดอร์ที่มีไปเยี่ยมชมมากที่สุด เพราะเป็นบ้านเกิดของวิลเลียม เชกสเปียร์ (Shakespeare’s Birthplace)

เชื่อกันว่าวิลเลียมเชกสเปียร์เกิดและเติบโตที่บ้านหลังนี้ในปี 1564 ตอนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เปิดให้สาธารณชนและผู้มาเยือนได้ชม และเรียกกันว่าเป็น “เมกกะสำหรับคนรักวรรณกรรม” ตัวบ้านเองนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ถือเป็นบ้านที่มีระดับหลังหนึ่ง จอห์น เชกสเปียร์ พ่อของวิลเลียม เป็นผู้ผลิตถุงมือและตัวแทนจำหน่ายขนสัตว์ และบ้านถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เพื่อให้จอห์นสามารถดำเนินธุรกิจไปพร้อมๆ กับพักอาศัย

1. บ้านเกิดของวิลเลียม เชกสเปียร์ (Shakespeare’s Birthplace)

จากบ้านของเชกสเปียร์ เดินตรงไปตามถนน Henley Street จนถึงวงเวียน ให้เดินอ้อมเข้าไปที่ถนน High Street ก็จะเริ่มเห็นบ้านไม้ซุงหลายหลังเรียงรายไปตามถนนสายนี้ หนึ่งในนั้นที่สำคัญที่สุดคือ Harvard House บ้านเลขที่ 26 สร้างขึ้นเมื่อปี 1596 โดยโทมัส โรเจอร์ ปู่ของจอห์น ฮาร์วาร์ด (John Harvard) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยซาบซึ้งในความดีของเขาจึงตั้งชื่อมหาวิทยาลัยตามนามสกุลของเขา

2. อาคาร Harvard House

ข้างๆ กับ Harvard House คือ The Garrick Inn โรงแรมโบราณสร้างเมื่อปี 1596 แต่บางส่วนเก่าแก่ถึงศตวรรษที่ 14 จึงถือเป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้ และลือกันว่าผับและที่พักแรมทางแห่งนี้มีผีสิง สมัยก่อนที่นี่มีชื่อว่า Greyhound แต่ในปี 1795 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น The Garrick Inn ตามชื่อของนักแสดงชื่อดัง เดวิด แกร์ริก ซึ่งโด่งดังจากการรับบทบาทในบทละครที่เขียนโดยเชกสเปียร์

3.The Garrick Inn กับ Tudor House

ต่อจาก The Garrick Inn คือห้องแถวที่มีชื่อว่า Tudor House สร้างขึ้นราวปี 1595-6 และใกล้ๆ กันเป็นบ้านเลจที่ 19 และ 20 ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 1610

เมื่อพ้นจาก Tudor House มาแล้วจะเป็นถนน Chapel Street อาคารที่สำคัญอยู่ที่ปลายถนนอีกด้าน ทางฝั่งหนึ่งคือ Nash’s House ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อราวปี 1600 เป็นบ้านของโทมัส แนช หลานเขยของเชกสเปียร์ ปัจจุบันป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนข้างๆ บ้านหลังนี้ คือบ้านอีกหลังของเชกสเปียร์ ที่เรียกว่า New Place เป็นบ้านที่กวีเอกเสียชีวิตลงในปี 1616 แต่ปัจจุบันตัวบ้านไม่หลงเหลืออยู่แล้ว กลายเป็นสวนที่ระลึกของเขา

4. Nash’s House

ฝั่งตรงข้าม New Place คืออาคารสมัยทิวดอร์ที่มีขนาดใหญ่มาก นั่นคือ The Falcon Hotel มีความเก่าแก่ที่สุดหลังหนึ่ง เพราะสร้างราวปี 1500 แต่เนื่องจากให้บริการเป็นโรงแรม จึงมีการตกแต่งอาคารภายในเป็นแบบสมัยใหม่ไม่เหลือเค้าเดิม ส่วนภายนอกยังงดงามในแบบศตวรรษที่ 16

5. The Falcon Hotel

ที่หัวมุมถนนคือ Guild Chapel โบสถ์สมัยศตวรรษที่ 13 เมื่อเดินต่อไปสักนิดหนึ่งจะเป็นถนน National Cycle ต่อกับตัวโบสถ์คืออาคารสมาคมอาชีพแห่งเมือง (Stratford-upon-Avon Guildhall) เป็นที่ชุมนุมทางศาสนาของผู้มีอาชีพพ่อค้า อาคารนี้มีความเก่าแก่มาก เพราะสร้างขึ้นในปี 1417 และเป็นสถานที่ที่เชกสเปียร์เรียนหนังสือในราวปี 1570 (พ่อของเชกสเปียร์เป็นพ่อค้าคนหนึ่งในเมือง)

6. อาคารสมาคมอาชีพแห่งเมือง (Stratford-upon-Avon Guildhall)

เมื่อพ้นจากอาคารหลังนี้ไป ให้เดินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดทางถนน เมื่อเลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปสักพักหนึ่ง จะพบอาคารสำคัญอีกหลัง เป็นบ้านส่วนบุคคลที่มีชื่อว่า Hall’s Croft สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 บ้านหลังนี้เป็นที่พักอาศัยของลูกสาวของเชกสเปียร์คือ ซูแซนนา ฮอลล์ กับสามีคือจอห์น ฮอลล์ ในส่วนของลูกเขยคนนี้ ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อตา โดยมีหลักฐานเรื่องการปรึกษาหารือและเดินทางไปลอนดอนด้วยกัน หลังจากเชกสเปียร์เสียชีวิตแล้ว ครอบครัวฮอลล์ย้ายจาก New Place มาอาศัยที่บ้านหลังนี้

7. Hall’s Croft

เมื่อผ่าน Hall’s Croft แล้วจะไม่มีบ้านแบบโบราณอีก แต่จะพบกับโบสถ์ Church of Holy Trinit สมัยศตวรรษที่ 13 ภายในคือสถานที่ฝังศพของเชกสเปียร์กับครอบครัว บรรยายกาศเงียบสงบและขรึมขลังแบบศิลปะกอธิก แม้ว่าแต่ละปีจะมีผู้มาเยือนและไว้อาลัยเชกสเปียร์ถึง 200,000 คนแต่ก็ยังรักษาบรรยากาศที่สงบร่มรื่นเอาไว้ได้

8. สถานที่ฝังศพของเชกสเปียร์

นอกเหนือจากอาคารเหล่านี้แล้ว ยังมีบ้านโบราณอีกจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่นอกเส้นทาง ที่สำคัญที่สุดคือบ้านของแอนน์ แฮททาเวย์ (Anne Hathaway’s Cottage) ภรรยาของเชกสเปียร์ ห่างจากตัวเมืองราว 1.6 กิโลเมตร เป็นกระท่อมมุงหญ้าที่กระทัดรัดท่ามกลางสวนดอกไม้ที่สวยงาม

(ขอขอบคุณธนาคารออมสิน ที่เอื้อเฟื้อการเดินทางในครั้งนี้)

Advertisements

ปักหมุดวันหยุด 7 โลเคชั่นโดนใจสายฮิปสเตอร์ 4 สถานีใหม่ MRT ส่วนต่อขยาย

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/599890

  • วันที่ 06 ก.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

ปักหมุดวันหยุด 7 โลเคชั่นโดนใจสายฮิปสเตอร์ 4 สถานีใหม่ MRT ส่วนต่อขยาย

ขึ้นรถไฟฟรีไปไหนดี! บัตรมิวพาสแชร์เส้นทางเดินเล่นสุดคุ้ม 7 โลเคชั่นโดนใจสายฮิปเตอร์ กับ 4 สถานีใหม่ MRT ส่วนต่อขยาย ใกล้เกาะรัตนโกสินทร์

แชร์เส้นทางเดินเล่นสุดคุ้มบนเส้นทางรถไฟของมหานครสุดชิค พาย้อนเวลากับไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวบางกอกในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก ชมกำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในนิทรรศการภายในอาคารพระมหามณฑปฯ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ไปตื่นตากับตึกแถวโบราณสุดคลาสสิกที่อยู่ใกล้แหล่งเรียนรู้มากมายแค่นิดเดียว อาทิ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หอศิลป์กรุงไทย บ้านหมอหวาน หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และชมนิทรรศการสุดตระการตาของไทยและจากต่างประเทศที่มิวเซียมสยาม

· ออกสตาร์ทจากสถานีหัวลำโพง แล้วไปย้อนเวลาตามหาชาวบางกอก

ถ้าใครที่เดินทางด้วย MRT สายสีน้ำเงินอยู่เป็นประจำ ก็จะทราบดีว่าก่อนหน้านี้ ถ้าออกเดินทางจากสถานีเตาปูน ก็จะไปสิ้นสุดที่สถานีหัวลำโพงนั่นเอง แต่ปัจจุบันเส้นทางเดินรถสายนี้ได้ขยายออกไปไกลถึงท่าพระ เชื่อมผู้คนจากฝั่งธนบุรีด้วยตัวเลือกที่มากขึ้น ซึ่งในบริเวณนี้มีแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมวิถีชุมชน สภาพความเป็นอยู่ของชาวบางกอก ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 มาจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก หรือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก

ซึ่งสามารถครีเอทให้การเดินทางมีชีวิตชีวาตามสไตล์ชาวบางกอกมากขึ้นด้วยการโบก “รถตุ๊กตุ๊ก” พาหนะสุดคลาสสิคที่เป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว ซึ่งภายในบอกเล่าเรื่องราวของชาวบางกอกที่มีฐานะปานกลาง ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่ผ่านการใช้งานจริงนำมาแสดงด้วย โดยแนะนำให้พกกล้องดีๆ ไปสักตัว เพราะเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นชาวบางกอกในอดีตจริงๆ

· สถานีต่อไปลุยย่านไชน่าทาวน์เมืองไทยที่สถานีวัดมังกร

ดูเหมือนว่าหลังจากที่ MRT ส่วนต่อขยายได้เปิดทดลองใช้บริการเพียงไม่นาน สถานีวัดมังกรก็กลายเป็นสถานีที่มีประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปให้บริการเป็นจำนวนมาก ด้วยสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ตั้งรกรากและทำการค้าขายมาตั้งแต่อดีต และเป็นย่านการค้าที่มีชื่อเสียงมายาวนานของย่านเยาวราช ประกอบกับสตรีทฟู๊ดอันเลื่องชื่อระดับตำนานที่มีให้เลือกอย่างจุใจ

ซึ่งนอกจากความคึกคักของย่านเยาวราชที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนในแต่ละปีจำนวนมากแล้ว ในย่านนี้ยังมีที่สุดพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย ที่สร้างด้วยทองคำเนื้อเจ็ดน้ำสองขา และได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุ๊คว่าเป็นปูชนียวัตถุที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งประดิษฐสถานอยู่ภายในวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร โดยผู้ถือบัตรมิวพาสยังสามารถแสดงบัตรเพื่อเข้าชม ที่จัดแสดงการกำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไว้อย่างครบถ้วน

· เพลิดเพลินกับ 4 แหล่งเรียนรู้ย่านห้องแถวโบราณที่สถานีสามยอด

 

MRT สถานีสามยอด ถือเป็นอีกแห่งที่สะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน ผ่านสถาปัตยกรรมของทางเข้าออก ที่เนรมิตให้เหมือนห้องแถวสุดคลาสสิค และยังใช้ประตูเข้าออกสถานีเป็นแบบบานเฟี๊ยมตรงตามรูปแบบของห้องแถวโบราณในย่านนี้ โดยผู้ถือบัตรมิวพาสสามารถเลือกเข้าชมแหล่งเรียนรู้ในบริเวณใกล้เคียงได้ถึง 4 แห่ง ได้แก่

1) พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หนึ่งในแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

2) หอศิลป์กรุงไทย ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ซึ่งในอดีตเคยเป็นอาคารสำนักงานใหญ่แห่งแรกของธนาคารกรุงไทย

3) บ้านหมอหวาน อาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลย่านเสาชิงช้า ที่ยังคงเป็นสถานที่ปรุงยาแผนโบราณของหมอหวานที่สืบต่อกันมากว่า 4 ชั่วอายุคน

4) หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สถานที่จัดแสดงนิทรรศการของศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่น ตลอดจนศิลปินอาวุโสที่ได้รับการยกย่อง ซึ่งมีหลายผลงานมาจัดแสดงในนิทรรศการหมุนเวียนตลอดทั้งปี ซึ่งแหล่งเรียนรู้ทั้ง 4 แห่งนี้ ช่วยให้สถานีสามยอด เป็นอีกหนึ่งสถานีที่น่าแวะมากที่สุดแห่งหนึ่ง

· ปิดท้ายที่สถานีสนามไชย ชานชาลารถไฟสไตล์ท้องพระโรงสุดตระการตา

สถานีสนามไชย ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานี MRT ที่มีความวิจิตรบรรจงสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาสถานีส่วนต่อขยาย และที่นี่ยังมีความน่าสนใจนอกจากการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่พร้อมจะสะกดทุกสายตา และทำให้ช่างภาพหลายคนต้องแบกกล้องออกไปลั่นชัตเตอร์เก็บมารีวิวกันมากมาย แต่ความพิเศษของสถานีสนามไชยยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะทางออกประตู 1 เป็นทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยัง “มิวเซียมสยาม” ได้โดยตรง ซึ่งสามารถเข้าไปชมนิทรรศการถอดรหัสไทย และนิทรรศการลายสักระดับโลกที่เกิดจากความร่วมมือของไทยและไต้หวัน “สักสี สักศรี” ได้อีกด้วย

โดยผู้ที่ผ่านมายังย่านนี้ ยังสามารถไปกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดชื่อดังในบริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย อาทิ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่งน่าจะโดนใจนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

ปัจจุบันทั้ง 4 สถานียังเปิดให้บริการฟรี จากสถานีต้นทางที่สถานีหัวลำโพง ในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. จนถึงวันที่ 28 กันยายน 2562 ก่อนเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์หลังจากนั้น โดยผู้ที่สนใจไปทดลองใช้บริการ MRT เส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการ แนะนำให้พกบัตรมิวพาสติดตัวไปด้วย เพราะนอกจากจะสามารถใช้เป็นบัตรผ่านเข้าชมแหล่งเรียนรู้ที่ร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มแล้ว ยังได้รับส่วนลดพิเศษในร้านค้า ร้านอาหารที่ร่วมรายการอีกด้วย โดยผู้ที่ยังไม่มีบัตรมิวพาสสามารถหาซื้อได้ในราคาสุดคุ้มเพียง 299 บาท จากช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อาทิ พิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วม 32 แห่ง KTC Touch 23 แห่ง ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) ทุกสาขา สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรของเจ้าพระยาทัวร์ริสโบ๊ท ซึ่งผู้ที่สนใจแหล่งเรียนรู้บนเส้นทางของ MRT สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย รวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรมิวพาส สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 529 หรือที่เฟซบุ๊ก Muse Pass (www.facebook.com/musepass)

BlueSpice ข้าวต้มโต้รุ่งบุฟเฟ่ต์จัดหนัก อัดเต็มพิกัดไม่จำกัดเวลา

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/599627

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

BlueSpice ข้าวต้มโต้รุ่งบุฟเฟ่ต์จัดหนัก อัดเต็มพิกัดไม่จำกัดเวลา

โพสต์ทูเดย์พาชิมบุฟเฟ่ต์ข้าวต้มโต้รุ่งในโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่ใจกลางทองหล่อ แต่ขอราคาเบาๆ แค่ 420 บาท ที่ห้องอาหาร BlueSpice @Grande Center Point Hotel Sukhumvit 55

ต้องบอกก่อนว่าเห็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์มาเยอะ ทั้งสุกี้ ชาบู ปิ้งย่าง หม่าล่า แซลมอน ยันของหวาน แต่พอบอกว่า “ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์” เอ…กลับไม่ค่อยมีให้เห็น

วันนี้เลยถือโอกาสเปิดประสบการณ์มื้อค่ำอร่อยล้ำๆ ใจกลางทองหล่อ ที่ “ห้องอาหาร BlueSpice” ในโรงแรม Grande Center Point Hotel Sukhumvit 55 ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์ที่เปิดมาประมาณ 2 ปี สัมผัสความไม่ธรรมดาในความธรรมดาที่มาในราคาจับต้องได้ จัดเต็มสูบทุกบาร์ ฟาดเรียบทั้งคาวทั้งหวาน ชนิดอิ่มจนต้องร้องขอชีวิตหากคิดว่าจะลองทุกเมนู

ชื่นชมกับบรรยากาศของห้องอาหารที่เรียบหรู มีความเป็นส่วนตัว แต่ก็ให้ความรู้สึกที่เป็นกันเอง เหมาะกับพาครอบครัวมาร่วมมื้ออาหารในช่วงค่ำ รองรับได้ประมาณ 150 ที่นั่ง มีไพรเวทโซนรองรับกรุ๊ปที่ต้องการความเป็นส่วนตัว (โทรจองล่วงหน้า)

เริ่มกันเลยกับโซนบุฟเฟ่ต์ข้าวต้มที่มีให้เลือกถึง 5 แบบ ทั้งข้าวต้มปกติ ข้าวต้มเผือก ข้าวต้มข้าวกล้อง ข้าวต้มธัญพืช และข้าวต้มมันม่วง เรียกไลค์รัวๆ จากครอบครัวรักสุขภาพ

จัดหนักยิ่งกว่าด้วยเครื่องเคียงข้าวต้มที่มีให้เลือกละลานตา ไม่ว่าจะผักกาดดอง เต้าหู้ยี้ ปลากรอบ ไข่ต้ม  ไข่เยี่ยวม้า  ไข่เค็ม เรียกว่ามาเต็มสมศักดิ์ศรี

ถึงคิวบาร์อาหารปรุงสดๆ กินกับข้าวต้มร้อนๆ DIY ตามชอบ เริ่มจากเลือกผักที่ต้องการ อาทิ ผักบุ้ง คะน้า ป๋วยเล้ง ผักกระเฉด ผักกาด ต้นอ่อนทานตะวัน ดอกแคร์ ไหลบัว แล้วส่งให้กับพ่อครัวทำให้ได้เลย ทั้งเมนูหมูกรอบ ปลาเค็ม หรือผัดไฟแดง

ตามมาติดๆ กับโซนเมนูซิกเนเจอร์ที่จะปรับเปลี่ยนไปทุกวัน เช่น เล้งแซ่บ บะกุ๊ดเต๋ ก๋วยเตี๋ยวหมู ก๋วยเตี๋ยวเป็ด-ไก่  โจ๊กหมู กุ้งอบวุ้นเส้น ยำแซลม่อนแซ่บ

พลาดไม่ได้กับโซนยำ DIY เต็มคำตามใจกับการเลือกวัตถุดิบมายำ อาทิ ไส้กรอก เห็ด ปูอัด ลูกชิ้น เต้าหู้ปลา เบคอน ผัก ผลไม้ เนื้อหมู ไข่ดาว แล้วลงมือยำเอง เลือกระดับความเผ็ดตามสไตล์ มั่นใจว่าต้องอร่อยเพราะทาง BlueSpice เตรียมน้ำยำและน้ำส้มตำที่ผ่านการรังสรรค์มาไว้ให้แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีขนมจีบ ซาลาเปา ข้าวสวย ข้าวผัด พร้อมกับข้าวไว้เติมเต็ม อาทิ จับฉ่ายกระดูกเป็ดสูตรเฉพาะ หมูผัดพริกไทยดำ ขาหมูพร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ด หมูนึ่งเค็ม ต้มยำโป๊ะแตก ต้มจืด ปลาผัดขึ้นฉ่าย ไข่เจียวทรงเครื่อง เน้นง่ายๆ แต่อร่อย ดีเทลดีงาม

ตบท้ายด้วยบาร์ของหวานที่มีให้เลือกทั้งน้ำแข็งไส ไอศกรีม เต้าฮวย พร้อมเครื่องเคียงครบสูตร ทั้งพุทธาเชื่อม ลูกชิด ถัวแดง เฉาก๊วย ทับทิมกรอบ วุ้นมะพร้าว ลอดช่อง ขนมปังเป็นต้น เผื่อท้องให้ขนมปังปิ้ง ขนมปังสังขยาใบเตย สังขยาชาไทย แพนเค้ก

อย่ามัวแต่ทึ่งในความเยอะ ตามมาเช็กอินดื่มกินฟินๆ แบบนี้ได้ที่ BlueSpice Dining Room @Grande Centre Point Sukhumvit 55 ชั้น Lobby เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17:00 – 23:00 น. โทร. 02-020-8000 ต่อ 4440 / 02-042-8056 / 090-961-9494

‘สักสี สักศรี’ นิทรรศการที่แทททูเลิฟเวอร์ห้ามพลาด

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/599428

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

'สักสี สักศรี' นิทรรศการที่แทททูเลิฟเวอร์ห้ามพลาด

“สักสี สักศรี” นิทรรศการที่เปิดเผยตัวตนสุดอันซีนของไต้หวัน ผ่านรอยสักของกลุ่มชาติพันธุ์จาก 2 หมู่บ้าน มรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังเลือนหาย

มิวเซียมสยาม ชวนแทททูเลิฟเวอร์ชมนิทรรศการ “สักสี สักศรี Tattoo COLOR Tattoo HONOR” แหล่งรวมลายสักหายากของกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวไท่หย่า และชาวไผวัน ผ่านประวัติศาสตร์ และรากเหง้าทางวัฒนธรรมสุดคลาสสิกที่ยังไม่มีหนังสือนำเที่ยวเล่มไหนเคยเขียนรีวิวมาก่อน ชมฟรีได้ตั้งแต่วันนี้-27 ต.ค. 2562

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไต้หวัน” มีความน่าสนใจในมิติของการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทยที่แห่ไปเที่ยวจนเกิดกระแส “ไต้หวันเลิฟเวอร์” ด้วยสภาพภูมิอากาศ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ ทักษะภาษาอังกฤษของพลเมืองในไต้หวันที่เอื้อต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไต้หวันที่จัดให้ไทยอยู่ในบัญชีที่ได้รับการยกเว้นการขอวีซ่านักท่องเที่ยว ยิ่งทำให้การตัดสินใจไปเที่ยวไต้หวันของคนไทยง่ายขึ้นอีก สังเกตได้จากเว็บไซต์และเพจต่างๆ ที่มีเนื้อหาแบ่งปันเส้นทางท่องเที่ยว รีวิวที่พักและร้านอาหาร ผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านชานมไข่มุกต้นตำหรับที่ต้องไปลอง ยิ่งสะท้อนความนิยมของคนไทยที่มีต่อมหานครแห่งนี้ และไต้หวันยังมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่แฝงเร้นด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น ความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุเก่าแก่และมีความโดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก วิถีผู้คนกลุ่มแรกของไต้หวัน ซึ่งเป็นเหมือนแม่กุญแจไขสู่เรื่องราวสุดอันซีน ที่ยังรอคอยการค้นหาของผู้ที่ไปเยือน

แต่สำหรับคนที่ยังลังเล หรือกำลังเก็บเงินสักก้อน ก่อนตัดสินใจซื้อตั๋วเดินทางไปตามรอยชาไข่มุก หรือตามรอยประวัติศาสตร์ของไต้หวัน “มิวเซียมสยาม” ขอแนะนำนิทรรศการ “สักสี สักศรี” ที่จะทำให้รู้จักกับไต้หวันในมุมมองที่ลึกซึ้งผ่านลายสักของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่บันทึกเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมและความเป็นมาของไต้หวันไว้อย่างน่าสนใจ แบบที่ยังไม่เคยมีหนังสือนำเที่ยวหรือเว็บไซต์ไหน เคยเขียนรีวิวมาก่อน

ซึ่งนิทรรศการ “สักสี สักศรี Tattoo COLOR Tattoo HONOR” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมกับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไต้หวัน และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก่อนรอยแห่งเกียรติจะลบเลือน” ที่รวบรวมศิลปะการสักลายบนเรือนร่างของกลุ่มชาติพันธุ์ในไต้หวันจาก 2 หมู่บ้าน คือ ชาวไท่หย่า (Atayal) ชาวไผวัน (Paiwan) กับลายสักที่แฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง ถึงความกล้าหาญ เกียรติยศ และคติความเชื่อ ซึ่งนายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า นิทรรศการชุดนี้จะต้องโดนใจ “แทททูเลิฟเวอร์” อย่างแน่นอน

· เปิดจารึกกลุ่มชาติพันธุ์อันเก่าแก่ทางตอนเหนือของไต้หวัน กับวัฒนธรรมการสักหน้าของชาวไท่หย่า

ในยุคก่อนที่ไต้หวันจะกลายเป็นมหานครที่เจริญรุ่งเรือง และรายล้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ในอดีตพื้นที่ทางตอนเหนือของไต้หวันเป็นที่อยู่อาศัยของ ‘ชาวไท่หย่า’ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับการสักลายบริเวณหน้าของสตรีและบุรุษ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทและตัวตนในเผ่าของตนเอง โดยการสักหน้าของผู้ชายนั้น มีความหมายถึงการเป็นชายชาตินักรบ ความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญ ซึ่งต้องพิสูจน์ตนเองด้วยความสามารถในการล่าสัตว์และการรบ ส่วนการสักหน้าของผู้หญิงหมายความถึง การเป็นสตรีที่มีความสามารถชั้นสูงในการถักทอ และปลูกพืช มีความขยันและอดทนจนได้รับการยอมรับจากคนในเผ่า และการสักที่ใบหน้าของชาวไท่หย่า ยังเชื่อมโยงกับคติความเชื่อ ว่าผู้ที่ได้รับการสักลายบนใบหน้าจะสามารถข้ามสะพานแห่งสายรุ้งได้หลังจากเสียชีวิต ซึ่งหมายถึงการมีเส้นทางหลังความตาย และได้ไปพบกับบรรพบุรุษ ซึ่งในปัจจุบันการสักหน้าของชาวไท่หย่าไม่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ และกำลังเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่กำลังจะถูกลบเลือน

· ตัวตนและเกียรติยศที่สะท้อนผ่านวัฒนธรรมการสักมือและร่างกายของชาวไผวัน

อีกกลุ่มชาติพันธุ์อันเก่าแก่ของไต้หวัน ที่มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณทางตอนใต้ นั่นคือ “ชาวไผวัน” ซึ่งมีวัฒนธรรมการสักลายที่ช่วยบันทึกเรื่องราวของเผ่านี้ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยชาวไผวันเชื่อว่าการสักที่มือและร่างกาย เป็นวัฒนธรรมที่ให้ความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ที่ระบุถึงเกียรติยศ ศักดินา สถานะทางสังคม และความรับผิดชอบ โดยบุรุษชาวไผวันจะสักบริเวณส่วนบนของลำตัว เช่น หน้าอก หลัง และแขน ส่วนสตรีชาวไผวัน จะสักบริเวณหลังมือ รอยสักของชาวไผวันจึงถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับเผ่า เพราะจะเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่บนร่างกายไปตลอดชีวิต เหมือนกับการมีลวดลายบนเสื้อผ้า หรืองานแกะสลัก ที่สะท้อนสถานะทางสังคม ตำแหน่ง บทบาทของแต่ละคน โดยวัฒนธรรมการสักของชาวไผวัน ถูกจำกัดให้สักได้เฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าเผ่า และสมาชิกในครอบครัวหัวหน้าเผ่าเท่านั้น นั่นหมายถึงผู้ที่มีสถานะเป็นบุคคลชั้นสูงในเผ่าจึงจะสามารถสักลายพิเศษนี้ได้ และหากผู้ใดที่สักลายโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องถูกลงโทษ โดยไม่ได้รับการยอมรับจากคนในเผ่า และอาจถูกกีดกันจากเผ่าในที่สุด

วัฒนธรรมการสักจาก 2 กลุ่มชาติพันธุ์ของไต้หวัน สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามทางสังคมของไต้หวันในอดีต ในยุคก่อนที่คนไทยจะได้รู้จักในฐานะมหานครที่เจริญด้วยเทคโนโลยีและความทันสมัย ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบันลายสักของทั้ง 2 เผ่า กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตในหน้าประวัติศาสตร์ของไต้หวัน ซึ่งนิทรรศการ “สักสี สักศรี” ได้รวบรวมเอาไว้ให้ศึกษาก่อนที่ลายสักของ 2 เผ่านี้จะถูกลบเลือน โดยถือเป็นการรวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่และทรงคุณค่าผ่านรอยสักที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่ง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมของไต้หวันได้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2562

ซึ่งนอกจากลายสักหายากของ 2 กลุ่มชาติพันธุ์เก่าแก่ของไต้หวันแล้ว ภายในนิทรรศการ “สักศรี สักศรี” ยังมีวัฒนธรรมการสักพุงดำ ขาลาย ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาของไทยมาให้ชมกันอีกด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ที่มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน) ถนนสนามไชย กรุงเทพฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถเดินทางด้วย MRT สถานีสนามไชย (ทางออกประตู 1) โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 เว็บไซต์ http://www.museumsiam.org หรือ http://www.facebook.com/Museum Siam

ป. อาร์ม ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น สูตรโบราณ

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/599555

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 11:01 น.

ป. อาร์ม ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น สูตรโบราณ

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ด”ป. อาร์ม”อร่อยเฉียบขาด ด้วยลูกชิ้นเนื้อวัว เนื้อตุ๋น และน้ำซุประดับเซียน

เป็นอีกหนึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยรามคำแหง 16 ซึ่งต้องยกนิ้วให้ในเรื่องความอร่อยและสะอาด ถูกใจบรรดาสายเนื้อหลายๆคนเลยทีเดียว

นาย ปัญจพล ดิศผดุง หรือ อาร์ม เจ้าของร้านได้กล่าวว่า สูตรของทางร้าน เป็นสูตรที่ได้รับสืบทอดมาจากคุณตา คุณยายซึ่งเป็นคนจีน ซึ่งเดิมทีได้ทำกันกินในบ้านจะคัดเลือกแต่วัตถุดิบชั้นดี และเครื่องเทศเกรด เอ รสชาติของน้ำซุปเน้นที่ความหอมเป็นธรรมชาติของเนื้อวัวตุ๋นกับเอ็นและไขกระดูก กลมกล่อมอย่างลงตัว เครื่องเทศต้องใส่เพียงชูรสความอร่อยของซุปเนื้อแต่ไม่กลบกลิ่น และที่สำคัญต้องไม่ใส่ผงชูรส

ป.อาร์มก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น มี จุดเริ่มต้น จากการทำส่งเป็นออเดอร์ มาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ในกลุ่มลูกค้าประจำเพื่อทานในหมู่เพือน ครอบครัว งานเลี้ยง และชาวต่างชาติ ที่รู้จัก ซึ่งก็ได้การตอบรับเป็นอย่างดี จนเมือปี 61 ได้เริ่มเปิดร้านห้องแอร์ ในซอยรามคำแหง 16

สำหรับลูกชิ้นเนื้อก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อวัวปริมาณมาก ลูกชิ้นเอ็นก็เคี้ยวได้หนุบหนับแน่นไปด้วยเอ็นวัวเกรดดี เนื้อสามชั้นตุ๋นเป็นเนื้อเกรดดีทีแทรกกด้วยชั้นมันเพียงบางๆ ตับวัว และเอ็นแก้ว เนื้อสดก็มีความหอมอร่อย ทุกอย่างได้รับการออกแบบมาให้ลงตัวกับนำซุปเป็นอย่างดี ยิ่งทานคู่กับเส้นหมี่แบบสดของทางร้านยิ่งอร่อยจนต้องสั่งจานที่สอง

“เราเป็นร้านเล็กที่เริ่มต้นมาจากลูกค้าประจำเฉพาะกลุ่ม ความสะอาดการเอาใจใส่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ น้ำตุ๋นเนื้อที่ร้านจะไม่มีการต้มไปเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าผมทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อมาเข้าปีที่ 7 น้ำตุ๋นเนื้อเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหม้อมา 7 ปี แต่เป็นของใหม่ที่ทำวันต่อตัว จะทำให้ก๋วยเตี๋ยวของที่ร้านมีความเบาหอมลื่นคอ ไม่หนืด”

สำหรับใครที่ไม่ทานเนื้อร้านนี้ยังมีเส้นเล็กไก่ฉีกต้มยำแห้งให้เลือกรับประทานอีกด้วย

ร้าน ป.อาร์ม ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.30 เข้าจากปากซอยรามคำแหง16 มา 200 เมตร จอดรถได้ในซอย สอบถามเส้นทาง 097-223-6230

3 แบรนด์ 3 อารมณ์ กับขนมในเทศกาลไหว้พระจันทร์

Published September 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/599415

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

3 แบรนด์ 3 อารมณ์ กับขนมในเทศกาลไหว้พระจันทร์

…เริ่มสั่งขนมไหว้พระจันทร์เพื่อนำมาไหว้เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ได้แล้ว

ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จะตรงกับ “เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์” ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

ขนมไหว้พระจันทร์ S&P

ต้อนรับเทศกาลไว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์รูปลักษณ์สวยตรึงตา รสชาติอร่อยตรึงใจ มาพร้อมแพพ็กเกจล้ำความหมาย มอบสัมผัสรสหอมหวานกลมกล่อมหลากหลายรสชาติ สีสันน่าลิ้มลอง ขอแนะนำ 4 ไส้ใหม่ที่คุณต้องลอง ที่ S&P ทุกสาขา พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ซื้อ 4 ฟรี 1

ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 13 กันยายน 2562

 

เซตขนมไหว้พระจันทร์ เหมาะกับการซื้อเป็นของขวัญ มี 2 แบบให้เลือก แบบแรกคือ เซตโคมไฟใต้แสงจันทร์ (Moonlight Lantern Set) กล่องรูปร่างคล้ายโคมไฟ ด้านในเป็นลิ้นชัก 4 ชั้น (ราคากล่องอยู่ที่ 250 บาท ไม่รวมราคาขนมไหว้พระจันทร์) แบบที่สองเป็น กล่องเหล็กสีชมพูลายภาพวาดผู้หญิงจีนในชุดโบราณ ภายในกล่องสามารถเลือกขนมไหว้พระจันทร์ได้ 4 รสชาติ

ขนมไหว้พระจันทร์ S&P มีหลากหลายไส้ให้เลือก ดังนี้

– ขนมไหว้พระจันทร์ไส้ส้มช็อกโกแลตลาวา

รสส้มแมนดารินที่เข้ากันกับไส้ช็อกโกแลตลาวา หวานกลมกล่อม มีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ลักษณะไส้นุ่มฉ่ำ เพิ่มอรรถรสในการรับประทานให้อร่อยยิ่งขึ้น โดยนำออกจากบรรจุภัณฑ์ แล้วอุ่นในไมโครเวฟ ที่ 800W เวลา 25-30 วินาที หรือ 1,300W เวลา 20-25 วินาที

-ขนมไหว้พระจันทร์ไส้เบอรี่ผสมอาซาอิเบอรี่ 

ผสานความอร่อยของตระกูลเบอรี่ทั้งอาซาอิเบอรี่ แครนเบอรี่อบแห้ง สตรอเบอรี่อบแห้ง และบลูเบอรี่อบแห้ง ทำให้มีรสขาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนของแป้งเปลือกเป็นสีแดงเบอรี่ ลักษณะไส้แดงอมม่วง เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม

-ขนมไหว้พระจันทร์ไส้อินทผาลัมธัญพืช 

รวมความอร่อยของธัญพืชชนิดต่างๆ ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์สูง เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ มีกลิ่นหอมของธัญพืชรสชาติหวาน ออกเค็มเล็กน้อย เข้มข้นกลมกล่อมเหมาะสำหรับคนทานเจ

-ขนมไหว้พระจันทร์ไส้พุทธาและชามะลิ

หอมหวานกลิ่นพุทธาที่ผสานกันได้ดีกับไส้ชามะลิอย่างลงตัว อร่อยกลมกล่อม เนื้อนุ่มฉ่ำเนียนละเอียด

 

นอกจากนี้ ยังมีขนมไหว้พระจันทร์ไส้มัตฉะเรดบีน  แปลกใหม่ด้วยแป้งสีเขียวธรรมชาติ อร่อยสไตล์ญี่ปุ่น กับไส้ชาเขียวและถั่วแดง เพิ่มความหวานมันอร่อย เต็มคำ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้โหงวยิ้งล้วน รวมธัญพืชอย่างดี 5 ชนิด (เม็ดมะม่วงหิมพานต์,เม็ดแตงโม,งาขาว,เม็ดเฮ่งยิ้ง,และถั่วแมคคาเดเมีย เพิ่มรสชาติด้วยหมูหวาน ฟักเชื่อมและเครื่องเทศ ขนมไหว้พระจันทร์โหงวยิ้งไข่ 1 รวมธัญพืชอย่างดี 5 ชนิด (เม็ดมะม่วงหิมพานต์,เม็ดแตงโม,งาขาว,เม็ดเฮ่งยิ้ง,และถั่วแมคคาเดเมีย เพิ่มรสชาติด้วยหมูหวาน ฟักเชื่อมและเครื่องเทศ ผสานกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ 1 ฟอง

ขนมไหว้พระจันทร์ชากุหลาบสตรอเบอรี่ ผสานความอร่อยของรสเปรี้ยวอมหวานของสตรอเบอรี่และความหอมของกลิ่นชากุหลาบ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้มันม่วงอร่อยกับรสชาติความหอมของกลิ่นมันม่วง เนื้อเนียน นุ่มกรุบกรอบ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้หมอนทองแมคคาเดเมีย ไส้ทุเรียนหมอนทองพันธ์ุดีกับแมคคาเดเมีย อบกรอบ รสชาติหวานมันกลมกล่อม ขนมไหว้พระจันทร์บัวทองผสมแมคฯ ไข่ 1 ไส้เม็ดบัวสีทองคัดพิเศษจากฮ่องกงและแมคคาเดเมียผสานกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ 1 ฟอง กรุบกรอบจากออสเตรเลีย หอมมันไม่เหมือนใคร

พลาดไม่ได้กับ ขนมไหว้พระจันทร์หมอนทองล้วน ไส้ทุเรียนหมอนทองคุณภาพดี ขนมไหว้พระจันทร์หมอนทองไข่ 1 ไส้ทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีผสานกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ 1 ฟอง ขนมไหว้พระจันทร์หมอนทองไข่ 2 ไส้ทุเรียนหมอนทองคุณภาพดีผสานกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ 2 ฟอง ขนมไหว้พระจันทร์แปดเซียนล้วน เลือกสรรผลไม้และถั่วรวม 8 ชนิด ลูกเกดขาว ลูกเกดดำ เชอรี่เชื่อมเขียวแดง ผิวส้ม มะม่วงอบแห้ง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำผึ้งและเหล้ารัม ขนมไหว้พระจันทร์บัวล้วน  ไส้เม็ดบัวที่คัดสรรคุณภาพอย่างดี เนื้อเนียนละเอียด รสชาติกลมกล่อม ขนมไหว้พระจันทร์บัวไข่ 1 ไส้เม็ดบัวที่คัดสรรคุณภาพอย่างดี เนื้อเนียนละเอียด รสชาติกลมกล่อม ผสานกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ 1 ฟอง ขนมไหว้พระจันทร์ไส้งาดำล้วน เนื้อเนียนนุ่มหอมกลิ่นงาดำคั่วบด จากกลิ่นหอมของน้ำมันงา รสชาติกลมกล่อม

 

 

ขนมไหว้พระจันทร์  Vanilla’s Finest Mooncake

ชวนคุณเฉลิมฉลองเทศกาลสุดพิเศษประจำปีนี้ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับจากแบรนด์ Vanilla ที่นำเสนอรสชาติความหอมละมุนของขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียนและเม็ดบัว บรรจุในแพ็คเกจสุดพิเศษ

กระป๋องเหล็กทรงกลม 4 แบบ ที่มีให้เลือกทั้งลวดลาย แมว, กระต่าย, หนู และแร็กคูน ในราคาเซ็ตละ 780 บาท (4 แบบ) หรือกระป๋องละ 165 บาท (1 แบบ)

นอกจากนี้ ยังมีขนมไหว้พระจันทร์แบบบาง ไส้ทุเรียนหมอนทอง รสชาติหวานกลมกล่อมกำลังดี เพิ่มความสะดวกในการทานด้วยขนาดที่บางพิเศษ แต่ยังคงความอร่อยไว้ตามแบบต้นตำรับ มีจำหน่ายทั้งแบบซอง (บรรจุ 2 ชิ้น) ราคาซองละ 150 บาท และแบบกล่องเซ็ตกระดาษ (บรรจุ 4 ซอง) ราคาเซ็ตละ 680 บาท

พร้อมพบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ Special set เมื่อซื้อ Mooncake เดี่ยวรสเม็ดบัว หรือรสทุเรียนไข่ ชิ้นละ 165 บาท หรือ Moonlight รสทุเรียนชิ้นเดี่ยว ชิ้นละ 150 บาท ทานคู่กับเครื่องดื่ม 1 ที่ Syphon Tea ทุกรสชาติ หรือ Soda ราคาพิเศษเพียง 220 บาท

จำหน่ายแล้ววันนี้-15 กันยายน 2562 ที่ร้านวานิลลาทุกสาขา Vanilla Brasserie ชั้น G Siam Paragon โทร. 0-2610-9383 และ Vanilla Cafeteria ชั้น 2 The Helix Quartier ศูนย์การค้า EmQuartier โทร. 0-2003-6124 ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/vanillaindustry

 

ขนมไหว้พระจันทร์ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ

โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เชิญชวนทุกคนมอบของขวัญเพื่ออวยพรให้ผู้รับมีความสุขและความเจริญรุ่งเรือง เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ ด้วยชุดขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษแบบกล่องละ 2 หรือ 4 ชิ้น ที่มีสีเขียวถึง 2 โทนให้เลือกสรร

และพบกับขนมไหว้พระจันทร์ชุดพรีเมี่ยมสุดหรูที่บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ขนาดเล็ก จำนวน 8 ชิ้น บรรจุอยู่ในกล่องแพ็คเกจที่สวยงามออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อร่วมฉลองวาระสำคัญที่กลุ่มบันยันทรีครบรอบ 25 ปี และพิเศษไปกว่านั้น โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ มีความภาคภูมิใจที่ได้ยกระดับขนมไหว้พระจันทร์ไปอีกขั้นกับชุดพรีเมี่ยมที่บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ขนาดเล็ก จำนวน 8 ชิ้น ที่มาพร้อมกับชุดชงน้ำชาสุดหรู เช่นเคยเรามีไส้ให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นไส้ที่ขายดีตลอดกาล อย่าง ไส้ทุเรียน ไส้โหงวยิ้ง ไส้เม็ดบัว ไส้ถั่ววอลนัทและพุทราจีน เป็นต้น ปีนี้เชฟของเรายังได้รังสรรค์ไส้ใหม่ไม่เหมือนที่ไหนคือไส้ซอสเอ็กซ์โอ อีกด้วยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม-13 กันยายน 2562 ณ ร้านกู๊ดดี้ส์ ร้านบุฟเฟ่ต์นานาชาติร่มไทร และร้านอาหารจีนไบยุน  แบบกล่อง 2 ชิ้น ราคากล่องละ 599 บาท แบบกล่อง 4 ชิ้น ราคากล่องละ 999 บาท แบบกล่องหนังดีไซน์พิเศษ บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ขนาดเล็ก จำนวน 8 ชิ้น ราคา 1,599 บาท และแบบกล่องหนังดีไซน์พิเศษพร้อมชุดชงน้ำชา บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ขนาดเล็ก จำนวน 8 ชิ้น ราคา 3,599 บาท สอบถามโทร. 02-679-1200

Ho Ho Kitchen ชวนชิม 9 เมนูเด็ด

Published September 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/592630

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

Ho Ho Kitchen ชวนชิม 9 เมนูเด็ด

Ho Ho Kitchen ชวนสัมผัสรสชาติอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง จากสีลม สุขุมวิท สู่แยกเจริญผล

ชวนชิม 9 เมนูเด็ดในราคาที่ต้องลิ้มลอง เริ่มที่ สลัดกุ้งตะกร้า หมูผัดเปรี้ยวหวาน ผักโขมผัดกระเทียม บร็อคโคลี่ผัดกระเทียม ปลาทับทิมทอดราดต้มยำ หมูแดง/เป็ดย่าง/ไก่ซีอิ๊ว หม่าฝ่อเต้าหู้ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวผัดหยางโจว หรือ ข้าวผัดไก่ปลาเค็ม (มา 4-5 คน อย่างละ 1 จาน รวม 1,400 บาท, มา 8-10 คน อย่างละ 2 จาน รวม 2,800 บาท)

ขึ้นต้นด้วยสโลแกนร้านที่ว่า “จากสีลม.. สุขุมวิท.. สู่แยกเจริญผล” เพราะ Ho Ho Kitchen เป็นร้านอาหารที่เคยทำให้คนสีลมรู้จักกันเป็นที่แรก เมื่อปี 2540 จากนั้นในปี 2549 ได้ย้ายร้านมาอยู่ที่สุขุมวิท 49 และปัจจุบันกลับมาเปิดอีกครั้งตามคำเรียกร้องของบรรดานักชิมเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ย่านพระราม 1 ใกล้แยกเจริญผล

ชื่อร้าน Ho Ho ที่อ่านว่า โหว์ โหว์ นี้มีที่มาจากภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า “ดี ดี” สื่อถึงการเป็นร้านอาหารรสชาติดีที่ใครได้มาชิมเป็นต้องยิ้มอย่างอิ่มใจ เพราะเจ้าของร้านเลือกวัตถุดิบด้วยความใส่ใจ ปรุงด้วยใจ ให้ด้วยคุณภาพคับจาน พร้อมปริมาณที่เต็มอิ่ม และยังคงรสชาติดั้งเดิมของอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงที่สืบทอดมาจากรุ่นคุณพ่อ บรรจงสร้างชื่อต่อในปัจจุบัน โดยคุณพิเชษฐ สิทธิอำนวย ในรูปแบบร้านอาหารสไตล์ Casual Dining ที่นั่งกินคนเดียวได้แบบสบายๆ กินกับมิตรสหายก็ดี หรือจัดเต็มแบบแฟมิลี่ก็ยิ่งดีไปอีก ส่วนการตกแต่งเน้นกลิ่นอายความเป็นจีนที่ดูเรียบง่าย แฝงความโมเดิร์นนิดๆ ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้และลวดลายศิลปะจีน มีทั้งโต๊ะกลมหมุน โต๊ะเล็ก และแพลนเปิดเพิ่มที่ชั้น 2 เพื่อเป็นไพรเวทโซน

ด้านเมนูเส้นแนะนำ ผัดหมี่สิงคโปร์ (90 บาท) ใช้เส้นหมี่ผัดกับหมูแดงเส้น เติมเนื้อกุ้ง ผัดกับผงกะหรี่ อีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาดคือ ราดหน้ากุ้งใส่ไข่ (140 บาท) เลือกใช้เส้นใหญ่ผัดจนหอมกลิ่นกระทะ ราดด้วยน้ำราดหน้ากุ้งใส่ไข่ ใช้กุ้งสดเนื้อเด้งเต็มคำ ใครชอบเมนูกินง่ายสั่ง ข้าวผัดไก่ปลาเค็ม (90 บาท) จัดเต็มทั้งข้าวหอมเม็ดสวยผัดด้วยไฟแรง ตอกไข่ เติมไก่ ใส่ปลาเค็มเพิ่มมิติให้ข้าวผัดจานนี้รสชาติดีกว่าเดิม

เพิ่มเมนูผัดผักเพื่มสุขภาพด้วย บรอคโคลี่ผัดกระเทียม คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย ถั่วแขกผัดหมูสับ ส่วนอีกเมนูที่คุณแม่เจ้าของร้านชอบเป็นพิเศษนั่นคือ ผัดมะเขือยาวหมูสับ อร่อยลงตัวหอมยั่วๆ กินกับข้าวผัดก็ได้ ข้าวสวยก็ดี ยังมีเมนู โจ๊กฮ่องกง โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูเค็ม และของอร่อยรอทุกคนอีกเพียบ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูอาหารกล่องสุดคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 90 บาทพร้อมบริการเดลิเวอรี่คิดค่าส่งตามระยะทาง

อยากลิ้มรสอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงแท้แบบ Original ไปกันได้ ที่ร้าน Ho Ho Kitchen ตั้งอยู่ที่แยกเจริญผล จอดรถได้ที่ Stadium One ร้านเปิดทุกวัน แต่เวลา 11.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-077-7666

วอลท์ ดิสนีย์ เอาใจแฟนๆ มิคกี้และมินนี่ จัดแคมเปญ Mickey Go Thailand รับปีหนู

Published September 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598437

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 17:40 น.

วอลท์ ดิสนีย์ เอาใจแฟนๆ มิคกี้และมินนี่ จัดแคมเปญ Mickey Go Thailand รับปีหนู

เตรียมพร้อม!! กินเที่ยวตามรอย มิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ เมื่อเดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย เอาใจแฟนคลับด้วยการเปิดตัวโลคอลแคมเปญ ‘มิคกี้ โก ไทยแลนด์’ พร้อมจับมือพันธมิตรเผยคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก’ สร้างความตื่นเต้นครั้งแรกในประเทศไทย

เดินหน้าส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้งแล้ว สำหรับบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) ซึ่งครั้งนี้มาในแคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์ (Mickey Go Thailand)” ซึ่งเริ่มในเดือนสิงหาคม 2562 ไปจนถึงสิ้นปี 2563 เพื่อนำแฟนๆ ก้าวเข้าสู่ Year of The Mouse และร่วมเฉลิมฉลองปีหนู (ปีชวด) ไปด้วยกัน

ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ในรูปลักษณ์ที่ผสมผสานความน่ารักของตัวละครเข้ากับกลิ่นอายความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกระจัง และลายผ้าขาวม้าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ไทย พร้อมจับมือกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เปิดตัวคอลเลกชั่นน่ารัก น่าใช้ น่าสะสม อย่าง “มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเน้นสีสันสองโทน คือ โทนสีสว่างสดใส (Vivid Bright) เช่น สีชมพู สีเหลือง สีฟ้า และสีเขียว ที่แสดงถึงอุปนิสัยของคนไทยที่ร่าเริงแจ่มใส และพร้อมมอบรอยยิ้มให้กับทุกคนอยู่เสมอ ผสานกับโทนสีโทนอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล สีม่วง และสีน้ำเงิน เพื่อแสดงถึงการเป็นคนที่มีความเมตตา อบอุ่น และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงโทนสีทอง (Iconic Gold) เพื่อแสดงออกถึงความสง่างามของวัฒนธรรมไทย

ปรีชา อาชามงคล Director of Consumer Products Commercialization ประจำประเทศไทย บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ดิสนีย์มีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับพันธมิตรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในโอกาสนี้จึงได้จับมือกับพันธมิตรที่เป็นแบรนด์ระดับชั้นนำของประเทศไทยในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์สินค้าลิขสิทธิ์ในชื่อคอลเลกชั่น มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok) ซึ่งแฟนๆ จะได้เห็นมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ตัวละครที่อยู่ในหัวใจของแฟนๆ ทั่วโลกที่มีอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความสดใส ย้ำเตือนคนทุกเพศทุกวัยถึงความสำคัญของความสุข เสียงหัวเราะ การคิดบวก และความหวัง ในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงท่องเที่ยวเช็กอินไปในสถานที่สำคัญๆ ของเมืองไทย ใส่ชุดไทย ไหว้สวัสดี โดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ล่องเรือสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำ พร้อมทั้งชิมรสชาติขนมแบบไทยๆ เป็นต้น”

เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความบันเทิงและความสนุกสนานให้กับแฟนๆ ทั่วโลก โดยยึดหลักของการมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ หรือ Magical Moments ผ่านการนำเสนอเนื้อหาและตัวละครต่างๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ตรงกับความชื่นชอบของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น (Localization) เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วโลก และเพื่อเป็นการส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนชาวไทยอีกครั้ง ในปีนี้ดิสนีย์จึงได้เปิดตัวโลคอลแคมเปญ มิคกี้ โก ไทยแลนด์ (Mickey Go Thailand) และนับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแคมเปญ แชร์ อะ สมายล์ (Share A Smile) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของมิคกี้ เม้าส์ ตัวละครที่เป็นขวัญใจของคนทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ มิคกี้ เม้าส์ชาวไทย

โดยพันธมิตรที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อผ้าและแอกเซสเซอรี่ ได้แก่ ยูนิโคล่, เล ซองฟอง, โฟร์พี, โซว กรุ๊ป, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, โจซิลินส์ และโมโมจิ จากเบสท์โปรเจคท์, พีดับเบิ้ลยูเอส คอลเลกชั่น และพันธมิตรใหม่อย่างพรีม่าโกลด์ กลุ่มของเล่น ได้แก่ การ์ตูน แคแร็คเตอร์ และเกี๊ยก กลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ แบรนด์มิว-นิค จากวรินดา, เอส แอนด์ พี และเวล-บี จากโจ-ลี่ แฟมิลี่ รวมถึงกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แก่ นีซ โปรดักท์, ดับเบิ้ลสตาร์ และแบรนด์เจสสิก้าจากลีรุ่งเจริญ โดยสินค้าจากทุกแบรนด์จะเริ่มทยอยจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป ทั้งในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ดิสนีย์ยังได้ร่วมมือกับ LINE สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ในแอปพลิเคชันทั้งรูปตัวละครมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ และข้อความจากใจมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ที่ต้องการส่งมอบให้แฟนๆ ชาวไทย อย่าง ‘สวัสดี’ ‘ขอบคุณ’ ฯลฯ เพื่อให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับตัวละครทั้งสองมากยิ่งขึ้น

เตรียมตามรอยและตามเก็บสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์” จากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทยที่ออกแบบมาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ และตลอดปี พ.ศ. 2563 ไปด้วยกัน

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

Published September 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598084

  • วันที่ 21 ส.ค. 2562 เวลา 19:40 น.

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

ใครมีแพลนขึ้นเหนือแอ่วเมืองเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง “The Faces Gallery & Gastro Bar” หลบมุมซุ้มเมืองโบราณ ชิมอาหารรสดี เต็มอิ่มอาหารตา ชื่นอุรางานศิลป์

มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็มักได้รับความประทับใจกลับมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้อิ่มเอมเปรมใจไปกับอาหารฟิวชั่น คั่นด้วยเสียงน้ำตก หลบร้อนที่มุมเมืองลึกลับที่รายล้อมด้วยศิลปะโบราณท่ามกลางต้นไม้สุดร่มรื่น ของร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar (เดอะ เฟสเซส แกลอรี่ แอนด์ กาสโทร บาร์)

ร้านนี้อยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ เพียงแค่ 200 เมตร สังเกตป้ายร้านง่ายๆ เดินเข้าซอยนิดเดียวก็จะมองเห็นซุ้มประตูหน้าร้านที่ทำจากอิฐมอญฟิลเมืองโบราณตั้งตระหง่านทางขวามือ เดินเข้ามาภายในสัมผัสกับความมีเสน่ห์ผสานมนต์ขลังอารยธรรมเก่าแก่เหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในอาณาจักรขอมโบราณ ตื่นตาไปกับงานศิลปะ เทวรูป และประติมากรรมฝาผนัง

ด้านอาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มไม่น้อยหน้าด้วยเมนูฟิวชั่นที่เสิร์ฟมาหรูหราน่าลั่นชัตเตอร์ เริ่มด้วยเครื่องดื่มดับร้อนอย่าง เปปเปอร์มิ้นต์โซดา (85 บาท) สดชื่น หอม หวาน เย็น สมเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ ตามด้วย สตรอเบอร์รี่สมูทตี้ (120 บาท) แก้วนี้เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ยังมีเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร อาทิ น้ำส้ม สับปะรด มะม่วง เสาวรส มะตูม อัญชันน้ำผึ้งมะนาว

ด้านเมนูเรียกน้ำย่อยแนะนำเป็น สะเต๊ะไก่ (150 บาท) ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศมาแต่ไกล สำหรับไก่สะเต๊ะย่างร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหมกไก่ อาจาด และน้ำจิ้ม ต่อด้วย เมี่ยงปลาทอด (220 บาท) เมนูที่ประยุกต์มาจากอาหารไทยโบราณ เนื้อปลาชุบแป้งทอดกรอบเสิร์ฟคู่ใบชะพลูและน้ำเมี่ยงสูตรพิเศษของร้าน ใครชอบรสจี๊ดจ๊าดขึ้นมาหน่อยต้อง สลัดยำทูน่า (160 บาท) สลัดผักไฮโดรโปนิก ท็อปด้วยปลาทูน่า ราดน้ำสลัดสไตล์ยำไทยให้รสเผ็ดเปรี้ยวหวานลงตัว

ต่อที่ สปาเก็ตตี้เขียวหวานทะเล (220 บาท) เมนูเส้นเหนียวหนึบคลุกเคล้าน้ำแกงเขียวหวานของไทย ใส่ซีฟู้ดไซส์บิ๊กทั้งหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา หรือจะลองเป็นสปาเก็ตตี้ขี้เมา สปาเก็ตตี้ต้มยำ ทางร้านนี้ก็มีให้เลือก ส่วนคนชอบพิซซ่าแป้งบางกรอบต้องร้องว้าวกับ The Faces Pizza (420 บาท) พิซซ่าอบเตาฟืนหน้าตาดีมีทั้งพาร์ม่าแฮม สโมกแซลมอน ไข่ ผักร็อกเก็ต มะกอกดำ มอสซาเรลล่าชีส มาสคาโปนชีส ซอสมะเขือเทศ นอกจากนี้ ยังมีพิซซ่าหน้าต่างๆ อาทิ พิซซ่านาโปลี ซาลามี่ ไส้กรอกรมควัน แฮมเห็ด นูเทลล่า

ปิดท้ายด้วยเมนูสายเลือดไทยอย่าง ต้มข่าไก่ ต้มยำเห็ด ต้มยำทะเลน้ำไส-น้ำข้น ส่วนที่ถูกใจคนรีวิวยกให้ แกงคั่วหอยขมใบชะพลู (200 บาท) แกงไทยในตำนานที่หาทานรสอร่อยแบบนี้มีไม่กี่ร้าน ด้วยน้ำแกงคั่วที่เข้มข้น ขลุกขลิก หอม เผ็ดนิดหน่อย อร่อยหนุบหนับกับเนื้อหอยขมที่ใส่มาเยอะสมราคา กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากั๊นเข้ากัน

ตามมาเช็กอินเพื่อพิสูจน์ความฟินแบบนี้ ได้ที่ร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar ตั้งอยู่ที่ราชมรรคา ซอย 6  เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 13.00-22.00 น. โทร. 089-009-6969

ตะลุยพิพิธภัณฑ์ไต้หวัน ย้อนวันวานผ่านวัฒนธรรม

Published September 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598184

  • วันที่ 20 ส.ค. 2562 เวลา 14:26 น.

ตะลุยพิพิธภัณฑ์ไต้หวัน ย้อนวันวานผ่านวัฒนธรรม

อินกับบ่อน้ำพุร้อนท่ามกลางธรรมชาติ ซึมซับวัฒนธรรมไต้หวันในพิพิธภัณฑ์กู้กง

เพียงก้าวแรกที่ได้ย่างเท้าลงบนไทเปของไต้หวัน ก็ได้สัมผัสถึงความทันสมัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอาคารสิ่งก่อสร้างรอบตัว ไหนจะการคมนาคมขนส่งที่สะดวกสบายด้วยรถไฟใต้ดินที่แผ่ขยายคล้ายกับเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเมืองแห่งนี้ถึง 5 สาย ทำให้ผู้ไปเยือนตกหลุมรักไต้หวันได้ไม่ยาก

แต่นอกเหนือจากความทันสมัยแล้ว หมู่เกาะเล็กๆ แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจหลายแห่ง และแม้จะเพิ่งก่อตั้งเมื่อราว 100 กว่าปีก่อน ทว่ามีชาวพื้นเมืองราว 16 เผ่าที่เรียกว่า Formosan Aborigines เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะแห่งนี้มาแล้วนับพันปี

พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าพื้นเมือง (Shung Ye Museum Of Formosan Aborigines) ได้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และภูมิปัญญาการก่อสร้างบ้านเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติของชนเผ่าพื้นเมืองไต้หวันเหล่านี้ รวมถึงเรือหาปลาของชาวเผ่ายามีที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

 

เรือหาปลาของชนเผ่ายามีซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง

 

ฝั่งตรงข้ามใกล้ๆ กันนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ (National Palace Museum) หรือพิพิธภัณฑ์กู้กง ที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 4 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก และอาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโบราณวัตถุของจีนไว้มากที่สุดในโลก ภายในตัวอาคารทันสมัย 4 ชั้นมีของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จัดแสดงอยู่มากกว่า 700,000 ชิ้น จนต้องค่อยๆ นำออกมาหมุนเวียนจัดแสดงให้ชม ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับของใช้ของฮ่องเต้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง ชิงที่มีประวัติยาวนาน ที่พลาดไม่ได้คือ หยกผักกาดขาว ที่แกะสลักจากหยกที่มีสีขาวปนเขียวที่มีรอยตำหนิ แต่ด้วยความสามารถของช่างแกะสลักได้เปลี่ยนตำหนินั้นเป็นริ้วของผักกาดขาวได้อย่างสวยงามสมจริงมาก รวมถึงหยกหมูสามชั้นและกระถางสำริดสามขาของเหมากงที่จารึกอักษรจีน 497 ตัวเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองไว้ภายใน

หลังจากดื่มด่ำกับโบราณวัตุล้ำค่าแล้ว แนะนำให้แวะไปชิมอาหารจีนจาก Silks Palace Restaurant ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ร้านอาหารแห่งนี้จะเสิร์ฟเมนูอาหารที่หน้าตาคล้ายกับโบราณวัตถุในกู้กง เช่น หมูสามชั้นตุ๋น ผักกาดขาวลวกในน้ำซุปไก่เสิร์ฟพร้อมซอสเห็ดหอมชูรสชาติที่เลือกใช้เฉพาะผักกาดขาวอ่อนๆ เสมือนการจำลองหยกผักกาดขาว รวมทั้งไก่ตุ๋นที่เสิร์ฟฟมาในหม้อสามขาใบย่อมๆ ที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล

ในอดีตเกาะแห่งนี้เคยถูกชาติตะวันตกไม่ว่าจะเป็นดัตช์ สเปน อังกฤษ ยึดครองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และได้ทิ้งมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญไว้ 1 แห่งนั่นก็คือ ป้อมปราการซาน โดมิงโก (Fort San Domingo) หรือ หงเหมาเฉิง ที่แปลว่า ป้อมปราการของคนผมแดง ที่ใช้เป็นที่บัญชาการด่านหน้าของทั้งสามประเทศ เนื่องจากป้อมแห่งนี้ตั้งเผชิญหน้ากับปากแม่น้ำตั้นสุ่ยทำให้เห็นการเดินทางเข้าออกของเรือ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างโดยชาวสเปนในปี 1629 ก่อนจะถูกชาวดัตช์ยึดครองในอีก 13 ปีต่อมา ก่อนจะตกเป็นของอังกฤษและคืนสู่ไต้หวันในที่สุด

ภายในตัวอาคารจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชาวต่างชาติในยุคก่อน เช่น ปืนใหญ่ เตาผิง พัดลมเพดานนำเข้าจากอังกฤษที่ยังอยู่ในสภาพดีและยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้  รวมทั้งห้องทำงานที่อังกฤษเคยใช้เป็นสถานกงสุล

ไม่ไกลจากป้อมปราการซาน โดมิงโกคือ พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนเป่ยโถว (Beitou Hot Spring Museum) พื้นที่แห่งนี้ถูกค้นพบโดยชาวญี่ปุ่นในสมัยล่าอาณานิคม สมัยก่อนเคยเปิดเป็นที่อาบน้ำแช่น้ำร้อนสาธารณะ ก่อนจะถูกปล่อยปละละเลยหลังจากญี่ปุ่นถอนตัวออกไป และยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นย่านโคมแดงอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวกันเรียกร้องให้ทางการเข้ามาบูรณะจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของไต้หวันในปัจจุบัน

สมบัติล้ำค่าอีกหนึ่งชิ้นของไต้หวันที่รอนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์หุ่นกระบอกเอเชียไท่หยวน (Taiyuan Puppet Theatre Museum) ด้วยความที่ตั้งอยู่เรียงรายใกล้กับตึกแถวในย่านต้าถง หากไม่สังเกตดีๆ อาจจะพลาดผ่านเลยไปได้ ทว่าเมื่อได้ย่างเท้าเข้าไปภายในแล้ว จะได้สัมผัสถึงความขลังของพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาหุ่นกระบอกหลากหลายแบบตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันนับหมื่นตัว โดย คิม ซีเบิร์ต นักอนุรักษ์และฟื้นฟูหุ่นกระบอก เผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ทางพิพิธภัณฑ์ได้บูรณะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของหุ่นกระบอกในพิพิธภัณฑ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ความหลงใหลในหุ่นกระบอกของชาวไต้หวันยังคงเข้มข้นมาจนถึงทุกวันนี้ โดยยังคงอนุรักษ์ทีวีช่องหนึ่งไว้สำหรับฉายละครหุ่นกระบอกเพียงอย่างเดียว และซีเบิร์ตยังเผยอีกว่าผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ ชาวไต้หวันลงความเห็นให้หุ่นกระบอกเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมไต้หวันได้ดีที่สุด ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นหนึ่งในศูนย์รวมวัฒนธรรมของไต้หวันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

โพสต์ทูเดย์ได้รับเชิญให้ไปเยือนไทเปของไต้หวันในฐานะสื่อมวลชนโดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย New Southbound Policy เพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ 18 ประเทศที่อยู่ทางใต้ของไต้หวัน รวมทั้งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมสมัชชาใหญ่ของสมาคมสตรีภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและเอเชียอาคเนย์  (PPSEAWA) ครั้งที่ 27 เพื่อผนึกกำลังระหว่างไต้หวันกับนานาประเทศในการยกระดับและให้ความสำคัญต่อสถานะของสตรีทั่วโลก และนำมาซึ่งพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยมีประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน เป็นประธานเปิดการประชุม

%d bloggers like this: