DigitalLife

All posts tagged DigitalLife

กสทช.แจ้งสิทธิคนจน4แสนครัวเรือนใช้เน็ตบ้านฟรี3ปี

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577188

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 12:17 น.

กสทช.แจ้งสิทธิคนจน4แสนครัวเรือนใช้เน็ตบ้านฟรี3ปี

กสทช.ส่งหนังสือแจ้งสิทธิ์ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านฟรี 3 ปี แก่ผู้มีรายได้น้อยกว่า 401,463 ครัวเรือน ครอบคลุมประชากรประมาณ 1.2 ล้านคน เริ่มให้บริการ 1 พ.ค.นี้

พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบขานรับนโยบายรัฐบาล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญสู่ชนบท ซึ่งเป็นโครงการแรกที่สำนักงาน กสทช. จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 พ.ค. 2562 ครอบคลุมพื้นที่ในส่วนที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบ 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 607,966 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรในพื้นที่ชายขอบจำนวน 1,823,898 คน และมีหมู่บ้านในพื้นที่ชนบทอีก 15,732 หมู่บ้านที่จะทยอยลงนามในสัญญาปีนี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ได้ครอบคลุมพื้นที่ 3,920 หมู่บ้าน โดยจะมีจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ (Free WiFi) ทั้งในชุมชนและหน่วยงานของรัฐที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 5,992 จุด แบ่งเป็นติดตั้งในชุมชนในหมู่บ้าน 3,912 จุด โรงเรียน 1,210 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. 107 แห่ง รวมถึงมีศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์ USO Net) จำนวน 763 ศูนย์ โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และมีเจ้าหน้าประจำศูนย์คอยให้คำแนะนำ โดยทั้งหมดนี้จะให้บริการฟรีเป็นเวลา 5 ปี และสำหรับประชาชนที่ต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนของตัวเองสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ในราคา 200 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสำนักงาน กสทช. ได้กำหนดอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครัวเรือนละ 200 บาทต่อเดือน แต่ก็ยังพบว่าเป็นอุปสรรคต่อครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดังนั้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเป็นการขยายโอกาสให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่โครงการสามารถเข้าถึงและใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ เช่น การศึกษาทางไกล การรักษาสุขภาพทางไกล อันจะเป็นการคืนความสุขให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล

คณะกรรมการ กสทช. จึงได้มีมติให้ดำเนิน “มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้แก่ครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560” โดยสำนักงาน กสทช. จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใช้บริการอินเทอร์เน็ต ณ อัตราความเร็ว 30/10 Mbps เป็นระยะเวลา 36 เดือน โดยจะเริ่มต้นให้บริการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 เป็นต้นไป และสิ้นสุดโครงการพร้อมกัน ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2565 ซึ่งจากการสำรวจขณะนี้มีครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ได้สิทธิ์ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 200 บาทต่อเดือนฟรีจำนวนทั้งสิ้น 401,463 ครัวเรือน หรือครอบคลุมประชากรประมาณ 1,200,000 คน

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในวันนี้ (16 ม.ค. 2562) สำนักงาน กสทช. ได้เริ่มส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้อาศัยในพื้นที่โครงการเน็ตชายขอบ และเป็นผู้มีรายได้น้อยภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ทางไปรษณีย์ จำนวน 31,740 ครัวเรือน และจะส่งหนังสือไปยังครัวเรือนจนครบ ทั้งสิ้น 401,463 ครัวเรือน ภายในวันที่ 15 มี.ค. 2562 เมื่อได้รับจดหมายจากสำนักงาน กสทช. แล้ว ขอให้ส่งหลักฐานยืนยันตามแบบตอบรับที่แนบไปพร้อมหนังสือแจ้งสิทธิ์ โดยนำส่งไปรษณีย์ใกล้บ้าน ไม่ต้องติดแสตมป์ มายังสำนักงาน กสทช. เลขที่ 87 พหลโยธินซอย 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 หรือสำนักงาน กสทช. ส่วนภูมิภาค โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหากภายในวันที่ 15 มี.ค.2562 ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่เป็นผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 สามารถติดต่อมายังเบอร์โทรศัพท์ 1200 Call center ของสำนักงาน กสทช. ฟรี เพื่อขอรับแบบฟอร์มการขอรับสิทธิ์ได้

Advertisements

เมื่อโลกไซเบอร์ หลอมรวมโลกกายภาพ

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577154

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

เมื่อโลกไซเบอร์ หลอมรวมโลกกายภาพ

ปัจจุบันการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตการสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก การจัดเก็บรูปและภาพยนตร์บนระบบคลาวด์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการออนไลน์ต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างไรก็ตามการดำเนินชีวิตของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมบนโลกไซเบอร์เท่านั้น เพราะมนุษย์ยังอาศัยอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือโลกกายภาพ ฉะนั้นข้อมูลต่างๆ จะเกิดคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านั้นเข้ากับสิ่งต่างๆ ในโลกกายภาพเท่านั้น

ชิโระ ไซโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี โตชิบา คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทุกวันนี้เราใช้เทคโนโลยีระบบเซ็นเซอร์และเน็ตเวิร์กมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินงาน และจากระบบและบริการทั้งหลาย จากนั้นจึงใช้เอไอหรือเทคโนโลยีอื่นเข้ามาวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลในโลกไซเบอร์ แล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้สู่โลกแห่งความเป็นจริง เช่น วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม การคาดการณ์ และแผนงานต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับเทคโนโลยีโลกกายภาพ สินค้า และบริการต่างๆ เราเชื่อว่ากระบวนการทำซ้ำๆ นี้จะส่งผลให้เกิดเทคโนโลยี สินค้า และบริการใหม่ๆ ขึ้น

สำหรับกระบวนการนี้คือ “Cyber-Physical System” หรือ CPS และถือว่าเป็นลักษณะขององค์กรที่โตชิบาต้องการจะเป็น โดยปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าโตชิบาเดินทางมาถึงจุดที่สามารถนำเป้าหมายงานวิจัยมาเป็นเป้าหมายในธุรกิจได้แล้ว เนื่องจากเป้าหมายของโตชิบา คอร์ปอเรชั่น ในอีก 5 ปีจากนี้คือ การมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรชั้นนำด้านเทคโนโลยี Cyber Physical Systems (CPS) ระดับโลก

นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีที่ผสมผสานโลกเสมือนและโลกจริงจะเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคต โดยปัจจุบันเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) มีวิวัฒนาการที่โดดเด่นน่าสนใจ จึงเชื่อว่าในเวลาอีกไม่กี่ปี กุญแจสำคัญจะอยู่ที่การหาวิธีบูรณาการเทคโนโลยีไซเบอร์ต่างๆ เหล่านี้เข้ากับเทคโนโลยีในโลกจริง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาการหุ่นยนต์ และระบบเซ็นเซอร์

“ถ้ากลับมามองโตชิบาในวันนี้ เราได้สั่งสมเทคโนโลยีและความรู้มากมายในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการในธุรกิจหลัก อาทิ ธุรกิจพลังงาน ซึ่งรวมถึงโรงงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม โดยเรามีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ตั้งแต่การวางระบบโครงสร้างอาคาร ไปจนถึงระบบทางรถไฟ” ไซโตะ กล่าว

ปัจจุบันโตชิบามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่กำลังพัฒนา หนึ่งในนั้นคือโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant : VPP) โดยใช้อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งหรือไอโอที เข้ามาประสานงานระหว่างแหล่งไฟฟ้าแต่ละแหล่ง เช่น แหล่งผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานไฮโดรเจน รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์ตใหม่ได้หลายครั้ง เพื่อเชื่อมต่อการปฏิบัติงานราวกับเป็นโรงงานไฟฟ้าแห่งเดียว

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ไอโอทีช่วยในการวิเคราะห์การประหยัดพลังงานและปริมาณพลังงานที่ลดได้ รวมถึงช่วยควบคุมผลการวิเคราะห์ผ่านเอไอและการประมาณการณ์การใช้พลังงาน รวมถึงร่วมมือกับลูกค้าในการสร้างกลไกควบคุมแหล่งการจ่ายพลังงานและอุปกรณ์ไฟฟ้าในฝั่งของลูกค้าเพื่อจัดการอุปทานพลังงานได้อย่างเหมาะสม

วิทยาการหุ่นยนต์นับเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่โตชิบาผลักดันให้เกิดการบูรณาการทางเทคโนโลยี โดยใช้เทคโนโลยีระบบเซนเซอร์และระบบควบคุมเข้ามาพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถจัดการระบบโลจิสติกส์ได้อัตโนมัติ และออกแบบเทคโนโลยีเพื่อเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลสถานะการปฏิบัติงาน รวมถึงสั่งการหุ่นยนต์จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูเหมือนว่าในวันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ซึ่งโลกไซเบอร์กับโลกกายภาพกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน เป็นโลกที่ต้องการนักวิจัยและวิศวกรที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งขีดความสามารถไม่ได้จำกัดเพียงแค่การวิเคราะห์และคาดการณ์สมรรถภาพการทำงานสำหรับอุปกรณ์หรือระบบอย่างแม่นยำ แต่รวมไปถึงข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านั้นด้วย

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดตามกรอบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างคุณค่าทั้งภายในและภายนอกองค์กร และการพัฒนาองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ

เคาะชิงคลื่นอุ้มทีวีดิจิทัลรับฟัง18ม.ค.

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577142

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 07:15 น.

เคาะชิงคลื่นอุ้มทีวีดิจิทัลรับฟัง18ม.ค.

บอร์ด กสทช.นัดพิเศษ เดินหน้าประมูลคลื่น 700 ชดเชยทีวีดิจิทัล เปิดรับฟังความเห็นวันที่ 18 ม.ค.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมนัดพิเศษคณะกรรมการ กสทช.ในวันนี้ มีมติเห็นชอบในหลักการร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเรียกคืนคลื่นความถี่ 700 MHz มาตรการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทน และหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 700 MHz นำมาประมูลและนำเงินรายได้ไปชดเชยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยจะมีการนำร่างดังกล่าวขึ้นบนเว็บไซต์ในวันศุกร์ที่ 18 ม.ค. 2562

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กสทช.ยังให้นำหลักเกณฑ์ที่มีมติเห็นชอบดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายการกำหนดมาตรการเยียวยาว่าอยู่ในอำนาจ กสทช.ที่จะดำเนินการครบถ้วน หรือไม่ การกำหนดจำนวนใบอนุญาต คลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูล เบื้องต้น 7 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ และราคาเริ่มต้นประมูล ซึ่งจะให้สำนักงานเร่งประเมินราคาเบื้องต้นเพื่อนำไปรับฟังความเห็นพร้อมกัน

นอกจากนี้ ให้นำประเด็นมาตรการเยียวยาดังกล่าวส่งให้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพิจารณาคู่ขนานกันไปด้วย หากความเห็นของอนุที่ปรึกษาออกมาอย่างไรก็ให้ส่งความเห็นดังกล่าวไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อประกอบการพิจารณา เพื่อให้การดำเนินการช่วยเหลือทีวีดิจิทัลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.จะดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz และมาตรการเยียวยาให้แล้วเสร็จในเดือน เม.ย.นี้ โดยคาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนประมูลคลื่น 700 MHz ในต้นเดือน เม.ย.นี้

เทรนด์ขายผ่านกูเกิลยอดพุ่ง

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577135

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 06:20 น.

เทรนด์ขายผ่านกูเกิลยอดพุ่ง

เทพช็อป เปิดระบบการลงโฆษณากูเกิล ช็อปปิ้ง หนุนร้านค้าในระบบโต โชว์โฆษณาดันอัตราเข้าชมเนื้อหาในเว็บไซต์พุ่ง 11.75 เท่า

นายณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์เทพช็อป เปิดเผยว่า จากการสำรวจของเทพช็อปพบว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ 50% มาจากกูเกิล จากการเห็นโฆษณา 19% การเข้าชมโดยตรง 17% และจากเฟซบุ๊ก 12% ซึ่งจะเห็นได้ว่า กูเกิล เสิร์ช ยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์ และไม่สามารถมองข้ามได้

ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดร้านค้าออนไลน์ของเทพช็อปจะให้ความสำคัญ คือ อัตราส่วนการเข้าถึงเว็บไซต์โดยตรง เพราะหมายความว่าผู้ขายสามารถสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าติดใจในร้าน กลับมาซื้อซ้ำ หรือแนะนำร้านต่อได้ ซึ่งเป็นตัวเลขผู้เข้าชมในส่วนที่ผู้ขายของออนไลน์ควรโฟกัสให้เติบโต พร้อมประกาศจุดยืนการเป็นผู้ให้บริการระบบอี-คอมเมิร์ซครบวงจร โดยเปิดบริการล่าสุด LnwPickPick บริการระบบเก็บ แพ็ก เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทจับมือร่วมกับกูเกิลเปิดให้ลงโฆษณา กูเกิล ช็อปปิ้ง ผ่านระบบเทพช็อปและกูเกิล ประเทศไทย เปิดให้ร้านค้าออนไลน์ในระบบของเทพช็อปโฆษณาในรูปแบบกูเกิล ช็อปปิ้ง ผ่านระบบของเทพช็อปได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งการทำโฆษณาแบบนี้ กูเกิลใช้เอไอที่ชื่อว่า สมาร์ท ช็อปปิ้ง แคมเปญ ในการเลือกแสดงผลโฆษณา และจากการทดสอบระบบพบว่ากูเกิล ช็อปปิ้ง ส่งผลให้อัตราการเข้าชมเนื้อหาในเว็บไซต์สูงถึง 11.75 เท่า

ด้านธุรกิจของเทพช็อปในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มียอดขายของร้านค้าออนไลน์ในระบบราว 8,000 ล้านบาท หรือกว่า 8.8 ล้านออร์เดอร์ จากร้านค้ามากกว่า 6.68 แสนราย ซึ่งแต่ละวันมีผู้ซื้อเข้ามาทางร้านค้าปลีกในระบบของเทพช็อป 2 ล้านคน/วัน และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

“ออมนิแชนแนล”ที่ฮ่องกง

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577101

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 16:08 น.

"ออมนิแชนแนล"ที่ฮ่องกง

ออมนิแชนแนล คือ การสร้างตัวตนของแบรนด์ไปในทุกช่องทางที่ลูกค้าอยู่ และทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อผ่านทางช่องทางไหนก็ได้ที่สะดวก

********************

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Priceza.com นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Thai e-Commerce Association)

อีกหนึ่งในเทรนด์ที่ผมพูดในงาน Priceza E-Commerce Trends 2019 คือ ความสำคัญของการค้าหลากหลายช่องทาง หรือออมนิแชนแนล (Omnichannel) จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2562

ออมนิแชนแนล คือ การสร้างตัวตนของแบรนด์คุณไปในทุกๆช่องทางที่ลูกค้าอยู่ และทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อผ่านทางช่องทางไหนก็ได้ที่ลูกค้าสะดวกที่สุด ณ ขณะนั้น

จากเทรนด์ที่ 1 เรื่อง ถนนทุกสายมุ่งสู่การค้าออนไลน์ เราฉายภาพให้เห็นแล้วว่า ดิจิทัลแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ต่างจะเปิดให้บริการส่งเสริมการค้าออนไลน์ นำมาซึ่งโอกาสที่ผู้ประกอบการสามารถใช้ช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นในการเข้าถึงลูกค้า และสามารถนำเสนอสินค้าและปิดการขายได้เลยผ่านช่องทางเหล่านั้น

ในปีนี้ ผู้ประกอบการจะนำออมนิแชนแนลมาใช้มากขึ้นในการค้าขายอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลเพราะว่า การค้าผ่านทางช่องทางใดช่องทางหนึ่ง จะเป็นการปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในช่องทางอื่นๆ รวมทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นในช่องทางเดิม เช่น อี-มาร์เก็ตเพลส จากที่ได้คุยกันในงาน Asian E-Tailing Summit 2018 รวมทั้งทัวร์ดูธุรกิจค้าปลีกที่นั่น ผมพบว่าคนฮ่องกงนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และเลือกไปรับสินค้าเอง ณ จุดรับสินค้าเป็นอย่างมาก หรือเรียกว่า Click & Collect Model เหตุผลเพราะว่าการสั่งซื้อของออนไลน์มีค่าส่งสินค้าแพง ประกอบกับค่าแรงที่ฮ่องกงสูง ทำให้คนเลือกไปรับของเองเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ผมสังเกตดูร้าน HKTVmall ที่ให้บริการ O2O Retail โดยมีจุดรับสินค้ากระจายตัวตามสถานีรถไฟใต้ดิน คนจะเดินมารับสินค้าเอง เหตุผลที่ลูกค้าชอบโมเดลนี้ เพราะไม่ต้องเสียค่าส่ง แล้วยังประหยัดเวลา ไม่ต้องไปเดินเลือกของเองที่หน้าร้าน และสินค้าก็ได้เร็วด้วย โดยปกติลูกค้าจะมารับได้เลยภายในวันสั่งหรือวันรุ่งขึ้น

โมเดล Click & Collect เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ออมนิแชนแนล และการให้ลูกค้ามารับสินค้า ณ จุดขาย เป็นการเพิ่มโอกาสเพิ่มการขายไปได้ในตัว ยิ่งให้มาคืนสินค้า ณ จุดขาย ก็เป็นโอกาสสร้างยอดขายเพิ่มเติม

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ คือ ควรจะมองหาโอกาสที่จะใช้หลากหลายช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า ขายสินค้าที่แตกต่าง และเป็นที่ต้องการของผู้คน แล้วโอกาสของช่องทางจะเข้ามาหา การสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า สร้างฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้ในการต่อยอดการขายสินค้าซ้ำกับลูกค้าเดิมในอนาคต และการเข้าใจในความต้องการของลูกค้า และการมีฐานลูกค้าที่มั่นคงจะเป็นรากฐานที่ช่วยให้คุณต่อยอดได้

“ซัมซุง” เปิดตัวมือถือราคาถูกรุกเจาะอินเดีย

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577066

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 12:11 น.

"ซัมซุง" เปิดตัวมือถือราคาถูกรุกเจาะอินเดีย

ซัมซุงเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนราคาถูก ประเดิมในอินเดียก่อนรุกวางขายทั่วโลก เน้นแบตอึด-กล้องดี

บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนราคาถูก ในชื่อซีรี่ส์ กาแล็คซี่ เอ็ม (M-series) เป็นครั้งแรกในอินเดีย และจะเปิดตัวในตลาดอื่นๆ ภายหลัง โดยซัมซุงตั้งเป้าเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ของอินเดียที่มีจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดที่ราว 1,300 ล้านคน ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนที่ครองตลาดส่วนใหญ่ในอินเดีย

อาร์ซิม วาร์สี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจสมาร์ทโฟนประจำอินเดียของซัมซุง ระบุว่า สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ใหม่นี้จะเปิดตัวในวันที่ 5 ก.พ. โดยมีทั้งหมด 3 รุ่น ราคาตั้งแต่ต่ำกว่า 1 หมื่นรูปี (ราว 4,510 บาท) ถึง 2 หมื่นรูปี (ราว 9,020 บาท) โดยมีจุดเด่นที่แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น กล้องอย่างน้อย 2 ตัว และมีขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้ว ซึ่งจะขายในช่องทางออนไลน์เท่านั้น ผ่านเว็บไซต์แอมะซอนในอินเดีย

ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน แต่จำนวนประชากรที่ใช้สมาร์ทโฟนมีเพียงแค่ 24% ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกต่างหันมารุกเจาะตลาดอินเดีย เพื่อกระตุ้นยอดขายท่ามกลางการชะลอตัวของตลาดสมาร์ทโฟนโลก โดย แอนซุล กุปตา นักวิเคราะห์จากบริษัท การ์ทเนอร์ อิงค์ ระบุว่า ตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่สุดในอินเดีย คือ สมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับล่าง

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577034

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

เรื่อง ขนิษฐา สาสะกุล  ไอไพรซ์

การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มักเกิดจากปัจจัยหลายด้านหลอมรวมกัน เช่น เทศกาลในปี ช่วงหยุดยาว และแคมเปญที่จัด เป็นต้น ซึ่ง ไอไพรซ์ (iPrice) ได้รวบรวมไฮไลต์สำคัญในปี 2561 ที่ผ่านมา ใน 3 ประเด็น ได้แก่ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย และแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เริ่มจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย โดยข้อมูลจาก กูเกิล เทรนด์ ระบุว่า แคมเปญ Lazada Birthday ยังเป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุดแห่งปี ต่างจากข้อมูลในปี 2560 ที่เทศกาล 11.11 Sale และ 12.12 Sale เป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังข่าวจับมือกันระหว่างเจดีดอทคอมและเซ็นทรัลร่วมมือกันถือหุ้นคนละครึ่ง และเปิดตัวร้านค้าอี-คอมเมิร์ซลูกผสม เจดีเซ็นทรัล เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา จากการเก็บข้อมูล Map of e-Commerceไตรมาส 3 พบว่า ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซ น้องใหม่นี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 3,200% ลำดับของจำนวนการดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้นมา 2-3 เท่าตัว จำนวนผู้ติดตามทางโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% และมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 35% หรือจาก 79 คน เป็น 107 คน

ในส่วนของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย แน่นอนว่า ลาซาด้าก็ยังครองตำแหน่งผู้นำเช่นเดิม แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. ยอดผู้เข้าชมสินค้าในลาซาด้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากผลการศึกษาข้อมูลอาจสามารถวิเคราะห์ได้หลายประเด็น อาทิ การจัดแคมเปญที่ไม่ตอบโจทย์นักช็อปในช่วงเวลาดังกล่าว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเลือกซื้อสินค้าทางออฟไลน์หรือร้านค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าโดยเฉพาะมากกว่า หรือเป็นไปได้ที่ค่านิยมของการใช้บริการแบบ B2C ลดลง เพราะนักช็อปชื่นชอบบริการแบบ C2C ที่ร่นระยะห่างระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภคมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือช้อปปี้ (Shopee) ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง และไล่ตามลาซาด้ามาอย่างรวดเร็ว โดยในเดือน พ.ย. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ Shopee เพิ่มขึ้นต่างจาก Lazada เพียง 23 ล้านคนเท่านั้น และหากยังแรงต่อปีนี้ช้อปปี้อาจเบียดลาซาด้าก็เป็นได้

ขณะที่ Zilingo ร้านค้าสายแฟชั่นก็มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเดือน ม.ค. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่ที่ 4.85 แสนคน แต่จากการเก็บข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2561 พบว่า มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าตัว หรือกว่า 188% โดยเดือน ก.ย.เป็นเดือนที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากที่สุดอยู่ที่ 4.9 ล้านคน อีกทั้งจากการจัดอันดับทางแอพพลิเคชั่น ยังขยับจากอันดับที่ 11 มาเป็นอันดับที่ 5 ในไตรมาส 3 อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญส่งท้ายปีคือ Tokopedia ได้รับเงินระดมทุนกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากอาลีบาบาและซอฟต์แบงก์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติอินโดนีเซียที่เป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคให้น่าจับตามองยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าจับตามองในปี 2562 จึงอยู่ที่ช้อปปี้ ว่าจะขยับหายใจรดต้นคอผู้นำตลาดอย่างลาซาด้าได้มากน้อยขนาดไหน แต่ที่แน่นอนคือ สมรภูมิอี-คอมเมิร์ซเมืองไทยยังคงดุเดือดแน่นอน

เก็ทรุกบริการทั่วกรุง

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577015

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 06:24 น.

เก็ทรุกบริการทั่วกรุง

เก็ท ขยายพื้นที่ให้บริการ 14 เขตใน กทม. พร้อมยังเปิดให้ คนกรุงทดลองใช้บริการฟรี

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการและผู้ร่วมก่อตั้ง “เก็ท” แอพพลิเคชั่นให้บริการเรียกรถจักรยานยนต์วินและส่งของ ที่ได้รับการสนับสนุนจากโกเจ็ก เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มทดลองเปิดให้บริการใน 3 เขต ได้แก่ จตุจักร ลาดพร้าว และวังทองหลาง เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดได้ขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 14 เขต ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้ว

สำหรับพื้นที่ทั้ง 14 เขตที่เปิด ให้บริการได้แก่ จตุจักร ลาดพร้าว วังทองหลาง สาทร บางรัก คลองเตย ยานนาวา บางกะปิ ราชเทวี ปทุมวัน พญาไท บึงกุ่ม บางคอแหลม และราษฎร์บูรณะ โดยเป็นการให้บริการทั้งการเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างและบริการรับส่งพัสดุภายในระยะทาง 8 กิโลเมตร และขณะนี้ยังให้บริการฟรีเนื่องจากเป็นช่วงเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการ

ทั้งนี้ ได้วางเป้าหมายให้ เก็ท เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับบริการเรียกรถและส่งพัสดุให้กับคนกรุงเทพฯ เนื่องจากเชื่อว่ารถจักรยานยนต์เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดปัญหาการจราจร และช่วยให้คนเมืองสามารถเดินทางได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเริ่มด้วยบริการ เก็ทวิน และ เก็ทเดลิ เวอรี่ ก่อนจะขยายไปยังบริการอื่นๆ ต่อไป

ด้านนายนาดีม มาคาริม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกเจ็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตที่สูง แต่ก็มีความ ซับซ้อนและแตกต่างจากที่อื่น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า เก็ทจะสามารถมอบบริการที่ตรงใจคนไทยในการเป็นทางเลือกใหม่

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/577014

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 06:14 น.

ส่องอี-คอมเมิร์ซไทย ช้อปปี้ไล่บี้ลาซาด้า

โดย…ขนิษฐา สาสะกุล,ไอไพรซ์

การเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มักเกิดจากปัจจัยหลายด้านหลอมรวมกัน เช่น เทศกาลในปี ช่วงหยุดยาว และแคมเปญที่จัด เป็นต้น ซึ่ง ไอไพรซ์ (iPrice) ได้รวบรวมไฮไลต์สำคัญในปี 2561 ที่ผ่านมา ใน 3 ประเด็น ได้แก่ แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย และแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เริ่มจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในประเทศไทย โดยข้อมูลจาก กูเกิล เทรนด์ ระบุว่า แคมเปญ Lazada Birthday ยังเป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุดแห่งปี ต่างจากข้อมูลในปี 2560 ที่เทศกาล 11.11 Sale และ 12.12 Sale เป็นแคมเปญที่มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังข่าวจับมือกันระหว่างเจดีดอทคอมและเซ็นทรัล ร่วมมือกันถือหุ้นคนละครึ่ง และเปิดตัวร้านค้าอี-คอมเมิร์ซลูกผสม เจดีเซ็นทรัล เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา จาก การเก็บข้อมูล Map of e-Commerce ไตรมาส 3 พบว่า ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซ น้องใหม่นี้มีการเติบโตขึ้นอย่างมากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 3,200% ลำดับของจำนวนการดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้น มา 2-3 เท่าตัว จำนวนผู้ติดตามทาง โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% และมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 35% หรือจาก 79 คน เป็น 107 คน

ในส่วนของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในประเทศไทย แน่นอนว่า ลาซาด้าก็ยังครองตำแหน่งผู้นำเช่นเดิม แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. ยอดผู้เข้าชมสินค้าใน ลาซาด้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากผลการศึกษาข้อมูลอาจสามารถวิเคราะห์ได้หลายประเด็น อาทิ การจัดแคมเปญที่ไม่ตอบโจทย์นักช็อปในช่วงเวลาดังกล่าว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเลือกซื้อสินค้าทางออฟไลน์หรือร้านค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าโดยเฉพาะมากกว่า หรือเป็นไปได้ที่ค่านิยมของการใช้บริการแบบ B2C ลดลง เพราะนักช็อปชื่นชอบบริการแบบ C2C ที่ร่นระยะห่างระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภคมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือ ช้อปปี้ (Shopee) ที่มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง และไล่ตามลาซาด้ามาอย่างรวดเร็ว โดยในเดือน พ.ย. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ Shopee เพิ่มขึ้นต่างจาก Lazada เพียง 23 ล้านคนเท่านั้น และหากยังแรงต่อปีนี้ช้อปปี้อาจเบียดลาซาด้าก็เป็นได้

ขณะที่ Zilingo ร้านค้าสายแฟชั่นก็มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเดือน ม.ค. 2561 มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่ที่ 4.85 แสนคน แต่จากการเก็บข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2561 พบว่า มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าตัว หรือกว่า 188% โดยเดือน ก.ย.เป็นเดือนที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากที่สุดอยู่ที่ 4.9 ล้านคน อีกทั้งจากการจัดอันดับทางแอพพลิเคชั่น ยังขยับจากอันดับที่ 11 มาเป็นอันดับที่ 5 ในไตรมาส 3 อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญส่งท้ายปีคือ Tokopedia ได้รับเงินระดมทุนกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก อาลีบาบาและซอฟต์แบงก์ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติอินโดนีเซียที่เป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคให้น่าจับตามองยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าจับตามองในปี 2562 จึงอยู่ที่ช้อปปี้ ว่าจะขยับหายใจรดต้นคอผู้นำตลาดอย่างลาซาด้าได้มากน้อยขนาดไหน แต่ที่แน่นอนคือ สมรภูมิอี-คอมเมิร์ซเมืองไทยยังคงดุเดือดแน่นอน

“จอพับได้-5จี” เริ่มมา! มือถือ 2019 จ่อแพงขึ้น

Published January 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/576949

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 10:29 น.

"จอพับได้-5จี" เริ่มมา! มือถือ 2019 จ่อแพงขึ้น

2019 จะเป็นปีที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มารองรับ 2 เทคโนโลยีล้ำสมัยนั่นคือ เครือข่าย5จี และ หน้าจอสมาร์ทโฟนแบบพับได้

********************************

โดย….ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เทคโนโลยีเครือข่าย 5จี และเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนพับได้ นับว่าเป็น 2 เทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าจับตาที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน และคาดว่าผู้ผลิตหลายรายจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รองรับ 2 เทคโนโลยีดังกล่าวในปี 2019 แต่การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่กับผลิตภัณฑ์จะต้องใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้น หมายความว่าราคาสมาร์ทโฟนจะแพงขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ซัมซุง ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า จะจัดงานที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ ในวันที่ 20 ก.พ. โดยคาดว่าจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น “กาแล็คซี่ เอส10” สามารถรองรับการใช้งานเครือข่าย 5จี ซึ่งจะส่งผลให้ซัมซุงเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่รายแรกที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรองรับ 5จี

นอกจากนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ซัมซุงยังเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ หลังจากแจ้งพันธมิตรว่าอาจเริ่มขายอย่างเร็วที่สุดในเดือน เม.ย. โดยซัมซุงได้เลื่อนเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ให้เร็วก่อนกำหนดเพื่อชิงจังหวะจากคู่แข่งรายใหญ่อย่างหัวเว่ย ที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ในงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน วันที่ 25-28 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ วันพลัส ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน คาดการณ์ว่า ในช่วงยุคแรกของสมาร์ทโฟนรองรับเครือข่าย 5จี ราคาขายสมาร์ทโฟนอาจจะแพงขึ้นประมาณ 200-300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,382-9,573 บาท)/เครื่อง แต่ จัสติน เดนิสัน รองประธานอาวุโสฝ่ายมือถือของซัมซุง กล่าวว่า หากผู้ผลิตสร้างมูลค่าให้กับสมาร์ทโฟนได้มากพอ ผู้บริโภคก็พร้อมจ่าย

แอนโธนี สการ์เซลลา นักวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษา ไอดีซี กล่าวว่า แม้ว่ายอดขายสมาร์ทโฟนโดยรวมในปี 2018 ลดลงเล็กน้อย แต่ราคาเฉลี่ยคาดว่าอยู่ที่ 345 ดอลลาร์ (ราว 1.1 หมื่นบาท) เพิ่มขึ้น 10.3% จากปี 2017

ด้านเว็บไซต์ซีเน็ต รายงานว่า การตั้งราคาขายสมาร์ทโฟนแพงขึ้นเป็นกระแสที่เริ่มจากแอปเปิ้ล ที่ตั้งราคาขายสมาร์ทโฟนทะลุหลัก 1,000 ดอลลาร์ (ราว 3.19 หมื่นบาท) สำหรับไอโฟนเท็น ในปี 2017 ซึ่งเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักสำหรับราคาที่แพงจนเกินไป แต่กลับมียอดขายแซงหน้าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ช่วงแรกตั้งแต่เริ่มขายในเดือน พ.ย. 2017 ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคยอมรับได้ และส่งผลให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ทำตามแอปเปิ้ล

ตลาดกลางยังแข่งที่ราคา

อย่างไรก็ดี ซีเน็ต คาดการณ์ว่า ราคาสมาร์ทโฟนระดับกลางอาจจะยังไม่ปรับขึ้น เนื่องจากดีมานด์การซื้อสมาร์ทโฟนราคาระดับกลาง และราคาถูกในหมู่ผู้บริโภคที่มีงบจำกัดหรือใช้งานไม่มาก ยังคงสูงอยู่ ขณะที่ผู้ผลิตหลายราย เช่น เสี่ยวหมี่ โนเกีย ออปโป้ เอซุส และออเนอร์ แบรนด์ในเครือหัวเว่ย ยังคงเน้นกับมือถือระดับกลาง

ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซัมซุง ยังมีแผนปรับกลยุทธ์มารุกตลาดสมาร์ทโฟนราคาปานกลางมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้สมาร์ทโฟนคุณภาพสูง แต่กำลังซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ หลังจากเผชิญแรงกดดันจากผู้ผลิตสัญชาติจีนที่เสนอสมาร์ทโฟนเทคโนโลยีขั้นสูงในราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะหัวเว่ย

ขณะเดียวกัน ฟิทช์ โซลูชั่นส์ บริษัทวิจัยตลาด ระบุว่า แอปเปิ้ลยังอาจต้องยอมปรับราคาไอโฟนให้ถูกลงด้วยเพื่อการชิงส่วนแบ่งตลาดใน “อินเดีย” ตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน เนื่องจากปัจจุบันราคาไอโฟนยังแพงเกินไปสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ แม้แต่รุ่นที่ผลิตในอินเดียอย่างไอโฟนเอสอี และไอโฟน 6เอส ยังมีราคาขายที่ 430 ดอลลาร์ และ 270 ดอลลาร์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคในอินเดียซื้อสมาร์ทโฟนในราคา 160 ดอลลาร์

ด้านซีเอ็นบีซี รายงานว่า ผู้ค้าปลีกในจีนหลายรายกำลังปรับลดราคาขายไอโฟน หลังจากยอดขายตก เป็นเหตุมาจากราคาแพงเกินไป และฟีเจอร์ยังไม่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในจีนที่มองข้ามขั้นไปถึงสมาร์ทโฟนพับได้หรือ 5จี โดยล่าสุดคือซูหนิง ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ซึ่งปรับลดราคารุ่นเท็นอาร์ 128GB ลง 1,200 หยวน (ราว 5,681 บาท) ทั้งยังมีผู้ค้ารายอื่นๆ ที่จัดช่วงโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเช่นกัน

ทั้งนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แอปเปิ้ลวางแผนเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ 3 รุ่น ช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.ปีนี้ โดยจะมีการเปิดตัวรุ่นราคาประหยัดต่อจากรุ่นเท็นอาร์ แม้ยอดขายยังไม่ถึงเป้า พร้อมระบุว่า แอปเปิ้ลวางแผนจะใส่ฟีเจอร์กล้องแบบใหม่ รวมถึงกล้อง 3 ตัวในรุ่นสูงสุด และกล้องคู่ใน 2 รุ่นรองลงมา แต่ยังไม่มีการระบุเรื่องราคา

ภาพ เอเอฟพี

%d bloggers like this: