dhamma

All posts tagged dhamma

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610821

  • วันที่ 05 ม.ค. 2563 เวลา 09:19 น.

รำลึกถึง “สมเด็จเกี่ยว”

โดย..อุทัย มณี (เปรียญ)

ผู้เขียนได้รับหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและความคิดของ สมเด็จเกี่ยวหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีต ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังได้อ่านหนังสือเล่มนี้บางส่วนแล้ว รู้สึกคิดถึงท่านยังบอกไม่ถูก ยิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดสระเกศในช่วงเวลาหลายปีมานี้ ยิ่งทำให้นึกถึงสมเด็จเกี่ยวมากยิ่งขึ้น บอกตรง ๆ คือ สงสารสมเด็จเกี่ยว

สมเด็จพระพุฒาจารย์ นามเดิม เกี่ยว โชคชัย ฉายา อุปเสโณ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2471 และมรณภาพเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ณ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หากพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม ที่จะถึงนี้พระองค์ก็จะมีอายุ 92 ปี คณะศิษยานุศิษย์คงฉลองจัดงานให้สมพระเกียรติแน่ ๆ เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพสักการะจากชาวพุทธทุกหมู่เหล่า

ผู้เขียนเคยกราบสมเด็จเกี่ยวไม่กี่ครั้ง เพราะในห้วงเวลาที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่เรายังเป็นพระผู้น้อยทำนองว่าเข้าไม่ถึงประมาณนั้น แต่สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมกับพระอุปัชฌาย์ของผู้เขียนคือ พระมงคลสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อลำใย ปิยวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี มีช่วงหนึ่งที่หลวงพ่อลำใยสร้างวัดพักคนชรา สมเด็จเกี่ยวก็ไปเยี่ยมและให้กำลังใจ หลวงพ่อลำใยเล่าให้ฟังว่า

“สมเด็จเกี่ยวเป็นสหายธรรมของหลวงพ่อ เจอที่ไหนมักจะเรียกชื่อและให้ไปนั่งใกล้ ๆ ทุกครั้ง ยิ่งงานปลูกเสกวัตถุมงคลหากพระองค์เสร็จมาเป็นประธาน เมื่อเจอหลวงพ่อนั่งปลูกเสกอยู่ก็จะเดินตรงมาจับมือและทักทายเป็นประจำ เนื่องจากสมเด็จเกี่ยวเป็นพระที่มีเมตตาตาสูงเป็นพระปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ”

ในหนังสือ “ชีวิตและความคิด” สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโน) พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก มีความว่า

สมเด็จเกี่ยว เคยเรียนพระกรรมฐานเบื้องต้นในห้วงเวลาที่เป็นสามเณรตอนอายุ 12 ขวบด้วยจากหลวงพ่อพริ้ง ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชื่อดังของเกาะสมุยในยุคนั่น ต่อมาเมื่อมาอยู่จำพรรษาวัดสระเกศก็ได้เรียนพระกรรมฐานจาก สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญชำนาญการในพระกรรมฐานด้านกสิณ..

หากไม่นับ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภรเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่มีวิสัยทัศน์นำพระภิกษุออกไปเรียนต่างประเทศและเชื่อมสัมพันธ์กับองค์กรต่างศาสนาแล้ว สมเด็จเกี่ยวคือ “เบอร์หนึ่ง” ของคณะสงฆ์ไทยที่มีวิสัยทัศน์ต่อยอดจากพระพิมลธรรมทำไว้ ด้วยกันริ่เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ริเริ่มสร้างวัดไทยในต่างประเทศ รวมทั้งริเริ่มให้มีการ “อบรมพระธรรมทูต” เพื่อไปประจำ ณ วัดไทยในต่างประเทศ อันนี้ไม่นับรวมการริเริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในอีกหลายประเทศ

ในด้านการศึกษาแน่นอน สมเด็จเกี่ยว คือผู้วางรากฐานสำคัญให้ มหาจุฬา ฯ กลายเป็นเบอร์หนึ่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์โลกอยู่ในทุกวันนี้ ดังคำของท่านตอนหนึ่งว่า

“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนี้ ต้องทำให้เป็นหลักเข้าไว้ ต้องเป็นหลักในการให้การศึกษาแก่พระเณร หาไม่แล้วพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ก็จะไม่ต่างอะไรกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้ว”

แม้แต่ภัยคนต่างศาสนาพระองค์ก็เตือนเอาไว้ เช่นความตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ท่านกล่าวไว้ว่า

“ตอนนี้ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยยังอยู่ จึงทำให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ยังเปลี่ยนแปลงช้ากว่าสิ่งอื่น แต่ต่อไปจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ต่อไปสังคมจะหมุนเร็ว พระศาสนาก็จะเปลี่ยนแปลงเร็วตามไปด้วย จะไม่ใช่อย่างทุกวันนี้แล้ว ให้จำคำหลวงพ่อไว้ ไม่เกิน พ.ศ. 2594 บ้านเมืองจะไม่ใช่อย่างนี้แล้ว พระเณรต้องมีการศึกษา จึงจะนำพาพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดได้..

มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งต้องเป็นหลักให้พระเณรได้ไปศึกษาเล่าเรียน อย่างปี 2518 ประเทศเพื่อนบ้านล้มระบบพระมหากษัริย์หมด ล้มระบบศาสนาหมด เมื่อไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่มีสถาบันพระพุทธศาสนา จึงขอให้พระศาสนาได้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศไทยคู่กับสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัริย์.. ”

ผู้เขียนคัดเอาบางตอนบางส่วนในหนังสือชิวิตและความคิด ของสมเด็จเกี่ยว หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อรำลึกถึงพระองค์เนื่องในคล้ายวันเกิดของพระองค์วันที่ 11 ที่จะถึงนี้ สมเด็จเกี่ยวคือผู้มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อคณะสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนาและพร้อมกันนี้ลงชีวิตและความคิดของท่านเอาไว้ เพื่อเตือนสติชาวพุทธให้เห็นภัยของพระพุทธศาสนาที่เกิดจากทุกทิศทุกทาง รักกันเอาไว้ สามัคคีกันเอาไว้ ร่วมมือกันเอาไว้คำว่า แมลงวันย่อมไม่ตอมพวกเดียวกันเอง ยังใช้ได้เสมอ

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610380

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:59 น.

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีเข้าเทศกาลปีใหม่ และมีโอกาสได้ชมสุดยอดพระเครื่องนิรันตรายจากแดนใต้ ซึ่งก็คือเหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ สร้างในปี พ.ศ.2504

ที่นับว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะเหรียญหลวงพ่อทวด เนื้อทองคำจะมีโอกาสที่ได้ส่องของแท้ ของจริงยากมาก เพราะประการหนึ่งคือสร้างน้อยมาก และทุกคนที่มีต่างก็หวงแหน วันนี้ได้มีโอกาสมาส่อง เพื่อนำมาถ่ายทอดให้เป็นความรู้จึงถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ครับ

เหรียญหลวงพ่อทวด โดยรวมเมื่อหยิบมา ความคมชัดของตัวหนังสือเป็นสิ่งสำคัญ ตัวหนังสือต้องเป็นแท่ง พื้นเหรียญต้องไม่บวม พื้นต้องแน่น มีตำหนิเส้นสายที่เป็นธรรมชาติของแม่พิมพ์ เส้นสายต่างๆต้องคมชัดสวยงาม เช่นเส้นเกศามีความเป็นธรรมชาติ เสมือนจริง เส้นจีวรต่างๆมีความคมชัด บังเอิญว่ารูปที่ถ่ายนำมาลงนั้นพื้นเหรียญบางส่วนยังไม่ได้ทำความสะอาดปัดผงฝุ่นที่จับเกาะ แต่เมื่อส่ององค์จริงก็เห็นตำหนิต่างๆชัดเจนครับ

เพราะเราต้องมองเจตนาของช่างแกะแม่พิมพ์ที่ต้องการถ่ายทอดความสวยงามขององค์พระให้เสมือนจริงและสวยงามมากที่สุด อีกทั้งตำหนิต่างๆที่เกิดขึ้นจากการแกะแม่พิมพ์นั้น บางส่วนเช่นเส้นขนแมวที่ปรากฏขึ้นมาแบบไม่เจตนาของช่างที่แกะแม่พิมพ์ ได้กลายเป็นจุดตายในการพิจารณาแยกแยะระหว่างของแท้และของปลอมครับ

มาดูจุดพิจารณาของเหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสาม พิมพ์สองจุด ประคดเต็มเนื้อทองคำนี้กันครับ

เริ่มจากด้านหน้าเหรียญ

1.มีติ่งแหลมบนซุ้มกลาง

2.มีเส้นซ้อนภายในซุ้มทั้ง 4 มองเหมือนกลีบบัว

3.มีเส้นที่แกะเกินซ้อนด้านใน

4.มีเส้นเชื่อมระหว่างแถบบนกับลายกนก

5.เส้นหน้าผากคมชัด

6.มีเส้นขนแมวคมในร่องกนกฝั่งซ้ายองค์พระ

7.ลูกกระเดือกกลมคมชัด

8.มีติ่งเกินที่หัวยันต์ตัวที่สามจากล่างฝั่งซ้าย

9.ปลายจีวรด้านขวาองค์พระมีติ่งแหลม

10.ชายจีวรคมชัด

11.ติ่งเล็กๆปลายหัวไหล่ซ้ายองค์พระ

12.จุดเล็กๆสามจุด ด้านในแขนช่วงล่างฝั่งขวาองค์พระ

13.เส้นขนแมวคมๆเหนือหัว “ ห “

14.เส้นขนแมวคมๆท้ายตัว “ ห “

15.เส้นขนแมวคมๆหางตัว “ ห “

16.เส้นขนแมวคมๆด้านล่างตัว “ ว “

17.เส้นขนแมวคมๆด้านบนหัว “ พ “

18.เส้นขนแมวคมๆปลายตัว “ ง “วิ่งลงมาหาเส้นซุ้ม

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลังเหรียญมีดังนี้

1.มีเส้นแตกเป็นในพิมพ์เหนืออักขระยันต์ด้านบนฝั่งซ้ายองค์พระ

2.มีขีดเส้นแตกเหนืออักขระยันต์ฝั่งซ้ายองค์พระ

3.เส้นเกศาคมชัด

4.ปลายไหล่มีติ่งแหลม

5.มีเส้นวิ่งจากสระโอผ่านลงมาที่ตัว “ ย “

ด้านขอบข้างเหรียญเนื้อทองคำนั้น จะเป็นขอบข้างเลื่อย แล้วนำมาขัดแต่งขอบเหรียญ จะเห็นร่องรอยขัดแต่งเก็บความเรียบร้อยของเหรียญ

เหรียญรุ่นสามแบบเสมานี้นอกจากเนื้อทองคำแล้ว ยังมีเนื้อทองคำลงยาซึ่งมีลงยาสีแดง และสีเขียว มีเนื้อเงินลงยาซึ่งมีสีแดงและสีเขียวเช่นกัน และมีเนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้ออัลปาก้า เฉพาะเนื้อทองแดงและเนื้ออัลปาก้า ถือว่ามีแม่พิมพ์จำนวนมาก นอกจากนี้ในเหรียญรุ่นสามที่จัดสร้างในปี พ.ศ.2504 ยังมีที่เป็นเหรียญรูปไข่อีกด้วย

เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสามนี้ ด้วยจำนวนจัดสร้างเป็นจำนวนมากจึงมีประสบการณ์จากการบูชา เป็นจำนวนมากทั้งจากทหารตำรวจในพื้นที่ที่ห้อยบูชา ระหว่างเดินลาดตระเวนแล้วเกิดการต่อสู้กับโจรในพื้นที่ ปรากฏว่าระหว่างยิงต่อสู้กัน ผู้ที่ห้อยเหรียญรุ่นนี้โดนกระหน่ำยิงแต่ไม่โดน เป็นที่เลื่องลือในเรื่องแคล้วคลาดนิรันตราย ยังมีเรื่องอุบัติเหตุ อันนี้เป็นประสบการณ์ของคนในพื้นที่มากมายเป็นที่มาของความศรัทธาที่เกิดขึ้นแทบกล่าวได้ว่าในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ หากเป็นชาวพุทธแทบทุกบ้านจะมี หลวงพ่อทวดบูชาอยู่อาจจะเป็นพระบูชา พระเครื่องหรือรูปถ่ายที่ใส่กรอบไว้ครับ

ปีใหม่นี้ขออาราธนาบารมีของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข สมปรารถนาในทุกสิ่ง ขอให้ทุกท่านตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงพ่อทวด พร้อมกล่าว นะโม 3 จบ ว่าคาถา “ นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา “ ท่านจะสมหวังในทุกสิ่งครับ

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610379

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:43 น.

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ”

โดย อุทัย มณี  (เปรียญ)

หากจำไม่ผิดการสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นจาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพ ฯ ยุคนั่นผู้เขียนยังทำงานอยู่ที่ช่อง 11 ทุกสิ้นปีจะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ชาวพุทธกรุงเทพมหานครให้ความสนใจมาก

ในระยะหลังภาครัฐ คณะสงฆ์ หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจ ประชาชนร่วมสวดมนต์เป็นแสนคน สถานที่ของวัดสระเกศ ฯ แออัดไม่เพียงพอรองรับจึงขยายไปยังท้องสนามหลวงและพุทธมณฑล

หน่วยงานภาครัฐที่รับลูกเข้ามาทำหน้าที่แทนหลัก ๆ คือ กรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา ยึดที่มั่น “ท้องสนามหลวง” ซึ่งการจัดแต่ละครั้งมีคนมาร่วมจำนวนเรือนแสน มีทั้งเด็ก เยาวชน วัยรุ่น และคนสูงวัย เพราะการสวดมนต์รับปีใหม่แบบนี้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า “จะทำให้ชีวิตปีหน้ารุ่งเรืองหรือสดใสขึ้น”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีฐานที่มั่นคือ “พุทธมณฑล” หากจะว่าไปแล้วจำนวนคนน้อยกว่าท้องสนามหลวง อาจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองและไม่สะดวกกับการเดินทาง

การจัดสวดมนต์ข้ามปีปีที่แล้วของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ดังยิ่งกว่าพลุแตกภายใต้การนำของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม คุณพี่วีระ โรจน์พจนรัตน์ ประชาชนให้ความสนใจไม่เฉพาะประเทศไทย แต่เกือบทุกประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาเช่น พม่า ลาว กัมพูชา ศรีลังกา จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งอินโดนีเซีย เพราะท่านร่วมกับ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เดินสายขอความร่วมมือจากประเทศดังกล่าวทุกประเทศ พร้อมกับนิมนต์สังฆราช ประมุขสงฆ์และผู้นำชาวพุทธในประเทศดังกล่าวมาร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ ท้องสนามหลวง และขอให้จัดสวดมนต์ข้ามปีในศาสนสถานสำคัญ ๆในประเทศนั่นด้วย

ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดอยู่ที่พุทธมณฑลแบบเรียบง่ายสไตร์ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” และก็ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศและในต่างประเทศ และปีนี้พิเศษกว่าทุกปีได้ “สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี” หรือเจ้าคุณธงชัย พระปรมาจารย์ด้านเจ้าพิธีกรรมไปทำพิธีปัดเคราะห์ต่อชะตา พร้อมกับพระเถราจารย์อีก 76 จังหวัด อันนี้คือกำหนดการวันที่ 30 ธันวาคม ส่วนวันที่ 31 ก็คงมิพิธีสวดมนต์ข้ามปีตามปกติ

ปีนี้ไม่กี่วันก่อนผู้เขียนเชิญอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมา มาออกรายการ “เดอะพิเพิ่ลโชว์” ช่อง 5 ท่านเล่าว่า “กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม คงจัดที่เดิมคือ ท้องสนามหลวง และวัดอรุณราชวราราม ร่วมทั้งวัดอื่น ๆ ทั้งในและต่างประทเศ ไม่มีประมุขสงฆ์ต่างชาติมาร่วม ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะทุกจังหวัดจะมีไฟพระพระฤกษ์ประทานจาก ”มเด็จพระสังฆราช” เพื่ออัญเชิญไปในการประกอบกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ประจำปี 2563 ขณะเดียวกันในช่วงปีใหม่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาลในกรุงเทพ..”

สำหรับชาวพุทธต่างจังหวัดก็อย่าลืมวัดใกล้บ้านซึ่งส่วนใหญ่ก็จัดเกือบทุกวัดอยู่แล้ว เว้นบางวัดที่มีแต่หลวงปู่ หลวงตาเฝ้าวัด ก็อาจจะไม่มี แต่ก็ไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ทุกบ้านมีพระพุทธรูปอยู่แล้ว ฟังการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ก็ได้ชาวพุทธเราอยู่ที่ไหนก็ทำความดีได้ ไม่ว่าบ้าน วัด หรือที่ใด ๆ ขอให้มีใจคิดดี พูดดี ทำดี บุญเกิดขึ้นได้ทุกที่..และที่สำคัญอย่าลืมไหว้พระที่บ้านซึ่งเป็นอรหันต์ของลูกคือ พ่อและแม่ ด้วย อันนี้แหละคือมงคลอันสูงสุดของชีวิตตอนรับปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610276

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 15:02 น.

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา

พะเยา-จัดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษาได้ยอด 212,414 บาท จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาบริการ “พระนิสิต-นิสิต”พร้อมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.พระครูพิศาลสรกิจ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาเขตพะเยา มหาวิทยาลัยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต (มจร.วข.)พะเยา เปิดเผยว่า ทาง มจร.วข.พะเยา ต.แม่กา อ.เมือง ได้เปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในจ.พะเยา เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2534 ณ วัดศรีโคมคำ(พระอารามหลวง) ต.เวียง อ.เมือง

ต่อมาในปี 2558 ได้ย้ายการเรียนการสอนมายังสถานที่แห่งใหม่มาตั้งในท้องที่ ต.แม่กา อ.เมือง ซึ่งมีบริเวณพื้นที่กว้างขวาง แต่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการด้านการเรียนการสอน ดังนั้นทาง มจร.วข.พะเยา จึงได้จัดพิธีทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ยอดผ้าป่าจำนวน 212,414 บาท จะได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดให้บริการการเรียนการสอนต่อไป

รก.ผอ.สำนักงานวิทยาเขต ฯ กล่าวว่า ได้มีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี เสริมมงคลบารมี ปี 2563 ขึ้น โดยมีพุทธศาสนิกชนผู้สนใจเข้าร่วมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวนมาก ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา และร่วมถวายการอุปถัมภ์พระนิสิต นิสิต ผู้ปฏิบัติธรรม ทอดผ้าป่าสามัคคีสมทบกองทุนพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา เพื่อมอบเป็นทุนการศึกษาแก่พระนิสิตและพัฒนามหาวิทยาลัย และสืบชะตาหลวงขึ้นในวันเดียวกันด้วย ซึ่งมีทั้งศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า บุคลากรผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก เข้าร่วมกิจกรรมสั่งสมบุญในครั้งนี้

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610045

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา

พระกุมารชีวะ หรือกุมารชีพ เป็นนักแปลพุทธศาสนปกรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน ผู้แปลพระสูตรครั้งใหญ่ในสมัยยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น หรือยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 304 –439) ประวัติของท่านป็นที่แพร่หลายกันโดยทั่วไป ในที่นี้ จะเน้นการนำเสนอเรื่องราวที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับท่านกุมารชีพเป็นหลัก ดังนี้

เมื่อครั้งที่มารดาของท่านตั้งครรภ์รู้สึกปัญญาเฉียบแหลมขึ้นมาก ต่อมาท่านมารดาเดินทางไปมหาอารามในเมืองชาคีร์เพื่อสดับพระธรรมเทศนา ทันใดนั้นท่านเกิดความรู้ความเข้าใจภาษาของชาวชมพูทวีปในบัดดล พระอรหันต์ธรรมโฆษได้ยินเรื่อง จึงกล่าวว่า มารดาท่านคงกำลังตั้งครครภ์บุตรผู้มีปัญญาเฉียบแหลม แล้วเทศนานิมิตประเสริฐต่างๆ ที่มารดาของพระสารีบุตรประสบขณะตั้งครรภ์ท่าน โดยเหตุนี้ พระกุมารชีพจึงได้สมญญานามว่า พระสารีบุตรองค์ที่สอง

เมื่อครั้งท่านกุมารชีพมีอายุเพียง 7 ปีก็เริ่มตามเสด็จพระมารดาใช้ชีวิตบนเส้นทางการศึกษาพุทธธรรมอย่างยากลำเค็ญ สองแม่ลูกเข้าพำนักในวัดแห่งหนึ่ง กุมารชีพได้คารวะท่านพุทธสิงหะแห่งนิกายหินยานผู้มีชื่อเสียง เริ่มต้นศึกษาอภิธรรมสูตร

ท่านอาจารย์พุทธสิงหะเห็นกุมารชีพมีหน้าตาเฉลียวฉลาดก็สอนบทสวดสิบบทก่อน ทันทีที่ท่านอาจารย์สอนจบกุมารชีพก็ท่องออกมารวดเดียวจบ ความทรงจำที่ดีเลิศอัศจรรย์ของกุมารชีพ ทำให้อาจารย์พุทธสิงหะตกตะลึงนิ่งไป (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

นับจากนั้น กุมารชีพก็ท่องอ่านบทสวดทุกวัน วันละพันบท แต่ละบทมีอักษร 32 ตัว พันบทก็เท่ากับ 32,000 ตัวอักษร ท่านไม่เพียงมีความทรงจำดีเลิศอย่างน่าตกใจ ยังมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลที่อาจารย์ได้อธิบายเป็นอย่างดี แม้คัมภีร์บางบทยากจะเข้าใจ ท่านก็ยังพอเข้าใจได้บ้าง

เพียง 1 ปี บทสวดที่กุมารชีพท่องได้ทั้งหมดมี 3 แสนบท คัมภีร์อีก 10 เล่ม มีผู้เคยคำนวณว่าเฉพาะพุทธธรรมที่กุมารชีพได้ศึกษาครั้งเยาว์วัย ที่มีความเข้าใจอย่างละเอียดและสามารถท่องขึ้นใจได้นั้นมีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัวอักษร (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

เมื่อครั้งท่านยังเป็นสามเณรพำนักอยู่ที่อารามแห่งหนึ่งในเมืองคัชการ์ วันหนึ่งท่านเห็นกระถางธูปยักษ์ (บ้างก็ว่าบาตรยักษ์) คิดเล่นซุกซนแบบเด็กๆ จึงนำมาวางไว้บนศีรษะ แต่แล้วก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า “เราเป็นเพียงกุมารน้อยไฉนจะยกของใหญ่โตเช่นนี้วางบนศีรษะได้เล่า?”

ในพลันที่คิดได้ดังนั้น กระถางธูปก็ล้มลงกับพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ และในขณะจิตเดียวกันนั้น ท่านบังเกิดรู้ความแจ้งว่า สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเกิดมาแต่จิตตัวเดียว นับแต่นั้นท่านมุมานะศึกษาพระอภิธรรมนานถึง 2 ปี โดยปราศจากข้อกังขา ทั้งยังศึกษาพระเวทของพาหิระลัทธิ และแพทย์ศาสตร์ มายาศาสตร์

ครั้งหนึ่งระหว่างศึกษาอยู่ ณ วัดซินซื่อ เมืองคัชการ์ ท่านพบปัญจวิมศติสาหะริกาปรัชญาปารมิตาสูตรเก็บรักษาไว้ในวังเก่าข้างวัด จึงนำออกมาศึกษา แต่มารบันดาลให้พระสูตรไร้อักษร ท่านทราบว่าเป็นการกระทำของมาร จึงตั้งอธิษฐานมุ่งมั่นศึกษาพระธรรมยิ่งๆ ขึ้น มารจึงหลีกไป อักษรในพระสูตรปรากฎขึ้นอีกครา

ในช่วงวัยหนุ่ม ท่านเผชิญกับเหตุสุดวิสัย ถูกบีบบังคับให้ต้องวิวาห์กับองค์หญิงจั่งแห่งแคว้นกุฉา หากไม่ยินยอมชาวเมืองจะถูกประหารชีวิต ท่านเล็งเห็นวิบากของสรรพสัตว์ และเพื่อประโยชน์ในการรักษาชีวิตเพื่อเผยแผ่พระธรรม ท่านจึงต้องยินยอมสละพรหมจรรย์

ในกาลต่อมา ศิษย์ของท่านเกิดความกังขาว่าเหตุใดอาจารย์จึงไม่รักษาพรหมจรรย์ ท่านจึงเล่าเหตุผลให้ประจักษ์ แต่ยังมีบางพวกบางกลุ่มยังกังขา ท่านเห็นดังนั้นจึงคิดปราบอกุศลจิต แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการสั่งให้ศิษย์นำเข็มมาจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชู จากนั้นทำการกลืนเข็มหนึ่งชามพร้อมดื่มน้ำตามลงด้วย แล้วท่านดึงเข็มทีละเล่มออกจากผิวหนังจนครบถ้วน เมื่อครบแล้วบอกกับศิษย์ว่า ผู้ใดคิดจะกระทำจะมีครอบครัว ต้องทำให้ได้อย่างท่านเสียก่อนจึงจะอนุญาต

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ได้ประกาศสัจจาธิษฐานว่า งานแปลพระสูตรของท่านมิได้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย หลังปลงร่างสังขารแล้ว ล้นของท่านจะไม่ไหม้ไฟเป็นสัจจะพยานในความถูกต้องเที่ยงตรง ซึ่งปรากฎว่าหลังจากท่านมรณะภาพและมีการปลงร่างสังขารแล้ว ทุกส่วนของท่านแปรเป็นอัฐิธาตุทั้งสิ้น

ยกเว้นแต่ลิ้นของท่านยังคงสดอยู่เปลวเพลิงมิอาจทำอันตรายได้เลย จึงมีการแยกสรีระธาตุของท่านไปประดิษฐาน ณ สถูปทรงประทีปแบบจีนแห่งหนึ่ง ส่วนลิ้นนำไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ทรงจีนอีกแห่งหนึ่ง ณ วัดเฉ่าถังซื่อ นครซีอาน (ฉางอาน)

เผยแพร่ครั้งแรกในเพจคลังพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559

พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดิน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609786

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 10:47 น.

พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดิน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดินกันครับ องค์นี้หลังอูมนูนคล้ายไข่ผ่าซีก มีรอยจารคมลึก ในแบบหลังอูมนูนลึกเช่นนี้มีบางคนเคยเอาเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์พบว่า มีโลหะคล้ายตะกรุดบรรจุอยู่ด้านในองค์พระด้วยครับ

ส่วนจุดพิจารณานั้นนอกจากภาพรวมของพิมพ์พระซึ่งมีความอ่อนช้อยและเนื้อแห้งเก่าแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ

1.ฝุ่นขาวเล็กๆในองค์พระสำหรับพระเนื้อดินของหลวงปู่บุญ สอบถามจากผู้รู้ถือเป็นจุดจ่ายเงินครับ

2.บริเวณด้านล่างใต้ฐานจะมีเส้นบางๆปรากฎอยู่

ส่วนด้านหลังสำหรับองค์ที่มีจารสดแบบองค์นี้นั้น ยันต์ตัว “อะ”ที่จารสดจะลึกกว่ายันต์ตัวอื่น ที่ขอบยันต์จะมีรอยปลิ้นปรากฏอยู่

สำหรับเนื้อหามวลสารของพระพิมพ์นี้มีด้วยกัน 4 ชนิดคือ เนื้อดิน เนื้อผงผสมว่าน เนื้อยาจินดามณีและเนื้อยาจินดามณีจุ่มรัก ในจำนวนนี้เนื้อดินเผาจะมีจำนวนมากที่สุด บางองค์หลังเบี้ยอูมนูน บางองค์บาง มีทั้งจารอักขระด้านหลังและหลังเรียบ ส่วนเนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงผสมว่าน และเนื้อผงยาจินดามณีนั้นมีจำนวนน้อยมาก

หลวงปู่บุญท่านสร้างพระเครื่องพิมพ์สะดุ้งกลับขึ้นมาทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ, พระพิมพ์นางพญาสะดุ้งกลับ และ พระพิมพ์ลีลากลับด้าน ใน 3 พิมพ์นี้ พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุดและพบเห็นบ่อยกว่าอีกสองพิมพ์

มีการสันนิษฐานกันว่าพระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับนั้น น่าจะเป็นรูปเหมือน หลวงปู่บุญ เพราะสอดคล้องกับรูป หลวงปู่บุญ ที่ท่านถ่ายไว้ในลักษณะสะดุ้งกลับ ซึ่งเป็นรูปภาพบูชาที่นิยมกันในหมู่นักสะสมเช่นกัน

มีบันทึกถึงพุทธคุณของพระเศียรโล้นสะดุ้งกลับไว้โดยคุณสุธน ศรีหิรัญ ว่า” เมื่อครั้งที่หลวงปู่เพิ่มมีชีวิตอยู่ได้เคยเล่าให้ผู้เขียน(คุณสุธน ) ฟังอยู่เสมอในเรื่องความสัมพันธ์ของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ที่เสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่บุญ ในปีพ.ศ.2475 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรญาณาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร์ ขณะนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิวัติ

และได้มีการส่งคณะผู้แทนของคณะราษฎร์เดินทางไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงแปรพระราชฐานประทับแรมอยู่ ณ พระที่นั่งไกลกังวล หัวหิน โดยออกเดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษ ในขณะนั้น พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำเมืองนครปฐม

เมื่อทราบข่าวดังกล่าว ก็ทรงสั่งการให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งในครั้งนั้นมีสถานที่ตั้งอยู่ที่ห้วยจระเข้ นครปฐม วางกำลังยับยั้งขบวนรถไฟพิเศษนี้ไว้ที่สถานีนครปฐม เมื่อขบวนรถไฟพิเศษแล่นถึงสถานีต้นสำโรง คณะผู้แทนได้ทราบว่า มีการวางกำลังอยู่ที่สถานีนครปฐม จึงได้เดินทางกลับไปยังกรุงเทพฯ แล้วเปลี่ยนการเดินทางไปทางทะเล โดยใช้เรือรบหลวงสุโขทัยเป็นพาหนะได้เข้าเฝ้าในหลวงได้สำเร็จและถวายเอกสารสำคัญให้ลงพระปรมาภิไธย

ครั้นเมื่อคณะราษฎร์ได้ยึดอำนาจสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้สั่งการให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนครปฐม เข้ามารายงานตัวในกรุงเทพฯ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ทรงวิตกกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าจะถูกประทุษกรรมนานาประการจึงได้รำลึกนึกถึงหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วที่ทรงศรัทธาเลื่อมใสเสมอขณะที่อยู่ในเมืองนครปฐม

คิดจะไปขอบารมีกฤตยาคมของหลวงปู่เป็นที่พึ่ง จึงเดินทางในเวลาดึกสงัดของคืนนั้นโดยเรือเร็ว มาตามคลองเจดีย์บูชาแล้ว เลี้ยวขวาออกเม่น้ำนครชัยศรี ถึงวัดกลางบางแก้ว เข้านมัสการหลวงปู่บุญ เล่าความหวั่นวิตกกังวลพระทัยให้หลวงปู่ทราบ เพื่อขอให้ชี้ทางแก้ไข

หลวงปู่จึงได้ทำสมาธิบริกรรมพระเวทย์ทำพิธีรดน้ำพระพุทธมนต์ถวายแล้วถวายพระเครื่อง ตลอดจนมงคลวัตถุให้แก่พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภาและประสาทพรว่า “ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เรื่องที่ร้ายจะกลายเป็นดี”เล่ากันว่าพระเครื่องที่หลวงปู่ถวายในครั้งนั้นคือพระผงคลุกรักพิมพ์สะดุ้งกลับ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับร้ายกลายเป็นดีนั้นเอง

หลวงปู่เพิ่มเล่าถึงการสร้างพระสะดุ้งกลับ (มารวิชัยกลับด้าน) ของหลวงปู่บุญนั้น การปลุกเสกจะใช้พระพุทธมนต์ถอยหลังกลับ การเดินลมปราณผ่านกระแสจิต ทำได้ยากกว่าการปลุกเสกธรรมดา และหากจิตไม่เข้มขลังแก่กล้าจะเป็นอันตรายในการปลุกเสกต่อผู้ปลุกเสกเอง

พระปางสะดุ้งกลับของหลวงปู่หลายพิมพ์ มิได้สร้างสะดุ้งกลับเพียงรูปแบบเฉพาะพิมพ์ทรงเท่านั้น หากแต่ท่านสร้างตามตำหรับแบบฉบับที่เป็นเฉพาะอิทธิวิธีที่ท่านมีอยู่ นับเป็นพระเครื่องที่มีกฤตยาคมลึกล้ำ ซึ่งหลวงปู่ได้สร้างขึ้นไว้

หลังจากพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ได้รับน้ำพระพุทธมนต์ และพระเครื่องจากหลวงปู่บุญแล้วได้ลากลับไปด้วยความมั่นพระทัย เมื่อเดินทางไปกรุงเทพฯ หลังจากรายงานพระองค์แล้วได้รับการกักพระองค์ เพื่อสอบสวนจากคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระยะเวลาหนึ่งจึงได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ เพียงไม่กี่วันจากนั้น รัฐบาลใหม่ก็สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่ 8

หลังจากเพียงไม่กี่วันที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ได้เสด็จมาหาหลวงปู่บุญพร้อมถวายเครื่องสักการะหลายสิ่ง รวมทั้งโต๊ะหมู่บูชาประดับมุกลวดลายงดงามซึ่งมีอยู่ถึงทุกวันนี้ รวมทั้งได้อุปถัมภ์วัดกลางบางแก้ว และเสด็จมาเยี่ยมดูแลทุกข์สุขหลวงปู่เป็นเนืองนิจ ตราบจนหลวงปู่มรณภาพ

แสวงบุญมัณฑะเลย์ : ยลโฉมเมืองอารยะธรรมโบราณ (ตอนจบ) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609780

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09:57 น.

แสวงบุญมัณฑะเลย์ : ยลโฉมเมืองอารยะธรรมโบราณ  (ตอนจบ)

 โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

การเดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศไทยสู่ มัณฑะเลย์ประเทศเมียนมา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ถึงสนามบินเมืองมัณฑะเลย์ การเข้าเมืองก็ง่ายไม่ต้องกรอกเอกสารอะไรเลย ไม่เหมือนสมัยก่อนเวลาจะเข้าเมืองต้องกรอกเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาอาจจะลำบาก หลังจากเมื่อตอนที่แล้วคณะสงฆ์ซึ่งประกอบด้วยคณะสงฆ์จากจังหวัดตรัง วัดธรรมกาย และพวกเราในฐานะสื่อมวลชนกราบสักการะเจดีย์หยกกันแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ “สะพานอูเบ็ง”

สะพานอูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก ความยาว 1.2 กิโลเมตร สร้างจากไม้สักที่รื้อมาจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะ เมื่อครั้งย้ายราชธานีมายังอมรปุระ จำนวน 1,086 ต้น เพื่อใช้ทำเป็นเสาและสะพาน มีอายุกว่า 170 ปี เหตุผลการสร้างตามประวัติศาสตร์ปนตำนานเล่าว่าเนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินยุคนั่นต้องการที่จะย้ายพระพุทธรูปองค์หนึ่งไปอีกฝั่ง จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานไม้ขึ้น

ส่วนสะพานชื่อ “อูเบ็ง” เรียกตามชื่อวิศกรคนสร้างซึ่งเป็นคนมุสลิมชื่อว่า “อูเบ็ง” ผิดหรือถูกผู้เขียนไม่ทราบ โต่โน่มัคคุเทศก์ชาวพม่าเล่ามามานี้ ช่วงที่คณะเราไปนักท่องเที่ยวมีแต่ชาวจีน เห็นคนไทยบ้างเล็กน้อย น้ำด้านล่างสะพานแห้งหมดแล้ว มีแต่ฝุ่น แต่พวกเราก็ไม่วายเดินใต้สะพานรบกวนให้ช่างกล้องมือหนึ่งของวัดธรรมกายคือ “หลวงพี่มหานพพร” เก็บภาพทุกซอกทุกมุม หากพวกเราไม่อยากถ่าย..หลวงพี่นพพร ท่านก็จะบอกว่า “มุมนี้สวย มุมนี้เด่น” พวกเราก็ไม่มีใคร..ปฎิเสธ..

หลังจากเที่ยวสะพานอูเบ็งเสร็จ พวกเราก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก พรุ่งนี้มีกำหนดการเดินทางไปกราบเจดีย์ที่ได้ชื่อว่า “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” และ“เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ซึ่งอยู่ที่เมืองสกาย เมืองหลวงเก่าแก่อีกแห่งของพม่าอยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์เดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง กำหนดนัดพบเคลื่อนขบวน  07.30 น.

ในวันรุ่งขึ้นหลวงพี่นพพร กับโตโน่มารับพวกเราแต่เช้าเพื่อเดินทางไปเมืองสกาย เป้าหมายไปกราบนมัสการเจดีย์ เจดีย์ชินพิวเม” และ “เจดีย์มิงกุน”

“เจดีย์ชินพิวเม” หรือ เมี๊ยะเต็งดาน ได้ชื่อว่าเป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” มีอายุ 203 ปี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาของพระเจ้าปดุงเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่มีต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร เจดีย์องค์นี้มีความสำคัญ คือ สถาปัตยกรรมสร้างตามหลักภูมิจักรวาลทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเอายอดพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีเจดีย์จุฬามณีอยู่บนสุดเหนือเขาพระสุเมรุ และมีเทือกเขาทั้งเจ็ดรายล้อมด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ สีขาวสวยสง่าตื่นตาตื่นใจมาก..

ที่นี่มีทั้งเด็กและคนขายดอกไม้มารุมเพียบ และเสียค่าเข้าไปชม ในคณะเราพระสงฆ์ก็ไม่เว้น..ถูกเก็บค่าเข้าไปชมหมด..หากคุณผู้อ่านต้องการภาพมุมไหนสวยงามจะมีเด็กชาวพม่าพม่าเจ้าถิ่น จะคอยถ่ายภาพสวยทุกมุมมอง เขามีการแบ่งโซนกันชัดเจน แก็งค์มหาเจดีย์จะไม่ข้ามไปถ่ายรูปที่วัด แก็งค์วัดไม่ไปถ่ายรูประฆัง แต่ทุกคนพูดเหมือนกัน หาเงินไปโรงเรียน และผู้เขียนโชคดีที่ เจดีย์มินกุน” มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหลังจากให้เงินไป 5,000 จ๊าตหรือประมาณ 100 บาทไทย จะเดินไปได้น้องบอกจะเป็นบอดี้การ์ดให้และคอยถ่ายภาพให้ตลอดจนขึ้นรถกลับ

เจดีย์มินกุนสร้างในช่วง พ.ศ. 2333–2340 โดยพระเจ้าปดุง พระองค์มีพระราชดำริจะสร้าง “เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดกว่าเจดีย์ใดๆและใหญ่กว่า “พระปฐมเจดีย์” ในสยามประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปีเท่านั้น พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตหลังจากที่ทรงพ่ายแพ้สยามในศึกสงคราม 9 ทัพ ส่วนมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ตามความมุ่งหวังของพระองค์ แล้วเสร็จเพียงแค่ฐาน แต่ก็ยังสูงถึง 50 เมตรส่วนรอยแตกร้าวที่ฐาน เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในปี พ.ศ. 2381 ว่ากันว่าหากพระเจดีย์สร้างเสร็จตามแผน จะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่อลังการที่สุดและสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 152 เมตร

และตรงข้ามมหาเจดีย์มิงกุนจะมีก้อนหินใหญ่ยักษ์อยู่ 2 ก้อน คือสิงห์คู่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งไว้สำหรับเฝ้าหน้าเจดีย์มิงกุน แต่ส่วนหัวสิงห์ถูกแผ่นดินไหว หักตกลงแม่น้ำอิระวดี ถามคนท้องถิ่นเล่าว่า “อดีตที่นี้คือเมืองท่าใหญ่ที่สุดของพม่า การสร้างเจดีย์มิงกุนนี้ต้องเกณฑ์คนมานับหมื่นคน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ” มีอีกหลายแห่งที่ไปเที่ยวแต่ไม่มีเวลาเล่ารายละเอียดขอรวบรัดคือว่า

หลังจากกลับจากเมืองสกายในช่วงหัวค่ำ หลวงพี่นพพร และฝ่ายประชาสัมพันธ์ของวัดธรรมกาย พาพวกเราไปดูสถานที่จัดงานซึ่งเป็นสนามบินเก่าของเมืองมัณฑะเลย์ ช่วงที่เราไปเห็นมีเด็ก ๆ วัยรุ่นที่เป็นอาสาสมัครหลายร้อยคนกำลังจัดสถานที่ มีกัลยาณมิตรจากวัดพระธรรมกาย มีพระสงฆ์ไทยหลายสิบรูป ช่วยกันจัดสถานที่และเตรียมของที่จะใส่บาตร 30,000 รูปในวันรุ่งขึ้น

ณ ที่นี้ทำให้เราเห็นว่า ประเทศเมียนมา เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง คหบดีที่นี้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เสียสละทั้งทรัพย์และกำลังกายเพื่อพระพุทธศาสนา คนรวยคนจนที่นี้ดูไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นประมุขรัฐ รัฐมนตรี หรือนายทหาร ตอนใส่บาตรต้องนั่งอยู่กับพื้น และที่แปลกตาที่สุดในชีวิตผู้เขียนไม่เคยเจอมาก่อนคือ จำนวนพระ 30,000 รูป นั่งเต็มพื้นที่ไปหมด ชาวพุทธพม่ามากันนับแสนคน..คิดเล่น ๆ แต่จริง..การจัดงานตักบาตรพระมากมายแบบนี้มหาเถรสมาคม รัฐบาลไทยก็ทำไม่ได้..

“วัดศรีโคมคำ”มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 21, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609618

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 17:55 น.

"วัดศรีโคมคำ"มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา

พะเยา-“วัดศรีโคมคำ”มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา เพื่อน้อมถวายเป็นมหาเถระบูชาแด่ “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์” อดีตเจ้าอาวาส

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.พล.ต.เศรษฐพล เกตุเต็ม ผบ.มทบ.34 เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ให้แก่รพ.พะเยา โดยมี นพ.ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)พะเยา พญ.จิราพร ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.พะเยา และทีมแพทย์พยาบาล คณะศรัทธา เครือข่ายศูนย์ฮอมฮัก จ.พะเยา เข้าร่วมพิธี โดยมี พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา เป็นประธานสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ณ วิหารพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

พญ.ศิลดา การะเกตุ หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู ระ.พะเยา กล่าวว่า ตามที่รพ.พะเยาได้ขออนุมัติจัดให้มีการเรี่ยไรโครงการทอดผ้าป่าสามัคคี ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ จ.พะเยา เพื่อเป็นศูนย์กาลางการดำเนินงานของศูนย์ฮอมฮักชุมชน จ.พะเยาในระยะยาว โดยจัดโครงการทอดผ้าป่าสามัคคี วันที่ 11 ก.ค.2562 ณ วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) เพื่อน้อมถวายเป็นมหาเถระบูชาพระคุณ ในพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ซึ่งเจริญอายุวัฒนมงคล 102 ปี ไปแล้วโดยความร่วมมือของหน่วยราชการทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ จ.พะเยา จะเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยและคนพิการอย่างเข้มข้นและเป็นแม่ข่ายให้กับศูนย์ฮอมฮักทั้ง 9 ศูนย์ใน 8 อำเภอ ในการนี้ รพ.พะเยาได้ดำเนินการตามโครงการเสร็จสิ้นแล้ว สรุปบัญชีการรับจ่ายเงินบริจาคกาเรี่ยไรเพื่อเข้าโครงการกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,545,000 บาท เงินบริจาคดังกล่าวได้จัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์คือ 1.เครื่องเลเซอร์กำลังสูง 1,200,000 บาท 2.เครื่องบริหารไหล่แบบต่อเนื่อง 345,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,545,000 บาท จึงได้จัดพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณในโครงการดังกล่าว

พญ.จิราพร ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.พะเยา กล่าวว่า ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มอบให้กับรพ.พะเยา ครั้งนี้ ถือเป็นกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ของทุกภาคส่วน สามารถช่วยในการตรวจรักษาและฟื้นฟูการเจ็บป่วย ลดจำนวนผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นขวัญกำลังใจแก่แพทย์พยาบาลต่อการลดขั้นตอนการตรวจรักษา

เหรียญหล่อเจ้าสัว หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 21, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609183

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 09:36 น.

เหรียญหล่อเจ้าสัว หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เมื่อเอ่ยถึงพระเครื่องหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว นักสะสมจะคิดถึงเหรียญหล่อเจ้าสัวเป็นลำดับแรก และคิดถึงพระผงยาจินดามณีเป็นลำดับถัดมา เหรียญหล่อเจ้าสัวนั้นมีราคาเช่าในสภาพสวยๆ แพงถึงหลักล้านต้นทีเดียว เพราะแค่ชื่อของเหรียญก็เป็นที่หมายปองของนักสะสมแล้ว แถมด้วยประสบการณ์จากการบูชาที่มีการกล่าวขวัญถึงว่า ผู้ใดได้บูชาเหรียญเจ้าสัว เงินทองจะเข้ามาไม่ขาดมือ ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและนักสะสมทีเดียว

สมัยที่สร้างนั้น มีชื่อเรียกเหรียญนี้ว่า เหรียญหล่อซุ้มกระจังหรือเหรียญหล่อบัวคว่ำบัวหงาย เหตุที่เป็นชื่อเหรียญเจ้าสัวนั้น เพราะตอนที่สร้างในปี พ.ศ.2477 หลวงปู่บุญได้แจกให้กับเจ้าสัวที่เป็นผู้อุปการะ วัดกลางบางแก้วในสมัยนั้น และเจ้าสัวที่ได้รับแจกไป ล้วนแต่เป็นมหาเศรษฐีในยุคนั้น และต่างก็หวงแหนในเหรียญหล่อชุดนี้ อันเป็นที่มาของคำว่าเหรียญเจ้าสัว นั่นเอง

ในการพิจารณาเหรียญหล่อโบราณ นอกจากพิจารณาพิมพ์แล้ว เนื้อหาต้องมีความเก่าตามอายุ และเป็นธรรมชาติ อยากให้ขยายดูเนื้อหามวลสารของเหรียญ จะเห็นร่องรอยที่เหลืออยู่ของการหล่อโบราณ เช่น คราบขี้เบ้าโลหะในพิมพ์ การผสมผสานเนื้อโลหะที่ไม่หลอมเป็นเนื้อเดียวกัน

และแน่นอน เหรียญหล่อโบราณทุกเหรียญจะต้องไม่เหมือนกัน เพราะน้ำทองที่ไหลเข้าไปหล่อ ย่อมไม่ติดเต็มแม่พิมพ์เหมือนเหรียญปั๊ม เนื้อโลหะที่ไม่หลอมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งองค์พระ อาจจะเป็นเพราะจุดหลอมเหลวของเนื้อโลหะที่ไม่เสมอกันในแต่ละคราว ก็จะทิ้งร่องรอยให้ศึกษาความเก่าและความเป็นธรรมชาติ แต่แม่พิมพ์หลักย่อมเหมือนกันครับ

ในการศึกษาและพิจารณาเหรียญหล่อเจ้าสัว เนื้อทองแดงนั้น ส่วนใหญ่เนื้อหาของเหรียญลักษณะเป็นสีทองแดงเข้ม มีส่วนน้อยที่จะเป็นสีทองแดงอ่อน และจุดพิจารณาอื่นๆ คือ

1.หูเชื่อมทุกเหรียญและมีขนาดเท่ากันทุกเหรียญ

2.ปลายขอบบนเส้นซุ้มฝั่งขวาองค์พระจะลีบและเล็กกว่าฝั่งซ้ายขององค์พระ

3.พระเมาลีมีลักษณะเป็นตุ่มชัดเจน

4.หน้าผากจะบุ๋มเป็นในพิมพ์ทุกองค์

5.กลีบกนกที่ 4 นับจากด้านล่าง ปลายกลีบจะตวัดขึ้นหนีขอบ

6.พระกรรณขวาจะห่างจากพระพักตร์มากกว่าฝั่งซ้ายและเป็นเส้นค่อนข้างตรง

7.เส้นซุ้มตรงมุมขยักเส้นในข้างหูขวาองค์พระจะขาดไม่ต่อเนื่องกัน

8.ไหล่ซ้ายองค์พระจะเป็นเส้นนูนที่ขอบบน

9.แขนฝั่งซ้ายจะเป็นเส้นคมชัด

10.เม็ดบัวตรงกลางจะมีลักษณะกลม

11.คราบเบ้าอันเป็นธรรมชาติของเหรียญหล่อโบราณ

12.เนื้อโลหะเล็กๆและเม็ดบอลเล็กๆ ที่ติดตามซอกองค์พระอันเป็นธรรมชาติของการเหรียญหล่อโบราณ

ด้านขอบข้างเหรียญนั้นเมื่อส่องดูจะเห็นร่องรอยการแต่งเก่าด้วยตะไบที่เก็บความคมและความเรียบร้อยของเหรียญ ด้านหลังเหรียญเมื่อขยายดูจะเห็นร่องรอยรูพรุนเล็กๆอันเป็นธรรมชาติของเหรียญหล่อโบราณเช่นกัน และมีรอยเหล็กจารอักขระ “ตัวเฑาะว์มหาอุด” ซึ่งเป็นลายมือของหลวงปู่เพิ่ม และรอยตะไบแต่งหลังเพื่อเก็บความเรียบร้อยของเหรียญ นอกจากนี้แล้วก็ยังปรากฏว่า เหรียญหล่อเจ้าสัวบางองค์ก็ไม่มีรอยจาร และมีรอยจารของหลวงปู่บุญ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระที่รับมาตั้งแต่หลวงปู่บุญแจกในคราวแรก

เหรียญหล่อเจ้าสัวนอกจากเนื้อทองแดงแล้ว ยังมีเนื้อเงิน(มีน้อยมากไม่น่าจะเกิน 30 เหรียญ) และโลหะทองผสมแก่ทองเหลืองซึ่งออกที่วัดกัลยาณมิตรโดยท่านเจ้าคุณพระวินัยกิจโกศล อดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นแม่งานในการหล่อเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ได้ขออนุญาตจากหลวงปู่บุญหล่อด้วยโลหะทองผสมขึ้นเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ที่วัดกัลยาณมิตรนั่นเอง

เหรียญหล่อเจ้าสัวเนื้อโลหะทองผสมจะมีความหนาของเหรียญมากกว่าเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง นอกจากนี้ยังมีความต่างตรงที่เนื้อทองผสมนั้นจะเทหล่อแบบมีหูในตัวเป็นส่วนใหญ่ ในองค์ที่ตัดหูไปก็ไม่พบว่ามีการต่อหูเหมือนกับเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ภายหลังจากที่ตกแต่งเก็บความเรียบร้อยของเหรียญแล้ว

ในเรื่องของพุทธคุณของเหรียญหล่อเจ้าสัวนั้น จากประสบการณ์สำหรับผู้ที่ศรัทธาและบูชาเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ พุทธคุณแห่งเหรียญก็จะช่วยเสริมส่งให้ชะตาชีวิตดีขึ้น เป็นเอกทางด้านโชคลาภ และทางด้านแคล้วคลาด รวมถึงชื่อรุ่นของเหรียญที่มีความเป็นมงคล จึงทำให้เหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ติดอันดับ 1 ใน 5 เหรียญหล่อที่มีราคาแพงที่สุดของประเทศ

นอกจากเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้แล้ว วัตถุมงคลของหลวงปู่บุญ ที่โดดเด่น เช่น พระพิมพ์สะดุ้งกลับเนื้อผงยาจินดามณี ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รวมถึงพระเครื่องเนื้อต่างๆ และเครื่องรางของขลัง เช่น เบี้ยแก้ เม็ดยาวาสนาจินดามณี ผ้ายันต์ ตะกรุด และเครื่องรางงาแกะ เป็นต้น ก็ล้วนแต่นิยมและมีราคาทั้งสิ้น

แสวงบุญ..เมืองมัณฑะเลย์กับวัดธรรมกาย ตอน 1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 21, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609177

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

แสวงบุญ..เมืองมัณฑะเลย์กับวัดธรรมกาย  ตอน 1

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

ตลอดชีวิตการเป็นนักข่าว 15 ปีมานี้ มีหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั้งวัดหลายวัดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พยายามชวนให้ผู้เขียนร่วมเดินทางไปแสวงบุญ ไปดูงานหรือไม่ก็ให้ไปร่วมกิจกรรมที่หน่วยนั่น ๆ จัดขึ้นแบบ “ไปฟรี กินฟรี และอยู่ฟรี” ผู้เขียนปฎิเสธทุกครั้งไป บางเวลาอ้างว่าติดงาน บางเวลาก็อ้างว่าติดภารกิจโน้นนั่นนี่เป็นข้ออ้าง ๆ แต่ในความจริงผู้เขียนมีปัญหามากที่สุดเวลาไปร่วมงานประเภทนี้ที่ต้องปฎิเสธทุกครั้งคือ ผู้เขียนมีปัญหา “ชอบนอนคนเดียวและมีปัญหาเรื่องตื่นเช้า” ซึ่งนี้คือ จุดบอด ไม่เคยไปร่วมกับคณะไหน ๆ เลยในชีวิตการเป็นนักข่าว

แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วเจอ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9  รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดธรรมกายที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านเมตตาชวน โดยแจ้งว่า “ไปสร้างบุญไปร่วมตักบาตรพระ 30,000 รูป” ณ เมืองมัณฑะเลย์ ในเดือนธันวาคมปีนี้

เมืองมัณฑะเลย์ผู้เขียนไปมาแล้ว 4 ครั้งทั้งในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าไทย -เมียนมา,ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและในฐานะผู้ติดตามพระคุณเจ้าพระศรีสุทธิเวที เลขานุการเจ้าคณะภาค 9 วัดอรุณราชวราราม มีความสนิทสนมกับหลายคนที่นั้น ร่วมทั้งพระสงฆ์มอญด้วย เวลาผู้เขียนไปมีคหบดีมอญและพระมอญ ซึ่งมีวัดตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับพระมหามัยมุนีมาคอยต้อนรับและส่งที่สนามบินทุกครั้ง ครั้งนี้เลยมีความตั้งใจว่าเมื่อไปร่วมตักบาตรกับวัดธรรมกายครั้งนี้แล้วก็จะแวะไปกราบนมัสการทำบุญกับท่านเนื่องในเทศกาลปีใหม่ด้วยจึงตอบตกลงรับปากไปกับท่านมหานพพร ปุญฺญชโย

กำหนดวันเดินทางในวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีจุดนัดพบ ณ ศูนย์อำนวยการสื่อมวลชน วัดธรรมกาย มีคณะต้อนรับต้องบอกว่า “ประหลาดใจ” ผู้เขียนรับใช้วัด รับใช้พระสงฆ์และองค์ทางศาสนามาหลายองค์กร “ไม่เคยมีมืออาชีพ” เท่านี้ ส่วนใหญ่เวลาวัดหรือพระสงฆ์ชวนเราไปร่วมงานบุญในลักษณะนี้ ดีที่สุดที่เคยได้รับคือ “อนุโมทนาบุญ” การดูแลนักข่าว สื่อมวลชนของวัดธรรมกายทำแบบ “มืออาชีพ” แม้ผู้เขียนจะขับรถวนรอบวัดธรรมกายคณะที่ดูแลทีมนักข่าวรวมทั้งพระภิกษุ “ต้องรอ” แต่เมื่อเจอหน้า “ท่าทางก็เป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส” อ่อนน้อมถ่อมตนได้การต้อนรับอย่างดี “อันนี้คือเสน์ห์” ของคณะศิษย์วัดธรรมกายอันหนึ่งที่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก “ศรัทธาวัดแห่งนี้” สมกับคำว่า “เป็นกัลยาณมิตร”

เมื่อถึงสนามบินมีคณะสื่อมวลชนหลายสำนักร่วมเดินทางไปด้วยทุกคนก็ได้รับการอำนวยความสะดวกที่ดีจากฝ่ายสื่อสารองค์กร ซึ่งมีน้องยิ้ม กับพี่โต เป็นคนดูแล ส่วนท่านมหานพพร ปุญฺญชโย ล่วงหน้าไปหลายวันแล้วซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรแจ้งว่า จะรอต้อนรับคณะเราอยู่ที่สนามบินเมืองมัณฑะเลย์

เมื่อไปถึงสนามบินมัณฑะเลย์ มีพระมหานพพร พี่เกด เจ้าหน้าของวัดที่ดูแลนักข่าวต่างประเทศ พร้อมกับมัคคุเทศก์ชื่อ  “โตโน่” คอยต้อนรับ โตโน่ หนุ่มชาวพม่า พูดไทยคล่อง อัธยาศัยดี มีภรรยาเป็นชาวมอญ อาศัยอยู่แถวประตูน้ำ แต่เวลาวัดธรรมกายมีงานในลักษณะนี้โตโน่จะมาให้บริการเกือบทุกครั้ง สนามบินเมืองมัณฑะเลย์อยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ขับรถประมาณ 40 นาที และจุดแรกที่คณะเราจะไปเที่ยวกราบพระกันคือ เจดีย์หยก อันเลื่องชื่อของเมื่องมัณฑะเลย์

เมื่อขึ้นรถเรียบร้อย พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์บรรยาย ความเป็นมาของงานว่า การจัดทำบุญตักบาตรในคราวนี้จำนวน 30,000 รูป ครั้งแรก 10,000 รูป ครั้งที่สอง 20,000 รูป และครั้งนี้จำนวน 30,000 รูป โดยทางมูลนิธิวัดพระธรรมกายร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์ จัดขึ้นและได้มีการเตรียมการมาแล้ว 6 เดือน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่รัฐบาลท้องถิ่นและคหบดีชาวพม่าเป็นคนออก โดยจะจัดที่สนามบินเก่าเมืองมัณฑะเลย์ พร้อมกันนี้พระคุณเจ้าก็บรรยายความเป็นมาของประเทศเมียมา ลักษณะพฤติกรรมชาวเมียนมา ภูมิประเทศและสถานที่ ๆเราจะไป หากไม่เห็นหน้าไม่รู้ว่าเสียงใคร “นึกว่ามัคคุเทศก์มืออาชีพ” เพราะท่านค่อนข้างทำการบ้านมาดี ทำให้พวกเราเพลิดเพลินกับคำบรรยายของท่านที่แฝงได้ด้วยสาระความรู้ของประเทศเมียนมา

หลังจากแวะพักดื่มน้ำชา ทานอาหารกันเรียบร้อย จุดแรกที่ไปคือ “พระเจดีย์หยก” หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระเวรสนาเจดีย์ “ที่เรียกว่าพระเจดีย์หยก ก็เพราะว่า ทั้งด้านในและด้านนอกประดับด้วยหยกแผ่น หยกก้อนอันใหญ่ไปทั่วทั้งองค์พระเจดีย์นั่นเอง สร้างโดยคหบดีเศรษฐีชาวพม่าคนเดียวที่อดีตเป็นพนักงานขับรถตอนหลังร่ำรวยจากการค้าขายอัญมณี หยก จึงบริจาคทรัพย์ประมาณ 500 ล้านบาทสร้างเจดีย์แห่งนี้ไว้ในพระพุทธศาสนา

ตอนหน้าจะเล่าต่อสถานที่แหล่งท่องเที่ยว สำคัญ ๆ ในเมืองมัณฑะเลย์ “พระมหามัยมุนี”  ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพม่า ทั้ง “สะพานอูเบ็ง” สะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก ความยาว 1.2 กิโลเมตร เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ”  หรือแม้กระทั้งเจดีย์ชินพิวเม ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” มีความเป็นมาอย่างไร แต่ที่สำคัญที่พลาดไม่ได้ งานบุญตักบาตรพระจำนวนมากถึง 30,000 รูป วัดธรรมกายเขามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร..

%d bloggers like this: