dhamma

All posts tagged dhamma

พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร กรุวัดท้ายตลาด

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603484

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 20:17 น.

พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร กรุวัดท้ายตลาด

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระเครื่องวัดท้ายตลาดเป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลาน สีของพระเครื่องส่วนใหญ่จึงเป็นสีเทาเข้ม จนถึงเกือบดำตามส่วนผสมของใบลาน พระของกรุนี้มีเนื้อหามวลสารคล้ายพระสมเด็จปิลันท์ วัดระฆังฯ มีคราบไขคล้ายกันมาก มาชมพระกรุวัดท้ายตลาด พิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร ซึ่งสวยสมบูรณ์เพื่อเป็นแนวทางศึกษาครับ

จุดพิจารณาของพระกรุวัดท้ายตลาดนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ดูจากไขคราบกรุ ซึ่งจะมีสีออกเหลืองคล้ายไขวัวเคลือบที่องค์พระ และความเก่าแห้งของเนื้อผงใบลาน

ท่านอาจารย์ตรียัมปวายได้บันทึกไว้ว่า พระวัดท้ายตลาดนี้สร้างโดยพระวิเชียรมุนีอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อน ท่านเจ้าคุณสนิท พร้อมกับหลวงพ่อแย้ม และหลวงพ่อกลิ่น พระอาจารย์สายกัมมัฏฐานของพระอารามนี้ สันนิษฐานว่า สร้างบรรจุไว้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ.2431 ล่วงอายุถึงปัจจุบันได้ 130 ปี มาแล้ว

การแตกกรุของวัดท้ายตลาดนั้น เริ่มจากคนร้ายลักลอบเจาะกรุเจดีย์รายมานานแล้ว และทางวัดก็ได้ซ่อมแซมอยู่เสมอ ครั้นต่อมาใน พ.ศ. 2485 คราวกรณีพิพาทอินโดจีนกับประเทศฝรั่งเศส ทางกระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือขอพระเครื่องมาที่ทางวัดโมลีโลกยาราม เพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และตำรวจที่ไปร่วมรบ

พระประสิทธิ์ศีลคุณ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงได้ให้ขุดกรุพระเจดีย์รายในวัด และได้พระเครื่องออกมาจำนวนมาก ทั้งได้พบพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งซึ่งบรรจุไว้ในปีบบนเพดานพระอุโบสถและเพดานหอสมเด็จฯ จึงได้มอบให้แก่ทางกระทรวงกลาโหมไปส่วนหนึ่ง

พระกรุวัดท้ายตลาดที่พบเป็นพระเนื้อผงใบลาน พิมพ์ต่างๆ แต่ละพิมพ์ล้วนสวยงามด้วยศิลปะทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังได้พบพระแบบเดียวกันที่วัดนางชี คลองบางหลวง และที่วัดหงษ์ฯ บางกอกใหญ่อีกด้วย สันนิษฐานว่า “พระวัดท้ายตลาด”นั้นคงจะมีการบรรจุไว้ตามกรุต่างๆ หลายวัดด้วยกัน

มวลสารพระกรุวัดท้ายตลาดเป็นพระเนื้อผงผสมผงใบลาน สีของพระเครื่องจึงเป็นสีเทาเข้มเกือบดำ และมีเม็ดผงพุทธคุณสีขาวแทรกอยู่ในเนื้อกระจายกันอยู่ในทุกองค์ ผิวของพระแทบทุกองค์มีคราบกรุและไขขาวจับอยู่ไม่มากก็น้อย ที่ด้านหลังส่วนมากจะมีรอยประทับ เป็นอักขระกดลึกลงไปในเนื้อพระ ด้านพุทธคุณนั้นเด่นในทางเมตตา มีโชคลาภ และแคล้วคลาด

มีการสันนิษฐานกันว่า ช่างผู้ออกแบบแม่พิมพ์พระเครื่องคงจะเป็นช่างหลวง เพราะแต่ละพิมพ์มีความงดงาม และมีมากพิมพ์ วงการพระเครื่องกล่าวกันว่ามีมากกว่า 50 พิมพ์ ประมาณว่า ที่แตกกรุออกมาก็พบว่ามีไม่น้อยกว่า 48,000 องค์ พิมพ์ที่นิยมและเป็นที่รู้จักได้พบเห็นบ่อย อาทิเช่น1.พระวัดท้ายตลาด พิมพ์พระปิดตาขัดสมาธิเพชร2.พระพิมพ์แม่พระธรณีเป็นมวยผม สี่เหลี่ยมใหญ่3.พระพิมพ์แม่พระธรณีเป็นมวยผม ห้าเหลี่ยม4.พระพิมพ์นางกวัก สี่เหลี่ยม5.พระพิมพ์พุทธนางกวัก6.พระพิมพ์ป่าเลไลย์ใหญ่7.พระพิมพ์ป่าเลไลย์เล็ก8.พระพิมพ์นาคปรกเต็มองค์9.พระพิมพ์ครึ่งองค์10.พระพิมพ์สังกัจจายน์11.พระพิมพ์ซุ้มปราสาท12.พระพิมพ์สมาธิแหวกม่าน13.พระพิมพ์เล็บมือ14.พระพิมพ์ยืนอุ้มบาตร15.พระพิมพ์ยืนห้ามสมุทร16.พระพิมพ์ยืนถวายเนตร17.พระพิมพ์ยืนรำพึง18.พระพิมพ์โมคคัลลาน์-สารีบุตร19.พระพิมพ์พระเจดีย์20.พระพิมพ์มารวิชัย ข้างเส้น21.พระพิมพ์มารวิชัย ข้างเม็ด22.พระพิมพ์สมาธิเล็ก23.พระพิมพ์สมาธิข้างกนก24.พระพิมพ์หยดแป้ง25.พระพิมพ์สมาธิบัวสองชั้น26.พระพิมพ์ปางไสยาสน์ เป็นต้น

วัดท้ายตลาด เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ใต้พระราชวังเดิม ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีวัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระจำพรรษา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาศรี วัดราชสิทธิ์ เป็นพระเทพโมลี แล้วให้มาครองวัดนี้

ต่อมาจึงได้เลื่อนเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ต่อมาในรัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนนามพระอารามเป็น วัดพุทไธศวรรยาวาส ถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอาราม พร้อมกับพระอารามอื่นๆ อีก และทรงเปลี่ยนนามเป็นวัดโมลีโลกยาราม มาจนปัจจุบัน

พระเครื่องกรุวัดท้ายตลาดเป็นที่ต้องการของนักสะสมในวงการพระเครื่อง มีราคาไม่แพงมากนัก ประสบการณ์สูงนักสะสมนิยม พระกรุวัดท้ายตลาด ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เชื่อมั่นว่าผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้เจตนาในการสร้างดี จึงสร้างบรรจุลงกรุใต้ฐานเจดีย์ราย เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเท่านั้น

2.สันนิษฐานว่าพระกรุวัดท้ายตลาดออกแบบโดยช่างหลวง พิมพ์และรูปแบบรายละเอียดจึงสวยงามทุกพิมพ์ 3.เกจิอาจารย์ในวงการพระเครื่องต่างเห็นพ้องกันว่ามวลสารหลัก คือ มีผงใบลานกับผงพุทธคุณเก่าแก่มากมาย โดยจะเห็นชัดจากองค์พระที่แตกหักชำรุด 4.เนื่องจากวัดท้ายตลาดเป็นพระอารามหลวง เมื่อมีการจัดสร้างพระเครื่อง การจัดพิธีพุทธาภิเษกก่อนบรรจุพระเครื่องลงกรุ แน่นอนว่าจะต้องยิ่งใหญ่อลังการ และครบถ้วนตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกันมา

Advertisements

“รามัญธรรมยุต” ในดินแดนพม่า

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/603430

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

“รามัญธรรมยุต” ในดินแดนพม่า

โดย..อุทัย มณี  (เปรียญ)

ผู้เขียนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ เดินทางไปพม่าหลายครั้ง ทั้งในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าไทย – เมียนมา ในฐานะผู้ประสานงานระหว่างคณะสงฆ์รามัญนิกายกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงมีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจมอญและคณะสงฆ์มอญอยู่บ่อยครั้ง จึงทราบว่า ในดินแดนพม่าพระสงฆ์มอญแบ่งออกเป็น 3 นิกาย คือ คณะสงฆ์รามัญนิกาย (คณะสุธัมมา) นิกายสะเวจิ้น และนิกายมหาเย็น และใน 3 นิกาย นิกายสะเวจิ้นมีจำนวนพระสงฆ์น้อยที่สุด รองลงมาก็คือมหาเย็น ส่วนคณะสงฆ์รามัญนิกายมีพระสงฆ์ประมาณ 10,000 รูป มีการสอบบาลีและมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นของตัวเอง ซึ่งวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จะเดินทางไปจัดงานสัมมนา “พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ” และจะมีการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่างทั้ง 2 สถาบันในวันที่ 9 พฤศจิกายน เดือนหน้านี้ด้วย ที่เมืองเมาะลำเลิงประเทศเมียนมา

บทความที่แล้วมามีคนสนใจสอบถามหลายคนทั้งพระภิกษุและเพื่อน ๆ ว่า เมื่อประเทศไทย มีธรรมยุติกนิกายแล้วในเมืองมอญมีนิกายธรรมยุตหรือไม่ ความจริงประเทศไทยเราในหมู่ธรรมยุตเองก็มี “รามัญธรรมยุต” แฝงอยู่ มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง วันหลังหากมีโอกาสจะมาเล่าว่า รามัญธรรมยุต ในไทยเป็นอย่างไร มีกี่วัดและรูปแบบวัตรปฎิบัติ ปัจจุบันเป็นอย่างไร  ส่วนธรรมยุติกนิกายในดินแดนพม่าก็คือ “นิกายมหาเย็น”  ทำไมจึงชื่อนี้ ผู้เขียนขออนุญาตนำบทความของคุณแผน แดนรามัญ  มาให้ทราบกันดังนี้

วันนี้ขอเสนอชีวประวัติพระเถราจารย์รามัญ ผู้มีคุณูปการต่อวงการคณะสงฆ์ในเมืองมอญเป็นอย่างมาก พระเถระผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา รามัญธรรมยุตินิกาย หรือ นิกายมหาเย็น ในดินแดนพม่า จนเจริญรุ่งเรืองสืบมากระทั่งปัจจุบัน พระมอญรูปนี้ก็คือ “พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส)” เปรียญ 5 ประโยค   อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร (วัดลิงขบ) แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

พระไตรสรณธัช มีนามเดิมว่า “เย็น”  ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 12  พ.ศ. 2383 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ท่านถือกำเนิดในตระกูลชาวมอญ แห่งบ้านคลองครุ หรือบ้านแหลมครุ เมืองสาครบุรี (ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองสมุทรสาคร และในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนการเรียกชื่อ จากเมืองสาครบุรี เป็นจังหวัดสมุทรสาคร และปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร) บิดามารดาของท่านไม่ทราบนาม ทราบเพียงว่าท่านเป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 10 คน

ในวัยเด็ก ท่านได้เข้ารับการศึกษาภาษามอญและไทยขั้นต้นที่ วัดคลองครุ เมืองสาครบุรี ต่อมาท่านได้ติดตามพระอาจารย์มาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯพระนคร และได้เล่าเรียนภาษาบาลีขั้นต้นในสำนักวัดบวรนิเวศฯ กระทั่งเมื่ออายุครบเกณฑ์บวช จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร โดยมี สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปปัชฌาย์ โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “พุทฺธวํโส”

หลังจากที่ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่บวรนิเวศฯ พระนคร มาตามลำดับ ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมบาลี และได้เข้าสอบแปลบาลีสนามหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนสอบไล่ได้เปรียญ 5 ประโยค ต่อมาท่านจึงได้รับพระราชทาน พัดยศ ตำแหน่ง พระมหาเปรียญ 5 ประโยค

พระมหาเย็น พุทฺธวํโส ท่านมีความเชี่ยวชาญในภาษามอญและภาษาบาลีเป็นอย่างดี ท่านได้เป็นพระมหาเปรียญผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยติธรรมประจำสำนักวัดบวรนิเวศฯ จนปรากฏมีศิษย์ศึกษาในสำนักท่านเป็นจำนวนมาก แม้แต่ ท่านเจ้าคุณฯ พระคุณวงศ์ (จู สิงฺโฆ) วัดปรมัยยิกาวาส จ.นนทบุรี สมัยเมื่อครั้งยังจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) ก็เคยเป็นศิษย์มาศึกษาอยู่กับท่านด้วย

ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2415 ท่านได้ลาสิกขา และได้เข้ารับราชการเป็น มหาดเล็กในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์  กระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2419 ท่านเดินทางไปเมืองหงสาวดี รัฐมอญ ซึ่งขณะท่านอยู่ที่เมืองหงสาวดีนั้น ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส มีความพอใจที่จะบวช จึงหันเข้าหาความสงบในร่มกาสาวพัสตร์โดยได้เข้าพิธีอุปสมบทอีกครั้งหนึ่งที่เมืองหงสาวดี รัฐมอญ ในช่วงนี้เอง ท่านได้พิจารณาเล็งเห็นว่า พระสงฆ์ในเมืองมอญนั้นเกิดความหย่อนยานในพระธรรมวินัย อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของชาวพุทธได้ ท่านจึงได้นำพุทธศาสนา ธรรมยุติกนิกายจากเมืองไทย ไปเผยแพร่ยังบรรดาวัดมอญ ในประเทศพม่าด้วย โดยท่านได้สร้างวัด และโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นในเมืองมอญไว้เป็นจำนวนมาก จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศพม่าในนาม “นิกายมหาเย็น”

ท่านได้อยู่จำพรรษาที่เมืองหงสาวดีมาได้ระยะหนึ่ง จึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย ซึ่งหลังกลับจากเมืองหงสาวดีนั้น ท่านก็ได้จาริกไปที่ต่าง ๆ  มิได้อยู่เป็นหลักแหล่ง ในระยะแรกท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดคลองห้า เมืองธัญญบุรี และวัดต่างๆในเขตเมืองปทุมธานีบ้าง ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดยานนาวา พระนครบ้าง และครั้งสุดท้ายท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบางละมุด เป็นเวลา 2 พรรษา  ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหาเย็น ไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบ พระองค์ทรงตระหนักในพระทัยว่า พระมหาเย็น รูปนี้ เป็นเปรียญผู้ใหญ่ถึง 5 ประโยค มีความชำนิชำนาญในภาษาบาลีเป็นอย่างดี กับทั้งยังมีคุณูปการะแก่พระญาติของพระองค์ด้วย อนึ่ง พระธรรมวิสารทะ(จู สิงโฆ) ซึ่งก็เคยเป็นศิษย์ของท่านเมื่อบวชคราวก่อน ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระคุณวงศ์ และโปรดให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส ทางวัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) จึงว่างเว้นจากเจ้าอาวาส การที่จะหาพระภิกษุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปปกครองวัดนี้จึงเป็นการยาก เมื่อทรงพิจารณาแล้วก็ทรงเห็นอยู่แต่ พระมหาเย็น รูปนี้ ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ พอที่จะบริหารกิจการงานคณะสงฆ์ได้ จึงทรงหารือกับ พระเจ้าน้องยาเธอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระมหาเย็น พุทฺธวํโส เปรียญ 5ประโยค เป็นพระราชาคณะที่ พระไตรสรณธัช และโปรดให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2451 ซึ่งนับเป็น เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล รูปที่ 7 และเป็นเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายในยุครามัญนิกาย ก่อนที่จะถูกยกเลิก

 

กระทั่งในปี พ.ศ. 2459 พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส) ท่านได้อาพาธอย่างหนัก และได้ละสังขารลงอย่างสงบ ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุท่านได้ 76 ปี ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล นาน 8 ปีเศษ

กำเนิด :คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602741

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

กำเนิด :คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

เขียนโดย..อุทัย มณี  (เปรียญ)

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4   พระองค์ในฐานะผู้ให้กำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ผู้เขียนของเล่าเกร็ดประวัติเล็กน้อยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน เกี่ยวกับความเป็นมาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ ได้ผนวชเป็นพระภิกษุ ใน พ.ศ.2367 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ฉายานามในทางธรรมว่า “พระวชิรญาณ” ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นอุปัชฌาย์ ภายหลังจากที่ทรงผนวชได้ 15 วัน สมเด็จพระบรมชนกนาถคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยองค์รัชกาลที่ 2 ได้เสด็จสวรรคตโดยไม่ได้ดำรัสสั่งมอบราชสมบัติแก่ผู้ใด ว่ากันตามนิตินัยแล้วผู้มีสิทธิขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 2 ก็คือ พระวชิรญาณ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) เพราะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสองค์ใหญ่อันกิดแต่พระอัครมเหสี แต่เนื่องจากพระวชิรญาณทรงตัดสินพระทัยที่จะผนวชต่อไป ที่ประชุมพระราชวงค์และเสนาบดีจึงถวายราชสมบัติแก่กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ซึ่งเป็นพระองค์เจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ผู้เจริญพระชันษากว่าพระวชิรญาณถึง 17 ปี เมื่อกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 พระวชิรญาณได้ผนวชต่อไปจนสิ้นรัชกาลแล้วจึงลาผนวชออกไปขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4

ขณะประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุนั้น พระวชิรญาณทรงสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ต่อมาได้ทรงเลื่อมใสในความเคร่งครัดวินัยของพระเถระชาวมอญรูปหนึ่งชื่อ ชาย พุทธวังโส หรือพระสุเมธมุนี วัดบวรมงคล มีพระประสงค์จะปฏิบัติวินัยเคร่งครัดตามแบบอย่างพระมอญ จึงเสด็จย้ายจากวัดมหาธาตุไปประทับ ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือ วัดราชาธิราช เมื่อ พ.ศ.2372 ทรงเข้ารับการอุปสมบทซ้ำ โดยมีพระสุเมธมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติจากพระสุเมธมุนีแล้วเผยแพร่การปฏิบัติเคร่งครัดวินัยแบบมอญ ต่อมาใน พ.ศ.2379 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเทียบเท่ารองเจ้าคณะใหญ่แล้วเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารนับว่าเป็นวัดคณะสงฆ์ธรรยุติกนิกายเป็นวัดแรกที่สมบูรณ์แบบ

พระวชิรญาณเถระ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ 14 ปี สร้างความเจริญให้กับธรรมยุติกนิกายเป็นอันมาก  สุดท้ายหลังพระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสวรรคต พระองค์ได้ลาผนวชและเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 รวมเวลาที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้ 27 พรรษา

ในยุคของพระบาทสมเด็จพระจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นยุคที่คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายรุ่งเรื่องมาก ไม่ต้องเกรงกลัวฝ่ายบ้านเมืองจับตาเหมือนดังแต่ก่อน ดังพระอธิบายของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในหนังสือตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร ความว่า

“ ในสมัย (รัชกาลที่4) นี้ ผู้เลื่อมใสในความปฎิบัติของพระสงฆ์สำนัก (วัดบวรนิเวศวิหาร) นี้ออกหน้า บำเพ็ญกุศลทานบริจาค เข้าวัด จำศีล ฟังเทศน์ และบรรพชาอุปสมบทได้โดยสดวกใจ ไม่ต้องรแวงผิดโดยทางรายการแผ่นดิน แต่สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงรมัดอยู่ เกรงว่าจักเป็นโอกาสที่คนผู้ไม่ศรัทธาเลื่อมใสจนิง ๆ เข้ามาบวช..”

ในยุคสมัยที่พระวชิรญาณเถระ ครองวัดบวรนิเวศนั้น พระองค์ทรงปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมมุ่งหวังให้พระภิกษุ-สามเณรในวัดศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง มีผู้สอบได้มากกว่าสำนักอื่น ๆ เล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสร็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์วัดบวรนิเวศเป็นเปรียญกันมาก ตรัสปราศัยพระภิกษุวชิรญาณหรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “ถ้าวัดของชีต้นเป็นเปรียญทั้งวัด ก็จะดีทีเดียว..”

ณ วัดบวรนิเวศวิหารนี้พระองค์ทรงสนับสนุนให้ศิษย์ที่เป็นพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ศึกษาภาษาอังกฤษด้วย พระองค์ทรงส่งพระสมณทูตไทยไปศรีลังกา ทรงตั้งโรงพิมพ์ในไทยเพื่อพิมพ์หนังสือภาษาไทยเกี่ยวกับกิจการพระศาสนาโรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันคือ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย จึงถือว่า เป็นโรงพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ทรงขยายฐาน สำนักสงฆ์ธรรมยุตไปอย่างแพร่หลายทั้งส่วนกลางและภูมิภาค

ส่วนคำถามที่ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่า การกำเนิดขึ้นของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย คือวันไหนกันแน่ ยังไม่เป็นที่สรุปชัด ในหนังสือประวัติคณะธรรมยุต สรุปได้ดังนี้

1.ในเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ถือเอาปี พ.ศ.2367 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เป็น “กาลกำเนิดคณะสงฆ์ธรรมยุติ”

2.ในเรื่องพระราชประวัติในรัชกาลที่ 4 โดยความย่อของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงกล่าวว่า การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำทัฬหีกรรม คือ อุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญเมื่อปี พศ.ศ 2369 ซึ่งเป็นปีที่ 2 แห่งการทรงผนวชนั้น “เป็นต้นธรรมยุติกนิกาย”

3.ในลายพระหัตถ์ฉบับหนึ่งของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอ้างพระดำรัสเล่าของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ว่า ทรงถือว่า ปี 2372 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากวัดมหาธาตุไปตั้งสำนักที่วัดสมอราย “เป็นกาลกำเนิดของคณะธรรมยุต”

4.สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงถือเอาวันที่ 11 มกราคม 2379 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จจากวัดสมอรายมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหารว่า “เป็นกาลกำเนิดของคณะธรรมยุต”

ปัจจุบันวัดคณะสงฆ์ธรรมยุตกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 3,832 วัด  เมื่อปีพ.ศ. 2557 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำรวจมีพระภิกษุธรรมยุติกนิกาย ประมาณ 33,187 รูป สามเณร  6,804 รูป  คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายได้ชื่อว่า เป็นคณะสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย สันโดษ เรียบง่าย ส่วนสำคัญเนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าราชกาลที่ 4 ทรงวางระเบียบแบบแผนแนวทางวัตรปฎิบัติเอาไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงผนวชอยู่นั่นเอง..

ขอบคุณภาพ..เฟชบุ๊ควัดบวรนิเวศวิหาร /วัดราชาธิวาส

พระสงฆ์เปิดอบรมฆราวาสเป็นธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602363

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

พระสงฆ์เปิดอบรมฆราวาสเป็นธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุโรป

โดย สมาน สุดโต

จัดอบรมฆราวาสทำหน้าที่เป็นธรรมทูตครั้งแรกในโลก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยพระธรรมทูตไทยเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ

นายสมหมาย สุภาษิต เจ้าหน้าที่แผนกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ รายงาน จากประเทศนอรเวย์ว่า คณะอาจารย์จาก มจร.และพระธรรมทูตไทยในยุโรป ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธ ในต่างประเทศ ที่วัดไทยนอร์เวย์ ออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยมี ชาวพุทธไทยและคนท้องถิ่นจำนวน 328 จาก 11 ประเทศในยุโรปเข้าอบรมซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่มีโครงการนี้ ผู้เข้าอบรมนอกจากได้รับการยกย่องว่าเป็นการอบรมธรรมทูตคฤาหัสถ์แล้ว ยังรับภาระหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพุทธศาสนาด้วย

พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มจร. กล่าวว่า จากความสำเร็จครั้งนี้มีแผนจัดอบรมครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2563 ที่วัดพุทธวิหาร ประเทศเนเธอร์แลนด์

พระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ รองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป กล่าวว่า การเผยแผ่พุทธศาสนาในยุโรป ของคณะพระสงฆ์ได้รับความอุปถัมภ์จากคฤหัสถ์มาก่อนแล้ว เมื่อไดัรับการอบรมเป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ เพิ่มเติมจึงเป็นการเพิ่มความเก่ง และศักยภาพของโยมคฤหัสถ์ให้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ชาวพุทธไทยในยุโรปตื่นตัวช่วยเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนาเข้าอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์

พระราชปริยัติกวี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มอบหมายให้ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่แทนในการเปิดการอบรม “ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธในต่างประเทศ” ณ วัดไทยนอร์เวย์ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดไทยนอร์เวย์ สหภาพรพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป (สธย) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมชาวพุทธไทยในนอร์เวย์

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการจัดการอบรมชาวพุทธคฤหัสถ์ ให้ทำหน้าที่เป็นธรรมทูตเพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยพระธรรมทูตไทยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยมีชาวพุทธจำนวนกว่า 328 คน ใน 11 ประเทศ คือ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษอเมริกา ออสเตรีย สวีเดน เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และไทย สนใจเข้าร่วมอย่างล้นหลาม

สำหรับ การอบรมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการให้ความรู้ในเรื่องพระพุทธศาสนา การทำหน้าที่ธรรมทูตในรูปแบบคฤหัสถ์แล้ว ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจชาวพุทธ ที่ช่วยดูแลพระสงฆ์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อุปัฏฐากพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากประเทศไทย เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน ซึ่งพระสงฆ์หรือพระธรรมทูตที่ออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นั้นล้วนเป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยในแต่ละประเทศ ซึ่งในแต่ละประเทศที่พระสงฆ์ไปอยู่และสร้างวัดขึ้นในประเทศนั้นๆ ส่วนใหญ่จะมีชาวพุทธไทยอาศัยอยู่และก็อาราธนาพระสงฆ์มาจากประเทศไทย เพื่อให้พระสงฆ์ได้เป็นที่พึ่งทางใจในยามอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) กล่าวว่า มหาเถรสมรคม (มส) ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ดำเนินการจัดอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน ได้อบรมไปแล้ว 25 รุ่น มีพระธรรมทูตที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว ออกไปปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นับเป็นความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับหนึ่ง แต่การออกไปปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตเหล่านั้น ล้วนแต่ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าคฤหัสถ์ในประเทศนั้นๆ ทำให้พระสงฆ์สามารถอยู่อาศัยสร้างวัด นำพุทธศาสนิกชนในการศึกษา เรียนรู้และปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ได้ เนื่องจากพระสงฆ์ไทยนั้น การเป็นอยู่ล้วนต้องได้รับการอุปัฏฐากจากคฤหัสถ์ทั้งสิ้น กล่าวคือมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยคฤหัสถ์นั่นเอง

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวอีกว่า “การจัดบรมธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธในต่างประเทศ ชครั้งนี้ เบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคฤหัสถ์ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโปทั้งชายและหญิงไว้ 200 คน โดยจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 27-30 ก.ย.2562 ณ วัดไทยนอร์เวย์ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ แต่เมื่อประกาศรับสมัครออกไป ปรากฏว่า ชาวพุทธไทยทั่วโลกต่างให้ความสนใจสมัครเข้ารับการอบรม กว่า 318 คน

นอกจากเป็นชาวไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติที่นับถือพระพุทศาสนาให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ด้วยจำนวนมากชผู้เข้ารับการอบรมนอกจากตัองการจะทำหน้าที่เป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ ช่วยพระสงฆ์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว เมื่อมีการแบ่งกลุ่มกันเพื่อระดมความคิดในการช่วยพระสงฆ์เผยแผ่แล้ว ชาวพุทธเหล่านั้นต่างก็มองเห็นภัยที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทยแล้วเกิดความเศร้าใจ ซึ่งแต่ละคนต่างก็ปฏิญาณตนว่า พร้อมจะช่วยทำนุบำรุงส่งเสริมและปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยชีวิต

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาแห่งสันติภาพและนำความสงบสันติมาสู่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง จึงควรที่จะช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่โลกตลอดไป และถือเป็นนอร์เวย์โมเดลที่จะจัดในรุ่นต่อๆ ไป โดยในปี 2563 วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รับที่จะเป็นเจ้าภาพจัดในรุ่นที่ 2

ด้านพระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ รองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในสหภาพยุโรป กล่าวว่า ถ้าจะกล่าวโดยสัจจริงแล้วการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของพระสงฆ์ไทย จะไม่สามารถเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีคฤหัสถ์ให้ความช่วยเหลือ และที่สำคัญชาวพุทธไทยเมื่อเดินทางไปทำงานในต่างแดน แต่ละคนก็นำความเป็นพุทธและศาสนาพุทธมาเผยแผ่ด้วย และพระสงฆ์เองการที่จะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศใดได้นั้น ก็ต้องมีชาวพุทธอาราธนาให้ไป จึงสามารถไปได้

เมื่อไปแล้ว การลงหลักปักฐาน การสร้างวัด ชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวันของพระสงฆ์ก็ล้วนได้รับการเกื้อหนุนอุปัฏฐาก อุปถัมภ์ ดูแลทุกอย่างจากคฤหัสถ์ทั้งสิ้น ในฐานะที่อาตมาเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่ต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันก็มองเห็นว่า พระพุทธศาสนาในต่างประเทศทุกวันนี้ มีความเจริญรุ่งเรืองได้ก็เพราะคฤหัสถ์ การจัดอบรมพระธรรมทูตทึ่ผ่านมาก็ได้แต่พระสงฆ์ แต่พระสงฆ์เองก็ทำหน้าที่เผยแผ่ได้อย่างจำกัด ถ้าจะเทียบกับคฤหัสถ์แล้วยังถือว่าประสบผลสำเร็จน้อยกว่า และที่สำคัญ คฤหัสถ์เหล่านี้สามารถชักชวนชาวต่างชาติ ชาวท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ให้หันมานับถือและปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาได้มากที่สุด

“อาตมาขอยกย่องว่าคฤหัสถ์ชาวพุทธในต่างประเทศมีความสามารถจริงๆ ที่สามารถชักชวนชาวต่างชาติ ชาวท้องถิ่นที่นับถือศาสนาอื่นให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา และถือว่าเป็นผู้มีความสามารถจริงๆนำชาวต่างชาติเข้ามาวัด เวลามีกิจกรรมต่างๆ ในวัด หรือกิจกรรมที่จัดขึ้นล้วนแต่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันเป็นหลัก ชาวต่างชาติที่เข้ามาวัดตามที่คนไทยชักชวน เขาฟังภาษาไทยไม่ออกได้แต่นั่งมองและปฏิบัติตามคำบอกของผู้ชักชวน และก็อดทนนั่งฟัง ร่วมปฏิบัติได้เป็นวันๆ โดยไม่ปริปากบ่นเลย จะให้กราบก็กราบให้ไหว้ก็ไหว้” พระวิมลศาสนวิเทศ

นอกจากนี้ ชาวต่างชาติเมื่อเข้ามาวัดเป็นประจำ ก็ทำให้เกิดความซาบซึ้งในวิถีปฏิบัติของชาวพุทธ หันมานับถือพระพระพุทธศาสนา และเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในการชักชวนญาติพี่น้องให้เข้ามาวัดด้วย ในช่วงแรกๆ ที่มาปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูต ชาวต่างชาติมักจะมองว่า เป็นศาสนาแปลกๆ ชต่างก็มองว่าจะมาทำอะไรให้ประเทศเขาวุ่นวายหรือไม่ แต่เมื่อชาวพุทธไทยชักชวนเขาเข้ามาและฝึกปฏิบัติตามแล้ว แต่ละคนก็กลับความคิด กลับมามองและเข้าใจว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่มีพิษภัยต่อวิถีชวิตเขา และสามารถเข้ากับชีวิตเขาได้

อย่างไรก็ตาม จึงถือเป็นครั้งสำคัญที่เราได้มีโอกาสยกย่องเชิดชูและให้กำลังใจแก่คฤหัสถ์ ให้ทำหน้าที่ธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจต่อไปและถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสมกับที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะทำโครงการนี้ให้ได้ ต้องขอขอบคุณวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ให้โอกาสและให้ความสำคัญจนสามารถจัดโครงการนี้และก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ จนสำเร็จ

ด้านนางกมลทิพย์ อีแวนส์ จากประเทศอังกฤษหนึ่งในคฤหัสถ์ที่เข้ารับการอบรม กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์วิถีพุทธ ก็สนใจและสมัครเข้ารับการอบรมทันที โดยเดินทางมาจากประเทศอังกฤษเพื่ออบรมในครั้งนี้ เมื่อเข้าอบรมแล้วก็รู้สึกคุ้มค่ากับที่ได้เดินทางมา พร้อมจะทำหน้าที่ธรรมทูตคฤหัสถ์ ช่วยพระสงฆ์เผยแผ่และช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทศาสนาอย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นคนไทยและนับถือพระพุทธศาสนา เมื่อมาอยู่อาศัยในต่างแดนก็ไม่เคยละทิ้งความเป็นชาวพุทธ ปัจจุบันชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจพระพุทธศาสนมากโดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน การใช้สติในการดำรงชีวิต เมื่อมีโอกาสแต่ละครั้งในการรับเชิญไปร่วมงานวิชาการ หรือเป็นวิทยากร ก็จะนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปกล่าวอธิบายให้ชาวต่างชาติได้ฟังอยู่เสมอๆ และเห็นว่า เขาให้ความสนใจพระพุทธศาสนาอย่างมาก พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งวิถีชีวิตอย่างแท้จริง จึงขอให้ชาวพุทธจงภาคภูมิในความเป็นพุทธและช่วยกันเผยแผ่ ทำนุบำรุง ปกป้องพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป

อนึ่ง พระโสภณวชิราภรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดป้าย ศูนย์ปฏิบัติพระธรรมทูต ประจำภาคพื้นยุโรป ณ วัดไทยนอร์เวย์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการประสานงานและศูนย์ปฏิบัติงานของพระธรรมทูตไทยที่เดินทางเข้าไปปฏิบัติงานดังกล่าว

ชาวพุทธผนึกกำลังจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602160

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 20:44 น.

ชาวพุทธผนึกกำลังจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผนึกกำลังชาวพุทธลุ่มแม่น้ำโขงจัดโครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 2 ในเดือนต.ค.นี้

นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เปิดเผยว่า พิธีเปิดโครงการจัดขึ้นที่วัดพระธาตุผาเงา อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ในวันที่? 15? ต.ค.2562? โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ส่วนพิธีปิดจัดขึ้นที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีสมเด็จเทพวงศ์ พระสังฆราชประเทศกัมพูชา และ พล.อ.เตียบัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางธรรมยาตรา จะมีพิธีสำคัญ คือการตักบาตร และปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละประเทศเข้าร่วม เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์โดยใช้พุทธศาสน์ทางการทูต

ดร.คินฉ่วย ประธานสมาพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนนา และประธานสมาพันธ์พุทธแห่งเอเชีย สนับสนุนการจัดโครงการเป็นครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับ สปป.ลาว ได้มอบหมายให้นายแก้วเจริญ เซี่ยยิ่งยาง อธิบดีกรมโฆษณา ศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ?สปป.ลาว ระบุตรงกันว่า พร้อม 100 เปอร์เซนต์ในการจัดงาน ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของ สปป.ลาว ที่มีการจัดธรรมยาตรา 5 แผ่นดินขึ้น ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้น

สำหรับ โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ได้เริ่มต้นขึ้นตามดำริของพระมหาผ่อง สะมาเลิก ประธานองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว รูปที่ 4 ที่สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ที่ประเทศในแถบสุวรรณภูมิ จะสานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นในทุกมิติ โดยใช้พุทธศาสนาเชื่อมโยงจิตใจ โดยธรรมยาตรา 5 แผ่นดินครั้งที่ 1 จัดขึ้น เมื่อปี 2560 และครั้งนี้จะขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-31 ต.ค.2562

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รูปเหมือนปั๊มพิมพ์บี และจุดพิจารณาที่สำคัญ

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602097

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 08:46 น.

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รูปเหมือนปั๊มพิมพ์บี และจุดพิจารณาที่สำคัญ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เขียนถึงรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานมาแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า ยังไม่ได้เขียนถึงรูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เลยก็จะกระไรอยู่ ติดต่อไปที่แฟนคลับนักสะสมพระเครื่องหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้รูปเหมือน พิมพ์บี ในสภาพสวยทีเดียวมาให้ชมกันครับ

หยิบมาส่องสำหรับรูปเหมือนปั๊มองค์นี้ ที่ว่าเป็นพิมพ์บี นั้น ก็มีจุดพิจารณาแยกกันออกไป ตรงที่ความคมชัดของเส้นสายทั้งหลายบนองค์รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิมนั่นเอง

จุดพิจารณาที่แยกเป็นพิมพ์ เอ บี ซี ดี นั้นเกิดจากบล็อกแม่พิมพ์มีเพียงตัวเดียว ช่างจะแกะรายละเอียดของบล็อกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพียงชุดเดียว เมื่อผ่านการปั๊มไปบ่อยเข้า แม่พิมพ์เกิดการชำรุดแตก ทำให้การปั๊มในครั้งต่อมาขาดในรายละเอียด ทำให้ความคมชัดน้อยลง

ยกตัวอย่างเช่นความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ที่เห็นได้ชัดเจนคือบริเวณซอกแขนขวาด้านหลังองค์พระเป็นต้น ในพิมพ์เอ จะปรากฏความคมชัด มีซอกลึกเป็นมิติลงไป ส่วนในพิมพ์บีนั้น เริ่มปรากฏเนื้อเกินในซอกแขนด้านหลัง เพราะเกิดจากแม่พิมพ์เริ่มชำรุด เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ด้านหน้านั้น

1.ความคมชัดของเส้นสายสังฆาฏิ จีวร บนองค์พระ พิมพ์เอ จะคมชัดมากกว่าเพราะเป็นการปั๊มในช่วงแรก ส่วนพิมพ์บี ความคมชัดจะด้อยลงไป

2.ในพิมพ์บี บริเวณซอกคอจะสังเกตุเห็นรอยตะไบ

3.จะเห็นเส้นขนแมวในซอกแขนขวาสองเส้นต่อกันเป็นตัว V

4.คำว่าหลวงพ่อเดิม “เดิม” พิมพ์บี สระอิเป็นเส้นแตก สำหรับพิมพ์เอจะคมชัด

5.ด้านหน้าคำว่า “หลวงพ่อเดิม”หัวมุมฐานด้านล่างส่วนใหญ่จะมนยุบเล็กน้อย

ส่วนความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ด้านหลังนั้น

1.พิมพ์บีนั้น ใบหูหลวงพ่อด้านหลังจะแต่งเป็นเหลี่ยม ส่วนพิมพ์เอ ใบหูหลวงพ่อด้านหลัง จะแต่งคล้ายใบหูคน

2.ตรงศีรษะด้านหลังจะบุบเล็กน้อย

3.ตรงสันคอด้านหลัง เส้นคอ 4 เส้นจะมีความคมชัด

4.พิมพ์บี เริ่มปรากฏเนื้อเกินในซอกแขนด้านหลังซึ่งเกิดจากแม่พิมพ์ที่เริ่มชำรุด ส่วนพิมพ์เอไม่มีเนื้อเกินในซอกแขนขวาที่ด้านหลัง

5.พิมพ์บี ที่ชายสังฆาฏิชนฐานด้านล่างจะมีเนื้อเกินต่อฐานเกิดจากแม่พิมพ์ที่เริ่มชำรุด ส่วนพิมพ์เอ บริเวณที่ชายสังฆาฏิด้านล่างชนฐานจะไม่มีเนื้อเกิน

6.พิมพ์บี นั้นฐานด้านหลังเริ่มมีการแต่งตะไบเป็นเหลี่ยมเล็กน้อยและไม่มีการรมดำ, ส่วนพิมพ์เอ บริเวณฐานด้านหลังจะเป็นครึ่งวงกลม จึงเป็นที่มาของคำว่าพิมพ์นิยมฐานกลม และเฉพาะเนื้อทองเหลืองในบางองค์จะมีการรมดำปรากฏอยู่ตามซอกผิว นับเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ฐานกลมพิมพ์เดียวพิมพ์อื่นไม่มีการรมดำ

เมื่อเรามาพิจารณาในแง่ของวิทยาศาสตร์ เนื้อโลหะทองเหลืองเก่าก็จะมีออกไซด์(คล้ายสนิมสีออกน้ำตาลเป็นหย่อมๆ) คลุมผิวองค์พระอันเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างอากาศกับโลหะทองเหลืองเช่น โลหะทองเหลืองต้องมีความแห้งเป็นธรรมชาติของพระเก่าอายุเกือบ 80 ปี(นับถึงปัจจุบัน)

รูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2482 พร้อมเหรียญรูปไข่ในคราวที่หลวงพ่อเดิมอายุครบ 82 ปี มีบันทึกไว้ว่า ทางคณะศิษย์จ้างโรงปั๊มที่กรุงเทพฯ โดยทางคุณประดิษฐ์ ลิ้มประยูร พนักงานรถไฟลูกศิษย์เอกหลวงพ่อเดิมเป็นผู้มาติดต่อ

รูปเหมือนปั๊มที่จัดสร้างในคราวนั้นมีจำนวนไม่มาก คะเนกันว่าอยู่ในราวไม่กี่พันองค์ มีอยู่ด้วยกัน 2 เนื้อ คือ เนื้อทองเหลือง และเนื้ออัลปาก้าหรือเนื้อช้อนส้อม ที่เรียกเนื้อช้อนส้อม เพราะทางโรงงานใช้ช้อนส้อมตราแพะมาหลอมและนำมารีดเป็นโลหะ ก่อนนำปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม นั่นเอง

เมื่อปั๊มเสร็จแล้ว ถึงจะนำรูปหล่อที่ปั๊มมาทำการตัดปีกแต่งขอบ และตะไบเก็บรายละเอียดของด้านข้าง พร้อมกับแต่งริ้วจีวรทั้งด้านหน้า ริ้วจีวรด้านหลัง และริ้วจีวรด้านข้าง จากนั้นทำความสะอาดก่อนส่งวัดและทางวัดจะนำไปลงเหล็กจารใต้ฐานกำกับ

นอกจากพิมพ์ เอ บี ซี ดี แล้วยังมีพิมพ์คอตึงจีวรถี่ และพิมพ์คอตึงจีวรห่าง อันเกิดจากบล๊อกแม่พิมพ์ด้านหน้าที่ผ่านการปั๊มมาชำรุด ช่างก็ทำแม่พิมพ์ด้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 พิมพ์นั่นเอง ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลังคงใช้แม่พิมพ์เดิม ฉะนั้นด้านหลังของแม่พิมพ์คอตึงจึงมีแบบเดียวกับบล๊อกแม่พิมพ์ดี และรูปเหมือนปั๊มพิมพ์คอตึงทั้ง 2 พิมพ์จะมีเนื้อทองเหลืองเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ไม่เคยพบว่า มีเนื้อช้อนส้อมหรือเนื้ออัลปาก้า แต่อย่างใด และที่สำคัญรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ  ผิวต้องเรียบตึง ต้องไม่มีรูพรุนหรือฟองอากาศเด็ดขาด

ธุระของ “พระภิกษุในพระพุทธศาสนา”

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602096

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 08:25 น.

 ธุระของ “พระภิกษุในพระพุทธศาสนา”

โดย    อุทัย มณี  (เปรียญ)

ปัจจุบันบทบาทของพระสงฆ์ในสังคมไทยมีบทบาทกว้างขวางมากยิ่งขึ้นทั้ง ด้านสาธารณะสงเคราะห์, ด้านส่งเสริมการศึกษา, ด้านการเผยแผ่, บทบาทแต่ละอย่างล้วนสัมผัสกับวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในอดีตบทบาทพระสงฆ์ไทยอย่างน้อยทำหน้าที่ 3 ประการคือ หนึ่ง อบรมสั่งสอนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กับประชาชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน สอง บทบาทในการพัฒนาชุมชนหมู่บ้าน และ สาม มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนหมู่บ้านกับภาครัฐ

ปัจจุบันบทบาทเหล่านี้ของพระภิกษุสงฆ์ ของเจ้าอาวาสแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เนื่องจากภาครัฐ “เข้ามามีบทบาท” แทบทั้งสิ้น

ผู้อ่านบางท่านที่ไม่มีพื้นฐานทางพระพุทธศาสนาเลย คงอยากจะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงวาง “ธุระหรือหน้าที่” สำหรับพระภิกษุไว้อย่างไรบ้าง

ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแนะแก่พระภิกษุชื่อ มหาปาละ เมื่อถามถึงธุระในพระพุทธศาสนามีกี่อย่าง

“ภิกษุ ธุระมี 2 อย่าง คือ คันถธุระ (กับ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น” พระมหาปาละทูลถามว่า  “พระเจ้าข้า ก็คันถธุระเป็นอย่างไร วิปัสสนาธุระเป็นอย่างไร”

 ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฏกก็ดี ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงไว้ กล่าวบอก พุทธวจนะนั้น ชื่อว่าคันถธุระ. ส่วนการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ  ยังวิปัสสนาให้เจริญ  ด้วยอำนาจแห่งการติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.

พระเจ้าข้า  ข้าพระองค์บวชแล้วแต่เมื่อแก่  ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์  ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด..”

แนวทางนี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับคณะสงฆ์ไทยยึดถือเป็นแนวทางปฎิบัติสืบ ๆ ต่อกันมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่พระมหาปาละ จะทูลถามธุระในพระพุทธศาสนากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านอยู่ในสำนักพระอาจารย์และอุปัชฌาย์ครบ  5  พรรษาแล้ว   หมายความว่า พระภิกษุรูปใดก็ดี เมื่อบวชแล้วจะต้องศึกษาเล่าเรียนพื้นฐานอย่างน้อย 5 พรรษาในสำนักพระอุปัชฌาย์  ปัจจุบันแนวทางนี้คณะสงฆ์ไทยก็ยังยึดอยู่ คือ พระภิกษุบวชใหม่ หากจะไปอยู่วัดอื่นหรือแยกตัวออกไปอย่างน้อยจะต้องอยู่ในวัดพระอุปัชฌาย์หรืออยู่ตามวัดในสายตาพระอุปัชฌาย์ 5 พรรษา แต่ตอนหลังก็อาจ อะลุ่มอล่วย บ้าง

ระหว่างบวช 5 พรรษาก็เรียนหนังสือเพื่อเป็นฐานในการปฎิบัติเป็นปกติ และมิใช่เรียนหนังสือหนังเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ยังวางหลักการปฎิบัติกิจวัตรของพระภิกษุไว้อีก 10 ประการคือ 1.ลงอุโบสถ 2. บิณฑบาตเลี้ยงชีพ 3. สวดมนต์ไหว้พระ  4.กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์ 5.รักษาผ้าครอง 6.อยู่ปริวาสกรรม 7.โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ 8. ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์ 9.เทศนาบัติ 10. พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง 4 เป็นต้น..

สำหรับหน้าที่ของฆราวาส ที่ควรปฎิบัติต่อพระภิกษุ  หลัก ๆ ก็คือสนับสนุนให้พระท่านมีกำลังกายกำลังใจ ในการศึกษาปฏิบัติธรรม ส่งเสริมให้ท่านศึกษาเล่าเรียนด้วยการถวายทุนการศึกษาบ้าง ถวายหนังสือบ้าง ถวายอาหารการฉัน ดังนี้เป็นต้น

สังคมไทยมีฐานมาจากพระพุทธศาสนา สังคมไทยในอดีตอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขที่นานาชาติยกย่องยอมรับ ให้เป็นประเทศหนึ่งที่พลเมืองมีความสุขที่สุดในโลก เป็นดินแดนที่มีแต่รอยยิ้ม เป็นสยามเมืองยิ้ม ปัจจุบันร่องรอยเหล่านี้แม้จะเลือนลางลง แต่ก็ยังไม่สายที่จะกอบกู้กลับมา อันไหนที่มิใช่ของเรา เราคว้า เรามาดัดแปลงให้เป็นของเรา มันก็ไม่เนียน มันก็ไม่เหมือนของเดิมอยู่ดี  วัฒนธรรมประเพณีในพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งมีค่า เราต้องร่วมกันฟื้นฟูและส่งเสริมให้อยู่คู่กับสังคมไทยตราบนานเท่านาน..

กรมศิลป์เปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601941

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 21:04 น.

กรมศิลป์เปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

โดย สมาน สุดโต

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการเปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2562 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สภาพเดิม และขั้นตอนในเชิงเปรียบเทียบว่า ก่อนการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และจิตรกรรมฝาผนัง ในพระอารามสำคัญ ทั้งที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์และนอกเขตอุทยานประวัติศาสตร์นั้น มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร

นายอนันต์ กล่าวว่า ข้อมูลที่จัดแสดงที่ศูนย์แห่งนี้ แสดงในรูปนิทรรศการแบ่งเป็น 5 ส่วน คือส่วนที่ 1 เรื่องมรดกโลก ส่วนที่ 2 เรื่องประวัติการอนุรักษ์โบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ส่วนที่ 3 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการอนุรักษ์และพัฒนา ส่วนที่ 4 เรื่องงานอนุรักษ์ประเภทต่างๆ และส่วนที่ 5 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการพัฒนาในอนาคต

การจัดนิทรรศการนั้นใช้เทคโนโลโลยี และรูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย ทันสมัยประกอบด้วยแผนที่ แผนผัง จำลองภาพโบราณสถานอยุธยา จำลองภาพการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทต่างๆ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเข้าได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นวันปิดทำการ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ 035 24 2286

หลังจากทำพิธีเปิดแล้ว นายอนันต์ ได้นำชมนิทรรศการที่จัดเต็มพื้นที่ ในอาคารศูนย์ข้อมูล ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่หลังจากถูกน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ พ.ศ.2554 นายอนันต์จะเกษียณอายุสิ้นเดือนก.ย.2562 นี้ ได้ใช้โอกาสนี้ไปชมวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดศูนย์กลาง หรือหลักเมือง ของพระนครศรีอยุธยา ที่มีพระปรางค์ประธาน (พังทลายลง) สูงใหญ่ กว่าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แวดล้อมด้วยพระปรางค์บริวาร แต่สภาพทั่วไปได้รับการฟื้นฟูตามลำดับ จนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้

นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ในตอนคำวันหนึ่งได้เพ่งมองโบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ที่สรรค์สร้างด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ในอดีต แต่ร่วงโรยลง ส่วนเราชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งได้มีโอกาสมาสนองงานของพระองค์ท่าน จึงรู้สึกเกิดปีติล้นพ้น

ทั้งนี้ การอนุรักษ์วัดมหาธาตุเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ ไม่มีอะไรน่าห่วง ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมศิลป์ว่า มีความรู้เข็มแข็ง มีวิสัยทัศน์ในเชิงวิเคราะห์ ใช้นวัตกรรมมาช่วยในการอนุรักษ์และชื่นชมชาวพระนครศรีอยุธยาที่ช่วยอนุรักษ์โบราณสถาน เพียงแต่ท่านไม่บุกรุกโบราณสถาน ก็ถือว่าช่วยอนุรักษ์แล้ว

ณ วัดมหาธาตุแห่งนี้ได้ยินไกด์แนะนำ นักท่องเที่ยวว่า จะพาไปดูไฮไลท์ของวัดนี้ก่อนพาไปดูเศียรพระพุทธรูปในรากไม้ ซึ่งเป็นเศียรพระพุทธรูปหินทรายที่แตกหักจากองค์พระแล้วถูกรากต้นโพธิ์ขึ้นปกคลุม ลักษณะพระพักตร์ค่อนข้างแบนและกว้าง พระขนงและขอบพระเนตรป้ายเป็นแผ่นใหญ่ ขอบพระโอษฐ์กว้างเป็นแนวตรง ขอบพระโอษฐ์ยกเป็นสันขึ้นเล็กน้อย เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง กำหนดอายุได้ราวกลางพุทธสตวรรษที่ 21

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จุดพิจารณารูปหล่อ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601425

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 09:08 น.

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จุดพิจารณารูปหล่อ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

หากกล่าวถึงพระเครื่องรูปหล่อโลหะผสมที่แพงที่สุด ก็ย่อมเป็นพระเครื่องรูปหล่อของ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตรนั่นเอง แต่รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์นิยมซึ่งแพงเป็นอันดับหนึ่ง และพิมพ์ขี้ตา แพงรองลงมา และแน่นอนที่สุดทั้งสองพิมพ์ คือเป็นพระเครื่องรูปหล่อที่แพงที่สุดในวงการนักสะสมพระเครื่องของไทย

มาชมพระรูปหล่อที่นักสะสมพระทุกคนอยากได้ไว้ในครอบครอง นั่นคือรูปหล่อพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน นอกจากส่องดูพิมพ์ถูกต้อง ต้องดูความเก่าของโลหะซึ่งส่องปุ๊บมองเห็นความแห้งเก่าของเนื้อโลหะ และกระแสโลหะเหลืองอมเขียวเป็นจุดพิจารณาอันหนึ่ง ทำให้เป็นพระที่ดูง่าย ค่านิยมปัจจุบันอยู่ที่หลักล้านกลางขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ขององค์พระ

มาดูจุดพิจารณาที่สำคัญของพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย เหตูที่เรียกว่าพิมพ์ขี้ตา  เพราะองค์พระจะมีเนื้อเกินที่ขอบตาล่างด้านซ้าย รูปหล่อพิมพ์ขี้ตานี้ เป็นงานเทหล่อฝีมือช่างชาวบ้าน เป็นการหล่อเททีละองค์ โดยใช้เบ้าแม่พิมพ์ประกบเข้าหากันเรียกว่า เบ้าหก

โดยการเทกรอกโลหะเข้าใต้ก้นองค์พระแบบคว่ำหัวลง เมื่อปล่อยให้โลหะเย็นตัวแล้ว สังเกตใต้ก้นองค์พระเป็นรอยขรุขระในแต่ละองค์จะไม่เหมือนกัน เป็นธรรมชาติของรูปหล่อเบ้าประกบทุกองค์ บางองค์จะมีรอยแต่งตะไบ และฐานบางองค์หนา ฐานบางองค์บาง เกิดจาการเทเนื้อโลหะลงในเบ้า บางองค์เทพอดี บางองค์เทหนาหน่อย

และที่สำคัญด้วยการเทแบบเบ้าประกบนี้ ทำให้พิมพ์ขี้ตามีรอยตะเข็บด้านข้างเห็นชัดเจน เหมือนเนื้อเกินออกมาเป็นเส้นตลอดแนวจากบนลงล่าง และต้องไม่มีรอยก้านชนวนที่ใต้ก้น ด้านความสวยงามเมื่อเทียบกับพิมพ์นิยมซึ่งเทหล่อโดยนายช่างจากบ้านช่างหล่อ ย่อมแตกต่างกัน

มาดูที่ผิวองค์พระ เมื่อส่องดูอย่างละเอียดจะเห็นหลุมเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน อันเกิดจากเม็ดดินขี้เบ้าที่หลุดกร่อนออกไปตามกาลเวลา เม็ดขี้เบ้าจะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำเกาะอยู่ในเนื้อพระทั่วทั้งองค์ สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากดินเบ้าที่มาประกบกัน เมื่อเจอความร้อนจากโลหะที่กรอกลงไปก็มาเกาะอยู่ที่เนื้อโลหะขององค์พระ

การพิจารณาพระรูปหล่อเนื้อโลหะทองเหลืองผสม ซึ่งมีอายุ 100 ปี ก็จะเหมือนเนื้อโลหะผสมเก่าซึ่งแก่ทองเหลือง โทนสีเนื้อโลหะ ต้องมีสีเหลืองอมเขียว ผิวโลหะแห้งเก่า ไม่หม่นหมอง

สีของโลหะทองเหลืองจะไม่เสมอกันเพราะเป็นธรรมชาติของพระหล่อ ซึ่งเนื้อโลหะสัมผัสกับดินเบ้าในอุณหภูมิที่ต่างกันขณะเทหล่อแต่ละองค์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของพระหล่อนั่นเอง

ผิวโลหะส่วนที่โดนสัมผัสการใช้ โลหะจะเปล่งประกาย  ส่วนผิวที่ไม่โดนสัมผัส เมื่อสังเกตในซอกผิวจะปรากฏคราบสนิมสีน้ำตาลอมดำ ไม่เป็นสีดำด้าน บางองค์อาจจะเห็นสนิมทองเหลือง (ออกไซด์)ออกสีแดงน้ำตาลคลุมเป็นจุด อันเป็นธรรมชาติความเก่าของเนื้อทองเหลือง

หากเรายังสงสัยว่าเนื้อทองเหลืองเก่าเป็นอย่างไร สนิมทองเหลืองหรือออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของอากาศกับทองเหลืองควรเป็นอย่างไร อาจแวะไปดูที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ดูเนื้อพระโลหะทองเหลืองเก่า หรือ เครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นทองเหลืองเก่าเพื่อเทียบเคียงสีของโลหะทองเหลือง หรือ โลหะทองเหลืองเก่าผสมได้เพื่อเป็นองค์ความรู้

รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย  จะมีขนาดเล็กกว่ารูปหล่อพิมพ์ขี้ตาทุกพิมพ์  จมูกของพิมพ์ขี้ตานี้จะเหมือนสามเหลี่ยม,ไล่ดูจากชายริ้วจีวรด้านขวาของสังฆาฏิขององค์พระ จะมีริ้วจีวร 3 เส้น เส้นล่างเป็นเส้นหนาปลายเส้นชนแขน และเส้นจีวรที่แขนซ้ายเป็นเส้นคว่ำ เรียกว่า 3 ชายจีวรคว่ำ

จุดพิจารณาสำหรับพระหลวงพ่อเงิน พิมพ์ขี้ตา 3 ชายที่สำคัญอีกแห่ง  คือ บริเวณหัวตาด้านขวาองค์พระจะเป็นรอยเส้นเฉียงขึ้นเล็กน้อย และบริเวณซอกลำคอข้างหูด้านขวาองค์พระจะเห็นเม็ดติ่งเล็กๆอยู่หนึ่งเม็ด และบริเวณซอกลำคอจากด้านขวาขององ์พระมายังด้านซ้าย ซอกลำคอจะลึกไล่มาตื้นทางด้านซ้ายองค์พระ ซึ่งถ้าเป็นของเลียนแบบซอกลำคอมีความลึกเท่ากัน

รูปหล่อพิมพขี้ตามี 4 พิมพ์คือ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย, พิมพ์ขี้ตา 4 ชาย ให้สังเกตริ้วจีวรด้านขวาองค์พระ จะเห็นริ้วจีวร 4 เส้นลาดโค้งมาจากขอบสังฆาฏิขวาลงมาชนท้องแขนขวา ( พิมพ์ขี้ตา 4 ชายยังแยกเป็น 2 บล็อกคือ บล็อกจีวรสั้นและบล็อกจีวรยาว )  , พิมพ์ขี้ตา 5 ชาย ให้สังเกตเส้นริ้วจีวรขวามือองค์พระจะเห็นริ้วจีวร 5 เส้นโค้งซ้อนลงมาท้องแขนขวา

การศึกษาพระเครื่องรูปหล่อโบราณนั้น นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องที่เราจะสังเกตหาจุดที่เหมือนกันขององค์พระในพิมพ์เดียวกัน จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นจุดสังเกตของพิมพ์เฉพาะตัวเราเอง

การสังเกตถึงความเก่าของเนื้อโลหะทองเหลืองผสมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อโลหะตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงยังไงก็ไม่เหมือน ผิวของโลหะ สีของโลหะ สนิมโลหะ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นคว้าศึกษาเทียบเคียงดูครับ

เพราะรูปหล่อของหลวงพ่อเงิน ทุกพิมพ์ล้วนมีราคาแพงเป็นหลักล้านทั้งสิ้น และในด้านประสบการณ์จากการใช้พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินที่บันทึกกันไว้มีมากมาย พระเครื่องของท่านเด่นทั้งเรื่องแคล้วคลาด มหาอุด เมตตามหานิยม ขออะไรได้หมดดั่งแก้วสารพัดนึกครับ

เปิดคอลัมน์ “ธรรมะทอร์ค”

Published October 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601419

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิดคอลัมน์ “ธรรมะทอร์ค”  

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

วันนี้คือวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เป็นวันหยุดของผู้คนส่วนใหญ่ เป็นวันพักผ่อนของผู้คนหลาย ๆ  ครอบครัว แต่ถือว่า เป็นวันสำคัญสำหรับตัวผู้เขียน เพราะเป็นวันเปิดตัวคอลัมน์ “ธรรรมะทอล์ค” ตอนแรก ซึ่งต่อจากนี้ไปตั้งใจไว้ว่า จะพบกับผู้อ่านทุกวันอาทิตย์ในเวปไซต์ข่าวของโพสต์ทูเดย์

เหตุผลที่ผู้เขียนของใช้ชื่อคอลัมน์ว่า “ธรรมะทอร์ค” มีความตั้งใจว่า ต้องการไปพูดคุยกับพระสงฆ์ที่มีบทบาทต่าง ๆ ในสังคม ทั้งพระสายนักวิชาการ สายสังคมสงเคราะห์ สายพระเกจิ หรือแม้กระทั้งสายพระกรรมฐาน  รวมทั้งบางโอกาสจะวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมสงฆ์ ด้วยเหตุและผล บางจังหวะก็อาจเล่าเกร็ดที่น่ารู้เกี่ยวกับสถาบันสงฆ์ หรือบางโอกาสก็อาจแนะนำวัด สำนักสงฆ์ที่ผู้เขียนคิดว่า ควรแนะนำ น่าเที่ยว สรุปทั้งหมดทั้งมวลชื่อ “ธรรมะทอร์ค” เป็นคอลัมน์เปิดกว้าง และหากท่านใดคิดว่าอยากจะเขียน อยากจะส่งบทความมาเผยแพร่ความรู้ ก็ยินดี

ปัจจุบันผู้เขียนมีอาชีพเป็นสื่อสารมวลชนอิสระ ผลิตรายการโทรทัศน์ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ทำงานช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิที่ตัวเองตั้งขึ้นไว้ด้วย ซึ่งอนาคตจะค่อย ๆ อธิบายเดียวไม่นานคงรู้ว่าทำอะไรบ้าง ส่วนอดีตเป็นนักบวชมาจากเด็กต่างจังหวัดที่ยากจนดิ้นรนจนจบเปรียญธรรม 7 ประโยค ต่อด้วย ปริญญาตรี 2 ใบสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แล้วไปจบด้วยปริญญาโท สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยเกริก หลังจากสิกขาออกมาแล้วก็ไปทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับทอล์ค ๆ นี้แหละที่ช่อง 11 อยู่ประมาณ 13 ปี แล้วก็เลิกไป ทำช่องอื่นหาประสบการณ์บ้าง

ด้วยในชีวิตมีประสบการณ์ทั้งทางพระและทางฆราวาส บางช่วง บางจังหวะของชีวิต มันเป็นเรื่องที่อยากจะเล่า อยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ ยิ่งเรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องพระสงฆ์ ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง “ความศรัทธา ความเชื่อทางศาสนา” กำลังถูกท้ายทายด้วยเทคโนโลนีสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นผู้เขียน 40 ต้น ๆ มักไปคนละทิศคนละทาง เมื่อพูดถึง ความเชื่อทางศาสนา ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และศาสนวัตถุ  อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึง ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ของดีอันเป็นรากเหง้าสำคัญที่ทำให้สังคมไทยมีความรัก ความสามัคคีและมีอัตตลักษณ์เป็นของตนเอง เด็กรุ่นใหม่บางคนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่คนรุ่นผู้เขียนมองว่า สิ่งเหล่านี้ทั้งก่อให้เกิดรายได้ และก่อให้เกิดความสุขความปราณีตของจิตใจด้วย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมประเพณี จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สังคมไทยเราจะต้องรักษา ห่วงแหนเอาไว้ เพื่อเป็นมรดกตกทอดต่อไป

ในขณะเดียวกันนี้สถาบันสังฆ์เองผู้เขียนได้คุยกับพระคุณเจ้าหลายรูป ก็สรุปตรงกัน “ต้องการพื้นที่” ในการที่จะอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมในบางจังหวะ ในบางโอกาสผ่าน “สื่อสารมวลชน” ที่น่าเชื่อถือบ้าง

โดยเฉพาะหลายปีมานี้ สังคมพระสงฆ์ถูกจับตามาก ถูกขุดขุ้ยมาก ข่าวที่ออกไปสู่สังคมส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งบั่นทอนความศรัทธาปสาทะ สำหรับชาวพุทธที่ไม่หนักแน่นต่อธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือบางเนื้อข่าวอาจก่อให้เกิดความหวั่นไหวต่อพุทธบริษัทได้  คอลัมน์ธรรมะทอล์คจึงเกิดขึ้น เพื่อนำเสนอ สิ่งดี ๆ ข่าวดี ๆ ที่มีอยู่ในสถาบันสงฆ์ ที่เกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธ หรือที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกให้พุทธบริษัท หรือคนนอกศาสนารับรู้บ้าง อย่างน้อยเพื่อรักษาความศรัทธา ความเชื่อ ของศาสนาพุทธให้คงอยู่กับสังคมไทยไปนานตราบเท่านาน สมกับชาวโลกยกย่องให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา..

%d bloggers like this: