“สมเด็จวัดระฆัง” พิมพ์เกศบัวตูม ใครได้ครอบครองนับเป็นวาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/626558

วันที่ 21 มิ.ย. 2563 เวลา 16:17 น."สมเด็จวัดระฆัง" พิมพ์เกศบัวตูม ใครได้ครอบครองนับเป็นวาสนาโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com   

*******************************

“พิมพ์ถูก เนื้อใช่ ความเก่ามี” เป็นสิ่งที่นักสะสมพระรุ่นเก่าใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาพระสมเด็จในเบื้องต้นครับ ปัญหาคือ ถ้าเราเป็นนักสะสมมือใหม่ จะเรียนรู้ได้อย่างไร มาเรียนรู้ด้วยกันครับ ทุกอย่างไม่เกินการเรียนรู้ วันนี้จะถ่ายทอดสิ่งที่เซียนพระรุ่นเก่าใช้เป็นเกณฑ์ในการส่องพระว่า เขาส่องดูอะไร มาดูตอนท้ายกันครับว่า หลักเกณฑ์การส่องพระเนื้อผงมีอะไรที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้

โชคดีครับที่วันนี้ได้พระสมเด็จจากนักสะสมมาให้ชม เป็น พระสมเด็จ วัดระฆังพิมพ์เกศบัวตูม ซึ่งเป็นพิมพ์ที่หาชมได้ยากมาก เพราะมีจำนวนน้อย ผิวพรรณขององค์พระเปิดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เห็นพื้นผิว มวลสาร ทำให้ดูง่ายทันที ขอบคุณ พี่กำพล รามอินทรา เจ้าของพระครับ

“เกศพุ่ม หน้าผากกว้าง คางแคบ หูประบ่า” นิยามคำนี้คือ เอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เกศบัวตูม กล่าวคือพระเกศเป็นเส้นหนาป่องกลางเหมือนดอกบัวตูม มุ่นพระเกศหรือฐานรองของพระเกศจะเหมือนพุ่มเตี้ยๆ ส่วนพระเกศนั้นจะตั้งตรง อาจมีเอียงบ้างซึ่งเกิดจากการกดพิมพ์

พระพักตร์ของพิมพ์เกศบัวตูมจะมีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนพิมพ์อื่น คือพระพักตร์จะมีลักษณะหน้าผากกว้าง คางแคบเล็กน้อย ในองค์ที่กดพิมพ์ติดชัดจะปรากฏเส้นพระกรรณ(หู) ยาวประบ่าเหมือนหูบายศรี

เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาเหมือนพิมพ์ใหญ่คล้ายหวายผ่าซีก องค์พระจะล่ำสมส่วนโดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ทั้งสองข้าง ใต้ฐานจะมีเส้นแซม มีเส้นฝ่าพระบาทยื่นออกมาจากใต้เข่า(เอกลักษณ์เฉพาะพิมพ์นี้)

ที่พื้นผิวพระต้องปรากฏรอยยุบ รอยหดตัว รอยแยก รอยรูพรุนเข็ม ไม่เรียบเสมอกันอันเนื่องมาจากความเก่าขององค์พระ

หลุมรอบเม็ดมวลสาร หรือที่เรียกว่าบ่อน้ำตา แสดงถึงความเก่าได้อายุ เพราะธรรมชาติของหลุมบ่อน้ำตาต้องใช้เวลา หลุมบ่อน้ำตาเกิดจากการหดตัวของเนื้อพระที่ไม่ผสานระหว่างมวลสารที่ละเอียดและมวลสารที่เหยาบเป็นก้อน หากมวลสารที่เป็นเม็ดหลุดกะเทาะออก บริเวณดังกล่าวก็จะเป็นหลุมตื้นขึ้นมา ที่สำคัญขอบหลุมต้องไม่คม มวลสารเม็ดพระธาตุที่ฝังอยู่ต้องยุบตัวลง และปรากฏรูพรุนรอยเข็มกระจายอยู่ทั่วไป รวมถึงคราบน้ำมันตังอิ๊วซึ่งเป็นตัวประสาน

ด้านหลังจะมีรอยย่น รอยหด มีรูพรุนปลายเข็มกระจายตัว รูพรุนปลายเข็มเกิดจากปฏิกิริยาของเนื้อพระในขณะที่ยังไม่สมานตัวแห้งสนิทและเกิดการระเหยของความชื้นสู่ภายนอกพื้นผิวองค์พระจึงเกิดเป็นรูพรุนเล็กๆขึ้น นอกจากนี้ยังมีรอยหดตัวตามกาลเวลาที่เรียกว่ารอยปูไต่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระสมเด็จวัดระฆัง

จุดพิจารณาด้านหน้าขององค์นี้

-ยอดเกศเหมือนบัวตูม อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์

-ใต้บัวตูมจะมีมุ่นมวยผม

-เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาและใหญ่เหมือนหวายผ่าซีก เสมือนสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

-พระกรรณโค้งคล้ายหูบายศรีขวามือองค์พระ ( ในองค์ที่ติดชัด จะเห็นพระกรรณโค้งทั้งสองข้าง )

-ลำคอนูนตื้น(ไม่นูนมาก)

-บริเวณหัวไหล่จะหนาล่ำทั้งสองข้าง

-มีร่องสังฆาฏิกลางหน้าอก

-มีเส้นฝ่าพระบาทยื่นออกมาจากใต้เข่า

-มีเส้นแซมใต้องค์พระ พลิ้วไม่แข็งทื่อ

จุดพิจารณาด้านหลัง

-ลักษณะของด้านหลังองค์นี้เป็นหลังกาบหมาก รอยหด รอยย่นเป็นธรรมชาติ มีรูพรุนปลายเข็ม ทำให้ดูง่ายเป็นองค์ครูได้อย่างสบายใจ

-การหดตัวบนพื้นผิวตามธรรมชาติที่เรียกว่ารอยปูไต่ปรากฏตามขอบ

-ขอบข้างที่หลุดลุ่ยตามธรรมชาติแสดงถึงการตัดจากขอบด้านหน้ามาด้านหลัง

-ปรากฏมวลสารสีแดงที่สันนิษฐานว่าเป็นเศษอิฐพระกำแพงเพชร

จุดพิจารณาด้านข้าง

-ปรากฏรอยยุบเป็นโพรงตามธรรมชาติความเก่า ในโพรงจะมีคราบฝุ่นสะสม ปากโพรงจะไม่คม

-ร่องรอยการตัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง

-รอยคราบของตัวประสานเช่นน้ำมันตังอิ๊ว

-ร่องรอยการหด การยุบตัวตามธรรมชาติ

เราต้องคิดอยู่เสมอว่า พระสมเด็จเป็นพระเก่าที่มีอายุมากกว่า 150 ปี ผ่านการสร้างมาเป็นเวลานาน ดังนั้น ผิวและเนื้อมวลสาร ตลอดจนริ้วรอยย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตามธรรมชาติ เราต้องเริ่มต้นจากการศึกษาส่วนผสมหลักที่ใช้ในการสร้าง และคิดถึงความเป็นจริงของการเปลี่ยนสภาพเมื่ออายุมากถึง 150 ปีขึ้นไป

พิจารณา ถึงการเปลี่ยนแปลงของ พื้นผิว ด้านหน้าและด้านหลัง

-มีลักษณะเป็นคลื่น

-มีการยุบตัวตามธรรมชาติ มีการหดตัวของมวลสารที่แห้ง

-อายุของพระผิวควรจะแห้งสนิท ปราศจากความชื้นหรือไม่

-ปรากฏคราบไคลของความเก่าตามกาลเวลา

-ปรากฏคราบของตัวประสานเช่นน้ำมันตังอิ๊วที่ระเหยออกมาสู่ผิวชั้นนอกและสีของคราบน้ำมันตังอิ๊วควรเป็นอย่างไร

พิจารณา ถึงการเปลี่ยนแปลงของ สีของมวลสาร และเนื้อมวลสาร

-อาจจะมีหลายสี เช่นสีขาวน้ำซาวข้าว ขาวอมเหลือง และขาวอมน้ำตาล สิ่งเหล่านี้เกิดจากตัวประสานในองค์พระและทำปฏิกิริยากับมวลสาร เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของสี ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่ใช่สีสดใสใหม่เอี่ยม

-เกิดจากส่วนผสมมวลสารที่ผสมในแต่ละครก เพราะสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) ท่านสร้างสมเด็จวัดระฆัง แบบสร้างไป แจกไป

-เนื้อหามีความหนาแน่น หรือหนึกนุ่ม

-สีของเนื้อพระต้องมีความขุ่นข้น ดูซึ้ง

-เนื้อแห้งสนิทเสมอกัน

พิจารณา ถึงการเกิดขึ้นของรูพรุนเล็กๆตามพื้นผิวพระ

-เกิดจากการหลุดร่อนของมวลสารที่ใช้ผสม อาจเป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายไปตามกาลเวลา

-ลักษณะเกิดขึ้นเป็นหย่อม

ถ้าเป็นมวลสารเนื้อหยาบจะเห็นได้ชัดเจน ถ้าเป็นมวลสารเนื้อละเอียดอาจจะเห็นได้ไม่มากนัก

-ในรูพรุนที่เกิดขึ้นต้องมีความแห้งเก่าเหมือนกับพื้นผิวภายนอก และต้องมีคราบไคลความสกปรกและฝุ่นละอองเล็กๆเกาะภายใน

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของ รอยแยก รอยแตกร้าว รอยกะเทาะ ในองค์พระ

-เกิดจากการไม่สมานตัวของมวลสารแห้งและเปียกที่เป็นส่วนผสม

-ในรอยแตกต้องปรากฏผงฝุ่นละอองเกาะอยู่

-เนื้อภายในต้องแห้งเก่าเหมือนเนื้อภายนอก

-และขอบริ้วรอยแยก รอยแตกต้องไม่มีความคม

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของขอบพระด้านต่างๆ และขอบข้าง

-ขอบข้างพระเกิดจากการตัดแต่งด้วยของมีคม ตัดเนื้อส่วนเกินของพิมพ์หรือที่เรียกว่ารอยตอกตัด

-รอยตัดต้องมีความคม ทั้งสี่ด้านจะไม่ลึกเท่ากัน

-จะมีรอยยุบตัวไม่มากก็น้อย ต้องไม่เรียบเหมือนแผ่นกระจก

-จะเห็นเนื้อภายในกะเทาะหลุด และปรากฏคราบฝุ่นตามรอย

-ขอบรอยกะเทาะต้องไม่มีความคม

-เนื้อภายในรอยกะเทาะต้องมีความแห้งเก่าเหมือนเนื้อภายนอก

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของการหดตัวและการรัดตัวของมวลสาร

-เกิดจากความเก่า การรวมตัวของมวลสารและตัวประสาน เมื่อเวลาผ่านไป เกิดการแห้งตัวดึงเอาเนื้อบนผิวภายนอกหดตัว ยุบตัวลงไป

-การยุบตัวของเส้นขอบซุ้ม หรือฐาน ต้องม้วนตัวเข้าหากันในแนวเส้นตั้งฉากกับพื้นที่ของผิว

-ถ้าเป็นพระใหม่ ลักษณะการม้วน จะไม่ม้วนเข้าหาแนวเส้นตั้งฉากของพื้นผิว

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของความคมชัดของพิมพ์ที่พึงมีเมื่อกาลเวลาผ่านไป

-ต้องมีความคม ในส่วนที่ต้องคมชัด

-ต้องมีความตื้นในส่วนที่สมควรตื้น อย่าหลอกตัวเอง

-ไม่คมชัดและไม่ตื้นตลอดทั้งองค์

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของคราบแป้งที่ปรากฏว่ามาได้อย่างไร เพราะอะไร

-เกิดจากการโรยแป้งรองพิมพ์ในแม่พิมพ์พระ เพื่อให้สะดวกในการนำพระออกจากพิมพ์

-เห็นการระเหยของตัวประสานจากภายในสู่ภายนอก ไม่เสมอกันทั้งองค์

-บางองค์อาจจะเหมือนกับนวลแป้งบนผิวมะม่วง

-มีความแห้งสนิท ไม่มีประกายเมื่อเจอแสงสว่าง

-ถึงจะล้างคราบแป้งไปแล้ว ก็จะเกิดขึ้นใหม่

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักของพระ

-น้ำหนักขององค์พระเก่านั้นจะมีน้ำหนักถ่วงมือ

พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น อายุของพระมากกว่า 150 ปี กลิ่นควรมีหรือไม่อย่างไร

-พระใหม่มักจะมีกลิ่นของมวลสารและตัวประสาน และยังมีความชื้นอยู่ และจะไม่ปรากฏความเก่า

ด้วยหลักพิจารณาเหล่านี้ และฝึกสังเกตุจากรูปที่มีความคมชัดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะทำให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติของพระสมเด็จวัดระฆังและอาจมีโอกาสที่ได้คอรบครองตามแต่วาสนาครับ

มูลนิธิรามัญรักษ์จับมือ มจร เล็งลงนาม MOU ขับเคลื่อนวัฒนธรรมมอญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/626525

วันที่ 21 มิ.ย. 2563 เวลา 09:37 น.มูลนิธิรามัญรักษ์จับมือ มจร เล็งลงนาม MOU ขับเคลื่อนวัฒนธรรมมอญโดย อุทัย มณี    

*******************

คนที่ติดตามคอลัมน์ผู้เขียนประจำก็จะรู้ว่า ผู้เขียนเป็นศิษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ถือว่า เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยที่ผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้พระพุทธศาสนาและสังคมได้มากที่สุด และครอบคลุมทุกวงการ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพให้เก่งอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้พยายามพร่ำสอนมาตลอดคือให้บัณฑิตมีคุณธรรมออกไปรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือคฤหัสถ์ให้ยึดตามแนวทางนี้

สิ่งหนึ่งในฐานะผู้เขียนเป็นศิษย์เก่าและเป็นคนข้างนอกรั้วมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้คือ การส่งเสริมพันธกิจนอกมหาวิทยาลัยในด้านการส่งเสริมทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและการบริการวิชาการแก่สังคม ซึ่งถือว่าเป็นการตอบแทนคุณมหาวิทยาลัยทางอ้อมในการสร้างบทบาทให้เด่นให้สังคม

เมื่อวันก่อนจึงได้นำคณะกรรมการมูลนิธิรามัญรักษ์ ซึ่งผู้เขียนเป็นเลขานุการได้ปรึกษาหารือกับ พระสุธีวีรบัณฑิต หรือเจ้าคุณโชว์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ว่า ระหว่างมูลนิธิรามัญรักษ์กับ มหาจุฬา ฯ เราจะร่วมมือกันทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเน้น วัด ชุมชน และศิลปวัฒนธรรม ทั้งในประเทศและนานาชาติ

ที่ประชุมสรุปตรงกันว่า เพื่อให้กระชับยิ่งขึ้นในการทำงานจึงขอทำบันทึกข้อตกลงร่วม หรือ MOU ในการทำงาน เพื่อจะได้กำหนดกรอบให้ชัด ๆ ว่าจะทำอะไรกันบ้าง และในฐานะมหาจุฬา ฯ เป็นหน่วยงานจะได้มีงบประมาณ กำลังคนในการเข้ามาส่งเสริมตรงนี้ได้

ในส่วนของมูลนิธิรามัญรักษ์ ในฐานะเราเป็นองค์กรจิตอาสา ก็ได้สะท้อนกลับไปตรง ๆว่า พวกเรามีความตั้งใจที่จะทะนุบำรุงวัดมอญ สิ่งที่ล้ำค่าภายในวัด เช่น ใบลาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการทำโลงแบบศิลปมอญ การแกะสลักโลงศพ สะไบมอญ รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมอื่น ๆ  รวมทั้งการสร้างศาสนทายาทเพื่อรองรับการเป็นเจ้าอาวาสในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็นบวชสามเณรภาคฤดูร้อน การสวดมนต์แบบมอญ หรือแม้กระทั้งมัคคทายกน้อย ๆ เรื่องแบบนี้เราก็อยากทำ

ในส่วนของความเป็นนานาชาติ ได้ขอให้มหาจุฬา ฯ ช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ โดยมีมูลนิธิรามัญรักษ์ เป็นแกนกลางในการประสานงานฝ่ายมอญ เช่น การสัมมนาคณะสงฆ์รามัญนิกาย การจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับมอญ

โดยหลักการคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย “เห็นชอบ” แต่ในทางปฎิบัติคงต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งทั้งหมดต้องบรรจุเอาไว้ในร่าง MOU เพื่อเสนอให้สภาวิชาการ มหาจุฬา ฯ อนุมัติต่อไป

การทำงานชุมชน การขับเคลื่อนเรื่องศาสนา การขับเคลื่อนเรื่องศิลปวัฒนธรรม เป็นงานที่ทำได้ยาก ไม่เหมือนจัดกิจกรรม ทำงานง่าย เพราะมีเงิน มีคน แล้วก็จบ

ผู้เขียนมีประสบการณ์ ในการทำงานสร้างศาสนทายาทมาตั้งแต่ปี 2545 ทำงานขับเคลื่อนลงชุมชนมอญมาแล้วทั่วประเทศ ต้องใช้ทั้งเวลา ทุน และองค์ความรู้ในการเก็บข้อมูล งานเหล่านี้เป็นงานจิตอาสา ไม่ได้มีเงินเดือน ไม่ได้มีเบี้ยเลี้ยง อย่างมากอาจมีข้าวกินฟรีที่ชุมชนเลี้ยงแค่นั้น

มูลนิธิรามัญรักษ์ เมื่ออยากจะทำเรื่องดังที่กล่าวมาจึงต้อง ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งบางหน่วยงานที่เขามีงบสนับสนุนเช่น สสส. หรือกระทรวงวัฒนธรรม เราก็เข้าไม่ถึง ตอนนี้จึงขอความอนุเคราะห์จากองค์กรต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการในการที่จะรักษาศิลปวัฒนธรรม ในการที่จะรักษาความเป็นวัดมอญ ชุมชนมอญ และอัตลักษณ์ชุมชนมอญไว้แบบนี้

กิจกรรมที่มูลนิธิกำลังดำเนินการอยู่ตอนนี้คือการลงเยี่ยมเยียนชุมชนมอญ การลงชุมชนเพื่อสานสัมพันธ์กับคนมอญในชุมชน แบบประเภท ชวน เชิญ เชื่อม เพื่อให้เกิดความตื่นตัวในการที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนเอาไว้

หน่วยงานใดอยากจะสนับสนุนหรือต้องการลงชุมชนมอญกับพวกเราติดต่อได้ที่มูลนิธิรามัญรักษ์ เบอร์โทร 087-0199199

มีข่าวฝากประชาสัมพันธ์จากคณะสงฆ์ชายแดนใต้ เนื่องจากตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายวัด ยังขาดพระภิกษุที่เข้าจำพรรษา บางวัดมีพระแค่รูปเดียว เพื่อให้กิจกรรมในทางพระพุทธศาสนาได้ดำรงคงอยู่ต่อไปในพื้นที่

ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ จัดให้มีการอุปสมบทพระภิกษุเพื่อเข้าจำพรรษาในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลารับจำนวนไม่จำกัด โดยกุลบุตรที่มีความประสงค์จะอุปสมบทสามารถสมัครได้ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามสถานที่และเบอร์โทรที่แนบมาข้างล่างนี้ 

พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ (ท่านขาว)วัดบูรพาราม จังหวัดปัตตานี ติดต่อและสมัครได้ โทร 089 2988606

พระครูอรรถกิจไพศาล วัดสะบ้าย้อย จังวัดสงขลา ติดต่อ และสมัครได้โทร 093 7712877

นายนพรุจน์ แก้วรุ่งเรือง  โทร 089 2045907

พระครูวิสิฏพรหมคุณ วัดพรหมนิวาส จังวัดนราธิวาส ติดต่อและสมัครได้ โทร 081 5341849

นายวิจิตร สกุลแก้ว  โทร 098 7285405

พระครูสุวัฒนาภรณ์ วัดนาทวี อำเภอนาทวี ติดต่อและสมัครได้ที่ โทร 087 8999809

จังหวัดยะลา ติดต่อและสมัครได้ที่ นายพงพันธ์ จันทร์เล็ก โทร 093 7451644

ในการบวชครั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น มีเจ้าภาพหรือผู้ที่อุปถัมภ์ในการอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว จึงขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ พระครูโฆสิตสุตาภรณ์ (ท่านขาว)ประธานฝ่ายแผนงานและโครงการ ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625996

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 19:35 น.พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com  

*******************************

วันนี้มาชม หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมกันครับ มีพุทธลักษณะสูงโปร่งกว่าพิมพ์อื่น พระเกศตุ้ม เม็ดพระศกงดงาม วงพระพักตร์เป็นเหมือนผลมะตูม พระเนตร พระขนง พระนาสิก พระโอษฐ์ มีความคม งามสมส่วน

รูปแบบศิลปะพระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 คล้ายคลึงกับศิลปะเชียงแสน สังฆาฏิสั้น ประทับขัดสมาธิเพชรบนอาสนะบัวสองชั้น ใต้บัวลงมาเป็นฐานและมีจารึกเลขไทย ๑๑๘ อันหมายถึงปีที่สร้างซึ่งตรงกับ พ.ศ.2443 นั่นเอง(ร.ศ.1 เริ่มนับปี พ.ศ.2325)

จุดพิจารณาของพระพิมพ์นี้ นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องแล้วและเป็นการหล่อโบราณ ประกอบกับพระชัยวัฒน์องค์นี้ยังไม่ผ่านการใช้มา ดังนั้นมวลสารโลหะผสมต้องแห้งเก่า ผิวปิดจากขี้เบ้า ยกเว้นบางจุดที่เปิดเห็นผิวโลหะทองเหลืองผสม เห็นเม็ดทรายขี้เบ้าตามซอกที่สัมผัสไม่ถึง  เห็นรอยประกบแม่พิมพ์ บางองค์อาจจะมีชาดที่ทาปิดไว้ ก็จะเห็นความแห้งของชาด มองเห็นความเก่าที่เป็นธรรมชาติทั่วถึงกันทั้งองค์

มาไล่ดูจุดพิจารณาสำคัญของพิมพ์นี้กันครับ

-เม็ดพระศกแต่งในหุ่นเทียนเป็นธรรมชาติ

-จุดที่ผิวเปิดเห็นเนื้อทองเหลืองผสม

-เม็ดทรายขี้เบ้าที่หลงเหลือ

-มีเนื้อที่หล่อเกินและแฟบไปตามเวลา

-รอยประกบแม่พิมพ์

กระแสเนื้อโลหะจะเป็นทองเหลืองแบบทองผสม มีวรรณะของเนื้อโลหะออกไปทางเหลืองอมเขียว ส่วนบางองค์ที่พบว่าเนื้อกลับดำสนิท มักจะเป็นองค์ที่อยู่บนยอดพุ่มเท่านั้น เพราะน้ำหนักมวลสารผสมที่ใช้ในการหล่อคือเงินและทองคำ ซึ่งโลหะที่มีมวลหนักกว่าสารอื่นเช่นทองคำและเงินจะไปรวมอยู่ที่ปลายสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118  พิมพ์นี้ถือได้ว่าเป็นพิมพ์ที่นิยมสุดและหายากที่สุด ที่มีตัวเลขจารึกเป็นตัวนูนที่ใต้ฐานว่า ” ๑๑๘ “ เป็นเลขไทย อันหมายถึง ร.ศ.118 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2443 ซึ่งจะจารึกเฉพาะยอดสุดของช่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดซึ่งมีช่อละองค์เท่านั้น

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118  หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นี้ในวงการนักสะสมสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพิมพ์เดียวกับพระชัยวัฒน์ ของท่านเจ้ามา วัดจักรวรรดิราชาวาส แกะพิมพ์โดยช่างคนเดียวกัน แต่ต่างกันที่วรรณะโลหะ ร.ศ.118ของหลวงปู่บุญวรรณะออกเหลืองอมเขียว ส่วนร.ศ.118ของท่านเจ้ามา วรรณะจะออกแดง

มีการสันนิษฐานกันว่า การสร้างพระชัยวัฒน์ของหลวงปู่บุญนั้นสมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างด้วย เหตุผลเพราะจากการสัมภาษณ์หลวงปู่เพิ่ม ซึ่งมีการบันทึกไว้ ท่านกล่าวว่า ยุคของการสร้างพระชัยวัฒน์ในปี พ.ศ.2443 นั้น สมเด็จพระสังฆราช(แพ) ท่านเสด็จมาค้างกับหลวงปู่บุญเป็นประจำ และมาค้างที่วัดกลางบางแก้วคราวละหลายคืน และหลวงปู่เพิ่มขณะยังเป็นสามเณรอยู่ก็ได้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิด

หลวงปู่บุญได้สร้างพระชัยวัฒน์ขึ้นหลายพิมพ์ นอกจากพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดแล้วยังมี พระชัยวัฒน์พิมพ์ต้อ พระชัยวัฒน์พิมพ์คอหนอก พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมใหญ่ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กเกศแหลม และพระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็ก เป็นต้น

พระชัยวัฒน์เมื่อสร้างเสร็จ หลวงปู่บุญได้แจกให้กับลูกศิษย์ที่ศรัทธาในช่วงแรก ที่เหลือท่านได้เก็บเข้ากรุไว้บนเพดานมณฑปภายในวัดกลางบางแก้ว และต่อมาทางวัดกลางบางแก้วได้เปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2516 และนำออกให้ทำบุญพร้อมกับพระเครื่องรุ่นอื่น

นอกจากพระชัยวัฒน์แล้ว พระเครื่องของหลวงปู่บุญ ที่โด่งดังทั่วแผ่นดินยังมีเหรียญหล่อพิมพ์เจ้าสัว ซึ่งหาชมได้ยาก ทุกคนต่างหวงแหน และพระเครื่องที่สร้างจากผงยาจินดามณีที่โดดเด่นคือ พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับซึ่งมีคุณวิเศษกลับร้ายกลายเป็นดี และพระเครื่องดินเผาอีกมากมายหลายพิมพ์ เป็นต้น

ด้านเครื่องรางของขลังเช่น ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี, เบี้ยแก้ ล้วนเป็นวัตถุมงคลของหลวงปู่บุญที่นิยมในหมูนักสะสม เพราะพุทธคุณจากพระเครื่องของหลวงปู่บุญล้วนแต่มีพุทธคุณได้ดังใจผู้ที่บูชาทั้งสิ้น

ปัจจุบันทุกท่านสามารถไปดูพระเครื่องเพื่อเป็นองค์ความรู้ได้ที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดบางกลางแก้ว ซึ่งมีพระเครื่องของหลวงปู่บุญครบทุกพิมพ์ มีจำนวนมากกว่า 2,000 องค์ เพื่อศึกษาพิมพ์และความเก่าของมวลสารในองค์พระ เกิดเป็นองค์ความรู้ในพระเครื่องของหลวงปู่บุญได้อย่างถ่องแท้

ในบันทึกมีกล่าวกันว่า หลวงปู่บุญ ท่านดุมาก แค่สบตาท่านคนยังไม่กล้า ดวงตาท่านมีอำนาจเหมือนตาราชสีห์จ้องเหยื่อ มีคำตอบจากเรื่องนี้ครับ

มีเรื่องเล่าจากหลวงปู่เพิ่ม และมีการบันทึกกันต่อมาว่า มีการสอบสวนเรื่องราวอธิกรณ์ในเขตจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี เมื่อเรื่องราวถูกส่งมาถึงหลวงปู่บุญ เรื่องคดีความเหล่านั้นแม้จะยากเย็นเพียงใด เมื่อถึงหลวงปู่บุญแล้วมักจะตกลงกันได้เสมอเมื่อคู่กรณีทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าหลวงปู่บุญ

เรื่องนี้ หลวงปู่เพิ่มได้เล่าต่อว่า ท่านได้เอ่ยปากถามหลวงปู่บุญในเรื่องนี้ว่า ทำไมคนจึงเกรงกลัวท่านมากในระหว่างที่ท่านชำระอธิกรณ์ หลวงปู่บุญได้บอกกับหลวงปู่เพิ่มว่า ท่านได้ภาวนา พระคาถา “หัวใจราชสีห์”

จากกันด้วยพระคาถาหัวใจราชสีห์ จะเกิดผลต้องภาวนาดังนี้  

“ ตัดมัตถังปะกาเสนโต ตัวกูคือพระยาราชสีโห สัตถาอาหะ   

สัจจังวิหายะ มะติสัจจะวาทะเกตุง  วาทาภิโร ปิตะมะนัง อะติอันธภูตัง

ปัญญาประทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต ชะยะมังคะลานิ “

อะไรคือจุดแข็ง “มหาวิทยาลัยสงฆ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625955

วันที่ 14 มิ.ย. 2563 เวลา 11:12 น.อะไรคือจุดแข็ง “มหาวิทยาลัยสงฆ์”โดย อุทัย มณี   

*******************

วันเสาร์นี้เป็นวันพระตื่นเช้าขึ้นมา พยายามคิดบวกที่ทำให้จิตใจตัวเองสดชื่นมีความสุข ปล่อยวางในบางเรื่องที่คิดไปแล้ว ไม่สามารถแก้ได้หรือคิดไปแล้วเสียเวลาเปล่า โดยเฉพาะเรื่องอดีต และเรื่องที่เป็นอจินไตย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้บริหาร มจร สองเวทีด้วยกัน เวทีแรก สนทนากับคณาจารย์ภายใน มจร ในกลุ่มเล็ก ๆ มีทั้งรองอธิการบดี,และผู้ช่วยอธิการบดีอีก 3 ท่าน

ส่วนในช่วงค่ำสนทนาธรรมกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ผ่านโซเซียล

เรื่องหนึ่งที่ผมสะท้อนกลับไปในฐานะคนนอกมหาวิทยาลัยนั่นคือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ต้องทบทวนบทบาทตัวเองดี ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของ มจร คือ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก การจะพัฒนาไปสู่จุดมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลกได้นั่น อย่างน้อยต้องรู้ว่าตัวเอง มีจุดแข็งอะไร สิ่งที่ฝากสะท้อนไปมี 3 เรื่อง ซึ่งคิดว่าเป็นจุดแข็งของ มจร คือ หนึ่งการบริการวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคม สอง เรื่องสันติศึกษา และสาม เรื่องวิปัสสนากัมมฐาน อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดแข็งของ มจร และรวมทั้ง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

ทั้ง 3 เรื่องผมมองว่าเป็นจุดแข็งที่สังคมข้างนอกคาดหวังจาก มจร และมจร เองก็มีพันธกิจชัดเจนว่า ต้องให้บริการด้านวิชาการพระพุทธศาสนาแก่สังคมไม่ได้ อันนี้ผู้บริหารต้องเร่งแก้ไข ต้องนำองค์ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ตัวเองเก่ง อันเป็นอัตลักษณ์จุดแข็งของตัวองสู่สังคมบ้าง มจร มีทั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง มีทั้งวิทยุ มีทั้งสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่า มจร ทำได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มีเพรชเม็ดงามหลายเม็ด เพียงแต่รอช่างฝีมือดีมาเจียระไนและหานักการตลาดดี ๆ มานำเสนอออกสู่ตลาด

ส่วนอีกเรื่อง ในวงสนทนาทุกคนพูดตรงกันว่า การบริการด้านวิปัสสนากัมมฐาน ปัจจุบันคณาจารย์เราสมองไหล คือ จบจาก มจรแล้วไปตั้งสำนักเอง ไปเติบโตข้างนอกเอง มีผู้คนศรัทธาปฎิบัติกันเยอะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยกลับ “เงียบกริบ” เพราะระบบเรามีปัญหา เรื่องนี้แม้แต่การอบรมเด็กเยาวชนนักเรียนยุคหนึ่งที่เราเคยมีปัจจุบันใน มจร เงียบเหงา สาเหตุในวงสนทนาชำแหละออกมา หนึ่ง สอง สาม…

ทั้ง 3 เรื่องหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงไม่ใช่สามเณรสอนสังฆราชหรือเอามะพร้าวไปขายสวน

ต่อมาในเวลากลางคืนสนทนาธรรมกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ต่อก็สะท้อนปัญหาเหล่านี้และเห็นว่าท่านเป็นพระนักวิชาการรุ่นใหม่ไฟแรงของ มจร ทำงานจริงจังและรวดเร็วผลงานที่ผ่านมา ทั้งเรื่อง สถาบันภาษา ทั้งเรื่องโครงการสันติศึกษา หรือแม้กระทั้งหน่วยงานที่ท่านเป็นหัวหน้าค่ายอยู่ตอนนี้อย่างวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จับต้องได้ เห็นได้

จึงขอฝากไปว่า เรื่องสันติศึกษาที่พระอาจารย์กำลังทำ และ เรื่องวิปัสสนา มันคือจุดขาย ของความเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ขอให้พระอาจารย์รับอาสาจากผู้บริหารเข้าไปทำเลยได้ไหม เพราะตรงนี้ภาพของอธิการ มจร รูปปัจจุบันคือ พระราชปริยัติกวี ท่านเป็นพระสายปฎิบัติและสายวิชาการ จะเด่นชัดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ส่วนบรรดาเรื่องหลักสูตรพิเศษต่าง ๆ ที่เปิด ๆ กันอยู่ ตอนนี้มันแค่ “เครื่องมือหนึ่งในการสร้างเครือข่ายซึ่งก็ถือว่าถูกทางในการสร้างมวลชน” แต่มิใช่แก่นแท้และเป้าหมาย เพื่อให้ มจร เป็น มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาระดับโลก

ปัญหานี้แบบนี้คิดว่า มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หรือ มมร ก็คงประสบพบเจอเหมือนกัน แต่เนื่องจากหลายปีมานี้ มมร มีปัญหาภายในองค์กรตอนรัฐบาลต้องใช้ ม.44 เข้าไปแก้ไข ปัจจุบันมีคนนอกเข้าไปบริหารหลายคน..คงต้องใช้เวลาอีกนาน หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือได้คุยกับผู้บริหาร วันหลังจะสะท้อนมุมองให้ฟัง

สุดท้ายจบด้วยท่านฝากเชิญชวนผู้สนใจเข้าเรียนหลักสูตรสันติศึกษา มจร ที่ปรับหลักสูตรใหม่ให้สอดรับรับยุค New Normal มีการเปิดรับนิสิตปริญญาโท เอก ทั้งไทยและอินเตอร์พร้อมลดค่าเทอมเรียน 15% ตลอดหลักสูตร

ความเป็นมาของหลักสูตรนี้ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ท่านเล่าว่า หลักสูตรสันติศึกษา มจร ภายใต้การลงนามความร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า หลังจากผนึกกำลังกันปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้สอดรับกับสังคมยุค New Normal โดยเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เป็นวิศวกรสันติภาพ ลงพื้นทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชุมชนและสังคม โดยใช้ฐานคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ของยูเอ็น ที่มุ่งพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มาเป็นกรอบการวิจัยและพัฒนา

“หากกำลังมองหาหลักสูตรใหม่ เพื่อสร้างโลกและชีวิตใหม่ด้วย Mindset ใหม่ ในยุคปกติรูปแบบใหม่ หรือยุค New Normal สำหรับการบ่มเพาะลมหายใจแห่งความสุข ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืนตามแนว Sustainable Development Goals: SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ผู้สนใจสามารถค้นหาคำตอบได้จากหลักสูตรสันติศึกษา มจร”

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบรายละเอียดการรับสมัครได้ที่โครงการหลักสูตรสันติศึกษา มจร ได้ที่เบอร์ 063-561-5326 หรือศึกษารายละเอียดได้จาก http://www.ps.mcu.ac.th หรืออีเมล์ peace@mcu.ac.th หรือดูมูลผ่านเพจ peacemcu โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ ถึง 25 มิถุนายน 2563

โลกกำลังมีความขัดแย้ง โลกกำลังถูกทำลาย ประเทศไทยกำลังมีความขัดแย้ง สังคมไทยกำลังถูกรังแก..หลักสูตรสันติศึกษาก็เหมือนวัด เหมือนพระสงฆ์ เวลาคนมีทุกข์ เวลาสังคมมีปัญหาจึงนึกถึง..ฉันใดก็ฉันนั่นแล..

“หลวงพ่อปาน” พิมพ์ไก่หางสี่เส้น บัว 2 ชั้น วัดบางนมโค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625453

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 20:35 น.

"หลวงพ่อปาน" พิมพ์ไก่หางสี่เส้น บัว 2 ชั้น วัดบางนมโค

อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

*******************************

วันนี้ได้พระเนื้อดินมาให้ส่ององค์นึง เป็นพระ “หลวงพ่อปาน” พิมพ์ไก่หางสี่เส้น บัว 2 ชั้น วัดบางนมโค สภาพพระองค์นี้ ถือว่าดูง่ายเชียวครับ เนื้อดินแห้ง มีความเก่าชัดเจน ไม่ใช่แกล้งทำให้เก่า มาส่องดูกันครับ

จุดพิจารณาของพิมพ์นี้คือ

-ปลายพระเกศจะติดขอบพิมพ์ในองค์ที่ติดชัดและไม่สึก

-ตัวอุ จะเป็นเหลี่ยมในองค์ที่ติดชัด

-มีติ่งแหลมกลางตัว อุ ด้านซ้ายมือขององค์พระ

-ชายจีวรเป็นเส้นเฉียงชัดเจน

-หัวเข่าด้านซ้ายองค์พระจะใหญ่และสูงกว่าหัวเข่าด้านขวาองค์พระ

-บัวสองชั้นจะมีติ่งแหลม

-หางไก่สี่เส้น

-ปลายหางไก่จะงอนโค้งลงและสะบัดปลายออก

-มีจุดตรงคอไก่

-ด้านหลังเรียบมีรอยปาดแต่ง

-รอยอุดผงวิเศษสีเทาของซีเมนต์ผสมกับสีขาวของผงวิเศษ

-เนื้อดินมีความแห้งเก่าตามธรรมชาติ นวลตาไม่แห้งกระด้าง

สีของพระหลวงพ่อปานนั้น หลังจากเผาแล้วจะออกสีอิฐ มวลสารพระหลวงพ่อปานนั้นมาจากดินขุยปู, ดินนวลและดินเหนียวที่ขุดลงไปค่อนข้างลึกในทุ่งนา และนำดินที่ได้มาบดและกรองให้ได้เนื้อดินเหนียวที่นวลก่อนนำมาเผา และด้วยสภาพความเก่าและผ่านการสัมผัสมาของพระเนื้อดินเผา เมื่อส่องดูจะเห็นเห็นเม็ดทรายเล็กๆ ปรากฏทั่วองค์พระมากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพการสัมผัสถูกองค์พระ

ถ้าเป็นพระสร้างเลียนแบบ เนื้อพระเมื่อเผามาใหม่ จะมีร่องรอยความสดใหม่ของการเผา(เหมือนอิฐเก่าและอิฐใหม่) จะปรากฏความแกร่งมากกว่าปกติและไม่นวลตา

ส่วนรอยอุดผงวิเศษนั้น สภาพเดิมเป็นสีเทาของซีเมนต์ผสมกับสีขาวของผงวิเศษ หากองค์ไหนสภาพสมบูรณ์อยู่ครบจะมีสีสันกลมกลืนงดงามมาก แต่ส่วนใหญ่ในอดีต ผู้ที่ได้พระมักจะแคะเอาผงวิเศษออกเพื่อนำไปรักษาโรค จึงหาองค์ที่มีรอยอุดผงวิเศษที่คงสภาพเดิมได้ยากในปัจจุบัน และความต่างระหว่างรอยอุดผงวิเศษของพระแท้กับพระปลอม จะเห็นได้ชัดเพราะมวลสารหลักคือซีเมนต์ที่ต่างกันตามกาลเวลา ของปลอมสารที่นำมาอุดจะเป็นสีขาวแข็งนูนใหญ่

ส่วนของแท้นั้น หลังจากที่หลวงพ่อปานท่านนำพระมาสุมด้วยแกลบและปล่อยให้เย็นจึงนำมาบรรจุผงวิเศษในรูจนเต็มและใช้ซีเมนต์ผสมปิดทับ ดังนั้นเมื่อแห้งแล้วก็จะมีสีเทาของซีเมนต์กับสีขาวของผงวิเศษผสมกันทุกองค์ และมักจะล้นเปื้อนออกมาข้างนอก หรือเลอะออกมาแบบธรรมชาติของการทำเปื้อน

หัวใจสำคัญพระเครื่องของหลวงพ่อปาน อยู่ที่ผงวิเศษ 3 ชนิด ที่นำมาบรรจุในองค์พระ คือ

1.ผงวิเศษหัวใจสัตว์ ท่านจะกระทำในอุโบสถ โดยนั่งสมาธิเข้าสมาบัติเขียนอักขระเลขยันต์หัวใจสัตว์ทั้ง 6 ชนิดที่ท่านเห็นในนิมิต แล้วลบผงวิเศษหัวใจสัตว์นี้ออกมาเป็นผงวิเศษ

2.ผงวิเศษจากยันต์เกราะเพชร โดยท่านจะนั่งสมาธิเขียนยันต์เกราะเพชรบนกระดานชนวนแล้วชักยันต์ขึ้นมาเสร็จแล้วลบผง

3.ผงสุดท้ายคือผงวิเศษ 5 ประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงตรีนิสิงเห และผงพระพุทธคุณอันเป็นสูตรของ สมเด็จพระพุทธาจารย์(โต)พรหมรังสี วัดระฆัง ท่านเขียนบนกระดานชนวนและลบผงเช่นกัน ทำให้เมื่อรวมกันแล้วมีพุทธคุณเอกอนันต์ ใช้งานสารพัดอย่างเป็นเลิศ เรียกว่าเป็น ‘กฤตยาคมแฝด’  ที่พระพิมพ์อื่นไม่มี

อุปเท่ห์ของพระพิมพ์ทรงสัตว์ของหลวงพ่อปาน นั้นได้จำแนกไว้ดังนี้

พระพิมพ์ทรงไก่ เด่นทางทำมาค้าขาย เมตตามหานิยม ในพิมพ์ทรงไก่นั้นยังจำแนกแตกออกไปอีกคือ ไก่หางพวง นิยมสูงสุด รองลงมาคือ พิมพ์ไก่หางรวม,พิมพ์ไก่หางสามเส้น,พิมพ์ไก่หางสี่เส้นบัวสองชั้น,พิมพ์ไก่หางสี่เส้นบัวชั้นเดียว,พิมพ์ไก่หางห้าเส้นและพิมพ์ไก่ยันต์แถวเดียว เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงหนุมาน เด่นทางด้านการเป็นผู้นำด้านการปกครอง แคล้วคลาด มักเป็นที่นิยมของกลุ่ม ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร มีพิมพ์หนุมานทรงเครื่อง,พิมพ์หนุมานใหญ่ไม่ทรงเครื่อง,พิมพ์หนุมานเล็กยันต์แถวเดียว,พิมพ์หนุมานหาวเป้นดาวเป็นเดือน เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงครุฑ เด่นทางด้านอำนาจเป็นที่นิยมของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับสูง มีพิมพ์ครุฑใหญ่,พิมพ์ครุฑกลาง,พิมพ์ครุฑเล็ก,พิมพ์ครุฑผีเสื้อ เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงเม่น เด่นทางด้านเกษตรกรรม และค้าที่ดิน มีพิมพ์เม่นบัวสองชั้น 8 จุด,พิมพ์เม่นบัวสองชั้น 7 จุด,พิมพ์เม่นบัวชั้นเดียว,พิมพ์เม่นมังกร,พิมพ์เม่นบัวโค้งพิมพ์เม่นเล็ก,พิมพ์เม่นหัวกลับ,พิมพ์เม่นโบราณ เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงปลา เด่นทางด้านค้าขายทางน้ำ ธุรกิจทางเรือ มีพิมพ์ทรงปลาจีน,พิมพ์ทรงปลาหมอ,พิมพ์ทรงปลากัด เป็นต้น

พระพิมพ์ทรงนก เด่นทางด้านอาชีพการสื่อสาร นักพูด นักแสดง นักกฎหมาย นักการทูต นักต่อรอง มีพิมพ์นกปางสมาธิ,พิมพ์นกปางมารวิชัย,พิมพ์นกฐานสามชั้น,พิมพ์นกฐานสายบัว,พิมพ์นกบัวฟันปลา เป็นต้น

นอกจากพิมพ์ทรงที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ยังมีพิมพ์ทรงโบราณที่ท่านสร้างไว้ก่อนหน้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระเครื่องทุกพิมพ์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ล้วนเป็นที่เสาะแสวงหาของนักสะสม เพราะทุกพิมพ์ทรงล้วนปรากฏประสบการณ์จากการนำไปบูชาทั้งสิ้น

ด้านคุณวิเศษของพระเครื่องหลวงพ่อปานนั้น สามารถนำไปใช้แก้คุณไสย รักษาโรคได้ แม้กระทั่งโดนพิษจากสัตว์ และทำน้ำมนต์ประพรมสินค้าที่มีผู้อธิษฐานนำไปใช้มากมาย โดยมีขั้นตอนการทำน้ำมนต์ดังนี้

เตรียมดอกไม้ ธูปเทียนและขันน้ำสะอาดเพื่อทำน้ำมนต์ วางพระหลวงพ่อปาน พิมพ์ไหนก็ได้ จากนั้นท่องคาถาดังนี้ “เอหิสรรพ พุทธานุภาเวนะ เอหิสรรพ ธัมมานุภาเวนะ เอหิสรรพ สังฆานุภาเวนะ พุทธัง อาราธนานัง ประสิทธิ  ธัมมัง อาราธนานัง ประสิทธิ สังฆัง อาราธนานัง ประสิทธิ อิทธิฤทธิ์ พุทธนิมิตตัง “

เมื่ออธิษฐานเสร็จก็นำพระไปแช่ในขันน้ำมนต์ ว่าคาถาข้างต้น 3 จบพร้อมกับถือเทียนที่จุดบูชาพระให้น้ำตาเทียนหยดลงไปในขันน้ำ กลั้นใจเป่าน้ำในขัน 3 ครั้ง ก็สามารถนำไปใช้ได้

จิตรกรรมอุโบสถ์กับความรับผิดชอบของเจ้าอาวาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/625396

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 09:09 น.

จิตรกรรมอุโบสถ์กับความรับผิดชอบของเจ้าอาวาส

โดย อุทัย มณี

*******************

ปกติทั่วไปภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ แต่ก็มีบ้างที่บันทึกเหตุการณ์แปลก ๆ บันทึกพฤติกรรมของมนุษย์ตามจินตนาการของศิลปินนักวาดภาพ บางยุคบางสมัยก็บันทึกเหตุการณ์สถานการณ์บ้านเมือง บันทึกปรากฎการณ์ของผู้ที่ควรถูกจารึกไว้ให้..ลูกหลานได้รำลึกถึง

อย่างอุโบสถ์กลางน้ำของ วัดวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีหนุมานถือปืน หนีมารเห็นอวัยเพศก็มี เพราะช่วงนั้นอาจเป็นช่วงวิกฤติการณ์การเมือง “เหลือง -แดง”

หรืออย่างที่วัดหนองเต่า ต.อุทัยเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ปรากฎมีภาพของ คุณสิตางศุ์ บัวทอง เนตไอดอล ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่มีบางจุดที่จะต้องแก้ไขเนื่องจากถูกมองว่า เป็นภาพที่ปรากฎอยู่ในรูปกลุ่มคนที่มารอเฝ้าพระพุทธเจ้าตอนเสด็จลงมาจากดาวดึงส์

ต่อด้วยปรากฎภาพหน้าคล้ายหน้า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ช่างเขียนได้สอดแทรกเป็นอรรถรสเล็กๆ ไปในฉาก ‘ผจญมาร’ พระแม่ธรณีบีบมวยผม

ทั้งสองกรณีนี้เป็นภาพจิตรกรรมภายใต้จินตนาการของศิลปินนักวาดภาพ

ภาพคุณสิตางศุ์ เธออาจชอบ แต่สองคนหลังนี่ร้อยทั้งร้อย..คงไม่ปลื้ม ซ้ำสวมนาฬิกาไว้อีกด้วย

คติความเชื่อ..เรื่องอุโบสถ์ของคนไทยเรา คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่พากุลบุตรให้พ้นจากวัฎฎสงสาร ยุคสมัยหนึ่งเป็นตำนานเล่ากันว่า..หากพระราชา เจ้าหน้าที่รัฐ จะจับโจร จะจับคนร้าย หากคนร้ายเข้ามายังเขตอุโบสถ ซึ่งถือว่าเป็นเขตอภัยทาน..ห้ามเข้ามาจับเด็ดขาด

ผมมีข้อเขียนจากพระคุณเจ้ารูปหนึ่งเรื่องท่านจั่วหัวว่า ทำไมโบสถ์ถึงศักดิ์สิทธิ์

ตามคติความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ดี โบสถ์ หรือ พระอุโบสถ (ในกรณีพระอารามหลวง) มีความสำคัญที่สุด ก่อนที่จะมาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัย จะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา หรือ ผูกพัทธสีมาก่อน โบสถ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานให้แก่สงฆ์เป็นพิเศษ เรียกว่า “วิสุงคามสีมา” เขตวิสุงคามสีมาอุโบสถจึงนับเป็นพุทธสถานที่แสดงถึงความเป็นวัดอย่างสมบูรณ์

แต่ในฐานะชาวพุทธก็อยากจะให้เว้น “โบสถ์”ไว้สักที่ในการแสดงผลงานทางศิลป์ เพราะโบสถ์เป็นที่ประกอบพิธีตามพระวินัย เป็น เขตพุทธาวาส เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน เป็นการเคารพต่อสถานที่ประกอบพิธีตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เป็นการบูชาที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นการเทอดทูนเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน

จิตรกรรมฝาผนังที่ไม่ใช่ตัวเอก ไม่ได้เป็นตัวดำเนินเรื่อง เป็นภาพบุคคลสามัญแบบชาวบ้านธรรมดาๆที่แสดงท่าทางอากัปกิริยาแปลกๆ เพื่อให้เป็นที่สนใจ ในทางศิลปะ เขาเรียกว่า “ภาพกาก” ภาพเหล่านี้จะมีแอบๆอยู่ทั่วไป โดยช่างเหล่านั้นจะแทรกไว้ตามเหลี่ยมตามมุมของภาพ

“ภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น แต่โบราณนั้นถึงแม้จะมีการแฝงภาพปริศนาธรรมซ่อนไว้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังก็เป็นการแฝงข้อคิดปัญหาธรรม ที่ชวนให้คิดในทางสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกุศโลบาย หรือเรียกในหนึ่งว่า อุบายอันแยบคาย เพื่อให้เกิดเป็นกุศล การแฝงภาพลักษณะนี้หากขาดความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา อย่างลึกซึ้ง ก็จะเป็นอันตรายต่อผู้เขียนเอง เรียกว่าประจานตัวเอง หากเขียนด้วยความเข้าใจที่หลักของคำสอนของพระพุทธศาสนาย่อมก่อให้เกิดปัญญา ถึงเป็นการแทรกภาพที่เป็นงานชั้นสูง ซึ่งช่างไทยจะเรียกว่างานชั้นครู ควรค่าแก่การเรียนรู้ และสืบสานเพื่อความเจริญงอกงาม ในสกุลช่างแห่งสยามชนสืบต่อไป”

การจะสร้างงานศิลป์อะไรก็ตาม ถ้ารักษาวัฒนธรรม ประเพณี ให้คงอยู่ยั่งยืนคู่กับพระศาสนา ย่อมเป็นการจรรโลงความดีอันทำให้เกิดความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อหนุนให้พระศาสนายืนยาวไปอีก

จากข่าวที่ปรากฏในสื่อออนไลน์หลาย  ๆ ฉบับ “หน้าที่” ที่จะต้องช่วยสอดส่องดูแลนั้นหนึ่งนั้นคือ “เจ้าวัด”

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๗  บัญญัติหน้าที่ของเจ้าอาวาสหนึ่งในนั้นคือ การบำรุงรักษา คำว่า “บำรุงรักษา” นั้นก็หมายถึง การระวังรักษาเพื่อให้คงอยู่ รักษาให้อยู่ในสภาพดี “ทำให้งอกงาม ทำให้เจริญ” ดังนั้นการบำรุงรักษานอกจากดูแลรักษาวัดและสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ โรงครัว ห้องน้ำ เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพดีแล้ว ยังจะต้องพัฒนา ปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย

พวกเราเองซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน ควรทำหน้าที่ชาวพุทธที่ดี การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรม และปฏิบัติตนตามคำสอนเท่านั้น แต่ต้องช่วยกัน เผยแผ่ความงามของพระพุทธศาสนา และปกป้องพระศาสนา

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทำได้หลายทาง ถ้าเป็นศิลปิน สิ่งที่ต้องคำนึงคือความงามของศิลปะที่จะต้องสร้างให้ลูกหลานได้จดจำ ขออย่าให้ลูกหลานต้องจำจดกับความงามของศิลปะที่มีรอยด่างเลย ก็เท่ากับเป็นการเผยแผ่คุณความดีของพระพุทธศาสนา ให้แผ่กระจายออกไปได้ทางหนึ่ง

ปกป้องพระศาสนา ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคง ซึ่งสามารถทำได้โดยมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างจริงใจ ปฏิบัติตามคำสอนอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาให้รู้แก่นแท้ของศาสนาอยู่ตรงไหน

ในฐานะชาวพุทธก็อยากจะให้เว้น “โบสถ์”ไว้สักที่ ในการแสดงผลงานทางศิลป์ เพราะโบสถ์เป็นเขตแดนที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกได้ทำสังฆกรรมตามพระวินัย เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระราชทานให้เป็นเขตแดน เพื่อเป็นการบูชาที่ประทับของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการเคารพต่อสถานที่ทำสังฆกรรมตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้…

พระคุณเจ้าท่านขอบิณฑบาตไว้แบบนี้ ส่วนชาวพุทธหรือคนทั่วไปจะมองอย่างไรก็แล้วแต่จะคิด..แต่ที่แน่ ๆ  เจ้าอาวาสปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

คชสีห์งาแกะ หลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/624927

คชสีห์งาแกะ หลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์

วันที่ 31 พ.ค. 2563 เวลา 20:49 น.

คชสีห์งาแกะ หลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์

อาจารย์ชวินทร์  chavintapoti@gmail.com

*******************************

หากกล่าวถึงเครื่องรางของขลังจากงาช้างแกะที่มีศิลป์งดงาม ฝีมือช่างแกะยอดเยี่ยม แกะได้สวยงาม ทุกคนในวงการนักสะสมพระเครื่องและเครื่องรางมักจะนึกถึง หลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และ อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ จากอยุธยา

ถ้าตีกรอบลงมาถึงเครื่องรางของขลังในยุคก่อนปี พ.ศ.2500 แถบนครสวรรค์ มักจะกล่าวถึงเครื่องรางเช่น สิงห์งาแกะ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และเครื่องรางของหลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน ซึ่งว่ากันว่า ท่านยังเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ อีกด้วย วันนี้มาชม คชสีห์งาแกะ หลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน กันครับ

ขนาดของคชสีห์งาแกะชิ้นนี้ ถือว่ามีขนาดกำลังสวยงามครับ วัดขนาดได้กว้าง 3.2 เซนติเมตรและสูง 2.5 เซนติเมตร

จุดพิจารณาของเครื่องรางที่แกะจากงาช้างนั้น หลักคิดเบื้องต้นนอกจากจดจำรูปแบบศิลป์ให้ได้แล้ว เครื่องมือในสมัยนั้นก็มีสิ่วรูปตัววี และเหล็กเซาะ ขุด แกะ สว่านมือเจาะ การแกะก็แกะทีละตัว ดังนั้นบนงาจะปรากฏร่องรอยชัดเจนตามกำลังการแกะและความชำนาญของช่าง

ไม่มีรอยแกะเซาะด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ การเซาะด้วยมือทำอย่างละเอียดแกะทีละชิ้น การแกะลวดลายใช้มือเซาะเป็นริ้วรอยที่ระเบียบสวยงามแต่ทิ้งร่องรอยไว้เพราะเป็นการแกะด้วยมือ แกะเซาะไปในทิศทางเดียวกัน แต่น้ำหนักไม่เท่ากันเพราะเป็นการเซาะด้วยมือ

มาเริ่มพิจารณาจากด้านบนไล่ลงไป

-แผงหงอนจะลบคม เจาะรูเป็นรูกลมด้วยสว่านมือ สังเกตรูที่เจาะเป็นธรรมชาติไม่เป็นเหมือนเครื่องเจาะสมัยใหม่ น้ำหนักที่กดอาจเอียงบ้างเล็กน้อย เหมือนเราใช้สว่านทำงานฝีมือ

-แกะเซาะดวงตาโปนขึ้นมาสมส่วนเป็นธรรมชาติ

-เซาะลายด้วยมือจากดวงตาไล่ลงมาจนถึงหู สังเกตได้ว่าทั้งสองฝั่งลายคล้ายกันแต่น้ำหนักและรายละเอียดไม่เท่ากัน

-แกะใบหูและเจาะหูเป็นรูดูงดงามเสมือนจริง

-ร่องรอยการแกะลายที่ขาหน้าและขาหลัง ลายเส้นที่แกะลึกชัดเจน และลบคม

-เนื้องาแห้งเก่า จุดที่โดนสัมผัสเป็นมันเหลืองฉ่ำ

-ร่องรอยการแตกลายงา

-ในร่องที่แกะเซาะมีความเก่าเป็นธรรมชาติ

-โคนหางลักษณะกลมเจาะรูด้วยสว่านมือ

การแกะเส้นสายลายกนกมีความลึก ชัด บ่งบอกถึงฝีมือของช่างที่แกะซึ่งชำนาญ ผิวงาเก่าแห้งจัด และในซอกลึกๆที่ไม่ค่อยโดนสัมผัส จะมองเห็นความเก่าของเส้นสายที่เกิดจากการแกะ และที่สำคัญสังเกตุได้ว่าทั้งสองฝั่งลายคล้ายกันแต่น้ำหนักและรายละเอียดไม่เท่ากัน ผิวที่แห้งในส่วนที่ไม่โดนสัมผัสเห็นร่องรอยแตกระแหงของงาแกะ ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่าได้อายุอย่างแท้จริง

ลายเส้นเป็นร่องที่เกิดจากการใช้ของมีคมมาแซะ เป็นรอยที่ลึกไม่สม่ำเสมอซึ่งเกิดจากน้ำหนักมือของช่างที่แกะ ในร่องที่แกะต้องไม่ใช่รอยสดใหม่ และบริเวณไหนที่ผ่านการสัมผัสบ่อย รอยคมก็จะมนหมด และสีของงาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองฉ่ำหรือเป็นสีน้ำตาลเข้ม

เครื่องรางคชสีห์หลวงพ่อเฮงมีเอกลักษณ์งานศิลป์เฉพาะตัวที่สวยงามอย่างมาก และเครื่องรางงาแกะที่หลวงพ่อเฮงท่านสร้างนั้น สร้างจากงาช้างที่มีการทนสิทธิ์ในตัวเอง คือ งากำจัดและงากำจาย

งากำจัดคืองาที่ช้างตัวผู้ตกมันแทงงาหักติดกับต้นไม้ และงากำจายคือ งาที่ช้างตัวผู้ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเป็นจ่าฝูง และแตกหักตกอยู่ในป่า เมื่อหลวงพ่อเฮงท่านพบขณะที่ท่านได้ธุดงค์ไปตามป่าเขา ก็จะเก็บไว้เพื่อนำมาสร้างเป็นเครื่องรางของขลังไว้ให้ลูกศิษย์ใช้บูชา ที่พบเห็นท่านจะสร้างคชสีห์มากกว่าเสือและเครื่องรางแบบอื่น พุทธคุณเด่นล้วนทางด้านแคล้วคลาด และมหานิยม กันคุณไสย

นอกจากคชสีห์งาแกะแล้ว เครื่องรางอื่นของหลวงพ่อเฮง ที่มีชื่อเสียงเช่น เสืองาแกะ , นางกวักงาแกะ , เเหวนถักพิรอด , เสื้อยันต์ ,ผ้ายันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า เป็นต้น

จากข้อมูลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนครสวรรค์บันทีกว่า วัดเขาดินใต้ หรือ วัดพระหน่อธรณินทร์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2373 โดยพระครูหลา เจ้าอาวาสวัดมหาโพธิ์ใต้ในสมัยนั้น วัดพระหน่อธรณินทร์ใกล้วารินคงคาราม ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านเขาดินใต้ หมู่ที่ 6 ตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ห่างจากตัวอำเภอเก้าเลี้ยวประมาณ 14 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 17 กิโลเมตร

วัดนี้ได้ขึ้นทะเบียนวัดในนาม“วัดพระหน่อธรณินทร์” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.2387 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดจำนวน 6 ไร่

วัดเขาดินใต้ หรือวัดพระหน่อธรณินทร์ ด้านหลังวัดมีภูเขาศิลาสองลูกมีทางเดินติดต่อถึงกันได้ด้านหลังเป็นบึงใหญ่ทิวทัศน์สวยงาม มองเห็นเขาหลวงแต่ไกล มีทางขึ้นเป็นบันไดนาคสวยงาม บนภูเขาทิศเหนือมีมณฑปเก่าเป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทจำลองสำริด จารึกด้านข้าง พ.ศ.2456 ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระศณีพัชรินทราบรมราชินีนาถใน รัชกาลที่ 5

ส่วนด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งเจดีย์เก่าและพระอุโบสถ ซึ่งเล่าต่อกันมาว่า สมเด็จพุฒจารย์( โต พรหมรังสี ) เคยธุดงค์จาริกแวะพักเมื่อครั้งเดินทางไปเมืองกำแพงเพชรบ้านเกิด

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของวัดในพระนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า “ไล่เลียงเรื่องวัดนี้ได้ความว่าพระครูหลาอยู่ในวัดมหาโพธิมาเริ่มสร้างวัดนี้ได้ 80 ปีมาแล้ว(ในปีพ.ศ.2449) และได้ปฏิสังขรณ์วัดต่อกันมา”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นวัดนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2449  นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา100กว่าปีมาแล้ว แต่ก่อนที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมาวัดเขาดินใต้ วัดนี้สร้างมาแล้ว 80 ปี ดังนั้นปัจจุบันวัดนี้จึงสร้างมานานกว่า190ปีแล้ว

วัดเขาหน่อธรณินทร์ฯ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้น มีเนื้อที่กว้าง 3 เส้น ยาว 4 เส้น หรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4,800 ตารางวา คิดเป็น 12 ไร่ แต่ปัจจุบันตามที่กรมศิลปากรกำหนดและได้รับการประกาศเป็นโบราณสถาน วัดนี้มีเนื้อที่ 47 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา

วัดพระหน่อธรณินทร์ฯ จากสภาพที่มองเห็นเป็นวัดธรรมดา แต่เบื้องหลังของความธรรมดาเป็นวัดที่มีโบราณสถานและมีเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าสืบทอดกันมากล่าวกันว่าเป็นดินแดนอันลี้ลับและน่าอัศจรรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวลับแล

หลวงพ่อเฮง วัดเขาดินท่านเกิดปี พ.ศ. 2402 ที่บ้านมหาโพธิ์ ตำบลมหาโพธิ์ อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ โยมบิดาชื่อโยมสังข์ โยมมารดาชื่อโยมเปี่ยม พอหลวงพ่อเฮงเกิดมาครอบครัวก็มีฐานะดีขึ้นตามลำดับ โยมบิดามารดาจึงตั้งชื่อให้ว่า “เฮง”

ท่านมีนิสัยเมตตาต่อสัตว์และชอบให้ทานแก่สัตว์มาตั้งแต่วัยเด็ก ขนาดโยมบิดาให้ไปเฝ้านา ท่านเห็นนกมากินข้าวก็ยังไม่ยอมไล่ เพราะท่านถือว่าเป็นการให้ทานแก่นก ท่านเป็นคนที่รักการศึกษา เมื่อมีเวลาว่างจะไปหาหลวงพ่อทับ วัดมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังในสมัยนั้น เพื่อให้สอนวิชาให้ คือวิชาแพทย์แผนโบราณ คชศาสตร์และวิทยาคม

พออายุได้ 12 ปี ท่านก็ขอโยมบิดามารดา บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดมหาโพธิ์ใต้ อยู่ได้ 4 พรรษาก็ลาสึกออกมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ พออายุครบบวชในปี พ.ศ.2423 หลวงพ่อเฮงจึงได้อุปสมบท ที่วัดมหาโพธิ์ใต้ โดยมี พระครูกิ่ม เจ้าอาวาส วัดมหาโพธิ์ใต้เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนวิชาโหราศาสตร์ และวิทยาคม อีกมากมายจากพระครูกิ่ม ประกอบกับที่วัดมหาโพธิ์ใต้ยังเป็นแหล่งรวบรวมวิชาการและตำรา ไว้มากมาย

อีกทั้งพระอุโบสถของวัดมหาโพธิ์ใต้ ก็เป็นพระอุโบสถแบบมหาอุด ซึ่งเป็นที่ปลุกเสกเครื่องรางของขลังได้ยอดเยี่ยม และมีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี และวัดมหาโพธิ์ใต้ ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง จึงมีพระเกจิอาจารย์ที่ออกธุดงค์มาแวะจำวัด หลวงพ่อเฮงจึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาจากพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นไปด้วย

ต่อมาหลวงพ่อเฮงท่านก็ได้ออกธุดงค์ไปในป่าดงดิบในพม่า เขมรและลาวหลายครั้ง และท่านก็เข้าใจธรรมชาติของสัตว์ป่าได้ดี และท่านมีวิชาที่สามารถเรียกอาการ 32 ของสัตว์ที่ตายแล้วให้มาเข้ารูปจำลองที่ได้สร้างขึ้นได้

หลังจากท่านกลับมาจากธุดงค์ ท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดมหาโพธิ์ใต้ ในปี พ.ศ.2434 และได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ล่างมาถึงในปี พ.ศ. 2449 ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองถึง 2 วัด คือวัดมหาโพธิ์ใต้และวัดเขาดิน ซึ่งอยู่สองฝั่งแม่น้ำปิง

หลวงพ่อเฮงท่านเป็นพระสมถะ มีจิตเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ท่านโปรดที่จะฉันข้าวกับกล้วยน้ำหว้าสุกงอม กับน้ำปลาและปลาเค็ม ท่านเป็นที่รักเคารพและศรัทธาของชาวบ้านตราบจนละสังขารในเดือน 12 พ.ศ.2485 สิริอายุได้ 83 ปี พรรษาที่ 63

 

ตามรอยพระราชนิพนธ์ประพาสไทรโยคชม “ถ้ำพระธาตุลอย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/624872

วันที่ 31 พ.ค. 2563 เวลา 10:44 น.

ตามรอยพระราชนิพนธ์ประพาสไทรโยคชม “ถ้ำพระธาตุลอย”

โดย อุทัย มณี

*******************

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมพาคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ไปสำรวจแหล่งโบราณสถานและถ้ำสถานที่องค์รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จเข้าไปชม ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสไทรโยค

น้ำตกไทรโยคใหญ่ หรือชื่อเดิมว่า “น้ำตกเขาโจน” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยคใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2420 และ พ.ศ. 2431 ได้ทรงบันทึกถึงสภาพภูมิประเทศและความงามของน้ำตกไทรโยคไว้ อย่างละเอียดในพระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสไทรโยค” และ “กลอนไดอารี่ซึมซาบ เสด็จประพาสไทรโยค” ตามลำดับ

ส่วนสถานอีกแห่งที่ผมพาคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมไปสำรวจคราวนี้มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ กรมศิลปากร เคยมาสำรวจและบันทึกไว้ว่าเชื่อว่าซากฐานพระพุทธรูปและวิหารหลังโรงเรียนตชด.แม่น้ำน้อย เป็นพระพุทธรูปยุคเดียวกับปราสาทเมืองสิงห์ และรอบบริเวณแถวนั้นมีซากอิฐกระจายอยู่ทั่วเชิงเขาและยอดเขาตรงข้ามแม่น้ำอีกฝั่ง

เรามีนัดกันเวลา 10.00 น. เมื่อถึงเวลาคณะ พระครูกาญจนกิจธำรง เจ้าอาวาสวัดพุงพง ในฐานะผู้อุปถัมภ์วัดแม่น้ำน้อย คณะสงฆ์ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่อุทยานที่มาอำนวยความสะดวกด้วย 2 ท่านรวมทั้งปราชญ์ชุมชนกับชาวบ้านอีก 3 -4 คน พาคณะกระทรวงวัฒนธรรมไปสำรวจถ้ำที่ปราชญ์ชุมชนถอดออกมาจากหนังสือพะราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสไทรโยค”

คณะเราล่องแพลากจุงชมบรรยากาศสองฝากฝั่งริมแม่น้ำแควน้อยที่มีทิวทัศน์สวยงามมีเงื้อมหน้าผาสูงชัน โดยมี ลุงบุญส่ง คชพงษ์ ปราชญ์ชุมชนเป็นผู้บรรยาย

“ เช่นพลับพลาองค์รัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ตรงท่าน้ำแม่น้ำน้อย ตามพระราชนิพนธ์บอกว่า ที่ตังพลับพลาตั้งอยู่จำนวน 4 หลัง ริมฝั่งท่าเมืองไทรโยค เมื่อมองไปตรงข้ามอีกฝั่งก็จะมีคลองน้ำขนาดใหญ่ เลยขึ้นไปประมาณ 40 เมตรก็มีเงื้อมผาสูงชัน ด้านบนมีศาลเล็ก ๆ  ชุมชนคนพื้นเมืองที่นี่มีทั้งมอญ กะเหรี่ยง ทวาย  มีผู้เฒ่าคนเก่าแก่เล่าว่า ตอนในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสไทรโยคเคยเอาผลไม้รากไม้เคยไปถวายพระองค์ท่านด้วย..”

เดิมทีก่อนมีเขื่อนสายน้ำจะสูงและเชี่ยว บนเงื้อมหน้าผาจึงมีคนไปตั้งพระพุทธรูปเอาไว้ และใต้น้ำที่มีแสเชี่ยวจึงมีเรือจมบ่อย มีคนมาหาของเก่าประเภทดาบ หอก ได้ไปมากมาย

เมื่อคณะเราไปถึงถ้ำที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “ถ้ำพระธาตุลอย” เพราะตรงกลางถ้ำเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองมีแสงสว่างจากฟ้าจุดเล็ก ๆ เท่าเหรียญ 5 บาทส่องเข้ามายังถ้ำ

ปัจจุบันถ้ำอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานไทรโยค เดินเข้าไปประมาณ 300 เมตรอยู่ตรงกลางภูเขา มีต้นไม้ เถาวัลย์ปกปิดคลุมหมด หาทางขึ้นไม่เจอจนคนนำทางต้องจุดรูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง

เมื่อเจอทางขึ้นเจ้าหน้าที่อุทยานและ นายตี้ มณี คนนำทางต้องตัดเถาวัลย์ออก ต้องปีนขึ้นไปลำบากพอสมควร เมื่อถึงปากถ้ำมองเข้าไปเป็นโพรงใหญ่ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปที่เหลือแต่ซาก 3 องค์ สำหรับเศียรพระพุทธรูปลุงบุญส่งเล่าว่า กรมศิลปากรนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทเมืองสิงห์

หลับตานึกถึงภาพตอนที่รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นมายังถ้ำคงลำบากไม่ใช่น้อย คณะเราไม่พลาดที่จะยืนชมตรงจุดมองเห็น “พระธาตุลอย” ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควร เป็นไปตามพระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสไทรโยค” เป๊ะ ภายในถ้ำนอกจากมีพระพุทธรูปแล้วก็มีโกฎอัฐิวางไว้ในซอกเห็น 2 -3 โกฎซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของท่านผู้ใด

เมื่อสำรวจเรียบร้อยก็ลงมายังแพ เพื่อพาคณะกระทรวงวัฒนธรรมไปสำรวจแหล่งโบราณคดีหลังโรงเรียนตชด.แม่น้ำน้อย

ก่อนขึ้นท่าน้ำประชุมย่อย ๆ กับทางคณะสงฆ์ วัฒนธรรมและชุมชนว่า ทางวัดจะสร้างพลับพลา แต่เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรี เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จึงขอให้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกให้ทางวัดสร้างให้ถูกต้องและสมพระเกียรติ เพื่มมิให้มีปัญหาภายหลัง..ซึ่งทางผอ.ส่วนกิจกรรมพิเศษ วัฒธรรมกาญจนบุรีรับปากว่า จะดำเนิการให้

โบราณสถานหลังโรงเรียน ตชด.แม่น้ำน้อย ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว นอกจากซากฐานพระพุทธรูปและร่องรอยของวิหารเก่าที่มีอิฐ ศิลา กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เป็นป่ารก ไม่มีคนมากันพื้นที่เอาไว้ ถามครูตชด. บอกพานักเรียนขึ้นมาศึกษาบ่อย แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมทางโรงเรียนไม่ถากถางกันพื้นที่ทำให้มันดูสะอาดบ้าง

การสำรวจคราวนี้จบลงไปได้ด้วยดี ทางวัดแม่น้ำน้อย คนในชุมชน ต้องการรื้อฟื้นและอนุรักษ์ รวมทั้งต้องการทำท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ ก่อนจากกัน พระครูกาญจนกิจธำรง กล่าวว่า  “เรื่องเงินสร้างพลับพลาและพิพิธภัณฑ์ไม่ห่วงเท่าไรเจ้าภาพพอมี แต่เรื่องการสร้างพลับพลาและพัฒนานี่แหละเป็นห่วงเพราะเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องกับโบราณสถาน จึงฝากให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นพี่เลี้ยงอำนวยความสะดวกให้ด้วย…”

ท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่น ชุมชนแต่ละชุมชนผมคิดว่า ทุกคนมีดีหมด มีอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่าทุกพื้นที่ เพียงแต่ขาดคนทำงาน ขาดคนประสานงาน ขาดคนอุทิศตนเพื่อส่วนรวม..ความพยายามของชุมชนบ้านแม่น้ำน้อยคราวนี้ หากสำเร็จ อาจเป็นโมเดลให้ชุมชนอื่น ๆ นำไปใช้ได้บ้าง

ส่วนท่านใด อยากจะไปดูสถานที่หรืออยากจะเข้ามามีส่วนร่วมติดต่อมาได้ที่เบอร์โทร 08-6344-9902 ยินดีน้อมรับฟังทุกความคิดเห็นครับ..

พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/623637

วันที่ 17 พ.ค. 2563 เวลา 09:49 น.

พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

โดย….อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

***********************************

ในวงการนักสะสมพระเครื่องของไทย ถ้ากล่าวถึงพระชัยวัฒน์ยุคที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2500 ย่อมนึกถึงพระชัยวัฒน์ของ สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์,พระชัยวัฒน์ วัดบวรนิเวศวิหาร,พระชัย ท่านเจ้ามา วัดสามปลื้ม และพระชัยวัฒน์ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น

วันนี้มาชม พระชัยวัฒน์ พิมพ์ป้อมเล็ก ฐานสูง หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครปฐมกันครับ มีพุทธลักษณะประทับนั่งสมาธิบนอาสนะบัวสองชั้นปรากฏเส้นสังฆาฏิยาวพาดลงมาชนมือ พระพักตร์จะไม่ชัด ใต้ฐานจะเห็นก้านชนวนพร้อมรอยตัด

จุดพิจารณาของพระพิมพ์นี้ นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องแล้ว มวลสารโลหะผสมต้องแห้งเก่า รวมถึงหรดาลสีเหลืองแห้งสดใสเป็นธรรมชาติ ชาดที่ทาปิดไว้ก็ปรากฏความแห้ง ปรากฏความเก่าทั่วถึงกันทั้งองค์

เล่ากันว่า พระพิมพ์นี้ถ้าเช่าบูชาก่อนปีพ.ศ.2516 จะมีรอยจารอักขระตัว “เฑาะว์มหาอุด” ตรงรอยตัดก้านชนวน ซึ่งเป็นรอยจารที่หลวงปู่เพิ่มได้จารไว้ในยุคนั้น ส่วนที่นำออกมาให้บูชาหลังปี พ.ศ.2516 จะไม่มีรอยจารอักขระแล้ว นอกจากนำไปให้หลวงปู่เพิ่มจารเป็นพิเศษเท่านั้น

พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กฐานสูงนี้จะมีจำนวนการสร้างที่มากกว่าทุกพิมพ์ มีทั้งลงรักปิดทองเก่าเดิมมา ลงชาดอย่างเดียว หรือลงชาดปิดทอง หรือทาด้วยหรดาลสีเหลืองและลงชาดทับเหมือนองค์นี้ และจะมีบางองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทแต่เป็นส่วนน้อย

และองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทมักจะเป็นองค์ที่อยู่บนยอดพุ่มเท่านั้นเพราะน้ำหนักมวลสารผสมที่ใช้ในการหล่อคือเงินและทองคำซึ่งเป็นส่วนผสมจะตกลงมาอยู่ล่างสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง ซึ่งขณะเทน้ำทองนั้นจะกลับช่อลงล่าง โลหะที่มีมวลหนักกว่าสารอื่นเช่นทองคำและเงินจะไปรวมอยู่ที่ปลายสุดก็คือองค์ยอดช่อนั่นเอง

มีบันทึกจากการสัมภาษณ์หลวงปู่เพิ่มเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็น “พระเทพโมฬี “ กับหลวงปู่บุญ ยุคของการสร้างพระชัยวัฒน์ในปี พ.ศ.2444 นั้น สมเด็จพระสังฆราช(แพ) ท่านเสด็จมาค้างกับ หลวงปู่บุญ เป็นประจำและมาค้างที่วัดกลางบางแก้วคราวละหลายคืน และหลวงปู่ขณะยังเป็นสามเณรอยู่ก็ได้เข้าไปรับใช้อย่างใกล้ชิด ดังนั้นน่าจะสันนิษฐานได้ว่าการสร้างพระชัยวัฒน์ของหลวงปู่บุญนั้นสมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างด้วย

หลวงปู่บุญได้สร้างพระชัยวัฒน์ขึ้นหลายพิมพ์ พิมพ์ที่นิยมสุดและหายากที่สุดคือพิมพ์ชะลูดที่มีจารึกเป็นตัวนูนที่ใต้ฐานว่า “ร.ศ.๑๑๘” เป็นเลขไทย อันหมายถึง ร.ศ.118 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2444 ซึ่งจะจารึกเฉพาะยอดสุดของช่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดซึ่งมีช่อละองค์เท่านั้o

นอกจากนี้ก็มี พระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูด พระชัยวัฒน์พิมพ์ต้อ พระชัยวัฒน์พิมพ์คอหนอก พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมใหญ่ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็กเกศแหลม และ พระชัยวัฒน์พิมพ์ป้อมเล็ก แบบองค์ที่นำมาให้ชมนี้ เป็นต้น

กระแสเนื้อโลหะทั้งหมดจะเป็นทองเหลืองแบบทองผสม มีวรรณะของเนื้อโลหะออกไปทางเหลืองอมเขียว ยกเว้นพระชัยวัฒน์บางองค์มีการทาหรดาลสีเหลืองทับ หรือลงรักปิดทองเก่าเดิมมา ลงชาดอย่างเดียว ,ลงชาดปิดทอง หรือทาด้วยหรดาลสีเหลืองและลงชาดทับ ,ทองเหลืองล้วน และบางองค์ที่เนื้อกลับดำสนิทแต่เป็นส่วนน้อย

ในยุคแรกหลวงปู่บุญก็ได้แจกพระชัยวัฒน์ให้กับลูกศิษย์ที่ศรัทธา ที่เหลือท่านได้เก็บเข้ากรุไว้บนเพดานมณฑปภายในวัดกลางบางแก้ว และต่อมาทางวัดเปิดกรุเมื่อปี พ.ศ.2516 และนำออกให้ทำบุญพร้อมกับพระเครื่องรุ่นอื่น ในสมัยนั้นทางวัดให้ทำบุญพระชัยวัฒน์แค่องค์ละ 100-200 บาทเท่านั้น ไปถึงก็ใช้คีมตัดจากช่อเองเลย บางคนก็เช่ายกเป็นช่อไป

ปัจจุบันทุกท่านสามารถไปดูพระเครื่องทุกพิมพ์ของหลวงปู่บุญเพื่อเป็นองค์ความรู้ได้ที่ พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดบางกลางแก้ว ซึ่งมีครบทุกพิมพ์ มีจำนวนมากกว่า 2,000 องค์ จะทำให้การเรียนรู้ศึกษาดูพิมพ์และความเก่าเกิดเป็นองค์ความรู้ในพระเครื่องของหลวงปู่บุญได้อย่างถ่องแท้

นอกจากพระเครื่องชุดนี้แล้ว หลวงปู่บุญ ท่านยังได้สร้าง พระเครื่องเหรียญหล่อพิมพ์เจ้าสัว ซึ่งโด่งดังจากชื่อและพุทธคุณสำหรับผู้ที่บูชา และชุดพระเครื่องที่สร้างจากผงยาจินดามณี ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี เบี้ยแก้ และพระเครื่องดินเผาพิมพ์อื่นๆอีกมากมาย เป็นต้น วัตถุมงคลของหลวงปู่บุญล้วนแต่เป็นที่ที่นิยมในหมูนักสะสม เพราะพุทธคุณของพระเครื่องทุกชุดของหลวงปู่บุญที่ลูกศิษย์ได้นำไปบูชาล้วนแต่มีพุทธคุณดังใจผู้ที่บูชาทั้งสิ้น

ส่องรอบรั้ว…มหาจุฬาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/623633

วันที่ 17 พ.ค. 2563 เวลา 09:27 น.

ส่องรอบรั้ว...มหาจุฬาฯ

โดย อุทัย มณี

*******************

@@รู้จัก..วัดมหาจุฬาฯ วัดน้องใหม่ของคณะสงฆ์ไทย##

วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ เป็นวัดแรกในพื้นที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยบนเนื้อที่ 53 ไร่ ปัจจุบันมี พระเทพปวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

วัดมหาจุฬา ฯ เป็นวัดแรกที่ผู้ร้องขอการต่อตั้งเป็นพระสงฆ์ และเป็นวัดสุดท้าย..ที่หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ สร้างอุโบสถ์กลางน้ำ เป็นอุโบสถกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บรรจุพระสงฆ์ได้ถึง 4,000 รูป ออกแบบโดย ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ..เป็นอุโบสถกลางน้ำที่มีอดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทาน ต้องอุทิศตน อุทิศชีวิตถึง 2 รูป 2 รู่นด้วยกัน…จนแล้วเสร็จ

วัดมหาจุฬา ฯ มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองภารกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและคณะสงฆ์

วัดมหาจุฬา ฯ กำลังพลิกโฉมพัฒนาจากทุ่งนามาเป็น “วัดพื้นที่สีเขียว” เพื่อให้เป็น 1 ใน 9 วัดแรงบันดาลใจ นำร่องให้เป็น “วัดแบบอย่างทั่วประเทศ”

วัดมหาจุฬา ฯ เป็นวัดที่สะพรั่งไปด้วย “ต้นไม้มหามงคล” ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูแสวงหาต้นไม้มงคลของ ดร.ลภัสรดา วรดาภคนันท์ เกือบ 100 ต้น เพื่อเป็นร่มเงาสร้างความร่มรืนร่มเย็น แก่ลานปฎิบัติธรรม

วัดมหาจุฬา ฯ จะเป็นวัดแรงบันดาลใจได้หรือไม่..จะเป็นวัดที่สนองพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้หรือไม่..และจะเป็นวัดที่สนองปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุได้หรือไม่ที่จะสร้างวัดให้เป็นลานทอง ลานธรรม เพื่อตื่นรู้…รอพิสูจน์บารมี พระเทพปวรเมธี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสรูปแรก และทั้งรอดูว่าจะวางรากฐานอย่างไร..เพื่อมิให้เกิดปัญหาในอนาคตระหว่าง 2 อนาจักรภายใน “ถ้ำเดียวกัน”

** ยามศึกเรารบ..ยามสงบเราทะเลาะกัน**

เสียงเล็ดลอดค่อนข้างหนาหูออกมาจากสถาบันการศึกษาสงฆ์แห่งหนึ่ง ว่า กำลังมีแรงกระเพื่อม อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการที่ไม่ลงตัว..การบริหารจัดการพระคุณเจ้าดันใช้ไม้แข็งเกินไป จนลูกน้องตามไม่ทัน

ความจริง..หากเดินตามรอยอธิการบดีที่ต้องการให้รู้รักสามัคคีสร้างความปรองดองภายในมหาวิทยาลัย ไม่มีปัญหา แต่นี้ท่านเปลี่ยนแปลงต่อ ยอด…แบบเจ้าอาวาสบริหารวัด จึงเกิดปัญหาตามมา

จริงหรือไม่ไม่ทราบ…เรื่องนี้มีคณาจารย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสหอบความเดือดร้อน..ร้องทุกข์ต่อผู้บริหารระดับสูงแล้ว

เรื่องของเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน..ท่านอาจต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปรับเปลี่ยนการทำงานสนองนโยบายให้ทันต่อความต้องการของผู้บริหาร แต่ลูกน้องอาจตามไม่ทัน..จึงเกิดเรื่อง

เรื่องของเรื่องคงไม่มีอะไรในก่อไผ่..สุดท้าย คงจบได้ด้วยดี แต่อาจต้องใช้บารมีอธิการบดีลงมาค้ำและปัดภัยปัญหาให้ สังคมไทยพุทธก็แบบนี้ ยามศึกเรารบ..ยามสงบเราทะเลาะกัน ทั้งพระและฆราวาส

### การเมืองไม่สน..มุ่งช่วยเหลือพระ – ประชาชนอย่างเดียว##

ชื่อเสียงของ เจ้าคุณประสาร หรือ พระเมธีธรรมาจารย์ คอการเมืองคงจำชื่อนี้ได้..ช่วงนี้ไม่ค่อยมีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งทางสื่อสารมวลชนมากนัก..เพราะเป็นช่วงเก็บตัว ซุ่มเงียบ เดินสายช่วยเหลือพระภิกษุ – สามเณรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19  ทั้งบางเวลา “ปลีกวิเวก” ตระเวนดูงาน “ศาสตร์พระราชา”  ตามภูมิภาค ตามวัดต่าง ๆ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นแม่งานระดุมทุนระดมเครื่องอุโภคบริโภคและถุงยังชีพ เพื่อสนองพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สนองนโยบายของมหาเถรสมาคม แจกจ่ายให้กับพระภิกษุ- สามเณรและประชาชน ผ่านวิทยาลัยสงฆ์ตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่เป็นวิทยาเขตของ มจร พร้อมจัดตั้งโรงทานบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้ง เหนือ ใต้ อีสาน และภาคกลางทั้ง 4 ภาค มีอธิการบดีบดี มีรองอธิการบดี คณบดี ผู้นำท้องถิ่น ผู้หน่วยงานภาครัฐและประชาชน ศิลปิน มาร่วมงานคับคั่ง มีสื่อมวลชนมาทำข่าวหนาตา บารมี คอนเนคชั่น เจ้าคุณประสาร  “ยังครบเครื่องและเหนียวแน่น”

แอบถามว่า ทำไมช่วงนี้จึงเงียบ..เจ้าคุณตอบว่า ตอนนี้อาตมามุ่งรับใช้พระศาสนา สนองงานคณะสงฆ์และมหาจุฬาฯอย่างเดียว…สงสัยการขับเคลื่อนเรื่องกิจการคณะสงฆ์..รอหมดโควิด…