dhamma

All posts tagged dhamma

เขี้ยวหมีแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592284

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 21:23 น.

เขี้ยวหมีแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

“ อ้าปาก ตากลม หูตั้ง บั้งหน้าขน” คือคำกล่าวถึงเครื่องรางของ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี เครื่องรางของท่านนิยมใช้เขี้ยวหมี แกะเป็นรูปเสือ เสือของหลวงพ่อนกจัดอยู่ในหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องรางที่แกะเป็นรูปเสือ และแน่นอนที่สุดอันดับหนึ่งย่อมเป็นเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน)ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน

มาดูเครื่องรางเสือหลวงพ่อนกชิ้นนี้ ความเก่าปรากฏชัดเจน มีร่องรอยผ่านการใช้งาน ส่วนที่โดนสัมผัสก็เปลี่ยนแปลงไป มีสีสันเข้มขึ้น เน้นให้เห็นการจารเส้นยันต์ของท่านซึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เสมือนหนึ่งเป็นลายเซ็น ซึ่งเป็นจุดพิจารณาแยกแยะระหว่างของแท้กับของเลียนแบบอีกด้วยและที่สำคัญในด้านพุทธคุณของเขี้ยวแกะเสือของหลวงพ่อนกนั้น ขึ้นชื่อเลยว่าใครมีบูชาไว้ในบ้าน สามารถป้องกันคุณไสยต่างๆได้เป็นอย่างดี

มาดูรูปแบบของเขี้ยวหมีคือ ปลายล่าง(โคนเขี้ยว)จะมีเส้นวงแหวนปรากฏอยู่ เนื้อเขี้ยวแห้งเก่าไม่ฉ่ำเหมือนเขี้ยวเสือ เสือของหลวงพ่อนกนั้น รูปแบบจะเหมือนกันคือ เป็นเสืออ้าปาก มีริมฝีปาก ฟันเรียงเป็นซี่ เขี้ยวจะอยู่ด้านในสุด ถ้าองค์ไหนมีจารยันต์องค์พระ(เหมือนตุ๊กตา) ค่านิยมจะสูงขึ้น ยิ่งมีจารหลายองค์ค่านิยมก็สูงขึ้นตามส่วนถือเป็นพิมพ์นิยม ที่สำคัญคือต้องจดจำลายมือของหลวงพ่อให้ได้เพราะท่านจะจารเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามได้สัดส่วน

จุดพิจารณาแยกแยะระหว่างของเขี้ยวหมีกับเขี้ยวเสือนั้นเขี้ยวหมีเมื่อดูเผินๆทั่วไปจะคล้ายเขี้ยวเสือ คือมีความเรียว โค้งยาว ปลายแหลมคม เขี้ยวหมีจะมีโคนเขี้ยวอ้วนป้อม และส่วนที่เป็นเขี้ยวจะเว้างุ้มเข้าในมากและจะมีเส้นเลือดเป็นลายเหมือนวงแหวนในตัวเขี้ยวจากปลายเขี้ยวเข้ามาด้านใน ซึ่งเราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนและเขี้ยวหมีก็มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดตัวหมีเช่นกัน เมื่อลองนำเขี้ยวหมีมาตัดผ่าครึ่ง ก็พบรูกลวงโปร่งเช่นเดียวกันเหมือนกับเขี้ยวเสือ แต่รูของเขี้ยวหมีจะเป็นลักษณะวงรีและกว้างกว่ารูของเขี้ยวเสือมาก

เขี้ยวเสือก็เช่นกันมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และขนาดของตัวเสือ เขี้ยวจะยาว เรียว ปลายแหลมคม โค้ง เมื่อสังเกตุจากปลายเขี้ยวจะเห็นเป็นร่องเล็ก อยู่แถบบางเขี้ยวก็มีมีหนึ่งร่อง บางเขี้ยวก็สองร่อง ทั้งสองข้าง วิ่งเป็นแนวร่องเข้ามายังตัวเขี้ยวชัดเจน เราเรียกกันว่าร่องเส้นเลือด ซึ่งร่องเลือดนี้เขี้ยวหมีจะไม่มีปรากฏ

และถ้านำเขี้ยวเสือมาตัดแบ่งครึ่ง เราจะเห็นรูตรงกลางเป็นรูกลวงโปร่งไปสุดโคนเขี้ยว ซึ่งจะมีลักษณะกลม หรือกลมรีเล็กน้อย และจะมีเส้นลายรอบปากรูเขี้ยว(เทียบเคียงเหมือนลายที่รอบหน้าตัดของงาช้าง อันเป็นลักษณะเฉพาะที่มีในเขี้ยวสัตว์แต่ละประเภท)ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน

เครื่องรางที่แกะเป็นรูปเสือนั้น มาจากความเชื่อและศรัทธาว่าคุณวิเศษของเสือ เป็นเจ้าป่า เสียงคำรามก้องไพรเป็นมหาอำนาจแห่งพงไพร เมื่อมาทำเป็นเครื่องรางย่อมดีทางมหาอำนาจ หากินเก่งเหมือนเสือ หากินคล่องเพราะคล่องแคล่วดุจพญาแห่งพงไพร มีเมตตามหานิยมเสมือนบารมีของเจ้าแห่งพงไพร แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี มหาอุด เรียกได้ว่าครบเครื่อง

โบราณนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าอาจารย์องค์เดียวกันสร้างเครื่องรางแต่ละชนิดจากเขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูนั้น เขี้ยวเสือจะได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง ถัดมาก็คือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู ตามอันดับ

ด้านลักษณะคำเฉพาะของเครื่องรางแต่ละชนิดนั้น เต็มเขี้ยว คือเขี้ยวที่ถูกถอนออกจากเหงือกทั้งอัน ซึ่งยังมีปลายเขี้ยวแหลมยาวเห็นเป็นรูปเต็มเขี้ยวอยู่ เช่นเขี้ยวหมีแกะเสือของหลวงพ่อนก วัดสังกะสี เป็นต้น ด้านลักษณะของครึ่งเขี้ยวนั้นคือ เขี้ยวที่ถูกถอนออกจากเหงือกทั้งอัน แล้วนำมาผ่าแบ่งครึ่ง และเอาครึ่งแถบที่เป็นรากเขี้ยวมาแกะ เช่น เขี้ยวเสือชองหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการเป็นต้น

ด้านลักษณะของเขี้ยวซีก หมายถึง การเอาเขี้ยวทั้งอันมาผ่าแบ่งเป็นชิ้นแล้วแต่ขนาดของเขี้ยวนั้นมีความใหญ่ขนาดไหนแล้วนำมาผ่าให้เหมาะสม เสร็จแล้วนำมาแกะเป็นเครื่องรางเช่น เสือเขี้ยวซีก หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือ เสือเขี้ยวแกะหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว,เสือของอาจารย์เฮง วัดเขาดิน, เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ เป็นต้น

หลวงพ่อนก วัดนาคราช (วัดสังกะสี) อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ท่านอุปสมบทที่ วัดมงคลธาวาส (วัดบางเหี้ย) โดยมี หลวงพ่อปานพระอาจารย์ ผู้เป็นตำนานสุดยอดเครื่องรางอันดับหนึ่งของเมืองไทย เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้การถ่ายทอดวิทยาคมโดยเฉพาะวิชาการสร้างเสือ จากหลวงพ่อปานครบสูตร จนกระทั่งหลวงพ่อปานเอ่ยปากชม ว่าหลวงพ่อนก สำเร็จวิชาสร้างเสือ สามารถสร้างได้เทียบเท่าท่าน เครื่องรางของหลวงพ่อนกถึงได้โด่งดังเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากในปัจจุบัน

Advertisements

ชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592151

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 23:04 น.

ชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ

มจร ร่วมกับสมาคมสันติภาพโลกหลอมรวมชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่อาคารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. เป็นประธานการแถลงข่าว พิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ และพิธีถวายมหาสังฆทานแด่พระสงฆ์ จำนวน 2,600 รูป เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยมี พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร. ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร น.ส.สาตวะ ซาง ผู้แทนสมาคมสันติภาพโลก ร่วมแถลง

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายมหาสังฆทานแด่พระสงฆ์ 2,600 รูป ในครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมสันติภาพโลก (World Peace Association: W.P.A) ซึ่งได้อาราธนาพระมหาเถระจากนานาชาติมาร่วมในพิธีพร้อมเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 16 มิ.ย. 2562

“ทางสมาคมฯได้นิมนต์พระสงฆ์จาก 15 ประเทศ มาเข้าร่วมเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติจาก 3 นิกายที่มีในโลกปัจจุบันของพระพุทธศาสนา ได้แก่ นิกายมหายาน นิกายวัชรยาน และนิกายเถรวาทของไทย ศรีลังกา เมียนมา เป็นต้น จำนวน 2,600 รูป เท่ากับปีพุทธชะยันตี พร้อมกันนี้ยังได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเจริญพระพุทธมนต์ด้วย โดยปรารภกันที่จำนวน 6,900 รูป/คน ประกอบกับ มจร ได้มีกิจกรรมนานาชาติอยู่แล้ว เช่น กิจกรรมฉลองวันวิสาขบูชาโลก และโดยมี มจร มีนิสิตนานาชาติจำนวนมาก จาก 19 ประเทศ ที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยฯ โดยได้กราบนิมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระปัญญาบดี นายกสภามหาวิทยาลัย มาเป็นประธานในพิธี” พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าว

ด้านน.ส.สาตวะ ซาง (Sattva Zhang) ผู้แทนสมาคมสันติภาพโลก กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของสมาคมสันติภาพโลก คือ ลดความขัดแย้งที่มีอยู่ทั่วโลก และสร้างสันติภาพความร่มเย็นให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีในสังคมโลก  มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รักษาสภาพแวดล้อม และสร้างสรรค์สืบทอดความเจริญรุ่งเรืองให้คงอยู่ต่อไป นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมสันติภาพโลกมา ทางสมาคมได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายมหาสังฆทาน รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ไปในหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก  การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 ซึ่งทางสมาคมได้เชิญผู้แทนขององค์การสหประชาชาติ (นายบัน คี มูน) และผู้นำชาวพุทธจาก 15 ประเทศ รวมทั้งภายในประเทศ จำนวน 6,900 รูป/คน  มาร่วมงานพิธี

ด้าน พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร กล่าวว่า ในพิธีดังกล่าว มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ โดยดำเนินการถ่ายทอดสดเผยแพร่พิธีดังกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  (MCU TV) และสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ประชาชนและผู้รับชมทั่วโลกได้รับทราบและร่วมอนุโมทนา อีกทั้งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีในฐานะพสกนิกรอีกทางหนึ่งด้วย

หนุมานหน้ากระบี่ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/591662

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 20:56 น.

หนุมานหน้ากระบี่ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

โดยอาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกร หนึ่งในสยาม คือสมญานามของ หนุมาน หลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจภาคีของขลังในปัจจุบัน วันนี้มาชม หนุมานหน้ากระบี่ สภาพสวย ดูง่ายมีความเป็นธรรมชาติทั้งองค์ ที่สำคัญหายากมากครับ

มาดูหนุมานรากไม้รักซ้อนองค์นี้กันครับ พลิกดูรอบๆพิจารณาดูจากความแห้งของเนื้อไม้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีร่องรอยความเก่าชัดเจน เริ่มจากดูรอยเซาะเป็นเส้นตรงที่หัวลงมา การแกะลูกตา เซาะที่อกเป็นสันเหลี่ยมงดงามสมส่วน รอยเซาะที่มือในร่องปรากฏความเก่าจากคราบฝุ่นที่ซุกอยู่ในซอก อีกทั้งคราบไคลจากที่ผ่านการใช้งานมา ดูเป็นธรรมชาติทุกสัดส่วน

พลิกมาดูด้านหลังและด้านข้าง เห็นชัดเจนคือรอยเซาะเป็นร่องที่รอบหัวด้านหลังและรอยปริแตกยาวลงมาเป็นธรรมชาติของรากไม้ที่เก่า แถมน้ำหนักเบามากเหมือนไม่มีน้ำหนักเลย เพราะความแห้งจัดของรากไม้จากอายุการสร้าง

หลวงพ่อสุ่นท่านเริ่มสร้างหนุมานจากไม้รากรักซ้อนตั้งแต่ปีพ.ศ.2468 นี่ก็เกือบร้อยปีแล้ว ไล่ลงมาดูด้านหลังจากบนลงล่าง ก็จะเห็นคราบไคลและในซอกก็มีฝุ่นซุกอยู่เช่นกัน ซึ่งก็ดูเป็นธรรมชาติทั้งหมด และพลิกมาใต้ฐานซึ่งกลมและแห้งเก่ามาก แค่นี้ก็เห็นซึ้งว่า ดูง่ายและแท้แน่นอน

ในวงการนักสะสมเครื่องรางของขลัง มีคำกล่าวว่า เสือหลวงพ่อปานหนุมานหลวงพ่อสุ่น ซึ่งแสดงถึงความเก่งของพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องราง และซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าถ้าเป็นเรื่องหนุมาน แล้วก็คงไม่มีใครเกิน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

หลวงพ่อสุ่น มีนามเดิมว่า สุ่น นามสกุล ปานกล่ำ ท่านเป็นชาวนนทบุรี มีฉายาว่า “จันทโชติก” หนุมานของท่านมีพุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด หนุมานของท่านแกะจากรากไม้ต้นรักซ้อน และรากไม้ต้นพุฒซ้อน ที่ท่านปลูกเองตั้งแต่ยังเป็นพระลูกวัด

ท่านได้ทำน้ำมนต์รดต้นไม้ทั้งสองอยู่ทุกวัน กระทั่งท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลากุน และต้นไม้ทั้งสองก็โตได้ที่ เมื่อฤกษ์งามยามดี ท่านจึงลงมือขุด โดยทำพิธีพลีก่อนขุด เมื่อขุดขึ้นมาทำความสะอาดแล้ว ท่านก็นำไปตากให้แห้งสนิท

และให้ช่างฝีมือแกะสลักหนุมานขึ้นมา 2 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าโขน ซึ่งแกะรายละเอียดครบถ้วน มีความสวยงามมาก ส่วนพิมพ์หน้ากระบี่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก เป็นพิมพ์ที่มีความเรียบง่าย และที่แกะจากงาช้างนั้นจะมีหลายพิมพ์แต่จำนวนน้อยมาก

มีเรื่องเล่าว่า ก่อนที่ท่านจะลงมือทำการปลุกเสกหนุมาน ในตอนเช้าท่านจะให้ลูกศิษย์ไปตัดต้นไม้ที่มีหนามมาเช่น ต้นมะขามเทศ ต้นพุทธามาเตรียมไว้ และในช่วงค่ำท่านก็จะทำวัตรกับพระลูกวัดตามปกติ

หลังจากที่ท่านทำวัตรเสร็จเเล้ว ท่านก็จะเข้าไปในกุฎิประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นท่านก็จะอุ้มบาตรออกมา และเรียกลูกศิษย์ให้อุ้มบาตรตามเข้าไปในโบสถ์และกำชับลูกศิษย์ว่าห้ามเปิดบาตรเด็ดขาด จากนั้นท่านก็จะกลับมานั่งวิปัสสนาอีกครั้ง

หลังจากท่านนั่งวิปัสสนาเสร็จ ท่านจะนั่งหันหลังให้พระประธาน และนำบาตรมาตั้งไว้ตรงหน้า ให้ลูกศิษย์นำกิ่งไม้หนามที่เตรียมไว้มาล้อมที่ตัวท่านให้แน่นรอบตัว และให้ลูกศิษย์ออกจากโบสถ์ไปรอภายนอก พร้อมกับกำชับว่าห้ามผู้ใดเข้าออก

ว่ากันว่าระหว่างที่ท่านกำลังปลุกเสกหนุมานจะกระโดดอยู่ภายในบาตร และเมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว ท่านจะเรียกลูกศิษย์ให้เข้าไปในโบสถ์ เพื่อเก็บหนุมานที่ท่านปลุกเสกเสร็จแล้วและโดดออกมาติดอยู่กับกิ่งไม้หนามที่ล้อมตัวท่าน

ตัวไหนที่หล่นอยู่กับพื้นให้เเยกไว้ต่างหาก ท่านว่ายังใช้การไม่ได้เพราะปลุกไม่ขึ้น ทุกคนประหลาดใจที่หนุมานขึ้นไปติดกับกิ่งไม้หนามได้อย่างไร ที่สำคัญท่านออกมาจากกองกิ่งไม้หนามที่ล้อมตัวท่านจนแน่นได้อย่างไร

ก่อนอาราธนาขึ้นคอ ต้องสวดท่องคาถาบูชาหนุมานดังนี้ ให้ตั้ง นะโม 3 จบ พร้อมว่าคาถากำกับหนุมาน “นะมัง เพลิง โมมัง ปากกระบอก ยะ มิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุ โรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห” เพื่อให้สัมฤทธิผลในทุกสิ่งที่เราต้องการ

เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จ.เพชรบุรี

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/591053

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 16:07 น.

เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จ.เพชรบุรี

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมเหรียญพระพุทธจากเกจิอาจารย์เมืองเพชร ค่านิยมไม่ถือว่าแพงนักสำหรับเหรียญรุ่นนี้ แต่จะหาสวยแบบนี้ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน มาชม เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรีกันครับ

หยิบเหรียญขึ้นมาดูด้วยตาเปล่า สภาพกะไหล่ทองเดิมๆสีแห้งซีดเก่า ทำให้เห็นเสน่ห์ของเหรียญนี้ขึ้นมาในทันใด ดูพระพักตร์และภาพรวมขององค์พระพุทธมีความสวยงามเป็นธรรมชาติของการออกแบบเหรียญพระพุทธในสมัยก่อน ด้านหลังของเหรียญก็เช่นกัน ปรากฏร่องรอยความเก่าต่อสายตาเช่นกัน ความเก่าของกะไหล่ทองและสีแห้งซีดของกะไหล่ที่ปรากฎ ตัวหนังสือเป็นแท่งมีความคม ความงดงามในตัว

ลงกล้องส่องที่พื้นผิวด้านหน้า มีร่องรอยของการปั๊ม มีเส้นประกายบนพื้นผิวเหรียญอันเกิดจากการปั๊มกระแทกเป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊ม ถ้าหากไม่มีเส้นต่างๆ บนผิวเหรียญสิ ดูช่างอันตราย

มาดูองค์พระพุทธเส้นสายสวยงาม ส่วนที่ควรลึก ก็ลึกคมเช่นบริเวณพระศอ เส้นสังฆาฎิ และฐานพระพุทธ ที่สำคัญในซอกต่างๆเห็นเส้นแซมที่เกิดเป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊มยุคเก่าชัดเจน เส้นฐานพระพุทธก็คมชัด ตัวหนังสือคำว่า “พระพุทธชินวงษ์” เป็นแท่งคม ไม่เบลอเหมือนเหรียญปลอมที่ถอดแม่พิมพ์ออกมา ความคมพลิ้วของตัวอักษรที่เห็น ทำให้เหรียญดูง่ายทันที

พลิกมาส่องด้านหลังก็เห็นความคม ความเก่าของพื้นผิวเหรียญ สีกะไหล่ทองแห้งซีดเป็นธรรมชาติ สิ่งที่ควรมีเช่น เส้นประกายบนพื้นผิวก็มีเป็นธรรมชาติ ตัวหนังสือเป็นแท่ง คมชัด สวยงาม มีเส้นเสี้ยนแซมอยู่เป็นธรรมชาติ แค่นี้ก็เพียงพอแก่การตัดสินใจแล้วว่า แท้ดูง่ายแน่นอน

ด้านพุทธคุณพระเครื่องที่หลวงพ่อโศกท่านสร้างนั้น ก็ไม่น้อยหน้าเกจิอาจารย์ท่านอื่น ครบเครื่องเช่นกัน ทั้งด้านเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดและคงกระพัน ตามแบบพระเครื่องเมืองเพชร

วัตถุมงคลของหลวงพ่อโศกนั้น นอกจากเหรียญพระพุทธชินวงษ์แล้ว ยังมีเหรียญพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว พระขรรค์ ปลัดขิก ผ้ายันต์และวัตถุที่เป็นมงคลอีกหลายอย่าง ทุกอย่างล้วนเป็นที่เสาะหาของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด และนักสะสมพระเครื่องทั้งสิ้น เนื่องจากได้นำไปบูชาติดตัวล้วนมีประสบการณ์มากมายพระพุทธชินวงษ์เป็นพระประธานที่หลวงพ่อโศก สร้างขึ้นมาเมื่อคราวขยายเขตอุโบสออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพื่อแทนพระประธานองค์เดิมที่หล่อด้วยโลหะพร้อมด้วยอัครสาวก ชึ่งหลวงพ่อโศก พิจารณาเห็นว่า พระประธานองค์เดิมมีขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับอุโบสที่ขยายใหม่ จึงได้ย้ายอยู่ในวิหารพระพุทธบาทแทน

วัดปากคลองตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร แม่น้ำเพชรมาแยกเป็นสองสายทางที่หน้าวัดปากคลอง ทางหนึ่งไปบ้านแหลม ทางหนึ่งไปบางตะบูน จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดปากคลอง” ตั้งอยู่ เลขที่ 3 หมู่ที่ 4 ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ประมาณว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2328 มีเนื้อที่ที่ตั้งวัด 10 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา ส่วนชาวบ้านในพื้นที่นิยมเรียกชื่อวัดว่า วัดปากคลองบางครก

หลวงพ่อโศก หรือ พระครูอโศกธรรมสาร (สุวณฺณเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลอง และเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี นามเดิม โศก สกุล พันธุ์โพทอง เกิดเมื่อ วันอังคาร ปีวอก พุทธศักราช 2415 สมัยวัยอยู่ในปฐมวัย ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบสนทนาวิสาสะ เป็นผู้เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี เข้าใจทุกเรื่องราว เป็นที่ชอบพอ และถูกอัธยาศัยของเพื่อนบ้าน และมิตรสหาย

เมื่ออายุครบปีอุปสมบท บิดามารดาได้จัดการอุปสมบทให้ ณ วัดปากคลอง เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2435 โดยมี พระอธิการคล้ำ วัดปากคลอง เป็นอุปัชฌายะ พระอธิการทรัพย์ วัดเขาตะเครา เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเพิ่ม วัดสวนทุ่ง เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวณฺโณ

ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 – 10 พรรษาแรก นับตั้งแต่อุปสมบท ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบร้อย งดงาม ฉายแววเป็นผู้นำ อีกทั้งเรียนรู้เข้าใจในศาสนกิจ และระเบียบการคณะสงฆ์เป็นอันดี เมื่อท่านอธิการหลุบ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ลาออกจากตำแหน่ง ในปีพ.ศ.2447 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งจากทางคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรีโดย เจ้าคณะเมืองเพชรบุรี วัดคงคาราม ให้ท่านเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุ นับเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดนี้

แต่ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้เพียงปีเศษก็ขอลาออก เพราะเจ้าอาวาสวัดปากคลองเดิม ได้ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสจึงว่างลง บรรดามรรคของวัดปากคลอง เห็นพร้อมในกันว่า ควรไปอาราธนาพระอธิการโศก จากวัดมหาธาตุ มาเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดปากคลอง เมื่อปี พ.ศ.2448 ขณะนั้นมีพรรษาได้ 13 พรรษา

นอกจากท่านจะได้ศึกษาเล่าเรียนทางพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ท่านยังได้ใช้เวลาว่างเท่าที่มีอยู่ ศึกษาศิลปด้านต่าง ๆ ที่นิยมกันอยู่ในสมัยนั้นด้วย เช่น วิชาโหราศาสตร์ เวชศาสตร์ ไสยศาสตร์ เป็นต้น ท่านได้ศึกษาอย่างจริงจัง และยังได้นำเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาช่วยเหลือผู้อื่นในโอกาสต่อมาด้วย

เมื่อท่านมาปกครองวัดปากคลองแล้ว ท่านก็ได้ใช้ความรู้ในด้านเวชศาสตร์ อันเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณที่ได้เล่าเรียนมารักษาผู้อื่น ช่วยเหลือประชาชนในด้านหยูกยาด้วยความเมตตา มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ถ้ามีชาวบ้านมาพบเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านจะจัดยาให้ทันที เพราะท่านสะสมยาไว้มาก ทั้งยาสมุนไพรและยาสำเร็จรูป หลวงพ่อแจกเป็นทานทั้งสิ้น ไม่รับสิ่งตอบแทน เว้นแต่นำมาถวายตามปกติ

อีกด้านหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า จึงทำให้ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกชั้น ตั้งแต่สามัญชนไปจนถึงข้าราชการผู้ใหญ่ เช่น พระยาสุรพันธุ์เสนีย์ (อิ้น บุนนาก) สมัยเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ก็ยังเคยมาค้างแรมสนทนากับท่านที่วัดปากคลองบ่อยครั้ง ครั้งละหลาย ๆ วัน

หลวงพ่อโศก ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลมอยู่เพียง 4 ปี ก็มรณภาพเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2482 เวลา 11.55 น. สิริรวมอายุได้ 67 ปี พรรษา 47 โดยครองวัดปากคลองอยู่ 34 พรรษา

สปป.ลาวจัดงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/590543

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 22:00 น.

สปป.ลาวจัดงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่

โดย สมาน สุดโต

ภาพชาวพุทธและนักท่องเที่ยว ตักบาตรพระสงฆ์ สามเณร จากวัดต่างๆ ที่เดินแถวรับอาหาบิณฑบาตในเวลาเช้าตรู่ ที่หลวงพระ บาง สปป.ลาว เป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวแห่งหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ มีให้เห็นทุกเช้าตรู่

แต่การตักบาตรพระสงฆ์ นับพันรูป และชาวพุทธไม่น้อยกว่าพันคน พร้อมกันร่วมทำบุญตักบาตร ที่ลานกว้างใหญ่แห่งพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทร์ ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก หากแต่มีแล้วในวันวิสาขบูชา วันที่ 18 พ.ค.2562 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว นำโดย ท่านชัยสมพร พรมวิหาร ประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ และคณะสงฆ์แห่งองค์การศาสนสัมพันธ์ลาว (อพส.) นำโดย ท่าน อาจารย์ใหญ่มหางอน ดำลงบุน

นอกจากนั้น ยังมีทั้งคณะสงฆ์จากประเทศไทย นำโดยพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราช สีมา เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช และ ชาวพุทธจากไทยนำโดย นายวินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์และครอบครัว คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ นายอภัย จันทนะจุลกะ อดีตรมว.ทรวงแรงงาน และ นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการชมรมโพธิคยา และคณะกรรมการร่วมงาน เป็นภาพแห่งความประทับใจ และยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

การที่มีวันนี้ได้ก็เนื่อง จากสปป.ลาว จัดงานวิสาขบูชาอย่างเป็นทางการเป็นปีแรก ตามที่ท่านชัยสมพร พรมวิหาร ประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ กล่าวแก่สื่อมวลชนว่า ที่แนวลาวสร้างชาติ ร่วมกับองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาวจัดขึ้น โดยมีพี่น้องจากไทยคือ สถาบันโพธิคยา 980 ให้การสนับสนุน เนื่องจากหลายองค์กรกระตุ้นขึ้น ที่สำคัญที่สุดองค์การสหประชาชาติ ยกย่องวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญอยู่ในระดับสูง ประชาชนชาวลาว เกือบร้อยละ 80 นับถือพระพุทธศาสนา และปีต่อไปก็จะจัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสุภชัย วีระภุชงค์ บอกว่าชมรมโพธิคยาก็จะสนับสนุนต่อไป

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อยู่ในวัฒนธรรมและประเพณีของชาวลาวส่วนมาก แม้ว่า สปป.ลาว จะมีผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อีก 3-4 ศาสนา แต่ก็อยู่ร่วมกัน มีความสามัคคี และไม่แบ่งแยกกัน

ขณะเดียวกัน พระอาจารย์ใหญ่ มหางอน ดำลงบุน ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ( อพส.) กล่าวเปิดงานวันวิสาขบูชา โดยชื่นชมว่า เป็นความร่วมมือของชาวพุทธนานาชาติ เช่น จากประเทศไทย ที่นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน ท่านกล่าวว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของโลก เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

หลวงปู่ผู้นำสงฆ์ลาว กล่าวว่า พระพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ประทานคำสอนเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ สัจธรรมของพระองค์กระตุ้นเตือนมวลมนุษย์ให้เกิดความรักและสามัคคี มิตรภาพ และสันติสุข แต่สังคมปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลโลยีที่ทันสมัย สังคมมีความเจริญศิริวิไลแต่ทางด้านกลับกัน ความสุข ความรัก และสามัคคี มิตรภาพ สันติภาพในสังคมมนุษย์โลก ถอยลง พระธรรม คำสอนของสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงมา 2,600 กว่าปี ส่องแสงสว่างเป็นประทีปนำทางแก่มวลมนุษย์ตลอด

แม้ว่าสังคมโลกจะเจริญ ด้วยเทคโนโลยี และวัตถุนิยมมาก จึงเป็นที่น่าเสียใจว่ามนุษย์ทั้งหลายไม่อยู่ในฐานะที่มีสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียนกัน ไม่มีความรักสามัคคี เพราะถูกทำลายไปด้วย โทสะ และชิงดีชิงเด่น เกลียดชังซึ่งกันและกัน จึงเป็นความโศกเศร้า จึงขอเรียกร้องให้บรรเทาสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความเศร้าโศกด้วยการแผ่เมตตา ปรารถนาให้มีความรัก สามัคคีต่อกัน ตลอดไป

สิ่งเป็นความประเสริฐแห่งจิตใจนั้นคือความเมตตา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นคุณธรรมประเสริฐนั้นเป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การแผ่เมตตา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าสัตว์เหล่านั้นจะเป็นมิตร หรือศัตรู เป็นมนุษย์ หรืออมนุษย์ ผู้เจริญเมตตาจึงเป็นผู้สงบ และรักษาสันติ มีความรักและสามัคคีอย่างแท้จริง

สันติภาพภายในเป็นสิ่งที่ควรสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่บุคคลควรพัฒนาขึ้นภายใน แล้วจึงแผ่ไปสู่ภายนอก เหมือนองค์พระสัมมาสัมพุธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญและปฏิบัติมาแล้ว กล่าวคือทรงสร้างสันติภาพในพระองค์ก่อนแแล้ว จึงทรงนำสันติภาพนั้นออกสู่มวลมนุษย์ตลอดทั้งโลก และจักรวาลวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธบริษัท และชาวโลกทั้งหลาย แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ จะแผ่กว้างขวางออกไป ทุกคนต้องนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติ เช่นความกตัญญู กตเวที มีหลักพรหมวิหาร 4 หลักอริยสัจ 4 หลักสามัคคี และหลักคุณธรรมจริยธรรม จึงจะได้ชื่อว่าให้ความสำคัญแก่วันวิสาขบูชาอย่างแท้จริง

เซียนไม่ควรพลาด! พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

Published June 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/590250

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 20:01 น.

เซียนไม่ควรพลาด! พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

โดย อ.ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระนางพญาเป็นพระศิลปะสุโขทัย อายุการสร้างประมาณ 400 ปีสันนิษฐานว่า พระวิสุทธิกษัตริย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และพระราชมารดาใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนางพญาขึ้น ในคราวบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090 – 2100

วันนี้มาชมพระนางพญา องค์สวยอีกองค์ หนึ่งในพระชุดเบญจภาคีที่ทุกคนใฝ่หา พุทธคุณของพระนางพญา เด่นด้านเมตตา แคล้วคลาด องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์สังฆาฏิ เนื้อจัด พิมพ์ติดคมชัดถือว่าเป็นพระดูง่ายเชียวครับ

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก มีทั้งหมด 7 พิมพ์มาตรฐานที่วงการยอมรับคือ 1.นางพญา พิมพ์เข่าโค้ง (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่และนิยมที่สุด) 2.นางพญา พิมพ์เข่าตรง (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เข่าตรงธรรมดา) 3.นางพญา พิมพ์เข่าตรง ( ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า) 4.นางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่) 5.นางพญา พิมพ์สังฆาฏิ (ถือเป็นพิมพ์กลาง) 6.นางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก (ถือเป็นพิมพ์เล็ก) 7.นางพญา พิมพ์เทวดา หรือพิมพ์อกแฟบ (ถือเป็นพิมพ์เล็ก)

พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ ในอดีตมีชื่อว่า พิมพ์สวมชฎาหรืออีกชื่อคือ พิมพ์สามเหลี่ยม จุดเด่นตามแม่พิมพ์มาจากเส้นสังฆาฎิที่หนาพาดกลางพระอุระ เส้นพระกรรณที่หนาใหญ่เชื่อมกับพระเกศและเส้นครอบพระเศียรมองเหมือนองค์พระสวมชฎา ส่วนชื่อพิมพ์สามเหลี่ยม เพราะมองลักษณะพิมพ์คล้ายสามเหลี่ยมเกือบด้านเท่านั่นเอง

ส่วนพระพักตร์ขององค์พระจะกว้างและสอบลงมาที่คาง ส่วนมากจะไม่เห็นหน้าตา ที่หน้าผากจะยุบเป็นตำหนิแม่พิมพ์ของพิมพ์สังฆาฏิ หูขวาหรือพระกรรณขวาขององค์พระยาวลงมาเป็นเส้นจรดไหล่ จะเห็นเนื้อเกินที่ต้นแขนขวาอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญเช่นกัน และปลายหูซ้ายหรือพระกรรณซ้าย (ขวามือเรา) จะเห็นเหมือนหางแซงแซว หูซ้ายจะยาวจรดไหล่ และพาดต่อลงมาเป็นเส้นขอบจีวร และปลายหูขวาองค์นี้เป็นหางนกแซงแซวเช่นกัน ซึ่งถือได้ว่าพิมพ์ติดค่อนข้างชัดทีเดียวครับ

จะเห็นหลุมบริเวณหัวไหล่ซ้ายมองเหมือนเบ้าขนมครก จะเห็นได้ชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์นี้ และปลายไหล่ทั้งสองข้างจะเทลาดลงไปสู่ขอบทั้งสองด้าน เส้นสังฆาฏิกว้างเป็นแผ่นหนาเห็นได้ชัด แขนขวาวางพาดบนตัก และแขนซ้ายจะงอเป็นขอเบ็ด นอกจากนี้ให้สังเกตที่ข้อมือขวาขององค์พระที่วางบนหัวเข่า จะเป็นการวางมือแบบหักข้อมือ โดยมือวางหักออกด้านนอก มองดูเม็ดแร่ในองค์พระจะไม่มีแร่คม สีที่พบคือ ขาวขุ่น ขาวใส สีน้ำตาลและสีดำ และย้ำอีกครั้งว่าเม็ดแร่ต้องไม่คมและบางองค์จะปรากฏพระที่แร่ลอยอีกส่วนด้วยอันเกิดจากการแช่น้ำในกรุเนื่องจากน้ำท่วมกรุมานานนั่นเอง

ด้านพุทธศิลป์ของพระนางพญานั้น เป็นพระพุทธปางมารวิชัย ไม่มีฐาน ไม่มีซุ้ม ขอบตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมชิดกับองค์พระประธาน หลังเรียบเป็นส่วนใหญ่ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของผิวหลังที่เรียบและมีส่วนผสมของกรวดที่ฝังอยู่ในเนื้อดิน ด้วยอายุยาวของพระนานกว่า 400 ปี เกิดการหดตัวของดินตามธรรมชาติ ทำให้เห็นดินที่หุ้มอยู่บนกรวดหดตัวลงด้วยเรียกว่าเม็ดผด และสีขององค์พระมี 4 สีคือ ดำ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเกิดจากดินที่ถูกเผาและได้รับความร้อนต่างกันในขณะวางเผาอยู่ในเตา อันเป็นที่มาของขนาดองค์พระด้วย ถ้าโดนความร้อนมากย่อมหดตัวมากที่สุดและขนาดจะเล็กที่สุดซึ่งก็คือสีเขียว

พระนางพญาเป็นพระศิลปะสุโขทัย อายุการสร้างประมาณ 400 ปีสันนิษฐานว่า พระวิสุทธิกษัตริย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และพระราชมารดาใน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนางพญาขึ้น ในคราวบูรณะปฏิสังขรณ์ วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090 – 2100 ขณะนั้นพิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง และ พระวิสุทธิกษัตรีย์ ดำรงพระอิสริยยศเป็น แม่เมืองสองแคว และพระมหาธรรมราชา ทรงพระอิสริยยศที่ พระอุปราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

พระนางพญาแตกกรุเมื่อคราวพระเจดีย์ซึ่งบรรจุพระนางพญาภายในวัดได้เกิดพังทลายลงมา องค์พระได้กระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่วบริเวณวัด และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสหัวเมืองพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.2444 เพื่อทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจําลอง และทรงเสด็จไปที่วัดนางพญาด้วย และทางวัดนางพญาได้ทูลเกล้าถวาย พระนางพญาให้กับพระองค์ท่าน

นอกจากนั้น พระองค์ทรงแจกจ่ายพระนางพญาให้กับข้าราชบริพารและผู้ติดตามเสด็จทุกคน และยังมีพระส่วนที่เหลือจากการแจกจ่าย พระองค์ท่านทรงนํากลับมาที่พระนคร ได้บรรจุกรุไว้ที่วัดสังกัจจายน์และวัดปราสาทบุญญาวาส (ต่อมามีการพบพระนางพญาพิษณุโลกที่วัดทั้ง 2 แห่งนี้ ซึ่งหลักฐานตรงกับบันทึกการเสด็จประพาสของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ อ.พนมสารคราม จ.ฉะเชิงเทรา

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/589632

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 21:12 น.

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ อ.พนมสารคราม จ.ฉะเชิงเทรา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมสุดยอดพระปิดตาที่ถือเป็น ต้นกำเนิดพระปิดตาของเมืองแปดริ้ว และยังเป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของเมืองไทย นั่นคือ พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

พระปิดตาทุกพิมพ์ของท่านได้รับชื่อว่าเป็น สุดยอดแห่งพระปิดตาเมตตามหานิยม และหายากในปัจจุบัน พิมพ์ที่นำมาให้ชมคือพิมพ์ไม้ค้ำเกวียน ซึ่งลักษณะองค์พระที่พระเพลาหรือหน้าตักมีเส้นที่พาดขึ้นมาดูลักษณะคล้ายไม้ค้ำเกวียน ด้านหลังพระปิดตาจะอูมนูน มวลสารเป็นเนื้อผงพุทธคุณชุบรัก พระสวยดูง่ายแบบองค์นี้เอาไว้ศึกษาครับ

มาส่องดูพระปิดตาองค์นี้เนื้อหาจัดจ้านเหมือนเนื้อกะลาชุบรัก ซึ่งรักออกสีแดงซึ่งเป็นสีนิยม ในส่วนซอกมุมบริเวณที่ไม่โดนสัมผัสจะเห็นความแห้ง ความเก่าของรักปรากฏต่อสายตา มีผดรักที่เกาะอยู่ตามผิวพระให้เห็นอยู่ทั่วองค์พระสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่ปลอมแปลงได้ยากครับ

ส่วนที่สัมผัสกับเหงื่อจนรักหลุดร่อนออกไป จะเห็นเนื้อจัดจ้านมันวาวอมเหลืองจนเหมือนสีน้ำตาลเข้มเหมือนผิวกะลาขัดทีเดียว และเนื่องจากพระปิดตาของหลวงปู่จีนสร้างทีละองค์นอกเหนือจากพิมพ์แล้ว เราจึงต้องดูธรรมชาติจากเนื้อหาของพระเป็นหลักครับ พระทุกองค์จะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาพระของแต่ละคน และการใช้งานที่ต่างกัน

เนื้อหาพระที่ถูกสัมผัสก็ต่างกันแล้ว เหมือนว่า คนนึงใส่แล้วสัมผัสเหงื่อตลอด อีกคนใส่สลับองค์ทำงานออฟฟิศสภาพผิวพระย่อมต่างกันไป และที่สำคัญหลวงปู่จีนท่านสร้างทีละองค์ ถ้ามีองค์พระที่เหมือนกันเป๊ะ แน่นอนครับต้องมีองค์ใดองค์หนึ่งเป็นของเลียนแบบ

สันนิษฐานกันว่า หลวงปู่จีนท่านสร้างพระปิดตาขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2430 โดยนำมวลสารประกอบด้วยผงเกสรร้อยแปดผสมว่านยามาคลุกรักโดยรักจะเป็นตัวประสาน เสร็จแล้วถึงนำมากดพิมพ์เป็นพระปิดตาหลังจากนั้นจะนำมาชุบรักอีกครั้ง ถึงจะนำไปปลุกเสก ซึ่งท่านจะปลุกเสกตลอดทั้งพรรษา กระทั่งพระกระโดดออกมานอกบาตรได้จึงจะถือว่าสำเร็จ การจัดสร้างพระปิดตาของท่านแต่ละครั้งนั้นมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากวิธีการสร้างทำได้ยากมาก นอกจากพิมพ์ไม้ค้ำเกวียนแล้วพระปิดตาของท่านยังมีหลายพิมพ์เช่นพิมพ์แข้งหมอน พิมพ์เม็ดกระบก พิมพ์กลีบบัวใหญ่ พิมพ์กลีบบัวเล็ก พิมพ์เม็ดบัว เป็นต้น

ด้านพุทธคุณของพระปิดตาของท่านครบเครื่อง ทั้งเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาด มีประวัติกล่าวไว้ว่า หลวงปู่จีนมีลูกศิษย์ 5 องค์ ที่สร้างห้าเสือพระปิดตาที่โด่งดังทั่วประเทศ คือ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ , หลวงพ่อเจียม วัดกำแพง ,หลวงปู่ภู่ วัดนอก,หลวงพ่อครีพ วัดสมถะหรือวัดอุทยาน,หลวงพ่อโต วัดเนิน ทั้งนี้ลูกศิษย์ของท่านก็ได้สร้างพระปิดตาตามแบบพระอาจารย์เช่นกัน

มีบันทึกจากคำบอกเล่า ของ คุณตาจุ้ย สมิตรปรีชา ซึ่งเป็นพี่ชายของหลวงพ่อพระครูโสภณนวการ เจ้าอาวาสวัดท่าลาดเหนือว่า วัดท่าลาดเหนือ เดิม ชื่อ วัดท้าวอุทัยทอง สมัยนั้นพระยาท้าวอู่ทอง ได้อพยพมาจากเขมร ผ่านทางพนมสารคาม จึงสร้างวัดและหมู่บ้านขึ้นอยู่ชั่วคราว

ขณะที่หลวงปู่จีน มาอยู่ที่วัดนั้นยังไม่มีถาวรวัตถุอะไรที่มั่นคงเลย มีแค่กุฏิไม่กี่หลัง และศาลาหลังไม่โตนัก แต่วัดตั้งอยู่ในป่าซึ่งลำบากในการสัญจรไปมามาก ต่อมาไม่นานท่านก็ได้ย้ายวัดนั้นมาอยู่ใกล้ลำคลองท่าลาด ซึ่งการไปมาสะดวกสบายมาก สำหรับถาวรวัตถุในวัดที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสร้างในสมัยหลวงปู่จีน คงมีอยู่แต่เจดีย์เก่า และพระอุโบสถเท่านั้น

เมื่อท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านก็ได้ปกครองดูแล สั่งสอนลูกศิษย์ของท่านมากมาย ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี ท่านเป็นผู้มีใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับผู้ที่ไปหาท่านเสมอ แม้แต่กับพระสงฆ์ท่านก็ปกครองแบบลูกกับพ่อ ซึ่งอดีตนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็มีวัดเท่านั้น มีความทุกข์เดือดร้อนอะไรหลวงปู่จีน ต้อนรับเสมอ

นอกจากนี้ยังมีบันทึกอื่นที่ว่า วัดท่าลาดเหนือ ตั้งอยู่ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวกันว่า ช่างเขมรซึ่งมีเชื้อสายเป็นพระยา ได้เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 ( ต้นสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ) ต่อเมื่อถึง พ.ศ. 2397 ได้มีพระธุดงค์ 3 องค์ที่แก่กล้าในพุทธาอาคมและเก่งในด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผ่านมาและแวะพักแรมในบริเวณใกล้ๆกับวัด ชาวบ้านแถบคลองท่าลาดจึงนิมนต์พระองค์ชื่อจีน ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลาดเหนือนับตั้งแต่นั้นมา ส่วนอีก 2 องค์ ซึ่งก็ได้ออกธุดงค์ต่อไป

เล่ากันว่าหลวงปู่จีน เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2357 ท่านก็ถึงแก่มรณภาพในปีพ.ศ.2440 รวมอายุได้ 83 ปี ตลอดระยะเวลาที่ท่านครองวัดท่าลาดเหนืออยู่ 43 ปี ท่านสร้างเครื่องรางของขลังและพระเครื่องคือพระปิดตาที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่กล่าวขวัญสร้างชื่อเสียงให้กับวัดท่าลาดเหนือ

สมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พ.ศ.2509

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588815

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 20:36 น.

สมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม พ.ศ.2509

โดย อาจารย์ ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดใหม่อมตรส หรือ วัดบางขุนพรหม พ.ศ.2509 ปัจจุบันเป็นที่เสาะหาสำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ ด้วยเหตุที่มีผงเก่า หรือชิ้นส่วนแตกหักของสมเด็จบางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุปีพ.ศ. 2500 เป็นส่วนมวลสารสำคัญ จึงถือได้ว่า มีพุทธคุณเฉกเช่น พระสมเด็จบางขุนพรหมเช่นกัน และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ นักสะสมรุ่นใหม่ต่างสามารถเรียนรู้จากพระรุ่นนี้ได้เอง เพราะมีพระอยู่ในตลาดจำนวนมาก และหลายท่านยังทันช่วงที่เปิดให้เช่าบูชาด้วย เป็นเหตุให้ค่านิยมปัจจุบันในพิมพ์ใหญ่ทะลุขึ้นถึงหลักแสนกลางทีเดียวในสภาพสวยๆ

มาส่องดูสภาพผิวด้านหน้าองค์นี้ เป็นพระที่ไม่ผ่านการใช้หรือผ่านการสัมผัสมาก่อน ถึงแม้ว่าไม่ถึงกับสวยกริ๊บแต่ก็ดูง่ายตำหนิครบถ้วน เป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้มพิมพ์เอ คราบแป้งคลุมผิวด้านหน้ายังมีให้เห็น มีก้อนผงเก่าของสมเด็จบางขุนพรหมกระจายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีสังฆาฏิ มีเนื้อเกินที่ซอกรักแร้ซ้าย มีเส้นชายจีวรพาดมาที่เข่าซ้าย

ปลายฐานชั้นกลางหยักเหมือนขาสิงห์ และ ปลายฐานซ้ายองค์พระแหลมคม หันมาดูด้านข้างและด้านหลังสภาพความแห้งและร่องรอยเป็นธรรมชาติ มีรอยปูไต่ซึ่งเกิดจากปาดด้านหลังไปถูกก้อนผงเก่าและครูดไปตามพื้นผิวที่ยังไม่แห้ง เห็นแล้วสบายใจได้สำหรับองค์นี้ว่าดูง่ายสบายตาและแท้แน่นอน

การจัดสร้างสมเด็จบางขุนพรหม พ.ศ.2509 นั้นเริ่มสร้างมาตั้งแต่เดือนต.ค. พ.ศ.2508 มาแล้วเสร็จปลายเดือนพ.ย. พ.ศ.2508 ได้ทำพิธีการสร้างตำผง และกดพิมพ์พระกันภายในพระอุโบสถ โดยหลวงพ่อชม เป็นผู้กดพิมพ์เป็นปฐมฤกษ์ จากนั้นคณะกรรมการและผู้มีจิตศรัทธา ต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำจนสำเร็จ รายนามพระเกจิอาจารย์ ที่นั่งปรกบริกรรมปลุกเสกประกอบด้วย หลวงปู่นาค วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ ฯ,หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม,หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม นครปฐม,อาจารย์ทิม วัดช้างให้ ปัตตานี,ท่านอาจารย์ อำพล วัดปราสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯเป็นต้น

ด้านวัตถุประสงค์การจัดสร้างนั้น ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. ประเภทให้บูชาเพื่อนำไปบรรจุกรุในพระเจดีย์ ให้ทำบุญองค์ละ 1 บาทด้านหลังจะปั๊มคำว่า บรรจุ จำนวนรวมกันทั้งหมดทุกพิมพ์ 84,000 องค์ และ 2.ประเภทให้บูชาทำบุญองค์เดี่ยว องค์ละ10 บาท แล้วให้ไปตีตราเจดีย์เอง หากทำบุญแบบกล่องยกชุด 11 พิมพ์ชุดละ 100 บาท (ยกเว้นพิมพ์ไสยาสน์ ) ซึ่งจำนวนการสร้างพระในประเภทนี้มีทั้งหมด 84,000 บาท องค์เช่นกัน

สำหรับ พระที่ไม่ได้ตีตรานั้นมีบันทึกว่า หลวงพ่อชมหรือพระครูบริหารคุณวัตร เจ้าอาวาสวัดบางขุนพรหม หรือวัดใหม่อมตรสได้กล่าวว่า มีลูกศิษย์บางกลุ่มได้บูชาองค์ละ 1 บาท และต้องนำไปตีตราว่า “บรรจุ” เพื่อจะบรรจุกรุ แต่ไม่ได้นำไปตีตราบรรจุกรุนำกลับบ้านเลยเรียกว่าบริจาค10 บาทได้พระ 10 องค์

ด้านเนื้อหามวลสารหลักของพระขุนพรหม ปี 09 คือ ชิ้นส่วนพระสมเด็จที่ชำรุดแตกหักและดินกรุที่ได้จากการเปิดกรุของทางวัดเมื่อปี พ.ศ.2500 ผงพุทธคุณจากพระคณาจารย์ต่างๆรวมไปถึง ปูนขาว ปูนเปลือกหอย น้ำมันตังอิ๊วน้ำผึ้งเกสรดอกบัวหลวง ดอกพิกุล เป็นต้น

โดยการกดพิมพ์นั้น มีบล็อกแม่พิมพ์หลายตัว วัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์ประกอบด้วย ปูนพาสเตอร์ ซีเมนต์ขาว ยางทำฟัน เป็นต้น เมื่อกดพิมพ์พระไปสักระยะแม่พิมพ์จะเริ่มชำรุดแตกหักได้ง่าย ต้องถอดพิมพ์ทำบล็อกใหม่ จนกว่า จะได้จำนวนพระตามต้องการในพระทุกพิมพ์ เช่นพิมพ์ใหญ่เพียงพิมพ์เดียว มีแม่พิมพ์หลายตัว ตัวอย่างเช่นพิมพ์เกศทะลุซุ้มครั้งแรกก็เป็นพิมพ์ใหญ่ธรรมดา ต่อมาแม่พิมพ์ตรงซุ้มเกิดกะเทาะ จึงซ่อมพิมพ์กลายเป็นพิมพ์เกศทะลุซุ้ม เป็นต้นบางขุนพรหม 2509 มีการจัดสร้าง 12 พิมพ์คือ 1. พิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์พระประธาน , 2. พิมพ์เส้นด้าย ,3.พิมพ์ทรงเจดีย์ ,4.พิมพ์เกศบัวตูม ,5.พิมพ์สังฆาฏิ ,6.พิมพ์ปรกโพธิ์ ,7.พิมพ์ฐานคู่ ,8.พิมพ์ฐานแซม ,9. พิมพ์อกครุฑ,10. พิมพ์คะแนน ,11.พิมพ์จันทร์ลอย ,12.พิมพ์ไสยาสน์ ทั้งนี้ ช่างที่แกะแม่พิมพ์ในสมัยนั้นมีอยู่ 4 ผีมือช่างคือ

1.ลุงแฉล้ม บัวเปลี่ยนสี การแกะจะคล้ายพิมพ์มาตรฐานของวัด แต่จะมีเอกลักษณ์ เช่น องค์ค่อนข้างผอม รวมไปถึงพิมพ์พิเศษบางพิมพ์ 2.ช่างมานิตย์ ปฐพี (รับราชการทหารเรือ)แกะแม่พิมพ์บล็อกวัดตามพิมพ์มาตรฐานที่พบในการเปิดกรุ รวมไปถึงพิมพ์พิเศษอีกจำนวนหนึ่ง 3. ช่างเกษม มงคลเจริญ ซึ่งได้เข้ามาช่วยแกะในช่วงระยะสุดท้ายแล้ว แม่พิมพ์ที่แกะจะมีความสวยงามคมชัดลึกมากเป็นพิเศษ 4.บล็อกกรรมการ หมายถึงผู้ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาช่วยในการสร้างพระบางขุนพรหมปี 09 และมีพระกรุบางขุนพรหมอยู่ในครอบครองจึงนำมาถอดแม่พิมพ์ ทำเป็นบล็อกแม่พิมพ์ในการกดพิมพ์พระ ซึ่งพระบล็อกนี้ พิมพ์ใกล้เคียงกับพระกรุบางขุนพรหมเดิม มากเพียงแต่ขนาดเล็กกว่า พร้อมทั้งตื้นกว่า เนื่องมาจากการถอดพิมพ์มานั้นเอง

ด้านพระที่สร้างบรรจุในกรุปี พ.ศ.2509 นั้น มีบันทึกจากวัดใหม่อมตรสว่า พระทั้งหมดจะบรรจุภายในพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดใหม่อมตรส โดยภายในองค์เจดีย์ก่อเป็นถังน้ำขุดเป็นทางยาว มีช่องระบายอากาศจำนวน 10 ช่อง เอาทรายเทปูพื้น แล้วจึงนำพระมาบรรจุ เสร็จแล้วก็กลบเป็นชั้นๆ มาถึงด้านบน ใช้แผ่นเงินจำนวน 6 แผ่น จารึกข้อความว่า บรรจุปี 09 หากมีการเปิดกรุเมื่อใด มีการคะเนกันว่า พระกรุนี้ต้องมีสภาพพระที่สวยและสมบูรณ์กว่ากรุแรกปีพ.ศ.2500 แน่นอน

วัดโพธิ์ทอง บางมด เตรียมเขียนจิตรกรรมฝาผนังพิธีบรมราชาภิเษก ร.10

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588810

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 19:13 น.

วัดโพธิ์ทอง บางมด เตรียมเขียนจิตรกรรมฝาผนังพิธีบรมราชาภิเษก ร.10

สยามอัศจรรย์ โดย สมาน สุดโต

พระครูวิศิฏ์วิทยาคม (อาจารย์วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง บางมด กรุงเทพมหานคร เตรียมให้ช่างเขียน เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในวิหารทองคำ เพื่อจารึกประะวัติศาสตร์สำคัญยิ่งของชาติไทยที่มีขึ้นวันที่ 4-6 พ.ค. 2562

วัดโพธิ์ทอง บางมด หรือ วัดทุ่ง ตั้งอยู่ในซอยสุขสวัสดิ์ 26 ถนนสุขสวัสดิ เขตจอมทอง จัดสร้างวิหารทองคำเพื่อประดิษฐานทวยเทพ ตั้งแต่พญาครุฑ พญานาค พระพิฆเณศร์ และพระโพธิสัตว์ เช่นเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

พระครูวิศิฏ์วิทยาคม (อาจารย์วราห์ ปุญญวโร) ซึ่งในวงการยกย่องว่า เป็นราชาแห่งครุฑ กล่าวว่า การที่ทางวัดให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็เนื่องจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จมายังวัดโพธิ์ทอง ในพ.ศ. 2537 นับแต่นั้นวัดนี้ได้เจริญขึ้น มีการสร้างและปรับปรุงถาวรวัตถุในวัด เช่น อุโบสถ ได้บูรณะใหม่ให้คงทนถาวร สวยงามอยู่คู่กับพระพุทธศาสนาตลอดไป

พระครูพระครูวิศิฏ์วิทยาคม กล่าวว่า ในอุโบสถวัดโพธิ์ทองได้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เช่น ภาพเสด็จเลียบพระนคร ในขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พ.ศ. 2506 ในคราวพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ

ภาพพระราชอาคันตุกะที่ร่วมพิธีในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี วันอังคารที่ 13 มิ.ย.2549 ซึ่งมีสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย จำนวน 25 ประเทศ นับเป็นการชุมนุมของพระประมุขจากประเทศต่างๆ มากที่สุดในโลก ในคราวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และ ผู้แทนพระประมุข เวลา 19.30 นาฬิกา ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

นอกจากนั้น เป็นภาพพระราชกรณียกิจ ที่ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทย อีกหลายภาพด้วยกัน ซึ่งพระครูวิศิฏ์วิทยาคม หรือพระอาจารย์วราห์ กล่าวว่า ภาพจิตรกรรมในวัดโพธิ์ทองเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ที่มีมากกว่า 4,000 โครงการ

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพแห่งความทรงจำ ทางวัดเขียนขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงงานด้วยความเหน็ดหนื่อยมานาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

สถาบันโพธิคยาเตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ

Published May 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/588807

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 18:54 น.

สถาบันโพธิคยาเตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ

โดย สมาน สุดโต

สถาบันโพธิคยาวิชาลัย 980 เตรียมจัดโครงการธรรมยาตรา 6 ประเทศ ในวันที่ 14-31 ต.ค. 2562 เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และความสามัคคีระหว่างชาวพุทธด้วยกัน แต่เพื่อการเตรียพร้อม จึงจัดส่งทีมงานและสื่อมวลชน ออกสำรวจเส้นทาง และสถานที่จะจัดกิจกรรม เริ่มวันที่ 8 – 20 พ.ค. 2562 โดยจะเดินทางไปในประเทศเป้าหมาย ที่ติดต่อและประสานงานไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว ได้แก่ ไทย จีน เมียนมา เวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา

ทีมงานสำรวจของสถาบันโพธิคยา 980 ประกอบด้วย เกษม มูลจันทร์, สุรพล มณีวงศ์, ธีรพจน์ รัตนเสถียร, ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวร, อันนา สุขสุกรี, พัชราภรณ์ พลายงาม, เอกรินทร์ ศรีโยธี, พัชรพงษ์ พันธ์สวัสดิ์ และ ผู้สื่อข่าวไทย และทีวีช่อง 5 กัมพูชา 2 คน

คณะทั้งหมดเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไป จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 จากนั้นพบกับ นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่สาย เพื่อขอคำปรึกษาในเบื้องต้น ก่อนเดินทางเข้าสู่เชียงตุง ประเทศเมียนมา และประเทศอื่นๆ ในลำดับต่อไปตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวร รายงานว่า ตามที่ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มอบหมายให้ เกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการฯ สุรพล มณีพงษ์ กรรมการฯ นำทีมสำรวจ โครงการธรรมยาตรา 6 แผ่นดินที่จะจัดขึ้นระหว่าง 14-31 ต.ค.2562 เพื่อเตรียมพร้อม และอำนวยความสะดวกแก่คณะธรรมยาตรา ซึ่งจะมีทั้งคณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และสื่อมวลชน จาก 6 ประเทศร่วมเดินทาง จึงต้องสำรวจเส้นทาง พื้นที่ และความสะดวกด้านต่างๆ ไว้ก่อน

เส้นทาง และสถานที่ที่เป็นเป้าหมาย ที่จะสำรวจในวันที่ 8-20 พ.ค. 2562 ได้แก่พื้นที่ฝั่งไทย คือแม่สาย จ.เชียงราย จากนั้นเดินทางเข้าสู่ เชียงตุง ประเทศเมียนมา จาก เชียงตุง ประเทศเมียนมา เข้าสู่หลวงน้ำทา สปป.ลาว จากหลวงน้ำทา สปป.ลาว เข้าสู่สิบสองปันนา ประเทศจีน จากสิบสองปันนา ประเทศจีน กลับเข้าสู่เมืองขวา สปป.ลาว จากเมืองขวา สปป.ลาว เดินทางสู่เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม จากเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม เดินทางเข้าเมืองไซ หลวงพระบาง วังเวียง และเวียงจันทน์ จากนั้นเดินทางจากเวียงจันทน์ สู่ จ.นครพนม เพื่อบูชาพระธาตุพนม จากพระธาตุพนม เดินทางไปจ.ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี และกลับกรุงเทพฯในวันที่ 20 พ.ค. 2562

งานหลักของคณะสำรวจ คือเก็บข้อมูล 1.สถานที่เปิดงานและจัดพิธีทางศาสนาร่วมกับประชาคมท้องถิ่น 2.สถานที่สำคัญประจำเมืองนั้น ๆ จุดเยี่ยมชม สักการะ สามารถทำกิจกรรมได้ 3.ที่พักพระสงฆ์ และฆราวาส 4.การประสานงานด่านชายแดนแต่ละประเทศ 5.รถที่ใช้เดินทาง 6.อาหาร และจุดถวายภัตตาหารเพล 7.จุดพักรถ /ห้องน้ำ 8.กำหนดศาสนพิธี และกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ (โดยหารือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ของแต่ประเทศ)

ตวงศักดิ์ รายงานว่า คณะสำรวจ ได้เดินทางถึงเมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมาที่มีพระพุทธศาสนาและนิกายคล้ายกับประเทศไทย และมีความรุ่งเรืองมาก โดยมีวัด 300 วัด พระสงฆ์ (สามเณร) 2,000 กว่ารูป คณะสำรวจได้เข้านมัสการสมเด็จอาชญาธรรมพระเจ้า (ใส่แก้ว เขมจารี) สมเด็จพระสังฆราชา แห่งเมืองเชียงตุง (รัฐฉานตะวันออก) วัดหลวงเชียงยืน เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และเชิญคณะสงฆ์ที่เชียงตุงเข้าร่วมกิจกรรมของธรรมยาตรา 6 แผ่นดินด้วย

สมเด็จอาชญาธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ทำให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็งรวมตัวกันหลายๆ ประเทศ

เกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะสำรวจ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ เพื่อเปิดมุมมองเพิ่มในเรื่องพระพุทธศาสนาในประเทศที่เป็นเพื่อนกันมากขึ้น ดังนั้นธรรมยาตรา 6 ประเทศ จะมีประเทศจีนเพิ่มขึ้นมา ทำให้ครบทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ที่นับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ชมรมโพธิคยา 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ พร้อมหน่วยงานภาคี 5 ชาติ เคยจัดโครงการธรรมยาตรา เมื่อเดือน พ.ค.2560 ซึ่งเป็นครั้งแรก โดยมีประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 5 ประเทศ เข้าร่วม เรียกว่า โครงการธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง ครั้งนั้นผู้เข้าร่วมได้แก่ คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และสื่อมวลชน 5 ประเทศ เมื่อคณะธรรมยาตรา ผ่านประเทศใด ผู้นำรัฐบาล และคณะสงฆ์ และประชาชนในประเทศนั้นๆ ให้การต้อนรับด้วยความด้วยความปีติยินดี ซึ่งคณะธรรมยาตรามีความประทับใจยิ่ง เพราะไม่คาดคิดมาก่อน

สุภชัย วีระภุชงค์ เลชาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา ครั้งที่ 2 ได้ติดต่อประสานงาน เเละเชิญคณะสงฆ์ และผู้แทนชาวพุทธของจีน ร่วมด้วย จึงเป็นโครงการธรรมยาตราของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา แห่งลุ่มน้ำโขง ที่สำคัญและสมบูรณ์ยิ่ง จึงมั่นใจว่าธรรมยาตราครั้งที่ 2 จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับครั้งที่ 1 หรือ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

%d bloggers like this: