BIG IDEA

All posts tagged BIG IDEA

ไปแฮงเอาต์กับโซฟาพองลม

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

ไปแฮงเอาต์กับโซฟาพองลม

The Lamzac Hangout คือชื่อของโซฟาพองลมตัวนี้ เป็น “สิ่งประดิษฐ์” สมัยใหม่ที่เรียกความสนใจได้ในระดับบันลือโลก ก็เลยต้องเอามาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อย

อันว่าข้าวของเครื่องใช้จำพวกเป่าลมให้พอง เพื่อใช้งาน เช่น ฟูกลม หมอนรองคอตอนเดินทาง หมอนและที่นอนแคมปิ้งแบบอัดลมสำหรับพกพาไปไหนต่อไหนเพื่อความสะดวกสบายนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกแบบมาตอบโจทย์เทคโนโลยีด้านวัสดุที่พัฒนาล้ำหน้าขึ้นมาก

ไม่ว่าจะใช้งานมาเป็นสิบยี่สิบปีที่นอนเป่าลมที่เราคุ้นเคยกันก็ยังเป็นวัสดุสังเคราะห์กึ่งพลาสติก เนื้อเหนียวที่ค่อนข้างหนาหนัก รูปทรงเทอะทะ แม้จะหอบหิ้วไปไหนได้แต่ก็ไม่สะดวกคล่องตัวนัก

กระทั่งถึงยุคของ “แลมแซ็ก แฮงเอาต์” – Lamzac Hangout เรื่องราวของโซฟาเป่าลมก็ขึ้นต้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในทันที เพราะมันสุดเจ๋ง ถ้าภาษาวัยรุ่นก็คงบอกว่าคูลมาก เนื่องจากว่าโซฟาลมตัวนี้ไม่ต้องเป่าแล้ว มันพองลมได้ไม่ยากเลย

เจ้าแลมแซ็ก แฮงเอาต์ ตัวนี้เป็นโซฟาอเนกประสงค์ขนาด 2 ที่นั่ง ออกแบบมาตอบสนองความต้องการของคนหนุ่มสาวยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะมันเหมาะอย่างยิ่งกับการพกพาไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างสะดวกสบายและสามารถกางออกใช้งานได้ฉับไวในทุกสถานการณ์

แลมแซ็ก แฮงเอาต์ สามารถเติมอากาศเสร็จภายในไม่กี่วินาที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ปั๊มลมใดๆ หรือไม่ต้องใช้ปากเป่าลมให้เมื่อยเหมือนโซฟาเป่าลมโดยทั่วไป

เพียงแค่เปิดปากถุงออกทีละด้านช้อนลมเข้าถุงให้เต็มแล้วขมวดปลายปิดไม่ให้ลมออก ใช้ตัวล็อคผูกปากถุงเข้าด้วยกันก็เรียบร้อย สามารถล้มตัวลงนอนเอกเขนกได้ในทันที

แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกคูลได้ยังไง

แฮงเอาต์มีขนาดใหญ่สะใจให้ฝรั่งตัวโตๆ นอนเล่นได้เต็มตัวทีเดียวเลยแหละ สามารถพกติดตัวไปไหนต่อไหนได้ง่ายเพราะทำด้วยวัสดุเบาบาง แต่เหนียวแน่นมาก มีลักษณะคล้ายถุงนอนบางๆ และพับม้วนเก็บใส่ถุงไนลอนสำหรับสะพายได้สะดวก

กำลังเป็นที่นิยมมากในเวลานี้สำหรับนำไปชมคอนเสิร์ตกลางแจ้ง เอาไปนั่งเล่นพักผ่อนตามสวนสาธารณะ ชายทะเล ปิกนิกตามภูเขา หรือแม้แต่จัดปาร์ตี้ในสวนหลังบ้านโดยไม่ต้องเสียเวลาเคลื่อนย้ายเก้าอี้ให้เมื่อย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของแลมแซ็ก แฮงเอาต์ ที่โซฟาเป่าลมเทอะทะรุ่นป้ารุ่นยายต้องอายม้วนชนิดหลบอยู่ในห้องเก็บของไปเลย

ตามสเปกของสินค้า The Lamzac Hangout เป็นโซฟาพองลม ดีไซน์รูปริมฝีปากที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ โซฟาชิ้นนี้ผลิตจากวัสดุ Nylon แบบกันน้ำ มีน้ำหนักน้อยมาก เพียงแค่ 2.8 ปอนด์ (เบากว่าแล็ปท็อปทั่วไป) ขนาดสูงสุดของโซฟาเมื่อมีอากาศอยู่ภายในคือ 6.5 x 3 ฟุต โดยสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 440 ปอนด์ (ประมาณ 200 กิโล) และเมื่อใช้งานเสร็จก็สามารถพับเก็บได้อย่างง่ายดาย เสมือนกับเราพกกระเป๋าใบหนึ่งแค่นั้นเอง

จุดเด่นของแฮงเอาต์ ก็คือ เบา แต่แข็งแรง และทนทาน

นั่นจึงทำให้ราคาขายไม่ได้ถูกเหมือนโซฟาพลาสติกเป่าลมทั่วไป เท่าที่เห็นประกาศขายอยู่ทางอินเตอร์เน็ต อีเบย์และเว็บไซต์ขายของอื่นๆ ในเวลานี้ ราคาตกประมาณ 50-70 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้อจำนวนมากหรือน้อย

จุดที่น่าสนใจมากคือต้นกำเนิดของไอเดียทำโซฟาแบบนี้

ชื่อ Lamzac ได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “Lamzak” ในภาษาดัชต์หรือภาษาเนเธอร์แลนด์ ซึ่งแปลว่า “คนขี้เกียจ”

มันถูกออกแบบสร้างสรรค์โดย Marijen Oomen แล้วนำไปเปิดตัวในรายการแข่งขันออกแบบไอเดียทางโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ชื่อ Dutch version of Dragons Den หรือ “Best Idea of Holland” เมื่อปี ค.ศ. 2010 แต่ปรากฏว่าความคิดนี้สอบไม่ผ่าน คณะกรรมการตาไม่ถึง จึงไม่ได้รับรางวัลใดๆ เลย และไม่มีสิทธิ์ขายไอเดียนำไปผลิตสินค้าต้นแบบออกมาเป็นของจริง

กระนั้นความล้มเหลวนี้ก็ไม่ได้ทำให้นายโอเมนถอดใจ เขายังเชื่อว่าความคิดของเขาขายได้แน่นอน และต้องขายดีด้วย ก็เลยตัดสินใจกลับไปเสาะหาวัตถุดิบที่ต้องการและแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ จนกระทั่งสามารถผลิตขายเองได้สำเร็จในปี 2012

นักประดิษฐ์คนเก่งของเราเปิดเผยว่าเขาได้ไอเดียสร้างสรรค์นี้มาจากเห็นการปูเสื่อที่สามารถสะบัดเสื่อปูออกกว้างและม้วนเก็บได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาจินตนาการไปว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าเอาลมใส่เข้าไปในถุงขนาดพอๆ กับเสื่อแล้วทำให้มันกลายเป็นที่นอนเล่นสบายๆ ขึ้นมา ปรากฏว่าความคิดของเขาขายได้จริงๆ

โจทย์ของสินค้าคือการรองรับกิจกรรมกลางแจ้ง (แต่จะใช้ภายในก็ไม่มีใครว่า) ที่แท้แล้วมันคือเตียงนอนเล็กๆ ที่มีระบบพิเศษช่วยให้ผู้ใช้สามารถขยายออกมาใช้งานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทั้งสนุกและง่ายดายด้วยการสะบัดข้อมือแกว่งถุงน้ำหนักเบาผ่านอากาศเพื่อสร้างเตียงพองลมขนาดพอดีตัวขึ้นมาได้ โดยอากาศที่บรรจุในถุงพองลมนั้นมีปริมาตรราว 600 ลิตร แถมวัสดุที่ใช้ยังทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์อย่างดีที่เหนียวแข็งแรงและทนทาน จึงใช้งานได้หลายครั้ง

แลมแซ็ก แฮงเอาต์ เมื่อเริ่มแรกผลิตนั้นจำหน่ายในราคา 70 เหรียญ ปรากฏว่าขายดิบขายดีจนขาดตลาด เพราะความคิดเรื่องนี้เฉียบแหลมโดนใจอย่างแรง เนื่องจากสินค้าสามารถตอบสนองการสร้างมุมพักผ่อนแสนโปรดปรานของทุกคนขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาภายในเวลาไม่กี่นาที เพียงแค่พกเจ้าคนขี้เกียจคนนี้ติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเหมือนสะพายเป้เบาๆ ติดตัวไป

นายโอเมนแนะนำสินค้าของเขาด้วยการจัดทำคลิปแสดงวิธีใช้งานแลมแซ็ก แฮงเอาต์ โดยเปิดตัวในยูทูบ ไม่น่าเชื่อว่าคลิปวิดีโอของเขามีคนเปิดดูถึง 12 ล้านวิว และแชร์ไป 255,000 ครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน ทำให้สินค้ารุ่นแรกขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่สัปดาห์จนเกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดขึ้น

นั่นยิ่งทำให้ แลมแซ็ก แฮงเอาต์ ขายดิบขายดีเป็นที่ต้องการขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า จนต้องเปิดให้จองล่วงหน้าและรอรับสินค้าตามคิวจอง!

ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2016 นับกันไม่ถูกเลยว่า แลมแซ็ก แฮงเอาต์ ขายไปได้กี่หมื่นกี่แสนชิ้นแล้ว เพราะหลังจากผลิตสินค้ารุ่นแรกออกมา Marijen Oomen ก็ปรับปรุงพัฒนาคุณภาพสินค้าของเขาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราเชื่อว่านักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวไทยที่มีไอเดียดีๆ ยังมีอยู่เยอะ และพวกเขาต่างก็ซุ่มทำงานที่ตัวเองถนัดอยู่ เราจะรอดูผลงานใหม่ๆ ของนักสร้างสรรค์ไทยไปด้วยกันค่ะ

Advertisements

รถยนต์กระดาษ เล็กซัส

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

รถยนต์กระดาษ เล็กซัส

โอริกามิ (Origami) เป็นศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่น ให้เป็นรูปร่างสิ่งของต่างๆ

เป็นการฝึกทักษะการเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยเชื่อกันว่าถ้าเด็กๆ ได้เล่นการพับกระดาษแบบโอริกามิจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใช้กับการทำงานจริงได้ เช่น ทางด้านการออกแบบวิศวกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อก่อนศตวรรษที่ 20 วิธีการและรูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นยังเป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากนั้น การพับกระดาษก็ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นมากกว่าแค่การพับกระดาษ

รูปแบบการพับกระดาษโอริกามิที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นคือ กบและนก โดยวัตถุดิบสำคัญที่ใช้คือกระดาษซึ่งถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราช จากนั้น ญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกระดาษ สี หมึก จากประเทศจีน และสามารถผลิตใช้ได้เองในปี ค.ศ. 610

รูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1200 จนเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้มีหลักสูตรการพับกระดาษขึ้นแก่เด็กๆ ในโรงเรียน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก

อาคิระ โยชิซาวา (Akira Yoshizawa) เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในศิลปะการพับกระดาษ โดยพัฒนารูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ชิ้นงาน และจัดทำหนังสือรวบรวมผลงานเอาไว้เรียบร้อย ต่อมา โอริกามิถูกใช้เป็นสื่อการสอนด้านการศึกษาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเรขาคณิตต่างๆ

แต่ใครจะเชื่อว่าความละเอียดพิถีพิถันของศิลปะการพับกระดาษนี้จะนำมาสู่การสร้างรถยนต์เล็กซัส Lexus IS เวอร์ชั่นรถกระดาษ แต่ขับได้จริง!!

บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เล็กซัส (Lexus) ได้สร้างสรรค์รถกระดาษขนาดเท่าของจริง โดยจำลองแบบมาจาก Lexus IS ที่เหมือนต้นแบบทั้งภายนอกและภายใน และที่สำคัญรถกระดาษคันนี้สามารถขับเคลื่อนได้ด้วย

โปรเจ็กต์ “รถกระดาษ” หรือ “Origami Car” นี้ ถูกผลิตขึ้นที่่ลอนดอน โดยนักออกแบบและนักสร้างโมเดลที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งจากงานตัดกระดาษแบบเลเซอร์คัตเวิร์กและสเกลโมเดล (Laser Cut Work และ Scales & Models)

แนวคิดของ Origami Car สร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงทักษะและความสามารถด้านงานฝีมือที่ปรากฏอยู่ในรถยนต์ของ Lexus ทุกคัน ด้วยการนำกระดาษลังแบบรีไซเคิลที่มีความหนา 10 มิลลิเมตร จำนวนมากมาวางเรียงซ้อนกันแล้วตัดกระดาษออกมาเป็นชิ้นส่วนรถยนต์คล้ายกับการประกอบรถยนต์ในโรงงาน ซึ่งทำให้พื้นผิวของ Origami Inspired Car ดูคล้ายกับลายเส้นบนแผนที่

งานนี้นับเป็นความท้าทายสำหรับทีมงานนักออกแบบเป็นอย่างมาก โดยเทคนิคการออกแบบและผลิตใช้ภาพดิจิตอล 3 มิติของรถยนต์ Lexus IS เพื่อแบ่งชิ้นส่วนของรถยนต์ออกเป็นส่วนต่างๆ อย่างชัดเจนก่อน ทั้งส่วนของแผงหน้าปัดรถยนต์ ส่วนเบาะนั่งในห้องโดยสาร และ ล้อรถ

หลังจากนั้น ทีมงานจะทำให้ภาพ 3 มิติกลายเป็นภาพ 2 มิติ แล้วตัดชิ้นส่วนเหล่านั้นให้เป็นแผ่นบางๆ หนา 10 มิลลิเมตร ด้วยเครื่องตัดเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงให้ ซึ่งบนกระดาษแต่ละแผ่นจะระบุเลขอ้างอิงเพื่อช่วยในการเรียงลำดับและประกอบชิ้นส่วนได้อย่างถูกต้องโดยใช้กาวชนิดพิเศษประกอบชิ้นส่วนเข้าไว้ด้วยกัน

รถทั้งคันนี้ใช้กระดาษมากถึง 1,700 ชิ้น และใช้เวลาในการสร้างนานถึง 3 เดือน

ชิ้นส่วนกระดาษจำนวน 1,700 ชิ้น ถูกนำไปแปะบนโครงเหล็กซึ่งแต่ละชิ้นที่หมายเลขซีเรียลนัมเบอร์กำกับนั้นต้องวางให้ลงล็อกพอดีเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ แล้วทากาวประกอบขึ้นทีละชิ้น และแต่ละชิ้นต้องจับเอาไว้นิ่งๆ ให้แห้งประมาณ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย

ลองนึกดูก็แล้วกันว่า กว่าจะประกอบไอเอสซีดานคันนี้ต้องใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจขนาดไหน

แต่ในที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็น Lexus เวอร์ชั่น Origami ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดให้มีขนาดและองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกเหมือนของจริงมากที่สุด มีแค่เพียงชิ้นส่วนกระจกเท่านั้นที่ไม่ใช่กระดาษ อีกทั้งยังสามารถเปิดเข้าไปนั่งภายในรถ เปิดไฟหน้าและขับได้จริงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

รถคันนี้ได้ถูกนำไปแสดงในงาน Grand Designs Live ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในช่วงวันที่ 8-11 ตุลาคม 2558 สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก

เห็นรถยนต์หรูทำจากกระดาษลูกฟูกคันนี้แล้ว วิศวกรนักออกแบบรุ่นใหม่ของเราคงเกิดแรงบันดาลในการสร้างสรรค์งานของตัวเองให้เกิดนวัตกรรมได้เพียบเลย

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

ใครที่ดูหนังแนววิทยาศาสตร์-ไซไฟ แล้วเห็นรถยนต์เหาะได้นั้น บัดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปแล้ว

เพราะอย่างน้อย ตอนนี้มีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 2 รายแล้วที่เปิดเผยยานยนต์ต้นแบบรถเหาะได้หรือบินได้ให้ประจักษ์เป็นขวัญตา

รายแรกคือ บริษัทโฟล์กสวาเก้นของเยอรมนี กำลังพยายามสร้างรถยนต์เหาะต้นแบบที่เรียกว่า “โฮเวอร์ คาร์” อีกราย เป็นรถยนต์ไฮบริดกึ่งเครื่องบินเล็กของบริษัทแอโรโมบิล สัญชาติสโลวะเกีย เพิ่งเปิดตัว “แอโรโมบิล 3.0” ออกมาให้ชมได้อย่างอลังการงานสร้าง

แต่ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่คอลัมน์ จึงไม่อาจเล่าเรื่องรถยนต์เหาะทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ ประกอบกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นแตกต่างกันมาก จึงต้องขอแยกเรื่องเป็นคนละตอนไปเลยจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และลงรายละเอียดได้ลึกกว่า

ฉบับนี้ขอพูดถึง “โฮเวอร์ คาร์” (Hover Car) ก่อนก็แล้วกัน

อันว่าวิวัฒนาการมนุษย์กับความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมและเทคโนโลยีนั้น มันยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เมื่อ 5,000 ปีก่อน ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ถ้านอนอยู่นอกถ้ำยามกลางคืน 1,000 ปีที่แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเหล็กสามารถลอยน้ำได้หรือมีเรือที่ไหนสามารถดำน้ำได้ 200 ปีก่อนไม่มีใครเชื่อว่าจะเก็บอาหารได้นานเป็นปีๆ โดยไม่บูดเน่า 100 ปีที่แล้วใครจะเชื่อว่ามนุษย์สามารถบินได้ 80 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าคนจะออกไปนอกโลกได้ ฯลฯ

นาทีนี้โลกยังหมุนรอบดวงอาทิตย์และรอบตัวเองในอัตราคงที่ แต่ความสามารถในการพัฒนาตนเองของมนุษย์นั้นล้ำหน้าไปเร็วจนน่าตกใจจริงๆ ภายในเวลาไม่กี่ปีเราสามารถทำสิ่งเหลือเชื่อได้ราวกับใช้เวทมนตร์คาถาเสกเอา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ไร้สาย หรือบรรดาร้านค้าที่ลอยอยู่ในอากาศจับต้องไม่ได้แต่ซื้อหาข้าวของมาใช้ได้จริง (ร้านค้าออนไลน์)

โลกไร้พรมแดนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ใครอยู่ที่ไหนไกลกันสุดฟ้าก็สามารถคุยกันได้แบบเห็นหน้าตา ความเคลื่อนไหวเรียลไทม์ทุกเวลา ใครจะเชื่อว่าเครื่องมือสื่อสารเล็กๆ อย่างโทรศัพท์จะมาแทนที่กล้องถ่ายรูป วิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือโทรทัศน์ได้

มนุษย์มีความคิดฝัน มีจินตนาการพัฒนาความเป็นไปได้สารพัดอย่าง นี่คือศักยภาพอันน่าอัศจรรย์ของเผ่าพันธุ์นี้ ดังนั้น ถ้าวันนี้เราจะมีรถยนต์เหาะได้จริงๆ ขึ้นมาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

เมื่อปี 2555 บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังจากเยอรมนี “โฟล์กสวาเก้น” (Volkswagen) ได้เผยโฉมให้ผู้คนเห็นต้นแบบยานยนต์แห่งอนาคต คือ “รถเหาะได้” หรือ โฮเวอร์ คาร์ (Hover Car) นวัตกรรมยานยนต์ไร้ล้อ ที่ขับเคลื่อนด้วยการลอยตัวเหนือพื้นดินในลักษณะ “รถยนต์ลอยฟ้าพลังงานแม่เหล็ก”

โฮเวอร์ คาร์ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวจีนในแผนงาน “People”s Car Project” ในจีน ที่ทางโฟล์กสวาเก้นได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนทางบ้านส่งไอเดียการออกแบบรถในฝันเข้ามาทางเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากประชาชนชาวจีน โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมโปรเจ็กต์ดังกล่าวมากถึง 33 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีผู้ส่งไอเดียเข้ามาร่วมออกแบบรถอีกมากกว่า 119,000 คน

ประชากรจีนจำนวนมหาศาลขนาดไหนก็เป็นที่รู้กันอยู่ ถ้าหากโฟล์กสวาเก้น เปิดตลาดนี้เจาะหัวใจคนจีนได้ รับรองว่าคู่แข่งกระเจิงไปคนละทางแน่

ในที่สุด ทางโฟล์กสวาเก้นก็เกิดถูกใจไอเดียเกี่ยวกับรถเหาะได้ จึงให้ทีมงานช่วยกันระดมความคิด และร่วมกันพัฒนารถยนต์เหาะได้ในฝันขึ้นมา และสามารถปล่อยตัวต้นแบบรถดังกล่าวออกมาให้ชมกันเป็นคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบไปเรียบร้อยแล้วในงาน Auto China 2012 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

คลิปวิดีโอที่อัพโหลดลงเว็บไซต์ยูทูบ แสดงการเคลื่อนที่ของรถโฮเวอร์ คาร์ ที่สามารถบังคับยานให้ลอยตัวจากพื้นและหมุนได้รอบทิศทาง ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็สามารถเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่วโดยมีระบบเซ็นเซอร์ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร พร้อมกับระบบลดความเร็วโดยอัตโนมัติ

โฮเวอร์ คาร์ ของโฟล์กสวาเก้น เป็นยานยนต์ขนาดเล็ก ตั้งใจออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ที่แออัดโดยเฉพาะ มีรูปทรงกลมคล้ายแผ่นดิสก์อ้วนๆ หนาๆ ภายในรถมีห้องโดยสารเพียงห้องเดียว แต่นั่งได้ 2 ที่บริเวณหน้ารถ รวมทั้งประตูทั้ง 2 ข้างออกแบบให้เป็นกระจกใสขนาดใหญ่ ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง

ยานยนต์บังคับง่ายมากด้วยคันโยกแบบจอยสติ๊กคล้ายกับที่ใช้ในเครื่องเล่นเกม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่บังคับรถได้คล่องแคล่วอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งเดินหน้า ถอยหลัง หันซ้าย หันขวา เมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มทำงาน ตัวรถก็จะค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นราว 1-2 ฟุต โดยที่คนขับสามารถควบคุมรถได้เองอย่างง่ายดาย

การออกแบบตัวรถมีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเซ็นเซอร์คอยตรวจจับสิ่งกีดขวางต่างๆ รอบทิศทาง นอกจากนั้น ระบบคอมพิวเตอร์ยังจะช่วยลดความเร็วให้โดยอัตโนมัติ หากเห็นว่ารถกำลังจะพุ่งชนกับวัตถุที่อยู่ด้านหน้า

โฮเวอร์ คาร์ สามารถยกตัวลอยขึ้นจากพื้น และเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่ว ไร้มลพิษทั้งทางเสียง และอากาศ ซึ่งการที่จะทำเช่นนี้ได้ ทีมออกแบบ กล่าวว่า ถนนที่ใช้วิ่งจะต้องมีการปล่อยสนามแม่เหล็กออกมาแบบเดียวกับเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟที่ทำกันอยู่ เนื่องจากโฮเวอร์ คาร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแม่เหล็ก หรือ อิเล็คโทรแมกเนติก เลวิเทชั่น อันเป็นนวัตกรรมในโลกขนส่ง และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไปได้ทั่วทุกหนแห่ง โดยไม่สัมผัสกับผิวถนน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ ทำให้หลีกเลี่ยงจากการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่นๆ ได้ดี

ดังนั้น โฮเวอร์ คาร์ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ไม่มีควันพิษ เพราะไม่ใช้น้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังไม่มีปัญหาเรื่องยางแบน ไร้การกระแทกบนถนนขรุขระ เพราะไม่ต้องใช้ล้อ จึงขับขี่ได้นุ่มนวลอย่างยิ่ง

ลูซ่า เด เมียว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของโฟล์กสวาเก้น บอกว่า แนวคิดนวัตกรรมล้ำยุคนี้ คือการเริ่มต้นยุคใหม่ที่ทางโฟล์กสวาเก้นจะไม่เป็นฝ่ายสร้างรถยนต์เพื่อลูกค้าอีกต่อไปแล้ว แต่จะให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการออกแบบยานยนต์ที่พวกเขาต้องการเองด้วย ถือเป็นการยกระดับการออกแบบรถยนต์ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถมองลึกเข้าไปถึงรูปแบบของการดีไซน์ ความจำเป็น และความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางบริษัทจะดำเนินการพัฒนารถเหาะออกมาจำหน่ายให้คนได้จับจองกันเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอติดตามข่าวกันต่อไป

และใครที่อยากดูการลอยตัวของรถคันนี้ สามารถเข้าไปชมคลิปตัวอย่างได้จากเว็บไซต์ยูทูบในชื่อวิดีโอ “Volkswagen”s The People”s Car Project : Hover Car PART 1”

Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0778150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

ไม่ได้เขียนเรื่องสัตว์เลี้ยงมานาน เกิดอาการคิดถึงบรรดาหมาแมวที่เคยเป็นสมาชิกครอบครัวในบ้าน แล้ว มีอันต้องล้มหายตายจากไปก็เลยใจหายนิดหน่อย

สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของคนทั่วโลก ด้วยความที่มันฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว สอนอะไรไปก็รับรู้ได้ง่าย ทำตามได้แทบทุกอย่าง แถมยังมีอารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์อีก เราจึงอยู่กับพวกเขาราวกับเป็นพี่น้องลูกหลานในบ้าน

หลายบ้านเลี้ยงหมาและแมวแบบลูก กินนอนด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ด้วยความรักความผูกพันที่คนเกลียดสัตว์เลี้ยงยากจะเข้าใจ

มีแต่คนรักหมาแมวเท่านั้นที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนรักหมาแมวด้วยกัน

เรายอมให้บ้านรกไปด้วยของเล่นเจ้าสี่ขา เต็มไปด้วยเศษขยะ เศษเล็กเศษน้อยที่พวกหมาแทะกัดทำลายอย่างสนุกสนานโดยไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมหรือรองเท้าหรูหราราคาแพงคู่เก่งของใคร

บ้านคนรักแมวหลายหลังยอมปล่อยให้โซฟาพังพินาศด้วยรอยเล็บข่วน เปียโนราคาแพงถูกขูดขีดด้วยริ้วรอยลึกฝังแน่นเป็นลายพร้อย และต้องยินยอมให้เจ้าเหมียวใช้เป็นที่ปีนป่ายนอนเล่นเอกเขนกได้ทุกเวลาเท่าที่มันต้องการ

หลายคนเคยชินอยู่กับการนอนกอดหมาและแมวหลับไปด้วยกันบนเตียงทุกวันจนขาดไม่ได้ ถึงเวลาตื่นก็แสนจะเกรงอกเกรงใจพวกมัน ต้องค่อยๆ ขยับตัวออกเงียบๆ ด้วยกลัวว่าพวกสี่ขาที่นอนหลับอุตุอย่างแสนสุขอยู่ข้างๆ จะพลอยตื่นไปด้วย

เรายอมให้อภัยสัตว์เลี้ยงของเราได้เสมอทั้งที่เพิ่งเช็ดประตูกระจกไปเมื่อครู่ แล้วจู่ๆ มันก็เข้ามาเลียเพิ่มรอยเข้าไปใหม่ต่อหน้าต่อตา…ทั้งที่มันเพิ่งแอบฉี่แสดงอาณาจักรไว้ที่ชายผ้าม่านห้องรับแขกที่เพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ แล้วเอามาแขวนอีกครั้ง…ทั้งที่มันเพิ่งกัดทึ้งหนังสือเล่มโปรดของคุณไปเมื่อวาน แล้ววันนี้มันก็ฉกเอาเล่มใหม่มาแทะอีก

หลายคนยอมรับว่าหมาของพวกเขาอยู่ดีกินดีกว่าตัวเองเสียอีก เพราะยอมจ่ายเงินค่าอาหารหมาแพงกว่าอาหารของตัวเองด้วยซ้ำไป แลกกับการมีขนหมาหล่นเกลื่อนอยู่เต็มบ้าน ทั้งบนพื้นโซฟาหรือแม้กระทั่งบนเตียงนอน และแม้จะรู้ว่าของบางอย่างที่พยายามซื้อให้มันเล่นอยู่เรื่อยๆ มันอาจไม่สนใจเลยก็ได้ แต่ก็ยังแอบซื้อไปล่อให้มาเล่นสนุกด้วยกัน

ถ้าเราเลี้ยงหมาและเพื่อนบ้านมีหมาเรามักจะคุยกันถูกคอกว่าบ้านอื่น ยิ่งถ้าหมาแมวของเราเป็นมิตรกันเราจะยิ่งรู้สึกสนิทสนมเป็นพิเศษ (แต่ในความเป็นจริง บ้านที่อยู่ติดกันหมาแมวของเรามักเป็นศัตรูกัน)

คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์จะรู้สึกคล้ายๆ กันว่า เหมือนพระเจ้าสร้างสัตว์เหล่านี้มาให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ทำให้ได้รู้จักรักแท้ รักแบบไม่มีเงื่อนไขที่คนต่อคนนอกเหนือจากพ่อแม่ของเราแล้วยากจะมีให้กันได้ เพราะไม่ว่าเราหน้าตาขี้เหร่ยังไง แก่ หน้าเหี่ยวขนาดไหน ยากจนไม่มีกิน หรือนิสัยแย่ยังไง น้องหมาน้องแมวก็ยังรักเรา

เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงยอมรับได้ทุกสภาพตั้งแต่รับพวกเขาเข้ามาในบ้าน พาไปรักษายามเจ็บป่วยแม้จะต้องจ่ายเงินแพงๆ จนแทบหมดตัว ทนนั่งเป็นเพื่อนกอดปลอบขวัญกันกลมตอนมีประทัดเสียงดัง รวมทั้งเช็ดฉี่ อึ อาบน้ำ ตัดขน ฯลฯ และอีกร้อยแปดพันอย่าง

หลายท่านคงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า มีคนเอาหมาไปปล่อยทิ้งเพราะไม่อยากเลี้ยงแล้ว ทิ้งเสร็จขับรถหนีไปเลย ปรากฏว่าหมาตัวนั้นมันวิ่งตามเจ้าของไปตลอดทางนับสิบยี่สิบกิโลเมตรจนขาดใจตาย…บางคนพาไปทิ้งไกลมากถึงต่างอำเภอ ปรากฏว่าอีก 2 เดือนต่อมา หมาตัวนั้นกลับมาถึงบ้านได้ในสภาพอิดโรยที่สุดและยังไม่ตาย

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของความรักความผูกพันอันสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่คนกับสัตว์เลี้ยงมีต่อกัน ยากจะอธิบาย…

ทำไมสัตว์เลี้ยงของคุณสามารถคลำทางกลับบ้านเองได้? และมันจะรู้ไหมว่ามันไม่ได้หลงทาง แต่คุณจงใจเอามันไปปล่อยทิ้งไว้เอง?

ดังนั้น…มันจริงที่สุดที่คนรักหมาแมวสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ และรู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังต้องการอะไร

ในโอกาสเริ่มต้นปีใหม่นี้ มาหาอะไรเป็นของขวัญให้กับน้องหมาน้องแมวแสนรักกันสักหน่อยไหม

ขอแนะนำ…คฤหาสน์น้องหมา Pet Mansion ที่สวยงาม น่ารัก น่าอยู่ เสียนี่กระไร

แน่นอน ของพวกนี้เป็นความหรูหราฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นเลยสักนิดในการอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่เรารัก แต่ท่านที่มีกำลังทรัพย์ อยากจัดหาที่ทางเป็นสัดส่วนให้กับสมาชิกสี่ขาในบ้าน ให้ตัวเองรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษสุดคนหนึ่งในชีวิต ก็เชิญจัดตามสบายกันไปได้เลย

ภาพที่นำมาให้ชมนี้เป็นบ้านแบบแมนชั่นหรูหราราคาแพงของน้องหมา ที่ไปค้นหามาจากเว็บไซต์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่าจากหลายที่หลายประเทศ นำมาเพื่อเป็นต้นแบบให้คุณๆ ทั้งหลายเอาไอเดียไปใช้สั่งประกอบบ้านหลังงามให้ลูกๆ ค่ะ

แต่ถ้าไม่มีปัญญาหาช่างชำนาญงานมาทำให้ ขอแนะนำเว็บไซต์นี้เลย เป็นของคนไทยคือ Thai Dog House https://www.facebook.com/Thaidoghouse (โทรศัพท์ (093) 789-2353)

เป็นเฟซบุ๊กที่รับสร้างสรรค์ผลงานบ้านหมา-บ้านแมว ของบริษัท ไทยด็อกเฮ้าส์ จำกัด มีให้เลือกหลายแบบ หลายขนาด หลายราคา ซึ่งทำออกมาได้งามไม่น้อยหน้าไปกว่าของที่อื่นเลย

ไทยด็อกเฮ้าส์ บอกว่า บ้านที่จัดสร้างให้น้องหมาน้องแมวนั้นรับรองโครงสร้างแน่นหนา ได้มาตรฐาน โดยทีมงานออกแบบอย่างมืออาชีพ สามารถตั้งกลางแจ้ง ตากแดด ตากฝนได้ เพราะใช้วัสดุอย่างดีโดยเฉพาะหลังคาที่ไม่เหมือนใคร ไม่นำความร้อน

และบ้านน้องหมาพวกนี้ พื้นปูกระเบื้องนะคะ ประตูเป็นบานสวิงสำหรับเดินเข้าออกบ้านและรั้วได้ง่าย ติดตั้งพัดลม 8 นิ้ว หรือจะปรับเปลี่ยนเป็นแอร์ก็ได้ มีชุดโคมไฟในบ้าน นอกบ้าน แบบสวิตช์ธรรมดาก็ได้ ดีมเมอร์ก็ได้ บ้านมาพร้อมกับระเบียงก็มีแล้วแต่สั่งทำ แถมยังจัดป้ายชื่อเจ้าของบ้านให้ด้วย

บ้านทุกหลังทำเป็นบ้านแมวได้หมด เพียงแค่เพิ่มชั้นกระโดดภายในเข้าไป มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งแบบคลาสสิก โมเดิร์น โมเดิร์นลอฟต์ คันทรี่ วินเทจ ให้เลือกได้เต็มที่เข้ากับไลฟ์สไตล์เจ้าของและสัตว์เลี้ยง ราคาเริ่มต้นที่ 8,500 บาท สินค้าจัดส่งทั่วประเทศ

และหากมีลูกค้าอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามารถจัดส่งพร้อมกัน แชร์ค่าส่งกันได้!

รถไฟสำราญ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส”

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

รถไฟสำราญ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส”

2 ฉบับก่อน พูดถึงรถไฟพระที่นั่งซึ่งเป็นขบวนรถพิเศษที่การรถไฟแห่งประเทศไทย น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชพาหนะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์

คราวนี้เลยอยากจะเล่าถึงรถไฟสุดหรูในเมืองไทยที่ขึ้นชื่อลือชาระดับโลกกันบ้าง คือ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส” (Eastern & Oriental Express) หรือเรียกย่อๆ ว่า “อีแอนด์โอ (E&O)”

ขบวนรถไฟสายอีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส เป็นสาขาหนึ่งของรถไฟ “ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส” (The Oriental Express) อันโด่งดังของบริษัทเบลมอนด์ (Belmond Ltd.) ซึ่งในยุคทองของการรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อนไม่มีรถไฟขบวนไหนจะโด่งดังไปกว่า ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส อีกแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องราวของ ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส ยาวมาก ก็เลยต้องขอตัดตอนเล่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส (อีแอนด์โอ) ซึ่งเป็นขบวนลูกไปก่อน คราวหน้าค่อยว่าด้วยรถไฟหรูขบวนแม่

“อีแอนด์โอ” เป็นความคิดของ เจมส์ เชอร์วู้ด ผู้ก่อตั้งเครือโรงแรม รถไฟ และเรือสำราญโอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส เขาเป็นคนนำขบวนรถไฟสายโอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส สายเวนิส-ซิมพลอน กลับมาใหม่ในยุโรป เลยอยากขยายการเดินรถไฟมาทางเอเชียบ้าง

ถึงแม้ “อีแอนด์โอ” จะเป็นรถไฟรุ่นลูกแต่ก็ยังรักษาระดับความหรูหราราคาแพงสนองรสนิยมวิไลของผู้ใช้บริการผ่านเส้นทางอันสุดแสนโรแมนติกในกลุ่มประเทศภาคีอาเซียน-สิงคโปร์-มาเลเซีย ไทย และลาว ซึ่งเปิดเดินรถกันเป็นประจำ

“อีแอนด์โอ” เป็น “รถไฟสำราญ” ในลักษณะเดียวกับ “เรือสำราญ” ที่เรารู้จักกันดีผ่านภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่องที่นำบรรยากาศเรื่องราวระหว่างการเดินทางของชนชั้นสูง มาสร้างเป็นจินตนาการในนิยายสืบสวนโด่งดังที่มีเหตุการณ์หลากหลายรสชาติอุบัติขึ้น คนที่มาเที่ยวด้วยรถไฟขบวนนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากพวกเที่ยวเรือสำราญเลย เนื่องจากค่าโดยสารแพงจัด ดังนั้น จึงเป็นรถไฟหรูของบรรดาเศรษฐีแทบจะทั้งขบวนก็ว่าได้

“ลักชัวรี่-ความหรูหรา” คือ คีย์เวิร์ดของการพักผ่อนด้วยรถไฟแบบนี้ มันเป็นการพักผ่อนแบบหรูหราที่หมายถึงการมีเวลามากมายในการทำอะไรอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ การได้ชมวิวสองข้างทาง การได้ทานอาหารอร่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ ไม่ต้องกังวลกับอะไรทั้งสิ้น มีทีมงานพร้อมที่จะให้บริการทุกอย่างให้คุณได้เดินทางไปพักผ่อนไป สามารถพูดคุยทำความรู้จักกับผู้โดยสารคนอื่นได้อย่างสำราญใจ หรือไม่ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากนั่งชมวิวผ่านไปเรื่อยๆ

รถไฟสำราญ สายอีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส และ ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส ต่างได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 25 เส้นทางรถไฟที่ดีที่สุดในโลก (The World”s Top 25 Trains) โดยสมาคมผู้โดยสารรถไฟระหว่างประเทศ (The Society of International Railway Travelers) ในแง่ขบวนรถไฟที่หรูหราสวยงาม การบริการ อาหาร และการนำเที่ยวหาประสบการณ์ระหว่างเดินทางอันยอดเยี่ยม

Eastern & Oriental Express เปิดเดินรถในไทยมากว่า 20 ปีแล้ว และยังคงรูปโฉมเดิมมาตั้งแต่เปิดเที่ยวปฐมฤกษ์เมื่อเดือนกันยายน 2536 เป็นรถไฟระหว่างประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ ซึ่งมีความยาวทั้งขบวน 500 เมตร ประกอบโดยตู้โบกี้ทั้งหมด 22 ตู้

ภายในขบวนรถจะมีโบกี้เปิดโล่งสำหรับชมวิวอยู่ท้ายสุด มีห้องอาหารที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องบำรุงบำเรอความสุขจากเสบียง 3 ตู้ ซึ่งตกแต่งประดุจภัตตาคารหรูหราให้เป็นไฮไลต์ของรถไฟขบวนนี้ มีห้องนั่งเล่นใช้เป็นห้องโถงสำหรับให้ผู้โดยสารได้มาพบปะกัน ห้องดนตรีหรือเปียโนบาร์สำหรับฟังเพลง ห้องสมุดซึ่งตกแต่งสุดแสนโรแมนติก มีโรงภาพยนตร์ ห้องฟิตเนส ห้องสปา นอกจากนั้นเป็นตู้สำหรับพนักงานและเตรียมการบริการ 2 ตู้ ยังมีตู้สัมภาระอีก 3 ตู้

สำหรับห้องพักจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 3 ราคา คือ

ห้องเพรสซิเดนท์สวีต เป็นห้องราคาแพงสุดแต่ก็หรูมากที่สุด กว้าง 11.6 ตารางเมตร มีห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว และห้องนอนกว้างขวาง ภายในห้องประกอบด้วยโซฟาและเก้าอี้นั่งเล่น 3 ตัว ซึ่งกลางคืนเปลี่ยนเป็นเตียงนอนใหญ่ ปัจจุบัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 200,000 บาท

ห้องสเตตเคบิน ขนาด 7.8 ตารางเมตร เล็กลงมาในราคาเริ่มต้น 140,000 บาท แต่สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม เช่น ที่แขวนเสื้อผ้า ห้องอาบน้ำ ไดรเป่าผม อ่างล้างหน้าเล็กๆ โซฟา 2 ตัวซึ่งตอนกลางคืนจะปรับให้เป็นเตียงนอน 2 เตียงคู่กัน

ห้องพูลแมนเคบิน เป็นห้องที่ราคาถูกที่สุด ขนาด 5 ตารางเมตร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่หรูหรานะ เตียงนอนเป็นแบบชั้นบน-ล่าง ซึ่งกลางวันจะกลายเป็นโซฟานุ่มๆ ให้นั่งเล่นเหมือนห้องอื่นๆ ห้องพูลแมนจะมีมากสุดในขบวนคือ 30 ห้อง ราคาเริ่มต้นราว 100,000 บาท

สำหรับค่าโดยสารในแต่ละฤดูกาลจะถูกแพงแตกต่างกันไป เช่น การเดินทาง 4 วัน 3 คืนระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ ช่วงไฮซีซั่นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้ ซึ่งเปิดเดินรถในวันที่ 4, 11, 18 พฤศจิกายน กับวันที่ 25 ธันวาคม ค่าตั๋วห้องพูลแมน ?1,810 (99,550 บาท) ห้องสเตต ?2,580 (141,900 บาท) ห้องเพรสซิเดนท์ ?3,930 (216,150 บาท)

ในแต่ละปีจะมีการปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตลอด อย่างในปี 2559 ก็กำหนดราคาออกมาแล้ว ช่วงไฮซีซั่น เดือน มกราคม-มีนาคม กับ ตุลาคม-ธันวาคม ราคาต่อหัว ?1,860, ?2,660 และ ?4,050 ตามลำดับ (อยากรู้เงินไทยให้เอา 55 คูณ) ส่วนโลว์ซีซั่นเดือนเมษายน-กันยายน ราคาปี 2559 อยู่ที่ ?1,690, ?2,420 และ ?3,510 ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเหมารวมทุกอย่างเอาไว้แล้วทั้งอาหารเครื่องดื่มทุกมื้อและการนำเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ระหว่างทาง ซึ่งแต่ละห้องจะมี “บัตเลอร์” หรือพ่อบ้านคอยดูแลอย่างดีเหมือนกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ตู้นอนทุกตู้มีห้องน้ำและห้องสุขภัณฑ์ส่วนตัวในแต่ละตู้ รองรับผู้โดยสารประมาณ 135 คน

สิ่งที่สร้างความรู้สึกหรูหราในการโดยสารรถไฟอีแอนด์โอ คือรูปลักษณ์และการตกแต่งที่พิเศษกว่ารถไฟขบวนอื่น ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเดินทางในช่วงยุคทองของรถไฟ ช่วงปี ค.ศ. 1920-1930 ที่การเดินทางโดยรถไฟเป็นการเดินทางที่หรูหราที่สุด

นักออกแบบของอีแอนด์โอ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถไฟยุโรป และภาพยนตร์เรื่อง “เซี่ยงไฮ้ เอ็กซ์เพรส” ที่โด่งดัง เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการสืบสวนการฆาตกรรมในยุค 1920 เนื้อเรื่องส่วนใหญ่อยู่บนรถไฟหรูที่จินตนาการขึ้นในเมืองจีน ซึ่งนักออกแบบได้รับแรงบันดาลใจเรื่องการตกแต่งภายในมาจากหนังเรื่องนี้

ขบวนรถอีแอนด์โอเป็นรถเก่าสร้างในปี 1932 โดยบริษัทฮิตาชิ เคยถูกใช้งานอยู่ที่นิวซีแลนด์มาก่อน แล้วถูกซื้อมาปรับโฉมที่สิงคโปร์ มีลวดลายไม้ประดับมุก พรมจากเมืองไทย ผ้าบางอย่างจากอิตาลี และตั้งใจใช้ไม้ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความหรูหรา อบอุ่น สบาย โดยเฉพาะงานแล็กเกอร์แวร์ฝีมือศิลปินหญิงชาวเอเชียทำมา 25 ปีแล้วยังงดงามอยู่

ที่ผ่านมา “อีแอนด์โอ” อ้าแขนรับเศรษฐีนักท่องเที่ยวมากมายจาก 120 ประเทศทั่วโลก ตลาดใหญ่ที่สุดคือสหราชอาณาจักร รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวในแถบภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ไต้หวัน และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเศรษฐีในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่ค่อยนิยมเดินทางกับอีแอนด์โอมากนัก เป็นเพราะคนแถวนี้ไม่มีประวัติการเดินทางโดยรถไฟหรูหรามาก่อน ไม่เหมือนผู้โดยสารแถวสหรัฐอเมริกาที่เห็นประธานาธิบดี เชื้อพระวงศ์ ดารา ผู้นำธุรกิจเดินทางโดยรถไฟหรูหราอยู่บ่อยๆ ชาวเอเชียหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อ 120 ปีที่แล้วการเดินทางโดยรถไฟนั้นถือว่าหรูหราที่สุดแล้ว

ลักษณะของการเดินทางไปกับอีแอนด์โอเหมือนการเข้าเช็กอินโรงแรมชั้น 1 ทุกประการ มีพนักงานมายกกระเป๋าไปเก็บไว้ในห้องพักไม่ต้องเหนื่อยหิ้วเอง รถไฟก็ออกเดินทางตรงเวลาจากหัวลำโพง 17.50 น. ตรงไปยังสถานีกาญจนบุรีเพื่อแวะชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว และอนุสรณ์สถานตามเส้นทางรถไฟสายมรณะในวันรุ่งขึ้น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้ไปประเทศมาเลเซีย สิ้นสุดปลายทางที่สถานีสิงคโปร์ ระยะทาง 2,318 กิโลเมตร

ตลอดเวลาเดินทาง ทุกเช้าพ่อบ้านประจำตู้โดยสารซึ่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จะเสิร์ฟอาหารเช้าถึงห้องพัก มีน้ำชา กาแฟให้เลือกตามที่ชอบ พร้อมอาหารเช้าที่เลือกเวลาได้ว่าต้องการทานตอนกี่โมง ไม่มีใครเร่งให้ตื่น จะนอนตื่นเที่ยงเลยก็ได้ หิวเมื่อไหร่ก็ค่อยเรียกพ่อบ้านหาของมาให้กิน

สำหรับอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นจัดเป็นคอร์สแบบฟิวชั่นฟู้ด ผสมผสานรสชาติตะวันออกกับตะวันตก ปิดท้ายด้วยขนมหวาน ชา กาแฟ ตกแต่งสวยงามไม่แพ้โรงแรม 5 ดาว ทานอิ่มแล้วใครชอบอยู่เงียบๆ ก็ไปนั่งชิลในห้องอ่านหนังสือ ถ้าเบื่อก็มีกิจกรรมอื่นให้ทำมากมาย หนึ่งในนั้นที่ได้รับความนิยมมากคือการนวดเท้า บ่ายๆ มีช่วงเวลาดื่มไฮทีกับของว่าง และมีชั่วโมงให้ความรู้เรื่องผลไม้ไทย พร้อมกับมีผลไม้ให้ชิมด้วย

ช่วงเวลาพิเศษที่สุดคือเวลาอาหารค่ำ ที่มีเดรสโค้ดให้ผู้ชายใส่สูทผูกไท ผู้หญิงแต่งชุดราตรีสวยเหมือนไปดินเนอร์ตามโรงแรมหรู นี่เป็นกฎที่ผู้โดยสารทุกคนต้องปฏิบัติตาม จึงทำให้ห้องอาหารไม่เพียงหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่ง แต่เครื่องแต่งกายสวยงามของผู้คนที่มาร่วมดื่มกินได้เพิ่มความหรูหราภูมิฐานให้มากขึ้นอีก

อาหารเย็นทุกวัน 3 คืนจะเสิร์ฟเป็นคอร์สคุณภาพเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว ประกอบด้วย อาหารเรียกน้ำย่อย ซุปหรือสลัด ตามด้วยจานหลักซึ่งอาจเป็นข้าวกับแกง หรือสเต๊ก มีไวน์ขาวไวน์แดงเสิร์ฟตลอดมื้ออาหาร

อิ่มแล้วใครยังไม่อยากกลับเข้าห้องก็ไปฟังเพลงต่อที่ห้องฟังเพลงหรือเปียโนบาร์ ซึ่งเปิดตอนเย็นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึงตี 2 หรือบางวันอาจถึงตี 5 ในห้องฟังเพลงนี้ยังมีโชว์พื้นเมืองต่างๆ ให้ชม ด้วย

เมื่อรถไฟเข้าจอดที่สถานีที่ปาดังเบซาร์ต้องเปลี่ยนหัวรถจักรเป็นของมาเลเซีย ผู้โดยสารประทับตราพาสปอร์ตที่นี่ วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากป่ายางมาเป็นต้นปาล์ม และเมื่อถึงเมืองบัตเตอร์เวิร์ท รถไฟแวะจอดให้ผู้โดยสารนั่งรถบัสข้ามสะพานไปเที่ยวเมืองจอร์จทาวน์ เกาะปีนัง ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก ที่นี่มีทั้งชุมชนชาวจีน มาเลเซีย และอินเดีย อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นย่านๆ จึงมีทั้งวัดจีน มัสยิด วัดฮินดู และโบสถ์ อยู่ในละแวกใกล้ๆ กัน และผู้คนยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนแบบดั้งเดิมและวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย

วันสุดท้าย เช้าวันที่ 4 รถไฟไปจอดเทียบชานชาลาที่สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ของประเทศสิงคโปร์

ที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยคือ พนักงานส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกให้มาทำงานกับอีแอนด์โอ จนสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารทั่วโลก เป็นคนไทยถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และทำงานอยู่ส่วนหน้าด้านการต้อนรับเกือบทั้งหมด เป็นเพราะคนไทยได้รับการปลูกฝังให้ยิ้มแย้มมีอัธยาศัยดี ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นได้ดี

ปัจจุบัน Eastern & Oriental Express จัดเดินรถ 9 เส้นทาง และตั้งแต่ปี 2550 ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ ล่าสุดเมื่อปี 2553 ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพิ่มอีก แต่เส้นทางยอดนิยมที่สุดยังเป็นสิงคโปร์-กรุงเทพฯ

ใครสนใจอยากลองมีประสบการณ์เดินทางหรูหราโดยรถไฟสักครั้งในชีวิต ขอแนะนำรถไฟสำราญขบวนนี้ Eastern & Oriental Express

รถไฟพระที่นั่ง

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

รถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ นับตั้งแต่มีการเดินรถไฟครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องมาแห่งราชจักรีวงศ์

เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จฯ ไปในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทอดพระเนตรวิถีชีวิตชุมชน ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2558 พสกนิกร 3 จังหวัดรายทางต่างปลื้มปีติเฝ้ารอรับเสด็จอย่างคับคั่งด้วยความจงรักภักดี

โดยปกติแล้วเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ ทางรถไฟ ทางกรมรถไฟหลวง (หรือการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) จะถวายรถไฟพระที่นั่ง เพื่อให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯ โดยเฉพาะ

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยามคือ การเสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพฯ-กรุงเก่า (อยุธยา) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปบางปะอินโดยทางรถไฟอีกหลายครั้ง ตลอดจนการเสด็จฯ เพื่อเปิดเส้นทางรถไฟในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นแปดริ้ว นครราชสีมา เพชรบุรี

ในช่วงแรกไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งมาเมื่อใด แต่ลักษณะของรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันเป็นรถ 2 เพลา (รถ 4 ล้อ) จำนวน 1 คัน และเป็นรถขนาด 8 ล้อ อีก 1 คัน สำหรับทางกว้าง 1.435 เมตร (สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ) และสำหรับเส้นทางสายใต้ ซึ่งเป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร จะเป็นรถพระที่นั่งแบบ 4 ล้อ จำนวน 1 คัน ใช้การมาจนถึงปี 2460

ต่อมาใน พ.ศ. 2469 กรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งบรรทมเพิ่ม 1 คัน และรถพระที่นั่งกลางวันอีก 1 คัน เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชพาหนะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันที่จัดซื้อในปี 2469 นั้นเป็นรถโดยสาร 8 ล้อ (แบบโบกี้) สำหรับทางกว้าง 1.000 เมตร เนื่องจากในขณะนั้นทางรถไฟทั่วประเทศได้เป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร แล้ว

ตัวรถพระที่นั่ง สร้างด้วยไม้อย่างวิจิตรบรรจง การตกแต่งภายในสวยงามตระการตา โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาทรงเป็นต้นตระกูล “บุรฉัตร”) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟในขณะนั้น ทรงแนะนำการออกแบบเบื้องต้นโดยละเอียด และดำเนินการสร้างโดยบริษัท The Metropolitan Carriage Wagon & Finance Company Limited, Manchester England และได้นำมาใช้เป็นพระราชพาหนะจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2511 จึงเลิกใช้การ รวมอายุการใช้งานทั้งสิ้น 52 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 ในรัชกาลปัจจุบัน ทางการเห็นสมควรจัดหารถพระที่นั่งใหม่จำนวน 3 คัน เพื่อทดแทนรถพระที่นั่ง 2 คันแรกที่ปลดระวางไป โดยทั้ง 3 คัน ประกอบด้วย

1. รถพระที่นั่งประทับกลางวัน (พนก.) : His Majesty”s Day Saloon

2. รถพระที่นั่งกลางวันและบรรทม (พกท.) : Royal Day and Night Saloon

3. รถพระที่นั่งบรรทม (พนท.) : His Majesty”s Royal Night Saloon)

โดยรัฐบาลได้มอบให้การรถไฟฯ ดำเนินการจัดหาในปี พ.ศ. 2506 และบริษัทผู้สร้างคือบริษัท คราเวนส์ (Cravens) แห่งประเทศอังกฤษ ภายในรถตกแต่งด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงามเช่นเดียวกับรถพระที่นั่ง 2 คันแรก โดยรถพระที่นั่งกลางวัน และรถพระที่นั่งบรรทม มีรูปแบบการตกแต่งคล้ายคลึงกับคันเดิม รวมมูลค่าก่อสร้าง 695,030 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านบาท (ในขณะนั้น)

รถไฟพระที่นั่งทั้ง 3 คันติดตราครุฑตู้ละ 4 ตัว ทำจากทองคำเปลวแท้ ตัวตู้รถไฟใช้สีเหลืองไข่ไก่สีเข้มและอ่อนไล่สีอย่างสวยงาม สร้างด้วยเหล็กชนิดเบา ใช้แคร่รับน้ำหนักที่ทันสมัย สามารถใช้ความเร็วได้ถึง 90 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

การรถไฟฯ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายรถพระที่นั่งชุดใหม่ทั้ง 3 คัน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2510 เวลา 12.00 น. และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับจากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีหัวหิน ในคราวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดภาคใต้เป็นปฐมฤกษ์ และทรงใช้เป็นพระราชพาหนะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศไทยมานับแต่นั้น

ประวัติการเสด็จฯ ทางรถไฟ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีดังนี้

ครั้งที่ 1 : 29 เมษายน 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามเสด็จ

ครั้งที่ 2 : 12 ธันวาคม 2496 เสด็จฯ เปิดสะพานพระราม 6 (พระนคร) หลังซ่อมบำรุงจากสภาวะสงคราม

ครั้งที่ 3 : 18 พฤษภาคม 2498 เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 4 : 2-20 พฤศจิกายน 2498 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ครั้งที่ 5 : 7 กุมภาพันธ์ 2500 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท

ครั้งที่ 6 : 18 มีนาคม 2500 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 7 : 27 กุมภาพันธ์-18 มีนาคม 2501 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

ครั้งที่ 8 : 6-28 มีนาคม 2502 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้

ครั้งที่ 9 : 7 เมษายน 2502 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 10 : 16 เมษายน 2504 เสด็จฯ ทรงต้อนรับประธานาธิบดี ซูการ์โน แห่งประเทศอินโดนีเซีย จากดอนเมือง- จิตรลดา

ครั้งที่ 11 : 8 มิถุนายน 2504 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 12 : 8 ธันวาคม 2504 ทรงต้อนรับ ประธานาธิบดี อาร์เจนตินา ที่สถานีจิตรลดา (ไม่ได้ประทับบนรถไฟพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 13 : 12 มกราคม 2505 เสด็จฯ ทรงต้อนรับ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด จากสถานีดอนเมือง-จิตรลดา

ครั้งที่ 14 : 15 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน และการคล้องช้างในเพนียด

ครั้งที่ 15 : 16 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อทรงเปิดฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค

ครั้งที่ 16 : 26 มีนาคม 2506 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 17 : 2 พฤษภาคม 2506 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 18 : 26 ตุลาคม 2506 เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน และทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดกาญจนบุรี (การรถไฟฯ ถวายรถดีเซลรางเป็นขบวนพิเศษพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 19 : 16 พฤศจิกายน 2508 เสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดแก้วพิจิตร จังหวัดปราจีนบุรี

ครั้งที่ 20 : 19 มีนาคม 2508 เสด็จฯ ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 21 : 6 มิถุนายน 2508 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 22 : 3 มิถุนายน 2509 เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา

ครั้งที่ 23 : 3 กุมภาพันธ์ 2510 (เริ่มใช้รถพระที่นั่งคันปัจจุบัน) เสด็จนิวัติจากการเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ทางจังหวัดภาคใต้ มาประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 24 : 23 พฤษภาคม 2510 เสด็จฯ กลับจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยา

ครั้งที่ 25 : 22-23 พฤษภาคม 2517 เสด็จฯ ไปประทับแรม ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทรงเททองหล่อพระประธานวัดโคกเมรุ อำเภอฉวาง และเสด็จฯ กลับไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 26 : 4 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส

ครั้งที่ 27 : 25-28 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ไปประทับแรม ณ ที่ประทับแรม โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง

ครั้งที่ 28 : 22 กันยายน 2517 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ครั้งที่ 29 : 5 กรกฎาคม 2531 เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเส้นทางจิตรลดา-อยุธยา อันเป็นครั้งล่าสุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ด้วยรถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งที่ 29 นับเป็นครั้งล่าสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หลังจากนั้นรถไฟพระที่นั่งก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานนานหลายปี จนกระทั่งครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว สายแรก ในวันที่ 5 มีนาคม 2552 พระองค์ได้ประทับรถไฟพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง จากสถานีรถไฟหนองคายข้ามไปยังสถานีท่านาแล้ง เมืองหาดทรายฟอง สปป.ลาว

สำหรับการเสด็จฯ โดยรถไฟของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อนหน้าการเสด็จฯ ไปจังหวัดกาญจนบุรีครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ทรงนำข้าราชการ นักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษากิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ ณ สถานีรถไฟบางซื่อ ไปยังสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)

ในการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรวิถีชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้ ราษฎรริมทางรถไฟต่างเตรียมตัวเฝ้ารับเสด็จอย่างคึกคัก ที่สถานีรถไฟ จังหวัดนครปฐม มีการจำลองวิถีชีวิตชุมชนบริเวณสถานีรถไฟในอดีต ด้วยการตกแต่งบรรยากาศร้านขายผัดไทย ข้าวแกงรถไฟ ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าวเหนียว ถั่วต้ม มันต้ม เผือกต้ม รวมถึงผลไม้และสินค้าขึ้นชื่อของนครปฐม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ได้แก่ ส้มโอ น้ำมะพร้าว และข้าวหลาม และรถไฟพระที่นั่งจะจอดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ด้วย

บริเวณสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นางปราณี หรือ ป้าน้อย เกิดจันทร์ทอง อายุ 68 ปี เจ้าของร้าน “ข้าวแกงป้าน้อย” หลังสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก ซึ่งเป็นร้านขายข้าวแกงกระทงใบตองแบบโบราณ ชนิดแบกถาดเดินขายให้กับนักท่องเที่ยวบนขบวนรถไฟมายาวนานกว่า 50 ปี ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดเครื่องเสวยกลางวันบนรถไฟแบบกระทงใบตอง ประกอบด้วย พะแนงเนื้อ พะแนงหมู เขียวหวานไก่ และไข่พะโล้ เป็นสิริมงคลและปลาบปลื้มแก่ป้าน้อยอย่างล้นพ้น

รถไฟพระที่นั่งแวะจอดที่ชุมทางหนองปลาดุกประมาณ 10 นาที เพื่อทอดพระเนตรวิถีชุมชน จากนั้นมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อเตรียมการรับเสด็จอย่างคึกคักเช่นกัน

บันทึกการเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย หลังจากขบวนรถไฟพระที่นั่งชุดนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วเกือบกึ่งศตวรรษ

สวนสวรรค์ “ตันสัจจา”

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

สวนสวรรค์ “ตันสัจจา”

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอีกเรื่องที่รู้สึกว่าถ้าไม่เขียนถึง ก็คงจะตกกระแสของปีนี้แน่นอน และจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ที่เชยล้าหลังอย่างแรง

นั่นคือเรื่องราวของการจัดดอกไม้ประดับงานศพและเมรุวัดธาตุทอง (พระอารามหลวง) ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “นางนงนุช ตันสัจจา” ผู้ก่อตั้ง สวนนงนุช พัทยา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558

พิธีพระราชทานเพลิงศพอบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของมวลดอกไม้นานาพรรณ และความงดงามอลังการของการจัดสวนประดิษฐ์ด้วยดอกไม้สด ตามแนวคิด “สวนดอกไม้บนสวรรค์” ของนายกัมพล ตันสัจจา บุตรชาย ผู้ออกแบบสวนดอกไม้ให้ช่างฝีมือจำนวน 300 คน เนรมิตประดิดประดอยขึ้นในเวลาถึง 3 วัน 3 คืน

นี่คือมหกรรมการจัดดอกไม้สดประดับงานศพขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นมาในประเทศไทย ใช้งบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท และดอกไม้เป็นล้านๆ ดอก

เพราะ “คุณโต้ง” กัมพล ตันสัจจา ต้องการให้ “เป็นงานศพที่มีแต่รอยยิ้ม ไม่มีน้ำตา”

นางนงนุช ตันสัจจา เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา สิริอายุได้ 91 ปี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 และการจัดดอกไม้ประดับศาลาสวดศพอย่างสวยสดงดงามก็เริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันพระราชทานเพลิง ซึ่งทำได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน สมกับที่เป็นผู้ก่อตั้งสวนนงนุช สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองพัทยาและของประเทศ

นางนงนุชและสามีคือ นายพิสิฐ ตันสัจจา สร้างสวนนงนุชขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2497 โดยซื้อที่ดิน 1,500 ไร่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 163 ระหว่างพัทยา-สัตหีบ ทำเป็นสวนผลไม้ ต่อมาเมื่อได้เดินทางไปดูสวนดอกไม้ในประเทศต่างๆ ก็เกิดความประทับใจ จึงมีแนวคิดที่จะ “จัดสวนให้คนมาเที่ยว” บ้าง จึงเปลี่ยนสวนผลไม้เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ และปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก อาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก สระว่ายน้ำ ฯลฯ สำหรับบริการนักท่องเที่ยว จนสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้ในปี 2523

จากนั้นอีก 6 ปีต่อมา นางนงนุชได้มอบภารกิจการบริหารงานให้ลูกชายคือ กัมพล ตันสัจจา เป็นผู้อำนวยการสวนนงนุช มาจนถึงวันนี้

ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมสวนนงนุช พัทยา ปีละ 2 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายในสวนเต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายของมวลดอกไม้และความร่มเย็นเขียวขจีของพืชนานาพรรณที่ได้รวบรวมจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง

สวนนงนุชมีพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด มีการจัดสวนหลากหลายแปลกตาน่าสนใจ เช่น “สวนตุ๊กตากระถาง” ทำจากกระถางกว่า 50,000 ใบ “สวนสับปะรดสี” “สวนกล้วยไม้” ที่หมุนเวียนออกดอกหอมให้ชมกันตลอดปี “สวนฝรั่งเศส” ที่จำลองสวนมาจากพระราชวังแวร์ซายน์ “สโตนเฮนจ์” จำลองมาจากสโตนเฮนจ์ในประเทศอังกฤษ สวนตะบองเพชรและไม้ใบอวบ สวนผีเสื้อที่มีมากกว่า 40 สายพันธุ์ สวนหิน สวนพุทธรักษา สวนปาล์มโลก ซึ่งเป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ปาล์มจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,000 ชนิด และสวนปรงกว่า 280 ชนิด สวนบอนไซ สวนโมก สวนรถไฟจำลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นต้น

นายกัมพล เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเขาจะทำให้สวนนงนุชเป็นสวนหนึ่งที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก โดยแนวคิดในการจัดสวนของเขาคือ ความอลังการและแปลกใหม่ เพื่อสร้างสวนนงนุชให้เป็น “ดิสนีย์แลนด์ ออฟ การ์เด้น”

สวนนงนุชเน้นการทำงานแบบเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามความต้องการของลูกค้า ให้เห็นความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยจัดสวนใหม่ทุก 6 เดือน หมุนเวียนเอาพรรณไม้มีค่าหายากออกมาโชว์สลับกันไป เป็นการดึงให้คนกลับมาเที่ยวได้ซ้ำๆ โดยไม่เบื่อ และสามารถใช้เวลาทั้งวันได้ที่สวนนงนุชในฐานะเมืองแห่งความสุข

ตามเจตนารมณ์ของมารดาที่ว่า

“ณ ที่แห่งนี้ นงนุช ตันสัจจา ขอมอบให้เป็นมรดกทางการศึกษาแก่ชนรุ่นหลัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาสืบไป”

นอกจากการสร้าง ดิสนีย์แลนด์ ออฟ การ์เด้น ขึ้นในเมืองไทยแล้ว กัมพล ตันสัจจา ยังออกไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในระดับนานาชาติ ด้วยการเข้าร่วมประกวดจัดสวนในงาน Chelsea Flower Show ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 6 แล้ว และผลงานการจัดสวนของเขาคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองติดต่อกันมาได้ถึง 6 ปีซ้อน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 สวนนงนุช พัทยา ก็คว้าเหรียญทอง ในงาน Chelsea Flower Show 2015 อีกครั้ง เป็นการจัดสวนดอกไม้ในคอนเซ็ปต์ “คนไทยกับพระพุทธศาสนา” หรือ Thailand Land of Buddhism เน้นไปที่ความงดงามของดอกกล้วยไม้ไทยที่หลากสีสัน ซึ่งนำมาใช้ในงานนี้มากกว่า 100,000 ดอก นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาชาติ โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมในความงามของดอกไม้ไทย

สำหรับการจัดดอกไม้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้นเป็นที่กล่าวขานกันไปทั้งประเทศว่า สวยงาม ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุดเพราะใช้ดอกไม้สดทั้งสิ้น เฉพาะกุหลาบอย่างเดียว 200,000 ดอก กล้วยไม้สกุลหวาย 500,000 ช่อ กล้วยไม้คัทลียา 65,000 ช่อ สับปะรดสี 8,000 ต้น ถือว่ายิ่งใหญ่กว่างาน Chelsea Flower Show ที่อังกฤษถึง 8 เท่า

คนที่บ้านอยู่ใกล้วัดธาตุทองแม้ไม่ได้รู้จักครอบครัว “ตันสัจจา” ต่างก็แอบไปชื่นชมการจัดดอกไม้ครั้งนี้ตั้งแต่ช่วงที่ยังมีการสวดอภิธรรมอยู่ ซึ่งเจ้าภาพก็ปล่อยให้ผู้ที่ชื่นชอบความงดงามของดอกไม้และการประดิษฐ์ดอกไม้ได้ถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่โดยไม่มีการกีดกันแต่อย่างใด

ผู้ที่ได้เห็นต่างก็ชื่นชมว่านายกัมพลเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านความกตัญญูและแนวทางจัดดอกไม้อย่างสร้างสรรค์สวยงาม ส่งเสริมดอกไม้ไทยและความเป็นไทยออกมาได้อย่างโดดเด่น มีคุณค่า ถือว่าเป็นการจัดดอกไม้งานศพระดับ Amazing Thailand เลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ไปร่วมประชุมเพลิง ทางเจ้าภาพได้แจกหนังสืออนุสรณ์ และต้นสับปะรดสีให้เอากลับไปปลูกที่บ้าน สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง

แขกที่ไปร่วมงานศพนอกจากได้ร่วมอำลาอาลัยผู้วายชนม์แล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงมุมมองความคิดด้านบวกเป็นของแถมด้วย เพราะในงานมีแต่ความสวยงาม ไม่หม่นหมอง เห็นแต่รอยยิ้มของลูกหลานตระกูล “ตันสัจจา” สมกับที่ลูกหลานมีความตั้งใจที่จะทำให้คุณแม่นงนุชเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง และระลึกถึงคุณงามความดีที่ติดตัวมาตลอดชีวิต

ภาพสวนสวรรค์อันงามตระการตาที่จำลองมาปรากฏเบื้องหน้าทุกคน ณ เมรุเผาศพแห่งนี้ ย่อมติดตาตรึงใจผู้คนเช่นเดียวกับ “สวนนงนุช” สิ่งที่คุณแม่นงนุช ตันสัจจา สร้างเอาไว้ให้เป็นมรดกของชนรุ่นหลัง ซึ่งจะไม่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างแน่นอน

นี่คือสรวงสรรค์อันงดงามของครอบครัว ตันสัจจา ค่ะ

ปลากัดไทยบันลือโลก

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

ปลากัดไทยบันลือโลก

ถ้าไม่เขียนเรื่องนี้ก็คงตกกระแสชนิดที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย

ท่านที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยคงไม่พลาดข่าวสมาร์ตโฟนยี่ห้อโด่งดังตระกูลแอปเปิลที่เพิ่งเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดคือ “ไอโฟน 6 เอส” (iPhone 6s) ที่ผู้คนทั้งโลกรอคอย

เชื่อกันว่า ไอโฟน 6 เอส น่าจะทำยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านเครื่อง!

โอ้โฮเฮะ ฮิตกันจริงๆ

แต่ที่ฮือฮากันในหมู่คนไทยไปทั้งประเทศก็คือ ในงานเปิดตัวไอโฟนที่ผ่านมา ทุกคนต่างตื่นตะลึงกับภาพริ้วสีสดใสที่ปรากฏบนจอสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดนี้ที่เป็นภาพ “ปลากัดไทย”

แน่นอนว่า ไอโฟน 6 เคยเปิดตัวมา 2 ขนาดพร้อมกันคือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus คราวนี้เมื่อมีการปรับโฉมใหม่ในรุ่น “เอส” ก็ต้องแนะนำของใหม่พร้อมกันทั้ง 2 ขนาดเช่นกันคือ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ที่มีจุดเด่นที่สุดคือหน้าจอสัมผัสขั้นเทพ 3D Touch!

รูปร่างหน้าตาโดยทั่วไปของเครื่องดูไม่ค่อยแตกต่างจาก i6 และ i6plus เท่าใดนัก แต่ตัวเครื่องจะมีความหนามากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าเล็กน้อยและมีน้ำหนักมากขึ้นจากเดิมพอสมควร นอกจากนี้ ด้านหลังของตัวเครื่อง iPhone 6s นั้นจะมีการสกรีนตัวอักษร S อยู่ด้านหลังด้วย

แต่เพิ่มสีใหม่คือ สีชมพู Rose Gold เหมือนที่ใช้บน Apple Watch เข้ามา ทำให้ตอนนี้ตัวเลือกของไอโฟนทั้งหมดมี 4 สี คือ ขาว ดำ ทอง และล่าสุด ชมพูกุหลาบ ซึ่งคาดว่าจะขายกันได้ระเบิดไปเลย

นอกจากทางด้านสีสันที่เพิ่มมาใหม่ เทคโนโลยี 3D Touch ทำให้สามารถเปิดเมนูใหม่ด้วยการสัมผัสที่แตกต่างเหมือนกับเป็นเจนใหม่ของการสัมผัสหน้าจอ คล้ายกับการคลิกซ้ายคลิกขวาบนคอมพิวเตอร์ แต่เราแค่สัมผัสหน้าจอด้วยนิ้วเดียวเท่านั้น เป็นระบบสัมผัสรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครสามารถเปิดเมนูพิเศษได้ด้วยแรงกดที่แตกต่าง บวกกับระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID เวอร์ชั่นใหม่ที่สแกนได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น 2 เท่า

สเปกที่โดดเด่นของ iPhone 6s ก็คือซีพียูใหม่ 64 บิต ทำให้ใช้งานเครื่องได้เร็วกว่าไอโฟนรุ่นปัจจุบันถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แสดงผลกราฟิกดีขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์ ปรับปรุงกล้องหลัง iSight ใหม่เพิ่มความละเอียดถึง 12 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ขณะที่กล้องหน้าเพิ่มเป็น 5 ล้านพิกเซล (รุ่นก่อนหน้ามีความละเอียดเพียง 1.2 ล้านพิกเซล) พร้อมเทคนิค Retina Flash ที่ใช้หน้าจอทำแสงแฟลชได้คล้ายกล้องหน้าและยังปรับ Face Time ให้มีความละเอียดสูงขึ้น

อุปกรณ์เสริมใหม่ของ Apple คราวนี้คือแท่นชาร์จที่เป็นสีสันตามเครื่องไอโฟน

สำหรับราคา iPhone 6s ในต่างประเทศนั้น ยังคงเป็นราคาเดียวกันกับเมื่อตอน iPhone 6 เปิดตัว ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็คาดว่า iPhone 6s นั้นน่าจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 24,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB / 28,900 บาท สำหรับรุ่น 64 GB / 32,900 บาท สำหรับรุ่น 128 GB

วันวางจำหน่ายในประเทศไทยคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ในขณะที่ ฝั่งอเมริกาและกลุ่มประเทศแรกที่ได้สิทธิ์จำหน่ายก่อนใครจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กันยายน 2558 นี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลราคาและวันวางจำหน่ายในไทยยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปค่ะ

เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศในกลุ่มแรกที่จะได้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่มาใช้ ไม่งั้นยอดขายคงกระฉูดจนแอปเปิลตกตะลึงแน่เพราะเราคงเห่อปลากัดไทยที่ได้เป็นนายแบบนางแบบในการเปิดตัวไอโฟนรุ่นนี้กันทั้งเมือง

นี่ขนาดเห็นแค่ภาพข่าวยังไม่เห็นของจริง กระแสไอโฟน 6 เอส ยังพุ่งกระฉูดทะลุโซเชียลมีเดีย

……………

ทันทีที่ข่าวการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่แพร่ออกไป พร้อมภาพพลิ้วหางสีส้มทองของปลากัดอันสวยงามปรากฏอยู่บนกล่องบรรจุสินค้า สาวกไอโฟนก็กรี๊ดกันไป 3 ตลบค่ะ

แล้วก็มีการไปขุดหาข้อมูลกันจนพบว่า ภาพปลากัดที่ปรากฏในไอโฟนซีรีส์นี้น่าจะเป็นฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพอิสระ นาม “วิศรุต อังคทะวานิช” ช่างภาพคนไทยที่ทั่วโลกยอมรับในฝีมือ มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในอังกฤษ, อิตาลี, อาร์เจนตินา, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี ,ไทย ฯลฯ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า “วิศรุต อังคทะวานิช” เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นช่างภาพอิสระ รับถ่ายภาพให้กับงานหลากหลายประเภท ที่สำคัญคือเขาเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพปลากัดให้ออกมาโดดเด่นสวยงาม ผลงานได้รับการตีพิมพ์และนำเสนอผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ระดับโลกอย่างมากมาย และล่าสุดทาง National Geography ของจีนก็เคยนำผลงานของเขาไปตีพิมพ์เผยแพร่

สื่อไทยทุกสำนักต่างก็ควานหาตัวเขาเพื่อจะเอามาสัมภาษณ์ แต่ช่างภาพอิสระของเราก็ไม่ยอมเปิดตัว และต่อมาทางเว็บไซต์ Siampod ได้เผยข่าวในอีกทางหนึ่งว่า ผู้ที่มาถ่ายภาพปลากัดนั้นเป็นทีมงานของแอปเปิล ยกกองมาถ่ายภาพถึงในเมืองไทยเอง โดยมีทีมงานเป็นต่างชาติทั้งหมด และผู้ช่วยทีมงานเป็นคนไทย

ในที่สุด วิศรุตได้ขอจบประเด็นเรื่องภาพที่ใครๆ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นฝีมือเขาด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า

“ผมมีเรื่องจะแจ้งให้สื่อต่างๆ และผู้สนใจทราบนะครับ หลังจากที่เมลไปคุยกับทางโน้นแล้ว ทางโน้นไม่อนุญาตให้พูดถึงอะไรได้เลย ต้องขออภัยด้วย แปลว่าผมจะไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ที่เกี่ยวข้องกับเขา ดังนั้น ถ้าจะให้ไปคุยไปสัมภาษณ์ในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานในอดีต โปรเจ็กต์ในอนาคตก็ไม่มีปัญหา ให้ลูกผมไปร้องเพลงด้วยก็ยังได้ พร้อมทำท่าประกอบให้น่ารัก

แต่ถ้าวกเข้าเรื่องนั้น คำสาปให้ไม่มีเสียง หรือพิมพ์ไม่ออกจะทำงานทันทีเหมือนในหนังเลยทีเดียว ส่วนท่านชาวเน็ตที่ยังคาใจ ผมต้องขออภัยที่ความคาใจนี้จะอยู่ยาวไปอีกนาน แต่ก็คิดซะว่าเราจะจับมือคาใจกันไปด้วยกัน หรือจนกว่าจะลืมๆ กันไปไม่เป็นไรเลยพวกเรา แต่นี่ก็เป็นที่สุดของสิ่งที่ผมจะทำได้ในขอบเขตของผม

ยังไงก็คิดซะว่ายังมีความจริงอีกหลายเรื่องรอท่านอยู่ในอนาคต เราอาจจะพลาดไปบ้าง ลืมไปบ้าง เข้าใจไปอีกแบบบ้าง ก็เป็นสีสันของชีวิต ความจริงบางอย่างสำคัญแต่ไม่สนุก ความจริงบางอย่างสนุกแต่ไม่มีสาระ ความจริงที่แท้จริงอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงมันได้เลยก็เป็นได้…ก็เลือกเสพเอาแต่พอประมาณ

ผู้ที่สนใจจะมีภาพไปติดบ้าน ติดต่อทางแกลลอรี่ได้ครับ ชื่อ ละลานตา http://www.lalanta.com หรือ คุณฝน email : fon@lalanta.com (อันนี้ใช่มะที่เขาเรียกว่าฝากร้าน)(อา…ได้ฝากกะเขาแล้ว)(มันเป็นเช่นนี้นี่เอง) ส่วนงานแสดงครั้งต่อไปจะมีในเดือนตุลาคมนี้ อยากใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ ให้ความสนับสนุน

อยากขอบคุณมิตรสหายทุกสถาบัน เพื่อนๆ ช่างภาพ เพื่อนๆ เอเยนซี่ เพื่อนที่คริสตจักร ที่เราเติบโต ก้าวเดินมาด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ณ จุดหนึ่งในชีวิต หรือเจอกันอีกใน fb นี้

อยากขอบคุณเพื่อนๆ นักทำปลาทั้งหลาย หากปราศจากท่าน และการอดทนในการเลี้ยงดูเพาะเลี้ยงปลาของท่าน รวมทั้งน้ำใจในการแบ่งปันปลามาให้ ผมคงไม่ได้ถ่ายอะไรสวยๆ แบบนี้

ขอบคุณพระเจ้าที่สร้างปลาและให้โอกาสดีๆ และสิ่งดีๆ ให้กับผม

……………

หลังจากได้ไล่อ่านที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ ท่าน tag มาให้ผมทั้งวันนี้ ผมรู้สึกขอบคุณและตื้นตันมากๆ (เผอิญกลางวันผมถ่ายงานเลยไม่ได้ดู fb) แม้ว่าผมจะมีข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุด (ก็คือพูดถึงไม่ได้นั่นแหละ ไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธหรืออธิบายความคลุมเครือที่เกิดขึ้น) แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ความรู้สึกที่ทุกท่านรู้สึกว่าภูมิใจที่คนไทยทำได้นั้น ท่านไม่ต้องรู้สึกเก้อแน่นอน ถ้าภูมิใจไปแล้วจงภูมิใจต่อไปเถิดครับ

คนไทยเพาะปลาสวยงามขายในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ปลากัดไทยที่เราอาจจะคิดว่าตัวไม่กี่บาท ตอนนี้เป็นที่นิยมของชาวโลกแทบทุกทวีป ฟาร์มปลาใหญ่ๆ ส่งออกสัปดาห์เป็นหลักแสนตัว ยังไม่นับว่ามีเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพราะการเลี้ยงปลาเยอะแยะ จากคนที่ลำบากกลับมาตั้งตัวได้และมีฐานะและคุณภาพชีวิตที่ดี

ประเทศเรามีโปรดักชั่นเฮ้าส์เก่งๆ มีทีมถ่ายหนังเก่งๆ ระดับที่ทำงาน inter กันตลอดทั้งปีเยอะแยะเต็มไปหมด แค่คนนอกวงการไม่ทราบ หนังโรงก็ดี หนังโฆษณาก็ดี แวะเวียนมาใช้เฮ้าส์ไทยกันและมีผลงานที่ไม่บอกไม่รู้เลยว่าคุณภาพนี้ทำจากเฮ้าส์คนไทย

ศิลปิน นักออกแบบ ช่างภาพคนไทย ไปสร้างชื่อเสียงระดับโลกมีมากมายเต็มไปหมด เว็บดังๆ ตัวท็อปๆ ที่เป็นคนไทยก็มีเยอะแยะ

กระทั่งนักกีฬาอย่างน้องนักแบดฯ หรือนักบอลที่เพิ่งสร้างชื่อ เราก็ภูมิใจร่วมกะเขาได้ เราเป็นกองเชียร์ที่ให้กำลังใจคน ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กันได้อย่างที่ผมรู้สึกตอนนี้

อยากจะขอบคุณจริงๆ จากใจครับ”

……………

สรุปแล้ว แม้ช่างภาพชาวไทยจะปฏิเสธไม่รู้เห็น (อย่างกำกวม) แต่ก็มีผู้เข้ามาให้กำลังใจและสนับสนุนจำนวนมาก จนมีคนสรุปเอาเองว่า เป็นไปได้สูงที่ Apple มาจ้างให้วิศรุตเป็นคนถ่ายภาพแต่ให้เซ็นสัญญารักษาความลับ/ความเป็นเจ้าของภาพ ว่าผลงานทั้งหมดเป็นของ Apple ห้ามไม่ให้ช่างภาพอ้างตัว/อ้างอิงถึงว่าเป็นเจ้าของภาพเด็ดขาด

ซึ่งถ้าใครเคยทำงานกับบริษัทใหญ่หรือโปรดักชั่นเฮ้าส์ระดับโลกก็จะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาทั้งนั้น แม้จะเป็นมืออาชีพก็ต้องทำใจ

……………

ถ้าเราลืมเรื่องการลงนามประทับตราว่าใครเป็นเจ้าของภาพถ่ายปลากัดชุดนี้ไปเสีย แล้วหันมามองความงดงามความน่าสนใจใน “ปลากัดไทย” ที่หลายคนมองข้ามไป ก็จะพบว่า ปลากัดนั้นมีเสน่ห์น่าหลงใหลเสียนี่กระไร

อยากบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพปลากัดไทยถูกนำมาโปรโมต มีครั้งหนึ่งที่สร้างความฮือฮาก็คือตอนที่ Microsoft ใช้ภาพปลากัดไทยใน window 7 beta ขณะนั้น

หากยังจำกันได้เมื่อเราติดตั้ง Windows 7 และบู๊ตมันขึ้นเป็นครั้งแรกจะเห็นหน้า Desktop ที่มี Wallpaper เป็นรูปปลาตัวหนึ่ง นั่นเลยแหละมันคือปลากัดไทย หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Siamese Fighting Fish หรือ Betta Fish นั่นเองครับ

ก็เพราะปลากัดมีอีกชื่อว่า Betta Fish เลยโดนจับใส่มาเป็น Default Wallpaper บนตัว Windows 7 Beta นี่เอง

ปลากัดไทยมีต้นกำเนิดมาจากเมืองไทย เราคนไทยก็เลยได้หน้าไปตามๆ กัน

สำหรับบรรยากาศทั่วไปหลังข่าวปลากัดไทยบันลือโลกเผยแพร่ออกในรูปวิดีโอโปรโมตโทรศัพท์ iPhone 6s ปรากฏว่าตลาดปลากัดไทยคึกคักมาก เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัดไทยอย่างแน่นอน

ปลากัดที่ปรากฏบนวอลล์เปเปอร์โทรศัพท์ไอโฟนคือ ปลากัดสายพันธุ์ฮาล์ฟมูน หรือ “ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก” สีสันสวยงามแปลกตา ซึ่งเพาะพันธุ์โดยคนไทย

มันน่าปลื้มไหมล่ะ

ปลากัดฮาล์ฟมูน ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม มีลักษณะเด่นของหางที่กางได้เหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สีสันสวยงามเวลาพองตัว ปัจจุบันมีเกษตรกรและฟาร์มเลี้ยงหลายแห่งได้พัฒนาสายพันธุ์เพิ่มสีสันที่สวยงาม สามารถส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งพันธุ์นี้ส่งออกมากที่สุดในกลุ่มปลาสวยงาม ราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยจนถึงพันบาท

ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลากัดที่มีชื่อเสียงของไทยมีหลายแห่ง ใครอยากรู้ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง แนะนำให้ไปเดินเล่นที่ตลาดปลากัดตลาดนัดจตุจักร รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง!

พิชิตฝัน ทัวร์ดวงจันทร์หัวละ 5 พันล้านบาท

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

พิชิตฝัน ทัวร์ดวงจันทร์หัวละ 5 พันล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ นาซาเพิ่งเผยภาพด้านมืดของดวงจันทร์ ทำให้เราเห็นว่าดาวโลกสีน้ำเงินดวงนี้สวยงามกว่าดวงจันทร์มากมายหลายเท่านัก

หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาพดวงจันทร์ที่เรามองเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นเป็นภาพด้านสว่างเพียงด้านเดียวของดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ ส่วนอีกด้านของดวงจันทร์ที่เรามองไม่เห็นนั้นเรียกว่า “ด้านมืด”

โดยปกติแล้วถ้าเรามองดวงจันทร์จากพื้นโลกจะไม่มีทางได้เห็นด้านหลังของดวงจันทร์เลย เพราะดวงจันทร์หมุนโคจรไปพร้อมกับโลก เป็นการหมุนแบบสมวาร (Synchronous rotation) เราจึงเห็นดวงจันทร์จากโลกด้านเดียวเสมอซึ่งบางทีก็เรียกว่าด้านใกล้ของดวงจันทร์

และเหตุที่เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นรอยด่างดำชัดเจน ก็เพราะว่าเป็นแสงและเงาที่เกิดจากความสูงต่ำบนผิวดวงจันทร์ ถ้าเห็นความสว่างบนพื้นผิวมากแสดงว่าเป็นบริเวณที่ราบสูง ถ้าเห็นความมืดคล้ำบนพื้นผิวแสดงว่าเป็นที่ราบต่ำ

ภาพที่นำเอามาให้ชมนี้เป็นด้านมืดของดวงจันทร์ เพราะยานอวกาศของนาซาสามารถถ่ายจากด้านนอกอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์เข้ามาโดยมีโลกเป็นฉากหลัง กล้องของนาซาได้เผยให้เห็น “ด้านมืด” ของดวงจันทร์ (Dark Side of the Moon) ที่ชาวโลกไม่เคยได้เห็นมาก่อน และทำให้เราได้รู้ว่าโลกของเรานั้นเป็นวัตถุที่สว่างไสวในห้วงอวกาศอันมืดมิด เป็นดวงดาวสีน้ำเงินที่งดงามเหลือเกิน

ภาพของนาซาภาพนี้เป็นการมองโลกจากดวงจันทร์ ทำให้เราได้เห็นโลกเป็นสีฟ้าจากสีของพื้นน้ำมหาสมุทร และมีสีขาวปกคลุมไปทั่วจากเมฆ ได้เห็นพื้นดินบ้างเป็นรูปร่างของทวีปต่างๆ ชัดเจน เหมือนที่เราได้เห็นบนแผนที่โลก

ความงดงามและปริศนาอันท้าทายในห้วงอวกาศที่ยังมีสิ่งลี้ลับอันมากมายให้ค้นหานี่เอง ที่ทำให้มนุษย์โลกปรารถนาที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องการสำรวจอวกาศที่เปิดทางให้เฉพาะเจ้าหน้าที่นาซาและโครงการอวกาศขนาดใหญ่ เงินทุนมหาศาลที่ทำกันในระดับประเทศมหาอำนาจเท่านั้น

หลังจากภาคเอกชนได้พัฒนาการสำรวจอวกาศขึ้น จนสามารถออกแบบยานอวกาศที่เชื่อว่าจะพาคนธรรมดาออกไปท่องอวกาศได้ ความฝันที่จะเกิดทัวร์ดวงดาวต่างๆ โดยเฉพาะดวงจันทร์ซึ่งถือว่าเป็นดวงดาวบริวารที่อยู่ใกล้โลกที่สุด ก็ใกล้เป็นจริงเข้ามาทุกที

คำถามที่ว่า ในอนาคตจะมีทัวร์ไปดวงจันทร์ ได้หรือไม่ เวลานี้มีคำตอบแล้วคือ บริษัท Excalibur Almaz Limited (EA) เป็นบริษัทการบินอวกาศเชิงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ NASA เปิดการขนส่งในอวกาศในวงโคจรระดับต่ำ และมีแผนจะขนส่งไกลออกไปถึงวงโคจรดวงจันทร์ พร้อมกับการสำรวจดวงจันทร์ และยังมีวัตถุประสงค์ทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์อื่นๆ ด้วย

Excalibur Almaz Limited มีโครงการท่องเที่ยวอวกาศหลายรายการคือ การนำนักท่องเที่ยวไปชมดวงจันทร์ (ในวงโคจร ไม่ได้ลงจอด) หรือ ชมดาวเคราะห์น้อยที่โคจรเฉียดใกล้โลก และฝันไกลกระทั่งท่องอวกาศลึกออกไปไกลจากโลกเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์แนวไซไฟหลายเรื่อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในราคาประหยัดสุดๆ

เท่าที่มีข้อมูลตอนนี้คือ Excalibur Almaz Limited ตั้งราคาทัวร์ดวงจันทร์เอาไว้เมื่อปี 2012 ที่ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาท/ดอลลาร์ ใครอยากไปเที่ยวดวงจันทร์ก็เตรียมเงินเอาไว้เลย 5,000 ล้านบาทเบาะๆ เพราะถ้าทำโครงการได้จริงเชื่อว่าต้นทุนน่าจะพุ่งจากเดิมเป็นเท่าตัว อย่างแน่นอน

นอกจากการยั่วยวนให้บรรดาเศรษฐีเงินถังนั่งยานอวกาศไปเที่ยวดวงจันทร์กันแล้ว ยังมีทัวร์อวกาศในรูปแบบอื่นอีก ได้แก่ การพาผู้โดยสารไปสัมผัสประสบการณ์อันสุดแสนประทับใจบนสถานีอวกาศนานาชาติ รวมทั้งยังให้ทำกิจกรรมอื่นมากมาย เช่น นักท่องเที่ยวอาจได้ใช้เวลาอยู่นอกสถานีอวกาศจริงๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ในขณะที่ลอยตัวเท้งเต้งอยู่นอกโลก ได้ชมดวงจันทร์ใกล้ๆ แบบเต็มตา หรืออาจเป็นการเดินทางรอบวงโคจรของโลก เป็นต้น

มีข่าวว่า คนที่รักการท่องอวกาศเตรียมตัวเตรียมใจไปท่องอวกาศจำนวนหนึ่ง ได้เซ็นสัญญากับบริษัทที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวอวกาศไปพอสมควร และส่วนใหญ่ทำทัวร์คล้ายๆ กันคือ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวอวกาศได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งในการออกไปลอยตัวอยู่นอกสถานีอวกาศ

แต่ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินแล้วจะท่องเที่ยวอวกาศได้นะ คนที่อยากไปเห็นดาวโลกจากนอกโลกจริงๆ จะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมเตรียมตัว เตรียมร่างกาย และความพร้อมอยู่เป็นปีๆ เลยทีเดียว หากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ตามเกณฑ์ก็ต้องสละสิทธิ์และขายตั๋วให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นไป

ขณะนี้มีบริษัทเอกชนอยู่ประมาณ 7 บริษัท ที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวอวกาศคือ เวอร์จิน กาแลกติก, สตาร์เชสเซอร์, บลู ออริจิน, อาร์มาดิลโล แอโรสเปซ, เอ็กซ์คอร์ แอโรสเปซ, ร็อกเกตเพลน และ สเปซ แอดเวนเจอร์

ทัวร์อวกาศในลักษณะนี้ประเมินต้นทุนในปัจจุบันไว้คร่าวๆ แค่หัวละ 7-10 ล้านบาท แต่ยังไม่มีใครทำได้จริง เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาพาทัวร์ได้ ค่าทัวร์คงเพิ่มมากกว่านี้อีกหลายล้าน

คราวหน้าจะพาไปเจาะลึกทัวร์อวกาศของแต่ละค่ายนะ…โปรดติดตาม

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

เขียนเรื่องต่างประเทศมาเยอะแล้ว ฉบับนี้ชวนมาฟังเรื่องราวดีๆ ของบ้านเมืองเรากันบ้าง

เรื่องที่ต้องอัพเดตกันให้ทันการณ์คือสิ่งที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคมนาคมขนส่งที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จำเป็นต้องใช้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำกันได้ว่าเมื่อตอนต้นปีนี้ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดทำโครงการบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ ALL THAI TAXI โดยได้เปิดใช้บริการสมาร์ตแท็กซี่อย่างเต็มรูปแบบในล็อตแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งจะใช้รถ TOYOTA PRIUS Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับการบริการใช้สะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อ ALL THAI TAXI สามารถดาวน์โหลดได้ทางสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ โดยเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 20 บาท

ความแตกต่างของ ALL THAI TAXI กับ อูเบอร์แท็กซี่ และ แกร็บแท็กซี่ อยู่ที่การบริการติดตามผลตลอดระยะเวลาการใช้บริการรถแท็กซี่ของผู้โดยสาร ซึ่งจะไม่มีกรณีการปฏิเสธลูกค้า หรือไม่กดมิเตอร์ เนื่องจากมีระบบ GPS และ CCTV จับตาดูตลอดทุกคัน

ในข่าวบอกว่า อุปกรณ์ภายในรถจะใช้ระบบสมาร์ตแท็กซี่ทั้งหมด สามารถจ่ายค่ามิเตอร์ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต เงินสด และเอทีเอ็ม พร้อมใช้อัตราค่าโดยสารตามที่ราชการกำหนดไว้ เริ่มต้นที่ 35 บาท เมื่อถึงปลายทางจะออกใบเสร็จระบุระยะทาง, เวลา, ราคาที่ใช้บริการ รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับเงินลงทุนในโครงการนี้ นครชัยแอร์ควักกระเป๋าไปเบาะๆ 700 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 5-7 ปี

ส่วนผู้ใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI สามารถใช้บริการแท็กซี่ในระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที ด้วยระบบติดตามรถ GPS Tracking เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ ในส่วนของความปลอดภัยในการใช้บริการ มีมาตรฐานในการคัดเลือกพนักงานให้บริการรถแท็กซี่ จัดอบรมและปลูกจิตสำนึกให้รับในการบริการ มีฐานเงินเดือนและให้รางวัลกับพนักงานที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน ซึ่งผู้โดยสารสามารถแจ้งพฤติกรรมพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นได้ อีกทั้งได้ติดตั้งระบบ CCTV จับตาดูพฤติกรรมของพนักงานทุกคัน

ALL THAI TAXI เริ่มทดลองให้บริการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการทดสอบระบบการเรียกแท็กซี่ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI ในระบบปฏิบัติการ Android ส่วน iOS ยังต้องรอต่อไปอยู่ในระหว่างการพัฒนา ต้องรออีกสักหน่อยนะคะ

การสมัครสมาชิกแอพ ALL THAI TAXI สามารถสมัครได้ผ่านทางแอพเลย โดยกรอกชื่ออีเมลแล้วตั้งรหัสผ่าน และใส่เบอร์โทรศัพท์สำหรับการสมัครสมาชิกครั้งแรก และเมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ให้เลือกที่ บัญชีผู้ใช้งาน สามารถใส่ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเกิด ใส่รูปภาพ หมายเลขบัตรเครดิตในกรณีมีบัตรเครดิต เมื่อตั้งค่าบัญชีผู้ใช้งานแล้ว เลือกที่ เรียกแท็กซี่ เพื่อไประบุพิกัดรับผู้โดยสาร และระบุพิกัดปลายทางที่จะไป แล้วแตะที่เรียกแท็กซี่ แอพ ALL THAI TAXI ก็จะทำการเรียกแท็กซี่มารับตามที่คุณระบุในแผนที่ แล้วไปส่งคุณ ตามที่คุณระบุปลายทาง

เงื่อนไขในการใช้งานแอพ ALL THAI TAXI ในการเรียกแท็กซี่คือ ค่าเรียกใช้บริการครั้งละ 20 บาท + ค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ (กรณีโบกเรียก ซึ่งรถขึ้นสถานะ “ว่าง” จะไม่เสียค่าบริการ 20 บาท ชำระเฉพาะค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ) ในกรณีหากเรียกแล้วแต่ต้องการยกเลิก ต้องกดยกเลิกภายใน 5 นาทีหลังจากเรียกใช้ ถึงจะไม่คิดค่าบริการ ซึ่งถ้ายกเลิกบริการช้ากว่า 5 นาทีหลังจากเรียกใช้แล้ว หรือผู้โดยสารไม่อยู่ที่จุดนัดเกินกว่า 5 นาที คิดค่าบริการครั้งละ 100 บาท

ถ้าใครดาวน์โหลดและติดตั้งแอพ “ALL THAI TAXI” แล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบกับหน้า Login สำหรับท่านที่ยังไม่มีข้อมูลในระบบก็กดสมัครสมาชิก แล้วก็กรอกข้อมูลต่างๆ แล้วก็ Login เข้าสู่ระบบได้เลย

จากนั้นจะมีเมนูต่างๆ ขึ้นมาให้เลือก หากเราต้องการเรียกรถก็กด “เรียกแท็กซี่” และที่พิเศษกว่านั้นคือหากเป็นลูกค้าผู้หญิงต้องการความปลอดภัยในการเดินทาง สามารถกดเรียก “แท็กซี่สำหรับสุภาพสตรี” ซึ่งพนักงานขับรถจะเป็นผู้หญิง

เมื่อเดินทางถึงจุดหมายแล้ว พนักงานขับรถจะให้ใบแสดงข้อมูลค่าโดยสารกับเรา ซึ่งในนั้นจะมีรายละเอียดข้อมูลการเดินทางของเราว่าขึ้นรถกี่โมงถึงกี่โมง ระยะทางเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเดินทางเท่าไหร่ ค่าโดยสารกี่บาท

สรุปแล้ว ALL THAI TAXI น่าจะเป็นตัวเลือกให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ดีทีเดียว รูปแบบการให้บริการเหมาะกับคนเมืองในสมัยนี้เป็นอย่างมาก เราไม่ต้องหัวเสียกับการเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป สภาพรถเก่าแอร์ไม่เย็น คนขับรถไม่สุภาพ กันอีกต่อไปแล้วค่ะ ค่าโดยสารก็เป็นอัตราปกติของรถแท็กซี่ทั่วไป เพียงแต่จะต้องจ่ายค่าเรียกรถเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเพียง 20 บาท ซึ่งสามารถจ่ายได้ทั้งแบบเงินสด และบัตรเครดิต/เดบิต

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารของ ALL THAI TAXI ทางเฟซบุ๊กให้เข้าไปที่เพจนี้นะคะ https://www.facebook.com/allthaitaxi

ส่วนคนขับรถที่กำลังมองหางานอยู่ ทางนครชัยแอร์กำลังรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่ เงินเดือน 18,000 บาท ขึ้นไป สามารถสมัครงานได้ที่ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เลขที่ 109 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 939-4999 ต่อ 1173, 1174 จันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. เมื่อสมัครแล้วจะมีการสัมภาษณ์ทันที

จุดเด่นของการเป็นพนักงาน ALL THAI TAXI คือ ทุกคนเป็นพนักงานของบริษัท รับเงินเดือนพร้อมสวัสดิการ ตามนโยบาย “สร้างความสุข” ในที่ทำงาน อยู่ในองค์กรที่สังคมยอมรับ มีระบบการทำงานที่แน่นอน เป็นธรรม กำหนดหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ได้รับเงินค่าตอบแทนตรงตามกำหนด และดูแลเอาใจใส่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ร่วมงาน อยู่ร่วมกันดังครอบครัว

สำหรับเอกลักษณ์ของ ALL THAI TAXI ที่แตกต่างจากแท็กซี่ทั่วไปคือ

1. รถทุกคันใช้ TOYOTA PRIUS Hybrid

2. รถสีเหลือง ตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก

3. ติดสติ๊กเกอร์ “ทรงพระเจริญ” สีชมพูที่กระจกหน้ารถ

4. ป้ายไฟ LED บนหลังคารถ แสดงสถานะการให้บริการทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

5. พนักงานขับรถสวมเสื้อชุดสีชมพู

พบรถแท็กซี่หน้าตาแบบนี้…ใช่เลย ALL THAI TAXI

%d bloggers like this: