Auto

All posts tagged Auto

แค่คลิกนิ้วก็ซื้อ ‘รถเบนซ์’

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401117?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

 แค่คลิกนิ้วก็ซื้อ ‘รถเบนซ์’

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เมอร์เซเดส-เบนซ์,ยูสคาร์,รถมือสอง,เต้นท์รถมือสอง,เบนซ์,BENZ,MercedesBenz
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

ล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์  ประเทศไทยรุกตลาดรถมือสองออนไลน์ ประเดิมแพลตฟอร์มใหม่…

รถใหม่ป้ายได้ใครๆ ก็ต้องการ ยิ่งเป็นรถยุโรปพรีเมี่ยมแล้วด้วยราคาอาจแรงไปนิด  แต่ตลาดรถยุโรปมือสองระดับพรีเมี่ยมถือว่าราคาลดลดหย่อนจับต้องได้ ถ้าถูกใจยังต่อลองได้อีก… แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีรถยนต์มือสองคุณภาพดีจากบริษัทแม่เอง อย่างที่ เบนซ์ ประเทศไทย กำลังกรุยทางเป็นครั้งแรก โดยให้ลูกค้าได้ซื้อรถยุโรปมือสองระดับพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพและการรับประกันเสมือนรถใหม่ป้ายแดงออกห้าง โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโชว์รูมให้เสียเวลา แค่คลิกนิ้วก็ซื้อ…..รถเบนซ์ ได้

จุดแข็งที่ทาง เมอร์เซเดสเบนซ์ ลุยธุรกิจยูสคาร์ระดับพรีเมี่ยมหรือ “Mercedes-Benz Certified” เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ผ่านช่องทางออนไลน์ เน้นจุดแข็งเป็นรถผู้บริหารไมล์น้อย คุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจเช็คสภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยศูนย์ตรวจสอบ คุณภาพรถยนต์ ของเมอร์เซเดสเบนซ์ อีกทั้งข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ อาทิ เพิ่มระยะรับประกันสูงสุดถึง 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์มือสองคุณภาพสูง นอกจากการซื้อรถยนต์มือสองผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ  โดยสามารถคลิกซื้อบน เว็บไซต์ www.mercedesbenzcertified.com

มรโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจยูสคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง โดยหากเป็นประเทศที่ตลาดมีความมั่นคงแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และเยอรมนี ขนาดของตลาดยูสคาร์ จะโตกว่าตลาดรถยนต์ใหม่ 3-4 เท่า แต่หากเป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ขนาดของตลาดยูสคาร์จะมีขนาดเล็กกว่า แต่มีอัตราการเติบโตสูง เช่นเดียวกับธุรกิจยูสคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยในปี 2561 ยอดขายรถยูสคาร์ภายใต้โปรแกรม Mercedes-Benz Certified โตขึ้นจากปี 2560 มากถึง 57%”

 

 

ปัจจุบันความต้องการรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในตลาดยูสคาร์ยังมีอยู่มาก ส่งผลให้ภาพรวมตลาด เซ็กเมนต์นี้มีการเติบโตมาโดยตลอด ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองหารถยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งานน้อยหรือต่ำกว่า 1-2 ปี และในปัจจุบันจะให้ความสำคัญเรื่องความน่าเชื่อถือ ความคุ้มค่า และนิยมมองหาช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และปลอดภัยในการซื้อ เช่น การซื้อผ่าน e-marketplace ต่างๆ  ทำให้เกิดการขายโดยตรงผ่านออนไลน์ แพลตฟอร์มเป็นครั้งแรกบนเว็บไซต์ www.mercedesbenzcertified.com ชูจุดแข็งเป็นรถผู้บริหารคุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจเช็คสภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่มองหารถเมอร์เซเดส เบนซ์ ใช้แล้วคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

เฟสแรกนำร่องด้วยการจำหน่ายรถผู้บริหารจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนไม่เกิน 30 คัน โดยมีจุดแข็ง คือ รถทุกคันมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้กับลูกค้าคนสำคัญทุกท่านด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง เพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ง่ายขึ้น บริการหลังการขายแบบจุใจ ประกอบด้วยเพิ่มระยะเวลาการรับประกัน 2 ปี จากระยะเวลารับประกันมาตรฐานโดยไม่จำกัดระยะทาง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Mercedes-Benz Star Assist) และหากเกิดกรณีพบปัญหาระหว่างการใช้งานหลังจาก รับรถไปแล้ว สามารถส่งคืนรถภายใน 3 วันทำการ พร้อมรับเงินคืนเต็มจำนวน

และยังมีดีลเลอร์ที่ร่วมกับโครงการนี้ครอบคลุม นับว่าเป็นถูกใจของกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบซื้อรถป้ายแดงแต่ชอบหารถยูสคาร์คุณภาพดีและราคาถูกใจ

 

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

รถสปอร์ตจีที ที่ดูดีที่สุดในโลก

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401040?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

รถสปอร์ตจีที ที่ดูดีที่สุดในโลก

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
แอสตัน มาร์ติน,DB11 AMR,ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์,DB11 AMR PERFORMANCE,รถสปอร์ตหรู,ซูเปอร์คาร์
เปิดอ่าน 221 ครั้ง

สปอร์ตสุดหรู ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์’ ครั้งแรกในไทย

น่าจะเป็นปีที่ดีของค่าย แอสตัน มาร์ติน  ที่กลับมาสร้างชื่อกระฉ่อนอีกครั้งกับการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตไม่ว่าจะในสนาม F1  หรือการนำมาต่อยอดให้กับนักซิ่งที่ชื่นชอบความเร็วแต่ต้องมีบุคคลิกเฉพาะตัว เรียบหรูดูดี และนี่คือครั้งแรกที่เราจะได้สัมผัสตัวจริงกับ ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ กับพลังม้าถึง  630 ตัวกับเครื่องยนต์เบนซิน V12

พรเศก ภาคสุวรรณ, ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เล่าว่า แอสตัน มาร์ติน เป็นรถสปอร์ตสุดหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง และ ‘ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์’ ก็เป็นรถสปอร์ตที่มีดีไซน์สะดุดตา ทั้งภายนอกและห้องโดยสาร พร้อมความแรงแบบเหนือชั้น จึงนับเป็นโอกาสอันดีของผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตในไทย ที่จะได้ยลโฉมของ แอสตัน มาร์ติน ‘ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์’ อย่างใกล้ชิด

แอสตัน มาร์ติน ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ คือ รถสปอร์ตจีที ที่ดูดีที่สุดในโลก โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม เบาแต่แข็งแกร่ง โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังอันพลิ้วไหว ลงตัวกับสัดส่วนอันงดงามราวกับงานศิลป์ พร้อมกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงครีบข้าง Aeroblade  ทรงสปอร์ต และสติ๊กเกอร์ลายพิเศษที่คาดบนตัวรถกับสีเหลือง Lime

และที่สุดก็คือขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน วี12 สูบ 5.2 ลิตร เทอร์โบคู่ 630 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติ 30 แรงม้า  แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1500 รอบเท่านั้น พร้อมกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 334 กม./ชม. ส่วนอัตตราสิ้นเปลือง 16.6 l / 100 กิโลเมตร นอกเมือง 8.5 l / 100 กิโลเมตร

 

 

 

ช่วงล่างด้านหน้าอิสระปีกนกคู่คอยล์สปริงบาร์ต่อต้านม้วนและแดมเปอร์แบบปรับได้

ด้านหลังมัลติลิงค์พร้อม คอยล์สปริง, Anti-Roll Bar และแดมเปอร์แบบปรับได้

AAdaptive Damping System  พร้อมโหมดเทคโนโลยี Skyhook เลือกใช้ได้ในโหมด GT, Sport & Sport +

พร้อมล้อแม็กขอบ 20 นิ้ว ด้านหน้า 9J x 20” บริดจสโตน S007 255/40 ZR20 ส่วนด้านหลัง 11.0J x 20” บริดจสโตน S007 295/35 ZR20

ห้องโดยสารผ่านการตกแต่งอย่างประณีตหรูหรา ด้วยหนังแท้และวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะคู่หน้านุ่มสบายแต่โอบกระชับ ขณะที่เบาะหลังก็มีพื้นที่เพียงพอสำหรับโดยสารให้อย่างสะดวก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน เกาะถนนเป็นเลิศด้วยช่วงล่างอิสระ ผสานระบบควบคุมการทรงตัว

แค่นี้ก็อยากสัมผัส แอสตัน มาร์ติน ดีบี11 เอเอ็มอาร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ คันนี้ซะแล้ว ใครที่อยากชมคันจริงใกล้ๆ ก็สามารถเไปชม  สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตของผู้ครอบครอง ได้ในงาน ‘The Pinnacle of Luxury 2019’ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวามคมนี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

KLeasing marks Motor Expo with generous hire-purchase offer

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

KLeasing marks Motor Expo with generous hire-purchase offer

Nov 27. 2019
By THE NATION

119 Viewed

KLeasing has introduced its new “KLeasing Year End Bonus” campaign, which offers special privileges for customers buying new cars at the 36th Thailand International Motor Expo 2019.

Under the campaign, customers signing up for an Auto Loan (New Car) with KLeasing from November 28 to December 16, 2019, with loan approved and hire-purchase contract signed by February 15, 2020, are entitled to make an interest-free down payment under a six-month installment plan.

Audi to cut 9,500 German jobs in switch to electrification

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378782?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Audi to cut 9,500 German jobs in switch to electrification

Nov 26. 2019
Audi plans to eliminate roughly 15% of its German workforce to lift earnings by $6.6 billion (6 billion euros).

Audi plans to eliminate roughly 15% of its German workforce to lift earnings by $6.6 billion (6 billion euros).
By Syndication Washington Post, Bloomberg · Christoph Rauwald

569 Viewed

Audi plans to eliminate roughly 15% of its German workforce to lift earnings by $6.6 billion (6 billion euros) as Volkswagen’s largest profit maker pushes ahead with a restructuring plan to help adapt to the costly transition to electric cars.

The turnaround is aimed at regaining ground lost to luxury-car leaders Mercedes-Benz and BMW and counter pressure from Tesla. Volkswagen has been scrambling to revive Audi’s fortunes after turmoil sparked by the aftermath of the 2015 diesel-cheating scandal.

By 2025, Audi plans to cut as many as 9,500 jobs in Germany and streamline operations at its two main factories in its home country. The positions will be reduced through attrition and voluntary measures including early retirement, Audi said in a statement Tuesday after reaching an agreement with employee representatives.

The approximately 50,000 remaining Audi employees in Germany will have job guarantees through 2029, and Audi will create 2,000 new jobs to strengthen its engineering muscle for electric cars and digital offerings.

“We are now tackling structural issues in order to prepare Audi for the challenges ahead,” Audi Chief Executive Officer Bram Schot said in the statement. “In times of upheaval, we are making Audi more agile and more efficient.”

Talks with labor unions on the job cuts had dragged on for months, and Volkswagen appointed former BMW executive Markus Duesmann, 50, as the brand’s new chief starting in April to advance the process. He will replace Schot, who succeeded Rupert Stadler after his arrest in connection with the diesel crisis.

“VW group has embarked on a potentially significant reorganization of its activities,” Timm Schulze-Melander, Redburn industry specialist, said in a note. “Things may not move in a straight-line, but progress is expected by investors given the significant challenges in 2021 in Europe.”

Complying with tighter European emissions rules requires significant investment, while trade wars and uncertainty related to Brexit fallout adds to the complexity of managing the disruptive technology shift.

Audi has been wrestling with stricter emission-test procedures that took effect in Europe last year and led to significant production bottlenecks that bogged down deliveries.

The world’s third-largest luxury-car brand has been pushing for a fresh start with a review of its product range, which led to the decision to halt the TT coupe. The former design icon will be replaced with a battery-powered model.

To revive momentum, Audi will launch five fully-electric and seven plug-in hybrid models within two years and broaden the lineup to more than 30 electrified cars by 2025. But the transition will be costly after higher spending on electric models like the E-Tron contributed to returns last year dropping to 6% from 7.8%.

Audi produces the E-Tron at its factory in Brussels. It will add electric-car production at its two main German factories in Ingolstadt and Neckarsulm as well as part of the labor pact to ensure sufficient output.

Audi targets slightly higher deliveries and revenue this year, and an operating profit margin between 7% and 8.5%. The cost-cuts are aimed it lifting margins back to a range of 9% to 11%. Audi didn’t specify whether it can reach the goal next year as planned.

[ASEAN-Korea summit] Hyundai Motor clinches $1.5b deal with Indonesia to build automotive plant

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

[ASEAN-Korea summit] Hyundai Motor clinches $1.5b deal with Indonesia to build automotive plant

Nov 26. 2019
President of Indonesia Joko Widodo (center right) and Executive Vice Chairman of Hyundai Motor Group Chung Euisun (center left) chat in front of Kona Electric after leaving a signature on the car, prior to the investment clinch ceremony which took place at the automaker’s plant in Ulsan, Tuesday. (Hyundai Motor Group)

President of Indonesia Joko Widodo (center right) and Executive Vice Chairman of Hyundai Motor Group Chung Euisun (center left) chat in front of Kona Electric after leaving a signature on the car, prior to the investment clinch ceremony which took place at the automaker’s plant in Ulsan, Tuesday. (Hyundai Motor Group)
By By Kim Da-sol
The Korea Herald

511 Viewed

Hyundai Motor Group on Tuesday clinched a $1.5 billion investment deal with the Indonesian government to construct an automotive plant in Delta Mas in Bekasi, Indonesia, which will be the automaker’s first finished car production facility in the Southeast Asian region.

The investment clinching ceremony was attended by President of Indonesia Joko Widodo, Coordinating Minister for Maritime Affairs and Investment of Indonesia Luhut Binsar Pandjaitan, Coordinating Minister for Economic Affairs of Indonesia Airlangga Hartarto, Chairman of Indonesian Investment Coordinating Board Bahlil Lahadalia, Executive Vice Chairman of Hyundai Motor Group Chung Euisun and President and CEO of Hyundai Motor Company Lee Won-hee. The ceremony took place at Hyundai Motor’s automotive plant in southeastern city of Ulsan.

“Establishing Hyundai Motor’s local factory in Indonesia is an achievement based on the Indonesia government’s active cooperation and support,” said Executive Vice Chairman Chung during the ceremony.

He added that the automaker will continue to contribute to the growth of the ASEAN region and meet the Indonesian government’s eco-friendly car policy.

The investment comes three years after the automaker launched a business unit in charge of entry to the Southeast Asian market in 2017.

Located 40 kilometers from the Indonesian capital, Hyundai Motor’s finished car factory will be built over 776,000 square meters by 2021.

Up to $1.55 billion will be injected by 2030 to expand the facility to hold up to 250,000 cars from the currently planned 150,000 vehicles.

The automaker said the manufactured vehicles at its Indonesian plant will be exported to other Southeast Asian countries including the Philippines, Thailand and Vietnam, while exports to Australia and Middle East are also under review.

Separate from finished cars, exports of auto parts for complete knock down, to be assembled at the final destination, are also among the plans, the automaker said.

The latest deal hints at the automaker’s official entry to Southeast Asia’s largest market for vehicles, also aiming to make use of export benefits in the country, such as in-state tax exemptions.

Market data shows that 1.15 million vehicles were sold in Indonesia last year, in a country where some 270 million population reside, posting an average 5 percent economic growth annually.

In major Southeast Asian countries including Indonesia, Thailand, Malaysia, the Philippines, Vietnam and Singapore, up to 4.49 million vehicles are expected to be on roads by 2026, from the current 3.17 million units as of 2017.

Strategically targeting Indonesia, the automaker said it plans to newly develop small-sized sport utility vehicles and compact multipurpose vehicles, while the production for electric vehicles is one of the possible scenarios.

For stable operation at the new Indonesia factory, Hyundai Motor said it will conduct a differentiated strategy and system from product development and production to sales, by focusing on customer-centered strategy.

The automaker said it will adopt a built-to-order system, offering customers more options and reducing the company’s stock management cost.

Amid the rapidly growing e-commerce environment for consumers, the automaker said it will also introduce an omnichannel retail platform for purchasing a car by collaborating with industry-leading e-commerce companies.

Its localization strategy will include developing innovative information technology functions including a voice command system and vehicle control unit technology, targeting young population in the local market.

Hyundai Motor also plans to secure some 100 nationwide dealership networks by the end of 2021, considering customer accessibility and demand per regions.

The automaker said it will also push for collaboration between auto parts makers in South Korea and Indonesia to bolster Indonesian auto parts companies’ technology development.

By Kim Da-sol (ddd@heraldcorp.com)

อีซูซุ ทุ่ม 4,000 ล้านปรับโฉม

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อีซูซุ ทุ่ม 4,000 ล้านปรับโฉม

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 01:00 น.
The TOUCH,กลุ่มตรีเพชร,อีซูซุ,บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ
เปิดอ่าน 153 ครั้ง

ชง The TOUCH  คอนเซ็ปต์ใหม่เพื่อลูกค้ายุคดิจิตอล

เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิตอล กลุ่มตรีเพชร ตั้งใจปรับโฉมให้ดูทันสมัยทุ่มงบ เดินหน้าปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการรูปแบบใหม่กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ เอาใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

กลุ่มตรีเพชร  โดย  คุณปนัดดา เจณณวาสิน  กรรมการรองผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชร  อีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “กลุ่มตรีเพชรได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศดำเนินการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการอีซูซุคอนเซ็ปต์ใหม่  ภายใต้แนวคิด “The TOUCH”  ซึ่งไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงด้าน “ฮาร์ดแวร์” คือตัวโชว์รูมและศูนย์บริการรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องสถานที่คือเรื่องของ “ซอฟต์แวร์” ซึ่งเรามุ่งเน้นที่จะยกระดับการบริการด้านต่าง ๆ โดยนำเอาเอกลักษณ์การบริการตามแบบฉบับอีซูซุที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 62 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มาสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้าเมื่อมาที่อีซูซุ รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการอำนวยความสะดวกและช่วยประหยัดเวลาของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการคอนเซ็ปต์ใหม่เริ่มทยอยปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยจำนวน 16 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากอาคารสำนักงานใหญ่และศูนย์บริการของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเป็นต้นแบบให้กับผู้จำหน่ายทั่วประเทศ หลังจากนี้คาดว่าภายในปี 2565 จะแล้วเสร็จมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 4.3 พันล้านบาท นับเป็นเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

สำหรับความหมายที่แฝงผ่านตัวอักษร T-O-U-C-H  มีดังนี้

T มาจาก “Trust” หรือ “ความเชื่อมั่น”  ที่ผู้ใช้รถชาวไทยมีให้กับ “อีซูซุ” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “แบรนด์ที่คุ้มค่าเงินสูงสุด” (Best Value for Money) นั่นคือคุณภาพดีที่สุด ประหยัดน้ำมันที่สุด เครือข่ายการจำหน่ายและการบริการหลังการขายดีที่สุด และราคาขายต่อดีที่สุด ทำให้    “อีซูซุ” เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นเสมอมา จนเกิดคำกล่าวของผู้ใช้รถชาวไทยที่ว่า”รถบรรทุก ต้องอีซูซุ” “รถปิกอัพ ต้องอีซูซุ”

O มาจาก “Omotenashi” หรือ “วัฒนธรรมการบริการเหนือระดับ ซึ่งเป็นแนวคิดของวัฒนธรรมการบริการของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่าคนมีจิตบริการเป็นเลิศ    อีซูซุถือเป็นเจ้าแรกในแวดวงธุรกิจเมืองไทย ไม่เฉพาะแต่ในวงการรถยนต์เท่านั้น ที่นำวัฒนธรรมการบริการนี้มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกระดับจากโครงการ “ยิ้มจากใจ” หรือ Hearty Smile ซึ่ง            ผู้จำหน่ายอีซูซุทุกแห่งได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

U มาจาก “Understanding” หรือ “ความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า”   โดยอีซูซุมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเสมอ โดยยึดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลักตลอดมา

C มาจาก “Community” หรือ “เพื่อชุมชน” เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกในชุมชนต่าง ๆ ของสังคมไทย

H มาจาก “Hi-tech” หรือ “เทคโนโลยีล้ำสมัย   อีซูซุคือผู้นำด้านนวัตกรรมในวงการรถยนต์ของไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พลานุภาพ…พลิกโลก! ที่พัฒนาตามแนวคิด “ยนตรกรรมที่เหนือคำว่าปิกอัพ” (Beyond the Pickup)  สำหรับการบริการหลังการขายในยุคดิจิตอลนี้ อีซูซุได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น เช่น เว็บแอพลิเคชั่น “my-ISUZU” , Line official และ Social media ต่าง ๆ เป็นต้น

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

เปิดยิ่งใหญ่! แปซิฟิค มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 22

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400817?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดยิ่งใหญ่! แปซิฟิค มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 22

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ศูนย์การค้าแปซิฟิค พาร์ค,ภาคตะวันออก,EEC,แปซิฟิค มอเตอร์ โชว์
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

ผู้จัดหวังยอดจอง 750 คัน กับงานมหกรรมยานยนต์แห่งภาคตะวันออก

นับเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ มหกรรมยานยนต์ของภาคตะวันออก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยมีค่ายรถต่างตบเท้าเข้าร่วมมากถึง 24 แบรนด์ และทางจักรยานยนต์อีก 12 แบรนด์ มั่นใจว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานกว่า 700 ล้านบาท พร้อมกระตุ้นบรรยากาศเศรษฐกิจในพื้นที่มากยิ่งขึ้น  ศูนย์การค้าแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายสมบูรณ์ วรปัญญาสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา จำกัด กล่าวว่า งาน แปซิฟิค มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 22″ จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ “เลือกรถถูกใจ…เลือกสไตล์ที่เป็นคุณ”  ต้องขอขอบคุณบริษัทยานยนต์ทั้ง 24 แบรนด์ ได้แก่ BMW, FORD, HONDA, ISUZU, MAZDA, MITSUBISHI, NISSAN, SUBARU, SUZUKI, TOYOTA บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า SCP และ DT MOTOR

รวมถึงบริษัทรถจักรยานยนต์-รถบิ๊กไบค์อีก 12 แบรนด์ ได้แก่ BENELLI, GPX, HONDA, HONDA BIGWING, KAWASAKI, ROYAL ANFIELD, PLATINUM, VESPA, YAMAHA, ZONGSHEN RYUKA และ 2ค่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (DECO, H-SEM) พร้อมบริษัทตบแต่งรถ ล้อแม็กซ์-ยางรถยนต์และอุปกรณ์ประดับยนต์ พร้อมทั้งนำเสนอแคมเปญส่งเสริมการขายมาร่วมสร้างสีสันให้การจัดงานในครั้งนี้

การจัดงานปีนี้ถูกขยับเวลามาร่วมหนึ่งเดือน เนื่องจากเราได้ปรับปรุงพื้นที่ศูนย์การค้าฯ เพื่อรองรับการเติบโตและตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์คของเมืองศรีราชา ทำให้ช่วงเวลาจัดงานคาบเกี่ยวกับงาน “Motor Expo 2019” แคมเปญส่งเสริมการขายของค่ายยานยนต์ก็เป็นแคมเปญเดียวกัน ประกอบกับผู้บริโภคมีความต้องการใช้รถและเปลี่ยนรถใหม่ รวมทั้งอัดโปรโมชั่นเสริมมูลค่ากว่า 500,000 บาท ช่วยกระตุ้นยอดขายอีกทางหนึ่ง โดยผู้ที่จองรถภายในงาน ช่วยจ่ายครึ่งแสน จำนวน 9 รางวัล หรือจองมอเตอร์ไซค์ภายในงานเราช่วยจ่าย 3,000 บาท จำนวน 9 รางวัล

อีกทั้งปัจจัยหนุนด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก “EEC” มีส่วนทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ล่าสุดการเซ็นสัญญาครั้งประวัติศาสตร์

โครงการรถไฟความเร็วสูง (Speed Train) เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าลงทุน 2.24 แสนล้านบาท โดยมีแนวเส้นทางเริ่มต้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ผ่านเข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าตามแนวทางรถไฟสายตะวันออกสู่สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา สู่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นสถานีสุดท้าย โดยขบวนรถทำความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้บรรยากาศอำเภอศรีราชาคึกคักยิ่งขึ้น

ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มมากกว่าเดิม มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่พื้นที่มากกว่าที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เรามั่นใจจะปิดยอดจองยานยนต์ได้ตามที่คาดไว้กว่า 750 คัน เงินสะพัดภายในงานกว่า 700 ล้านบาทอย่างแน่นอน   โดนมีผู้ชมงานกว่า 540,000 คน พร้อมอัดกิจกรรมโชว์เร้าใจตลอด 9 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2562  ศูนย์การค้าแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ชมฟรี!! ตลอดงาน

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์มีดีมากกว่าความใหญ่

Published November 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400476?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์มีดีมากกว่าความใหญ่

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์,ยานยนต์
เปิดอ่าน 169 ครั้ง

เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์มีดีมากกว่าความใหญ่ คอลัมน์… ยานยนต์

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับปิกอัพรุ่นแรกของเอ็มจีในไทย คือ “เอ็กซ์เทนเดอร์” ซึ่งเอ็มจี ให้นิยามมันว่า “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” ความหมายก็ตามนั้นคือ เป็นรถปิกอัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด หลังจากศึกษาพบว่าลูกค้าปิกอัพชอบรถคันใหญ่

เอ็กซ์เทนเดอร์มี 2 ตัวถัง คือ ไจแอนท์ แค็บ หรือปิกอัพมีแค็บ ซึ่งมี 5 รุ่นย่อย ราคา 5.49-7.29 แสนบาท และดับเบิลแค็บ หรือปิกอัพ 4 ประตู 5 รุ่นย่อย ราคา 7.59 แสนบาท-ไปจนถึง 1.02 ล้านบาท ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ
ราคาที่เปิดมาไม่ถึงกับทำให้ตลาดร้องว้าว… เพราะไม่ได้ถูกกว่าค่ายใหญ่ๆ ในตลาดอย่างเด่นชัด ซึ่งเอ็มจีก็พูดชัดเจนว่าไม่ต้องการใช้เรื่องราคาเป็นตัวนำ เพราะต่อไปในอนาคตจะถูกมองว่าเป็นปิกอัพราคาถูกและยากที่จะแก้ภาพนั้นได้ ก็ใช้วิธีเกาะกลุ่มราคากันไป แล้วไปใส่ออปชั่นให้เหนือกว่าคู่แข่งแทน

เอ็มจีพูดชัดเจนว่าจุดขายของเอ็กซ์เทนเดอร์ จะต้องพยายามสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งซึ่งนอกจากเรื่องของความกว้างขวาง (แต่ถ้าเบาะนั่งผู้ขับขี่จะเพิ่มความยาวเพื่อรองรับต้นขาอีกหน่อยก็จะดี) ความนุ่มนวลที่โดดเด่นแล้วก็ยังมีจุดขายในเรื่องของออปชั่นที่ใส่เข้ามาเต็มที่ โดยอุปกรณ์มาตรฐานสำคัญๆ ด้านความปลอดภัย เช่นดิสก์เบรก 4 ล้อ ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเสริมแรงเบรก ระบบกระจายแรงเบรก ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน กล้องมองภาพรอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลัง เป็นต้น

ภายในห้องโดยสารใช้วัสดุสัมผัสนุ่ม หรือซอฟท์ทัชหลายจุด เช่น ส่วนล่างของคอนโซลหน้า แผงประตู และกล่องเก็บของระหว่างเบาะ
เอ็กซ์เทนเดอร์ยังติดตั้งไอ-สมาร์ท ที่จะเป็นลูกเล่นใหม่ในตลาดปิกอัพ เป็นระบบที่สั่งการให้โทรออกเปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ หน้าต่างฝั่งคนขับ วิทยุภายในรถ รวมถึงสามารถใช้ค้นหาจุดสนใจได้ทั้งทางหน้าจอ ทัชสกรีน หรือว่าสมาร์ทโฟน การตรวจสอบข้อมูลของรถ การสั่งล็อกหรือคลายล็อกจากระยะไกล ตรวจสอบตำแหน่งรถ แข้งความผิดปกติ เป็นต้น
แผงหน้าปัดแบบสปอร์ต จอทัชกรีน 10 นิ้ว กุญแจระบบสมาร์ทคีย์ ระบบพุชสตาร์ท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า เบาะด้านหลังพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ หากว่าเดินทางกันแค่ 2 คนก็เป็นอีกหนึ่งการออกแบบเพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งาน

ทั้ง 2 รุ่นใช้เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,400 รอบ/นาที

เกียร์มีทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เกียร์ธรรมดา 6 สปีด การขับขี่มีโหมด ECO และ POWER ให้เลือก และรุ่นดับเบิลแค็บมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนน 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L
เอ็มจีบอกว่าตั้งแต่เปิดตัว การผลิตยังไม่พร้อมนัก แต่ตอนนี้เริ่มพร้อมกับรุ่น 4 ประตูที่เริ่มส่งเข้าโชว์รูมและเริ่มส่งมอบให้ลูกค้า และมีรถพร้อมสำหรับการทดสอบ

เอ็มจี จัดทดสอบไล่จากไต้ขึ้นมา อีสาน เหนือ แบ่งเป็นช่วงๆ รวมแล้วกว่า 3,000 กม. ซึ่งผมไปรับช่วงขอนแก่น-เลย-พิษณุโลก ซึ่งเป็นหนึ่งเส้นทางที่สวยงาม หลากหลาย และมีความท้าทาย เพราะมีทั้งทางหลวง ทางเล็กๆ ระหว่างเมือง และทางเขา เช่น ช่วงที่ขึ้นไปภูเรือ หรือช่วงจากภูเรือมาพิษณุโลกผ่านทางนครไทย วังแก้ว

รุ่นที่ทดสอบเป็น 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ 161 แรงม้า เพียงพอต่อการใช้งาน เดินทางได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางแบบไหน การออกตัวทำได้ดี กระฉับกระเฉงสำหรับรถปิกอัพ การเร่งแซงก็ไว้ใจได้ ไม่ว่าช่วงทางราบหรือว่าการแซงบนภูเขา ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานสำหรับการเดินทาง เพราะรุ่นนี้ไม่ได้เน้นการบรรทุก แต่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า
การออกตัว การทำความเร็วช่วงต้น ช่วงกลางทำได้ดี แต่ช่วงความเร็วปลายจะอืดๆ หน่อย แต่ก็คงไม่ใช่สาระสำคัญนัก เพราะมันเป็นความเร็วที่ในชีวิตประจำวันคงไม่ค่อยได้ใช้กันนัก
ส่วนโหมดเพาเวอร์ ช่วยกระตุ้นการตอบสนองของเครื่องยนต์ขึ้นมาได้ แต่ไม่มากนัก โดยส่วนตัวผมว่าไม่จำเป็นต้องใช้ การทำงานของเกียร์ลื่นไหลดี จังหวะเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล ไม่มีจังหวะสะดุดหรือกระชาก และมีระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองหากใครต้องการ แต่ผมว่าไม่จำเป็นอีกเช่นกัน ใส่เกียร์ D ก็พอ ระบบเกียร์ที่ฉลาดช่วยให้การขับขี่ลื่นไหล ยกเว้นช่วงลงเนินยาวๆ ถึงจะหันมาใช้เพื่อให้เกิดเอ็นจิ้นเบรก ลดการใช้เบรกปกติ

ระบบกันสะเทือนของเอ็กซ์เทนเดอร์ ด้านหน้าอิสระปีกนกคู่ด้านหลังแหนบแบบซ้อนแผ่น แต่เอ็มจีเซตช่วงล่างต่างจากค่ายอื่นๆ คือ การรับน้ำหนักน้อยกว่า เหตุผลก็คือมองว่าตลาดนี้ลูกค้าไม่มีเป้าหมายใช้รถเพื่อบรรทุกสิ่งของที่หนักนัก ดังนั้นจึงปรับตั้งให้สะดวกสบายรองรับคนโดยสารมากกว่า
ผลออกมาตามนั้นครับ ช่วงล่างนุ่ม นั่งสบายจริง การกระแทกกระเทือนมีน้อย เจอทางขรุขระเป็นหลุมเป็นร่องเอ็กซ์เทนเดอร์เก็บเรียบ เชื่อว่าใครที่ชอบความนุ่มๆ สบายจะชอบอารมณ์ของมัน
และสิ่งที่ต้องชมอีกอย่างคือทำให้นุ่ม แต่ไม่ยวบครับ แต่ก็แน่นอน ความนุ่มของช่วงล่างมีผลบ้างกับการขับขี่ในเส้นทางคดโค้งบนเขา จากการให้ตัวของตัวถัง ช่วงแรกๆ ของการไต่ขึ้นภูเรือผมก็ค่อยๆ ย่องสร้างความคุ้นเคย เมื่อรู้จักกันมากขึ้นก็ค่อยเติมความเร็วเข้าไป และก็รับรู้ได้ว่าเอ็กซ์เทนเดอร์ก็ขับสนุกได้ในเส้นทางแบบนี้ ก็อย่างที่บอกครับว่ามีอาการย้วยบ้าง แต่ไม่ยวบ

แน่นอนอารมณ์บนเขาไมได้สปอร์ตเหมือนปิกอัพบางรุ่น เช่น ฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ก็รองรับเส้นทางเขาได้สบายๆ พวงมาลัยแม่นยำใช้ได้ น้ำหนักอาจจะเบาไปหน่อย เอาใจคนชอบขับสบายๆ แต่สายสปอร์ตน่าจะอยากได้หนักกว่านี้สักหน่อย แต่จุดดีของมันก็คือที่ความเร็วสูง ความนิ่งของพวงมาลัยยังดี การควบคุมไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก แค่จับหลวมๆ เช่นเดิม เสียดายแต่ว่าการปรับพวงมาลัยมีเฉพาะขึ้น-ลง เท่านั้น แต่ปรับเข้า-ออก ไม่ได้
โดยสรุปต้องบอกว่าเป็นรถสำหรับใช้เดินทาง มันสอบผ่าน เครื่องยนต์ใช้ได้ อาจจะไม่เด่นนัก รถกว้างขวางนั่งสบาย แถมด้วยความเงียบภายในห้องโดยสารที่เด่นมาก ไม่ว่าเสียงเครื่องยนต์ เสียงยาง เสียงลม ที่เล็ดลอดเข้ามาได้น้อยครับ

แอคคอร์ด สอบผ่านความปลอดภัย

Published November 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400568?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 แอคคอร์ด  สอบผ่านความปลอดภัย

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 01:00 น.
ฮอนด้า แอคคอร์ด,ASEAN NCAP,NCAP,แอคคอร์ด,honda,Honda Accord
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

หลังจาก ASEAN NCAP ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวด้วยคะแนนรวม 91.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน 

NCAP หรือชื่อเต็ม New Car Assessment Program หนึ่งในองค์กรที่จะขอนำรถรุ่นใหม่ๆ มาทำการทดสอบความปลอดภัยโดยจำลองทุกสถานการณ์ จนเป็นที่น่าเชื่อถือในฝั่งยุโรป จนในที่สุดทางเอเซียก็ตั้ง ASEAN NCAP ASEAN New Car Assessment Program ขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งในฝั่งเอเซียถือว่าเป็นฐานผลิตรถยนต์ส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆ จึงตั้ง ASEAN NCAP เพื่อทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยของรถยนต์ที่ผลิตทางฝั่งเอเซียขึ้นด้วย จึงถือว่าเป็นมาตราฐานของผู้ผลิตรถ และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกรถที่คุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่สวยเฉพาะหน้าตาแต่ใช้จริงก็ต้องปกป้องคนในรถด้วยเช่นกัน….

ล่าสุด  ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด ประกาศความสำเร็จอีกขั้น ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง โดยล่าสุด ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP เป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยรถที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ New Car Assessment Program for Southeast Asia

ทั้งนี้ การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ASEAN NCAP และสถาบันวิจัยยานยนต์ประเทศญี่ปุ่น (JARI)

โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวด้วยคะแนนรวม 91.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากการประเมินที่ประกอบด้วย

การทดสอบการชนจากด้านหน้า

การชนจากด้านข้าง

การประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

โดยได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ Adult Occupant Protection: AOP สูงถึง 49.07 คะแนน

การปกป้องผู้โดยสาร  ที่เป็นเด็ก Child Occupant Protection: COP 23.28 คะแนน

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย Safety Assist Technologies: SATs 19.44 คะแนน

นอกจากนี้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง Honda SENSING

ที่ผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

อีกทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) เป็นต้น

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับการออกแบบตัวถังนิรภัยด้วยเทคโนโลยี ACE Advanced Compatibility Engineering ที่ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ G-CON G-Force Control มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง

พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยอื่นๆ ที่ครบครัน อาทิ

ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Vehicle Stability Assist: VSA

ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บน  ทางลาดชัน Hill Start Assist: HSA

สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน Emergency Stop Signal: ESS

กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ Multi-angle Rearview Camera

ระบบเบรกมือไฟฟ้า Electric Parking Brake

ระบบ Auto Brake Hold และ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Honda LaneWatch

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาวแล้ว สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ที่ผลิตในประเทศไทย ยังได้มีการส่งออกเพื่อจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตที่ครบครันภายใต้มาตรฐานเดียวกับฮอนด้าทั่วโลก และสะท้อนถึงการยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยพนักงานชาวไทยได้เป็นอย่างดี

จากความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการนำเสนอยนตรกรรม   ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่และด้านความปลอดภัยอันล้ำสมัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนในทุกการเดินทาง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

หมายเหตุ : อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและในแต่ละประเทศ

* ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

** สำหรับซีวิค (รุ่นปี 2016) และเอชอาร์-วี (รุ่นปี 2015) ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘เรธ อีเกิล 8’ สปอร์ตคูเป้แพงที่สุด! หนึ่งเดียวในสยาม

Published November 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ‘เรธ อีเกิล 8’ สปอร์ตคูเป้แพงที่สุด! หนึ่งเดียวในสยาม

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
Pinnacle of Luxury,โรลส์-รอยซ์,Eagle VIII
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

โรลส์-รอยซ์ เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นพิเศษเ ‘เรธ อีเกิล 8’ รถสะสมของ “อภิอัครมหาเศรษฐี” เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาดรถยนต์หรูในไทยนับว่าไม่ธรรมดา โดยทาง โรลส์-รอยซ์  ให้ความสำคัญเพราะคนไทยเองชอบศิลปะของ bespoke  ที่หมายถึง ผลิตตามคำสั่ง นั่นเอง ไทยเองมีความเติบโตขึ้นและอายุผู้เป็นเจ้าของยนตรกรรมหรูเริ่มน้อยลงจากเลขห้าลงมาเหลือสี่ และ ‘เรธ อีเกิล 8’ ที่นำเสนอคันนี้ราคาไม่ได้รับการเปิดเผยออกมา แต่จากราคาของรุ่น เรธ ปกติจะเริ่มต้นที่ 32 ล้านบาท ประมาณการณ์ว่า ‘เรธ อีเกิล 8’ มีเฉียด ห้าสิบล้านเพราะนี่ คือหนึ่งในรถสะสมของ “อภิอัครมหาเศรษฐี”

‘เรธ อีเกิล 8’ สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการเดินทางอันน่าทึ่งของ 2 นักบิน คือ กัปตันจอห์น อัลค็อก และ อาร์เธอร์ บราวน์ ผู้ประสบความสำเร็จในการขับเครื่องบินทิ้งระเบิด Vickers Vimy สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 1 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่จอดพัก เป็นครั้งแรกของโลกช่วงปี 2462

เครื่องบินที่ผ่านการปรับแต่งเป็นพิเศษ ติดตั้งเครื่องยนต์ของ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 Eagle VIII 350 แรงม้า ถึง 2 ตัว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่นสำหรับยนตรกรรมสุดพิเศษนี้ เป็นเสมือนการฉลองครบรอบ 100 ปี ของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ที่สะท้อนถึงการผจญภัยในปัจจุบัน และเพื่อเป็นเกียรติแด่บรรดาวีรบุรุษผู้บันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่

ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ นักบินทั้ง 2 ประสบปัญหาแทบจะทุกรูปแบบ วิทยุสื่อสารและระบบ นำทางไม่สามารถใช้งานได้เกือบตลอดการบิน ทำให้ทั้งคู่ต้องอาศัยสัญชาติญาณ บินผ่านกลุ่มเมฆหนาทึบและหมอกเย็นจัดนานหลายชั่วโมง บางครั้งถึงขั้นบินกลับหัว แต่ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมของ อาร์เธอร์ บราวน์ ก็สามารถทำให้พวกเขารอดมาได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 กลายเป็นสิ่งเดียว ในค่ำคืนนั้นที่สามารถทำงานได้อย่างไร้ที่ติตลอดการบิน ทำลายสถิติด้วยความเร็วเฉลี่ยสูงถึง 185 กม./ชม.

“ผมไม่แน่ใจว่าควรชมเชยสิ่งใดมากสุด ระหว่างความมุทะลุความมุ่งมั่นทักษะวิทยาศาสตร์เครื่องบินเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ หรือความโชคดีของพวกเขา”

เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล กล่าวถึงการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของ อัลค็อก และ บราวน์ และยังเป็นข้อความที่ถูกนำมาติดอยู่ภายในรถคันนี้อีกด้วย

ตัวถังของ ‘เรธ อีเกิล 8’ใช้ สีกันเมทัลตัดกับสีเซลบี เกรย์ Selby Grey สีเดียวกันที่ใช้บนตัวเครื่องบิน  แบ่งเป็นสัดส่วนโดยเส้นทองเหลือง สื่อถึงรายละเอียดที่อยู่ด้านใน กระจังหน้า

สีดำได้รับอิทธิพลจากเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเครื่องบินทิ้งระเบิด Vickers Vimy ขณะที่ล้อแม็กเคลือบเงาเป็นบางจุดด้วยสีเทาเข้มคล้ายใบพัดเครื่องบิน

ห้องโดยสารผ่านการตกแต่งอย่างประณีตและดูร่วมสมัย ให้สอดคล้องกับสีตัวถัง วัสดุทองเหลืองถูกใช้ในจุดสำคัญทั่วทั้งส่วนของที่นั่งคนขับ หนังแท้สีเซลบี เกรย์ (Selby Grey) และสีดำ แต่งขอบด้วยทองเหลือง สื่อถึงเครื่องวัดระยะทางหาเส้นรุ้งและเส้นแวงทองเหลือง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

กรอบลำโพงผลิตจากทองเหลือง แสดงระยะทางโดยประมาณกว่า 1,880 ไมล์ ของไฟล์ทการบินในตำนาน นอกจากนั้นโมโนแกรม ‘RR’ ยังถูกตกแต่งด้วยด้ายสีทองเหลืองบนที่วางแขน ความสว่างไสวของทองเหลืองช่วยเติมเต็มช่องใส่ของบริเวณประตู ขณะที่ประตูฝั่งผู้ขับตกแต่งด้วยแผ่นเหล็ก สลักถ้อยแถลงของเชอร์ชิลต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของนักบินทั้งคู่

แดชบอร์ดถูกตกแต่งให้สะท้อนทิวทัศน์ ด้วยแรงบันดาลใจจากไฟล์ทบินยามราตรีของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ซึ่งนักบินทั้ง 2 ได้เห็นในท้ายที่สุด หลังบินฝ่าเมฆหมอกหนาออกมาได้สำเร็จ ด้วยกรรมวิธีร่วมสมัย

ผสานเทคนิคดั้งเดิม ไม้ยูคาลิปตัสรมควันผ่านการชุบสูญญากาศเป็นสีทอง ก่อนนำไปเลี่ยมกับเงินและทองแดง เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดอันสวยงามของพื้นโลกยามค่ำคืนเมื่อมองจากท้องฟ้า การตกแต่งนี้

ทอดยาวไปจนถึงคอนโซลกลาง มอบประสบการณ์พิเศษแด่ผู้ครอบครอง เบาะผู้ขับสอดคล้องกับเพดานรถ ขณะที่ส่วนล่างของอุโมงค์กลางถูกบุและเย็บด้วยด้ายทองเหลือง สะท้อนถึงเครื่องบิน Vickers Vimy เครื่องยนต์ วี12 สูบ ได้อย่างชัดเจน

นาฬิกาในรถยนต์  โรลส์-รอยซ์ นับเป็นเครื่องประดับอันเลอค่าอีกชิ้นหนึ่ง ลูกค้าหลายท่านจึงเลือกตกแต่งในส่วนนี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา ‘เรธ อีเกิล 8’ ก็เช่นกัน ผู้บุกเบิกที่กล้าหาญของเราพบว่า

แผงหน้าปัดอุปกรณ์ของพวกเขาแทบกลายเป็นน้ำแข็ง เนื่องจากระดับความสูงและสภาพอากาศอันย่ำแย่ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนั้น มาจากแสงสีเขียวของแผงควบคุมและประกายไฟจากเครื่องยนต์ทางกาบขวาของเครื่องบิน

เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แผนก Bespoke Collective ของ โรลส์-รอยซ์ ได้ประกอบนาฬิกาเข้ากับพื้นผิวที่ตกแต่งให้ดูคล้ายมีน้ำแข็งเกาะอย่างอัจฉริยะ แสงสีเขียวเรืองรองส่องสว่างยามกลางคืน เข็มชั่วโมง สีแดงแบบเดียวกับเข็มทิศ ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายเส้นสายบนแผงหน้าปัดนาฬิกา ขณะที่พิกัดลงจอดถูกสลักไว้ด้านล่าง

 

ส่วนประกอบที่มีเสน่ห์มากสุดของรถคันนี้ เป็นเพดานห้องโดยสารที่สวยงามด้วยแสงดาว Starlight Headliner เส้นใยไฟเบอร์ออปติก 1,183 จุด แสดงตำแหน่งของดวงดาวบนฟากฟ้าในช่วงเวลาของไฟล์ทบินในปี 2462 เส้นทางบินและหมู่ดาวต่างๆ ถูกถักร้อยด้วยเส้นด้ายทองเหลือง โดยเรื่องราวที่ทั้ง 2 บินฝ่าหมู่เมฆเพื่อใช้ดวงดาวนำทาง ถูกบอกเล่าผ่านเส้นใยนำแสงไฟเบอร์ออปติกสีแดง ควบคู่กับการเย็บปักเป็นลาย

ก้อนเมฆ นอกจากนั้นยังมีแผ่นเหล็กที่มีข้อความ ‘The celestial arrangement at the halfway point 00:17am June 15th 1919, 50” 07’ Latitude North – 31” Longitude West’ แสดงจุดกึ่งกลางของการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์

คุณกฤษดา สวามิภักดิ์, ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของประวัติศาสตร์การเดินทางอันยิ่งใหญ่ เราภูมิใจนำเสนอหนึ่งในยนตรกรรมรุ่นพิเศษ ที่สามารถสะท้อนความหรูหรา, ความประณีต และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งลูกค้า โรลส์-รอยซ์ ในไทย ล้วนชื่นชอบยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และประณีตบรรจง ปีนี้ โรลส์-รอยซ์ จึงตอบสนองด้วยยนตรกรรมสั่งทำพิเศษอีก 1 รุ่น นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่งาน ‘The 2019’ ที่ได้รวบรวมยนตรกรรมสุดหรูมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด”

สุดท้ายถ้าท่านผู้อ่านทุกท่านอยากชมคันจริงจะสัมผัสถึงความเป็นงานศิลปะชั้นสูงมากกว่าแค่ยนตรกรรมลักซ์ชัวรีระดับโลก โดยจัดแสดงเป็นครั้งแรกในงาน ‘Pinnacle of Luxury 2019’ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562  ณ สยามพารากอน แฟชั่นฮอลล์

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

%d bloggers like this: