Auto

All posts tagged Auto

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

Published November 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 15:00 น.
Audi Q3,Q3,อาวดี้,SUV,รถเอสยูวี,คอมแพคท์ครอสโอเวอร์
เปิดอ่าน 1 ครั้ง

อย่าเพิ่งตัดสินใจถ้าคุณยังไม่เห็นราคา….คอมแพคท์ ครอสโอเวอร์สุดพรีเมี่ยมรุ่นนี้!!!!

ตลาดระอุคอมแพคท์ครอสโอเวอร์หรูเดือดเมื่อ อาวดี้ ประเทศไทย ส่ง  “Audi Q3” รถนำเข้าจากเยอรมนีแต่ราคาเหมือนรถประกอบในโดยลูกค้าสามารถเลือกถึง 3 รุ่นย่อย คือ Q3 35 TFSI รุ่นเริ่มต้นที่  2.29 ล้านบาท  และ Q3 35 TFSI S line ที่ตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน ราคา 2.499 ล้านบาท  อีกรุ่นที่น่าสนใจที่มากับความเป็นสปอร์ตเอสยูวี บอดี้สไตล์คูเป้  Q3 Sportback S line  2.649 ล้านบาท  พร้อมโปรเด็ดรับ Motor Expo 2019 ผ่อน 0% สูงสุดนาน 7 ปีหรือจอง A8 L , Q8 มีสิทธิ์แลกซื้อ A1 Sportback ในราคา 1 ล้านบาทอีกด้วย

อาวดี้ เปิดเกมรุกเซอร์ไพรส์ตลาดปลายปี หลังจากช่วงที่ผ่านมาเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง อาทิ A1 Sportback, A6 Avant Black Edition ล่าสุดเปิดตัวคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ลุคสปอร์ต “Audi Q3” เป็นครั้งแรก และยังเพิ่มอีกความแรงด้วยสปอร์ตเอสยูวีสไตล์คูเป้  “Q3 Sportback” ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับความนิยมมากในเยอรมนี

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า เซ็กเมนต์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย คือกลุ่มพรีเมียม SUV จึงตัดสินใจนำ The new Audi Q3 และ The new Audi Q3 Sportback เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย

Audi Q3 ได้รับการพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 โดยในรุ่นนี้มีขนาดของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกมิติ ตัวรถมีความยาวตัวถังมากกว่ารุ่นก่อนถึง 96 มม. ความกว้างเพิ่มขึ้น 18 มม. ฐานล้อขยายให้ยาวขึ้นถึง 77 มม. หรือประมาณ 3 นิ้ว ขณะที่ความสูงลดลงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นรถที่มีรูปทรงสปอร์ตยิ่งขึ้นสอดรับไปกับตัวถังด้านข้างที่ออกแบบให้ดูมี กล้ามเนื้อ รับกับซุ้มล้อขนาดใหญ่ แข็งแรงดุดัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก DNA ของ Audi quattro ส่งผลทำให้รถมีหลักแอโรไดนามิคที่ดีขึ้น ให้ความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น

The  new Audi Q3   มาพร้อมกับสขุมพลังของเครื่องยนต์ TFSI 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ชาร์เจอร์ขนาด 1,400 CC พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง หรือ ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่รอบกว้าง 1,500-3,500 รอบ/นาที ส่งผลให้สัมผัสถึงแรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่เครื่องยนต์สามารถทำได้แบบช่วงกว้าง ระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติ S tronic 6 จังหวะ พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 9.3 วินาที  ส่งผลให้รถมีความคล่องตัวสูง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 207 กม./ชม.

ด้านหน้ายังคงอัตลักษณ์ด้วยรูปทรงกระจังหน้าแบบแปดเหลี่ยมดีไซน์ใหม่ ให้ความรู้สึกหรูหราและมั่นคงแข็งแรง และมี air inlet ขนาดใหญ่ ช่วยเสริมอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟท้ายมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เป็นไฟ LED ทรงลิ่ม ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยบานประตูท้ายที่เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้การขนสัมภาระขึ้น-ลง ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น  ยังเป็นรถที่ให้พื้นที่บรรทุกสัมภาระมากสุดถึง 530-1525 ลิตร เมื่อเทียบรถในเซ็กเมนต์เดียวกัน

ส่วนภายใน จากฐานล้อที่ขยายออกไปถึง 77 มม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร  เห็นได้จากเบาะนั่งแถวหลังปรับเอนได้แล้วยังสามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้มากถึง 15 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายยิ่งขึ้น ตอบสนองการใช้งานหลากตำแหน่งที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด รู้สึกโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด สามารถขึ้นลง เข้า-ออกได้ง่าย และการนั่งไม่จมลงไปจนอึดอัด เบาะนั่งแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line  พวงมาลัยไฟฟ้า มัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัดให้อารมณ์สปอร์ต ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

เริ่มจากมาตรวัดแสดงผลแบบ  Virtual Cockpit  แสดงผลข้อมูลสำคัญบนหน้าจอมาตรวัดหลังพวงมาลัยอย่างชัดเจนกับขนาด 10.25 นิ้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาไปจากการจราจรด้านหน้า ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS

ระบบควบคุมการทรงตัว ESC ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 2 โซน

ด้านความบันเทิงในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบ MMI Radio Plus  หน้าจอแบบสัมผัสได้ ขนาดกว้างถึง 8.8 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ระบบ Audi smartphone interface รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับ MP3 ช่องเชื่อมต่อ USB ไฟเรืองแสงในห้องโดยสารสีขาว  รองรับ Android  และ  Apple CarPlay

มีสีให้เลือกถึง 6  เฉดสี

สีขาว Glacier White

สีดำ Mythos Black

สีน้ำเงิน Cosmos Blue Metallic

สีเทา Chronos Grey Metallic

สีเทานม Daytona Grey Pearl Effect เฉพาะรุ่น S-Line

สีส้ม Pulse Orange Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีฟ้า Turbo Blue Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีภายในมีถึง 4 เฉดสี

สีน้ำตาล Okapi Brown

สีขาวมุก Pearl beige

สีดำ Black

สีเทา Grey

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ The new Audi Q3 ดังนี้

• Q3 35 TFSI ราคา 2,299,000 บาท

• Q3 35 TFSI S line ราคา 2,499,000 บาท

• Q3 Sportback 35 TFSI S line 2,649,000 บาท

ส่งท้ายปีด้วยข้อเสนอพิเศษสุดแห่งปี ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2019 ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร เริ่ม 6 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม นี้ด้วยแคมเปญผ่อน 0% สูงสุด 7 ปีหรือข้อเสนอพิเศษสูงสุด 1 ล้านบาท ไฮไลท์สำคัญอย่าง Audi TT Coupé ที่ให้คุณผ่อนเพียงเดือนละ 28,880 บาท ไม่มีบอลลูน  เมื่อดาวน์ 880,000 บาท และเมื่อซื้อ Audi A8 L หรือ Audi Q8 รับสิทธิ์แลกซื้อ Audi A1 Sportback ในราคาเพียงแค่ 1 ล้านบาท!

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Published November 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 23:00 น.
มิตซูบิชิ,มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเ,มิตซูบิชิ มอเตอร์ส,มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี,รถยนต์ไฟฟ้า,EV,MITSUBISHI
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

หลัง BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ล่าสุด มิตซูบิชิ ได้นำเสนอเรื่องราวจากประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยาวนานของตัวเองออกสู่สาธารณะชนพร้อมชูจุดเด่น  “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี”


หลังจากที่ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้รับการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุน เพื่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมาโดย ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมแผนทำตลาดรถยนต์อีวีและพีเอชอีวีซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายในภูมิภาคนี้ถึง 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ

ประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกจากชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแล้ว ยังคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเชิงอุตสาหกรรม Mass Production ในปี 2509 และภายในปี 2514 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไทพ์อี12 มินิกาแวน จำนวน 10 คันให้แก่ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริค เพาเวอร์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดตัว Mitsubishi i-MiEV มิตซูบิชิ ไอ มีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2552

ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้วางแผนสร้างยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และมีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผสานเข้ากับประสบการณ์จากการสร้างรถออฟโรดและรถอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จ  จนกระทั่งเปิดตัวรถปลั๊กอินไฮบริด  มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี  ครั้งแรกในโลกที่งาน ปารีส มอเตอร์โชว์ ปี 2555 และจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า สองแสนคันเมื่อสิ้นสุดปี 2561

ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำและวางใจได้ที่มีอยู่ใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างหลากหลายนอกเหนือจากการใช้เพื่อการขับขี่

จากเทคโนโลยี V2X Vehicle to Everything ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานได้สำหรับทุกสิ่ง รวมทั้งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำหรับครัวเรือนหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี V2H Vehicle to Home โดยรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจะทำการชาร์จไฟฟ้าเก็บไว้ และทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนได้เมื่อจอดพัก พร้อมด้วยเทคโนโลยี V2G Vehicle to Grid ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า โดยการเก็บสะสมและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเมื่อเกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานต่อพลังงานไฟฟ้า

เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและในกรณีเกิดภัยทางธรรมชาติ รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีเอชอีวีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ให้กับแหล่งชุมชน โดย มิตซูบิชิ ได้มุ่งมั่นพิสูจน์อย่างต่อเนื่องถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่าการขับขี่

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

สั่งห้ามรถไฮบริดเป็นรถแท็กซี่จริงหรือ?

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สั่งห้ามรถไฮบริดเป็นรถแท็กซี่จริงหรือ?

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 22:49 น.
ไฮบริด,Limo,โคโรล่า อัลติส ไฮบริด,โตโยต้า,Toyota Altis
เปิดอ่าน 303 ครั้ง

จากกระแสร้อนที่ว่าโตโยต้า ห้ามโชว์รูมขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด พร้อมบทลงโทษงดการจัดสรรโคโรลาทุกรุ่นในเดือนถัดไป

ล่าสุดข่าวกระแสที่ว่าโตโยต้าได้สั่งทุกโชว์รูมห้ามขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด  ไปทำแท็กซี่นั้นจริงเท็จประการใดจากเอกสารที่หลุดออกมาทางโลกโซเชียลขนาดนี้…แต่ตัว โคโรล่า อัลติส ในรุ่น Limo เกียร์อัตโนมัติ และ  1.6G เกียร์อัตโนมัติ ทางอู่รถแท็กซี่ ยังสามารถซื้อไปดำเนินการจดเป็นแท็กซี่ได้อยู่

 

ในจดหมายฉบับนี้ได้ระบุ ว่าเป็นนโยบายการขาย All New Toyota Altis ถึงผู้แทนจำหน่าย  โดยออกจาก ผู้บริหารผู้แทนจำหน่าย โดยใจความ

ได้ระบุตัวรถ All New Toyota Altis ใหม่ ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2526 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วไป รวมถึงกลุ่มลูกค้า TAXI  ด้วย ซึ่งสถานการณ์การขายโคโรล่าใน

ปัจุบันพบว่าอู่  TAXI  มีการนำรถโคโรล่า ไฮบริด มาดัดแปลงเป็นรถ TAXI  มากขึ้นรวมถึงมีบางผู้แทนจำหน่ายในเขตภูมิภาคได้มีการจำหน่ายให้กับลูกค้า TAXI ข้ามเขตการขายด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของสินค้า และสร้างความพึงพอใจไห้กับลูกค้า ทางบริษัทฯ จึงได้มีการปรับปรุงนโยบายการขายรถ All New Toyota Altis เพิ่มเติมดังนี้

นโยบาย

ห้ามขายรถHybrid ทุกรุ่น และ GR sport เป็น TAXI (เพิ่มเดิม)

ห้ามขายข้ามเขดการขาย (เน้นย้ำ)

บทลงโทษ

งดการจัดสรรโคโรลาทุกรุ่นในเดือนถัตไป

หมายเหตุ : หากผู้แทนจำหน่ายอยู่ในโครงการ Taxi channe! จะมีบทลงโทษตามกติกา และบทลงโทษในโครงการ Taxi channe! (อ้างถึงจดหมายเลขที่ SN-OGD19101 ลงวันที่ 26 กรกภาคม 2562 โดยฝ่ายวางแผนการขาย และจดหมายเลขที่ บผ.318/2562 ลงวันที่ 10 กันยายน 22 โดยนำยบริหารผู้แทนจำหน่าย)

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤตจิกายน 2562 เป็นต้นไป

จากข้อความที่ประกาศห้ามขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด นั้นยังไม่ทราบสาเหตุ ช่วงที่ทาง คมชัดลึก ได้ไปทดสอบ โคโรล่า อัลติส ไฮบริด ทางผู้บริหารโตโยต้า ไม่ได้แสดงท่าทีถึงการห้ามนำรถรุ่นนี้มาเป็นแท็กซี่แต่อย่างใด แต่อยู่ในช่วงพูดคุยกับอู่ที่สนใจนำไปทำแท็กซี่ ส่วนตัวเลขจำนวนรถ โคโรล่า อัลติส ใหม่ ที่ถูกนำไปจดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่เป็นจำนวนกี่คันนั้น ต้องรอสองเดือนถึงจะรู้จำนวนจดที่แน่นอน

 

 

แต่ในขนาดเดียวกันตอนนี้ยังมีบริษัทบางแห่งสามารถนำ โตโยต้า อัลติส ไฮบริด มาขายพร้อมจดทะเบียนได้จริงโดยเป็นรุ่นเริ่มต้น 1.8HV Entry  ดาวน์ที่ 76,900ผ่อน 22,249บาท 60งวด, 1.8HV MID ดาวน์ 81,1900 ผ่อน 23,289 บาท 60งวด,  1.8HV HIGH ดาวน์ 92,900 ผ่อน 25,579 บาท 60งวด และมีการส่งมอบกันไปบ้างแล้วด้วยซ้ำ!!

ราคาจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์ ไฮบริด 

Hybrid High เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,099,000 บาท

Hybrid Mid เกียร์อัตโนมัติ ราคา 989,000 บาท

Hybrid Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 939,000 บาท

ราคารุ่นเครื่องยนต์ เบนซิน

1.8 GR-Sport** เกียร์อัตโนมัติ ราคา 999,000 บาท

1.6G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 869,000 บาท และ

Limo เกียร์อัตโนมัติ ราคา 829,000 บาท

สำหรับลูกค้าอัลติสใหม่ คือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,500 บาท/เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นานถึง 48 เดือน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

ไขข้อข้องใจ ใช้รถอะไรรับส่งผู้นำอาเซียน

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไขข้อข้องใจ ใช้รถอะไรรับส่งผู้นำอาเซียน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู,BMW,ซีรี่ส์ 7,รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด,การประชุมสุดยอดอาเซียน,ASEAN Summit
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

จากที่ไทยเป็นผู้นำครั้งสุดท้ายของปีภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย 

หลังสิ้นสุดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ASEAN Summit ไปหมาดๆ ที่จัดขึ้นวันที่ 2-4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ก็อยากรู้ทันทีว่าารประชุมระดับสุดยอดครั้งนี้ใช้รถยนต์อะไรไว้คอยรับส่งระดับผู้นำอาเซียน และผู้นำประเทศคู่เจรจาของอาเซียนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดในประเทศไทย

แน่นอนว่ารถคันนี้ต้องเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศและกระทรวงการต่างประเทศน่าจะรับบทบาทในการรับรองแขกบ้านแขกเมืองเช่นนี้ โดยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือกับ บีเอ็มดับเบิลยู  คัดรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ตระกูลซีรี่ส์ 7 เพื่อใช้เป็นรถยนต์รับรอง และเลือกใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ล่าสุดในการต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยมีคุณธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 และคุณจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ  เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงและรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 เป็นผู้รับมอบ


บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ที่นำมาใช้ในการประชุมครั้งนี้ เป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลซีรี่ส์ 7 ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์โฉมสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมไฟหน้าทรงเรียวยาวและช่องดักอากาศขอบโครเมียมเพิ่มองค์ประกอบความหรูหราให้แก่ตัวถัง ในรุ่นนี้ใช้รุ่นที่มีฐานล้อที่ยาวขึ้นเพื่อให้แถวตอนได้หลังมีความกว้างขว้างมากขึ้น ใช้ขุมพลังเบนซิน 6 สูบแถวเรียง ให้กำลังถึง 286 แรงม้า

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 113 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 265 นิวตันเมตร ใช้เวลา   0- 100 กม. / ชม. เพียง  5.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 250 กม. / ชม.  และที่พัฒนาต่อจากรุ่นก่อนคือ สามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลถึง 54 และ 58 กิโลเมตร มากกว่ารุ่นที่แล้ว อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 2.3 ถึง 2.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

ทั้งนี้ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยอัตราการปล่อย CO2 ที่ต่ำเพียง 64 กรัมต่อกิโลเมตร สอดคล้องกับแนวคิดรูปแบบการประชุมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Meeting ของงานประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 นี้ ซึ่งประเด็นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนี่งประเด็นที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนประจำปี 2562 ร่วมกับเหล่าประเทศสมาชิกและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นผลักดันและแก้ไขเพื่อให้ประเทศสมาชิกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่าง ๆ และยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ด้วยอนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่ปลอดมลพิษอย่างยั่งยืน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

เรียกน้ำย่อย ‘ซีวิค แฮทช์แบ็ก’ หล่อเข้ม!!

Published November 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397102?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เรียกน้ำย่อย ‘ซีวิค แฮทช์แบ็ก’ หล่อเข้ม!!

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ซีวิค แฮทช์แบ็ก,honda,ซีวิค,civic,Honda SENSING,ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง
เปิดอ่าน 379 ครั้ง

ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอมแพคท์ 3 ปีซ้อน ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10

หลังจากปล่อยให้ต่างค่ายได้โหมกระแสกันไปสักพัก ฮอนด้า ก็ย้ำความเป็นรถยอดนิยมของคนไทยอีกครั้งกับการปล่อยคลิป ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่มายั่วน้ำลายเหล่าสาวกฮอนด้าให้อยากรู้ว่าจะมีอะไรใหม่มาเพิ่มเติมที่มากกว่าโทนสีดำที่ดูดุดันโฉบเฉี่ยวขึ้น….

ซีวิค ได้เข้ามาทำตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2527 ด้วยเจเนอเรชันที่ 3 จนถึง เจเนอเรชันที่ 10 ในปัจจุบัน โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างดีเยี่ยม  สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคและยังเป็นผู้นำเทรนด์ ให้กับลูกค้าในทุกยุคอยู่เสมอ วัดจากที่ยอดขายที่ได้ไปถึง 100,000 คันภายใน 3 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในไทย มีนาคม 2559 – กันยายน 2562 ยอดขายรวมทั้งฮอนด้า ซีวิค และ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากสาวกฮอนด้าในประเทศ ฮอนด้าได้สร้างสรรค์ฟิล์มซีรีส์ออนไลน์ที่นำเสนอความโดดเด่นทั้ง 4 ด้านของฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10 ประกอบด้วย ความแรงเร้าใจ (Speed) ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย (Space) ระบบความปลอดภัย ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และ ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว (Sporty) โดยสามารถรับชมได้ที่ Facebook Fanpage และ Youtube Channel: Honda Thailand และยังมีกำหนดที่จะแนะนำฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ เร็วๆ นี้ เชื่อว่าน่าจะมีบางกลุ่มที่ทางฮอนด้าได้เลือกให้มารีวิว แฮทช์แบ็ก ใหม่นี้แน่นอน!!!! 

ภายใต้คอนเซปต์ที่สะท้อนความโดดเด่นทั้ง 4 ด้านของฮอนด้า ซีวิค ได้แก่

สมรรถนะการขับขี่ที่แรงเร้าใจ ผสานด้วยความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง (SPEEDxSPACE)

ขับขี่ได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเหนือระดับ(SPEEDxSENSE)

ประหยัดน้ำมัน (SPEEDxSAVE)

ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้านของความสปอร์ต (SPEEDxSPORTY)

 

 

ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนายังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพคท์  ไม่ว่าเรื่องสมรรถนะการขับขี่ อัตราการประหยัดน้ำมัน พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และอุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย เป็นต้น เริ่มจากการเปิดตัวรุ่นซีดานในปี 2559 และรุ่นแฮทช์แบ็กในปี 2560 ซึ่งเข้ามาช่วยเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคอมแพคท์ ตามมาด้วยสีใหม่สีแดงแรลลี่ในรุ่นซีดาน ในปลายปี 2560 และรุ่นแฮทช์แบ็ก

ในช่วงต้นปี 2561 ที่มาพร้อมความสปอร์ตแบบเต็มขั้น และในช่วงปลายปีเดียวกันกับการปรับโฉมล่าสุดของรุ่นซีดาน  กับการแนะนำเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง เป็นครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้า ด้วยการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

มินิบัส สัญชาติไทย

Published November 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มินิบัส สัญชาติไทย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น,C BUS,SAKUN C,โชคนำชัยกรุ๊ป,ซี บัส,มินิบัส,รถมินิบัสไฟฟ้า,เตรียมมินิบัส
เปิดอ่าน 902 ครั้ง

จากกระดาษต่อยอดสู่ความเป็นจริง ยานยนต์คนไทยโดยแท้…

หลังจากปีที่แล้วที่ทาง คมชัดลึก ของเราได้ติดตามและคอยฟังข่าวดี ก็ได้รับคำตอบที่ต้องนำมาบอกเล่าให้ทุกคนได้ยินดังๆ ว่าตอนนี้ คนไทยได้มีรถ มินิบัส เชิงพาณิชย์ ของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงราคาคุย ไม่ใช่สร้างกระแสหวังผล!!!  แต่นี่คือผลผลิตที่จะต่อยอดอุตสหกรรมไทยและวงการยานยนต์ไทยให้มีผู้ผลิตดีๆ พร้อมแนวคิดต่อยอดเพื่อคนไทยเพิ่มขึ้น

สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นกับบุคคลทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นบุคคลในวงการรถชนิดเจาะลึกจะร้องอ๋อ!!  นี่คือตัวจริงสายยานยนต์ไทยอย่างแท้จริงและประวัติ สกุลฎ์ซี  อาจจะมาไม่นาน แต่ บริษัทแม่ คือ โชคนำชัยกรุ๊ป นั่นเอง!!

จากนวัตกรรมที่วิจัยและตัดสินใจลงมือทำ มินิบัส หรือ ซี-บัส ซึ่งเป็นมินิบัสขนาด 20+1 ที่นั่ง  ของสกุลฎ์ซี คันนี้ที่มาจากฝีมือคนไทยแท้ๆ ตั้งแต่ออกแบบจนถึงประกอบ ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สุดในประเทศ ณ.เวลานี้  ต้องขออนุญาตบอกเล่ากันเป็นหัวข้อก่อนที่ พวกเราจะสามารถไปติดตามชมคันจริงได้ในงาน  BUS & TRUCK ’19 งานแสดงเทคโนโลยีรถเพื่อการพาณิชย์และกิจการพิเศษครั้งที่ 16 เริ่มตั้งแต่วันที่  7 – 9 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

วีรพลน์ เตชะผาสุขสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ได้บอกเล่ากับ “คมชัดลึก” ถึงการเล็งเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า และ ความปลอดภัยในวงการรถโดยสารในประเทศ และการที่รัฐเคยมีนโยบายให้รถตู้ที่หมดอายุถ้าจดทะเบียนใหม่ต้องเปลี่ยนเป็นรถ มินิบัส แทนที่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสานนั่นเอง!!! ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ซี-บัส จึงลงสำรวจตลาดและสอบถามถึงปัญหา หรือข้อขีดจำกัดต่างๆ ว่ารถบัสหนึ่งคันมีปัญหาอะไรบ้าง เมื่อได้ลงไปสัมผัสกับตัว มีข้อบ่นหลายๆ เรื่องทั้งคุณภาพชิ้นงานที่ใช้ประกอบ แรกๆ การใช้งานรถทั่วๆ ไปยังไม่เจอปัญหา แต่พอนานๆ ไปรถโดยสารส่วนใหญ่เกิดปัญหาสารพัด อาทิ น้ำรั่วจากบริเวณหลังคา พื้นตัวรถที่ผุ นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องน้ำหนักของตัวถังรถที่มาก การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงบำรุงรักษาตัวรถที่รถบัสส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่เป็นเหล็ก ซี บัส คันนี้จึงเป็นการต่อยอดนวตกรรมใหม่นั่นคือ อะลูมิเนียม….

ตั้งแต่ออกแบบโครงสร้างรถ จนถึงประกอบ ใช้ฝีมือคนไทย และนี่คือรถมินิบัส สัญชาติไทย 100% ซึ่งใน สกุลฎ์ซี มีทีมออกแบบและพัฒนาเป็นของบริษัทเอง ได้ทำการดีไซน์ และ ออกแบบให้ตัวรถตรงกับการใช้งาน เพื่อตอบสนองแก่ผู้ใช้มากที่สุด และยังคงเน้นเรื่องความปลอดภัยต่อตัวผู้โดยสาร

วัสดุทำจากอลูมิเนียมชั้นสูง  ซี บัส จึงเบากว่าเมื่อเทียบกับรถบัสที่ประกอบตัวถังด้วยเหล็ก ในขนาดพิกัดเดียวกัน แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และ ปลอดภัย เป้าหมายหลักคือ ต้องการให้รถมีน้ำหนักที่เบา เมื่อน้ำหนักเบา ย่อมส่งผลต่อการใช้เชื้อเพลิงที่ลดลง เมื่อใช้เชื้อเพลิงที่ลดลง เงินที่ต้องใช้เป็นต้นทุนค่าดำเนินงานของผู้ที่ซื้อ  ซี บัส ก็มีรายจ่ายที่ลดลง ผู้ประกอบการก็มีรายได้จากส่วนนี้ขึ้นมาเป็นทางอ้อม

นอกจากนี้จากข่าวที่เห็นปัญหาอุบัติเหตุในรถโดยสารจากความแข็งแรงในห้องโดยสาร จึงเป็นที่มาในการออกแบบโครงสร้าง ซี-บัส คันนี้ที่ต้องแข็งแกร่ง ทนต่อการบิดและฉีกตัวได้ แต่คงไว้ซึ่งความเบา จากการอยู่ในวงการในฐานะผู้ผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนรถให้กับ Car Maker ชั้นนำทั่วโลก จึงรู้ข้อเด่นข้อด้อยในปัญหาโครงสร้าง  ซี-บัส จึงเป็นงานออกแบบโครงสร้างที่ทันสมัยและการใช้วัสดุที่แข็งแรงในสูตรของ สกุลฎ์ซี  เองอีกด้วย ชิ้นส่วนที่นำมาประกอบที่ลดน้อยลงทำให้ลดโอกาสที่ผิดพลาด จากการประกอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงรอยต่อตามจุดต่างอันได้แก่ บริเวณหลังคารถ เสาโครงสร้างทั้งหมด เพราะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลมามาตั้งแต่ก่อนที่จะออกแบบรถมินิบัส การที่ทำชิ้นส่วนหลักเป็นชิ้นเดียว เช่น หลังคา พื้นรถ ตัวถังด้านข้างรถ สิ่งที่ได้คือลดโอกาสที่เกิดปัญหานี้ได้ พร้อมทั้งสะดวกในการเปลี่ยนชิ้นงาน

สุดท้ายที่อยากบอกเล่า นั่นคือ ความสามารถที่ผลิตพร้อมส่งให้ลูกค้า ระยะแรกๆ อาจเริ่มไว้ที่ 1-2 คันต่อวัน หรือผลิตถึง 50 คันต่อเดือน แต่ถ้ามีการสั่งจองเพิ่มมากขึ้น ก็สามารถรองรับการผลิตได้ถึง 300 คันต่อเดือนเช่นกัน โดยทาง สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น ตั้งเป้าไว้ในปีแรกผลิตประมาณ 1,000 คัน ทางโรงงานเองยังสามารถเดินสายการผลิตเต็มระบบได้ถึง 2,800 ต่อปีอีกด้วย  จากที่เราได้เดินทางไปชมและเห็นถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่ที่ใช้เป็นโรงงานประกอบเพื่อรองรับการผลิต ได้ดำเนินการไว้เรียบร้อย ผนวกกับการที่ ซี บัส เองออกแบบให้มีชิ้นส่วนประกอบรถที่ไม่เยอะเกินความจำเป็น ทำให้การประกอบยิ่งมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และ ซี-บัส รถมินิบัสขนาด 20+1 ที่นั่ง  จากค่าย สกุลฎ์ซี  คันนี้คือความภาคภูมิใจของคนไทยที่จะมียานยนต์เป็นของตัวเองซะที อย่าลืมไปชมและสัมผัสคันจริงได้ในงาน BUS & TRUCK ’19 วันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ

Published November 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฮอนด้า,ยานยนต์
เปิดอ่าน 151 ครั้ง

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ คอลัมน์… ยานยนต์

ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ฮอนด้า มอเตอร์ ออกมาย้ำประกาศวิสัยทัศน์ 2030 ที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนงาน

ทาคาฮาริ ฮาจิโกะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บอกว่า ตลอดเวลาของการดำเนินธุรกิจฮอนด้าพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ทุกวันนี้ฮอนด้ามีทั้งเครื่องยนต์อเนกประสงค์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องบินเจ็ต และแน่นอนในเวทีโตเกียวมอเตอร์โชว์ปีนี้ ฮอนด้าก็นำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม

“งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ เป็นงานที่เรารู้สึกพิเศษและให้ความสำคัญเสมอ เพราะจัดขึ้นในประเทศที่เป็นบ้านของฮอนด้าเอง ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศญี่ปุ่นในการสื่อสารเกี่ยวกับจุดแข็งและคุณค่าใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นจะทำได้ไปยังผู้คนทั่วโลก”
ฮาจิโกะ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ฮอนด้าผลิตตามวิสัยทัศน์ 2030 ที่นำเสนอในปีนี้ เริ่มต้นที่ e:Technology ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยหลักให้ฮอนด้าบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว ฮอนด้าไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดค้นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแต่ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 20 ปี และก็ยังมีสินค้าในกลุ่มนี้ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เพาเวอร์เอ็กซ์พอร์เตอร์ 9000 ที่ทำให้อุปกรณ์เชื่อมต่อไฟฟ้าได้โดยใช้พลังงานจากยานยนต์ และฮอนด้า โมบายเพาเวอร์แพ็ค ซึ่งเป็นแบตเตอรี่พกพาและสับเปลี่ยนได้ ช่วยให้ผู้คนสามารถพกพาพลังงานไฟฟ้าติดตัวไปได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ฮอนด้านำเสนอ ฮอนด้า อี รถพลังงานไฟฟ้าที่นำไปจัดแสดงในงานแฟรงก์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเตรียมที่จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นปีหน้า ฮอนด้า อี ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ออกแบบให้เป็นรถที่ควบคุมง่าย ภายในติดตั้งจอภาพคู่ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบกล้องมองข้างที่นำมาใช้งานแทนกระจกข้างทั่วไป เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนกับการดำเนินชีวิตของทุกคน พร้อมระบบ Honda Personal Assistant ที่มีฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ฮาจิโกะ กล่าวว่า นอกจากนี้พลังงานไฟฟ้ายังพัฒนาในส่วนของรถยนต์ไฮบริด ซึ่งล่าสุดคือการพัฒนา ไฮบริดที่มีมอเตอร์ 2 ตัว (มอเตอร์ขับเคลื่อนและเจเนอเรเตอร์สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้า) เพื่อให้ประสิทธิภาพ และประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญจะช่วยให้ฮอนด้าสามารถขยายระบบไฮบริดไปยังรถขนาดเล็กได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงไฮบริดของผู้บริโภคทำได้ง่ายขึ้น และในเวทีโตเกียวปีนี้ ฮอนด้าก็นำเสนอระบบไฮบริดในรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่คือ ฟิต เจเนอเรชั่น 4

“ภายใต้ e: Technology เรามีชื่อ e:HEV ซึ่งเป็นชื่อสำหรับยนตรกรรมไฮบริดยุคใหม่ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ทั้งนี้เราจะสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความน่าสนใจให้ e:HEV ซึ่งจะเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและจะเป็นตัวหลักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ทื่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็น 2 ใน 3 ในตลาดโลกภายในปี 2030”
ในส่วนของฮอนด้า ฟิต (ในไทยใช้ชื่อ แจ๊ส) เริ่มต้นผลิตและจำหน่ายในญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2554 ก่อนจะพัฒนาให้เป็นโกลบอลโมเดล เพื่อทำตลาดทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ใช้ชื่อว่า ฮอนด้า แจ๊ส อย่างไรก็ตาม ฮาจิโกะ กล่าวว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดที่เติมเต็มความต้องการของลูกค้าคอมแพคท์ได้ยากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในโลก ดังนั้นจึงต้องพยายามเต็มที่ สร้างรถให้สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งจะทำให้สามารถขยายต่อไปยังตลาดอื่นได้ง่าย สานต่อการเป็น โกลบอลโมเดล ต่อไป

ฟิตมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและไฮบริด นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ ฮอนด้า เซ็นซิ่ง (SENSING) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (driver-assistive system) เป็นการเริ่มต้นให้บริการใหม่ๆ ที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ซึ่งฮอนด้าวางแผนจะให้ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถทุกรุ่นที่ขายในญี่ปุ่นภายในปี 2568
นอกจากฟิต ที่โตเกียว ฮอนด้ายังจัดแสดงแอคคอร์ด ซึ่งมีรถที่เป็นไฮบริดเช่นกัน และเตรียมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นปีหน้า ทั้งนี้แอคคอร์ดเปิดตัวแห่งแรกในสหรัฐ และเปิดตัวในไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ ฮอนด้ายังนำเสนอ ฟรีด รุ่นปรับโฉม ซึ่งมีกำหนดการวางจำหน่ายในเดือนนี้ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ (Honda NSX) รถซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของฮอนด้า และ ฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ ซีรีส์ (Honda N-Box Series) รถมินิคาร์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นต่อเนื่อง 4 ปี

ในส่วนของจักรยานยนต์เปิดตัว ซีที 125 เป็นครั้งแรกในโลก เป็นรถจักรยานต้นแบบที่พัฒนาต่อยอดจากซีรีส์รถจักรยานยนต์ในตำนาน ซูเปอร์ คับ (Super Cub) ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลกของ ฮอนด้า เบนลี อี (Benlye:) รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ และ ฮอนด้า จีโร อี (Gyro e:) รถสกู๊ตเตอร์สามล้อไฟฟ้า ส่วนรถเด่นอื่นๆ ที่นำมาร่วมจัดแสดงเช่น CRF1100L Africa Twin Dual Clutch Transmission, CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ES Dual Clutch Transmission และเอดีวี 150 (ADV150)

ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ การแสดงเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน ฮอนด้าเปิดตัว LiB–AID E500 for Music ต้นแบบแบตเตอรี่แปลงพลังงานไฟฟ้าขนาดพกพาเป็นครั้งแรกในโลก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี ของการจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ CB Series และการเข้าร่วมการแข่งขันเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้าอีกด้วย

“ฮอนด้าพร้อมที่จะเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ เราหวังว่างานโตเกียว มอเตอร์โชว์จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ 2030 ของเรา”

อีซูซุ ทุกรุ่นใช้ B10 ดีเซลพื้นฐานใหม่!!

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อีซูซุ ทุกรุ่นใช้ B10 ดีเซลพื้นฐานใหม่!!

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
น้ำมันไบโอดีเซล,B10,B20,ปาล์มน้ำมัน,สวนปาล์มน้ำมัน,อีซูซุ,dmax,isuzu d-max
เปิดอ่าน 99 ครั้ง

รถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ทุกคันที่ผลิตจากโรงงานสามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้

หลังจากที่กระทรวงพลังงานมีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 100 ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 และประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน B 100 และจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป  

กลุ่มตรีเพชร  โดย นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ที่ผ่านมาอีซูซุได้ประกาศให้ความร่วมมือต่อนโยบายรัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาโดยตลอด ณ ปัจจุบันรถอีซุซุ ทั้งรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ทุกคันที่ผลิตจากโรงงานสามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ดังนั้นเมื่อภาครัฐมีการกำหนดการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่คือ B10 แทน B7  นั้น อีซูซุจึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เพื่อความมั่นใจของลูกค้าว่ารถอีซูซุทุกรุ่นสามารถใช้น้ำมัน B10 ได้ จึงอยากแนะนำให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุอย่างสม่ำเสมอตามระยะที่กำหนดเพื่อการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมกับการใช้งานของรถในระยะยาว

ตามที่มีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน  ไบโอดีเซลสำหรับภาคการขนส่งให้มากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันโดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศ โดยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

กำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่ของประเทศไทยแทนน้ำมันไบโอดีเซล B7 ที่รถรุ่นเก่าและรถยุโรปที่ยังไม่สามารถใช้ B20 สามารถใช้ได้ ในขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B20 ยังคงเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถรุ่นใหม่ ๆ ในตลาด น้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า

นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากไบโอดีเซลจะช่วยสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบในประเทศ สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ช่วยลดมลพิษเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น และที่สำคัญ คือ ช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่ต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับจุดประสงค์ตามแนวทางการประหยัดน้ำมันที่อีซูซุให้ความสำคัญมากว่า 6 ทศวรรษของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘วอลโว่’ ประกาศลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396439?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘วอลโว่’ ประกาศลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 12:00 น.
ก๊าซเรือนกระจก,พลังงาน,พลังงานสะอาด,รถยนต์ไฟฟ้า,รถไฟฟ้า,วอลโว่,XC40 Recharge
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่กับการตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

ถือเป็นความกล้าหาญที่จะมีค่ายรถยนต์กล้าประกาศตัวถึงการตั้งใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งใจลดให้ได้ถึง 40% ภายใน 6 ปี หรือถึงปี ค.ศ. 2025 และจะเหลือศูนย์ในปี ค.ศ. 2040 เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราควรสนับสนุนและผลักดันให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ควรช่วยกันแก้ปัญหา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

แผนการครั้งนี้ระบุถึงการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงร่วมกับปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกปี ค.ศ. 2015 ซึ่งนับเป็นความพยายามในการจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม Pre-Industrial Level

เป้าหมายในปี ค.ศ. 2040 ของวอลโว่ก้าวไปไกลกว่าการแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซจากท่อไอเสียรถยนต์ผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่วอลโว่มีความเชี่ยวชาญในระดับแถวหน้าของโลก หากแผนการดำเนินงานครั้งนี้ยังมุ่งแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในเครือข่ายการผลิต การดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน และผ่านการรีไซเคิลและการนำวัสดุกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานระยะสั้นเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในปี ค.ศ. 2040 วอลโว่ คาร์ ได้เปลี่ยนมาใช้มาตรการที่ท้าทายอย่างทันท่วงทีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตหรือคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของรถยนต์วอลโว่ให้ได้ 40% ในระหว่างปี ค.ศ. 2018 – 2025 ซึ่งในกรอบเวลานี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายให้เครือข่ายการผลิตทั่วโลกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ด้วยเช่นกัน

การกำหนดให้รถยนต์ 50% ที่บริษัทจำหน่ายภายในปี ค.ศ. 2025  ต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และจะส่งผลให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 50% ในระหว่างปี ค.ศ. 2018 ถึง 2025

 

 

 

ขั้นตอนการดำเนินงานระยะสั้นในด้านอื่นๆ ยังรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 25% ในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกภายในปี ค.ศ. 2025 การใช้พลาสติกรีไซเคิล 25% ในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ภายในปี ค.ศ. 2025 และการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท ซึ่งรวมถึงการผลิตและการขนส่ง

วอลโว่ คาร์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์แบบมาตรฐานรายแรกที่มุ่งเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบและยุติการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ระบบสันดาปเชื้อเพลิง สำหรับในปีนี้ รถยนต์วอลโว่ที่เปิดตัวใหม่ทุกรุ่นจะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และในวันนี้ วอลโว่ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรก นั่นคือ XC40 Recharge ซึ่งจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่น XC40 Recharge นี้ ถือเป็นการแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ของวอลโว่ในการกำหนดค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนฟุตพริ้นต์ตลอดวงจรชีวิตของรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่แต่ละรุ่นในอนาคต

XC40 Recharge คือรถยนต์รุ่นแรกในตระกูล Recharge ซึ่งเป็นตระกูลใหม่ของวอลโว่ คาร์ คำว่า Recharge สื่อถึงรถยนต์วอลโว่ที่สามารถประจุไฟใหม่ได้ด้วยระบบส่งกำลังปลั๊ก-อินไฮบริดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยรถยนต์ตระกูล Recharge ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของบริษัท และสนับสนุนผู้ขับขี่รถยนต์ระบบปลั๊ก-อินไฮบริดผ่านแรงจูงใจในการใช้โหมดขับขี่แบบ Pure mode ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

ขับสบาย… ไปทุกที่: โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน (Cullinan)

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขับสบาย… ไปทุกที่: โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน (Cullinan)

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 11:31 น.
โรลส์-รอยซ์,โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน,ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส,โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส,เซอร์ เฮนรี รอยซ์,ยอดยนตรกรรม,ออฟโรด,รถหรู,สมรรถนะ,พรมวิเศษ,รถยนต์,ขับขี่
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

คัลลิแนนคือความหรูหราที่สมบูรณ์แบบผสมผสานกับสมรรถนะของการวิ่งออฟโรด

 “ไลฟ์สไตล์แบบซูเปอร์ลักซ์ชัวรีกำลังจะเติบโตไปอีกขั้นโดยมีโรลส์-รอยซ์เป็นผู้นำ ความหรูหราจะไม่ถูกจำกัดอยู่ในคอนเซปท์ของเมืองอีกต่อไป แต่จะขยายออกไปสู่ประสบการณ์การค้นพบโลกกว้าง ลูกค้าของเรามีความต้องการที่จะเดินทางไปทุกที่อย่างหรูหรา และพิชิตเส้นทางที่สมบุกสมบันที่สุดเพื่อความเพลิดเพลินกับอรรถรสในการเดินทางไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด พวกเขาต่างตั้งตารอให้ โรลส์-รอยซ์ สร้างรถยนต์ที่ให้ความหรูหราสง่างามไม่ว่าผู้ขับขี่จะเดินทางไปที่ใด และคัลลิแนนก็คือรถยนต์คันนั้นที่ขับสบาย…ไปทุกที่ ซึ่ง “คัลลิแนน” คือรถยนต์ที่ไร้ผู้ทัดเทียม เป็นรถยนต์ที่ให้คำจำกัดความการเดินทางอย่างหรูหราที่สุด อีกทั้งยังเป็นสุดยอดแห่งการ ‘ขับสบาย’ ไม่ว่าเส้นทางจะสมบุกสมบันแค่ไหน เป็นรถที่สามารถไปได้ทุกแห่งหนได้อย่างสบาย ๆ ”   ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานบริหาร โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า สามปีมาแล้วที่ โรลส์-รอยซ์ ประกาศว่าจะสร้างรถยนต์อเนกประสงค์ประเภทยกตัวถังสูงชื่อว่าคัลลิแนน

“เราได้รังสรรค์ รถยนต์ โรลส์-รอยซ์ อเนกประสงค์เอสยูวี ขึ้นมาตามคำเรียกร้องของลูกค้าทั่วโลก ซึ่งเป็นรถยนต์มีทั้งความหรูหรา สมรรถภาพ และประโยชน์ใช้งานหลากหลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี ลูกค้าในกลุ่มนี้หลายคนเป็นบุคคลที่มีรายได้สูงและอายุยังน้อย พวกเขาให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์ชีวิต และต้องการโรลส์-รอยซ์ที่จะพาพวกเขาเดินทางไปยังสุดขอบโลกด้วยยนตรกรรมอันหรูหราถึงขีดสุด” มูเลอร์-ออทเวิส เผย

คัลลิแนนคืออะไร
โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน เป็นโรลส์-รอยซ์ รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อครั้งที่เซอร์ เฮนรี รอยซ์ กล่าวไว้ว่า “จงดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่ตนทำ จงดึงเอาด้านที่ดีที่สุดของสิ่งที่มีอยู่ออกมาแล้วทำให้ดียิ่งขึ้น ถ้าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จงสร้างมันขึ้นมา” เขาคงจะมีภาพคัลลิแนนอยู่ในใจตั้งแต่ตอนนั้น
มูเลอร์-ออทเวิส กล่าวว่า เราทราบดีว่าเราต้องเสนอผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าของเราไม่สามารถหาได้ในตลาดรถอเนกประสงค์ทั่วไป ลูกค้าของเราไม่ยอมรับข้อจำกัดหรือความไม่สมบูรณ์แบบแม้แต่น้อยในการใช้ชีวิตของพวกเขา ลูกค้าของเราคือนักบุกเบิกยุคใหม่ สำหรับพวกเขาแล้วมันหมายถึงจิตวิญญาณในการผจญภัยและวิถีชีวิตอันกล้าหาญ และรถยนต์ที่ไปได้ทุกหนแห่งด้วยความหรูหราอันสมบูรณ์แบบตามสไตล์ โรลส์-รอยซ์ ดังนั้นเราจึงได้รังสรรค์รถยนต์อเนกประสงค์ประเภทยกตัวถังสูงขึ้นมา

แน่นอนว่าลูกค้าที่อายุน้อยและชื่นชอบการผจญภัยจะต้องการรถ โรลส์-รอยซ์ ที่สามารถพาพวกเขาบุกตะลุยเส้นทางอันหฤโหดเพื่อจะได้ฝ่าฟันไปพบกับประสบการณ์อันสุดยอดของการเดินทาง และพวกเขาไม่ต้องการรถที่ดาษดื่นเหมือนกับรถอเนกประสงค์ทั่วไปที่ขาดความสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีปัญหามากมาย เช่นเสียงดังรบกวนในห้องผู้โดยสารเนื่องจากการออกแบบประเภท “two-box” แบบเก่า โครงสร้างรถที่ใช้ร่วมกับรถหลายรุ่นซึ่งมีผลต่อสมรรถนะและความสะดวกสบาย การออกแบบที่ทำให้วิ่งได้ดีแค่บนถนนหรือออฟโรดอย่างใดอย่างหนึ่ง มีประโยชน์ใช้งานน้อย หรือพูดได้ว่าเป็นเพียงรถธรรมดาอีกคันหนึ่ง
  “คัลลิแนนคือความหรูหราที่สมบูรณ์แบบผสมผสานกับสมรรถนะของการวิ่งออฟโรด” มูเลอร์-ออทเวิส เผย
คำว่า ขับสบาย…ไปทุกที่ ไม่ใช่คำสัญญาของคัลลิแนน แต่มันคือความจริง และการสรรสร้างความหรูหราของการ ขับสบาย…ไปทุกที่ นำไปสู่การพัฒนาด้านการออกแบบของโรลส์-รอยซ์เพื่อให้กำเนิดเอสยูวีที่ไม่เหมือนใคร สิ่งที่เห็นได้ชัดคือช่วงท้ายรถของคัลลิแนน


ที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่โรลส์-รอยซ์มีประตูหลังรถซึ่งเรียกว่า “The Clasp” ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่สัมภาระถูกเก็บไว้ด้านนอกของรถยนต์เพื่อไม่ให้เกะกะผู้โดยสารระหว่างเดินทาง ท้ายรถของคัลลิแนนจะแบ่งเป็น 2 ส่วน รูปแบบ D-Back เพื่อจัดเก็บสัมภาระปริมาณมาก ๆ The Clasp ทั้ง 2 ส่วนสามารถเปิดและปิดอัตโนมัติเพียงแค่สัมผัสปุ่มที่รีโมทกุญแจ
ในส่วนของห้องโดยสารด้านหลังของ คัลลิแนน ได้ถูกออกแบบมาให้มีที่นั่งที่ดีที่สุดและสามารถตอบสนองทุกความต้องการของเจ้าของ ทั้งนี้มีการจัดที่นั่งอยู่สองรูปแบบ คือที่นั่งแบบเลาจน์และที่นั่งส่วนตัว
ในตัวเลือกทั้งสองนี้ กล่าวได้ว่าตัวเลือกการจัดที่นั่งแบบเลาจน์จะมีประโยชน์ใช้สอยที่มากกว่า ด้วยพื้นที่ด้านหลังที่กว้างขวางสำหรับผู้โดยสารสามท่าน ที่นั่งแบบยาวจึงเหมาะกับครอบครัวมากกว่า อีกทั้งยังสามารถพับที่นั่งด้านหลังลงมาได้ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ โรลส์-รอยซ์ ที่มีฟีเจอร์นี้
เบาะสามารถพับทำได้ตั้งแต่ 2/3 ถึง 1/3 ซึ่งทำได้อย่างง่ายดายโดยการกดปุ่มที่อยู่บริเวณพื้นที่เก็บของด้านหลังหรือช่องในประตูหลัง ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว พนักพิงก็จะพับลงมาพร้อมกับเลื่อนเบาะรองศีรษะขึ้นไปเพื่อมิให้เกิดรอยบนเบาะที่นั่ง ด้านหลังของพนักพิงห่อหุ้มด้วยผ้าที่ทนทานและกันลื่น ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดรอยขีดข่วนจากสิ่งของที่ห้องด้านหลัง นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ใช้งานเพิ่มเติมอีกเมื่อมีผู้โดยสารด้านหลังเพียงท่านเดียว เพียงแค่พับด้านหนึ่งลง ผู้โดยสารด้านหลังก็สามารถใช้ด้านหลังของพนักพิงเป็นโต๊ะทำงานได้
สำหรับผู้ที่ต้องการจะขนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ที่ได้มาจากการผจญภัยของเขา ช่องเก็บของในกระโปรงหลังของ คัลลิแนน นั้นมีพื้นที่กว้างขวางปรับแต่งให้เหมาะกับการขนย้ายหลายรูปแบบ
ช่องด้านหลังหรือบริเวณกระโปรงหลังนั้นมีพื้นที่ถึง 560 ลิตร และขยายได้ถึง 600 เมื่อนำชั้นวางออก นอกจากนี้ยังสามารถพับที่นั่งด้านหลังลงซึ่งจะทำให้มีพื้นที่เก็บของที่ยาวถึง 2245 มม. ซึ่งยาวกว่ารถที่มีชื่อเสียงด้านพื้นที่เก็บสัมภาระอื่น ๆ และสามารถขยายพื้นที่โดยรวมทั้งหมดได้ถึง 1886 ลิตร
โรลส์-รอยซ์ยังเข้าใจอย่างดีว่าลูกค้าจะต้องการบริการสั่งผลิตพิเศษ (Bespoke) สำหรับคัลลิแนนของพวกเขา เราจึงมีตัวเลือกการปรับแต่งช่วงหลังอีกแบบหนึ่งเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าอีกด้วย

ส่วนรูปแบบการจัดที่นั่งแบบที่นั่งส่วนตัวนั้นจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการรถอเนกประสงค์ที่มีความหรูหราเป็นพิเศษมากกว่าประโยชน์การใช้งาน ที่นั่งด้านหลังสองตัวมีคอนโซลกลางด้านหลังเป็นตัวคั่น ซึ่งเป็นตู้เก็บเครื่องดื่มที่มาพร้อมกับแก้ววิสกี้ คนโท แก้วแชมเปญ และกล่องเก็บความเย็นของ โรลส์-รอยซ์  นอกจากนั้นยังสามารถเลื่อนที่นั่งได้หลายทิศทางเพื่อความสบายขั้นสูงสุดในขณะโดยสารอยู่ที่ด้านหลัง
 ฟีเจอร์สุดท้ายที่สร้างความหรูหราขีดสุดของ โรลส์-รอยซ์ ให้กับรูปแบบการจัดที่นั่งของ คัลลิแนน เป็นการสร้างรถอเนกประสงค์รูปแบบ “Three-box” หนึ่งเดียวในโลกอย่างแท้จริง ด้วยแรงบันดาลใจจากยุคที่ผู้เดินทางจะไม่เดินทางไปกับสัมภาระของตนเอง เราจึงออกแบบให้มีกระจกกั้นระหว่างห้องผู้โดยสารกับห้องด้านหลัง ซึ่งทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศภายในสำหรับผู้โดยสาร นอกจากความเงียบสนิทของห้องโดยสารที่เหนือชั้นที่สุดในกลุ่มแล้ว ประโยชน์อีกประการหนึ่งก็จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่ออยู่ในสถานที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ด้วยห้องโดยสารที่ปิดด้วยผนังกระจกอย่างแนบสนิท ผู้โดยสารภายในจะอยู่ในอุณหภูมิที่สบายที่สุดแม้ว่าจะเปิดฝากระโปรงหลังให้อากาศร้อนเข้ามาในพื้นที่เก็บสัมภาระ 
การผจญภัยรอคุณอยู่
เมื่อคุณเข้าใกล้ คัลลิแนน จะตื่นขึ้นมา เพียงแค่สัมผัสที่ปุ่มปลดล็อคบนกุญแจแบบสั่งทำพิเศษหรือแค่ยื่นมือไปจับด้ามจับประตูที่สร้างมาจากสแตนเลสอันงดงาม เมื่อถูกปลุกให้ตื่น คัลลิแนนจะย่อตัวลงมา 40 มม. เพื่อให้คุณสามารถขึ้นรถได้อย่างสะดวกสบายผ่านประตูที่ติดบานพับด้านหลังอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ โรลส์-รอยซ์ ที่เปิดกว้างเพื่อต้อนรับผู้โดยสารในการออกผจญภัย
ด้วยประตูที่เปิดออกกว้างทำให้สามารถก้าวเข้าไปในห้องโดยสารอย่างง่ายดาย ภายในห้องโดยสารของรถรุ่นเดียวในกลุ่มนี้ที่มีพื้นเรียบ ผู้ขับและผู้โดยสารเพียงแค่กดปุ่มปิดประตูก็จะสามารถเพลิดเพลินไปกับห้องโดยสารอันหรูหราของ คัลลิแนน และหากต้องก้าวออกไปผจญภัยข้างนอก เพียงแค่แตะที่เซ็นเซอร์บนด้ามจับประตูภายนอก ประตูจะปิดโดยอัตโนมัติเพื่อปกป้องผู้โดยสารภายใน

จากนั้นเมื่อแตะที่ปุ่มสตาร์ท คัลลิแนน จะยกตัวสูงขึ้น 40 มม. ซึ่งเป็นระดับความสูงมาตรฐาน และจะทำให้ผู้ที่อยู่ภายในมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างชัดเจน
ผู้ขับจะรู้สึกได้ทันทีว่า คัลลิแนน คือรถของเขาเนื่องจากพวงมาลัยที่หนาขึ้นและเล็กลง อุ่นเมื่อสัมผัสและมีขอบนุ่มที่เหมาะมือและชวนให้นึกถึงการเดินทางฝ่าหิมะกับ คัลลิแนน ซึ่งพร้อมที่จะออกผจญภัยทุกเมื่อ ส่วนเบาะที่โปร่งและทำความร้อนในตัวก็จะทำให้ผู้โดยสารทุกคนอยู่ในอุณหภูมิที่สบายพอดิบพอดีไม่ว่าภายนอกรถจะร้อนหรือเย็นแค่ไหน จากตำแหน่งอันน่าเกรงขามหลังพวงมาลัยของ คัลลิแนน คุณจะเห็นอุปกรณ์ทุกชิ้นและเทคโนโลยีทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและควบคุมได้อย่างง่ายดาย
ข้อมูลทุกอย่างจะแสดงขึ้นมาอย่างชัดเจนในหน้าปัดดิจิตอลที่ทันสมัยที่สุด จอหน้าปัดเป็นจอดิจิตอลสีที่แสดงเข็มหน้าปัดสวยงามเสมือนจริง, ลวดลายมงกุฎดอกไม้อันสวยงามละม้ายเครื่องเพชรพลอยของ โรลส์-รอยซ์ และตัวอักษรที่คมชัด
ถัดมาจากแผงหน้าปัดก็คือหน้าจอข้อมูลหลักซึ่งเป็นครั้งแรกที่เป็นจอสัมผัส ทำให้ผู้ขับสามารถเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ ดูแผนที่ และตั้งค่ารถยนต์ได้อย่างสะดวกในขณะขับขี่ นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมได้โดยใช้คอนโทรลเลอร์สัญลักษณ์ สปิริต ออฟ เอ็กสตาซีที่อยู่คอนโซลกลางพร้อมกับปุ่ม “Off-Road” ปุ่มควบคุมการลงเนิน และปุ่มควบคุมความสูงของช่วงล่าง

   ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน จึงเป็นรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกในรถยนต์กลุ่มนี้ 
อุปกรณ์อื่น ๆ ได้แก่: ไนท์วิชชันและวิชชันแอสซิส (Night Vision and Vision Assist) ซึ่งมีระบบแจ้งเตือนสัตว์ป่าและคนเดินเท้าทั้งกลางวันและกลางคืน; ผู้ช่วยความตื่นตัว (Alertness Assistant) ซึ่งเป็นระบบกล้อง 4 ตัว ที่ให้มุมมองรอบทิศ ทัศนวิสัยที่ครอบคลุม รวมถึงภาพมุมสูง; แอคทีฟครูซคอนโทรล (Active Cruise Control); แจ้งเตือนการปะทะ (Collision Warning); แจ้งเตือนการจราจรโดยรอบ (Cross-Traffic Warning); แจ้งเตือนการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ (Lane Departure and Lane Change Warning); การแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าความละเอียดสูงขนาด 7×3; WiFi Hotspot และแน่นอนว่ามีระบบนำทางและระบบเครื่องเสียงรุ่นล่าสุด
ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถือพวงมาลัยก็จะได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์อันสวยงามท่ามกลางความหรูหราและเงียบสงบ ด้วยที่นั่งสไตล์พาวิลเลียนของ โรลส์-รอยซ์ ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังจะอยู่สูงกว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าของรถ ทำให้สามารถเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้อย่างชัดเจนผ่านหน้าต่างข้างอันกว้างขวางและหลังคาแก้วอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมของคัลลิแนน หากพวกเขาต้องการจะหาพิกัดของตัวเองหรือพิกัดของสถานที่ที่เพิ่งค้นพบล่าสุด ก็สามารถดูได้จากจอทัชสกรีนสำหรับเบาะด้านหลัง
ผู้เดินทางสามารถวางใจได้ว่าจะไม่พลาดการถ่ายรูปในทุกโอกาสเนื่องจากสามารถชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านพอร์ตยูเอสบีรอบ ๆ ห้องโดยสาร อีกทั้งยังสามารถชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายที่ด้านหน้าของห้องโดยสาร เมื่อเดินทางมาถึงจุดที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน พวกเขาก็พร้อมที่จะลงไปเพลิดเพลินไปกับการเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตอย่างเต็มที่
และถึงแม้ว่าในการเดินทางไปยังสถานที่ที่ห่างไกล คัลลิแนนจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและโคลน แต่กางเกงของผู้โดยสารก็จะไม่เปื้อนในขณะก้าวออกจากรถเนื่องจากมีนวัตกรรมอีกชิ้นหนึ่งของ โรลส์-รอยซ์ ประตูทั้งบานหน้าและหลังได้ถูกออกแบบมาให้ห่อหุ้มธรณีประตูของ คัลลิแนน ซึ่งเป็นการทำให้แน่ใจว่าฝุ่นจะอยู่ภายนอกประตูและไม่ติดอยู่บนธรณีประตูเหมือนกับรถส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ นี่คือฟีเจอร์ที่มีเพียง โรลส์-รอยซ์ เท่านั้นที่คำนึงถึง

 

วิศวกรรมของแท้จาก โรลส์-รอยซ์ – ทุกแห่งทั่วโลก
กุญแจสำคัญของการสร้างสรรค์รถยนต์อเนกประสงค์ โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน เอสยูวี คือ สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา (Architecture of Luxury) โครงสร้างอลูมิเนียมที่เป็นสิทธิบัตรของโรลส์-รอยซ์
สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรามีประโยชน์อย่างมากในการสร้างสรรค์คัลลิแนน ทีมวิศวกรที่อยู่เบื้องหลัง คัลลิแนน ได้ปรับสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราให้เข้ากับการออกแบบรถยนต์แบบยกตัวถังสูงตามแม่แบบของเทย์เลอร์และทีมออกแบบของเขา ซึ่งเป็นไปได้เพราะความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม
มันเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นจากศูนย์และมีรูปแบบที่สามารถปรับแต่งขนาดและน้ำหนักให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เพื่อรองรับการผลิตโรลส์-รอยซ์รุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต รวมไปถึงรุ่นที่มีแรงขับ แรงฉุด และระบบควบคุมที่แตกต่าง ซึ่งเป็นการปูพื้นให้กับแผนการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ๆ ของแบรนด์ในระยะยาว
คัลลิแนนนำสถาปัตยกรรมใหม่มาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อมอบการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ความสะดวกสบายสูงสุด พื้นที่ใช้สอยที่เป็นประโยชน์ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและความสามารถในการขับเคลื่อนได้ทั้งบนพื้นเรียบและพื้นขรุขระที่ไม่เหมือนใคร
ส่วนประกอบพื้นฐานของสถาปัตยกรรมนี้ได้ถูกนำไปปรับแต่งเข้ากับโครงสร้างที่สูงขึ้นแต่ต่ำกว่า บวกกับการใส่ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในสายการผลิตของ โรลส์-รอยซ์  นั่นก็คือกระโปรงหลัง
โครงสร้างย่อยที่เป็นอลูมิเนียมทั้งหมดให้ความแข็งแกร่งทนทานจึงทำให้เป็นผู้นำในด้านสมรรถภาพการขับขี่ในเส้นทางอันขรุขระความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือชั้นกว่า

พรมวิเศษวิ่งออฟโรด 
การผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้ากับสถาปัตยกรรมคือกุญแจสำคัญด้านคุณภาพของ คัลลิแนน ซึ่ง ขับสบาย.. ไปทุกที่  ทีมวิศวกรได้เริ่มต้นด้วยการสร้างเพลาขับที่ทำให้ โรลส์-รอยซ์ วิ่งออฟโรดได้นิ่มเหมือนกับขี่พรมวิเศษ
แคโรไลน์ คริสเมอร์ หัวหน้าโครงการวิศวกรรมของ คัลลิแนน กล่าวว่า ระบบเพลาขับที่เราได้ออกแบบมาสำหรับ คัลลิแนน มีหน้าที่สำคัญอย่างเดียว ซึ่งก็คือการทำให้รถยนต์ โรลส์-รอยซ์ ขับขี่ได้นิ่มนวลเหมือนนั่งบนพรมวิเศษในทุกสภาพเส้นทาง ในขณะที่ทำให้แน่ใจว่าสามารถขับขี่ตามท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์
การขับขี่ที่นุ่มนวลดังนั่งบนพรมวิเศษของ โรลส์-รอยซ์ ได้สร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้ที่นิยมการตะลุยออฟโรดและผู้ที่นิยมการโลดแล่นไปตามท้องถนน เนื่องจากความเบาของโครงสร้างและระบบช่วงล่างที่ปรับความสมดุลอัตโนมัติ เราได้ทำการออกแบบและพัฒนาระบบหน่วงการสั่นสะเทือนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขนาดก้านถุงลมเพื่อให้มีปริมาตรอากาศสูงขึ้นเพื่อรับแรงกระแทกจากเส้นทางที่ขรุขระที่สุด และเราได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเพลาขับและเพลากลาง รวมถึงการใช้ระบบขับเคลื่อนทั้งล้อหน้าและล้อหลังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโรลส์-รอยซ์ นอกจากนั้นเรายังได้ออกแบบเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V12 ขนาด 6.75 ลิตร ของโรลส์-รอยซ์ใหม่ให้กำเนิดแรงบิดในระดับที่เหมาะสม (850Nm) ณ รอบต่ำสุด (1,600rpm) ทีมวิศวกรของ โรลส์-รอยซ์ ได้รังสรรค์สมรรถนะของสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราให้สามารถพาผู้ขับขี่รถยนต์ โรลส์-รอยซ์ ยุคใหม่ไปยังทุกหนแห่งอย่างหรูหรา
ระบบช่วงล่างจะทำการคำนวณหลายล้านครั้งต่อวินาทีเพื่อส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปปรับสมดุลให้กับระบบตัวหน่วงการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง โดยการตอบสนองต่อน้ำหนักผู้ขับขี่ อัตราการเร่ง การบังคับพวงมาลัย และข้อมูลจากกล้อง
เพลาหน้าดับเบิลวิชโบนและเพลาหลัง 5 ลิงก์แบบใหม่ทำให้สามารถควบคุมแรงเฉี่อยในการเข้าโค้งได้อย่างนุ่มนวล ทำให้มีความคล่องตัวสูงและเกาะถนนอย่างดีเยี่ยม บวกกับพวงมาลัยควบคุมสี่ล้อ ทั้งหมดนี้ทำให้เป็นรถที่มีสมรรถนะในการขับขี่ที่เป็นเลิศในขณะที่ผู้โดยสารนั่งได้อย่างสบายไม่ว่าสภาพเส้นทางจะเป็นอย่างไร
ในกรณีที่ขับขี่ออฟโรด ระบบปรับหน่วงแรงที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จะให้ระบบอัดอากาศดันล้อที่ไม่เกาะถนนลงไปด้านล่างเพื่อเป็นการทำให้แน่ใจว่าล้อทุกล้อสัมผัสกับพื้นและได้รับแรงบิดอย่างเต็มที่
“พูดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่ทำให้รถมีสมรรถนะเป็นเลิศในท้องถนนคือสิ่งที่ทำให้รถมีสมรรถนะเป็นเลิศออฟโรด” คริสเมอร์ กล่าว สรุป
องค์ประกอบสุดท้ายที่ทำให้ โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน ขับสบาย… ไปทุกที่ ก็คือปุ่ม ๆ เดียว ปุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันใน โรลส์-รอยซ์ ว่า ปุ่ม ‘Everywhere’ เป็นปุ่มเดียวที่ใช้ควบคุมพลังทั้งหมดของวิศวกรรม โรลส์-รอยซ์ และปลดปล่อยสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดอันน่าทึ่งของ คัลลิแนน
เมื่อใช้ปุ่มนี้ ผู้ขับจะสามารถปรับการตั้งค่าออฟโรดให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางขรุขระ ก้อนกรวด หญ้าเปียก โคลน หิมะ หรือทราย ด้วยแรงบิด 850Nm ทั้งสี่ล้ออย่างต่อเนื่อง และเมื่อต้องผจญกับหิมะหนา ทราย หรือจำเป็นต้องใช้แรงม้า คัลลิแนน สามารถลุยน้ำได้ลึกที่สุดเมื่อเทียบกับรถอเนกประสงค์ประเภทหรูหราอื่น ๆ เนื่องจากสามารถยกระดับขึ้นได้ถึง 540 มม.

 

การออกแบบสิ่งที่ทรงพลัง 
“การออกแบบรถอเนกประสงค์ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเหมือนกันไปหมดและไร้เอกลักษณ์” ไกล์ เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส กล่าวพร้อมกับบอกว่า รถอเนกประสงค์ในทุกวันนี้หมายถึงรถอะไรก็ได้ที่มีรูปทรงเป็น Two-box ซึ่งดูไม่เชื้อเชิญให้ออกไปขับนอกถนนเลย เราได้จินตนาการถึงรถอเนกประสงค์ประเภทยกตัวถังสูงที่มีการออกแบบที่ไม่ธรรมดา และมีสมรรถนะที่สามารถตอบสนองจิตวิญญาณในการผจญภัยของลูกค้าของเรา และเพื่อสืบสานมรดกอันเกรียงไกรของเรา เราจึงสร้าง คัลลิแนน ขึ้นมา
สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราคือรากฐานของคัลลิแนน ด้วยรากฐานนี้ เทย์เลอร์กับทีมออกแบบของเขาได้ออกแบบรถยนต์ที่เขามั่นใจว่าจะสามารถตอบรับความคาดหวังของผู้สนับสนุน โรลส์-รอยซ์ ด้วยการออกแบบระดับตำนาน สัดส่วนของ โรลส์-รอยซ์ ที่เหมาะสมทั้งในและนอก และความหรูหราอย่างสมบูรณ์แบบ
ความแข็งแกร่งและทรงพลังจะเปล่งประกายเจิดจรัสที่ใบหน้าของคัลลิแนน ฟีเจอร์หลัก ๆ เช่นโคมไฟและกระจังหน้านั้นถูกฝังลงไปในตัวถัง ในขณะที่เส้นแนวตั้งและแนวระนาบสร้างความรู้สึกอันทรงพลัง ประกอบกับหน้าผากที่ละม้ายคล้ายคลึงกับนักรบชาวแซกซอน จากลายเส้นที่ลากตลอดส่วนบนของกระจังหน้าทรงแพนธิออนและโคมไฟสำหรับขับขี่ตอนกลางวันที่มีรูปทรงเหมือนคิ้ว การออกแบบนี้ทำให้ส่วนหน้าของ คัลลิแนน ดูน่าเกรงขาม
กระจังหน้าได้ถูกสร้างขึ้นมาจากสแตนเลสขัดด้วยมือ สำหรับ คัลลิแนน แล้ว มันจะดูโดดเด่นกว่าบริเวณรอบ ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยดันมันขึ้นไปด้านหน้า ด้วยตราสัญลักษณ์ โรลส์-รอยซ์ ที่มีสัญลักษณ์ สปิริต ออฟ เอ็กสตาซี (Spirit of Ecstasy) อันสง่างามเด่นอยู่เหนือระดับของปีกทำให้เป็นมุมมองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถัดจากส่วนหน้าของ คัลลิแนน จะมีเส้นแนวตั้งที่ลากมาจากเสากระจกหน้าไล่ไปตามขอบกระโปรงรถ แล้วดิ่งลงมาขนาบข้างกระจังหน้าแล้วลงมาจนถึงแผ่นกันเครื่องด้านล่าง ซึ่งเน้นให้เห็นความสูงและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถ
จากด้านข้างของ คัลลิแนน จะเห็นถึงความมุ่งมั่นได้อย่างชัดเจน นี่เป็นสไตล์การออกแบบด้านข้างกระโปรงรถทรงยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของ โรลส์-รอยซ์ ตำแหน่งของกระโปรงรถจะอยู่สูงกว่าปีกของรถซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม
จากนั้นลายเส้นจะพุ่งขึ้นไปตามเสากระจกหน้าและเลาะตามขอบบนเพื่อเน้นให้เห็นความสูงของ คัลลิแนน ซึ่งสูงได้ถึง 1,836 มม. และลงตัวกับสัดส่วนของกระจกและโลหะเมื่อมองจากด้านข้าง จากบริเวณเหนือเสากลาง ลายเส้นของหลังคาจะพุ่งไปที่กระจกหลังอย่างโฉบเฉี่ยวซึ่งลงตัวกับฝากระโปรงหลังที่ออกแบบมาให้ละม้ายคล้ายคลึงกับ โรลส์-รอยซ์ ดีแบ็ค (D-Back) ในยุคปี ค.ศ. 1930 ซึ่งเป็นสไตล์คลาสสิครุ่นสุดท้ายที่มีชั้นเก็บสัมภาระที่ด้านนอกของรถ

และเช่นเดียวกันมุมมองด้านหลังของ คัลลิแนน ก็ให้ความรู้สึกถึงประโยชน์การใช้งานด้วยการออกแบบที่เรียบหรู แม้อัญมณีก็สู้กับประกายของการออกแบบนี้ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นแทนที่จะใช้โลหะประดับฝากระโปรงท้ายเหมือนกับ แฟนธอม ซึ่งผสมผสานตราสัญลักษณ์ของ โรลส์-รอยซ์ เข้าไปในตัว ตราสัญลักษณ์ของ คิลลิแนน จะตั้งอยู่บนฐานที่แยกออกมาต่างหากและอยู่เหนือโลหะประดับด้านบนของกรอบทะเบียนรถ ธีมการออกแบบของโคมไฟหลังก็ยังคงมีความเรียบง่ายด้วยการใส่โคมไฟทั้งหมดในโคมแนวตั้งทั้งสองฝั่ง และมีการประดับประดาเพียงเล็กน้อยด้วยอัญมณีสองเส้นอยู่ตรงกลาง และองค์ประกอบที่สื่อที่ประโยชน์ใช้สอยอีกชิ้นหนึ่งก็คือท่อไอเสียและแผ่นกันเครื่อง ทั้งสององค์ประกอบดังกล่าวคือปัจจัยส่วนหนึ่งของกำลังและสมรรถนะของ คัลลิแนน
ห้องโดยสารของ คัลลิแนน เป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหราของ โรลส์-รอยซ์ และประโยชน์การใช้งาน ด้วยการออกแบบที่สมดุลและสง่างามสมกับบารมีของผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นแผงหน้าปัด คอนโซลกลางของแดชบอร์ด หรือที่พักแขนติดประตู ทุกองค์ประกอบของการออกแบบภายในล้วนผสมผสานกันอย่างลงตัวด้วยเส้นสายแนวระนาบและแนวดิ่ง อีกทั้งยังมีการห่อหุ้มด้วยหนัง ไม้ และโลหะที่ดีที่สุด
คอนโซลกลางล้อมด้วยกรอบเสาโลหะขัดด้วยมือซึ่งเชื่อมต่อแผงหน้าปัดเข้ากับคอนโซลกลาง อีกทั้งยังมีองค์ประกอบในแนวระนาบที่ลงตัวซึ่งทำให้มีทั้งความสง่างามและให้ความรู้สึกอันทรงพลัง ส่วนบนของแผงหน้าปัดหุ้มด้วยหนังแท้สีดำชนิดบอกซ์เกรนที่พัฒนามาใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นหนังที่ทนทานและมีตะเข็บกันน้ำคล้ายกันกับหนังที่ใช้ในประเป๋าเดินทางและกระเป๋าถือชั้นนำของอิตาลี สีของแผงหน้าปัดที่เลือกใช้ทำให้คอนโซลส่วนบนดูกว้าง ซึ่งทำให้องค์ประกอบคล้ายอัญมณี นาฬิกา และช่องแอร์ดูโดดเด่นอย่างสวยงาม
บริเวณส่วนบนนั้นรองรับด้วยแผ่นไม้ที่แข็งแกร่งและดัดรูปทรงแบบสามมิติเพื่อให้กลมกลืนเข้ากับคอนโซลกลาง แดชบอร์ดทั้งแผงห่อหุ้มด้วยแผ่นหนังทั้งด้านบนและด้านล่าง ทั้งนี้แผ่นหนังด้านบนได้ถูกออกแบบมาให้มีรูปทรงเหมือนปีกนก ซึ่งบ่งบอกถึงความเข้มแข็งและความคล่องตัว และประโยชน์การใช้งานของห้องที่นั่งคนขับ
ส่วนที่นั่งของ คัลลิแนน มีลักษณะที่โดดเด่นสง่างามสมกับเป็นงานฝีมือคุณภาพของ โรลส์-รอยซ์ ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้เหมาะกับความสะดวกสบายและสมรรถนะของ คัลลิแนน ตกแต่งด้วยลายเส้นเกือกม้าที่เน้นให้เห็นถึงความสบายของหมอนรองศีรษะ เบาะที่นั่งรุ่นใหม่เหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นยอดของ โรลส์-รอยซ์ ในด้านฝีมือในการรังสรรค์เครื่องหนัง ด้วยพนักพิงที่ทำมาจากหนังแท้คุณภาพสูงชิ้นเดียวและนำมาขึ้นรูปให้มีพื้นผิวที่เป็นลวดลายสามมิติ

หนึ่งชีวิต หลายวิถี
การเดินทางไปยังสถานที่ที่ห่างไกลเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการผจญภัยใน โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน เท่านั้น เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ยังมีความสุขรออยู่อีกมากในรูปแบบของโมดูลสันทนาการ (Recreation Module)
ไม่ว่าจะเป็นการตกปลา ถ่ายรูป ปีนเขา เล่นสโนบอร์ด ร่มร่อน เล่นว่าว หรือกิจกรรมอื่น ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ด้วยการออกแบบตามความต้องการของลูกค้าของโรลส์-รอยซ์ โมดูลสันทนาการของคัลลิแนนทุกตัวมีลิ้นชักติดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเก็บอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของ คัลลิแนน ในการทำกิจกรรมที่ต้องการ เมื่อเจ้าของพร้อมที่จะออกไปเพลินเพลินกับธรรมชาติ ก็จะสามารถหยิบอุปกรณ์มาใช้งานได้ทันที #RollsRoyceCullinan

%d bloggers like this: