Auto

All posts tagged Auto

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ

Published November 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ยามาฮ่า,ยานยนต์
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ คอลัมน์… ยานยนต์

รถบิ๊กไบค์ ได้รับความนิยมในตลาดบ้านเรามาพักใหญ่ แต่ก็มีช่วงขึ้นช่วงชะลอตัว สลับกันไป ส่วนสถานการณ์ล่าสุดปีนี้ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีนัก บวกกับช่วงต้นปีมีการปรับโครงสร้างภาษี โดยนำอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาคำนวณ โดยหากปล่อยเกิน 130 กรัม/กม. จะเสียภาษีเพิ่มจาก 8% เป็น 18% ส่งผลให้บิ๊กไบค์กลุ่มเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี ซึ่งไม่สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเกณฑ์ ได้รับผลกระทบทั้งหมด

วีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจรถบิ๊กไบค์ยามาฮ่า ระบุว่า ตัวเลขล่าสุด ตลาดรวมบิ๊กไบค์ (เครื่องยนต์ 400 ซีซี ขึ้นไป) ติดลบประมาณ 4% และคาดว่าทั้งปีอาจจะติดลบ 5% ส่วนยามาฮ่า ล่าสุดติดลบ 3% ส่วนสิ้นปีหากเป็นไปตามแผนของบริษัทอาจจะติดลบแค่เล็กน้อยเท่านั้น

แผนการของยามาฮ่าคือการเสริมรถใหม่ช่วงปลายปีอย่างน้อย3รุ่น รวมถึงไนเคน จักรยานยนต์ 3 ล้อ เอสอาร์ 400 รุ่นพิเศษ ที่จะผลิตจำนวนจำกัด 2,400 คัน และวายแซดเอฟ อาร์ 1 รุ่นปี 2020 ที่เริ่มรับจองแล้ว และมีผู้จองล่าสุด 40 คัน

ทั้งนี้อาร์ 1 ถือเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า โดยปี 2561 มียอดขาย 200 คัน จากตลาดบิ๊กไบค์ยามาฮ่า 2,600 คัน

และเชื่อว่าการมของ อาร์ 1 รุ่น 2020 ที่พัฒนาเทคโนให้สูงขึ้นไปอีกจะทำให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นหลังจากนี้ โดยมี 2 รุ่นย่อย คือ วายแซดเอฟ-อาร์1 ราคา 8.49 แสนบาท

และวายแซดเอฟ-อาร์1เอ็ม ราคา 1.149 ล้านบาท โดยยามาฮ่ามีแผนกระตุ้นตลาดในรูปแบบเน้นเจาะไลฟ์สไตล์ลูกค้า เช่น การจัดแข่งขันยามาฮ่า แชมเปี้ยนชิพ ที่ให้ลูกค้ายามาฮ่ามาประลองฝีมือกันในสนามแข่ง ซึ่งปีนี้ปิดสนามสุดท้ายไปแล้วที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ถือเป็นความประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะมีรถในรุ่นต่างๆ มาร่วมแข่งมากกว่า 240 คันซึ่งกิจกรรมนี้ยังช่วยต่อยอดการตลาด เพราะลูกค้าจำนวนไม่น้อย ขยับระดับรถขึ้นไปเรื่อยๆ และเชื่อว่าที่สุดก็จะถึงระดับ อาร์1

ทั้งนี้ อาร์ 1 ถือว่าเป็นรถธงของยามาฮ่าที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นรถที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่ง โมโตจีพี วายแซดอาร์-เอ็ม 1 เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารครอบครองได้ และปีนี้เป็นปีครบรอบปีที่ 21 และยามาฮ่าก็ฉลองด้วยการเปิดตัว อาร์ 1 รุ่นปี 2020 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Crossplane 4 สูบเรียง 998 ซีซี ที่ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร พร้อมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

หน้าจอเรือนไมล์ชนิดจอสี TFT ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบทุกรายละเอียด ช็อคแอบซอร์เบอร์หน้าแบบหัวกลับ และช็อคแอบซอร์เบอร์หลังเดี่ยว เสริมด้วยซัพแทงค์ ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมไฟหน้าแอลอีดีใหม่ แฟริ่งแบบใหม่ที่ปรับปรุงให้มีอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น 5% จากตัวเดิม แน่นอนมันเป็นเทคโนโลยีที่ได้มาจาก วายแซดอาร์-เอ็ม1

ระบบช่วยเหลือการขับขี่เต็มคัน เช่นระบบควบคุมเบรกในโค้ง, ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก, คันเร่งไฟฟ้าแบบเต็มระบบ, ระบบลอนช์คอนโทรลที่ดีขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างในโหมดต่างๆ ได้ผ่านหน้าจอ TFT

ยามาฮ่าจัดทดสอบ อาร์ 1 ที่สนามช้างฯ โดยเชิญสื่อสายรถจักรยานยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญ และสายรถยนต์อย่างผม ซึ่งแทบจะไม่เคยจับรถจักรยานยนต์เลยไปร่วมทดสอบ

ก็ต้องยอมรับเทคโนโลยียุคนี้ไปไกลมาก ช่วยให้รถที่มีความแรงระดับ 200 แรงม้า ควบคุมง่าย เครื่องยนต์ตอบสนองรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานขึ้นไปที่ 200 กม./ชม. (เชื่อว่าสายจักรยานยนต์คงเร็วกว่านี้มาก)

ที่น่าสนใจคือ ที่ความเร็วนี้รถมีความนิ่ง จนกล้าที่จะไปต่อ และที่ผมชอบมากคือเมื่อเห็นโค้งรออยู่ข้างหน้าทำให้ต้องเบรกกันหนัก ปรากฏว่ารถยังมีการทรงตัวที่ดี ไม่ไถลไม่ปัด หน้าไม่ยุบหลังไม่ยก ทำให้รอบต่อๆ ไป กล้าที่จะใช้ระยะเบรกลึกมากขึ้น

การทรงตัวในทางโค้งก็ทำได้ดี แม้จะขับไม่ถึงขั้นมืออาชีพที่เข่าเช็ดกับพื้นสนาม แต่ก็รู้สึกได้ว่าไปด้วยความเร็วพอควร โดยที่รถยังทรงตัวได้ดี และพร้อมเติมคันเร่งเพื่อเร่งออกจากโค้งเมื่อผ่านช่วงกลางโค้งไปแล้ว

ใครที่ชื่นชอบอารมณ์สปอร์ต น่าจะชื่นชอบ อาร์ 1 กับ ความโดดเด่นคือการเป็นบิ๊กไบค์ตัวแรง แต่ขับง่าย ควบคุมง่ายครับ

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ครั้งแรกในเอเชีย 4.99 แสน

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399302?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ครั้งแรกในเอเชีย 4.99 แสน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 08:00 น.
นิสสัน,นิสสัน อัลเมร่า,nissan,almera,nissan almera
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

นิสสันเลือกเผยโฉม  อัลเมร่า ใหม่ ครั้งแรกที่ประเทศไทย

สร้างกระแสที่ครั้งนี้นิสสันเลือกจะเปิดตลาดใหม่ก่อนเพื่อนโดย  อัลเมร่า ใหม่ ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ครั้งแรกในไทย มาพร้อมรูปร่างที่สวยงามตั้งแต่หัวยาวจรดไฟท้าย บอกได้คำเดียวว่า “สุด” ในประเทศเลย!!! กับราคาเริ่มต้น 4.99 – 6.39 แสนบาท

ไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและ โอเชียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รหัส HRA0 ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากสูงสุด 100 พีเอส (Ps) และแรงบิดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 23.3 กม. ต่อลิตร* มีอัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque)

สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ จึงโดดเด่นในรถยนต์กลุ่มซิตี้คาร์ รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะสำหรับ การใช้งานในเมือง กับธีมงาน ‘Challenge All Beliefs’ ระดับโลกที่กรุงเทพฯ นิสสันท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดเกี่ยวกับรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์นี้ด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งออกแบบอย่างประณีต และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น

“การเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยสำหรับนิสสันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาบุคคลากรในประเทศไทยที่มีคุณภาพการผลิตระดับโลก” ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย “นิสสันกำหนดให้ อัลเมร่า ใหม่ ท้าทายทุกความเชื่อกับรถยนต์ซิตี้คาร์  และต้องการมอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของเรา”

ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “อัลเมร่า ใหม่ ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมขั้นสูง มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่ สามารถมั่นใจ และตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างไม่ลังเลใจ”

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีดีไซน์ที่ทันสมัย ภายในสะดวกสบาย และกว้างขวาง สร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่ตั้งแต่ครั้งแรก เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก และกลุ่มมิลเลนเนียล

ภายใต้การออกแบบใหม่ ดีไซน์ให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน     อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)

 

ภายในของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับแผงหน้าปัดแบบใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัยและที่นั่งผู้โดยสาร และภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างมีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เน้นความประณีตในการประกอบ พร้อมด้วยพื้นที่ว่างเหนือศีรษะ และพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง คงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำในด้านความกว้างขวางที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง ระบบความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อที่ราบรื่นผ่านสมาร์ทโฟน

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยและป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสายบริเวณด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถ ซึ่งมีนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ได้แก่ เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มาพร้อม 6 สี ได้แก่

สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red)

สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange)

สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White)

สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star)

สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic)

สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver)

ราคาจำหน่ายทั้ง 5 รุ่นย่อย

อัลเมร่า รุ่น S: 499,000 บาท

อัลเมร่า รุ่น E: 509,000 บาท

อัลเมร่า รุ่น EL: 559,000 บาท

อัลเมร่า รุ่น V: 599,000 บาท

อัลเมร่า รุ่น VL: 639,000 บาท

 

ทั้งนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ และจะเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมการประกันรถยนต์เป็นเวลา สามปีหรือ 100,000 กิโลเมตร

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

MG ZS EV จองทะลุสองพันคัน

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

MG ZS EV จองทะลุสองพันคัน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 07:00 น.
เอ็มจี,MG ZS,ZS EV,รถพลังงานไฟฟ้า,พลังงานไฟฟ้า 100,สถานีชาร์จไฟฟ้า
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

คนไทยตอบรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งมอบถึงมือลูกค้าแล้ว 1,000 คัน

นับเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยได้ตื่นตัวถึงเรื่องราวรถพลังงานไฟฟ้าอย่างสูง และกระแสที่ค่ายรถต่างๆ ได้ให้ความสนใจ ดูได้จากที่ทาง เอ็มจี เปิดตัวพร้อมราคาชนิดที่หันกลับจนคอเคล็ดไปหลายคนกับราคาที่คนควักกระเป๋าซื้อทันที

เอ็มจี เผย NEW MG ZS EV ทำสถิติยอดจองสะสมทะลุ 2,200 คัน และส่งมอบถึงมือลูกค้าแล้ว 1,000 คัน พร้อมเดินหน้าสู่จุดหมายที่ 2,000 คัน ในเร็วๆ นี้ และเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการ สร้างความพร้อมของระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สมบูรณ์แบบด้วยการเร่งขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจี ได้กระแสตอบรับและการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่าน ปัจจุบันมียอดจองสะสมสูงถึงกว่า 2,200 คัน โดยได้ทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าครบเป้าหมายระยะแรกที่ตั้งไว้ที่ 1,000 คัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเร่งเดินหน้าทยอยส่งมอบรถระยะที่สองให้ครบ 2,000 คัน สู่เป้าหมายระยะที่สองในเร็วๆ นี้

 

NEW MG ZS EV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% สามารถ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาที  ขุมพลังจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion)  ความจุ 44.5 kWh วิ่งได้ไกลกว่า 337 กิโลเมตร

ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ “สีฟ้า Copenhagen Blue” กระจังหน้าทันสมัยพร้อมการติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมการตกแต่งคอนโซลหน้า ด้วยวัสดุนุ่มแบบ Soft touch พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา Panoramic Sunroof

ท้ายสุด NEW MG ZS EV จำหน่ายราคาเพียง 1.19 ล้านบาท พร้อมการรับประกันคุณภาพ รถ 4 ปี หรือ 1.2 แสนกิโลเมตร และรับประกันคุณภาพ แบตเตอรี 8 ปี หรือ 1.8 แสนกิโลเมตร

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

มาสด้า CX-8 รถเพื่อครอบครัว

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มาสด้า CX-8 รถเพื่อครอบครัว

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 10:21 น.
มาสด้า CX-8,MAZDA CX8,CX8,มาสด้า,รถSUV,SUV,คลอสโอเวอร์
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

มาสด้านำเสนอรถ 3-Row Crossover SUV ระดับพรีเมียม

ล่าสุด มาสด้าจัดงานเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda CX-8 ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง ขนาดใหญ่ที่สุดที่มาสด้าเคยเปิดตัวในบ้านเรามา โดยเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองครอบครัวขนาดใหญ่ และการตั้งใจเบียดตลาดของรถในกลุ่ม PPV ที่ให้ความนุ่มนวลกว่าและนั่งสบาย

All-New Mazda CX-8 ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง  ที่สามารถเลือกได้เพื่อการตอบสนองของตัวเองและ เปิดประสบการณ์การขับขี่อันล้ำค่ากับช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณและคนที่คุณรัก ถือเป็น Crossover SUV ที่สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐาน สง่างาม และความสมบูรณ์แบบ

ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในครอบครัว มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All” ทุกช่วงเวลามีค่าไม่สิ้นสุด ยนตกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยคอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่ลดทอนบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

นี่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 6 และ 7 ที่นั่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง สมรรถนะตอบสนองดีเยี่ยมด้วยขุมพลังของ 2 เครื่องยนต์ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร มาจำหน่ายพร้อมกันถึง 4 รุ่น ราคาเริ่มต้น 1,599,000 .- บาท พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าด้วยการรับประกันคุณภาพและฟรีค่าแรงนาน 5 ปี  ตั้งเป้ายอดขาย 6,000 คันต่อปี

 

ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

2.5S                       1,599,000.- บาท

2.5SP                     1,699,000.- บาท

2.2XDL                   1,899,000.- บาท

2.2XDL Excusive   2,069,000.- บาท

 

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

How many seats you need? Mazda SUV offers choices

Published November 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

How many seats you need? Mazda SUV offers choices

Nov 13. 2019
The CX-8 Premium Crossover SUV offers three-row six- and seven-seat options

The CX-8 Premium Crossover SUV offers three-row six- and seven-seat options
By THE NATION

476 Viewed

Mazda Sales (Thailand) Co Ltd and Mazda Motor Corp have unveiled the CX-8 Premium Crossover SUV offering three-row six- and seven-seat options.

The CX-8 boasts outstanding luxury and elegance while answering the requirements of every occupant with the “Precious Moment for All” concept.

It also features a choice between two engines – the 2.2-litre Skyactiv-D Clean Diesel and 2.5-litre Skyactiv-G petrol engines.

Added customer benefits include a five-year warranty and free maintenance.

The price starts at Bt1.599 million.

Mazda has set a sales target of 6,000 units.

รู้ก่อนซื้อ เชฟโรเลต โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น

Published November 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รู้ก่อนซื้อ  เชฟโรเลต โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 10:06 น.
เชฟโรเลต โคโลราโด,เชฟโรเลต,กระบะเชฟโรเลต,โคโลราโด ซี-แคป
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

ก่อนจะซื้อมารู้จักกันหน่อยกับกระบะสายพันธุ์แรงสำหรับคนที่ต้องการความต่าง!!

แน่นอนว่าแฟนๆ สายกระบะย่อมรู้จัก เชฟโรเลต โคโลราโด มาอย่างดีและเอาใจแฟนพันธ์แท้ของค่ายที่อยากได้รถที่แตกต่างเลยจัด โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น ออกมาเพียง 200 คัน เท่านั้น สะดุดตาด้วยสีภายนอกแบบทูโทน ชนิดแต่งซิ่งจากโรงงาน ด้วยการพ่นสีดำบนหลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระบะท้าย กระจกมองข้าง กระจังหน้า มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี

 การพัฒนาโคโลราโด อาร์เอส (RS หรือ Rally Sport) ได้แรงบันดาลใจจากสมรรถนะที่เหนือชั้น และความนิยมในการตกแต่งรถกระบะในประเทศไทย พร้อมรองรับการใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งงานบรรทุกและการใช้งานประจำวันตามไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โคโลราโด อาร์เอส ผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็ม ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง คำว่า อาร์เอส (RS) มาจากคำว่า “Rally Sport” ซึ่งแสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของ เชฟโรเลตในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันรถกระบะ เชฟโรเลตใช้สัญลักษณ์อาร์เอส   ครั้งแรกในรถเชฟโรเลต คามาโรในช่วงทศวรรษ 1960 และใช้กับรถอีกหลายรุ่นที่มีรูปลักษณ์สปอร์ตหรือรุ่นที่ผลิตขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษ

มิติตัวถัง เชฟโรเลต โคโลราโด

ยาว x กว้าง x สูง  5,319 x 1,872 x 1,702 มิลลิเมตร รุ่นเอ็กซ์แคป

ความสูงจากพื้นถึงตัวรถ 195 มม. รุ่นเอ็กซ์แคป185 มม. ซีแคป แอลที

ระยะฐานล้อ 3,096  มิลลิเมตร

ระยะห่างระหว่างล้อคู่ หน้า / หลัง  1,573 / 1,584  มิลลิเมตร

น้ำหนักรถเปล่า 1,804 กก.  รุ่นเอ็กซ์แคป, 1,859 กก. ซีแคป

น้ำหนักบรรทุก 1,031 กก.  รุ่นเอ็กซ์แคป, 976 กก. ซีแคป

ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร

เครื่องยนต์ เชฟโรเลต โคโลราโด

ดีเซลแถวเรียงวางตามยาว 2.5 ลิตร 4 สูบ 1 6 วาล์ว  Turbo FGT  และอินเตอร์คูลเลอร์คูลเลอร์  2,499 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะชัก 92×94 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 16.5:1 – ระบบจจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น

ผ่านมาตราฐาน มลพิษไอเสียยูโร 4 – กำลังสูงสุด 163  แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที  และแรงบิดสูงสุดที่ 380 นิวตันเมตร  ที่ 2,000 รอบต่อนาที

เกียร์ธรรมดเดินหน้า  6 จังหวะ

ภายนอก เชฟโรเลต โคโลราโด

กระบะรุ่น 4 ประตูโคโรลาโด  ซีแคป และ กระบะรุ่น 2 ประตูโคโรลาโดเอ็กซ์แคป พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

ฝากระโปรง หลังคา และฝากระบะท้าย ตกแต่งด้วยการ พ่นสีดำ

พร้อมครอบกันชนด้ำนหน้ำ

กระจังหน้ำ และมือจับที่เปิดฝำกระบะท้าย ตกแต่งสีดำ

กันชนหน้ำ และมือจับที่เปิดประตูตกแต่งสีเดียวกับตัวรถ

ตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ และตรา อาร์เอส บนกระจังหน้ำ และฝากระบะท้าย

ล้ออัลลอย 16” พร้อมยางขนาด 215/70 R 16

ไฟหน้ำแบบฮาโลเจน

ไฟตัดหมอกหน้า

กระจกมองขข้างปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมสัญญาณไฟเลี้ยว

สีตัวถัง มาด้วยกัน 4 สี

สีน้ำเงิน Blue Me Away Metallic

สีแดง Pull Me Over Red

สีขาว Summit White

สีส้ม Orange Crush)

ช่วงล่าง

ระบบกันสะเทือน

ด้านหน้า อิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริงและโช้คอัพแก๊ส

ด้านหลัง ลิฟสปริง แป้นรูปครึ่งวงรี พร้อมโช้คอัพแก๊ส

ระบบบังคับเลี้ยว

แบบแรคแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง

ระบบเบรก

ด้านหน้า ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 300 มม.

ด้านหลัง  ดรัมเบรก ขนาด 295 มม.

ขนาดหม้อลมเบรก 10.5 นิ้ว

 

ภายในห้องโดยสาร  เชฟโรเลต โคโลราโด

การออกแบบและจัดวางห้องโดยสารที่แข็งแกร่งและมั่นคง

วัสดุหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าลาย Rational

หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว

จอแสดงข้อมูลกการเดินทางแบบดิจิตอล

พวงมมาลัยเพาเวอร์

ลำโพง 4 ตำแหน่ง

Entertainment ระบบความบันเทิง

Chevrolet MyLink ระบบเชอื่ มต่อกำรสอื่ สำร และควำมบันเทงิ พรอ้ มหนำ้จอสัมผัสขนำด 7″ และรองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto*

การเชื่อมต่อโทรศัพทเ์คลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ Bluetooth

พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำได้

กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อน

ไฟอ่านแผนที่

แผงบังแดดคู่หน้ำ พร้อมกระจกเงาสำหรับผู้โดยสารและที่เก็บเอกสารสำหรับผู้ขับขี่

ที่เก็บของเหนือแผงคอนโซล – เซ็นทรัลล็อก

ช่องต่ออุปกรณ์เสริม AUX & USB

ช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ 2 ตำแหน่งรุ่น เอ็กซ์แคป , 3 ตำแหน่ง ซีแคป 

กุญแจแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมท คอนโทรล

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 2 บาน พร้อมระบบการทำงานแบบวันทัช และจะหยุด การทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง รุ่น เอ็กซ์แคป

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 4 บาน พร้อมระบบการทำงานแบบวันทัช และ จะหยุด การทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง  ซีแคป 

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมการทำงาน ได้จากรีโมท คอนโทรล

กระจกหน้าต่างคู่หน้ำ เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อเปิดประตู และเลื่อนขึ้นอัตโนมัติเมื่อปิดประตู

 

ระบบความปลอดภัย  เชฟโรเลต โคโลราโด

ถุงลมนิรภัย SRSสำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า

เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ปรับระดับสูง-ต้ำได้ พร้อมระบบผ่อนแรง และรั้งกลับอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter) สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า

เข็มขัดนิรภัย แบบ 3 จุดสำหรับผู้โดยสารด้านหลังทุกตำแหน่ง*

โครงสร้างตัวถังนิรภัย และคานเหล็กนิรภัยกันแรงกระแทกจากด้านข้าง

ระบบช่วยเบรกกะทันหัน (PBA)*

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)*

ระบบกระจายแรงเบรก (EBD)*

ระบบไล่ฝ้าที่กระจกหลัง

กุญแจนิรภัยป้องกันการโจรกรรมแบบ Immobilizer

 

ราคาอย่างเป็นทางการ

2 ประตู X-Cab (Extended Cab)  665,000 บาท

4 ประตู C-Cab (Crew Cab)  789,000 บาท

เป็นยังไงกันบ้างครับ อ่านจบต้องรีบไปจองก่อนใครๆ กันหรือเปล่า โคโรลาโด อาร์เอส คันนี้มีราคาจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 10,000 บาท จากราคาจำหน่ายของรุ่นเอ็กซ์-แคป และซี-แคป แอลที พร้อมให้ลูกค้าจับจองที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ และภายในงานมหกรรม ยานยนต์ ครั้งที่ 36 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 นี้ โดยจัดแสดงภายใน บูธเชฟโรเลต A02 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

MG banks on unique features of Extender for share in Thai pick-up market

Published November 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

MG banks on unique features of Extender for share in Thai pick-up market

Nov 11. 2019
By Kingsley Wijayasinha
Special to The Nation

1,099 Viewed

With Thailand being the world’s largest 1-tonne pickup truck market, dominated by Japanese and American players, it comes as a surprise that MG has entered the highly-contested market with its Extender pickup.

Amid constant supplies of high-quality pickups to the domestic and export markets by major producers such as Toyota, Isuzu, Mitsubishi, Nissan, Ford and Chevrolet, one wonders what MG has up its sleeves with the new pickup.

Question is how would it fight the big players with extensive R&D as well as strong marketing drives here?

MG, which is owned by SAIC (Shanghai Automotive Industry Corporation) of China, has design and technical centres in Birmingham, England, but enjoys tremendous support from SAIC in the form of global sourcing, components supply chain and quality control management. While MG was well-known for making small sports cars and convertibles in the past, today its product lineup covers mass-market segments such as passenger car and SUV, with China being the largest market.

MG entered Thailand in 2013, joining hands with the Charoen Phokphand (CP) Group, and has been building assembly plants in Chon Buri for both domestic and Asean markets.

The Extender, based on the Maxus T60 made by SAIC Motors, was launched in the Thai market in August, instantly opening up a new market for MG, which previously offered only passenger cars and SUVs here. The Extender comes with only nine variants in luxury space cab and double cab bodies, while the commercial single-cab style has been omitted, pointing out what type of customers it is targeted at.

Unlike previous MG models that came with low price strategy, the Extender’s pricing seems pretty usual, ranging from Bt549,000 for the entry 2.0 Giant Cab model with manual transmission to Bt1.029 million for the top 2.0 Double Cab 4×4 model.

Still, MG is confident that the Extender can help it expand customer base in Thailand due to a good number of attractions.

Firstly, the attractive front-end design and large dimensions would surely appeal to Thai buyers. The radiator grille and projector headlights look luxurious, similar to something you’d expect from an SUV rather than pickup truck, and you can clearly see that it’s pretty big in size too.

The Extender measures 5,365mm in length, 1,900 in width and 1,850mm in height (for the 4×4 model), while the wheelbase is 3,155mm long. Apart from the strong road presence, this enables the Extender to come with lots of interior space as well as loading space when compared with trucks with smaller dimensions.

Get inside and it is also easy to notice the spaciousness both front and rear (even six-footers enjoy plenty of legroom). There are some soft-touch leather in the cabin that give it a luxurious feel, although most of the console and door panel still feel plasticky.

Both front seats are electrically-powered, and the rear seat backrests can be folded to increase carrying capacity in the double cab model. There are air vents at the rear too.

The console design looks good and has a large 10-inch color touchscreen display in the center with i-SMART connectivity system, supporting Thai voice command for all sorts of functions including phone, air-conditioner, power windows and even search for nearby attractions. There is navigation system with real-time traffic info. The system also has music streaming and news updates, and allows owners to check vehicle status and service logs via a diagnostic panel.

The Extender is powered by a 2.0-litre direct-injection turbo diesel engine that produces 161 horsepower and 375Nm of torque, which is just mediocre compared to the competition. The top model is fitted with a 6-speed automatic that’s a little jumpy in first gear, but performs smoothly in general.

While market leaders have reached the 500Nm level for torque output, the Extender’s 375Nm might just be enough for normal driving. With its 2,050kg weight, overtaking performance might not impress, and you’d probably wish for more torque.

MG claims an average fuel economy of 12.7km/litre which is pretty average while average CO2 is claimed at 207g/km.

The 4WD system is electronic and simple to use, offering the standard 2H, 4H and 4L options.

What you will like about the engine, meanwhile, is the smoothness, which is also reflected in the suspension setup. There are double wishbones up front and despite the rear leaf springs, the Extender offers a highly comfortable ride with no bumpiness to be found during our drive in Northeastern Thailand last week.

Cracks, bumps and potholes on the road were ironed out effectively, while noise insulation has been carried out well too, resulting in a pretty quiet and peaceful cabin (at least up to 120km/h).

The Extender comes with all the safety features you’d expect from a top brand, such as six airbags, disc brakes all-round, electronic stability control, traction control, tire pressure monitoring, hill start assist, hill descent control, blind spot detection and lane departure warning. The parking camera has bird’s eye view function, but not with the best resolution though.

MG says that it’s cheap to maintain the Extender, with no more than Bt20,000 cost per 100,000km of driving.

The Extender might not be a superior truck compared to other brands in the market. But it does come with some good points that can help MG find customers who are looking for a pickup with elegant design, spacious interior as well as the latest multimedia connectivity.

 

MG Extender Double Cab 2.0 Grand 4WD X 6AT

Engine: 4-cylinder DOHC 16-valve turbo intercooler

Displacement: 1,996cc

Bore and stroke: 83.0×92.0mm

Compression ratio: 15.9:1

Max power: 161ps/4,000rpm

Max torque: 375Nm/1,500-2,400rpm

Transmission: 6-speed automatic

Average fuel economy: 12.7km/liter

Average CO2: 207/g/km

Suspension (f/r): double wishbone/leaf spring

Steering: powered rack-and-pinion

Turning circle: 12.5 meters

Brakes (f/r): vented disc/disc

Dimensions (mm)

Length: 5,365

Width: 1,900

Height: 1,850

Wheelbase: 3,155

Track (f/r): 1,580/1,580

Ground clearance: 183

Weight: 2,050kgs

Wheels: 18-in alloy

Tires: 255/60 R18

Fuel tank capacity 73 liters

Price: Bt1,029,000

Distributor: MG Sales (Thailand) Co Ltd

โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน หรูอยากลุย

Published November 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397839?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรลส์-รอยซ์  คัลลิแนน หรูอยากลุย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
โรลส์-รอยซ์,ยานยนต์
เปิดอ่าน 185 ครั้ง

โรลส์-รอยซ์  คัลลิแนน หรูอยากลุย คอลัมน์…  ยานยนต์

ในโลกนี้มีรถยนต์มากมายหลายยี่ห้อหลายแบบ บางรุ่นหลายคนสงสัยว่าขายได้อย่างไร ทั้งเรื่องของรูปลักษณ์ รูปแบบ หรือบางคันที่มีราคาแพงลิ่ว คำตอบก็อาจจะเป็นดังด้านบน ก็คือ มันตอบสนองความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

และรถบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็ทำให้ตัวเองเป็นมากกว่ารถ อย่างเช่น โรลส์-รอยซ์ ที่ลูกค้าอาจไม่ได้มองว่าเป็นรถ แต่ว่าเป็นโรลส์-รอยซ์

รถที่มีตราสัญลักษณ์โผล่มาบนฝากระโปรงรถที่โดดเด่น ครองตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ มายาวนาน และวันหนึ่งก็มีความท้าทายครั้งใหญ่ นั่นคือการโดดเข้าไปเล่นในตลาดเอสยูวีเป็นครั้งแรกเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมาในรุ่น “คัลลิแนน”

ในเชิงธุรกิจ ความนิยมของรถเอสยูวีขยายตัวไปทั่วโลก และในทุกระดับตลาด แต่ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ภาพของเอสยูวีไปทางสายลุยมากกว่าสายหรู ช่วงแรกๆ จึงอาจดูขัดแย้งอยู่บ้างกับการที่รถซูเปอร์ลักชัวรี่จะลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่ก็อาจะต้องให้เครดิตกับรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อก่อนหน้านี้ที่ยกระดับตลาดนี้ขึ้นมา รวมถึงการมีรถพรีเมียมโดดลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน

และเมื่อโรลส์-รอยซ์ เข้าสู่ตลาดนี้ ก็ยืนยันว่าเป็นการต่อยอดแบบไร้รอยต่อ ลูกค้ายังได้ความเป็นโรลส์-รอยซ์ แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความสามารถในการใช้งานที่หลากหลายขึ้น

รายละเอียดปลีกย่อยของคัลลิแนนที่โรลส์-รอยซ์ นำเสนอกับลูกค้า เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อรุ่นที่มาจากชื่อเพชรที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก ซึ่งนำไปประดับอยู่บนมงกุฎของพระราชินีอังกฤษ จากนั้นเมื่อจะเข้ารถแค่ใช้มือแตะมือจับประตู บานประตูก็จะเปิดกว้างเพื่อให้เข้าได้ง่าย พร้อมกับตัวถังรถจะลดระดับลง 40 มม. ด้วยการทำงานของช่วงล่างแบบถุงลม เพื่อให้ขึ้นรถง่ายขึ้น และเมื่อนั่งเรียบร้อย ก็ไม่ต้องเสียแรงดึงบานประตูบานใหญ่แต่อย่างใด แต่ใช้วิธีแตะเช่นกัน ประตูจะปิดให้อัตโนมัติ

ที่บานประตูหลังยังมีลูกเล่นคือ ซ่อนร่มเอาไว้ทั้ง 2 ด้าน กรณีที่มีคนขับรถเมื่อลงมาเปิดประตูให้นาย ก็ทำได้พร้อมกับดึงร่มออกมาเตรียมพร้อมได้เลย

เข้ามาในห้องโดยสารก็จะพบกับความกว้าง และหรูหรา ทั้งหนังหรือว่าลายไม้ ซึ่งไม้แต่ละคันก็จะต่างกันไป และมีจุดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกภาคภูมิในการเป็นเจ้าของ คือท่อนไม้ชิ้นที่นำมาแปรรูปตกแต่งภายในรถ ซึ่งยังใช้ไม่มีหมด จะถูกเก็บไว้สำหรับรถคันนี้โดยเฉพาะ หากวันหนึ่งวันใดมีเหตุต้องเปลี่ยน ก็จะได้ไม้ลายเดิม

การควบคุมระบบต่างๆ ทำได้ผ่านทัชสกรีนกลางแดชบอร์ด หรือผ่านแป้นควบคุม Spirit of Ecstasy ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง และการควบคุมระบบขับขี่ออฟโรด ก็สามารถเลือกปรับระดับสูงต่ำของตัวถังได้ ทั้งนี้การลุยน้ำ โรลส์-รอยซ์ ระบุว่าลุยได้ลึก 54 ซม. ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มเดียวกัน

เบาะหลังซึ่งเลือกได้ว่าจะเอาแบบนั่ง 3 คนหรือ 2 คน พับได้หลายแบบด้วยไฟฟ้า และหากนั่งคนเดียว ก็ใช้พนักพิงของอีกเบาะเป็นโต๊ะทำงานได้เลย

ยังมีลูกเล่นอีกมากมาย รวมถึงหากยังไม่พอใจ ก็สามารถสั่งออปชั่นเพิ่มเติมได้ เช่น ใครอยากได้เก้าอี้ด้านท้ายสัก 2 ตัว เอาไว้เปิดฝาท้ายแล้วนั่งชมวิวจิบน้ำชา แต่ก็ต้องจ่ายหนักสักหน่อย แต่ก็อย่างที่บอกครับว่านี่มันมากกว่าการเป็นแค่รถยนต์

ด้านสมรรถนะ คัลลิแนนใช้เครื่องยนต์เบนซินวี 12 ขนาด 6.75 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 571 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที ขับเคลื่อน 4 ล้อ โรลส์-รอยซ์ บอกว่ามันไปได้ทุกที่ที่อยากไป ทั้งทางออฟโรด หรือทะเลทราย

แต่ผมมีเวลากับคัลลิแนนไม่มากนัก เราก็ไปกันแค่พื้นที่กรุงเทพฯ ก็พอ

สำหรับในกรุงเทพฯ รถมีขนาดใหญ่เอาเรื่องทีเดียว กับความยาว 5,341 มม. กว้าง 2,164 มม. และสูง 1,835 มม. และแบกค่าตัวประมาณ 41 ล้านบาทเอาไว้ เพราะคันนี้เพิ่มเติมออปชั่นพิเศษเข้ามาอีกหลายล้านบาท

แต่เมื่อได้ขับจริง ราคาก็ไม่ได้กดดันอะไร ขนาดรถก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเครียด ใช้งานได้ปกติเหมือนรถทั่วไป ซึ่งสมรรถนะของเครื่องยนต์นั่นแหละเป็นตัวเพิ่มความคล่องตัว แรงบิดมหาศาล ช่วยให้รถกระฉับกระเฉง พุ่งไปข้างหน้าเมื่อได้ไฟเขียวอย่างรวดเร็ว และอัตราเร่งที่ปราดเปรียว แม้แต่ตอนไต่ขึ้นสะพานชันๆ ก็พุ่งไปข้างหน้าไม่ต่างจากทางราบ และเผลอครู่เดียวตัวเลขความเร็วพุ่งขึ้นไปจนถึงระดับความเร็วที่ควรจะต้องรีบผ่อนเท้าจากคันเร่ง

ทัศนวิสัยที่ชัดเจน จากความสูงของรถ และมุมมองที่กว้างทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และหลัง ก็ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้น

ช่วงล่างก็คงจะถูกใจลูกค้าแน่นอน เพราะให้ทั้งความนุ่ม นั่งสบาย แต่ก็สามารถจัดการกับทางโค้งได้ดี แม่นยำ และมีอาการโยนตัวน้อย

ขณะที่พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ก็กว้างขวาง นั่งสบาย จึงไม่แปลกใจว่าที่สุดผมก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะนั่งหลังพวงมาลัย หรือว่าไปนั่งที่เบาะหลังดี

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

Published November 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 15:00 น.
Audi Q3,Q3,อาวดี้,SUV,รถเอสยูวี,คอมแพคท์ครอสโอเวอร์
เปิดอ่าน 1 ครั้ง

อย่าเพิ่งตัดสินใจถ้าคุณยังไม่เห็นราคา….คอมแพคท์ ครอสโอเวอร์สุดพรีเมี่ยมรุ่นนี้!!!!

ตลาดระอุคอมแพคท์ครอสโอเวอร์หรูเดือดเมื่อ อาวดี้ ประเทศไทย ส่ง  “Audi Q3” รถนำเข้าจากเยอรมนีแต่ราคาเหมือนรถประกอบในโดยลูกค้าสามารถเลือกถึง 3 รุ่นย่อย คือ Q3 35 TFSI รุ่นเริ่มต้นที่  2.29 ล้านบาท  และ Q3 35 TFSI S line ที่ตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน ราคา 2.499 ล้านบาท  อีกรุ่นที่น่าสนใจที่มากับความเป็นสปอร์ตเอสยูวี บอดี้สไตล์คูเป้  Q3 Sportback S line  2.649 ล้านบาท  พร้อมโปรเด็ดรับ Motor Expo 2019 ผ่อน 0% สูงสุดนาน 7 ปีหรือจอง A8 L , Q8 มีสิทธิ์แลกซื้อ A1 Sportback ในราคา 1 ล้านบาทอีกด้วย

อาวดี้ เปิดเกมรุกเซอร์ไพรส์ตลาดปลายปี หลังจากช่วงที่ผ่านมาเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง อาทิ A1 Sportback, A6 Avant Black Edition ล่าสุดเปิดตัวคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ลุคสปอร์ต “Audi Q3” เป็นครั้งแรก และยังเพิ่มอีกความแรงด้วยสปอร์ตเอสยูวีสไตล์คูเป้  “Q3 Sportback” ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับความนิยมมากในเยอรมนี

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า เซ็กเมนต์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย คือกลุ่มพรีเมียม SUV จึงตัดสินใจนำ The new Audi Q3 และ The new Audi Q3 Sportback เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย

Audi Q3 ได้รับการพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 โดยในรุ่นนี้มีขนาดของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกมิติ ตัวรถมีความยาวตัวถังมากกว่ารุ่นก่อนถึง 96 มม. ความกว้างเพิ่มขึ้น 18 มม. ฐานล้อขยายให้ยาวขึ้นถึง 77 มม. หรือประมาณ 3 นิ้ว ขณะที่ความสูงลดลงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นรถที่มีรูปทรงสปอร์ตยิ่งขึ้นสอดรับไปกับตัวถังด้านข้างที่ออกแบบให้ดูมี กล้ามเนื้อ รับกับซุ้มล้อขนาดใหญ่ แข็งแรงดุดัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก DNA ของ Audi quattro ส่งผลทำให้รถมีหลักแอโรไดนามิคที่ดีขึ้น ให้ความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น

The  new Audi Q3   มาพร้อมกับสขุมพลังของเครื่องยนต์ TFSI 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ชาร์เจอร์ขนาด 1,400 CC พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง หรือ ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่รอบกว้าง 1,500-3,500 รอบ/นาที ส่งผลให้สัมผัสถึงแรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่เครื่องยนต์สามารถทำได้แบบช่วงกว้าง ระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติ S tronic 6 จังหวะ พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 9.3 วินาที  ส่งผลให้รถมีความคล่องตัวสูง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 207 กม./ชม.

ด้านหน้ายังคงอัตลักษณ์ด้วยรูปทรงกระจังหน้าแบบแปดเหลี่ยมดีไซน์ใหม่ ให้ความรู้สึกหรูหราและมั่นคงแข็งแรง และมี air inlet ขนาดใหญ่ ช่วยเสริมอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟท้ายมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เป็นไฟ LED ทรงลิ่ม ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยบานประตูท้ายที่เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้การขนสัมภาระขึ้น-ลง ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น  ยังเป็นรถที่ให้พื้นที่บรรทุกสัมภาระมากสุดถึง 530-1525 ลิตร เมื่อเทียบรถในเซ็กเมนต์เดียวกัน

ส่วนภายใน จากฐานล้อที่ขยายออกไปถึง 77 มม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร  เห็นได้จากเบาะนั่งแถวหลังปรับเอนได้แล้วยังสามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้มากถึง 15 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายยิ่งขึ้น ตอบสนองการใช้งานหลากตำแหน่งที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด รู้สึกโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด สามารถขึ้นลง เข้า-ออกได้ง่าย และการนั่งไม่จมลงไปจนอึดอัด เบาะนั่งแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line  พวงมาลัยไฟฟ้า มัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัดให้อารมณ์สปอร์ต ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

เริ่มจากมาตรวัดแสดงผลแบบ  Virtual Cockpit  แสดงผลข้อมูลสำคัญบนหน้าจอมาตรวัดหลังพวงมาลัยอย่างชัดเจนกับขนาด 10.25 นิ้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาไปจากการจราจรด้านหน้า ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS

ระบบควบคุมการทรงตัว ESC ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 2 โซน

ด้านความบันเทิงในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบ MMI Radio Plus  หน้าจอแบบสัมผัสได้ ขนาดกว้างถึง 8.8 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ระบบ Audi smartphone interface รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับ MP3 ช่องเชื่อมต่อ USB ไฟเรืองแสงในห้องโดยสารสีขาว  รองรับ Android  และ  Apple CarPlay

มีสีให้เลือกถึง 6  เฉดสี

สีขาว Glacier White

สีดำ Mythos Black

สีน้ำเงิน Cosmos Blue Metallic

สีเทา Chronos Grey Metallic

สีเทานม Daytona Grey Pearl Effect เฉพาะรุ่น S-Line

สีส้ม Pulse Orange Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีฟ้า Turbo Blue Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีภายในมีถึง 4 เฉดสี

สีน้ำตาล Okapi Brown

สีขาวมุก Pearl beige

สีดำ Black

สีเทา Grey

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ The new Audi Q3 ดังนี้

• Q3 35 TFSI ราคา 2,299,000 บาท

• Q3 35 TFSI S line ราคา 2,499,000 บาท

• Q3 Sportback 35 TFSI S line 2,649,000 บาท

ส่งท้ายปีด้วยข้อเสนอพิเศษสุดแห่งปี ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2019 ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร เริ่ม 6 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม นี้ด้วยแคมเปญผ่อน 0% สูงสุด 7 ปีหรือข้อเสนอพิเศษสูงสุด 1 ล้านบาท ไฮไลท์สำคัญอย่าง Audi TT Coupé ที่ให้คุณผ่อนเพียงเดือนละ 28,880 บาท ไม่มีบอลลูน  เมื่อดาวน์ 880,000 บาท และเมื่อซื้อ Audi A8 L หรือ Audi Q8 รับสิทธิ์แลกซื้อ Audi A1 Sportback ในราคาเพียงแค่ 1 ล้านบาท!

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Published November 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 23:00 น.
มิตซูบิชิ,มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเ,มิตซูบิชิ มอเตอร์ส,มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี,รถยนต์ไฟฟ้า,EV,MITSUBISHI
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

หลัง BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ล่าสุด มิตซูบิชิ ได้นำเสนอเรื่องราวจากประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยาวนานของตัวเองออกสู่สาธารณะชนพร้อมชูจุดเด่น  “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี”


หลังจากที่ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้รับการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุน เพื่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมาโดย ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมแผนทำตลาดรถยนต์อีวีและพีเอชอีวีซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายในภูมิภาคนี้ถึง 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ

ประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกจากชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแล้ว ยังคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเชิงอุตสาหกรรม Mass Production ในปี 2509 และภายในปี 2514 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไทพ์อี12 มินิกาแวน จำนวน 10 คันให้แก่ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริค เพาเวอร์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดตัว Mitsubishi i-MiEV มิตซูบิชิ ไอ มีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2552

ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้วางแผนสร้างยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และมีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผสานเข้ากับประสบการณ์จากการสร้างรถออฟโรดและรถอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จ  จนกระทั่งเปิดตัวรถปลั๊กอินไฮบริด  มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี  ครั้งแรกในโลกที่งาน ปารีส มอเตอร์โชว์ ปี 2555 และจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า สองแสนคันเมื่อสิ้นสุดปี 2561

ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำและวางใจได้ที่มีอยู่ใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างหลากหลายนอกเหนือจากการใช้เพื่อการขับขี่

จากเทคโนโลยี V2X Vehicle to Everything ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานได้สำหรับทุกสิ่ง รวมทั้งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำหรับครัวเรือนหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี V2H Vehicle to Home โดยรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจะทำการชาร์จไฟฟ้าเก็บไว้ และทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนได้เมื่อจอดพัก พร้อมด้วยเทคโนโลยี V2G Vehicle to Grid ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า โดยการเก็บสะสมและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเมื่อเกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานต่อพลังงานไฟฟ้า

เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและในกรณีเกิดภัยทางธรรมชาติ รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีเอชอีวีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ให้กับแหล่งชุมชน โดย มิตซูบิชิ ได้มุ่งมั่นพิสูจน์อย่างต่อเนื่องถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่าการขับขี่

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

%d bloggers like this: