Agriculture

All posts tagged Agriculture

กษ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474056

x

กษ.เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ตามที่สถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 มีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีและคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ส่งผลเกิดขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำทำเกษตร รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาภัยแล้งให้รวดเร็วขึ้นจากปกติเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี มาเป็นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยน้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วประเทศ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้ระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2563 มีแผนปฏิบัติการประจำปีตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์- 31 ตุลาคม 2563ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค7 ศูนย์ ประกอบด้วย หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยมีฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐาน เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 77 จังหวัด ตามแผนการดัดแปรสภาพอากาศดังนี้ 1) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 ใช้อากาศยานของกรมฝนหลวงฯ 6 ลำ 2) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงระหว่างวันที่ 3 – 16 กุมภาพันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอ และบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ใช้อากาศยานรวม 12 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร 8 ลำ และอากาศยานของกองทัพอากาศ 4 ลำ และ 3) ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป รวม 11 หน่วยปฏิบัติการที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานีระยอง ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และสุราษฎร์ธานี ใช้อากาศยานอากาศยานทั้งหมด 29 ลำ โดยเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐานที่ จ.ตาก ลพบุรี สกลนคร จันทบุรี และสงขลา (หาดใหญ่)

ชูอาหารไทยยืนหนึ่งลดผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474057

x

ชูอาหารไทยยืนหนึ่งลดผลกระทบโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนลดลง โดยเฉพาะผักผลไม้ อาทิ กล้วยหอม ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ถ้าสถานการณ์การระบาดเพิ่มระดับความรุนแรงและยาวนาน อาจยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นต่อการส่งออก เนื่องจากไทยส่งผลไม้ไปจีนมากถึงร้อยละ 80 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงขอเชิญชวนและรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตร ตามนโยบายเกษตร/อาหารไทยยืนหนึ่ง (Eat Thai First) รวมทั้งส่งเสริมการใช้กล้วยไม้ในประเทศเพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำช่วงสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19แล้ว ยังส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วน สนับสนุนผัก ผลไม้ไทย บริการตามสถานที่ต่างๆ อาทิ เสิร์ฟให้ผู้ป่วยโรงพยาบาล อาหารสำหรับเด็กในโรงเรียน จำหน่ายในร้านอาหาร รีสอร์ท โรงแรม และเสิร์ฟบริการในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน หรือซื้อเป็นของฝาก ขณะนี้ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯบริการผลไม้ไทยในงานประชุม อบรมและสัมมนา ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าผัก ผลไม้ไทยมีให้เลือกหลากหลายทั้งสินค้า GAP เกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอัตลักษณ์ ซึ่งราคาไม่แพงและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ สร้างภูมิคุ้มกันให้สุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี และนอกจากกลุ่มผัก ผลไม้แล้ว ไทยยังเป็นครัวของโลกด้านเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ด้วยมาตรฐานผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพรับรองภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ทั้งเนื้อไก่ เนื้อสุกร เนื้อโค เนื้อเป็ด และไข่สด และสินค้า ผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้คุณภาพ โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรฯขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย เพื่อก้าวสู่อาหารไทยยืนหนึ่ง หรือEat Thai First ไปด้วยกัน

น้อมนำพระราชดำริแก้ปัญหาลุ่มยม กรมชลฯการันตีน้ำพอใช้ถึงหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474059

x

น้อมนำพระราชดำริแก้ปัญหาลุ่มยม กรมชลฯการันตีน้ำพอใช้ถึงหน้าฝน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการต้นทุนที่มีอยู่ให้พอใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ประชาชนต้องร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด ล่าสุดสถานการณ์ในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 42,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 56 เป็นปริมาณน้ำใช้การได้19,003 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ส่วนลุ่มเจ้าพระยาปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,131 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,435 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นไปตามแผนที่กรมชลประทานกำหนดไว้

สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นทุกลุ่มน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยากรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มเจ้าพระยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมซึ่งไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่นั้น ได้ศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยมทุกด้าน ทั้งนี้ แผนปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและจัดการน้ำหลาก ปัจจุบันกรมดำเนินการหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง และน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากในจ.สุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล รวมทั้งยังปรับปรุงคลองหกบาท ซึ่งคลองระบายน้ำเดิมทางด้าน
ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยมและคลองยม-น่านที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้นแต่ยังกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเกือบทุกปี เป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในเขตพื้นที่โครงการชลประทานและใกล้เคียง มีน้ำไว้ใช้ด้านเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท

ส่วนแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลางนั้น กรมน้อมนำพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ความตอนหนึ่งว่า “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

ที่ผ่านมากรมชลประทานนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำยมพบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมมีศักยภาพที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง ความจุระดับกักเก็บน้ำรวมกัน 380 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้านลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯติดตามขับเคลื่อน เร่งบูรณาการดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

“เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเขตชลประทานได้ถึง 28,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 7,520 ครัวเรือน และยังส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จ.แพร่ ช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือน นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าได้อีก 6.34 ล้านหน่วย/ปี”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โชว์ผลงาน‘พะเยาโมเดล’พัฒนาข้าวหอมมะลิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474058

x

โชว์ผลงาน‘พะเยาโมเดล’พัฒนาข้าวหอมมะลิ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯบูรณาการกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในจ.พะเยา ขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” นำร่องสินค้าข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2562/2563 เป็นลำดับแรก เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรในจ.พะเยา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้สินค้าข้าวหอมมะลิและเพื่อพัฒนาให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดจนแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบาย“การตลาดนำการผลิต”ของกระทรวงเกษตรฯ สำหรับสถานการณ์ผลิตและการตลาดสินค้าข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ปีการผลิต 2562/63มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี 638,079 ไร่ ครอบคลุม 9 อำเภอ ของจ.พะเยา มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 419,164 ไร่ ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ออกสู่ตลาด 151,900 ตัน ซึ่งจำนวนดังกล่าวบริหารจัดการการผลิตและการตลาด โดย 1) ข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่รับซื้อในโครงการ “พะเยาโมเดล” ภายใต้ตราสินค้า “ฮักพะเยา” โดยความร่วมมือระหว่าง บจก. ข้าว ซี.พี. กับสหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่ 8 แห่ง ร่วมกันเปิดจุดรับซื้อผลผลิตข้าวหอมมะลิจากเกษตรกร 15 จุด รับซื้อในราคา 18,000 บาท/ตัน ที่ความชื้น 15%ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 9 อำเภอ ของจ.พะเยา 72,594.38 ตัน มูลค่ารวม 949,162,133.44 บาท และเตรียมสานต่อโครงการในปี 2563 โดยขยายผลการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตครอบคลุมทั้งจังหวัด 2)ข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่รับซื้อและจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ 24,918.19 ตัน มูลค่ารวม 295,463,148.00 บาท

“สำหรับในปี 2563 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯในจ.พะเยา ร่วมจัดทำแนวทางขับเคลื่อนในปีการผลิต 2563/64 โดย 1) กำหนดเป้าหมายบริหารจัดการผลิตและการตลาดข้าวหอมมะลิพะเยา ทั้งหมด (100%) ราคารับซื้อ 18,000 บาท/ตัน(ณ ความชื้น 15%) 2) ส่งเสริมการตลาดสินค้าอัตลักษณ์และขยายตลาดสินค้าข้าวหอมมะลิพะเยาภายใต้แบรนด์ “ฮักพะเยา” 3) เพิ่มบริการรถเกี่ยวข้าวและโรงสีข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร 4) สนับสนุนการไถกลบ ตอซังข้าว เพื่องดการเผาที่เป็นสาเหตุของ PM2.5 และการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าว และ 5)วางแผน การเพาะปลูกให้เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและจัดระเบียบการเก็บเกี่ยวให้ใช้ประโยชน์ หลังรวบรวมจัดทำข้อมูลดังกล่าวเสร็จแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะหารือขับเคลื่อนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” และวางแผนการดำเนินงานในปีการผลิต 2563/64 ทั้งนี้ รูปแบบการบริหารจัดการผลิตและการตลาด ข้าวหอมมะลิพะเยา “พะเยาโมเดล” จะขยายผลไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไป เป็นรูปแบบที่ไม่พึ่งพางบประมาณ ภาครัฐจำนวนมาก เนื่องจากใช้หลักตลาดนำการผลิต สร้างคุณค่าสินค้าเพิ่มจากอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ซึ่งผู้บริโภคพึงพอใจ” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474153

'พญาเสือ'บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป)

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 20.57 น.

ฉก.พญาเสือ สนธิกำลังตรวจป่าห้วยกระซู่ หนองหญ้าปล้อง อช.แก่งกระจาน พบพื้นที่บุกรุกเผาป่า โค่นต้นไม้ กระจายทั่วพื้นที่ แจ้งความดำเนินคดีทันที 5 ราย

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิ กำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ พบ.1 (แม่คะเมย)  เจ้าหน้าที่ บก.ปทส.จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จ.เพชรบุรี กว่า 30 นายร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าห้วยกระซู่ บ้านลิ้นช้าง หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บุกรุกเข้าแผ้วถางทำลาย และทำให้ป่าเสื่อมสภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทุั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบมีการบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ เพื่อเตรียมพื้นที่ที่จะปลูกพืชผลอาสินในพื้นที่ พบตอไม้ที่มีลักษณะใหม่ถูก ตัดโค่นกระจายอยู่ทั่วในพื้นที่ สภาพพื้นดินของพื้นที่ที่ถูกบุกรุกปกคลุมด้วยขี้เถ้าแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวผ่านการถูกเผามาไม่นาน รวบรวมข้อมูลทราบว่าพื้นที่ที่บุกรุก เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่หลังจากปี พ.ศ.2557 ชัดเจน โดยพื้นที่ที่ถูกบุกรุกดังกล่าวไม่เคยผ่านการทำประโยชน์มาแต่อย่างใด และบริเวณรอบข้างพบเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จำนวน 5 จุด

ตรวจสารบบข้อมูลการสำรวจรายชื่อราษฎรผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปรากฎผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ จุดตรวจสอบที่ 1 คือ นางศุกร์ ทองจอง ที่อยู่ หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 74  ตร.ว.,  พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 2 ของนางศุกร์ บุญยง ที่อยู่ หมู่ที่ 3  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง   เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 65  ตร.ว.,

พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 3 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 25 ตร.ว. , พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 4 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 92 ตร.ว. และพื้นที่จุดตรวจสอบที่  5 ของนายสิงห์ ทองสือ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 33 ตร.ว.

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งเอาผิดผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ทั้ง 5 ราย ฐานร่วมกันยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม ตามมาตรา 19 (1) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 , ร่วมกันเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์” ตามมาตรา 19 (6) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐาน ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, และ ฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ม. 14 และ ม.31

พร้อมมอบให้ นายประพันธ์ จิตต์เทศ พนักงานพิทักษ์พิทักษ์ป่า ระดับ ส 3 บันทึกการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองหญ้าปล้อง เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474068

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร  ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.24 น.

อ่างทอง ชาวนาไม่เห็นด้วย แนวคิดทำใบขับขี่รถการเกษตร หลังจาก นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บริเวณกลางทุ่งนา ในตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ชาวนาได้นั่งจับกลุ่มคุยกัน  หลังจากนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ โดยเบื้องต้นชาวนาไม่เห็นด้วย ที่จะให้ทำใบขับขี่รถการเกษตรโดยมองว่าจะทำให้เกษตรกรชาวนามีปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และมีการถูกจับปรับเปรียบเทียบเสียเงินทองหลังไม่มีใบอนุญาตขับขี่แล้วนำรถไถนาไปใช้งาน

ด้านนาย ทรงยศ มะกรูดทอง สมาชิกสภา เกษตรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า แนวคิดในการการทำใบขับขี่รถไถนารถการเกษตร นั้นไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เกษตรกร ในการทำใบขับขี่มีค่าใช้จ่าย และรถไถนานั้นก็วิ่งอยู่ภายในนาอยู่แล้วชาวนาไม่ได้ใช้ขับขี่ไปทำธุระในท้องถนน ส่วนรถไถนาขนาดใหญ่ก็มีการบังคับทำใบขับขี่อยู่แล้ว

หากต้องทำใบขับขี่ขึ้นมาจริงๆนั้น จะทำให้ชาวนา ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปทำใบขับขี่ และหากผู้ที่ใบขับขี่รถไถนาหว่านข้าวแล้วเรียกร้องราคาเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่กับชาวนา และหากไม่ยอมทำแล้วนำรถของตนเองมาทำการไถนาแล้วโดนร้องเรียนว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีการถูกเปรียบเทียบปรับคล้ายงานจราจรรถยนต์ คงมีชาวนาถูกจับเสียเงินทองในการลงทุนทำนาเพิ่มขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473814

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล  ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“อลงกรณ์” ปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเล หวังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกลือตกต่ำ พบปริมาณเกลือทะเลยังค้างสต๊อกในยุ้งฉาง และกำลังจะออกสู่ตลาดอีก 9 แสนตัน มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้กลไกสหกรณ์เร่งระบายเกลือสู่ตลาด ประสานเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดเป็นช่องทางกระจายเกลือสู่ผู้บริโภค พร้อมประสานองค์การสะพานปลาเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านประมงรับซื้อเกลือทะเลจากสหกรณ์เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าประมงด้วย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยรถคาราวานเกลือทะเล 500 ตัน ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และเครือข่ายขบวนการสหกรณ์ ร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมปล่อยคาราวานสินค้าเกลือทะเล เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการกระจายสินค้าเกลือทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายเกลือทะเลสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือแก้ปัญหาเกลือทะเลค้างสต๊อกในยุ้งฉางและเกลือทะเลที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลผลิต 2562/2563 หลังตรวจพบว่าปัจจุบันมีเกลือที่ยังค้างในยุ้งฉางสหกรณ์ 25,000 ตัน และคาดว่ากำลังจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางช่วยเหลือสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาครและสมุทรสงคราม โดยวางแผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ 800 แห่ง โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล 1 ครัวเรือน 1 ถุง(ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) 120 แห่งทั่วประทศ ช่วยนำเกลือทะเลไปจำหน่าย เป้าหมายแห่งละ 10 ตัน 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อเกลือทะเล เนื่องจากสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือทั่วประเทศ 18 แห่ง มีความพร้อมดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง ที่ต้องการใช้เกลือเป็นวัตถุดิบรักษาคุณภาพสินค้าประมง 11 แห่ง โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับแจ้งยอดการสั่งซื้อเกลือจากสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว 1,500 ตัน รวมมูลค่า 8,250,000 บาท

สำหรับผลดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือสหกรณ์ผู้ซื้อเกลือ โดยประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดให้ขอความร่วมมือสหกรณ์/สมาชิกแต่ละรายช่วยซื้อเกลือทะเล ประสานสหกรณ์ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ภายในจังหวัด ขอความร่วมมือช่วยกระจายสินค้าเกลือทะเล รวมทั้งประสานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล นอกจากนี้ ยังประสานสหกรณ์ผู้ผลิต/จำหน่ายเกลือ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด และผู้แทนสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เพื่อร่วมวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งลงพื้นที่สำรวจสินค้าเกลือทะเล ณ สหกรณ์การเกษตรนาเกลือเพชรบุรี จำกัด จ.เพชรบุรี และสหกรณ์กรุงเทพจำกัด จ.สมุทรสาคร ซักซ้อมแนวทางเตรียมความพร้อมของสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือ เพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเกลือทะเลไปใช้ผลิตสินค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ คุณคฑาวุท บุญมา ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โทรศัพท์ 08-1015-5739 และ 0-3270-6232

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473809

x

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ที่ประชุมพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ทำแผนส่งเสริมปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อส่งออกของจ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีความต้องการสูง และยังได้ให้โควต้าส่งออกกล้วยหอมทองแก่ประเทศไทยด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกร จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเจรจาการค้าสินค้าเกษตร สำหรับส่งออกกล้วยหอมทองและอินทผลัม รวมถึงจัดทำแผนประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในประเทศ (Thai First)

ด้านน.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นำร่องจ.กาญจนบุรี เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อน พบว่ากาญจนบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นลำดับ 2 ของประเทศ โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มจำหน่ายผลผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรเคยประสบปัญหาโรคจากเชื้อรา ทำให้ลำต้นเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรเลิกเพาะปลูกจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริม และฟื้นฟูการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ เนื่องจากเกษตรกรพร้อมด้านองค์ความรู้ในการผลิตอยู่แล้ว ประกอบกับตลาดยังต้องการ คาดว่าเกษตรกรจะเพิ่มการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนข้าวโพดฝักอ่อน มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีผู้รวบรวมทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ แรงงานในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต และขนส่ง แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในการกำจัดและป้องกันการระบาด รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งศึกษาความเหมาะสมและจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับพื้นที่นำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำหนดปริมาณความต้องการ พื้นที่ส่งเสริม กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการรับซื้อที่ชัดเจน เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473812

x

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อากาศปีนี้แปรปรวนค่อนข้างสูง ช่วงนี้นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว อากาศยังแห้ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน แต่ก็ยังมีฝนตกปรอยๆลงบางพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิกลับลดลงมาอีก สลับไปมา สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้หลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากดอกไปเป็นผล ชาวสวนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผลไม้ในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด หวังว่าการติดผลน่าจะอยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจของชาวสวน โดยปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้สำหรับการออกดอกติดผลของไม้ผล คือ น้ำแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจ อากาศช่วงนี้กลับแห้ง แล้ง มีแดดจัด ไม่มีฝนมาช่วยแต่อย่างใด แหล่งน้ำในธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอด ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาของไม้ผลค่อนข้างสูง ให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาของการสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงเกิดภาวะแสวงหาแหล่งน้ำทุกวิธีทาง ทั้งจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง อ่างเก็บน้ำ ฝายเก็บน้ำต่างๆ เพื่อนำน้ำมาให้กับไม้ผลในสวนของแต่ละราย บางแห่งถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้กันแล้ว สนนราคาต่อคันรถราว 700 บาท ชาวสวนก็ต้องยอม เพื่อให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ตามที่หวัง

เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำฝนของจังหวัดจันทบุรี พบว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ต้องมาประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในช่วงสำคัญของไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รุนแรงถึงระดับที่จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือ และเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปไม่กี่เดือนในช่วงฤดูฝน จังหวัดก็เพิ่งจะประกาศประสบอุทุกภัย น้ำหลากจากภูเขาท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งเรือกสวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งกันไปมา ฤดูฝนน้ำมากจนน้ำท่วม พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำกลับมาแห้งขอดไปจนไม่พอใช้

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมตามสวนต่างๆผมสังเกตเห็นว่าชาวสวนจันทบุรีมีการจัดการสวนแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ครบทุกตารางเมตร สามารถวางแถวปลูกไม้ผลได้แบบไม่มีพื้นที่เหลือให้แทรกอย่างอื่นลงไปได้ และส่วนใหญ่ จะไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะกักเก็บน้ำในฤดูฝนมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งๆที่ชาวสวนเข้าใจดีว่าทำสวนต้องใช้น้ำ ไม่สามารถทำสวนโดยไม่มีน้ำอย่างเพียงพอได้ แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมที่จะสละพื้นที่ของตนเองทำแหล่งกักเก็บน้ำแต่พยายามปลูกไม้ผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้ผลสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากจนน่าตกใจ โดยไม่มีการเตรียมการเรื่องน้ำไว้อย่างเพียงพอ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ผมได้คุยกับกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จันทบุรี เล่าให้ฟังว่า แหล่งกักเก็บน้ำดิบของทางราชการที่จะนำไปใช้ทำน้ำประปา เมื่อปล่อยผ่านคลองส่งน้ำไปผ่านพื้นที่ของชาวสวนซึ่งเป็นชาวสวนรายใหญ่ที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บางรายถึงกับนำโดรนขึ้นบินสำรวจ แล้วทำการขุดสระดึงน้ำที่ปล่อยมานี้ มากักเก็บในพื้นที่สระที่ตนขุดไว้ เพื่อนำมาใช้ในสวนของตนเอง กลุ่ม Young Smart Farmer เรียกการทำการเกษตรในลักษณะนี้ว่า เป็นการทำการเกษตรที่ไร้จริยธรรมของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กลายเป็นการยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมการเกษตร ประเด็นนี้หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมได้

สถานการณ์การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างไม่หยุดยั้ง มีนายทุนเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าว ในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ในสวนของตน อนาคตเราคงไม่ได้เห็นเฉพาะปัญหาการแย่งน้ำของชาวนา ปัญหาการแย่งน้ำของชาวสวนก็คงไม่ยิ่งห ย่นไปกว่ากัน หากไม่มีการเตรียมการทำความเข้าใจและวางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุเรียนในยุคทุเรียนบูมออกผลก็น่าจะไม่เกิน 4-5 ปีนี้ ผลผลิตที่ออกมาจะมีการจัดการอย่างไร จะเกิดเหตุปิดถนนด้วยทุเรียนหรือไม่ ในวันนี้ผู้ใหญ่ของจันทุบรีท่านหนึ่งถึงกับทำนายว่า อีก 4 ปี จะต้องได้รับประทานทุเรียนฟรีที่เมืองจันท์ เพราะผลผลิตจะล้นเกินความต้องการ และประเด็นราคาตกต่ำก็คงหนีไม่พ้น ผมเองก็ได้แต่หวังว่าคงมีทางออกสักทาง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473811

x

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ลักษณะอากาศประเทศไทยจะเผชิญฝนแล้งตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3 – 5% ดังนั้น จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนเตรียมรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรโดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจและประเมินเบื้องต้น คาดว่าพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงนอกเขตชลประทานมี 30 จังหวัด 207 อำเภอ 1,068 ตำบล พื้นที่รวม 374,978 ไร่ ซึ่งตรงกับฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกและภาคเหนือ คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย หากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ โดยช่วงภัยแล้งจำเป็นต้องจัดการสวนของตนเองให้ต้นไม้อยู่รอดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้เกษตรกรมีข้อแนะนำการดูแลไม้ผล ดังนี้

1. การให้น้ำควรให้แบบประหยัดที่สุด คือ ให้น้ำต้นไม้ผล ภายในบริเวณรัศมีทรงพุ่มเท่านั้น ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าใช้สายยาง ให้น้ำครั้งน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเปลี่ยนช่วงให้น้ำเป็นกลางคืน เพื่อให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 2.ใช้วัสดุคลุมดิน โดยคลุมจากโคนต้นไม้ผลจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ผล ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง จะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง หากต้นยังเล็กจะต้องพรางแสงช่วยด้วย

3.การตัดแต่งกิ่ง ไม้ผลที่เก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูแล้ง ให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดการระเหยน้ำทางใบ สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้ว หากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดีต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด4.การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง และใช้เศษวัสดุที่แห้งแล้วมาคลุมโคนต้นไม้ผล 5.การจัดหาแหล่งน้ำ ควรปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ สำหรับสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน

6.ไม่ควรใสปุ๋ยช่วงแล้ง หากน้ำไม่พอ เป็นการไปกระตุ้นการเจริญเติบโต ให้แตกใบอ่อนช่วงแล้งน้ำน้อย จะทำให้พืชมีน้ำไม่พอใช้มากขึ้น ส่งผลทำให้ต้นเหี่ยวเฉาและตายได้7. การทำแนวกันไฟรอบสวน ควรกำจัดวัชพืชภายในบริเวณสวนไม้ผลให้โล่งเตียนทันทีหลังหมดสิ้นฤดูฝน ป้องกันไฟไหม้สวน หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

%d bloggers like this: