Agriculture

All posts tagged Agriculture

แจ้งเตือนเรือประมง เตรียมขึ้นทะเบียนใช้เครื่องวิทยุคมนาคม

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406991

x

แจ้งเตือนเรือประมง เตรียมขึ้นทะเบียนใช้เครื่องวิทยุคมนาคม

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาเรือประมงที่ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ที่คณะกรรมการแก้ปัญหาการครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมสำหรับเรือประมง เสนอ ตามข้อเรียกร้องของสมาคมประมงแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาการครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมและการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับเรือประมง

นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ออกประกาศ เรื่อง การแก้ปัญหาครอบครองเครื่องมือวิทยุคมนาคมสำหรับเรือประมง ลงวันที่ 26 มีนาคม 2562 เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาการครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมและการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับเรือประมง ซึ่งล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามประกาศฉบับดังกล่าวได้แก่ สำนักงาน กสทช.  กรมประมง  กรมเจ้าท่า และกรมศุลกากร กำลังหารือและเร่งดำเนินการในเรื่องของวิธีปฏิบัติ

ดังนั้น จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการเรือประมง และเรือสนับสนุนการประมง ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมประมงแห่งประเทศไทย  ที่ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ยังไม่ถูกกฎหมาย และประสงค์จะดำเนินการให้ถูกต้อง ให้เตรียมข้อมูลและแสดงรายการเครื่องวิทยุคมนาคมในกิจการเคลื่อนที่ทางทะเล อาทิชื่อเรือ เลขทะเบียนเรือ บัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายของเครื่องวิทยุคมนาคมที่ครอบครองอยู่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งต้องปรากฏยี่ห้อ / รุ่น / หมายเลขเครื่อง ที่ชัดเจน และความถี่ที่ใช้งาน เพื่อนำมากรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มคำขอแนบท้ายประกาศ และแบบฟอร์มที่ทางราชการกำหนด และนำมายื่นที่สำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สมาคมประมงแห่งประเทศไทย เพื่อที่กรมประมงจะได้รวบรวมส่งให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไป  ทั้งนี้ จะเปิดให้ยืนคำขอได้วันเวลาใด และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

Advertisements

กษ.รับลูกแก้ไฟป่าภาคเหนือ ขันนอตเกษตรจว.สกัดเผาซากพืช

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406994

กษ.รับลูกแก้ไฟป่าภาคเหนือ ขันนอตเกษตรจว.สกัดเผาซากพืช

กษ.รับลูกแก้ไฟป่าภาคเหนือ ขันนอตเกษตรจว.สกัดเผาซากพืช

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ ว่า มอบให้กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการดูแลพื้นที่ตามขั้นตอน วันนี้ต้องการรับฟังการแก้ปัญหาและอุปสรรคการทำงาน พร้อมขอทราบแนวทางปฏิบัติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมติดตามสถานการณ์ เพื่อช่วยระดมความคิดแก้ปัญหาให้ครบทุกมิติ ซึ่งต้องแก้ปัญหาให้คลี่คลายใน 7 วันทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการทำงานโดยละเอียดอยู่แล้ว แต่วันนี้จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากขึ้น หากมีปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานรัฐบาลพร้อมสนับสนุน และยืนยันไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณที่ใช้แก้ปัญหา

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่จะเร่งดำเนินงานตามข้อสั่งการของกระทรวงเกษตรฯ โดยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักเสนอแผนงาน และอำนวยการป้องกันแก้ปัญหาเผาเศษซากพืช วัชพืช หรือเศษวัสดุการเกษตรประจำจังหวัด ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้สำนักงานเกษตรอำเภอ เป็นชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ออกตรวจ ป้องปราม แจ้งเหตุเผาโดยมีเครือข่ายเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลเป็นหน่วยเฝ้าระวังป้องกันและปลุกจิตสำนึกไม่เผาเศษซากพืชฯ ให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรแต่ละอำเภอ และให้ชุดปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ในอำนวยการของนายอำเภอ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานกษ. ที่มีสำนักงานในจังหวัดนั้นๆ ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมเป็นชุดปฎิบัติการประจำพื้นที่กับสำนักเกษตรอำเภอด้วย เช่น ชลประทาน พัฒนาที่ดิน ปศุสัตว์ โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดประสานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดต่อไป

ด้านนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกประชุมนายอำเภอทั้ง 25 อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาหมอกควันแต่ละพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอำเภอที่เกิดการเผาซ้ำซาก ซึ่งทุกภาคส่วนเพิ่มกำลังผสมออกลาดตระเวนในชื่อ “ยุทธการสยบไฟป่า”เพื่อป้องกันปราบปรามการลอบเผาป่าและจับกุมผู้ทำผิด และสั่งการให้ทุกอำเภอจัดเขตปลอดมลพิษ (safety zone) ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อใช้เป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชนโดยเฉพาะผู้ป่วยทางเดินหายใจ เด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งนำร่องไปแล้วที่อาคาร SME ภายในศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ และที่อ.แม่แจ่ม โดยอยู่ระหว่างขยายให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดกว่า 121 แห่ง ต่อไป

ส่องเกษตร : ไม่แตกต่าง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406989

x

ส่องเกษตร : ไม่แตกต่าง

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หน่วยงานราชการที่อยู่คู่กับประเทศไทยเรามาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งเป็นการบริหารราชการงานแผ่นดินแบบจตุสดมภ์ ประกอบด้วย เวียง-วัง-คลัง-นา ทำหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนรูปแบบกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งครบรอบอายุ 127 ปี ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

ช่วงเมษายนของทุกปี เป็นที่เข้าใจกันดีว่าเป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายอีกช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอง ก็เริ่มมีการทยอยแต่งตั้งตำแหน่งระดับรองอธิบดี ตำแหน่งระดับอำนวยการสูงและอำนวยการต้นออกมาเป็นลำดับ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงประสบการณ์ในการทำหน้าที่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ยุคที่การเมืองไม่ยุ่งกับการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยกเว้นตำแหน่งปลัดกระทรวงเท่านั้น ที่ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาท ตำแหน่งลำดับรองไปจากนั้น ฝ่ายข้าราชการประจำเป็นผู้พิจารณาตามความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขของ ก.พ. ด้วยเห็นว่างานพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความสามารถเฉพาะด้าน แต่ละสายงานไม่ว่าจะเป็นงานด้านปศุสัตว์ ประมง ดิน พืช โรคแมลงศัตรูพืช งานชลประทาน หรือแม้แต่งานด้านการสหกรณ์ ต่างก็ต้องมีความเชี่ยวชาญของตนเอง ฝรั่งเขาถึงบอกว่าต้อง Put the right man on the right job ไม่เช่นนั้นอาจสร้างความยุ่งยากและวุ่นวายได้อีกหลายเท่า

แต่หลังจากที่การเมืองเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระทรวงเกษตรฯ มีการกำหนดนโยบาย/แผนงาน/โครงการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ตามแต่จะเห็นชอบกันไปแล้วแต่ละยุคแต่ละสมัย ต่อเนื่องบ้างไม่ต่อเนื่องบ้าง เกษตรกรกลุ่มหัวก้าวหน้าจึงไม่ได้หวังพึ่งความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยแต่แสวงหาการสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน/องค์กรต่างๆรวมไปถึงภาคเอกชน โดยเกษตรกรเหล่านี้ขอเพียงให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เหตุการณ์เหล่านี้จึงทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ทำไมเมื่อเกิดประเด็นปัญหาใดขึ้น เกษตรกรจึงไม่เคยยืนเคียงข้างข้าราชการกระทรวงเกษตรฯเลย ในยุคสมัยที่เหตุการณ์รุนแรงมากๆก่อนการแต่งตั้งก็ต้องส่งรายชื่อให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาก่อน และบางครั้งก็ได้โผมาให้แต่งตั้งตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ที่มาที่ไปของโผจะอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

ในยุคการเมืองแบบไม่ปกติ ช่วงที่ผมทำหน้าที่อยู่นับว่าเป็นความโชคดีของผมที่สามารถตัดสินใจแต่งตั้งผู้บริหารได้ด้วยตนเอง แม้ว่าการตัดสินใจจะมีเรื่องราวให้ปวดหัวบ้าง ยังถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่ในช่วงเวลาต่อมาผมได้รับรู้มาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเริ่มเข้าสู่วังวนเดิมๆ ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งข้าราชการประจำในระดับที่ไม่สมควรที่จะดำเนินการ ผมได้แต่แสดงความห่วงใยกับสิ่งที่เกิดขึ้น การมองข้ามหลักการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะส่งผลต่อการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดที่ว่าเมื่อเป็นผู้บริหาร หลักการบริหารสามารถใช้ได้กับทุกงาน ไม่ใช่ความจริงเสมอไป และเมื่อกลไกการทำงานบิดเบี้ยว ก็อย่าคาดหวังกับการเกษตร 4.0 ขอแค่ประคองตัวให้รอดจากแรงกดดันของยุคดิจิทัลก็ลำบากแล้ว ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เชื่อเถอะว่า อะไรๆที่ว่าๆกัน จะกลับเข้าสู่ยุคอดีตอีกครั้งไม่ต่างกันเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล 

‘กฤษฎา’ดีเดย์ลุยต่อเกษตรต้นแบบ12แปลงวิสาหกิจแปลงใหญ่

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407029

'กฤษฎา'ดีเดย์ลุยต่อเกษตรต้นแบบ12แปลงวิสาหกิจแปลงใหญ่

‘กฤษฎา’ดีเดย์ลุยต่อเกษตรต้นแบบ12แปลงวิสาหกิจแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.00 น.

“กฤษฎา”ดีเดย์ลุยต่อเกษตรต้นแบบ12แปลงวิสาหกิจแปลงใหญ่ ลงมือพ.ค.ยกระดับรายได้เกษตรกร ชี้เห็นผลรูปธรรมเร็วที่สุด

9 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานผลจากปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อน “โครงการวิสาหกิจแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร” (Mega Farm Enterprize) ซึ่งวันนี้ได้ประชุมกำหนดพื้นที่แปลงต้นแบบตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรเสนอ 10 แปลง ได้แก่
สำหรับภาคเหนือ เป็นแปลงสับปะรด อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง พื้นที่ 1,016.75 ไร่ เกษตรกร 159 ราย รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่สับปะรดปลอดภัยบ้านเสด็จ ซึ่งจะพัฒนาด้วยการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์จากสับปะรดโรงงาน เป็นบริโภคผลสดแบบเกษตรปลอดภัย และส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า

ภาคกลาง เป็นแปลงโคนม อ.หันคา จ.ชัยนาท พื้นที่ 1,000 ไร่ เกษตรกร 63 ราย เลี้ยงโคนม รายละ 10 ตัว และปลูกพืชอาหารสัตว์อย่างน้อยคนละ 3 ไร่ รวมตัวเป็นสหกรณ์โคนมไพรนกยูง ซึ่งจะพัฒนาโดยปรับโครงสร้างศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบให้สามารถรับน้ำนมดิบจากฟาร์มเกษตรกรได้ พัฒนาฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม และพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง แปลงใหญ่อ้อยโรงงาน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 1,498 ไร่ เกษตรกร 30 ราย รวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ใช้น้ำแจงงามพัฒนา 99 พัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย เพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยในเขตเพาะปลูกข้าวนาดอน จัดแปลงให้รองรับสำหรับใช้รถตัดอ้อยแทนแรงงานคนได้

ภาคตะวันออก เป็นแปลงมันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 1,488 ไร่ เกษตรกร 53 ราย ซึ่งจะรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน จะพัฒนาโดยการสร้างมูลค่าด้วยการทำมันเส้นสะอาดเพื่อส่งโรงงาน เพิ่มผลผลิตและยกระดับเปอร์เซ็นต์แป้ง ซึ่งจะใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ระบบน้ำในการปลูกมันสำปะหลัง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแปลงพืชอาหารสัตว์ ที่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ พื้นที่ 1,043 ไร่ เกษตรกร 70 ราย รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเลี้ยงสัตว์ ซึ่งพัฒนาด้านคุณภาพการผลิต ปรับพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และหญ้าเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปอาหารสัตว์สำหรับใช้ในกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ใช้พื้นที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยจัดจัดให้ผู้ไร้ที่ดินเข้าทำกินตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือทำการเกษตร 5 ไร่ และปลูกที่อยู่อาศัย 1 ไร่ เกษตรกร 85 ราย ตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรปลูกผัก ไม้ผล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเลี้ยงโคนม ซึ่งจะพัฒนาโดยทำการเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นเกษตรปลอดภัย รวมถึงจัดทำฟาร์มเสตย์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ภาคใต้ ได้แก่ แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ 22,702 ไร่ เกษตรกร 1,210 ราย ซึ่งจะส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานโดยการปลูกผักในพื้นที่ปาล์มน้ำมัน เพื่อลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่จัดให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน คทช.972 ไร่ เกษตรกร 114 ราย

รวมกลุ่มเป็นมสหกรณ์การเกษตร-ไทรทอง จำกัด ปลูกปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว โกโก้ ทุเรียน มังคุด ผัก พืชไร่ ซึ่งจะพัฒนาอาชีพรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า จัดทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง พื้นที่ 1,000 ไร่ เกษตรกร 370 ราย ซึ่งจะพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีศักยภาพในการรวบรวมยางพารา จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการแปรรูปยาง รวมทั้งส่งเสริมให้สหกรณ์ส่งขายต่างประเทศเองได้ แปลงยางพาราสหกรณ์การเกษตร กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พื้นที่ 2,000 ไร่ เกษตรกร 556 ราย จะพัฒนาโดยลดการปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม แล้วปลูกพืชแซมและพืชร่วมยาง เลี้ยงโคเนื้อ ผสมปุ๋ยใช้เอง เป็นต้น ให้เป็นต้นแบบของการปรับเปลี่ยนทำกิจกรรมทางการเกษตรเสริมเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

“ที่ประชุมยังได้ให้เพิ่มวิสหากิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว อีก 2 แปลง โดยให้คณะทำงานไปศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมมา ซึ่งแปลงต้นแบบทั้ง 12 แปลง จะเริ่มดำเนินการต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในเดือน พ.ค.นี้” นายกฤษฎา กล่าว

‘ปศุสัตว์’เตือนปชช.งดกิน’หมูดิบ’ชี้เสี่ยงไข้หูดับ-ติดเชื้อในกระแสเลือด

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407026

'ปศุสัตว์'เตือนปชช.งดกิน'หมูดิบ'ชี้เสี่ยงไข้หูดับ-ติดเชื้อในกระแสเลือด

‘ปศุสัตว์’เตือนปชช.งดกิน’หมูดิบ’ชี้เสี่ยงไข้หูดับ-ติดเชื้อในกระแสเลือด

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.52 น.

“กรมปศุสัตว์”แจ้งเตือนประชาชน งดกินหมูดิบ-สัมผัสสุกรป่วยโรคทางเดินหายใจ เสี่ยงโรคไข้หูดับ-ติดเชื้อในกระแสเลือดเสียชีวิตได้ แนะเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์โอเครับรองมาตรฐาน

9 เม.ย.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่กรณีมีผู้บริโภคกินหลู้หมูดิบ ติดเชื้อ Streptococcus suis จนมีอาการโลหิตเป็นพิษ ไตวายเฉียบพลัน การหายใจล้มเหลว และผิวหนังอักเสบ ทำให้เกิดภาวะเนื้อตาย จนต้องตัดขาทั้ง 2 ข้างทิ้งนั้น

กรมปศุสัตว์ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร (Food safety) ขอเรียนให้ทราบว่า เชื้อ Streptococcus suis นั้น สามารถพบได้ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจของสุกร เช่น ช่องจมูก และต่อมทอนซิล โดยปกติสุกรที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่หากมีภาวะเครียดอาจเนื่องมาจากความแออัด ความสกปรก หรืออากาศไม่เหมาะสม จะทําให้เชื้อสามารถเพิ่มจํานวน และแพร่จากต่อมทอนซิลไปยังต่อมน้ำเหลือง และติดเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังสมอง และทําให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สุกรที่ป่วยจะแสดงอาการไข้หนาวสั่น ชักเกร็ง มีผื่นแดงที่ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองโต ตาบอด หูหนวก ข้ออักเสบแบบรุนแรง ปอดและหลอดลมอักเสบ และอาจจะแสดงอาการชักจากการเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งผู้บริโภคสามารถติดเชื้อ Streptococcus suis ได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับสุกรที่ติดเชื้อ (Direct contact) โดยเชื้ออาจเข้าสู่รส่งกายผ่านบาดแผลและการบริโภคเนื้อ เครื่องใน หรือเลือดสุกรติดเชื้อที่ไม่สุก อาการที่มักพบในผู้ป่วย คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งอาจทําให้สูญเสียการได้ยิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคหูดับ และอาจจะพบอาการอื่นๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นเหียน มีไข้ ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบ และอาจทําให้เสียชีวิตได้ในกรณีที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสุกรแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ และแยกอุปกรณ์ประกอบอาหารระหว่างเนื้อดิบและอาหารสุก รวมถึงเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มาจากฟาร์มมาตรฐานและโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายผ่านตราสัญลักษณ์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การรับรอง เช่น ตราสัญลักษณ์ Q หรือปศุสัตว์ OK เนื่องจากสุกรซึ่งเป็นสัตว์พาหะนำโรคสามารถติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการป่วย ดังนั้น การเลี้ยงดูสุกรให้อยู่ในสภาวะสุขาภิบาลที่ดี ไม่ก่อให้เกิดความเครียดในฟาร์มมาตรฐาน และการฆ่าสุกรในโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายซึ่งมีระบบการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์จะช่วยความเครียดของสุกรได้ ลดความเสี่ยงการเพิ่มจำนวนและฉวยโอกาสก่อให้เกิดโรคในสุกรของ Streptococus suis ได้

กษ.ยกเครื่องนมโรงเรียนทั้งระบบ

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406811

x

กษ.ยกเครื่องนมโรงเรียนทั้งระบบ

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงเกษตรฯทบทวนกลไกบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทั้งระบบ กระทรวงเกษตรฯเร่งประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2562 เมื่อ 4 เมษายน 2562 พิจารณา 3 ประเด็นหลักคือ 1.ตั้งคณะอนุกรรมการตามแนวทางปฏิรูประบบบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน 3 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน คณะอนุกรรมการรณรงค์การบริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนทุกระดับกลุ่มพื้นที่ 2.ทำแผนใช้จ่ายงบประมาณของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนในแต่ละปี เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมเห็นชอบกรอบวงเงินปี 2562 เดือนเมษายน-กันยายน ประมาณ 103,762,500 บาท และปี 2563 ประมาณ 391,573,800 บาท และ 3.แผนบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2562 ซึ่งสัปดาห์หน้าจะประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์วิธีดำเนินงานโครงการประจำปีการศึกษา 2562

“ระบบและกลไกใหม่เน้นกระจายอำนาจจัดสรรโควตาลงกลุ่มพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดความเป็นธรรม โดยบูรณาการทุกภาคส่วนลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ องค์กรเกษตร สหกรณ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอาจยังไม่เข้าใจและกังวลสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมปศุสัตว์ได้” นางสาวดุจเดือนกล่าว

ด้านนายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ต่อจากนี้กรมจะจัดประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน พิจารณาหลักเกณฑ์วิธีดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนประจำปี 2562 และจัดประชุมชี้แจงหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ วันที่ 10 เมษายน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิรูปโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนและการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน และจะจัดประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มพื้นที่ (5 กลุ่ม) เพื่อจัดสรรสิทธิ์และพื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนให้เด็กนักเรียนได้ดื่มทันวันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2562

หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFAS ช่วยบริหารจัดการระบบบัญชีคล่องตัว

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406814

หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFAS ช่วยบริหารจัดการระบบบัญชีคล่องตัว

หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFAS ช่วยบริหารจัดการระบบบัญชีคล่องตัว

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ตระหนักความสำคัญในการนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์บริหารจัดการสหกรณ์ จึงต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม โดยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมคนในสังคมปัจจุบัน ให้ทันเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาก้าวหน้ารวดเร็ว ซึ่งสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปใช้ และช่วยให้การบริหารจัดการระบบบัญชีคล่องตัวขึ้น

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกรและประชาชน โดยนำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสเข้มแข็ง ภารกิจสำคัญคือ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากล กำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกทั่วประเทศ และสร้างฐานรากเศรษฐกิจชุมชนที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้แข็งแกร่ง ซึ่งการตรวจสอบบัญชี มีทั้งรูปแบบเป็นผู้สอบบัญชีเอง และการควบคุมกำกับการสอบบัญชีของภาคเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งหมด 12,500,000 คน รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานสอบบัญชี

ทั้งนี้ กรมพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกส่งเสริมระบบบัญชีให้ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือเสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้โปร่งใส รวมทั้งพัฒนาบุคลากรที่ทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสหกรณ์แต่ละแห่งอย่างรู้เท่าทัน ในเรื่องนี้ กรมเร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้สอบบัญชีให้เป็น CYBER AUDITOR เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการประกอบกิจการของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่นับวันจะพัฒนาแข่งกับธุรกิจเอกชนอย่างไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีทุนดำเนินงานประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

นอกจากนี้ กรมยังพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Full Pack Accounting Software : FAS) ประกอบด้วยระบบสมาชิกและหุ้น เงินให้กู้ เงินรับฝาก ระบบสินค้า และบัญชีแยกประเภท และเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐ ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรไปใช้จัดทำงบการเงินและการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินการบัญชี อีกทั้ง ยังพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมคนในสังคมปัจจุบันได้แก่ Smart4M ที่ใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกอบด้วย Smart Me แอพพลิเคชั่น สำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้บันทึกบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชั่น สำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้ตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชั่น สำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้เกี่ยวข้องติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ ซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่า

ด้านนายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เปิดเผยว่า โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่สหกรณ์ขออนุญาตนำมาใช้ก็เป็นตัว Full Pack ครบวงจรตั้งแต่บัญชีแยกประเภท บัญชีทั่วไป นอกจากนี้ ยังใช้แอพพลิเคชั่น Smart Member ให้เกษตรกรสมาชิกเข้ามาดูตัวเรือนหุ้น เงินฝาก หรือหนี้สินที่มีอยู่ในสหกรณ์ รวมถึงใช้แอพพลิเคชั่น Smart Manage เพื่อให้คณะกรรมการบริหารงานผ่านระบบมือถือดูข้อมูลงบ กำไร ขาดทุน วิเคราะห์การเงินผ่านระบบมือถือได้

ความแตกต่างระหว่างโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กับการทำบัญชีแบบเดิมคือ สะดวกสบาย ดูการเงินได้ รับรู้ความเคลื่อนไหวของเงินในสหกรณ์เป็นรายวันได้ กรณีสหกรณ์บันทึกบัญชีผิดพลาดก็แจ้งสำนักงานกรมตรวจ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่มาแก้ไขให้ ทำให้เกิดความโปร่งใส โดยสมาชิกตรวจสอบได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Me และแอพพลิเคชั่น Smart Member ที่ดูได้ว่ามีความเคลื่อนไหวของตัวเองหรือไม่ ถ้าในส่วนผู้บริหารก็จะดูแอพพลิเคชั่น Smart Manage ดูเรื่องการเงิน หนี้สิน เจ้าหนี้ว่าครบกำหนดการชำระแล้วหรือยัง ซึ่งระยะเวลา 18-19 ปีที่ผ่านมา การใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังไม่มีปัญหา อีกทั้ง ลดการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้มาก ที่สำคัญคือฟรี และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรีมาให้คำแนะนำต่อเนื่อง นำข้อมูลที่เป็นซอฟต์แวร์ไปตรวจสอบบัญชีที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดได้อีกด้วย

‘บิ๊กฉัตร’จี้แก้ภัยแล้ง5จว.เหนือ เล็งเดินหน้า8โครงการสำคัญปี’63

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406812

x

‘บิ๊กฉัตร’จี้แก้ภัยแล้ง5จว.เหนือ เล็งเดินหน้า8โครงการสำคัญปี’63

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ว่า ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการทั้ง 5 จังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาภัยแล้งและช่วยเหลือพื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า จ.พิษณุโลกและสุโขทัยเสี่ยงขาดแคลนน้ำต้นทุนในเขตการบริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และจ.นครสวรรค์เสี่ยงขาดแคลนน้ำต้นทุนนอกเขตการบริการของ กปภ. ขณะที่การปลูกพืชฤดูแล้งโดยเฉพาะข้าวนาปรังใน 5 จังหวัดดังกล่าว ปลูกเกินแผนที่กำหนดไว้ 300,000 ไร่ จึงสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปลูกข้าวตามแผนที่กำหนด ห้ามทำนาปรังรอบที่ 2 เด็ดขาด เพราะจะกระทบปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ อาจทำให้การใช้น้ำในภาคส่วนอื่นได้รับผลกระทบด้วย รวมทั้งยังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพราะปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูร้อนจะยาวนานกว่าปกติ

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประกาศภัยแล้งทั้งสิ้น 4 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ตราด และชลบุรี ขณะที่น้ำอุปโภค-บริโภค กปภ. สาขาที่เฝ้าระวังทั้งในเขตและนอกเขตบริการพบว่า สาขาต่างๆยังส่งน้ำได้ตามปกติ ยกเว้นสาขาสุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เริ่มขาดแคลนน้ำ แต่มีมาตรการให้สูบทอยน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียงมาเติมช่วง 10 มี.ค.-31 พ.ค. และจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ส่วนการปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตชลประทาน 32 จังหวัด ปลูกเกินแผน 1.18 ล้านไร่ นอกเขต ปลูกเกินแผน 0.133 ล้านไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครพนม บุรีรัมย์ ยโสธร สุรินทร์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ได้มีการเจาะบ่อบาดาลเพื่อช่วยเหลือจากแผนทั้งหมด 1,897 แห่ง ดำเนินการแล้ว 530 แห่ง คิดเป็น 28% โดยเป็นแผนงานในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 737 แห่ง ดำเนินการแล้ว 226 แห่ง คิดเป็น 31%

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง โดยปี 2557 – 2561 ในภาคเหนือดำเนินโครงการทั้งหมด 12,247 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการการขนาดเล็ก ใช้งบประมาณรวม 60,648 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.84 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำได้ 825 ล้าน ลบ.ม. และ เพิ่มแนวป้องกันตลิ่งได้ 89.57 กม. ส่วนปี 2562 ดำเนินโครงการในภาคเหนือรวม 2,458 โครงการ งบประมาณ 14,182 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์ 270,065 ไร่ เพิ่มน้ำได้ 40.90 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ช่วงปี 2563-2565 รัฐบาลมีแผนเร่งดำเนินการโครงการขนาดใหญ่และสำคัญ 8 โครงการ ในภาคเหนือเพื่อสร้างความยั่งยืนมั่นคง ได้แก่ 1.โครงการแผนหลักฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก เริ่มดำเนินการปี 2563 โครงการแผนการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เริ่มปี 2563 โครงการผันน้ำยวม-ภูมิพล เริ่มปี 2564 โครงการเขื่อนน้ำกิ จ.น่าน เริ่มปี 2564 โครงการเขื่อนน้ำกอน จ.น่าน เริ่มปี 2564 โครงการเขื่อนแม่คำมี จ.แพร่ เริ่มปี 2564 โครงการเขื่อนแม่คำ จ.เชียงราย เริ่มปี 2565 และโครงการผันน้ำกก-อิง-สิริกิติ์ เริ่มปี 2565

รักษ์เกษตร : กำจัดเพลี้ยแป้ง แบบง่ายๆ

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406810

x

รักษ์เกษตร : กำจัดเพลี้ยแป้ง แบบง่ายๆ

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ต้นไม้ที่บ้านผมเกิดเพลี้ยแป้งเต็มต้นไปหมด และมีฝุ่นละอองขาวๆ ปลิวไปทั่ว ขอทราบวิธีกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมีด้วยครับ

สุนทร วงษ์สว่าง

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับเพลี้ยหอย แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ เพลี้ยแป้งหางสั้น และเพลี้ยแป้งหางยาว ลักษณะตัวเพลี้ย มีขนาดเล็ก และมีสีขาว เพราะถูกสารขี้ผึ้ง ซึ่งขับออกมาคลุมตัวเพลี้ยไว้ และมีขาอ่อนเจริญออกมารอบตัว ทำให้เคลื่อนที่ไปมาได้แต่ช้า อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชอบเกาะอยู่นิ่งๆ ตามส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ตั้งแต่ใบ กิ่งก้าน ลำต้น ไปจนถึงดอก ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงักลงไป

วิธีแก้ไขทำลาย ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน เพลี้ยแป้งจะเป็นมิตรกับมด จะพบรังหรือทางเดินของมดที่มากินน้ำหวานต่อจากเพลี้ยแป้ง และมดยังช่วยพาเพลี้ยแป้งย้ายไปทั่วต้นและทั่วสวนอีกด้วย ต้องลองขยับกระถางต้นไม้รอบๆ สวน เพื่อสำรวจดูมดและหาทางปราบมดด้วย วิธีการกำจัดเพลี้ยแป้ง มีแนวทางการทำ ดังนี้

1. สูตรแรก น้ำยาล้างจาน ให้ใช้น้ำยาล้างจานชนิดที่ไม่มีสารฟอกขาว ซึ่งมีฤทธิ์ลดแรงตึงผิว ทำให้ขี้ผึ้งที่เพลี้ยแป้งสร้างคลุมตัวเสียไป และหายใจไม่ได้ โดยใช้อัตราส่วนน้ำยาล้างจาน 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น จะทำให้ตัวเพลี้ยแป้งฝ่อแห้งไป

2. สูตรที่ 2 พริกสด กระเทียม และหอมแดง เพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยการผสมน้ำยาล้างจานกับพริกสด ซึ่งมีสารรบกวนระบบการดูดซึมอาหารของเพลี้ยแป้ง ในอัตราส่วน พริกสดตำละเอียด 1- 2 ช้อนชา น้ำยาล้างจานชนิดไม่มีสารฟอกขาว 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม และหอมแดงสด อย่างละ 1 หัวใหญ่ นำไปปั่น โดยผสมน้ำเพื่อให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำอีก 2 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมากรอง แล้วฉีดพ่น ในกรณีที่เป็นต้นไม้ที่มีใบอ่อน ควรทำเฉพาะบางจุดก่อน อย่าให้โดนใบอ่อน เพราะจะทำให้ใบอ่อนไหม้และแห้งตายได้

3.สูตรที่ 3 เหล้าขาว น้ำส้มสายชู และกากน้ำตาล เพิ่มความรุนแรงระดับสูงสุด ให้ใช้เหล้าขาว 2 ขวด น้ำส้มสายชู 5%  1 ลิตร สาร EM 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร และน้ำสะอาด 10 ลิตร นำทั้งหมดมาผสมกัน และหมักไว้นาน 10-15 วัน หมั่นคนไว้ ไม่ให้ส่วนผสมนอนก้น  และอย่าปิดฝาแน่นสนิท เพื่อให้ก๊าซที่เกิดขึ้นระบายออกได้ เมื่อครบกำหนดแล้ว ให้ใช้ปริมาณ 1-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 5-10 ลิตร นำไปฉีดพ่นต้นไม้ทุก 3 วัน สลับกับพ่นน้ำหมักชีวภาพ หากเป็นพืชสวน พ่นทุก 3-7 วัน สลับกับการพ่นน้ำหมักชีวภาพ

ที่สำคัญการฉีดพ่น ต้องทำอย่างทั่วถึง เพราะจะมีเพลี้ยแป้งที่หลบอยู่ใต้ใบ หรือเกาะซ้อนกันแน่น รอดตาย และสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ นะครับ

นาย รัตวิ

ฝนหลวงขึ้นบิน!ฝนตก16จว.คลี่คลายฝุ่นละอองภาคเหนือ-บรรเทาภัยแล้ง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406753

ฝนหลวงขึ้นบิน!ฝนตก16จว.คลี่คลายฝุ่นละอองภาคเหนือ-บรรเทาภัยแล้ง

ฝนหลวงขึ้นบิน!ฝนตก16จว.คลี่คลายฝุ่นละอองภาคเหนือ-บรรเทาภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.40 น.

9หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินทั่วประเทศ ทำฝนตก16จว.คลี่คลายฝุ่นละอองภาคเหนือ บรรเทาภัยแล้งได้ดีขึ้น

8 เม.ย.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 9 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี กาญจนบุรี อุดรธานี นครราชสีมา จันทบุรี หัวหิน และสุราษฎร์ธานี ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง บรรเทาฝุ่นละออง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ และยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยภูมิ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ อ่างเก็บน้ำกระเสียว และยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณ อ.ภูกระดึง จ.เลย

สำหรับการแก้ปัญหาฝุ่นละอองพื้นที่ภาคเหนือ ในวันนี้จากตรวจคุณภาพอากาศส่วนใหญ่มีทิศทางที่ดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีเพียงบริเวณ อ.แม่สาย จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.น่าน ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจุดความร้อน (Hot spot) ในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้านมีปริมาณลดลง โดยหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ ยังไม่ขึ้นบินเนื่องจากตรวจวัดความชื้นและค่ายกตัวอากาศ ไม่เข้าเงื่อนไข ทั้งหน่วยฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวันหากมีความเหมะสมจะขึ้นบินทันที

%d bloggers like this: