ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505463

ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

ภาคประชาชน ร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผลักดันสารเคมีเกษตรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.27 น.

15 กรกฎาคม 2563 นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดําเนินสะดวก จํากัด เข้าเรียกร้องให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผลักดันให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในกรณีการผ่อนผันให้มีการนําเข้า วัตถุดิบอาหารที่มีสารตกค้างพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส ของกระทรวงสาธารณสุข 

นายนิวัติ กล่าวว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องมีการยกเลิกการใช้ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 ซึ่งพวกตนในนามของเกษตรกรก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงสาธารณสุข

แต่เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ระหว่าง นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จะมีการผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตร ที่มีการใช้สารเคมีดังกล่าว เช่น ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และอื่นๆ จากต่างประเทศซึ่งมีการใช้สารเหล่านี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2564

มติดังกล่าวทำให้เราไม่สบายใจ จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้ 1.ระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสทันที ไม่มีการผ่อนปรนให้นำเข้า ไปถึงเดือน มิ.ย. 2564  2. ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้สารพิษตกค้างในอาหารของสารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นศูนย์ทันที 3. ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกราย ไม่ให้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นโดยการผ่อนปรนให้กลุ่มผู้นำเข้าเป็นการชั่วคราว หรือการละเลยความรับผิดชอบในการปล่อยให้มีสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคคนไทย และ 4. ให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอยกเลิกการใช้สารไกลโฟเซต สารกลูโฟซิเนต สารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดวัชพืชและสารเคมีเกษตรทุกชนิดในประเทศไทย ส่วนเกษตรกรอย่างเราจะปรับตัวหาแนวทางทำเกษตรแบบอื่นต่อไป

“ในเมื่อรัฐบาลต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับประชน แต่ถ้ายังให้มีการนำเข้าลักษณะนี้อยู่ก็เข้าทำนองว่าไม่ให้ใช้ แต่นำเข้ามาให้กิน แบบนี้ถือว่าไม่ตรงกับนโยบายภาครัฐ จึงอยากให้รัฐระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่มีการใช้พาราควอตและควอร์ไพริฟอส โดยพบข้อมูลว่ายังมีกว่า 80 ประเทศที่มีการใช้สารเคมี 2 ตัวนี้อยู่ ดังนั้น ภาคประชาชนจะจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากรัฐยังผ่อนปรนให้นำเข้าอาจจะมีการฟ้องร้องต่อไป”

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505254

x

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรมีวิวัฒนาการมายาวนาน เพราะเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการขวนขวายเพื่อหาอาหารมาดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เดิมเป็นการหามาจากธรรมชาติ เมื่อจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเลียนแบบธรรมชาติในการผลิตอาหาร รู้จักการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารมาเพียงพอต่อการยังชีพ

ต่อมาการเกษตรถูกนำไปใช้สร้างฐานะทางเศรษฐกิจ ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมจึงเปลี่ยนไป จากที่ผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน กลายเป็นการเร่งผลิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งแทน กระบวนการผลิตจึงต้องพัฒนาไปจากวิธีการเดิมๆ มีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตามต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ทั้งการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้พืชดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตได้ตามต้องการ จากเหตุดังกล่าว จึงเกิดประเด็นของสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรตามมา เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเอง ในขณะที่การให้ปุ๋ยแก่ต้นพืช ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ ตามความต้องการของพืชก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตในรูปแบบที่หวังให้ได้ผลผลิตสูงสุด การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิตพืช ทำให้เกิดรูปแบบในการทำการเกษตรขึ้นหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละวิธีการต่างเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร และย่อมส่งผลต่อรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับตามไปด้วย เพราะจะต้องนำต้นทุนต่างๆ เหล่านั้นไปคำนวณเมื่อเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตได้ยิ่งหากผลผลิตออกมาในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการตลาดไม่ดี ระบบการตลาดที่ผ่านมือหลายมือกว่าจะถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ในที่สุดเกษตรกรอาจไม่เหลืออะไรเลยจากระบบการผลิตและการตลาดดังกล่าว ซ้ำร้ายอาจต้องถึงกับติดลบกันได้เลยทีเดียว

ปัจจุบันคำว่า “เกษตรมูลค่าสูง” “เกษตรสร้างมูลค่า” หรือ “เกษตรแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม” เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเข้ามาในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรโดยมุ่งให้เกิดการอยู่ดีกินดี ให้คนในชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้ผลิต มาตรการต่างๆ ในประเด็นการเกษตรภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงถูกนำมาใช้ ประเด็นหนึ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญและสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี เข่น การแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้มากขึ้น กอปรกับการพัฒนาตัวเกษตรกรให้เป็น smart farmer หรือแม้แต่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เพื่อรองรับการนำไปสู่การทำการเกษตรแบบสร้างมูลค่า ตามที่ได้เห็นกันผ่าน clip ต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่อายุราว 25 ปี ประสบความสำเร็จในการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวมาแปรรูปและส่งจำหน่าย สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 ล้านบาท จากการนำความรู้ที่ได้จากการไปฝึกงานที่ประเทศจีน เห็นสภาพความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร รวมทั้งจำนวนประชากรที่จะ
ส่งผลต่อความต้องการของตลาด เมื่อกลับมา แม้ว่าจะต้องเล่าเรียนให้จบ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะนำเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป เพี่อสร้างมูลค่าและส่งจำหน่าย จะเห็นว่าการเกษตรในยุคปัจจุบันและในอนาคต มูลค่าจะเพิ่มหรือสร้างให้เกิดมูลค่าได้ จะต้องคิดและดำเนินการให้ครบตั้งแต่การผลิตถึงการตลาด จึงจะเกิดผลดีแก่เกษตรกรเอง สมกับเจตนาของยุทศาสตร์ชาติด้านการเกษตรที่นำประเด็นเกษตรสร้างมูลค่ามาบรรจุไว้ ซึ่งหากไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยเกษตรสร้างมูลค่าอาจกลายเป็นเกษตรไร้มูลค่าก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505259

รายงานพิเศษ :  สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’  เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 รัฐบาลมีนโยบายเพื่อรองรับกลุ่มแรงงานและผู้ว่างงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดกว่า 40,000 คน โดยทุกภาคส่วนต่างร่วมหามาตรการ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

รมว.เกษตรฯเน้นย้ำถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งนอกจากจะมีมาตรการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 15,000 บาทแล้ว ยังมีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มแรงงานกลับคืนถิ่นที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ว่างงานที่สนใจปรับเปลี่ยนอาชีพเข้าสู่ภาคการเกษตร

โดยมอบหมาย สศก. ทำโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”โดยอบรมและสาธิตการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรผลผลิตทางการเกษตร ผ่านเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ จากภาครัฐ หรือโดยกลุ่มองค์กรประชาชน ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้ทำเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีที่ มติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมอนุมัติโครงการฟื้นฟูเยียวยาภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งโครงการอบรม “แรงงานคืนถิ่น” ครั้งนี้ บูรณาการเชื่อมโยงต่อยอดขยายผลพัฒนาร่วมกับโครงการต่างๆ ที่สำคัญภายใต้โครงการฟื้นฟูเยียวยาฯหลายโครงการ อาทิ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคกหนองนาโมเดล” ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการต่างๆได้จากหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

สศก.ถือโอกาสเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 เปิดตัวโครงการดังกล่าวนำร่องกิจกรรมครั้งแรก ที่ศพก. อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ โดยปราชญ์เกษตรตัวอย่างคือ นายเชิดชัย จิณะแสน ศกอ. จ.ศรีสะเกษ และประธาน ศพก. ระดับประเทศ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถพลิกฟื้นยืนหยัด พึ่งพาตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ รวมทั้งยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืน สามารถก้าวข้ามหรือรอดพ้นได้ทุกสถานการณ์ จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้สศก.มีแผนดำเนินกิจกรรมในทุกภาค โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ร่วมกับ ศกอ.ในพื้นที่จัดอบรมเกษตรกร แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานกว่า 1,000 ราย บูรณาการต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงพัฒนาอาชีพจากหน่วยงานต่างๆ

กิจกรรมภายใต้โครงการ จะเน้นกิจกรรมอบรมและสาธิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพเกษตรตั้งแต่ปรับพื้นฐานความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรที่เลี้ยงชีพได้ภายใน 7 วัน และที่สำคัญคือ องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมในพื้นที่และให้ผลตอบแทนสูง ผ่านแอพพลิเคชั่น ฟาร์ม D การคิดต้นทุนการผลิตด้วยแอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO) การจัดทำแผนธุรกิจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูล BIG Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) เพื่อให้ก้าวทันยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

กรมชลฯเตรียม7มาตรการ รับน้ำหลากภาคเหนือตอนล่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505258

x

กรมชลฯเตรียม7มาตรการ รับน้ำหลากภาคเหนือตอนล่าง

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ติดตามแผนบริหารจัดการรับน้ำหลากฤดูฝนปี 63 4 เมือง อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ด้านสำนักชลประทาน 3 จัดเตรียม 7 มาตรการรัดกุมเมื่อฝนมา เผยทุ่งบางระกำพร้อมรับน้ำ 400 ล้านคิว นำนวัตกรรมประยุกต์ร่วมบริหารจัดการน้ำในทุ่งเพิ่มความแม่นยำในการจัดการน้ำ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า จากคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าฝนจะเริ่มตกหนักทางภาคเหนือในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป หลังทิ้งช่วงมาระยะหนึ่ง กรมจึงเร่งจัดเตรียมแผนเพื่อรับมือน้ำหลากในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ของสำนักชลประทานที่ 3 ในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก และนครสวรรค์ต้องรับน้ำเหนือโดยตรง ทั้งนี้ กรมดำเนินการเตรียมพร้อมก่อนระยะน้ำมาแล้วที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ทั่วประเทศ มีการติดตามสถานการณ์น้ำ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล แจ้งเตือนภัยล่วงหน้าบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดน้ำท่วมซ้ำซาก ซ่อมแซมอาคารป้องกันน้ำท่วมให้พร้อมใช้งานและซักซ้อมแผนปฏิบัติการ โดยกิจกรรมทั้งหมดดำเนินการต่อเนื่อง และส่วนที่เป็นงานซ่อมแซมได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้น

“สำหรับแผนเมื่อถึงเวลาน้ำมา ได้เตรียมพร้อมสร้างทำนบกระสอบทราย สร้างคันดินป้องกันน้ำท่วม ขุดลอกทางน้ำเร่งการระบายน้ำ ขุดลอกทางผันน้ำ ดำเนินการควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำตามแผนหากเกิดฝนตกหนักในเขต สชป.3 ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำ-ปริมาณน้ำท่าของแม่น้ำน่านเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่อแม่น้ำเจ้าพระยา อาจเกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรและชุมชนได้ เช่น การลดระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ที่ จ.ชัยนาท ให้ต่ำลง พร้อมประสานงานกับเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ให้ลดการระบายน้ำลงอีก เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ในลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อาจเกิดขึ้น”ดร.ทองเปลว กล่าว

มาตรการที่ 2 การคาดการณ์และการติดตามสภาวะอุตุ-อุทกวิทยา การติดตามสถานการณ์น้ำจากระบบโทรมาตรที่มีอยู่ตลอดลำน้ำปิง ยม น่าน และเจ้าพระยา พร้อมระบบเฝ้าระวังระดับน้ำในจุดเสี่ยงด้วยกล้องวงจรปิดผ่านระบบอินเตอร์เนตของกรมชลประทาน 3.การตรวจสอบสภาพอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 4.การขุดลอกคลองและกำจัดวัชพืช 5.การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมตาม Rule Curve ที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด 6.เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย กำหนดแผนรับมือที่เหมาะสมกับระดับน้ำ และกำหนดจุดเสี่ยงเพื่อเตรียมการเข้าช่วยเหลือ และมาตรการสุดท้าย เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือเผชิญเหตุ รองรับน้ำหลาก และจุดเสี่ยงในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 3 เช่นที่ ต.เขาดิน จ.นครสวรรค์ ต.ท่าช้าง, วังวน, หนองแขม, มะต้อง จ.พิษณุโลก เป็นต้น รวมกว่า 83 หน่วย ที่ได้เตรียมการไว้พร้อมใช้งานอย่างทันท่วงทีแล้ว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำเหนือแห่งสำคัญ กรมชลประทานได้บริหารจัดการดังนี้ มีการเริ่มส่งน้ำเข้าสู่ระบบคลองทุ่งบางระกำ เพื่อให้เกษตรกรใช้เตรียมแปลงและเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีจำนวน 265,000 ไร่ จำนวน 65 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ส่งน้ำเข้าทุ่งบางระกำตลอดฤดูการเพาะปลูก (15 มี.ค.-18 มิ.ย.) ทั้งสิ้น109.9 ล้านลบ.ม. จากแผนที่วางไว้ 310 ล้านลบ.ม. สรุปใช้น้ำต่ำกว่าแผน 200 ล้านลบ.ม. และในเดือนกรกฎาคมนี้จะเป็นช่วงเวลาที่จะรับน้ำเข้าทุ่ง โดยใช้พื้นที่ทั้ง 265,000 ไร่ ทำการหน่วงน้ำเหนือได้ราว 400 ล้านลบ.ม. และจะทยอยระบายน้ำปริมาณนี้ลงสู่ด้านล่างในเดือนพฤศจิกายน หรือเมื่อเริ่มต้นฤดูแล้งนั้นเอง

“นอกจากนี้กรมชลประทานจะได้นำนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำด้วยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Graphic Information System : GIS) ร่วมกับการประมวลผลภาพ (Image Processing)ด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้ในทุ่งบางระกำ ด้วย เพื่อให้ทราบปริมาณน้ำค้างทุ่ง ช่วงเวลาการนำน้ำเข้า-ออก ระยะเวลาในการระบายน้ำ การคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้แม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในทุ่ง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เสร็จสิ้นคาดว่าจะช่วยให้การบริหารจัดการมวลน้ำก้อนนี้ทั้งการหน่วงน้ำและระบายน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวปิดท้าย

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505255

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร

‘บิ๊กป้อม’สั่งลุยแก้ปัญหาที่ทำกินช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)หรือบจธ. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าร่วมประชุมชี้แจงภารกิจร่วมกับนายธวัชชัยศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมส่วนราชการจังหวัดในพื้นที่ ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมหาแนวทางบูรณาการแก้ปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในภาวะของโรคระบาดโควิด-19โดยจะช่วยเหลือประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตามวิถีปกติใหม่หรือ New normal

ในวันเดียวกันพลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติและคณะผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่เข้าร่วมประชุมกับ นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมส่วนราชการจังหวัด ร่วมเดินทางมาให้การต้อนรับ โดยหารือแนวทางบูรณาการร่วมเพื่อช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ชี้แจงวัตถุประสงค์แนวทางในการช่วยเหลือ ของบจธ. และช่องทางในการติดต่อขอรับความช่วยเหลือด้านที่ดินทำกินผ่านการลงทะเบียนเว็บไซต์ บจธ.https://www.labai.or.th/ ทั้งนี้ พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติได้เน้นย้ำอีกว่า ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการของ บจธ. ต้องได้รับการอบรมพัฒนาจิตใจ โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางดำรงชีวิต เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจนสามารถดำรงชีพมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย หาเลี้ยงครอบครัว พึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรี

นายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวขอบคุณรัฐบาลและบจธ.ที่เล็งเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินในจังหวัด พร้อมมอบหมายให้ส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอ อบจ. อบต.และหัวหน้าส่วนราชการ นำข้อมูลที่ได้รับวันนี้ไปประชาสัมพันธ์ บอกต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ ที่มีปัญหาไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมถึงแนะนำให้ บจธ.ทำความร่วมมือกับกรมการปกครอง เพื่อร่วมบูรณาการข้อมูลและการสนับสนุนพัฒนาในพื้นที่ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์มากต่อประชาชน ทำให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และความยากจน สร้างความเป็นธรรมให้สังคมไทยได้อย่างแท้จริง

ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505240

ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

ปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.58 น.

กรมปศุสัตว์จับมือภาคีเครือข่าย16หน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชนกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum Of Understanding) การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทย ตามหลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership, PPP) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ร่วมกับภาคีเครือข่าย 16 หน่วยงาน เพื่อกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย และได้รับสถานะประเทศปลอดโรคกลับคืนมาในที่สุด ณ ห้องประชุม ดร.ทิม  พรรณศิริ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สถานภาพปลอดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อวงการการเลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคมีผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันกีฬาในประเทศไทย การประกอบพิธีกรรม กิจกรรมสันทนาการ และการขนส่งเคลื่อนย้ายม้าภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในการประสานงานในพื้นที่ ข้อมูล ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ กำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ได้รับการรับรองสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก และสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปกติในที่สุด

ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum Of Understanding) หรือ MOU การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทยในครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมลงนามรวม 17 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมการสัตว์ทหารบก หน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯ กองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สัตวแพทยสภา ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย สมาคมสัตวแพทย์สวนสัตว์และสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาม้าแข่งไทย มูลนิธิม้าไทย ชมรมสัตวแพทย์บำบัดโรคม้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ การลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทยนั้น ได้ปฏิบัติตามหลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership, PPP) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย และได้รับสถานะประเทศปลอดโรคกลับคืนมาในที่สุด ซึ่ง OIE ได้ให้คำแนะนำให้ประเทศไทยทำ PPP อย่างเป็นทางการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอคืนสภาพปลอดโรค ซึ่งในทางปฏิบัติกรมปศุสัตว์ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ภายใต้แผนปฏิบัติการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อคืนสภาพปลอดโรคของประเทศไทย ทั้ง 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ (กำลังอยู่ในระยะนี้) ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดโรคอุบัติซ้ำ และระยะที่ 3 การขอคืนสภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)

​ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า เป็นโรคระบาดสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วโดยพาหะที่สำคัญอย่างริ้น เหลือบ และแมลงดูดเลือด จึงเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปในวงกว้าง และป้องกันโรคในม้า ลา ล่อ และสัตว์ที่มีความไวรับต่อโรคชนิดอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียจากการระบาดของโรค ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership เป็นกุญแจหลักที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคระบาดสัตว์ให้หมดไปจากประเทศ ทั้งความร่วมมือในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผนยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงานในพื้นที่ และห้องปฏิบัติการ โดยหน่วยงาน สมาคม และภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม      ในวันนี้ จะร่วมกันประสานข้อมูลเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังโรคขึ้นทะเบียน ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายม้าและสัตว์อื่นที่เป็นพาหะนำโรค การประชาสัมพันธ์เตือนภัยโรคระบาดและข้อปฏิบัติให้เจ้าของม้าทราบ สร้างชุมชนสัมพันธ์ผู้เลี้ยงม้าที่มีความตระหนักและยั่งยืนในการป้องกันโรค การเฝ้าระวังโรคทางอาการ อีกทั้งการร่วมกันพัฒนาศึกษา วิจัยและสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ และวางแผนการกำจัดโรคที่ยั่งยืนต่อไป

กษ.ผนึกสอท.สู้โควิด-19 ต่อยอดโมเดล‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505083

x

กษ.ผนึกสอท.สู้โควิด-19 ต่อยอดโมเดล‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระชับความร่วมมือกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก โดยตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.) เพื่อเร่งต่อยอดภาคเกษตรด้วยโมเดล “เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” รับมือกับยุคโควิด-19 หลังจับมือกับกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโมเดล “เกษตรพาณิชย์ทันสมัย” ไปแล้ว ซึ่งการประชุม กรกอ.ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมได้เห็นชอบกรอบความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และ สอท. “5 กรอบ 4 เป้าหมาย และ 1 แผน” ได้แก่ กรอบความร่วมมือด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด เทคโนโลยีและโลจิสติกส์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 เพิ่มคือ เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและเพิ่มจีดีพีประเทศ และแผนพัฒนาภาคเกษตรในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC)3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง บน 5 คลัสเตอร์การเกษตรได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้คลัสเตอร์ประมง คลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์พืชสมุนไพร และคลัสเตอร์พืชมูลค่าสูงสอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และยุคโควิด

“ที่ประชุมมอบให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์ AIC เป็นศูนย์ประสานงานการขับเคลื่อนระดับพื้นที่พร้อมกัน 77 จังหวัด โดยเร่งนำเสนอแผนจัดตั้งฟู้ดอินโนโพลิส (Food Innopolis) นิคมอุตสาหกรรมเกษตร เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเกษตรและระเบียงเศรษฐกิจเกษตรอุตสาหกรรมในจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพ พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC) ของกระทรวงเกษตรฯกับศูนย์บิ๊กเดต้าของศูนย์ AIC และสภาอุตสาหกรรมทุกจังหวัด นอกจากนี้ ยังเห็นชอบ 3 มาตรการฟื้นฟูภาคเกษตรที่สอท.เสนอ ได้แก่ 1. เกษตรปลอดภัย เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ 2.เกษตรแม่นยำ นำร่องด้วยโครงการเกษตรแม่นยำ สู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ 3.ไม้เศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเพิ่มป่าชุมชน โดยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับการปลูกไม้มีค่าและให้ปลูกป่าในชุมชน ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม เพิ่มพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ตลอดจนผลักดันให้รับรองการจัดการสวนป่า (Forest Management) ด้วยมาตรฐานชาติ มอก. 14061 และให้การยางแห่งประเทศไทยจัดการสวนยางด้วยมาตรฐานชาติ มอก.14061 จำนวน 13 ล้านไร่ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และนโยบายตลาดนำการผลิตของรมว.เกษตรฯ” นายอลงกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุม กรกอ. ยังเห็นชอบให้ใช้เครื่องมือขับเคลื่อน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech & Innovation) 2. เกษตรกรทันสมัย (Smart & Young Smart Farmers)และ ศพก. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3. เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ (Smart & Precision Agriculture)4. การรับรองมาตรฐานเกษตร (Standardization) 5. ตลาดนำการผลิต (Online Offline Marketing) 6. โลจิสติกส์เกษตร (Logistic) การขนส่งสินค้าเกษตร

“ความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตร เกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นฮับเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลกตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ให้สำเร็จ เชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยรวมถึงนักอุตสาหกรรมไทยมีความสามารถ เมื่อร่วมมือกันทำให้มั่นใจว่าเป้าหมาย 4 เพิ่มจะบรรลุความสำเร็จแน่นอน” นายอลงกรณ์กล่าว

ครม.ไฟเขียวงบกลางกว่า500ล้าน ขับเคลื่อนแผนรับมือน้ำหลากปีนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505082

x

ครม.ไฟเขียวงบกลางกว่า500ล้าน ขับเคลื่อนแผนรับมือน้ำหลากปีนี้

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะรัฐมนตรีไฟเขียวอนุมัติงบกลางปี 2563อีกกว่า 500 ล้านบาท ให้หน่วยงานด้านน้ำใช้เตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลาก ในช่วงฤดูฝนปีนี้ พร้อมใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำให้ตรงกับความต้องการประชาชน และใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นชอบสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 506.67 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากในช่วงฤดูฝนปีนี้ และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ตลอดจนใช้ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามแผนงานที่สทนช. เสนอ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้ว

สำหรับแผนงานที่จะใช้งบกลางดังกล่าวในการดำเนินงานประกอบด้วย แผนการกำจัดวัชพืชเพื่อเตรียมความพร้อมการเร่งระบายน้ำหลากในช่วงฤดูฝนในพื้นที่กว่า 30 จังหวัด จำนวน 215 แห่ง ดำเนินการโดยกรมชลประทาน และแผนการขุดลอกคูคลองในพื้นที่เขตหนองจอก รวม 63 คลอง ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร 60 คลอง และกรมชลประทาน 3 คลอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝน และการรับมือน้ำหลากปี 2563 รวมทั้งรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคการเกษตรในพื้นที่ เนื่องจากในปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน และระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ว่า จากนี้ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2563 ฝนจะทิ้งช่วง จากนั้นฝนจะเริ่มตกมากขึ้นและมีพายุพัดผ่านประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก อาจจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และอาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลันได้ นอกจากนั้น ในส่วนอาคารชลประทานและระบบชลประทานต่างๆ ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานต้องเร่งดำเนินการซ่อมแซมให้มีสภาพพร้อมใช้งานเพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในช่วงฝนตกชุกต่อไปด้วย

ทั้งนี้ งบกลางดังกล่าว ยังจะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างประแสร์ ของกรมชลประทาน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ) ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม
การดำเนินงานและเร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 จากเดิมจะต้องกำหนดแล้วเสร็จในปี 2565 เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อุปโภคบริโภค ตลอดจนบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการเร่งสูบน้ำกลับเข้าอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด อีกทั้ง สทนช. จำเป็นที่ต้องขอรับงบประมาณสนับสนุนเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้ในแผนงานทำแบบจำลองกายภาพลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ สำหรับใช้ในการสร้างความเข้าใจในเรื่องแผนแม่บทและการบริหารจัดการน้ำได้ง่ายขึ้น ตามที่พลเอกประวิตร ได้สั่งการ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสทนช.ดำเนินการเสร็จไปแล้ว 5 ลุ่มน้ำคือลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำมูล

“การประชุม ครม. ในครั้งนี้ ยังได้เห็นชอบงบกลางให้ สทนช. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะทำงานในพื้นที่ 76 จังหวัด ซึ่งเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นใหม่ ในปี 2563เพื่อเตรียมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัดช่วงฤดูฝน ปี 2563 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับน้ำได้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง” เลขาธิการสทนช. กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505080

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง  สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรง เกษตรกรสนใจเพาะปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย เก็บผลผลิตได้ในระยะเวลานาน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในจังหวัดขอนแก่นมีการปลูกอินทผลัมประมาณ 100 ไร่ ให้ผลผลิตรวมกว่า 31,835 กก./ปี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ติดตามสถานการณ์การผลิตและผลตอบแทนอินทผลัม พบว่า พื้นที่ปลูกกระจายอยู่หลายอำเภอส่วนใหญ่พบในอำเภอน้ำพอง ภูเวียง และหนองเรือ เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์บาร์ฮี (Barhi) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง และมีรสชาติหวาน กรอบเหมาะสำหรับรับประทานผลสด ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราคาประมาณ 1,800 – 2,300 บาท/ต้น ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกต้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,301 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) นิยมปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 500 – 2,000 กก./ไร่ (เฉลี่ย 20 – 80 กก./ต้น) คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร)383,240 บาท/ไร่ ราคาผลสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 300-800 บาท/กก. ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 แบ่งเป็นจำหน่ายทางออนไลน์และมีลูกค้าประจำมาเลือกซื้อที่สวน ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 มีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจังหวัดขอนแก่นมารับซื้อที่สวนเพื่อส่งขายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจำหน่ายแบบผลสดแล้ว เกษตรกรยังนำผลผลิตอินทผลัมมาแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัม และอินทผลัมอบแห้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสศท.4 กล่าวเสริมว่า สำหรับการปลูกอินทผลัมถึงแม้จะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงกว่าพืชอื่น ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคศัตรูพืชและแมลง ที่อาจมาทำลายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิตได้ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัม ควรศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ตนเอง เพราะถึงแม้อินทผลัมจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่ยังคงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตโตอย่างเต็มที่ และมีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดอินทผลัมจังหวัดขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th

เกษตรกรพร้อมรับ‘โรงไฟฟ้าชุมชน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505081

x

เกษตรกรพร้อมรับ‘โรงไฟฟ้าชุมชน’

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว ในโอกาสเดินทางศึกษาเรื่องพลังงานชุมชน ณ วิสาหกิจชุมชนไผ่เพชรล้านนา บ้านห้วยพระเจ้า ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปางว่า กระทรวงพลังงานพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้มิติด้านพลังงานเข้ามาร่วมเสริมความเข้มแข็งเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพืชพลังงานนำมาทำโรงไฟฟ้าชุมชน หรือพืชพลังงานที่นำไปแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น ไบโอดีเซล หรือเอทานอล โดยกระทรวงพลังงานจะร่วมกับสภาเกษตรกรฯ เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเริ่มต้นช่วงเวลายื่นเสนอโครงการฯ กระทรวงพลังงานจะขอข้อมูลจากสภาเกษตรกรแห่งชาติเข้าร่วมวิเคราะห์ว่าโครงการที่ขอเข้ามานั้น มีศักยภาพความเป็นไปได้ หรือประสบการณ์ปลูกพืชพลังงานกลุ่มนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่

“โรงไฟฟ้าชุมชน”คือ ความตั้งใจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ความแข็งแรงของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการและมีส่วนเป็นเจ้าของ นำไปสู่ความมั่นคงในการขายพืชพลังงานป้อนสู่โรงไฟฟ้าชุมชน หากเกษตรกรมีความแข็งแรง ประเทศไทยก็จะแข็งแรงเพราะเกษตรกรเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นความแข็งแรงที่เป็นโครงสร้างที่มั่นคงของประเทศไทยมาตลอด ”นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาตินายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กล่าวเสริมว่า จากประกาศนโยบายของกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องที่ถูกใจเกษตรกรทั้งประเทศ เช่นสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) พลังงานชุมชน เกษตรกรต่างเฝ้าติดตามว่าเมื่อไหร่จะเกิดเป็นรูปธรรมจริงสักที จนเมื่อรมว.พลังงานลงพื้นที่พร้อมทีมงาน เพื่อศึกษาพลังงานชุมชน และเห็นว่า “ไผ่” ใช้ประโยชน์ได้มากหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ไม้ใช้สอยประจำวัน จนถึงเรื่องพลังงาน “ไผ่” จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่กระทรวงพลังงานจะเอาใจใส่ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลโดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะช่วยวิเคราะห์พื้นที่ศักยภาพ ส่วนความห่วงใยและความกังวลเรื่องการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนหนีไม่พ้นเรื่องของมลภาวะ ความจริงคือปัจจุบันประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่แพร่หลายในการเผาไหม้สมบูรณ์จนแทบไม่ปล่อยมลภาวะเลย สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาครัฐจริงจังแค่ไหน เช่น พื้นที่ปลูก เกษตรกรปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิก็ต้องอนุญาตให้นำมาใช้ประโยชน์หรือเอามาขายได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตรกรพร้อมมากที่จะนำศักยภาพอื่นมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจของตนเอง เพียงภาครัฐต้องเข้าใจและมีนโยบายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาของเกษตรกร

“ต้องฝากเกษตรกรทั้งประเทศให้ความสนใจเรื่องพลังงานชุมชน หากสนใจเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เรื่องไผ่ ข้าวโพด พืชพลังงานอื่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นคำตอบที่จะเป็นรูปธรรมที่สุดที่จะสร้างเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหารายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นรูปธรรมและยั่งยืน การขายพลังงาน ขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไม่เคยมีปัญหาเรื่องราคา เพราะผู้ซื้อโดยเฉพาะภาคราชการเป็นผู้ซื้อหลักไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ขายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างน้อยที่สุดเพื่อดูแลตัวเอง ใช้ในฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ หากเกษตรกรทั้งประเทศใช้โมเดลนี้จะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดต้นทุนการผลิตของตัวเองลงได้ ที่สำคัญหากกระทรวงพลังงานนำเรื่องนี้เป็นนโยบายจะทำให้เกษตรกรในพื้นที่ชนบทเข้มแข็งมากขึ้น มีเศรษฐกิจมั่นคงมากขึ้นได้” นายประพัฒน์กล่าว