Agriculture

All posts tagged Agriculture

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433521

x

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาแถลงว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยในระบบของกองทุนบัตรทอง ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรกว่า 3,000 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตกว่า 400 ราย เบิกจ่ายค่ารักษากว่า 14 ล้านบาท

สปสช.ได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามประเภทของสารเคมีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสารเคมีกำจัดแมลง มีจำนวนผู้ป่วย 705 ราย เสียชีวิต 58 ราย กลุ่มสารเคมีกำจัดวัชพืช และเชื้อรา มีจำนวนผู้ป่วย 1,337 ราย เสียชีวิต 336 ราย และกลุ่มสารเคมีทางการเกษตรประเภทอื่นๆ มีผู้ป่วยจำนวน 1,205 ราย เสียชีวิต 13 ราย

นอกจากนี้ สปสช. ยังได้โชว์ตัวเลขย้อนหลังไป 3 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรปีละเกือบ 5,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรวมทั้ง 10 เดือนที่ผ่านมาด้วยเป็นจำนวนกว่า 2,000 ราย เสียค่ารักษาพยาบาลปีละกว่า 20 ล้านบาท ซึ่ง สปสช. ใช้คำว่าเป็นข้อมูล “เชิงประจักษ์”

ข้อมูลดังกล่าวถ้าฟังแบบไม่คิดหาเหตุผลที่มาที่ไป ก็ออกจะดูน่ากลัว สปสช. ไม่ได้บอกว่าในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีฉีดพ่นในแปลงผลิตพืชจำนวนเท่าไร เป็นผู้ที่มีอาชีพอื่นที่ไม่อยากได้รับสารเคมีจำนวนเท่าไร หรือเป็นผู้ตั้งใจจะใช้สารเคมี หรือเรียกง่ายๆ ว่า ยาฆ่าแมลงเพื่อจบชีวิตตัวเองจำนวนเท่าไร ในระหว่างที่เขียนอยู่นี้ก็ดูข่าวโทรทัศน์ มีชายผู้หนึ่งใช้สารกำจัดวัชพืชดื่มฆ่าตัวตาย กล้องจับภาพขวดสารเคมีดังกล่าวให้เห็นชัดเจน และเชื่อว่านี่เป็นประเภทหนึ่งในจำนวนผู้ป่วยของ สปสช.

ถ้าผู้ป่วยจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรจริงๆ แสดงว่า เกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทั้งการป้องกันตนเอง ป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ปริมาณการใช้ และ ระยะเวลาที่ปลอดภัยในการเก็บเกี่ยว เราควรแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความรับผิดชอบของเกษตรกร

ถ้าเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์จริงๆ ตามที่สปสช.ยืนยัน สปสช. น่าจะมีรายละเอียดแยกแยะได้ว่า การรับสารเคมีทางการเกษตรของผู้ป่วย รับมาอย่างไร ด้วยวิธีไหน เพื่อช่วยกันแก้ไขสาเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ฟันธงว่าข้อมูลนี้คือผลกระทบของการใช้สารเคมีทางการเกษตร ถ้าฟันธงง่ายๆ แบบนี้ฝ่ายที่ใช้สารเคมีก็ฟันธงได้ว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสิ รับรองได้ว่าผลผลิตพืชต่างๆ จะขาดแคลน ราคาผลผลิตต่างๆ จะสูง จะอดอยากกันไปทั่ว….ถ้าประเทศเป็นอย่างนี้ พี่ไหวหรือ…..

สารเคมีทางการเกษตรมีทั้งประโยชน์ และโทษ เขาจึงมีกฎ กติกา การผลิต การจำหน่ายการมีไว้ในครอบครอง ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และมีคำแนะนำการใช้ที่ถูกต้องกำกับไว้อย่างชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ…..

สปสช. ฟันธง ยังไม่เท่าไร กระทรวงเกษตรฯ ฟันธงเองนี่น่าห่วง…..

ที่ว่าน่าห่วงเพราะ เป็นการประกาศของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ว่าจะแบนสารเคมี 3 ชนิดที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานานให้ทันก่อนสิ้นปี ผู้ที่สะดุ้งแปดตลบน่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และเป็นผู้ที่ชงประกาศกระทรวงเกษตรฯ ว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ผู้ที่สะดุ้งรองลงมาสักหกตลบน่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร ที่อุตส่าห์ระดมสรรพกำลังบริหารจัดการ การอบรมและการสอบเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์ซื้อสารเคมีไปใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่อาจจะแอบดีใจถ้าแบนได้จริงๆ เพราะงานนี้เป็นงานที่แสนหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ถ้าจะแบนจริงๆ รัฐมนตรีควรจะประกาศชะลอการอบรมเกษตรกรออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าทั้งเจ้าหน้าที่ และเกษตรกร

สารเคมี 3 ชนิดที่ว่านี้ คือ สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิด คือ พาราควอต และ ไกลโฟเซต สารกำจัดแมลงศัตรูพืช 1 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอสถ้าสารเคมี 3 ชนิดนี้ แบนได้ง่ายๆ คณะกรรมการวัตถุอันตรายคงแบนไปตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงมือรัฐมนตรี มนัญญา

เหตุผลของการแบน ไม่ใช่เพราะใช้มานานแล้ว อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่า สารเคมีที่ใช้มานานแล้ว และเกษตรกรยังใช้อยู่ในปัจจุบัน แสดงว่าต้องมีอะไรดีเกษตรกรจึงยังนิยม และออกมาคัดค้านผู้ที่ต้องการแบน ตามธรรมดาของเกษตรกรมักจะชอบลองของใหม่ ใครแนะนำว่าอะไรดีก็มักจะซื้อหามาทดลอง แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีไปกว่าของเดิมก็จะไม่ได้รับความนิยม

สำหรับสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนี้ ปัจจุบัน มีสารเคมีชนิดอื่นมาแทน แต่สารเคมีที่มาทดแทนมีราคาสูงกว่า 5 เท่า และประสิทธิภาพไม่ได้ดีไปกว่าเดิม เช่นนี้เกษตรกรก็คงรับไม่ไหว หรือจะใช้สารชีวภัณฑ์ที่ว่ากันว่าใช้ได้ผล แต่เมื่อนำสารชีวภัณฑ์นั้นมาตรวจวิเคราะห์ก็พบว่ามีสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต ผสมอยู่ด้วยเช่นนี้จะเป็นชีวภัณฑ์ได้อย่างไร

อยากให้ท่านรัฐมนตรี มนัญญา ค่อยๆ ศึกษาเรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ให้รอบด้าน ศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกร…อย่าเพิ่งรีบฟันธง….

แว่นขยาย

Advertisements

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433611

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.01 น.

พด.อุดรธานี ตอกย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม ปลูกข้าวได้ผลดี ชาวนามีรายได้เสริมขายไม้ยูคาลิปตัสบนคันนาเฉลี่ย 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ดินเค็มเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากสภาพดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชลดลง หรือในบางพื้นที่หากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรในการปรับปรุงดินเค็มต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงได้ สำหรับพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี มีอยู่ประมาณ 1.76 ล้านไร่ มีตั้งแต่ระดับดินเค็มน้อย ปานกลางถึงมาก

สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานีได้ทำการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี โดยดำเนินการในพื้นที่ตำบลพังงู อำเภอหนองหาน มาตั้งแต่ปี 2557-2561 รวมพื้นที่ 4,600 ไร่ แบ่งเป็นกิจกรรมควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน และกิจกรรมจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้ก็จะเป็นการเข้าไปปรับรูปแปลงนา ปลูกกระถินออสเตรเลีย ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา และปรับปรุงบำรุงดินด้วยวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ผลการแก้ปัญหาดินเค็มอย่างต่อเนื่อง พบว่า การวิเคราะห์สมบัติดินในพื้นที่ดินเค็มปานกลาง มีแนวโน้มคุณภาพดินดีขึ้น

ส่วนด้านผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกร ก็พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่

ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีความพึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี

โดยในปีนี้ ได้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 700 ไร่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยในการนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนการปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สั่งตรวจเข้มสกัดหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433526

x

สั่งตรวจเข้มสกัดหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.33 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะพืชวงศ์มะเขือ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ รวมทั้งวงศ์ถั่วและกะหล่ำ ทำให้ผลผลิตลดลงถึง 90% ซึ่งจากสถานการณ์ระบาดเร็ว และสร้างความเสียหายรุนแรงในแหล่งปลูกมะเขือเทศหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้และทวีปยุโรป รวมทั้งเริ่มพบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศในทวีปเอเชียแล้ว ทำให้กรมวิชาการเกษตร ในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติตามอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ  ต้องเฝ้าระวังโดยสั่งให้ด่านตรวจพืชกรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังและตรวจสอบผลผลิต รวมทั้งมะเขือเทศยังเป็นพืชในวงศ์ Solanaceae ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศ

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมรับมือหากมีการแพร่ระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้ามาในประเทศ โดยมีคำแนะนำวิธีป้องกันและกำจัด ดังนี้ โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ ใช้วัสดุปลูกที่ปราศจากดักแด้ของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศและตรวจหาการทำลายโดยสำรวจร่องรอยการทำลายบนใบและยอดมะเขือเทศ ติดตั้งกับดักฟีโรโมนเพื่อดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้ หากตรวจพบผีเสื้อหรือการทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ ให้ป้องกันกำจัดโดยใช้สารกำจัดแมลงตามคำแนะนำคือ สารสไปนีโทแรม 12% SC สารอีมาเมกติน เบนโซเอต1.92% EC สารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC   สารลูเฟนนูรอน 5% EC สารอินดอกซาคาร์บ15% EC สารคลอแรนทรานิลิโพรล ทำความสะอาดโรงเรือน  และเก็บเศษซากพืชที่ถูกทำลายเผาหรือฝังในดิน

ส่วนในแปลงปลูกมะเขือเทศ ให้สำรวจประชากรของผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมนก่อนปลูก 2 สัปดาห์ให้ไถพลิกดินหรือไถพรวนเพื่อกำจัดดักแด้ที่อยู่ในดิน ใช้ต้นกล้าที่ปราศจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หลังปลูกหากพบการทำลายให้ติดกับดักฟีโรโมนดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้เพื่อลดประชากรผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศ  และพ่นสารกำจัดแมลงชนิดเดียวกับที่แนะนำให้ใช้ในโรงเรือน พ่นทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ใช้กลุ่มสารสลับกันอย่างน้อย 2 กลุ่ม ใน 1 รอบวงจรชีวิต (30 วัน) รวมทั้งเว้นระยะไม่ใช้สารกลุ่มเดิมในรอบวงจรชีวิตถัดไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวอีกว่า ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตถ้าพบการระบาดให้พ่นสารชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส สายพันธุ์เคอร์สตากี้ อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  พร้อมทำความสะอาดแปลงปลูก ปลูกพืชที่ไม่ใช่พืชอาศัยเป็นพืชหมุนเวียน จุดรวบรวมผลผลิต และตลาด ให้สำรวจประชากรของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมนอัตรา 4 กับดักต่อไร่ เก็บผลมะเขือเทศที่มีรอยทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศใส่ถุงดำนำไปตากแดดทิ้งไว้ 3-4 วัน พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรเปิดสายด่วนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หากสำรวจพบแปลงมะเขือเทศมีลักษณะการเข้าทำลายดังกล่าวแจ้งที่สายด่วน 0-61415-2517

‘เกษตรฯ’เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433455

'เกษตรฯ'เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

‘เกษตรฯ’เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

รมว.เกษตรฯ เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯ เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลอง ร.1 แล้วเสร็จทันรับมือฤดูมรสุมของภาคใต้ปีนี้

15 ส.ค.62 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามการบริหารจัดการน้ำ และตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า จากการที่ อ.หาดใหญ่ ได้เคยเกิดปัญหาอุทกภัยและสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยกรมชลประทานจึงได้มีการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา มีการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาเป็น 3 แนวทาง คือ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที 2) การสกัดน้ำไม่ให้เข้าเมือง โดยการขุดคลองสายใหม่เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลเข้าเมือง มีอัตราการระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที และ 3) การตัดยอดน้ำ โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่ง ความจุรวม 120 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในระยะเร่งด่วน กรมชลประทานได้ดำเนินการตามแนวทางที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภา ทำให้สามารถระบายน้ำได้รวม 1,665 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 และเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในช่วงมรสุมที่ใกล้จะถึงนี้ ทางกรมชลประทานคาดว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะสามารถระบายน้ำได้ประมาณล 1,000 ลบ.ม./วินาที ถ้าฝนตกไม่เกิน 200 มิลลิเมตร ก็จะสามารถรับมือต่อสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดโครงการที่ยังไม่เรียบร้อย ให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของจังหวัดสงขลา ได้มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การณ์อุทกภัย โดยการตรวจสอบความพร้อมใช้งานอาคารชลประทานขนาดกลางในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา การขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน คลองธรรมชาติและในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ตามแผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรมชลประทานยังได้มีแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยใน 4 จังหวัด คือ 1) จ.ตรัง มีพื้นที่เฝ้าระวัง 3 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง 2) จ.พัทลุง มีพื้นที่เฝ้าระวัง 4 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 28 เครื่อง 3) จ.สตูล มีพื้นที่เฝ้าระวัง 6 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง และ 4) จ.สงขลา มีพื้นที่เฝ้าระวัง 3 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 64 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 77 เครื่อง

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้มีการจัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ที่ศูนย์กลางที่จังหวัดขลา ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 186 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 100 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 50 เครื่อง รถขุด 35 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน รถบรรทุกและยานพาหนะ 32 คัน สะพานเหล็กชนิดถอดประกอบได้ยาว 44 เมตร 1 ชุด โดยสามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤตได้ภายใน 2 ชั่วโมง

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433284

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ สมัยพิเศษ หรือ SSOM AMAF Meeting ที่เพิ่งจบลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 5-8 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการประชุมครั้งที่ 40 โดยมีประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ โดยไปจัดกันที่เมืองเว้ ตอนกลางของประเทศ ตั้งอยู่เหนือเมืองดานัง ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตร ครับ

การจัดประชุมของเวียดนามครั้งนี้ ที่เลือกเอาเมืองเว้ ก็น่าเป็นเพราะว่า เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามกว่าร้อยปี ตั้งแต่ ค.ศ.1805 และเป็นที่ตั้งพระราชวังของจักรพรรดิผู้ปกครองประเทศเวียดนาม ราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง มาเป็นแบบสาธารณรัฐในภายหลัง นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระราชวังที่สวยงามและมีประวัตฺศาสตร์ที่สำคัญ ยูเนสโกยังได้ประกาศให้พระราชวังแห่งนี้ เป็นมรดกโลกด้วย เมืองเว้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำหอม (Perfume river) เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Hue ยังสงสัยว่าทำไมอ่านว่า เว้ ผมลองเอาชื่อเมืองภาษาอังกฤษให้เพื่อนคนอีสานลองอ่าน ปรากฏว่าเขาอ่านว่า “ห้วย” ฟังแล้ว คนที่ไม่รู้จักมาก่อน คงเดินทางไปหาเมืองนี้ไม่ถูกแน่นอน แต่ถึงจะเป็นถึงอดีตเมืองหลวงของเวียดนาม แต่ความเจริญต่างๆ กลับไปอยู่ที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก อาจเป็นพราะเมืองดานังเป็นเมืองขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญมากสำหรับเวียดนามตอนกลาง สนามบินเมืองเว้ จึงไม่ใหญ่เท่าสนามบินเมืองดานัง ถ้าโดยสารเครื่องบินไปจากไทยจะไม่มีไฟลท์ตรงเหมือนดานัง

เพราะฉะนั้นผู้อาวุโสต่างๆ ของอาเซียนที่มาประชุมจึงต้องต่อเครื่องบินอย่างน้อยก็ 2-3 ต่อด้วยกัน คือ บ้างก็บินลงที่กรุงฮานอย ทางทิศเหนือแล้วต่อมาเมืองเว้หรือบ้างก็บินไปลงที่เมืองโฮจิมินห์ หรือเดิมชื่อไซ่ง่อน ทางทิศใต้ ก่อนที่จะบินต่อไปเมืองเว้คณะทีมงานแอปเตอร์ของผม ตอนแรกก็ตั้งใจจะโดยสารเครื่องบินเพื่อไปลงดานัง เพราะมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ แต่ลำบากตรงที่ทางการเวียดนามเขาไม่มารับที่สนามบินดานังทั้งนี้อาจเพราะไกลกันเป็นร้อยกิโลเมตร เขามีรถยนต์มารับเฉพาะที่สนามบินเมืองเว้เท่านั้น ตกลงพวกเราเลยต้องบินไปลงที่โฮจิมินห์และจึงต่อเครื่องภายในประเทศจากโฮจิมินห์ไปเว้อีกที ซึ่งก็เป็นเส้นทางเดียวกับคณะผู้อาวุโสจากกระทรวงเกษตรฯไทยบินไปเช่นเดียวกัน เลยกลายเป็นคณะใหญ่เกือบยี่สิบคนได้ รวมทั้งท่านรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย

เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่กระผมอยากจะเล่าก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมจริงๆ ก็เกิดขึ้นตอนช่วงการเดินทางนี้แหละ เรื่องของเรื่อง คือ ทั้งหมดพวกเราเดินทางโดยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า จากกรุงเทพฯถึงโฮจิมินห์และไปต่อด้วยสายการบินเวียดนามเพื่อต่อไปยังเมืองเว้ ดังที่บอกไปแล้ว เรามีเวลาต่อเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง คิดคำนวณแล้วน่าจะทัน เพราะได้ศึกษาคร่าวๆ โดยน้องเจ้าหน้าที่ว่า อาคารผู้โดยสารต่างประเทศกับภายในประเทศของโฮจิมินห์ห่างกันไม่มาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ5 นาที เท่านั้น ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่ว่า โดยหลักของการเดินทางต่อเครื่องบินแล้วถือว่าฉิวเฉียดมาก แต่เราก็เชื่อมั่นว่าจะต่อเครื่องได้ทัน ยิ่งมาเจอคนไทยกลุ่มใหญ่ที่เดินทางไปเที่ยวบินเดียวกันแล้ว เราก็ยิ่งอุ่นใจ

แต่ทว่า ความมั่นใจและอุ่นใจของพวกเรากลับค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อคณะทั้งหมดถูกเรียกขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ ตอนเรียกขึ้นเครื่องเวลาออกก็ตรงดีอยู่หรอก คือ ประมาณ 07.35 น. แต่พวกเราใช้เวลานั่งรอในเครื่องนานขึ้นๆ จนผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่สายการบินจึงประกาศแจ้งว่า เครื่องจะต้องรอคิวบินขึ้น ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงตอนนี้ทุกคนก็เริ่มประหวั่นพรั่นพึงแล้วว่า แล้วจะทันเครื่องบินไฟลท์ต่อไปไหม สักพักการประกาศที่กระผมเพิ่งเคยพบหลังจากที่เคยมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินมานาน คือ เครื่องบินจำเป็นที่จะต้องจอดรอต่อไป เพราะว่าจะมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ผมและเพื่อนๆ ที่นั่งด้วยกันงงมากๆ ครับ เพราะอย่างที่บอก เพิ่งเคยพบเห็นว่าจะต้องมีการเติมน้ำมันในระหว่างนี้ ถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยเวลาออกเดิมมา 1 ชั่วโมงเต็ม เท่ากับว่าพวกเรามีเวลาเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งรวมทั้งการเข้าคิวตรวจพาสปอร์ตคนเข้าเมือง ไปรอรับกระเป๋า แล้วพากระเป๋าไปเช็คอินที่สายการบินภายในเวียดนามสนุกครับ มันส์มากๆ สำหรับการเดินทาง ทริปนี้ ทันหรือไม่ทันไฟลท์ต่อไป เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศก.เปิดตัว3สินค้าทางเลือกสร้างกำไร

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433285

x

สศก.เปิดตัว3สินค้าทางเลือกสร้างกำไร

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจ.นครนายก ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง กุ้งขาวแวนนาไม มะยงชิดโดยการผลิตข้าวนาปีเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 538 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 69 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง พื้นที่ S1/S2 เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,433 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 552 บาท/ไร่ สำหรับกุ้งขาวแวนนาไม และมะยงชิด ไม่ได้กำหนดพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) โดย กุ้งขาวแวนนาไม เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 76,179 บาท/ไร่ และมะยงชิด ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจ.นครนายก เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 13,429 บาท/ไร่

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรในจ.นครนายก ตาม Agri – Map เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวมาทำไม้ดอกไม้ประดับ (ขนาดถุงดำ 2 นิ้ว) มีต้นทุนการผลิต 90,395 บาท/ไร่/รุ่นมีอายุเก็บเกี่ยว 3 เดือน เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 51,335 บาท/ไร่/รุ่น และไม้ดอกไม้ประดับ (ถุงดำขนาด 8 นิ้ว) เช่น ต้นไทรเกาหลี ต้นทุนการผลิต 47,215 บาท/ไร่/รุ่น มีอายุเก็บเกี่ยว 6 เดือน เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 69,415 บาท/ไร่/รุ่น นอกจากนี้ ยังมีสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจด้านประมง ได้แก่ กุ้งก้ามกราม มีต้นทุนการผลิต 24,284 บาท/ไร่/รุ่น ให้ผลผลิตใน 90 วันผลตอบแทนสุทธิ 26,296 บาท/ไร่/รุ่นและปลานิล มีต้นทุนการผลิต20,973 บาท/ไร่/รุ่น ให้ผลผลิตใน 330 วัน ผลตอบแทนสุทธิ 9,052 บาท/ไร่/รุ่น ซึ่งปัจจุบันผลผลิตด้านประมงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในภาคตะวันออก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6โทร. 0-3835-1261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433286

x

รายงานพิเศษ : เกาะติด…แผนแก้ปัญหาลุ่มน้ำชียั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลุ่มน้ำชีเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมมากกว่า 49,000 ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่า 30 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 14 จังหวัด มีลำน้ำชีเป็นแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำ และมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น ลำน้ำพรม ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำลำปาว และลำน้ำยัง

การพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำชีนั้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แล้วหลายแห่ง แต่พื้นที่ที่พัฒนาดังกล่าวจะอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำในลุ่มน้ำชีไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร อีกทั้ง ยังประสบปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งเป็นประจำ โดยปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำนี้ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คืออุทกภัยบริเวณลุ่มน้ำตอนบนและลำน้ำสาขาต่างๆ เกิดจากฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากจากต้นน้ำลงมามาก จนลำน้ำสายหลักระบายน้ำไม่ทัน ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางจากเส้นทางคมนาคมขวางลำน้ำ และมีอาคารระบายน้ำไม่เพียงพอ อีกลักษณะหนึ่ง เป็นอุทกภัยที่เกิดในพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสายหลักตื้นเขิน ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำชีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องแก้ไขเชิงพื้นที่เป็นระบบ หรือ Area basedทั้งลุ่มน้ำ โดยต้องก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ตอนบนของลำน้ำชี และลำน้ำสาขาที่สำคัญก่อสร้างระบบส่งน้ำและสูบน้ำ เพื่อกระจายน้ำใหัพื้นที่ประสบภัยแล้ง ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำ และกักเก็บน้ำในลำน้ำสายหลัก ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเขตตัวเมืองป้องกันการบุกรุกล้ำแนวลำน้ำสาธารณะ อนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ และขุดสระประจำไร่นาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แหล่งใช้น้ำหลักของประชาชนและเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร คือลำน้ำชีและหนองน้ำสาธารณะที่กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งช่วงน้ำหลาก และน้ำแห้งขอดช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น ที่ผ่านมากรมชลประทานพัฒนาปรับปรุงแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบเพื่อเพิ่มปริมาณเก็บน้ำไปแล้ว 138 แห่ง เก็บน้ำได้ 136 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ถึง 113,236 ไร่

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ยังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิงกระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่สามารถพัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพ โดยภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะเข้าพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

นอกจากความพยายามพัฒนาแหล่งเก็บน้ำเดิมแล้ว กรมชลประทานยังมีการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่ตามแผนงานที่วางไว้ควบคู่ไปด้วย โดยปี 2562 ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ใน
จ.ชัยภูมิทั้งหมดคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว กักเก็บน้ำได้รวม 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำในจ.ชัยภูมิ อีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง ความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่

“สภาพลำน้ำชีตั้งแต่ต้นน้ำ จ.ชัยภูมิ ลงมามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงจนมาเข้าเขต จ.ขอนแก่น ไหลต่อลงไปที่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ไปจนถึงยโสธร และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ความยาวถึง 1,047 กิโลเมตร ตลอดลำน้ำมีแหล่งเก็บน้ำช่วยชะลอน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอและหลายแห่งตื้นเขิน จึงต้องวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มน้ำชี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433283

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวสินเหล็ก เป็นข้าวที่เกิดจากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งลักษณะพิเศษของข้าวชนิดนี้ คือ เป็นข้าวกล้องสีครีมและมีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำข้าวสินเหล็กมาทดลองให้กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานบริโภค พบว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อinsulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด ตลอดจนมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันอาการอ่อนเพลียของร่างกาย เสริมความต้านทานต่อการเจ็บป่วย ป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจาง ช่วยทำให้สีผิวพรรณดูเรียบเนียนอีกด้วย

ดังนั้น ข้าวสินเหล็กจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่งหากใครสนใจต้องการซื้อไปบริโภค หรือซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ สามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรดอนตูม จำกัดเลขที่ 63/1 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 73150 โทร.03-496-8700หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่https://www.co-opclick.com

‘กรมปศุสัตว์’เสนอรางวัลเลิศรัฐ ก้าวสู่ระบบราชการ 4.0 Livestock Creation & Transformation by CID

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433315

‘กรมปศุสัตว์’เสนอรางวัลเลิศรัฐ ก้าวสู่ระบบราชการ 4.0 Livestock Creation & Transformation by CID

‘กรมปศุสัตว์’เสนอรางวัลเลิศรัฐ ก้าวสู่ระบบราชการ 4.0 Livestock Creation & Transformation by CID

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.24 น.

‘กรมปศุสัตว์’เสนอรางวัลเลิศรัฐ ก้าวสู่ระบบราชการ 4.0 Livestock Creation & Transformation by CID

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่ห้องประชุมพระพิรุณ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้อำนวยการสำนัก/กอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้อนรับและนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานและผลงานของกรมปศุสัตว์ แก่คณะกรรมการผู้ตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ระบบราชการ 4.0

กรมปศุสัตว์มีวิสัยทัศน์เป็นองค์การชั้นนำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก โดยมุ่งสู่ระบบราชการ 4.0 ภายใต้กรอบแนวคิด Livestock Creation & Transformation by CID (Collaboration, Innovation and Digitalization) สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ใน 6 กระบวนการ ประกอบด้วย ชี้นำ สร้างคน วางกลยุทธ์ จัดกระบวนการเพื่อสร้างคุณค่า ตอบสนองลูกค้า และเรียนรู้และปรับองค์กรให้เป็น 4.0 โดยใช้ 3 หลักการ คือ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน และองค์การ Smart and High Performance มุ่งสู่เป้าหมาย Smart People, Smart System และ Smart Result ทำให้ได้ Better Services เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกเครื่องมืออุปกรณ์, Better Life สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งคนสัตว์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Better Solution ตอบโจทย์ในทุกมิติ

ทั้งนี้ เข้าใจและตอบสนองด้วยคุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในทุกขั้นตอน ภายใต้แนวคิด Livestock Creation & Transformation by CID สู่ระบบราชการ 4.0

‘ธรรมนัส’ลุยแก้แล้ง’สุรินทร์’ ดันแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง-อำปึล

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433249

'ธรรมนัส'ลุยแก้แล้ง'สุรินทร์' ดันแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง-อำปึล

‘ธรรมนัส’ลุยแก้แล้ง’สุรินทร์’ ดันแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง-อำปึล

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.03 น.

14 สิงหาคม 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปล่อยขบวนรถน้ำแก้ปัญหาภัยแล้งช่วยโรงพยาบาลสุรินทร์ ณ จังหวัดสุรินทร์ ว่า “จังหวัดสุรินทร์ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว จำนวน 2 อำเภอ จากทั้งหมด 17 อำเภอ โดยในระยะเร่งด่วนกรณีโรงพยาบาลประจำจังหวัดสุรินทร์ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประสานกองทัพภาคที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการขุดเจาะบ่อดาลและติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้สามารถขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลได้แล้ว 8 บ่อ ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้อุปโภค-บริโภคภายในโรงพยาบาลแล้ว

ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอเมือง ได้ดำเนินการสูบน้ำจากแหล่งน้ำเหมืองหินเขาสวายขึ้นมาใช้ผลิตน้ำประปา จำนวน 2 บ่อ ซึ่งขณะนี้กำลังสูบน้ำจากบ่อที่ 2 ขึ้นมาใช้ คาดว่าจะมีน้ำสำรองไว้ใช้ได้อีก 3 เดือนข้างหน้า ดังนั้น ถือว่าวิกฤติการขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ได้คลี่คลายลงแล้ว ส่วนเรื่องปัญหาคุณภาพน้ำนั้น ได้สั่งการผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้แก้ไขอย่างเร่งด่วนภายใน 3 วัน

สำหรับแผนในระยะยาว ได้สั่งการให้ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่การเกษตรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะดำเนินการขุดบ่อน้ำบาดาลต่อไป เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองสำหรับอุปโภค-บริโภคไว้ใช้อย่างเพียงพอในระยะยาว พร้อมกันนี้ได้เตรียมแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงและอ่างเก็บน้ำอำปึล เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักด้วย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง เอาจริงเอาจัง และจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดอีกด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

%d bloggers like this: