Agriculture

All posts tagged Agriculture

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467233

'เฉลิมชัย'สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.11 น.

“เฉลิมชัย”สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ ลดความเดือร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด เร่งเพิ่มแหล่งน้ำแก้มลิง421โครงการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวงฯ และ รมว.เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุดทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้าน ลบ.ม.สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.จากสภาพฝนมีความผันแปรสูงมากในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ  40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด พร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าด้วย

ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร”

18 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ท่องโลกเกษตร,ไร่ปฐมเพชร,สมาคมสื่อมวลชนเกษตร
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

 “ท่องโลกเกษตรพบพระ”รับวาเลนไทน์(1)  ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร”       

ด้วยความที่สภาพภูมิอากาศเป็นใจ  ใพื้นที่อ.พบพระ จ.ตากในอดีตนั้น  ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกไม้ดอกอย่างกุหลาบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาด ตลาดไทและกระจายส่งออกไปทั่วประเทศ

ทว่าปัจจุบันไม่เพียงแค่กุหลาบเท่านั้นเป็นไม้ดอกที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังมีไม้ผลอย่างทุเรียน อะโวกาโด้  แมกกาเนเมียนัทและพืชผักอีกหลากหลายที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างเป็นกอบเป็นกำ

                          อรพินทร์ แสงมณี เกษตรอำเภอพบพระ

  “ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือตอนล่าง อ.พรบพระ จ.ตากกับทีมคณะกรรมการบริหารสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)เพื่อสำรวจพื้นที่ภาคการเกษตรในการนำมาเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมจัดทริปพิเศษให้กับสมาชิกสมาคมฯและผู้สนใจทั่วไปตามโครงการ“ท่องโลกเกษตรพบพระรับวาเลนไทน์”ในระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งการเดินทางสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ได้พาหะคู่ใจอย่างเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อพันธุ์แกร่งเพื่อการเกษตร“ฟอร์ด เอเวอร์เรส”มุ่งสู่จุดหมายตามที่กำหนดไว้

เช้าตรู่ในวันหนาวเหน็บพวกเราเริ่มต้นเดินทางจากที่ทำการสมาคมฯ ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเจนเพื่อมุ่งหน้าสู่อ.พบพระตามกำหนดการที่วางไว้ ขับไปเรื่อย ๆ แวะดูงานวิจัยไม้ผลเมืองหนาวที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก(ดอยมูเซอ) จากมุ่งหน้าสู่อ.พบพระ จ.ตาก  ก่อนถึงที่หมายราวบ่ายสามโมงโดยประมาณ

จากนั้นได้ร่วมพูดคุยสนทนากับเกาตรอำเภอพบพระ“อรพินทร์ แสงมณี“ถึงพื้นที่การเกษตรของอ.พบพระ โดยอ.พบพระ จ.ตากนั้น ถือเป็นแหล่งปลูกพืชผัก ไม้ดอกและไม้ผลที่สำคัญของจ.ตาก เนื่องจากมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะไม้ผลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอาทิ ทุเรียน อะโวกาโด้ แมคกาเดเมียนัท รวมถึงพืชผักอย่างผักกะหล่ำ ไม่เพียงเท่านั้นอ.พบพระยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกุหลาบมากที่สุดในประเทศไทย

จากข้อมูลสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระระบุว่าปี 2560 มีพื้นที่ปลูกกุหลาบประมาณ 1,847 ไร่ แม้ปัจจุบันพื้นที่ปลูกจะลดลงเรื่อย ๆ โดยมีพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างรายได้ดีกว่าเข้าเข้ามาแทนที่ อย่างเช่นทุเรียน เงาะ ลำไย อะโวกาโด้และแมคกาเดเมียนัทเข้ามาแทน โดยปลูกเสริมในแปลงกุหลาบเพื่อลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกุหลาบที่ปลูกกันมาอย่างยาวนาน เพื่อเสริมสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบในอ.พบพระมีอยู่ประมาณ 90 ราย โดยสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สายพันธุ์แกรนด์กาลา โดยสัดส่วนกว่า 90% จำหน่ายในประเทศ โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาดและตลาดไท  ส่วนอีก 10% ส่งจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุพื้นที่ปลูกกุหลาบลดลง อรพินทร์บอกว่ามาจาก 3 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยแรกเรื่องแรงงาน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานชาวเมียนมา โดย 1 ไร่ จะใช้แรงงานประมาณ 2 คน ในการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง ตัดดอก และถอนหญ้า ซึ่งได้ค่าแรงตามค่าจ้างขั้นต่ำ แม้เกษตรกรจะมีการขึ้นทะเบียนแรงงานได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่เมื่อแรงงานได้รับบัตรแรงงาน ก็มักจะย้ายไปทำงานที่อื่น จึงสร้างความไม่มั่นใจและความไม่แน่นอนให้กับเกษตรกร

ปัจจัยต่อมาเรื่องโรคแมลง ที่เกษตรกรต้องประสบทุกปี เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง ขณะที่ในช่วงฤดูฝนจะประสบโรคใบจุด ใบร่วง   ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งร้อนและเย็นสลับกัน ส่งผลให้ผลผลิตน้อยลง และหากแก้ไขไม่ทันและโรคระบาดไปทั้งแปลง เกษตรกรต้องตัดแต่งกิ่งใหม่ ใช้ระยะเวลาอีก 2-3 เดือน ถึงจะได้ผลผลิต ทั้งนี้พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกุหลาบได้ 3,000 ต้น สามารถตัดดอกได้ 500 ดอก แต่ช่วงที่ประสบโรคระบาด ผลผลิตจะลดลงเหลือเพียง 300 ดอกเท่านั้น

และปัจจัยสุดท้ายเรื่องราคา กุหลาบสามารถแบ่งเกรดได้ 2 อย่าง คือ ไม้ใหญ่ ที่มีขนาดความยาวตั้งแต่ดอกถึงปลายก้าน 60 เซนติเมตรขึ้นไป และไม้รอง ที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉลี่ยราคาทั้งสองเกรดตลอดทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ดอกละบาท ซึ่งถือว่าไม่คุ้มทุน เพราะราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างน้อยดอกละ 3 บาทขึ้นไป  แต่ทั้งนี้ราคาของกุหลาบจะขึ้นอยู่กับราคาตลาด ณ วันนั้นด้วย

ขณะเดียวกันดอกกุหลาบจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดไทยมากขึ้น เช่น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ลักษณะพรีเมี่ยมกว่า ดอกใหญ่กว่า และสวยกว่าของไทยส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนลดความเสี่ยง และใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ด้วยการปลูกพืชผักแซมตามช่องว่าง เช่น ผักกะหล่ำ พริก  และบางส่วนเลิกปลูกกุหลาบแล้วหันมาปลูกไม้ผลแทน ได้แก่ ทุเรียน  อะโวคาโด แมคกาเดเมียนัท เป็นต้น

“พื้นที่เกษตรพบพระจะพิเศษกว่าที่อื่น เพราะน้ำใต้ดินเป็นน้ำแร่ ท่านหัวหน้าระพีทัศน์(อุ่นจิตตพันธุ์)เกษตรจังหวัดตากคนก่อนที่เพิ่งย้ายไปยโสธรบอกว่าเราน่าจะสร้างสตอรี่ขึ้นมาจะได้เพิ่มมูลค่าได้ อย่างเช่นทุเรียนน้ำแร่ รสชาติจะต่างจากทุเรียนที่อื่น แล้วความพิเศษของทุเรียนที่นี่จะมีผลผลิตให้รับประทานกันทั้งปี”เกษตรอำเภอพบพระกล่าวยืนยัน ก่อนมอบภารกิจสำรวจพื้นที่ปลูกพืชเกษตรในอ.พบพระให้กับ”สุระวิทย์ ปัญญา นักวิชาการส่งเสริมเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระพาพวกเราลุยสวนเกษตรกร โดยลงพื้นที่ดูแปลงกุหลาบพันปีที่ไร่ปฐมเพชรเป็นแห่งแรก

ทุเรียนน้ำแร่

สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)จัดทริปพิเศษ”ท่องโลกเกษตรพบพระรับวันวาเลนไทน์ระหว่าง 7-9 ก.พ.63 สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคมฯโทร.02-9405425-6,06-4652-6499 ในวันและเวลาราชการ

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน1

18 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

หลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ประดับในแต่ละสกุล ที่ต่างก็มีให้เห็นถึงความโดดเด่นเป็นที่สะดุดตา จนมีการนำมาเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่มีอยู่แบบธรรมดาให้เปลี่ยนเป็นไม้ประดับที่มีมูลค่าสูง พร้อมมีรูปแบบการใช้งานที่สวยเด่นตามรูปแบบต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี กระทั่งขยับให้เป็นเส้นทางอาชีพอีกสายงานหนึ่ง ที่ค่อย ๆ สร้างชีวิตและความเป็นอยู่ในแต่ละคนที่มีความเชื่อในความแตกต่างของอาชีพ

และยอมรับในความเรียบง่ายไม่โลดโผนหวือหวาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนอีกหลาย ๆ คนในสาขาวิชาชีพอื่นให้การยอมรับ และใช้บริการเลือกซื้อไม้ประดับเหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยที่ในบางคนที่ปลูกเพื่อสะสมหรือจากการปลูกเล่นให้เป็นงานอดิเรก ได้ค่อย ๆ เริ่มมีความชัดเจนขึ้นและได้กลายเป็นงานหลัก ที่ใช้ทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ เข้าไปจัดการด้วยความผูกพัน พร้อมกับแบ่งเวลาก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ที่มีทั้งผู้ผลิตและผู้ขายให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันและกัน ที่ต่างได้พูดคุยอย่างเข้าใจในภาษาของคนกลุ่มเดียวกัน

และกลุ่มผู้ผลิตไม้ประดับในสกุลเดียวกันกับ แก้วกาญจนา(Agleaonema) ก็นับเป็นไม้อีกวิถีที่ผู้ผลิตบางส่วนก็ได้มีการรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มตั้งแต่ขนาดเล็กขึ้นไปเพื่อทำกิจกรรมที่สอดคล้องต่อกัน แต่คนที่ปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้ก็มิได้มีการผลิตเพียงแค่ แก้วกาญจนา อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ในแปลงผลิตกลับยังมีการปลูกไม้ชนิดอื่นควบคู่กันไปตามความชอบและโอกาสที่ผันแปรไปตามกระแสนิยมได้อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งที่ผ่านมา แก้วกาญจนา จึงเป็นไม้ที่มีการผลิตเพื่อตอบโจทย์การใช้จริง และมีการผลิตเพื่อเก็งกำไรไปพร้อมๆกันในช่วงเวลาดังกล่าวก็ว่าได้ เหตุการณ์ที่เคยผ่านมาก็นับได้ว่ามีส่วนช่วยให้เกิดอัตราเร่งพัฒนาการให้ไม้ประดับที่มีอยู่เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้นในไม้สกุลนี้ และให้มีความเฉพาะในทิศทางที่ต้องการเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย โดยได้ถูกกำหนดรูปลักษณ์ สีสัน ขนาด และจำนวนในชนิดที่ต้องการให้สอดคล้องกับการตลาดที่มีรองรับทุกๆโอกาสอยู่ตลอดเวลา

แก้วกาญจนาในวันนี้แม้จะมีชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในระบบการค้าอยู่มากมาย นั่นก็ใช่ว่าจะมีปริมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน.. หากแต่จะนับย้อนกลับไปราว 6-7 ปีที่ผ่านมา ต้นแก้วกาญจนาได้ถูกยกให้เป็นไม้ในกระแสที่ร้อนแรงไม่แพ้ไม้ประดับชนิดอื่นใดเลย ด้วยความต้องการที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น และมูลค่าที่รู้แล้วต้องทำให้หัวใจพองโต จนอยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อหวังขยายและทำกำไรด้วยเทคนิคต่าง ๆ สารพัดวิธี เพื่อการได้มาซึ่งหน่อพันธุ์ที่พร้อมจะเลี้ยงให้เติบโต

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467036

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

17 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เกษตรกรและประชาชนในพื้นเข้าร่วมงานในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกร โดยแนวทางที่ใช้ในการส่งเสริม ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาด เน้นการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ดำเนินการในด้านการส่งเสริม คือการจัดงานมหกรรมปศุสัตว์ การจัดงานแพะแห่งชาติ ที่มีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดงานประกวดพันธุ์แพะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากนักวิชาการ แกนนำเกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่มาพบปะกันในงาน การนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแพะมาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับรู้ในวงกว้าง

กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2562 มีแพะที่เลี้ยงรวม 832,533 ตัว (แพะเนื้อ 803,768 ตัว แพะนม 28,765 ตัว) เกษตรกร 65,850 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 531 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต สมาชิกเกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย มีแพะจำนวน 244,510 ตัว และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเชีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี

นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศพม่า จำนวน 39,231 ตัว/ปี ซึ่งสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะได้มีการพัฒนาทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาดตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้มีการจัดงานแพะแห่งชาติเป็นประจำทุกปี โดยจัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 โดยได้ร่วมกับจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) ร่วมเป็นแม่งาน รวมถึง ส่วนราชการ และภาคเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะในพื้นที่ ร่วมกันจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ขึ้น ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และทุกครั้งที่ผ่านมามีการตอบรับจากเกษตรกร นักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจที่มาร่วมงานเป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ การประกวดแพะ ประเภทแกรนด์แชมเปี้ยน แพะเนื้อ/แพะนม (เพศผู้ และเพศเมีย) รวม 4 รางวัล วัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือ 1. เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ การจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ตลาดแพะนำการผลิต พิชิตปัญหาเกษตรกร นำพาประเทศสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง”

3. การประชุมเสวนาเกษตรกร หัวข้อ “แพะไทยคุณภาพ เกษตรกรเข้มแข็ง สู่ตลาดนานาชาติ” เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย 4. เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม 5. เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. เพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานฯ ในครั้งนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466692

x

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ผสานความร่วมมือ4 ผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เน้นถ่ายทอดข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัยด้านการเกษตร มุ่งพัฒนาขยายผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีราคาถูก และยังเป็นประโยชน์ในการช่วยยกระดับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของไทย พร้อมสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” วันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ โถงชั้น 1 อาคารศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมวิชาการเกษตร โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน และตัวแทนจากผู้ประกอบการภาคเอกชน 4 บริษัทลงนามในบันทึก คือ บริษัท คริสตอลลา จำกัด บริษัท อะโกรไบโอเมท จำกัด บริษัท ไบโอฟิล เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท อินโนฟาร์ม ไบโอเทค จำกัด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมมีภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายที่เป็นองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชการเกษตร และได้ขับเคลื่อนผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์สู่เกษตรกรตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการผ่านโครงการ อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมฯพร้อมถ่ายทอดผลงานวิจัยขยายผลสู่ภาคเอกชนคือ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เพื่อนำไปขยายผลดำเนินการผลิตต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม เกิดการพัฒนาผลิตพืชภาคการเกษตรที่ได้มาตรฐาน และกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากลต่อไป

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466693

x

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการนำลูกหลานสมาชิกสหกรณ์และผู้ที่ต้องการกลับสู่บ้านเกิดสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ จัดอบรมบ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมามาพัฒนาการผลิตและแปรรูป ตลอดจนประสานช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิต เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2563

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป้าหมายสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาใกล้ชิดครอบครัวมากยิ่งขึ้น โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้คนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ สนับสนุนโอกาส เข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 พัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตร อายุไม่เกิน 50 ปี  สมัครใจและพร้อมกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือเช่าที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ทำการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เน้นผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนประสานภาคเอกชนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

“กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพทำเกษตร เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนิยมไปทำงานในเมือง ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร จึงอยากเชิญชวนลูกหลานเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับสู่บ้านเกิดทำอาชีพการเกษตรแบบสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ มาพัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร รวมถึงต้องวางแผนการตลาด เป็นการทำเกษตรที่เน้นคุณภาพ ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยเพื่อบริโภค ขายในประเทศให้เพียงพอ และส่งออกเป็นครัวโลก” รมช.เกษตรฯกล่าว

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466694

x

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้จัดกิจกรรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ประกอบด้วย เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้และฐานการเรียนรู้ โดยองค์ความรู้ในศูนย์เรียนรู้ฯจะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีจากหน่วยงานรัฐกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)ขึ้นเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯถ่ายทอดให้ไปประยุกต์ใช้จริง จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี และการขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกษตรกรเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ กรมฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 มกราคมที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หมู่ 2 ต.งิม อ.ปง จ.พะเยาเน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกร

ด้านนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอ.ปง โดยมีเกษตรกรที่เพาะปลูกตลอดทั้งปีรวม 5,123 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 64,446 ไร่ แบ่งออกเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 1,891 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 8,412 ไร่ ดังนั้น งานวัน Field Day ครั้งนี้จึงได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาถ่ายทอดให้เกษตรกรได้เรียนรู้ 4 สถานี ได้แก่ 1.สถานีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยการปรับปรุงบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก การผลิตปุ๋ยหมัก สูตร พด. และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี รวมถึงลดการใช้เมล็ดพันธุ์เพาะปลูก 2.สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยใช้เครื่องจักรกลเพื่อลดต้นทุนการผลิต จากการใช้แรงงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว 3.สถานีการบริหารจัดการศัตรูพืชโดยพัฒนาเกษตรกรให้พัฒนาระบบการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยอาศัยหลักการป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามระบบการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชเช่น หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fallarmyworm) 4.สถานีพัฒนาเกษตรกรสู่อาชีพทางเลือกโดยยกระดับเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) รวมทั้งผู้ที่มีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสัตว์ และประมงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรสร้างรายได้ในช่วงพักการเพาะปลูกพืชหลัก

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466690

x

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีหนู ชาวสวนปาล์มก็ยิ้มร่า…เพราะราคาผลปาล์มขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 6 บาทกว่า และอาจจะถึง 7 บาท แต่ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มเตรียมตัวเสียเงินเพิ่มเพราะมีแนวโน้มว่าน้ำมันปาล์มจะขึ้นราคา เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอ้างว่าน้ำมันปาล์มดิบมีราคาสูงขึ้น แต่ตอนราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ถึง 2 บาท เกษตรกรแทบจะเลิกเก็บผลปาล์มขาย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มกลับเงียบกริบกับราคาน้ำมันปาล์มที่ขึ้นแล้วไม่มีลง

มีการวิเคราะห์กันว่าที่ราคาผลปาล์มขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลมาจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 และ B20 ที่ส่งผลให้สามารถดึงน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาดได้กว่าครึ่ง

มีความกังวลกันต่อไปว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท สูงกว่าของต่างประเทศถึง 15 บาท ราคาที่ต่างกันมากเช่นนี้อาจทำให้มีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ถ้าศุลกากรไม่เข้มงวดกวดขัน และถ้าไม่คุมสต๊อกกันอย่างจริงจัง

เกษตรกรชาวสวนปาล์มบอกว่า ที่ราคาผลปาล์มพุ่งขึ้นไปสูงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดู ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มดิบมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำไปผลิตไบโอดีเซล หรือไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลังจากนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และจะออกมากในเดือนมีนาคม – เมษายน ราคาผลปาล์มอาจจะลดต่ำลงอีก

วงจรเช่นนี้ มิใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาครั้งแล้วครั้งเล่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลกับราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำก็จะประมาณนี้ ไม่เคยมีอะไรที่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเอง เมื่อเห็นราคาผลปาล์มพุ่งสูงขึ้น ก็เตรียมจะเลิกใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ถ้าราคาปาล์มตกต่ำก็จะกลับมาใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก…..

ได้เห็นมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เรื่องของมาตรการปาล์มน้ำมันยั่งยืน ข้อหนึ่งระบุให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……..ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ทราบหรือไม่… ทราบแต่ว่า มี สส. จังหวัดกระบี่ ของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสภาเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา…

ร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……นั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ……จากนั้นส่งกลับมาให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาตรวจร่าง พ.ร.บ. อีกครั้ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นไลน์ และประชาสัมพันธ์ให้ส่งความคิดเห็นมาที่ สศก. เพื่อประมวลความคิดเห็นเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย

ร่างพ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ….ที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ สาคร เกี่ยวข้องเสนอสภาฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 มีทั้งหมด 54 มาตรา 6หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ เสนอนโยบายและแผนบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกปาล์ม การเก็บเกี่ยว การผลิตปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการตลาด

หมวดที่ 2 กำหนดให้มีกองทุนปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้านการเพาะปลูกเพื่อยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต กองทุนนี้มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เงินของกองทุนได้มาจากเงินประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินค่าปรับที่ได้จากบทลงโทษตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

หมวดที่ 3 เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน องค์กรเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมัน ซึ่งการส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่าง ๆ นั้นคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนด หมวดที่ 4 เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน หมวดที่ 5 เป็นเรื่องของการนำเข้าและส่งออก และหมวดที่ 6 เป็นบทลงโทษ

ดูท่าทางว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ คงจะไม่ได้ผ่านสภาง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ….สู้ต่อไป..เกษตรกรชาวสวนปาล์ม…

แว่นขยาย

กรมชลฯยันอำนาจเจริญพ้นภัยแล้ง คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำย้ำใช้ประหยัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466696

x

กรมชลฯยันอำนาจเจริญพ้นภัยแล้ง คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำย้ำใช้ประหยัด

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประสานต์ พฤกษาชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งปี 2562/2563 สถานการณ์น้ำของจ.อำนาจเจริญอยู่ในเกณฑ์ดี มีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำที่กรมชลประทานดูแลรวม 38.49 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณน้ำต้นทุนที่กักเก็บได้ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยวางแผนจัดสรรน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง 13.46 ล้านลบ.ม. หรือ ร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำต้นทุน แบ่งเป็นการจัดสรรเพื่อผลิตน้ำประปาและการอุปโภคบริโภค 2.07 ล้านลบ.ม ขณะนี้จัดสรรไปแล้ว 500,000 ลบ.ม. จัดสรรเพื่อรักษาระบบนิเวศ 3.57 ล้านลบ.ม. ขณะนี้จัดสรรแล้ว 200,000 ลบ.ม. และจะจัดสรรเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งอีก 7.82 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการจัดสรรปลูกข้าวนาปรัง 1,164 ไร่ พืชไร่พืชผัก 313 ไร่ อ้อย 279 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น 315 ไร่ บ่อปลา 588 ไร่ และอื่น ๆ อีก 11 ไร่ รวม 2,670 ไร่ ขณะนี้จัดสรรน้ำไปแล้ว 2.3 ล้านลบ.ม. รวมทั้ง 3 กิจกรรม ขณะนี้จัดสรรไปแล้วประมาณ 3 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 22 ของแผน ซึ่งเป็นไปตามที่วางไว้

ส่วนปริมาณน้ำที่เหลืออีก 25.03 ล้านลบ.ม. หรือ 65% ของน้ำต้นทุน จะสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 โดยจะให้เพื่ออุปโภคบริโภค 2.75 ล้านลบ.ม. และการเกษตรกรณีฝนทิ้งช่วงอีก 22.28 ล้านลบ.ม.ดังนั้นกรมยืนยันได้ว่า ชาวอำนาจเจริญจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคช่วงหน้าแล้งแน่นอน

สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญนั้น ขณะนี้ในพื้นที่ชลประทานยังไม่มีรายงานปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ก็ได้จับตาและเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนที่เป็นแหล่งน้ำผิวดินและบ่อบาดาลประมาณ 9.13 ล้านลบ.ม. จำเป็นต้องใช้อย่างประหยัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนี้กรมกักเก็บน้ำในลำเซบายด้วยการปิดเขื่อนทดน้ำตลอดลำน้ำเป็นระยะ ทำให้ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานทั้งสองฝั่งลำเซบายในเขตยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีได้อีกกว่า 30,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 1 คัน กรณีเร่งด่วน รณรงค์ให้องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 45 แห่งและลำห้วยอย่างใกล้ชิด ระวังไม่ให้ตื้นเขินก็ ซึ่งจะช่วยเก็บกักรักษาแหล่งน้ำต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง

ยกเครื่องกฎระเบียบสหกรณ์ ลดช่องโหว่สกัดปัญหาทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466695

x

ยกเครื่องกฎระเบียบสหกรณ์ ลดช่องโหว่สกัดปัญหาทุจริต

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด สืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมติดตามแก้ปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯมีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติ และอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์ผิดระเบียบ เบื้องต้นสหกรณ์ได้ชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้สอบทานว่าชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ในส่วนสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกำชับให้กรมและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าดูแลติดตามการแก้ปัญหาของสหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ และหารือเบื้องต้นเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้รัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมยืนยันว่าปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่งหลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกเพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป

“กรม ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการงานสหกรณ์ ให้แม่นยำมีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่พร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ให้มีศักยภาพใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงการทุจริตในสหกรณ์ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

%d bloggers like this: