Agriculture

All posts tagged Agriculture

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:22 น.
กรมการข้าว,เมล็ดพันธุ์ข้าว,วิจัย,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอม ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม หวังครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป 

21 พฤศจิกายน 2562 กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมที่มีศักยภาพการจำหน่ายในตลาดโลกให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปลักษณะ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรถึงระบบการปลูก การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาเพื่อให้ข้าวหอมไทยยังครองใจของผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยส่งออกได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กรมการข้าวยังคงส่งเสริมศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดเพื่อให้ไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศที่ดีที่สุด โดยจะเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้านุ่ม ข้าวเจ้านุ่มหอม

รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว การอบลดความชื้น และการเก็บรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพและความหอมตามเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดี รวมทั้งให้มีการผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

สำหรับการเก็บรักษาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วจะสนับสนุนเครื่องอบลดความชื้น การสร้างยุ้งฉางให้แก่สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรเพื่อรักษาคุณภาพ ความหอม และทยอยผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้ถูกกดราคา ในด้านการตลาดนั้นจะเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก

โดยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่า คุณภาพ และเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยทั้งภายในและต่างประเทศให้แพร่หลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการส่งออกข้าวหอมมะลิของประเทศไทยให้มากขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายให้บูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการวิจัยและส่งเสริมการผลิตและขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้กรมการข้าวมั่นใจว่า  การวิจัยและพัฒนาดังกล่าวจะทำให้ไทยมีโอกาสจะคืนตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประกวด “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” (Best Rice in the World) ได้อีกแน่นอน ปัจจุบันในโลกมีข้าวมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ ซึ่งได้มีจัดการประกวดข้าวโลกของงาน World Rice Conference ทุกปี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกย่องข้าวคุณภาพของแต่ละประเทศและกระตุ้นให้มีการพัฒนาสินค้าข้าวของผู้ส่งออกในแต่ละตราสินค้า จากการประกวด 11 ครั้งในงานนี้ข้าวหอมมะลิไทยชนะเลิศ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 ครั้ง ขณะที่กัมพูชาชนะเลิศ 4 ครั้ง และเวียดนามชนะเลิศเป็นครั้งแรกในปีนี้

นอกจากนี้มีเมียนมาที่ชนะเลิศ 1 ครั้ง สหรัฐอเมริกาชนะเลิศ 2 ครั้งโดยข้าวหอมมะลิไทยได้อันดับที่ 2  เกณฑ์การตัดสินพิจารณา 4 ด้านได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และ รูปร่างลักษณะของเมล็ด ดังนั้นกรมการข้าวจะเร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามเกณฑ์การตัดสินซึ่งจะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในด้านคุณภาพมากขึ้นและส่งผลให้ตลาดส่งออกขยายตัวขึ้นด้วย

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:04 น.
สปก,ธรรมนัส,ปารีณา
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

ธรรมนัส ระบุ ฟาร์มไก่ ปารีณา ต้องหยุดกิจการ หลังปิดป้าย สั่งส.ป.ก.ทุกจังหวัดสแกนผู้ถือครองผิดกฎหมายทุกรายห้ามเลือกปฏิบัติ

21 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)

ให้แถลงข่าวความคืบหน้าการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด ร่วมกับกรมป่าไม้ ในกรณีการตรวจสอบพื้นที่ส.ป.ก.และป่าไม้ ถือครองโดยน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า1.7พันไร่ ตั้งฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หลังจากที่ส.ป.ก.เข้าปิดป้ายแสดงสิทธิในที่ดินเป็นที่ดินของส.ป.ก.บุคคลภายนอกข้ามเข้า เพื่อดำเนินการทางกฎหมายส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่และต้องหยุดกิจการ ส่วนจะหยุดเมื่อใดนั้นตนไม่มั่นใจ ต้องถามเลขาฯส.ป.ก.เพราะขั้นตอนกฎหมายมีกรอบช่วงเวลาให้ปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายให้เข้าการตรวจสอบที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ ได้สั่งสแกนทุกแปลง อย่าเลือกปฏิบัติ หากรายใดถือครองผิดกฎหมาย  เร่งดำเนินการตามกฎหมายยึดคืนทั้งหมดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  ให้จัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้ เกษตรกรภายใต้นโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

เดินหน้ายึดคืนแปลงส.ป.ก.ฟาร์มไก่ เอ๋ ปารีณา หลังปักป้ายหน้าแปลง ให้เวลา30วัน หาหลักฐานโต้แย้ง ระบุทางออกยอมคืนเรื่องจบ

แหล่งข่าวจากสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯสั่งให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย จากส่วนกลาง เข้าดำเนินการตามกฎหมายส.ป.ก.กับแปลงฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เนื้อที่กว่า1.7พันไร่ หลังจากที่ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี ได้ปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ ว่าเป็นพื้นที่ของปฏิรูปที่ดินห้ามบุคคลภายนอกเข้า โดยไปปักป้ายไว้ตั้งแต่สองวันที่ผ่านมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแนวเขตพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ เพื่อยึดคืนพื้นที่ ซึ่งจากนี้ส.ป.ก.ให้เวลา30วันในการแสดงหลักฐานการถือครองที่ดินแปลงส.ป.ก.

“ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี นำป้ายไปปักแล้วเป็นที่ดินส.ป.ก.ห้ามเข้า เมื่อ 2-3วันแล้ว โดยในระหว่างนี้ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จะเข้าวัดพิกัดแนวเขตพื้นที่ทั้งหมด พร้อมภาพถ่ายทางอากาศ จะทำให้กำหนดแนวเขตได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้ง น.ส.ปารีณา จะต้องนำหลักฐานมาโต้แย้งภายใน 30 วัน  ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ในพื้นที่ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ สั่งให้เบรกเรื่องการตรวจสอบยึดคืนพื้นที่นี้แต่อย่างใด”แหล่งข่าว กล่าว

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400160?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3 สาร,มนัญญา,เกษตรกร,คืนสารเคมี
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

เกษตรกรพร้อมนำสารเคมี 3 ชนิดคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกมีผล หวั่นโทษหนักปรับสูงนับล้าน

21 พฤศจิกายน 2562 เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยระบุ เกษตรกรจะนำสารเคมี 3 ชนิดไปคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกการใช้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม หวั่นติดคุกติดตารางและเสียค่าปรับเป็นแสนเป็นล้าน ขอรมต.ที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวงรอรับจะนำไปมอบคืนถึงห้องทำงาน ทางด้านกลุ่มผู้เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวถึงกรณีที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะกลายเป็นสิ่งกฎหมาย ผู้ใดมีไว้ในครอบครองจะมีโทษหนัก ทั้งนี้ได้ศึกษาบทลงโทษตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 74 ระบุว่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำผิดโดยประมาทมีโทษปรับไม่เกิน 800,000 บาท

ทำให้เกษตรกรราว 20,000 คนซึ่งเกรงกลัวโทษได้ประสานมายังสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเพื่อจะขอนำมาส่งคืนรัฐด้วยตนเอง โดยจะไปคืนที่ห้องทำงานนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ น.ส. มนัญญา รมช. เกษตรฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว. สาธารณสุข และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม นอกจากนี้เกษตรกรยังมีความกังวลเรื่องค่าทำลายสารเคมีเนื่องจากรมช. มนัญญาระบุว่า เป็นภาระของผู้ครอบครอง ใครใช้เงินหลวงทำลายถึงขั้นติดคุก จึงต้องการถามกระทรวงเกษตรฯ ว่า เกษตรกรซึ่งซื้อสารเคมีไว้เพื่อใช้ในไร่ในสวน แล้วยังมีเหลือคงค้างอยู่จะหาเงินจากไหนมา

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า การยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะพาราควอตกับไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรใช้กันมาเกือบ 50 ปีทำให้เกษตรกรขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ โดยที่กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีมาตรการรองรับใดๆ ออกมานั้น ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศแจ้งมาว่า ต้องการร้องต่อศาลปกครอง ทางสมาพันธ์จึงได้จัดทำแบบฟอร์มให้ผู้ที่เดือดร้อนลงชื่อเป็นโจทย์ร่วมกัน โดยสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดให้ทนายนำร้องศาลปกครองในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ทันทีที่กฎหมายยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรมั่นใจว่า เกษตรกรรมวิถีอินทรีย์เป็นคำตอบให้เกษตรกรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล ทางเครือข่ายเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการทางการเงินมาช่วยเหลือเกษตรกร

ทั้งนี้ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน มาตรการทางภาษี โดยลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ-อุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมีและส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร มาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่น จัดตั้งพ.ร.บ. ควบคุมสารเคมีโดยให้แยกออกจากพ.ร.บ. วัตถุอันตรายและจัดตั้งพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่ทั่วประเทศพร้อมจะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้พร้อมเผยแพร่เทคนิคและวิธีการจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถทำบนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ระดับ 400-500 ไร่ได้ ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรยั่งยืนประมาณ 33 ล้านไร่ โดยเป็นเกษตรอินทรีย์กว่า 1 ล้านไร่และได้รับการรับรองแล้วประมาณ 500,000 ไร่

“แม้มีกลุ่มผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเรียกร้องให้มีการคงระดับค่าตกค้างสารเคมีในผลผลิต รวมไปถึงให้ทบทวนการยกเลิกใช้เช่นเดียวกับการมีเสียงข้อเรียกร้องในวงวิชาการบางส่วนให้มีการเลื่อนยกเลิกสารพาราควอตออกไปก่อน แต่ทางเครือข่ายยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดตามระยะเวลาที่กำหนด” นายวิฑูรย์กล่าว

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อรรถพล เจริญชันษา,อธิบดีกรมป่าไม้,สปก,ธรรมนัส,ปารีณา,ฟาร์ไก่,เขาสนฟาร์ม
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

22พ.ย.ได้กฤษ์ กรมป่าไม้ -ส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ฟาร์มไก่ ปารีณา

21 พฤศจิกายน 2562  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ซึ่งน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สำหรับคณะทำงานตรวจสอบประกอบด้วยนายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้เป็นประธานและมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คนเป็นกรรมการ ประกอบด้วยป่าไม้จังหวัด ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคงที่กำลังนัดหมายน.ส. ปารีณาอีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่งซึ่งน.ส. ปารีณาแจ้งว่า ไม่สะดวกเนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน จะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการส.ป.ก. เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของส.ป.ก. เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน

ก่อนหน้านี้ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่น.ส. ปารีณาครอบครองอาจทับซ้อนกันระหว่างเขตส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของส.ป.ก. จึงสั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขตส.ป.ก. มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดินส.ป.ก. มาแสดงภายใน 30 วัน  สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2527

ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ส.ป.ก. ในปี 2536 โดยส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ส.ป.ก. จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัวน.ส. ปารีณาไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบพบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดินประมาณ 1,000 ไร่และเป็นเขตป่าไม้ประมาณ 700 ไร่

ดังนั้นการรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของส.ป.ก. และกรมป่าไม้จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:17 น.
เฉลิมชัย,หารือจีน,กมธเกษตร,เซี่ยงไฮ้,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ ผลักดันศักยภาพภาคเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน

โดยบอกว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก มีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก เน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่าง ๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องการรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45 ปี นโยบายตลาดนำการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:06 น.
คูโบต้า,เกษตรปลอดการเผา
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

สยามคูโบต้า จับมือหน่วยงานด้านการเกษตร เสวนากระตุ้นตอกย้ำโครงการเกษตรปลอดการเผา (ZERO BURN)

20 พฤศจิกายน 2562 บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือหน่วยงานด้านการเกษตรชั้นนำของไทย ได้แก่ กรมการข้าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา ทำได้อย่างไร?” ตามโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการเผาจากภาคการเกษตร กระตุ้นให้เกษตรกรไทยในจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงภาคเหนือ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญ ตลอดจนได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำเกษตรปลอดการเผา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และเขตพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับการจัดงานเสวนา นายทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นายครองชัย ตรีสัตย์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด รศ.ดร.ณัฐา โพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมทำพิธีเปิดงานเสวนา “เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” ในงาน “งานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9” ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

ในช่วงของการเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นจากวิทยากรของแต่ละหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ นางนิตยา รื่นสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี นายศักดา ศิริวิโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผศ.ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายอำนาจ บุตรทองคำวงษ์ ผู้จัดการส่วนคูโบต้าโซลูชั่น บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด

โดยมีเนื้อหาสาระของสถานการณ์ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาในภาคเหนือ การชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา หลักการแนะนำองค์ความรู้ วิธีการที่จะทดแทนการเผาจากทุกหน่วยงาน ตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องเผาซึ่งช่วยให้เกษตรกรทำงานได้สะดวกขึ้น ตลอดจนการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา

โดยมี ผศ.ดร.จิรวรรณ กิจชัยเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาหลักสูตร และกรรมการคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยทำเกษตรปลอดการเผามาจัดแสดง อาทิ แทรกเตอร์ CHANGSUEK EDITION รถเกี่ยวนวดข้าว เครื่องสางใบอ้อย เครื่องอัดฟาง ฯลฯ นิทรรศการความรู้การจัดการและสร้างรายได้จากวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวแบบไม่เผา รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริม และสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

Published November 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 18:54 น.
ซีพีเอฟ,แผ่นดินไหว,่ฟิลิปปินส์
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ร่วมฟื้นฟูอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว

20 พฤศจิกายน 2562 นายเอ็มมานูเอล ปิโยล  ประธานองค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (The Mindanao Development Authority) กล่าวว่า รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ “การสร้างโอกาสทางอาชีพเพื่อยกระดับเศรษฐกิจในชุมชน” ลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย./

ทั้งนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือชุมชนในเกาะมินดาเนาหลังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ เป็นภาคเอกชนไทยที่จะนำความเชี่ยวชาญภาคปศุสัตว์ที่ทันสมัยมาช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์มีรายได้ที่มั่นคง

นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกิจการต่างประเทศของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ได้ร่วมมือกับ องค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์   โดยเข้ามาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวสามารถฟื้นฟูอาชีพและมีรายได้ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะให้การสนับสนุนโครงการฯ ตามรูปแบบของ 4 ประสาน เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมทันสมัยที่ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติในมินดาเนา ซึ่งเป็นตามหลักปรัชญา “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ควบคู่กัน” นายสกล กล่าว

ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ประสาน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดย รัฐบาลทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่าย และอำนวยความสะดวกในการจัดสรรพื้นที่โครงการฯ ซึ่งจะก่อเริ่มสร้างในต้นปี 2563 ที่จะถึงนี้ ขณะที่ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเทคโนโลยี ความรู้ พันธุ์สัตว์ อาหาร รวมทั้งมีสัตวแพทย์ให้บริการคำแนะนำในการเลี้ยงหมู และไก่เนื้อแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน ช่วยรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ตามเงื่อนไข

ซึ่งมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ชุมชนสำหรับการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการดำเนินการต่างๆ  ส่วนชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์จะทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์โดยมีรายได้จากผลกำไรของสหกรณ์ที่มาจากดำเนินงานโครงการ

ความร่วมมือในรูปแบบ “4 ประสาน” ไม่เพียงจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรทันสมัยของฟิลิปปินส์ ยังจะนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455234

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน'ปารีณา' เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบที่ดิน’ปารีณา’ เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัด-ชี้แนวเขต22พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“อธิบดีกรมป่าไม้”ระบุเร่งตรวจสอบการครอบครอบที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรของ”ปารีณา” เตรียมนัดส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ด้าน”ส.ป.ก.”ชี้ปิดประกาศหน้าฟาร์มไก่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องแสดงหลักฐานสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ส.ป.ก.ใน30วัน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่ง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุว่าทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ คณะทำงานตรวจสอบ ประกอบด้วย นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คน เป็นกรรมการ โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมี พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของ ส.ป.ก.เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐ ที่มี ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย ป่าไม้จังหวัด , ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคง ที่กำลังนัดหมาย น.ส.ปารีณา อีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่ง ซึ่ง น.ส.ปารีณา แจ้งว่า ไม่สะดวก เนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน คาดว่าจะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่ น.ส.ปารีณา ครอบครอง อาจทับซ้อนกันระหว่างเขต ส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของ ส.ป.ก.จึงสั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

ขณะที่ แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก.เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขต ส.ป.ก.มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.มาแสดงภายใน 30 วัน ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ทางครอบครัวเข้ามาครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2489 โดยไม่มีหนังสือสิทธิการเข้าทำกินใดๆ มีแต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภบท.5 ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย (มท.) ให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ยกเลิกการจัดเก็บ ภบท.5 ในที่ดินของรัฐทุกประเภทแล้ว เนื่องจากเกรงว่าผู้ครอบครองจะเข้าใจผิดว่า เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2527 ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ในปี 2536 โดย ส.ป.ก.ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้ หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ ส.ป.ก.จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัว น.ส.ปารีณา ไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบ พบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 1,000 ไร่ และเป็นเขตป่าไม้ ประมาณ 700 ไร่ ดังนั้น การรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454995

x

สั่งสหกรณ์ฯเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ประสานธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก พร้อมประสาน ธ.ก.ส.ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสหกรณ์มีเงินทุนรวบรวมข้าวจากเกษตรกร

กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งสหกรณ์จังหวัดสำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตร พร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีโรงสีและโกดังลานตากเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร หวังบรรเทาความเดือดร้อนช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกรงชาวนาไม่มีที่ขายข้าวต้องขนไปขายเอกชน ถูกหักค่าความชื้นไม่ได้ราคา เผยหารือธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์มีเงินหมุนเวียนรวบรวมข้าวทันที ก่อนมาตรการเก็บชะลอข้าวเปลือกรอเสนอเข้าครม.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบนเข้าฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก จึงสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดเร่งสำรวจสหกรณ์การเกษตรที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรว่ามีสหกรณ์กี่แห่งที่เริ่มเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือกและใช้เงินทุนจากแหล่งใด รวมถึงมีสหกรณ์ใดบ้างที่ไม่สามารถเปิดจุดรับซื้อข้าวได้ เนื่องจากมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ให้รีบแจ้งกลับมาทันที เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ และขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสี และอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ช่วยเปิดจุดรับซื้อข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ กรมยังประสานกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) ขออนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้สหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและโครงการเก็บชะลอข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบแล้ว ธ.ก.ส.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชยมาตรการของภาครัฐ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อว่า เหตุจากขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์นำข้าวมาเข้าคิวขายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสดความชื้นเกิน 25% มาขายเนื่องจากไม่มีที่ตากและเครื่องอบลดความชื้นเมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องขนมาขายทันที ส่งผลให้มีรถขนข้าวเปลือกมาจอดรอคิวยาวเหยียดหน้าสหกรณ์การเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์บางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากใช้เงินของสหกรณ์เองซึ่งมีไม่มาก ทำให้สหกรณ์ต้องปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก เกษตรกรจึงต้องขนข้าวไปขายให้พ่อค้าในพื้นที่ ซึ่งอาจถูกกดราคาเพราะต้องโดนหักค่าความชื้น  ดังนั้น ปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว หากสหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวในช่วงนี้ขอให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ได้ทันที

กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454994

x

กรมประมงขยายเครือข่ายบริหารน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมง และการขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ”ว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ที่จะร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมประมงและขยายเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เป็นการสนับสนุนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ทางการประมง ให้ดำเนินงานแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรด้านประมงนับเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากประเทศไทยมีความผันผวนของสภาพอากาศตลอดเวลา เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์ด้านภัยแล้ง และอุทกภัย ซึ่งมักเกิดขึ้นฉับพลันไม่สามารถบริหารจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเร็วดังนั้น การได้รับการแลกเปลี่ยนข้อมูลของสถานการณ์น้ำจากการร่วมลงนามครั้งนี้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ทั้งแหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำเปิด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงชายฝั่งทะเล เพื่อช่วยวางแผนเฝ้าระวัง และชดเชยเยียวยาความเสียหายหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ทั้งนี้ กรมจะนำข้อมูลจากการลงนามความร่วมมือครั้งนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาสารสนเทศด้านประมงเพื่อให้เกษตรกรรู้เท่าทันสถานการณ์น้ำรองรับการประกอบอาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงเลี้ยงชีพได้ยั่งยืนต่อไป

%d bloggers like this: