AEC Go On

All posts tagged AEC Go On

Aec Go On 27/08/59

Published September 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 27 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/702645

 

“ทำไมเวียดนามถึงดูน่ากลัวขึ้น” หรือ “ทำไมถึงกลัวว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทย” แม้จะเป็นคำถามที่ดูเป็นเชิงลบต่อไทย แต่วลี “ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส” หรือ “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ยังคงใช้ได้ตลอดเวลา เพราะคำถามข้างต้นทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนานโยบายและความสามารถในการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับประเทศไทยให้เด่นกว่าในทุกมิติหรือในด้านที่ต้องการแข่งขันกับประเทศอื่นๆใน AEC ซึ่งเป็นการตอบสนองในเชิงกลยุทธ์แบบตั้งรับ

แต่ถ้ากลับมามองในมิติกลยุทธ์เชิงรุกจะเห็นว่าประเทศไทยหรือธุรกิจไทยควรเข้าไปเป็นพันธมิตร หรือเจาะตลาดเวียดนามที่กำลังโตวันโตคืนอย่างโดดเด่น โดยเร่งเข้าไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ จับจองพื้นที่ทางการผลิต การขาย หรือการสร้างพันธมิตรอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้าถึงตลาด เวียดนามที่มีศักยภาพโดยไม่รอช้าก่อนคู่แข่งอื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเวียดนามสำหรับผมเอง ก็คือ “คนเวียดนามมีระเบียบบนท้องถนนมาก” เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กองทัพมอเตอร์ไซค์บนท้องถนนที่ขับขี่กันไม่เป็นระเบียบตลอดทั้งวัน การเปลี่ยนเลนเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหยุดจอดกลับรถในทุกเส้นทางแม้จะเป็นถนนสายใหญ่ๆ หรือสี่แยกห้าแยกหลักๆ สามารถทำได้ตามสบายโดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟจราจร จนมีคำกล่าวที่ใช้ได้จนถึงขณะนี้ว่า “ถ้าจะเดินข้ามถนนที่เวียดนาม เดินไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ไม่ถูกชนแน่นอน แต่ถ้าหยุดเมื่อไรจะถูกชน” สำหรับการจราจรนั้นคับคั่ง รถราขวักไขว่และติดหนักโดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน

ถ้ารถติดมาก มอเตอร์ไซค์ก็สามารถขึ้นไปแล่นบทฟุตปาทได้ทันทีเพราะสันของฟุตปาทข้างทางจะทำเป็นมนไม่เป็นสันเหลี่ยมเพื่อให้ง่ายกับการวิ่งขึ้นไป การขนส่งโดยสารจะทำโดยใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก แม้กระทั่งการขนส่งสินค้าใหญ่ก็จะใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากครับแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จำนวนมอเตอร์ไซค์ลดลงมากพร้อมกับการขับขี่โดยมีหมวกกันน็อกรถยนต์รุ่นต่างๆมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจราจรคล่องตัวเพราะมีถนนและสะพานลอยถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก ความมีระเบียบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนี่เองที่ทำให้ผมกลัวว่า เวียดนามพร้อมทั้งประเทศแล้วที่จะปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในอนาคต ซึ่งเป็นได้ทั้งมุมบวกและลบแล้วแต่เราจะมองครับ.

ผศ.ด ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

Advertisements

AEC Go On 20/08/59

Published September 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694938

 

“อีกกี่ปีเวียดนามจะแซงหน้าไทย” เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมถูกถามบ่อยๆ และเป็นคำถามที่คนไทยโดยส่วนใหญ่เชื่อและกังวลว่า อีกไม่นานเศรษฐกิจเวียดนามจะวิ่งฉิวและแซงหน้าไทยในอนาคตอันใกล้ คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมเองมักจะตอบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า “ยากส์”

แต่ ณ วินาทีนี้หลังจากที่ได้เดินทางไปเยือนเวียดนามตั้งแต่เหนือจดใต้ แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ คำตอบของผมเปลี่ยนแปลงไปครับ “ไม่แน่ครับ มีโอกาสภายใน 20 ปี ถ้าไทยเดินถอยหลังหรือหยุดนิ่งอยู่กับที่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยไม่วางแนวทางและนโยบายในการพัฒนาประเทศที่เฉียบคมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีพอ

เพราะจุดเด่นของเวียดนามที่ได้เกริ่นไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนคือ “การเมืองนิ่งและนโยบายแน่ชัด” กับ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีการค้ากับต่างประเทศหรือ GSP ที่มีมาก” และ “กำลังซื้อจากประชากร 100 ล้านคน และคนหนุ่มสาววัยทำงานจำนวนมาก” คือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนจากนานาชาติ และเป็นแม่แรงสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจของเวียดนามในอนาคตอันใกล้

อีกหลายจุดเด่นที่ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองต่อเวียดนามคือ “ภาคเศรษฐกิจและธนาคารเข้มแข็งขึ้นมาก” ค่าเงินดองเวียดนามเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีค่าอ่อนเอื้อต่อการส่งออกอยู่ที่ระดับประมาณ 22,000 ดอง ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนทำให้เศรษฐกิจเวียดนามมีความมั่นคงสูงขึ้นคือ เกินดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด หนี้สาธารณะต่อ GDP ยังไม่สูงมากประมาณ 50% ของ GDP และผลักดันให้ GDP ของเวียดนามขยายตัวได้ 5-7% ต่อปีในระยะหลัง และภาคธนาคารเริ่มมีความเข้มแข็งและเริ่มปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังจากที่เวียดนามเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2007-2010 ซึ่งเวียดนามขาดดุลบัญชีเดินสะพัดรุนแรง ค่าเงินผันผวน และธนาคารพาณิชย์อ่อนแอไม่ปล่อยสินเชื่อ

ที่สำคัญอีกเรื่องสำหรับผมคือ “คนเวียดนามมีระเบียบมากขึ้น” ครับ เพราะ 5 ปีที่แล้ว ท้องถนนดูวุ่นวายมาก เพราะคนเวียดนามขับรถมอเตอร์ไซค์เต็มถนน ไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่วันนี้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

Aec Go On 13/08/59

Published August 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688467

 

“ประเทศแห่งโอกาส (Land of Opportunity)” กับ “คู่แข่งที่น่ากลัว (Crucial Competitor)” เป็นคำสรุปที่ผมได้รับจากข้าราชการและนักธุรกิจไทยที่ทำงานอยู่ที่เวียดนามและคณะนักศึกษา TEPCoT9 ที่เดินทางไปเวียดนามในครั้งนี้ สรุปออกมาตรงกันครับ พร้อมๆกับคำอุทาน ตลอดทริปว่า “WoW” กับ “โตเร็วจริงๆ” และ “น่ากลัวจัง” โชคดีนะครับ ที่ทริปเดินทางในช่วง 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไปยังไม่มีกระแส “Pokemon” เฉกเช่นปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นการจราจรคงติดขัดกว่าเดิมและการเดินทางทางเครื่องบินที่ต้องเผชิญกับมรสุมที่เข้าเวียดนามพอดิบพอดีคงต้องล่าช้าไปกว่าเดิมอีก เพราะคนเวียดนามใช้โทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคนเหมือนคนไทย อีกทั้งจำนวนเด็กวัยรุ่นมีมากกว่าไทยด้วย ตอนนี้คงไล่จับโปเกมอน กันวุ่นวายไม่แพ้คนไทยแน่ๆครับ

เวียดนามมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยเหมือนทุกประเทศครับ แต่เวลาข้าราชการและนักธุรกิจไทยพูดถึงเวียดนาม จะพูดถึงมุมมองในด้านบวกอย่างมากและพูดถึงภาพในด้านลบไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นที่สำคัญๆหลายข้อ ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาที่เวียดนาม และทำให้เวียดนามเป็นประเทศแห่งโอกาสในการสร้างรายได้และสร้างกำไร เพราะเวียดนามมีความ “นิ่ง” “ดี” และ “เด่น” หลายอย่าง

จุดเด่นข้อแรกที่สำคัญคือ “การเมืองนิ่งและนโยบายแน่ชัด” คือสิ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศมีความมั่นใจในการลงทุนสูง รวมทั้งรัฐบาลเวียดนามยังให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนสูงมากทั้งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการถือครองที่ดิน จนทำให้ปัจจุบันไทยจำเป็นต้องปรับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนให้สูงทัดเทียมเวียดนาม

จุดเด่นที่สองคือ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีการค้ากับต่างประเทศหรือ GSP อย่างมากมาย” ที่เวียดนามมีในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและการทำ FTA กับ EU และ TPP กับสหรัฐฯ ทำให้เวียดนามเด่นมาก จุดเด่นที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ “กำลังซื้อจากประชากร 100 ล้านคน และคนหนุ่มสาววัยทำงานจำนวนมาก” ซึ่งทำให้เวียดนามมีความโดดเด่นทั้งขนาดตลาดด้านกำลังซื้อและกำลังแรงงานที่ยังมีค่าจ้างไม่แพงมากนัก ยังมีจุดเด่นและจุดด้อยของเวียดนามที่ต้องคุยกันต่อครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 06/08/59

Published August 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682262

 

“Vietnam Today” หรือ “เวียดนามในวันนี้” กับ Trip ของ “หลักสูตร TEPCoT9” ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ผมได้เกริ่นไว้ในสัปดาห์ก่อนนั้น ถ้าให้ผมพูดถึงเวียดนามโดยสรุปด้วยคำสั้นๆ ตามภาษา line ผมคงต้องใช้คำว่า “WoW” “สุดยอด” “โอเคร” “ดี๊ดี” “ดีงามพระรามเก้า” หรือ “เป๊ะเว่อร์”

แต่ถ้าใช้ภาษาค่อนข้างทางการ หรือทางวิชาการเกี่ยวกับเวียดนาม คงต้องบอกว่า “โตเร็วเหลือเกิน” “วางแผนได้ดีมาก” “น่าสนใจน่าลงทุน” “ดูดีขึ้นอย่างมาก” “ตามไทยติดๆแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้” หรือ “โตเร็วจนน่ากลัว”

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเวียดนามแทบทุกปี ไม่ไปนครโฮจิมินห์ หรือนครเกริ่นเธอในเวียดนามตอนใต้ ก็ไปกรุงฮานอยในเวียดนามตอนเหนือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเวียดนามเหนือ เวียดนามกลาง และเวียดนามใต้ รวมระยะทางเหนือจรดใต้กว่า 3,000 กิโลเมตรภายใน trip เดียว 4 วัน ต้องยอมรับครับว่าเหนื่อยมาก แต่ได้เห็นเวียดนามทั้งประเทศในเวลาเดียวกัน ต้องถือว่าคุ้มค่ากับการวิเคราะห์สภาพตลาดและสภาพเศรษฐกิจของเวียดนามได้อย่างดี เพราะบุคลิกของคนเวียดนามทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ มีลักษณะที่แตกต่างกันครับ

หลังจากที่ได้รับฟังบรรยายสรุปจากเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย ทูตพาณิชย์ทั้งสองท่านที่ประจำกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ตลอดจนนักธุรกิจหลายท่านที่ลงทุนในเวียดนามทั้งทางเหนือและทางใต้มาแล้วตั้งแต่ 1-30 ปี ทุกคนให้ข้อสรุปเหมือนๆกันว่า เวียดนามคือโอกาสทางการค้าและการลงทุนของคนไทย ที่คนไทยควรเร่งเข้าไปจับจองพื้นที่แห่งโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญเวียดนามเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ 100%

จากประสบการณ์ของหลายท่านพบว่า การลงทุนในเวียดนามเอง 100% มักจะประสบความสำเร็จถ้าอึด ทน และเรียนรู้พฤติกรรมของคนเวียดนามได้เกิน 3 ปีขึ้นไป ถ้ามี partner ต้องเลือกดีๆครับ แต่จากประสบการณ์โดยทั่วไปพบว่า ถ้า partner เป็นคู่สมรส โดยเฉพาะได้ภรรยาเวียดนามมาช่วยธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ดีสำหรับ SMEs เพราะผู้หญิงเวียดนามขยันมากและขยันกว่าผู้ชาย และที่สำคัญคนเวียดนามจะติดต่อธุรกิจและเข้าใจคนเวียดนามได้ดีกว่าคนชาติอื่น.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 30/07/59

Published August 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676061

 

ก่อนที่จะพูดถึงประเทศอินโดนีเซียต่อจากที่ว่างเว้นไปหลายสัปดาห์เพราะการเปิดประเด็นพูดคุยเกี่ยวกับ Brexit นั้นผมขอคั่นรายการอีกครั้ง โดยจะขอย้อนกลับมาพูดถึงประเทศเวียดนามอีกสัก 2-3 สัปดาห์ เพราะผมในฐานะผู้อำนวยการ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “หลักสูตร TEPCoT” กำลังนำคณะนักศึกษาในหลักสูตรรุ่นที่ 9 จำนวน 100 คนเดินทางไปยังประเทศเวียดนามในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อไปศึกษาดูงานว่าประเทศเวียดนามในปัจจุบัน มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน และโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับประเทศไทยกับเวียดนามมีมากน้อยเพียงใด

เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งใน AEC ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งโลกไม่ว่าจะเป็นเอเชีย สหรัฐฯ หรือยุโรป เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6 ต่อปี ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขนาดเศรษฐกิจและขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โดยมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และคนชั้นกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น อย่างดี อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีราคาไม่แพงและมีจำนวนมาก

เวียดนามยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP จากประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ทำให้เวียดนามเป็นประเทศเนื้อหอมในระดับโลกในระยะนี้ และโดดเด่นมากหลังจากได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุดเวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับ EU และ TPP กับสหรัฐฯ

การเดินทางของหลักสูตร TEPCoT ในครั้งนี้ จะเดินทางไปเวียดนามตอนเหนือที่เมืองหลวงกรุงฮานอย โดยจะไปรับฟังบรรยายสรุปจากเอกอัครราชทูตไทยและทูตพาณิชย์ประจำกรุงฮานอย แล้วเดินทางไปยัง ตอนกลางของเวียดนาม เพื่อไปดูท่าเรือและการท่องเที่ยว ที่เมืองเว้และดานัง แล้วจบการดูงาน เวียดนามทางตอนใต้ที่นครโฮจิมินห์ โดยรับฟังบรรยายสรุปจากทูตพาณิชย์ประจำโฮจิมินห์และนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนที่เวียดนาม สำหรับบรรยากาศทางการค้า การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจ ของเวียดนามในปัจจุบันเป็นอย่างไร เวียดนามเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับไทยจริงหรือไม่ กลับมาผมจะเล่าให้ฟังในสัปดาห์หน้านะครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 23/07/59

Published July 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669767

 

AEC จัดเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในระดับแรก คือ เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ 5 ระดับซึ่งแตกต่างจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้นไป ทำให้โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบ Brexit เหมือน EU แทบไม่มีเลย เพราะแต่ละ ประเทศสมาชิกของ AEC สามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศได้โดยเอกเทศและเป็นอิสระต่อกัน ผิดกับ EU ที่ต้องดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างประเทศสมาชิกเหมือนกันภายใต้กฎหมายที่ EU ออกไว้

สำหรับการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในระดับที่ 2 คือสหภาพศุลกากร (Customs Union) เป็นเขตการค้าเสรีที่สมาชิกทุกประเทศเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มสมาชิกในอัตราเดียวกัน ซึ่งสหภาพยุโรปเคยผ่านขั้นตอนนี้มาแล้วในปี 1958 หรือ พ.ศ.2501 ส่วนการรวมกลุ่มในระดับที่ 3 ได้แก่ ตลาดร่วม (Common Market) เป็นเขตการค้าเสรีและ สหภาพศุลกากรที่สามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งทางด้านทุน แรงงานและเทคโนโลยี รวมทั้งผู้ประกอบการได้โดยเสรี ซึ่ง EU ได้ผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว ขณะที่ AEC มีบางส่วนที่ปฏิบัติคล้ายๆกับตลาดร่วมคือเคลื่อนย้ายทุน แรงงานบางสาขาและเทคโนโลยีได้เสรีแต่จำกัดการเคลื่อนย้าย แรงงานไม่มีฝีมือ และไม่ได้คิดภาษีศุลกากรจากประเทศนอกกลุ่มเท่ากัน

ระดับที่ 4 คือสหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือในเรื่องนโยบายทาง เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เหมือน EU ในปัจจุบันที่กำหนดเป้าหมายและนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมืองเหมือนๆกันภายใต้รัฐสภาของ EU

ส่วนระดับสุดท้ายคือสหภาพเหนือชาติ (Supranational Union) เป็นการรวมกลุ่มในทุกด้าน (เช่น การทหาร การเมือง เป็นต้น) ของประเทศสมาชิกภายใต้รัฐบาลร่วม ซึ่ง EU พยายามเคลื่อนตัวไปสู่การรวมกลุ่มระดับสุดท้ายผ่านความพยายามขยายขอบเขตของ Euro Zone และเรื่องอื่นๆ เหตุผลที่ชาว UK โหวตออกจาก EU เพราะรู้สึกว่า UK ไม่เป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างๆ ตลอดจนปัญหาแรงงานที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานใน UK จำนวนมาก และการที่ UK ต้องจ่ายเงินดูแลประเทศสมาชิก EU อื่นที่มีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 16/07/59

Published July 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 16 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664286

 

คำถามที่ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “AEC ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี (FTA) ที่มีความใกล้เคียงกับ EU จะเจอเหตุการณ์ Brexit แบบเดียวกับ EU หรือไม่” และ “AEC มีความเสี่ยงต่อการลาออกของสมาชิกหรือการล่มสลายเหมือน EU หรือไม่” ยังเป็นคำถามคาใจคนไทยหลายคน ณ ขณะนี้ เรามาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจความหมายและเงื่อนไขของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกันครับ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจหมายถึง การที่ประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไปตกลงร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ทางการค้าและทางเศรษฐกิจเพื่อลดหรือยกเลิกข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างกัน ทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีศุลกากร โดยสามารถแบ่งระดับของความร่วมมือตามลำดับจากน้อยไปหามากถึง 5 ระดับ ซึ่งแบ่งตามระดับของการลดอุปสรรคทางการค้าลงเป็นลำดับหรือขยายระดับความร่วมมือกันให้กว้างขวางมากขึ้น

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับแรกคือ เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพยายามลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการตกลงจะยกเลิกมาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน อีกทั้งมีความเป็นไปได้ในการเปิดตลาดด้านการค้าบริการการลงทุนและความร่วมมือต่างๆ แต่ยังมีอิสระในการตั้งอัตราภาษีและมาตรการจำกัดทางการค้ากับประเทศนอกกลุ่มแตกต่างกันได้ในแต่ละประเทศสมาชิก

สมาชิกในอาเซียน 10 ประเทศที่รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จัดเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับแรกเท่านั้น และถ้านับรวมถึง ASEAN+3 ซึ่งประกอบด้วย AEC บวกกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือ ASEAN+6 ซึ่งประกอบด้วย ASEAN+3 บวกกับอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จัดเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่จัดอยู่ในระดับแรกคือ FTA เท่านั้น

ขณะที่สหภาพยุโรป หรือ European Union หรือที่เราคุ้นเคยกับคำย่อว่า EU จัดเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้นไปครับ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง AEC กับ EU เรามาคุยเรื่อง Brexit ให้จบในสัปดาห์หน้านะครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 09/07/59

Published July 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 9 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658151

 

Brexit ยังคงสร้าง “ความกังวล” “ความผันผวน” และ “ความไม่แน่นอน” ให้กับเศรษฐกิจโลก ณ ขณะนี้ อาการ “3 วันดี 4 วันไข้” ของ ตลาดหุ้น ตลาดน้ำมัน ตลาดทองคำ ตลาดตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงเศรษฐกิจโลกยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนครับความผันผวนเหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป เพราะผู้คนทั่วโลกจะจินตนาการอย่างไม่หยุดยั้งว่าสถานการณ์ Brexit จะลงเอยอย่างไร และจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบจะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเริ่มต้นการเจรจาระหว่าง UK กับ EU และผลกระทบจะเด่นชัดขึ้นระหว่างการเจรจาจนจบกระบวนการเจรจา ซึ่งกำหนดไว้ว่า คู่เจรจาคือ UK กับ EU ต้องเจรจาให้บรรลุข้อตกลงภายใน 2 ปี นับจากวันเริ่มกระบวนการขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของ EU เพื่อ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุ ผลได้ภายในระยะเวลา 2 ปีที่กำหนดเส้นตายไว้ UK จะต้องออกจาก EU โดยอัตโนมัติ และจะใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้ากับ EU ภายใต้กรอบของ WTO (ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ทุกประเทศทั่วโลกได้) แทน

คำถามที่หลายคนตั้งประเด็นคำถามและกลัวว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคตอันใกล้คือ “ทั้ง EU และ/หรือ UK จะแตกหรือไม่” เพราะมีข่าว ว่า สกอตแลนด์ประเทศหนึ่งใน UK ที่ vote ให้อยู่ใน EU ต่อ อาจเรียกร้อง ให้มีการทำประชามติอีกครั้งในปีหน้าเพื่อขอออกจาก UK เพราะความเห็นไม่สอดคล้องกับ UK ในการออกจาก EU ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลว่าประชาชนของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจใน EU เช่น เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศสหรือประเทศอื่นๆ อาจขอให้มีการทำประชามติออกจาก EU ได้ในอนาคตเพราะเห็นว่าประเทศของตนเสียเงินงบประมาณไปช่วยเหลือประเทศที่มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจใน EU มากเกินไป

ประสบการณ์ของ Brexit ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า “AEC ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี (FTA) ที่มีความใกล้เคียงกับ EU จะเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับ EU ในครั้งนี้หรือไม่” และ “AEC มีความเสี่ยง ต่อการลาออกของสมาชิกหรือการล่มสลายเหมือน EU หรือไม่” หาคำตอบกันในสัปดาห์หน้าครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

AEC Go On 02/07/59

Published July 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652211

 

“ช็อก” “งง” “แปลกใจ” “ตกใจ” “สงสัย” “ซึม” “เศร้า” “กังวล”“ลุ้น” “ระทึก” “ตื่นเต้น” “ดีใจ” “หักปากกาเซียน” “ฯลฯ” เป็นคำอุทานที่ออกมาจากปากของคนทั้งโลก หลังจากที่ทราบข่าวว่า “สหราชอาณาจักร” ตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป (EU) ด้วยคะแนนเสียง “ออกหรือ Leave หรือ Brexit”51.89% ต่อ “อยู่หรือ Stay หรือ Bremain” 48.11% จากผู้ออกมาใช้สิทธิ 72.2%ของผู้มีสิทธิโหวตในการจัดทำประชามติ (referendum) ในวันพฤหัสบดีที่ 23มิ.ย.2559 หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวันช็อกโลกที่สำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

กรณี Brexit เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินการของข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA ที่กำลังเป็นที่นิยมและกล่าวขวัญกันทั้งโลก เขตการค้าเสรีในกลุ่มประเทศที่มีละแวกใกล้เคียงกัน เช่น AEC หรือ ASEAN+3 หรือ ASEAN+6 ที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยที่สุด และแน่นอนที่สุดก็คือสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นต้นตอของสถานการณ์ Brexit ทำให้เกิดคำถามสำคัญ ว่าการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในอุดมคติที่เป็นสุดท้ายของ FTA แบบ EU ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ทุกประเทศสมาชิกอำนวยความสะดวกสูงสุด ด้านการค้าโดยลดภาษี ศุลกากรเหลือ 0% มีการเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุนได้โดยเสรี ตลอดจนออกข้อกฎหมายและมีนโยบายการเมืองเหมือนกันในหมู่ประเทศสมาชิก และใช้ค่าเงิน สกุลเดียวกันคือ Euro ในยูโรโซน สรุปแล้วการทำ FTA ดีจริงหรือไม่ถ้าดีจริงทำไมประเทศสมาชิกจึงขอออกจากเขตการค้าเสรีขั้นสูงสุดคือ EU

ที่สำคัญ FTA เริ่มแพร่หลายมากขึ้นไปสู่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่าง ทวีป เช่น ASEAN-EU ที่อาเซียนกับสหภาพยุโรปเจรจากันอยู่ TPP ที่สหรัฐฯ พยายามชักชวนให้ประเทศต่างๆ ในกลุ่ม APEC ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ โดยไทยก็ถูกชักชวนกึ่งถูกกดดันจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯให้เข้าร่วมกับ TPP ซึ่งมีสหรัฐฯเป็นแกนนำ หรือล่าสุด FTAAP ที่จีนเสนอให้ประเทศในกลุ่ม APEC เข้าร่วมทำ FTA ของกลุ่ม APEC ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่จีนพยายามเสนอโดยถูกมองว่าเป็นข้อเสนอเพื่อให้ FTAAP เข้ามาแทนที่ TPP

จากเหตุการณ์ Brexit ทำให้ผมขออนุญาตพูดเรื่องนี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยขอพักเรื่องอินโดนีเซีย เพราะ Brexit มีผลต่อทิศทางของAEC และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ.ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

AEC Go On 25/06/59

Published June 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 25 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646122

 

แม้ว่าประเทศไทยกับอินโดนีเซียจะไม่มีชายแดนติดต่อกันเหมือนกับกลุ่ม CLMV และมาเลเซีย แต่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระดับสูงโดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศทั้งการนำเข้าและการส่งออก ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในตลาด AEC รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ และใหญ่เป็นอันดับ 10 ในตลาดโลกเมื่อเทียบกับการส่งออกของไทยทั้งหมด

เช่นเดียวกัน ไทยก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของอินโดนีเซียและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในตลาด AEC รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และใหญ่เป็นอันดับ 10 ในตลาดโลกเมื่อเทียบกับการส่งออกของอินโดนีเซียทั้งหมด และโดยปกติไทยจะเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้า (หรือมีการส่งออกมากกว่าการนำเข้า) กับอินโดนีเซีย

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ใน AEC และ IMT–GT คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย (รวมถึงสิงคโปร์) มีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันสูงโดยเฉพาะการค้าขายระหว่างประเทศ

การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในปี 2558 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 487,329.3 ล้านบาท หรือขยายตัว -10.3% แยกเป็นการส่งออกสินค้าไปอินโดนีเซีย 263,740.0 ล้านบาท หรือขยายตัว -13.7% และนำเข้าจากอินโดนีเซีย 45,841.9 ล้านบาท หรือขยายตัว -5.6% ทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับอินโดนีเซีย 40,150.7 ล้านบาท หรือขยายตัว -10.2%

สาเหตุที่การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่ชะลอตัวลง แต่การนำเข้าและการส่งออกของทั้งสองประเทศกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 กลับมาขยายตัวเป็นบวกแล้ว

สินค้าที่ประเทศไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย 5 อันดับแรกได้แก่ ถ่านหิน ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรกล น้ำมันดิบ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

%d bloggers like this: