7 วันรอบโลก

All posts tagged 7 วันรอบโลก

จุดอันตรายที่ถูกมองข้าม

Published September 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 25 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732620

 

โกรธแค้น–ชาวอินเดียเผาหุ่นนายกรัฐมนตรีนาวาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ระหว่างการประท้วงที่เมืองอาห์เมดาบัด เมื่อ 23 ก.ย. เพราะโกรธแค้นที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในปากีสถาน บุกโจมตีค่ายทหารอินเดียในเมืองอูรี รัฐแคชเมียร์ ทำให้ทหารอินเดียเสียชีวิตถึง 18 นาย (รอยเตอร์)

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่รัฐ “ชัมมูและแคชเมียร์” หรือที่เรียกกันว่า “แคชเมียร์” ในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย เป็นดินแดนที่ล่อแหลมอ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เปรียบเหมือนภูเขาไฟรอวันปะทุ ไม่ต่างจาก “คาบสมุทรเกาหลี” หรือ “ทะเลจีนใต้” เลยทีเดียว

แคชเมียร์ มีเมืองหลวงคือ “ศรีนาคาร์” อยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย มีพรมแดนติดกับปากีสถานทางตะวันตก และติดที่ราบสูงทิเบตทางตอนเหนือ ชาวแคชเมียร์ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นมุสลิมเหมือนปากีสถาน

ดังนั้น ตั้งแต่ พ.ศ.2490 หลังอินเดียซึ่งชาวฮินดูเป็นชนส่วนใหญ่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ และต่อมาปากีสถานแยกตัวจากอินเดีย ทั้งสองฝ่ายจึงแย่งชิงแคชเมียร์กันมาตลอด แม้อินเดียผนวกแคชเมียร์เป็นดินแดนของตนแล้ว แต่ในความเป็นจริง ก็ยังถูกแบ่งแยกเป็นส่วนของอินเดียกับส่วนของปากีสถานอยู่

ในสงครามใหญ่ 3 ครั้ง ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน มี 2 ครั้งที่มีมูลเหตุมาจากเรื่องแคชเมียร์นี่เอง และจนถึงบัดนี้ก็ยังมีการสู้รบต่อเนื่อง หนักบ้างเบาบ้างตามชายแดน และหลายครั้งมีการก่อการร้ายในอินเดีย

เมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ความขัดแย้งครั้งใหญ่ก็ปะทุขึ้นอีก เมื่อมีกลุ่มติดอาวุธบุกเข้าไปโจมตีฐานทัพของอินเดียที่เมือง “อูรี” ในแคชเมียร์อย่างอุกอาจ ทำให้ทหารอินเดียเสียชีวิตถึง 18 นาย ซึ่งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และอินเดียชี้ว่าเป็นฝีมือกลุ่มมุสลิมแบ่งแยกดินแดน “จาอิช–อี– โมฮัมหมัด” ซึ่งมีปากีสถานหนุนหลัง

การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นการแก้แค้นกรณีทหารอินเดียสังหารนายบูร์ฮาน วานี ผู้บัญชาการทหารหนุ่มของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน “ฮิซบูล มูจาฮีดีน” ในแคชเมียร์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในปากีสถาน เมื่อ 8 ก.ค. ขณะที่รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่าไม่เคยส่งทหารเข้าไปในแคชเมียร์ แม้จะแสดงความสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนก็ตาม

เมื่ออินเดียถูก “เล่นแรง” ขนาดนี้ ประชาคมโลกจึงเฝ้าจับตามองว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย จะตอบโต้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันหนักหน่วง ทั้งจากประชาชน นายทหารสายเหยี่ยวในกองทัพ และนักการเมืองทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านบางส่วนที่ต้องการใช้ “ไม้แข็ง” ตอบโต้

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากสำหรับนายกฯ โมดี ผู้นำพรรคชาตินิยมฮินดู “ภารติยะ ชนตะ” (บีเจพี) เพราะมีทั้งเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และดินแดนเกี่ยวข้อง ซึ่งเขาก็มีทางเลือกอยู่ไม่มากนัก


ต้านอินเดีย–ชาวแคชเมียร์ในส่วนของปากีสถาน ชูแผ่นป้ายต่อต้านการยึดครองรัฐแคชเมียร์ของอินเดีย ระหว่างการชุมนุมประท้วงในกรุงอิสลามาบัด เมื่อ 22 ก.ย. (เอพี)

ทางเลือกหนึ่งคือ ส่งเครื่องบินรบเข้าไปโจมตีทางอากาศถล่มค่ายฝึกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในปากีสถาน แต่เป็นไปได้น้อยเพราะไม่เคยทำมาก่อน และน่ากลัวจะบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบกับปากีสถาน ขณะที่อินเดียรู้ศักยภาพกองทัพตนดีว่าสามารถทำสงครามใหญ่กับปากีสถานได้ไม่ถึง 15 วัน ส่วนปากีสถานก็เช่นกัน

อินเดียจึงอาจใช้ “ปฏิบัติการลับ” ให้กองกำลังพิเศษบุกข้ามเขตควบคุม (แอลโอซี) ตามชายแดนเข้าไปโจมตีค่ายฝึกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแทน เพราะอินเดียมีกองกำลังพิเศษแทรกซึมอยู่ในแคชเมียร์ไม่น้อย

ทางเลือกอื่นๆ อินเดียอาจเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดนและระดมยิงปืนครกกับปืนใหญ่ถล่มค่ายฝึกของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหนักขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันอยู่บ่อยครั้ง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งถ้าอินเดียทำเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าฉีกข้อตกลงหยุดยิงทิ้งแบบ 100%

อีกทางคือ อินเดียใช้วิธี “เกลือจิ้มเกลือ” สนับสนุนกบฏแบ่งแยกดินแดนในจังหวัด “บาลู-จิสถาน” ของปากีสถานอย่างเปิดเผย หรืออาจวิ่งเต้นทางการทูตบนเวทีโลกเข้มข้นขึ้น เพื่อให้ช่วยลงโทษปากีสถานในข้อหาสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียถือว่าเป็น “กลุ่มผู้ก่อการร้าย”

แต่เท่าที่ผ่านมา ความพยายามของอินเดียที่จะโน้มน้าวให้ “สหรัฐอเมริกา” หรือชาติพันธมิตรอื่นๆ โดดเดี่ยวปากีสถาน โทษฐานเป็น “ชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย” ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

นอกจากนี้ อินเดียอาจเพิ่มแรงล็อบบี้ให้ประชาคมโลกร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อปากีสถาน คล้ายกับที่สหรัฐฯเป็นหัวหอกคว่ำบาตรอิหร่าน แต่ถ้านานาชาติไม่เล่นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการที่อินเดียจะคว่ำบาตรปากีสถานโดยลำพัง แทบไม่มีผลอะไร เนื่องจากการค้าทวิภาคีระหว่างอินเดียกับปากีสถานมีน้อยมาก

ดูๆแล้ว สหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือสหรัฐฯ ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรือขยายความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน จึงเลี่ยงที่จะถือหางใครชัดเจน เพราะกลัวว่าถ้าเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมาอีกจะควบคุมไม่ได้

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ทั้งสองประเทศต่างมี “อาวุธนิวเคลียร์” จำนวนมาก! โดยเฉพาะปากีสถาน ซึ่งทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกใน พ.ศ. 2541 ผ่านมาแค่ 18 ปี เชื่อว่ามีระเบิดนิวเคลียร์แล้วราว 120 ลูก มากกว่าอินเดีย อิสราเอลและเกาหลีเหนือ จนได้ชื่อว่าเป็นชาติที่สร้างสมอาวุธนิวเคลียร์รวดเร็วที่สุดในโลก!

รายงานขององค์กร “คาร์เนกี เอนเดาเมินต์ เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศและศูนย์สติมสัน” ในปี 2558 ระบุว่า ปากีสถานสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้เพิ่มอีกถึงปีละ 20 ลูก และจะกลายเป็นชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์มากเป็นอันดับ 3 ของโลกภายใน 10 ปีนี้ รองจากสหรัฐฯ และรัสเซีย

ภาพถ่ายดาวเทียมขององค์กร “ไอเอชเอส เจนส์ อินเทลลิเจินซ์” เมื่อเร็วๆนี้ ยังชี้ว่า ปากีสถานกำลังสร้างศูนย์เพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียมแห่งใหม่ที่เมืองคาฮูตา ห่างกรุงอิสลามาบัดไปทางตะวันออกราว 30 กม. บ่งชี้ให้เห็นว่า ปากีสถานเดินหน้าผลิตอาวุธมหาประลัยอย่างไม่หยุดยั้ง

เป็นความเป็นไปที่อันตรายสุดๆ แต่ยูเอ็นและสหรัฐฯกลับนิ่งเงียบ ต่างจากกรณีเกาหลีเหนือและอิหร่านอย่างลิบลับ!

บวร โทศรีแก้ว

 

Advertisements

ปิด–ไม่ปิด? คุก “กิตโม”

Published September 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 18 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725423

 

เรือนจำ “กวนตานาโม” หรือ “กิตโม” บนฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในอ่าวกวนตานาโมของคิวบา ถูกใช้กักขังผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายมานานกว่า 14 ปีแล้ว

เดือนที่แล้ว คุกกิตโมตกเป็นข่าวใหญ่อีก เมื่อสหรัฐฯส่งตัวนักโทษจากคุกนี้ถึง 15 คน ให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นการส่งตัวนักโทษมากที่สุดในครั้งเดียวในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา

นักโทษกลุ่มนี้เป็นชาวเยเมน 12 คน ชาวอัฟกัน 3 คน ทั้งหมดถูกกักขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา บางคนถูกขังลืมนานถึง 14 ปี หลังการส่งตัวทำให้เหลือนักโทษที่คุกกิตโมแค่ 61 คน โดยในจำนวนนี้มี 7 คนถูกตั้งข้อหาคดีอาญา อีก 20 คนได้รับการอนุมัติให้ส่งตัวไปประเทศอื่นได้ และ 34 คนยังถูกขังต่อไป

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เปิดคุกที่ฐานทัพเรือกวนตานาโม (GTMO หรือกิตโม) ขึ้นในปี 2545 เพื่อขังนักโทษต่างชาติที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หลังเครือข่าย “อัล เคดา” ก่อวินาศกรรมสะท้านโลกถล่มสหรัฐฯ เมื่อ 11 ก.ย. 2544 หรือ “9/11” จากนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรก็บุกโจมตีอัฟกานิสถาน กวาดล้างอัล เคดา

ฐานทัพกิตโมตั้งอยู่ในอ่าวกวนตานาโม ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้สุดคิวบา มีพื้นที่ 120 ตร.กม. สหรัฐฯทำสัญญาเช่าจากคิวบาใน พ.ศ.2446 หรือ 113 ปีก่อน เพื่อใช้เป็นฐานทัพเรือและท่าเรือขนถ่านหิน โดยจ่ายค่าเช่าแค่ 2,000 ดอลลาร์ฯต่อปีจนถึง พ.ศ.2477 จากนั้นเพิ่มค่าเช่าขึ้นเป็น 4,085 ดอลลาร์ฯต่อปี ซึ่งก็ยังถูกแสนถูก

หลังการปฏิวัติคิวบาใน พ.ศ.2502 รัฐบาลคิวบายื่นประท้วงว่าสหรัฐฯรุกล้ำดินแดนโดยผิดกฎหมายสากล และในปี 2556 คิวบาเรียกร้องให้สหรัฐฯคืนฐานทัพกิตโม

ตั้งแต่ถูกเปิด มีผู้ถูกทยอยส่งไปที่คุกกิตโมแล้วทั้งสิ้น 779 คน ในช่วงแออัดที่สุดเมื่อเดือน มิ.ย.2546 มีนักโทษที่นั่นถึง 684 คน ราว 50 สัญชาติ แต่ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นชาวอัฟกัน ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน ซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ถูกปล่อยตัวในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แต่มี 9 คนที่ตายในคุก

คุกกิตโมถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน นักโทษส่วนใหญ่ถูกกักขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา หลายคนถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่สหรัฐฯอ้างตัวเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชน

แต่หลังประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งพรรคเดโมแครตขึ้นกุมอำนาจในปี 2551 เขาทยอยปล่อยนักโทษแล้ว 161 คน ส่วนใหญ่ถูกส่งไปเริ่มชีวิตใหม่ในประเทศต่างๆทั่วโลก

โอบามายังประกาศจะปิดคุกกิตโมอย่างถาวรก่อนพ้นตำแหน่งสมัยที่ 2 ในต้นปี 2560 โดยชี้ว่า คุกกิตโมทำลาย “หุ้นส่วน” กับประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯต้องพึ่งพาในสงครามกวาดล้างการก่อการร้าย ทั้งยังขัดแย้งกับ “คุณค่า” และกร่อนเซาะจุดยืนในเวทีโลกของสหรัฐฯ ซึ่งเชิดชู “หลักนิติธรรม”

คุกกิตโมยังถูกศัตรูใช้เป็นเครื่องมือเกณฑ์ “นักรบญีฮัด” สร้างผู้ก่อการร้ายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคุกแห่งนี้สูงมาก ตกถึงปีละ 445 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 15,575 ล้านบาท)!

แต่การจะปิดคุกกิตโมไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะต้องผ่าน “สภาคองเกรส” ขณะที่พรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านการปิดคุกครองเสียงข้างมาก ทั้งในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา

พรรครีพับลิกันยังต้องการให้ส่งนักรบของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ไปขังที่คุกกิตโมด้วย ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯใน 8 พ.ย.นี้ ก็ประกาศว่าถ้าชนะเลือกตั้ง จะส่งผู้ก่อการร้ายยัดคุกให้เต็ม และจะนำเทคนิคการสอบสวนที่โหดกว่าวิธี “วอเตอร์บอร์ดดิ้ง” อันอื้อฉาว ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่าคือ “การทรมาน” มาใช้ด้วย

เท่าที่ผ่านมา มีนักโทษจากคุกกิตโมเพียง 1 รายที่ถูกส่งไปพิจารณาคดีในสหรัฐฯ คือนายอาเหม็ด ไกลานี ชาวแทนซาเนีย ซึ่งโอบามาพยายามจะนำนักโทษไปพิจารณาคดีในสหรัฐฯอีก แต่สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายห้ามส่งพวกนี้เข้าไปอยู่หรือไปขังในคุกสหรัฐฯ เพราะเห็นว่าอันตรายเกินไป

ปัญหาในขณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรกับนักโทษที่เหลือ จะส่งไปประเทศอื่นๆ ก็ยากจะมีใครต้อนรับ ด้วยเห็นว่าเป็นตัวอันตราย โดยเฉพาะพวกหัวโจกอัล เคดา ที่ถูกตั้งข้อหาร่วมแผนวินาศกรรม 9/11 อย่างคาลิด ชีค โมฮัมหมัด, แรมซี บินัลชิบห์ และมุสตาฟา อาหมัด อัล-ฮอว์ซาวี

โอบามาจะใช้วิธีไหน และจะปิดคุกกวนตานาโมได้หรือไม่ จึงน่าติดตามอย่างยิ่ง!

บวร โทศรีแก้ว

 

โอบามาลุยเอเชียทิ้งทวน วัดผลเกม “ปักหมุดเอเชีย”

Published September 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 11 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717915

 

ไม่ถือสา?–ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ก้าวลงทางประตูหลังของเครื่องบินประจำตำแหน่ง “แอร์ฟอร์ซวัน” ที่สนามบินเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียงของจีน โดยไม่มีพรมแดงรอต้อนรับ (เอพี)

การมาร่วมประชุมสุดยอด “จี 20” ในจีน และการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 28-29 กับการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่ สปป.ลาวของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ

นอกจากเป็นการเยือนเอเชียครั้งสุดท้ายก่อนพ้นวาระสมัยที่ 2 ในต้นปีหน้าแล้ว ยังเป็นการประเมิน ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ที่โอบามาริเริ่มตั้งแต่กุมอำนาจสมัยแรกในต้นปี 2552 ไปโดยปริยายด้วย

ก่อนหน้านั้น สหรัฐฯทอดทิ้งเอเชียไปนาน หันไปยุ่งกับตะวันออกกลาง แต่ล้มเหลว ทำให้ภูมิภาคนั้นยุ่งเหยิงลุกโชนไปด้วยไฟสงคราม ส่งผลให้ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยและภัยก่อการร้ายทวีขึ้น

โอบามาเคยพูดว่า เอเชียคือ “อนาคต” ของสหรัฐฯและของโลก เท่าที่ผ่านมา เขาโทรศัพท์หารือกับผู้นำชาติเอเชียบ่อยมาก และเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แล้วถึง 14 ประเทศ มากกว่าทั้งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และบิล คลินตัน ซึ่งเคยเยือนคนละแค่ 9 ประเทศ

โอบามายังเป็นผู้นำสหรัฐฯคนแรก ที่มาเยือนกัมพูชา เมียนมา และลาว หลังไปเยือนและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่อเวียดนาม “ศัตรูเก่า” เมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ อีกทั้งเป็นผู้นำสหรัฐฯคนแรก ที่ไปเยือนเมือง “ฮิโรชิมา” ในญี่ปุ่น ที่ถูกสหรัฐฯทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มในสงครามโลกครั้งที่ 2

จะเห็นได้ว่า โอบามาพยายามแสดงความจริงใจที่จะฟื้นฟูมิตรภาพกับเอเชีย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในประเทศที่เคยเป็นศัตรู หรือถูกสหรัฐฯ ก่อกรรมทำเข็ญไว้ หวังให้ลืมอดีต มุ่งสู่อนาคตด้วยกัน

เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนในการเยือนเอเชียหนนี้ แม้ตกอยู่ในสถานะ “ผู้นำเป็ดง่อย”rdquo; และถูกหยามหมิ่นชนิดไม่ไว้หน้าผู้นำ “มหาอำนาจหมายเลข 1” แต่โอบามาก็ยอมกล้ำกลืนฝืนทน

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่จีนถูกกล่าวหาว่าไม่เอาบันไดไปเทียบเครื่องบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” และ ไม่ปูพรมแดงต้อนรับโอบามาเหมือนผู้นำชาติอื่นๆ ที่สนามบินหางโจว และกรณีที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ เรียกโอบามาว่า “ลูกโสเภณี” เมื่อมีท่าทีว่าเขาจะยกเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดแบบศาลเตี้ยขึ้นมาพูด จนต้องยกเลิกการประชุมทวิภาคีกันกะทันหัน

แต่ถึงกระนั้น โอบามาก็ “เก็บอาการ” บอกว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แม้จะมีคนเจ็บแค้นแทนมากมาย รวมทั้งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอมมุทะลุ ก็ฉวยโอกาสโจมตีว่า โอบามาอ่อนแอ หงอจีน ถ้าเป็นตนจะรีบบินกลับ ไม่อยู่ร่วมประชุมเด็ดขาด

การเยือนเอเชียของโอบามายังมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด โดยเฉพาะกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนเร่งถมสร้างเกาะเทียมในเขตพิพาท และหาว่าสหรัฐฯเข้ามาแทรกแซง ยุให้ชาติคู่กรณี ทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์งัดข้อกับจีน

แม้โอบามาจะไว้ฟอร์ม เตือนจีนให้เคารพคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ที่ว่าจีนไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด ตามที่ฟิลิปปินส์ฟ้องร้อง แต่ถูกประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตอกกลับอย่างแข็งกร้าว ส่วนแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนก็ไม่ตำหนิจีนเรื่องทะเลจีนใต้ และไม่เอ่ยถึงคำตัดสินของพีซีเอ

นั่นบ่งชี้ว่า จีนชนะในเชิงการทูต หลังแผ่ขยายอิทธิพลรุกอาเซียนอย่างหนัก ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “กัมพูชา” ซึ่งคอยปกป้องจีนอย่างซื่อสัตย์ และเมื่อเร็วๆนี้ เพิ่งตกลงรับความช่วยเหลือจากจีนมูลค่าถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


จับมือ–ประธานาธิบดีบารัค โอบามา (ที่ 5 จากซ้าย) ไขว้จับมือกับบรรดาผู้นำอาเซียน ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน–สหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว แต่ไม่มีประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ร่วมด้วย (เอเอฟพี)

แต่แม้จะตกเป็นเบี้ยล่างในเวทีนี้ โอบามาก็สู้จนหยดสุดท้าย รวมทั้งพยายาม “เกี้ยว” สปป.ลาวเจ้าภาพ โดยประกาศจะให้เงินลาวถึง 90 ล้านดอลลาร์ช่วยเก็บกู้ระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิด(UXO) หลายสิบล้านลูกใน 3 ปีข้างหน้า หลังจากช่วงสงครามเวียดนามในปี 2507-2516 “ซีไอเอ” ของสหรัฐฯ ทำสงครามลับ ทิ้งห่าระเบิดถล่มลาว เพื่อโดดเดี่ยวตัดเส้นทางส่งเสบียงและอาวุธของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ

ช่วงนั้นสหรัฐฯส่งเครื่องบินเข้าไปทิ้งระเบิดในลาวถึง 580,344 เที่ยว หนักกว่า 2 ล้านตัน หรือเกือบ 300 ล้านลูก มากกว่าระเบิดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่เป็นระเบิดพวงหรือดาวกระจาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 29,000 คน บาดเจ็บราว 21,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและคาดว่า ปัจจุบันยังมี UXO ตกค้างอยู่ราว 30%ใน 10 แขวง จากทั้งหมด 18 แขวงของลาว

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯเคยให้เงินช่วยลาวเก็บกู้ระเบิดแค่ 100 ล้านดอลลาร์ใน 20 ปีหลังการทุ่มเงินช่วยครั้งนี้จะ “ซื้อใจ” ลาวได้หรือไม่ ขณะที่จีนก็มีแผนสร้างรางรถไฟความเร็วสูงในลาวมูลค่าถึง 7,000 ล้านดอลลาร์!

จนถึงขณะนี้ ยังยากจะชี้ชัดได้ว่านโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ของโอบามาจะไปไกลถึงไหน แต่ความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดก็คือกรณี “เกาหลี เหนือ” ซึ่งไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และนานาชาติ แต่ยิ่งพยศหนัก ทดลองขีปนาวุธเป็นว่าเล่น และเพิ่งทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ไปหมาดๆ!

ที่พอจะพูดได้ว่าเป็นความสำเร็จของโอบามาก็คือ จีนและสหรัฐฯ ผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากอันดับ 1 และ 2 ของโลก จับมือกันให้สัตยาบัน “ข้อตกลงปารีส” เพื่อลดภาวะโลกร้อน ในเวที จี 20 ที่หางโจว

นโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” ที่โอบามาทิ้งไว้เป็นมรดก ผู้นำใหม่ของสหรัฐฯจะรับไม้ต่อหรือไม่ยังน่าสงสัย ถ้าเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์ถูกเตะทิ้งลงถังขยะ แต่ถ้าเป็นนางฮิลลารี คลินตัน ยังมีหวังถูกสานต่อ!

บวร โทศรีแก้ว

 

“รัฐประหาร” โดยรัฐสภา? เด็ดปีกผู้นำหญิงบราซิล!

Published September 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 4 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711078

 

อนิจจัง!–ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ (กลาง) ชูมือรองประธานาธิบดีมิเชล เตเมร์ (ซ้าย) และอดีตประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ที่หน้าทำเนียบพลานัลโต ในกรุงบราซิเลีย ในวันสาบานตนรับตำแหน่งสมัยแรกของรุสเซฟฟ์และเตเมร์ เมื่อ 1 ม.ค.2554 (รอยเตอร์)

เพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก “ริโอเกมส์ 2016” ไปไม่นาน “สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล” ประเทศใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา มีประชากรกว่า 206 ล้านคน ก็ตกเป็นข่าวใหญ่อีก เมื่อวุฒิสภาลงมติถอดถอนนางดิลมา รุสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ ด้วยคะแนน 61-20 เสียง เมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา

รุสเซฟฟ์วัย 68 ปี ถูกรัฐสภาเปิดกระบวนการถอดถอน “อิมพีชเมนต์” ตั้งแต่ 2 ธ.ค.ปีที่แล้ว ก่อนถูกวุฒิสภาลงมติพักงานเมื่อ 12 พ.ค.

ปีนี้ ในข้อหาโยกย้ายถ่ายเทงบประมาณของรัฐอย่างผิดกฎหมายเพื่อปกปิดภาวะขาดดุล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 26 ต.ค.2557 ซึ่งเธอชนะ ได้เป็นผู้นำสมัยที่ 2

การถอดถอนรุสเซฟฟ์ทำให้พรรคคนงาน (พีที) ฝ่ายซ้าย สูญเสียอำนาจที่ครองมา 13 ปี ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้ชูรุสเซฟฟ์ขึ้นมาเป็น “ทายาทอำนาจ” และส่งผลให้พรรคขบวนการประชาธิปไตยบราซิล (พีเอ็มดีบี) ฝ่ายขวา-กลาง อดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุด ผงาดขึ้นมากุมอำนาจแทน

ทันทีที่ถูกถอดถอน อดีตรองประธานาธิบดี มิเชล เตเมร์ ผู้นำพรรคพีเอ็มดีบี วัย 75 ปี ผู้รักษาการประธานาธิบดีแทนรุสเซฟฟ์ ก็สาบานตนเข้ารับตำแหน่งแทนทันทีจนกว่าจะหมดวาระสมัยที่ 2 ของรุสเซฟฟ์ในปี 2561

รุสเซฟฟ์ยืนยันมาตลอดว่า ตนบริสุทธิ์ แต่ถูก “ก่อรัฐประหารโดยรัฐสภา” ถูก “ประหารชีวิตทางการเมือง” ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน และชี้ว่า “ตัวการ” ก็คือนายเตเมร์และพรรคพีเอ็มดีบีมิตรเก่านั่นเอง

เธอยังยืนยันว่า การโยกย้ายปรับแต่งบัญชีงบประมาณที่ถูกใช้เป็นอาวุธเล่นงานเธอนั้น รัฐบาลชุดก่อนๆก็ทำกัน และว่าจะ “คัมแบ็ก” หลังวุฒิสภายังปรานี ลงมติปฏิเสธที่จะห้ามเธอเล่นการเมือง 8 ปี แต่เธอหมดสิทธิ์ลงชิงเก้าอี้ผู้นำสมัยหน้าในปี 2561 เพราะรัฐธรรมนูญห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัยติดต่อกัน

การถอดถอนรุสเซฟฟ์มีขึ้นท่ามกลางความแตกแยกของประเทศ เพราะเธอมีทั้งคนรักและคนเกลียด ส่วนการกลับมาอีกครั้ง เธออาจลงชิงเก้าอี้ ส.ส., ส.ว. หรือผู้ว่าการรัฐ ระหว่างที่ “เว้นวรรค” รอจนถึงปี 2563 จึงจะมีสิทธิ์ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 3!

ก่อนถูกยื่นถอดถอน คะแนนนิยมของรุสเซฟฟ์ตกต่ำอย่างหนัก เพราะตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว เศรษฐกิจบราซิลถดถอยถึง 3.8% (คาดว่าปีนี้จะยังถดถอยอย่างน้อย 3.3%) นอกจากนี้ นักการเมืองทั้งพรรคพีทีและพีเอ็มดีบีจำนวนมาก ก็พัวพันกับคดีคอร์รัปชันมโหฬารใน “เปโตรบาส” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐบาล จนทำให้ประชาชนโกรธแค้น ออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนนหลายระลอก

แม้แต่อดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ผู้เคยมีคะแนนนิยมสูง ก็ถูกอัยการควบคุมตัวไปสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชันและขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีเปโตรบาส เมื่อ 4 มี.ค.ปีนี้ จากนั้น

เมื่อ 29 มี.ค. พรรคพีเอ็มดีบีของเตเมร์ก็ฉวยโอกาสถอนตัวจากรัฐบาลผสมของรุสเซฟฟ์ ทำให้พรรคอื่นๆอีก 4 พรรคถอนตัวตาม และหนึ่งในข้ออ้างการตีจากก็คือหาว่ารุสเซฟฟ์ปกป้องดา ซิลวา “ลูกพี่” ในคดีคอร์รัปชัน!

สัจธรรมที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” จึงใช้ได้เหมาะเจาะกับกรณีนี้ เพราะรุสเซฟฟ์เคยซี้ย่ำปึ้กกับเตเมร์และดา ซิลวา ถึงขั้นเลือกเขาเป็น “คู่หู” ลงชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีทั้ง 2 สมัย ในปี 2553 และ 2557 แต่ด้วยวิถีแห่งการเมืองที่แตกต่าง และ “อำนาจ” ไม่เข้าใครออกใคร จึงมีวันนี้!

รุสเซฟฟ์เป็น “หญิงแกร่ง” มีปูมหลังไม่ธรรมดา บิดาเป็นผู้อพยพชาวบัลแกเรีย มารดาเป็นครูชาวบราซิล เธอเริ่มยุ่งเกี่ยวการเมืองเมื่อเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ “แนวหน้าการปฏิวัติพัลมาเรส” ทำสงครามกองโจรต่อสู้รัฐบาลเผด็จการทหาร จนถูกจับติดคุกในปี 2513 ในข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้ซึ่งก่อคดีฆาตกรรมและปล้นธนาคาร

แม้รุสเซฟฟ์ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เธอถูกทรมานในคุกนานกว่า 20 วัน และติดคุกอยู่เกือบ 3 ปี ก่อนถูกปล่อยตัวในปี 2516 และหลังเข้าร่วมพรรคพีที ลูลา ดา ซิลวา ก็แต่งตั้งเธอเป็น รมว.กระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ทั้งยังได้เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร “เปโตร-บาส” และเป็นหัวหน้าคณะผู้ทำงานให้ดา ซิลวาด้วย ก่อนถูกดันขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทั้ง 2สมัย

รุสเซฟฟ์เคยแต่งงานและหย่าขาดจากสามี 2 คน เธอมีลูกสาว 1 คน ชื่อ “พอลา” และมีหลานชาย 2 คน ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองปอร์โต อเลเกร ทางภาคใต้ บ้านเกิดของรุสเซฟฟ์ ซึ่งคาดว่าเธอจะกลับไป “เลียแผล” ที่นั่นสักพักก่อน ตัดสินใจว่าจะ “คัมแบ็ก” หรือไม่อย่างไร


สาปส่ง–กลุ่มผู้ต่อต้านนางดิลมา รุส-เซฟฟ์ เป่าเค้กเฉลิมฉลองที่วุฒิสภาลงมติถอดถอนนางรุสเซฟฟ์จากตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นการถาวร ในนครเซา เปาโล เมื่อ 31 ส.ค. (เอพี)

ส่วนเตเมร์ มีบิดามารดาเป็นผู้อพยพชาวเลบานอน เกิดที่เมืองตีเต รัฐเซา เปาโล ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลูกคนสุดท้องในทั้งหมด 8 คน จบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซา เปาโล ในปี 2506 และจบปริญญาเอกสาขานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเซา เปาโล ในปี 2517

เตเมร์เขียนหนังสือด้านกฎหมายหลายเล่ม เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยเป็นประธานสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐเซา เปาโล 2 สมัย เคยเป็นอัยการสูงสุดของรัฐนี้ 2 สมัย และเคยเป็นประธานสภาผู้แทนฯ 3 สมัย เขายังถูกกล่าวหาพัวพันคดีคอร์รัปชันใน “เปโตรบาส” เช่นเดียวกับดา ซิลวา

เตเมร์แต่งงานแล้ว 2 ครั้ง มีลูก 4 คนกับภรรยาคนแรก ภรรยาคนปัจจุบันเป็นอดีตนางงามวัย 33 ปี ชื่อ มาร์เซลลา เทเดสชี มีลูกชายด้วยกัน 1 คน

ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ คาดว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าในปี 2561 ดา ซิลวาจะลงชิงชัยเป็นสมัยที่ 3 แข่งกับเตเมร์ ส่วนความแค้นระหว่างเตเมร์กับรุสเซฟฟ์ยังต้องรอเวลาชำระสะสาง!

บวร โทศรีแก้ว

 

ศักราชใหม่ “โคลอมเบีย” ปิดฉากศึกนองเลือด 52 ปี

Published September 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 28 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/703519

 

วันประวัติศาสตร์–นายอุมเบอร์โต เดอ ลา คัล หัวหน้าทีมเจรจาของรัฐบาลโคลอมเบีย (ขวา) จับมือกับนายอิวาน มาร์เกซ หัวหน้าทีมเจรจาของกบฏฟาร์ก โดยมีนายบรูโน โรดริเกซ รมว.ต่างประเทศคิวบา ปรบมือแสดงความยินดี หลังพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย ที่กรุงฮาวานา คิวบา เมื่อ 24 ส.ค. (เอพี)

ขอแสดงความยินดีกับ “สาธารณรัฐโคลอมเบีย” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส สร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับกบฏฝ่ายซ้าย “กองกำลังการปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย” (ฟาร์ก) ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา เมื่อ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เมื่อ 23 มิ.ย. ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงและปลดอาวุธก่อนแล้ว หลังการเจรจาครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2555 หรือ 4 ปีก่อน ใช้เวลากว่า 50 รอบ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย รวมทั้งการต่อต้านจากอดีตประธานาธิบดีอันเดรส ปาสตรานา และอัลวาโร อูริเบ ซึ่งเป็นฝ่ายขวา ชูนโยบายปราบกบฏด้วยกำลังทหาร

สงครามระหว่างรัฐบาลและกองกำลังติดอาวุธฝ่ายขวากับกบฏฟาร์ก กบฏกลุ่มใหญ่ที่สุด ยืดเยื้อมานานถึง 52 ปี เป็นศึกกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในละตินอเมริกา และเป็นหนึ่งในสงครามที่ยืดเยื้อที่สุดในโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 220,00 คน สูญหายกว่า 45,000 คน ไร้ถิ่นฐานเกือบ 7 ล้านคน เหยื่อส่วนใหญ่เป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์

หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ รัฐบาลกำหนดให้มีการลงประชามติใน 2 ต.ค.นี้ โดยข้อตกลงสันติภาพมี 6 ข้อหลัก คือ 1.การปฏิรูปที่ดินและให้เงินกู้ช่วยชาวบ้านที่ยากจนในชนบท 2.การเปิดโอกาสให้กบฏฟาร์กเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบ ตั้งพรรคการเมืองสู้ศึกเลือกตั้ง 3. ขจัดปัญหาลักลอบค้ายาเสพติดและปลูกพืชผิดกฎหมาย ส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพอื่นทดแทนปลูกต้นโคคาที่ใช้ผลิตโคเคน

4.แสวงหาความยุติธรรมให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง โดยตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีผู้กระทำความผิดในช่วงสงครามเพื่อให้ความยุติธรรมกับผู้ตกเป็นเหยื่อ 5.การวางอาวุธและยุบกองกำลังกบฏฟาร์กซึ่งมีนักรบราว 7,000 คน และ 6.การจัดการลงประชามติให้ประชาชนรับรองข้อตกลงสันติภาพ

ข้อตกลงสันติภาพจะส่งผลดีต่อโคลอมเบียอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม การท่องเที่ยว ฯลฯ ดังที่ ฯพณฯ นายอันเดลโฟ การ์เซีย เอกอัครราชทูตสาธารณ- รัฐโคลอมเบียประจำประเทศไทย ให้เกียรติส่ง บทความมาลงในคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” ฉบับ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนจะมีวันนี้ ต้องมองย้อนไปดูที่มาที่ไปของกบฏฟาร์ก จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดีขึ้น!

พ.ศ.2491 หรือ 68 ปีก่อน นายฮอร์เก อี-ไลเซอร์ ไกตัน อยาลา ผู้นำพรรคเสรีนิยมและขบวนการประชานิยม อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา อดีต รมว.แรงงาน รมว.สวัสดิการสังคม และ รมว.ศึกษาธิการ นักการเมืองที่ประชาชนรักมากถูกลอบสังหาร นำไปสู่การนองเลือดที่เรียกว่า “La Violencia” (ความรุนแรง) ทำให้มีผู้
เสียชีวิตหลายหมื่นคน และทำให้พวกชาวไร่ชาวนาหันไปเข้าร่วมกับกบฏคอมมิวนิสต์จับอาวุธขึ้นต่อสู้รัฐบาล

ปี 2507 กองทัพรัฐบาลรุกโจมตีค่ายกบฏที่ภาคกลางและภาคตะวันตก จน นายมานูเอล มารูลันดา เวเลซ ผู้บัญชาการทหารกบฏ นำลูกน้องคู่ใจ 47 คนหลบหนี และประกาศตั้งกลุ่ม “ฟาร์ก” (The Revolutionary Armed Force of Colombia) ขึ้นเมื่อ 27 พ.ค.ปีนั้น

แม้อุดมการณ์ที่แท้จริงของฟาร์กคลุมเครือ แต่ระบุว่า ฝักใฝ่ลัทธิเหมา ต่อสู้เพื่อให้กลุ่มผู้นำอนุรักษนิยมชนชั้นสูงแบ่งปันอำนาจให้ชนชั้นล่าง ต่อสู้ให้มีการปฏิรูปที่ดินให้คนยากจนซึ่งถูกบีบบังคับให้ทิ้งถิ่นฐานกว่า 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือกองกำลังฝ่ายขวาที่รับใช้พวกนายทุน เจ้าของฟาร์ม นักธุรกิจ และแก๊งค้ายาเสพติด


โบแดง–ประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส แห่งโคลอมเบีย (กลาง) พร้อมสำเนาข้อตกลงสันติภาพกับกบฏฟาร์ก ยิ้มแย้มทักทายฝูงชนขณะเดินทางไปแถลงข่าวดีต่อรัฐสภาแห่งชาติในกรุงโบโกตา เมื่อ 25 ส.ค. (เอเอฟพี)

ต่อมาฟาร์กเริ่มสูญเสียมวลชนหลังหันไปใช้ยุทธวิธีลักพาตัว ขู่กรรโชกทรัพย์ บังคับเก็บภาษี ผลิตโคเคน ทำเหมืองเถื่อน เพื่อหาเงินสนับสนุนการเคลื่อนไหวของตน จนใน พ.ศ.2543 “สหรัฐ- อเมริกา” เริ่มทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าไปช่วยปราบกบฏและยาเสพติดในโคลอมเบีย ภายใต้ยุทธการ “แผนโคลอมเบีย” สังหารผู้บัญชาการทหารของฟาร์กได้จำนวนมาก ทำให้ฟาร์กอ่อนแอลง สหรัฐฯยังขึ้นบัญชีฟาร์กเป็นองค์กรก่อการร้าย และระบุว่าเป็นองค์กรค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้นำฟาร์กหลายคนถูกฟ้องในศาลสหรัฐฯ

ในช่วงสงคราม กบฏฟาร์กลักพาตัวเจ้าของฟาร์ม นักการเมือง และทหาร ไปกักขังไว้ในค่ายของตนตามภูเขาป่าลึก ผู้ถูกลักพาตัว รวมทั้งนางอิงกริด เบตองกูร์ต อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบีย และผู้รับสัมปทานของกองทัพสหรัฐฯ 3 คน แต่ทั้งหมดถูกปล่อยตัวในปี 2551

ความพยายามเจรจาสันติภาพกับกบฏฟาร์กมีอันล่มกลางคันในกลางทศวรรษ 1980 หลังหน่วยล่าสังหารฝ่ายรัฐบาลเข่นฆ่าเหล่าพันธมิตรของปีกทางการเมืองของกบฏฟาร์กกว่า 3,000คน การเจรจาครั้งต่อมาล่มอีกในปี 2545 หลังฟาร์กก่อเหตุจี้เครื่องบินเพื่อลักพาตัววุฒิสมาชิกคนสำคัญ

หลังประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ขึ้นกุมอำนาจใน พ.ศ.2553 เขาก็พยายามเจรจากับฟาร์กอีกครั้ง และการเจรจารอบใหม่ก็เริ่มขึ้นที่กรุงฮาวานาใน 2 ปีต่อมา โดยมีรัฐบาลคิวบาเป็นเจ้าภาพ มีองค์กรนานาชาติ รวมทั้งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สนับสนุน จนสามารถลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ในที่สุด

การลงประชามติที่จะมีขึ้นใน 2 ต.ค. โพลชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนข้อตกลงนี้ ซึ่งถ้าไม่พลิกโผ หมายถึง “ศักราชใหม่” ของโคลอมเบียเริ่มขึ้นแล้ว และมีอนาคตที่สดใสรออยู่

เป็น “อนาคต” ที่ทุกฝ่ายร่วมกำหนด โดยยอมละทิ้งความขัดแย้งและอดีตที่ขมขื่นทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชาติเป็นสรณะ แต่จะไปถึงฝันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและความจริงใจเป็นสำคัญ!

บวร โทศรีแก้ว

 

ฮ่องกงกลบกระแสกลัวจีน มองผ่านประสบการณ์ตรง

Published September 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วีรพจน์ อินทรพันธ์ 21 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696029

 

ภาพบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองบนเกาะฮ่องกง ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นบททดสอบอย่างดีว่าตลาดภายในจะทน
แรงกดดันได้ดีแค่ไหน กระนั้นเชื่อว่าสุดท้ายจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบแต่อย่างใด.

คนเราต้องชอบคนสวยคนหล่อไว้ก่อนเป็นเรื่องปกติของสากลโลก การทำธุรกิจลงทุนก็ฉันใดฉันนั้น ถ้าไม่มีศักยภาพ ความน่าดึงดูดแล้วใครเล่าเขาจะแคร์

และล่าสุดก็เป็น “ฮ่องกง” ที่เริ่มปฏิบัติการเชิงรุก กระตุ้นความสนใจจากชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะไทย ให้เข้ามาใช้บ้านเมืองเขาเป็นฐานในการเปิดตลาดสู่แผ่นดินใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผู้เขียนโชคดีได้รับคำเชิญจากองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกงหรือ HKTDC ให้ไปพบปะพูดคุยกับชาวฮ่องกงหลากหลายวงการ

ไม่ว่าข้าราชการ หรือเจ้าของธุรกิจสาขาต่างๆ ก่อนที่จะถึงวันที่ 6 ต.ค.นี้ ที่ทางฮ่องกงเองจะยกโขยงบุคคลชั้นแนวหน้ามาบุกกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักลงทุนชาวไทย ภายใต้งานชื่อว่า “อิน สไตล์ ฮ่องกง” โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

ทั้งนี้ ฮ่องกงมีความสัมพันธ์กับไทยมาช้านาน ไม่เฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่คนของเราชอบบินไปไหว้พระ หรือช็อปปิ้งกระจาย แต่ยังรวมถึงการลงทุนทำธุรกิจอีกด้วย โดยจากสถิติปี 2555 ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 และหากมองในระดับภูมิภาคแล้ว อาเซียนก็เป็นคู่ค้าอันดับ 2

แต่สำหรับฮ่องกงแล้วเบอร์ 1 ยังไงก็คือจีน ซึ่งจากการสัมภาษณ์พิเศษนาย “นิโคลาส ควาน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง และอดีตผู้จัดการธนาคารกลางฮ่องกง มองว่า ในเมื่อเรามีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับจีนแล้ว ก็เป็นโอกาสอันดีที่ชาติอื่นๆจะเข้ามาใช้บริการของเราเป็นแพลตฟอร์ม แน่นอนว่าเรามีความพร้อมสูง ส่วนหนึ่งด้วยการที่ฮ่องกงเป็นเมืองท่าปลอดภาษี ขนาดสินค้าจีนผ่านมาที่นี่และส่งกลับไปจีนยังถูกกว่าจีนส่งกันเอง

หากมองสถานการณ์โลกก็จะรับรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ก่อนฮ่องกงเคยเป็นฐานการผลิต แต่ต่อมาก็ผันตัวมาด้านบริการ ขยับสู่การบริการขั้นสูง ไปจนถึงการบริการเฉพาะทาง (ภาคบริการฮ่องกงคิดเป็นสัดส่วน 93 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจีดีพี) และอีก 5-10 ปีก็คงเปลี่ยนอีก

หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ยุโรปกับสหรัฐฯหรือกระทั่งญี่ปุ่นเองก็ถือว่าหมดความน่าสนใจ กลับเป็นจีนแทนที่ยังเติบโตเฉลี่ย 6-8 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียนที่โตเฉลี่ย 3-6 เปอร์เซ็นต์ มุมเศรษฐกิจเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด พักหลังจีนกับอาเซียนมีการค้าขายกันเยอะมาก เราจึงเห็นโอกาสดีที่ฮ่องกงจะเป็นตัวกลางให้

ส่วนข้อกังวลว่าเมื่อจีนเรียนรู้โนว์ฮาวแล้วจะทำเองนั้น? เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครในโลกทำเองได้หมด สหรัฐฯมีประสิทธิภาพก็ยังทำไม่ได้ โลกเรามาถึงจุดที่ต้องการกันและกัน ใครเก่งด้านไหนทำไป ที่เหลือใช้จากคนอื่นมีประสิทธิภาพกว่า

มองง่ายๆ อย่างจีน อย่าไปมองเป็นก้อนใหญ่ ให้มองว่าเขามีตั้ง 31 มณฑล ถึงจะมีมณฑลหนึ่งเก่งรอบด้าน แต่ก็มีหลายมณฑลที่แย่กว่า และพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจโลก เหมือนแต่ก่อน 40-50 ปี ญี่ปุ่นก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน และก่อนหน้านั้นยุโรปก็เคยมองสหรัฐฯว่าโง่ แต่มาดูตอนนี้เป็นเช่นไร นี่คือกระบวนการของโลก

แล้วคำถามที่ว่าเป็นเพราะ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือไม่ ที่ทำให้ฮ่องกงอยากเข้ามาเป็นตัวกลาง? “ไม่เกี่ยวเลย จะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ เออีซี ทีพีพี เพราะเท่าที่เราจับตาอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2558 มาถึง 2559 ไม่เห็นมีอะไรต่าง แต่เราสนใจเรื่องการบูรณาการ และความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ภูมิภาคนี้มาแน่นอนในระยะเวลา 5 ปี”


นายนิโคลาส ควาน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง.

เช่นเดียวกับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง : One Belt One Road ของรัฐบาลจีน หรือความพยายามสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ เปิดช่องทางการค้าทางบกและทางทะเล นายนิโคลาสมองว่า เป็นความพยายามของจีนที่จะสร้างกระแสโลกาภิวัตน์รอบใหม่ เมื่อ 30 ปีก่อน

จีนสนใจแต่ตะวันตก แต่มาตอนนี้รู้แล้วว่าไม่น่าสนใจอีกต่อไป หันมาสนใจประเทศกำลังพัฒนาและเพื่อนบ้านแทน เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพแล้ว ยังได้โอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีระดับกลาง และนำเอาเทคโนโลยีของตัวเองเข้ามาจับได้อีกด้วย ดูแล้วใครเล่าจะพร้อมไปกว่าอาเซียน เกี่ยวข้องกับจีน ทั้งคอนเนกชั่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และเชื่อด้วยว่าอาเซียนเองก็รับรู้ว่าแค่ตะวันตกไม่พอเหมือนกัน อยากจับตลาดจีน ซึ่งจีนก็ไม่รอ บุกอาเซียนก่อนเลย

“สำหรับไทยเองย่อมได้ประโยชน์อยู่แล้วจากกระแสที่กำลังเป็นไป กับไทยเราอยากให้มาใช้ภาคบริการฮ่องกงมากกว่า เราไม่สนใจจะขายของให้ไทย เพราะระดับสินค้ามีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร การผลิต ทั้งยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น ขณะเรื่องความกลัวในขนาดของทุนจีน แน่นอนว่าการทำธุรกิจต้องมีการแข่งขัน แต่มองกลับกันก็อาจมีช่องทางอื่นให้เกื้อหนุนกันแทน”

นอกจากนี้ นายนิโคลาสยังตอบประเด็นการเมืองฮ่องกงที่เกิดประเด็นต่อต้านจีนว่า เทรนด์การเมืองโลกตอนนี้ผู้คนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น ล้อกับสถานการณ์แนวคิดหัวรุนแรง ทั้งจากกลุ่มเคลื่อนไหวและนักการเมืองโลก ยังไม่รู้ว่าบรรยากาศจะกลับมาปกติเมื่อไร และฮ่องกงก็ถูกกลืนไปกับกระแสเช่นกัน

ถึงบรรยากาศจะยังไม่นิ่งต้องจับตาดูต่อไป แต่สุดท้ายเชื่อจะไม่เกิดปัญหาอะไร ด้วยเหตุผลหนึ่งที่ว่าคนฮ่องกงถึงจะเรียกไม่ได้ว่าศิวิไลซ์ แต่ก็มีระเบียบวินัยไม่น้อยหน้าใคร.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

 

จากวีรบุรุษสู่ตะแลงแกง ปิดบัญชีสายลับอิหร่าน

Published August 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 14 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689198

 

จุดจบอดีตฮีโร–นายชาห์ราม อามิรี นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน ชู 2 นิ้วอุ้มลูกชายและมีภรรยายืนยิ้มเคียงข้าง หลังเดินทางกลับจากสหรัฐฯถึงสนามบินอิหม่าม โคไมนี ในกรุงเตหะราน โดยได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ เมื่อ 15 ก.ค.2553 ก่อนถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอใน 6 ปีต่อมา (รอยเตอร์)

เรื่อง “สายลับ” ระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับศัตรู มีมานมนานกาเล หลายเรื่องสลับซับซ้อนเร้าใจ จนถูกนำมาสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดและโกยเงินอื้อซ่า สัปดาห์ที่แล้วก็มีเรื่องสายลับเป็นข่าวฮือฮาอีก คราวนี้พัวพันกับ “อิหร่าน” ศัตรูตัวเอ้ของสหรัฐฯ

7 ส.ค. วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในบ้านเรา รัฐบาลอิหร่านแถลงว่า นาย “ชาห์ราม อามิรี” นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน วัย 39 ปี ถูกประหารชีวิตแล้วด้วยการแขวนคอ ในข้อหาเปิดเผยความลับสุดยอดของชาติต่อศัตรู ศพของเขาถูกส่งให้ครอบครัวที่เมืองเคอร์มานชาน ห่างจากกรุงเตหะราน 500 กม. ทำพิธีฝังแล้ว

อามิรีหายตัวไปอย่างลึกลับขณะไปแสวงบุญที่เมืองมะดีนะฮ์ในซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือน มิ.ย.2552 อีก 1 ปีต่อมาจึงปรากฏตัวในสหรัฐฯ โดยมีการเผยแพร่วีดิโอของเขาซึ่งถ่ายทำในสหรัฐฯหลายครั้งทางอินเตอร์เน็ต

ต่อมาเขาหนีเข้าไปในสำนักงานรักษาผลประโยชน์ของอิหร่านในสถานทูตปากีสถานในกรุงวอชิงตัน และขอเดินทางกลับอิหร่าน (อิหร่านและสหรัฐฯตัดความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่ พ.ศ.2524 หลังนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานในช่วงการปฏิวัติอิสลาม)

15 ก.ค.2554 อามิรีก็ได้เดินทางกลับอิหร่าน ท่ามกลางการต้อนรับยิ่งใหญ่เยี่ยง “วีรบุรุษ” จากฝูงชนและเจ้าหน้าที่รัฐ เขาให้สัมภาษณ์ว่าถูกสายลับของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ซึ่งพูดภาษาฟาร์ซี 2 คน ใช้ปืนจี้หัวลักพาตัวไปที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ซาอุฯช่วยเหลือ ซีไอเอยังบังคับให้เขายอมรับว่าเป็นผู้แปรพักตร์ ผู้มีเอกสารสำคัญและคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่มีข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านติดตัว

อามิรีอ้างว่า ตนขัดขืนคำสั่งซีไอเอ จึงถูกฉีดยาสลบ ถูกทรมานร่างกายและจิตใจแสนสาหัสขณะถูกรีดความลับโดยมีสายลับ “อิสราเอล” ร่วมอยู่ด้วย ซีไอเอยังเสนอจะให้เงินตนถึง 5 ล้านดอลลาร์ ถ้ายอมอยู่ในสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯกลับบอกไปคนละทางว่า อามิรีซึ่งทำงานในโครงการตรวจจับกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ของอิหร่าน ได้รับเงิน 5 ล้านดอลลาร์ แลกกับการเผยความลับ และเดินทางไปสหรัฐฯโดยสมัครใจ ไม่ได้ถูกลักพาตัว

แม้ข้อมูลของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่จากข้อมูลประกอบต่างๆ ดูเหมือนว่า อามิรียอม “ขายตัว” แลกกับเงินก้อนโต แต่สุดท้ายต้องกลับอิหร่านมือเปล่า ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า เขายอมกลับอิหร่านกลางคันเพราะเป็นห่วงครอบครัวซึ่งถูกรัฐบาลอิหร่านข่มขู่คุกคามอย่างหนัก

หลังกลับถึงอิหร่านไม่นาน อามิรีก็หายตัวไปนานถึง 6 ปี ระหว่างนั้นมีข่าวว่า เขาถูกดำเนินคดีและถูกศาลตัดสินจำคุกยาว ก่อนถูกแขวนคอดังที่เป็นข่าว ส่วนโฆษกศาลอิหร่านแถลงว่า หน่วยข่าวกรองอิหร่านฉลาดกว่าซีไอเอ รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอามิรีลอบติดต่อกับซีไอเอก่อนไปซาอุฯ เลยเฝ้าแกะรอยเขาตั้งแต่แรก

หลักฐานสำคัญอีกอย่างที่บ่งชี้ว่า อามิรีแปรพักตร์ก็คือข้อมูลในอีเมลอื้อฉาว 2 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าเอ่ยถึงอามิรี โดยฉบับแรกนายริชาร์ด มอร์นิงสตาร์ ที่ปรึกษาพิเศษกิจการพลังงานเอเชีย-ยุโรป เป็นผู้เขียน และนายเจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาอาวุโสของ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งต่อไปให้นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะนั้นเมื่อ 5 ก.ค.2553 หรือ 10 วันก่อนอามิรีกลับอิหร่าน


อิหร่านยุคใหม่–ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน (กลาง) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย (ซ้าย) ประธานาธิบดี อิลาม อาลิเยฟ แห่งอาเซอร์ไบจาน (ขวา) ร่วมประชุมที่กรุงบากูในอาเซอร์ไบจาน เมื่อ 8 ส.ค. โดยมุ่งส่งเสริมการค้าเป็นหลัก หลังนานาชาติยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน (เอพี)

อีเมลระบุว่า “เรามีปัญหาด้านการทูตและจิตใจ ไม่ใช่ด้านกฎหมาย เราต้องให้ทางออกแก่ “เพื่อนของเรา” คนของเราทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาต้องไปก็ให้เขาไป” อีเมลอีกฉบับซึ่งซุลลิแวนส่งให้คลินตันใน 7 วันต่อมาเอ่ยถึงอามิรีไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขาหนีเข้าไปในสถานทูตปากีสถาน โดยระบุว่า “สุภาพบุรุษท่านนี้ไปที่สำนักงานรักษาผลประโยชน์ของอิหร่าน เพราะไม่พอใจว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหนที่จะรอความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งนั่นจะทำให้มีข่าวที่เป็นปัญหาใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”

อีเมล 2 ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในอีเมลของคลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯขณะนี้ ซึ่งถูกเผยแพร่ในปีที่แล้ว หลังเธอถูกกล่าวหาว่าใช้อีเมลด้วยเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และถูกหยิบยกมาโจมตีอย่างหนักในช่วงหาเสียง

ส่วนหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์ก ไทมส์” รายงานเมื่อเดือน ก.ค.2553 ว่า อามิรีได้เปิดเผยความลับต่อซีไอเอว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเป็นศูนย์บัญชาการโครงการนิวเคลียร์ลับของอิหร่าน เขายังเป็นแหล่งข่าวสำคัญที่ป้อนข้อมูลให้ “สำนักงานประเมินข่าวกรองแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ข้อมูลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2550 ซึ่งเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก

ช่วงปี 2553-2555 นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านถูกลอบสังหารถึง 4 คนในอิหร่าน อีกคนถูกโจมตีด้วยระเบิดแต่รอดชีวิต ทั้งหมดนี้อิหร่านกล่าวหาว่า เป็นฝีมือหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯและอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ก.ค.2558 อิหร่านก็บรรลุข้อตกลงกับมหาอำนาจโลก 6 ชาติ ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร จากนั้นก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ และเปิดประเทศรับการค้าการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

การประหารชีวิตนายอามิรี เป็นการ “ปิดบัญชีเก่า” และเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ผู้บังอาจทรยศต่อประเทศชาติต้อง “ตายสถานเดียว”

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด!

บวร โทศรีแก้ว

 

รัฐบาลจีนผนึกภาคเอกชน ชูรถยนต์-วัฒนธรรมต้าลี่

Published August 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 7 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683247

 

ผลิตภัณฑ์-รถบรรทุกและรถไฟฟ้ายี่ห้อ PROJEN และ SOJEN รุ่นต่างๆ ในโชว์รูมที่โรงงานเมืองต้าลี่ มณฑลยูนนาน ส่วนรูปเล็กคือนายหม่า หลี่ปิง ซีอีโอ ของบริษัทยูนนาน ลี่ฟาน จุ้นหม่า เวฮิเคิลส์ ซึ่งมีอายุเพียง 25 ปี.

ตั้งแต่ท่าน “เติ้ง เสี่ยวผิง” เริ่มปฏิรูป-เปิดประเทศตามนโยบาย “4 ทันสมัย” ในปี 2521 เศรษฐกิจจีนก็พัฒนารวดเร็วมั่งคั่ง และหนึ่งใน “จุดแข็ง” ของจีนก็คือ มีรัฐบาลที่แข็งแกร่งมั่นคงซึ่งสนับสนุนธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว ซึ่ง “อุตสาหกรรมรถยนต์” ก็เป็นหนึ่งในนั้น!

ได้รับเชิญจากบริษัทรถยนต์ “ยูนนาน ลี่ฟาน จุ้นหม่า เวฮิเคิลส์ จำกัด” ไปร่วมพิธีเปิด “ฐานการผลิต ต้าหลี่ เฟิงอี้ ออโตโมบิล” กับการประชุมธุรกิจกลางปี 2016 และพิธีลงนามก่อตั้ง “พันธมิตรอุตสาหกรรมส่วนประกอบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมโปรเจน (PROJEN)” บริษัทลูกของยูนนาน ลี่ฟานฯ ที่เมืองต้าลี่ มณฑลยูนนาน เมื่อ 27-28 ก.ค. ทำให้ได้เห็นจุดแข็งที่ว่านี้ และบางเสี้ยวในอุตสาหกรรมรถยนต์อันมหึมาของจีนซึ่งทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็น!

งานนี้มีหุ้นส่วนธุรกิจ ผู้แทนจำหน่าย เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชนทั้งใน-นอกประเทศไปร่วมนับพันคน โดยบริษัทนี้มีสาขาในหลายเมืองในภาคตะวันตกเฉียงใต้ เน้นผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicles) และรถไฟฟ้า มีทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ภายใต้ 2 ยี่ห้อ คือ “PROJEN” มีสัญลักษณ์รูปหัวม้า และ “SOJEN” สัญลักษณ์รูปตัว S ส่วนใหญ่ขายในตลาดจีน และส่งขายตลาดต่างประเทศด้วย ทั้งกัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ลาว บังกลาเทศ ศรีลังกา และกำลังหาลู่ทางรุกตลาดไทย

หม่า เว่ยเหลียง ประธานสภาประชาชนมณฑลยูนนานที่ 10 วัย 53 ปี ผู้นั่งเก้าอี้ทางการเมืองอีกหลากหลาย ตั้งบริษัท “ต้าลี่ จุ้นหม่า อินดัสตรี แอนด์ เทรด กรุ๊ป” ในปี 2546 กิจการไปได้สวย ผลิตรถแทรกเตอร์ขายดีมาก จึงต่อยอดตั้งบริษัท “ยูนนาน ลี่ฟาน จุ้นหม่า เวฮิเคิลส์ จำกัด” ในปี 2547 ปัจจุบันเขาเป็นประธานบริษัทและให้หม่า หลี่ปิง ลูกชายวัยแค่ 25 ปี เป็น “ซีอีโอ” รับช่วงธุรกิจ

อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา อดีตนายกฯ เหวิน เจียเป่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำคนปัจจุบัน ล้วนเคยไปเยือนบริษัทยูนนาน ลี่ฟานฯ และคำพูดของสี จิ้นผิง ที่ว่า “เอาชนะการพัฒนาด้วยนวัตกรรม” ก็กลายเป็นหัวใจของบริษัทนี้ ซึ่งชูปรัชญา “นวัตกรรมขับดันการพัฒนา, คุณภาพสร้างแบรนด์ที่ดีกว่า, แบรนด์สร้างอนาคตที่เจิดจ้า”

แม้เป็นอุตสาหกรรมท้องถิ่น PROJEN โตไวมากจนมีพื้นที่กว่า 5,400 ไร่ มีลูกจ้างกว่า 10,000คน มีเทคนิเชียนกว่า 1,500 คน และทำ 4 ธุรกิจหลัก คือผลิตรถยนต์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เทคโนโลยีขั้นสูง วิศวกรรมก่อสร้าง โดยทำทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม การตลาด และกำลังหาลู่ทางทำธุรกิจอื่นๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลข่าวสาร การพิมพ์ 3 มิติ การบินทั่วไป โดยเน้นใช้ “อินเตอร์เน็ต+การผลิตเชิงปัญญา”

บริษัทยังเน้นสนองนโยบาย “อุตสาหกรรม 4.0” และ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) อันโด่งดังของรัฐบาลจีน โดยตั้งเป้าขยายตลาดไปทั่วจีน เอเชียใต้ ตะวันตก ตะวันออกเฉียงใต้ และมุ่งพัฒนาคุณภาพรถยนต์ให้เหนือกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อทำให้แบรนด์ “เมดอิน ไชน่า” เป็น 1 ภายใน ค.ศ.2025

เป็นการ “คิดการใหญ่” สไตล์พญามังกรที่น่าจับตาว่าจะถึงฝันหรือไม่!


ชูวัฒนธรรม-เทศกาลคบไฟของชาวอี้ จัดขึ้นภายในลานโรงงานของ บ.ยูนนาน ลี่ฟาน จุ้นหม่า เวฮิเคิลส์ มีประชาชน สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมคับคั่ง.

จริงๆแล้ว ตลาดรถยนต์ภายในจีนก็ใหญ่มหึมา เพราะจีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน จึงมีอุตสาหกรรมรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกในเชิงหน่วยการผลิต มากกว่าอียูหรือสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นรวมกัน จีนมีบริษัทรถยนต์ของจีนเองและที่ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหลายพันบริษัท ในปี 2557 ยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมดของจีนสูงราว 26% ของทั้งโลก และคาดว่าใน ค.ศ.2030 ตลาดรถยนต์ในจีนเองจะโตขึ้นจาก ค.ศ.2005 ถึง 10 เท่า และใน ค.ศ.2020 รถยนต์ทุกประเภทที่จดทะเบียนวิ่งบนถนนจีนจะสูงกว่า 200 ล้านคัน!

แม้จะไป “ต้าลี่” หรือ “ต้าหลี่” สั้นๆ ก็ประทับใจไม่วาย ปัจจุบัน ต้าลี่ ซึ่งภาษาไทยใหญ่เรียกว่า “แสหลวง” หรือ “มิถิลา” เป็นเมืองเอกของ “เขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ ต้าลี่” อยู่ห่างคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนานกว่า 400 กม. เดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลา 4-6 ชม.

ต้าลี่เคยเป็นเมืองหลวงอาณาจักร “หนานเจ้า” หรือ “น่านเจ้า” ดินแดนชาวไป๋ซึ่งนับถืออิสลามเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน มีภูมิทัศน์สวยงาม ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขา “ชังซาน” และทะเลสาบ “เอ๋อไห่” ทะเลสาบใหญ่อันดับ 2 ของจีน เดิมเป็นรัฐเอกราชก่อนถูกพวกมองโกลยึดครองและต่อมาตกอยู่ใต้อำนาจจีน

ปัจจุบัน ต้าลี่มีทั้งส่วนเมืองเก่าและเมืองใหม่ บ้านเรือนสไตล์ชาวไป๋และชาวอี้ ชนกลุ่มน้อยตั้งแต่โบราณยังเห็นอยู่ทั่วไป มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น เจดีย์สามองค์ที่วัดฉงเชิ่ง กำแพงเมืองเก่า ถนนนานาชาติ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยต้าลี่ริมเขาชังซานซึ่งใหญ่โตมโหฬาร มีนักศึกษากว่า 30,000 คน

ไปต้าลี่หนนี้ โชคดีได้ชมเทศกาลคบไฟของชาวอี้ หนึ่งในเทศกาลคบไฟแห่งชาติจีน ซึ่งจัดขึ้นในโรงงานแห่งนี้ มีผู้คนเข้าร่วมนับหมื่น ส่วนเทศกาลคบไฟของชาวไป๋ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อ 25 มิ.ย. ยิ่งมีตำนานเร้าใจ

ตามตำนานราชวงศ์ถัง กษัตริย์ “ผีหลอเก๋อ” (พีล่อโก๊ะ) ประมุขอาณาจักรหนานเจ้า 1 ใน 6 รัฐในภูมิภาคต้าลี่ยุคโบราณ หวังผนึก 6 รัฐเข้าด้วยกัน จึงส่งเทียบเชิญประมุขอีก 5 รัฐไปร่วมงานเลี้ยงเพื่อสังหารด้วยการเผาทั้งเป็น แต่พระนางไป๋ เจี่ย พระมเหสีของเติ้ง หยานเจ้า ประมุขรัฐไป๋ รู้ทันจึงห้ามพระสวามีแต่ไม่เป็นผล พระนางจึงได้แต่เอากำไลทองแดงผูกข้อมือเขาไว้เพื่อจะได้จำศพที่ไหม้เกรียมได้

หลังกำจัดศัตรูแล้ว ผีหลอเก๋อหลงเสน่ห์พระนางไป๋ จึงไว้ชีวิตและขอแต่งงาน ซึ่งนางก็แสร้งรับปากเพื่อฝังศพพระสวามีก่อน จากนั้นก็นำกองทัพสู้กับหนานเจ้าแต่พ่ายแพ้ พระนางจึงกระโดดลงทะเลสาบเอ๋อไห่ปลิดชีพตนเองในคืนวันที่ 25 มิ.ย. นั่นคือที่มาของเทศกาลคบไฟชาวไป๋

ประวัติศาสตร์เหล่านี้รัฐบาลจีนนำมาต่อยอดทำการตลาดส่งออกวัฒนธรรมอยู่อย่างเข้มข้น!

“บวร โทศรีแก้ว”

 

ระวัง “อาวุธทางเลือก” วิวัฒนาการก่อการร้าย

Published August 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 31 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677012

 

ทูตมรณะ–หน่วยนิติเวชเก็บหลักฐานจากรถบรรทุกสีขาวซึ่งกระจกหน้าปรุพรุนไปด้วยรูกระสุนปืน หลังคนร้ายขับบดขยี้ผู้คนที่ไปชมการแสดงจุดพลุที่ถนนคนเดินเลียบชายหาด “เดส์ ซองเกลส์” ในเมืองนีซ ในวันชาติฝรั่งเศส เมื่อ 15 ก.ค. มีผู้เสียชีวิต 84 ศพ บาดเจ็บกว่า 200 คน (เอพี)

ขณะที่วงการดนตรีมีแนว “อินดี้” หรืออื่นๆ แตกแขนงไปไม่หยุดยั้ง และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ก็พัฒนาไปไม่หยุดหย่อน “การก่อการร้าย” ในยุคหลังๆเช่นกัน นอกจากจะโจมตีถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น คาดเดายากขึ้น ยังมีรูปแบบวิธีการหลากหลายแหวกแนวยิ่งขึ้นน่าสะพรึงกลัว

ตัวอย่างชัดเจนคือ กรณีนายโมฮาเหม็ด บูห์เลล ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายตูนิเซีย วัย 31 ปี ขับรถบรรทุกหนัก 19 ตัน บดขยี้ผู้คนที่ไปชมการจุดพลุที่ถนนคนเดินเลียบชายหาด “เดส์ ซองเกลส์” ในเมืองนีซ ในวันชาติฝรั่งเศส หรือวัน “บาสตีย์” เมื่อคืน 15 ก.ค. มีผู้เสียชีวิตถึง 84 ศพ บาดเจ็บกว่า 200 คน

การก่อการร้ายในช่วงหลังๆ ส่วนใหญ่ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และสาขาหรือแนวร่วม ซึ่งอาจเป็น “กลุ่มคน” หรือ “บุคคล” ที่เรียกกันว่าพวก “หมาป่าโดดเดี่ยว” (Lone wolves) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไอเอสมักอ้างความรับผิดชอบ แสดงว่าการก่อการร้ายยุคใหม่ มี “ไอเอส” เป็นศูนย์กลาง นอกจาก “อัล เคดา” ในอดีต

ใครที่ติดตามข่าวการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง คงจะรู้ที่มาที่ไปของมันได้ดียิ่งขึ้น!

เมื่อปี 2553 นิตยสารออนไลน์ “อินสปายร์” ของกลุ่มอัล เคดาในเยเมน กระตุ้นให้เหล่าสาวกใช้ “รถบรรทุก” เป็นอาวุธโจมตีศัตรู ต่อมาเมื่อเดือน ก.ย.2557 นายอาบู มูฮัมหมัด อัล-อัดนานี หัวหน้าโฆษกของไอเอส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนไอเอสโจมตีชาติตะวันตกทุกวิถีทาง โดยขึ้นบัญชีดำชาติเป้าหมายยาวเหยียด และเน้นให้โจมตี “ฝรั่งเศส” ซึ่งเป็นชาติที่มีชุมชนมุสลิมอยู่มากที่สุดในยุโรปถึง 10% เป็นพิเศษ

อัดนานีชี้แนะให้ใช้สรรพาวุธเท่าที่จะหาหรือหยิบฉวยได้เข่นฆ่าศัตรูของอิสลามและไอเอสให้มากที่สุด “ถ้าหาระเบิดหรือกระสุนปืนไม่ได้ ให้ทุบหัวมันด้วยก้อนหิน หรือฆ่ามันด้วยมีด หรือใช้รถวิ่งบดขยี้ทับมัน หรือโยนมันลงมาจากที่สูง หรือบีบคอมัน หรือวางยาพิษมัน…ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้ ให้เผาบ้าน รถยนต์ หรือธุรกิจของมัน หรือทำลายพืชผลของมัน ถ้ายังทำอย่างนั้นไม่ได้ก็ให้ถ่มน้ำลายใส่หน้ามัน”

แถลงการณ์อันสุดเคียดแค้นนี้มีขึ้นหลังกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วย เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในอิรักและซีเรียไม่นานนัก แม้จะรู้กันดีว่ากลุ่มไอเอสจ้องสังหารหมู่ผู้คนในยุโรปและสหรัฐฯ มานานแล้ว โดยมีเป้าหมายสร้างความหวาดผวาให้ศัตรู ระดมผู้สนับสนุน และปลุกปั่นยุยงให้ประเทศศัตรูแตกแยกแบ่งขั้ว เพื่อให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

หลังอัดนานีแถลงราว 1 เดือน ชายคนหนึ่งก็ขับรถยนต์พุ่งชนทหาร 2 นายในมณฑลควีเบคในแคนาดา ซึ่งปกติปลอดภัยต่อก่อการร้าย ทำให้ทหาร 1 นายเสียชีวิต และพักหลังๆก็เกิดเหตุชาวปาเลสไตน์ใช้รถยนต์พุ่งชนชาวยิวในอิสราเอลและเขตยึดครองของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ถี่ยิบ จนเรียกกันว่า “run–over intifada”

ปรากฏการณ์ “run–over intifada” ส่งผลให้มีการวาดการ์ตูนและแต่งเพลงเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง เรียกร้องให้ใช้รถยนต์เป็นอาวุธโจมตีศัตรู และคำเรียกร้องนี้แพร่จากตะวันออกกลางไปทั่วโลก!

แต่การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่บดขยี้ฆ่าหมู่ฝูงชนเป็นวิธีการก่อการร้ายที่ไม่เคยมีในยุโรปและสหรัฐฯ แม้เมื่อ 9 ปีก่อน มีเหตุมือระเบิด 2 คนขับรถพุ่งชนด้านหน้าสนามบินเมืองกลาสโกว์ในสกอตแลนด์ และในปี 2556 ชาย 2 คน ขับรถยนต์พุ่งชนทหารออกเวรในกรุงลอนดอน ก่อนแทงเหยื่อเสียชีวิต ส่วนในฝรั่งเศส เหตุคนร้ายขับรถยนต์พุ่งชนผู้คนในเมืองดิฌงและเมืองนองต์ในปี 2557 เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่าเป็นฝีมือของคนที่มีความผิดปกติทางจิต


ร่วมเศร้า–นายจอห์น เคอร์รี รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ (ขวา) และนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซีย (ท่ี 2 จากขวา) ร่วมวางช่อดอกไม้ท่ีหน้าสถานทูตฝรั่งเศสในกรุงมอสโกไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีด้วย
รถบรรทุกท่ีเมืองนีซ (เอพี)

วิวัฒนาการของการก่อการร้ายยุคใหม่ ที่อันตรายที่สุดคือผู้ลงมือเป็น “บุคคล” คนเดียว หรือ “กลุ่มคน” ภายในประเทศนั้นๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้น หรือลอบติดต่อมีสายสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ เช่นกลุ่มไอเอส หรืออัล เคดา ผ่านช่องทางสื่อสารลับ โดยเฉพาะทาง “อินเตอร์เน็ต”

ผู้ก่อการร้ายที่โจมตีกรุงปารีส 6 จุด มีผู้เสียชีวิต 130 ศพ เมื่อ 13 พ.ย.ปีที่แล้ว หรือโจมตีสำนักงานนิตยสาร “ชาร์ลี เอบโด” มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ เมื่อต้นปีเดียวกัน หรือโจมตีกรุงบรัสเซลส์ในเบลเยียมเมื่อเดือน มี.ค.ปีนี้ ก็ล้วนติดต่อทำงานเป็นเครือข่ายโยงใยกับกลุ่มไอเอส

ส่วนนายบูห์เลล ผู้ขับรถบรรทุกบดขยี้ฝูงชนที่เมืองนีซ ตำรวจก็จับผู้สมรู้ร่วมคิดแล้วถึง 5 คน และระบุว่ามีการวางแผนกันมานานนับปีก่อนลงมือ ไม่ใช่เป็นคนจิตไม่ปกติลงมือโดยลำพังดังที่ระบุตอนแรก

และ “อาวุธ” ที่ผู้ก่อการร้ายใช้ในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธแบบเก่าๆ เช่น ปืน ระเบิดแสวงเครื่อง ระเบิดติดรถยนต์หรือรถบรรทุก

อีกต่อไป แต่อาจเป็น “อาวุธทางเลือก” อื่นๆ ซึ่งหาได้ง่ายใช้สะดวกตามโอกาสเอื้ออำนวย แต่มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูง ฆ่าหมู่ผู้คนให้มากที่สุด สยองขวัญที่สุด โดยไม่สนใจว่าเหยื่อเป็นใคร

การวางยาพิษในอาหาร บ่อน้ำ แม่น้ำ หรือใช้รถบรรทุกแก๊สหรือน้ำมันพุ่งชนฝูงชนจำนวนมาก ไปจนถึงใช้ “โดรน” อากาศยานไร้คนขับหย่อนระเบิดถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฯลฯ ก็อาจเป็นทางเลือกเหล่านั้น

เป็น “วิวัฒนาการก่อการร้าย” ที่ยากป้องกันและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด!

บวร โทศรีแก้ว

 

กองทัพกับ “รัฐประหาร” ตุรกี

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 24 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/670501

 

ต้านรัฐประหาร-ฝูงชนผู้สนับสนุนประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิป เออร์โดกัน นับแสนคน ชุมนุมที่สะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัสในนครอิสตันบูล เมื่อคืน 21 ก.ค. เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร สะพานแห่งนี้เป็นจุดปะทะดุเดือดระหว่างประชาชนกับทหารที่พยายามก่อรัฐประหาร เมื่อคืน 15 ก.ค. (เอเอฟพี)

เหตุรัฐประหารครั้งร้ายแรงที่สุดในตุรกีแต่ล้มเหลวเมื่อ 15-16 ก.ค. นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คนแล้ว รัฐบาล “พรรคยุติธรรมและการพัฒนา” (เอเคพี) ของประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิป เออร์โดกัน ยังฉวยโอกาสกวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างมโหฬาร ชนิด “ขุดรากถอนโคน” กันเลยทีเดียว

ทั้งทหาร ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ข้าราชการ นักวิชาการบุคลากร การศึกษา ถูกจับหรือถูกปลดแล้วกว่า 50,000 คน ในข้อหามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนคณะรัฐประหาร ซึ่งเรียกตัวเองว่า “สภาสันติภาพแห่งมาตุภูมิ” การไล่ล่าล้างบางคงว่ากันอีกยาว ขณะที่ความจริงที่ว่าใครเป็น “ไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลังจะค่อยๆ ปรากฏ!

เออร์โดกันกล่าวหาว่าผู้สนับสนุนนาย “เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน” นักการศาสนาอิสลามอาวุโสวัย 75 ปี ผู้นำขบวนการ “ฮิซเมต” หรือ “เซมัต” ผู้ทรงอิทธิพล เป็นตัวการ และบีบให้สหรัฐฯส่งตัวเขากลับไปดำเนินคดี ทั้งยังจะนำโทษประหารชีวิตที่ระงับไปในปี 2547 กลับมาใช้กำจัดศัตรูให้สิ้นซาก อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน

แต่กูเลนปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร และผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเออร์โดกันนั่นเองที่อาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก ส่วนสหรัฐฯก็ถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยโดยปริยาย

กูเลนไปลี้ภัยอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนียตั้งแต่ 15 ปีก่อน หลังถูกตั้งข้อหาพยายามล้มล้างรัฐบาล แต่เขายังมีอิทธิพลสูงมาก เพราะฮิซเมตมีคนยุ่บยั่บอยู่ในระบบศาล อัยการ ตำรวจ ข้าราชการ สื่อมวลชน ทั้งยังมีสาวกหลายล้านคน มีโรงเรียน สถาบันวิจัย และสื่อฯ ของตัวเองมากมาย และคาดว่ามีทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์


เร่งกวาดล้าง-ประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิป เออร์โดกัน และนายกรัฐมนตรีบินาลี ยิลดิริม (ซ้าย) แห่งตุรกี ร่วมแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานา-ธิบดีในกรุงอังการา เมื่อ 22 ก.ค. หลังการประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่รัฐบาลเร่งกวาดล้างฝ่ายก่อรัฐประหารที่ล้มเหลว และรัฐสภาจะให้อำนาจประธานาธิบดีมากขึ้น (เอเอฟพี)

รัฐบาลเอเคพีกล่าวหาว่ากูเลน เป็น “ประมุขเงา” ของ “รัฐซ้อนรัฐ” จ้องล้มล้างรัฐบาล แม้จะเคยเป็นพันธมิตรกัน โดยฮิซเมตช่วยผลักดันให้เอเคพีชนะเลือกตั้งถึง 3 สมัย ทั้งช่วยกำจัดศัตรูการเมืองและลดทอนอำนาจของ “กองทัพ” ลงในคดีที่เรียกว่า “แอร์เจเนกอน” และ “สเลดจ์แฮมเมอร์” ซึ่งพวกทหาร รวมทั้งเสนาธิการทหารสูงสุด นักวิชาการ นักข่าว หลายร้อยคน ถูกศาลตัดสินจำคุกในปี 2555-2556

ครั้งนั้น ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาสายฮิซเมตช่วยเล่นงานศัตรูเอเคพีจนย่ำแย่ แต่ต่อมาเอเคพีกับฮิซเมตแตกคอเพราะหวาดระแวงกันเอง โดย “ฟางเส้นสุดท้าย” คือรัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนของฮิซเมตทั่วประเทศ จากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างใช้ตำรวจและผู้พิพากษาเข้าห้ำหั่นกันในคดีคอร์รัปชันอื้อฉาวซึ่งคนในรัฐบาลพัวพันจำนวนมาก

ตั้งแต่ “มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก” ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นผู้นำคนแรก เขาปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศจาก “จักรวรรดิออตโตมาน” เดิม ให้เป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและไม่อิงศาสนาอิสลาม (Secular State) หรือรัฐโลกวิสัย

กองทัพจึงยึดมั่นในอุดมการณ์ของอตาเติร์ก และเห็นว่าตนคือผู้พิทักษ์ Secular State กองทัพเคยก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนมาแล้ว 3 ครั้ง ช่วงปี 2503-2540

ส่วนเออร์โดกัน และ “อับดุลเลาะห์ กัล” ร่วมก่อตั้งพรรคเอเคพีในปี 2544 และชนะเลือกตั้งในปีต่อมา เออร์โดกันได้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2546 ก่อนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเมื่อ 2 ปีก่อนแทนนายกัล

เออร์โดกันเป็นชาวนครอิสตันบูล บิดาเป็นหน่วยยามชายฝั่ง เคยขายน้ำชาและขนมปังงาหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ เคยเป็นนักฟุตบอลกึ่งอาชีพ ก่อนเข้าร่วมขบวนการอิสลามสายเคร่งและลงเล่นการเมืองจนได้เป็นนายกเทศมนตรีนครอิสตันบูลในปี 2537-2541 มีผลงานเด่นเรื่องแก้ปัญหามลพิษและการจราจร

ช่วงเป็นผู้นำ 13 ปี เออร์โดกันทำให้ตุรกีมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจดีขึ้น แต่กลับนำประเทศเข้าสู่วิถีอิสลาม ซึ่งขัดกับแนวทาง Secular ของกองทัพ เขายังออกลาย “เผด็จการ” เพิ่มอำนาจให้ตนเองและข่มขู่คุกคามปิดปากสื่อฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งโซเชียลมีเดีย

มูลเหตุเหล่านี้เองที่อาจทำให้ทหารบางกลุ่มคิดก่อรัฐประหาร นอกเหนือจากไม่พอใจที่รัฐบาลหันไปคบกับ “รัสเซีย” และไปหนุนกบฏซีเรียให้โค่นล้มประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ทำให้ความรุนแรงลุกลามเข้าไปในตุรกี ทั้งจากกบฏชาวเคิร์ด “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และกลุ่มญีฮัด ที่โจมตีตุรกีหลายครั้งแล้ว

กลางปี 2556 ประชาชนเคยลุกฮือประท้วงเออร์โดกันครั้งใหญ่ หาว่าเขาเป็นเผด็จการ นำประเทศเข้าสู่วิถีอิสลาม อีกทั้งโกรธแค้นที่เขาจะพัฒนาสวนสาธารณะ “เกซี” ในอิสตันบูลให้เป็นห้างสรรพสินค้า แต่เออร์โดกันใช้กำลังกวาดล้างผู้ประท้วงแบบเฉียบขาด มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

เออร์โดกันยังสร้างทำเนียบประธานาธิบดี ใหม่สุดอลังการ เรียกกันว่า “อัค สเรย์” (วังสีขาว) ที่ชานกรุงอังการา มีพื้นที่ 322,000 ตร.ม. มีห้องถึง 1,150 ห้อง ใหญ่กว่า “ทำเนียบขาว” ของสหรัฐฯถึง 30 เท่า อ้างว่าใช้งบฯ 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (22,750 ล้านบาท) แต่เชื่อว่าจริงๆสูงกว่านั้นหลายเท่า!

ส่วนกองทัพตุรกี เป็นกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน “นาโต” เป็นรองแค่สหรัฐฯ ในปี 2528 เคยมีทหารถึง 800,000 นาย ปัจจุบันมี 510,600 นาย นี่ยังไม่นับทหารกองหนุนอีกเกือบ 400,000 นาย ตำรวจตระเวนชายแดนอีกกว่า 100,000 นาย ทั้งยังเป็นหนึ่งในกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนดีที่สุดในโลก มีเครื่องบินขับไล่ “เอฟ-16” กว่า 200 ลำ เป็นรองแค่สหรัฐฯ และมีเรือดำน้ำล้ำสมัยถึง 13 ลำ

ยังดีที่รัฐประหาร “จบเร็ว” เพราะทหารและประชาชนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตยไม่เอาด้วย มิฉะนั้น ถ้าลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง มีหวังแผ่นดินลุกเป็นไฟ ลามไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรป

แต่การจบเร็วจะ “จบจริง” หรือนำไปสู่วิกฤติรุนแรงยิ่งกว่า? เพราะเมื่อใช้ “ยาแรง” ก็ต้องเจอแรงต้านแรงเช่นกัน ฝ่ายแพ้อาจมุดลงใต้ดิน ต่อสู้ด้วยวิถีทางก่อการร้ายก็เป็นได้!

บวร โทศรีแก้ว

 

%d bloggers like this: