2563(2020)

All posts tagged 2563(2020)

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474153

'พญาเสือ'บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป)

‘พญาเสือ’บุกตรวจป่าห้วยกระซู่แจ้งจับ 5 ราย รุกอุทยานฯแก่งกระจาน (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 20.57 น.

ฉก.พญาเสือ สนธิกำลังตรวจป่าห้วยกระซู่ หนองหญ้าปล้อง อช.แก่งกระจาน พบพื้นที่บุกรุกเผาป่า โค่นต้นไม้ กระจายทั่วพื้นที่ แจ้งความดำเนินคดีทันที 5 ราย

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สนธิ กำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่ พบ.1 (แม่คะเมย)  เจ้าหน้าที่ บก.ปทส.จ.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จ.เพชรบุรี กว่า 30 นายร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าห้วยกระซู่ บ้านลิ้นช้าง หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บุกรุกเข้าแผ้วถางทำลาย และทำให้ป่าเสื่อมสภาพ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทุั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบมีการบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ เพื่อเตรียมพื้นที่ที่จะปลูกพืชผลอาสินในพื้นที่ พบตอไม้ที่มีลักษณะใหม่ถูก ตัดโค่นกระจายอยู่ทั่วในพื้นที่ สภาพพื้นดินของพื้นที่ที่ถูกบุกรุกปกคลุมด้วยขี้เถ้าแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวผ่านการถูกเผามาไม่นาน รวบรวมข้อมูลทราบว่าพื้นที่ที่บุกรุก เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่หลังจากปี พ.ศ.2557 ชัดเจน โดยพื้นที่ที่ถูกบุกรุกดังกล่าวไม่เคยผ่านการทำประโยชน์มาแต่อย่างใด และบริเวณรอบข้างพบเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จำนวน 5 จุด

ตรวจสารบบข้อมูลการสำรวจรายชื่อราษฎรผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปรากฎผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ จุดตรวจสอบที่ 1 คือ นางศุกร์ ทองจอง ที่อยู่ หมู่ที่ 3 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 74  ตร.ว.,  พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 2 ของนางศุกร์ บุญยง ที่อยู่ หมู่ที่ 3  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง   เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 65  ตร.ว.,

พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 3 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ  อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 25 ตร.ว. , พื้นที่จุดตรวจสอบที่ 4 ของนางวินัย บุญอินทร์ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2  ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 92 ตร.ว. และพื้นที่จุดตรวจสอบที่  5 ของนายสิงห์ ทองสือ ที่อยู่บ้านห้วยแห้ง หมู่ที่ 2 ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุก แผ้วถาง  เผาป่า โค่นต้นไม้ ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 33 ตร.ว.

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งเอาผิดผู้แจ้งครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ทั้ง 5 ราย ฐานร่วมกันยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม ตามมาตรา 19 (1) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 , ร่วมกันเข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์” ตามมาตรา 19 (6) พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, ฐาน ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี วรรคสอง, และ ฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ม. 14 และ ม.31

พร้อมมอบให้ นายประพันธ์ จิตต์เทศ พนักงานพิทักษ์พิทักษ์ป่า ระดับ ส 3 บันทึกการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองหญ้าปล้อง เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474068

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร  ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา

ชาวนาไม่เห็นด้วยแนวคิดใบขับขี่รถการเกษตร ชี้สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ชาวนา

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.24 น.

อ่างทอง ชาวนาไม่เห็นด้วย แนวคิดทำใบขับขี่รถการเกษตร หลังจาก นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บริเวณกลางทุ่งนา ในตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ชาวนาได้นั่งจับกลุ่มคุยกัน  หลังจากนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร ทำใบขับขี่รถการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้  จากความชำนาญในวิชาชีพ โดยเบื้องต้นชาวนาไม่เห็นด้วย ที่จะให้ทำใบขับขี่รถการเกษตรโดยมองว่าจะทำให้เกษตรกรชาวนามีปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และมีการถูกจับปรับเปรียบเทียบเสียเงินทองหลังไม่มีใบอนุญาตขับขี่แล้วนำรถไถนาไปใช้งาน

ด้านนาย ทรงยศ มะกรูดทอง สมาชิกสภา เกษตรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า แนวคิดในการการทำใบขับขี่รถไถนารถการเกษตร นั้นไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เกษตรกร ในการทำใบขับขี่มีค่าใช้จ่าย และรถไถนานั้นก็วิ่งอยู่ภายในนาอยู่แล้วชาวนาไม่ได้ใช้ขับขี่ไปทำธุระในท้องถนน ส่วนรถไถนาขนาดใหญ่ก็มีการบังคับทำใบขับขี่อยู่แล้ว

หากต้องทำใบขับขี่ขึ้นมาจริงๆนั้น จะทำให้ชาวนา ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปทำใบขับขี่ และหากผู้ที่ใบขับขี่รถไถนาหว่านข้าวแล้วเรียกร้องราคาเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่กับชาวนา และหากไม่ยอมทำแล้วนำรถของตนเองมาทำการไถนาแล้วโดนร้องเรียนว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีการถูกเปรียบเทียบปรับคล้ายงานจราจรรถยนต์ คงมีชาวนาถูกจับเสียเงินทองในการลงทุนทำนาเพิ่มขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473814

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล  ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

รายงานพิเศษ : Kick offคาราวานเกลือทะเล ใช้กลไกสหกรณ์เคลียร์สต๊อก9แสนตัน

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“อลงกรณ์” ปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเล หวังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกลือตกต่ำ พบปริมาณเกลือทะเลยังค้างสต๊อกในยุ้งฉาง และกำลังจะออกสู่ตลาดอีก 9 แสนตัน มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ใช้กลไกสหกรณ์เร่งระบายเกลือสู่ตลาด ประสานเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดเป็นช่องทางกระจายเกลือสู่ผู้บริโภค พร้อมประสานองค์การสะพานปลาเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านประมงรับซื้อเกลือทะเลจากสหกรณ์เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าประมงด้วย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยรถคาราวานเกลือทะเล 500 ตัน ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และเครือข่ายขบวนการสหกรณ์ ร่วมพิธีดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมปล่อยคาราวานสินค้าเกลือทะเล เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการกระจายสินค้าเกลือทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายเกลือทะเลสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือแก้ปัญหาเกลือทะเลค้างสต๊อกในยุ้งฉางและเกลือทะเลที่กำลังออกสู่ตลาดในฤดูกาลผลิต 2562/2563 หลังตรวจพบว่าปัจจุบันมีเกลือที่ยังค้างในยุ้งฉางสหกรณ์ 25,000 ตัน และคาดว่ากำลังจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางช่วยเหลือสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสาครและสมุทรสงคราม โดยวางแผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ 800 แห่ง โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล 1 ครัวเรือน 1 ถุง(ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) 120 แห่งทั่วประทศ ช่วยนำเกลือทะเลไปจำหน่าย เป้าหมายแห่งละ 10 ตัน 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อเกลือทะเล เนื่องจากสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือทั่วประเทศ 18 แห่ง มีความพร้อมดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง ที่ต้องการใช้เกลือเป็นวัตถุดิบรักษาคุณภาพสินค้าประมง 11 แห่ง โดยขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับแจ้งยอดการสั่งซื้อเกลือจากสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว 1,500 ตัน รวมมูลค่า 8,250,000 บาท

สำหรับผลดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือสหกรณ์ผู้ซื้อเกลือ โดยประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดให้ขอความร่วมมือสหกรณ์/สมาชิกแต่ละรายช่วยซื้อเกลือทะเล ประสานสหกรณ์ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ภายในจังหวัด ขอความร่วมมือช่วยกระจายสินค้าเกลือทะเล รวมทั้งประสานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล นอกจากนี้ ยังประสานสหกรณ์ผู้ผลิต/จำหน่ายเกลือ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด และผู้แทนสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เพื่อร่วมวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งลงพื้นที่สำรวจสินค้าเกลือทะเล ณ สหกรณ์การเกษตรนาเกลือเพชรบุรี จำกัด จ.เพชรบุรี และสหกรณ์กรุงเทพจำกัด จ.สมุทรสาคร ซักซ้อมแนวทางเตรียมความพร้อมของสหกรณ์ผู้ผลิตเกลือ เพื่อกระจายสินค้าเกลือทะเลให้สหกรณ์ผู้ซื้อสินค้าทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเกลือทะเลไปใช้ผลิตสินค้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่ คุณคฑาวุท บุญมา ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด โทรศัพท์ 08-1015-5739 และ 0-3270-6232

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473809

x

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ที่ประชุมพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ทำแผนส่งเสริมปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อส่งออกของจ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีความต้องการสูง และยังได้ให้โควต้าส่งออกกล้วยหอมทองแก่ประเทศไทยด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกร จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเจรจาการค้าสินค้าเกษตร สำหรับส่งออกกล้วยหอมทองและอินทผลัม รวมถึงจัดทำแผนประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในประเทศ (Thai First)

ด้านน.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นำร่องจ.กาญจนบุรี เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อน พบว่ากาญจนบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นลำดับ 2 ของประเทศ โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มจำหน่ายผลผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรเคยประสบปัญหาโรคจากเชื้อรา ทำให้ลำต้นเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรเลิกเพาะปลูกจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริม และฟื้นฟูการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ เนื่องจากเกษตรกรพร้อมด้านองค์ความรู้ในการผลิตอยู่แล้ว ประกอบกับตลาดยังต้องการ คาดว่าเกษตรกรจะเพิ่มการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนข้าวโพดฝักอ่อน มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีผู้รวบรวมทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ แรงงานในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต และขนส่ง แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในการกำจัดและป้องกันการระบาด รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งศึกษาความเหมาะสมและจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับพื้นที่นำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำหนดปริมาณความต้องการ พื้นที่ส่งเสริม กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการรับซื้อที่ชัดเจน เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473812

x

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อากาศปีนี้แปรปรวนค่อนข้างสูง ช่วงนี้นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว อากาศยังแห้ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน แต่ก็ยังมีฝนตกปรอยๆลงบางพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิกลับลดลงมาอีก สลับไปมา สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้หลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากดอกไปเป็นผล ชาวสวนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผลไม้ในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด หวังว่าการติดผลน่าจะอยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจของชาวสวน โดยปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้สำหรับการออกดอกติดผลของไม้ผล คือ น้ำแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจ อากาศช่วงนี้กลับแห้ง แล้ง มีแดดจัด ไม่มีฝนมาช่วยแต่อย่างใด แหล่งน้ำในธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอด ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาของไม้ผลค่อนข้างสูง ให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาของการสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงเกิดภาวะแสวงหาแหล่งน้ำทุกวิธีทาง ทั้งจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง อ่างเก็บน้ำ ฝายเก็บน้ำต่างๆ เพื่อนำน้ำมาให้กับไม้ผลในสวนของแต่ละราย บางแห่งถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้กันแล้ว สนนราคาต่อคันรถราว 700 บาท ชาวสวนก็ต้องยอม เพื่อให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ตามที่หวัง

เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำฝนของจังหวัดจันทบุรี พบว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ต้องมาประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในช่วงสำคัญของไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รุนแรงถึงระดับที่จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือ และเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปไม่กี่เดือนในช่วงฤดูฝน จังหวัดก็เพิ่งจะประกาศประสบอุทุกภัย น้ำหลากจากภูเขาท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งเรือกสวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งกันไปมา ฤดูฝนน้ำมากจนน้ำท่วม พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำกลับมาแห้งขอดไปจนไม่พอใช้

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมตามสวนต่างๆผมสังเกตเห็นว่าชาวสวนจันทบุรีมีการจัดการสวนแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ครบทุกตารางเมตร สามารถวางแถวปลูกไม้ผลได้แบบไม่มีพื้นที่เหลือให้แทรกอย่างอื่นลงไปได้ และส่วนใหญ่ จะไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะกักเก็บน้ำในฤดูฝนมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งๆที่ชาวสวนเข้าใจดีว่าทำสวนต้องใช้น้ำ ไม่สามารถทำสวนโดยไม่มีน้ำอย่างเพียงพอได้ แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมที่จะสละพื้นที่ของตนเองทำแหล่งกักเก็บน้ำแต่พยายามปลูกไม้ผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้ผลสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากจนน่าตกใจ โดยไม่มีการเตรียมการเรื่องน้ำไว้อย่างเพียงพอ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ผมได้คุยกับกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จันทบุรี เล่าให้ฟังว่า แหล่งกักเก็บน้ำดิบของทางราชการที่จะนำไปใช้ทำน้ำประปา เมื่อปล่อยผ่านคลองส่งน้ำไปผ่านพื้นที่ของชาวสวนซึ่งเป็นชาวสวนรายใหญ่ที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บางรายถึงกับนำโดรนขึ้นบินสำรวจ แล้วทำการขุดสระดึงน้ำที่ปล่อยมานี้ มากักเก็บในพื้นที่สระที่ตนขุดไว้ เพื่อนำมาใช้ในสวนของตนเอง กลุ่ม Young Smart Farmer เรียกการทำการเกษตรในลักษณะนี้ว่า เป็นการทำการเกษตรที่ไร้จริยธรรมของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กลายเป็นการยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมการเกษตร ประเด็นนี้หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมได้

สถานการณ์การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างไม่หยุดยั้ง มีนายทุนเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าว ในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ในสวนของตน อนาคตเราคงไม่ได้เห็นเฉพาะปัญหาการแย่งน้ำของชาวนา ปัญหาการแย่งน้ำของชาวสวนก็คงไม่ยิ่งห ย่นไปกว่ากัน หากไม่มีการเตรียมการทำความเข้าใจและวางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุเรียนในยุคทุเรียนบูมออกผลก็น่าจะไม่เกิน 4-5 ปีนี้ ผลผลิตที่ออกมาจะมีการจัดการอย่างไร จะเกิดเหตุปิดถนนด้วยทุเรียนหรือไม่ ในวันนี้ผู้ใหญ่ของจันทุบรีท่านหนึ่งถึงกับทำนายว่า อีก 4 ปี จะต้องได้รับประทานทุเรียนฟรีที่เมืองจันท์ เพราะผลผลิตจะล้นเกินความต้องการ และประเด็นราคาตกต่ำก็คงหนีไม่พ้น ผมเองก็ได้แต่หวังว่าคงมีทางออกสักทาง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473811

x

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ลักษณะอากาศประเทศไทยจะเผชิญฝนแล้งตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3 – 5% ดังนั้น จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนเตรียมรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรโดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจและประเมินเบื้องต้น คาดว่าพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงนอกเขตชลประทานมี 30 จังหวัด 207 อำเภอ 1,068 ตำบล พื้นที่รวม 374,978 ไร่ ซึ่งตรงกับฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกและภาคเหนือ คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย หากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ โดยช่วงภัยแล้งจำเป็นต้องจัดการสวนของตนเองให้ต้นไม้อยู่รอดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้เกษตรกรมีข้อแนะนำการดูแลไม้ผล ดังนี้

1. การให้น้ำควรให้แบบประหยัดที่สุด คือ ให้น้ำต้นไม้ผล ภายในบริเวณรัศมีทรงพุ่มเท่านั้น ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าใช้สายยาง ให้น้ำครั้งน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเปลี่ยนช่วงให้น้ำเป็นกลางคืน เพื่อให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 2.ใช้วัสดุคลุมดิน โดยคลุมจากโคนต้นไม้ผลจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ผล ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง จะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง หากต้นยังเล็กจะต้องพรางแสงช่วยด้วย

3.การตัดแต่งกิ่ง ไม้ผลที่เก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูแล้ง ให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดการระเหยน้ำทางใบ สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้ว หากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดีต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด4.การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง และใช้เศษวัสดุที่แห้งแล้วมาคลุมโคนต้นไม้ผล 5.การจัดหาแหล่งน้ำ ควรปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ สำหรับสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน

6.ไม่ควรใสปุ๋ยช่วงแล้ง หากน้ำไม่พอ เป็นการไปกระตุ้นการเจริญเติบโต ให้แตกใบอ่อนช่วงแล้งน้ำน้อย จะทำให้พืชมีน้ำไม่พอใช้มากขึ้น ส่งผลทำให้ต้นเหี่ยวเฉาและตายได้7. การทำแนวกันไฟรอบสวน ควรกำจัดวัชพืชภายในบริเวณสวนไม้ผลให้โล่งเตียนทันทีหลังหมดสิ้นฤดูฝน ป้องกันไฟไหม้สวน หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473810

x

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกถึงระยะติดผลอ่อนโดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็นหงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และยอดอ่อนหากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1ตัวต่อ 4 ดอก (0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1 ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอลอัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสาร อะซีทามิพริด 20% เอสพีอัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้

พม. จับมือชมรมเว็บคลับฯ จัดโครงการ ‘รักนี้ให้เธอ’ ส่งต่อรอยยิ้มสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474076

พม. จับมือชมรมเว็บคลับฯ จัดโครงการ 'รักนี้ให้เธอ' ส่งต่อรอยยิ้มสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี

พม. จับมือชมรมเว็บคลับฯ จัดโครงการ ‘รักนี้ให้เธอ’ ส่งต่อรอยยิ้มสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.26 น.

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับ ชมรมเว็บคลับ ไทยแลนด์ สมาชิกสื่อมวลชน มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ และองค์กรภาคีเครือข่าย ขานรับเดือนแห่งความรัก จัดกิจกรรมการกุศลโครงการ รักนี้ “ให้” เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี) แบ่งปันรอยยิ้ม ความสุข เสียงหัวเราะแก่ผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

นายอุเทน ชนะกุล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต เปิดเผยว่า สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 พระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการในการอุปการะ 444 คน ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนพิการ และพิการซ้ำซ้อน ซึ่งร้อยละ 68 มีอาการทางจิตเวช โดยถูกส่งตัวมาจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น และบุคคลที่สมัครใจเข้ามาขอรับบริการด้วยตนเอง ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 11 จังหวัด คือ จังหวัดปทุมธานี นครนายก สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ตราด และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อีกทั้งรองรับการจัดระเบียบคนไร้ที่พึ่งและคนขอทานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การดำเนินงานภายในสถานคุ้มครองฯ มีการจัดสวัสดิการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยสี่ ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการฝึกอาชีพ และด้านการส่งเสริมสุขภาพนันทนาการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับการดูแล บำบัดฟื้นฟูที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน รวมถึงการพัฒนาความสามารถของคนไร้ที่พึ่ง ให้สามารถประกอบอาชีพบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคม เพื่อลดภาวการณ์พึ่งพิง

นางสาวนาริฐา จ้อยเอม ประธาน ชมรม กล่าวว่า ชมรม ” WebClub Thailand” เกิดจากการร่วมกลุ่มจากทีมสื่อมวลชนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีจิตอาสาในการส่งต่อความรักให้กับกลุ่มเป้าหมาย “สื่อส่งต่อความสุข ลดทุกข์เข็ญ” ซึ่งประกอบด้วย สื่อมวลชนจากหลากหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สำนักข่าวออนไลน์ ฯลฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแบ่งปันความรัก ความเอื้ออาทร เพื่อส่งต่อความสุข จึงจัดระดมทุนทรัพย์ หรือ ของใช้ที่มีความจำเป็นสำหรับสตรี ภายใต้โครงการ รักนี้ “ให้” เธอ เพื่อมอบให้แก่ผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี ในเทศกาลเดือนแห่งความรักนี้

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ใจบุญสมทบทุนร่วมบริจาค ได้แก่ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารธนชาต, มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ , ชมรมเว็บคลับ ไทยแลนด์, โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์, ธนาคารกรุงศรี, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด,โรงแรมฟอร์จูน, โรงแรมทีเค พาเลซ, CP RAM, สมาคมภัตตาคารไทย, ข้าวตราไก่แจ้, Travel Radio FM 104.5, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดย รายการแฮปปี้ซีซั่น, สถานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล, รายการเที่ยวเป็น Travel Intrend, บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด, บริษัท แลตตาซอย จำกัด แบ่งเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 138,725 บาท และสิ่งของที่จำเป็นอีกหลายรายการ อาทิ เช่น น้ำดื่ม ข้าวสาร ยาและเวชภัณฑ์ ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์สำหรับการบริหารกล้ามเนื้อมือ ฯลฯ

รักที่เริ่มต้น ด้วยการ “ให้” มีคุณค่า และยิ่งใหญ่เสมอ สนใจบริจาคเพิ่มเติมได้ 2 ช่องทาง ได้แก่  สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โทร 02-577-1148 หรือ 081-870-2188 หรือบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขารังสิต-นครนายก คลอง 4 เลขที่บัญชี 148-6-01029-6 หลังจากโอนเงินบริจาค กรุณาโทรแจ้งชื่อ-สกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อออกใบบริจาคและใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร’GLUTA PHU SHIBUYA’กลูต้าจากประเทศญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473992

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร'GLUTA  PHU SHIBUYA'กลูต้าจากประเทศญี่ปุ่น

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร’GLUTA PHU SHIBUYA’กลูต้าจากประเทศญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.22 น.

ภายใต้การบริหารงานของ 2  ผู้บริหารมากประสบการณ์ทางด้านการตลาดอาหารเสริม สินค้าออนไลน์ และวงการธนาคาร มากกว่า 10 ปี คือ คุณนีน่า โรบินสัน  CEO และคุณภิรธัช ยี่มีกุล Director ของ บริษัท ภู ชิบูย่า (ไทยแลนด์) จำกัด

นายโทคุมารุ โคชิโร่ ผู้บริหารและการตลาดทางโรงงานญี่ปุ่น ได้ประชุมร่วมกับ ผู้บริหารและตัวแทนดีลเลอร์รายใหญ่ เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการตลาด การอบรมตัวแทนออนไลน์ และแผนการผลิต PHU SHIBUYA (ภู ชิบูย่า) ของปี 2563 เพื่อกำหนดให้สินค้าเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “GLUTA  PHU SHIBUYA ” ( กลูต้า ภู ชิบูย่า ) เป็นวิตามิน อาหารเสริม ที่ผลิตและนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งจะมาตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวและความงามของตัวเองแบบ All in One

“เราใช้เวลากว่า 1  ปีในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมา โดย “GLUTA  PHU SHIBUYA ” กลูต้า ภู ชิบูย่า ) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของญี่ปุ่นที่มีความแตกต่างจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั่วไป ซึ่งมาในรูปแบบ All in One ที่จะดูแลผิวพรรณ ผม เล็บ ดวงตา และเซลล์ผิว โดดเด่นด้วยสารสกัดพรีเมียมจากธรรมชาติที่สำคัญถึง 5 ชนิด อาทิ กลูต้าไธโอนบริสุทธิ์ญี่ปุ่น คอลลาเจนไตรเปปไทด์ วิตามินซี แอลแซนทีนและQ10 ซึ่งเป็นอาหารเสริมผิวคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น เกรดพรีเมี่ยม ที่ช่วยให้ดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้เร็วขึ้นมากขึ้น 5 เท่า โดยมาในรูปเม็ด ที่สามารถรับประทานง่าย พกพาสะดวก เหมาะสำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องการดูแลตัวเอง ผ่านการรองรับด้วยมาตรฐานสากล GMP รองรับคุณภาพผ่านการการันตีจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังของญี่ปุ่น

PHU SHIBUYA แบรนด์ที่ผลิตและนำเข้าจากโรงงานระดับโลกด้วยคุณภาพชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อสุขภาพผิวของคนไทย

PHU SHIBUYA เป็นสินค้าคุณภาพจากต้นตำรับความงามของผิวจากประเทศญี่ปุ่น ที่การันตีโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังและมี อย. รองรับเพื่อมาตรฐานและเหมาะกับผู้ที่ปัญหาทางด้านผิวหนังด้วยคุณสมบัติล้ำลึก ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูอ่อนวัย เป็นแบรนด์ที่มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับและมีความเข้มข้นจากญี่ปุ่น และผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานGMPและผ่านการตรวจสอบเพื่อต้องการให้เป็นแบรนด์ที่คุณมั่นใจได้แบบ 100% ถึงความปลอดภัย

Dr. Katsuyoshi Saito (คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวพรรณชาวญี่ปุ่น) กลูต้า แบรนด์ PHU SHIBUYA พร้อมวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ช่วง ปลายเดือน กุมภาพันธ์ 2563 นี้ สามารถหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ทุกช่องทางที่บัตรตัวแทนจำหน่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร 02-538-7111 www.phushibuya.com Line : @phushibuyathailand ,FB : Phu Shibuya Thailand : เพจหลักบริษัท

สยามไบโอไซเอนซ์ มอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทยและมวลมนุษยชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473980

สยามไบโอไซเอนซ์ มอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทยและมวลมนุษยชาติ

สยามไบโอไซเอนซ์ มอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทยและมวลมนุษยชาติ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.25 น.

“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือ พลเมือง นั่นเอง”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำรัสดังกล่าวไว้ในเรื่องสุขภาพของประชาชน ด้วยทรงเห็นว่า ‘คน’ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาประเทศ สร้างความพอมี พอกิน จึงทรงให้ความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาสุขภาพของประชาชน เพื่อการพัฒนาประโยชน์สุขให้เกิดกับส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป

บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จึงก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2552 เพื่อสานต่อพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงริเริ่มเรื่องการดูแลสุขภาพและพัฒนาคุณภาพของคนไว้ โดยมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะให้ประชาชนชาวไทยสามารถได้รับยาที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ถูกลง ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางยาแก่สาธารณสุขของไทย ดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตยาบริษัทแรกของคนไทยที่ลงทุนพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ (Biopharmaceuticals) เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยแก่ทุกคน

สยามไบโอไซเอนซ์ จึงเป็นดั่ง ‘ของขวัญจากพ่อ’ ที่ไม่ได้มอบแก่เพียงคนไทย แต่เพื่อคนทั้งโลก เพราะการวิจัยทางการแพทย์ นั้นต้องทำเพื่อมวลมนุษยชาติ ดังส่วนหนึ่งของพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์และสาธารณสุข ความว่า

“True Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind”

สยามไบโอไซเอนซ์ใช้เวลา 4 ปีแรกในการศึกษาแนวทางการทำงาน หาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ วางโครงสร้างและรากฐานที่มั่นคง พร้อมกับลงทุนสร้างโรงงานใหม่อันทันสมัย บนเนื้อที่กว่า 37 ไร่ ณ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นศูนย์การวิจัยและผลิตยาในที่เดียว

จุดเริ่มต้นของเครือสยามไบโอไซเอนซ์  ประกอบด้วย 2 บริษัทหลัก คือ “บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด” (Siam Bioscience) ดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตยา เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ โดยมีการวิจัย พัฒนาและผลิตครบวงจร ตั้งแต่ตัวยาสำคัญและสารออกฤทธิ์ จนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และ “บริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด” (Apexcela) ตั้งขึ้นใน พ.ศ.2553 เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการตลาด และการขาย ทั้งในประเทศและส่งออก รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิต ได้แก่ ยารักษาโรคเน้นที่ยาชีววัตถุ โดยยาตัวแรกที่ออกสู่ตลาดแล้วคือ ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดง ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการไตวาย เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้เอง

ยาตัวที่ 2 คือ ยาเพิ่มเม็ดเลือดขาว ให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง สามารถบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลข้างเคียงต่ำ

จากการเติบโตของบริษัทที่ทำการวิจัย พัฒนา รวมถึงการผลิตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ใน พ.ศ.2560 เครือสยามไบโอไซเอนซ์ จึงได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นอีก 2 บริษัท เพื่อต่อยอดธุรกิจ คือ บริษัท เอบินิส จำกัด (Abinis) โดยจะเน้นไปที่ยาบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โรคไต และ โรคแพ้ภูมิตนเอง เพื่อต่อยอดการผลิตยาชีววัตถุอย่างครบวงจร และ “บริษัท อินโนไบโอคอสเมด จำกัด” (Inno-Biocosmed) ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ชีวเวชสำอาง ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและเส้นผม และผลิตภัณฑ์ดูแลแผล โดยจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกในชื่อแบรนด์ Ardermis และ Uderma

ด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกของโรงงาน วันนี้บริษัทฯ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/s GMP, ISO9001, ISO17025 และด้วยศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาอย่างครบวงจร ยาในเครือสยามไบโอไซเอนซ์ได้รับการบรรจุเข้าบัญชียาของหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม อีกทั้งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจโรค ให้แก่ องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อมีบริษัทผู้ผลิตยาที่ทำงานโดยคนไทยในทุกขั้นตอน ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับบุคลากรในประเทศ ส่งผลดีต่อวงการแพทย์ และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน โดยตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา สยามไบโอไซเอนซ์ ได้เขียนบันทึกหน้าใหม่ให้กับวงการยาของประเทศไทยมากมาย เริ่มจากเป็นบริษัทเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผลิตยาชีววัตถุตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ และหัวใจสำคัญของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ คือ ความมุ่งมั่นที่จะทำให้คนทั่วโลกมีโอกาสเข้าถึงยา และการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น

นี่คือเป้าหมายของ สยามไบโอไซเอนซ์ บริษัทแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่มุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา ให้มีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อมวลมนุษยชาติ

เกี่ยวกับสยามไบโอไซเอนซ์

บริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุผ่านเทคโนโลยีชั้นสูงแห่งเดียวของคนไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คิดค้น พัฒนา ผลิตวัตถุดิบยา ผลิตยา บรรจุยา และจัดจำหน่ายยาชีววัตถุ ตั้งแต่ก้าวแรกของการผลิตจนนำส่ง โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบยาจากภายนอก

%d bloggers like this: