2562(2019)

All posts tagged 2562(2019)

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์ ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์  ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ

30 ธันวาคม 2562 – 18:00 น.
ผ้าภูอัคนี,ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ,ภูมิปัญญาชาวบ้าน
เปิดอ่าน 420 ครั้ง

ผ้าภูอัคนี ของดีบุรีรัมย์  ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ โดย…  พรนภา มหาหิงษ์

“การนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคารที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของ จ.บุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นได้นำมาสร้างเป็นผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี”

บุรีรัมย์  มีตำนานเล่าขานมากมายแต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ “ผ้าฝ้าย” ที่มีสีและการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่คงความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง ผ้าฝ้ายที่จังหวัดแห่งนี้มีแหล่งผลิตหลายที่ แต่ที่น่าสนใจคือผ้าฝ้ายจากหมู่บ้านเจริญสุข ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ อีกทั้งยังตั้งเป็นกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชน

  พิมพ์อัปสร เมืองประทุม (คนกลาง)

  พิมพ์อัปสร เมืองประทุม สมาชิกกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จ.บุรีรัมย์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนการริเริ่มทำผ้าทอชาวบ้านได้เข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าตามปกติแต่ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนทำให้พื้นที่ภายในป่ามีความชื้นและดินโคลนภายในป่าค่อนข้างลื่นและชันมาก ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังหาของป่าก็ลื่นล้มทำให้ดินโคลนภายในป่าเปื้อนเสื้อผ้าและเมื่อกลับมาบ้านก็นำเสื้อที่เปื้อนดินโคลนไปทำความสะอาด แต่ทำอย่างไรผ้าก็ยังมีสีของดินติดอยู่ และระหว่างนั้นนายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาประจำการก็มาขอให้คนในชุมชนบ้านเจริญสุขจัดทำผ้าฝ้ายทอมือที่มีลักษณะไม่เหมือนที่อื่นเพราะในหมู่บ้านเจริญสุขเป็นหมู่บ้านที่ทอผ้าอยู่แล้วเพื่อใช้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์และเพื่อให้ข้าราชการได้สวมใส่และเป็นอัตลักษณ์ให้ทุกอำเภอในจังหวัด

“ระหว่างนั้นชาวบ้านจึงนึกได้ว่าเมื่อวันก่อนได้เข้าป่าและมีสีของดินโคลนติดเสื้อซึ่งเป็นสีที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อนจึงไปดูพบว่าสีดินโคลนดังกล่าวยังคงติดเสื้ออยู่ทั้งๆ ที่ทำความสะอาดแล้ว จากนั้นจึงจุดประกายแนวคิดด้วยการนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคารที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของจ.บุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นนำมาใช้ย้อมผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี” ที่ได้รับผลตอบรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

พิมพ์อัปสร เล่าต่อว่า หลังจากค้นพบความอัศจรรย์ของดินภูเขาไฟแล้วจึงนำดินดังกล่าวมาใช้ในการย้อมผ้าและมีการผสมผสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้สีของผ้ามีความงดงามมากขึ้น โดยการนำเปลือกของต้นประดู่มาผสมกับดินเพื่อให้มีสีที่เข้มขึ้นและมีความคงทนทำให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มของผ้าเวลาสวมใส่แล้วสบายตัวและไม่มีที่ไหนเหมือน ด้วยวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อด้านสิ่งทอที่มีชื่อว่า “ผ้าทออัคนี” ที่ผ่านการผสมผสานจากผ้าฝ้ายสีขาวเปลี่ยนเป็นสีดินน้ำตาลอ่อนและน้ำตาลแดงแบบดินภูเขาไฟ

ส่วนขั้นตอนการย้อมเริ่มต้นจากการนำดินภูเขาไฟมาคัดเศษผงที่เจือปนออก หลักจากนั้นนำไปผสมน้ำในอัตราส่วนดินภูเขาไฟ 3 กิโลกรัมต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร ก็จะได้น้ำดินภูเขาไฟที่มีสีน้ำตาล สำหรับขั้นตอนนี้หากอยากได้ผ้าสีเข้มก็ผสมน้ำให้น้อยลง หากอยากได้สีอ่อนก็ผสมน้ำให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนการย้อมสีผ้า โดยจะนำผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ต้องการย้อมสีและใช้ผ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัมในการย้อมแต่ละครั้ง นำผ้าลงไปแช่ในน้ำดินภูเขาไฟที่เตรียมไว้ทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็จะได้ผ้าสีน้ำตาลเย็นตา สีสันสวยงามตามที่ต้องการ หลังจากนั้นนำผ้าที่ได้ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากและยืดให้ตรงก็จะได้ผ้าตามต้องการ

นอกจากนั้นที่หมู่บ้านเจริญสุขแห่งนี้ยังมีภูมิปัญญาที่จะรักษาสีผ้าให้คงทนด้วยเช่นกัน นั่นคือการนำผ้าที่ได้จากการย้อมดินภูเขาไฟไปต้มกับ “น้ำเปลือกประดู่ต้ม” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขั้นตอนการนำผ้าแช่น้ำเปลือกประดู่นั้น ซึ่งพิมพ์อัปสรเล่าให้ฟังอีกว่า
“นำเปลือกต้นประดู่มาต้มในน้ำซึ่งน้ำต้มจะต้องร้อนแต่ไม่ให้เดือดจนเกินไป หลังจากนั้นนำผ้าที่ต้องการย้อมลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันการตกสี อีกทั้งในน้ำเปลือกต้นประดู่ก็ยังมียางและสีที่คล้ายสีดินภูเขาไฟจึงเป็นการเคลือบสีลงไปในตัวผ้า เนื้อผ้าที่ได้จึงเงางามยิ่งขึ้นและไม่ตกสีนั่นเอง”

          “ผ้าทออัคนี” หรือ “ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความมหัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติและความบังเอิญหลายๆ อย่างที่มีสีสันที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อใน จ.บุรีรัมย์ และสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าภูเขาไฟอังคารมีลักษณะรูปร่างคล้ายพญาครุฑนอนคว่ำหน้า อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดเขาอังคาร ดังนั้นการนำดินมาใช้ในกระบวนการผลิตจึงมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้สวมใส่ว่าเมื่อใส่แล้วจะทำให้เป็นสิริมงคลในชีวิต

ปัจจุบันกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จ.บุรีรัมย์ ได้ผ่านการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมและยังได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน โอวีซี OVC หรือ โอท็อป วิลเลจ แชมเปี้ยน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหหาดไทย โดยกลุ่มชาวบ้านเจริญสุขมีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้เข้ายุคแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือยุค 4.0 ในปัจจุบันให้มีความทันสมัยและเหมาะต่อการนำไปใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั้ง ญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ เพื่อนำไปเผยแผ่ความมหัศจรรย์จากธรรมชาติของไทยเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย ในหมู่บ้านเจริญสุข ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเกี่ยวกับวิถีชีวิตและขั้นตอนในการรังสรรค์สิ่งมหัศจจรย์ของการทำผ้าทออัคนี หรือผ้าย้อมดินภูเขาไฟในทุกขั้นตอน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและการอนุรักษ์เรื่องราวที่มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งของไทยให้คงอยู่และยั่งยืนสืบต่อไป

ส่วนผู้ที่สนใจแวะชมผ้าภูอัคนี หรือดูกรรมวิธีการผลิต สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มสตรีทอผ้าไหม-ผ้าฝ้าย หมู่บ้านเจริญสุข สอบถามเพิ่มเติม โทร.08-9526-6071, 08-5632-7629 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ

30 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,บุคคลการเมืองแห่งปี 2562,ดาวดับ
เปิดอ่าน 2,251 ครั้ง

บุคคลการเมืองแห่งปี 2562 ดาวดับ โดย… ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก

การเมืองในห้วงปี 2562 เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตั้งแต่มีการเลือกตั้งในเดือน มี.ค. ทั้งพรรคการเมืองเกิดใหม่และนักการเมือง “ดาวรุ่ง” ขณะเดียวกันก็เกิดคดีหลากหลายทั้งให้พรรคกู้เงิน , ล้มล้างการปกครอง ฯลฯ จนพลิกจากดาวรุ่งกลายเป็น “ดาวดับ”

ข้อมูลจาก วิกีพีเดีย ระบุว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ชื่อเล่น: เอก) เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 นักธุรกิจ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองชาวไทย อดีตรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

แต่ภายหลังตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเมื่อปี 2561 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ผู้จดจัดตั้งพรรค ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ติดอันดับดาวรุ่งแห่งปี 100 คน ประจำปี 2562 ในสาขาผู้นำ ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารไทม์ นี่คือตัวอย่างสั้นๆ ที่พอจะเห็นหน้าเห็นหลังในความเป็นไปของ ธนาธร ทั้งในทางธุรกิจและในทางการเมือง

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงจะขอขยายภาพความเป็น ธนาธร ให้กว้างขึ้นว่า ทำไม “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงยกให้ ธนาธร เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี ที่เป็น “ดาวดับ” แม้ดูจะย้อนแย้งกันแต่ในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น

เส้นทางการเมืองของ ธนาธร ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เหมือนการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน จนต่อมาได้ฉายาว่า “ไพร่หมื่นล้าน”

ความรวยเป็นหมื่นล้าน ไม่อาจทำให้ “ฝัน” ของธนาธร เป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะบริบทการเมืองไทยกับความฝันในโลกอันแสนสวยราวกับเดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ มันตรงกันข้ามกัน

ระยะเวลาการตั้งพรรคอนาคตใหม่ จนถึงวันนี้ ธนาธร และพรรคมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางล้มเหลว อันเนื่องมาจากความสำเร็จเพียงช่วงสั้นประเดี๋ยวประด๋าว และเมื่อความจริงต่างๆปรากฏ ความล้มเหลวจึงตามมา

ความฝันของธนาธร เป็นฝันของการเมืองแบบยูโธเปีย หรือแบบอิลลูมินาติ สมาคมลับอะไรที่ว่านั้น ไม่อาจเป็นจริงในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ความสำเร็จของธนาธร คือ ได้ตั้งพรรคการเมือง ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.และมี ส.ส. 81 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับคะแนน 6 ล้านเศษทั่วประเทศ พรรคใหม่อายุไม่ถึงขวบปี แต่เอาชนะพรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มาได้เช่นนี้ ย่อมต้องมองว่าความสำเร็จมาเร็วเกินคาด

เนื่องจากก่อนการเลือกตั้ง บรรดาผู้สันทัดทางการเมือง ให้อนาคตใหม่แค่ 10 ไม่เกิน 20 เก้าอี้เท่านั้น โดยยึดสมมุติฐานจาก ส.ส.เขตเป็นหลัก

แนวคิดของนักวิเคราะห์การเมือง ยังเอา ส.ส.หรืออดีต ส.ส.เป็นตัวตั้ง หากพรรคการเมืองไหนมีอดีต ส.ส.ลงสมัครมาก โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งก็มีสูง ด้วยเหตุนี้การที่พรรคอนาคตใหม่มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่หรือโนเนม การให้ค่ากับเก้าอี้ ส.ส.จึงน้อยกว่าที่คาด

แต่ก็ผิดคาด เพราะปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยแรกคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ อย่างปัจจุบันทันด่วน ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน ทำให้บรรดาผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่สนับสนุนไทยรักษาชาติ เกิดอาการเคว้ง หาที่ลง

ประการที่สอง แนวทางของอนาคตใหม่ คล้ายจะทับซ้อนกับแนวทางของเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ฉะนั้นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนหนึ่งที่เป็นแนวร่วมเพื่อไทยและคนเสื้อแดง จึงหันมาทางอนาคตใหม่

ประกอบกับความไม่ชัดเจนของทักษิณ ชินวัตร ว่าจะกดปุ่มอย่างไรให้แก่พรรคเพื่อไทย จังหวะนี้คนที่สับสนจึงเทไปทางอนาคตใหม่

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” มองว่า คะแนนที่มาจากฐานคะแนนจัดตั้งแบบออฟไลน์คือฐานเสียง และหัวคะแนน กระจัดกระจายอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาล คสช. และคว่ำบาตรเผด็จการ

แต่นักวิเคราะห์การเมืองลืมคิดไปว่า ยังมีคนจำนวนมากที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่เรียกว่าฐานคะแนนออนไลน์ ที่ขลุกอยู่กับมือถือ แท็บเล็ตและหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะกลายเป็น “คะแนนหลัก” ที่ทำให้ อนาคตใหม่ ได้รับเลือก ส.ส.แบบถล่มทลาย

จนกระทั่งมีการเปิดเผยว่า อนาคตใหม่ มีการจัดการระบบฐานคะแนน “ออนไลน์” อย่างเป็นรูปธรรม คล้ายๆ กับวิธีการของพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐ ทั้งเดโมแครต และรีพับลิกัน ที่มีการซื้อข้อมูลจากบริษัทที่จัดเก็บข้อมูลประชากรโซเชียล

พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้นึกคิดว่า การใช้สื่อออนไลน์หรือสื่อโซเชียล จะมีผลต่อคะแนนเสียง ยังเชื่อความคิดเดิมๆว่าการเมืองแบบออฟไลน์คือการปราศรัย แจกเงิน ซื้อเสียง จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

แต่อนาคตใหม่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อถึงตัวบรรดานักท่องโลกออนไลน์ทั้งหลายได้อย่างเงียบเชียบ ถึงขนาดล้างสมองให้หลงใหลและคลั่งไคล้ในตัว ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ได้ แบบโงหัวไม่ขึ้น

นั่นคือความสำเร็จที่ส่งให้ ธนาธรและผองเพื่อนได้เข้าสภา

ชีวิตการเมืองของ ธนาธร เปิดฉากเร็วมาก เขาทะลุขึ้นไปชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ในขณะที่เป็น ส.ส.สมัยแรก

แม้ว่าจำนวนเสียงในสภาของฝ่ายค้านจะน้อยกว่า แต่ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดทางการเมือง จากนักธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ และนักกิจกรรมที่ทำกับมิตรสหายในรั้วมหาวิทยาลัย

ธนาธร ได้เรียนรู้รสชาติการเมืองที่แท้จริงที่มีบริบทและปัจจัยแวดล้อมมากกว่าการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย มากกว่าการเมืองข้างถนน และมากกว่าการเมืองในตำรา เพราะนอกจากธนาธรจะเดินไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ การสร้างความเท่าเทียม และประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนที่แท้จริง แต่ธนาธรก็จะต้องถูกองค์กรทางการเมือง บุคคลทางการเมือง ทั้งในและนอกสภาคอยตรวจสอบอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน

ในขณะที่ธนาธรกำลังเดินทาง กำลังปลุกผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ธนาธรก็สะดุดขาตัวเองล้มลงหลายครั้ง “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” ขอย้ำว่า ธนาธรสะดุดขาตัวเอง ไม่มีใครไปขัดขาหรือผลักให้ ธนาธรล้ม หรือไม่มีใครคอยดึงหรือเหนี่ยวรั้งไม่ให้ธนาธรเดินไปสู่จุดหมายของการเปลี่ยนแปลงประเทศตามเจตนาของเขา

แต่เขาล้มลงเพราะตัวเขาเอง

เริ่มจากคดีหุ้นสื่อ วี-ลัค มีเดีย เป็นบริษัทที่ทำกิจการสื่อ ที่ ธนาธรจะต้องขายหุ้นหรือไม่เกี่ยวข้อง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อห้ามเอาไว้ ก่อนที่ธนาธรจะตั้งพรรค ก่อนที่ธนาธรจะสมัคร ส.ส.

เมื่อ ธนาธรไม่ได้แก้ปัญหาและไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ธนาธรจึงถูกตัดสิทธิ์ ส.ส.หลังได้รับการรับรองจากกกต.เพียงไม่กี่วัน นับว่าเป็น ส.ส.ที่อายุสั้นที่สุดก็ว่าได้

นอกจากนี้ ธนาธรยังถูกแจ้งความในคดีอาญาอีกหลายคดี เป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแทบทั้งสิ้น ล่าสุดคือคดีปลุก “แฟลชม็อบ”

ถึงกระนั้น ธนาธร ยังประกาศปลุกใจและให้กำลังใจตนเองในการต่อสู้ แม้ธนาธรไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ยังคงสถานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพราะอนาคตใหม่คือการเดินทาง อนาคตใหม่คือผู้คน ขอให้ทำตามอุดมการณ์ให้สำเร็จ

ธนาธรไม่มีความเป็น ส.ส.แล้ว ต่อไปพรรคอนาคตใหม่ ยังจะไม่มีอนาคต เพราะว่า กกต.ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่

นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็น “นิติสงคราม” หรือมีใครไปใช้กฎหมายเพื่อเล่นงานธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นเพราะธนาธรไปให้พรรคกู้เงิน 191 ล้านบาท ที่กฎหมายพรรคการเมือง ”เขียน” ห้ามเอาไว้

หมายความว่า อนาคตใหม่และธนาธรไปทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้ทำได้ ที่สำคัญที่มาของคดีนี้ล้วนมาจากปาก ธนาธร แทบทั้งสิ้น

ล่าสุดคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว แต่ยังมีคดี “อิลลูมินาติ” คดีที่ถูกร้องว่า ธนาธร ปิยบุตร และพรรคอนาคตใหม่ มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน

คดีนี้ลุ้นระทึกเพราะศาลฯ นัดวินิจฉัย 21 มกราคม 2563

น่าแปลกตรงที่ทุกคดี ทั้ง ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “โดน” แน่ๆ จนไปๆ มาๆ ปิยบุตร เลขาธิการพรรค ตอกย้ำว่านี่คือ “นิติสงคราม” การใช้กฎหมาย องค์กรทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายล้างกันทางการเมือง

ไม่เคยเลยที่จะพูดความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายของ ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่เอง

หรือแม้แต่ทุกครั้งที่ ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่พาคนลงถนน ก็คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย แล้วไปโทษว่านี่คือ “นิติสงคราม” ได้อย่างไร

เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครอง ล้มล้างสถาบัน มันอาจไม่ใช่ “อิลลูมินาติ” แต่อาจเป็น ”จิตสำนึก” ของธนาธร และอนาคตใหม่ ที่ใครต่อใครยังมองไม่เห็นก็เป็นได้

เหล่านี้คือสีสันและความฉูดฉาดที่เกิดจากธนาธร ที่ทำให้การเมืองไทยเกิดความคึกคัก มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างเกิดขึ้นทั้งในทางบวกและทางลบ แต่จะมากไปในทางลบ

ธนาธร เหมือนผีพุ่งไต้ เหมือนดาวที่ส่งประกายบนท้องฟ้าแล้วร่วงดับลงมาอย่างเร็ว “ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงยกให้เขาเป็น บุคคลการเมืองแห่งปี 2562

เพราะเราไม่แน่ใจว่า ในปี 2563 บนถนนการเมืองไทย จะยังมี ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ คอยสร้างสีสันอยู่อีกหรือไม่ เพราะมีคดีอาญาและคดีการเมืองยาวเป็นหางว่าว… คดีอาญาติดคุก คดีการเมืองยุบพรรค

เปิดแผน สทนช.ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407587?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแผน สทนช.ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี

30 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี,สทนช,แล้ง,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 334 ครั้ง

เปิดแผน”สทนช.”ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปี  บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “แผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ” ล้มเหลว หากย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนมาถึงช่วงพีคสุดในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะเดียวกันน้ำในแม่น้ำโขงยังแห้งขอด เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำในเขื่อนตั้งแต่ประเทศจีนลงมาถึงประเทศลาว โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุด

ถึงคราวเคาะห์ซ้ำกรรมซัด ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ-อีสาน จากผลพวงของพายุโซนร้อน “โพดุล” และ “คาจิกิ” สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเรือกสวนไร่นา

จากการประเมินของ “มงคล ตันสุวรรณ” เลขาธิการกลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนั้น โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอีสานตอนบนได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน รวมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1 ล้านไร่ ขณะเดียวกันมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เช่น ถนนถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าบางแห่งเสาไฟฟ้าโค่นล้ม น้ำท่วมเข้าในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของหลายแห่ง โดยประเมินภาพรวมความเสียหายไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ เพื่อติดตามงานปี 2562 และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในปี 2563 พร้อมย้ำ ต้องไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากอีกต่อไป โดยรัฐบาลทุ่มงบกลางกว่า 19,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน การขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำ 85 โครงการ พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำจากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2563 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน 57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจายลงทุกภาคทั่วประเทศ และเห็นชอบกรอบโครงสร้างการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ที่มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) รับผิดชอบ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด มาดำเนินงานโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหลัก เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกันบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังเร่งบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บนำ้ขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์น้ำและมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

โดยต้องพยายายามขับเคลื่อนดำเนินงานให้ ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการ น้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนำ้ที่เสื่อมโทรมและป้องกันการทลายของดิน รวมทั้งการบริหารจัดการ และย้ำว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ กระจายแก้ปัญหาน้ำลงทุกพื้นที่และจะติดตามขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกับประชาชนในพื้นที่ปี 2563

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำอีกครั้งในระหว่างเป็นประธานการประชุมทรัพยากรน้ำระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ณ ห้องประชุมเดอะริเวอร์ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถึงกลไกด้านกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม โดยหลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

อาจกล่าวได้ว่าการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

สองวันต่อมาจากนั้น ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนป้องกันภัยแล้ง ปี 2562/63 และการกำหนดพื้นที่แหล่งน้ำสำรอง ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร ให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนปฏิบัติการหลัก ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการรองรับภาวะเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 2.แผนปฏิบัติการรองรับสถานพยาบาลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3.แผนปฏิบัติการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล-ไม้ยืนต้น)  4.แผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง และ 5.แผนปฏิบัติการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้ง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์

“เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของภาครัฐในการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดน้ำ และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานเพื่อนำไปปฏิบัติ” เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการรับรองภาวะเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนงบกลาง โดยเน้นเป็นแผนระยะสั้นสามารถดําเนินการเพื่อแกไขปญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใหแลวเสร็จในฤดูแล้งนี้เพื่อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ส่องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561 – 2580)
สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)  ประกอบด้วย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสาแรก คือ กฎหมาย ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่งครม.ได้ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ขึ้นมา ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง

ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่ คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

ความท้าทายของอาเซียน +6 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407584?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายของอาเซียน +6

30 ธันวาคม 2562 – 11:40 น.
อาเซียน,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 396 ครั้ง

ความท้าทายของอาเซียน +6 คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

แม้ว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องข้อตกลงการค้าเสรีที่เสนอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกของอาเซียน ร่วมกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตามว่าการร่วมมือทางเศรษฐกิจนี้จะช่วยขับเคลื่อนภูมิภาคนี้ให้ไปข้างหน้า หรือมีปัจจัยทางการเมืองและวัฒนธรรมมาเป็นอุปสรรคหรือไม่

ผศ.ดร.กษิร ชีพเป็นสุข รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และอาจารย์จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจและมีความสำคัญในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงในด้านยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญ

“เห็นได้ชัดว่าจีนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โครงการ BRI หรือเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีความพยายามอย่างมากในภูมิภาคนี้ และระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล ซึ่งขณะนี้ประเทศลาวก็กำลังพึ่งพาการลงทุนจากจีนในส่วนนี้อยู่”

ทั้งนี้ การเข้ามามีบทบาทของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง เช่น อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ก็มีส่วนสร้างกรอบความร่วมมือกับภูมิภาคอาเซียน เช่น โครงการความร่วมมือสามแม่น้ำ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ซึ่งทางเกาหลีและญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจพร้อมสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค

“เกาหลีใต้ยังมองด้วยว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ และสามารถรณรงค์เรื่องนี้ได้สำเร็จ จะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ได้ เพราะเป็นพื้นที่โซนกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด”

ขณะเดียวกัน อาเซียนก็เป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งทางสหรัฐมองว่า อาเซียนมีความเสี่ยงที่จะถูกจีนรุกล้ำและมีอิทธิพลเหนือภูมิภาค ขณะเดียวกันก็มีโครงการร่วมมือทางการทหารทั้งในประเทศเวียดนามในโครงการกองกำลังรักษาการณ์ชายฝั่ง (US Coast Guard) รวมถึงการตั้งฐานทัพในสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมอาเซียนครั้งที่ 35 นั้น ก็อาจจะต้องจับตาดูว่า สหรัฐจะมีทีท่าอย่างไรต่อไป

อาจารย์กษิรกล่าวว่าอาเซียนไม่ได้มองชาติใดชาติหนึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และมองเห็นผลประโยชน์ของความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจ ซึ่งผ่านการเจรจาทั้งในระดับพหุภาคี หรือในภูมิภาคด้วยกัน และทวิภาคี หรือเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อาจารย์กษิรกล่าวว่าความท้าทายของอาเซียนคือการขาดแคลนบรรทัดฐานที่ยึดหลักมั่นคง ไม่มีประเด็นร่วมที่เด่นชัด โดยเฉพาะด้านการเมืองการปกครอง คุณภาพชีวิตของประชาชน อุดมการณ์มนุษยนิยมต่างๆ และยังคงใช้ฉันทามติในการตัดสินใจแทนที่การลงคะแนนเสียง

“ก่อนหน้าที่เราจะมีกฎบัตรอาเซียน ในปี ค.ศ. 2008 เราก็อยู่กันแบบหลวมๆ มีแต่กรอบความร่วมมือ ต่อมาเมื่อมีกฎบัตรแล้วก็เหมือนได้รับการยอมรับ และมีตัวตนทางกฎหมายมากขึ้น แต่ในเชิงปฏิบัติเราก็ไม่ได้เปิดอกคุยกันทั้งเรื่อง คุยในเรื่องผลประโยชน์ที่จับต้องได้ แต่ในเชิงคุณภาพสังคม ชีวิตมนุษย์ หรือแม้แต่ประชาธิปไตยเอง ก็ฝากความหวังไม่ได้ดีนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาเซียนองค์กรที่ให้ความสำคัญกับรัฐสูงมาก เป็นนโยบายจากบนลงล่างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก”

อาจารย์กษิรชี้ว่า การที่ประเทศภายนอกหรือประเทศมหาอำนาจเข้ามาเจรจากับภูมิภาคในอาเซียนต้องเลือกประเด็นในการพิจารณา เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ สามารถจัดการได้ แต่ในกรณีการแก้กฎหมายประหารชีวิต หรือแม้แต่ประเด็นความหลากหลายทางเพศ จะไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีนัก

“ในภาษาทางการทูตเราเรียกว่าการทูตแบบเงียบ คือไม่แสดงความคิดเห็น อย่างตอนประเด็นการลงโทษ LGBT ในบรูไน ในอาเซียนก็เงียบกันหมด เราคุยกันแต่เรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แต่สิ่งที่เราควรระวังคือประเด็นขัดแย้งในภูมิภาคปะทุจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะไม่กี่ปีมานี้แตกแยกเรื่องทะเลจีนใต้จนอินโดนีเซียต้องเข้าไปจัดการไกล่เกลี่ย”

อาจารย์กษิรตั้งคำถามทิ้งทายไว้ว่ายังมีประเด็นที่ควรเฝ้าติดตามดูคือจุดร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะเป็นอย่างไร และความร่วมมือของชาติสมาชิกจะดำเนินไปไหนทิศทางไหน เพื่อรับมือประเทศภายนอกหรือประเทศมหาอำนาจที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้

บุคคลแห่งปี เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุคคลแห่งปี  เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

30 ธันวาคม 2562 – 10:55 น.
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์,บุคคลแห่งปีประจำปี 2562
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

บุคคลแห่งปี  เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

โบราณบอก “ความดังไม่คงที่ ความดีสิคงทน” แต่ของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ คือ “ความดีตีแบรนด์” เพราะเรื่องราวที่ทำมาตลอดหลายสิบปีของเขากำลังได้รับการพูดถึง บอกต่อ ฉายซ้ำ เหมือนเจ้าตัวกลับมาแจ้งเกิดอีกรอบ

แต่การแจ้งเกิดของเขาเป็นของจริง ของทน และน่าจะติดตัวอดีตพระเอกคนนี้ไปตลอดว่า แม้เขาอาจจะเป็นผู้ชายธรรมดาสำหรับหลายคน แต่กับผู้ยากไร้เขาคือ “ผู้วิเศษ”

แล้วทำไมตำแหน่ง “บุคคลแห่งปีประจำปี 2562” จะไม่เป็นของเขา

++

    คน(ไม่)ธรรมดา
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เด็กหนุ่มแห่งอีสานใต้ จ.สระแก้ว ที่หลังจบ ม.ปลายก็เดินทางมาไกลถึงกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างจากเด็กต่างจังหวัดทั่วไป คือการเรียนหนังสือ

แต่แล้วเส้นทางของหนุ่มอาชีวะจากโรงเรียนกรุงเทพโปลีเทคนิค กลับกลายเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล เมื่อเขาตัดสินใจไปสมัครเป็นนักแสดงหน้าใหม่กับ “คมน์ อรรฆเดช”

บิณฑ์หรือตอนนั้นมีชื่อเดิมว่า “ท็อป บรรลือฤทธิ์” ก็ไปเข้าตาผู้กำกับได้เล่นหนังเรื่องแรก “ข้ามากับพระ” ในปี 2527 แน่นอนเรื่องนี้คือที่มาของการเปลี่ยนชื่อเป็น “บิณฑ์” เพื่อให้เข้ากับหนัง แต่ก็ได้ใช้ชื่อนี้มาตลอด

อย่างที่รู้เรื่องนี้ “สรพงษ์ ชาตรี” เป็นพระเอก แต่ไฟหลายดวงก็สาดส่องไปที่ดาวดวงใหม่ชื่อ “บิณฑ์” จนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและมีผลงานละครโทรทัศน์เรื่องแรก “แผลเก่า” ในปี 2531 กับนางเอกนางงาม “เอ้” ชุติมา นัยนา

บิณฑ์ในวัยเพียง 26 ตอนนั้นจึงนับเป็นพระเอกใหม่ที่ทุกคนชื่นชอบส่งผลให้มีงานในวงการอีกเพียบทั้งจอแก้วและจอเงินขึ้นชั้นพระเอกเบอร์ต้นของบันเทิงไทย

แน่นอนคนไทยจดจำบิณฑ์ในฐานะพระเอกดัง หรือแม้แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ที่บิณฑ์ผันตัวมาทำในภายหลังเช่น ตำนานกระสือ (2545), ช้างเพื่อนแก้ว (2546), ปัญญา เรณู (2554), กรรไกร ไข่ ผ้าไหม (2557), ทองดีฟันขาว (2559) และล่าสุด ฮักบี้ บ้านบาก (2562)

แต่สำหรับชีวิตทุกวันนี้ของบิณฑ์ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะเป็นมากกว่านั้น

++

     คนอาสา
คนไทยเห็นภาพบิณฑ์ว่าเป็น “ดารากู้ศพ” มาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 2529 หรือหลังจากที่บิณฑ์ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกดังแล้ว โดยร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญู

เจ้าตัวเคยเล่าว่าที่เลือกร่วมงานกับ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” เพราะในวัยเด็กซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเคยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร่วมกตัญญูกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เลยฝังใจว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะทำให้ได้อย่างนี้

จนพอเริ่มตั้งตัวติดมีชื่อเสียงเงินทองจากการทำงานวงการบันเทิง เขาจึงไม่รอช้าเลือกเข้าร่วมงานกับ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” หลังจากเข้าไปร่วมกู้ภัยในเหตุตึกถล่มตรงข้ามโรงหนังเอเธนส์

ตอนนั้นบิณฑ์เล่าว่าไปในนามของ “คนอยากช่วย” เมื่อได้ยินข่าวว่าต้องการจิตอาสาช่วยคนที่ติดอยู่ในซากตึกถล่ม พอไปถึงเห็นสองมูลนิธิดังกำลังขมีขมันทำงาน แต่มองเห็นว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูมีคนน้อยกว่า จึงเลือกเข้าไปช่วยเหลือทางนี้ก่อน

วันนั้นเจ้าหน้าที่เอาเสื้อร่วมกตัญญูมาให้ยืมใส่ แต่ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ถอดมันออก บิณฑ์ในวัย 57 ยังคงทำงานที่นี่ จากอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยให้มูลนิธิมาสู่ “ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู”

          และทุกครั้งที่เมืองไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ ที่นั่นจะมีเขา ไม่ว่าจะทั้งสึนามิอันดามันปี 2547, เพลิงไหม้ซานติก้าผับปี 2552, อุทกภัยปี 2554 และเหตุการณ์ดังอย่างกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง บิณฑ์และทีมไปลุยมาแล้ว ช่วยประสานเรื่องหน้ากากดำน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย

บอกอีกทีว่าแบรนด์บิณฑ์แข็งแกร่งขนาดที่คนไทยถ้าได้ยินชื่อ “บิณฑ์” จะนึกถึงคำว่า “พ่อพระ” คนเดือดร้อนถ้าเห็นบิณฑ์มาตรงหน้าก็จะคิดว่า “เทวดา”

ฉายาตอนบวชของบิณฑ์ว่า “อาจิตปุญโญ” ที่แปลว่า ผู้ทำบุญไว้ดีแล้ว จึงไม่ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย

++

        คนลุยจริง
ถึงแม้ว่าบิณฑ์อาจไม่ใช่ดาราคนเดียวของประเทศนี้ที่ทำงานกับมูลนิธิร่วมกตัญญู หรืองานจิตอาสา แต่บิณฑ์แตกต่างตรงที่ “ทำถึง ลุยถึง”

เพราะนอกจากเป็นดารากู้ศพ บิณฑ์ยัง “กู้ชีวิต” อีกด้วย ถ้าใครติดตามการทำงานของบิณฑ์จากหน้าเฟซบุ๊กของเขาจะพบเห็นเรื่องราวการช่วยเหลือผู้คนมากมาย ทั้งบาดเจ็บ ล้มป่วย ยากจน แก่เฒ่าไร้คนดูแล ฯลฯ

โดยเฉพาะเรื่องของการช่วยเหลือคนชรา บิณฑ์บอกเสมอว่านี่คือ “ความปรารถนาอันแรงกล้า” ที่จะขอเข้าไปดูแลคนชราที่ถูกทอดทิ้ง

ไม่เพียงเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก การรักษาพยาบาล แต่ยังจัดหาที่พักพิงให้เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยการควักเงินส่วนตัว บวกเงินบริจาคจากผู้คน สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ชื่อว่า “บ้านสุขสุดท้าย” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ใน อ.ไทรน้อย นนทบุรี

บิณฑ์เล่าว่า “อยากให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่ามาอยู่ที่นี่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น อยู่ดี กินดี มีคนดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต” วันนี้บ้านสุขสุดท้ายของเขาสามารถรองรับคนชราได้มากถึง 20 คน 20 เตียง

อย่างไรก็ดีเมื่อสูงสุดของความดีคือการช่วยเหลือดูแลผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่หากความดีจะส่องแสงจนส่งผลให้มีใครคนหนึ่งเข้ามาดูแลบิณฑ์บ้างก็เป็นสิ่งที่ต้องปรบมือ

ดังที่ไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับบิณฑ์ก่อนหน้านี้ราว 2 ปีที่ทำเอาคนไทยน้ำตาซึม คือการที่เขาได้รับการดูแลจากผู้บริหารค่ายเครื่องดื่มชื่อดัง ที่ติดต่อเข้ามาขอมอบเงินดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบิณฑ์ โดยให้เป็นเงินเดือนประจำเดือนละ 5 หมื่นบาท แต่พระเอกหนุ่มกลับขอนำเงินไปดูแลผู้ที่ถูกทอดทิ้งที่บ้านสุขสุดท้ายต่อไป ล่าสุดผู้บริการเจ้าเก่ายังขอเพิ่มเงินให้บิณฑ์อีกเป็นเดือนหนึ่งแสนบาท

บางทีฮีโร่ก็ต้องการคนช่วยดูแล จริงหรือไม่

++

         คนเป็นเพชร
จะว่าไปข่าวคราวของบิณฑ์เริ่มมาแรงเอาช่วงน้ำท่วม 5 จังหวัดภาคอีสานช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อบิณฑ์พร้อมทีมงานร่วมกตัญญูอาสาเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัยชนิดไม่ง้อ ไม่รอใคร

แต่เท่านั้นยังไม่พอบิณฑ์นอกจากควักเงินสดส่วนตัว 1.7 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว ยังใช้เฟซบุ๊กของตนเองที่ไว้แจ้งข่าวสารต่างๆ ไลฟ์สดขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยทางภาคอีสาน ไม่กี่นาทีหลังพูดจบยอดเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ไหลเข้าบัญชีท่วมท้น

แน่นอนช่วงนั้นมีดราม่าเงินบริจาคออกมาพอให้เกรียนคีย์บอร์ดได้หายคันมือ บิณฑ์เองก็พยายามเดินหน้าต่อไปอย่างมีเป้าหมาย

ที่สุดช่วงสิ้นเดือนกันยายนภารกิจจบ-ประสบความสำเร็จ บิณฑ์ออกมาไลฟ์สดแจ้งข่าวปิดบัญชีรับบริจาคด้วยยอดที่พุ่งสูงถึง 422 ล้านบาท จากนั้นก็เดินทางทยอยส่งมอบเงินบริจาคครบหมดทุกพื้นที่ที่วางไว้

ไม่นานจากนั้นบิณฑ์และทีมงานก็เปิดแถลงข่าวยอดเงินบริจาครายละเอียดการส่งมอบที่ไหนยังไงยิบ! ช่วงวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา

แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือนว่ากระแสสังคมในด้านลบก็ยังมีปรากฏจนพระเอกของเราต้องปรากฏตัวต่ออนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ในสวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุบลราชธานี

วันนั้นบิณฑ์บอกว่าไม่ได้มาเพื่อสาบานแต่เป็นการมาบอกกล่าวให้ท่านทราบว่าเงินบริจาคทั้งหมดกว่า 422 ล้านบาท ไม่ได้คิดจะเอาเข้ากระเป๋าแม่แต่บาทเดียว หากคิดเอามาเข้ากระเป๋าขอให้มีอันเป็นไปด้วย

หัวใจคนไทยที่ยืนข้างบิณฑ์อาจแทบแหลกสลาย ทำไมพระเอกเหนื่อยแล้วยังต้องเจอแบบนี้ โดยตัวแทนองค์กรตรวจสอบทุจริตต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ภาคอีสาน เข้ายื่นเรื่องให้เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองอุบลฯ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบริจาคของบิณฑ์ที่ไปช่วยน้ำท่วมภาคอีสานจำนวนดังกล่าว

          แต่ถามหัวใจของบิณฑ์คงสบายๆ เพราะยังไงเพชรก็คือเพชร และสมควรแล้วที่เขาคนนี้จะเป็นบุคคลแห่งปีซึ่งคนไทยน่าจะยอมรับทั่วกัน

‘เอ๋’ ริเล่นโซเชียล ดวงแตก ‘ดาวดับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407585?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอ๋’ ริเล่นโซเชียล ดวงแตก ‘ดาวดับ’

30 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,919 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2562

*****************************

ธรรมเนียมสื่อในช่วงสิ้นปีเก่า ก็มักจะมีการจัดอันดับสิบข่าวเด่น สิบคนดังแห่งปี 2562 แต่เชื่อว่า นักการเมืองหญิงแห่งจังหวัดราชบุรี ต้องถูกพูดถึงแทบทุกสำนักเลยก็ว่าได้

แม้แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ยังตั้งฉายา “ปารีณา ไกรคุปต์” ว่า “ดาวดับ” เพราะที่ผ่านมา ส.ส.จากโพธารามรายนี้ได้สร้างกระแสในแง่ลบผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะ

แจ้งเกิดกับชาวเน็ตด้วย วลีเด็ด ‘อีช่อ’

3 สมัยในบทบาทของ ส.ส.สังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา “เอ๋ ปารีณา” มิได้ถูกสื่อสภากล่าวขวัญถึงมากนัก แต่เมื่อเป็น ส.ส.สมัยที่ 4 เอ๋มาแรงจัด จนได้ฉายาดาวดับ

สาวเลี้ยงไก่

ก่อนเลืือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ปารีณา ไกรคุปต์” ในเฟซบุ๊กสื่อสารถึงผู้คนทั่วไป บอกเล่าถึงการเลี้ยงลูก ดูแลฟาร์มไก่-วัว และประกาศขายขี้ไก่

งานหลักของท่าน ส.ส. ที่ฟาร์มไก่

ฤดูเลือกตั้งมาถึง “เอ๋ ปารีณา” สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 3 อ.จอมบึง และ อ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และ ต.ดอนทราย)

ทวี ไกรคุปต์” อ่านเกมการเมืองขาด จึงให้ลูกสาวสวมเสื้อพรรคทหาร เพราะจับกระแสชาวบ้านในเขต ได้ แม้ว่าช่วงปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทวีพาลูกสาวทิ้งบรรหาร ไปซบเพื่อไทย เพราะเห็นกระแสยิ่งลักษณ์ดีวันดีคืน แต่บังเอิญเกิดรัฐประหารเสียก่อน เลยเปลี่ยนใจ

เลือกตั้งหนล่าสุด ปารีณาจึงนำโด่งม้วนเดียวจบ ได้ 46,409 คะแนน น่าจะเป็นการต่อสู้ในสมรภูมิเลือกตั้งที่เธอไม่ต้องทำงานหนัก อาศัยกระแส “ลุงตู่” บวกการจัดตั้งที่เข้มแข็งของบิดา ทวี ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.หลายสมัย จึงเอาชนะคู่แข่งขาดลอย

ดาวสภา

เมื่อเข้าสภา “เอ๋” ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือการเมืองเต็มที่ มีกองเชียร์สนับสนุนเธอก็เยอะ กองแช่งก็แยะ เอ๋สนุกกับการเป็นเน็ตไอดอลในสื่อโซเชียล

แล้ววันหนึ่ง เอ๋ก็เจอวิบากจากกรรมเก่า เมื่อฟาร์มไก่ของเธอใน อ.จอมบึง รุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอยู่ในเขต ส.ป.ก.

ความเก๋าของ“ทวี”

หากไม่มี “ทวี ไกรคุปต์” ก็ไม่มี “เอ๋ ปารีณา” ในวันนี้ ทวีเป็น ส.ส.ราชบุรี มาแต่ปี 2522 และเขาพเนจรไปอยู่หลายพรรค โดยการเลือกตั้งปี 2539 ทวีย้ายมาสังกัดค่าย ปชป. แต่เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงกับสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงต้องย้ายออกจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร

เลือกตั้งปี 2544 ทวีในสีเสื้อไทยรักไทย เจอเกมเอาคืนของสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยการส่งนักการเมืองโนเนม “ประไพพรรณ เส็งประเสริฐ” สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม สุเทพทุ่มสรรพกำลังเต็มที่เอาชนะทวีไปแบบ “ล็อกถล่ม”

ทวีสมัยทำการเมือง

“ผมต้องพบความพ่ายแพ้ แพ้ใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ค่ำคืนนั้นผมนั่งดูผลการเลือกตั้งอยู่กับภรรยา และปารีณาลูกสาว ที่เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมบ้าน..” จากบันทึกของทวีในปีนั้น

เลือกตั้งปี 2548 ทวีจึงตัดสินใจให้ลูกสาว “เอ๋ ปารีณา” เล่นการเมือง และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยกระแสประชานิยมทักษิณ

จอมบึง” จุดแข็ง-จุดตาย

“ทวี ไกรคุปต์” เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” แต่พื้นที่เลือกตั้งของทวี ยังมี อ.จอมบึง รวมอยู่ด้วย

เมื่อสแกนสนามเลือกตั้ง อ.โพธาราม มี 19 ตำบล 156 หมู่บ้าน ส่วน อ.จอมบึง มี 6 ตำบล 90 หมู่บ้าน เนื่องจาก อ.โพธาราม เป็นฐานเสียงของนักการเมืองหลายพรรค ต่างจาก อ.จอมบึง มีตระกูลเดียวคือ “ไกรคุปต์”

ทวี ผู้กว้างขวาง งานบุญ งานบวช ไม่เคยขาด

อ.จอมบึง ในอดีตพื้นที่กว้างขวางจรดชายแดนพม่า (สมัยโน้น อ.สวนผึ้ง ยังไม่ได้แยกออกจาก อ.จอมบึง) ทวีได้เข้าช่วยชาวบ้านทั้งการแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภค และการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน จอมบึงจึงกลายเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา

เมื่อ “เอ๋ ปารีณา” แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่า มีที่ดิน จำนวน 1,706 ไร่ ในพื้นที่ อ.จอมบึง และ อ.สวนผึ้ง จึงถูกฝ่ายค้านตรวจสอบจนพบว่า การได้ที่ดินดังกล่าว เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจนในการบุกรุกแผ้วถางที่ดินของรัฐ

โดยแยกเป็น 2 ส่วนคือ ที่ดินของกรมป่าไม้ 46 ไร่ ได้มีการดำเนินคดีแล้ว ส่วนที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของ ส.ป.ก. ยังคาราคาซังอยู่ ต้องรอการตีความของกฤษฎีกา

จอมบึงที่เป็นจุดแข็ง เป็นฐานเสียงใหญ่ กลายเป็น “จุดตาย” ตระกูลไกรคุปต์ ด้วยปมปัญหาที่ดินรุกป่าสงวนแห่งชาติ

ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่)

30 ธันวาคม 2562 – 09:50 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปี 2563
เปิดอ่าน 1,007 ครั้ง

 ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่) คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

พุทธศักราช 2562 กำลังขยับผ่านพ้นเตรียมก้าวสู่พุทธศักราช 2563 ในอีกไม่ช้านี้นะครับ หลายต่อหลายท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาได้พบพ่อเฒ่าแม่แก่ ร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ กรุณาตรวจเช็กอุปกรณ์เครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พึงระลึกเสมอ “เมาไม่ขับ จะหลับก็พัก” เพื่อผู้ร่วมเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว ผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพปลอดภัย

รอบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายผ่านเข้ามากระทบชีวิต ได้ยินแต่ข่าวร้าย เศรษฐกิจไม่ดีบ้าง โรงงานปิดตัว ผลประกอบการไม่ได้ตามเป้าหนักเข้าถึงขาดทุน เงินในกระเป๋าไม่พอใช้ ทุกวิชาชีพดูจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขัดสน

ตรงนี้ต้องเตือนตนพร้อมรับมือตลอดเวลา โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เทคโนโลยีสมัยใหม่มาแทนที่มนุษย์ จึงต้องปรับตัวเรียนรู้ให้ทัน อย่างไรก็ตาม อย่าจมอยู่กองทุกข์เป็นเวลานาน เดี๋ยวขึ้นวันใหม่แล้ว ระลึกเสมอว่าในเมื่อยังมีลมหายใจต้องลุกขึ้นสู้ ยืนหยัดก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งนะครับ

สิ่งสำคัญคือ การใช้ชีวิตพอเพียง ไม่สุรุ่ยสุร่าย ประกอบสัมมาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตย่อมนำพาชีวิตให้อยู่รอดไปได้ ต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน

ภาวะการเจริญโตทางเศรษฐกิจจะกระเตื้องหรือไม่ ขึ้นอยู่ปัจจัยทางการเมืองเช่นกัน

ในรอบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน จากคณะทหารภายใต้ชื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการลงมติของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้มีการกำหนดกติกาเลือกตั้ง

การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา จึงได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา และมีฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย โดยผู้เข้ามาเล่นตามกติกา ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็มีทั้งนักการเมืองรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แถมประเดิมใช้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย เสียด้วย ก็ดูจะมีอะไรต่อมิอะไรใหม่ไปซะทั้งหมด

โดยเฉพาะการมีพรรคการเมืองใหม่ อย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ได้รับเลือก ส.ส.เข้าสภาถึง 80 คน และเป็น ส.ส.ใหม่ถอดด้ามเสียเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ที่มีคนหน้าเดิมๆ ขยับขยายย้ายพรรคกันไป บางรายาจากพรรคเพื่อไทยย้ายมาพรรคฝั่งรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

แม้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมาได้แค่ห้าเดือน มีผลงานเป็นที่สัมผัสได้ แต่มิวายถูกฝ่ายตรงข้ามจ้องโจมตีไร้ผลงานบ้างล่ะ ผู้นำไม่ประสีประสาบ้างล่ะ แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือ การประคับประคองบ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดในช่วงรัฐบาล คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่มีมาตรา 44 แต่ก็อาศัยกฎหมายปกติ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยผ่านพ้นไปได้

แต่ถ้าตราบใด บ้านเมืองวนเวียนกลับมาสู่ความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อนั้น ย่อมซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ยิ่งชะลอตัวลงไปอีก นี่อย่าลืมว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาอยู่เลยนะครับ ซึ่งตามปฏิทินถ้าไม่มีความปรวนแปรวุ่นวายก็น่าจะผ่านมาบังคับใช้ในปีหน้า

ทำให้คาดการณ์ไปถึงปี 63 สถานการณ์ทางการเมืองจะอยู่ในสภาพที่รัฐบาลควบคุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเหมือนช่วงที่เข้ามาบริหารใหม่ๆ ได้หรือไม่

แรงยั่ว ก็ล้วนเกิดจากฝ่ายที่พลาดพลั้งต่อกฎกติกา และโดนกระบวนการยุติธรรมลงโทษ แต่กลับไม่ยอมรับ จึงปลุกระดมผู้คนให้มาเล่นเกมนอกสภา การปลุกระดมดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับผ่านนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ควรจะเป็นความหวังของประเทศชาติตามที่ตนเองปราศรัยไว้ แต่เอาเข้าจริงกลับเลือกเล่นข้างถนนซะงั้น

น่าเสียดายความเป็นคนรุ่นใหม่ เลือกที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย กลับสร้างความฉ้อฉลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ครั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากความเป็นส.ส.

มิพักยังหาญกล้าโยกย้ายถ่ายเทเงินให้พรรคกู้ ยิ่งสร้างความชีช้ำทำลายพรรคตนเองเข้าไปอีก เมื่อเรื่องทั้งหมดถูกตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลรธน.รอวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองหรือไม่

ความผิดซ้ำซากเพราะทำตนเองแท้ๆ โดยมีมือกฎหมายระดับอภิมหาศรีธนญชัยเรียกพี่ชี้ทางออกพิสดารให้จึงพาพรรคก้าวสู่หุบเหวลึก แทนที่ยอมรับความผิดเร่งหาทางแก้ไขปัญหาภายใน แต่กลับออกมาปลุกระดมผ่านสื่อโซเชียล หวังให้คนรุ่นใหม่หลงเชื่อเป็นแนวร่วมสร้างความวุ่นวาย

          พฤติกรรมที่แสดงออกมารังแต่จะนำพาคณะหมดอนาคตทางการเมืองไปเรื่อยๆ นี่หรือคือความหวังประชาชนตามที่เคยประกาศไว้ “ฟังไปฟังมาช่างน่าคลื่นไส้ส่งท้ายปีจริงๆ”

Congressional Democrats wore their white hot fury to the State of the Union #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 6, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381645?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Congressional Democrats wore their white hot fury to the State of the Union

Feb 05. 2020
Female lawmakers wear white in a nod to the suffragette movement before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys

Female lawmakers wear white in a nod to the suffragette movement before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys
By The Washington Post · Robin Givhan · NATIONAL, FEATURES, POLITICS, CONGRESS, WHITEHOUSE, FASHION 

The Democrats came into the House chambers jovially. They greeted each other warmly and posed for group pictures before the State of the Union address. They laughed. Civility was evident.

But they were angry. And by the end of President Donald Trump’s speech, that conviviality, that decorum had been shredded.

House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., tears up her advance copy of President Donald Trump's State of the Union address on Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys

House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., tears up her advance copy of President Donald Trump’s State of the Union address on Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys

Maybe they didn’t “hate” anyone, as House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., has said she does not. But boy oh boy. When Trump arrived to deliver his State of the Union address, the smiles faded. The faces went blank. Democrats glared. They smirked. They waved their hands in dismay.

Trump made his entrance wearing a dark suit and fire-engine-red tie. He fiddled with his jacket. He thrust his chin forward. His swirl of hair was mussed at the sides, as if he’d tried to smooth it down without the benefit of a mirror. He rode in on a cloud of self-satisfaction.

Democratic Reps. Ilhan Omar of Minnesota, left, Pramila Jayapal of Washington state and Rashida Tlaib of Michigan talk before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin Botsford

Democratic Reps. Ilhan Omar of Minnesota, left, Pramila Jayapal of Washington state and Rashida Tlaib of Michigan talk before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin Botsford

When he reached the lectern, he greeted the speaker, along with Vice President Mike Pence, by handing them advance copies of his speech. He did not shake Pelosi’s hand, which she had extended. She did not seem to care.

The women of the House Democratic caucus had pulled out their white suits for the speech. It’s never good for Trump when they pull out the suffrage white and move en masse like some righteous regiment of lady warriors. The clothing choice was ostensibly to mark the 100th anniversary of the passage of the 19th Amendment, which gave white women the right to vote. But the color was also emblematic of a white hot fury that is roiling the Democratic Party.

House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., reaches to shake President Donald Trump's hand before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys

House Speaker Nancy Pelosi, D-Calif., reaches to shake President Donald Trump’s hand before the State of the Union address Tuesday, Feb. 4, 2020. MUST CREDIT: Washington Post photo by Toni L. Sandys

Pelosi had been wearing violet earlier in the day. A patriotic flag brooch had been pinned to her lapel. By evening, she, too, was in white. The flag was replaced by her Mace of the Republic pin, a symbol of the power of Congress. Of endurance. This president has been impeached. He is unbowed. But she remains a believer in this union, of checks and balances, despite the current state.

The Democratic fury was writ large. The president was barely five minutes into his speech and Rep. James Clyburn, D-S.C., was already shaking his head with his face furrowed into an expression that was one part disgust and one part sorrow. Pelosi’s lips were already pursed; she would soon throw her hands up in exasperation. Rep. Debbie Dingell, D-Mich., whose grief after the death of her husband former congressman John Dingell, D-Mich., had been mocked by the president, had her reading glasses perched atop her head. Her face was without affect and she was slowly and methodically blinking as if to keep daggers from jutting from her eyes.

And, of course, the Republicans in the chamber, along with Sen. Kyrsten Sinema, D-Ariz., were bounding from their seats with thunderous applause like an exclamation point on the end of every sentence.

As always, the party differences are obvious with a single sweep of the television cameras across the chambers. There’s the president’s Cabinet – so many well-heeled, white men in dark suits. There are the Democrats – a klatch of women in white, black legislators in African stoles, Rep. Ilhan Omar, D-Minn., with her colorful headwrap swirling high. Our political polarization is made plain in hair styles, bolts of fabric and the Pantone color chart.

Some members of Congress were so furious that they decided to boycott the speech. For some this was nothing new, they’ve been in a state of low simmering anger ever since Trump was elected. Rep. Alexandria Ocasio-Cortez, D-N.Y., tweeted that she would not attend because she was fed up: “I will not use my presence at a state ceremony to normalize Trump’s lawless conduct & subversion of the Constitution. None of this is normal, and I will not legitimize it.”

Her colleague Rep. Ayanna Pressley, D-Mass., skipped the speech, too. She also posted the announcement on Twitter, along with a portrait of herself standing with her arms crossed with the Capitol in the background. Gone was the wig that she has been wearing in public to hide her alopecia. She was confidently herself and making it clear that the personal is political and that in this moment politics threatens the well-being of many persons of color, many women, many immigrants, many, many, many.

Rep. Tim Ryan, D-Ohio, tweeted that he walked out of the address at about the halfway mark. “I’ve had enough,” he wrote. “It’s like watching professional wrestling. It’s all fake.” Actually, it was a bit like watching a game show with various members of the audience suddenly finding themselves the recipient of a grand prize. It was in-your-face television: A little black girl gets a scholarship to go to any school she chooses and stares up in shock and confusion. A uniformed soldier, home from a deployment overseas, walks into the first lady’s row to the surprise of his family. A gray-haired Rush Limbaugh, who recently announced that he has lung cancer, receives the Presidential Medal of Freedom right then and there. Melania Trump drapes the honor around his neck and he covers his face in gratitude.

There was no need to flash an applause sign. The audience’s role was clear.

The president finished his address. He took a moment to bask in the approval from his monochrome supporters. His critics’ gaze bore into him. The speaker stood – her pristine suit aglow, her mace brooch shining. White hot fury. She bit into her lower lip; she neatly organized her copy of the president’s speech. And then she ripped it up.

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

30 ธันวาคม 2562 – 07:48 น.
บประมาณรายจ่ายปี 63,หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
เปิดอ่าน 403 ครั้ง

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2562

การประชุมร่วม 4 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และสำนักงบประมาณ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไว้ที่ 3.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณรายจ่ายปี 2563 จำนวน 1 แสนล้านบาท โดยมีงบประมาณเพื่อการลงทุนจะอยู่ที่ 6.93 แสนล้านบาท หรือ 21% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ยังประมาณการรายได้สุทธิที่ 2.77 ล้านล้านบาท และกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 5.23 แสนล้านบาท ซึ่งการประมาณการงบประมาณรายจ่ายและรายได้ดังกล่าว อยู่ภายใต้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ 3.1-.4.1% และอัตราเงินเฟ้อ 0.7-1.7%

กรอบวงเงินดังกล่าวจะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติในวันที่ 7 มกราคม 2563 จากนั้นสำนักงบประมาณและหน่วยรับงบประมาณต้องนำไปเป็นรายละเอียดและจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่าการจัดทำงบประมาณปี 64 ต้องควบคู่กับการพิจารณา พ.ร.บ.งบปี 63 ที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ได้ใช้งบปี 63 ส่วนหนึ่งไปพลางก่อนตามกฎหมายที่ใช้ได้คาดต้นเดือนกุมภาพันธ์การพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งคำขอจัดทำงบปี 64 ที่ไม่สอดคล้องกับแผนจะไม่ได้รับการพิจารณาสนับสนุนหรือถือว่ามีความสำคัญระดับต่ำ โดยสิ่งที่ต้องทบทวนกันวันนี้เนื่องจากเรากำลังเผชิญสิ่งท้าทายของโลก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สงครามการค้า ความตึงเครียดทางการเมือง ทั้งในและต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง กระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นที่รับทราบกันดีว่าสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ส่งผลในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 63 เกิดความล่าช้า ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งจัดทำงบในปีถัดไปตั้งแต่หัวปีเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาตร์ชาติ 20 ปีที่ได้จัดวางไว้แล้ว เนื่องด้วยการลงทุนของภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งหลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลเชื่อว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะดีขึ้น ส่งต่อไปยังไตรมาส 4 รวมถึงไตรมาส 1 ปีหน้าอย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้จ่ายงบปี 63 ต้องเร่งดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการตรวจสอบอย่างมีหลักฐานถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งงบประมาณขาดดุลนี้ถือเป็นธรรมดาของประเทศที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ประเทศไทยเองก็อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาประเทศเพราะมีงบที่ต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนด้วย

ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้เกษตรกรขยายตัวกลับมาเป็นบวกแล้ว หลังจากติดลบมานาน แสดงว่าเศรษฐกิจฐานรากเริ่มกลับมาดีขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับความหวังว่า ปี 2563 น่าจะเป็นปีของการกลับมาลงทุนของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น แม้สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังไม่คลี่คลาย สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออยู่ก็ตาม แต่ในปี 2563 ยังมีความเสี่ยง โดยยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากภัยแล้งที่จะมีผลทั้งต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวบริการ ความเสี่ยงจากการผ่านกฎหมายฮ่องกงของรัฐสภาสหรัฐ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องปรับตัวเพื่อช่วยกันแก้ไข จะทำงบโครงการอย่างเดียวเพื่อให้ใช้จ่ายเงินให้หมดลงไป แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ทุกคนต้องมีสำนึกการใช้จ่าย และการจัดทำแผนงบจะต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่และสอดคล้องการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

p11

ไทย..2562 กระแสต้านขยะพลาสติกในทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทย..2562 กระแสต้านขยะพลาสติกในทะเล

29 ธันวาคม 2562 – 00:09 น.
น้องมาเรียม,ขยะพลาสติก,พะยูน
เปิดอ่าน 768 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 ไทย…2562 กระแสต้าน ขยะพลาสติกในทะเล โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงปลายเดือนเมษายน 2562 ชาวโซเชียลพากันตื่นเต้นกับกระแสโพสต์ช่วยชีวิต “น้องมาเรียม” ลูกพะยูนตัวเมียวัย 6 เดือน ที่พลัดหลงจากแม่จนถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นแถวอ่าวนาง จ.กระบี่ ด้วยความน่ารักของพะยูนตัวน้อย ทำให้กลายเป็นขวัญใจชาวไทยที่เฝ้าติดตามข่าวตั้งแต่เช้าถึงเย็นว่าน้องมาเรียมมีกิจกรรมอะไรบ้าง

 อ่านข่าว :  รำลึกมาเรียมเก็บขยะลดใช้พลาสติก

โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าหน้าที่ดูแลช่วยกัน “ป้อนนม” “กินหญ้าทะเล” หรือ “สอนว่ายน้ำ” เพื่อฝึกให้น้องมาเรียมสามารถกลับสู่ท้องทะเลไปตามหาแม่พะยูน ซึ่งคาดกันว่าน่าจะว่ายน้ำวนเวียนหาลูกอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นมากนัก ภาพคลิปลูกพะยูนไม่ยอมว่ายไปในทะเล แต่พยายามว่ายเข้าหาพี่เลี้ยง สร้างความน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก


  “มาเรียม” หมายถึง “ผู้หญิงแห่งท้องทะเลผู้มีความสง่างาม” เป็นชื่อที่ตั้งโดยทีมเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในแต่ละวันมีชาวบ้านและอาสาสมัครกว่า 30 ชีวิต ช่วยกันดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ประมาณวันที่ 10-11 สิงหาคม น้องมาเรียมเริ่มมีอาการซึมและอ่อนเพลีย หายใจผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นจากเนื้อเยื่อเมือกบริเวณในช่องปากมีแผล 2-3 แห่ง สัตวแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าน่าจะติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ

ผ่านไปไม่กี่วัน วันที่ 17 สิงหาคม ทีมสัตวแพทย์ออกประกาศว่า “น้องมาเรียม ได้จากพวกเราไปแล้ว” สร้างความช็อกให้คนไทยผู้ติดตามให้กำลังใจพะยูนน้อยกำพร้าแม่มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

 ทีมพี่เลี้ยงบางคนร้องไห้ด้วยความเศร้า ! 
หลังผ่าพิสูจน์สืบหาการเสียชีวิต ทีมสัตวแพทย์ไม่ต่ำกว่า 10 คน ต้องตะลึงหลังพบ เศษพลาสติกเล็กๆหลายชิ้นขวางลำไส้ ส่งผลให้เกิดการอุดตันและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมเต็มทางเดินอาหาร และพบการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนอง

แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า “ขยะพลาสติก” ที่เจอในท้องน้องมาเรียมนั้น เป็นถุงพลาสติกที่มีอยู่ตั้งแต่เจอครั้งแรกที่ทะเลกระบี่ หรือเป็นพื้นที่ทะเลเกาะลิบง

“จตุพร บุรษพัฒน์” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้สัมภาษณ์ว่า

“มาเรียมได้ทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรี ช่วยให้มนุษย์ได้มีโอกาสใกล้ชิดและเข้าใจความต้องการของสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูนมากยิ่งขึ้น มาเรียมเป็นเหมือนคนในครอบครัว และสมาชิกของชุมชน เป็นความผูกพันระหว่างพะยูนกับคนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พร้อมทั้งประกาศจัดทำ “มาเรียมโมเดล” เพื่อให้คนไทยและทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยของการทิ้งขยะไม่เป็นที่ โดยเฉพาะขยะพลาสติก ต้องร่วมมือช่วยกันดูแล​ แก้ไขปัญหาการทิ้งขยะจากบนบกไม่ให้ไหลลงสู่ท้องทะเล​ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล​ และสัตว์ทะเลหายากในอนาคตต่อไป

ผ่านพ้นความเศร้าไปไม่กี่วัน คนไทยก็ต้องสลดใจกับ ปัญหาพลาสติก ในท้องทะเลอีกครั้ง กับเรื่องราวของ “ปลาทูไมโครพลาสติก”

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 “ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล” จ.ตรัง สุ่มเก็บตัวอย่างปลาทูเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม นำมาตรวจพบ “ไมโครพลาสติก” ในกระเพาะ ผลปรากฏว่าพบเฉลี่ยตัวละ 78 ชิ้น ทำให้ต้องรีบศึกษาเพิ่มเติมว่าจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่กินปลาทูมากน้อยเพียงไร

จากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2562 เจ้าหน้าที่ชายฝั่งทะเล 24 จังหวัดทั่วไทย ลงพื้นที่เก็บขยะมากกว่า 2.3 แสนชิ้น น้ำหนักไม่กว่า 10 ตัน โดยชนิดขยะในทะเลที่พบมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ “ถุงพลาสติก” ร้อยละ 22, “ขวดพลาสติก” ร้อยละ 16, “โฟมบรรจุอาหาร” ร้อยละ 9, “ขวดแก้ว” ร้อยละ 5 และ “หลอดดูด” ร้อยละ 5

การพบเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง “น้องมาเรียม” และไมโครพลาสติกในท้อง “ปลาทู” สร้างความวิตกให้กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง สาวกสื่อสังคมออนไลน์ช่วยกันแชร์ถึงอันตรายของขยะพลาสติกในท้องทะเลไทย…

รวมถึงการแชร์เรื่องราว “วาฬตายที่สงขลา ผ่าซากเจอถุงพลาสติกดำหนัก 8 กิโล” เต็มกระเพาะอาหาร ซึ่งรูปภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ตอกย้ำปัญหา “ไทยแลนด์” ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล อันดับ 6 ของโลก !

ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.statista.com อ้างถึงกลุ่มประเทศปล่อยขยะลงทะเลมากสุดคือ “กลุ่มอาเซียน”เรียงจากอันดับ 1–6 ได้ดังนี้ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และไทย

มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่อง “ไมโครพลาสติก” หรือ “พลาสติกจิ๋ว” ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นพลาสติกที่มองแทบไม่เห็น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะปนเปื้อนไปกับน้ำหรืออาหารจากธรรมชาติที่พวกเราดื่มกินเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดทิ้งโดยวิธีใด

 “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ “กลุ่มเม็ดพลาสติก” ผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น “เม็ดสครับ” ในสบู่ล้างหน้า, “คริสตัล บีดส์” ในผงซักฟอก และ “กลุ่มพลาสติกแตกหัก” หรือเศษหลุดลอกเสื่อมสลาย แตกหักออกมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก กล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว

ขณะนี้กลุ่มนักวิจัยทางการแพทย์ทั่วโลก กำลังระดมสมองช่วยกันค้นคว้าพิสูจน์ว่ากลไกร่างกายมนุษย์จะขับไมโครพลาสติกทิ้งออกจากร่างกายมนุษย์ได้หรือไม่ เพราะเป็นขนาดเล็กมากๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกเหล่านี้จะเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร หากสะสมจำนวนมากจะส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายเกิดความผิดปกติได้หรือไม่

ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ เตือนว่า ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้ อาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หรือเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมที่ตับได้

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่า อาจมีอันตรายถึงขั้นทำให้เกิดมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่า คนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 7–9 หมื่นหน่วย

ช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศเริ่มประกาศยกเลิกการใช้ เช่น อังกฤษ สั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เกาหลีใต้ยกเลิกการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติก ตั้งแต่ปี 2560

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ “ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” โดยมีเนื้อความสำคัญสรุปได้ว่า “ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติก จะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มที่วางขายทั่วไปด้วย”

“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ให้ข้อมูลว่า คนไทยยังไม่ค่อยตระหนักถึงอันตรายของไมโครพลาสติก ปัจจุบันนี้การผลิตพลาสติกได้ใส่สารอันตรายเติมแต่งลงไปด้วย และยังดูดซับมวลสารพิษอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ แหล่งดินตามธรรมชาติ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีสุดคือ ทุกคนต้องช่วยกันลดการใช้พลาสติกให้เหลือน้อยที่สุด เริ่มจากชีวิตประจำวัน เช่น นำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ เปลี่ยนเป็นพกแก้วและกล่องพลาสติกไว้ใส่เครื่องดื่ม อาหารหรือผลไม้เวลาซื้อรับประทานนอกบ้าน รวมถึงการรณรงค์ให้ภาครัฐตื่นตัวและสนใจปัญหานี้มากขึ้น ที่ผ่านมา “อย.” เคยประกาศให้ปี 2563 เลิกผลิต เลิกนำเข้า เลิกใช้เม็ดบีดส์ในเครื่องสำอาง แต่ยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการโดยละเอียด และยังไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายมากน้อยเพียงไร


ทั่วโลกกำลังหวั่นเกรงว่า “ไมโครพลาสติกคือภัยคุกคามอันดับ 1 ของมนุษยชาติ” (Microplastic pollution ‘number one threat’ to humankind) นักวิทยาศาสตร์ด้านฮอร์โมนสำรวจพบ “สารเคมีในพลาสติก” กระตุ้นให้เนื้อเยื่อของมนุษย์เกิดการพัฒนาแบบผิดปกติ และมีความเป็นไปได้ที่ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โรคและความเจ็บป่วยต่างๆ อาจเชื่อมโยงถึงการรับพลาสติกเข้าร่างกายแบบไม่รู้ตัว

เช่น โรคความดัน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางสมอง โรคที่เกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ รวมถึงโรคสมาธิสั้น

ปัจจุบันมีสารเคมีกว่า 1,000 ชนิดถูกนำไปผสมในพลาสติกที่พวกเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้สารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนไปในเศษพลาสติกที่ไหลลงทะเลด้วย

ปี 2562 จึงกลายเป็นปีแห่งการเปิดผลอันตราย “มหันตภัยขยะพลาสติกทะเล”!

 “คนไทย”สร้าง“ขยะ”มากเท่าไร?
– คนไทยสร้างขยะ “วันละ” 1.15 กก.ต่อคน
– รวมกันทั่วประเทศ “วันละ” 7.6 หมื่นตัน
– ขยะมูลฝอยทั่วประเทศปีละ 27.8 ล้านตัน
– นำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ 9.58 ล้านตัน (34 %)
– ขยะกำจัดไม่ถูกต้อง 7.63 ล้านตัน (27 %)

   ที่มา:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2561

%d bloggers like this: