2562(2019)

All posts tagged 2562(2019)

ล้างวิทยุใต้ดิน ก๊วน “ลุงสนามหลวง” ปิดฉากที่เวียดนาม

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371141?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้างวิทยุใต้ดิน ก๊วน “ลุงสนามหลวง” ปิดฉากที่เวียดนาม

11 พฤษภาคม 2562 – 10:48 น.
ลุงสนามหลวง,องค์กรสหพันธรัฐไท,คนเดือนตุลา,แดงฮาร์ดคอร์,วิทยุใต้ดิน,เครือข่ายวิทยุใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,จรัล ดิษฐาอภิชัย,นายใหญ่,เพียงดิน รักไทย
เปิดอ่าน 30,166 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

**********************

3-4 ปีมานี้ ชื่อของ ลุงสนามหลวง” และองค์กรสหพันธรัฐไท ได้รับความสนใจจากฝ่ายความมั่นคงไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากองค์กรนี้ประกาศลั่นยูทูบ จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไทย และปลุกระดมคนไทยให้ก่อการปฏิวัติ       

          คืนวันที่ 28 มกราคม 2562 ลุงสนามหลวง แถลงผ่านรายการสหพันธรัฐไท ขอหยุดการส่งกระจายเสียงทางช่องยูทูบเป็นการชั่วคราว จากนั้นลุงสนามหลวงกับคนใกล้ชิด คน ได้เดินทางออกจากสปป.ลาว เข้าไปพำนักในเวียดนามในฐานะผู้หลบภัย

12 เมษายน 2562 จรัล ดิษฐาอภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย ได้พูดคุยผ่านรายการข่าวของจอม เพชรประดับ ถึงข่าวสารจากมิตรสหายว่า ตำรวจเวียดนามจับลุงสนามหลวงกับพวก แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด

ปูดข่าวส่งตัวกลับไทย?

บ่ายวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เพียงดิน รักไทย” หรือเสน่ห์ ถิ่นแสน ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แจ้งข่าวด่วน! ผ่านยูทูบช่องมหาวิทยาลัยประชาชน ว่าตำรวจเวียดนามได้ส่งตัวลุงสนามหลวง และพวก ให้ทางการไทยแล้ว

เพียงดิน รักไทย แถลงข่าวจากสหรัฐ

“เพียงดิน” ได้โชว์เอกสารพาสปอร์ตของบุคคลทั้งสาม ประกอบด้วย ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” สหายยังบลัดและสหายข้าวเหนียวมะม่วง มีข้อสังเกตว่ากลุ่มลุงสนามหลวงได้ใช้พาสปอร์ตปลอม ที่มีแก๊งรับจ้างทำอยู่ในลาว

ลุงสนามหลวง หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” 

สหายยังบลัด หรือ กฤษณะ ทัพไทย

สยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง

แกนนำแดงใต้ดินในสหรัฐ กล่าวว่า มีความพยามตามล่าบุคคลที่ลี้ภัยทางการเมืองที่อยู่ต่างประเทศ โดยมีการชี้เป้าเพื่อให้มาเฟียท้องถิ่นในการจัดการ พร้อมทั้งยังตั้งคำถามถึงการส่งตัวกลับดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายเวียดนามและสากลอย่างไรบ้าง

           ฝ่ายความมั่นคงของไทยยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ และอาจจะเป็นแค่ข่าวลือที่ถูกปล่อยมาก็ได้

สหพันธรัฐไทปฏิเสธ

ด้าน จรัล ดิษฐาอภิชัย ในฐานะคนต้นเรื่องลุงสนามหลวงถูกจับ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ว่า “ผมขอประท้วงทางการเวียดนามที่ส่งตัวชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และเพื่อนอีก 2 คน กลับประเทศไทย ขัดต่อหลักการสากลห้ามส่งบุคคลกลับไปสู่ที่อันตรายต่อชีวิต ขอเรียกร้องต่อทางการไทยปฏิบัติต่อ 3 คนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน เปิดเผยที่คุมขัง ให้ติดต่อและญาติเข้าเยี่ยมได้”

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ดูเหมือนว่าพลพรรคองค์กรสิทธิมนุษยชนเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลครึกโครม ตรงกันข้ามสมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐไท กลับสงบนิ่ง

องค์การสหพันธรัฐไท ยืนยันลุงสนามหลวง ยังปลอดภัย 

ตอนเย็นวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 แกนนำสหพันธรัฐไท ได้ออกแถลงการณ์ผ่านยูทูบว่า ข่าวการจับกุมตัวลุงสนามหลวง ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ไม่มีใครติดต่อได้ เนื่องจากลุงสนามหลวงกำลังปฏิบัติภารกิจลับเพื่อสร้างฐานที่มั่นใหม่

          สาวกยังมั่นใจว่าลุงสนามหลวงปลอดภัยและกำลังเดินหน้าภารกิจปลดปล่อยประเทศไทย

ชะตากรรมแดงใต้ดิน

สองเดือนมาแล้วบรรดา “แดงฮาร์ดคอร์” กลุ่มหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเมื่อไม่ได้รับฟัง “วิทยุใต้ดิน” จากฝั่งซ้าย เนื่องจาก “ลุงสนามหลวง” ประกาศพักการออกอากาศรายการสหพันธรัฐไทไปเมื่อปลายเดือนมกราคมนี้

          ลุงสนามหลวงและพวกไม่ใช่ผู้หลบภัยธรรมดาๆ หากแต่ประกาศตัวเป็น “นักปฏิวัติ” มีการจัดตั้งองค์กรสหพันธรัฐไทขึ้นมา ปลุกระดมมวลชนผ่านยูทูบให้รวมตัวกันเป็นหน่วยย่อยๆ ใครทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องรอคำสั่ง

5 ธันวาคมปีที่แล้ว ลุงสนามหลวงสั่งให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ที่อยู่ในเมืองไทยออกมาทำกิจกรรมใส่เสื้อดำที่ติดแถบขาวแดง ซึ่งมีกลุ่มสาวกลุงสนามหลวงได้ทำกิจกรรมดังกล่าวในหลายจังหวัด ขณะเดียวกันทางทหารได้เชิญภรรยาและลูกชายของลุงสนามหลวง เข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร 7 วัน

ช่วงที่ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกนักล่านิรนามอุ้มจากบ้านพักไปจนมีการพบศพลูกน้องสุรชัยในแม่น้ำโขง ด้านลุงสนามหลวงยังดำเนินรายการวิทยุใต้ดินตามปกติ กระทั่งมีประกาศยุติการออกอากาศชั่วคราว

          ประวัติ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวงเป็น “คนเดือนตุลา” สายมหิดล หลัง ตุลา เข้าป่าอีสานใต้มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” จึงรู้จักมักคุ้นกับ “สหายจรัส” และ “สหายใหญ่” คนวงในเครือข่ายชินวัตรเป็นอย่างดี

ลุงสนามหลวง

หลังรัฐประหาร 2549 เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้แบบใต้ดินของชูชีพ จากกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการจนมาถึงกลุ่มสหพันธรัฐไท

ก่อนหายตัวไปลุงสนามหลวงได้จัดรายการวิพากษ์ “นายใหญ่” และวงศ์วานว่านเครือแบบเผ็ดร้อน ทำนองว่าสู้ไม่จริง หรือหลอกใช้คนอื่น โดยคนเสื้อแดงที่ภักดีนายใหญ่รู้สึกไม่พอใจ ก็ตอบโต้ผ่านยูทูบเช่นกัน

          ลุงสนามหลวงรู้สึกผิดหวังที่เพื่อนพ้องน้องพี่ “คนเดือนตุลา” เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ดูแลคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในฝั่งลาว

จุรินทร์-กรณ์ ชี้ชะตาพรรคสีฟ้า ร่วมรัฐนาวาลุงตู่

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุรินทร์-กรณ์ ชี้ชะตาพรรคสีฟ้า ร่วมรัฐนาวาลุงตู่

11 พฤษภาคม 2562 – 10:26 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตด,เลือกหัวหน้าพรรค,กรณ์ จาติกวณิช,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ,หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,ปชป
เปิดอ่าน 7,436 ครั้ง

ถามว่าใครจะได้เก้าอี้ผู้นำพรรคสีฟ้า เมื่อ “จุดขาย” ของสองตัวเก็งออกมาโต้งๆแบบนี้

ก็นี่แหละเรื่องที่คนไทยก็จับตามองเขม็ง กับการคั่วตำแหน่งผู้นำพรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์” ที่จะมีการโหวตในวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 ซึ่งสนุกเร้าใจไม่แพ้ตอนที่อดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยฟาดฟันกับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เลยทีเดียว

          หากแต่ความสนุกรอบนี้มิได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะอย่างเดียว แต่ผลของผู้ชนะจะมีส่วนชี้ชะตาทั้งพรรคเอง และยังหมายถึงหน้าตารัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

วัดราศรีหัวหน้าพรรค

ถึงนาทีนี้แม้ว่าผู้ร่วมชิงชัยจะมี 4 คนด้วยกัน ได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค และทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตผู้ว่าฯ กทม. และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

          แต่ทุกคนรู้ดีว่าขั้วที่คั่วกันจริงๆ มีแค่สองคนเท่านั้นคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และกรณ์ จาติกวณิช

จริงอยู่ที่สองรายนี้หลายคนก็ได้คำตอบแล้วว่าใครมาวิน เพราะมองไปถึงอุดมการณ์ที่สองฝ่ายประกาศตั้งไว้คนละมุม (แม้ว่าบางทีทุกอย่างที่เราเห็นผ่านการเขียนสคริปต์ ซ้อมบท? กันไว้แล้วตั้งแต่ต้นก็ตาม)

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ประสาซื่อ จะเห็นถึงจุดอ่อนจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายไม่ยาก

          “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หรือ อู๊ดด้า” ถ้าเรามองฐานคะแนนเสียงของพรรคนี้ที่มีสองแรง คือ คนกทม.+คนสะตอ หากแต่เอาเข้าจริงๆ ฐานเสียงภาคใต้นับเป็นฐานเสียงหลัก

ดังนั้นมุมนี้ฝ่ายอู๊ดด้าเรียกว่าดีกรีมากกว่า เพราะเขาคือผู้แทนคนใต้ที่เป็นลูกหม้อของพรรคนี้มาเนิ่นนาน จิตวิญญาณเต็มเปี่ยม ทั้งสำเนียงก็ใช่

เป็นระดับอาวุโสที่เข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี 2529 เป็น ส.ส. 11 สมัย (ส.ส.พังงา 6 สมัย และส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 สมัย และเคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่หลายกระทรวง

แถมหากมองไปถึงแบ็กอัพอย่างนายหัว ชวน หลีกภัย ที่สำหรับคนใต้ฉายา “เทพเจ้าชวน” ยังคงขายได้เสมอ รวมไปถึงอดีตหัวหน้ามาร์ค และ  บัญญัติ บรรทัดฐาน หรือ โกหยัด อีกหนึ่งตัวพ่อของคนใต้ก็ไม่ธรรมดา

และทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่าจุดยืนของโหม๋เราคนใต้ เอา-ไม่เอาใครกันแน่!

หันมาที่ฝ่าย “กรณ์ จาติกวณิช” ที่เป็น ส.ส.รุ่นน้อง แม้จะเริ่มต้นที่พรรคเดียวกัน แต่เขาเพิ่งทำงานการเมืองช่วงปี 2548

แถมยังเป็น ส.ส.กทม. ที่หากถามความเชื่อมโยงกับคนใต้แล้ว กรณ์ยังห่างจากจุรินทร์ไกลนัก จึงไม่แปลกที่เขาจะเพียรลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อทำความเข้าใจกับคนใต้ในหลายประเด็น

          อย่างไรก็ตามหากวัดกึ๋นทางเศรษฐกิจแล้ว กรณ์ดูจะมีภาษีมากกว่า เพราะภาพของหนุ่มโย่งพูดได้ว่าระดับนานาชาติกับความเป็น “รัฐมนตรีคลังโลก” ที่เคยได้รางวัลมาจากฝรั่งมังค่า

และลีลาของเขาในการนำเสนอประเด็นการแก้ปัญหาปากท้องก็รับฟังได้เพลินๆ ทำให้น่าเชื่อว่าหากเขาได้เก้าอี้หัวหน้าพรรคและเข้าร่วมรัฐบาล นโยบายต่างๆ จะถูกดันให้เกิดมรรคผล

อย่างการอ้าง “โพลล์ยกมือ” จากนักธุรกิจใต้ ขณะไปบรรยายหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ที่โรงแรมปุระนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

           ผลออกมาว่าส่วนใหญ่ยกมือให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ขณะที่เมื่อถามถึงประเด็นฝ่ายค้านอิสระ กลับไม่มีใครยกมือเลย ก็นับว่าเป็นไม้เด็ดของกรณ์

งานนี้ถึงไม่บอกโต้งๆ ว่าเอาด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ อาจติดที่เคยพูดว่า “ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” แต่ที่เขาบอกว่า “ผมขอบอกจากใจเลยว่า ผมจะฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก” นี่ก็คือคำตอบ

ทางสองแพร่ง

จากข้างต้นเราได้เห็นทางสองแพร่งที่คนประชาธิปัตย์จะต้องเลือกว่าจะอยู่ข้าง ฝ่ายค้านอิสระ” ซึ่งนำโดย อู๊ดด้า, ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบัญญัติ บรรทัดฐาน

หรือ ฝ่ายเอาด้วยกับพลังประชารัฐ” ซึ่งนำโดย กรณ์, นิพนธ์ พร้อมพันธุ์, ถาวร เสนเนียม, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และจุติ ไกรฤกษ์

แต่ถ้าวัดพลังจากสองทาง-สองแนวนี้ ก็อาจชัดเจนว่าศึกนี้ “ไม่สูสี” เพราะคำว่า ฝ่ายค้านอิสระ” เวลานี้ก็ถูกปล่อยวาทกรรมว่า เท่ากับหนุนทักษิณ” อันเป็นลีลาคุ้นเคยที่ค่ายนี้ใช้บ่อยๆ ว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่”

นอกจากเพื่อสะกิด “ต่อมเกลียดแม้ว” ของมวลสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่อาจทำให้อู๊ดด้าเสียคะแนนแล้ว หันไปดูหน้าตาทีมแบ็กอัพชนิด “A-list” ของหล่อโย่งอีกที ก็สะท้อนอะไรบางอย่าง

คือ คงไม่ถึงขั้นแมลงสาบแตกรังแบบที่หลายคนเปรียบ แต่ก็พอจะเห็นภาพว่าพลังของนายหัวชวน ลดฮวบอย่างชัดเจนสำหรับคนในพรรค พูดง่ายๆ ว่า ตัวแทนคนสะตอรายนี้กำลัง ขาลง”

ไม่ต้องนับ ถาวร เสนเนียม ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเอาด้วยกับลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เจ้าของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (หนุนลุงตู่)  ชัดเจนมาตลอด หรือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ก็ชัดเจนว่าไม่เอาหัวหน้ามาร์ค

หากแต่ฝ่าย นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผู้เป็นอดีตเลขาธิการนายกฯ ชวน และอภิสิทธิ์ มานาน แม้แต่ช่วงนกหวีดครองเมือง เขาเองก็เคยยึดแนวทางของนายหัวชวนที่ประกาศให้พลพรรคยึดอุดมการณ์และระบบรัฐสภา ไม่นำไพร่พลลงท้องถนน ปล่อยให้น้องเขยอย่างลุงกำนันฉายไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่ “เสี่ยไก่” จุติ ไกรฤกษ์ ผู้ซึ่งยืนเคียงข้างอดีตหัวหน้ามาร์คมาตลอด ทั้งหมดนี้หันมาเอาด้วยอวยกันกับกรณ์หมด

หรือชัดๆ เลย ขนาดกรณ์เองก็เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับอดีตหัวหน้ามาร์คมาตลอด และแม้แต่อีกสองผู้ลงแข่งขันอย่างอภิรักษ์ โกษะโยธิน และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ว่ากันว่าก็ทีมกรณ์ที่ส่งมาตัดคะแนนอีกฝ่ายทั้งสิ้น

          แต่มุมหนึ่งสิ่งนี้ก็ยังสะท้อนว่ากรณ์เองก็มีกำลังภายในมากพอตัว ทั้งดีกรี ลีลา หน้าตา ที่จะสามารถผสานทุกฝ่ายมารวมกัน ดังที่เขาเพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า

“ผมขอเป็นสะพานข้ามความขัดแย้งที่จะเชื่อมทุกคนไปสู่ก้าวใหม่ เดินหน้าต่อไปด้วยกัน เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ที่เรารัก กลับมาเป็นความหวังของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งให้ได้” ในขณะที่วันเดียวกันนั้น คู่แข่งของเขายังเงียบไม่เคลื่อนไหว

สุดท้ายวันนี้ถามว่าใครจะได้เก้าอี้ผู้นำพรรคสีฟ้าเมื่อ “จุดขาย” ของสองตัวเก็ง สิ่งที่อู๊ดด้ามีคือพลังของฐานเสียงภาคใต้ ผู้ไม่เอา พปชร. และขอเป็นฝ่ายค้านอิสระทั้งดีและหล่อ

          กับหล่อโย่งที่ไม่ต้องบรรยายเยอะ พูดมาคำเดียวว่า “ลุงตู่” ก็จบแล้วเกมนี้

ลุงตู่…ไปต่อ วัดใจนักเลือกตั้ง

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่…ไปต่อ วัดใจนักเลือกตั้ง

11 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,ลุงตู่,บิ๊กตู่,ลงุตู่ไปต่อ,สืบทอดอำนาจ,คสช,พรรคการเมือง,กกต
เปิดอ่าน 3,836 ครั้ง

รายงานพิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2562

********************

ถ้ามองว่าเหลือแค่ขั้นตอนขึงไม้ ตีกรอบ กับภาพวาดหน้าตาของรัฐบาลไทย หลังผ่านการร่างเส้น ลงสี แรเงา ตัดขอบ และเซ็นชื่อกำกับผลงาน ก็คงได้

จากที่ช่วงก่อนนี้ไม่กี่วันคนไทยอลหม่านกับกระแสนายกรัฐมนตรีคนกลางที่จะมาแก้ปัญหา การเมืองเดดล็อก” ถ้า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปต่อไม่ได้

แต่ตอนนี้้หลัง กกต. รับรองส.ส.ครบแล้ว สมการของฝ่ายชนะ น่าจะมาทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ยึดโยงกับขั้วอำนาจปัจจุบันอย่าง คสช.

และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จ่อรอเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย แปลว่า “ลุงได้ไปต่อ” ตามคาด!

ฟ้ากว้างทางเปิด

“เฮ้อ…” อาจเป็นเสียงโล่งใจของใครบางคน จะใช่คนที่เพิ่งพูดว่า “ใจหาย” หรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่คงจำกันได้กับภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงวันที่  7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อันเป็นวันสุดท้ายที่ทำงานร่วมกันในการประชุม ซึ่งครม.ครบเต็มคณะครั้งสุดท้ายก่อนที่บางคนลาออกไป

โดยในส่วนของคสช.จากเดิมมี 15 คน เหลือ 11 คน ในส่วนของครม.เดิมมี 36 คน เหลือ 17 คน รวมถึงบิ๊กตู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ก็ยังมีการประชุมได้ตามปกติต่อไป

วันนั้นบิ๊กตู่กล่าวว่า “5 ปี ไม่ใช่เวลาอันสั้นๆ วันนี้ผมก็รู้สึกใจหาย ได้เห็นหน้าเห็นตากันครบถ้วน ก็หายไปหลายคน”

แน่นอน วันนั้นบิ๊กตู่อาจใจหาย อย่างที่บอกว่า 5 ปี (กับ 10  ซิงเกิล) นั้นไม่สั้นและไม่ง่าย จนหลายคนอดแซวไม่ได้ว่า เพราะตอนนั้นสมการต่างๆ ยังไม่ลงตัวนะสิ!

ยิ่งที่กระแสมาแรงกับคลื่นแทรกคลื่นแซบเรื่องนายกฯ คนกลาง อย่าง “ดร.กบ” อำพน กิตติอำพน ที่รายนี้ก็มีเสียงการันตีจากหลายฝ่ายมาแน่ เพราะเป็นนักบริหารที่ทำงานได้กับทุกรัฐบาล ทุกฟากฝ่าย และยังเลื่องลือว่าเป็นข้าราชการที่ทำงาน มากกว่าแข่งขันเอาหน้าและเล่นพรรคเล่นพวก ทั้งยังผ่านตำแหน่งสำคัญระดับชาติมามากมายเชื่อมือได้ การันตี

สังคมไทยตอนนั้นมองซ้ายมองขวาลุ้นแทนบิ๊กตู่ว่าเอายังไงกันดี!

จนเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรอง ส.ส.ทั้งสองระบบรวมกัน 498 คน โชะ!

ผลปรากฏว่า พรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีเสียงรวมกัน 253 ที่นั่ง จากพลังประชารัฐ 115 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย เสียง ชาติพัฒนา เสียง พลังท้องถิ่นไท เสียง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย เสียง ประชาชนปฏิรูป เสียง และหากรวมประชาธิปัตย์ 52 เสียง และภูมิใจไทย 51 เสียง และพรรคขนาดเล็กอีก 11 ที่นั่ง

ขณะที่ฝ่ายประกาศรวมพลังในนามฝ่ายประชาธิปไตยนำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) มีคะแนนรวมกันแค่ 245 เสียง จากเพื่อไทย 136 เสียง อนาคตใหม่ 80 เสียง เสรีรวมไทย 10 เสียง เศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง และพลังปวงชนไทย 1 เสียง

แปลว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที โดยมีบิ๊กตู่คนเดิมเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

 หนทางยิ่งไกลกว่า

แม้เสียงโล่งใจจะดังไปทั้งแผ่นดิน พร้อมๆ กับที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างกรุ้มกริ่มยินดี เมื่อนักข่าวถามความรู้สึกว่า “ก็เป็นเรื่องของ กกต. หน้าที่ของใครก็ของใคร ขอบคุณนะ โชคดีทุกคน”

แต่ทุกอย่างก็คงเป็นไปตามที่บิ๊กตู่กล่าวนั่นแล ว่า “5 ปีนั้นไม่สั้น” (ถามกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ได้) แต่ขวบปีจากนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

กล่าวคือ แม้จะรู้แล้วว่าใบหน้านายกฯ คนใหม่ที่ลอยมาเป็นใคร เพราะอย่างที่รู้ว่าในการจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา คือเกินครึ่งจาก ส.ส. 498 คน และส.ว. 250 คน ที่รวมเป็น 748 เสียง คือ 374 เสียง

และอย่างที่รู้อีกว่าในส่วนของส.ว.250 คนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จัันทร์โอชา เป็นผู้นำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นวุฒิสภาขึ้นทูลเกล้าฯ เรียบร้อยแล้ว

ตัวเลขเหนาะๆ ที่พรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็เห็นๆ กันอยู่ว่าประมาณไหน แค่เปิดว่ามีคนนามสกุล “จันทร์โอชา” เป็นหนึ่งใน ส.ว. ก็ชัดเจนไม่ต้องถามซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะมั่นใจขนาดไหน เส้นทางหลังจากนี้ต้องดำเนินไปอย่างรัดกุม!

ทั้งนี้ตามปฏิทินการเมืองประเทศไทยคนไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และรัฐบาลใหม่บริหารประเทศภายในเดือนมิถุนายน 2562 แปลว่าไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นระหว่างนี้

ด้านหนึ่งตอนนี้บรรดาผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองการเป็น ส.ส. กำลังทยอยเข้ารายงานตัวรับเอกสารรับรองการเป็นส.ส.ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กันคึกคัก

แต่อีกด้านหนึ่งดูเหมือนว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดและสุ่มเสี่ยงที่สุดเวลานี้กลับอยู่ที่การพูดคุยเจรจากันระหว่างพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาลมากกว่า!

เพราะเรื่องนี้สำคัญชนิดที่ยังไม่ต้องไปว่าไกลถึงการบริหารงานในสภา แต่มันหมายถึงว่าหากเจรจาไม่ลงตัวปัญหาต่างๆ ก็อาจเริ่มก่อตัวขึ้นมาได้ทันที

และการเป็นนายกฯ ของบิ๊กตู่ ที่อาจได้ไปต่อ แต่คำว่า “ต่อ” นั้น ต้องถามว่า “ยาวแค่ไหน!”

ส่องว่าที่รมต.ไทย เก้าอี้ไหน..ใครจอง?

อย่างที่บอก จากนายกฯ คนที่ 29 มาสู่นายกฯ คนที่ 30 คนเดียวหน้าเดิม อาจเหมือนจบ แต่ยังไม่จบ

อย่างที่บอก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงรู้ดีว่าต่อให้พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคแนวร่วมมากมายได้เข้าไปเป็นรัฐบาล แต่การบริหารนั้นไม่ราบรื่น ด้วยคำว่า “เสียงปริ่มน้ำ” คำที่ฟังดูเย็นแต่ความจริงคือ “ของร้อน”

ดังนั้นเพื่อสกัดทุกอุปสรรคและทุกจุดอ่อน พรรคพลังประชารัฐต้องเริ่มทำตั้งแต่การตั้งรัฐบาลให้ลงตัวเสียก่อน โดยเฉพาะการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ที่จะต้องมั่นใจว่าไม่ทำให้แนวร่วมเปลี่ยนใจ

อย่างกระแสที่ออกมาช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแบ่งโควตารัฐมนตรีมีว่า พรรคพลังประชารัฐ จะจัดสรรโควตารัฐมนตรีในส่วนของตัวเองไว้ 13-15 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 4 อดีตรัฐมนตรีแถวหน้าอย่าง  อุตตม สาวนายน ที่คาดว่าจะนั่งรัฐมนตรีคลัง, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีมหาดไทย และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วน กลุ่มสามมิตร ได้ 4 เก้าอี้ คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั้นระบุว่าอยู่ระหว่างตัดสินใจจะรับตำแหน่งเอง หรือให้หลานชายรับแทน, อนุชา นาคาศัย ยังไม่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้ว่า อิทธิพล คุณปลื้ม จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สันติ พร้อมพัฒน์ คาดว่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, วิรัช รัตนเศรษฐ

ส่วนโควตารัฐมนตรีในสายของลุงตู่ แน่นอนมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ รัฐมนตรีกลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ขณะที่ยังวางตัว พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช.เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 เป็น รมต.ด้วย

 ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าหัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล ยังปฏิเสธว่า ยังไม่ได้อะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ข่าวออกมาว่า พรรคอาจได้รับการจัดสรรโควตา รมต. 7 ตำแหน่ง แต่ยังไม่ลงตัวในการเจรจากระทรวงใหญ่ โดยมีกระแสข่าวคนใหญ่ของพรรคไม่โอเคกับการที่พลังประชารัฐกวาดกระทรวงเกรดเอไปหมด โดยเฉพาะคมนาคม จนแว่วมาว่ามีการต่อสายพูดกับพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ส่วนหนึ่ง ที่ไม่พอใจการแบ่งกระทรวงเช่นกัน จึงหวังร่วมกดดันให้พลังประชารัฐเกลี่ยโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่

ทั้งนี้เดิมทีว่ากันว่า ค่ายกัญชาต้องการกระทรวงหลักๆ เหมือนกัน คือวางตัว อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคไว้ที่รองนายกฯ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีมหาดไทย, สรอรรถ กลิ่นปทุม รัฐมนตรีคมนาคม, นาที รัชกิจประการ รัฐมนตรีสาธารณสุข และยังมีคนอื่นๆ อีก

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพราะก็ต้องการกระทรวงสำคัญเหมือนกัน ข่าวว่าบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีศึกษาธิการ, กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง, สาธิต ปุติเตชะ รัฐมนตรีเกษตรฯ, และคนอื่นๆ เช่น ถาวร เสนเนียม, อัศวิน วิภูศิริ และจุติ ไกรฤกษ์ ที่รอจ่อเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา บุคคลที่จะมาเป็น รมต. คือสองพี่น้อง กัญจนา และวราวุธ ศิลปาอาชา ไม่หวือหวา ขอแค่กระทรวงพัฒนาสังคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

จากข้างต้นจะเห็นว่ายังมีเก้าอี้ในบางกระทรวงหลักๆ ที่เห็นชัดว่ายังไม่ลงตัว ต้องแก่งแย่งกันอยู่ โดยเฉพาะกระทรวงคลัง คมนาคม และมหาดไทย

แถมยังมีเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องรอผลการแข่งขันลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ซึ่งจะจบในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ที่น่าแปลกใจว่าในขณะที่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ออกตัวว่าอยู่ข้าง “ฝ่ายค้านอิสระ” แต่ก็ยังมีชื่อเอี่ยวขอนั่งเก้าอี้ รมต.ศึกษาด้วย

ในขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช คู่แข่ง ก็ชัดเจนที่กระทรวงคลัง ซึ่งหากเขาได้โหวตเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องมาต่อรอง ฟาดฟันกับคนอื่นที่ขอเก้าอี้กระทรวงนี้เหมือนกัน

สรุปว่า “บิ๊กตู่” ได้ไปต่อ แต่ขอคิดสักแป๊บ เพราะยังวุ่นเหลือเกิน!

เหตุใด “ปวิน” จิกกัด “ปิยบุตร” ไม่เลิกรา

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุใด “ปวิน” จิกกัด “ปิยบุตร” ไม่เลิกรา

10 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
ชูธงทวนกระแส,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมศักดิ์ เจียมสุรกุล,Thai Voice,จอม เพชรประดับ,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เปิดอ่าน 19,996 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

เหมือนดูละครเรื่องรอยรักรอยแค้น เมื่อ “เซเลบแดง” อย่าง “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” ไม่ยอมลดราวาศอกให้ “สองแกนนำ” พรรคส้มหวาน อารมณ์ประหนึ่งหญิงสาวถูกชายหนุ่มหักหลัง

ล่าสุดเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ @piyabutr_FWP กล่าวถึงชัยชนะของทีมลิเวอร์พูลในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ว่า

“ชัยชนะของลิเวอร์พูลเมื่อคืนนี้ ก็เหมือนกับการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้เราเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ หล่อเลี้ยงด้วยแรงปรารถนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ลงมือทำด้วยความหวัง โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ”

ปวิน และปิยบุตร

หลังจากนั้น ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ได้แชร์ข้อความของ “อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล ผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun พร้อมกับเขียนแคปชั่นสั้นๆ ว่า “เพ้อเจ้อฉิบหาย”

วันเดียวกัน อาจารย์ปวิน ยิงสเตตัสเชิงประชดประชันอาจารย์ป๊อกอีกว่า “เมื่อคืนดิฉันชนะวงป๊อกเด้งค่ะ ชัยชนะครั้งนี้ ก็เหมือนกับการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้เราเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ หล่อเลี้ยงด้วยแรงปรารถนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ลงมือทำด้วยความหวัง โอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ”

จริงๆ แล้ว ตอนที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เริ่มประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปวินก็กระดี๊กระด๊าแสดงตัวเป็นแม่ยกทันที

ปวิน และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

กลางปี 2561 เมื่อพรรคอนาคตใหม่ ประกาศนโยบายพรรค โดยเน้นที่การปฏิรูปกองทัพและชำระล้างมรดก คสช. แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้ไข ม.112 เพราะถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่สมควรที่จะมาบรรจุเป็นนโยบายหาเสียง

          เท่านั้นแหละ อาจารย์ปวินเป็นเดือดเป็นแค้นให้สัมภาษณ์รายการ Thai Voice ของ จอม เพชรประดับ ทันทีว่า กรณีไม่มีนโยบายที่จะแก้ไข ม.112 ทั้งๆ ที่เป็นจุดกำเนิดสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ความศรัทธาเชื่อมั่นที่ฝ่ายประชาธิปไตยมอบให้พรรคนี้เริ่มต้นจากเรื่องนี้ 

ประโยคที่ว่า “เริ่มต้นจากเรื่องนี้” ปวินหมายถึงเมื่อปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการและร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112” หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 1 หมื่นรายชื่อ เสนอแก้ไข ม.112

          “ปิยบุตร” ก็อยู่ในขบวนการริเริ่มแก้ไข ม.112 รวมถึงแกนนำพรรคอนาคตใหม่อีกหลายสิบคนก็เข้าร่วมรณรงค์แก้ไข ม.112 

สมศักดิ์ เจียมสุรกุล อดีตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Somsak Jeamteerasakul ชำแหละพรรคอนาคตใหม่เช่นกันว่า

“ผู้นำอนาคตใหม่ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา…พอคุณเล่นการเมือง คุณไม่เสนออะไรที่จะแก้ปัญหาที่ตัวเองพูดเลย อย่างนี้เป็นซ้ายประสาอะไร หรือถ้างั้นจะเล่นการเมืองไปทำไม ถ้าไม่เสนอแก้สิ่งที่ตัวเองบอกว่าเป็นปัญหา”

ธนาธร และปิยบุตร รู้ดีว่าในวันที่สวมเครื่องแบบ “นักเลือกตั้ง” จะต้องทิ้งเสื้อคลุมนักวิชาการปีกซ้าย เพราะพวกเขาต้องปรับจูนความคิดกับผู้ร่วมก่อการและสมาชิกพรรคที่มาจากหลากหลายอาชีพ นักกฎหมายหนุ่มจากฝรั่งเศสเลือกที่จะซ่อนแนวคิด “แก้ไข ม.112” เอาไว้

ฉะนั้นพรรคส้มหวานจึงหันมาเล่นการตลาดการเมือง จุดกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ขายฝันเรื่องแก้ปัญหาปากท้อง ขายความสดใหม่ของผู้สมัคร ส.ส. ฯลฯ

          พวกเขาคิดแบบนักเลือกตั้งที่คิดถึงแต่ “วิธีการ” อันจะนำไปสู่ชัยชนะ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องอุดมการณ์ ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมให้เซเลบแดงด่าดีกว่าแท้งก่อนเกิด

สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

10 พฤษภาคม 2562 – 09:25 น.
กกต,พลังประชารัฐ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,สสปาร์ตี้ลิสต์
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

สูตรปาร์ตี้ลิสต์ แจก”พรรคเล็ก”กกต.กระสุนตก-รัฐบาลปวกเปียก

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศผลรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 149 คน โดยมี 26 พรรคการเมือง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้ รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวน 11 พรรคด้วย

การประกาศรับรองผล ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ให้ 11 พรรคการเมืองเล็ก ได้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 ที่นั่ง ก็เท่ากับว่า กกต.ได้ตัดสินใจใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงค่าเฉลี่ยจำนวนเสียงต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งตกประมาณ 71,000 คะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นผลมาจาก “เศษคะแนน”

ก่อนหน้านี้ มีความเห็นทางกฎหมาย ออกเป็น 2 ทาง เกี่ยวกับสูตรการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ความเห็นแรก เห็นว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง คือ  ประมาณ 71,000 คะแนน ไม่มีสิทธิได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย  โดยต้องถูกตัดทิ้งไปตั้งแต่แรก ทั้งนี้เป็นไปตามที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (5) กำหนดว่าการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใด มี ส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) เนื่องจากได้คะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน

ส่วนความเห็นที่สอง เห็นว่า ตามเจตนารมณ์เรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่กำหนดใน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ต้องการให้ทุกคะแนน “มีค่าไม่ตกน้ำสูญเปล่า” ดังนั้น พรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนน ย่อมมีสิทธิได้รับการนำมาคำนวณเพื่อจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ก็มีโอกาสได้รับการปัดเศษเช่นกัน ถ้ามีเศษคะแนนที่เหลือมากกว่าพรรคการเมืองเล็ก จึงไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองเล็กเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการปัดเศษคะแนน สูตรนี้จึงเป็นธรรมกับทุกพรรคโดยยึดตามหลักกฎหมายที่ทุกคะแนนถูกนำมาคำนวณหมด การที่อ้างว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยประมาณ 71,000 คะแนน จะไม่มีสิทธิได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะบางที ส.ส.เขต ที่ชนะเลือกตั้งได้คะแนนแค่ 20,000 คะแนนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อ กกต.เลือกตัดสินใจใช้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ ที่กระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้แก่พรรคการเมืองเล็กด้วย ก็ต้องยอมรับผลพวงที่ตามมา นั่นก็คือ การฟ้องร้องจากพรรคการเมืองที่คิดว่าตนเองเสียประโยชน์จากการตัดสินของ กกต.ในครั้งนี้

อย่างพรรคเพื่อไทย ก็ออกแถลงการณ์มาแล้ว ไม่เห็นด้วยกับ กกต. ที่เลือกใช้วิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบนี้ โดยเห็นว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. และการตัดสินใจดังกล่าว ยังอาจจะส่งผลต่อบริบททางการเมืองภายภาคหน้าอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย และเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อ กกต.ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป

ขณะที่ “พรรคอนาคตใหม่” นำโดย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค พร้อมด้วย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และว่าที่ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ได้แถลงข่าวหลังทราบผลการรับรอง และหลักเกณฑ์การคำนวณที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของ กกต. โดย “ปิยบุตร” ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นผู้เสียหายโดยตรง โดยที่นั่ง ส.ส.ของพรรค หายไป 7 ที่นั่ง หรือหายไปเกือบ 6 แสนคะแนน

จึงจะใช้สิทธิในการฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ให้ 11 พรรคการเมืองเล็ก ได้ ส.ส.ด้วยของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

คราวนี้มาดูกันว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วเกี่ยวกับปาร์ตี้ลิสต์ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้วินิจฉัย มีความหมายว่าอย่างไร

หากพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพียงว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 เท่านั้น เนื่องจาก พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 เป็นเพียงการกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณคิดอัตราส่วนเพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเป็นการขยายรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ลงลึกไปถึงที่ว่าสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ถูกต้อง เป็นเช่นไร

และก่อนหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะส่งเรื่อง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กกต.ก็เคยส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยให้ เพราะเห็นว่า กกต.ยังไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการใช้วิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบใด

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องขอของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ ว่า พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ก็เป็นวินิจฉัยไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการไต่สวนหลักฐานเพิ่มเติม  มีเพียงแต่การเรียกเอกสารจากการประชุมร่างกฎหมายมาดูเท่านั้น ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงตัดสินไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว

แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยไปถึงสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ว่าต้องเป็นเช่นไร และชี้ว่า พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ทำให้ กกต.สามารถนำมาตรา 128 ของ พรป. เลือกตั้ง ส.ส. มาใช้ในการคำนวนจำนวนปาร์ตี้ลิสต์ได้ และตีความเองว่าจะเลือกใช้สูตรไหน จะเลือกเอาสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่า ต้องให้ที่นั่ง ส.ส.แก่พรรคการเมืองเล็กด้วย หรือจะเอาสูตรที่มีนักวิชาการบางส่วน เห็นว่าต้องให้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อแก่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนถึงค่าเฉลี่ย ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งมีเพียง 16 พรรคการเมืองเท่านั้น ก็ได้

ดังนั้นเมื่อ กกต.เลือกเอาสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือ การแจกที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้แก่พรรคการเมืองเล็ก อีก 11 พรรคการเมือง จึงเป็นกลายเป็นการใช้อำนาจของ กกต.ไปแล้ว และเมื่อ กกต.ใช้อำนาจเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียเกิดสิทธิทางศาล ซึ่งตอนนี้ก็มีการประกาศมาแล้ว คือพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่

และหากพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ไปยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าไม่ถูกต้อง คราวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยลงไปถึงวิธีการคำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าที่ถูกต้องคือวิธีไหนกันแน่ด้วย เนื่องจากมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจของ กกต. ที่ให้กระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองเล็ก เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นไปตามที่ กกต.เลือกใช้วิธีกระจายที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้แก่พรรคการเมืองเล็ก ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ คือต้องให้ที่นั่ง ส.ส.แก่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเฉลี่ยถึงประมาณ 71,000 คะแนนเท่านั้น ก็ต้องปรับกันใหม่

ส่วนที่ว่า การที่ กกต.เลือกใช้วิธีคำนวณที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กระจายให้แก่ 11 พรรคการเมืองเล็ก ทำให้ขั้วพรรคพลังประชารัฐ มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้มากขึ้นหรือไม่นั้น ก็ต้องตอบว่า มีโอกาสมากขึ้น เพราะเดิมเสียงของขั้วพรรคพลังประชารัฐและขั้วของพรรคเพื่อไทย ก้ำกึ่งกันอยู่  แต่ตอนนี้  11 พรรคการเมืองเล็กที่ได้นั่ง ส.ส.พรรคละ 1 ที่นั่ง ก็ออกมาบอกแล้วว่า จะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตามก็ยังมีตัวแปรอีก เช่น ต้องรอดูเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า การสรรหา ส.ว. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่าอย่างไร เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ต้องมาจากการเลือกร่วมกันของ ส.ส. และ ส.ว.  ต้องสมบูรณ์ทั้ง 2 สภา จึงจะเลือกนายกฯ ได้  ดังนั้น ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การสรรหา ส.ว. ไม่ชอบ ก็จะทำให้การมีรัฐบาลล่าช้าไปอีก

สำหรับการที่เลือกใช้วิธีกระจายที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองเล็ก ซึ่งจะทำให้มีพรรคการเมืองในสภาทั้งหมด 27 พรรคการเมือง (รวม ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าไปด้วย) ไม่เพียงกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการต่อรองกันสูงของคนในพรรคเดียวกันแล้วยังต่อรองกันสูงในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสิบกว่าพรรคด้วย ส่วนซีกฝ่ายค้าน ก็มีพรรคการเมืองเยอะแยะไปหมด ผลสุดท้าย ไม่ส่งผลดีต่อเสถียรภาพรัฐสภาโดยรวมแต่อย่างใด

‘บริคณห์สนธิ’ตัวชี้ผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ?

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บริคณห์สนธิ’ตัวชี้ผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ?

9 พฤษภาคม 2562 – 14:50 น.
กระดานความคิด,หนังสือบริคณห์สนธิ
เปิดอ่าน 1,388 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   ร่มเย็น 

“ปล่อยผี” ไปก่อน สุดท้ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็รับรอง ส.ส.เขต 349 คน จากทั้งหมด 350 คนและรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คนจากทั้งหมด 150 คน เนื่องจากมีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งจำนวนมาก ประมาณ 400 เรื่องยังทำไม่เสร็จ โดยในจำนวนนี้เป็นการร้องว่าผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ เกือบ 50 เรื่อง อีกทั้ง กกต.มีอำนาจสอยภายหลังได้ภายใน 1 ปี หากพบว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.

สำหรับเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติที่ถูกร้องกันมากก็เรื่องถือหุ้นสื่อ  โดนกันหลายพรรคการเมือง

และโทษสำหรับผู้สมัครที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังสมัครนั้น หนักหนาสาหัส เพราะ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 151 ระบุ จําคุก 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

แถมยังมีการนำไปโยงกับการทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แล้วร้องให้ยุบพรรคการเมืองนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นแย้งทางกฎหมายว่า ในเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งขาดคุณสมบัติกับการทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นคนละเรื่องกัน จึงไม่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้

สำหรับในเรื่องผู้สมัคร ส.ส. ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อนั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98 บัญญัติว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร …(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ  และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 ก็บัญญัติในทำนองเดียวกัน

ส่วนผู้สมัคร ส.ส. ที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นสื่อนั้น จะต่อสู้ในประเด็นที่ว่า ขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนสมัครรับเลือกตั้ง หรือสู้ว่าตนเองไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่ว่าในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทระบุว่าทำสื่อด้วยเท่านั้น เพราะแบบฟอร์มของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุวัตถุประสงค์ไว้แบบครอบจักรวาล มีหลายข้อ, บ้างก็ต่อสู้ว่าซื้อหุ้นมาจากตลาดหลักทรัพย์ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหุ้นสื่อ เพราะปกติเวลาซื้อหุ้น ก็ไม่มีใครดูหนังสือบริคณห์สนธิกันว่าบริษัทนั้นจดแจ้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างไรบ้าง, บ้างก็ต่อสู้ว่าได้ยกเลิกบริษัทที่ทำสื่อไปแล้ว

สำหรับในประเด็นที่ว่าขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนที่จะลงสมัคร ส.ส.นั้น เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงของผู้สมัคร ส.ส. เป็นรายๆ ไป ถ้าผู้สมัคร ส.ส.รายไหน พิสูจน์ได้ว่าขายหรือโอนหุ้นสื่อไปแล้วก่อนสมัคร ส.ส. ก็ไม่ผิด

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในเรื่องที่จดแจ้งในหนังสือหนังสือบริคณห์สนธิ ว่าทำสื่อ จะทำให้ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่

ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก “หนังสือบริคณห์สนธิ” ว่า คือ ตราสารจัดตั้งนิติบุคคลชนิดหนึ่ง ที่กำหนดกรอบวัตถุประสงค์ของบริษัท และกำหนดรายละเอียดอื่นๆ ที่สำคัญของบริษัท เช่น เรื่องทุนเรือนหุ้นที่จดทะเบียน ผู้เริ่มก่อการ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาถือหุ้นหรือผู้ที่จะมาติดต่อกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นได้รู้ว่าบริษัทมีขอบเขตธุรกิจแค่ไหน ใครเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้ง มีเงินทุนเท่าใด นอกจากนี้หนังสือบริคณห์สนธิยังเป็นการแสดงเจตนาต่อคนทั่วไปในการจัดตั้งบริษัทด้วย

และคราวนี้มาดูการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ว่าดูจากหนังสือบริคณห์สนธิด้วยหรือไม่  ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้ว เกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส.ที่ถือหุ้นสื่อโดยเฉพาะ

นั่นก็คือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีที่นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 จ.สกลนคร ถูกศาลสั่งให้ถอนชื่อ นายภูเบศวร์ ออกจากประกาศรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สกลนคร ของพรรคอนาคตใหม่

ศาลฯ พิพากษาว่า “เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภูเบศวร์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ​เซอร์วิส ​ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ นายภูเบศวร์จึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ​ตามรัฐธรรมนูญ ​มาตรา ​98 ​(​3​) ​และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ​มาตรา ​42 ​(​3​) ​

ส่วนที่นายภูเบศวร์ อ้างว่า ​ห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส ​มีวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่ในความจริงไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ นั้น ฟังไม่ขึ้น ​

แม้ต่อมาวันที่ 6 ​มีนาคม 2562 นายภูเบศวร์ จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส แล้ว ​แต่เป็นระยะเวลาหลังจากผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ​จึงต้องถือว่า ในวันที่นายภูเบศวร์ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของ ​หรือผู้ถือหุ้น ​ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ​

นายภูเบศวร์ จึงเป็นบุคคลอันมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติดังกล่าวและไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”
“สกัด” ออกมาจากคำพิพากษาศาลฎีกา ได้ว่า
1.ผู้สมัคร ส.ส. ขาดคุณสมบัติหากเป็นเจ้าของหรือถือหุ้น ในกิจการที่ระบุวัตถุประสงค์ว่าทำสื่อ (ซึ่งหลักฐานสำคัญก็คือ “หนังสือบริคณห์สนธิ”)
2.การต่อสู้ว่า ในความจริงไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่ในหนังสือบริคณห์สนธิ ระบุว่าทำสื่อ ฟังไม่ขึ้น
3.การยกเลิกกิจการที่ทำสื่อนั้น ต้องเลิกทำก่อนวันที่ยื่นใบสมัคร ส.ส. หากเลิกทีหลัง ขาดคุณสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.

คำพิพากษาศาลฎีกา เป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับหลักกฎหมายในเรื่องต่างๆ ว่าต้องเป็นเช่นไร

อย่างไรก็ตาม มือกฎหมาย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ กลับมองว่า คดีนายภูเบศวร์ เป็นเรื่องแปลกที่ศาลมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนั้น แต่อาจเป็นเพราะกรณีนี้ไปเขียนเติมวัตถุประสงค์ในตอนยื่นจดทะเบียนว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ซึ่งรายละเอียดมากกว่าในแบบฟอร์มมาตรฐาน ศาลจึงมองว่ามีความตั้งใจที่จะทำสื่อ แต่ถ้าเป็นรายอื่นที่ถือหุ้นธรรมดาในบริษัทแล้ววัตถุประสงค์ไม่ได้เขียนเติมไป แต่เป็นไปตามแบบฟอร์มมาตรฐาน “วิษณุ” เห็นว่าแบบนี้ไม่น่าเข้าข่าย

ต้องรอดูกันต่อไปว่า แค่แบบฟอร์มมาตรฐานสำเร็จรูป ระบุว่าบริษัทนั้นทำสื่อ จะทำให้ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่

จับจังหวะการเมืองไทยใคร…จะได้ไปต่อในบทใด?

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371031?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะการเมืองไทยใคร…จะได้ไปต่อในบทใด?

9 พฤษภาคม 2562 – 14:10 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมชัย ศรีสุทธิยากร,กกต,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 1,399 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

และแล้วศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อ “รัฐธรรมนูญ มาตรา 91”

แล้วการเมืองไทยจะไปอย่างไรต่อ..เมื่อกกต.เคาะว่า “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” นั้น จะมี 27 พรรค และ “มีผลทางการเมืองทันที” เพราะเมื่อเคาะสูตรนี้โดยที่กกต.อ้างว่ายึดแนวทางการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

“โดยพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 11 พรรคการเมือง และเมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเกินกว่าค่าเฉลี่ยส.ส. 1 คน จะมีพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 27 พรรค”

งานนี้ไม่ว่ากกต.จะเคาะสูตรออกมาแบบใด ย่อมมีพรรคที่ได้กำไรและขาดทุนในจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากสถานการณ์ออกมาแบบนี้ ชี้เป้าล่วงหน้าเลยว่า กกต.จะโดนฟ้องร้องแน่นอนตามที่ระบุในข้างต้นเพราะสองสูตรคำนวณจากอดีตสองเสือ กกต. คือ โคทม อารียา และสมชัย ศรีสุทธิยากรชี้ว่า จะมีสิบหกพรรคเท่านั้นที่จะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยสมการการเมืองแปรเปลี่ยนทันทีเพราะขั้วหนุนลุงตู่จะพลิกแซงขั้วต้านลุงตู่ที่ยึดสูตร 16 พรรคไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เพียงแค่นี้ก็มองแล้วว่า “ความวุ่นก๊อกสอง” จะตามมาอีกเพียบ…เพราะความขัดแย้งทางการเมืองจ่อที่จะเกิดขึ้นใหม่แบบลูกโซ่ในไม่กี่อึดใจข้างหน้านั้น เนื่องจากพรรคที่มีคะแนนเกินค่าเฉลี่ยต่อส.ส.1 คน หรือพรรคที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 71,057.4980 คะแนนนั้น ไม่ยินยอมแน่นอนที่จะเกลี่ยคะแนนของพรรคตัวเองท่ี่ประชาชนมอบให้มา เพื่อไปให้พรรคที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ข้างต้นได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคนการเมืองจะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งโดยผ่านการพิสูจน์สิทธิเเละศรัทธาจากประชาชนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา แล้วต้องแสดงความยินยอมกับสิ่งที่กกต.วินิจฉัยและขัดต่อมติที่ประชาชนมอบให้ผู้สมัครส.ส. และพรรคนั้นๆ เพื่อมาทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” แต่ต้องโดนเกลี่ยจำนวนส.ส.ในโควตาตัวเองไปให้พรรคอื่นๆ นั้น “มันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง”

ต้องยอมรับว่าหนึ่งเดือนเศษหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้งจบลง จะพบว่าความไม่แน่ชัดของกกต.นั้น ออกมาในหลากมิติรวมทั้งคำชี้แจงแบบที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตและโต้แย้งไปมากจนสังคมแคลงใจกับการทำหน้าที่ของกกต.ชุดนี้ ตั้งแต่วิธีนับคะแนนที่มีการนับใหม่บางเขต การเลือกตั้งในบางหน่วยที่มีคะแนนไม่ตรง การผลิใบสารพัดสีที่วินิจฉัยไม่ทันในช่วงหนึ่งเดือนเศษและมีแนวโน้มจะสอยทีหลังเพราะรับรองไปแล้ว….. เขตจาก 350 เขตที่จะแปรเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคได้กี่คน การตัดทิ้งคะแนนเลือกตั้งจากนิวซีเเลนด์ การตัดสิทธิ์ผู้สมัคร ส.ส. ที่คุณสมบัติไม่ครบที่มีผลกับคะแนนของแต่ละพรรค การสอบสวนการถือหุ้นสื่อของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งข้อร้องเรียนจากหลายภาคส่วนว่าแกนนำอีกหลายพรรคก็มีการถือหุ้นสื่อเช่นกัน

และเมื่อสภาวะการเคาะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาแบบนี้ ท่าทีของขั้วไม่เอาลุงตู่ชัดแล้วว่า “กกต.เตรียมโดนสอยแน่และมันจะลามไปยังการเปิดประชุมรัฐสภาและการฟอร์มรัฐบาลใหม่หรือไม่ น่าคิด…” เพราะขั้วไม่เอาลุงตู่ชักธงรบแล้ว เริ่มที่แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ที่ระบุว่า “ตามที่ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 128 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 นั้น พรรคเพื่อไทยขอแถลงว่า

1.พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น

2.ตามที่มีพรรคการเมืองหรือบุคคลแสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเท่ากับเป็นการรับรองว่าสูตรในการคำนวณส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้นคือ “สูตรที่แจกพรรคเล็ก” พรรคเห็นว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเช่นนั้น

3.พรรคยังคงยืนยันว่าการคำนวณ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อนั้น ต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 โดยเคร่งครัด กล่าวคือการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดได้ที่นั่งส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรรคจะได้จำนวนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าส.ส.พึงมี (ส.ส.พึงมีหนึ่งคนเท่ากับคะแนนเสียงประมาณ 71,000 คะแนน) ดังนั้นการคำนวณที่ต่างไปจากนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น การจัดสรรที่นั่งส.ส. ให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนประมาน 30,000 คะแนน จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่า “คำวินิฉัจฉัยนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดไฟเขียวให้กับ กกต.นำสูตรการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แบบที่กระจายให้แก่พรรคเล็ก หรือที่เรียกกันว่าสูตร “27 พรรค” มาใช้ได้ทันที ยืนยันว่าเรื่องพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 นั้น “เป็นคนละเรื่องกัน” กับการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะเมื่อมาตรา 128 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หมายความว่า กฎหมายมาตรานี้จะยังคงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. นำมาใช้ตีความ

แต่ถ้าตีความจนเกิดสูตร “27 พรรค” และไปขัดกับ มาตรา 91 ก็เป็นกรณีที่ กกต. ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องพ.ร.ป.ขัดรัฐธรมนูญ  การใช้อำนาจของกกต. หากทำให้พรรคอนาคตใหม่เสียหาย 600,000 คะแนน และส.ส. 7 คน หายไป พวกเขาเหล่านี้มีส่วนได้เสียในการที่จะดำเนินการต่อไปกับการใช้อำนาจหน้าที่ที่ขัดรัฐธรรมนูญของกกต. ซึ่งมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 157 มีโทษตามพ.ร.ป. คณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 69 ซึ่งเป็นบทหนัก รวมถึงขัดกับมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรอิสระด้วย”

และ “แนวร่วมเพื่อการเลือกตั้งเป็นธรรม” ที่เป็นเครือข่ายของพรรคสีส้มก็ไปยื่น” ป.ป.ช. “ให้สอย “กกต.” เเล้วด้วย

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แปลว่าสูตร กรธ.ถูกต้อง

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นการระบุเพียงแค่ว่ามาตรา 128 ของพ.ร.ป.ส.ส. มิได้มีเนื้อความขัดหรือแย้งต่อมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นเพียงการขยายความขั้นตอนวิธีการคำนวณ แต่ไม่ใช่คำตอบว่าสูตร กรธ.ที่ กกต.ตั้งใจใช้จะถูกรัฐธรรมนูญด้วย

คำวินิจฉัยของศาลจึงมีประโยชน์เป็นศูนย์สำหรับ กกต. มิได้มีส่วนสนับสนุนหรือเป็นตัวช่วยใดๆ ให้กกต.เลือกใช้สูตรที่อาจมีคนแย้งว่า เป็นสูตรที่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วจะพ้นผิด ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับกกต. 7 ท่าน จะตัดสินใจใช้สูตรที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการคำนวณเพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เหมาะสม  หากเปรียบ กกต.เป็นวัด คาดว่าหาก กกต.ใช้สูตรผิดคงมีหลายพรรคที่ประกาศจองกฐิน งานนี้คงรับกันไม่หวั่นไม่ไหว  คณะที่ร่วมจองกฐินจะมีกี่คณะ บ่ายนี้ได้รู้กัน”

ไหนจะมีการขอให้นับคะเเนนใหม่ทั่วประเทศจากพรรคเสรีรวมไทยชี้ช่องความผิดพลาดของกกต.ที่เป็นกรณีคลาสสิกอย่างนครปฐม เขตหนึ่งมาเป็นตัวอย่าง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคเสรีรวมไทย มีข้อสงสัยว่า แค่เขต 1 ของ จ.นครปฐม เพียงเขตเดียว ยังมีข้อผิดพลาดมากมายขนาดนี้ นับ 2 ครั้ง คะแนนของผู้สมัครไม่ตรงกันเลย ชวนให้คิดว่าอีก 349 เขตทั่วประเทศ จะเกิดเหตุการณ์เหมือน จ.นครปฐม ได้อีกหรือไม่ ถ้าไม่มีการตรวจสอบจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือ

พรรคเสรีรวมไทยจึงขอเรียกร้องให้กกต.จัดให้มีการนับคะแนนใหม่ทุกเขตทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกกต. และที่สำคัญจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า คะแนนทุกคะแนนของประชาชนมีค่า ไม่ควรให้ตกน้ำไปในสถานการณ์ที่ประชาชนผู้ออกเสียงมีความสงสัยและไม่มั่นใจในการทำงานของกกต.สุจริต เที่ยงธรรม แบบนี้”

ขั้วตรงข้ามเล่นแรงเต็มสูบแบบนี้ ความร้อนของการเมืองไทยทวีคูณไปอีกหลายองศาเซลเซียส เเละมีท่าทีจะทวีเพิ่มไปอีกเรื่อยๆ     ใคร…จะได้ไปต่อในบทใดบนเวทีการเมืองไทย จากนี้มิอาจละสายตาได้เลยเพราะมีปรากฏการณ์​ใหม่ๆ บังเกิดได้ทุกนาที

ระวังฝนฟ้าคะนอง-คลื่นลมแรง

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371037?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังฝนฟ้าคะนอง-คลื่นลมแรง

9 พฤษภาคม 2562 – 13:55 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ระวังฝนฟ้าคะนอง
เปิดอ่าน 701 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนเรื่องพายุฝนฟ้าคะนองตั้งแต่วันนี้-12 พฤษภาคม 2562 โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่า

ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขั้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่

ภาคใต้มีฝนฟ้าตกต่อเนื่องตลอดช่วงและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง รวมถึงฟ้าผ่า ควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

แจ้งมาเพื่อได้ทราบด้วยความปรารถนาดีและเตรียมรับมือในพื้นที่บริเวณดังกล่าว-โปรดอย่าประมาท
อ๊อด เทอร์โบ


 เป็นเบาหวานกินอะไร
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนดิฉันไปเยี่ยมน้องเพื่อนคลอดลูกที่โรงพยาบาลพระราม 9 และได้อ่านนิตยสาร ‘9 ทันโรค’ ที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ที่หน้าห้องจ่ายเงิน-จ่ายยา ชอบมากๆ เพราะมีหลายเรื่องที่น่ารู้น่าอ่านมาก

ที่อยากนำมาบอกต่อคือข้อเขียนของคุณ ‘น้ำทิพย์ ศรีวรานนท์’ นักโภชนาการเกี่ยวกับเรื่องปริมาณผัก-ผลไม้ ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวานมาก จึงขออนุญาตท่านเจ้าของคอลัมน์มาเผยแพร่เพื่อนำไปปฏิบัติ

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีฮอร์โมนอินซูลินแต่ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดยอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันนั้นล้วนมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำให้ลดข้าว แป้งและน้ำตาล โดยให้รับประทานผักให้มากและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการคือ บริโภคผักวันละ 3-5 ส่วน (เท่ากับผักสุก 3-5 ทัพพีต่อวัน) ผลไม้วันละ 2-4 ส่วน ซึ่งผักและผลไม้เป็น 2 ใน 5 ของอาหารหลัก 5 หมู่ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังเป็นแหล่งของใยอาหารที่ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคมะเร็งต่างๆ รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย

หลักการเลือกรับประทานผักและผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีดังนี้

1.ผักที่ให้พลังงานน้อย มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก (นักโภชนาการเรียกว่าผักประเภท ก) ได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาด กะหล่ำปลี บวบ แตงกวา มะเขือเทศ ฟักเขียว ใบกะเพรา เป็นต้น ซึ่งผักกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้ไม่จำกัด

2.ผักที่ให้พลังงานมากกว่า (นักโภชนาการเรียกว่าผักประเภท ข) เช่น ฟักทอง แครอท บร็อกโคลี ดอกกะหล่ำ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว เป็นต้น ซึ่งผักกลุ่มนี้สามารถรับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณเพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้

3.ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรจำกัดปริมาณและเลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัดหรือมีค่าดัชนีน้ำตาลระดับต่ำถึงปานกลาง เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ แก้วมังกร ฝรั่ง เป็นต้น เพราะมีการย่อยและการดูดซึมจะช้าทำให้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันผลไม้ที่มีรสหวาน หรือมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย เงาะ มะม่วงสุก เป็นต้น ก็จะมีการย่อยและการดูดซึมอย่างรวดเร็วทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็ว

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณเจ้าของคอลัมน์อีกครั้งนะคะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานค่ะ
วิมล (กทม.)

ตอบคุณ ‘วิมล’ กทม.
ผมเองก็เป็นโรคเบาหวานตามวัยและต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการมาหลายปีแล้ว เมื่ออ่านจดหมายของคุณแล้วก็ชอบมากๆ เพราะมีข้อแนะนำที่ดี มีประโยชน์และเบาใจไปได้มาก เพราะบางคนระมัดระวังการกินจนเครียดไปหมด

โดยปกติคุณหมอหลายๆ ท่านจะให้คำอธิบายมาแบบเข้าใจยาก แต่ข้อเขียนของคุณน้ำทิพย์นี่เข้าใจง่ายมากๆ และรู้สึกดีว่าคนเป็นเบาหวานยังมีโอกาสรับประทานได้หลายๆ อย่าง

แล้วผักผลไม้ที่แนะนำมาก็เป็นของพื้นๆ ราคาไม่แพงและมีให้เลือกได้หลายชนิด ดีจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 การทางพิเศษชี้แจงข้อเท็จจริง
 ปัญหารถติดด้านเก็บเงิน

ที่ กปส/ข 991
3 พฤษภาคม 256
เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
อ้างถึงหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ฉบับประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2562  คอลัมน์ : อ๊อด เทอร์โบ ดับเครื่องชน : งดใช้โฟม–ถุงพลาสติกอุทยานแห่งชาติ
ตามหนังสือฉบับที่อ้างถึงได้ตีพิมพ์จดหมายจากคุณ “วิโรจน์ (ดินแดง)” เรื่องด่านเก็บเงิน–ปัญหารถติด ดังความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นและขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ดังนี้

กทพ.เปิดให้บริการตู้เก็บค่าผ่านทางพิเศษที่ด่านพระราม 9 รวมจำนวน 4 ตู้ โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนตู้ 1ข2 เป็นตู้ชำระค่าผ่านทางพิเศษด้วยเงินสด ส่วนตู้ 3ข4 เป็นตู้ชำระค่าผ่านทางพิเศษแบบอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันลักษณะทางกายภาพของทางด่าน ได้มีการขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มช่องทางจนเต็มพื้นที่แล้วไม่สามารถขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มช่องทางได้อีก อย่างไรก็ตามเนื่องจากบริเวณด่านดังกล่าวมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน กทพ.จะได้จัดเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งประสานกับตำรวจทางด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและโปรดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบต่อไปด้วย ทั้งนี้ กทพ.ขอขอบคุณคุณ “วิโรจน์ (ดินแดง)” และหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ที่เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจระหว่าง กทพ.กับผู้ใช้บริการทางพิเศษด้วยดีมาโดยตลอด
ขอแสดงความนับถือ
(นางสาววิภาดา เกษมสุข)
ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์

นายกฯ’ลุงตู่’ อย่าอยู่เกิน 2 ปี

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯ’ลุงตู่’ อย่าอยู่เกิน 2 ปี

9 พฤษภาคม 2562 – 13:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พรบนิรโทษกรรม,ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,456 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง 

หากยังคิดไม่ออก ก็ลองนึกภาพการเมืองสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ปี 9 เดือน 2 วัน การบริหารแผ่นดินช่วงแรกถือว่าราบรื่น แต่มาสะดุดในช่วงสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดของรัฐบาลในหลายเรื่อง

โดยเฉพาะการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย เอื้อประโยชน์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปกระตุ้นความรู้สึกเห็นต่างและความแตกแยกที่ฝังลึกในสังคมไทย จนกู่ไม่กลับนำไปสู่วิกฤติการเมืองปี 2556-2557 และการทำรัฐประหาร

ก่อน “ปิดจ๊อบ” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดการบริหารราชการแผ่นดินแบบปกติตามครรลองระบอบประชาธิปไตยว่า ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับรองผล ส.ส.แบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) การเมืองจะคล้ายคลึงกับปี 2554

มีการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ต่างกันตรงที่ “นายกรัฐมนตรี” คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“ความสงบเรียบร้อย” ยังเป็นเรื่องที่คนไทยคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากเป็นปีมหามงคลแล้วประเทศไทยยังต้องทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ในเดือนมิถุนายน ที่กรุงเทพมหานคร

การสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ คือการทำประเทศให้ปลอดภัย ปราศจากการแทรกแซงการก่อการร้าย ที่เกิดจากความเชื่อทางศาสนาและการเมือง ที่นับวันจะมีศักยภาพและการทำลายสูง แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องไม่ประมาท การกวาดล้างคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยังต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปี

ปัญหา “การเมือง กับ ม็อบ” ถึงจะเป็นของคู่กัน

แต่จะไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แม้จะมีความพยายามปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง แต่ปฏิกิริยาตอบรับไม่น่ากังวล และ คสช.ยังเชื่อมั่นว่า คนไทยรักความสงบ การกวักมือเรียกคนมาชุมนุมเหมือนในอดีตทำไม่ง่าย เพราะมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ห้ามยุยงปลุกปั่น, พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือสำคัญ

แต่นั่นไม่ใช่สิ่ง “การันตี” ว่าในอนาคต รัฐบาลผสมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เจอ “ม็อบ” ขนาดใหญ่แม้จะมีจุดแข็งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นและการเทิดทูนสถาบัน แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คือ คนใกล้ตัว นายปฐมพล จันทร์โอชา หลานชาย บริษัทที่ถือหุ้นชนะการประมูลโครงการก่อสร้างกองทัพภาคที่ 3 และโครงการอื่นๆ ของภาครัฐเป็นว่าเล่น จนถูกสังคมตั้งคำถาม ใช้เส้นสายหรือไม่ ??

ส่วน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คือ “สายล่อฟ้า” ที่สามารถเขย่าเก้าอี้นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มเดินหน้าเคลียร์ตัวเอง ด้วยการประเดิมฟ้องร้องเว็บต่างประเทศมีชื่อว่า อินเวสติ้ง เผยแพร่ข่าวมีชื่อติดอันดับเป็นบุคคลร่ำรวยระดับเศรษฐีในทวีปเอเชีย

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” รู้ที่ตั้งของเว็บอินเวสติ้งว่าจดทะเบียนภายใต้ชื่อของใคร แนวทางการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร บุคคลใดเป็นผู้นำเข้า เมื่อข้อมูลมาถึงไทย ใครเป็นผู้ขยายต่อ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ เรียกว่า เตรียม “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อป้องกันการนำเข้าข้อมูลเป็นเท็จอันส่งผลกระทบต่อการเมืองไทย

นอกจากนี้ การเป็น “รัฐบาลผสม” ที่ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง ไม่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ได้เหมือนรัฐบาล คสช. และเชื่อกันว่า จะเกิดการต่อรองเรื่องผลประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะบุคคลที่เคยอยู่ในกลุ่ม 8 ส.+1ส.พิเศษ อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน, สนธยา คุณปลื้ม หากคุมไม่อยู่ เสถียรภาพรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีสะเทือน

วิเคราะห์กันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการลงจากอำนาจสวยๆ ภายหลังกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อสานต่องาน คสช. ควรบริหารงานไม่เกิน 2 ปี และประกาศยุบสภา เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ การเมืองไทยจะเข้าสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในระหว่างนี้ ต้องประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้พัฒนาไปสู่วิกฤติการเมืองอีกรอบ เพราะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศไว้แล้ว พร้อมจะเล่นการเมืองนอกสภา  หากตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. จากการถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย

ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

9 พฤษภาคม 2562 – 11:55 น.
พรรคหนุน,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,สืบทอดอำนาจ,คสช,ผลการเลือกตั้ง,รับรอง สส,กกต,สสแบบบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 6,206 ครั้ง

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

*******************

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยึดแนวทางการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะมีพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน ส.ส. 1 คน ได้รับการจดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 13 พรรคการเมือง

ในจำนวน พรรคจิ๋ว” เหล่านี้ ปรากฏว่า พรรคพลังปวงชนไทย ได้ไปแสดงตัวอยู่ทางขั้วเพื่อไทยแล้ว ส่วนที่เหลือประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชานิยม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม ลองมาไล่เรียงดูว่าพรรคเหล่านี้มีจุดยืนอย่างไร?

กลุ่ม พรรค เสียง

ก่อนสงกรานต์ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้นัดพรรคขนาดเล็ก 8 พรรค ไปปรึกษาหารือกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และที่ประชุมได้ตั้งกลุ่ม “1 พรรค 1 เสียง” โดยมอบให้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เป็นหัวหน้ากลุ่ม

ถ้ายังจำกันได้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของ คสช. ได้เปิดตัวพรรคพลังชาติไทยอย่างครึกโครมมาตั้งแต่ปี 2559 ทำเอาสื่อมวลชนนึกว่าเป็น “พรรคทหาร” หรือพรรคการเมืองของฝ่าย คสช. แต่ตอนหลัง “ผู้ใหญ่” ใน คสช.ออกมาเบรก จึงค่อยๆ ลดบาทลง

พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์

“มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีบทบาทตรวจสอบการทุจริตในนาม “ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ” มานานนับสิบปี และสนิทสนมกับ “ผู้การไก่” พ.อ.(พิเศษ) ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

“พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์” หัวหน้าพรรคประชานิยม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกครั้ง

พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์

“ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์” ลูกสาวเสี่ยติ่ง สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพรรคพลเมืองไทย เสี่ยติ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า รู้จักมักคุ้นกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐเป็นอย่างดี คงอยากอยู่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน

ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์

ส่วนพรรคไทรักธรรม ก็อยู่ในกลุ่ม 1 พรรค 1 เสียง ที่มีมงคลกิตติ์ เป็นผู้ประสานงาน ไม่น่าจะแหกวงล้อมไปยืนอยู่ขั้วเพื่อไทย

สรุปว่า “กลุ่ม 1 พรรค เสียง” สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ภาค อย่างแน่นอน

ขั้วไม่เอาระบอบทักษิณ

ในจำนวนพรรคจิ๋ว 1 ที่นั่ง มีอยู่ 2 พรรค ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องไม่เอาระบอบทักษิณคือ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคพลังธรรมใหม่

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีนโยบายน้อมนำคำสอนพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ได้แสดงจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่ไหนแต่ไร

ไพบูลย์ นิติตะวัน

ส่วนพรรคพลังธรรมใหม่ นพ.ระวี มาศฉมาดล” เคยร่วมก่อตั้งกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย ก็ไม่น่าจะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามขั้วพลังประชารัฐ

สองผู้นำ “ไพบูลย์-หมอระวี” ได้เข้าสภาเที่ยวนี้ รับประกันจิ๋วแต่แจ๋วแน่นอน

นพ.ระวี มาศฉมาดล

พรรคครึ่งบกครึ่งน้ำ

สำหรับพรรคจิ๋วอีก 5 พรรค น่าจับตามอง เพราะผู้นำพรรคต่างมีสายสัมพันธ์อันดีกับขั้วอำนาจเก่า แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอาจเปลี่ยนใจก็ได้

พรรคประชาภิวัฒน์มี สมเกียรติ ศรลัมพ์” เป็นหัวหน้าพรรค โดยส่วนตัวสมเกียรติเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย แต่เลขาธิการพรรคคือ นันทนา สงฆ์ประชา” น้องสาวของบุญธง สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ

พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่เคยได้ส.ส. 1 ที่นั่งจากการเลือกตั้ง 2554 และได้ร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สำหรับเลือกตั้งหนนี้ สุรทิน พิจารณ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ได้เข้าสภาสมใจ

สมเกียรติ ศรลัมพ์

พรรคพลังไทยรักไทย หัวหน้าพรรคชื่อไม่คุ้น คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล แต่ประธานยุทธศาสตร์พรรคคือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิสรางกูร ณ อยุธยา” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม รัฐบาลทักษิณ

พรรคประชาธรรมไทย มี พิเชษฐ สถิรชวาล” อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน มี “ปรีดา บุญเพลิง” อดีตเลขานุการคุรุสภา เป็นหัวหน้าพรรค ในอดีตปรีดาเป็นผู้นำครูหัวก้าวหน้า รุ่นเดียวกับสุชน ชาลีเครือ ที่มาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในเวลานี้

เชื่อว่าน่าจะมี 3 พรรค เสียงในกลุ่มนี้ตัดสินใจหนุน “ลุงตู่” ในนาทีสุดท้าย

%d bloggers like this: