2560(2017)

All posts tagged 2560(2017)

บทเรียนของสตาร์ทอัพเมื่ออูเบอร์หลีกทางแกร็บ

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/318650

บทเรียนของสตาร์ทอัพเมื่ออูเบอร์หลีกทางแกร็บ

วันที่ 31 มีนาคม 2561 – 08:58 น.
แกร็บ,อูเบอร์,สตาร์ทอัพ
เปิดอ่าน 6,024 ครั้ง

บทเรียนของสตาร์ทอัพ เมื่ออูเบอร์หลีกทางแกร็บ ในตลาดเอเชีย ถิ่นใครถิ่นมัน

ต่อไปนี้นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ และคนในโลกโซเชียลคงไม่ต้องตั้งคำถาม ตั้งกระทู้เปรียบเทียบการให้บริการ และราคาค่าโดยสารของอูเบอร์ และแกร็บ อีกต่อไป เพราะการแข่งขันของธุรกิจสตาร์ทอัพยักษ์ใหญ่จากสองซีกโลกได้จบลงแล้ว ด้วยชัยชนะของอูเบอร์

การยกธงขาวของอูเบอร์ ในตลาดบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น (ride-hailing application) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการขายกิจการให้กับคู่แข่งคือ แกร็บ สิงคโปร์ แม้จะไม่เป็นที่สงสัยของนักสังเกตการณ์ที่เห็นสัญญาณการถอยทัพของอูเบอร์ในหลายภูมิภาคของโลกก่อนหน้านี้ แต่ก็มีบทเรียนที่น่าสนใจหลายอย่างสำหรับธุรกิจสตาร์อัพ ที่กำลังเบ่งบานในขณะนี้

สัญญาณของความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ เริ่มปรากฏชัดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เมื่อแกร็บประกาศว่า ยอดจำนวนผู้ใช้บริการใน 7 ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุ่งทะลุ 1000 ล้านเที่ยว ใน 142 เมือง ทั่วสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์

หากดูสถิติล่าสุดก็จะเห็นชัดว่า แกร็บ เหนือกว่า อูเบอร์ ทุกด้านในเอเชีย แกร็บให้บริการ 191 เมืองในเอเชีย ในขณะที่อูเบอร์ให้บริการเพียงแค่ 51 เมืองเท่านั้น ในขณะที่ในภูมิภาคนี้มีคนขับแกร็บประเภทต่างๆ อยู่ถึง 2.6 ล้านคน ส่วนอูเบอร์มีเพียง 690,000 คน

ในด้านของความหลากหลายของบริการ แกร็บก็มีมากกว่าอูเบอร์ มาก โดยแกร็บมีทั้ง GrabCar GrabTaxi GrabCycle GrabBike GrabShare GrabHitch GrabShuttle GrabCoach และ GrabFood GrabExpress GrabRewards GrabFinancial และ GrabPay ส่วนอูเบอร์ มีบิรการ UberX UberBalck UberMoto UberPool UberEat UberDeliver

TechinAsia เปิดเผย ผลการสำรวจความนิยมของผู้ใช้บริการอูเบอร์ และแกร็บในเอเชียก็พบว่า แกร็บครองใจผู้ใช้บริการในเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียวที่อูเบอร์ได้รับความนิยมมากกว่า

ชัยชนะของแกร็บ นอกจากกจะเป็นเพราะทุนหนุนหลังที่แข็งแกร่ง จากซอฟท์แบงก์ และดีดี้ ของจีน ที่ลงทุนในแกร็บกว่า 2 พันล้านดอลล์ (กว่า 7 หมื่นล้านบาทแล้ว) คงปฏิเสธไมได้ว่ามาจากแนวคิดในการทำธุรกิจที่คำนึงถึงสภาวการณ์ที่แท้จริงของผู้บริโภค และเงื่อนไขทางกฎหมายของประเทศต่างๆ

แกร็บไปได้ใช้ความเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ ดึงดัน หรือแข็งกร้าวในการทำธุรกิจ เหมือนอูเบอร์ที่เชื่อมั่นในพลังของผู้บริโภค โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาวะ อำนาจในสังคมเอเชีย ที่มีปัจจัยซับซ้อนกว่าสังคมตะวันตกที่อูเบอร์คุ้นชิน และสร้างเงื่อนไขให้เป็นผู้กำชัยชนะทางธุรกิจได้

แต่ประเด็นที่น่าติดตามต่อไปไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวทางธุรกิจของอูเบอร์ แต่เป็นทิศทางของแกร็บ จากนี้ไป ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ที่การให้บริการ ผู้โดยสารถประเภทต่างๆเท่านั้น แต่เป็นการก้าวเข้าสู่ธุรกิจ การเงิน และธุรกิจบริการ

เมื่อต้นเดือนพฤจิกายนที่ผ่านมา แกร็บได้เปิดบริการระบบเพย์เมนท์ GrabPay ที่ไมได้ใช้สำหรับการจ่ายเงิน ค่าบริการรถโดยสารเท่านั้น แต่สามารถใช้แอพพลิเคชั่นนี้ซื้ออาหารในสิงคโปร์โดยไม่ต้องใช้เงินสดได้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า แกร็บกำลังขายบริการทางการเงิน GrabPay มายังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย

ขณะเดียวกับการซื้อกิจการอูเบอร์ของแกร็บในครั้งนี้ แกร็บก็คาดหวังสูงว่า ฐานผู้ใช้บริการรับส่งอาหารของอูเบอร์ UberEat จะต่อยอดบริการรับส่งอาหารของแกร็บ คือ Grabfood ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดด้วย

บทสรุปที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของสตาร์ทอัพ เล็กใหญ่ ไม่สำคัญเท่ากับถิ่นของใคร อย่าลืมปัจจัยนี้

ชี้สัญญาณบวกไทยตื่นตัวลงทุนความปลอดภัยไซเบอร์

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/302900

ชี้สัญญาณบวกไทยตื่นตัวลงทุนความปลอดภัยไซเบอร์

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 – 08:17 น.
ความปลอดภัยไซเบอร์, ไซเบอร์, ฟอร์ติเน็ต
เปิดอ่าน 6,264 ครั้ง

ฟอร์ติเน็ต ชี้ไทยขยับสู่สังคมดิจิทัล สร้างความตื่นตัวภาครัฐ-ธุรกิจ เห็นความสำคัญลงทุนระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่าย รับมือภัยไซเบอร์ยุคใหม่ที่วิวัฒนาการฉลาดขึ้น

นายอัลวิน ร้อดดิเก้ หัวหน้าฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ด้านความปลอดภัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า แนวโน้มการปฏิรูปองค์กรเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล (ดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่น) ในประเทศไทยเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของ Web First และ Mobile First คอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์มือถือคือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง

“ทุกวันนี้มีคำถามอะไร คนก็จะเข้าไปค้นหาผ่านกูเกิล หรือวิกิพีเดีย ถ้าอยากช้อปปิ้ง เข้าไปซื้อผ่านมือถือ ช่องทางเหล่านี้อำนวยความสะดวกสบายให้อย่างยิ่งตลอด 24 ชั่วโมง”

แนวโน้มข้างต้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรดำเนินธุรกิจ และวิธีการปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายว่าจะตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างไร และจะให้มากกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากลูกค้าผ่านการเข้ามาสื่อสารหรือทำธุรกรรมผ่านเว็บ/ผ่านมือถือ ทำให้ได้เรียนรู้พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละคน สามารถต่อยอดสู่การนำเสนอโปรโมชั่นใหม่ๆ เพิ่มโอกาสการขายและผูกใจลูกค้าไว้ได้ระยะยาว

                    อย่างไรก็ตาม เมื่อการรวบรวมข้อมูลในยุคดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่นขยายวงกว้างขึ้น ความเสี่ยงต่อภัยคุกคามก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยผลสำรวจระดับโลกของฟอร์ติเน็ต “2017 Global Enterprise Security Survey” ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ประสบภัยคุกคามทางไซเบอร์ใหม่ๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มุ่งไปที่ข้อมูล และพบการเกิดโจรกรรมข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ (แรมซัมแวร์) สูงมากติดอันดับ 2 และภัยคุกคามดิจิทัลติดอันดับ 5 สะท้อนถึงปัญหาการมี “ช่องโหว่” ในห่วงโซ่การทำธุรกิจของยุคดิจิทัล

ด้านนายชาญวิทย์ อิทธิวัฒนะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย กลุ่มที่มีความพร้อมในเรื่องการลงทุนด้านระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ในยุคที่รูปแบบและกระบวนการทำงานกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ภาคการเงินการธนาคาร เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านความรู้และบุคลากร 2. ภาครัฐบาล ซึ่งมีนโยบายผลักดันเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลเป็นดิจิทัลมากขึ้น และ 3.รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การบินไทย, เครือซิเมนต์ไทย และ ปตท.

โดยในภาพรวมปี 2560 มีตัวเลขประมาณการณ์ใช้จ่ายด้านระบบความปลอดภัย จากบริษัทวิจัยการตลาดไอทีระดับโลกว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของฟอร์ติเน็ตในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราเติบโตของรายได้สูงกว่าตลาด โดยอยู่ที่มากกว่า 20% ทั้งยังโตในระดับเลข 2 หลักตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สจล. จัดงาน “วิศวะ ’60” ชูแนวคิดสมาร์ทโซไซตี้

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/302897

สจล. จัดงาน “วิศวะ ’60” ชูแนวคิดสมาร์ทโซไซตี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 – 07:53 น.
วิศวะ 60, สจล
เปิดอ่าน 6,441 ครั้ง

“วิศวะ ’60 – Engineering Expo 2017″ ตอบโจทย์นโยบาย Thailand 4.0 ชูไฮไลท์เปิดเวทีการแข่งขันบังคับโดรนในสนามจริง หนุนคนมีไอเดีย “โดรน” ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานจริงใ

สจล. ขนทัพนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจากคณะวิศวะฯ 16 สถาบัน และองค์กรพันธมิตร ประชันกันในงาน “วิศวะ ’60 – Engineering Expo 2017” วันที่ 16-18 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา ภายใต้ธีม “วิศวะนำชีวิตสู่สังคมแบบสมาร์ท – Smart Society” ตอบโจทย์นโยบาย Thailand 4.0 ชูไฮไลท์เปิดเวทีการแข่งขันบังคับโดรนในสนามจริง หนุนคนมีไอเดีย “โดรน” ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานจริงในอนาคต

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวว่า งาน “วิศวะ’60 หรือ Engineering Expo 2017”  เป็นงานที่ตอบโจทย์ตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา ปีนี้จัดงานภายใต้ธีม  “Smart Society”

ภายในงานมีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา ในโซน “Engineering Innovation Showcase” จัดแสดงผลงานนวัตกรรม เทคโนโลยีของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก 16 สถาบัน และภาคอุตสาหกรรมในการนำผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นด้านวิศวกรรมเข้ามาจัดแสดง สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้เร่งปรับตัวเองให้ทันกระแสโลก เพื่อก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 ผู้เข้าชมงานจะได้รับประโยชน์นำไปต่อยอดทางธุรกิจได้

รมว. กระทรวงวิทย์ฯ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้สนับสนุนงบประมาณ จัดตั้งความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 30 แห่งทั่วประเทศ ในการเปิดหลักสูตรและศูนย์บ่มเพาะเตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ผู้ประกอบการในอนาคต โดยมุ่งเน้นสร้างความรู้และมุมมองเชิงธุรกิจให้กับนักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมและเทคโนโลยี

อีกทั้ง อยู่ระหว่างรอกระบวนการโอนงบประมาณ 2,000 ล้านบาท จากกองทุนตั้งตัวได้ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรัฐบาลอนุมัติให้โอนให้กระทรวงวิทย์ฯ เข้าไปดูแลส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ในโครงการสตาร์ทอัพ คาดว่าจะให้วงเงินกู้ 8 แสน – 1.5 ล้านบาทต่อราย และบางส่วนอาจเป็นรูปแบบการให้เงินอุดหนุน

รศ.ดร. คมสัน มาลีสี  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า  นอกเหนือจากเปิดเวทีแข่งขันพัฒนานวัตกรรมของนักศึกษาแล้ว ปีนี้ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ ได้แก่ การแข่งขันบังคับโดรนในสนามแข่งจริง “Bangkok Drone Racing Competition 2017”  และการแข่งขัน Hackathon UAV “Eye in the Sky” ภายใต้คอนเซ็ปเกี่ยวกับโดรน เพื่อเสริมสร้างกระบวนการให้เกิดแนวคิด สร้างไอเดียใหม่ๆ ต่อยอดเป็นผลงานจริงต่อไป โดยมี Mentor ขั้นเทพจากหลากหลายองค์กร

สำหรับงาน Engineering Expo จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ถือเป็นการจัดแสดงผลงานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมที่น่าสนใจและนำสมัยที่สุดของประเทศไทย  เป็นเวทีเปิดกว้างสำหรับผู้เข้าชมงานได้ความรู้ และแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ๆ  นอกจากไทยแล้ว ปีนี้ยังมีผู้ประกอบการจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และฮอล์แลนด์ เข้าร่วมงานด้วย เพื่อแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่น่าสนใจ

ยูเบา เปิดตัวพาวเวอร์แบงก์ขั้นเทพเอาใจชาวโซเชียล

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/297850

ยูเบา เปิดตัวพาวเวอร์แบงก์ขั้นเทพเอาใจชาวโซเชียล

วันที่ 4 ตุลาคม 2560 – 12:28 น.
ยูเบา, Yoobao, รุ่นใหม่, Type, เท่า
เปิดอ่าน 5,567 ครั้ง

Yoobao ส่งพาวเวอร์แบงก์สุดล้ำ  6 รุ่นใหม่ รองรับการใช้สาย Type C ในการซาร์จไฟเข้าเป็นครั้งแรกของโลก เพิ่มสปีดชาร์จแบตได้เร็วขึ้น 4 เท่า

นายกิตติวุฒิ ศฤงคารบริบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิล เอสเค จำกัด (เฟรชแก็ตเจ็ต)  ตัวแทนจำหน่ายแบตเตอรี่สำรองคุณภาพสูง ยูเบา (Yoobao) รายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า ยูเบาเปิดตัวพาวเวอร์แบงก์รุ่นใหม่รวม  6 รุ่น  ความจุตั้งแต่ขนาด 7000 – 30,000 mAh  เพื่อเอาใจคนยุคใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์แบบโมบิลิตี้ และชาวโซเชียล อีกทั้งรองรับเทรนด์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่จอใหญ่ขึ้น ซีพียูแรงขึ้น ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว

พาวเวอร์แบงก์ยูเบา 6 รุ่นล่าสุด ได้แก่ คือ รุ่น  Q20C ,  Q30 ,  P30L ,  A20  , C13  และ C7 ระดับราคา 490-1,690 บาท โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์กะทัดรัด พกพาสะดวก  น้ำหนักเบา 135-300 กรัม และนับเป็นครั้งแรกของโลกที่พาวเวอร์แบงก์มีระบบ Quick Charge 3.0 ที่ใช้สายชาร์จหัว Type C ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ร่วมกับระบบชาร์จเร็ว ช่วยให้แบตเต็มเร็วขึ้นถึง 4 เท่า

ปัจจุบัน ยูเบา มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ใน 3 อันดับแรก ด้วยจุดเด่นของพาวเวอร์แบงก์คุณภาพสูง ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการทดสอบนานกว่า 18 ชั่วโมง ในห้องทดลองที่ได้รับมาตรฐาน และมี 9 ระบบพิเศษ เอกสิทธิ์เฉพาะยูเบา ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อปกป้องจากการเกิดแรงดันไฟฟ้าหรือการจ่ายกระแสไฟที่ผิดปกติ  รับประกันว่า “ของแท้ แบตไม่ระเบิด” โดยบริษัทยังมอบความคุ้มครองให้กับผู้บริโภค ในกรณีแบตเตอรี่แท้ระเบิด ในวงเงินสูงถึง 200,000 บาท

                    มร.รอย ชูวส์  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เซิ่นเจิ้น ยูเบา เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนไทยเป็นกลุ่มผู้ใช้มือถือที่นิยมเทคโนโลยีใหม่ ชื่นชอบเทคโนโลยียีล้ำๆ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของยูเบา ที่มีเป้าหมายสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคนี้

ปัจจุบัน ไทยเป็นตลาดอันดับ 1 ของยูเบาในภูมิภาคอาเซียน โดยตลอดช่วง 5-6 ปีที่เฟรชแก็ตเจ็ต เป็นตัวแทนจำหน่ายสามารถสร้างยอดขายต่อปีในไทย เพิ่มเป็น 30 ล้านหยวน (ประมาณ 150 ล้านบาท) ล่าสุด ยูเบา มองถึงโอกาสการเติบโตของยอดขายออนไลน์ด้วย โดยเริ่มแล้วผ่านช่องทางการขายของลาซาด้า ซึ่งอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของประเทศจีน เข้ามาซื้อกิจการไปก่อนหน้านี้

เอ็ตด้า ดัน “ครีเอทีฟคอมมอนส์” ตอบโจทย์ยุคแชร์ข้อมูล

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/295762

เอ็ตด้า ดัน “ครีเอทีฟคอมมอนส์” ตอบโจทย์ยุคแชร์ข้อมูล

วันที่ 15 กันยายน 2560 – 16:30 น.
เอ็ตด้า, ดัน, ครีเอทีฟคอมมอนส์
เปิดอ่าน 3,227 ครั้ง

เอ็ตด้า ดัน “ครีเอทีฟคอมมอนส์” ตัวช่วยแชร์รูปภาพ-ข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ ชี้เป็นทางเลือกใหม่ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ CC ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคโซ

 

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวในงานสัมมนา Digital Law and Digital Content for Thailand 4.0 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เมื่อพูดถึงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ คนมักนึกถึงสินค้าที่จับต้องได้ แต่จริง ๆ แล้วอีคอมเมิร์ซยังรวมถึงบริการและครอบคลุมไปถึงดิจิทัลคอนเทนต์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ หรือเกมบนโลกออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังได้รับความนิยม
คนทั่วไปมักคิดว่าสิ่งที่โพสต์หรืออัพโหลดไว้บนอินเทอร์เน็ต เป็นของฟรี จะดาวโหลดหรือแชร์กันโดยอาจไม่เข้าใจถึงบทบาทความเป็นเจ้าของของผู้สร้างสรรค์งาน จนทำให้กลายเป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่เข้ามาเป็นตัวช่วยสำหรับการแชร์สิ่งต่าง ๆ ทางโลกออนไลน์ได้ ในรูปแบบของ Creative Commons (CC) ซึ่งถือเป็นกติกาสำคัญในโลกยุค 4.0 โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่คนไทยสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้เอง
จากการสำรวจ คาดว่าปีนี้อีคอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยก็เติบโตขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้นการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเข้าสู่ยุค Disruptive Technology ซึ่งเทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตมากมาย
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีชำนัญพิเศษ (แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ) กล่าวว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมจนครอบคลุมทุกอย่าง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า All Right Reserved คือ สิทธิ์ทั้งหมดถูกสงวนไว้ การกระทำหลายอย่างก็อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตก่อน ขณะที่พฤติกรรมในสังคมยุคอินเทอร์เน็ตซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป คือ การก็อปปี้ข้อความ รูปภาพ หรือคลิป อยู่ในข่ายของการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้น การใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจะสอดรับกับไลฟ์สไตล์การส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงเหมาะกับในยุคที่เจ้าของงานลิขสิทธิ์มีความต้องการแชร์ผลงานในระดับที่ไม่เท่ากัน อันนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Some Rights Reserved หรือสงวนสิทธิ์บางประการ

เจน พาร์ค ผู้อำนวยการฝ่าย Platform and Partnership แห่งองค์กรครีเอทีฟคอมมอนส์ (Jane Park, Director of Platforms and Partnership, Creative Commons.org) อธิบายว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์ เป็นทางเลือกหรือกรอบใหม่ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถให้สิทธิ์บางส่วนหรือสิทธิ์ทั้งหมดแก่สาธารณะ อันเปิดโอกาสให้มีการแบ่งปันข้อมูลกันได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดช่องให้คนทั่วไปเข้ามาต่อยอดผลงานของ ผู้สร้างสรรค์ได้

สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิของครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons Licenses) มี 6 แบบ

 

                    CC – BY ยอมให้แจกจ่าย ดัดแปลง หรือใช้งานต้นฉบับอย่างใดก็ได้ รวมไปถึงการทำเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า แต่ผู้รับอนุญาตต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) สัญญาอนุญาตฯ นี้เป็นแบบที่เปิดการแบ่งปันมากที่สุดเหมาะกับงานต้นฉบับของหน่วยงานราชการงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ฯลฯ

 

 CC – BY – SA ยอมให้เปลี่ยนแปลง ดัดแปลง ใช้งานต้นฉบับอย่างใดก็ได้ รวมไปถึงการทำเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้าด้วย แต่ผู้รับอนุญาตต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) รวมทั้งเผยแพร่งานสร้างสรรค์ใหม่บนสัญญาอนุญาตฯ แบบเดียวกัน สัญญาอนุญาตฯ นี้เป็นแบบที่เปิดการแบ่งปันมากเพียงมีเงื่อนไขต่องานที่ดัดแปลง ให้เหมาะกับงานที่ต้องการเผยแพร่ เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น Wikipedia

 

 

 CC – BY – ND ยอมให้ใช้และแจกจ่ายงานต่อ ไม่ว่าเป็นการทำเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้าหรือไม่ แต่ผู้รับอนุญาตต้องรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) รวมทั้ง ต้องแสดงงานตามต้นฉบับเดิม โดยห้ามดัดแปลง

CC – BY – NC ยอมให้เปลี่ยนแปลง ดัดแปลง หรือใช้งานต้นฉบับที่ไม่ได้เป็นการทำเพื่อวัตถุประสงค์ ในทางการค้า แต่ผู้รับอนุญาตต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) สัญญาอนุญาตฯ นี้เป็นแบบที่เปิดการแบ่งปันไม่มากเจ้าของลิขสิทธิ์สงวนสิทธิการใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า

 

  CC – BY – NC – SA ยอมให้เปลี่ยนแปลง ดัดแปลง หรือใช้งานต้นฉบับที่ไม่ได้เป็นการทำเพื่อวัตถุประสงค์ ในทางการค้า แต่ผู้รับอนุญาตต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) รวมทั้งเผยแพร่งานสร้างสรรค์ใหม่บนสัญญาอนุญาตฯ แบบเดียวกันเลย

 

 

 CC – BY – NC – ND สัญญาอนุญาตฯ นี้เป็นแบบที่เปิดการแบ่งปันน้อยที่สุดใน 6 แบบ โดยอนุญาตให้ใช้งานต้นฉบับที่ไม่ได้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ในการทางค้า แต่ผู้รับอนุญาตต้องรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานที่นำไปใช้เสมอ (เช่น อ้างอิง) รวมทั้งสัญญาอนุญาตฯ นี้ต้องแสดงงานตามต้นฉบับเดิมโดยห้ามดัดแปลงงาน

ทั้งนี้ องค์กรครีเอทีฟคอมมอนส์ เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรในสหรัฐฯ ที่หารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 85 ประเทศ รวมถึงไทย เพื่อกำหนดแนวคิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ปัจจุบันมีงานกว่า 1,200 ล้านชิ้นทั่วโลกที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้งานได้ภายใต้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ เว็บไซต์รูปภาพชื่อดังของโลกอย่าง Flickr ก็ระบุว่าผู้ใช้จำนวนมากของ Flickr เลือกนำเสนองานภายใต้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ รวมถึงเว็บอย่าง Wikimedia ที่มีไฟล์สื่อทั้งแบบรูปภาพ วิดีโอ และเสียง จำนวนกว่า 41 ล้านไฟล์ นอกจากนั้น ครีเอทีฟคอมมอนส์ยังขึ้นไปอยู่บน SoundCloud อีกด้วย

ภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยที่อาจเข้าร่วมในสัญญาอนุญาต CC มีอาทิ ภาคส่วนที่ดูแลด้านมรดกทางวัฒนธรรม ภาคศิลปวัฒนธรรม ภาคการศึกษา-วิจัย ภาครัฐ-นโยบาย ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติ โดยในตะวันตกนั้นมีผู้สร้างสรรค์งานพิมพ์ 3 มิติเผยแพร่ผลงานของตนเองผ่านครีเอทีฟคอมมอนส์และมีผู้อื่นนำไปต่อยอดจนได้ผลงานแปลกใหม่สะดุดตามาแล้ว

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น.

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น.

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น.

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด

“ผู้นำชาติ” ต้องมองแบบเหยี่ยว

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/533047

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 10:19 น.

"ผู้นำชาติ" ต้องมองแบบเหยี่ยว

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปี 2561 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของไทยครั้งสำคัญ เพราะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะมีการเลือกตั้ง ความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้นำประเทศ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นคนกล้าคิดกล้าทำที่จะนำสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่ดีและถูกต้อง จึงมีความสำคัญอย่างมาก คำถามคือความเป็นผู้นำทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีควรเป็นเช่นไร ในยุคไทยแลนด์ 4.0

นับเป็นโอกาสดีที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้าราชบริพารรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตราบจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต ได้ถอดบทเรียนลักษณะผู้นำที่ดีที่คนไทยควรเลือกให้เป็นผู้นำประเทศต้องมีวิสัยทัศน์เช่นไรบ้าง

ดร.สุเมธ ยกคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมา โดยที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้ทันทีว่า สิ่งที่ผู้นำประเทศต้องมี คือ หนึ่ง ตามรอยหรือดูแบบอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงได้แสดงให้ดูและสอนมาเสมอ นั่นคือ ถ้าจะเป็นผู้นำ หรือแม้แต่จะไปแสดงอะไร หรือไปทำ หรือนำชาวบ้าน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งแรก คือ ผู้นำต้องรู้จริง ต้องศึกษาอย่างจริงจัง สังเกตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงศึกษาจนรู้ทะลุหมดทุกเรื่องและต้องรู้แบบครบถ้วนด้วย เรื่องที่สอง ผู้นำประเทศต้องมี คือ ผู้นำต้องทำให้เห็นประจักษ์ นี่คือเหตุผลที่ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงทำโครงการในพระราชดำริไว้มากมายเหลือเกินนับพันๆ โครงการ เพราะพระองค์ท่านต้องการแสดงให้รู้ว่าทำจริงปฏิบัติจริง

“พระองค์ทรงเตือนผมเสมอว่าไปพูดอย่างไรเขา (ชาวบ้าน) ก็ไม่เชื่อ และยากมากเพราะชีวิตเขา (ชาวบ้าน) ไม่เหมือนชีวิตเรา ต้องทำให้ดู หรือผู้นำที่ดีต้องทำให้มากกว่าพูด นี่คือทำไมในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงทำโครงการไว้เยอะแยะมากมาย นั่นเป็นคนละประเด็นที่เถียงกันว่าทำโครงการไว้เยอะๆ ทำไม เพราะพระองค์ท่านต้องการทำให้ดู เพราะถ้าได้เห็น จะทำให้ความคิดก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าไม่ทำให้ดู ก็จะเถียงกันอยู่อย่างนั้น แต่ทำแบบนี้ทำให้เห็นได้จริง รับรองไม่มีทางเถียงได้เลย เพราะทำให้ดูแล้ว ทำอย่างนี้ได้อย่างนี้ ถ้าไม่ทำจะได้อย่างนี้

เช่น ถ้าทำเกษตรแบบนี้ จะช่วยป้องกันน้ำท่วมและดินถล่มดินทลายได้ แต่ถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างนี้ สามารถคุยกับชาวบ้านได้ ว่าตกลงจะทำแบบนี้ไหม ถือเป็นคำสอนที่ง่ายๆ เพราะอย่าลืมว่านิสัยคนไทย คือ ต้องทำให้เห็นก่อน เพราะคนไทยเชื่อด้วยการเห็นของจริง อย่าไปพูดหรืออย่าไปมีแผนงานอะไรมากมายบนกระดาษ แต่ต้องทำให้เห็นด้วยตัวเอง ว่ากันง่ายๆ คือ ทำ ทำ ทำ จะเรื่องเล็กๆ ก็ต้องทำ ทำไปจนกว่าจะสำเร็จ พอเมื่อเห็นความสำเร็จเท่านั้น ก็จะเชื่อกัน เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีต้องรู้จริง และต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์ และต้องมองแบบบูรณาการ”

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ผู้นำที่ดีต้องดูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่าง พระองค์ท่านจะทำอะไรพระองค์ท่านวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะทุกอย่างไม่นิ่งเพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอด ควรจะเตรียมอะไรรองรับไว้ จึงต้องมองไปข้างหน้าอย่างบูรณาการ นั่นคือต้องวางวิสัยทัศน์การพัฒนาให้เป็นขั้นเป็นตอน 

พระองค์ท่านสอนเสมอว่า “คิดมหภาค แต่ทำจุลภาค” ด้วยการเริ่มทำจากจุดเล็กๆ ก่อน โดยตัวเองต้องรู้เสมอว่าเรากำลังทำอะไร เป็นการเริ่มทำอะไรจากจุดเล็กๆ แต่ทั้งหมดต้องรู้ว่าจะไปไหน เพราะถ้าทำไปโดยไม่รู้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร จึงต้องวางช่วงในการรับลูกให้ดี ดังนั้นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์บูรณาการ

“ผู้นำต้องมองเหมือนพญาเหยี่ยวที่บินสูงแต่มองต่ำ เห็นหรือไม่ว่าพญาเหยี่ยวจะบินสูงบนเส้นขอบฟ้าแต่มองต่ำลงมาข้างล่าง นี่คือคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สอนไว้อย่างนี้ หรือต้องทำตัวเหมือนพญานกอินทรีที่บินสูงลิบแต่มองต่ำ เพราะปัญหาหรือเหยื่ออยู่ข้างล่าง ขณะที่ตัวเองอยู่สูงทำให้มองข้างล่างได้ชัดเหมือนกับการมองภาพรวม นี่คือลักษณะผู้นำต้องเป็นอย่างนั้น”

อีกลักษณะของผู้นำ คือ ต้องไม่มีหนีปัญหาเหมือนกวาง ลองสังเกตดูเวลากวางเจอสิงโตอยู่ข้างหน้า แต่กวางไม่ได้หนีไปไหน แต่สิงโตอยู่ในสายตาของกวางตลอดเวลา กวางเล็มหญ้าไปแต่ตามองสิงโตไปด้วยตลอดเวลา พอสิงโตขยับปั๊บกวางจะขยับเช่นกันทันที เหมือนกับผู้นำต้องเอาศัตรูหรือปัญหาให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา นั่นคือการไม่หนีปัญหา แต่ต้องมองปัญหาให้อยู่ในสายตา เป็นคำสอนที่เด็ดขาดมาก หากผู้นำมี 3-4 เรื่องนี้ เชื่อว่าเป็นผู้นำที่ดีได้

“ผมทำเฉพาะของผม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สอนว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น โดยเน้นการปฏิบัติ และปฏิบัติ เพราะทำงานราชการมาตลอดชีวิต 30 กว่าปี แต่พระองค์ท่านทำมากว่า 70 ปี องค์ความรู้และการปฏิบัติจะส่งผลให้เราได้เห็น เช่น เรื่องน้ำ ป่า เกษตร ลองดูได้ว่าโครงการพระราชดำริมีมากเท่าไร เช่น ผืนป่าที่พังทลายไปแล้ว สามารถเอาคืนมาได้ เพราะพระองค์ท่านทรงรู้ทุกอย่าง เพราะมีห้องเรียนชีวิตให้ได้ดู ต่างจากการเอาตำราไปให้ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์อะไร แต่สิ่งที่พระองค์ทำมาตลอด 70 ปี คือ บทพิสูจน์ของการปฏิบัติหรือทำจริง”

ดร.สุเมธ เล่าว่า สำหรับตัวผมการทำงานกับชาวบ้านมีความสุข เพราะความสำเร็จแตะต้องได้ เพราะชาวบ้านมีกินมีใช้ สำหรับการทำงานในระดับนโยบายจะต้องเป็นแผนหรือนโยบายที่จะต้องทำงานไปตามนั้น สิ่งสำคัญ ที่ต้องเข้าใจ คือ ทุกคนไม่ได้มีความต้องการที่จะทำเหมือนกัน อย่างเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินและทำกินอยู่ตรงนั้น ขณะที่ผู้บริหารหรือข้าราชการ ที่ไม่ได้จับจอบทำเกษตรมาตลอดชีวิต  แต่สิ่งที่รัฐบาลกับภาครัฐต้องทำ คือ เป็นพี่เลี้ยง และสนับสนุนชาวบ้าน เช่น แหล่งเงินทุน หรือองค์ความรู้ ดังนั้นต้องวางบทบาทตัวเองให้ดี ตอนไหนบทบาทอยู่ตรงไหน นี่คือลักษณะที่ดีที่ผู้นำต้องมีด้วย

“ตอนเป็นเกษตรกร ก็จับจอบถือเสียมสับดิน แต่พอขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องหยุดจับจอบถือเสียม แต่จะต้องคิดว่าจะเอาทรัพยากรลงไปให้ข้างล่างได้อย่างไร และต้องขายความสำเร็จ หรือต้องทำตัวเป็นเซลส์แมนขายความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะระดับนโยบายไม่ได้เล่นคนเดียวมีหลายส่วนเข้ามาเล่นด้วย”

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ผู้นำที่ดีต้องวางตัวเป็น การทำงานอยู่กับชาวบ้านต้องรู้บทบาทตัวเองว่าต้องทำอย่างไร หรืออยู่ในกระทรวงต้องทำอย่างไร กล่าวคือการพูดหรือทำงานกับเกษตรกรง่ายมากๆ เพราะนั้นเป็นชีวิตของเขา (ชาวบ้าน) ทำแล้วชีวิตเขา (ชาวบ้าน) ดีขึ้น มีกินมีใช้ เขา (ชาวบ้าน) ก็เชื่อก็ทำตามที่เราบอก แต่การทำให้กลไกของราชการเคลื่อนไปได้เป็นเรื่องยากมากๆ เพราะทำหรือไม่ทำข้าราชการก็เหมือนเดิม กลไกภาคราชการเปลี่ยนวิธีการคิด หรือบทบาทของตัวเองยากมาก ขณะที่การทำงานทุกอย่างต้องบูรณาการ แต่ระบบราชการต่างคนต่างทำ 

“สมัยผมเป็นข้าราชการเป็นแกะดำในระบบ ลักษณะผ่าเหล่าผ่ากอไม่เหมือนใคร ผมคิดว่าควรทำอย่างนี้ก็ทำ ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำตามสภาพแวดล้อม แต่พอมาทำงานกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้รู้ทันทีเลยว่าเป็นข้าราชการที่ดีใจต้องอยู่กับงาน นี่คือสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิต”

ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532967

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:39 น.

ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อารมณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความแปรปรวนสูงจึงมักแสดงออกทางอารมณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะต่อหน้าสื่อมวลชน จู่ๆ นึกอยากจะเล่นบทเฮฮาปล่อยมุขตลกๆ หยอกล้อหรือบางวันฉุนเฉียวหงุดหงิดเอาดื้อๆ จนเผลอหลุดคำพูดที่ฟังแล้วขัดหูประชาชนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะคิดได้แล้วออกมาขอโทษ!

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี “บิ๊กตู่” ออกมากล่าวคำขอโทษนับครั้งไม่ถ้วน สาเหตุอาจจะ 1.เพราะคำพูดตัวเองที่หลุดปากใส่อารมณ์ออกไป 2.หงุดหงิดฉุนเฉียวจากนโยบายรัฐบาลเองที่ถูกสังคมตำหนิ จึงทำให้ “บิ๊กตู่” โกรธ และ 3.ต้องออกโรงมาขอโทษแทนรัฐมนตรีใน ครม.ที่ทำพลาด จนทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงมาขอโทษเพื่อดับกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างเช่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษสื่อที่อารมณ์เสียกับคำถามสื่อที่ถามถึงสถานะเงินคงคลังจนก่อกระแสรัฐบาลถังแตกเป็นต้นเหตุใช่หรือไม่ แต่สุดท้าย“บิ๊กตู่” ออกมาขอโทษ

“ขอโทษเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการประชุมที่พิจารณาหลายเรื่อง และเมื่อออกมาก็เจอปัญหา และทราบว่ากระทรวงการคลังชี้แจงไปหลายรอบ แต่เมื่อถูกถามซ้ำอีกก็ไม่ไหวขอให้เข้าใจ ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขอย่างเดียว ต้องปฏิบัติด้วยฉะนั้นยอดเงินอะไรต่างๆ กู้มากหรือกู้น้อย ก็กู้มาทุกรัฐบาล ซึ่งช่วงใดต้องใช้เงินมาก ก็กู้มากแล้วใช้หมด แต่ถ้าช่วงไหนกู้เงินแล้วไม่ได้ใช้ ก็ควรปลดล็อกไปบ้าง” บิ๊กตู่ กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

แต่บางเรื่องที่ “บิ๊กตู่” โมโหและหลุดใส่อารมณ์โกรธออกไป เพราะนโยบายรัฐบาลเองที่ออกมาแล้วโดนสังคมตำหนิ เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2560 ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ จนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์  ต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “รัฐบาลก็ขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนในการใช้รถใช้ถนน แต่ทั้งนี้ก็เพราะความห่วงใยจากใจพวกเราทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการเดินหน้าประเทศไทย หลังจากนั้นจึงออกคำสั่งถอยไม่เข้มงวดการคาดเบลต์ และห้ามนั่งท้ายกระบะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะกลัวจะทำให้บรรยากาศการกลับบ้านของพี่น้องประชาชนกร่อย

หรือเมื่อ วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ยอมออกมาขอโทษนักการเมืองกรณีที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง บุกเข้าค้นบ้านพัก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และทำให้นักการเมืองคนดังกล่าวเสียชื่อเสียง โดยนายกรัฐมนตรีต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “ต้องขอโทษที่ทำให้เสียเกียรติยศ หากไม่พบก็คือไม่พบ แต่ยืนยันว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือมีข้อมูลไปพาดพิงถึงลูกน้องหรือผู้เกี่ยวข้อง  ไม่ได้พาดพิงถึงตัวเจ้าของบ้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ไม่ได้เล่นเกมบ้านเมืองหรือเล่นเกมการเมือง”

อีกชนวนเหตุที่ทำ “บิ๊กตู่” หงุดหงิดบ่อยๆ เพราะความไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาลเอง  เช่น เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวขอโทษสื่อมวลชน ที่โมโหคำถามสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู  ว่า “เราทำครั้งนี้เรียบร้อยก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป ก็ต้องขออภัยในความยุ่งยากด้วย เพื่อจะได้เข้ามาอย่างถูกต้อง เราไม่สามารถจะอนุญาตให้เข้ามาก่อน ให้มาขึ้นทะเบียนแล้วมาพิสูจน์สัญชาติภายหลังได้อีกต่อไป มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำผิดกฎหมายอีก” นายกรัฐมนตรี กล่าวขอโทษผ่านรายการศาสตร์พระราชา พร้อมกับหยอดคำหวานต่อหน้าสื่อว่า ผมไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่น่ารักที่สุด แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่ตอบคำถามทุกเรื่อง

แต่คำขอโทษของ “บิ๊กตู่” บางครั้งต้องจำใจแสดงออกมา เพราะต้องออกโรงมาปกป้องรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล เช่น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นรัฐมนตรี ที่หลุดตะหวาดและอารมณ์เสียใส่สื่อบ่อยเป็นอันดับสองรองจาก “บิ๊กตู่” เมื่อเจอคำถามจี้ใจดำโดยเฉพาะประเด็นที่พาดพิงกองทัพด้านลบ หากจำได้เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษแทน “บิ๊กป้อม” ไม่เช่นนั้นกระแสสังคมจะโจมตีรัฐบาลว่าปกปิดการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของนักเรียนเตรียมทหาร ภัคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่ “บิ๊กป้อม” ดันหลุดปากพูดว่า “ผมก็เคยโดนซ่อมจนสลบ แต่ไม่ตาย” จนทำให้หัวใจพ่อแม่ น้องเมย ต้องเจ็บซ้ำกับคำพูด “บิ๊กป้อม”

“ขอโทษแทนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าไม่ต้องการปกป้องใคร เพราะหากปกป้องอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ก็คงหาความสุขไม่ได้เช่นกัน และขณะนี้กำลังพยายามหาข้อเท็จจริงทางลับ เราสูญเสียหนึ่งชีวิตที่มีคุณค่าของชาติ โดยไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น” นายกฯ กล่าวขอโทษ

ฟิวส์ขาดล่าสุด เป็นเหตุการณ์กระทบคะแนนนิยมต่อนโยบายรัฐบาล เมื่อครั้ง “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. 2560  พล.อ.ประยุทธ์ พูดกับชาวบ้านที่ จ.ปัตตานีระหว่างลงพื้นที่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ว่า “อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจหรือเปล่า ผมฟังอยู่นี่ พูดให้ดีๆ ก็ได้ ” และในวันเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีก็กล่าวขอโทษ ที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดและใจร้อนออกมา เพราะทำงานเยอะ จึงหลุดปากตะหวาดใส่ชาวบ้านไปแบบนั้น

“เสียใจที่ได้ว่ากล่าวชาวประมงไปเมื่อวานนี้ที่ปัตตานี แต่ขอให้เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลได้แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงของไทย  สามารถอยู่รอด ส่งออกได้ สอดคล้องกับพันธสัญญาที่เราต้องดำเนินการ รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ ให้การประมงของเราเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับ ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่ร้องเรียนมา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูอย่างละเอียดแล้ว” นายกฯ กล่าวขอโทษ

คำ “ขอโทษ” ต่อหน้าสาธารณชนของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ละคำพูดมีนัยสำคัญทางการเมืองต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลโดยตรงยิ่งประชาชนได้ยินคำขอโทษจาก “บิ๊กตู่” บ่อยๆ

ปี 2561 ที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นห้วงเวลาเข้าสู่โค้งสุดท้ายในการครองอำนาจ การสร้างคะแนนนิยมเพื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ดูจะมีเรื่องของอารมณ์เป็นตัวแปรสำคัญด้วย มิแปลกที่เจ้าตัวถึงกับให้สัญญาส่งท้ายปีไว้ว่า “สัญญาว่าในปี’61 จะเป็นนายกฯ ที่อารมณ์ดี พูดจาไพเราะตามที่ประชาชนต้องการ แม้จะมีใครพยายามทำให้หงุดหงิดก็ตาม”

%d bloggers like this: