2560(2017)

All posts tagged 2560(2017)

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น.

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

Advertisements

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น.

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น.

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด

“ผู้นำชาติ” ต้องมองแบบเหยี่ยว

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/533047

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 10:19 น.

"ผู้นำชาติ" ต้องมองแบบเหยี่ยว

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปี 2561 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของไทยครั้งสำคัญ เพราะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะมีการเลือกตั้ง ความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้นำประเทศ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องเป็นคนกล้าคิดกล้าทำที่จะนำสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่ดีและถูกต้อง จึงมีความสำคัญอย่างมาก คำถามคือความเป็นผู้นำทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีควรเป็นเช่นไร ในยุคไทยแลนด์ 4.0

นับเป็นโอกาสดีที่หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้าราชบริพารรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตราบจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต ได้ถอดบทเรียนลักษณะผู้นำที่ดีที่คนไทยควรเลือกให้เป็นผู้นำประเทศต้องมีวิสัยทัศน์เช่นไรบ้าง

ดร.สุเมธ ยกคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นมา โดยที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้ทันทีว่า สิ่งที่ผู้นำประเทศต้องมี คือ หนึ่ง ตามรอยหรือดูแบบอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงได้แสดงให้ดูและสอนมาเสมอ นั่นคือ ถ้าจะเป็นผู้นำ หรือแม้แต่จะไปแสดงอะไร หรือไปทำ หรือนำชาวบ้าน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งแรก คือ ผู้นำต้องรู้จริง ต้องศึกษาอย่างจริงจัง สังเกตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงศึกษาจนรู้ทะลุหมดทุกเรื่องและต้องรู้แบบครบถ้วนด้วย เรื่องที่สอง ผู้นำประเทศต้องมี คือ ผู้นำต้องทำให้เห็นประจักษ์ นี่คือเหตุผลที่ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงทำโครงการในพระราชดำริไว้มากมายเหลือเกินนับพันๆ โครงการ เพราะพระองค์ท่านต้องการแสดงให้รู้ว่าทำจริงปฏิบัติจริง

“พระองค์ทรงเตือนผมเสมอว่าไปพูดอย่างไรเขา (ชาวบ้าน) ก็ไม่เชื่อ และยากมากเพราะชีวิตเขา (ชาวบ้าน) ไม่เหมือนชีวิตเรา ต้องทำให้ดู หรือผู้นำที่ดีต้องทำให้มากกว่าพูด นี่คือทำไมในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงทำโครงการไว้เยอะแยะมากมาย นั่นเป็นคนละประเด็นที่เถียงกันว่าทำโครงการไว้เยอะๆ ทำไม เพราะพระองค์ท่านต้องการทำให้ดู เพราะถ้าได้เห็น จะทำให้ความคิดก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าไม่ทำให้ดู ก็จะเถียงกันอยู่อย่างนั้น แต่ทำแบบนี้ทำให้เห็นได้จริง รับรองไม่มีทางเถียงได้เลย เพราะทำให้ดูแล้ว ทำอย่างนี้ได้อย่างนี้ ถ้าไม่ทำจะได้อย่างนี้

เช่น ถ้าทำเกษตรแบบนี้ จะช่วยป้องกันน้ำท่วมและดินถล่มดินทลายได้ แต่ถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างนี้ สามารถคุยกับชาวบ้านได้ ว่าตกลงจะทำแบบนี้ไหม ถือเป็นคำสอนที่ง่ายๆ เพราะอย่าลืมว่านิสัยคนไทย คือ ต้องทำให้เห็นก่อน เพราะคนไทยเชื่อด้วยการเห็นของจริง อย่าไปพูดหรืออย่าไปมีแผนงานอะไรมากมายบนกระดาษ แต่ต้องทำให้เห็นด้วยตัวเอง ว่ากันง่ายๆ คือ ทำ ทำ ทำ จะเรื่องเล็กๆ ก็ต้องทำ ทำไปจนกว่าจะสำเร็จ พอเมื่อเห็นความสำเร็จเท่านั้น ก็จะเชื่อกัน เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีต้องรู้จริง และต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์ และต้องมองแบบบูรณาการ”

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ผู้นำที่ดีต้องดูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่าง พระองค์ท่านจะทำอะไรพระองค์ท่านวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะทุกอย่างไม่นิ่งเพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอด ควรจะเตรียมอะไรรองรับไว้ จึงต้องมองไปข้างหน้าอย่างบูรณาการ นั่นคือต้องวางวิสัยทัศน์การพัฒนาให้เป็นขั้นเป็นตอน 

พระองค์ท่านสอนเสมอว่า “คิดมหภาค แต่ทำจุลภาค” ด้วยการเริ่มทำจากจุดเล็กๆ ก่อน โดยตัวเองต้องรู้เสมอว่าเรากำลังทำอะไร เป็นการเริ่มทำอะไรจากจุดเล็กๆ แต่ทั้งหมดต้องรู้ว่าจะไปไหน เพราะถ้าทำไปโดยไม่รู้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร จึงต้องวางช่วงในการรับลูกให้ดี ดังนั้นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์บูรณาการ

“ผู้นำต้องมองเหมือนพญาเหยี่ยวที่บินสูงแต่มองต่ำ เห็นหรือไม่ว่าพญาเหยี่ยวจะบินสูงบนเส้นขอบฟ้าแต่มองต่ำลงมาข้างล่าง นี่คือคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สอนไว้อย่างนี้ หรือต้องทำตัวเหมือนพญานกอินทรีที่บินสูงลิบแต่มองต่ำ เพราะปัญหาหรือเหยื่ออยู่ข้างล่าง ขณะที่ตัวเองอยู่สูงทำให้มองข้างล่างได้ชัดเหมือนกับการมองภาพรวม นี่คือลักษณะผู้นำต้องเป็นอย่างนั้น”

อีกลักษณะของผู้นำ คือ ต้องไม่มีหนีปัญหาเหมือนกวาง ลองสังเกตดูเวลากวางเจอสิงโตอยู่ข้างหน้า แต่กวางไม่ได้หนีไปไหน แต่สิงโตอยู่ในสายตาของกวางตลอดเวลา กวางเล็มหญ้าไปแต่ตามองสิงโตไปด้วยตลอดเวลา พอสิงโตขยับปั๊บกวางจะขยับเช่นกันทันที เหมือนกับผู้นำต้องเอาศัตรูหรือปัญหาให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา นั่นคือการไม่หนีปัญหา แต่ต้องมองปัญหาให้อยู่ในสายตา เป็นคำสอนที่เด็ดขาดมาก หากผู้นำมี 3-4 เรื่องนี้ เชื่อว่าเป็นผู้นำที่ดีได้

“ผมทำเฉพาะของผม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สอนว่าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น โดยเน้นการปฏิบัติ และปฏิบัติ เพราะทำงานราชการมาตลอดชีวิต 30 กว่าปี แต่พระองค์ท่านทำมากว่า 70 ปี องค์ความรู้และการปฏิบัติจะส่งผลให้เราได้เห็น เช่น เรื่องน้ำ ป่า เกษตร ลองดูได้ว่าโครงการพระราชดำริมีมากเท่าไร เช่น ผืนป่าที่พังทลายไปแล้ว สามารถเอาคืนมาได้ เพราะพระองค์ท่านทรงรู้ทุกอย่าง เพราะมีห้องเรียนชีวิตให้ได้ดู ต่างจากการเอาตำราไปให้ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์อะไร แต่สิ่งที่พระองค์ทำมาตลอด 70 ปี คือ บทพิสูจน์ของการปฏิบัติหรือทำจริง”

ดร.สุเมธ เล่าว่า สำหรับตัวผมการทำงานกับชาวบ้านมีความสุข เพราะความสำเร็จแตะต้องได้ เพราะชาวบ้านมีกินมีใช้ สำหรับการทำงานในระดับนโยบายจะต้องเป็นแผนหรือนโยบายที่จะต้องทำงานไปตามนั้น สิ่งสำคัญ ที่ต้องเข้าใจ คือ ทุกคนไม่ได้มีความต้องการที่จะทำเหมือนกัน อย่างเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินและทำกินอยู่ตรงนั้น ขณะที่ผู้บริหารหรือข้าราชการ ที่ไม่ได้จับจอบทำเกษตรมาตลอดชีวิต  แต่สิ่งที่รัฐบาลกับภาครัฐต้องทำ คือ เป็นพี่เลี้ยง และสนับสนุนชาวบ้าน เช่น แหล่งเงินทุน หรือองค์ความรู้ ดังนั้นต้องวางบทบาทตัวเองให้ดี ตอนไหนบทบาทอยู่ตรงไหน นี่คือลักษณะที่ดีที่ผู้นำต้องมีด้วย

“ตอนเป็นเกษตรกร ก็จับจอบถือเสียมสับดิน แต่พอขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องหยุดจับจอบถือเสียม แต่จะต้องคิดว่าจะเอาทรัพยากรลงไปให้ข้างล่างได้อย่างไร และต้องขายความสำเร็จ หรือต้องทำตัวเป็นเซลส์แมนขายความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะระดับนโยบายไม่ได้เล่นคนเดียวมีหลายส่วนเข้ามาเล่นด้วย”

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ผู้นำที่ดีต้องวางตัวเป็น การทำงานอยู่กับชาวบ้านต้องรู้บทบาทตัวเองว่าต้องทำอย่างไร หรืออยู่ในกระทรวงต้องทำอย่างไร กล่าวคือการพูดหรือทำงานกับเกษตรกรง่ายมากๆ เพราะนั้นเป็นชีวิตของเขา (ชาวบ้าน) ทำแล้วชีวิตเขา (ชาวบ้าน) ดีขึ้น มีกินมีใช้ เขา (ชาวบ้าน) ก็เชื่อก็ทำตามที่เราบอก แต่การทำให้กลไกของราชการเคลื่อนไปได้เป็นเรื่องยากมากๆ เพราะทำหรือไม่ทำข้าราชการก็เหมือนเดิม กลไกภาคราชการเปลี่ยนวิธีการคิด หรือบทบาทของตัวเองยากมาก ขณะที่การทำงานทุกอย่างต้องบูรณาการ แต่ระบบราชการต่างคนต่างทำ 

“สมัยผมเป็นข้าราชการเป็นแกะดำในระบบ ลักษณะผ่าเหล่าผ่ากอไม่เหมือนใคร ผมคิดว่าควรทำอย่างนี้ก็ทำ ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำตามสภาพแวดล้อม แต่พอมาทำงานกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้รู้ทันทีเลยว่าเป็นข้าราชการที่ดีใจต้องอยู่กับงาน นี่คือสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิต”

ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532967

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:39 น.

ขอโทษเพื่อชาติอีกสักกี่ครั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อารมณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความแปรปรวนสูงจึงมักแสดงออกทางอารมณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะต่อหน้าสื่อมวลชน จู่ๆ นึกอยากจะเล่นบทเฮฮาปล่อยมุขตลกๆ หยอกล้อหรือบางวันฉุนเฉียวหงุดหงิดเอาดื้อๆ จนเผลอหลุดคำพูดที่ฟังแล้วขัดหูประชาชนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะคิดได้แล้วออกมาขอโทษ!

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี “บิ๊กตู่” ออกมากล่าวคำขอโทษนับครั้งไม่ถ้วน สาเหตุอาจจะ 1.เพราะคำพูดตัวเองที่หลุดปากใส่อารมณ์ออกไป 2.หงุดหงิดฉุนเฉียวจากนโยบายรัฐบาลเองที่ถูกสังคมตำหนิ จึงทำให้ “บิ๊กตู่” โกรธ และ 3.ต้องออกโรงมาขอโทษแทนรัฐมนตรีใน ครม.ที่ทำพลาด จนทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงมาขอโทษเพื่อดับกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างเช่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษสื่อที่อารมณ์เสียกับคำถามสื่อที่ถามถึงสถานะเงินคงคลังจนก่อกระแสรัฐบาลถังแตกเป็นต้นเหตุใช่หรือไม่ แต่สุดท้าย“บิ๊กตู่” ออกมาขอโทษ

“ขอโทษเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการประชุมที่พิจารณาหลายเรื่อง และเมื่อออกมาก็เจอปัญหา และทราบว่ากระทรวงการคลังชี้แจงไปหลายรอบ แต่เมื่อถูกถามซ้ำอีกก็ไม่ไหวขอให้เข้าใจ ไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขอย่างเดียว ต้องปฏิบัติด้วยฉะนั้นยอดเงินอะไรต่างๆ กู้มากหรือกู้น้อย ก็กู้มาทุกรัฐบาล ซึ่งช่วงใดต้องใช้เงินมาก ก็กู้มากแล้วใช้หมด แต่ถ้าช่วงไหนกู้เงินแล้วไม่ได้ใช้ ก็ควรปลดล็อกไปบ้าง” บิ๊กตู่ กล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

แต่บางเรื่องที่ “บิ๊กตู่” โมโหและหลุดใส่อารมณ์โกรธออกไป เพราะนโยบายรัฐบาลเองที่ออกมาแล้วโดนสังคมตำหนิ เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2560 ว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและห้ามนั่งท้ายรถกระบะ จนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์  ต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “รัฐบาลก็ขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนในการใช้รถใช้ถนน แต่ทั้งนี้ก็เพราะความห่วงใยจากใจพวกเราทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการเดินหน้าประเทศไทย หลังจากนั้นจึงออกคำสั่งถอยไม่เข้มงวดการคาดเบลต์ และห้ามนั่งท้ายกระบะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะกลัวจะทำให้บรรยากาศการกลับบ้านของพี่น้องประชาชนกร่อย

หรือเมื่อ วันที่ 13 มิ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ยอมออกมาขอโทษนักการเมืองกรณีที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง บุกเข้าค้นบ้านพัก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และทำให้นักการเมืองคนดังกล่าวเสียชื่อเสียง โดยนายกรัฐมนตรีต้องออกมากล่าวขอโทษว่า “ต้องขอโทษที่ทำให้เสียเกียรติยศ หากไม่พบก็คือไม่พบ แต่ยืนยันว่าให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือมีข้อมูลไปพาดพิงถึงลูกน้องหรือผู้เกี่ยวข้อง  ไม่ได้พาดพิงถึงตัวเจ้าของบ้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า ไม่ได้เล่นเกมบ้านเมืองหรือเล่นเกมการเมือง”

อีกชนวนเหตุที่ทำ “บิ๊กตู่” หงุดหงิดบ่อยๆ เพราะความไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาลเอง  เช่น เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวขอโทษสื่อมวลชน ที่โมโหคำถามสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู  ว่า “เราทำครั้งนี้เรียบร้อยก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป ก็ต้องขออภัยในความยุ่งยากด้วย เพื่อจะได้เข้ามาอย่างถูกต้อง เราไม่สามารถจะอนุญาตให้เข้ามาก่อน ให้มาขึ้นทะเบียนแล้วมาพิสูจน์สัญชาติภายหลังได้อีกต่อไป มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำผิดกฎหมายอีก” นายกรัฐมนตรี กล่าวขอโทษผ่านรายการศาสตร์พระราชา พร้อมกับหยอดคำหวานต่อหน้าสื่อว่า ผมไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่น่ารักที่สุด แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่ตอบคำถามทุกเรื่อง

แต่คำขอโทษของ “บิ๊กตู่” บางครั้งต้องจำใจแสดงออกมา เพราะต้องออกโรงมาปกป้องรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล เช่น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นรัฐมนตรี ที่หลุดตะหวาดและอารมณ์เสียใส่สื่อบ่อยเป็นอันดับสองรองจาก “บิ๊กตู่” เมื่อเจอคำถามจี้ใจดำโดยเฉพาะประเด็นที่พาดพิงกองทัพด้านลบ หากจำได้เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาขอโทษแทน “บิ๊กป้อม” ไม่เช่นนั้นกระแสสังคมจะโจมตีรัฐบาลว่าปกปิดการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของนักเรียนเตรียมทหาร ภัคพงค์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่ “บิ๊กป้อม” ดันหลุดปากพูดว่า “ผมก็เคยโดนซ่อมจนสลบ แต่ไม่ตาย” จนทำให้หัวใจพ่อแม่ น้องเมย ต้องเจ็บซ้ำกับคำพูด “บิ๊กป้อม”

“ขอโทษแทนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าไม่ต้องการปกป้องใคร เพราะหากปกป้องอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ก็คงหาความสุขไม่ได้เช่นกัน และขณะนี้กำลังพยายามหาข้อเท็จจริงทางลับ เราสูญเสียหนึ่งชีวิตที่มีคุณค่าของชาติ โดยไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น” นายกฯ กล่าวขอโทษ

ฟิวส์ขาดล่าสุด เป็นเหตุการณ์กระทบคะแนนนิยมต่อนโยบายรัฐบาล เมื่อครั้ง “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. 2560  พล.อ.ประยุทธ์ พูดกับชาวบ้านที่ จ.ปัตตานีระหว่างลงพื้นที่ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ว่า “อย่ามาส่งเสียงกับผม เข้าใจหรือเปล่า ผมฟังอยู่นี่ พูดให้ดีๆ ก็ได้ ” และในวันเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีก็กล่าวขอโทษ ที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดและใจร้อนออกมา เพราะทำงานเยอะ จึงหลุดปากตะหวาดใส่ชาวบ้านไปแบบนั้น

“เสียใจที่ได้ว่ากล่าวชาวประมงไปเมื่อวานนี้ที่ปัตตานี แต่ขอให้เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลได้แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงของไทย  สามารถอยู่รอด ส่งออกได้ สอดคล้องกับพันธสัญญาที่เราต้องดำเนินการ รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ ให้การประมงของเราเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับ ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่ร้องเรียนมา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูอย่างละเอียดแล้ว” นายกฯ กล่าวขอโทษ

คำ “ขอโทษ” ต่อหน้าสาธารณชนของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ละคำพูดมีนัยสำคัญทางการเมืองต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลโดยตรงยิ่งประชาชนได้ยินคำขอโทษจาก “บิ๊กตู่” บ่อยๆ

ปี 2561 ที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นห้วงเวลาเข้าสู่โค้งสุดท้ายในการครองอำนาจ การสร้างคะแนนนิยมเพื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ดูจะมีเรื่องของอารมณ์เป็นตัวแปรสำคัญด้วย มิแปลกที่เจ้าตัวถึงกับให้สัญญาส่งท้ายปีไว้ว่า “สัญญาว่าในปี’61 จะเป็นนายกฯ ที่อารมณ์ดี พูดจาไพเราะตามที่ประชาชนต้องการ แม้จะมีใครพยายามทำให้หงุดหงิดก็ตาม”

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางยังขรุขระ

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532935

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 09:34 น.

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางยังขรุขระ

นาทีนี้การเลือกตั้งที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นกำลังเกิดความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนออกมาผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ

การเมืองไทยตลอดปี 2560 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย แต่คงไม่มีเหตุการณ์ไหนสำคัญเท่ากับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการตอกย้ำให้เกิดความชัดเจนในทางกฎหมายว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส.ต้องมีขึ้นภายใน150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2.พรรคการเมือง 3.การเลือกตั้ง สส. และ 4.การได้มาซึ่ง สว.

ปัจจุบันกฎหมาย กกต.และพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนอีกสองฉบับอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เท่ากับว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เสร็จสิ้นภารกิจการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว เหลือเพียงรอการพิจารณาของ สนช.เท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหลือเพียงอีกครึ่งทางเท่านั้นการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี

“ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้นขอยืนยันตรงนี้ ในส่วนของเดือน ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์แห่งความสงบ และในส่วนตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย. 2561 ก็จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง” เป็นคำยืนยันจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค.

อย่างไรก็ตาม มาถึง

ปัจจัยที่ 1 การตั้งคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งในรอบปีนี้มีการดำเนินการถึง 2 ช่วง รวมกัน 10 ข้อ โดยเฉพาะกับ 2 คำถามที่ถามว่า

1.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้นถูกต้องหรือไม่

2.วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่

จากคำถามที่นายกฯ ตั้งออกมานั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาเช่นกันว่าเป็นการโยนหินถามทางเพื่อส่งสัญญาณเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน

ปัจจัยที่ 2 การใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560เป็นผลมาจากกระแสกดดันของพรรคการเมืองที่ต้องการให้ คสช.ปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ภายหลังกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว

แต่ปรากฏว่า คสช.กลับทำในสิ่งตรงข้ามกล่าวคือการใช้มาตรา 44 ดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการเซตซีโร่พรรคการเมือง เพราะมีการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องแสดงตนเพื่อยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

ประเด็นนี้ในมุมมองของพรรค การเมืองเห็นว่าเป็นการทำลายพรรค การเมืองใหญ่ อีกทั้งละเมิดสิทธิของสมาชิกพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่เหนืออื่นใดยังทำให้เกิดความได้เปรียบแก่พรรคการเมืองใหม่โดยไม่มีเหตุผลรองรับ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ออกมาตลอดว่า คสช.อาจตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเอง

ปัจจัยที่ 3 การอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นท่าทีที่ผู้นำ คสช.เริ่มปรากฏออกมาให้เป็นระยะในช่วงหลัง

พล.อ.ประยุทธ์ มักแสดงความคิดเห็นหลายครั้งในทำนองว่าหากประเทศยังไม่มีความสงบและยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง คงเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งได้ เพราะอาจทำให้การเมืองกลับสู่วังวนเดิมอีก

ทั้ง 3 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองเริ่มกดดัน คสช.อย่างหนักเพื่อให้ คสช.สร้างความชัดเจนทางการเมืองให้เกิดขึ้น เพราะแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศหลายครั้งว่าการเลือกตั้งต้องมีขึ้นแน่นอน แต่ก็มักจะส่งสัญญาณอีกด้านถึงการไม่อยากให้เกิดการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งนั้นถ้ามองกันจริงๆ แล้วไม่ได้เพียงแค่ 3 ปัจจัยข้างต้นเท่านั้นแต่ยังต้องจับตาไปที่ สนช.ด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า สนช.เป็นผู้คุมชะตาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง

โดยเวลานี้กำลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญว่าอาจมีการลงมติคว่ำร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ที่ กรธ.ยกร่างขึ้นมา เพื่อให้การเลือกตั้งต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งในการยกร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่แบบไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าการที่ สนช.จะทำเรื่องใหญ่อย่างนี้ได้จะต้องได้รับใบใบสั่งจากใคร

ดังนั้น ที่สุดแล้วแม้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะกำหนดโรดแมปของประเทศเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับอำเภอใจของ คสช.ว่าตัวเองจะมีความต้องการในทางการเมืองอย่างไรเป็นสำคัญ

ย้อนดู 4 ปมร้อนการเมืองปี60 “ปฏิรูป-เลือกตั้งปีหน้า”

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532799

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 08:11 น.

ย้อนดู 4 ปมร้อนการเมืองปี60 "ปฏิรูป-เลือกตั้งปีหน้า"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รอบปี 2560 ที่ผ่านมา การเมืองไทยยังอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ท่ามกลางกฎ กติกา และคำสั่ง คสช. ซึ่งออกมากำกับควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในสังคม โดยมีเป้าหมายเดินหน้าตามโรดแมปสู่การเลือกตั้ง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  ได้ให้คำมั่นว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 ท่ามกลางหลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ไล่มาตั้งแต่

1.รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ถูกคว่ำในชั้นการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกส่งต่อมายังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ข้อแตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมอยู่ตรงที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องผ่านการทำประชามติ

จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อยู่ตรงการวางกรอบการปฏิรูป และระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งบัตรเดียวนำมาคำนวณทั้งคะแนนระบบเขตและบัญชีรายชื่อที่ระบุว่าจะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหา ถึงขั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

สุดท้าย ในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ประชาชน 15.56 ล้านคน เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ และ 9.7 ล้านเสียง ไม่เห็นด้วย ส่วนคำถามพ่วงเรื่องให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ประชาชนเห็นชอบ 13.96 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10 ล้านเสียงเศษ และนำไปสู่การบังคับใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ

2.ยิ่งลักษณ์ ลี้ภัยการเมือง

มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าวที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปีเดินทางมาถึงตอนใกล้อวสาน เมื่อกระบวนการติดตามเอาผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายหลายแสนล้านบาทเดินหน้าไปจนหลายส่วนเสร็จสิ้นกระบวนการเรียบร้อย หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด เดินหน้าสู่การเอาผิดทั้งทางคดีอาญา คู่ขนานไปกับติดตามเรียกค่าชดใช้ความเสียหาย

ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 42 ปี ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 36 ปี จากความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา  พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542  และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 พร้อมให้ สยามอินดิก้าพร้อมพวกชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน

ส่วน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศขอยืนยันต่อสู้ตามกระบวนการไม่หลบหนีไปไหนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอดนั้น แต่เมื่อถึงวันนัดรับฟังคำพิพากษานั้น ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษา ท่ามกลางกระแสข่าวการหลบหนีไปต่างประเทศ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปประเทศใด ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลพวงของคำพิพากษาทำให้ทางการไทยต้องดำเนินกระบวนการติดตามตัวมาลงโทษพร้อมกับเพิกถอนพาสปอร์ตของยิ่งลักณ์ นอกจากนั้นยังมีควันหลงด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องที่พายิ่งลักษณ์หลบหนี แต่ล่วงมาถึงสิ้นปีนี้ ยิ่งลักษณ์ก็ยังกบดานไม่ปรากฏตัวหรือสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ยิ่งลักษณ์พำนักอยู่ที่อังกฤษ และกำลังมีความพยายามทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมือง

3.กำหนดกรอบเส้นทาง “ปฏิรูป”

ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ กลไกกระบวนการต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้เดินหน้าไปตามที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่อีกเรื่องสำคัญคือเรื่อง “ปฏิรูป” และการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภายหลังจากการทำงานของสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กระบวนการปฏิรูปถูกโอนไปอยู่ในมือของคณะกรรมการการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่ถูก คสช.ตั้งขึ้นมาวางแผน กำหนดขั้นตอนรายละเอียด กรอบเวลาการดำเนินการและหลักการติดตามประเมินผล คู่ขนานไปกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะรับหน้าที่วางกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศ 20 ปี ที่บังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่กำหนด หากไม่ทำตามจะมีความผิด จนนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ขณะที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น ได้ทำการจัดทำเนื้อหาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องพร้อมสรุปเป็นรายงานเสนอนายกรัฐมนตรีในช่วงสิ้นปีนี้ ก่อนจะนำไปสู่การทำแผนและตรากฎหมาย เพื่อให้เห็นว่า การปฏิรูปด้านต่างๆ กำลังเป็นรูปเป็นร่างมิใช่การปฏิรูปแบบลูบๆ คลำๆ ตามที่วิจารณ์กัน

4.บิ๊กตู่ ประกาศเลือกตั้ง 2561

จากการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมปและจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 กลายเป็นสัญญาณที่ทุกฝ่ายขานรับ

เริ่มตั้งแต่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เรียบร้อยจะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ซึ่งที่ผ่านมายังมีคนเห็นต่างในหลายประเด็นในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป ไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะเลือกตั้งทั่วไปได้ในช่วงเดือน พ.ย.  2561

ท่ามกลางเสียงคาดการณ์ล่วงหน้าว่าด้วยระบบการเลือกตั้งใหม่ และกลไกพิเศษให้ สว.250 เสียง มาร่วมเลือกนายกฯ จะทำให้โอกาสพรรคการเมืองจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยาก อาจเป็นการเปิดประตูไปสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจ

6 ทักษะบัณฑิตใหม่ต้องมี! อนาคต”ไม่ตกงาน-ไม่อดตาย”

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532688

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 18:09 น.

6 ทักษะบัณฑิตใหม่ต้องมี! อนาคต"ไม่ตกงาน-ไม่อดตาย"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เมื่อเร็วๆนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ 10 อาชีพ ดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 61 โดยอาชีพน่าสนใจปีหน้าอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี สุขภาพความงาม ขณะที่อาชีพดาวร่วงล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่เกิดขึ้นมานาน

ยุคที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปจากเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น วันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการศึกษา จะมาแนะนำแนวทางเลือกอาชีพที่รักได้อย่างมั่นคง

เทคโนโลยี งานฝีมือ วิศวะ อาชีพแห่งอนาคต

ข้อมูลจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า อาชีพดาวรุ่ง ปี 61 ได้แก่แพทย์ด้านสุขภาพความสวยงาม ไอที กราฟิกดีไซน์ การตลาดออนไลน์ การเงิน-บัญชี นักวิทยาศาสตร์อาหาร-ความงาม การท่องเที่ยว ธุรกิจสตาร์ทอัพ สถาปนิก ครูสอนพิเศษ และอาชีพเกี่ยวกับโลจิสติกส์

ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า สาเหตุทำให้อาชีพกลุ่มเทคโนโลยีและสุขภาพโดดเด่น เพราะเทรนด์โลกคือยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เห็นได้จากคนพึ่งพาใช้เทคโนโลยีสื่อโซเชียล และหันมาสนใจดูแลสุขภาพความสวยความงามมากขึ้น

ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุว่า การประเมินดังกล่าวเป็นเทรนด์ภาพรวมช่วง 2-3 ปีนี้ แต่เทรนด์เศรษฐกิจดิจิตอลบางอย่างมีโอกาสอยู่ยาว ฉะนั้นแนะนำว่าการเลือกงานในอนาคต ควรเป็นงานด้านวิศวะ ไอทีหรือออกแบบศิลปะ เพราะช่วง 10 ปีข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานโรงงานขนาดใหญ่ยังเติบโต เช่นเดียวกับไอที และเมื่อคนมีเงินมากก็ต้องการศิลปะ ดังนั้นผลงานสินค้าต่างๆ ต้องเป็นงานเน้นฝีมือเพื่อสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ที่ต้องการสินค้ามีดีไซน์และอเนกประสงค์

ที่มา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

สำหรับอาชีพดาวร่วง ปี 61 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ ระบุว่าได้แก่ ช่างตัดไม้ พ่อค้า คนกลาง พนักงานขายหน้าร้าน ย้อมผ้า ตัดเย็บเสื้อโหล บรรณารักษ์ ช่างซ่อมรองเท้า เกษตรกร ครู แม่บ้าน นักหนังสือพิมพ์-นิตยสาร และ ผู้สื่อข่าวภาคสนาม

ไม่ว่าโลกเปลี่ยนแปลงยังไงมี 6 ทักษะนี้ก็อยู่ได้

รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ นักวิชาการอิสระ มองว่า เทรนด์การศึกษาและอาชีพช่วง 5 ปี จะไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่หลังจาก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามามากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะแรงงานพื้นฐาน เช่น พนักงานโรงงาน เจ้าหน้าที่ธุรการ พนักงานขาย จะได้รับผลกระทบตรงนี้

ดังนั้น กลุ่มคนรุ่นก่อนต้องรีบหาความรู้เรื่องไอทีเทคโนโลยีดิจิตอล ส่วนคนรุ่นใหม่ควรมี 6 ทักษะหลัก คือ

1.เข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล

2.มีทักษะทางภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เข้าใจและหาความรู้จากสิ่งรอบตัวได้ง่าย

3.ต้องมีปฏิสัมพันธ์ วิธีคิด การเจรจาต่อรองในการเอาตัวรอด

4.มีความรู้พื้นฐานในงานที่ทำ

5.ทักษะการริเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

6.ควรมีทักษะการประกอบธุรกิจหรืองานอิสระ

เช่นเดียวกับหลักสูตรการเรียนการสอน ควรปูพื้นฐานให้ผู้เรียนนำไปพัฒนาต่อยอดกับสิ่งต่างที่เกิดขึ้นใหม่ในโลก แต่ถ้าจะทำให้หลักสูตรก้าวล้ำทันสมัย มองว่าไม่สามารถทำได้เพราะหลักสูตรการสอนทุกประเทศไม่มีที่ใดทันสมัย เนื่องจากโลกยุคปัจบันเปลี่ยนแปลงเร็วและเกิดทักษะใหม่ๆขึ้นมาเสมอ

รศ.วรากรณ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากมี 6 ทักษะนี้ไม่ว่าอีก 30 ปี หรือโลกเปลี่ยนแปลงไปยังไง เชื่อว่าจะทำให้เอาตัวรอดได้

รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ (ซ้าย) / ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย (ขวา)

 

“อาชีพรุ่งวันนี้ อาจร่วงในอนาคต” ทางรอดคือเลือกสิ่งที่ชอบ

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า เทรนด์การศึกษาและอาชีพทุกตัวจะไม่คงอยู่ไปตลอด จากประสบการณ์มีการเปลี่ยนแปลงทุก 5 ปี และหลังจากนั้นต้องประเมินใหม่ เพราะสถานการณ์ธุรกิจเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว

ทั้งนี้ มองว่าการประเมินผลสำรวจอาชีพที่น่าสนใจนี้เป็นแค่สถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากดาวร่วงวันนี้ก็คือดาวรุ่งในอดีต หรืออาชีพรุ่งวันนี้ อาจเป็นดาวร่วงในอนาคตก็ได้ จึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ขอให้ทำตามความฝันและสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่มองแค่ว่า จบแล้วจะตกงานหรือไม่ จึงไม่เลือกอุตสาหกรรมดาวร่วง เพราะการทำเช่นนั้นคือการเดินหาความฝันแบบผิดๆ

อมรเทพ ระบุว่า บทเรียนเรื่องนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.อย่ายึดติดทฤษฎี เพราะเป็นธรรมชาติวัฎจักรธุรกิจเศรษฐกิจที่ต้องมีจุดเสื่อมถอยและสิ่งใหม่เข้ามา แต่หลักการควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ทำเหมือนน้ำครึ่งแก้วที่ไม่หยุดเรียนรู้ 2.เด็กรุ่นใหม่ควรตามหาความฝันให้เจอ เลือกจากความรักและใฝ่รู้ เมื่อได้ทำสิ่งที่ชอบ ผลงานมันจะออกมาดีเองไม่ว่าอยู่อุตสาหกรรมไหน

“เราต้องพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง วันนี้เราอาจอยู่ในอุตสาหกรรมโดดเด่น แต่มันไม่การันตีว่า จะโดดเด่นได้ตลอดไป ฉะนั้นหากถึงจุดหนึ่งที่เราต้องก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง และอยู่กับมันให้ได้”

อมรเทพ ทิ้งท้ายว่า ไม่มีอะไรเป็นดาวค้างฟ้าได้ตลอด วัฏจักรธุรกิจเศรษฐกิจอนาคตจะเร็วขึ้นและต้องมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเสมอ

อมรเทพ จาวะลา

“ทางเลี่ยง-ทางเลือก” ปีใหม่ หนีปัญหาจราจรติดขัด

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532678

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 15:59 น.

"ทางเลี่ยง-ทางเลือก" ปีใหม่ หนีปัญหาจราจรติดขัด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นับถอยหลังเข้าสู่ห้วงเวลาเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการทางหลวงเพื่อเดินทางเป็นจำนวนมาก ถนนทุกเส้นทางจะคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์จำนวนมหาศาลหลายล้านคัน และแน่นอนว่าจะส่งผลให้การจราจรแทบทุกเส้นทางเกิดวิกฤต เกิดติดขัด เดินทางช้าลง อันอาจสร้างอารมณ์เสียให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

ล่าสุดที่คาดการณ์ว่าจำนวนรถจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา หากนับจากต้นทางคือกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะมีรถยนต์ทั้งเข้าและออกจากพื้นที่สูงถึง 8.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นมาราว 1.5% และแบ่งเป็นปริมาณรถขาออก 4.2 ล้านคัน เริ่มหนาแน่นตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2560 ส่วนขาเข้าคาดว่ามีราว 4.2 ล้านคัน และหนาแน่นระหว่างวันที่ 3-4 ม.ค. 2561

ขณะเดียวกัน ธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ได้จัดตั้ง 125 ศูนย์ประสานงานและจุดให้บริการอีก 198 จุดทั่วประเทศ รวมถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่จะยกเว้นค่าผ่านทางบนทางหลวงพิเศษสาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และสาย 9 ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560-4 ม.ค. 2561 รวม 8 วัน

แต่กระนั้นเพื่อให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว กรมทางหลวงจึงได้ทำการแนะนำเส้นทางเลือกในการเดินทางสู่จังหวัดต่างๆ อย่างปลอดภัย ส่วนจะเลือกเส้นทางใดเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ตรวจสอบได้ ณ ที่ตรงนี้

สำหรับเส้นทางยอดฮิตที่มีประชาชนนิยมเดินทางกลับมากที่สุด คือเส้นทางกรุงเทพฯ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205)-อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256)- อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148)-อ.ขามทะเลสอ (ทางหลวงหมายเลข 2068) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205)-อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256)-บ้านบัวชุม บ้านหนองสอง (ทางหลวงหมายเลข 2234, 2247)-อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2422) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-จ.สระบุรี- อ.ปากช่อง-สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305)-อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051, 33)-อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222)-อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314) -อ.พนมสารคาม-กบินทร์บุรี-วังน้ำเขียว-ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

สายกรุงเทพฯ-ภาคเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไปรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-จ.พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเซีย)- อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง-สุพรรณฯ)-จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ-ชัยนาท)-จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ทางหลวงหมายเลข 346 นครชัยศรี-กำแพงแสน)-จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 321 กำแพงแสน-ด่านช้าง)-จ.อุทัยธานี (ทางหลวงหมายเลข 333 ด่านช้าง-บ้านไร่ -อ.เมือง จ.อุทัยธานี) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์

เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไปรังสิต-อ.วังน้อย- จ.สระบุรี-ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 หรือถนนพหลโยธิน)-อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.พิษณุโลก

สายกรุงเทพฯ-ภาคใต้

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35)-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.สามพราน-นครชัยศรี-จ.นครปฐม-ราชบุรี-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทาง หลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไปถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี)-อ.นครชัยศรี-จ.นครปฐม-ราชบุรี-แยกวังมะนาว-จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จ.ประจวบคีรีขันธ์

อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงคาดว่าการจราจรทุกเส้นทางน่าจะติดขัด โดยเฉพาะในช่วงบริเวณต่างระดับบางปะอินจะมีการจราจรติดขัด เนื่องจากเป็นจุดศูนย์รวมของรถที่จะเดินทางไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นเพื่อลดปัญหารถติดขัดสะสมหนาแน่นเส้นทางเลือกทางเลี่ยงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เดินทางในช่วงปีใหม่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

อีกฟากสำหรับกลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารที่ต้องเดินทางร่วมและส่งประชาชนให้ถึงที่หมายด้วยเช่นกันนั้น สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยืนยันชัดเจนว่าจะต้องติดตามควบคุมพฤติกรรมการขับรถผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ทั่วประเทศแบบนาทีต่อนาที และหากพบว่าขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนด หรือพฤติการณ์เสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ทางศูนย์ GPS จะประสานเพื่อสกัดและเตือนให้ลดความเร็วทันที

“จะมีจุดตรวจ 212 แห่ง ตามสถานีรถโดยสารประจำทางทั่วประเทศ โดยจะตรวจทั้งตัวรถและพนักงานขับรถ หากไม่พร้อมจะมีการเปลี่ยนตัวคนขับ หรือเปลี่ยนรถโดยสารทันที” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ย้ำถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างการเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (Motorway) 1586 กด 7 ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวง โทร.02-354-6832–6 และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า “โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น”

Published March 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/532472

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 07:53 น.

ดีเอสไอลุยสางคดีปีหน้า "โอ๊ค-ธรรมกาย-คลองจั่น"

โดย…กิ่งอ้อ เล่าฮง

ตลอดปี 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สร้างผลงานมากมายและการสอบสวนเสร็จทะลุเป้าสามารถเรียกคืนความเสียหายให้รัฐกว่าแสนล้านบาท ปีหน้าลุยสางคดีใหญ่ “โอ๊ค ธรรมกาย และสหกรณ์คลองจั่น”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ในช่วงรอบปี 2560 ดีเอสไอ ได้รับสอบสวนคดีพิเศษจำนวน 291 คดี สอบสวนเสร็จสิ้น 124 คดี เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 120 คดี โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหาย 84 คดี ซึ่งดีเอสไอสามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้รัฐได้ 107,220.82 ล้านบาท ซึ่งเกินจากค่าเป้าหมายที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมการดำเนินคดีพิเศษทั้งหมดตั้งแต่ก่อตั้งกรมในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รับคดีพิเศษทั้งสิ้น 2,382 คดี  สอบสวนเสร็จ 1,997 คดี และเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน 385 คดี โดยคดีที่สอบสวนเสร็จ เป็นการส่งพนักงานอัยการ จำนวน 1,601 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ช. 134 คดี ส่งสำนักงาน ป.ป.ท. 3 คดี และงดสอบสวนหรือเปรียบเทียบปรับ 259 คดี สามารถเรียกคืนความเสียหายหรือรักษาผลประโยชน์ให้แก่รัฐประชาชนได้ 866 คดี มูลค่า 352,680.630 ล้านบาท

สำหรับคดีพิเศษที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อาทิ คดีเกี่ยวกับวัดธรรมกาย เป็นคดีที่ขยายผลมาจากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพบว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดบางส่วนเข้าสู่วัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งดีเอสไอรับไว้สอบสวน 3 คดี และแต่ละคดีมีความคืบหน้า ดังนี้ 1 คดีพิเศษในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร

กรณีพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีสหกรณ์สั่งจ่ายเป็นเช็คไปยังวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 27 ฉบับ เป็นเงินประมาณ 1,458 ล้านบาทเศษ คดีสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วโดยส่งสำนวนการสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 5 คน ไปยังพนักงานอัยการและออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งมีหลักฐานว่าร่วมกระทำผิดด้วย โดยพระธัมมชโยได้หลบหนีคดีและศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559

ปัจจุบันได้มอบหมายเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นการดูแลพื้นที่วัดพระธรรมกาย มีคณะทำงานระดับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจตราในพื้นที่วัดพระธรรมกายทุกวัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบเบาะแสพระธัมมชโยกลับเข้ามาในพื้นที่ของวัดแต่อย่างใด

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า 2 คดีพิเศษความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับพระวิรัตน์ ฐิติรัตน์ กับพวก มูลค่าความเสียหาย ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องการนำเงินที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดไปซื้อหุ้น

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2561, 3 คดี พิเศษที่ 24/2560 ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ระหว่าง ธรรมนูญ อัตโชติ ผู้กล่าวหา กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มูลค่าความเสียหายประมาณ 125 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2561

ส่วนคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ อนันต์ อัศวโภคิน นั้น หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา อนันต์ได้ส่งคำให้การแก้ข้อกล่าวหาพร้อมอ้างพยานบุคคลจำนวนหนึ่ง ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย กระทำการทุจริตในการปล่อยกู้ให้เครือบริษัท กฤษดามหานคร ซึ่งรับไว้สอบสวน 2 คดี คือ (1) คดีพิเศษซึ่งเป็นคดีหลัก คดีนี้สอบสวนเสร็จและมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหารวม 13 คน ในความผิดฐานฟอกเงิน ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2560 คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการชั้นอัยการ (2) คดีพิเศษกรณีสำนักงาน ปปง. มีหนังสือเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ขอให้ดีเอสไอพิจารณาดำเนินการกรณีที่ พานทองแท้ ชินวัตร กับพวก รวม 4 คน ที่รับโอนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในการปล่อยกู้ฯ ด้วย จำนวน 10 ล้านบาท  และ 26 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน ได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหา 1.เกศินี จิปิภพ 2.กาญจนาภา หงษ์เหิน 3.วันชัย หงษ์เหิน และ 4.พานทองแท้ ชินวัตร ในข้อหา “สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป” ร่วมกันฟอกเงิน

นอกจากนี้ ยังได้มีการกระทำความผิดฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งเอกสารหลักฐานมาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ทั้งนี้ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้สอบสวนให้เสร็จภายในกลางปี 2561 ก่อนคดี หมดอายุความ

%d bloggers like this: