2560(2017)

All posts tagged 2560(2017)

กัมพูชาขับไล่เอ็นจีโอมะกันออกจากประเทศใน 7 วัน อ้างไม่ได้จดทะเบียน

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2560 08:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047970

เมื่อ 23 ส.ค. รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงต่างประเทศสั่งให้องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) “เอ็นดีไอ” ของสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างสถาบันด้านประชาธิปไตยให้เข้มแข็งในกัมพูชา ให้ยุติงานทั้งหมดพร้อมย้ายพนักงานต่างชาติออกนอกราชอาณาจักรภายใน 7 วัน เพราะไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องซึ่งเอ็นจีโออื่นๆที่เข้าข่ายเดียวกันจะถูกเล่นงานด้วย นับเป็นสัญญาณต่อต้านสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ มีขึ้นก่อนเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาในปีหน้า.

 

Advertisements

ญี่ปุ่นโชว์หุ่นยนต์พระ สวดมนต์และประกอบพิธีศพได้

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2560 08:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047967

เมื่อ 23 ส.ค. บริษัทซอฟต์แบงก์ในญี่ปุ่นนำหุ่นยนต์พระชื่อ “เป็ปเปอร์” ที่สวดมนต์และประกอบพิธีศพได้เหมือนพระจริง ร่วมแสดงในงานอุตสาหกรรมวาระสุดท้ายของชีวิต ที่กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น

ด้าน นิสเซ บริษัทเขียนซอฟต์แวร์สวดมนต์ให้เป็ปเปอร์ เผยว่า ยุคนี้เป็นยุคคนแก่ล้นเมือง พระหลายรูปได้เงินสนับสนุนจากชุมชนน้อยลง บางท่านอาจต้องไปทำงานพิเศษนอกวัด เป็ปเปอร์จะรับบทบาทแทนกรณีติดต่อพระไม่ได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายของเป็ปเปอร์ต่อพิธีศพ 1 งานก็ถูกกว่า แค่ 50,000 เยน (ราว 14,850 บาท) แต่ถ้าถวายพระจะใช้เงิน 240,000 เยน (ราว 72,600 บาท)

 

กัมพูชาจับมือบ.สิงคโปร์ ร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันนอกอ่าวไทย

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2560 07:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047965

เมื่อ 23 ส.ค. กัมพูชาลงนามข้อตกลงกับบริษัทพลังงานของสิงคโปร์ “คริสอีเนอร์จี” ร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งในอ่าวไทย ซึ่งหวังว่าจะผลิตน้ำมันดิบได้ 8,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2563 และหวังว่ากัมพูชาจะกลายเป็นชาติผู้ผลิตน้ำมันในอนาคต

ทั้งนี้ อ่าวไทยเชื่อกันว่ามีแหล่งน้ำมันมหาศาลซึ่งไทยและบริษัทของมาเลเซียสำรวจและหาประโยชน์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยข้อตกลงครั้งนี้ กัมพูชาคาดว่าจะได้เงินค่าสัมปทานและภาษีจากโครงการระยะแรก เป็นเงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์ (ราว 16,500 ล้านบาท)

 

ผู้ก่อการร้ายสเปนรับสารภาพสิ้น หวังบึมหลายจุดในบาร์เซโลนา

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047955

จากเหตุสมาชิกเครือข่ายก่อการร้ายขับรถตู้พุ่งชนผู้คนในย่านลาส แรมบลาส นครบาร์เซโลนา และขับรถชนคนในเมืองกัมบริลส์ ของสเปน มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บกว่า 120 คน ในวันที่ 17 ส.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยพัวพันการก่อเหตุได้ 4 รายนั้น เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายโมฮาเหม็ด ฮูลี เคมลาล หนึ่งในผู้ต้องสงสัยได้รับสารภาพต่อศาลสูงสเปนว่า เครือข่ายผู้ก่อเหตุนำโดยอิหม่าม อับเดลบากี เอส ซัตตี ได้ฝึกวัยรุ่นเชื้อชาติโมร็อกโกเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรง และมีแผนวางระเบิดอนุสาวรีย์ต่างๆ รวมถึงโบสถ์ลา ซากราดา ฟามิเลีย แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในนครบาร์เซโลนาด้วย

อย่างไรก็ตาม นายเคมลาลยอมรับด้วยว่า แผนการก่อเหตุได้ถูกปรับเปลี่ยน เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการประกอบระเบิดในบ้านพักเมืองอัลคานาร์ วันที่ 16 ส.ค. ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ซึ่งอิหม่ามซัตตี ได้เสียชีวิตในเหตุครั้งนั้น ทั้งนี้ นายเคมลาลเป็นผู้ต้องสงสัยคนเดียวที่ยอมสารภาพ อีกสามคนปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ความเสียหายอาคารหลังหนึ่งในเมืองอัลคานาร์ หลังเกิดระเบิดในบ้านที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิด
ซึ่งอยู่ติดกัน ทำให้อาคารพังถล่ม 

“The Colours of Africa: Opportunity, Friendship and Cooperation” วันที่ 17-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 ส.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1045304

แอฟริกาถือเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและเต็มไปด้วยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศในภูมิภาคแอฟริกา 7 แห่งได้เล็งเห็นโอกาสนี้ จึงจัดงาน “The Colours of Africa: Opportunity, Friendship and Cooperation” ขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และศูนย์สรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้คนไทยรู้จักแอฟริกามากยิ่งขึ้น

 

สุดสลด ผลDNA ยัน ศพไร้หัว พบในทะเลเดนมาร์ก คือนักข่าวหญิงที่หายตัวไป

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2560 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047565

ช็อกเกินช็อก ..เจ้าหน้าที่เดนมาร์ก ยันผลตรวจ DNA ศพที่อยู่ในสภาพไร้หัว โดนตัดแขนตัดขา ลอยในทะเลใกล้กรุงโคเปนเฮเกน คือคิม วอลล์ นักข่าวหญิงฟรีแลนซ์ที่หายตัวไป ขณะไปทำข่าวนักประดิษฐ์ชื่อดัง สร้างเรือดำน้ำเอง

เมื่อ 23 ส.ค. 60 สื่อต่างประเทศ รายงานเกิดเหตุสุดสยองในเดนมาร์ก เจ้าหน้าที่ยืนยันผลจากการตรวจดีเอ็นเอของศพที่ถูกพบในสภาพไร้ศีรษะ ถูกตัดแขน ตัดขา ลอยอยู่ในทะเลบอลติก บริเวณอ่าว Koge ใกล้กรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวงเดนมาร์ก เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา คือ นางสาวคิม วอลล์ นักข่าวฟรีแลนซ์ หญิงชาวสวีเดนวัย 30 ปี ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่ คิม วอลล์ ได้ไปทำข่าวและสัมภาษณ์ นายปีเตอร์ แมดเซ่น ชายชาวเดนมาร์กวัย 46 ปี ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์ชื่อดัง และผู้สร้างเรือดำน้ำด้วยตนเอง

ภาพสุดท้าย ของคิม วอลล์ ที่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะกำลังจะลงไปในเรือดำน้ำข่าวแจ้งว่า ร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายอยู่ในสภาพสะเทือนขวัญ โดนฆ่าหั่นศพ ถูกพบในทะเลบอลติก หลังจากนายแมดเซ่นถูกตั้งข้อหาก่อคดีฆาตกรรมนางสาวคิม วอลล์ ขณะที่นายแมดเซ่นได้อ้างต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า น.ส.วอลล์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนเรือดำน้ำของเขาเอง และเขาได้ทิ้งศพเธอลงทะเล และไม่สามารถชี้จุดทิ้งศพได้ รู้แต่เพียงว่าอยู่บริเวณอ่าว Koge ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกนไปทางใต้ราว 50 กม.

เจ้าหน้าที่เดนมาร์ก ได้กู้เรือดำน้ำขึ้นมาเพื่อตรวจสอบหาหลักฐานการหายตัวไปของคิม วอลล์เว็บไซต์ The Sun รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศาลเดนมาร์กได้เบิกตัวผู้ต้องหานัดแรก แต่ไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าร่วมรับฟังคำให้การของจำเลย จึงไม่รู้อย่างแน่ชัดว่านายแมดเซ่นให้การต่อคณะผู้พิพากษาว่าอย่างไร

เจ้าหน้าที่เดนมาร์กและสวีเดนได้ดำเนินการติดตามหานางสาววอลล์ นับตั้งแต่เธอหายตัวไป ไม่กลับบ้าน ขณะที่มาสัมภาษณ์นายแมดเซ่นที่เรือดำน้ำ Nautilus (นอติลูส) เมื่อวันที่ 10 ส.ค. จากนั้น คิม วอลล์ ก็ลงไปในเรือดำน้ำพร้อมกับนายแมดเซ่น และเรือดำน้ำได้แล่นออกไปจากท่าเรือในกรุงโคเปนเฮเกน ทว่าต่อมา เรือดำน้ำลำนี้ได้จมลงสู่ก้นทะเล พร้อมกับที่คิม วอลล์ ได้หายสาบสูญไปอย่างปริศนา โดยตำรวจเดนมาร์กชี้ว่า นายแมดเซ่น ตั้งใจจมเรือดำน้ำที่เขาสร้างขึ้นมา ขณะที่เจ้าหน้าที่เดนมาร์กได้มีการกู้เรือดำน้ำและลากกลับมาขึ้นฝั่งเพื่อตรวจสอบหาหลักฐานการหายตัวไปของคิม วอลล์

ปีเตอร์ แมดเซ่น นักประดิษฐ์และเป็นผู้สร้างเรือดำน้ำด้วยตัวเองขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ภาพสุดท้ายของคิม วอลล์ ซึ่งมีรอยยิ้มฉาบบนใบหน้า ขณะที่เธอกำลังจะลงไปในเรือดำน้ำพร้อมกับนายแมดเซ่น ก่อนที่จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย และมีการพบร่างของเธอในสภาพถูกฆ่าหั่นศพอย่างน่าสะเทือนใจ โดยก่อนหน้านี้ ครอบครัวของคิม วอลล์ ต่างหวังที่จะให้คิมยังมีชีวิตอยู่ แม้ความหวังนี้จะเลือนรางเต็มที

ทั้งนี้ น.ส.คิม วอลล์ เป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ให้กับสื่อชั้นนำ ทั้งเดอะ การ์เดียน และนิวยอร์ก ไทมส์ หลังเรียนจบสาขาหนังสือพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยเพื่อนๆชื่นชม คิม วอลล์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ทั้งในนิวยอร์กและจีน ว่าเป็นคนที่ใครไม่สามารถเปลี่ยนเธอได้ เธอเป็นคนมีความใฝ่ฝัน และเป็นคนมองเห็นความดีอยู่ในตัวของทุกๆ คนเสมอ.

 

ทัพเรือสหรัฐฯ ลงดาบ เด้ง ผบ.กองเรือที่ 7แล้ว เซ่นเรือรบชนถี่เกิน

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2560 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047380

(รูปเล็ก:พล.ร.ท.โจเซฟ โอคอยน์ ผบ.กองเรือที่7)

ผบ.ต้องรับผิดชอบสถานเดียว…กองทัพเรือสหรัฐฯ สั่งปลดผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 แล้ว หลังเกิดเหตุเรือรบสหรัฐฯ ชนกับเรือสินค้าถึง 4 ครั้งในปีนี้  ล่าสุด เรือพิฆาต ยูเอสเอส จอห์น เอส แมคเคน ชนเรือบรรทุกน้ำมัน ทหารเรือหาย10

เมื่อ 23 ส.ค. 60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุเรือพิฆาตยูเอสเอส จอห์น เอส แมคเคน สังกัดกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ประสบเหตุชนกับเรือบรรทุกน้ำมัน ‘อัลนิค แมค‘ ในช่องแคบมะละกา เมื่อรุ่งเช้าวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. เป็นเหตุให้ทหารเรืออเมริกันบาดเจ็บ 5 นาย และสูญหาย 10 นาย ก่อนที่เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นักประดาน้ำได้พบร่างทหารเรือหลายนายในเรือพิฆาตแล้วว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งปลด พล.ร.ท.โจเซฟ โอคอยน์ พ้นตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 หลังจากเกิดเหตุเรือรบสหรัฐฯ ชนกับเรือลำอื่นในน่านน้ำของเอเชียถึง 4 ครั้งแล้ว ในปีนี้ โดยแถลงการณ์จากกองทัพเรือระบุเหตุผลที่สั่งปลดพล.ร.ท.โอคอยน์ว่า เนื่องจากทางกองทัพสูญเสียความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการเป็นผู้บัญชาการกองเรือที่7 ของพล.ร.ท.โอคอยน์

ก่อนหน้านี้ บีบีซี เผยว่า การสั่งปลด พล.ร.ท.โอคอยน์ ซึ่งรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 ตั้งแต่ปี 2558 นั้น ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการเมื่อใด เพียงแต่ได้มีการดำเนินการในขั้นตอนที่จะปลดเขาพ้นตำแหน่งแล้วหลังเกิดเหตุ เรือพิฆาต ยูเอสเอส จอห์น แมคเคนชนกับเรือบรรทุกน้ำมัน ในช่องแคบมะละกา ขณะที่เรือพิฆาตกำลังมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์

เรือพิฆาต ยูเอสเอส จอห์น เอส แมคเคน หลังชนกับเรือบรรทุกน้ำมันทั้งนี้ เหตุเรือพิฆาตยูเอสเอส จอห์น แมคเคน ชนกับเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้เรือพิฆาตได้รับความเสียหายหนัก ด้านข้างเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ จนน้ำทะเลทะลักเข้าไปในที่นอนของลูกเรือ ทำให้หนีไม่ทัน ส่วนกองเรือที่ 7ของสหรัฐฯ นั้น มีฐานประจำการอยู่ที่เมืองโยโกสุกะ ในประเทศญี่ปุ่น นับเป็นกองเรือวางกำลังในส่วนหน้าที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือรบ และเรือดำน้ำประจำการมากถึงประมาณ 50-70 ลำ.

ด้านข้างของเรือพิฆาต ได้รับความเสียหายอย่างหนัก 

ISS เผยภาพ ‘เงาจันทร์ทาบโลก’ ตอนเกิดสุริยุปราคา ดูได้จากอวกาศเท่านั้น

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2560 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047450

นักวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติได้เผยแพร่ภาพถ่าย เงาจันทร์ทาบลงบนโลก เพราะปรากฏการณ์สุริยุปราคา ซึ่งเป็นภาพไม่มีทางเห็นได้จากบนโลกของเรา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา หรือ ดวงจันทร์เคลื่อนตัวคั่นกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ แบบเต็มดวงที่สหรัฐอเมริกา สร้างความตื่นตาแก่ผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน มีอีกภาพหนึ่งที่คนในโลกไม่ได้เห็น คือภาพของเงาดวงจันทร์ที่ทาบลงบนโลก ซึ่งมีเพียงนักบินอวกาศ 6 คนบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ไอเอสเอส เท่านั้นที่ได้เห็นภาพที่ว่าแบบสดๆ

ภาพเงาจันทร์ทาบโลกจากสถานีอวกาศนานาชาตินักบินบนไอเอสเอสระบุว่า ในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงบนโลกนั้น สถานีของพวกเขาได้โคจรผ่านเงาดวงจันทร์ที่ทาบลงบนโลกส่วนที่เป็นเงามัว หรือ ‘เพนอัมบรา’ (penumbra) 3 ครั้ง แต่ไม่ได้เคลื่อนผ่านพื้นที่ใจกลางเงาซึ่งเป็นเงามืด หรือ ‘อัมบรา’ (umbra) ทำให้พวกเขาไม่ได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์บางส่วน โดยบดบังมากสุดที่ 84% ในการโคจรรอบที่ 3 อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถบันทึกภาพเงาจันทร์ทาบโลกที่หาดูยากเอาไว้ได้

 

สื่อโสมเหนือแพร่ภาพ บอกใบ้กำลังพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งทรงพลัง

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2560 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1047370

สื่อเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพใหม่ ซึ่งมีสิ่งที่บอกใบ้ว่าพวกเขากำลังพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งที่ทรงพลังขึ้นอยู่ ขณะที่ คิม จอง-อึน สั่งให้มีการผลิตเครื่องยนต์จรวด และหัวรบเพิ่มขึ้นอีก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 23 ส.ค. สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ ได้เผยแพร่รูปถ่ายใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการบอกใบ้ว่ารัฐบาลเปียงยางกำลังพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งที่ทรงพลังมากขึ้น ขณะที่ผู้นำสูงสุด คิม จอง-อึน ออกคำสั่งให้มีการผลิตเครื่องยนต์จรวดและหัวรบเพิ่มด้วย

ตามรายงานของ เคซีเอ็นเอ คิม จอง-อึน มีคำสั่งดังกล่าวขณะเดินทางเยือนสถาบันวัตถุดิบเคมี ของสถาบันวิทยาศาสตร์กลาโหม ในกรุงเปียงยาง แต่ไม่เปิดเผยวันเวลา “เขา (คิม จอง-อึน) ออกคำสั่งให้สถาบันฯ ผลิตเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง และหัวรบเพิ่มขึ้น ด้วยการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์เจ็ตและหัวรบ”

เคซีเอ็นเอเผยด้วยว่า สถานบันวัตถุดิบเคมีนี้รับผิดชอบในการผลิตส่วนประกอบไฟเบอร์และคาร์บอน สำหรับใช้ในการผลิตเครื่องยนต์จรวดสมรรถนะสูง และยานพาหนะสำหรับนำหัวรบของขีปนาวุธกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ฝ่ายากที่สุด สำหรับการสร้างขีปนาวุธข้ามทวีปขั้นสมบูรณ์ ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกาหลีเหนือครอบครองเทคโนโลยีนี้แล้วหรือไม่

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธที่พวกเขาอ้างว่าเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปไปแล้ว 2 ครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเป็นจรวดชื่อว่า ‘ฮวาซอง 14’ เป็นจรวดเชื้อเพลิงเหลว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเริ่มหันมาพัฒนาจรวดเชื้อเพลิงแข็งชื่อ ‘ปุกกุกซอง’ ซึ่งการติดตั้งเชื้อเพลิงแข็งทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเติมเชื้อเพลิงในจรวดก่อนยิง ซึ่งใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทั้งยังง่ายต่อการขนย้ายและซุกซ่อนด้วย

โดยหนึ่งในรูปภาพที่สื่อเกาหลีเหนือเผยแพร่ออกมาล่าสุดนั้น แสดงให้เห็นภาพนายคิมยืนอยู่หน้าแผนผังแบบจำลองของจรวดที่มีชื่อว่า ‘ปุกกุกซอง 3’ พร้อมคำนิยามว่ามันคือ ขีปนาวุธยุทธศาสตร์ใต้น้ำ และอ้างว่ามีระยะทำการไกลกว่าจรวด ปุกกุกซอง 1 ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำที่เปียงยางทดสอบยิงไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อนเสียอีก ทำให้เชื่อว่าพวกเขากำลังพัฒนาจรวดเชื้อเพลิงแข็งที่ทรงพลังมากขึ้นอยู่

 

แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่แถบอาร์กติก กำลังละลายอย่างรวดเร็ว

Published October 20, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1046230

ในขณะหลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการป้องกันภาวะโลกร้อน โดยจะทำให้อุณหภูมิในโลกลดลง 2 องศาเซลเซียส เนื่องจากโลกร้อนขึ้นจากฝีมือของมนุษย์เราด้วยกันเองตั้งแต่ช่วงยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยแถบอาร์กติกหรือพื้นที่บริเวณขั้วโลกเหนือ โดยเฉพาะตรงพื้นที่วงกลมละติจูดที่อยู่เหนือสุด หรือที่เรียกว่า “อาร์กติก เซอร์เคิล” (Arctic circle) นั้น เมื่อปีที่ผ่านมามีอุณหภูมิประมาณ 3.6 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอุ่นกว่าปกติ

นั่นหมายความว่าสถานที่ที่หนาวที่สุดในโลกอย่างอาร์กติกกำลังประสบปัญหาจากความร้อนจนทำให้ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาเริ่มละลาย เพราะต้องรับศึก 2 ด้านคืออากาศร้อนด้านบนและน้ำอุ่นด้านล่าง นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากประเทศเยอรมนี เผยว่า น้ำแข็งแถบอาร์กติกเกิดการละลาย เป็นปัญหาใหญ่และกระทบต่อมนุษย์ทุกคนบนโลก พื้นที่บริเวณอาร์กติกส่วนใหญ่เป็นมหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็ง แต่ฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นก็ทำให้ทะเลน้ำแข็งละลายลอยอยู่บนผิวมหาสมุทร และเมื่อน้ำแข็งในทะเลช่วงฤดูหนาวลดลง ก็จะมีปฏิกิริยากับมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอากาศ รวมทั้งกระแสลมและกระแสน้ำ

ขณะนี้ไม่ใช่แค่ธารน้ำแข็งในแถบอาร์กติกกำลังละลาย ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่กรีนแลนด์ก็ค่อยๆละลายอย่างช้าๆอย่างสม่ำเสมอ นับตั้งแต่ปี 2545 สูญเสียน้ำแข็งไปแล้ว 4,400,000 ล้านตัน ส่วนสาเหตุที่โลกร้อนขึ้นเป็นเพราะเกิดการสะสมก๊าซดักความร้อน (heat-trapping gases) ในชั้นบรรยากาศ จากการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพื้นที่แถบอาร์กติกน่าจะอุ่นขึ้นเป็นที่แรกและเร็วกว่าที่อื่นๆทั่วโลก ซึ่งต้องวัดตามเวลาจริงให้ถูกต้องต่อไป.

 

%d bloggers like this: