ไอเดียแปลก

All posts tagged ไอเดียแปลก

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ไอเดียแปลก

พารนี

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง

กำลังฮือฮาหนักมากในหมู่ชาว “คอทุเรียน” สำหรับ “ทุเรียนเผา” ที่น่าจะมีขายเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย และเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ ที่บริเวณถนนชาญเวชกิจ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีเจ้าของเป็นพ่อค้าหนุ่มหน้าใส วัย 22 ปี ที่มีชื่อเล่นเรียกเก๋ๆ ว่า “ช็อปเปอร์”

แม้ช่วงนี้ภารกิจจะรัดตัว แต่ คุณช็อปเปอร์-รัชชาชนนท์ ขำศรี เจ้ากิจการ “ทุเรียนเผา” ที่เกริ่นถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพิษณุโลก จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ที่กรุงเทพฯ ก่อนสมัครเข้าทำงานตามผับ-แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์

ทำงานอยู่ได้พักใหญ่ เริ่มเบื่อแสงสีเมืองกรุง เลยตัดสินใจกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด ด้วยการเปิดร้านเล็กๆ ขายส้มตำ-ไก่ย่าง-อาหารอีสาน บนทำเลย่านถนนชาญเวชกิจ ส่วนสาเหตุที่เลือกอาชีพนี้เพราะที่บ้านทำอาชีพค้าขายอยู่แล้ว ส่วนตัวเองก็มีฝีมือในการทำอาหารอยู่บ้างเป็นต้นทุน

เริ่มต้นร้านส้มตำได้ไม่นาน คุณพ่อของเขาไปรับทุเรียนสดจาก “ตลาดไท” มาปอกขายใกล้กัน ช่วงไหนลูกค้าร้านส้มตำบางตา คุณช็อปเปอร์จะปลีกตัวจากกิจการของตัวเองมาช่วยขายทุเรียนด้วย

กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นมีการแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับการนำทุเรียนมาเผาก่อนรับประทาน เห็นว่าแปลกดี จึงคิดอยากลองทำดูบ้าง และคิดว่าคงไม่สิ้นเปลืองเท่าไหร่ เพราะคุณพ่อขายทุเรียนอยู่แล้ว

“ติดเตาให้ไฟอยู่ระดับปานกลางเสมอกัน เหมือนตอนย่างไก่ ก่อนเลือกทุเรียนลูกย่อมๆ มากรีดเปลือกออกเล็กน้อยให้ทั่วก่อนเผา ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง กว่าเนื้อจะแห้งทั่วลูก พอได้ที่ผ่าออกมา จะได้เนื้อทุเรียนที่ไม่ไหม้ มีกลิ่นหอมของเปลือกไม้ที่โดนไฟคล้ายมันปิ้ง-มันย่าง แทบไม่มีกลิ่นของทุเรียน พอให้ทุกคนในร้านกิน บอกตรงกัน แปลก แต่อร่อย และหอมกว่าเดิม” คุณช็อปเปอร์ เล่าจุดเริ่ม

และว่า จากการทดลองทำรับประทานเองก่อน ผลตอบรับออกมาดีและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงคิดทำออกขายทันที แต่มีเสียงคัดค้านขึ้นมาบ้างจากคุณย่าของเขา โดยท่านให้เหตุผล ไปเผาให้เสียเวลา-เสียของทำไม แต่ตัวเขาคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในการรับประทานทุเรียนให้กับลูกค้าที่สนใจ

คุณช็อปเปอร์ เล่าต่อ ธุรกิจนี้เริ่มต้นโดยไม่ใช้เงินลงทุนอะไรมาก ใช้เตาย่างไก่ที่มีอยู่แล้ว เป็นอุปกรณ์หลัก ก่อนนำทุเรียนมาเผาแล้วถ่ายรูปไว้ ส่งให้ทางแฟนเพจ “อร่อยเหาะเจาะสองแคว” ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ ปรากฏมีลูกค้าสนใจกันมาก จากนั้นมีสื่อหลายแขนงมาทำข่าว เลยทำให้สินค้าในแบบของเขาเป็นที่รู้จักภายในเวลาอันรวดเร็ว

โดยช่วง 2 สัปดาห์แรกขายได้เกือบ 30 ลูก พอมีสื่อต่างๆ มาช่วยประชาสัมพันธ์ ขายดีขึ้นไปอีก ล่าสุดต้องรับออร์เดอร์ลูกค้าตั้งแต่เปิดร้านยันปิดร้าน วิ่งส่งกันทั่วเมืองเลยทีเดียว

“จากใช้เตาย่างไก่แค่เตาเดียว ล่าสุดขยายเป็น 3 เตา แต่ยังทำไม่ทัน วันก่อนมีลูกค้าขับรถจากจังหวัดพิจิตรมาซื้อ 3 ลูก ราคาตกเกือบ 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าจากต่างจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ นครปฐม โทรศัพท์มาขอซื้อ แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะระยะทางไกล เกรงทุเรียนจะเน่าเสียก่อน” เจ้าของกิจการ เผยผลตอบรับ ก่อนยิ้มกว้าง

ถามถึงขั้นตอนการทำ คุณช็อปเปอร์ บอกให้ฟังแบบไม่หวงเทคนิค เริ่มต้นจาก การเลือกระดับ “ความสุก” ของเนื้อทุเรียนก่อน หากนำแบบสุกเต็มที่มาเผา เนื้อทุเรียนที่ได้จะค่อนข้างเหลว แต่ถ้าใช้แบบห่ามมาเผา เนื้อที่ได้จะสุกพอดี ขณะที่ความหอม-หวาน-มัน นั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน

ส่วนเตาถ่านอุปกรณ์สำคัญนั้น ใช้อั้งโล่ธรรมดา แต่การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ฉะนั้น จึงต้องมีบริการส่งให้ลูกค้าถึงบ้านฟรี เพราะลูกค้าบางคนอาจยืนรอไม่ไหว

สำหรับรูปแบบก่อนจัดส่งนั้น ลูกค้าสามารถสั่ง ต้องการแบบแกะเนื้อแล้วไม่เอาเปลือก หรือต้องการทั้งลูกไปแงะออกเองเพื่ออรรถรสในการรับประทาน ก็จัดให้ได้

เกี่ยวกับราคาขายที่หลายคนอยากทราบ คุณช็อปเปอร์ บอก ตอนนี้ที่ร้านขายทุเรียนสดของคุณพ่อเขา ขายหมอนทองกิโลกรัมละ 120 บาท ส่วนทุเรียนหมอนทองเผา จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท แถมบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี

“การตั้งราคาทุเรียนเผานี้ คำนวณจากเวลาและขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างนานและยากอยู่เหมือนกันกว่าจะได้ออกมาแต่ละลูก เลยคิดว่าน่าจะแพงกว่าทุเรียนปกติกว่าเท่าตัว ซึ่งถ้าเทียบกับค่าครองชีพแล้วนับว่าแพงพอสมควร จึงไม่คิดว่าจะมีคนมากินกันเยอะขนาดนี้” คุณช็อปเปอร์ เล่ายิ้มๆ

เมื่อถามถึงความตั้งใจในธุรกิจ พ่อค้าหน้าใสวัย 22 ปีผู้นี้ บอกสั้นๆ

“จะขายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนกินครับ”

“ปาท่องโก๋ชาร์โคล” ผลงานครีเอตของหนุ่มวิศวฯ เคมี เรียกลูกค้าต่อคิว ได้แทบทุกงาน

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0751150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ไอเดียแปลก

พารนี

“ปาท่องโก๋ชาร์โคล” ผลงานครีเอตของหนุ่มวิศวฯ เคมี เรียกลูกค้าต่อคิว ได้แทบทุกงาน

“เสียงตอบรับจัดว่าดี ลูกค้าต่อคิวแทบทุกงานที่ไปออกบู๊ธ บางคนไม่ซื้อก็เดินมาถามว่าสีดำๆ นั้นคืออะไร”

เปิดตัวแบบไม่มีหน้าร้าน อาศัยการออกบู๊ธตามอีเว้นต์ต่างๆ ได้ไม่กี่เดือนมานี้ แต่กระแสตอบรับดีใช่เล่น

สำหรับ “ปาท่องโก๋วิศวะ” ผู้ผลิตและจำหน่าย ปาท่องโก๋สูตรแป้งธรรมดาและสูตรแป้งผสมผงชาร์โคล ทอดแล้วนำมาปิ้งอีกที เพื่อไล่น้ำมันกันเลี่ยน ก่อนราดด้วยท็อปปิ้งรสชาติหลากหลาย ที่มี คุณนุก-พงษ์ปกรณ์ จูปั้น อายุ 27 ปี เป็นเจ้าของกิจการ

เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อสมัยเรียนอยากทำงานประจำตามโรงงาน แต่พอได้ฝึกงานจริงกลับพบว่าเรื่องค่าตอบแทนของอาชีพวิศวกรด้านเคมีนั้น อาจดีในระยะแรก แต่พอทำไปนานๆ เงินเดือนถึงเพดานตันจนต้องย้ายหาที่ทำใหม่ และถึงแม้จะเป็นงานที่มีเงินเดือนประจำ แต่ไม่มีความมั่นคงอะไร เพราะบริษัทจะให้ออกเมื่อไหร่ก็ได้

จึงเกิดความคิดอยากค้าขาย เพราะถ้าจับจุดกลุ่มลูกค้าได้ถูก ย่อมมีโอกาสเติบโตเร็วกว่าบรรดามนุษย์เงินเดือน เลยเริ่มต้นจากการค้าขายสินค้าออนไลน์ ก่อนมาถึงทอดปาท่องโก๋ขายหน้าบ้าน

“คุณพ่อเป็นคนชอบทานปาท่องโก๋ ช่วงว่างชอบหาสูตรมาลองทำเล่น แต่ไม่สำเร็จ เลยไปหาที่เรียนให้เป็นเรื่องเป็นราว พอมีวิชาเลยลองขายแถวบ้านย่านพุทธมณฑล สาย 1 ตั้งแผงเหมือนร้านขายปาท่องโก๋ทั่วไป ปรากฏขายดี แต่ทำอยู่ไม่นานต้องเลิก เพราะตื่นไม่ไหว ถ้าจะขายตอนเช้ามืด ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อเตรียมของ” คุณนุก เล่าอดีต

แม้งานขายปาท่องโก๋ ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ค่อนข้างจะโหดไปหน่อย แต่กำไรจัดว่าเข้าขั้นดีใช้ได้ ทั้งวิชาการทำก็ยังติดอยู่กับตัว คุณนุกจึงพลิกแพลงรูปแบบการขายใหม่ หันมาหาทำเลตามตลาดนัดต่างๆ ที่วัยรุ่นสมัยนี้นิยมมาแฮงเอาต์กัน

และเปิดตัวร้านปาท่องโก๋โฉมใหม่เมื่อราวเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พร้อมกับการตั้งชื่อแบรนด์ “ปาท่องโก๋วิศวะ”

“ตอนขายแถวบ้านยังไม่มีชื่อร้าน แต่พอมาขายตามตลาดนัดวัยรุ่น ตั้งชื่อว่า ปาท่องโก๋วิศวะ เพื่อเป็นจุดเด่น และตัวผมเองก็เรียนจบวิศวะมาอยู่แล้วด้วย พอลูกค้าเห็นชื่อร้านพวกนักศึกษาวิศวะจะมาพูดคุยด้วยและอุดหนุนกันบ่อยๆ” คุณนุก เล่าเสียงร่าเริง

ก่อนบอกถึงสินค้าสร้างชื่อ แรกเริ่มเป็นปาท่องโก๋แป้งธรรมดาราดด้วยสังขยา ต่อมาจึงคิดสูตร “ปาท่องโก๋แป้งชาร์โคล” คือปาท่องโก๋แป้งธรรมดาผสมผงถ่านลงไป ให้เกิดสีสันแปลกตาแหวกความจำเจ พร้อมกับเพิ่มท็อปปิ้งให้มีความหลากหลายรสชาติมากขึ้น เช่น สังขยาใบเตย ชาไทย ช็อกโกแลต นมข้น สตรอเบอร์รี่ ส้ม บลูเบอร์รี่ คาราเมล เป็นต้น

“เสียงตอบรับจัดว่าดี ลูกค้าต่อคิวแทบทุกงานที่ไปออกบู๊ธ บางคนไม่ซื้อก็เดินมาถามว่าสีดำๆ นั้นคืออะไร แต่ถ้าลองได้ชิมส่วนใหญ่ชอบท็อปปิ้งสังขยา และติดใจเนื้อปาท่องโก๋ทั้ง 2 แป้งที่กรอบนอกนุ่มใน เพราะเมื่อทอดเสร็จจะนำขึ้นมาปิ้งไล่น้ำมันอีกที ทำให้แห้ง ไม่อมน้ำมัน ไม่เลี่ยน และที่สำคัญ ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเพื่อป้องกันการเหม็นหืน” คุณนุก ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ ธุรกิจนี้ลงทุนราว 60,000-70,000 บาท โดยมีคุณพ่อ-คุณแม่ให้การสนับสนุนเต็มที่ ปัจจุบันยังไม่มีหน้าร้าน จึงอาศัยออกบู๊ธตามตลาดนัดและรับออกงานตามอีเว้นต์ต่างๆ ส่วนราคาขายปลีก เริ่มต้นที่ 45-50 บาท ขึ้นกับราคาค่าเช่าที่ ซึ่งอาจถูกแพงแตกต่างกันไป

ส่วนจุดมุ่งหมายในอนาคต คุณนุก เผย ที่ผ่านมามีคนถามเรื่องเเฟรนไชส์เข้ามาเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่มีหน้าร้านเป็นหลัก เลยคิดว่ายังไม่พร้อม จึงขอให้มีหน้าร้านเป็นหลักแหล่งก่อนคิดขยับขยายธุรกิจ โดยอาจออกมาในรูปของแฟรนไชส์หรือขายสูตรให้ก็เป็นได้

อยากลองชิมปาท่องโก๋ หน้าตาดี ฝีมือวิศวกรหนุ่มรายนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook/ปาท่องโก๋วิศวะ PATONGKO WISAWA โทรศัพท์ (082) 322-5412

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0739150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

ถึงขั้นสะพรึง ขนหัวลุก สำหรับเคสมือถือ ร้าน Death Store อุปกรณ์ป้องกันโทรศัพท์มือถือไม่ให้เป็นรอยสุดสยองแนว Horror Art เจาะกลุ่มคนชอบความแปลกแหวกแนว ไม่ว่าจะเป็นรูปผี ดวงตาปีศาจ สมองสุดสยอง ฯลฯ เอาใจคนชอบงานหลอน น่ากลัวฝุดๆ เรียกว่าเป็นการฉีกกฎเคสมือถือธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นเคสปีศาจชนิดไม่ซ้ำใคร รายแรกรายเดียวในไทยที่เห็นแล้วต้องทึ่ง

จากทำไว้ใช้เอง

กลายเป็นธุรกิจ ไม่ทันตั้งตัว

คุณวิลาวัณย์ อ้นมั่น หรือ คุณฝ้าย สาวน้อยวัย 24 ปี เธอบอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแนวสยองขวัญ ส่วนตัวชอบศิลปะแขนงนี้ด้วย เลยใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร มาปั้นเคสมือถือไว้ใช้เอง และเนื่องจากผลงานที่ออกมาเป็น 3 มิติ ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนจริง คนใกล้ตัวร้องว๊ายหวาดกลัว แต่ขณะเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งกลับชอบ เลยเป็นที่มาของธุรกิจเมื่อปลายปี 2558

“ฝ้ายทำเคสมือถือไว้ใช้เอง เรียกแนว Horror Art เพื่อนบางคนเห็นชอบมาก เรียกร้องให้ทำขาย เลยลองขายเป็นเรื่องเป็นราวผ่านเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมของตัวเอง พอมีเพื่อนของเพื่อนมาเห็น ต่างก็บอกต่อ ปากต่อปาก บางคนแชร์ต่อมีทั้งรังเกียจและเจตนาดี จากจุดนี้ทำให้ Death Store เริ่มเป็นที่รู้จักของเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบศิลปะแขนงนี้”

นอกจากในโลกโซเชียล ที่เพื่อนแชร์ต่อๆ กัน เมื่อปลายปี 2558 ฝ้ายบอกว่า มาออกอีเว้นต์ที่แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน การออกงานครั้งนี้ทำให้สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้การยอมรับ ลูกค้าบางคนตามหาเคสมือถือแบบนี้มานาน ไม่คิดว่าจะมีคนไทยทำเอง

“หลังจากไปออกงานอีเว้นต์ และจากการแชร์ต่อในเฟซบุ๊ก ต้นปี 2559 กระแสการตอบรับดีมาก ขายดีจนตกใจ ทำไม่ทัน และไม่คิดว่าลูกค้าจะชอบเยอะขนาดนี้ เพราะเนื่องจากชิ้นงานค่อนข้างน่ากลัว แต่เพื่อป้องกันคนลอกเลียนแบบ ขณะนี้ผลงานได้มีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

สำหรับจุดเด่นของ Death Store เป็นงานปั้นแบบเรียลลิสติก คือปั้นเสมือนจริง ทุกขั้นตอนแฮนด์เมด 100 เปอร์เซ็นต์ วิธีการคือ ปั้นขึ้นรูป ลงสี จากนั้นติดกาว นำไปติดลงวัสดุที่ต้องการ บางชิ้นงานปั้นขึ้นเอง เช่น ดวงตา ใบหน้า บางชิ้นงานหล่อจากอวัยวะจริง เช่น นิ้วมือ หู ฟัน ไม่มีการทำบล็อก หรือปั๊มจากแบบ วัสดุหลักๆ มี เรซิ่น ซิลิโคน สีอะครีลิก

หน้าตาดี ใช้เยอะ

อนาคต ทำของแต่งบ้าน

นอกจากความหลอนที่เป็นจุดขาย งานแฮนด์เมดก็โดนใจลูกค้าตามไปด้วย หญิงสาว บอกว่า ลูกค้าคนไทยมีหลากหลายวัย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน แถมหลากหลายอาชีพด้วย อาทิ ครู ทหาร ตำรวจ เภสัชกร นิติกร ทนาย พยาบาล เป็นต้น ส่วนต่างชาติมีญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฝรั่งเศส อาหรับ ชอบมากถึงขนาดซื้อกลับไปต่างประเทศเลยทีเดียว

“80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าคือ ซื้อใช้เอง มีทุกวัย หน้าตาดีด้วยนะ บุคลิกไม่สอดคล้องกับสินค้าเลย แปลกใจเหมือนกัน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปฝากเป็นของขวัญ เช่น คู่รัก เพื่อนซื้อให้เพื่อน”

นับตั้งแต่ร้าน Death Store เปิดในโลกโซเชียลจนถึงทุกวันนี้ สาวไอเดียแปลก บอกว่า ไม่เคยเสียเงิน โปรโมตเพจ หรือซื้อโฆษณาเลย ที่มีคนรู้จัก 100 เปอร์เซ็นต์มาจากการแชร์ต่อล้วนๆ แชร์จากคนที่เกลียดที่กลัวแต่ไปโดนใจคนที่ชอบ

ปัจจุบัน สินค้าของร้าน Death Store แตกไลน์ไม่เฉพาะเคสมือถือเท่านั้น งานปั้นดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ไอเดียนำไปติดลงบนแอกเซสซอรี่ต่างๆ อาทิ กระจก กระเป๋า กล่องดินสอ ยางมัดผม แหวน ให้ลูกค้าได้สยองติดตัวตามไปทุกที่

ด้านแผนธุรกิจในอนาคตที่สาวฝ้ายคิดไว้ เธอบอกว่า จะต่อยอดจากเคสมือถือมาเป็นสินค้าแต่งบ้าน ยังคงเน้นงานปั้น เพราะเรียนมาด้านนี้อยู่แล้ว

ส่วนกำลังการผลิต ทุกวันนี้คุณฝ้ายรับหน้าที่ปั้นแต่เพียงผู้เดียว เฉลี่ย 7-10 วัน ทำเคสมือถือได้ 40 ชิ้น เน้นทำตามออร์เดอร์ลูกค้า ปั้นใหม่ทุกชิ้น

ถ้าเบื่อเคสมือถือฟรุ้งฟริ้ง หรือเคสซิลิโคนแบบเดิมๆ จะลองเปลี่ยนมาใช้เคสสายโหดก็เข้าท่า ร่วมออกแบบเองได้อีกด้วย ปรึกษาแม่ค้าเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/Death-Store หรือ โทรศัพท์ (085) 737-4142

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ไอเดียแปลก

พารนี

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

“อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว”

ในยุคที่อะไรก็ขายไม่ค่อยดี บรรยากาศจับจ่ายไม่ค่อยจะคึกคัก

หากใครคิดทำสินค้าแบบธรรมดา ชนิดหาจุดที่แตกต่างไม่ได้ เห็นคงต้องมีอันม้วนเสื่อกลับบ้านไปก่อนเวลาอันควร

หลายวันที่แล้ว มีเพื่อนทางไลน์ ส่งภาพถ่ายผ้าปูที่นอนลายแปลกตามาให้ ก่อนใส่ข้อความตามมาว่า ผ้าปูเตียง สำหรับคนที่ชอบบอกว่า…นอนไม่อิ่ม

พอเพ่งดูชัดๆ ถึงกับต้องหัวเราะลั่น เพราะนั่น มันผ้าปูที่นอนลายข้าวราดกะเพรา-ไข่ดาว ชัดๆ

แถมมีหมอนอิงใบใหญ่ เป็นรูปไข่ดาวที่สุดแสนจะน่ารับประทาน โปะอยู่ข้างๆ อีกต่างหาก

ชอบใจในไอเดีย เลยเสาะหาจนทราบ ผู้ประกอบการรายนี้ มีเพจบนเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า KABKAO PILLOW (กับข้าว พิลโลว์)

มีเจ้าของอยู่ 2 ท่าน คือ คุณบอส-ฐิติรัตน์ ทำนุโรจน์ทวี อายุ 43 ปี และ คุณเอ็กซ์-สุพัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ อายุ 36 ปี

คุณเอ็กซ์อาสาเป็นคนให้ข้อมูลว่า เจ้าของไอเดียสินค้าผ้าปูที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ลวดลาย เป็นอาหารนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำเผา ผัดไทย ปูนึ่ง ต้มยำทะเล ฯลฯ นี้ เป็นของคุณบอส ฐิติรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ ซึ่งร่วมกันทำธุรกิจ ทำโรงงานรับผลิตสายคล้องคอบัตร และผ้าพันคอเชียร์กีฬา ให้กับหน่วยงานต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2549

โดยก่อนหน้านี้ เคยลงทุนซื้อเครื่องซับลิเมชั่น ซึ่งเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้านบาท เพื่อนำมาใช้งานในการแยกสีสายคล้องและผ้าพันคอให้เป็น 4 สี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น

ทำอยู่พักใหญ่ เกิดความคิดแตกไลน์สินค้า แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ใช้เครื่องจักรเดิมที่มีอยู่แล้ว พิมพ์ภาพสี่สีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนนำไปเย็บเป็นหมอนสามมิติ ออกมาทดลองตลาดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

จากนั้นจึงผลิตผ้าปูที่นอนลาย “หอยเชลล์อบเนย” ขนาด 3.5 ฟุต แบบรัดมุม ออกมาลองตลาดเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และเพจในเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ได้ออร์เดอร์เข้ามาเป็นรายแรก แต่เป็นแบบเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หวือหวาอะไร

แต่พอช่วงเข้าใกล้เทศกาล ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เกิดจุดเปลี่ยนทางธุรกิจ เพราะมียอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ผลิตแทบไม่ทัน

โดยลวดลายที่ลูกค้าถามหากันนั้น ได้แก่ ข้าวราดกะเพราไก่-ไข่ดาว และ ต้มยำทะเลหม้อไฟ

“ช่วงนั้นในโลกโซเชียล พูดถึงสินค้าในแบบของเรากันมาก กระทั่งมีคนมาเลเซีย ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขียนบทความถึง ทำนองว่าถ้ามีผ้าปูที่นอนลวดลายแบบนี้ จะกล้านอนมั้ย ปรากฏวันเดียวมีคนเข้ามากดไลก์ให้เขาถึง 4,000 คน

ต่อมาไม่นาน มีชาวมาเลเซียซึ่งเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย ติดต่อว่าจะซื้อสินค้าของเราได้ที่ไหน” คุณเอ็กซ์ เล่าน้ำเสียงภูมิใจ

เคยตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ทำไมสินค้าในแบบของเธอถึงเป็นที่ถูกใจของลูกค้า คุณเอ็กซ์ ว่า อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว

ถามถึงสินค้ายอดฮิต คุณเอ็กซ์ บอก กลุ่มลูกค้าคนไทย มีทุกเพศ-วัย ส่วนใหญ่ชอบผ้าปูที่นอนลายข้าวกะเพราไก่-ไข่ดาว ส่วนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย นิยมสั่งซื้อผ้าปูที่นอนลายต้มยำทะเลหม้อไฟ

เกี่ยวกับที่มาแต่ละลวดลาย คุณเอ็กซ์ เผยว่า คุณบอส หุ้นส่วนคนสำคัญ เป็นเจ้าของไอเดียทั้งหมด ยกตัวอย่าง กะเพราไก่-ไข่ดาว เริ่มจากซื้อมาจากร้านอาหารตามสั่ง ก่อนนำมาจัดวางให้ดูน่ารับประทานที่สุด จากนั้นจึงบันทึกภาพไว้และส่งต่อให้กับกระบวนการผลิตต่อไป

หรืออย่าง กุ้งเผา ต้องขับรถไปถึงแหล่งจำหน่ายชื่อดัง อย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มองหากุ้งตัวที่ดูดีที่สุด ก่อนเลือกมาถ่ายรูปไว้ แต่กว่าจะได้ตัวที่คิดว่าเหมาะ ใช้เงินลงทุนไปเยอะเหมือนกัน

แล้วทำไมต้องเน้นลวดลายเป็นของกินประเภทต่างๆ คุณเอ็กซ์ ไขข้อข้องใจ ตรงไปตรงมา

“เครื่องนอนลายทั่วไป อย่างลายการ์ตูน ลายกราฟิก มีอยู่ในตลาดแล้วหลายยี่ห้อ ขณะที่เราไม่ได้ทำธุรกิจนี้มาก่อน ถ้าจะเสนอตัวเข้ามาเป็นรายใหม่ คงต้องทำให้แหวกแนว เพื่อที่คนเห็นแล้วจะได้พูดถึง มีการแชร์ มีการเมนต์ ขยายวงกว้างให้ได้เร็วที่สุด”

เมื่อถามว่าความกังวลในเรื่องคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน คุณเอ็กซ์ บอก หากคนที่ทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว มาเห็นยอดไลก์ในเพจของเธอ คงอาจอยากจะทำบ้าง เพราะถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว การลงทุนจะใช้เงินไม่มากนัก

เธอและหุ้นส่วน จึงพยายามใช้ทักษะในการออกแบบให้สินค้ามีลวดลายที่แตกต่างเพื่อให้คู่แข่งตามไม่ทัน โดยปัจจุบันมีสต๊อกแบบลายใหม่ๆ จำนวนหนึ่งแล้ว

……………

สนใจชุดเครื่องนอนลวดลายอาหารสุดน่ารับประทาน By “กับข้าว” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอ็กซ์ โทรศัพท์ (096) 289-4424 เว็บไซต์ http://www.kabkao.com หรือ Facebook/kabkaopillow

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

กระแสสบู่แฮนด์เมดมาแรงมากก็จริง ในท้องตลาดมีให้เลือกช็อปหลายยี่ห้อ แต่เชื่อว่าไม่มีที่ไหนเหมือน “SOAP KITCHEN” สบู่ก้อนที่นำส่วนผสมของอาหารนานาชนิดมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต แฮนด์เมดทุกขั้นตอน ทำให้สบู่มีรูปร่างที่พิเศษ มีเสน่ห์แปลกตา แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เจ้าของไอเดียนี้ชื่อ คุณอลิสา พิบูลสิริ

คัดสรรจากธรรมชาติเพื่อผิวโดยเฉพาะ

คุณอลิสา เป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ปัจจุบันอายุ 23 ปี หลงใหลและชอบสะสมสบู่เป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดศึกษากรรมวิธีการทำสบู่ไว้ใช้เอง จนกระทั่งได้สูตรที่ลงตัว ทั้งรูป กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส เลยตัดสินใจสร้างแบรนด์ SOAP KITCHEN ขึ้นมา มีสบู่ทำมือกลิ่นต่างๆ มากมาย อาทิ เบียร์ลาว คาราเมล กุหลาบ โกโก้ ตะไคร้ ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ มะลิ เลมอนเมอแรงก์ จินโทนิก ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น

คุณอลิสา เผยว่า เริ่มสนใจการทำสบู่ไว้ใช้เองตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ศึกษาค้นคว้าจากหลายช่องทาง ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ดูจากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูก กว่าสูตรจะคงที่และได้สบู่ที่คุณภาพดี ใช้เวลาทดสอบความเป็นกรด-ด่าง อยู่นาน 6 เดือน

ช่วงระยะเวลาที่หญิงสาวทดลองทำสบู่ เธอให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่า สบู่อุตสาหกรรมทั่วไปที่ขายราคาถูกมักจะมีส่วนผสมของกลีเซอรีนน้อย คุณสมบัติช่วยเคลือบบำรุงผิว ทำให้ผิวไม่แห้งตึง แต่สำหรับ SOAP KITCHEN เป็นสบู่ค่อนข้างพรีเมี่ยมที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสุขภาพผิวอย่างแท้จริง

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

สาเหตุที่คุณอลิสาใช้วัตถุดิบทุกอย่างเกรดเดียวกับอาหาร เธอย้ำว่า เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า สบู่ SOAP KITCHEN ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวแน่นอน นอกจากนั้น ยังสร้างจุดขายที่ไม่เหมือนใคร

12 สูตร ไม่เหมือนใครอนาคตเล็งเปิดหน้าร้าน

ส่วนผสมหลักๆ ของสบู่แฮนด์เมดดังกล่าว ประกอบด้วย น้ำมันบำรุงผิวสุดเข้มข้น 4 ชนิด มีน้ำมัน สวีตอัลมอนด์ เชียบัตเตอร์ น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว คัดสรรกลิ่นให้มีความหอมติดตัวผู้ใช้ และเพิ่มลูกเล่นด้วยการตกแต่งให้สวยงามน่าใช้ ปัจจุบันมี 12 สูตร ครอบคลุมทุกสภาพผิว แต่กลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ ข้าวเหนียวมะม่วง เกิดจากความชอบทานเมนูนี้ของคุณอลิสา เธอนำส่วนผสมมาแต่งกลิ่น และเนรมิตให้สบู่มีหน้าตาละม้ายคล้ายข้าวเหนียวมะม่วงมากที่สุด

สำหรับขั้นตอนการทำสบู่ หญิงสาวเผยดังนี้ ขั้นตอนแรก ผสมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) สำหรับไว้ใช้ทำสบู่โดยเฉพาะ กับน้ำกลั่นแช่เย็น จากนั้นพักไว้ ต่อมา ตวงส่วนผสม อาทิ น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงผิว น้ำมันมะพร้าวช่วยทำความสะอาดผิว อะโวกาโดช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ เชียบัตเตอร์ช่วยบำรุงผิวและช่วยให้สบู่ขึ้นรูป นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปต้มอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง กวนจนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมกลิ่นและแต่งสีตามต้องการ เสร็จแล้วเทลงแท่นพิมพ์ทิ้งให้เย็นใช้เวลาประมาณ 1 วัน ตัดตามรูปทรงที่ต้องการ

ด้านกำลังการผลิต เนื่องจากทุกขั้นตอนเป็นงานแฮนด์เมด อีกทั้งสถานที่ทำ คือห้องครัวที่บ้านของคุณอลิสา แรงงานมีเพียงคุณแม่กับเจ้าของกิจการ ทำให้แต่ละวันทำสบู่ได้เพียง 100 ก้อนเท่านั้น

ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักได้ในวงกว้าง หญิงสาวเลือกใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมถึงมีสื่อหลายแขนงเข้ามาให้ความสนใจ ทำให้ลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ซึ่งเจ้าของกิจการ ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนไทย อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นต่างชาติ ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์

ส่วนแผนธุรกิจในอนาคต คุณอลิสา เผยว่า อยากทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รวมถึงเปิดหน้าร้าน เพราะปัจจุบันจำหน่ายแต่ในเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของลูกค้าที่อยากทดลองดมกลิ่นและอยากลองใช้

ใครสนใจสบู่ธรรมชาติ ไอเดียเก๋ๆ คลิกดูในเว็บไซต์ /www.soapkitchenbkk.com หรือ http://www.facebook.com/SoapKitchenBkk โทรศัพท์ (081) 855-4620

ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

พารนี

ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

“…พยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย…”

พ.ศ. นี้ หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล

ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ

ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่” ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง

หลายวันก่อนมีโอกาสไปช็อปปิ้ง ห้างดังย่านมีนบุรี เห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ดี”เสริฐ” กับ สโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Dessert”

เข้าไปหาข้อมูลใกล้ๆ ได้เห็นความน่าสนใจจนไม่อาจปล่อยผ่าน

เลยขอถามความเป็นมาเกี่ยวกับแนวคิดในงานสร้างสรรค์ดังว่า

เจ้าของกิจการ กรุณาสละเวลา…มาให้รายละเอียดด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง

……………

คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี เคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี”เสริฐ” เริ่มต้นให้ข้อมูล ด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด

ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี-คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยตั้งใจเข้ามาขยายงาน จากร้านอาหารมาเป็นการบริการด้านจัดเลี้ยงนอกสถานที่

เพราะทั้งสามีและตัวเธอเอง เห็นตรงกันว่า แคเทอริ่ง (Catering) เป็นธุรกิจบริการที่มีอนาคตเติบโตได้อีกมาก ประกอบกับช่วงเวลานั้น คือราว 10 ปีก่อนนี้ ยังไม่มีใครเสนอตัวเข้าสู่ตลาดมากนัก ถ้าไม่นับการบริการโต๊ะจีนแล้ว มั่นใจว่ามีไม่ถึง 10 แบรนด์

“เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนเข้ามาทำธุรกิจนี้ เป็นยุคที่ ฟิวชั่นฟู้ด เฟื่องฟูมาก การทำแคเทอริ่ง ต้องผนวกกับสไตล์เก๋ๆ ขณะที่เราไม่ได้ชูฟิวชั่น เพราะถนัดอาหารไทย ถ้าดันทุรังทำแบบเขาคงไม่รอด จุดขายและจุดแข็งของเราจึงเน้นอาหารไทยมาตลอด แต่พยายามปรับรูปลักษณ์ของการนำเสนอให้สวยงาม-แปลกตายิ่งขึ้น” คุณคิ้ม ย้อนให้ฟังอย่างนั้น

เมื่อธุรกิจ “ดี เคเทอริ่ง” เติบโตขึ้นตามลำดับ จากจุดเริ่มเพียงบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันแตกไลน์ได้ครอบคลุมแทบทุกรูปแบบทั้งค็อกเทล โต๊ะจีน ครั้นก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 10 จึงถึงเวลาสร้างความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นอีก

คุณคิ้ม เล่าต่อ เมื่อก่อนขนมที่ใช้ในงานจัดเลี้ยง คิดว่ามีแค่นี้ดีแล้ว หรือบางอย่างอาจพึ่งผู้ผลิตภายนอก ซึ่งยังไม่ดีพออย่างต้องการ จึงวางแผนไว้นานแล้ว ต้องทำขนมเอง และเมื่อเน้นที่อาหารไทย ขนมไทยก็ต้องดีไม่แพ้กัน

สรุปได้ดังนั้น เธอจึงขอพักงานในบริษัท เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อเข้ารับการเรียนวิชาการทำอาหารคาว-หวาน ตำรับไทย จาก “โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง)”

เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จตามหลักสูตร จึงนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาและปรับปรุงหน้าตา จนได้ออกมาเป็น ขนมไทยสไตล์ ดี”เสริฐ อย่าง เปียกปูน หรือขนมนึ่ง จำพวก ขนมกล้วย มันสำปะหลัง ฟักทอง ฯลฯ กลายร่าง มี “New Look” ชนิดแทบจำไม่ได้ เพราะทำออกมาเป็นรูปทรงกลมสีสันสดใส ก่อนนำไปเสียบไม้เรียงรายกันคล้ายลูกชิ้นปิ้ง ด้วยเหตุผลจะได้รับประทานกันง่ายขึ้น

“ลูกค้าค่อนข้างชอบเรื่องหน้าตา ส่วนใหญ่เห็นแล้วบอกน่ารักจัง และมีหลายคนบอกเป็นขนมไทยฟิวชั่น เลยต้องพยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย เป็นเปียกปูนที่กวนแบบดั้งเดิมนี่แหละ ถ้าใส่พิมพ์สี่เหลี่ยม ก็เป็นเปียกปูนดั้งเดิมอย่างที่เคยทานกัน” คุณคิ้ม เล่ายิ้มๆ

แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือน ผลตอบรับจัดอยู่ในระดับน่าพอใจ มีทั้งลูกค้าหน่วยงานและลูกค้ารายย่อย สั่งไปรับประทาน เป็นของขวัญของฝากกันแล้วมากหน้าหลายตา

ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายนั้น ปัจจุบันไม่มีหน้าร้าน ใช้ช่องทางออนไลน์ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ไลน์ และเว็บไซต์ รวมถึงออกอีเว้นต์บ้างเพื่อสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า

คุณคิ้ม บอกด้วยว่า ทุกวันนี้ขนมไทยหารับประทานยาก อาจเป็นเพราะคนหันไปรับประทานเบเกอรี่กันมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการทำมีไม่น้อย นับตั้งแต่ วัตถุดิบ กระบวนการทำ แรงงานมีฝีมือ รวมถึงอายุการจัดเก็บ

“ข้อจำกัดสำคัญอีกอย่างของขนมไทย ได้แก่ เรื่องราคา เพราะการรับรู้ของผู้บริโภคคือ ขนมไทย ต้องไม่แพง จึงเป็นโจทย์ยากของเรา ที่ต้องทำให้คนรับรู้กันใหม่ว่า ขนมไทยมีคุณค่ามากพอให้พวกเขายอมควักกระเป๋าจ่ายในราคาไล่เลี่ยกับเบเกอรี่ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนคนละอย่าง” เจ้าของเรื่องราว ว่ามาอย่างนั้น

เมื่อถามถึงความตั้งใจในไลน์ธุรกิจนี้ คุณคิ้มยิ้มกว้าง ก่อนฝากไว้

“ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านขนมต่างประเทศ แต่อยากจุดกระแสให้คนหันมามองภาพขนมไทยใหม่ ไม่ใช่มีแต่ความหวานอย่างเดียว ขนมอร่อยๆ ยังมีอีกหลายตัว ที่ไม่หวานมากและมีประโยชน์ด้วย อยากให้หันมาทานขนมไทยกันบ้าง ก่อนของดีของบ้านเราจะหายไป”

ดี”เสริฐ…มีทั้งขนมไทยรูปลักษณ์ใหม่และของว่างสูตรโบราณ อาทิ เปียกปูน ขนมนึ่ง หมี่กรอบ ม้าฮ่อ เมี่ยงลาว ตะโก้หน้าต่างๆ ขนมเทียนสลัดงา ฯลฯ หากสนใจ ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 773-2359 LINE ID : Bangkokdessert Facebook/ดีเสริฐ Dessert และอีเมล : Bangkokdessert@gmail.com

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไอเดียแปลก

พารนี

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว”

TA.THA.TA (ตะ-ถะ-ตา) คือธุรกิจที่เกิดจากความชื่นชอบถึงขั้นหลงรักใน “งานหนัง” ที่มีความคลาสสิก ใช้ได้ทุกยุคสมัย จึงเริ่มศึกษาตั้งแต่วิธีการเลือก การนำมาใช้ รวมถึงการดูแลรักษา ทำให้เห็นเสน่ห์ของวัสดุประเภทนี้ ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งมีคุณค่า

และด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกสรรหาหนัง และกระบวนการทำผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จึงเกิดจากความรักและความใส่ใจ ทำขึ้นมาทีละชิ้นด้วยมือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในแบบที่งานอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้

คุณกวิตา ศรีสันต์ และ คุณวิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร คือสองหุ้นส่วนกิจการ TA.THA.TA ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย นาฬิกา และแอกเซสซอรี่ ที่มีเครื่องหนังเป็นส่วนประกอบสำคัญ

คุณกวิตาจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนคุณวิภาวัสจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองสาว-สองสถาบัน แต่มีใจตรงกันอยู่ที่ความหลงใหลในงานหนัง

ระหว่างทำงานออฟฟิศ จึงลองช่วยกันเย็บกระเป๋าขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ปรากฏได้ผลตอบรับดีต่อเนื่อง เมื่อเห็นแนวโน้มมีความเป็นไปได้ เลยชวนกันออกมาทำธุรกิจแบบเต็มตัว

ช่วงปี 2555 ส่ง “กระเป๋าผ้าสายหนัง” เข้าประกวดในโครงการ Talent Thai ของกรมส่งเสริมการส่งออก จนได้คัดเลือกให้นำสินค้าออกบู๊ธเข้าร่วมงาน “บิ๊ก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันลูกค้าของ TA.THA.TA ส่วนใหญ่จึงเป็นชาวต่างชาติทั้งเอเชียและยุโรป มีทั้งกลุ่มซื้อปลีกและรับไปจำหน่ายต่อ

ส่วนช่องทางจำหน่าย นอกจากจะเป็นการออกบู๊ธตามอีเว้นต์ ฝากขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ล่าสุด TA.THA.TA ยังมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 4 อีกด้วย

สำหรับสินค้า “พระเอก” ที่พาให้เราได้รู้จักในครั้งนี้ ได้แก่ นาฬิกาแฮนด์เมด ที่สายหนังรัดข้อมือนั้น มีสีสันจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่งแต้มลงไป

เรื่องนี้ คุณกวิตามีที่มาเล่าให้ฟัง สายหนังวัวฟอกฝาดที่นำมาทำเป็นหูหิ้วกระเป๋าถือแต่ละใบนั้น จะนำมาเคลือบกันน้ำ เพราะไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกซึมลงไปได้ง่าย เนื่องจากข้อเสียของหนังฟอกฝาดคือ เวลามีสิ่งสกปรกอะไรลงไปมันจะดูดซึมทันที

เมื่อมาสังเกตเห็นคุณสมบัติของสายหนังดังกล่าว จึงพลิกข้อเสียให้เป็นข้อดี ด้วยการนำดอกไม้ชนิดต่างๆ อาทิ ดาวเรือง อัญชัน ฯลฯ มาต้ม เพื่อให้ได้สีธรรมชาติ จากนั้นจึงนำสายหนังฟอกฝาดจุ่มลงไป จนได้สายหนังวัวฟอกฝาดมีสีสันจากธรรมชาติ เป็นวัสดุแปลกตาไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ประกอบกับเป็นคนชอบนาฬิกาเป็นทุน จึงนำสายหนังย้อมสีดอกไม้ มาทำสายนาฬิกาใส่เอง และทำขายส่วนหนึ่ง ปรากฏผลตอบรับดีเกินคาด จึงพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบหน้าปัดตัวเรือนเอง ก่อนสั่งโรงงานให้ผลิตในนามแบรนด์ TA.THA.TA

คุณกวิตา บอกด้วยว่า นาฬิกาข้อมือ TA.THA.TA ตัวเรือนมี 2 สี สายหนังมี 5 สี ได้แก่ สีของ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก กากกาแฟ และดาวเรือง ราคาขายปลีก 4,800 บาท ขายส่ง 2,500 บาท ทุกวันนี้ส่งไปขายที่ประเทศออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว” คุณกวิตา เล่ายิ้มๆ

ถามถึงความยาก-ง่ายของการนำสีดอกไม้มาย้อมสายหนังนาฬิกา คุณกวิตา บอกว่า ก่อนหน้านี้เลือกดอกไม้มาทดลองหลายชนิด แต่เมื่อนำไปต้มและนำมาย้อมแล้ว หลายชนิดสีเพี้ยนและย้อมไม่ติด ตัวแปรก็ควบคุมยากเพราะเราใช้ดอกไม้ล้วนๆ ไม่เติมสีเคมีลงไปเลย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก ดาวเรือง และกากกาแฟ

เกี่ยวกับราคาขาย คิดว่าเหมาะสมไม่สูงเกินไป เพราะกว่าจะได้มาเส้นหนึ่งไม่ใช่ง่าย และยังไม่มีใครทำมาก่อน ส่วนตัวเรือนมั่นใจได้ว่าไม่ลอกหรือเป็นสนิม ตัวเครื่องเป็นของญี่ปุ่น รับประกันให้ 1 ปีเต็ม

“ไม่กลัวคนเลียนแบบนะ เพราะเชื่อว่าคนที่จะลอกเลียนงานคนอื่น ต้องไม่ใช่คนขยันที่จะทำ น่าจะเป็นคนเลือกทางที่ง่ายมากกว่า แต่สำหรับนาฬิกาในแบบ TA.THA.TA นี้ ต้องใช้เวลาและศึกษาให้ดีกว่าจะทำออกมาได้” คุณกวิตา ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

สนใจสินค้าในแบบ TA.THA.TA ติดต่อ โทรศัพท์ (089) 683-3555 อีเมล : THATATABRAND@gmail.com เว็บไซต์ : http://www.THATATABRAND.com และ Facebook/THATATABRAND

%d bloggers like this: