ไอเดียต่างแดน

All posts tagged ไอเดียต่างแดน

ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ ทำให้ผู้คนละเลยเรื่องอาหารการกินอย่างมาก จนก่อเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

แต่ครั้นจะลงมือทำกับข้าวแต่ละมื้อก็แสนจะยุ่งยาก โดยเฉพาะการซื้อวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเสียเวลาไม่ใช่น้อยๆ แถมมือใหม่หัดปรุงก็อาจจะกะปริมาณไม่ถูก ซื้อของมาเหลือทิ้งบ้าง ไม่พอบ้าง ลืมโน่นนี่อีก

ตอนนี้มีทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ลืมความยุ่งยากในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบไปได้เลย เพราะมีผู้ช่วยจัดเตรียมให้หมด และจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน แค่นำไปปรุงพร้อมเสิร์ฟก็เป็นอันเสร็จภารกิจเชฟประจำบ้าน

เว็บไซต์ The Daily Ardmoreite ระบุว่า บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุง เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ และมีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่มังสวิรัติ น้ำผักผลไม้ปั่น ไปจนถึงเบเกอรี่พร้อมปรุง

แอนเดรีย เกรฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและการตลาด มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาสเตต ระบุว่า ชุดอาหารพร้อมปรุงเหมาะสำหรับผู้ที่สนุกกับการทำอาหาร แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรุง ซึ่งรวมถึงงานเก็บทำความสะอาดด้วย เพียงแต่จะสะดวกกว่า เพราะลดขั้นตอนในการไปเดินซื้อหาวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ

บริษัทผู้ให้บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงจะมีเว็บไซต์เพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้า โดยจะมีทางเลือกมากมาย ตั้งแต่ชุดอาหารสำหรับ 2 คน หรือ 6 คน รวมถึงเลือกจำนวนชุดอาหารที่ต้องการให้จัดส่งในแต่ละสัปดาห์ เลือกเมนูตามต้องการ ขณะเดียวกันก็มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ทำให้สั่งซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

“บลู เอพรอน” บริษัทจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงที่มีชื่อเสียง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 จัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงเดือนละราว 5 ล้านชุด นับถึงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทั้งที่เมื่อ 18 เดือนก่อนหน้านั้น จัดส่งสินค้าแค่ราว 500,000 ชุดต่อเดือน

บลู เอพรอน ระบุว่า วัตถุดิบที่ใช้สั่งมาจากซัพพลายเออร์หลายราย และฟาร์มของเกษตกรกว่า 100 แห่ง ส่วนอาหารทะเลก็เน้นสั่งซื้อสินค้าจากแหล่งที่ทำประมงอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่จะต้องไม่ฉีดเร่งฮอร์โมน หรือสารต่างๆ

ส่วน “นอม นอม ลันช์ คลับ” ก็จัดส่งชุดอาหารกลางวันพร้อมปรุง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ อาหารเลือกได้ตามสั่ง อาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ และอาหารที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุก

ด้านบีบีซี รายงานว่า บริษัทใหญ่น้อยต่างก็มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และพากันนำเสนอสินค้าในรูปแบบเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่อยากกินอาหารปรุงสดใหม่ที่ดีกับสุขภาพ โดยไม่ต้องปวดหัวกับการไปเดินหาวัตถุดิบในซุปเปอร์มาร์เก็ต

บริษัทที่ปรึกษา เทคโนมิก ประเมินว่า อุตสาหกรรมนี้มียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2558 และน่าจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อย่างกรณีของ “เพอร์เพิล แคร์รอต” ก็ชัดเจนกับอาหารประเภทมังสวิรัติ ซึ่ง “แอนดรูว์ เลวิตต์” เปิดตัวธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในเมืองบอสตัน หลังจากรู้ถึงคุณประโยชน์จากไลฟ์สไตล์ที่เน้นผักและผลไม้เป็นหลัก ทำให้ปิ๊งไอเดียนี้

บริษัทโฟกัสที่การปรุงอาหารแบบง่ายๆ สำหรับพลพรรคคนรักมังสวิรัติ และปัจจุบันมีพนักงานเต็มเวลา 18 คน รวมทั้งมีนักลงทุนหอบเงินมาช่วยขยายกิจการ เพราะยังไม่ค่อยมีบริษัทไหนเน้นอาหารมังสวิรัติอย่างจริงจัง ทำให้โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีสูง

ค่าอาหารพร้อมปรุงของเพอร์เพิล แคร์รอต เฉลี่ยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ อาจจะไม่ได้ถูกกว่าซื้อวัตถุดิบเองจากร้าน แต่จะไม่มีวัตถุดิบเหลือทิ้ง แทนที่จะต้องซื้อซอสถั่วเหลืองทั้งขวด ก็สามารถใช้แค่นิดหน่อย ขณะเดียวกันก็ให้บริการแบบรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ไม่มีการสั่งซื้อทีละครั้ง

ขณะที่แบรนด์ “เชฟดี” จับกลุ่มลูกค้าแบบสั่งทีละครั้ง เพราะมองว่า หากชื่นชอบเมนูไหนก็สามารถสั่งซ้ำได้ ไม่ต้องหมุนเวียนเมนูไปแต่ละสัปดาห์

นอกจากอาหารคาวแล้ว ชุดอาหารสะดวกปรุงยังมีประเภทเบเกอรี่ สำหรับคนที่อยากทำขนมกินเองแบบง่ายๆ

“เรด เวลเว็ต เอ็นวายซี” ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยพี่น้อง 2 สาวที่เติบโตมากับการทำอาหารพร้อมจัดส่งวัตถุดิบที่จำเป็นในการทำขนมประเภทต่างๆ ตั้งแต่ทาร์ต พาย ไปจนถึงเค้ก

เรด เวลเว็ต เปิดธุรกิจในนครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน โดยคิดค่าบริการชุดทำของว่างระหว่าง 24-30 ดอลลาร์ และมีแผนจะขยายกิจการแบบสมัครสมาชิกรายเดือน

เครื่องดื่มก็ร่วมเทรนด์พร้อมปรุงได้ อย่างกรณีของ “กรีน เบลนเดอร์” ที่จัดส่งกล่องบรรจุวัตถุดิบสดใหม่ไปให้ลูกค้า เพื่อทำเมนูสมูธตี้สุดโปรด ในสนนราคา 49 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

อามีร์ โคเฮน ที่ริเริ่มธุรกิจนี้กับแฟนสาว ตั้งแต่ปี 2557 บอกว่า บริษัทของเขาโฟกัสที่การเป็นแบรนด์สินค้าสุขภาพ มากกว่าจะเป็นแบรนด์อาหาร

โดยกรีน เบลนเดอร์ จะจัดส่งวัตถุดิบสำหรับทำเครื่องดื่มปั่น และสูตรในการทำไปถึงบ้านลูกค้า เพื่อให้ง่ายขึ้น ซึ่งก็คล้ายกับการดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุงสำหรับมื้อค่ำ เพียงแต่เครื่องดื่มสมูธตี้จะยุ่งยากน้อยกว่า

Advertisements

จับเทรนด์ “คาเฟ่” ชูจุดขายแปลกใหม่เรียกแขก

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

จับเทรนด์ “คาเฟ่” ชูจุดขายแปลกใหม่เรียกแขก

ทุกวันนี้ คาเฟ่แนวคิดแปลกใหม่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก เพราะต้องการดึงดูดลูกค้าที่มีความสนใจเรื่องต่างๆ มากกว่าจะเน้นความอร่อยของอาหารและเครื่องดื่มในร้านเพียงอย่างเดียว

อย่างในญี่ปุ่นมีคาเฟ่ไอเดียแหวกแนวที่เพิ่งเปิดบริการในกรุงโตเกียว มีชื่อว่า “เทระ คาเฟ่” ซึ่งคำว่า “เทระ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “วัด” โดยเป็นการนำศาสนาพุทธมาผสานกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ทำให้ศาสนากลายเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น

หากมองผิวเผิน เทระ คาเฟ่ ก็เหมือนร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วๆ ไป ผู้คนต่างเข้ามานั่งจิบเครื่องดื่ม และกินอาหารหลากหลายเมนู ทั้งกาแฟ เบียร์ ชาบู และเบเกอรี่

แต่สิ่งที่แตกต่าง นอกเหนือจากมีพระพุทธรูปอยู่ในร้านก็คือ กิจกรรมต่างๆ ที่มีทั้งการสอนร้อยสร้อยประคำ หัดเขียนคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยพู่กัน และสามารถสนทนาธรรมกับพระได้ ซึ่งลูกค้าจะจ่ายเงินราวๆ 1,500 เยน หรือเกือบ 500 บาท สำหรับกิจกรรมเหล่านี้

เทระ คาเฟ่ เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่นำศาสนาพุทธไปผสมผสานกับโลกสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนกับศาสนา หลังจากระยะหลังๆ ผู้คนเหินห่างจากวัดมากขึ้น จะเข้าวัดก็ต่อเมื่อเป็นวันสำคัญทางศาสนา หรือมีพิธีการต่างๆ ที่ต้องกระทำในวัด เช่น ไหว้พระขอพรช่วงปีใหม่ หรืองานศพ

พระฮิโรตาเกะ อาซาโนะ จากวัดชิงโยจิใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดร้านเทระ คาเฟ่ ตั้งแต่ปี 2556 และเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่ 4 แห่ง บอกว่า ที่ผ่านมานักบวชในศาสนาพุทธไม่ได้เป็นฝ่ายออกไปเข้าสังคมเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ได้แต่รอคนมาเข้าวัด พอถึงวันหนึ่งที่คนไม่ค่อยมาวัดแล้ว จึงจำเป็นต้องนำวัดออกไปหาผู้คนแทน

อย่างไรก็ตาม พระภิกษุบางนิกายในญี่ปุ่นสามารถดื่มแอลกอฮอล์ และแต่งงานได้ ซึ่งแตกต่างจากในหลายประเทศของอาเซียน ซึ่งมีข้อห้ามไม่ให้พระทำสิ่งเหล่านี้

ในแต่ละเดือนมีลูกค้าราว 70-80 คน เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสนทนากับพระที่จะหมุนเวียนกันมาประจำที่ร้าน แต่มีคนที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะแบบจริงๆ จังๆ ไม่มากนัก

นอกจากนี้ คาเฟ่ที่ใช้ธีมสัตว์ต่างๆ ก็ได้รับความนิยม ไม่ใช่แค่คาเฟ่แมว หรือคาเฟ่สุนัข ที่เห็นเปิดกันเป็นดอกเห็ด แต่ยังรวมถึงเม่นที่กลายเป็นพนักงานเรียกแขกไปแล้ว

คาเฟ่เม่นแห่งแรกในญี่ปุ่นเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหาร พร้อมๆ กับได้เล่นกับเม่นสารพัดสายพันธุ์ ที่รอต้อนรับอยู่ราวๆ 20-30 ตัว ในตู้กระจก

คาเฟ่แห่งนี้มีชื่อว่า “แฮร์รี่” ที่เล่นเสียงให้พ้องกับคำว่า “ฮาริ” ซึ่งแปลว่า เข็ม ในภาษาญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่สัตว์มากมายหลายชนิด ตั้งแต่กระต่าย เหยี่ยว ไปจนถึงงู

สำหรับค่าบริการของคาเฟ่เม่นแห่งนี้ อยู่ที่ราว 1,000 เยน หรือ 325 บาทต่อชั่วโมง ในวันธรรมดา และอยู่ที่ 1,300 เยน หรือ 422 บาท ในวันหยุด

“แอนนา เฉิง” วัย 11 ขวบ เล่าว่า เม่นตัวน้อยเหล่านี้เป็นมิตร แม้ว่าบางครั้งจะต้องระวังขนของพวกมันที่แหลมจนแทงมือได้

มิซูกิ มูราตะ พนักงานของร้านคาเฟ่เม่น ซึ่งทำงานในร้านคาเฟ่กระต่ายที่อยู่ในตึกเดียวกัน บอกว่า ร้านคาเฟ่เม่นแห่งนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นนับตั้งแต่เปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และลูกค้าก็ต้องต่อคิวรอเข้าไปเล่นกับเหล่าเม่นแคระ ซึ่งมีความน่ารักและแสนซน

ในย่านอากิฮาบาระของญี่ปุ่น ยังมีคาเฟ่นกฮูกที่ชื่อ “อากิบา ฟุกุโร” ที่มีนกฮูกราวๆ 25 ตัว จากหลากหลายสายพันธุ์ รอต้อนรับลูกค้าที่ชื่นชอบสัตว์ประเภทนี้

ลูกค้าจะต้องจ่ายค่าบริการ 1,500 เยน หรือ 488 บาท เพื่อเลือกนกฮูกตัวที่อยากเล่นด้วย รวมถึงเครื่องดื่ม และสามารถเล่นกับนกฮูกได้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

คาเฟ่ธีมสัตว์โลกยังมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่สุนัขจิ้งจอก แร็กคูน และเมียร์แคต ซึ่งบางร้านไม่คิดค่าบริการในการเล่นกับสัตว์เหล่านี้ แต่ลูกค้าจะต้องรับประทานอาหารและเครื่องดื่มให้ครบตามที่ทางร้านกำหนด จึงจะได้เล่นกับพวกมัน

ขณะที่คาเฟ่สุนัขที่ผุดขึ้นดาษดื่นๆ ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ก็ปรับคอนเซ็ปต์ให้แตกต่างกันไป อย่างในนครลอสแองเจลิสของสหรัฐ ตอนนี้ผู้คนสามารถเข้าไปอุดหนุนคาเฟ่สุนัขที่มีชื่อว่า “เดอะ ด็อก คาเฟ่”

คาเฟ่แห่งนี้ไม่ได้นำสุนัขสายพันธุ์ดีระดับเพ็ดดิกรีมาเป็นจุดขาย แต่นำเจ้าตูบจากศูนย์พักพิงสัตว์มาไว้ในร้าน เพื่อให้พวกมันได้ใกล้ชิดกับมนุษย์ ซึ่งถือเป็นจุดเน้นของร้านแห่งนี้ที่ต่างจากคาเฟ่สุนัขแห่งอื่นๆ

โดยนอกจากลูกค้าจะได้ละเลียดกาแฟพร้อมๆ กับหยอกล้อเจ้าเพื่อนสี่ขาที่มีหลายพันธุ์ หากลูกค้าคนใดมีความพร้อม ก็สามารถรับเจ้าตูบในร้านไปเลี้ยงที่บ้านได้

“ซาร่า วูลฟ์กัง” เจ้าของร้าน เล่าว่า คุ้นเคยกับคาเฟ่สุนัขมาตั้งแต่เด็ก และประกอบกับทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์ในศูนย์พักพิง ทำให้มองเห็นถึงความต้องการบ้านใหม่ของบรรดาน้องหมา และเกิดแนวคิดที่จะเปิดร้านคาเฟ่เพื่อสนับสนุนให้คนรับสุนัขไปอุปการะ อีกทั้งหวังให้โมเดลธุรกิจแบบนี้แพร่หลายไปทั่วโลก

สนนราคาค่าบริการสำหรับคนรักสุนัข อยู่ที่ 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 350 บาท ซึ่งลูกค้าจะได้รับกาแฟ 1 แก้ว และสามารถเล่นกับเพื่อนสี่ขาได้นาน 55 นาที

ธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัย ปลุกความซนในตัวคุณ

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัย ปลุกความซนในตัวคุณ

หลายๆ คนมักนึกถึงบางช่วงเวลาในวัยเด็กที่มีความสุข และอยากย้อนกลับไปทำอะไรซนๆ แบบนั้นอีก เพื่อเติมเต็มรอยยิ้มบนใบหน้า

เชื่อว่าหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของเด็กๆ ที่ยังประทับใจไม่รู้ลืมสำหรับหลายคน คงต้องมีกิจกรรมปีนต้นไม้ ไต่เชือก ห้อยโหนโจนทะยาน ซึ่งก็อาจได้แผลมากน้อยตามความซนของแต่ละคน อาจจะแถมโดนตีเป็นรางวัลพิเศษ

ความสุขที่หลบซ่อนอยู่ในวัยเยาว์นี้ จุดประกายให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่ปลุกความซนของผู้คนออกมา และสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแบบไม่น่าเชื่อ

บีบีซี หยิบยกกรณีของ “รีเบกก้า” และ “ทริสแทม เมย์ฮิว” เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยในอังกฤษ ที่มองว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะวัยเด็กเท่านั้น

รีเบกก้า เล่าย้อนว่า เธอปิ๊งไอเดียนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน หลังจากเห็นผู้คนทุกเพศทุกวัยพากันเล่นสนุกกับการปีนป่ายต้นไม้ในชนบทของฝรั่งเศส ระหว่างที่เธอเดินทางไปเที่ยว เลยคิดว่าทำไมไม่ลองทำกิจกรรมอะไรเพื่อตอบสนองผู้คนที่หลงรักช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งยังไม่มีใครทำในอังกฤษ

ประกอบกับการที่ทั้ง 2 คน อยากลาออกจากงานประจำอยู่แล้ว ทั้งคู่เลยตัดสินใจตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า “โก เอป” (Go Ape) เพื่อทำธุรกิจแนวผจญภัยขึ้นในอังกฤษ เมื่อปี 2544

สิ่งแรกที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญในการทำธุรกิจที่ให้ผู้คนมาโหนสะลิงบนยอดไม้คือ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุด จึงไปขอรับคำแนะนำและการสนับสนุนจากหน่วยงานป้องกันอุบัติเหตุ

จากนั้นก็ค้นหาทำเลเหมาะๆ ที่จะทำธุรกิจนี้ โดยไปที่คณะกรรมาธิการป่าไม้ของอังกฤษ เพื่อจะขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์แนวผจญภัยในวนอุทยานเทตฟอร์ด ทางตะวันออกของอังกฤษ หลังจากสำรวจพื้นที่หลายครั้ง และก็ได้รับอนุญาต โดยได้ตกลงจัดสรรรายได้เข้ารัฐบาลท้องถิ่น

ทั้งคู่เอาเงินเก็บและขายบ้านหลังที่ 2 มาเริ่มต้นธุรกิจ และสามารถเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแนวผจญภัยในวนอุทยานเทตฟอร์ดได้ครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 2545 และค่อยๆ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน โก เอป เปิดให้บริการใน 29 ทำเล ทั้งในเมืองเซาท์แทมป์ตัน ครอว์ลีย์ ลีดส์คาสเทิล รวมถึงกรุงลอนดอน มีพนักงานมากสุด 800 คน ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว

ตอนนี้ โก เอป มีแผนจะโกอินเตอร์ โดยเปิดบริการใน 12 ทำเล ของสหรัฐโดยร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น “โก เอป” รายงานผลประกอบการในปี 2557 มีรายได้ 18.7 ล้านปอนด์ ธุรกิจเติบโต 32 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 2.9 ล้านปอนด์

แต่ธุรกิจของโก เอป ก็ต้องฝ่าฟันหลายอย่าง เพราะในช่วงแรกๆ คู่สามีภรรยาลืมคิดเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการได้รับอนุญาตที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้โก เอป ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือแนวคิดที่ว่า ผู้คนทุกเพศทุกวัยควรจะเล่นสนุกได้ ไม่ใช่แค่เด็กๆ บริษัทจึงพยายามสร้างความตระหนักเรื่องแบรนด์ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง กลุ่มเพื่อนในออฟฟิศที่อยากปาร์ตี้ร่วมกัน แดปเน คาสเรียล-อเล็กซานเดอร์ ที่ปรึกษาด้านเทรนด์ผู้บริโภค จากบริษัทวิจัย ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าโก เอป ได้ประโยชน์จากลูกค้าจำนวนมากที่ต้องการทดลองกิจกรรมผจญภัยในช่วงเวลาว่าง เพราะผู้คนต้องการความแตกต่าง และอยากหนีจากสิ่งต่างๆ ที่ทำประจำทุกๆ วัน คนเหล่านี้ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ

นอกจากนี้ โก เอป ยังเพิ่มธุรกิจอีก เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงฤดูหนาวที่ผู้คนไม่ค่อยอยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน นั่นคือ “แอร์ สเปซ” กิจกรรมกระโดดบนแทรมโพลีนในร่ม ซึ่งขณะนี้มี 2 สาขา

เทรนด์กิจกรรมแนวผจญภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กำลังคึกคักเช่นกัน เว็บไซต์ ttrweekly.com ระบุว่า ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า นักท่องเที่ยว 4 คน จาก 10 คน จะเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวแนวผจญภัย ขณะที่ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของทริปท่องเที่ยว มักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผจญภัย ซึ่งมีนิยามหลากหลาย

อย่างนักท่องเที่ยวอเมริกัน 48 ล้านคน นิยมกิจกรรมดูนกระหว่างทริปท่องเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่ชอบการขี่จักรยาน

นอกจากนี้ ยังมีการปีนเขา พายเรือคยัก และเรือยางล่องแก่ง ที่ติดอันดับต้นๆ ของกิจกรรมแบบผจญภัยในใจนักท่องเที่ยว

เดาใจผู้บริโภคเอเชีย 4 เทรนด์ มาแรงปี 2559

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

เดาใจผู้บริโภคเอเชีย 4 เทรนด์ มาแรงปี 2559

เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ธุรกิจต่างๆ ไม่อาจมองข้าม เพราะจำนวนประชากรที่มากถึง 4 พันล้านคน ขณะเดียวกันก็เป็นภูมิภาคที่มีผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือมากถึง 3.7 พันล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตราว 1.4 พันล้านคน

เว็บไซต์ trendwatching.com ได้พยากรณ์เทรนด์สำคัญในปี 2559 ที่จะเกิดกับผู้บริโภคเอเชียไว้ 4 เรื่องสำคัญ ซึ่งเทคโนโลยี และความฝันเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้เปลี่ยนไป

เทรนด์แรกคือ แอพพลิเคชั่นข้อความเปลี่ยนชีวิต เห็นได้จากตัวเลขการจราจรบนเว็บไซต์ 43 เปอร์เซ็นต์ ในเอเชียมาจากโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ทั้งโลกตัวเลขอยู่ที่ 33 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นข้อความยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2558 “วีแชต” มีผู้ที่ใช้งานเป็นประจำราว 549 ล้านคน ส่วน “ไลน์” มีผู้ใช้งานราวๆ 205 ล้านคน ทำให้แอพประเภทนี้กลายเป็นช่องทางยอดนิยมของแบรนด์ต่างๆ ในการเข้าถึงผู้บริโภค

ทั้งไลน์ และวีแชตต่างก็ออกแบบระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อธุรกิจ เช่น การช็อปปิ้งผ่านแอพ การมอบส่วนลดพิเศษ เกม สติ๊กเกอร์น่ารักๆ และเนื้อหาต่างๆ แต่ทุกวันนี้ผู้บริโภคคาดหวังมากกว่านั้น ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ก็ใช้แอพข้อความเหล่านี้เป็นมากกว่าช่องทางสื่อสาร และช็อปปิ้ง

ยกตัวอย่าง “วีแชต” ที่จับมือกับรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ นำเสนอบริการใหม่ให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงแพทย์ และเตือนการนัดหมาย รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ส่วนในฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน มีบริการทำวีซ่า ตรวจสอบเรื่องใบขับขี่ และค้นหาหนังสือในห้องสมุด

ก่อนหน้านี้ วีแชตก็จับมือกับบริษัทดีลิเวอรี่อาหาร “ฟู้ดแพนด้า” ส่วนในฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอินเดีย วีแชตให้บริการค้นหาร้านอาหาร และสั่งอาหาร

ด้าน “ไลน์” ผุดบริการดีลิเวอรี่สินค้าออนไลน์ในไทย ไล่เลี่ยกับการจับมือกับแบรนด์หรู “เบอร์เบอร์รี่” เปิดให้ชมแฟชั่นได้แบบสดๆ

เทรนด์ที่ 2 สมุดหน้าเหลืองสินค้า เพราะวัฒนธรรมออนไลน์ และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ได้ลบเส้นแบ่งการค้าขายแบบเดิมๆ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยใหม่ๆ ในการค้นหาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บคนกลางซื้อขายสินค้า

ในอินโดนีเซีย มีการใช้แอพพลิเคชั่นแชร์รูปภาพชื่อดัง “อินสตาแกรม” ในการค้าขายอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ สัญชาติอินโดนีเซีย อย่าง Oiffel ที่พยายามทำให้การค้นหาสินค้าผ่านอินสตาแกรมทำได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับ Kleora ที่รวบรวมร้านค้าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ แฮนดี้โฮม ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมศูนย์บริการของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในอินเดีย เมื่อเครื่องใช้ชิ้นไหนที่จำเป็นต้องซ่อม ผู้ใช้ก็สามารถเลือกหาได้ผ่านแอพ โดยคัดเลือกผ่านรายละเอียดในเมนู จากนั้นแฮนดี้โฮมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปให้บริการตามเวลานัดหมาย

แฮนดี้โฮมเปิดตัวในเดือนมกราคมปี 2558 ด้วยเงินลงทุน 15,000 ดอลลาร์ แต่มีลูกค้าขอรับบริการมากกว่า 100 ราย ต่อวัน

ในสิงคโปร์ก็มี “เพจแอดไวเซอร์” ที่รวบรวมบริการเกี่ยวกับบ้าน และไลฟ์สไตล์ต่างๆ ไว้มากถึง 39 ประเภท โดยร่วมมือกับร้านค้าขนาดกลาง และเล็ก เพื่อนำเสนอบริการอย่างฝึกอบรมเจ้าตูบ การปรับจูนเปียโน และพ่อครัวส่วนตัว ซึ่งมีลูกค้าสั่งจองบริการมากกว่า 1,000 รายการ และมีนัดหมาย 167 ครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์ หลังเปิดให้บริการ

เทรนด์ที่ 3 ผู้บริโภคหน้าใหม่ฉลาดใช้มากขึ้น โดยราว 52 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในอาเซียนอาศัยในพื้นที่ชนบท และตลาดนี้กำลังขับเคลื่อนการเติบโตด้านการบริโภค

เพราะแม้ประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย จะมีความเร็วอินเตอร์เน็ตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก แต่ผู้ใช้ในพื้นที่เหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหา ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น และพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Khushi สร้อยคออัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อเด็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเริ่มจากอินเดีย สร้อยคอนี้จะติดชิปที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถรู้ข้อมูลการให้ภูมิคุ้มกันที่จำเป็นแก่เด็กๆ แทนที่สมุดบันทึกแบบเดิมๆ

รวมถึงร้านรับจำนำออนไลน์ในฟิลิปปินส์ PawnHero ซึ่งเป็นโรงตึ๊งออนไลน์แห่งแรกในอาเซียน ที่ผู้คนจำนำสิ่งของต่างๆ เช่น อุปกรณ์ไฮเทค เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี และกระเป๋าหรู

โดยผู้ที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน จะต้องถ่ายภาพสิ่งของที่จะจำนำ จากนั้นเว็บจะตีราคาภายในเวลาที่รวดเร็ว ผู้ใช้บริการสามารถนำสิ่งของไปวางไว้ที่ศูนย์รับฝาก หรือรอบริการมารับที่บ้าน เมื่อเว็บไซต์ได้รับสิ่งของและตรวจสอบแล้ว ก็จะโอนเงินไปยังบัญชีของเจ้าของ

เทรนด์สุดท้าย ปรับพฤติกรรมบนโลกดิจิตอล ทุกวันนี้ผู้คนเสพติดสมาร์ตโฟนมากขึ้น จึงมีไอเดียที่จะทำให้ผู้คนพักวางจากสมาร์ตโฟน เพื่อนำเวลาไปทำเรื่องอื่นๆ แทนที่จะหมกมุ่นกับหน้าจอ และอินเตอร์เน็ต

“รีบอค” ริเริ่มโครงการแปลกใหม่ในเกาหลีใต้ ที่กระตุ้นให้ผู้คนในรถไฟฟ้าที่เอาแต่จ้องหน้าจอมือถือ ได้มีโอกาสขยับออกกำลังกาย ซึ่งใช้เกม Subway Pump Battle โดยสุ่มคัดเลือกผู้โดยสาร 2 คน มาแข่งขันกันวิ่งแตะปุ่มที่มีไฟขึ้น ผู้ชนะได้รับรองเท้ารีบอค รุ่น ZPump Fusion ไปครอง

ในอินเดีย ก็มีโครงการที่ให้ผู้คนแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ในโลกจริงๆ แทนที่จะอยู่ในโลกออนไลน์ หรือสมาร์ตโฟน “ออปโป้” ในเวียดนามที่หนุนให้คุณพ่อวางมือถือ หันมาทำกิจกรรมกับลูกๆ บ้าง

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

เคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจากรสชาติที่อร่อย การบริหารจัดการที่ดี การใส่ไอเดียแปลกใหม่ ก็ช่วยเรียกแขกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แหวกแนวได้ไม่น้อย

ใครจะเชื่อว่า “ร้านอาหาร” กับ “สุขา” จะไปด้วยกันได้ แต่ “คาเฟ่สุขา” ที่ผุดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก สะท้อนว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่ชื่นชอบความแปลกแหวกแนวแบบไร้ขีดจำกัด

รอยเตอร์ส หยิบยกเรื่องราวของ “เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่” ร้านอาหารในกรุงมอสโก ของรัสเซีย ที่นำไอเดียห้องสุขามาตกแต่งร้าน โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ และภาชนะใส่อาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข้าวของเครื่องใช้ในห้องสุขา

ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้จากโถส้วมจริงๆ ถ้วย ชามรูปร่างเหมือนชักโครก กระโถนปัสสาวะ และอ่างอาบน้ำ

ไม่ใช่แค่ธีมการตกแต่งร้าน แต่เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ที่รองรับลูกค้าได้ 50 คน ยังรังสรรค์เมนูที่สอดคล้องกับคาเฟ่สุขา โดยบางเมนูมีหน้าตาชวนคิดหนัก เช่น ซุปเห็ดสีน้ำตาล รวมถึงไส้กรอกหมูที่รูปร่างคล้ายอุจจาระ แถมเสิร์ฟมาในชามโถชักโครกอีกต่างหาก

ร้านไอเดียแหวกแนวแห่งนี้มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจำนวนไม่น้อย โดยลูกค้าบางคนให้เหตุผลว่า อาหารรสชาติอร่อย ราคาไม่แพง แค่ราวๆ 8 ดอลลาร์ และบรรยากาศแตกต่าง

นอกจากนี้ หน้าตาของอาหารที่ดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกหมดความอยากกินอาหาร

มิลาน่า ลูกค้าของเครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ บอกว่า นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่ในมอสโก เธอไม่เคยเห็นร้านลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งก็ยอมรับว่าร้านนี้มีความน่าสนใจ และลูกค้าก็กลับมาอุดหนุนได้บ่อยๆ เพราะอาหารของร้านนี้มีรสชาติอร่อย

เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ไม่ใช่คาเฟ่สุขาแห่งแรกของโลก เพราะยังมีร้านอาหารแนวนี้ในไต้หวัน และจีนหลายแห่ง ซึ่งต่างก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี

โมเดิร์น ทอยเล็ต เป็นคาเฟ่สุขารายแรกๆ ที่เปิดให้บริการในไต้หวันตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้มีสาขาหลายสิบแห่ง ทั้งในไต้หวัน ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

นอกเหนือจากธีมสุขาแล้ว ยังมีร้านอาหารธีมแปลกใหม่อีกมากมาย ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลกใบนี้ ซึ่งรวบรวมไว้โดยเว็บไซต์ stuff.co.nz

เริ่มจาก “แวมไพร์ คาเฟ่” ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่ตกแต่งร้านแบบมืดๆ ชวนหดหู่ เพื่อให้รู้สึกน่ากลัวตามแบบฉบับผีดูดเลือด รวมทั้งแบ่งโซนเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งใส่โลงศพ ส่วนอีกห้องมีไว้ประกอบพิธี ตามตำนานแดร็กคิวล่า

พนักงานในร้านก็จะสวมชุดแวมไพร์ และมีเมนูธีมเดียวกัน เสิร์ฟบนจานที่ออกแบบเป็นรูปโลงศพขนาดเล็ก

ส่วนที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส ก็มีร้านอาหารที่จำลองบรรยากาศแบบโรงงานนรกชื่อ The Sweatshop ซึ่งผนวกการขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และงานฝีมือ เข้าไว้ด้วยกัน

ดังนั้น ลูกค้าที่มาเยือนสามารถจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับเพิ่มประสบการณ์ในด้านงานฝีมือ จากการเช่าจักรเย็บผ้า เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

อีกแนวคิดที่คุ้นเคยในบ้านเราคือ เฮลโล คิตตี้ คาเฟ่ ซึ่งร้านต้นฉบับอยู่ในฮ่องกง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาแร็กเตอร์การ์ตูนชื่อดัง ของบริษัทซานริโอในญี่ปุ่น

การตกแต่งร้านก็อิงการ์ตูนเฮลโล คิตตี้ และสีชมพูเป็นหลัก ตั้งแต่จาน ถ้วย แก้ว รวมถึงตกแต่งอาหารเมนูต่างๆ ให้ดูน่ารัก โดนใจบรรดาสาวก

เมื่อมีเฮลโล คิตตี้ ก็ย่อมมี บาร์บี้ คาเฟ่ ในกรุงไทเป ของไต้หวัน ร้านนี้มาพร้อมโทนสีชมพูสไตล์เดียวกับตุ๊กตาบาร์บี้

สำหรับ The Snuggery ในนิวยอร์ก ก็แหวกแนวไม่เบา ด้วยไอเดียปาร์ตี้พร้อมคนเคล้าเคลีย ลูกค้าสามารถเลือกรับบริการคนพะเน้าพะนอ หรือนอนกอดกัน แบบไม่มีเรื่องทางเพศมาเกี่ยวข้อง ในสนนราคาชั่วโมงละ 60 ดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีร้าน Buns and Guns ในกรุงเบรุต ของเลบานอน ที่ตกแต่งภายใต้ไอเดียการสู้รบในสงครามของทหารแนวหน้า มีบังเกอร์หลบภัย ปืน เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้สึกร่วมในระหว่างกินแซนด์วิช

ปิดท้ายที่ร้าน The Laundromat Caf? ในกรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ซึ่งตกแต่งด้วยธีมร้านซักรีด โดยผสมผสานระหว่างบริการซักผ้ากับธุรกิจเครื่องดื่ม

ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้ามาซักในเครื่องที่วางเรียงรายภายในร้าน พร้อมๆ กับสั่งเบียร์ที่มีกว่า 40 ชนิด มานั่งละเลียดรอเวลาให้ผ้าซักเสร็จ

ร้านอาหารไฮเทคบูม สะดวกอิ่มแบบไม่ง้อพนักงาน

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ร้านอาหารไฮเทคบูม สะดวกอิ่มแบบไม่ง้อพนักงาน

ร้านอาหารแบบไฮเทคกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในทุกมุมของโลก บางร้านก็ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า บ้างก็ใช้ความแปลกแหวกแนวกว่าร้านอื่นๆ เป็นจุดขาย

แต่จุดร่วมประการหนึ่งของร้านอาหารแนวไฮเทคเหล่านี้คือ ลูกค้าสามารถสั่ง-เสิร์ฟ-เปิบ-จ่าย ได้ง่ายๆ แทบไม่ต้องง้อพนักงาน

ร้านอาหารหลายแห่งเลือกใช้หุ่นยนต์เป็นตัวชูโรง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้อยากเข้ามาอุดหนุน และเจ้าหุ่นยนต์เหล่านี้ก็ไม่ใช่แค่ยืนต้อนรับเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังช่วยเสิร์ฟ และเป็นผู้ช่วยเชฟในครัวได้ด้วย

อย่างร้านอาหารในกรุงปักกิ่งของจีน ใช้บริการหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า “นูเดิลบอต” ที่ทำหน้าที่พ่อครัวผลิตเส้นหมี่ ผลงานการประดิษฐ์ของเชฟคุ่ย หรุนกวน ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2555

เจ้านูเดิลบอตมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าแรงของพนักงานที่เป็นมนุษย์ โดยมีราคาตัวละราว 1,500 ดอลลาร์ ขณะที่การจ้างพนักงานตัวเป็นๆ มีต้นทุนอยู่ที่ปีละ 4,700 ดอลลาร์ แถมหุ่นยนต์ยังไม่ซับซ้อน และแทบไม่ต้องการหยุดพัก

หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถหั่นเส้นหมี่ได้ 150 เส้น ต่อนาที และยังปรับความกว้างของเส้นได้ตามความต้องการ

สำหรับหุ่นยนต์ช่วยเสิร์ฟก็มีให้เห็นมากมาย ทั้งในจีนและญี่ปุ่น ในเมืองไทยก็มีหลายร้านที่ใช้หุ่นยนต์มาทำหน้าที่นี้

ขณะที่บางร้านก็มีไอเดียแหวกแนวกว่านั้น อย่างเชนร้านอาหาร “ทิมเบอร์ กรุ๊ป” ในสิงคโปร์ที่ใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ

โดรนนักเสิร์ฟเหล่านี้ผลิตโดย บริษัท อินฟิเนียม โรโบติกส์ สามารถรองรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำหนักราว 2 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับเบียร์ 1 เหยือก ไวน์ 2 แก้ว และพิซซ่า 1 ถาด

พนักงานเสิร์ฟลอยฟ้าทั้งหลายจะใช้เส้นทางเหนือศีรษะของคนในร้าน โดยใช้การสั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ รวมทั้งติดตั้งกล้องและระบบเซ็นเซอร์แบบอินฟราเรดอยู่ทั่วทั้งร้าน ทำให้โดรนบินเสิร์ฟได้แบบไม่ชนสิ่งกีดขวาง

กองทัพโดรนพร้อมเสิร์ฟเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องการพนักงานเพิ่มราวๆ 7,000 คน

ทิมเบอร์ กรุ๊ป จ้างพนักงานราวๆ 90 คน ให้บริการใน 6 สาขา ทั่วสิงคโปร์ แต่หากใช้โดรนเสิร์ฟอาหาร ร้านก็อาจจะจ้างพนักงานแค่ 40 คน

แต่ทางร้านก็ยอมรับว่า โดรนไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้เท่ากับพนักงานเสิร์ฟตัวเป็นๆ จึงอาจใช้พนักงานทั้ง 2 แบบ เพื่อทำงานเสริมกันและกัน

ส่วนร้านอาหารอีกหลายแห่งใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อย่างร้าน “อินาโม เรสเตอรองต์” ในย่านโซโหของกรุงลอนดอน

“โนเอล ฮันวิก” เจ้าของร่วมของร้าน ได้ไอเดียนำเทคโนโลยีมาใช้ หลังจากไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ แล้วอยากได้เบียร์เพิ่มอีกสักหน่อย แต่พนักงานก็เชื่องช้าเหลือเกิน เขากับเพื่อนเลยอยากพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหานี้ เรียกว่า “อี-เทเบิล” ที่จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

อี-เทเบิล ก็คือ โต๊ะไฮเทค ที่พื้นผิวของโต๊ะทำหน้าที่เหมือนจอทัชสกรีน ลูกค้าสามารถสั่งอาหารผ่านหน้าจอได้เลย รวมทั้งปรับแสงไฟที่โต๊ะ และเล่นเกมแก้เบื่อระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ

นอกจากนี้ เมื่ออิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจ่ายเงินได้เลย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาแค่ 30 วินาที แทนที่จะต้องนั่งรอพนักงานมาตรวจสอบและคิดเงิน ที่อาจใช้เวลา 5 นาที หรือนานกว่านั้น

ร้านนี้ได้รับการโหวตจากเว็บไซต์ match.com ให้เป็นสถานที่เหมาะสำหรับนัดเดตครั้งแรกของคู่รักในลอนดอน ถ้าถูกอกถูกใจกันก็นั่งอ้อยอิ่งทำความรู้จักกันแบบนานๆ แต่ถ้าไม่ประทับใจเดตครั้งนี้ ก็รีบกินรีบกลับได้เลย

หน้าจอไฮเทคแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น บริษัทน้องใหม่ “อี ลา คาร์ต” ในสหรัฐ ก็คิดค้นหน้าจอที่เรียกว่า เพรสโต ซึ่งเป็นเหมือนแท็บเลตติดตั้งไว้ที่โต๊ะ สำหรับให้ลูกค้าสั่งอาหารและคิดเงินได้อย่างสะดวก ช่วยประหยัดเวลาให้ร้านสามารถรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เชนร้านอาหารชื่อดังอย่าง “แอปเปิลบีส์” ก็ใช้หน้าจอแบบนี้ในสาขาที่มีอยู่ราว 1,800 แห่งทั่วสหรัฐ

เช่นเดียวกับ “ซิออสก์” ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน ก็มีร้านอาหารนำไปใช้ราวๆ 1,500 แห่ง สะท้อนถึงการใช้งานหน้าจอที่ 5 ที่มีความสำคัญในชีวิตมากขึ้น นอกเหนือจากโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเลต

ขณะที่ร้านซูชิ หนึ่งในเมนูจานด่วนสไตล์ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเสิร์ฟอาหารบนสายพานเท่านั้น โดยล่าสุด “เกนคิ ซูชิ” เชนร้านซูชิที่เป็นเจ้าแรกๆ ที่นำสายพานมาใช้เสิร์ฟซูชิ เพิ่งไปเปิดสาขาในฮ่องกง พร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ “กินง่ายไม่ต้องวุ่นวายกับใคร”

เพราะร้านนี้เปิดให้บริการอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากหน้าจอแท็บเลต จากนั้นก็รอเสิร์ฟจากขบวนรถไฟลำน้อยที่ส่งตรงจากในครัวถึงหน้าลูกค้า และเมื่ออิ่มแล้ว ก็จ่ายเงินผ่านหน้าจอทัชสกรีน โดยมื้อนี้ลูกค้าไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เลย

ยกทรงแนวสปอร์ต โดนใจสาวรักสุขภาพ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ยกทรงแนวสปอร์ต โดนใจสาวรักสุขภาพ

ผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพที่ดี เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตในทุกๆ ด้าน

โดยเฉพาะกลุ่มสาวๆ ที่นิยมออกกำลังกายในเวลาว่าง ไม่แพ้หนุ่มๆ ที่อยากมีกล้ามโตๆ ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตของพวกเธอก็มีทั้งโยคะและออกกำลังในฟิตเนส เซ็นเตอร์ เพราะสะดวกทั้งเรื่องสถานที่ แถมไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เหมือนการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ที่ต้องมีพื้นที่เฉพาะ

กระแสรักสุขภาพของสาวๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายขายดิบขายดีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ากีฬา เสื้อผ้า

และที่ขาดไม่ได้คือ ยกทรงแนวสปอร์ต หรือที่เรียกว่า sport bra เป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เหนือความคาดหมายของหลายๆ คน

เว็บไซต์ CNBC อ้างอิงข้อมูลของบริษัทวิจัย เอ็นพีดี กรุ๊ป ที่ระบุว่า ยอดขายผลิตภัณฑ์เสื้อชั้นในสำหรับออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมาก สวนทางกับยอดขายชุดชั้นในทั่วไปที่ลดลง

อย่างกรณีของ “เฮนส์แบรนด์ส” บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าและชุดชั้นในสัญชาติอเมริกัน ผู้บริหารระบุว่า ยอดขายชุดชั้นในทั่วไปในปีที่ผ่านมา ลดลงในระดับใกล้แตะเลข 2 หลัก ผิดกับยอดขายชุดชั้นในแนวสปอร์ตที่เพิ่มขึ้นถึง 19%

มาร์แชล โคเฮน จากเอ็นพีดี กรุ๊ป บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทรนด์แฟชั่นที่เรียกว่า athleisure ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบสำหรับออกกำลังกายในยิม แต่ก็สามารถใส่ไปออฟฟิศหรือช็อปปิ้งได้ด้วย ประกอบกับชุดแนวนี้สวมใส่สบาย ขณะที่ชุดชั้นในทั่วไปไม่มีนวัตกรรมอะไร เมื่อเทียบกับชุดชั้นในแนวสปอร์ต

ข้อมูลจากเอ็นพีดี กรุ๊ป พบว่า ชุดชั้นในแนวสปอร์ตมีสัดส่วนราว 20% ของตลาด และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ทั้งแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาและแบรนด์ชุดชั้นในดั้งเดิม ต่างปรับโฟกัสมาที่ตลาดนี้มากขึ้น

“ไนกี้” แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐก็เดินตามแนวทางนี้ โดยใช้ผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่น “ไนกี้ โปร บรา” เป็นนางเอกสำหรับลูกค้าสาวๆ ซึ่งในปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงของไนกี้ขยายตัว 20% แตะ 6 พันล้านดอลลาร์ และมาจากสาขาที่จำหน่ายสินค้าประเภทยกทรงที่กระชับสำหรับออกกำลังกาย

ส่วนแบรนด์เสื้อผ้า “อันเดอร์ อาร์เมอร์” ก็ให้ความสำคัญกับยกทรงแบบสปอร์ตในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเสื้อผ้าผู้หญิง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “อาร์เมอร์ บรา คอลเล็กชั่น”

เช่นเดียวกับห้างค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับกีฬา Dick”s Sporting Goods ที่ตอนนี้รวบรวมเสื้อชั้นในหลากหลายแบรนด์มาขายในร้าน และหวังว่าจะปั๊มยอดขายในร้านได้

ด้าน “วิคตอเรีย ซีเคร็ต” แบรนด์ชุดชั้นในผู้หญิง ที่เน้นแนวเซ็กซี่ และยกทรงประเภทเสริมหน้าอกหน้าใจให้ดูดี ก็ยอมรับว่า ธุรกิจกีฬาสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แม้บริษัทจะทำธุรกิจที่โฟกัสเรื่องชุดชั้นในของผู้หญิงมาตลอดก็ตาม

มูลค่ายอดขายเสื้อผ้าแนวสปอร์ตสำหรับผู้หญิงขยายตัว 8% ในปีที่แล้ว ใกล้เคียงกับยอดขายรองเท้ากีฬาสำหรับผู้หญิงที่ขยายตัว 8% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี

น่าสนใจว่า ไม่เพียงชุดชั้นในที่ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับออกกำลังกายจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ชุดชั้นในที่ผนวกเทคโนโลยีเข้าไป ก็กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงและน่าจับตามอง

เพราะทุกวันนี้ สาวๆ ที่ออกกำลังกายในฟิตเนส เซ็นเตอร์ ไม่ได้ต้องการแค่เสียเหงื่อไปวันๆ แต่พวกเธอต้องการข้อมูลมากกว่านั้นด้วย ทั้งการเผาผลาญแคลอรี รวมถึงการเต้นของหัวใจ

การใส่นาฬิกาอัจฉริยะที่วัดข้อมูลต่างๆ ระหว่างออกกำลังกาย หรือใช้เสียบสายโน่นนี่เข้ากับเครื่องออกกำลังกาย ที่เคยเป็นทางเลือกที่น่าตื่นเต้น อาจจะกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้วก็ได้

ทูเดย์ดอทคอม ระบุว่า ตอนนี้บริษัทอย่าง “เซนซิลค์” (Sensilk) กำลังยกระดับเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้น โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ เข้าไปในเสื้อผ้าออกกำลังกาย รวมถึงยกทรงแนวสปอร์ตที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ ซึ่งมีชื่อว่า ไฟลต์ เทค สปอร์ต บรา

แอชลีย์ ไทเลอร์ ดีไซเนอร์ของเซนซิลค์ บอกว่า เทคโนโลยีเรื่องนี้มีอยู่ แต่ยังไม่ได้ถูกผนวกเข้าไปในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และการทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนสวมใส่ยกทรงธรรมดาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เสื้อชั้นในของเซนซิลค์สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนของผู้สวมใส่ เพื่อวัดระดับการเต้นของหัวใจ การเผาผลาญแคลอรี ระยะทางที่เดิน การออกกำลังกายครั้งสุดท้ายเมื่อไร

“โดนัลด์ หยาง” ซีอีโอของเซนซิลค์ กล่าวว่า บริษัทวิเคราะห์ถึงข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น และทำให้ผู้หญิงที่ออกกำลังกายบรรลุเป้าหมาย โดยมองเห็นพัฒนาการในแต่ละครั้ง ซึ่งพวกเธอไม่ได้มีเวลามากนัก แต่ก็จำเป็นต้องออกกำลังกายและได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์

ขณะนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย และเปิดให้ผู้สนใจจองยกทรงไฮเทคนี้ล่วงหน้า ในราคาตัวละ 140 ดอลลาร์ ซึ่งค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับเสื้อชั้นในแนวสปอร์ตทั่วไป รวมทั้งบริษัทยังมีแผนจะติดตั้งระบบนี้ในเสื้อของคุณผู้ชายเป็นอันดับต่อไป

%d bloggers like this: