ไอที

All posts tagged ไอที

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/388610

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

วันที่ 16 กันยายน 2562 – 02:10 น.
ไลฟ์สไตล์,ไอที,บัซซี่บล็อก,อินเทอร์เน็ต,วิทยาการ,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

******************************

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) เป็นศัพท์ใหม่ที่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโซเชียลครองโลก และมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สามารถเข้าถึง(แทบ)ทุกบริการในชีวิตประจำวันผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์

ปัจจุบันเศรษฐกิจรูปแบบนี้โตขึ้นเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมคนที่รักความสะดวกสบาย และเลือกที่จะใช้บริการต่างๆ (ถ้ามีเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาและเสียแรงทำเอง

ในงานสัมมนาการตลาด “เจาะลึกอินไซต์ พิชิตใจคนขี้เกียจ” ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)บอกว่า ผู้คนจำนวนมากในยุคนี้ หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม จนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมของความเคยชิน หรือที่เรียกว่า “ความขี้เกียจ” จึงได้สร้างให้เกิดเศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) โดยผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ช่วยทำให้รู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าเดิม

หมวย/ตี๋รุ่นใหม่ จุดประกายเศรษฐกิจขี้เกียจ

เมื่อต้นปีนี้ เว็บไซต์ www.alizila.com ในเครือของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอเมิร์ซระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานผลสำรวจแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ชาวจีน “พร้อมจ่าย” กับสิ่งต่างๆ เพื่อแลกกับออมแรงและการประหยัดเวลา

รายงานดังกล่าว ระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเงินไปถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับสินค้าต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย คิดเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 70%

ซึ่งจำนวนเงินหลักๆ มาจากการใช้สอยของนักช้อปรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่เกินวัย 20 ปีต้นๆ อีกทั้ง เป็นผู้บริโภคกลุ่มสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนปัจจุบัน

จากการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าของเถาเป่า (Taobao) ผู้ดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่สุดในประเทศจีน พบว่า ผู้บริโภควัยหนุ่ม-สาวเหล่านี้ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าด้านไลฟ์สไตล์ มากกว่าสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ลิสต์สินค้าขายดีในเว็บนี้ มีทั้ง อายแชโดว์แต่งเติมสีสันให้กับตาคู่สวย เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นเกม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้แก่ หุ่นยนต์ทำความสะอาดหน้าต่าง เครื่องทำอาหารอัตโนมัติ เป็นต้น

การเรียกร้องหาความสะดวกสบายมากขึ้นๆ ของตี๋/หมวยชาวจีน ได้ขับเคลื่อนให้เกิดตลาดของสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น บริการส่งอาหาร และปัจจุบันขยายความนิยมมาถึงบริการจองคนทำความสะอาดบ้าน บริการจองคิวนัดแพทย์ ในเมืองหลักๆ ของจีน สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการจ่ายเงินผ่านช่องทางดิจิทัล

ขณะที่ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Bain & Co. ได้เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน ว่า ประชากรจีนปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 15% เป็นกลุ่มที่ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1990 และ 21% เป็นกลุ่มที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2000

กลุ่มคนจีนรุ่นใหม่เหล่านี้ เปรียบได้กับเป็น “จักรพรรดิน้อยดิจิทัล (digital little emperors)” ที่เติบโตมาท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ชอบการรอคอย มองหาความสะดวกสบาย คุณภาพ และความหลากหลาย

สอดคล้องกับรายงานของบริษัท Accenture ซึ่งเผยแพร่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกันที่ระบุว่า คนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1995 เป็นผู้บริโภคกลุ่มที่จะไม่กลับมาซื้อรอบสอง ถ้าพวกเขาพลาดโอกาสซื้อไปแล้วในครั้งแรก

เศรษฐกิจขี้เกียจ แพร่ขยายทั่วโลก

ข้อมูลจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า การตลาดขี้เกียจหรือเศรษฐกิจขี้เกียจนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2561 และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่งผลให้สินค้าและบริการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์สำคัญข้อนี้ตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน กระแสตลาดคนขี้เกียจได้กลายเป็น “เทรนด์ร่วม” ในโลกยุคไร้พรมแดนไปแล้ว เห็นได้จากการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ จากกลุ่มสตาร์ทอัพ พบว่าหลายๆ บริษัทเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุน มักอยู่ในประเภทการประกอบธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ในกิจวัตรประจำวันให้กับชาวโซเชียล

ปัจจุบัน เริ่มมีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เน้นทำการตลาดไปที่กลุ่มเป้าหมายนี้ อย่างเช่น ธุรกิจประเภทรับสั่งอาหาร (Food Delivery) ที่กำลังมาแรง เนื่องจากผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารอร่อยๆ และมีคุณภาพ แต่ไม่อยากเสียเวลาไปรอคิวหรือเดินทางไปซื้อเอง

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจหรือบริการรูปแบบอื่นๆที่สามารถตอบสนองความขี้เกียจได้ อาทิ เครื่องพับผ้า เครื่องช่วยแปรงฟัน เว็ปไซต์ที่ช่วยเลือกเสื้อผ้า บริการจัดส่งวัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมวิธีการทำ เป็นต้น

ธุรกิจมาแรงได้ใจตลาดคนขี้เกียจ

ข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับว่าผลที่รวบรวมได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมความขี้เกียจเพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจหรือบริการในประเทศไทยซึ่ง CMMU ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 คน ใน 4 กลุ่มอายุ โดยแบ่งเป็น Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers

พบว่า 10 อันดับกิจกรรมที่ในไทยขี้เกียจมากที่สุด ได้แก่ 1.ออกกำลังกาย 2.รอคิวซื้อของ 3.ทำความสะอาดบ้าน 4.อ่านหนังสือ 5.ทำอาหาร 6.พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ 7.ดูแลผิวพรรณตัวเอง 8.เรียน/ทำงาน 9.ออกไปช้อปปิ้ง และ 10. การเดินทาง

โดยจากพฤติกรรมดังกล่าวจะมี 5 ธุรกิจมาแรง ที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ทำแทนได้ เช่น บริการทำความสะอาดบ้าน บริหารสั่งอาหาร บริการซื้อของแทน 2.ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้อัตโนมัติ และไร้สาย (Hand Free)

3.ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม 4.ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ เช่น community ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบออนไลน์ และ 5.ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น Podcast หรือ VDO content

นางสาวฝนทิพย์ กิตติประเสริฐแสง หัวหน้าทีมงานวิจัยการทำการตลาด Lazy consumer เจาะลึกอินไซต์พิชิตใจคนขี้เกียจ นักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำถึง เคล็ดลับการทำการตลาดสำหรับเศรษฐกิจขี้เกียจว่า เจ้าของสินค้าและบริการจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “SLOTH” เพื่อครองใจผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว

กลยุทธ์ “SLOTH” ประกอบด้วย Speed คือต้องมีความรวดเร็ว และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเสียเวลา, Lean กระชับ ตัดทอนขั้นตอนที่ยุ่งยากออก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน , EnjOy ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก และเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าและบริการ ,

ConvenienT สินค้าหรือบริการต้องมีความสะดวก ช่วยให้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น และ Happy ความสุข จากความต้องการที่ถูกเติมเต็มและปัญหาได้ถูกแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด

‘IFCN’ สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/387405

‘IFCN’ สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 02:20 น.
เฟคนิวส์,ไอที,วิทยาการ,เทคโนโลยี,อินเทอร์เน็ต,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 993 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ต้องถือว่าเป็นเรื่องดีที่ปัญหา “ข่าวปลอม” หรือเฟคนิวส์ เริ่มเข้าสู่ระยะเร่ง “สร้างความตระหนัก” ไปสู่วงกว้างมากขึ้น ควบคู่การดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่านเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 200 หน่วยงาน สื่อสารมวลชนในทุกสาขา สถาบันการศึกษา ตลอดจนภาคประชาสังคม

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยในทุกระดับเผชิญกับการแพร่กระจายของข่าวปลอมมากมายมหาศาล และแม้จะมีการตอกย้ำหลักคิดเรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์” ก็ยังไม่สามารถเอาชนะ “การหลงเชื่อ” ในคนหมู่มาก

เพราะ “ข้อเท็จจริง” มักมาช้ากว่า “ข่าวปลอม” ที่แพร่กระจายทางโซเชียลในวงกว้างทั่วโลกได้แค่ชั่วกระพริบตา

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กับศรัทธาของประชาชน

แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) อย่างเป็นรูปธรรมของไทย ที่จะเปิดตัวเต็มรูปแบบไม่เกินวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ตามคำประกาศของ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังถูกจับตาว่าการมีศูนย์ฯ นี้เพื่อ “ขานรับ” นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องการพุ่งเป้าจัดการปัญหาและต้นตอข่าวปลอม หรือข่าวปล่อยทางการเมืองเป็นหลัก

ดังนั้น หนึ่งในโจทย์สำคัญของการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่กระทรวงดีอี เร่งขับเคลื่อนอยู่ คือ “การสร้างความยอมรับ” ในเรื่องมาตรฐานสากลในการ “ฟันธง” ว่า ข่าวใดที่เป็นข่าวปลอม

จึงเป็นที่มาของการเตรียมใช้แนวทางของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN) หนุนมาตรฐานศูนย์ฯ แห่งนี้สู่ระดับสากล

เพื่อสร้างความไว้วางใจ และแนวร่วมต้านข่าวปลอมจากประชาชนทั่วไป และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงความร่วมมือจากแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลก ทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์

“ให้แนวทางไปว่าการตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข่าวปลอมที่อิงอยู่กับมาตรฐานของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN)” ซึ่งได้กำหนด“ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่ายไว้ประมาณ 5 ข้อ

ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกที่มีการทำงานด้านต่อต้านและป้องกันข่าวปลอมใช้อยู่ ได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นต้น รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกด้วย” นายพุทธิพงษ์กล่าว

IFCN สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

ไม่นานนี้ มีบทความในเว็บไซต์ The Momentum เขียนถึงที่มาของ IFCN ไว้อย่างน่าสนใจว่า เกิดจากการที่สื่อค่ายต่างๆ และองค์กรทั่วโลกที่เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายค่าย มารวมตัวกัน ริเริ่มโดย Poynter องค์กรสื่อชื่อดังในอเมริกา

เครือข่ายนี้มี “ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่าย เพื่อใช้ตรวจรับรององค์กรต่างๆ ที่มาสมัครเป็นสมาชิก ตามหลักการ 5 ข้อ ซึ่งทางผู้เขียนบทความดังกล่าว แสดงความเห็นว่า ชุดหลักการของ IFCN สามารถนำใช้เป็นรายการ “5 สิ่งที่ควรทำ” สำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของไทยได้เป็นอย่างดี ได้แก่

1.ยึดมั่นในความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และเป็นธรรม 2.ยึดมั่นในความโปร่งใสของแหล่งข่าวและแหล่งข้อมูล 3.ยึดมั่นในความโปร่งใสของแหล่งทุนและโครงสร้างองค์กร และควรมีกลไกที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแหล่งทุนนั้นๆ จะไม่มีอิทธิพลต่อข้อสรุปของการตรวจสอบข้อเท็จจริง

4.ยึดมั่นในความโปร่งใสของระเบียบวิธีที่ใช้ในการคัดเลือก วิจัย เขียน เรียบเรียง ตีพิมพ์ และแก้ไขการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกกรณี และเปิดเผยอย่างโปร่งใส และ 5. ยึดมั่นในนโยบายแก้ไขข้อผิดพลาดที่เปิดเผยและซื่อสัตย์

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้าง และชุดหลักการ (code of principles) ที่ถือปฏิบัติร่วมกันของเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานตรวจสอบข่าวปลอมที่แพร่กระจายผ่านสื่อโซเชียลและสังคมคนออนไลน์แล้ว

คงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบบทบาทการทำงานของ IFCN ว่าเป็นเสมือน “สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์” นั่นเอง อีกทั้งเป็นสายตรวจที่มีเครือข่ายการทำงานอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

เปิดชุดหลักการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ทางด้านกระทรวงดีอี ได้วางแนวทางเกี่ยวกับชุดหลักการที่จะใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอม ว่าจะครอบคลุมหัวข้อ ได้แก่

1.ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว 2.ความเป็นส่วนบุคคลกับสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว 3.การขัดกันด้านผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง

4.ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน 5. สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้

และ 6.มีความรู้เกี่ยวกับข่าวนั้นๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เป็นหน่วยงานที่อิสระ ไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ เป็นต้น

จะตรวจสอบข่าวปลอมได้อย่างไร

มีบทความในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบเบื้องต้น โดยวิธีการนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ชาวโลก(โซเชียล)ทุกคน หยุดความอยากแชร์หรืออยากเชื่อ(ทันที) ไว้สักครู่ และทำตามข้อแนะนำ ดังต่อไปนี้

ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารข้อมูล เช่น สำนักข่าว หน่วยงาน หรือชื่อผู้ให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ หลาย แหล่งก็ยิ่งดี

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลอื่นประกอบ เช่น หน่วยราชการหรือหน่วยงานที่น่าจะเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลนั้นๆ เพื่อยืนยันว่ามีเรื่องหรือเหตุการณ์ดังกล่าวจริง เช่น ถ้าเป็นเรื่องโรคระบาด ก็ควรตรวจสอบไปที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ ว่ามีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่

ตรวจสอบหาต้นตอของข่าว บางครั้งข่าวเท็จอาจเป็นข่าวเก่า หรือใช้ข้อมูลจากข่าวเก่ามาเล่าใหม่เพื่อให้เกิดความแตกตื่นหรือเพื่อประโยชน์แอบแฝง จึงควรสืบค้นภาพเก่าหรือข่าวเก่ามาเปรียบเทียบกันก่อนที่จะเชื่อและแชร์

อาจสอบถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยตรง หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น รายการชัวร์ก่อนแชร์ โดย สำนักข่าวไทย อสมท. เป็นสื่อกลางนำเรื่องที่แชร์กันมากบนสื่อโซเชียลไปถามผู้รู้มาตอบให้ในรายการและเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก SureAndShare

จับกระแส “สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง” : อนาคตเกษตรกร

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/386178

จับกระแส “สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง” : อนาคตเกษตรกร

วันที่ 2 กันยายน 2562 – 02:25 น.
อินโนสเปซ,ไอที วิทยาการ
เปิดอ่าน 937 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพิมพ์คมชัดลึก

เกษตรอัจฉริยะ” หรือสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง (Smart Farming) เป็นคำที่คุ้นหูสำหรับเกษตรกรไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งต้องขอยกเครดิตให้กับภาคราชการหลายส่วน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ซึ่งขับเคลื่อนผ่านหน่วยงานในสังกัด เดินหน้าทุ่มเท ผลักดัน สร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านการเกษตรมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิผลทางการผลิต และปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้ได้สูงสุด และในทางอ้อมยังเป็นการปฏิวัติวงการเกษตรของไทยสู่รูปแบบ “เกษตรรักษ์โลก”

เป็นที่คาดการณ์ว่า สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ภาคเกษตร สามารถผลิตอาหารป้อนประชากรโลกได้พอเพียงกับความต้องการของปริมาณชาวโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละปี

โดยมีตัวเลขประมาณการณ์ว่า ในช่วงปี 2010-2050 ผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นในอัตรา 69% เพื่อให้พอเพียงกับการเลี้ยงดูจำนวนประชากรไม่ต่ำกว่า 9 พันล้านคนทั่วโลก ขณะที่ การนำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เข้ามาใช้ในการทำกษตรอัจฉริยะ จะช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ 10-30%

เกษตรยุคใหม่ต้อง “แม่นยำ”

ต้องยอมรับว่า ปัญหาสากลที่คุกคามและเป็นความท้าทายสำหรับเกษตรกรทั่วทุกมุมโลก ก็คือ ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ คุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูก การโจมตีจากแมลงศัตรูพืช และความผันผวนด้านราคาผลผลิต

ซึ่งทุกข้อเหล่านี้เป็นปัญหาที่ ‘เอาชนะ’ ได้ด้วยเทคโนโลยีการพยากรณ์ ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลบิ๊กดาต้า และการมีเครื่องมือรวบรวมฐานข้อมูลมหาศาลเหล่านั้น มาวิเคราะห์ คาดการณ์ และช่วยวางแผนการผลิต(ทางการเกษตร) เปิดมิติใหม่สู่การเกษตรแม่นยำ

ข้อมูลที่จัดทำโดย Reports And Data ประเมินไว้ว่า ตลาดเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) จะเติบโตในอัตรา 12.7% ต่อปี จาก 5.3 พันล้านดอลลาร​สหรัฐเมื่อปีผ่านมา เป็น 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026

โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการนำ ‘ไอโอที’ เข้ามาใช้งานในภาคเกษตรมากขึ้น เกษตรกรใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่มีความสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่น เซ็นเซอร์ระบบนำทางด้วยดาวเทียมและระบุพิกัด (GPS & GNSS systems) และ automated steering systems เป็นต้น เพื่อเก็บรวบรวมตัวอย่างดินในพื้นที่เพาะปลูก ตรวจสอบอุณหภูมิ การจัดทำแผนที่สนาม การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในการใช้บริหารจัดการตามแนวทางเกษตรอัจฉริยะ ก็คือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือไอโอที (IoT) และโดรน (Drone) จากแนวโน้มราคาต้นทุนอุปกรณ์ที่ลดลงตามจำนวนความนิยมใช้งาน ขณะที่ ในส่วนของโดรน ก็เริ่มมีการให้บริการผ่าน Service Provider ซึ่งคิดค่าบริการต่อไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น จากอดีตที่ต้อง ‘ติดกับดัก’ อยู่กับข้อจำกัดด้านเงินทุน อีกทั้งลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร

“ไอโอที” ด้านการเกษตรโตฝ่าศก.โลก

ในส่วนของเทคโนโลยีด้านไอโอที ได้มีการเผยแพร่รายงาน “IoT in Smart Farming Market in Global Industry: Market Development, Analysis and Overview 2019 “ ผ่านเว็บไซต์ Qurateresearch ศึกษาโอกาสตลาดในอนาคตของเทคโนโลยีด้านไอโอที ในภาคเกษตรอัจฉริยะไว้ว่า ตลาดนี้จะยังรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ช่วงระหว่างปี 2014-2017 ตลาดไอโอทีสำหรับเกษตรอัจฉริยะ เติบโตเฉลี่ย 20-39% ต่อปี จาก 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ นักวิเคราะห์เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดนี้ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และจะแตะหลัก 3,620 ล้านดอลลาร​สหรัฐ ในปี 2020

ขณะที่ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คาดการณ์ไว้ว่าแนวคิดเรื่อง อินเทอร์เน็ตในอาหารและการเกษตร 2020 (IoF2020 )

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปเพื่อความเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรม “Horizon 2020 Industrial Leadership” คือ โอกาสของเทคโนโลยีด้านไอโอที สำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของยุโรป

.ฉะเชิงเทรา ใช้บริการโดรนช่วยทำนา 3 พันไร่

ปัจจุบัน เกษตรกรในบ้านเราจำนวนมาก เริ่มสนใจนำเทคโนโลยีเกษตรอัจริยะเข้ามาใช้ในพื้นที่ทำเกษตรมากขึ้น จากแรงกดดันทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ปัญหาผลผลิต/ราคาตกต่ำ และความต้องการลดการสารเคมีในภาคเกษตร เป็นต้น

ล่าสุด นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้นำทีมผู้บริหารในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความสำเร็จการใช้ประโยชน์จุดติดตั้งเน็ตประชารัฐ บ้านวังสะแก จ.ฉะเชิงเทรา

ซึ่งประชาชนทั้งที่หมู่บ้านนี้ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และไวไฟความเร็วสูงของเน็ตประชารัฐ ไปสู่การทำเกษตรอัจฉริยะ (สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง)

ทั้งนี้ ในพื้นที่ได้มีการสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับฉีดพ่นสารเหลวในพื้นที่เกษตร ซึ่งกำลังเป็นเครื่องมือใหม่ ที่ช่วยให้กษตรกรปลูกข้าวใน จ.ฉะเชิงเทรา เข้าถึงการใช้ดิจิทัลลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อแปลง

นายธีรพงษ์ กาญจนกันติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทวดา คอร์ป สตาร์ทอัพสายยูเอวี (UAV) หรือ อากาศยานไร้คนขับผู้ให้บริการโดรนด้านการเกษตร และชีวภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ (เซอร์วิส โพรไวเดอร์) โดรนสำหรับการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกข้าวภายใน จ.ฉะเชิงทรา ประมาณ 100 ราย เริ่มเข้ามาใช้บริการโดรนเพื่อช่วยพ่นยาในแปลงข้าว โดยมีพื้นที่แปลงข้าวรวมกันไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่ คิดค่าบริการอยู่ที่ 80-100 บาทต่อไร่

ทั้งนี้ การให้บริการจะครอบคลุมทั้ง การใช้โดรนในการฉีดพ่น สำรวจแปลงข้าว วัดปริมาณปุ๋ยในแปลง เพื่อจะให้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องตามความต้องการของพืช จากเดิมเกษตรกร ไม่มีเครื่องมือวัด มักซื้อปุ๋ยตามร้าน

เราเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการ ด้วยการวัดความต้องการก่อนให้ปุ๋ย ซึ่งสูตรของสารชีวภัณฑ์จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสภาพที่ดินว่า ขาดสารอะไร เพื่อเกิดความเหมาะสม ดังนั้น ประโยชน์สำหรับเกษตรกร ก็คือ การลดต้นทุนการผลิตต่อไร่

และในทางกลับกันก็เพิ่มผลผลิตต่อไร่ อีกทั้งประเด็นสำคัญที่สุด คือ การลดความเสี่ยงของแรงงานหรือเกษตรกรจากการที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่นในพื้นที่เกษตร

“จากประสบการณ์ที่เคยทำในพื้นที่แปลงนาข้าวอินทรีย์ใน ต.ท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงทรา จากเดิมมีผลผลิต 200 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ ที่จังหวัดนี้เราให้บริการมาได้ 1 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ สมัครใช้บริการของเรา เช่น ปทุมธานี อยุธยา อุบลราชธานี เป็นต้น อีกทั้งขยายการให้บริการโดรนกับแปลงพืชผักสวนครัวด้วย ช่วยเพิ่มผลผลิตได้”

นอกจากนี้ ในพื้นที่ฉะเชิงทรา ยังได้เริ่มปรับเปลี่ยนการให้สารเคมีของเกษตรกรด้วย โดยเปลี่ยนเป็นใช้สารชีวภัณฑ์ที่ไม่อันตราย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ซึ่งตอนนี้ มากกว่า 50% ได้ปรับเปลี่ยนตามคำแนะนำ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกรว่า ได้ผลดีกว่าสารเคมีแบบเก่า

ไทยต้องไปให้ถึง “เกษตรอัจฉริยะ”

กรรมการผู้จัดการของ เทวดา คอร์ป พูดถึงบทบาทความสำคัญและประโยชน์ของเทคโนโลยี ที่จะช่วยเกษตรกรไทย และโอกาสในการก้าวไปสู่การทำเกษตรอัจฉริยะว่า

ปัจจุบัน สภาพอากาศทั้งโลกเริ่มมีแนวโน้มแย่ลง อากาศร้อนมากขึ้น การทำเกษตรจะได้รับผลผกระทบมาก ทั่วโลกในตอนนี้เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีในการทำการเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ในสถานที่ ที่เหมาะสมกับการเกษตรมากที่สุดในโลก หรือ สุวรรณภูมิ ซึ่งเราทำการเกษตรเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ

จากแนวโน้มดังกล่าว การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงาน ช่วยลดต้นทุน ช่วยเพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์การเกษตร นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน จากที่ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรมาในหลากหลายพืช เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย พืชผักสวนครัวต่างๆ ประสบกับปัญหาเหมือนๆ กัน

คือ ขาดแคลนแรงงาน แรงงานมีความแม่นยำต่ำ การสูญเสียสูง ใช้สารเคมีสิ้นเปลือง/ไม่เต็มประสิทธิภาพ/ไม่ถูกต้อง ทำให้สินค้าเกษตรไม่มีคุณภาพ ทั้งที่ตลาดในประเทศและในต่างประเทศมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราการเจริญเติบโตของประชากรโลก นวัตกรรมการเกษตร ระบบ Smart Farming จะช่วยให้เกษตรกรเอาชนะปัญหาและความท้าทายเหล่านี้ได้”

อีกข้อเสนอแนะสำคัญ คือ ประเทศไทย ต้องรีบเร่งในการสร้างความรู้ความเข้าใน และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เห็นถึง นวัตกรรมการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวหรือชุมชนของเกษตรกรเดิม ได้มีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง นำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศชาติอย่างแท้จริง

วีทูบเบอร์ (VTuber) เทรนด์ใหม่ที่จะมาเบียดยูทูบเบอร์

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/384887

วีทูบเบอร์ (VTuber) เทรนด์ใหม่ที่จะมาเบียดยูทูบเบอร์

วันที่ 26 สิงหาคม 2562 – 02:05 น.
ไอที,วิทยาการ,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก,ไลฟ์สไตล์
เปิดอ่าน 2,063 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย ” “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

*************************

ความเฟื่องฟูของแพลตฟอร์มยูทูบ (You Tube) สามารถสร้างให้หลายๆ คนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) ได้ในฉับพลันที่เขาหรือเธอคนนั้นกลายเป็น ยูทูบเบอร์ (YouTuber) หรือ ‘คนดัง’ บนยูทูบ

แต่นับจากนี้ไปคนทั้งโลกจะได้รู้จักกับอีกปรากฎการณ์ที่กำลังมาแรงของ ยูทูเบอร์เสมือนจริง หรือวีทูบเบอร์ (Virtual YouTuber : VTuber) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อราวกลางปี 2560 และภายในเวลาเพียง ปี มีจำนวน VTuber เพิ่มจาก 50 ราย เป็น 7,000 ราย มีจำนวนแฟนติดตามมากกว่า 12 ล้านคน จำนวนการเข้าชมทะลุ 720 ล้านครั้ง

หนุนฐานให้ญี่ปุ่น กลายเป็นหัวหอกของวงการยูทูบเบอร์เสมือนจริง และยังแพร่กระจายความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ไต้หวัน อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย

จากข้อมูลของ SocialBook Blog ระบุว่า Virtual Influencer และ VTuber คือหนึ่งในเทรนด์การตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์บนยูทูบ ที่กำลังมาแรงแห่งปี 2562

ทำความรู้จักกับ VTuber

ในงานมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ “Bangkok International Digital Content Festival 2019” หรือ BIDC 2019 ประเทศไทยได้มีโอกาสต้อนรับ มร.คริสโตเฟอร์ เฉิน ประธานสมาคมวีทูบเบอร์แห่งไต้หวัน (Taiwan VTuber Association)

และเป็นผู้จัดงาน VTuber Hackathon ครั้งแรกในไต้หวัน ได้กล่าวในหัวข้อ VTuber, a new digital form of performance orginated from Asia” เล่าถึงปรากฎการณ์ของ VTuber หรือเป็นการสร้าง YouTube Channel ที่ไม่ได้ใช้คนเป็นผู้แสดง แต่ใช้ตัวละครหรือคาแรคเตอร์ต่างๆ ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจทั่วเอเชีย

มร.คริสโตเฟอร์ เฉิน ประธานสมาคมวีทูบเบอร์แห่งไต้หวัน ให้คำจำกัดความง่ายๆ ว่า วีทูเบอร์ (VTuber) ก็คือ ยูทูเบอร์เสมือนจริง โดยแทนที่ผู้ชมจะได้เจอกับโฉมหน้ายูทูบเบอร์ตัวเป็นๆ ผู้ชมเหล่านั้นจะพบกับตัวคาแรคเตอร์อนิเมะน่ารักๆ โดยการใช้อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Capturing Equipment) ในการบันทึกหรือผลิตโปรแกรมไลฟ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าอะไรที่ยูทูเบอร์ทำได้ VTuber ก็ทำได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เบื้องหลังของคาแรคเตอร์ VTuber ก็คือตัวอวาตาร (Avatar) ของยูทูบเบอร์นั้นๆ นั่นเอง เพียงแต่เขา/เธอ ต้องสวมใส่ชุด Motion Capture และมีกล้อง Motion Camera และนำภาพที่ได้มาทำ motion แบบสามมิติ ใส่คาแรกเตอร์ลงไปจนกลายเป็นตัวละครอวตาร ที่มีการเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ สามารถตอบสนองและสื่อสารได้เหมือนกับมนุษย์

เปิดโลกอินฟลูเอ็นเซอร์ข้ามพรมแดน

VTuber เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากนำเสนอไปสู่แฟนๆ ได้ทั่วโลก แม้ว่าคนทำจะอยู่ในประเทศใดๆ ก็ตาม ไม่ต้องมีต้นทุนค่าเดินทางไปถ่ายทำรายการ ไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดด้านรูปลักษณ์ หรือรูปร่างหน้าตา เพราะไม่มีใครเห็นว่าหน้าตาเราเป็นอย่างไร

แต่พวกเขาจะเห็นอนิเมะที่เป็นคาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นมา”

กระแสความนิยมของ VTuber ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Paradigm Shift) ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบัน VTuber คือปรากฎการณ์ข้ามพรมแดน (Cross-border) เพราะไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน ก็สามารถเผยแพร่ช่อง (Channel) ไปสู่แฟนๆ และสร้างให้เกิดผู้ติดตามได้ทั่วโลก

ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคด้านภาษา เพราะ VTuber คือตัวคาแรคเตอร์ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณเป็นคนไทยและอยากนำเสนอไปยังผู้ชมในญี่ปุ่น ก็สามารถจ้างชาวญี่ปุ่นในไทยให้มาช่วยลงเสียงให้ได้

คาแรคเตอร์ VTuber ของคุณก็จะสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นกับแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น ขณะที่ ในกรณีการสื่อสารกับแฟนๆ ในประเทศอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน นี่คือโอกาส”

โอกาส ‘หน้าใหม่’ ชิงพื้นที่โซเชียลจากยูทูเบอร์

เนื่องจาก VTuber สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่างเหมือน YouTuber ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจยิ่งสำหรับคนในแวดวงแอนิเมชั่น ซึ่งมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยี Motion Capture อยู่แล้ว

โดย มร.เฉิน ได้ให้คำแนะนำถึงการแปลงเทรนด์นี้มาสู่โอกาสทางการตลาดใน ได้แก่ การผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบ VTuber จะช่วยลดต้นทุนการผลิตทั้งด้านเวลา และเงินทุน จากเดิมการทำแอนิเมชั่นเพียง ตอน ต้องอาศัยขั้นตอนการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยาก อาจใช้เวลาเป็นเดือน

แต่คอนเทนต์อย่าง VTuber สามารถทำเสร็จได้ภายใน วัน อีกทั้ง ราคาของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ทำ VTuber ปัจจุบันมีราคาไม่แพง แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์ เพราะ VTuber มีความแปลกใหม่ และช่วยเพิ่มการจดจำที่ดี อีกข้อที่น่าจับตา ก็คือ VTuber สามารถพัฒนาจนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์เหมือนกับ YouTuber ที่เป็นบุคคลทั่วไป ผ่านการรีวิวสินค้า ผลิตภัณฑ์ ที่มีตลาดเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น

โดยผลการสำรวจของบริษัทญี่ปุ่นระบุว่า กลุ่มผู้ชม VTuber ส่วนใหญ่อายุจะอยู่ในช่วง 15-24 ปี กลุ่มเป้าหมายนี้จะดูวิดีโอหลังเลิกเรียน/หลังเลิกงาน และก่อนนอน โดยหนึ่งในกิจกรรมผ่อนคลายสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ การดูช่องวิดีโอของ VTuber คนโปรดของพวกเขานั่นเอง

จับกระแส VTuber สัญชาติไทย

.ส เฉลิมรัตน์ ติบรรณ์ ผู้อำนวยการฝ่านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไอคอม เทค จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเป็นรายแรกในประเทศไทย ที่สร้างช่อง VTuber สัญชาติไทย ในระดับ Production ที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ

ปัจจุบันอยู่กระบวนในการทำงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเปิดให้คอโซเชียลเมืองไทยติดตามช่อง VTuber สัญชาติไทย ได้ในเร็วๆ ล่าสุด ได้เปิดช่องทางให้สามารถติดตามข่าวสาร และความคืบหน้าของโครงการได้ที่เฟซบุ๊ก 3D SoftThai

โดย VTuber ในช่องที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเน้นนำเสนอคอนเทนท์ในรูปแบบของการถ่ายทอด Life style ต่าง ๆ ของคนไทย โดยใช้ตัวละครแทนนักแสดงจริง และใช้ฉากเป็นสถานที่จริง ทั้งเรื่องการพูดคุยในเรื่องที่กำลังเกาะกระแส การทำ Challenge ต่าง ๆ หรือแม้แต่การเล่นเกม

แนวทางคล้าย ๆ กับ VTuber ของทางต่างประเทศ แต่เราจะมีเรื่องของความไกล้ชิดทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และ เทรนด์ ที่เกาะกระแสสังคมไทยมาเป็นจุดเด่น ต่างจาก VTuber เจ้าอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความสามารถเสมือนจริงเช่นเดียวกับนักแสดงตัวจริง”

“กลุ่มเป้าหมายก็คือ น้องๆ วัยเรียน จนถึงวัยทำงาน และกลุ่มที่ติดตามการดู VTuber หรือผู้ที่สนใจงานแอนิเมชั่น” น.ส เฉลิมรัตน์กล่าว

ทั้งนี้ เธอได้พูดถึงมุมมองที่มีต่อเทรนด์ของ VTuber ในไทยว่า เริ่มเห็นกระแสการมีผู้ติดตามสื่อ VTuber มากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าส่วนมากยังเป็นช่องของทางต่างประเทศ ส่วนผู้สร้างยังคงมีไม่มากนัก

ดังนั้นยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก เนื่องจากเทคโนโลยี Motion Capture มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก ขณะที่ เมื่อประเมินจากปรากฎการณ์ VTuber ในระดับสากล ตลาดโตต่อเนื่องมากระยะหนึ่งแล้ว

โดยตลาดที่โตที่สุดจะเป็นทางฝั่งญี่ปุ่น VTuber เปิดตัวที่ญี่ปุ่นตั้งแต่กลางเดือน ธันวาคม 2561 และมีการเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดถึง 30 มิถุนายนปีนี้ เรามี VTuber มากถึง 7,000 ราย และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย”

เฟซบุ๊ก “ฉาว” ขโมยข้อมูล “เสียง” ผู้ใช้งาน

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/384159

เฟซบุ๊ก “ฉาว” ขโมยข้อมูล “เสียง” ผู้ใช้งาน

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 09:25 น.
เฟซบุ๊ก,กูเกิ้ล,ไอที,อินโนสเปซ,ไลฟ์สไตล์,ไอที วิทยาการ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

**************************

เมื่อต้นเดือนเพิ่งเขียนถึงความ ‘เข้ม’ ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือ GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาได้แค่ปีกว่าๆ แต่ก็กวาดเงินค่าปรับจากผู้ละเมิดซึ่งรวมถึงบริษัทระดับโลกหลายรายไปได้แล้วหลักหมื่นล้านบาท

และยังไม่รวมถึงกรณีเฟซบุ๊ก ที่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมปีนี้ ก็ถูกลงโทษจากคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (Federal Trade Commission : FTC) ให้จ่ายค่าปรับ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อหาการละเมิดระเบียบในเรื่องการหลอกลวงผู้ใช้เกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมความเป็นส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคล

อีกทั้งยักษ์โซเชียลเบอร์หนึ่งของโลกรายนี้ ยังมีชื่อติดอยู่ในกระบวนการสอบสวนการละเมิดกฎหมาย GDPR ถึง 19 กรณี

หัวใจ” ของกฎหมาย GDPR ก็คือ กำหนดหลักเกณฑ์ให้ทุกผู้ประกอบการต้องเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่มีสัญชาติหรือที่มีถิ่นพำนักในสหภาพยุโรปให้ได้ตามมาตรฐาน

มิฉะนั้นแล้วจะถูกดำเนินคดีที่มีเพดานค่าปรับสูงถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้รวมทั้งปีของธุรกิจ แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่า

สื่อใหญ่รุม ‘แฉ’ เฟซบุ๊กขโมย ‘เสียง’ ผู้ใช้

ล่าสุด เฟซบุ๊ก เจอมรสุมลูกใหญ่อีกครั้ง หลังถูกเปิดโปงจนต้องยอมรับกับสำนักสื่อใหญ่อย่าง ‘บลูมเบิร์ก’ ว่า ได้ส่งต่อ ‘เสียงพูด (Speech)’ ของผู้ใช้แอพเมสเซนเจอร์ (Messenger) ของเฟซบุ๊ก ไปให้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทที่รับงานจากเฟซบุ๊ก ‘ฟัง’ เพื่อถอดความและพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษร (Text)

ประเด็นสำคัญก็คือ บุคคลที่เป็นเจ้าของเสียงพูดรายนั้นๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ามีพฤติกรรมนี้เกิดขึ้น

ปัจจุบันในจำนวนสาวกเฟซบุ๊กกว่า 2.38 พันล้านคน มีจำนวนผู้ใช้ Messenger ไม่ต่ำกว่า 1.3 พันล้านคน และด้วยความที่มีโปรแกรมอำนวยความสะดวกให้คนขี้เกียจพิมพ์อย่าง Speech Recognition หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถแปลงเสียงพูด (Audio File) เป็นข้อความตัวอักษร (Text)

โดยสามารถแจกแจงคำพูดต่างๆ ที่มนุษย์สามารถพูดใส่ไมโครโฟน โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อื่นๆ และเข้าใจคำศัพท์ทุกคำอย่างถูกต้องเกือบ 100% ทำให้หลายๆ คนนิยมใช้งานโปรแกรมนี้

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป รวมถึงที่มีการสื่อสารออกมาของเฟซบุ๊ก ตลอดจนบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายในวงการนี้ ก็คือ ‘สิ่ง’ ที่รับฟังเสียงเราและพิมพ์ออกมาก็คือ โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มั่นใจได้ว่าร้อยทั้งร้อยไม่เคยจินตนาการไปถึงขั้นที่ว่าจะมีการ ‘จ้าง’ คนมาฟัง

ดังนั้น ข่าวที่บลูมเบิร์กเปิดโปงออมาครั้งนี้จึง ‘กระหึ่ม’ และสำนักสื่อใหญ่ๆ ทั่วโลกช่วยกันโหมกระพือข่าวกันอย่างไม่ยั้งมือ ยกตัวอย่างเช่น บีบีซีฟอร์บส์เทคครันซ์ (TechCrunch) เป็นต้น

อีกข้อที่น่าวิตกสำหรับกรณีเฟซบุ๊กก็คือ เบอร์ แพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ของโลกรายนี้ กำลังพิจารณาการผนวกรวมสมาชิกที่เป็นผู้ใช้งานแอพในกลุ่มโปรแกรมสนทนา (แชทอย่าง WhatsApp ที่ซื้อเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเฟซบุ๊ก ตั้งแต่ปี 2557

และปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกทะลุ 1.5 พันล้านคน เข้าไว้ด้วยกันกับ Messenger ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเคลียร์ตัวเองให้หลุดจากการถูกจับตามอง ในประเด็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

เสียง’ คือข้อมูลส่วนตัวที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ในรายงานข่าวของบลูมเบิร์ก ยังอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของพนักงานบริษัทภายนอกที่เฟซบุ๊กว่าจ้างเข้ามาทำงานนี้ ว่า ข้อความเสียงที่พวกเขาทำงานด้วยนั้นได้มาจากแอพ Messenger

ซึ่งบทสนทนาเหล่านั้นจะถูกนำมาจับคู่กับสิ่งที่พวกเขาถอดข้อความเสียงออกมา และเทียบเคียงกับที่ได้จากระบบ AI ของเฟซบุ๊ก เพื่อดูว่า AI คลาดเคลื่อนหรือไม่

ทั้งนี้ พนักงานจากภายนอกที่ทำงานนี้ให้กับเฟซบุ๊ก ก็ตระหนักดีว่า งานนี้ผิดจรรยาบรรณ เนื่องจากเฟซบุ๊กไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ใช้ทราบว่า มีบุคคล/บริษัทภายนอกได้รับฟังเสียงพูด/ข้อความสนทนาของพวกเขาด้วย และในประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัว ก็ไม่ได้ระบุถึงเรื่องที่อาจมีการฟังเสียงที่บันทึกไว้ของผู้ใช้

ขณะที่ ในหน้าศูนย์ช่วยเหลือก็บอกว่า การแปลงเสียงไปสู่ข้อความโดยใช้แมชชีนเลิร์นนิ่ง (Voice to Text uses machine learning) ไม่ได้บอกว่ามีการใช้คนมาฟังด้วย

จนถึงวันนี้ ในส่วนของเฟซบุ๊กเอง ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์อะไร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดโฆษกของเฟซบุ๊ก ได้ออกแถลงการณ์ว่า ยกเลิกการว่าจ้างบริษัทภายนอกมากถอดข้อความเสียงของลูกค้าแล้ว เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้

เฟซบุ๊ก ไม่ใช่รายแรกที่ขโมย ‘เสียง’

ด้านโฆษกของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล (Data Protection Commission) ประเทศไอร์แลนด์ ที่กำกับดูแลเฟซบุ๊ก เนื่องจากสำนักงานใหญ่เฟซบุ๊ก ตั้งอยู่ที่กรุงดับลิน ในประเทศนี้ บอกว่า กำลังขอข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความ และวิธีการทำงานที่สอดคล้องกับกฎหมายของสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้ ก็ดำเนินการลักษณะเดียวกันนี้กับ กูเกิล แอปเปิล ไมโครซอฟท์

ซึ่งล้วนเป็นบริษัทไอทีระดับโลก เพราะพฤติกรรมนี้ถือเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามที่กฎหมาย GDPR กำหนดไว้

การแข่งขันการพัฒนาความสามารถขั้นเทพ ให้แก่โปรแกรมที่เป็นระบบซอฟต์แวร์ควบคุมด้วยเสียง (Voice Command System) หรือการใช้แชทบอท มาเป็นผู้ช่วยในการพูดคุยโต้ตอบ รับฟังและแนะนำการแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ใช้งาน

ไม่ว่าจะเป็น Alexa ของ Amazon, โปรแกรม Google Assistant ของกูเกิล และสิริ (Siri) ของแอปเปิ้ล ซึ่งในการทำงานจริงไม่ใช่ด้วยความสามารถของ AI ทั้ง 100%

ล่าสุดก็ได้หยุดใช้คนในการรีวิวเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกลงดาบด้วยกฎหมาย GDPR

หันกลับไปฟังเฟซบุ๊ก ได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า ข้อมูลเสียงที่ส่งไปยังบริษัทภายนอกนั้น มีการปกปิดและไม่ระบุตัวตนของเจ้าของเสียง และการรวบรวมข้อมูลเสียงก็ทำเฉพาะกรณีผู้ใช้ Messenger เลือกใช้ฟีเจอร์แปลงเสียงเป็นข้อความ (Voice to Text)

และอนุญาตให้มีการเข้าถึงข้อมูลการใช้งานไมโครโฟนเท่านั้น ไม่เคยดักฟังจากไมโครโฟนของผู้ใช้งาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอุปกรณ์หรือการเปิดใช้งานที่ชัดเจนของผู้ใช้

ขณะที่ ในฝั่งของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็มองว่า การถอดข้อความเสียงนั้น แม้จะทำโดยโปรแกรม AI ก็อาจเป็นประเด็นปัญหาได้เช่นกัน เนื่องจากในเสียงที่ถูกบันทึกไว้นั้น ยังอาจมีเนื้อหาที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของ ‘บุคคลที่ 3’ รวมอยู่ด้วย (นั่นหมายความว่า แม้จะได้รับอนุญาต

จากการยอมรับในหน้าศูนย์ช่วยเหลือที่ระบุแจ้งไว้ว่า “การแปลงเสียงไปสู่ข้อความโดยใช้แมชชีนเลิร์นนิง (Voice to Text uses machine learning)” แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่ ซึ่งปรากฏอยู่ในบันทึกเสียงนั้นด้วยล่ะ จะทำอย่างไร

พร้อมยกตัวอย่างกรณี ไฟล์เสียงที่ ‘หลุด’ จากระบบผู้ช่วยเสียง (Google Assistant) ไปถึงสื่อเบลเยียม ซึ่งแค่ได้ยินเนื้อหา นักข่าวก็สามารถระบุข้อมูลส่วนบุคคลได้แล้ว โดยเฉพาะถ้ามีการเอ่ยชื่อ

โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีคลิปเสียงภาษาดัตช์หลุดออกมา โดยสื่อสำนักหนึ่งของเบลเยียมได้รับคลิปเสียงมากกว่า 1,000 คลิป ในนั้นมีราว 150 คลิป ที่ถูกบันทึกโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ทำให้ในที่สุด กูเกิล ออกมายอมรับว่าพนักงานสามารถเข้าไฟล์เสียงการพูดคุยที่ทาง Google Assistant บันทึกไว้ได้ โดยกำลังสืบสวนอยู่ว่าหลุดออกมาได้อย่างไร

ทั้งนี้ กูเกิล บอกว่า ทีมงานรีวิวบทสนทนาบน Google Assistant (หมายเหตุ เวลาที่เราใช้งาน Google Assistant ระบบจะทำการบันทึกเสียงอัตโนมัติ เมื่อเราพูดว่า “OK, Google”

ซึ่งทางบริษัทบอกว่า เก็บข้อมูลเพื่อให้เข้าใจภาษาพูดให้ดียิ่งขึ้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยให้ซอฟต์แวร์ของกูเกิล ทำงานได้หลายภาษา และเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสร้างเทคโนโลยีวิเคราะห์เสียงพูด (Speech Technology)

จ่อ’ โดนค่าปรับหลายหมื่นล้านบาท

กรณีของเฟซบุ๊ก ก็มีการรายงานล่าสุดจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) ว่า ค่าปรับอาจทะลุหลักพันล้านยูโร หรือหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ต้องรอผลการตัดสินใจอย่างเป็นทางการซึ่งทางคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลของไอร์แลนด์ จะส่งไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรป ในปลายเดือนกันยายนนี้

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป ก็ระบุว่า ใกล้ได้ข้อยุติผลการสืบสวนเฟซบุ๊ก ในหลายข้อหาที่เกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตามกฎหมาย GDPR ทั้งนี้ ทางไอร์แลนด์ เป็นผู้ยื่นข้อหาทั้งหมด 11 ข้อหาให้ทางอียูสอบสวน

ซึ่งบางส่วนผลจะออกมาปลายกันยายนนี้ โดยมีทั้งกรณีที่ต้องจ่ายค่าปรับ และมีมาตรการลงโทษ

คาดว่าผู้บริหารเฟซบุ๊ก รวมทั้งผู้ถือหุ้น คงหนาวๆ ร้อนๆ กับผลประกอบการปีนี้ที่น่าจะหดหายลงไปแยะ

เพราะเมื่อไม่นานนี้ก็เพิ่งโดนค่าปรับในข้อหาลักษณะเดียวกันในบ้านตัวเองไปแล้วถึง พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ1.5 แสนล้านบาทซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

‘ส่อง’ สถานการณ์สงครามต้าน ‘เฟคนิวส์’

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/383250

‘ส่อง’ สถานการณ์สงครามต้าน ‘เฟคนิวส์’

วันที่ 12 สิงหาคม 2562 – 02:10 น.
ไอที,เฟคนิวส์,อินโนสเปซ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 5,008 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

******************************

ผลการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่จัดทำกับกลุ่มผู้ใช้ทวิตเตอร์ พบว่า ข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ (Fake Newsจะได้รับความสนใจและการแชร์ต่อ หรือรีทวีต (retweet) ‘มากกว่า’ ข่าวจริงถึง 70%

และเมื่อวัดผลในการ เข้าถึง ข่าวปลอมเหล่านี้จะไปถึงตัวผู้รับปลายทางจำนวน 1,500 คนในเวลา รวดเร็ว’ กว่าข่าวจริงถึง 6 เท่าตัว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปลอมถึงแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวางภายในแค่เสี้ยววินาที ก่อให้เกิด ความตื่นตัว’ กับรัฐบาลและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของชาติในหลายประเทศทั่วโลก

เพราะตัวเลขนี้ตอกย้ำความน่ากลัวของปริมาณการแพร่กระจายข่าวลวงในโลกออนไลน์สู่โลกจริง เพราะนี่คือตัวเลขที่ทำการศึกษาเฉพาะกับทวิตเตอร์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญอันดับ 3 ของโลก  ซึ่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ ณ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ มีผู้ใช้งานทั่วโลกราว 330 ล้านคน อย่างไรก็ตาม สำหรับโซเชียลเบอร์ 1 อย่างเฟซบุ๊ก ที่มีจำนวนผู้ใช้กว่า 2.38 พันล้านคนนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยงานศึกษาในลักษณะนี้สู่ธารณะ

ทวิตเตอร์ ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงแห่งการ ‘กระจายข่าว’

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งการแชร์หรือบอกต่อข่าวสาร ตัวเลขผู้ใช้งานไม่ใช่หัวใจสำคัญ แต่พฤติกรรมผู้ใช้งานนั่นแหละคือ ‘ของจริง’

เพราะปัจจุบันวงการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์การตลาด ยอมรับกันว่าอิทธิพลของ ‘ทวิตเตอร์’ ในอุตสาหกรรมนี้มาแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยจุดเด่นของแพลตฟอร์มคือ Real-time และ สั้น-กระชับ-ได้ใจความ

ด้วยความที่จุดต้นกำเนิดของ “Twitter” คือ Micro Blog ที่ให้ผู้ใช้งาน Tweet เรื่องราวสั้น – กระชับ จำนวน 140 ตัวอักษร ซึ่งปัจจุบันเพิ่มเป็น 280 ตัวอักษรแล้วนั้น ตรง “จริต” ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการติดตามเรื่องราวข่าวสารเร็ว สั้น และตรงประเด็น ถือเป็นเสน่ห์ของทวิตเตอร์

และที่สำคัญ ประชากรวัยรุ่นเริ่มหนีจากแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นเข้ามาเป็น สาวกของทวิตเตอร์เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง

อีกคุณลักษณะของการส่งต่อข้อความ หรือรีทวีต ก็คือ การแสดงความเห็นด้วยกับสิ่งที่ ‘ต้นทาง’ คิด และทำให้เกิดการโต้ตอบระหว่างกันกับผู้ติดตาม (Followers)

อีกทั้ง การรีทวีต เปรียบได้กับการเป็น Word of mouth Communication ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังที่สุด เพราะทุกคนที่เป็นเพื่อนกับผู้ที่ Retweet ข้อความต้นทาง รวมถึงชาวโลก ก็จะเห็นข้อความนั้นๆ ไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เจ้าของโครงการศึกษาครั้งนี้ของเอ็มไอที (MITบอกด้วยว่า “เหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ข่าวปลอมได้รับการแชร์ต่อมากกว่าก็คือ ข่าวพวกนี้น่าสนใจกว่าข่าวจริง มีความดราม่า และคนเราก็ชอบแชร์เรื่องดราม่า และอยากแชร์เพื่อบอกโลกว่ารู้เรื่องนี้นะ

นอกจากนี้ ยังพบว่า การรีทวีตข้อมูลผิดๆ ไปได้เร็วกว่าและเจาะกลุ่มผู้รับได้ลึกกว่าข่าวจริง และหากไม่มีการสะดุดระหว่างการรีทวีต ข้อมูลผิดหรือข้อมูลปลอมเหล่านั้น จะเดินทางได้เร็วกว่าข่าวจริง 10-20 เท่าตัวตลอดห่วงโซ่ของการส่งข้อความ

ส่องกฎหมายจัดการข่าวปลอมทั่วโลก

ความรวดเร็วและผลกระทบของข่าวปลอม ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติของหลายประเทศทั่วโลกมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังเห็นอิทธิพลความแพร่กระจายของสื่อโซเชียลที่ขยายวงอย่างไม่มีวี่แววสิ้นสุด

โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา ได้นำเสนอภาพรวมของท่าทีรัฐบาลทั่วโลกในการต่อสู้สงครามข่าวปลอมผ่านการออกกฎหมาย

เริ่มจากเพื่อนบ้านชาวเอเชียของเรา ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ได้ผ่านกฎหมายเฉพาะลงโทษบุคคลที่สร้างหรือเผยแพร่ข่าวลวงต้องระวางโทษปรับ ตั้งแต่ 100,000 เปโซ ถึง 5,000,000 เปโซ และอาจถูกลงโทษจำคุก 1 ถึง 5 ปี หรือทั้งจำคุก และปรับ

นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดดังกล่าวนี้จะถือว่าขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย

มาเลเซีย รัฐสภาผ่านกฎหมายต่อต้านข่าวลวง (Anti-Fake News Bill)  ในสมัยรัฐบาลนายนาจิบ ราซัค ประกาศใช้ในวันที่ 2 เมษายน 2561 กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 6 ปี และปรับ 500,000 ริงกิต (ราว 4 ล้านบาท) ต่อผู้เผยแพร่ข่าวลวงทั้งในและนอกดินแดนมาเลเซีย รวมทั้งชาวต่างชาติ ถ้าประเทศหรือพลเมืองมาเลเซียได้รับผลกระทบจากข่าวลวง โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลครอบคลุมทั้งสำนักข่าว สื่อดิจิทัล และสื่อสังคม

อินเดีย กระทรวงข่าวสาร กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ประกาศนโยบายว่าจะออกกฎหมายควบคุมข่าวลวงด้วยการเพิกถอนใบอนุญาตของนักข่าวที่เผยแพร่ข่าวลวงแบบชั่วคราวหรือถาวร โดยผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะถูกห้ามเข้าสำนักงานรัฐบาล ห้องแถลงข่าว ห้องสัมมนา หรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาล

สิงคโปร์  เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 62  รัฐสภาของสิงคโปร์ ได้ผ่านกฎหมายต่อต้านข่าวปลอม  กำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ต้องดำเนินการแก้ไขหรือลบเนื้อหาที่รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องเท็จ และผู้กระทำผิดจะได้รับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีหรือปรับ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

กำกับดูแลผู้ให้บริการเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม

นอกจากการออกกฎหมายมาขจัดการแพร่กระจายของข่าวลวงแล้ว แนวทางกำกับดูแลผู้ให้บริการเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม หลายประเทศก็ใช้แนวทางนี้ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมต้องรับผิดชอบในการควบคุมการแพร่กระจายข่าวลวง ไม่ว่าจะเป็นการนำเนื้อหาที่เป็นข่าวลวงออกจากสื่อสังคม

หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมาย จะถูกปรับจำนวนเงินมหาศาล หรืออาจถูกจำคุกหากมีส่วนร่วมหรือมีส่วนรู้เห็นในการแพร่กระจายข่าวลวงดังกล่าว

เยอรมนี กฎหมายการบังคับใช้โครงข่าย (Network Enforcement Act) กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 50 ล้านยูโร กับบริษัทสื่อสังคมที่ปฏิเสธหรือไม่ยอมนำเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างชัดเจนออกไปภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับคำร้องเรียน และกำหนดให้บริษัทสื่อสังคมมีหน้าที่ต้องปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ตภายใน 7 วัน หากไม่ดำเนินการจะต้องถูกปรับ

สหรัฐอเมริกา รัฐสภาได้พิจารณาร่างกฎหมายโฆษณาหลอกลวง (Honest Ads Act) กำหนดให้บริษัทอินเทอร์เน็ตมีหน้าที่ต้องเปิดเผยรายละเอียดโฆษณาทางการเมือง ที่ดำเนินการผ่านช่องทางแพลตฟอร์มของตนเอง พร้อมมาตรการป้องกันการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทางการเงินของต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐฯ ในรูปแบบการโฆษณาออนไลน์

แนวทางการมีส่วนร่วมหลายฝ่าย (MultiStakeholder)

ขณะที่ บางประเทศใช้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ในการจัดการกับปัญหาข่าวลวง และเสริมด้วยมาตรการอื่นๆ เช่น การสร้างกลไกหรือรณรงค์ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและตอบโต้ข่าวลวงด้วยการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ตรวจสอบ (Fact-checking website)  ได้แก่

มาเลเซีย ได้สร้างเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือข่าวได้ เรียกว่า “sebenarnya.my”

กาตาร์ ได้สร้างเว็บไซต์ชื่อ “Lift the Blockade” เพื่อต่อสู้กับการรณรงค์เผยแพร่ข่าวลวงและได้ให้ข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลด้วย

นอกจากนี้ มาตรการที่ไม่ใช่กฎหมาย ยังรวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันสื่อ (Media literacyและมีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ประเทศแคนาดา อิตาลี และไต้หวัน ได้บรรจุเรื่องการแยกแยะข่าวจริงและข่าวลวงไว้ในหลักสูตรการเรียนของนักเรียน หรือประเทศอินโดนีเซีย รัฐบาลได้ขอความร่วมมือกับบริษัทสื่อและผู้นำสื่อสังคมให้ช่วยกันให้ความรู้และรณรงค์ในเรื่องการต่อสู้กับข่าวลวง เป็นต้น

ประเทศไทย เดินหน้าตั้งศูนย์รับมือข่าวปลอม

สำหรับประเทศไทย มีข้อมูลจาก เดอะการ์เดียน ระบุว่า คนไทย 52% เชื่อข้อมูลจากโซเซียลมีเดีย ขณะที่บ้านเรายังมีเพียง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ที่ภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลและอาชญากรรมออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่สื่อโซเชียล นำพาข่าวปลอมให้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว หลายข่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสาธารณชนที่หลงเชื่อ หรืออาจก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อความมั่นคงสงบสุขของสังคมและประเทศชาติ

ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงต้องทำหน้าที่เชิงรุกในการจัดการปัญหาเฟคนิวส์ในสังคมไทย  โดยเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอี  ได้จัดให้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Fake News)

ถือเป็นการเร่งรัดนโยบายด้านการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านดิจิทัล มุ่งเน้นด้านการเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้อง โดยจะตั้งหน่วยงานศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ (Fake News Center)

โดยย้ำว่า ศูนย์แห่งนี้ จะเน้นสื่อสารข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การหลอกลวงให้ลงทุน การขายสินค้าอันตรายและผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ

รวมถึงเร่งรัดหามาตรการในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่าง ๆ กับภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลและอาชญากรรมออนไลน์ตาม พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฉบับข้างต้น

“ประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยโทรศัพท์มือถือสูงถึง 180% ของประชากร และมีการใช้สื่อ Social Media สูงมาก โดยมีผู้ใช้งาน Facebook สูงสุดถึง 54 ล้านคน Line 42 ล้านคน Twitter 12 ล้านคน

ซึ่งการใช้สื่อ Social Media ของประชาชนดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี และมีความขัดแย้งต่อกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายด้านการจัดเก็บภาษี กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น”

สำหรับหน่วยงานที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเบื้องต้นกับภารกิจของศูนย์เฟคนิวส์ที่จะจัดตั้งขึ้นนี้ มีกว่า 15 หน่วยงาน อาทิ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สํานักข่าวกรองแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทรวงกลาโหม กองทัพบก ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของพี่น้องประชาชนเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนสมัยก่อนมาก ประชาชนใช้เวลาในการเข้าถึงข่าวสารได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว จากสื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ กระทรวงดิจิทัลฯ ตั้งใจบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยจะตั้งคณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำงานและศึกษาถึงกรอบแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ พรบ. กฎหมายต่างๆทึ่แต่ละหน่วยงานถืออยู่ เพื่อผลักดันและเกิดศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ (Fake News Centerอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือนหลังจากนี้” นายพุทธิพงษ์กล่าว

ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ กับราคา ‘ค่า(ไม่)คุ้มครอง’

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/382313

ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ กับราคา ‘ค่า(ไม่)คุ้มครอง’

วันที่ 5 สิงหาคม 2562 – 02:00 น.
ไอที,เทคโนโลยี,วิทายาการ,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก
เปิดอ่าน 7,418 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

ในปีปัจจุบัน (พ.ศ. 2562) จากข้อมูลที่จัดทำโดย Hootsuite และ We Are Social เปิดเผยว่า มีประชากรทั่วโลกมากกว่า 4.39 พันล้านคน ท่องไปในโลกออนไลน์ ขณะที่กลุ่มที่เป็นชาวโซเชียลก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 3.48 พันล้านคน

ตัวเลขนี้ทำให้องค์กรรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านกำกับดูแลความปลอดภัยและคุ้มครองประชาชนในหลายประเทศทั่วโลก จำเป็นต้อง ‘ออกแบบ’ กฎหมายใหม่ที่ก้าวทันโลกออนไลน์และเครือข่ายโซเชียล

ซึ่งส่วนหนึ่งของกฎหมายเหล่านี้ ก็คือการกำกับดูแลด้วยมาตรการที่เป็นสากล เพื่อให้แน่ใจได้ว่า ‘ภาคธุรกิจ’ หรือเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลต่างๆ ที่ได้รับประโยชน์มหาศาลจากผู้บริโภคยุคโซเชียล จะให้ความคุ้มครองดูแลรักษาข้อมูลส่วนตัวลูกค้าไม่ให้ ‘รั่วไหล’ หรือถูกนำไป ‘ใช้’ โดยที่เจ้าของข้อมูล ‘ไม่รู้ตัว’

หนึ่งในกฎหมายที่พูดถึงข้างต้น และเรียกได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนไปแล้วทั่วโลก ก็คือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือ GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 .. 2561 กำหนดหลักเกณฑ์ให้ทุกผู้ประกอบการต้องเก็บรวบรวมหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่มีสัญชาติหรือที่มีถิ่นพำนักในสหภาพยุโรปให้ได้ตามมาตรฐาน

มิฉะนั้นแล้วจะถูกดำเนินคดีที่มีเพดานค่าปรับสูงถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้รวมทั้งปีของธุรกิจ แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่า

ปัจจัยข้อสำคัญที่กฎหมายฉบับนี้ ‘สะเทือน’ ทั้งโลก เนื่องจากขอบเขตการบังคับใช้นั้นครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจรายใดๆ ก็ตามในทุกประเทศทั่วโลก ที่มีการติดต่อทำธุรกรรมและต้องจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวของลูกค้าในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย GDPR ด้วย

เฟซบุ๊ก-บริติชแอร์ฯ-แมริออท ควงแขนจ่ายค่าปรับโหด

เดือนกรกฎาคม 2562 ดูเหมือนจะเป็นเดือนแห่งการ ‘ลงดาบ’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่พลาดท่าทำ ‘ข้อมูล(ลูกค้า)หลุด’ โดยข้อมูลจาก http://www.enforcementtracker.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการสำหรับอัพเดทข้อมูลการลงโทษและจำนวนค่าปรับของผู้ที่ถูกตัดสินแล้วว่าละเมิดกฎหมาย GDPR เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการตัดสินกรณีที่ละเมิดและค่าปรับแล้ว 66 ราย วงเงินค่าปรับมีตั้งแต่หลักร้อยยูโร ไปจนสูงหลักร้อยล้านยูโร

โดยเฉพาะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งสิ้นสุดไป ในวันที่ 7 ได้มีการประกาศลงโทษสายการบิน British Airways ที่ถูกสั่งปรับ 204.6 ล้านยูโร จากการถูกเจาะระบบข้อมูลเมื่อเดือนกันยายน 2561 โดยมีข้อมูลลูกค้าที่ถูกขโมยไปได้กว่า 500,000 คน เหตุเกิดจากระบบความมั่นคงปลอดภัยที่หละหลวมของบริษัท

และในวันถัดมา เครือโรงแรมชั้นนำระดับโลก Marriott International ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเครือโรงแรม รวมทั้ง W, Westin, Le Meridien และ Sheraton ถูกปรับ 110.39 ล้านยูโร

เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงรายละเอียดบัตรเครดิต หมายเลขพาสปอร์ต และวันเดือนปีเกิดของลูกค้ากว่า 339 ล้านคนถูกขโมย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวอังกฤษ 7 ล้านคน และมีที่เกี่ยวข้องกับประชากรอื่นในสหภาพยุโรปด้วย

ขณะที่ มีรายงานข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันยักษ์โซเชียลเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง เฟซบุ๊ก ก็กำลังอยู่ในกระบวนการสอบสวนการละเมิดกฎหมาย GDPR ถึง 19 กรณี โดยในจำนวนนั้น 11 กรณีมุ่งเป้าเฟซบุ๊กโดยตรง และที่เหลือกระจายกันในเครือข่ายธุรกิจใต้ร่มเงาเฟซบุ๊ก

อย่างเช่น อินสตาแกรม, WhatsApp เป็นต้น และแม้ปัจจุบันการสอบสวนในส่วนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่เฟซบุ๊ก ก็มีความเคลื่อนไหว และตัดสินใจยอมจ่ายค่าปรับในบ้านของตัวเองที่สหรัฐอเมริกาแล้ว

เฟซบุ๊ก’ สร้างสถิติโลก ‘ค่าปรับ’

เฟซบุ๊กศูนย์การเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Knowledge Center: DPKC) ได้นำเสนอข่าว “เฟซบุ๊ก กับบทลงโทษสูงสุดเป็นประวัติการณ์โลก ภายใต้กฎหมาย Privacy” ว่าในที่สุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (Federal Trade Commission : FTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวการลงโทษเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า

บริษัท เฟซบุ๊ก จะจ่ายค่าปรับ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อหาการละเมิดระเบียบของ FTC (2012 FTC order) ในเรื่องการหลอกลวงผู้ใช้เกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมความเป็นส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา

โทษปรับนี้นับว่าสูงที่สุดในโลก หรือเกือบ 20 เท่าที่เคยได้ปรับกับบริษัทใดๆ ในเรื่องการละเมิดส่วนตัวผู้บริโภค และเป็นบทลงโทษที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยประเมินโดยรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับการละเมิดใด ๆ

ขณะเดียวกัน FTC ยังมีคำสั่งอื่นๆ เช่น ให้เฟซบุ๊กปรับโครงสร้างที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยให้จัดตั้งคณะกรรมการดูแลความเป็นส่วนตัวที่มีความเป็นอิสระจากบอร์ดของเฟซบุ๊ก, ขจัดอำนาจตัดสินใจของ ‘มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก’ ซีอีโอเฟซบุ๊ก ในเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน และตัวคณะกรรมการชุดใหม่นี้จะถูกปลดได้จากเสียงส่วนใหญ่ของบอร์ดเท่านั้น เป็นต้น

อีกทั้ง ยังมีข้อกำหนด เช่น ห้ามให้ใช้เบอร์โทร.ที่ได้รับ เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัย (เช่น ยืนยันตัวตนสองขั้นตอน) ไปใช้สำหรับการโฆษณา, ต้องแจ้งอย่างชัดเจนถึงการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าและขอความยินยอมจากผู้ใช้ก่อนการใช้งาน, ห้ามขออีเมล์ที่ผู้ใช้สมัครกับบริการอื่น ๆ เป็นต้น

กูเกิล ก็ไม่รอดมือ GDPR

อย่างไรก็ตาม บริษัทระดับโลกรายแรกที่ถูกลงดาบจากกฎหมาย GDPR ด้วยค่าปรับทะลุหลักล้านไปเป็นรายแรก ก็คือ กูเกิล โดยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 นี้ Commission Nationale de l’Informatique et des Libertés (CNIL) หน่วยงานด้านการคุ้มครองข้อมูลของฝรั่งเศส สั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 50 ล้านยูโร เนื่องจากทำผิดกฎ GDPR ใน 2 เรื่อง ได้แก่

ข้อหาแรกคือ เรื่องความโปร่งใสในการนำข้อมูลไปใช้งาน ซึ่ง GDPR กำหนดให้บริษัทต้องประกาศให้ผู้ใช้ทราบว่าจะนำข้อมูลไปจัดเก็บและประมวลผลอย่างไรบ้างเพื่อแสดงโฆษณาให้ตรงตามผู้ใช้แต่ละคน แต่ประกาศของกูเกิลกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ทำให้ค้นหาได้ยากและมีขั้นตอนซับซ้อน

ข้อหาที่สองคือ กระบวนการขอคำยินยอมจากผู้ใช้งาน ‘ไม่ชัดเจน’ เพราะแม้กูเกิลขอคำยินยอมจากผู้ใช้เพื่อนำข้อมูลไปใช้แสดงผลโฆษณา แต่คำขอนั้นไม่ได้ระบุชัดเจนว่าขอข้อมูลไปใช้กับบริการใดบ้าง และการยินยอมให้ข้อมูลต่อกูเกิลเป็นการให้ข้อมูลทั้งหมดกับบริการทุกตัว

แล้วธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร

สำหรับประเทศไทยสามารถฝ่าแรงต้านจน “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ผ่านเมื่อช่วงต้นปีนี้ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ด้วยความตระหนักจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องถึงความสำคัญที่ประเทศไทย ‘จำเป็น’ ต้องมีกฎหมายด้านนี้ที่เทียบชั้นมาตรฐานสากล ซึ่งกระบวนการจากนี้จะต้องมีการจัดทำกฎหมายลูกออกมารองรับอีกนับสิบๆ ฉบับให้ครอบคลุมทุกธุรกิจ/บริการที่จำเป็นต้องมีการร้องขอ หรือจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการหรือทำธุรกรรม ดังนั้น จึงมีการให้ระยะผ่อนผันเป็นเวลา 1 ปี

ขณะที่ เมื่อไม่นานนี้ เว็บไซต์ Ad Addict ได้ทำการสรุป 5 ประเด็นสำคัญจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ทุกธุรกิจต้องเตรียมรับมือ จากเวทีสัมมนา พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 โดย สมาคมโฆษณาดิจิตอล (ประเทศไทย)

โดยได้สรุปเป็น 5 ประเด็นสำคัญจากพ.ร.บ.ตัวนี้ให้ทุกธุรกิจเตรียมรับมือ ดังนี้ 1. ข้อมูลส่วนบุคคลคือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ในทางตรงหรือทางอ้อม ก็คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเราที่สามารถนำว่าระบุถึงตัวเราได้ในทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน กรุ๊ปเลือด E-mail เบอร์โทรศัพท์ สีที่ชอบและอื่นๆทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น

2. ต่อไปในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้ตามมาตรฐานที่ พ...กำหนด พ.ร.บ.จะเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานให้กับนิติบุคคล องค์กรต่างๆ มหาวิทยาลัย ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไปจนถึงการนำไปใช้ จะต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของข้อมูล รวมไปถึงการจัดเก็บข้อมูลจะต้องปลอดภัย ได้มาตรฐานไม่ให้ข้อมูลหลุดออกมา

3. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีอยู่ หรือเก็บมาก่อนหน้านี้ต้องเช็คว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องไหม ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท ร้านค้า หรืองค์กรต่างๆ เก็บมาก่อนที่จะมีพ.ร.บ.ตัวนี้ก็จะต้องกลับไปดูกันว่าข้อมูลที่ได้มาได้มาอย่างถูกต้องไหม ตรงตามข้อกำหนดไหม ในส่วนตรงนี้อาจไม่ต้องถึงขั้นย้อนกลับไปขออนุญาตเจ้าของข้อมูลทุกคน แต่ต้องมีช่องทางให้เจ้าของข้อมูลนั้นยกเลิกหรือเอาข้อมูลของตัวเองออกจากระบบ ถ้าจะใช้ข้อมูลตรงนี้ ก็อาจต้องมีการขออนุญาต

4. เป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะในทางธุรกิจหรือการทำงาน กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศก็เริ่มมีกการบังคับใช้ออกมาแล้วเช่นกัน จริงๆ พ.ร.บ.ของไทยเราตัวนี้ก็อิงกับ GDPR หรือ General Data Protection Regulation ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีข้อห้ามไม่ให้มีการแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายข้อมูลกับประเทศที่ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น เมื่อประเทศไทยมีกฎหมายตรงนี้ก็เปิดโอกาสในการทำธุรกิจ กับต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งสร้างให้เกิดอาชีพใหม่คือ DPO หรือ Data Protection Officer ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลและตรวจเช็คให้เป็นไปตามกฎหมาย

5. มีเวลาเตรียมตัวอีก 2-3 ปี ก่อนจะมีผลบังคับใช้ เนื่องจากต้องรอการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อน ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทำหน้าที่ออกประกาศ ออกข้อกำหนดและแนวปฏิบัติซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่เราทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม

ก้าวใหม่ของ ‘ไลน์’ ในวันที่ Game Change

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/381383

ก้าวใหม่ของ ‘ไลน์’ ในวันที่ Game Change

วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 – 02:00 น.
ไลน์,LINE,สติกเกอร์,ไอที,ไอที วิทยาการ,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,604 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซ๊่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ย้อนหลังไปเมื่อเดือนพฤษภาคม เว็บไซต์ Thumbsup.in.th ได้เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการจาก “ไลน์ ประเทศไทย” ว่า ในจำนวนประชากรไทยเฉียด 70 ล้านคน จะมีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มไลน์ (LINE) เกินครึ่งหรือจำนวน 44 ล้านคน

และจากสถิติ คนไทยใช้มือถือเฉลี่ย 216 นาทีต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นการใช้งานไลน์เฉลี่ย 63 นาทีต่อวัน

และแม้จะเป็นโซเชียลแพลตฟอร์มยอดนิยมแต่ไลน์ก็ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนารูปแบบธุรกิจ ซึ่งค่อยๆ รุกคืบจากการเป็นโปรแกรมสนทนาระหว่างบุคคล และกลุ่มคนในเครือข่ายเดียวกัน ไปสู่การเชื่อมโยงกับบริการต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริการที่อยู่ในบริบทการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็น เกมออนไลน์ (เกม/ไลน์เพลย์), บริการข้อมูลข่าวสาร/บันเทิง (ไลน์ทูเดย์/ไลน์ทีวี), แพลตฟอร์มการหางาน (ไลน์จ็อบ), การจัดส่งสินค้า/อาหาร (ไลน์แมน) และโซลูชั่นช่วยธุรกิจ (Business Solution) ได้แก่ ไลน์แอท หรือ LINE@ และบัญชีไลน์ทางการ (LINE Official Account) เป็นต้น

ซึ่งทั้งสองโปรแกรมนี้จะต้องถูกรวมเข้าด้วยกันภายหลังคำประกาศอย่างเป็นทางการของไลน์ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยุบเหลือเพียง “บัญชีไลน์ทางการ (LINE Official Account)” ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

รายได้จากสติกเกอร์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ประเด็นที่น่าสังเกตสำหรับผลงานการสร้างรายได้ของไลน์ คือ ขณะที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วง 8 ปีที่เข้ามาเปิดบริการในไทย แต่ในแง่ ‘รายได้’ กลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบผลประกอบการปี 2559-2561 พบว่ามีทั้งตัวดลขขาดทุน และผลประกอบการติดลบ

โดยปีล่าสุด (2561) มีตัวเลขติดลบถึง 711% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่ามีผลประกอบการเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เป็น 2,331 ล้านบาทก็ตาม

แม้ล่าสุด ผู้บริหารของไลน์ (ประเทศไทยจะออกมาเปิดเผยความนิยมสติกเกอร์ของสาวกไลน์ในไทยว่ามีจำนวนสูงขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และอยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้ใช้ทั่วโลก โดยพบว่า คนไทย 1 คน มีสติกเกอร์ไลน์สะสมเฉลี่ยสูงถึงคนละ 65 ชุด (ในจำนวนนี้เป็นสติกเกอร์ที่ซื้อ 20 ชุด)

ขณะนี้มีสติกเกอร์จำหน่ายทั้งสิ้น 2.2 ล้านชุด คิดเป็นสัดส่วน 35% ของจำนวนสติกเกอร์ทั้งโลก 6 ล้านชุด โดยเป็นตลาดหลักร่วมกับ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นและไต้หวันยังถือว่าห่างอยู่มาก (ทั้งๆ ที่เราเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของไลน์ รองจากญี่ปุ่น) ดังนั้น ผู้บริหารจึงมองว่า เมืองไทยยังไม่อิ่มตัว และเตรียมแผนกระตุ้นยอดขายสติกเกอร์ ทั้งการมีฟีเจอร์ใหม่ๆ และขยายช่องทางจำหน่าย เพราะยังเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ

ซึ่งปัจจุบันไลน์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การสื่อสาร (แทนคำพูดยาวๆ) ของคนไทยเรียบร้อยโรงเรียนไลน์แล้ว

ทั้งนี้ สติกเกอร์ไลน์ที่เราดาวน์โหลดมาส่งให้กันทุกวันนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ สปอนเซอร์สติกเกอร์ที่แจกฟรี และสติกเกอร์ที่ต้องจ่ายเงินซื้อ แบ่งเป็น สติกเกอร์ทางการ (Official Sticker) ที่เป็นสติกเกอร์คาแร็กเตอร์ชั้นนำ

สติกเกอร์ศิลปิน และ LINE Creators Market เป็นพื้นที่จำหน่ายสติกเกอร์ที่เปิดกว้างให้กับครีเอเตอร์ทั่วไปนำเสนองานสร้างสรรค์เข้ามา และถ้าผ่านการพิจารณาจะได้เข้ามาวางขายบนร้านค้าสติกเกอร์ของไลน์ ราคามีตั้งแต่ 35 – 150 บาท

ร้านค้าย่อยเอสเอ็มอี ช่องทางปั้นรายได้ที่สดใส

ขณะที่ อีกช่องทางการปั้นรายได้ของ ‘ไลน์’ ที่น่าจะทำตัวเลขได้เป็นกอบเป็นกำเร็วกว่าการฝากความหวังไว้กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็น ภาคธุรกิจ เจ้าของกิจการร้านค้า หรือเอสเอ็มอี

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังสร้างความนิยมในหมู่คอโซเชียลชาวไทยได้ไม่กี่ปี ไลน์ ก็แตกฟีเจอร์การใช้งานเอาใจกลุ่มร้านค้าและธุรกิจโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ ไลน์แอท หรือ LINE@ และ LINE Official Account โดยมีผู้สนใจสมัครเข้ามาใช้ทั้ง 2 ช่องทางนี้รวมแล้วกว่า 3 ล้านราย เพื่อใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ไลน์หลายสิบล้านคนทั่วประเทศ

โดยมีผลสำรวจพบว่า เหตุผลหลักๆ ที่คนติดตามช่องทางเหล่านี้ ได้แก่ ติดตามโปรโมชั่น, รับข้อมูล, ต้องการทิปส์ดีๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน และติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์

ลูกค้าหลักๆ ล้วนเป็นธุรกิจที่ใกล้กับชีวิตประจำวันอย่างมาก ได้แก่ กลุ่มอาหาร/เครื่องดื่ม ค้าปลีก สุขภาพและความงาม การเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อแยกแยะ ‘จำนวน’ จะพบว่า ในส่วน LINE@ มีแอคทีฟแอคเคาน์ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านราย เป็นกลุ่มร้านค้าย่อยธุรกิจเอสเอ็มอี และ LINE Official Account เป็นกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ราว 300 บัญชี

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทันทีที่มีคำประกาศจากไลน์ ที่จะรวมทั้ง 2 ช่องทางนี้ให้เหลือช่องทางเดียว ภายใต้แบรนด์ LINE Official Account จึงทำให้เกิดความวิตกอย่างมากในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยบ้านเรา

เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า LINE@ มีส่วนสำคัญในการจุดประกายให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ได้เข้ามาใช้งาน โดยคนไทยมีการใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนมาก และนำไปสู่การประยุกต์ใช้กับการขายสินค้าผ่านช่องทางนี้

วงการสื่อโซเชียลมีเดีย จับตาโมเดลคิดค่าบริการใหม่ภายใต้ชื่อ LINE Official Account ว่ามีทั้งข้อดี ข้อเสีย โดยเฉพาะวงการสื่อ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งฟันธงว่าจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นแน่นอน

เพราะจะมีค่าใช้จ่ายในการยิงข้อความ หรือกระจายข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นไปตามจำนวนข้อความที่ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย แทนการคิดค่าบริการเหมาจ่ายแบบเดิม

ทั้งนี้ ผู้บริหารของไลน์ ให้เหตุผลข้อหนึ่งในการโอนย้ายบัญชีผู้ค้าใน LINE@ มารวมอยู่ใน LINE Official Account ว่า “ที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีการส่งข้อความสแปมให้แก่ผู้ใช้งานจำนวนมาก จนลูกค้าที่ใช้งานทั่วไป เริ่มเกิดความรำคาญ การส่งข้อความเริ่มเกิด Blind Broadcast ที่ไม่เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น

ในมุมของไลน์ไม่ได้อยากเป็นแพลตฟอร์ม ที่สนับสนุนให้ทุกคนส่งสแปมเข้าหากัน โดยไม่สามารถเข้าไปจำกัด ปริมาณการส่งข้อความของผู้ประกอบการแต่ละเจ้าได้ แนวคิด ReDesign ครั้งนี้ ก็เพื่อปรับปรุงให้ LINE@ มีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น

อยากให้ผู้ประกอบการทุกคนไม่ใช่แค่มองเรื่องของการทำมาค้าขาย แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ทุกคนชื่นชอบ ไม่ใช่เกิดความรำคาญ”

7 อันดับคอนเทนต์ร้ายบนโลกออนไลน์

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/380506

7 อันดับคอนเทนต์ร้ายบนโลกออนไลน์

วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 – 02:10 น.
อินเทอร์เน็ต
เปิดอ่าน 8,643 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” คมชัดลึก

 

**************************

สถิติการใช้ออนไลน์และสื่อโซเชียลของคนไทยใน พ.นี้ มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสูงถึง180% ของประชากร และมีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียสูงมาก โดยมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก มากกว่า 54 ล้านคน ตามมาด้วยไลน์ 42 ล้านคน และทวิตเตอร์ 12 ล้านคน

สำหรับภาคเอกชน ตัวเลขข้างต้นคือ “โอกาส” ของรายได้และจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางพิเศษที่นอกเหนือจากหน้าร้านหรือสำนักงานอย่างเป็นทางการ แต่ในเชิงสังคมแล้ว ความเฟื่องฟูของโลกออนไลน์กลับเปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่นำพามาได้ทั้งความทั่วถึงและเท่าเทียมในการเชื่อมต่อโลกการสื่อสาร/ข้อมูลข่าวสารของผู้คน และปัญหาที่สร้างผลกระทบเชิงลบทั้งต่อบุคคลผู้เป็นเหยื่อ สังคม และความมั่นคงผาสุกของประเทศชาติ

เปิด 7 อันดับเนื้อหาไม่เหมาะสมบนออนไลน์

..สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้งานสื่อโซเชียลมีเดีย อย่างแพร่หลายทำให้เกิดเนื้อหาบน Social Media ที่เข้าข่ายการกระทำความผิดมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากเช่นกัน ขณะที่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการกระทำความผิดมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและมีการกระจายตัวลงในระดับพื้นที่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน

ปัญหานี้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี และบางส่วนเป็นการใช้งานที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งต่อกฎหมาย และกฎระเบียบของประเทศไทยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลที่รวบรวมจากการร้องเรียนของประชาชน พบว่าเนื้อหาไม่เหมาะสมที่พบบ่อยมากที่สุดในโลกโซเชียล คือ พฤติกรรมที่รุนแรงและเกี่ยวกับอาชญากรรมส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การทำร้ายตัวเอง การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การละเมิดความเป็นส่วนตัว คำพูดที่แสดงความเกลียดชัง รุนแรง และหมิ่นประมาท การหลอกลวงและการบิดเบือนข่าวสาร (Fake News) การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และความสงบเรียบร้อยของสังคม

ขณะเดียวกัน มีข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า หัวข้อหลักๆ 10 อันดับแรก ที่พบการกระทำความผิดบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้เสียหายแจ้งความต่อ สตช. ประกอบด้วย

1.การก่อการร้ายสากล/ปัญหาชายแดนภาคใต้ 2.ความรุนแรงสุดโต่ง 3.ยาเสพติด 4.การลามกอนาจาร/เด็กและเยาวชน 5.อาหาร ยา วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง 6.การจัดเก็บภาษี

7.ทรัพย์สินทางปัญญา 8.สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น 9.ความมั่นคงของประเทศ และ 10. ความสงบเรียบร้อยของสังคม/ขัดศีลธรรมอันดี

เฟคนิวส์ ไวรัสร้ายโลกโซเชียล

ต้องยอมรับว่า ในยุคที่ข่าวแชร์ไปได้ไกลทั่วโลกภายในเสี้ยววินาทีผ่านปลายนิ้ว ได้สร้างให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรงแห่งยุคดิจิทัล ก็คือ ข่าวลวง/ข่าวหลอก หรือเฟคนิวส์ (Fake News) และสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของบ้านเมือง จนมาสู่ความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการระดมสมองเพื่อหาแนวทางรับมือในเรื่องนี้

เมื่อสัปดาห์ก่อน เว็บไซต์สำนักข่าวไทย ได้นำเสนอรายงานข่าวการเสวนานักคิดดิจิทัลเรื่อง “แพลทฟอร์มสื่อดิจิทัลกับการรับมือข่าวลวง ความเกลียดชังและด้านมืดในโลกออนไลน์” ซึ่งร่วมกันจัดขึ้นโดยศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิฟรีดริช เนามัน องค์กร Centre for Humanitarian Dialogue (hd)

สถาบัน Change Fusion และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)โดยเชิญนักวิชาการหลายสาขาวิชามาระดมความเห็นรับมือข่าวลวง ซึ่งหลากหลายมุมมองที่นำเสนอกันในเวทีนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงอยากขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อไว้ในคอลัมน์วันนี้

นายอุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้ก่อตั้งศูนย์นโยบายดิจิทัลอาเซียน กล่าวว่า ข่าวลวง ข่าวปลอม (Fake News) มีอยู่มากและกระจายอย่างกว้างขวาง

ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการกำกับแต่ปัญหาคือ คน “ไม่ไว้วางใจ” หน่วยงานที่เป็นผู้กำกับดูแลว่าตัดสินใจด้วยฐานความคิดว่าเพื่อประโยชน์ความมั่นคงและมั่งคั่งของใคร จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยกำกับฯเหล่านี้ด้วย

นางพิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกอินเทอร์เน็ตเมื่อมีคนเข้าไปใช้แพลทฟอร์มเพิ่มขึ้น เจ้าของพื้นที่จะขยายประเภทธุรกิจไปมากกว่าการเป็นพื้นที่สื่อสาร

คนใช้สื่อออนไลน์มีทั้งแบบที่เป็นข้อมูลการสนทนาส่วนตัวเฉพาะกลุ่มและเปิดเผยต่อสาธารณะหรือติดตามข่าวสารและความบันเทิง ข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจะมีมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางและต้องมีการกำกับดูแล

อยากจะใช้คำว่า information disorder มากกว่า fake news เพราะข่าวนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริง ผิดไม่ได้อยู่แล้ว ข้อมูลลวงเหล่านี้มีหลายระดับ ส่วนที่จะเป็นปัญหามากคือข้อมูลที่จะทำให้เกิดอันตราย (harmful)

งานวิจัยพบว่าข้อมูลลวงนั้นมักจะมาจากแหล่งข้อมูลหรือเวปไซต์เล็ก ที่คนไม่รู้จักมากนัก ไม่ได้เป็นสื่อกระแสหลัก จึงเกิดคำถามในเชิงการบริหารจัดการว่าจำเป็นเร่งด่วนแค่ไหนในการจัดการข้อมูลเหล่านี้ ต่างประเทศจะเลือกจัดการข้อมูลที่เสี่ยงจะทำให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคมก่อน”

นางพิจิตรากล่าวอีกว่า แพลทฟอร์มใหญ่ระดับนานาชาติ มีเครื่องมือเพื่อดำเนินการกับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้อยู่บ้างแล้ว อาทิ Facebook มี FB fact checking program ,community standard policy และเครื่องมือเพื่อสืบค้นจัดการกับข่าวลวง เอาออกจากพื้นที่ ลดความถี่การมองเห็นและการแจ้งเตือน,

Google มี Google news Initiative หรือ LINE มี digital literacy program, หรือไลน์ในไต้หวันมี Co-fact checking ส่วนในสหภาพยุโรป มีการตั้งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลโดยเฉพาะโฆษณา ต้องแสดงความโปร่งใสว่าใครอยู่เบื้องหลังเนื้อหา ใครเป็นคนจ่ายเงินโปรโมทข้อมูล

“แต่ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลข่าวลวงนี้อย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องทำให้เกิดคือให้ประชาชนมีความเข้มแข็งและเท่าทันข่าวสาร รวมทั้งต้องส่งเสริมงานศึกษาวิจัยเรื่องนี้ให้มากขึ้นด้วย”

นายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าวว่า ข่าวลวงคือไวรัสทางสังคมที่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการระบาดทางความคิด ในสหรัฐและอังกฤษมีงานวิจัยพบว่า ข่าวลวงนี้ แพร่กระจายได้ลึก กว้างและเร็วกว่าข่าวปกติ ซึ่งจะทำให้ภูมิต้านทานของผู้รับข่าวสารลดต่ำลง

มีแนวโน้มจะเชื่อข้อมูลที่ได้รับง่ายโดยไม่ตรวจสอบ แม้จะมีเครื่องมือ fact checking แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หลายครั้งที่ส่งรายงานปัญหาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองกลับมา ดังนั้น ภาคประชาชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาด้วย

เคยมีงานวิจัยพบว่าคนที่เคยได้รับข้อมูลลวง แม้จะมีข่าวสารที่ถูกต้องมายืนยันอีกครั้งแต่ก็มีแนวโน้มที่อาจลังเลหรือไม่เชื่อข้อมูลจริง ดังนั้นหากคนที่ได้รับข่าวสารใช้เวลาชะลอช้าลงก่อนกดแชร์ส่งต่อ แม้แค่ครึ่งนาทีก็จะมีผลอย่างมากเพื่อให้คิดได้รอบด้านขึ้น

ข่าวลวงนั้นมีวงจรชีวิตสั้นยาวต่างกัน ในต่างประเทศมีเครื่องมือหลายแบบที่จะช่วยกรองได้ เช่น chat bot ในไต้หวัน การมีเครือข่าย Fact checking หรือใช้เกมเพื่อให้เด็กในโรงเรียนได้เล่น ในเมื่อข่าวลวงเป็นไวรัส

ทางแก้ก็ต้องเอาคนในสังคมมาช่วยป้องกันกลั่นกรองและทำให้เกิดการเท่าทัน ทั้งผู้บริโภคและภาครัฐต้องร่วมมือกัน ประเด็นสำคัญคือ จะเชื่อใจหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไร ว่าจะไม่ถูกแอบอ้างหรือโฆษณาชวนเชื่อ

นางสาวมุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของมาตรการ ที่เจ้าของแพลทฟอร์มต้องการใช้เครื่องมือเพื่อจัดการข่าวลวง ในขณะที่ขั้นตอนแรกเพื่อให้มีบัญชีในแพลทฟอร์มเหล่านั้น กลับไม่ได้ใช้การตรวจสอบที่เข้มข้นแต่แรก

หลักการคือ กว่าจะมี account สักอัน ก็ต้องการแค่ชื่อ อีเมล ของผู้ใช้ ไม่ได้ต้องการข้อมูลอื่นมากกว่านั้น ทำให้มี account ได้ง่ายๆ เพราะต้องการให้มียอดสมาชิกและผู้ใช้มากๆ กว้างขวาง เลยไม่แน่ใจว่าเจ้าของแพลตฟอร์มต้องการจัดการข่าวลวงจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดีในด้านหนึ่งข้อดีของข่าวลวง คือทำให้ข่าวจริงและบทบาทของสื่อมวลชนมีตัวตนและมีศักดิ์ศรีเพิ่มมากขึ้น

ดีอี’ ตื่นหามาตรการหนุนใช้สื่อโซเชียลอย่างมีคุณภาพ

ล่าสุด รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ออกมาเปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้รวบรวมความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เพื่อเร่งรัดหามาตรการ แนวทางในการพัฒนาการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างมีคุณภาพ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อแก้ไข

หรือบรรเทาผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ไม่เหมาะสม พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศให้เข้าใจบริบทของสังคมไทย และสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

สุดท้ายกระทรวงดิจิทัลฯ ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบภารกิจด้านการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลและอาชญากรรมออนไลน์ตาม พ..ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภารกิจตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยี

รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ จะต้องเร่งรัดหามาตรการในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ ให้สำเร็จต่อไป” น..สมศักดิ์กล่าว

ทำไม? ใครๆ ก็กลัว “ลิบรา”

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/379396

ทำไม? ใครๆ ก็กลัว “ลิบรา”

วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 – 02:00 น.
ไอที,บัซซี่บล็อก,อินโนสเปซ,ลิบรา
เปิดอ่าน 7,474 ครั้ง

คมลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

*************************

 

ตลอดระยะเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมาหลังการประกาศเปิดตัวเงินดิจิทัลสกุลใหม่ “ลิบรา (Libra)” ภายใต้การกุมบังเหียนของ “เฟซบุ๊ก” เบอร์ 1 โซเชียลมีเดียโลก และพันธมิตรผู้ก่อตั้ง 28 ราย (หลายรายเป็นเพื่อนๆ ในซิลิกอนวัลเลย์) คลื่นความตื่นตัวและการระแวง(ภัยด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเงิน) ที่มีต่อ ‘ลิบรา’

และย่างก้าวล่าสุดของเฟซบุ๊ก ก็ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปครอบคลุมแทบทุกภูมิภาคของโลก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สาธาณชนก็ยิ่งทวีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับผลได้/ผลเสียที่เงินดิจิทัลสกุลใหม่นี้จะสร้างให้เกิดขึ้นในภาพรวม

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงได้จัดสัมมนาทางวิชาการ“ Libra ก้าวที่กล้าของเฟซบุ๊ก : ก้าวสู่โลกใหม่ไร้พรมแดน” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับลิบรา

ที่นอกเหนือจากกูรูจากแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุน บล็อกเชน และกฎหมายร่วมขึ้นเวที ยังมีผู้สนใจเข้าไปนั่งฟังร่วม 400 คน และติดตามผ่านการถ่ายทอดทางเฟซบุ๊กไลฟ์มากกว่า 29,000 ครั้ง

รู้จักกับ “ลิบรา” อีกครั้ง

จากเวทีนี้ ทำให้รู้จัก ‘ลิบรา’ และฝันอันยิ่งใหญ่ของเฟซบุ๊ก ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านมุมมองของ ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ที่ปรึกษา ก.ล.ต. ซึ่งเปรียบเทียบว่า การจัดตั้งสมาคมลิบรา (Libra Associations) โดยร่วมกับพันธมิตรผู้ก่อตั้ง 28 รายของสกุลเงินดิจิทัลนี้ เพื่อให้มีบทบาทเสมือนเป็นธนาคารกลาง ทำหน้าที่กำกับดูแลมูลค่าสกุลเงิน “ลิบรา” นั่นเอง

ซึ่งแผนการเก็บเงินสำรอง 5-6 สกุลหลักไว้เป็นตะกร้าเงิน ทำให้คุณสมบัติของราคาค่อนข้างคงที่ เป็นไปตามสินทรัพย์ที่มาหนุนหลังอยู่ ซึ่งนอกเหนือจากเงินสำรอง ยังอาจรวมไปถึงพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีนโยบายทางการเงินเข้มเข็ง และซื้อขายได้ง่ายในตลาดอีกด้วย

ส่วนเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับพันธมิตรที่จะเปิดรับเพิ่มจาก 28 รายให้ครบ 100 รายนั้น อาจเป็นข้อจำกัดของบริษัทไทยที่สนใจเข้าร่วม เนื่องจากนอกเหนือจากคุณสมบัติที่ว่าต้องมีขนาด Market Cap ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยังมีข้อที่ระบุว่า การทำธุรกิจต้องเข้าถึงลูกค้าได้ 20 ล้านคนทั่วโลก และติดอันดับ Fortune 500 หรือท็อป 100 ในอุตสาหกรรมของตัวเองในระดับโลก ซึ่งผู้ที่จะได้รับการพิจารณาต้องผ่านคุณสมบัติอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ

“ผู้ที่ได้เข้าร่วมสมาคมลิบรา จะได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการเงินสำรอง และร่วมจัดการ Libra Investment Token ที่จะใช้เป็นกลไกควบคุมราคาเหรียญลิบรา ซึ่งมีกำหนดจะออกสู่ตลาดภายในครึ่งแรกของปี 2020”

ที่ปรึกษา ก.ล.ต. บอกด้วยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับลิบราเพิ่มเติม คงจะทยอยมีออกมาเรื่อยๆ เพราะเฟซบุ๊ก จริงจังกับโครงการนี้ และจัดตั้งทีมงานเข้าไปเดินสายคุยกับรัฐบาลในหลายประเทศ

เพราะเฟซบุ๊กใหญ่(เกินไปลิบราจึงน่ากลัว

ปัจจุบันในแวดวงคนเล่นเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี่) ต่างรับรู้กันว่ามีสกุลเงินดิจิทัลที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 2,000 สกุลเงิน ดังนั้น หลายคนจึงอาจแปลกใจว่า “ทำไม” การที่เฟซบุ๊ก ประกาศส่ง “ลิบรา” ลงสนามตลาดเงินดิจิทัลจึงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

คุณฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ปัจจุบันประชากรทั้งโลก 8 พันล้านคน มีอยู่ 4 พันล้านคนเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

และในจำนวนดังกล่าวครึ่งหนึ่งเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ดังนั้น ถ้าจะมีใครที่ทำอะไรแล้ว สามารถสร้างผลกระทบได้ทั่วโลกก็ย่อมจะเป็น “เฟซบุ๊ก” นั่นเอง

โดยเฉพาะเมื่อผนวกเข้ากับคำประกาศเป้าหมายสำคัญของลิบรา ที่โฟกัสไปด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน การชำระเงิน และการโอนเงินข้ามประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศที่ส่งเงินออกนอกประเทศมากที่สุดคือ สหรัฐ และประเทศที่เป็นขารับการโอนเงินรายหลักๆ ได้แก่ อินเดีย จีน เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ประเทศเหล่านี้ล้วนเป็น Fastest growing FB อยู่แล้ว

นอกจากนี้ มีข้อมูลด้วยว่า ปัจจุบันปริมาณการโอนเงินข้ามประเทศ(ของรายย่อย) อยู่ในหลัก 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้นทุนการโอนอยู่ที่ 6% ดังนั้นถ้าลิบราเข้ามา และบอกว่าไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน ธนาคารจะได้รับผลกระทบแน่นอน

อีกทั้ง ด้วยจำนวนพันธมิตรที่เข้ามาร่วมอยู่ในสมาคมลิบรา และเงินทุนสำรองที่แต่ละรายต้องใส่เข้ามา จะส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเงินสำรอง (Reserve Pool) ที่ใหญ่สุดของโลก

เปิดเบื้องลึก “ทำไม” ธุรกิจใหญ่อยากเข้าร่วม

กูรูหลายรายบนเวทีนี้ ยังร่วมให้มุมมองถึงเหตุผลที่พันธมิตรผู้ก่อตั้งสมาคมลิบรา ล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่นับฐานลูกค้ารวมๆ กันแล้วก็กวาดประชากรโลกไว้ในเครือข่ายแล้วถึงครึ่งโลก เพราะนอกเหนือจากการได้เข้ามามีส่วนร่วมในแหล่งเงินสำรองแห่งใหญ่นี้แล้ว ยังจะทำให้บริษัทเหล่านั้นได้ “ข้อมูล” อีกด้วย

“ไม่จำเป็นต้องได้ชื่อผู้ใช้งาน แต่ข้อมูลการทางการเงิน (Financial Data) นั่นแหละ คือข้อมูลการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลส่วนนี้คือจุดสำคัญมาก สำหรับผู้ที่จะเข้ามาร่วมในสมาคมลิบรา”

นอกจากนี้ ในอีกแง่หนึ่งก็คือ กลยุทธ์การขยายฐานผู้ใช้บริการของเฟซบุ๊ก ปัจจุบันผู้ใช้แอพฯ เฟซบุ๊ก 2.3 พันล้านคนทั่วโลก ยังไม่รวมอินสตาแกรม และ WhatsApp ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของเฟซบุ๊กเช่นกัน จึงมองว่านี่คือ ก้าวใหม่ของเฟซบุ๊ก ในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ที่เป็น Next Billion Users

ซึ่งประชากรกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในแถบเอเชีย และแอฟริกา คนเหล่านี้มีมือถือใช้แล้ว แต่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร “การเกิดขึ้นของลิบรา จะช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ และยังทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนของธนาคารทั่วไป และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม”

หันมามองที่ประเทศไทย มีประชากรไทย 40 ล้านคนอยู่บนเฟซบุ๊ก เป็นตลาดใหญ่อันดับ 8 ของเฟซบุ๊ก ซึ่งในมุมมองผู้บริหารธนาคารรายหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ถ้าจับคนกลุ่มนี้มาเปลี่ยนแปลงจาก Digital Internet เป็นการ access (การเข้าถึง) ให้ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินผ่านธนาคาร สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือที่ใช้แอพฯ เฟซบุ๊กอยู่แล้วได้

และถ้าเงินหมุนเวียนระดับวินาที จะทำให้เกิดพลวัตรทางเศรษฐกิจโตขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว และไม่จำกัดเฉพาะประเทศไทย แต่ครอบคลุมระดับทั่วโลก เพราะโซเชียลมีเดีย อยู่กับวิถีชีวิตคนมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเสี่ยง” การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อิทธิพลจากความ “ใหญ่” ของเฟซบุ๊ก และ(โอกาส)ความแพร่หลายของการใช้เงินสกุลลิบรา ทำให้ภาครัฐ และหน่วยงานด้านกำกับดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุนของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย “ตื่นตัว” กับปรากฎการณ์ลิบรากันแทบจะทันที และตามด้วยการเร่งเตรียมพร้อมมาตรการรับมือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาหลังการใช้เหรียญลิบราจริงในปี 2020 (ตามแผนงานที่ประกาศไว้)

มีการยกตัวอย่างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ถ้าเฟซบุ๊กทำได้อย่างที่ฝันไว้ เช่น เอา social commerce ทั้งหมดขึ้นไปไว้บนนี้ ระบบการเงินทั้งโลกจะเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกัน ก็จะเกิดปรากฎการณ์ว่า ต่อไปนี้ถ้าประเทศไหนมีดอกเบี้ยเงินฝากอัตราสูง เงินทั้งโลกก็จะไหลไปกองกันอยู่ประเทศนั้น ซึ่งระบบการเงิน/การธนาคารปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะติดกฎระเบียบด้านปริมาณเงินที่จะโอนกันระหว่างประเทศ

อีกประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายกังวลก็คือ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน เพราะนอกเหนือจากเหรียญลิบราแล้ว ในส่วนของเฟซบุ๊ก ได้ออก Wallet Calibra ซึ่งเป็นแอพฯกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งเฟซบุ๊กจะเป็นผู้ดูแลให้ ซึ่งต้องการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน อีกทั้งการที่สมาคมลิบรา ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ย ดังนั้น ภาครัฐของประเทศใดๆ ก็ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้

...เตรียมหารือแบงก์ชาติ

ทางด้านผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เรื่องของเงินดิจิทัลลิบรา ยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 2562 โดย ก.ล.ต. เตรียมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เพื่อศึกษาเตรียมออกกฎหมายลูกมากำกับดูแล และรับมือก่อนที่ลิบรา จะเกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งขณะนี้ ธปท. ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาเงินสกุลนี้ และพร้อมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น ก..ประเมินว่า “ลิบรา” ไม่เหมาะเป็นสินทรัพย์เพื่อลงทุนหรือเก็งกำไร เพราะไม่ผันผวนเท่าเงินดิจิทัล แต่ลิบรา คือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนชำระเงินมากกว่า พร้อมกันนี้ได้เเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง เพราะอาจถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีรายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ได้รับการติดต่อจากเฟซบุ๊กเพื่อที่จะเข้ามาหารือเกี่ยวกับสกุลเงินลิบราร่วมกัน โดยธปท.ต้องการที่จะศึกษากลไกของสกุลเงินลิบราในทุกมิติ

ทั้งด้านความปลอดภัย ความเสถียรของระบบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับช่องทางการนำไปใช้ในแง่การทุจริต รวมถึงการดูแลลูกค้าว่าจะทำผ่านช่องทางใด

ขณะที่ สำนักข่าวทั่วโลกก็ทยอยนำเสนอข่าวที่หน่วยงานรัฐในหลายประเทศก็แสดงท่าทีกังวลต่อการที่ เฟซบุ๊ก เปิดตัวเงินคริปโตสกุลลิบรา อย่างต่อเนื่อง โดยข้อกังวลหลักๆ ก็คือการตรวจสอบและควบคุม

ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนสหรัฐอเมริกา ผู้ว่าการธนาคารกลางของอังกฤษ และกลุ่มประเทศสมาชิก G7 ซึ่งประกาศแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อตรวจสอบสกุลเงินดิจิทัลลิบรา

และสดๆ ร้อนๆ ระหว่างปิดต้นฉบับ ก็มีแถลงการณ์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟดซึ่งกล่าวต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ

โดยแสดงความกังวลต่อสกุลเงินลิบรา ว่าทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวการฟอกเงินการคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องมีการรับมืออย่างรอบคอบ

%d bloggers like this: