ไอที

All posts tagged ไอที

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 27, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

รู้หรือไม่? นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ ใม่ว่าจะเป็นจอทีวี จอคอมพ์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ เท่ากับเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเอง เป็นตัวจุดระเบิดทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ไปจนถึงมะเร็ง รวมทั้งอาจลามไปถึงภาวะจิตตก หดหู่ ซึมเศร้าอีกด้วย

โลกยุคปัจจุบันที่แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนทุกช่วงวัย ถูกผูกติดกับหน้าจอด้วยความสะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว ทำให้แต่ละวันเราก็นั่งติดอยู่กับที่เป็นจำนวนชั่วโมงที่นานขึ้นๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยข้อมูลผลการวิจัยที่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลมาต่อเนื่องร่วม 15 ปี ในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ระบุว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกว่า 50,000 คน ครอบคลุมทั้งเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ระหว่างปี 2544-2559 แต่ละคนใช้เวลาไปกับการนั่งอยู่กับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นใช้เวลานั่งเกาะหน้าจอเฉลี่ยนานถึงวันละ 8 ชั่วโมง

งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทุกช่วงวัยในยุคนี้นั่งติดหน้าจอนานขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก็เนื่องมาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือสื่อสารผ่านออนไลน์ นอกเหนือจากในเวลาทำงานหรือในห้องเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

“แนวโน้มนี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐ แต่เราพบบริบทเดียวกันนี้ทั้งในยุโรปและออสเตรเลียเช่นกัน” Lin Yang ผู้เชี่ยวชาญในสาขางานบริการสาธารณสุข และหนึ่งในผู้ทำงานวิจัยฉบับนี้กล่าว

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีและหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ตวันละนานๆ โดยไม่ทันตระหนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานาน เป็นต้นเหตุของน้ำหนักเกิน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) หลายโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

ทั้งนี้เคยมีผลสํารวจจากนีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก พบว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 11 ชั่วโมง ขณะที่ งานวิจัยจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดา ระบุว่า ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีแนวโน้มใช้เวลานั่งเกาะติดหน้าจอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจัยด้านการทํางานและการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือครั้งละนานๆ และละเลยการออกไปทํากิจกรรมกลางแจ้ง

ด้าน Erin O’Loughlin นักจิตวิทยาด้านการออกกำลังกาย (exercise psychologist) มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย มอนทรีออล ประเทศแคนาดา บอกว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าตัวเองใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายมากกว่าการนั่งอยู่กับที่ ดังนั้นจึงคิดกลยุทธ์เพื่อจูงให้เด็กและวัยรุ่นออกห่างจากหน้าจอ และออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้มากขึ้น โดยใช้วิดีโอเกมเป็นเครื่องมือ โดยเลือกใช้เกมประเภท “exergames” หรือเกมเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เพื่อทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกและสนใจกับการเกาะติดข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองผ่านแอพได้อย่างง่ายดาย

“การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกีฬาเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคนเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง ก็คงไม่อยากทำ ดังนั้นเมื่อคนเพลิดเพลินกับการอยู่หน้าจอ เราก็เอาทั้งสองอย่างมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกายด้วยการออกแบบเป็นวิดีโอเกมสำหรับให้พวกเขาเล่นกัน”

  Digital Run2020
ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลฯ ชวนร่วมงาน “Digital Run 2020” ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เตรียมจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม มุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมส่งเสริมการออกกําลังกายแก่ประชาชนทุกกลุ่ม สร้างความตระหนักในการรักษาสุขภาพและเป็น เป็นเวทีประชาสัมพันธ์นวัตกรรมสุขภาพด้านการสื่อสารความรู้สุขภาพเฉพาะบุคคล (Health for You)

โดยผู้สนใจสามารถสมัครเดิน-วิ่ง แบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะทาง 5 กม. และมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กม.สําหรับบุคคลทั่วไป ค่าสมัคร 600 บาท และสําหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย (วีลแชร์) หรือผู้พิการทางการมองเห็น ไม่เสียค่าใช้จ่ายสามารถสมัครออนไลน์ ผ่านทาง race.thai.run/DIGITALRUN19 รายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมจะนําไปบริจาคให้มูลนิธิคนพิการไทย

“หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อสร้างความตื่นตัวเรื่องการออกกําลังกายมากขึ้น อีกทั้งการวิ่งเป็นการออกกําลังกายที่ทุกคนสามารถทําได้ง่ายๆ”

โลกยิ่งเร็วภัยไซเบอร์ยิ่งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 20, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/411088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

โลกยิ่งเร็วภัยไซเบอร์ยิ่งแรง

20 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยไซเบอร์,อินโนสเปซ,อาชญากรไซเบอร์,ออนไลน์
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

โลกยิ่งเร็วภัยไซเบอร์ยิ่งแรง คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก 

โลกยิ่งเคลื่อนไปข้างหน้าเร็วขึ้นตามความก้าวหน้าของยุคดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิตผ่านอุปกรณ์ที่สามารถพูดคุยกันได้อัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่อยู่ติดกาย ในอีกด้านเหล่าอาชญากรไซเบอร์ก็ยิ่งจู่โจมเหยื่อได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้นกัน มีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ เปิดเผยว่า แต่ละวันจะมีการจู่โจมทางไซเบอร์เกิดขึ้น 2,244 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 39 วินาที จะมีการจู่โจม 1 ครั้ง

ขณะที่ตัวเลขอื่นๆ ที่บ่งชี้ความรุนแรงต่อเนื่องของภัยไซเบอร์ ได้แก่ เฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีข้อมูลรั่วไหลสู่มือวายร้ายไซเบอร์ถึง 4.1 พันล้านไฟล์ข้อมูล (ที่มา : ริสก์เบส) โดยเวอไรซอน ได้เจาะลึกลงไปพบว่า 71% ของเป้าหมายโจมตีเพื่อมุ่งหวังเงิน และ 21% เป็นการจารกรรมข้อมูล ซี่งการรั่วไหลของขัอมูลเหล่านี้ 52% เกิดจากการแฮ็กข้อมูล อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้จะมีความพยายามปกป้องตัวเองจากการถูกแฮ็ก/เจาะข้อมูลด้วยการตั้งรหัสผ่าน แต่ก็ดูเหมือนว่าน่าจะไม่เพียงพออีกต่อไป โดยรายงานจากบริษัท ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ มีเดีย ระบุว่าภายในสิ้นปี 2563 จะมีจำนวนรหัสผ่านที่ใช้กันอยู่ทั้งโดยมนุษย์และเครื่องจักร/คอมพิวเตอร์ต่างๆ มากถึง 3 แสนล้านรหัส

ล่าสุด นายเท็ด เฮอเบิร์ต รองประธานฝ่ายการตลาดของโกลบอลไซน์ (GlobalSign) ก็ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่ายุคของการแฮ็กผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะ (smart devices) กำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ หรือไอโอที (IoT) เกือบ 3 หมื่นล้านชิ้นทั่วโลก และทุกๆ 1 วินาที จะมีอุปกรณ์ใหม่ๆ โดยเฉลี่ย 127 ชิ้นที่ถูกนำไปเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อีกทั้งคาดว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนอุปกรณ์ไอโอทีทั่วโลกมากกว่า 7 หมื่นล้านชิ้น

เมื่อไม่นานนี้ นายเดอริค มันคี นักกลยุทธ์ความปลอดภัยเครือข่ายระดับโลก บริษัท ฟอร์ติเน็ต ได้นำเสนอมุมมองคาดการณ์แนวโน้มภัยไซเบอร์ในปี 2563 ไว้ส่วนหนึ่งว่า “จะเห็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ โจมตีทุกรูปแบบ ในปริมาณมาก สามารถหลบหลีกการตรวจพบ ชุมชนอาชญากรไซเบอร์ประสบความสำเร็จในการคุกคาม โดยอาศัยทำนายการตัดสินใจของเหยื่อที่แม่นยำมากขึ้นและใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงเครือข่ายมากขึ้น จึงพบภัยคุกคามมากขึ้น”

จากรายงานภัยคุกคามภูมิทัศน์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุดจากฟอร์ติเน็ต พบว่า อีกกลยุทธ์ที่ใช้คือการกำหนดเป้าหมายการโจมตีในปริมาณมากที่สุด เช่น อาชญากรกำลังกำหนดเป้าหมายไปยังบริการที่ส่วนที่มีการเชื่อมต่อกับสาธารณชนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการฉวยโอกาสที่องค์กรกำลังมุ่งมั่นกับการอัพเกรดอุปกรณ์เกตเวย์รักษาความปลอดภัยให้ระบบอีเมลของตนและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อต่อสู้กับภัยฟิชชิ่งที่มีมากมายในขณะนี้อยู่ อาชญากรจึงใช้กลยุทธ์โจมตีที่แตกต่างกันในปริมาณมาก และคุกคามเข้ามาในเครือข่ายได้สำเร็จ

และที่น่าสนใจมากที่สุดในขณะนี้คือการพัฒนากลยุทธ์การโจมตีที่ใช้การทำงานร่วมของภัยประเภทหนอน (Swarm-based attacks) ทั้งนี้ ภัยหนอนอัจฉริยะกลุ่มใหม่ที่เกิดจากบ็อต (Bot) ที่ปรับแต่งได้ และถูกจัดกลุ่มรวมกันตามฟังก์ชั่นการโจมตีที่เฉพาะเจาะจง หนอนอัจฉริยะกลุ่มใหม่นี้จะสามารถแบ่งปันและเรียนรู้จากกันและกันได้แบบเรียลไทม์ สามารถกำหนดเครือข่ายเป้าหมาย และโจมตีเหยื่อ ในทุกด้านได้พร้อมๆ กันอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายในศักยภาพของเครือข่ายที่จะต้องป้องกันตนเองให้ได้อย่างแข็งแกร่ง

ดังนั้นถึงเวลาแล้วสำหรับการคิดใหม่ ทำใหม่ องค์กรจำเป็นต้องเริ่มใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ประเภทเดียวกันเพื่อปกป้องเครือข่ายที่อาชญากรใช้ในการคุกคามเข้ามา นั่นคือการใช้วิธีการป้องกันภัยแบบบูรณาการอย่างชาญฉลาดซึ่งใช้ประโยชน์จากพลังงานและทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่ในปัจจุบัน

เทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligence : AI) เป็นหนึ่งในความหวังที่ดีที่สุดในการช่วยองค์กรเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามใหม่ๆ นี้ได้ โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันแบบปรับตัวได้เองสำหรับเครือข่าย คล้ายกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ซึ่งในร่างกายของเรา จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จะเข้ามาช่วยเหลือเมื่อตรวจพบปัญหาโดยอัตโนมัติ เพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ ในขณะที่ยังจะส่งข้อมูลกลับไปที่สมองเพื่อการประมวลผลที่มากขึ้น เช่น การจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมหรือจดจำการใช้ยาปฏิชีวนะ”

ด้าน นายอีแวน ดูมาส ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เช็ค พอยท์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ จำกัด กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า จากสถานการณ์ในปี 2562 แสดงให้เห็นภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนอย่างมาก องค์กรต้องนำแผนเชิงรุกมาใช้เพื่อป้องกันและอยู่นำหน้าการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์ให้ได้ ความสามารถในการตรวจจับและการบล็อกการโจมตีโดยอัตโนมัติตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

ทั้งนี้รายงานสรุปความปลอดภัยทางไซเบอร์ปี 2563 ของเช็คพอยท์ เปิดเผยข้อมูลและเทคนิคการโจมตีที่สำคัญๆ ที่นักวิจัยของเช็กพอยท์ตรวจพบได้ในช่วงปีที่ผ่านมาหลักๆ ได้แก่ 1.มัลแวร์ขุดบิตคอยน์ (Cryptominer) ยังคงยึดหัวหาดการโจมตีของมัลแวร์ เนื่องจากการใช้ซอฟต์แวร์ขุดเงินดิจิทัลยังคงเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสูงสำหรับอาชญากร 2.กองทัพบ็อตเน็ตมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยพบว่ามีองค์กรทั่วโลกได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า

3.แรนซัมแวร์แบบมีเป้าหมายโจมตีหนักมาก อาชญากรเลือกเป้าหมายในการใช้แรนซัมแวร์อย่างระมัดระวัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้จากการเรียกค่าไถ่ให้ได้สูงสุด 4.การโจมตีอุปกรณ์เคลื่อนที่ลดลง เป็นผลจากการที่เกิดความตระหนักที่สูงขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามของอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5.ปีแห่งการโจมตีของ Magecart ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการนำรหัสที่เป็นอันตรายเข้าไปใส่ไว้ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพื่อขโมยข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าจากหลายร้อยเว็บไซต์ ตั้งแต่เครือโรงแรมขนาดใหญ่ ยักษ์ใหญ่ด้านการค้า ไปจนถึงธุรกิจเอสเอ็มอีในทุกแพลตฟอร์ม และ 6.การโจมตีระบบคลาวด์เพิ่มจำนวนขึ้น ขนาดของการโจมตีและการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังพบโจมตีซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้ให้บริการคลาวด์โดยตรงมากขึ้น

อาชีพในฝันของเด็กไทยเจน-อัลฟ่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 17, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/409650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

อาชีพในฝันของเด็กไทยเจน-อัลฟ่า

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
อาชีพในฝันของเด็กไทยเจน-อัลฟ่า
เปิดอ่าน 304 ครั้ง

อาชีพในฝันของเด็กไทยเจน-อัลฟ่า คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก 

ขอต้อนรับเด็กๆ ชาวเจน-อัลฟ่าทุกคน ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2563 เด็กยุคนี้คือ อนาคตที่จะพุ่งแรงในยุคดิจิทัลครองโลก วันนี้เราจึงมีผลสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทยเจน-อัลฟ่า” มาฝากกัน คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้เท่าทันและปูทางให้ลูกๆ ได้แต่เนิ่นๆ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชาวเจน-อัลฟ่า (Generation Alpha หรือ Gen Alpha) ซึ่งเป็นนิยามที่ใช้เรียกกลุ่มประชากรที่เกิดตั้งแต่ราวปี 2554 จนถึงปี 2568 ชัดเจนว่าเด็กเจนนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย และถูกโอบล้อมไปด้วยเครือข่ายสังคมออนไลน์ และมีตัวเลขคาดการณ์จาก Mark McCrindle นักประชากรศาสตร์ชื่อดังชาวออสเตรเลีย ว่า ในทุกๆ สัปดาห์จะมีชาวเจน-อัลฟ่า เกิดใหม่บนโลกใบนี้ 2.5 ล้านคน อีกทั้งประมาณการว่า เด็กกลุ่มนี้ มีการใช้อินเทอร์เน็ตทุกวันเฉลี่ย 47.4% และมีแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ด้วยบริบทรอบตัวที่เปลี่ยนไปตามกระแสเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น จึงไม่น่าแปลกใจว่าผลสำรวจใหม่ๆ เกี่ยวกับอาชีพในฝันของเด็กยุคโซเชียลจะครองโลกจึงเปลี่ยนไปแบบพลิกผัน อาชีพยอดฮิตแต่เก่าก่อนในรุ่นพ่อแม่ จึง(อาจ)ไม่โดนใจและตรงใจลูกๆ เจน-อัลฟ่าอีกต่อไป

ล่าสุดกลุ่มบริษัท อเด็คโก้ (Adecco) เปิดเผยผลสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 11 ปี 2563 มีกลุ่มตัวอย่างเด็กไทยอายุ 7-14 ปี จำนวน 4,050 คน จากทั่วทุกภูมิภาค พบว่าอาชีพในฝันเด็กของเด็กไทยในปีนี้ “หมอ” นำลิ่วมาอันดับหนึ่ง ด้านอันดับสองยังคงเป็นอาชีพ “ครู” ไม่ต่างจากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม อาชีพมาแรงในปีนี้ ได้แก่ อาชีพ “ยูทูบเบอร์” ที่ไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สาม แซงอาชีพ “นักกีฬา” และ “ทหาร” โดยเด็กไทยมองว่าเป็นอาชีพที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ สบาย รายได้สูง มีอิสระ มีชื่อเสียง และคิดว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถในการทำอาชีพนี้ได้ หลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากยูทูบเบอร์และนักแคสเกมที่ตนชื่นชอบ

จากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยกว่า 93% ใช้ยูทูบ นำหน้าสื่อโซเชียลมีเดียอื่นๆ ส่วนสื่อที่เด็กนิยมใช้รองลงมาคือเฟซบุ๊ก ไลน์ และติ๊กต๊อก (TikTok) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันที่เป็นบริการเครือข่ายสังคมสัญชาติจีน เป็นบริการประเภทวิดีโอ ให้บริการบนไอโอเอส และแอนดรอยด์ กลุ่มเป้าหมายหลักก็คือ วัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม ยูทูบ ครองแชมป์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพในฝันและไอดอลที่ชื่นชอบ โดยกว่า 48% ของเด็กที่ตอบแบบสอบถาม เลือกยูทูบเบอร์เป็นไอดอลในดวงใจ ทำให้ปีนี้มียูทูบเบอร์เข้ามาติดโผจำนวนมาก

ในปีนี้ไอดอลที่เด็กไทยเทใจให้มากที่สุด ได้แก่ “เก๋ไก๋สไลเดอร์” ยูทูบเบอร์สาววัย 23 ปีที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 11 ล้านคน โดยเด็กๆ ให้เหตุผลว่าพี่เก๋ มีความน่ารัก สดใส ตลก พูดเพราะ ทำคลิปสนุกๆ และมีประโยชน์ ด้านอันดับ 2 ได้แก่ “BLACKPINK” เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีมาแรงแห่งปี สมาชิกในวงที่เป็นที่ชื่นชอบของน้องๆ มากที่สุด ได้แก่ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล อันดับ 3 ได้แก่ แป้ง “Zbing Z.” ยูทูบเบอร์และนักแคสเกมที่ติดโพลล์มา 3 ปีซ้อนติดต่อกัน อันดับ 4 ศิลปินเกาหลีวง “BTS” และอันดับ 5 “CGGG” นักแคสเกม Free Fire ชื่อดัง

อีกพฤติกรรมน่าสนใจของเด็กไทยชาวเจน-อัลฟ่า ก็ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมประชากรชาวเจนนี้ทั่วโลก คือ อินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือยอดนิยมในการเข้าถึงความรู้และข้อมูลต่างๆ ที่สนใจ โดยเด็กไทยกว่า 50% มีทั้งการหาความรู้ผ่านการเสิร์ชกูเกิล การเข้าเว็บไซต์ต่างๆ หรือดูยูทูบ ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมขณะที่อีก 25% เลือกค้นคว้าผ่านการ “อ่านหนังสือและการเข้าห้องสมุด”

ส่วนของขวัญวันเด็กที่เด็กไทยอยากได้มากที่สุดในปีนี้คือ “สมาร์ทโฟน” โดยคิดเป็น 25% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือ “คอมพิวเตอร์” “ตุ๊กตา” “เงิน” และ “หนังสือ” ตามลำดับ ซึ่งของขวัญเหล่านี้ก็สอดคล้องกับงานอดิเรกที่เด็กไทยชอบทำคือ เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต เล่นกับเพื่อน อ่านหนังสือ อ่านการ์ตูน ดูภาพยนตร์ และไปเที่ยว

“ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย บอกว่า กล่าวว่า ผลสำรวจที่จัดทำกับกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 7-14 ปีนี้ แบ่งได้เป็นสองเจนเนอเรชัน คือ GEN Z และ Gen Alpha ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับเทคโนโลยี คุ้นชินกับการใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่น่าแปลกใจว่า ภาพรวมของคำตอบในปีนี้ จะเห็นความเป็นดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น อาชีพยูทูบเบอร์ที่มาแรงขึ้นมาเป็นอันดับสาม และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี หรือการที่เด็กเกือบครึ่งโพลล์เลือกยูทูบเบอร์เป็นไอดอลในดวงใจ

รวมถึงพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ที่ชอบเล่นเกมสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ค้นหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ต ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประชากรชาวดิจิทัล (Digital native) ของเด็กไทยในปัจจุบัน

และเนื่องจากวันนี้เป็นวันพิเศษ “วันเด็กแห่งชาติ” ทางคอลัมน์ฯ จึงขอส่งท้ายด้วยคำขวัญวันเด็กปี 2563 ที่ลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) นายกรัฐมนตรี มอบให้แก่เด็กๆ ทุกคนว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

ที่สุดบนโซเชียลเมืองไทยปี 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ที่สุดบนโซเชียลเมืองไทยปี 2562

6 มกราคม 2563 – 15:30 น.
ที่สุดบนโซเชียลเมืองไทยปี 2562,โซเชียล,กูเกิล
เปิดอ่าน 219 ครั้ง

ที่สุดบนโซเชียลเมืองไทยปี 2562 คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก 

เรียกได้ว่าปี 2562 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นอีกปีแห่งที่สุดของความคึกคักบนโลกโซเชียลเมืองไทย ที่สำคัญหลายๆ เรื่องราวที่เปิดเผยสู่การรับรู้ และสร้างผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบให้แผ่ขยายวงอย่างรวดเร็วในพริบตา ก็เริ่มต้นจากเพียง 1 โพสต์ หรือ 1 แชร์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์นี่เอง

และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แต่ละเครือข่ายโซเชียล จะมีการรวบรวมอันดับสถิติ “ที่สุด” ในของแต่ละรอบปีที่สิ้นสุดลงไป ซึ่งที่น่าสนใจของปีนี้คือ มีละครดังเข้ามาเบียดแทรกครองใจชาวโซเชียลไทยกันหลายเรื่องทีเดียว

มาเริ่มต้นกันที่ยูทูบ ซึ่งมีผู้ใช้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก แต่ละวันที่จำนวนการเข้าไปดูคลิปวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มนี้ร่วม 1 พันล้านชั่วโมง และทุก 1 นาทีมีการอัพโหลดคอนเทนท์วิดีโอความยาวรวมกัน 500 ชั่วโมง

ในส่วนของประเทศไทย ตัวเลขทางการจากการเปิดเผยของผู้บริหารกูเกิล ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มยูทูบ เคยระบุไว้เมื่อปี 2560 ว่า ประเทศไทยติดอันดับ Top 10 ที่มีผู้ใช้งานยูทูบสูงที่สุดของโลก เข้าถึงประชากรมากกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศที่มีกว่า 46 ล้านคน นั่นหมายความถึงศักยภาพในการเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มคนต่างจังหวัดได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย

ข้อมูลจาก Youtube Rewind 2019 สรุปวิดีโอยอดนิยมแห่งปี 10 อันดับแรกของไทย (จัดอันดับ ณ วันที่ 30 พ.ย. 62) ซึ่งมียอดการเข้าชมรวมกันมากกว่า 95 ล้านครั้ง และช่องที่เป็นเจ้าของวิดีโอเหล่านี้มีจำนวนผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 90 ล้านคน ได้แก่

1.คลิปแกล้งแฟนหลอกผีที่โหดที่สุด!! (Kaykai&Sprite) ที่มียอดเข้าชมเกือบ 17 ล้านครั้งจากช่อง Kaykai Salaider (เก๋ไก๋สไลเดอร์) ซึ่งเป็นครีเอเตอร์ไทยรายแรกที่มีผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคน 2.การ์ตูนจากช่องมิกกี้เม้าส์ของค่ายดิสนีย์ที่มีชื่อตอนว่า “Our Floating Dreams” กับกระแสเพลงชิปกับเดล 3.คอมเมดี้ซิทคอม “เป็นต่อ” ตอน “นารีรำพึง” 4.เหมาของหมด 7-11 ครั้งแรกในชีวิต!!! เพื่อบริจาคเด็กบนดอย 5.โยนทุเรียนจากตึกสูง 35 ชั้น!!!! 6.มีแฟน VS ไม่มีแฟน ต่างกันอย่างไร ?

7.ถ้า Rapper สั่งอาหารตามสั่ง???(ภาค2) – Bie The Ska (บี้ เดอะสการ์) 8.พีช อีท แหลก vs ราชานักกินไต้หวัน Ep.53 ปี 2 | PEACH EAT LAEK 9. ASMR รังผึ้งแสนอร่อย กินบ่อยๆ เป็นเบาหวาน (โคตรหวาน!) และ 10.FIN | ไม่มีปัญญาทำเอง แล้วยังกล้ามาขี้ตู่ | ทองเอกหมอยาท่าโฉลง ช่อง 3

ทางด้านเว็บไซต์ Google Trends ก็ได้เปิดสถิติคำค้นหายอดฮิตในรอบปี 2562 ดังนี้
1.ชิมช้อปใช้ 2.กรงกรรม 3.เมียน้อย 4.ใบไม้ที่ปลิดปลิว 5.หัวใจศิลา ส่วนข่าวในประเทศ 5 อันดับแรกที่ได้รับความสนใจค้นหาผ่านกูเกิล ได้แก่ 1.ข่าวลันลาเบล

2.ข่าวออฟฟี่ แม็กซิม 3.ข่าวน้องโยโย่ 4.ข่าวป๊อบ ปองกูล และ 5.ข่าวปุ๊กกี้ ปริศนา และข่าวต่างประเทศ ได้แก่ 1.ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น 2.ข่าวพายุปาบึก 3.ข่าวดาวเคราะห์น้อยชนโลก 4.ข่าวซึงรี และ 5.ข่าวฮ่องกง / ร้านค้า

ท้ายสุดของสุดยอดละครครองใจชาวโซเชียล กูเกิลได้จัดให้ 5 อันดับแรก ตามนี้ 1.กรงกรรม 2.เมียน้อย 3.ใบไม้ที่ปิดปลิว 4.หัวใจศิลา และ 5.มธุรสโลกันตร์

ขณะที่ แพลตฟอร์มทวิตเตอร์ โซเชียลยอดฮิตของคนข่าวและวัยใส รวมถึงกำลังมาแรงในเหล่านักปั้นแบรนด์/เจ้าของแบรนด์ ด้วยยอดผู้ใช้ในไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน มีการเปิดเผยสถิติส่งท้ายปีที่เพิ่งผ่านพ้นไปว่า 5 อันดับแฮชแท็กยอดนิยมแห่งปี 2562 ก็คือ #เป๊กผลิตโชค, #bambam, #lisa, #bnk48 #ออฟกัน และสำหรับแฮชแท็กเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่มีคนทวิตมากที่สุดในประเทศไทย น่าสนใจว่า 5 อันดับแรก เป็นศิลปินสัญชาติไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น #เป๊กผลิตโชค, #bambam, #peckpalitchoke, #lisa, #bnk48 ส่วนแฮชแท็กดาราไทยที่มียอดรีทวิตสูงสุดแห่งปี ได้แก่ #ออฟกัน, #singtoprachaya และ #kristperawat

อีกทั้ง ทวิตเตอร์ ยังรวบรวมบทสนทนาที่ถูกพูดถึงตลอดทั้งปี 2562 โดยมองว่าปีนี้ในประเทศไทยนับได้ว่าเป็นปีที่ผู้ใช้งานคือผู้กำหนดบทสนทนาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ว่ามีเรื่องราวอะไรกำลังเกิดขึ้น หรือแฮชแท็ก #WhatsHappening อีกทั้งมีหลายช่วงเหตุการณ์ที่กลายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” บนทวิตเตอร์ ตั้งแต่ #พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเป็นเวลา 3 วัน #ThailandElection2019 การเลือกตั้งที่ประชาชนรอคอยมาอย่างยาวนาน หรือ #สงกรานต์ การฉลองปีใหม่ไทย และ #ASEANSummit ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ และประสบความสำเร็จด้วยดี

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารของบริษัท มีเดียโดนัทส์ ผู้แทนอย่างเป็นทางการของทวิตเตอร์ในประเทศไทย เคยกล่างถึง “ความแรง” ของเทรนด์ #Happening ว่าเนื่องจากทวิตเตอร์ที่เป็นแพลตฟอร์มที่ “รวดเร็ว” คนมักเข้ามาพูดถึงข่าวสารบ้านเมือง หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนั้นๆ เช่น บีทีเอสเสีย บีทีเอสซ่อมแล้ว ไฟไหม้ที่นี่ มีระเบิดที่ไหน น้ำท่วม ฝนตกที่ไหน นอกจากนี้ บางประเด็นที่เป็นกระแสในวงกว้างก็ยังมีแบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาเกาะกระแส ต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมการตลาด หรือทำโปรโมชั่นใหม่ๆ อีกด้วย

และอีกแนวโน้มที่แรงได้อีกคือ ทวิตเตอร์กับละครทีวี ดูไป ทวิตไป โดยการรวบรวมข้อมูลช่วงเกือบ 10 เดือนแรกของปี 2562 พบว่า “กรงกรรม” ติดอันดับ 1 ในละครที่มีการพูดถึงมากที่สุดบนทวิตเตอร์ คือ 7 ล้านทวิต และมีคนเห็นทวิตเหล่านี้ 2.8 พันล้านครั้ง มีทั้งทวิตที่เม้าท์ตัวละครและบทละคร ขณะที่ในภาพรวมการคุยเรื่องบันเทิงบนทวิตเตอร์มีประมาณ 80 ล้านการสนทนา

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 30, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อวกาศ,ศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่,ดาวเทียม
เปิดอ่าน 203 ครั้ง

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ คอลัมน์…  อินโนสเปซ   โดย…  บัซซี่บล็อก

ปัจจุบันในห้วงอวกาศเหนือโลกใบนี้มีดาวเทียมทั้งที่เป็นวงโคจรค้างฟ้าและกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ ล่องลอยอยู่รวมๆ กันแล้วไม่ต่ำกว่า 40,000 ดวง ขณะที่กระแสความแรงของ “เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่” หรือ Space Economy ก็กำลังปลุกความสนใจของยักษ์ใหญ่มากรายพาเหรดเข้าสู่ตลาดเพิ่ม จนมีตัวเลขคาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจแตกตัวเพิ่มได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างไม่ยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานสัมมนา “Open Sky 2020 : Opportunities and Challenges โอกาสและความท้าทายในกิจการดาวเทียมของไทย” โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และนิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) เป็นเวทีรวม “ตัวจริง” วงการดาวเทียมของประเทศไทย ทั้งภาคเอกชนและผู้กำกับนโยบายมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “โอกาส” ที่ประเทศไทยจะได้จากนโยบายเปิดเสรีดาวเทียมที่ประกาศออกมาแล้วในปีนี้ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเก็บเกี่ยวประโยชน์จากดาวเทียมบรอดแบนด์ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงแล้ว และกำลังมาแรงบนห้วงอวกาศยุคศตวรรษที่ 21

เพราะอนาคตของดาวเทียมยุคจากนี้ไปก็คือจะเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ ยิงทีละจำนวนหลายดวง ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงถึงบ้าน ที่สำคัญสถานีรับสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงจากแบบประจำที่ไปสู่ Earth Station in Motion: ESIM) หรือสถานีภาคพื้นโลกที่เคลื่อนที่ไม่ต้องประจำที่ แต่สามารถติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณไว้ได้กับทุกสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เครื่องบิน เรือที่กำลังแล่นในท้องทะเล ทำให้มือถือทุกเครื่องเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสัญญาณดาวเทียมได้อย่างง่ายดาย

ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้างานฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อิริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด และที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISDA) กล่าวว่า ปัจจุบันในวงการอวกาศและเทคโนโลยีกำลังมีการพูดกันถึงหัวข้อของอวกาศยุคใหม่ (New Space) ซึ่งหมายถึงกิจการอวกาศที่ถูกเปิดเข้าสู่ระบบธุรกิจ (Commercial Space) จากเดิมเคยถูกมองว่าเป็นกิจการของรัฐและถูกผูกขาดไว้ เมื่อเปิดให้กิจการด้านนี้สามารถระดมทุนได้ก็จะทำให้กิจการอวกาศถูกพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม ดียิ่งขึ้น และสามารถเข้าสู่ตลาดด้วยต้นทุนที่ถูกลงทั้งในส่วนของผู้ให้บริการและผู้บริโภค

“ดาวเทียมเป็นหนึ่งใน new space บางประเทศ เริ่มมีการศึกษาและพูดถึงเศรษฐกิจบนกิจการอวกาศยุคใหม่ (Space Economy) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณการตัวเลขไว้ที่ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นธุรกิจที่สร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่เอาเรื่อง”

แนวโน้มของการแข่งขันในกิจการดาวเทียมและอวกาศในยุคศตวรรษที่ 21 จะมีความเกี่ยวข้องทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงประเทศ จะเห็นการเกิดขึ้นของกิจการใหม่ๆ 4 ด้านเด่นๆ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ในอวกาศ (Space Mining) ปัจจุบันแร่ธาตุต่างๆ หาบนโลกไม่เพียงพอแล้ว การทำเหมืองบนโลกยากขึ้น ดังนั้น ทำไมมนุษย์จึงไม่หาประโยชน์จากอุกกาบาตที่ลอยอยู่ในอวกาศ ขณะที่เทคโนโลยีอวกาศมีการส่งจรวดขึ้นไปบนอวกาศอยู่ตลอดเวลา หุ่นยนต์ก็มีการพัฒนามากขึ้น ถ้าต่อไปจะส่งหุ่นยนต์ไปกับยานอวกาศไปเกาะที่อุกกาบาต แล้วขุดแร่ธาตุที่สำคัญกลับมายังพื้นโลก ถือว่าเป็นรายได้ของบริษัท

การจัดส่งดาวเทียม ดาวเทียมทุกวันนี้มีการพัฒนามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ดาวเทียมขนาดใหญ่เทอะทะ ราคาสูง แต่ในวันนี้มีดาวเทียมเล็กๆ ที่เรียกกันว่า คิวบ์แซท (Cube Sat), ดาวเทียมเล็ก (Small Satellite) ต้นทุนไม่ถึงล้านบาท น้ำหนักไม่มาก ยิงไม่ต้องให้ไปวงโคจรค้างฟ้า ยิงแค่ระดับวงโคจรต่ำได้ ต้นทุนจัดส่งถูกลง ดังนั้นจึงมีกิจการใหม่ๆ ที่รับจ้างยิงดาวเทียม เพราะดาวเทียมยุคใหม่จัดส่งกันพร้อมกันได้ครั้งละหลักร้อยดวง จนถึงหมื่นดวง

การท่องเที่ยวอวกาศ เมื่อยานอวกาศมีการพัฒนามากขึ้น เมื่อยิงขึ้นออกไปนอกโลกแล้วสามารถกลับเข้ามาได้ เช่น สเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ แนวคิดของการท่องเที่ยวรูปแบบนี้อาจเริ่มต้นด้วยการทัวร์อวกาศส่วนที่ติดขอบโลกก่อนแล้วต่อไปที่ดวงจันทร์ ดาวอังคาร เป็นต้น

และ ดาวเทียม จากนี้ไปดาวเทียมจะไม่จำกัดการใช้ประโยชน์เฉพาะการเป็นดาวเทียมสื่อสารแต่สามารถถูกใช้ประโยชน์ได้อีกหลายรูปแบบ และปัจจุบันดาวเทียมสื่อสารเริ่มขยับจากบทบาทการใช้งานบรอดคาสต์หรือถ่ายทอดโทรทัศน์มาเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมผู้ใช้งานปลายทางได้

“อีกส่วนหนึ่งที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็คือการใช้ดาวเทียมในการนำทาง ซึ่งนอกจากเทคโนโลยีระบบจีพีเอสของสหรัฐแล้ว ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มพัฒนาระบบของตัวเอง เช่น รัสเซีย จีน และสหภาพยุโรป และยังมีระดับภูมิภาค เช่น ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย และญี่ปุ่น สร้างให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย”

นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นกิจการเกิดใหม่ที่เป็นบริษัทลงทุนด้านอวกาศโดยเฉพาะ บางแห่งมีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาแล้วด้วย อีกทั้งเห็นแนวโน้มบริษัทใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับริการดิจิทัล เจ้าของเริ่มมาลงทุนในกิจการอวกาศยุคใหม่ ได้แก่ อีลอน มัสก์ ของสเปซเอ็กซ์, เจฟฟ์ เบซอส แห่งอเมซอน และเจ้าของกลุ่มบริษัท เวอร์จิ้น ที่มีเครือข่ายกิจการหลากหลายตั้งแต่เครื่องบินไปถึงสื่อบันเทิงและฟิตเนส

หันกลับที่ประเทศไทยจากผลการศึกษาของ GISDA พบว่าเศรษฐกิจอวกาศของไทยสัดส่วนหลักราว 90% อยู่ที่ดาวเทียม โดย 2 ระบบที่น่าสนใจ คือ ดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมนำทาง ดังนั้นเป็นสัญญาณชี้ว่าประเทศไทยควรเริ่มต้นด้วยแนวโน้มนี้

นายวราวุธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพด้านดาวเทียมที่จัดตั้งมาได้ราว 2 ปีครึ่ง เริ่มด้วยการมุ่งเน้นเทคโนโลยีดาวเทียมบรอดแบนด์ และมองไกลถึงการพาคนออกไปท่องอวกาศ ตั้งเป้าว่าในปี 2565 จะจัดส่งดาวเทียมบรอดแบนด์ของบริษัทเองขึ้นสู่อวกาศ และเปิดให้บริการปีถัดไป

หนึ่งในประเด็นน่าสนใจจากประสบการณ์ของผู้เล่นหน้าใหม่แต่เก๋าด้วยประสบการณ์ด้านดาวเทียมรายนี้ ก็คือ เขาบอกว่า หลายเทคโนโลยีในโทรศัพท์มือถือได้ถูกนำมาใช้ในดาวเทียม เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์และชิ้นส่วนบางตัว ด้วยข้อดีของการ economy of scale ของชิ้นส่วนมือถือ ทำให้ต้นทุนอุปกรณ์ในการพัฒนานวัตกรรมด้านดาวเทียมลดลง ช่วยให้ทั้งบริษัทหน้าใหม่และผู้เล่นรายเดิม สามารถพัฒนานวัตกรรมได้มากขึ้น สร้างอีโคซิสเต็มใหม่ๆ เกิดบริการใหม่ๆ มากขี้นได้อีก

“สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอวกาศเกิดได้ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ จากที่ศึกษาจากประวัติศาสตร์มา ความต้องการจะเกิดจากภาครัฐก่อน ถ้าภาครัฐขยับ คิดล่วงหน้าไป ก็จะทำให้เกิดการจ้างงาน มีนวัตกรรมไปตอบโจทย์เศรษฐกิจ 4.0 ของประเทศไทย แต่ก็ต้องใช้เวลาและกล้าเสี่ยง กล้าทำอะไรใหม่ๆ และลองผิด ลองถูก ซึ่งบริษัทก็ทำอยู่”

5จี เทคโนโลยีเปลี่ยน(สังคม)โลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 27, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

5จี เทคโนโลยีเปลี่ยน(สังคม)โลก

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
5จี,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

5จี เทคโนโลยีเปลี่ยน(สังคม)โลก คอลัมน์… อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

วันนี้เทคโนโลยี 5จี กลายเป็นคำที่เริ่มคุ้นหูประชาชนชาวไทยเกือบทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นไม่น่าแปลกใจว่าในเวที งาน “5G The New Beginning พลิกโฉมเศรษฐกิจ” ซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น จึงมีผู้บริหารที่ร่วมแชร์วิสัยทัศน์หลายรายกล่าวในทิศทางเดียวกันว่า การปฏิวัติของ 5จี จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมและโลกใบนี้ จากจุดเด่นในด้านความรวดเร็วที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ในแบบเรียบไทม์ และการเชื่อมต่อของอุปกรณ์มากมายมหาศาลที่สื่อสารกันได้โดยอัตโนมัติและรวดเร็วในแทบเสี้ยววินาที กลายเป็นแหล่งสร้างข้อมูลมหาศาลป้อนให้ทุกวงการ นำมาพัฒนาต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ๆ เสิร์ฟทุกความต้องการของผู้บริโภคและผู้คนบนโลก

น.ส.นาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการ 5จี ในมุมมองของบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลกว่า “5จี ไม่ใช่แค่อีกหนึ่ง จี แต่คือตัวเปลี่ยนเกม” และไม่มีข้อสงสัยเลยว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว 5จี คือตัวขับเคลื่อนให้ 4.0 เกิดขึ้นได้จริง และมองว่าประเทศไทยน่าจะมอง 5จี ว่ามีความสำคัญในแง่ของการเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ (National Infrastructure) อย่างเช่น สนามบิน เป็นต้น

เมื่อมองถึงเสถียรภาพทางเทคโนโลยีของ 5จี ปัจจุบันมีการใช้งานโทรศัพท์มือถือกว่า 8 พันล้านเครื่องทั่วโลก แต่ภายในอีก 6 ปีข้างหน้า จำนวนมือถือที่มีการใช้งานอยู่ทั้งโลกจะมีถึง 2.6 พันล้านเครื่องที่เป็นมือถือ 5จี

ที่น่าสนใจคือคนไทยเป็นชาติที่ไม่เคยตกเทรนด์เทคโนโลยี โดยจากผลสำรวจของ Ericsson Mobility Report ฉบับเมื่อกลางปี 2562 พบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนผู้ให้บริการภายใน 6 เดือน หากผู้ให้บริการเดิมที่ใช้อยู่ไม่เปิดบริการ 5จี อีกทั้งผู้บริโภคในประเทศไทยยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม 30% เพื่อใช้บริการ 5จี ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งในมุมมองผู้ผลิตเทคโนโลยีนี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เทคโนโลยี 5จี สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างจุดแข็งในการนำเสนอบริการสำหรับผู้บริโภคได้

ขณะที่รายงานอีกฉบับของอีริคสันเมื่อไม่นานนี้ “The 5G Business Potential” ระบุว่า อานิสงส์ของ 5จี ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมต่างๆ ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจสำหรับผู้ให้บริการ (เซอร์วิส โพรไวเดอร์) เติบโตถึงเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า

นายวัตสัน ถริภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประเทศไทยและอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มทั่วโลกจะมีบริษัทผู้ให้บริการทั้งหน้าใหม่และรายเก่าเข้าสู่ 5จี มากขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มนำไปใช้ประโยชน์ในสาขาต่างๆ สำหรับซิสโก้ 5จี คือการพูดถึงประสบการณ์ใหม่ๆ องค์กรเองจะได้ประโยชน์จากการทำ 5จี มาใช้ หนึ่งในเทรนด์ที่เริ่มเห็นการใช้งานคือ เข้ามายกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สร้างความกลมกลืนระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัล อย่างเช่น AR (Augmented Reality)

พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษา (Use Case) ในหลายประเทศที่ซิสโก้ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ได้แก่ เกาหลีใต้ มีการใช้เออาร์ ในกิจการท่าเรือ โดยเป็นเครื่องมือการสอนและให้คำแนะนำแก่พนักงานใหม่เพื่อซ่อมอุปกรณ์ในเรือและมีการใช้งานด้านการรักษาความปลอดภัย (Public Safety) หรือใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนนักเรียนในญี่ปุ่นให้รู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญกับภัยธรรมชาติ อย่าง สึนามิ เป็นต้น

นางอเล็กซานดรา ไรซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมนูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า เชื่อว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์จาก 5จี แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแชร์ก็คือ 5จี ไม่ใช่แค่การวางเครือข่าย แต่จำเป็นที่ต้องมีภาคธุรกิจในไทยช่วยสร้างให้มีการใช้งาน (ยูสเคส) ควบคู่ไปด้วย เพราะ “5จี ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี หรือแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องของวิธีการทำงานที่จะมีการปรับเปลี่ยนโดยใช้ประโยชน์จากการมีเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทย ดังนั้นธุรกิจต้องไม่หยุดการพัฒนา

หนึ่งในตัวอย่างของโอกาสมหาศาลจาก 5จี สำหรับประเทศไทยก็คือการยกระดับประสิทธิภาพด้านการรักษาทางไกล หรืองานบริการสาธารณสุขทางไกล (e-Health) ซึ่งตอบโจทย์คประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน 20% ของประชากรมีอายุมากกว่า 60 ปี งานบริการทางการแพทย์ที่รวดเร็ว การวินิจฉัยมีความแม่นยำ/รวดเร็ว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งยังสนับสนุนบทบาทของประเทศในการเป็นฮับด้านการแพทย์อีกด้วย

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความแตกต่างของ 5จี เมื่อเทียบกับการพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายตั้งแต่ 1จี-4จี ก็คือเทคโนโลยีก่อนหน้านี้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ 5จี จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะจากจุดเด่นด้านความเร็ว และความหน่วงต่ำที่ทำให้อุปกรณ์จำนวนมากสามารถสื่อสารกันได้ในความเร็วระดับเสี้ยววินาที เกิดโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมอีกมากมาย เปลี่ยนแปลงโลกได้

“ทรูเองจะมีส่วนที่ทำให้พฤติกรรมและสังคมต่างๆ อยู่กันได้อย่างเป็นสุขด้วย 5จี เราโชคดีเพราะมีบริษัท ไชน่า โมบาย (ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ของจีน) เป็นพันธมิตร เขาเริ่มเปิดบริการ 5จี ไปแล้ว ช่วยลดเหลื่อมล้ำและผลักดันเศรษฐกิจ เปิดโอกาสสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย เพราะแม้ในบางส่วนมีการลดคน ใช้หุ่นยนต์ไปทดแทน แต่คนก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นคนสร้างหุ่นยนต์ได้ คนต้องหันไปสร้างทักษะใหม่ๆ (รีสกิล) ก็จะเกิดเป็นอีโคซิสเต็มใหม่ๆ”

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

Published December 18, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

16 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อินโนสเปซ,เทรนด์ FemTech,สุขภาพ
เปิดอ่าน 135 ครั้ง

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชาย จึงเป็นที่มาของการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อผู้หญิง หรือ “เฟมเทค (FemTech : Female Technology)” อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพของผู้หญิง ซึ่งนับตั้งแต่ปีนี้ไปจะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากความสนใจของนักลงทุนที่พร้อมเทใจและเทเม็ดเงิน มาให้กับสตาร์ทอัพในสาขานี้ ต้องยอมรับว่าประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง มีความเป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเอง ในช่วงวัยที่แตกต่าง หรือสถานภาพที่แตกต่าง อย่างเช่น สาวโสด แต่งงานแล้ว กำลังตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ก็จะมีความจำเพาะเจาะจงของปัญหาสุขภาพที่แยกย่อยลงไปอีก

เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ ได้เผยแพร่บทความคาดการณ์ตัวเลขเงินลงทุนที่จะไหลสู่เทคโนโลยีในกลุ่มนี้ว่า คงแตะหลัก 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 ตามแนวโน้มความต้องการนวัตกรรมสุขภาพสำหรับผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ระดับนี้ จึงเข้าตานักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องแข่งกันหาธุรกิจใหม่ๆ และแตกต่างเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา จึงเห็นตัวเลขเงินทุนจำนวนสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 7 เท่า เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า

เทรนด์นี้ยังไปเข้าตาบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกอย่าง แอปเปิ้ล ที่เริ่มชิมลางพัฒนาบริการด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในชื่อบริการ HealthKit ที่ยังไม่ครอบคลุมทุกปัญหาสุขภาพของสาวๆ จนในที่สุดพัฒนาเป็นแอพการติดตามรอบเดือน (cycle tracking app) สำเร็จ และเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยติดตั้งอยู่ในไอโฟน และแอปเปิ้ลวอทช์ อีกทั้ง ยังมีแผนทำงานร่วมกันในระยะยาวกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้จากแอปเปิ้ลวอทช์ มาต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านบริการสุขภาพในอีกหลายๆ เรื่องที่ผู้หญิงใส่ใจ

เมื่อไม่นานนี้ ในบทความของเว็บไซต์ http://www.bangkokbankinnohub.com ก็ฉายภาพความน่าสนใจของ FemTech ว่า สำหรับแวดวงผู้ประกอบการ ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่มีกำลังซื้อและได้รับการให้ความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย จึงคาดการณ์กันว่าภายในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาด FemTech พุ่งสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแปรผันโดยตรงกับการเติบโตของจำนวนประชากรเพศหญิงที่มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

โดยระหว่างปี 2558-2561 มีบริษัทสตาร์ทอัพด้าน FemTech จำนวนมากได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินในยุโรปรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ บริการ แอพพลิเคชัน หรือแม้แต่ขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยเพศหญิง ซึ่งจะช่วยดูแลทุกแง่ทุกมุมในด้านสุขภาพของผู้หญิง ตั้งแต่เรื่องที่ใกล้ตัวสาวๆ มากที่สุดอย่างวันนั้นของเดือน การให้คำแนะนำเพื่อการตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อยสำหรับคุณแม่ยุคใหม่

พร้อมทั้งยกตัวอย่างแอพที่น่าสนใจ ได้แก่ แอพช่วยวางแผนครอบครัว Apricity ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรให้กับผู้ใช้งาน แอพของ Elvie สตาร์ทอัพของอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์คุณแม่มือใหม่ คอยอยู่เคียงข้างตั้งแต่ก่อน-หลังคลอดด้วยคลังความรู้ต่างๆ อีกทั้งประดิษฐ์เครื่องปั๊มนม Elvie Pump ที่ทำงานเชื่อมต่อกับแอพ Elvie Pump ช่วยให้คุณแม่ติดตามคุณภาพการปั๊มนมของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ หรือแม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยจากสตาร์ทอัพ Daye ที่จะช่วยให้สาวๆ ผ่านช่วงนั้นของเดือนไปได้ง่ายขึ้น เพราะสารสกัดจากพืชที่ช่วยลดอาการปวดท้องทั้งยังผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ทางด้านสำนักวิจัยของบีบีซี (BCC Research) เกาะติดเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพของผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์ได้รวบรวมข้อมูลตัวเลขน่าสนใจต่างๆ พบว่า แต่ละปีมีการทุ่มทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม FemTech จำนวนสูงถึงราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดสินค้าดูแลสุขอนามัยสำหรับผู้หญิงรักษาระดับมูลค่าที่ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อปี 2560 บริษัทด้าน FemTech สามารถระดมทุนได้ทะลุหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว

สำหรับตลาดลูกค้าเป้าหมายสำคัญของนวัตกรรมด้านนี้ แน่นอนว่าคือ สาวๆ ในเอเชีย ซึ่งมีความพร้อมซื้อมากกว่าจะมีบทบาทเป็นผู้สร้างนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม มีการจับตามองประเทศจีนว่า สาวๆ รุ่นใหม่ของจีนมีโอกาสอย่างมากที่จะเข้าสู่ตลาดในเทรนด์ใหม่นี้ จากแรงผลักดันของรัฐบาลจีนที่มุ่งกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ประกอบการยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บีบีซี ยังได้จัดอันดับ 5 โอกาสมาแรงของ FemTech ที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่ตลาดสุขภาพผู้หญิง ได้แก่ 1.ช่วยให้ผู้หญิงที่อาศัยตามพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ ทั้งในด้านการรักษาและคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพ เริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้คำวินิจฉัยและการรักษากับคนในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วยการเชื่อมต่อกับผ่านสมาร์ทโฟน มีการพัฒนาแอพหรือคลินิกเสมือนจริงเพื่อเข้าถึงผู้หญิงทุกคนถึงบ้าน แทนที่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังสถานพยาบาล

2.ผู้หญิงสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการสุขภาพของตัวเองได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย ดังนั้นต้นทุนที่ตามมาก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านดูแลสุขภาพก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย การมีนวัตกรรมดูแลสุขภาพใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงสามารถดูแลหรือบริการจัดการเรื่องสุขภาพของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในหลายๆ เรื่อง 3.สุขภาพดิจิทัลสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ (reproductive health) โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญของผู้หญิง อย่างเช่น การมีบุตร การดูแลครรภ์ และอนามัยของแม่

4.ช่วยสร้างแนวป้องกันโรคเรื้อรังที่มักเกิดในผู้หญิง (female-specific chronic diseases) มีหลายแอพพลิเคชั่นที่ช่วยสร้างความตระหนัก ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การจัดการระบบยา และการคัดกรองเพื่อวินิจฉัยโรค แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากสามารถคัดกรองและตระหนักถึงปัญหาสุขภาพได้แต่เนิ่นๆ และ 5.ปรับปรุงภาวะด้านสุขภาพโดยรวมและเพิ่มความมีสุขภาพดีให้กับผู้หญิง เนื่องจาก FemTech ช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพให้กับผู้หญิงหรือผู้ป่วยแต่ละรายได้แบบเฉพาะบุคคล (เพอร์ซันนัลไลซ์) ขณะที่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการคัดกรองและวินิจฉัยโรค เป็นต้น

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

Published December 9, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/402893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล,อินโนสเปซ,อี-คอมเมิร์
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก

จำได้ว่าช่วงปลายปี 2561 หนึ่งในหัวข้อข่าวที่ยึดครองพื้นที่สื่อทั้งดั้งเดิม และสื่อใหม่มาแรงอย่างออนไลน์ และโลกโซเชียล ก็คือ พ.ร.บ.การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่สามารถฝ่าแรงต้านและกระแสความไม่เข้าใจมาได้ทีละด่าน ตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรกก่อนส่งท้ายปี มาสู่วาระ 2 และ 3 ในปีนี้ จนประกาศในราชกิจจจานุเบกษา เมื่อพฤษภาคม 2562 ในโอกาสเกือบครบรอบ 1 ปีของการเกาะติด 2 กฎหมายสำคัญในยุคดิจิทัลนี้ มาตามความเคลื่อนไหวในสนามจริงของการบังคับใช้ โดยเฉพาะในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน

โดยในเวทีเสวนา “ไขข้อกังวลใจ ความเชื่อมั่นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล คำยืนยันจากภาครัฐและภาคธุรกิจ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัมมนา “Cyber Security and Data Privacy 2020 ธุรกรรมปลอดภัย ประชาชนมั่นใจข้อมูลไม่รั่ว” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(กมธ.ดีอี) สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมส่งเสริมและพัฒนาความรู้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไทย และนิตยสาร CIO World&Business เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเชิญผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ ธนาคาร ประกันภัย และเอกชนรายใหญ่เข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมอง

หนึ่งในความน่าสนใจที่อยากหยิบยกขึ้นมาบอกเล่า ก็คือ มุมมองจากผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลก เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากเสพติดการช้อปปิ้งออนไลน์ ด้วยความที่ซื้อง่าย-ขายคล่อง-จ่ายเงินสะดวกผ่านโทรศัพท์มือถือที่อยู่ติดตัวแทบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่โต “แรง” สุดในอาเซียน และคาดว่าสิ้นปี 2562 ตัวเลขการโตจะทะยานถึง 12% มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) ก็บอกอีกว่า ที่ผ่านมาก็เห็นตัวเลขผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง 8-10% ต่อปีมาโดยตลอด

ความเฟื่องฟูของอีคอมเมิร์ซ ในอีกมุมหนึ่งก็คือ การที่ประชาชนคนซื้อสินค้าออนไลน์อย่างเราๆ ต้องยอมให้ข้อมูลส่วนตัวหลายๆ อย่างกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั่นเอง

นายกิตติพงษ์ หยู รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลก ได้คลายข้อกังวลใจให้กับนักช็อปออนไลน์ผ่านเวทีเสวนาฯ ว่า การเก็บข้อมูลของผู้ซื้อ จะจัดเก็บแต่ข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น โดยก่อนที่ลูกค้าจะสมัครเข้ามาบนแพลตฟอร์มของลาซาด้า ก็มีการแจ้งลูกค้าก่อนอยู่แล้วว่า ข้อมูลที่จะเก็บมีอะไรบ้าง และจะนำไปใช้ทำอะไร ซึ่งจะเก็บแต่ข้อมูลจำเป็น อย่างเช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ เพราะต้องใช้เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าไปถึงมือผู้รับปลายทาง ทำให้เกิดธุรกรรมการขายของออนไลน์ มิเช่นนั้นก็จะติดต่อกันระหว่างผู้ซื้อ/ผู้ขายไม่ได้ ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของผู้ประกอบการในธุรกิจนี้

นอกเหนือจากข้อมูลข้างต้น ก็อาจมีข้อมูลอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลพฤติกรรมบางส่วนของลูกค้า เพื่อที่ว่าเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการบนลาซาด้า ก็จะได้เห็นสินค้าที่ต้องการซื้อมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าผู้หญิงก็อยากเห็นสินค้าหมวดเครื่องสำอางมากกว่าเมื่อเทียบกับลูกค้าผู้ชาย เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงข้อมูลที่มองหาจริงๆ และได้รับประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซส่วนใหญ่ ก็จะมีการมาตรการขอความยินยอมจากลูกค้าในการจัดเก็บข้อมูลข้างต้นอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ก็จะมีการแจ้งให้ลูกค้าทั้งปัจจุบันและลูกค้าใหม่รับทราบ

ส่วนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีการประกาศออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายที่ทำอยู่แล้ว ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ทั้งนี้ก็ได้จัดตั้งทีมเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมาย

อีกมุมมองน่าสนใจจากเวทีเดียวกัน เป็นของ ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด ผู้ทำธุรกิจการจัดเก็บข้อมูล ด้วยฐานธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการชั้นนำสำหรับแพลตฟอร์ม ซีอาร์เอ็ม พรีวิลเลจ ที่มีแบรนด์ต่างๆ เข้ามาใช้บริการเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายด้วยการตลาดดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล

“จากประสบการณ์เท่าที่ดูสาระกฎหมาย และเป็นผู้ใช้งาน ปัจจุบันเรามีข้อมูลกว่า 60 ล้านคน หรือเกือบเท่าจำนวนประชากรในประเทศไทย พบว่าที่น่ากลัวมากสุดคือ แฮ็กเกอร์ที่เป็นคนใน ไม่ใช่บุคคลภายนอก เพราะหลายองค์กรคนที่มีสิทธิ์เข้าไปดูข้อมูลก็คือ บุคลากรที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ทำอย่างไรไม่ให้คนเหล่านั้นเอาข้อมูลออกไปจากระบบได้ ขณะที่ การป้องกันภายนอกมักมีระบบป้องกันความปลอดภัยข้อมูลกันอย่างเข้มแข็ง”

เขาบอกด้วยว่า ตัวเองไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องกฎระเบียบการกำกับดูแลเท่าไหร่ เพราะโลกโซเชียลทุกวันนี้ อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ลูกค้าทุกคนต้องยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ เพื่อจะใช้เฟซบุ๊กต่อได้ฟรี โดยที่แทบไม่มีผู้ใช้งานรายใดเข้าไปอ่านรายละเอียดก่อนกดคลิกรับเงื่อนไข ขณะที่ เฟซบุ๊ก ก็มีรายได้หลักจากค่าโฆษณา ดังนั้น ย่อมจำเป็นที่ต้องขายข้อมูลไปให้ธุรกิจเหล่านั้น รวมทั้งแทบทุกธุรกิจและบริการในไทย ลูกค้าก็จำเป็นต้องมีการให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อการใช้บริการนั้นๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บริการทางการเงิน หรืออื่นๆ

ขณะที่ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร บอกเล่าถึงการให้ความสำคัญกับการจัดสัมมนาครั้งนี้ว่า ต้องการสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ให้เกิดในวงกว้าง ทั้งนี้จากรายงาน Global Risks Report 2019 ของ World Economic Forum นั้น การโจมตีทางไซเบอร์และการจารกรรมข้อมูลถูกจัดอันดับให้อยู่ 1 ใน 5 อันดับแรกของความเสี่ยงทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความท้าทายต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคงของประเทศชาติ เสถียรภาพระหว่างประเทศ ความเป็นส่วนตัว และโอกาสการจ้างงาน

นอกจากนี้ ในการจัดอันดับ Global Cyber Security Index 2018 (GCI) หรือดัชนีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โลก โดย ITU ยังพบว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่ในอันดับที่ 35 ซึ่งลดลงจาก 2 ปีก่อนหน้า ที่อยู่ในอันดับที่ 20 โดยที่ในหลายๆ ประเทศได้มียุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ มีแผนในระดับชาติ มีการจัดตั้งทีมรับมือและกฎหมายเฉพาะเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

Published December 2, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สมาร์ท ซิตี้,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก 

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยคงเริ่มคุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ กับคำว่า “สมาร์ท ซิตี้” หรือเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันโหมโปรโมทโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมโยง 3 จังหวัดที่มีรอยต่อถึงกัน ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา หวังปั้นเป็นเขตลงทุนไฮเทคและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ดึงดูดเงินทุนจากประเทศใหญ่ๆ เข้าสู่ผืนแผ่นดินไทย

แต่อีกคำหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องสำคัญกับการสร้าง หรือความสำเร็จของความเป็นเมืองอัจฉริยะ ก็คือ “ย่านนวัตกรรม (Innovative District)” ในวันนี้อาจยังเป็นที่รู้จักอยู่ในวงจำกัด สวนทางกลับ “การขยายตัว” จนเข้ามาอยู่ใกล้ตัวหลายๆ คน เป็นพื้นที่นวัตกรรมแหล่งรวมเทคโนโลยีและไอเดีย ที่จะแปลงเทคโนโลยีเข้ามาสู่การอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ใช้บริการได้

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และเมืองหลักๆ ในภูมิภาค ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาถึงการทำงานด้านนี้ในช่วงเพียงราว 3 ปี ขณะที่ ตัวเลขรวมจำนวนย่านนวัตกรรมทั่วโลก จากรายงานของสถาบันย่านนวัตกรรมโลก (The Global Institute on Innovation Districts) ระบุว่ามีมากกว่า 100 แห่ง สัดส่วนหลักๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะที่ ในเอเชีย ก็พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น จุดสำคัญของความเป็นย่านนวัตกรรมก็คือ แม้เป็นพื้นที่รวมความเป็นไฮเทค แต่จะออกแบบให้สอดคล้องไปกับบริบทและข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่แตกต่างกันไป เพราะนั่นคือ หัวใจความสำเร็จที่ยั่งยืนที่จะเอื้อให้เกิดการต่อจิ๊กซอว์สู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างสมบูรณ์

งาน “ASA Real Estate Forum 2019” ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการพูดถึงแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาย่านนวัตกรรมของประเทศไทย โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ “ต้องมี” สำหรับไอเดียออกแบบเมืองยุคใหม่ ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็น “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” ซึ่งคือเป้าหมายสูงสุดของแนวคิดการสร้างเมืองอัจฉริยะ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือเอ็นไอเอ กล่าวว่า การจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนในทุกระดับได้จริงๆ ต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยเริ่มทำงานผ่านแนวคิดการพัฒนาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม นำร่องตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) เป็นการทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation) โดยนำนวัตกรรมแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการบริโภคได้คุ้มค่า นวัตกรรมแบบไหนควรอยู่ในเมืองแบบนั้น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าทำให้เกิดขึ้นได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย

ปัจจุบัน เอ็นไอเอ เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง แบ่งเป็น ในกรุงเทพฯ มีย่านนวัตกรรม 8 แห่ง ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ศูนย์รวมความรู้ด้านการแพทย์, ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ศูนย์กลางผู้ประกอบการทุกระดับ, รัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กล้วยน้ำไท ศูนย์กลางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มัลติมิเดีย และดิจิทัล, คลองสาน ศูนย์กลางความรู้เพื่อชุมชนสู่ความเจริญในอนาคต, ปุณณวิถี ศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่, ลาดกระบัง ศูนย์รวมคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และบางซื่อ ศูนย์กลางด้านสมาร์ทลิฟวิ่ง-สมาร์ทเวิร์คกิ้ง

ในพื้นที่อีอีซี มีย่านนวัตกรรม 4 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา-บ้านฉาง เป็นย่านการศึกษาและเมืองมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ในอนาคต (Smart Learning and Living) กำหนดกรอบการพัฒนาธุรกิจในย่านและนวัตกรรมที่ต้องการ, ศรีราชา อนาคตแห่งย่านนวัตกรรมเชิงนิเวศ พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและทำงานในความรื่นรมย์ มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา สร้างความร่วมมือสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่, พัทยา ย่านนวัตกรรมเมืองน่าอยู่ น่าทำงานและน่าใช้ชีวิตสำหรับนวัตกรชาวไทย และบางแสน เมืองต้นแบบการบริหารจัดการเมืองที่ทันสมัย

ส่วนในภูมิภาคต่างๆ มี 3 ย่านนวัตกรรม ได้แก่ ย่านนวัตกรรมเชียงใหม่, ย่านนวัตกรรมขอนแก่น และย่านนวัตกรรมภูเก็ต ซึ่งล้วนแต่เป็นหัวเมืองหลักของแต่ละภาค

นายสุขสันติ์ ชื่นอารมย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย งานสร้างสรรค์และออกแบบ สภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า แก่นของเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) คือ การเอาเทคโนโลยีดีที่สุดในยุคนั้นเข้ามาใช้ ต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละยุค อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมีผลกับสมาร์ทซิตี้ ก็คือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (ไอโอที) โครงสร้างพื้นฐานในสมาร์ทซิตี้ที่ต้องมีคือ Fiber of Things เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่เป็นรากฐานของเมืองยุคใหม่ เอาระบบต่างๆ มาเชื่อมโยงด้วยการสื่อสารไร้สาย เป็นเมืองที่มีระบบเซ็นเซอร์ จัดเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ไหลเข้ามาอยู่ในโครงข่าย/ระบบ และต่อยอดมาใช้บริหารจัดการ เพื่อตอบรับเป้าหมายการใช้เทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตคนในเมือง

“โครงสร้างพื้นฐานข้างต้นถือเป็น hard infrastructure ที่ทำหน้าที่ช่วยรวบรวมข้อมูลของเมือง และต่อจากนั้นคนในเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้ โดยที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ขณะที่ ย่านนวัตกรรม เปรียบเสมือนกลไกที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ เขายกตัวอย่าง กล้วยนำไท อินโนเวที อินดัสตรี ดิสทริกต์ (KIID) หรือกล้วยน้ำไทโมเดล ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมกับสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมอยู่ใน Data Platform จากพื้นที่โดยครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยกว่า 3 ล้านตารางเมตร และพื้นที่จ้างงานหลักล้านตารางเมตร มีองค์ประกอบสำหรับการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสื่อ มีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งความรู้

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ภัยไซเบอร์
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์ คอลัมน์…   อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเลือกจากบริษัท ฟอร์ติเน็ต หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ระดับโลก ให้เป็นเวทีประชันฝีมือของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากทั้ง 14 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก จำนวนกว่า 150 คน ในหลักสูตรการอบรมวิศวกรขององค์กรพันธมิตรด้านซีเคียวริตี้ในชื่อว่า “APAC NSE xperts Academy” (Asia Pacific Network System Engineer Experts Academy) ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นครั้งแรกที่นำรูปแบบการแข่งขันเกม (Gaming) มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแข่งขันเฟ้นหาตำแหน่ง “สุดยอด” ในภูมิภาคนี้

จากรายงานของ Cybersecurity Ventures คาดการณ์ไว้ว่า ปัญหาที่ซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น เมื่อผนวกกับสถานการณ์โดยรวมที่ยังขาดแคลนบุคลากรเก่งๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ส่งผลให้จะมีตำแหน่งงานว่างในสาขานี้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่งงาน ภานในปี 2564 เมื่อดูจากแนวโน้มนี้ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกต้องวางยุทธศาสตร์แบบ “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อให้สามารถปกป้องระบบไอทีและรับมือภัยไซเบอร์ได้อย่างแข็งแกร่งและทันท่วงที

นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง แห่งฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า รูปแบบการอบรมหลักสูตร APAC NSE xperts Academy มุ่งเน้นว่าเมื่อเรียนรู้แล้วสามารถลงมือแก้ปัญหาจริง แทนที่ผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้จะเรียนเฉพาะเทคนิค จะมีการเพิ่มการแก้ปัญหาเข้าไป คือ เกม เพื่อให้ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรู้มาแข่งขันกันแก้ไขสถานการณ์โจทย์ปัญหาในเกม เนื่องจากมองว่า “การแข่งขัน” คือกลไกสำคัญกระตุ้นการเรียนรู้และการให้ความรู้แบบครบวงจร

โดยหลักสูตรนี้ใช้เกมเป็นเครื่องมือสอนกลุ่มเป้าหมายที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ของฟอร์ติเน็ตระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้ยกระดับทักษะและเป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคโนโลยีมากขึ้น ผ่านการออกแบบหลักสูตรในรูปแบบของการแข่งขันเกม แพลตฟอร์ม และสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้อบรมต้องคิดแก้ไขตลอดเวลา ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้อยากพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อพันธมิตรได้ออกไปแบ่งปันความรู้ในกลุ่มใหม่ๆ แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ไปด้วย จึงส่งให้สังคมไทยสามารถยกระดับกระบวนวิธีการคิดและศักยภาพในเรื่องการป้องกันภัยคุกคามให้สูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้เนื่องจากการอบรมเป็นระดับภูมิภาคมีผู้แข่งขันมาจากนานาประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันจึงสามารถช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของวิศวกรไทยให้ทันเท่าเทียมประเทศอื่นในภูมิภาคและทั่วโลกอีกด้วย”

นายเคลวิน ฉั่ว ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ผู้รับผิดชอบในการจัดหลักสูตร APAC NSE xperts Academy กล่าวว่า “ฟอร์ติเน็ตจัด NSE xperts Academy ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้การอบรมมาจากฟอร์ติเน็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซียและสิงคโปร์ มีวิศวกรให้ความสนใจเข้ารับการอบรมจากประเทศในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 160 คน โดยมีวิศวกรไทยร่วมด้วย 12 คน

ด้านรูปแบบการแข่งขันจะจัดแบ่งเป็นทีม ทีมละ 2 คน ซึ่งแพลตฟอร์มที่เตรียมไว้รองรับการประลองฝีมือเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ด้านเทคนิคของผู้ร่วมหลักสูตร จากการแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมและชุมชนในเรื่องความรู้และเทคนิคใหม่ๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ตลอดจนทักษะต่างๆ (Skill set) ที่จำเป็นต่อการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันจะได้เรียนรู้ชุดทักษะใหม่ๆ จากคู่แข่งที่มาจากประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้พวกเขากลายเป็นมืออาชีพที่เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เพื่อสามารถช่วยเหลือองค์กรรับมือและตอบโต้กับการคุกคามทางไซเบอร์”

ขณะที่รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงของฟอร์ติเน็ต กล่าวด้วยว่า เตรียมนำหลักสูตรจัดอบรมรูปแบบนี้ที่มุ่งพัฒนาผู้ที่เป็นมืออาชีพ มาประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้รุ่นใหม่ให้แก่ประเทศไทยด้วย โดยมีแนวทางจะเข้าไปหารือความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับภาคการศึกษาในประเทศไทย จัดการเรียนการสอนที่มีการใช้เกม เข้าไปช่วยพัฒนาทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยจะเป็นอีกกลไกในการสร้างคนเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรในสาขานี้

“จากเวทีการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ครั้งล่าสุด (World Economic Forum 2019) พูดถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ว่าจำเป็นต้องมีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และยังย้ำด้วยว่าการศึกษา (Education) ระบบนิเวศ (Ecosystem) และเทคโนโลยี (Technology) จะเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันไปสู่การปฏิวัติดังกล่าว หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็ตรงกับวิสัยทัศน์ของฟอร์ติเน็ต ซึ่งมีการทำงานด้านนี้ไปก่อนแล้วและมั่นใจว่ามีความพร้อมเหนือคู่แข่งในปัจจุบันในด้านนี้”

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ที่โลกกำลังจะเผชิญซึ่งมีการระบุบนเวทีประชุมครั้งนี้ มีตำแหน่งงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแรงงานมนุษย์ที่จะพัฒนาทักษะ หรือ skill set ใหม่ๆ ที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกของการทำงาน

ผู้บริหารของฟอร์ติเน็ต ได้ยกตัวอย่างในเรื่องการศึกษา ว่าฟอร์ติเน็ตมีการเปิดศูนย์เรียนรู้มากถึง 141 แห่งใน 57 ประเทศ และผลิตบุคลากรที่ได้ใบรับรองแล้วกว่า 300,000 คน อีกทั้งมีการทำหลักสูตรที่เป็น Open Learning ให้คนทั่วไปหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้าไปศึกษาหลักสูตรที่เป็น basic security ในหัวข้อที่สนใจผ่านเว็บไซต์ด้วย

%d bloggers like this: