ไอที

All posts tagged ไอที

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019

Published November 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ทวิตเตอร์,พฤติกรรม
เปิดอ่าน 210 ครั้ง

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019 คอลัมน์…   อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

ปัจจุบันคนไทยอาจรู้จักและคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ชื่อว่าทวิตเตอร์ (Twitter) น้อยกว่าเฟซบุ๊ก หรือไลน์ แต่รู้หรือไม่ว่าแม้จะอยู่ในอันดับ 6 (จากรายงานการจัดอันดับโดย Hootsuit และ We are Social เมื่อต้นปี 2019) ด้วยตัวเลขผู้ใช้งานประมาณ 20 ล้านคน ทวิตเตอร์กลับเป็นโซเชียลมีเดียที่ทรงพลังและรวดเร็วในการ “ปั่นกระแส” หรือ “ต้านกระแส” ที่สำคัญยังเปรียบเสมือน “กระจก” ที่สะท้อนภาพชัดเจนและแบบเรียลไทม์แทบทุกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความชอบ ความไม่ชอบของชาวโซเชียล

บนเวทีสัมมนา Creative Talk ในงาน Digital Thailand Big Bang 2019 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “ปัญชรี สิทธิเสนี (เอมี่)” Country Head (Thailand) บริษัท มีเดียโดนัทส์ ผู้แทนอย่างเป็นทางการของทวิตเตอร์ในประเทศไทย ได้สรุปภาพรวม 5 เทรนด์มาแรงของพฤติกรรมชาวทวิตเตอร์ในประเทศไทย จากการรวบรวมกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ตั้งแต่ช่วงต้นปี และแน่นอนว่าเทรนด์เหล่านี้ยังสามารถสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ในภาพรวมได้อีกด้วย

5 เทรนด์มาแรงบนทวิตเตอร์ในไทย
สำหรับ 5 เทรนด์ที่มาแรง ซึ่งเห็นได้ชัดบนโซเชียลปีล่าสุดนี้ มีทั้งแนวโน้มที่เด่นต่อเนื่อง และแนวโน้มใหม่ที่เริ่มมาแรงขึ้น เทรนด์เหล่านี้ก็วัดได้ความแรงจากแฮชแท็ก ว่าฮิตติดลมบนแค่ไหน มีการรีทวิต ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ และมีการพูดถึงในวงกว้างขนาดไหนซึ่งเรียงอันดับความแรงแล้ว ได้แก่

1.#Happening อะไรเกิดขึ้นตอนนี้ โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ที่เป็นแพลตฟอร์มที่ “รวดเร็ว” คนมักเข้ามาพูดถึงข่าวสารบ้านเมือง หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนั้นๆ เช่น บีทีเอสเสีย บีทีเอสซ่อมแล้ว ไฟไหม้ที่นี่ มีระเบิดที่ไหน น้ำท่วม ฝนตกที่ไหน นอกจากนี้ างประเด็นที่เป็นกระแสในวงกว้างก็ยังมีแบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาเกาะกระแส ต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมการตลาด หรือทำโปรโมชั่นใหม่ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่าง แฮชแท็ก#ทีมไม่ลวกหมี่หยก ที่โด่งดังตั้งแต่เริ่มต้นปี (เดือนม.ค.) มีเหตุการณ์เล็กๆ ที่คนพูดต่อๆ กัน และรีทวิตจนเสมือนปัญหาระดับชาติ จากทวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ทะเลาะกันเรื่องลวก หรือไม่ลวกหมี่หยก จนเกิดการแบ่งทีมเชียร์ (จากชาวทวิตเตอร์) และส่งต่อแฮชแท็กนี้กันไปถึง 36 ล้านทวิต ภายใน 3 วัน อีกทั้งติดเทรนด์โลกเมื่อช่วงต้นปีด้วย ต่อมาทั้งเอ็มเค, ท็อปส์ และค่ายหนังเมเจอร์ ต่างก็กระโดดเข้ามาเล่นด้วย

“กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมคนไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรับประทาน หรือคนไทยเรื่องกินเรื่องใหญ่ อีกทั้งเห็นการเปลี่ยนแปลงว่า การ debate จากเดิมที่เกิดขึ้นจำกัดวงในกลุ่มก็สามารถใช้โซเชียลมาหาความคิดเห็นนอกกลุ่ม จากมุมมองของคนอื่นว่ามีใครคิดเหมือนเราหรือต่างออกไปบ้างมั้ย หาความคิดเห็นต่างจากโซเชียล ไม่ใช่การทะเลาะกัน”

2.ทีวีกับโซเชียลมีเดีย (ทวิตเตอร์) เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เร็ว สามารถส่งความคิดเห็นได้ในระยะเวลาแบบเรียลไทม์ ระยะหลังๆ คนจึงเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากดูทีวี มีมือถือเป็นหน้าจอที่ 2 ดูไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปกับเพื่อนๆ บนทวิตเตอร์ “ไม่ว่าจะดูทีวีจากช่องทางไหนก็ตาม แต่ช่วงพักเบรกโฆษณา ก็ต้องมาเม้าท์กันในโซเชียลทันที”

พฤติกรรมคอละครชาวทวิตเตอร์จะมี 3 รูปแบบคือ แคปภาพจากละครมาเม้าท์แบบเรียลไทม์ แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าไม่ได้ดูแบบเรียลไทม์เต็มๆ ก็ต้องมาดูไฮไลท์คลิปที่ชื่นชอบ และกรณีคนทำงาน หรือไม่มีเวลา แต่อยากคุยกับเพื่อน (เรื่องละคร) รู้เรื่อง ก็จะเข้ามาดูแบบ wrap-up ใช้เวลาสั้นๆ เพราะหลังละครจบจะมีแฟนละครกลุ่มหนึ่งชอบทำทวิตแบบ wrap-up หรืออาจเป็นรูปแบบการสรุปละครเรื่องนี้ใน 4 ช่องแบบไม่สปลอยล์ เป็นต้น

สำหรับละครดังบนทวิตเตอร์ประจำปีล่าสุดนี้จากการรวบรวมข้อมูลช่วงเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา “กรงกรรม” ติดอันดับ 1 ในละครที่มีการพูดถึงมากที่สุดบนทวิตเตอร์ คือ 7 ล้านทวิต และมีคนเห็นทวิตเหล่านี้ 2.8 พันล้านครั้ง มีทั้งทวิตที่เม้าท์ตัวละครและบทละคร ขณะที่ในภาพรวมการคุยเรื่องบันเทิงบนทวิตเตอร์มีประมาณ 80 ล้านการสนทนา

  มุมบวกๆ บนทวิตเตอร์
3.Respect เป็นเทรนด์ที่ปีนี้เห็นมากขึ้น ที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงการรังแกทางไซเบอร์ (Cyberbullying) อย่างไรก็ตามบนโซเชียลไม่ใช่จะมีแต่กลุ่มที่รังแกคน แต่ยังมีกลุ่มที่ให้ความเคารพคนอื่นเช่นกัน ปีนี้แฮชแท็กเกี่ยวกับ respect จึงมีแยะ ที่ชัดเจนคือ #RespectLisa หลังจากเกิดกระแส Hate Speech ในเกาหลี ที่โจมตีลิซ่า แบล็คพิงก์ จุดประกายจากทวิตเดียวของแฟนคลับแบล็คพิงก์ในประเทศบราซิล จนกระจายไปทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยก็มี #RespectLisa มากกว่า 1.8 ล้านทวิต

“สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์คือคำพูดที่ว่า “เกมพลิก” เมื่อมีการโจมตีฝั่งหนึ่งอีกไม่นานก็จะมีกระแสเข้าไปเชียร์ฝ่ายที่ถูกโจมตี แม้แต่นักการเมืองที่ถูกโจมตี หรือ bully ทวิตเตอร์ แม้ชาวทวิตเตอร์จะไม่ชอบเขาก็จะเข้าไปให้กำลังใจด้วยการติดแฮชแท็ก#Respect เช่นกัน “มีความเคารพกันมากขึ้น” คือเทรนด์ที่เริ่มเกิดขึ้นและมาแรง”

4.Save เป็นแฮชแท็กที่เห็นมากขึ้นในปีนี้ เป็นกระแสการให้กำลังใจหรือการระดมความช่วยเหลือผ่านโซเชียล ตัวอย่างล่าสุดก็คือ #SaveUbon ทำให้เกิดการระดมเงินช่วยเหลือน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี คนบนโซเชียลไม่ใช่แค่แฮชแท็กแล้วลืมๆ กันไป แต่จะมีการลงมือทำ (Action) เกิดขึ้น

5.เด็กนักเรียนบนทวิตเตอร์ แฮชแท็ก#Dek62 ถือว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงแห่งปีในประเด็นของเด็กนักเรียน เป็นแฮชแท็กของแต่ละปีที่มีการสอบแอดมิชชั่น เป็นการรวมพลังของเด็กที่จะสอบปีนี้เข้ามารวมตัวช่วยกันเรื่องการเตรียมตัวสอบ เฉลยข้อสอบ ติว 9 วิชาสามัญ สะท้อนอีกมุมหนึ่งของเยาวชนไทยยุคนี้ว่าสนใจการสอบ และมองว่าการสอบแอดมิชชั่นเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นจึงเห็นเทรนด์การติวข้อสอบออนไลน์บนทวิตเตอร์มาแรง บ่งบอกว่าในสมัยนี้ถ้าเด็กเครียดเรื่องการเรียน/การสอบ ก็สามารถเข้ามาหาเพื่อนบนทวิตเตอร์และปรึกษาได้ อีกทั้งยังมีเว็บติวเตอร์หลักๆ หรือติวเตอร์คนดังเข้ามาช่วยตอบคำถามอีกด้วย สังคมนักเรียนและครูติวเตอร์ช่วยเหลือกันอยู่บนแพลตฟอร์ม

สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันว่าข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้อะไรได้บ้างและปัจจัยข้อไหนที่จะช่วยให้ “ติดเทรนด์” โซเชียล

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/395311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
หัวเว่ย อคาเดมี,อีคอมเมิร์ซ
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

ข่าวการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ข้ามประเทศระหว่างหน่วยงานรัฐบาลไทยและหัวเว่ย ผู้นำด้านเทคโนโลยีลำดับต้นๆ ของจีน ณ เมืองเสิ่นเจิ้น ฐานที่มั่นและบ้านเกิดของหัวเว่ย ในการจัดตั้ง “หัวเว่ย อคาเดมี” ในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และบริษัทหัวเว่ย เพื่อเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล และไอซีที สำหรับภูมิภาคอาเซียน กำหนดเปิดในเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการลงทุนจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมด้านนี้จากแดนมังกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เป็นแนวโน้มเทคโนโลยีมาแรง ได้แก่ ด้านบิ๊กดาต้า, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ไอโอที (IoT), 5G และระบบคลาวด์

ก่อนหน้านี้เคยมีบทความในเว็บไซต์ Techsauce วิเคราะห์คลื่นการลงทุนจากยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนไว้ว่า เริ่มเทน้ำหนักมาที่ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในสาขาที่กำลังเฟื่องฟูอย่างอีคอมเมิร์ซ ฟินเทค โลจิสติกส์ คอนเทนท์ การขนส่งและธุรกิจค้าปลีก ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นแหล่งลงทุนอันดับต้นๆ ในภูมิภาคนี้ของธุรกิจจากแดนมังกร

ในการวิเคราะห์ของ Techsauuce โฟกัสเป็นพิเศษที่การลงทุนด้านดิจิทัลและออนไลน์ ซึ่งเมื่อจัดกลุ่มการลงทุนจากจีนแล้วจะเห็นภาพชัดเจนว่าในบางอุตสาหกรรมที่เป็น “ดาวรุ่ง” ทุนใหญ่ของจีนก็ไม่แคร์ที่จะอัดฉีดเงินให้ผู้ร่วมทุนในไทยที่เป็น “คู่แข่ง” กันเอง

  อีคอมเมิร์ซ 3 รายใหญ่ล้วนมีทุนจีนหนุน
ตัวอย่างธุรกิจที่โดดเด่นสุดซึ่งเรียกเงินจากกระเป๋านักลงทุนยักษ์ใหญ่แดนมังกรเข้ามาได้ ก็คือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่ง 3 ผู้เล่นหลักในตลาดทั้ง ลาซาด้า (Lazada), ช้อปปี้ (Shopee) และเจดี เซ็นทรัล (JD Central) ซึ่งกลุ่มทุนจีนที่ถือหุ้นจำนวนมากอยู่ ได้แก่ อาลีบาบา, เทนเซ็นต์ และเจดี ตามลำดับ เหตุที่ตลาดการลงทุนนี้เนื้อหอมก็เนื่องมาจากตัวเลขการเติบโตแซงหน้าตลาดเดียวกันในกลุ่มอาเซียนนั่นเอง

จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า เปิดเผยว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 8-10% ต่อปี ตัวเลขล่าสุดจากผลสำรวจปี 2561 พุ่งสูง 3.2 ล้านล้านบาท อีกทั้งประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมูลค่าการซื้อขายออนไลน์ที่เกิดจากธุรกรรมของผู้บริโภค หรือบีทูซี (B2C : Business to Consumer) สูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเทียบมูลค่าระหว่างปี 2559 กับปี 2560 พบว่ามีมูลค่าเพิ่มถึงกว่า 1.6 แสนล้านบาท

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาทาง ASEAN UP ก็เคยให้มุมมองไว้ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้วยจำนวนผู้ใช้ออนไลน์ และการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ด้านการแข่งขันก็คึกคักทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมที่ขยายจากหน้าร้านกายภาพมาอยู่บนออนไลน์ด้วย โดยอีคอมเมิร์ซในไทยก็คือลาซาด้า แต่ละเดือนมียอดส่องจากนักช้อป 44.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจำนวนประชากรไทย ส่วนเบอร์ 2 คือ ช้อปปี้ มีนักช้อปออนไลน์เข้ามาแวะชมสินค้ากว่า 30 ล้านคนต่อเดือน

          พอร์ตการลงทุนในไทย “อาลีบาบา-เทนเซ็นต์”
อีกข้อที่น่าจับตามองก็คือบทบาทของอาลีบาบา ยักษ์อีคอมเมิร์ซของแดนมังกร ที่แผ่ขยายธุรกิจครอบคลุมแทบทุกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในสาขานี้ด้วย ปีที่แล้วสร้างดีลที่สนั่นอาเซียน ด้วยการลงนามเอ็มโอยูร่วมกับรัฐบาลไทยลงทุนโครงการ Smart Digital Hub มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่อีอีซี และยังตามมาด้วยเอ็มโอยูฉบับอื่นๆ ในด้านอีคอมเมิร์ซ และการท่องเที่ยวอีกด้วย

ขณะที่ในธุรกิจฟินเทคได้สนับสนุนเงินลงทุนผ่านบริษัทในเครือ คือ Ant Financial เข้าลงทุนในบริษัท Ascend Money ของกลุ่มทรู คอร์ป ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในชื่อทรูมันนี่ (TrueMoney) ถือเป็นกลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรุกคืบเข้ามาตลาดค้าปลีกในไทยผ่านสารพัดกิจการค้าปลีกในเครือซีพี บริษัทแม่ของกลุ่มทรู นอกจากนี้ยังลงอัดฉีดเงินลงทุนให้กับ CompareAsiaGroup บริษัทแม่ของ MoneyGuru.co.th ที่ให้บริการเว็บไซต์เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

อีกกลุ่มทุนใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีนอีกรายที่รุกเข้ามาปักหมุดอย่างจริงจังในประเทศไทยแล้วก็คือบริษัท เทนเซ็นต์  (Tencent) มีผู้ก่อตั้งชื่อว่านาย Pony Ma ที่แม้จะไม่เป็นที่รู้จักทั่วโลกอย่างแจ็ค หม่า ของอาลีบาบา แต่ในแง่ธุรกิจแล้วมีหลายบริการที่ประชากรชาวออนไลน์ของไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สนุกดอทคอม, แพลตฟอร์มความบันเทิงและมัลติมีเดีย ทั้งแอพฟังเพลงออนไลน์/สตรีมมิ่ง “JOOX” แอพความบันเทิงผ่านวิดีโอสตรีมมิ่ง “WeTV” และเกมออนไลน์ยอดนิยม “PUBG” รวมทั้งแอพสนทนา “WeChat” ที่แม้ในไทยจะยังตามหลังไลน์ (Line) แต่ในจีนรั้งอันดับเบอร์ 1

นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพของประเทศต่างๆ ในอาเซียน ได้แก่ แอพอีบุ๊กสัญชาติไทย Ookbee, Gojek ของอินโดนีเซีย เจ้าของแอพ Get คู่แข่งของ Grab (ซึ่งมีกลุ่มเจดี ของจีน และเซ็นทรัลของไทยถือหุ้นอยู่) และลงทุนใน SEA group ของสิงคโปร์ เจ้าของค่ายเกมดัง ROV และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Shopee.com

ล่าสุดผู้บริหารของ Tencent ประเทศไทย ประกาศชัดเจนว่า บริษัทแม่ที่จีนได้วางยุทธศาสตร์ให้ Tencent ประเทศไทยเป็น “Hub of ASEAN” ในการรุกสร้างฐานธุรกิจแพลตฟอร์มความบันเทิง (Entertainment Platform) ในภูมิภาคนี้

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/395298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เลกซัส Ls500h,ยานยนต์
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย คอลัมน์… ยานยนต์

LS เป็นรถรุ่นท็อปของเลกซัส ซึ่งเน้นจุดขายในเรื่องความหรูหรา สะดวกสบาย และสำหรับในไทย LS วางตลาดรวม 4 รุ่นย่อย และสำหรับ LS500h Pleat Executive คันนี้ เป็นตัวท็อป ราคา 15.8 ล้านบาท เป็นค่าตัวที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ซึ่งเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งคือการเป็นรถนำเข้าที่ต้องมีภาระภาษีศุลกากร แม้จะมีส่วนลดบ้างก็ตาม จากข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

ดังนั้นเลกซัสจึงพยายามสร้างความแตกต่างสร้างเอกลักษณ์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเต็มใจที่จะจ่าย ตัวรถคันใหญ่ออกแบบให้หรูหรา ภูมิฐาน ดูสุขุม ไม่โฉ่งฉ่างและเน้นรายละเอียดทั้งภายนอกภายใน หลายส่วนเป็นงานฝีมือ โดยผู้ที่่มีทักษะสูง เช่น การบุหนังในส่วนต่างๆ การบุผ้าสีแดงที่แผงประตู ซึ่งเป็นการตัดเย็บและบรรจงพับด้วยช่างฝีมือทักษะระดับครู เช่นเดียวกับงานกระจกที่เห็นบริเวณแผงประตูเช่นกันเป็นการตัดแกะลายที่ละเอียดอ่อน เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ทำให้เจ้าของรถรู้สึกถึงความแตกต่าง

ยังไม่รวมถึงออปชั่นต่างๆ ลูกเล่นอีกมากมายที่ใส่เข้ามา
เป็นรถที่มีขนาดใหญ่โตชัดเจน ความยาวตัวถัง 5,235 มม. กว้าง 1,900 มม. แต่เลือกที่จะทำให้มีความสูงไม่มากนัก อยู่ที่ 1,450 มม. ส่วนความยาวฐานล้อ 3,125 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,630 มม. หลัง 1,635 มม. ติดตั้งยาง 245/45 RF 20

ซึ่งขนาดตัวถัง ระยะฐานล้อ ทำให้มันมีพื้นที่เหลือเฟือ นั่งได้สบายทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะเบาะหลังด้านซ้ายที่สามารถปรับได้หลายรูปแบบและมีพื้นที่วางขาสูงสุดถึง 1.02 เมตร มีเบาะรองน่องปรับไฟฟ้า มีโหมดการนั่ง 3 โหมด ทั้งบิซิเนส หรือการนั่งปกติ เอ็นเตอร์เทนที่ผ่อนคลาย โดยจะเลื่อนเบาะนั่งด้านหน้าออกไปจนกระทั่งจอซึ่งติดอยู่หลังเบาะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนนั่งด้านหลัง อีกโหมดหนึ่งก็คือรีแล็กซ์ ที่เอนเบาะลงไปอีกจนเกือบจะเรียกว่านอนพร้อมดันเบาะหน้าไปด้านหน้าที่สุด พับหมอนรองศีรษะลงเพื่อไม่ให้บดบังการมองกระจกด้านซ้ายของผู้ขับ

แต่ไม่เฉพาะเบาะนั่งหลังซ้ายอย่างเดียว เบาะอื่นก็นั่งได้สบายเช่นกัน เบาะใหญ่นุ่ม กระชับลำตัว ทำให้ไม่เมื่อยล้าเมื่อเดินทางไกล หรือจะเรียกว่าผ่อนคลายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือผู้โดยสารก็ตาม และยังมีระบบนวดติดมาให้อีกด้วย ซึ่งตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่ ผมว่าซาลูนหรูคันนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตได้มากทีเดียว

เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร วี 6 ให้กำลังสูงสุด 299 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ให้กำลัง 132 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุ 300 นิวตันเมตร และเมื่อรวมการทำงานของทั้ง 2 แหล่ง ได้กำลังสูงสุดออกมาที่ 359 แรงม้า

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. และอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.9 กม./ลิตร เกียร์ซีวีที ที่เลกซัสเรียกว่ามัลติ สเตจไฮบริด ส่งต่อกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังตอบสนองกำลังของเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนแปลงกำลังตามคันเร่งได้ลื่นไหล เอาเป็นว่าผมไม่เจอจังหวะสะดุดจากมันในการลองขับครั้งนี้
ตัวรถมีน้ำหนักรวม 2,350 กก. ดูเหมือนเยอะ แต่ก็ไม่แปลกกับรถคันใหญ่ขนาดนี้ บวกกับการใส่อุปกรณ์มาตรฐานเข้าไปจนแทบจะล้นคัน แต่สมรรถนะของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าก็จัดการมันได้สบายๆ ต้องชมว่าทำงานได้ดีเพราะไม่ได้แค่ไหวเท่านั้น แต่มันทำให้รถคันยาวกว่า 5 เมตร ขับสนุก ได้อารมณ์สปอร์ต อัตราเร่งมาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องไปอิงกับตัวเลขโรงงานที่ระบุ 5.4 วินาที เอาจากความรู้สึกในการขับจริงผมว่ามันตอบสนองได้อย่างที่เรียกว่าทันอกทันใจ ทำให้รถใหญ่ๆ มีความคล่องตัวในการใช้งานสูงและเรียกกำลังมาได้ต่อเนื่องจนถึงระดับความเร็วสูงๆ ไม่มีจังหวะอิดออด จังหวะหน่วง

ต้องชมว่าเลกซัสทำระบบไฮบริดตัวนี้ได้ดี และไม่ต้องกังวลว่าความใหญ่ของมันจะมีผลต่อการใช้งานในพื้นที่จราจรหนาแน่น การตอบสนองของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในเรื่องนี้ได้ดี และการใช้งานก็ใช้ได้ทั่วไป ทางเล็กๆ ต่างจังหวัด หรือเข้าออกซอกซอยในกรุงเทพฯ ผมก็พามันฝ่าไปมาแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าแอลเอส ไฮบริดคันนี้ มีระบบช่วยเลี้ยวที่ล้อหลังเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในพื้นที่แคบๆ ด้วยการเลี้ยวสวนทางล้อหน้า และเพิ่มการยึดเกาะถนนและความคมในทางโค้งเมื่อขับเร็วๆ โดยล้อหลังจะเลี้ยวไปทางเดียวกับล้อหน้า
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองจากการใช้งานจริง นั่งเต็มคัน ขับกันเต็มที่ ทั้งในกรุงเทพฯ และออกต่างจังหวัด ได้ตัวเลขเฉียด 10 กม./ชม. แต่ผมถือว่าน่าพอใจ เมื่อเทียบกับรูปแบบใช้งาน ความเงียบในห้องโดยสารไม่ต้องห่วง เงียบมากแม้จะใช้ความเร็วสูงและยางเป็นยางซีรีส์ต่ำ และเป็นยางรันแฟลตที่แก้มแข็งๆ ก็ตาม และการตั้งช่วงล่างก็ยังทำให้มันส่งแรงสะเทือนมายังห้องโดยสารน้อย
รูปแบบการขับขี่เลือกได้โดยปุ่มที่อยู่บนคอนโซลหน้า ด้านหลังพวงมาลัย ประกอบด้วย ECO, Normal, Sport และ Sport-S + ซึ่งผมใช้มากที่สุดคือ Sport เพราะช่วยให้ขับได้สนุกขึ้นแต่ก็ไม่เส่ียความนุ่มนวลสำหรับผู้โดยสาร

ผมชอบช่วงล่างของ LS500h เพราะได้ทั้งความนุ่มสบายและก็จัดการกับเส้นทางต่างๆ ได้อยู่หมัด ในทางโค้งรับรู้ได้ว่าล้อทั้ง 4 มันเกาะแน่นอยู่กับพื้นถนน เป็นอีกจุดดีที่รถสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ณ เวลานั้นมาให้ผู้ขับรู้ได้ในทันที และแน่นอนการควบคุมในทางโค้งได้ดีนอกจากมาจากเรื่องของช่วงล่างก็ยังเป็นผลมาจากระบบควบคุมการเลี้ยวของล้อหน้า-หลัง การกระจายน้ำหนักลงเพลาหน้า-หลังที่ทำได้ค่อนข้างสุมดุล จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ และแน่นอนเบาะนั่งที่กระชับไม่ลื่นไหลก็มีส่วนไม่น้อยเช่นกัน
แม้จะมีเวลากับ LS500h ไม่มากนัก แต่ก็จับอารมณ์ของรถได้มาก เป็นรถที่อาจจะราคาสูง แต่สำหรับคนที่มีกำลังซื้อและอยากได้ความแตกต่าง หรือเบื่อรถดังๆ ยี่ห้ออื่น บวกกับมีลูกเล่นหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนใคร ก็น่าสนใจครับ ไม่ว่าจะซื้อไปขับเอง หรือจะเป็นรถผู้บริหารนั่งสบายๆ

“ขับสนุก นั่งสบาย” น่าจะเป็นการสรุปสั้นๆ สำหรับรถคันนี้ครับ

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/394301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
แรมซัมแวร์,อินโนสเปซ,ไซเบอร์,ไวรัสเรียกค่าไถ่
เปิดอ่าน 96 ครั้ง

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์ คอลัมน์…อินโนสเปซ   โดย…  บัซซี่บล็อก

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ที่เรียกว่า แรมซัมแวร์ (Ransomware) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบนช่องทางสื่อโซเชียล ซึ่งเดาว่าปัจจัยที่ทำให้หัวข้อข่าวนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างก็เนื่องจากแหล่งที่มาของข่าว ซึ่งเป็นการเผยแพร่รายงานที่จัดทำโดยสำนักงานตำรวจสหภาพยุโรป หรือยูโรโพล (Europol) นั่นเอง

โดยในรายงานแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์ที่พบในกลุ่มประเทศอียูประจำปีฉบับล่าสุด Internet Organised Crime Threat Assessment (IOCTA) 2019 ของยูโรโพล จัดให้ “แรมซัมแวร์” หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไวรัสเรียกค่าไถ่ ติดอันดับ 1 ของภัยไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง และความสูญเสียในแง่ตัวเงินมากที่สุด และที่น่าวิตกยิ่งขึ้น ก็คือแม้จำนวนการโจมตีของแรนซัมแวร์จะลดลง แต่ยอดความเสียหายกลับสูงขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากไซแมนเทค เคยระบุไว้ว่า สหรัฐรั้งแถวหน้าของประเทศที่ถูกแรมซัมแวร์โจมตีมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 18.2% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าประเทศที่ยิ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูงจากภัยไวรัสเรียกค่าไถ่ ขณะที่ มีตัวเลขคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จะมีจำนวนรหัสผ่านที่ประชากรชาวออนไลน์ใช้งานกันมากถึง 3 แสนล้านรหัสผ่าน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลกที่มีอยู่ยังไม่ถึง 8 พันล้านคน ก็ยิ่งสะท้อนความเสี่ยงจากการเรียกค่าไถ่ทางไซเบอร์

          รู้จักกับแรมซัมแวร์
ในเพจเฟซบุ๊กของ ETDA Thailand ได้อธิบายความหมายของแรมซัมแวร์ ไว้ว่า Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เป็นเหมือนภัยร้ายสายมืดที่คุกคามสร้างความเสียหายให้องค์กรมาแล้วนับร้อยบริษัททั่วโลก ความน่ากลัวของมันก็คือการไม่มีตัวตน ไม่รู้ที่มา ไม่มีการเตือน ไม่มีทางแก้แบบชัดเจน 100% ทุกวันนี้ทำได้แค่เพียงคอยสังเกต และระแวดระวังตัวการใช้อินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น

ทั้งนี้การโจมตีของแรนซัมแวร์จะทำให้เหยื่อ หรือผู้ถูกโจมตี ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ โดยอาชญากรไซเบอร์จะเรียกเงินค่าไถ่จำนวนหนึ่งแลกกับการปลดล็อกข้อมูลที่ถูกโจมตีนั้น สร้างความสูญเสียทางการเงินทั้งในระดับองค์กรและบุคคลจำนวนมาก

บทความ “60 Must-Know Cybersecurity Statistics for 2019” ในเว็บไซต์ https://www.varonis.com ได้หยิบยกสถิติน่าสนใจของการโจมตีทางไซเบอร์ที่สะเทือนวงการมานำเสนอ ซึ่งหลายข้อสอดคล้องกับรายงานของยูโรโพล โดยพบว่าวายรายไซเบอร์พุ่งเป้าไปที่เหยื่อ “ขนาดใหญ่” ขึ้น ยอดความเสียหายก็ใหญ่ขึ้นเช่นกัน

ยักษ์ใหญ่ออนไลน์ที่ถูกลูบคมอย่างไม่น่าเชื่อ ได้แก่ ยาฮู (Yahoo) ซึ่งถูกขโมยข้อมูลบัญชีลูกค้าไปถึง 3 พันล้านบัญชี ตั้งแต่ปี 2016 เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในการรั่วไหลของข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างสถิติโลกมาจนถึงปัจจุบัน ถัดมาอีกปีทั้งโลกก็รู้จักกับไวรัสเรียกค่าไถ่ที่ชื่อว่า WannaCry ซึ่งฝากฝีมือปล่อยไวรัสจู่โจมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 5 พันล้านเครื่อง ภายในเวลาไม่กี่วัน

เมื่อปี 2017 มีประมาณการณ์มูลค่าความเสียหายจากการเรียกค่าไถ่รูปแบบนี้ว่าสูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15 เท่าตัวจากปี 2015 ส่วนปีล่าสุดนี้คาดว่าตัวเลขจะไต่ระดับไปถึง 11.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเหยื่อระดับองค์กรเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยทุก 14 วินาทีจะมีองค์กรอย่างน้อย 1 แห่งถูกโจมตีด้วยแรมซัมแวร์ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าแต่ละปีภัยไซเบอร์ตัวนี้ยังอาละวาดเหยื่อเพิ่มขึ้นกว่า 350%

     ยิ่ง(เป้า)ใหญ่ (เงิน)ค่าไถ่ยิ่งมาก
อาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ไวรัสเรียกค่าไถ่ (แรมซัมแวร์) เป็นเครื่องมือ มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเมินเป้าหมายที่เป็น “บุคคล” และหันมาใช้วิธีการ “ล็อกเป้าหมาย” เหยื่อที่เป็นองค์กรใหญ่ หรือมีชื่อเสียง เพื่อประสิทธิภาพในการลงมือ เพราะแน่นอนว่า ยิ่งเป็นรายใหญ่และดัง ก็ยิ่งมีชื่อเสียงที่ต้องรักษา และยินยอม “จ่าย(ค่าไถ่)ก้อนใหญ่” อย่างเงียบๆ และรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อชื่อเสียงองค์กร และการทำธุรกิจ ทั้งนี้ จากรายงานฉบับล่าสุดของยูโรโพล เปิดเผยว่า เหยื่อบางรายต้องยินยอมจ่ายค่าไถ่สูงถึงหลักล้านยูโรเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการใหม่ๆ ของการโจมตีรูปแบบนี้ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อต้นปีนี้ โดยมีจ้าไวรัสเรียกค่าไถ่ตัวใหม่ ชื่อว่า เยอรมันไวเปอร์ (GermanWiper) ไล่โจมตีเหยื่อเป้าหมายทั่วประเทศเยอรมนี ด้วยวิธีการอันชั่วร้ายคือ ไม่ได้แค่แอบเข้าไปใส่รหัสล็อกข้อมูลที่แฮกมาได้ เพื่อรอถอดรหัสและส่งคืนลูกค้าหลังจากได้รับเงินค่าไถ่ แต่เจ้าไวรัสตัวนี้จะใช้วิธีเข้าไปเขียนไฟล์ใหม่ทับข้อมูลเดิม เป็นการทำลายไฟล์ข้อมูลที่แฮกไว้ นั่นก็หมายความว่า แม้เหยื่อจะยินยอมโอนเงินค่าไถ่ (ข้อมูล) ไปแล้ว แต่ก็ได้แค่ไม่ต้องวิตกว่าจะถูกวายร้ายไซเบอร์เอาข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์หรือสร้างความเสียหาย ส่วนข้อมูลทั้งหลายที่เคยโดนแฮกไปนั้นไม่ได้คืนแน่นอน ซึ่งกรณีที่ไม่ได้มีการสำรองข้อมูลเก็บไว้ที่อื่นด้วย ก็นับเป็นความเสียหายแบบ 2 เด้งสำหรับเหยื่อรายนั้น

ด้าน Malwarebytes ก็มีบทวิเคราะห์ว่า เหตุที่อาชญากรไซเบอร์ หันมาพุ่งเป้าเหยื่อในภาคธุรกิจมากขึ้น ก็เพราะมองเห็น “เงินก้อนใหญ่ขึ้น” นั่นเอง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ อีกเป้าหมายสำคัญของเหล่าวายร้ายกลุ่มนี้ ก็คือ ภาคการศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งมักมีจุดอ่อนเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานระบบไอที เปิดช่องโหว่ให้แฮกเกอร์บุกเข้าไปได้ง่ายดาย

ทั้งนี้ Malwarebytes ระบุด้วยว่าเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปี 2018 และปีนี้ มีการโจมตีเหยื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 365% ขณะที่ บุคคลทั่วไปหรือผู้บริโภค ถูกโจมตีลดลง 12% ด้วยเหตุผลข้อสำคัญ ก็คือ “เหล่าอาชญากรไซเบอร์ กำลังแสวงหาผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าเดิม และการโจมตีเหยื่อที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กร ทำให้พวกเขาสามารถได้เงินเป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่าที่จะเรียกได้จากคนทั่วไป ซึ่งมีข้อมูลส่วนตัวแค่ไม่กี่อย่างที่นำมาใช้ประโยชน์ได้”

5G เปิดยุคใหม่การแพทย์ สมาร์ท เฮลธ์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/391597

5G เปิดยุคใหม่การแพทย์  สมาร์ท เฮลธ์

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 11:50 น.
อินโนสเปซ,5G,การแพทย์
เปิดอ่าน 5 ครั้ง

คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย…   บัซซี่บล็อก

แม้ล่าสุดเริ่มมีการส่งสัญญาณจากทั้งฟากผู้กำหนดและกำกับนโยบาย รวมถึงเอกชนผู้ลงทุนรายใหญ่ด้านสื่อสารโทรคมนาคมในไทยออกมาแล้วว่า ประเทศเราอาจไม่จำเป็นต้องรีบเร่งคลอดบริการ 5G ภายในปีหน้า (ท่ามกลางความไม่พร้อมของหลายๆ องค์ประกอบ) โดยอาจขยับเลื่อนออกไปอีก 1 ปี หรือในปี 2564

แต่ในฝั่งของภาคส่วนหลักๆ ที่เห็นชัดเจนแล้วว่า จะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้มาเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน ตลอดจนให้บริการกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่างกำลังทำการบ้านอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึง “การใช้ประโยชน์สูงสุด” จาก 5G

โดยหนึ่งในกลุ่มที่มาแรงก็คือ ด้านการแพทย์/สาธารณสุข เพราะ 5G นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม เพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิต หนุนเสริมให้ระบบการรักษาพยาบาลขยับไปสู่ระดับที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น (Smart Helath) อีกทั้งหนุนเสริมเป้าหมายด้านการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine)

ล่าสุด นิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโทรคมนาคมเพื่อสิทธิเสรีภาพของผู้ด้อยโอกาส และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดงานสัมมนา “Telemedicine & Smart Health 2019”

++

     คนแก่/ป่วยแยะขึ้น VS แพทย์ขาดแคลน
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และอดีตรองประธาน กสทช. พูดถึงมุมมองเกี่ยวกับบทบาท 5G ในการพลิกโฉมการให้บริการด้านสาธารณสุขว่า ศักยภาพของ 5G จะช่วยให้การรับส่งข้อมูล/การสื่อสารผ่านระบบแพทย์ทางไกลความเร็วสูง เพิ่มความรวดเร็วขึ้นถึง 10 เท่า และอีก 5 ปีจะขยับเป็น 100 เท่า

อนาคต โทรศัพท์มือถือจะสามารถวัดความดัน การเต้นของหัวใจ ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น แล้วนำข้อมูลไปเก็บไว้บนคลาวด์ อีกทั้งมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (IoT) เพิ่มมากขึ้น ทำให้การเก็บข้อมูลสุขภาพเป็นแบบเรียลไทม์ และการวินิจฉัยทำได้รวดเร็วขึ้น

แนวโน้มที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย จำนวนผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นๆ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัดหรือขาดแคลนในหลายพื้นที่ ทำให้แนวคิดของระบบการแพทย์ทางไกล จะกลายเป็นคำตอบให้กับโจทย์ปัญหาข้อนี้ และนับเป็นโชคดีที่เทคโนโลยีมีแนวโน้มก้าวหน้ายิ่งขึ้น มีอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมารองรับการวินิจฉัยทางไกลด้วยราคาถูก ยิ่งมีการใช้แพร่หลายขึ้น ราคาอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ อีกด้วย

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อปี 2561 ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีตัวเลขจำนวนแพทย์โดยเฉลี่ย 13.9 คน ต่อประชากร 10,000 คน

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีตัวเลขเฉลี่ยต่ำกว่านั้น หรืออยู่ในระดับขาดแคลน อย่างเช่น ประเทศไทย มีจำนวนแพทย์เฉลี่ย 3.9 คนต่อประชากร 10,000 คน หรืออินโดนีเซีย มีแพทย์ 3 คนต่อประชากร 10,000 คน

อีกทั้งแพทย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจาการ์ตา ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเมืองที่มีเศรษฐกิจดีอย่าง บาหลี เป็นต้น

++

         คำจำกัดความ “เทเลเมดิซีน”
ในงานนี้ยังได้เปิดเวทีเสวนา “Telemedicine จุดเปลี่ยนสาธารณสุขไทย” ซึ่งผู้ร่วมเสวนา ได้ให้คำจำกัดความของ เทเลเมดิซีน ในมุมมองส่วนตัว ซึ่งคีย์เวิร์ดหลักๆ จะครอบคลุมถึง การให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบเครือข่ายความเร็วสูง ยังต้องคงไว้ซึ่งมาตรฐานทางการแพทย์ ตลอดจนมาตรฐานของระบบและอุปกรณ์ไอทีที่นำมาใช้ในระบบการแพทย์ทางไกลต้องเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล การเชื่อมต่อให้ผู้ป่วย/คนไข้ และแพทย์สื่อสารกันได้โดยตรงครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาล

ศ.คลินิก นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองคณบดีฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวด้วยว่า เทเลเมดิซีน เป็นเรื่องของการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี เป็นการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ใน virtual world ที่ไม่จำกัดด้วยเวลาและสถานที่

ดังนั้น เทเลเมดิซีน ก็คือบริการทางการแพทย์นั่นเอง และที่ผ่านมาก็มีการระบุไว้ใน พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน มีมาตรฐานทางการแพทย์กำกับอยู่ มีการบันทึกข้อมูลทั้งหมดที่แพทย์รักษาผู้ป่วยไว้ในเวชระเบียน (Medical Record) เหมือนการรักษาพยาบาลโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของศิริราชในการทำโครงการนำร่องด้านเทเลเมดิซีนมาระยะหนึ่งแล้ว พบว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ของภาคสาธารณสุขไทย ยังมีอุปสรรคด้านการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งต้องใช้งบประมาณการลงทุนจำนวนมาก เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางในการสื่อสาร เพื่อให้ตรวจสอบยืนยันได้ว่า นื่คือแพทย์/คนไข้ตัวจริง และสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (Connectivity)

และอีกข้อที่สำคัญคือ กฎหมาย เพื่อรับรองเรื่องความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของบริการทางการแพทย์ผ่านระบบทางไกล โดยทั้ง 2 ข้อนนี้ จำเป็นที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขต้องสร้างให้เกิดขึ้น

ขณะที่ ทันตแพทย์หญิง กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น Ooca ซึ่งเป็นแอพฯ ด้านจิตแพทย์ออนไลน์ กล่าวว่า การให้บริการทางการแพทย์นั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ขอบเขตยังกว้างไปครอบคลุมถึงขั้นตอนต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหวางคนไข้กับบุคลากรทางการแพทย์ ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกัน หรือการสื่อสารตลอดอีโคซิสเต็มที่อยู่โดยรอบกระบวนการให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีข้อจำกัดในการเข้าถึง แต่ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตเริ่มพร้อม และคนมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น

++

 สมาร์ท เฮลธ์ เพื่อความทั่วถึงที่แท้จริง
อาจารย์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับ “Smart Health for Smart Life” ว่า แนวคิดเรื่องระบบการแพทย์ทางไกล และการแพทย์อัจฉริยะ (Smart Health) มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเช้าถึงบริการทางสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พิการ ซึ่งมักมีภาวะเสี่ยงทางสุขภาพหากไม่ได้ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญคือ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Smart Health ซึ่งช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จะเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้ ที่ผ่านมามีข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า คนพิการ ร้อยละ 97 ได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหลักจากรัฐ แต่กลับมีคนพิการสิทธิบัตรทองเพียง 1 ใน 3 ที่ไปใช้บริการตามสิทธิ เนื่องจากอุปสรรคหลักๆ ได้แก่ ไม่มีผู้พาไป เดินทางไม่สะดวก คิวยาวหรือต้องรอนาน ซึ่งเป็นความยากลำบากของผู้พิการ เป็นต้น จึงทำให้เสียโอกาสทั้งเรื่องใช้สิทธิรักษาพยาบาล และการตรวจสุขภาพ (เพื่อป้องกันโรค)”

ไทย พร้อมแค่ไหน กับภาคปฏิบัติ(ตาม)ก.ม.ไซเบอร์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/390726

ไทย พร้อมแค่ไหน กับภาคปฏิบัติ(ตาม)ก.ม.ไซเบอร์

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 00:00 น.
กฎหมายไซเบอร์
เปิดอ่าน 1 ครั้ง

คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย..  บัซซี่บล็อก

ประเทศไทยได้รับการปักหมุดบนแผนที่โลกว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Act) ตั้งแต่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2562 (พร้อมๆ กับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Act)

แต่หลายเดือนที่ผ่านไปกลับยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ “สิ่งที่ต้องทำ” ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ทั้งนี้ในระหว่างที่รัฐบาลรวมทั้งหน่วยงานต้นทางที่เป็นผู้ผลักดันกฎหมายด้านนี้โดยตรงอย่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังไม่มีการ “ขยับ” ให้สาธารณชนได้เห็นความคืบหน้าของการทำงานที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หรือเรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์) แต่ในระดับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งต้องมีความเกี่ยวพัน รวมทั้งเป็นผู้ที่อยู่ปลายอีกด้านหนึ่งของพ.ร.บ.ไซเบอร์ หลายภาคส่วน ได้มีการส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับ “การลงทุน” ติดตั้งเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวช่วยในการปฏิบัติตามข้อกำหนดในพ.ร.บ.ฉบับนี้

++

    เม็ดเงินลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ RSA Conference เมื่อกลางปีระบุว่า องค์กรในภาพรวมทั่วโลกมีการจัดสรรงบประมาณด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขึ้นถึง 141% ระหว่างปี 2553-2561 ขณะที่ในปีนี้ คาดว่าจะมีการใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 124 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้งยังได้แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนเพื่อให้รองรับกฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation : GDPR) ที่เริ่มประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมาอีกด้วย โดยคาดว่าจะมีองค์กรไม่น้อยกว่า 30% จากทั่วโลกเตรียมควักกระเป๋าลงทุนซื้อบริการและจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อเตรียมตัวรับกฎหมาย GDPR

อย่างไรก็ตาม RSA ระบุว่าสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นหลักๆ ของไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาจากการใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์ ซึ่งมีการเติบโตถึง 148% ตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนเม็ดเงินที่ใช้จ่ายกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลทั่วไป เติบโต 38% และการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ซิเคียวริตี้ เพิ่มขึ้น 25% ระหว่างปี 2560-2562

ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของไทย มีความคึกคักเป็นอย่างมากจากการประกาศใช้ทั้ง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น อีกทั้งตลาดด้านนี้ในไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตเป็นเลข 2 หลักได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับตลาดรวมทั่วโลก

++

 ส่องสถานการณ์ไซเบอร์ซิเคียวริตี้
ดร.รัฐิติ์พงษ์ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับภาพรวมสถานการณ์ด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ว่า ปัจจุบันทั้งระดับโลกและไทยเป็นไปในทิศทางเดียวก มีความตื่นตัวค่อนข้างสูง และมีการลงทุนด้านนี้ค่อนข้างมาก โดยมีปัจจัยผลักดันหลักๆ 5 ข้อ ได้แก่

1.กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ หลายประเทศต้องมีการปฏิบัติตาม เพื่อให้ comply หรือตอบข้อกำหนดตามกฎหมายเหล่านั้น ต้องมีการลงทุนเครื่องมือด้านนี้มากขึ้น และส่วนหนึ่งก็เพราะมีบทลงโทษเรื่องค่าปรับอยู่ด้วย องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับปรุงระบบซิเคียวริตี้ของตัวเอง

2.องค์กรต่างๆ เริ่ม migrate บริการของตัวเองไปใช้ระบบคลาวด์ ความเสี่ยงมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เมื่อเทียบกับจากเดิมบริการขององค์กรอยู่ในระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ที่มีด่านป้องกันค่อนข้างแข็งแรง ดังนั้นเมื่อไปอยู่บนคลาวด์ จึงจำเป็นต้องมีด่านป้องกันบนคลาวด์ด้วย ต้องมีการติดตั้งระบบการรักษาความปลอดภัย จึงกระตุ้นเม็ดเงินด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

 

3.การโจมตี ที่มีความซับซ้อน มีกาพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลบแนวป้องกันที่มีอยู่ มีการใช้เทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพื่อฝ่าด่านป้องกันการโจมตีระบบ เช่น การนำเอาเอไอ หรือเอาเครื่องมือต่างๆ เช่น ชุด kit, attack kit เข้ามาช่วยพัฒนามัลแวร์ ดังนั้นเมื่อมีความซับซ้อนของมัลแวร์เพิ่มขึ้น องค์กรก็ต้องพยายามไล่ตามให้ทัน จะเริ่มเห็นว่ามีการนำเอาระบบเอไอเข้ามาใช้ มีการใช้เทคโนโลยีอย่างการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) เข้ามาใช้ในการป้องกันมัลแวร์

4.การขาดแคลนบุคลากรขององค์กร วงการนี้ขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญค่อนข้างมาก องค์กรต่างๆ จึงต้องหาวิธีมาปิดช่องว่าง (gap) ตรงนี้ โดยการทำให้ระบบซิเคียวริตี้ขององค์กรมีความสามารถในการเผชิญเหตุ/ตอบโต้ภัยจากการโจมตี (Respond) ได้อย่างอัตโนมัติ จึงต้องมีการลงทุนในตัวเครื่องมือเพิ่ม

และ 5.ชื่อเสียงองค์กร เห็นได้ว่าที่ผ่านมา มีข่าวเป็นระยะๆ ที่องค์กรใหญ่และมีชื่อเสียงระดับโลก ข้อมูลรั่วไหล ถูกโจมตี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้บริหารหันมาสนใจ และให้งบลงทุนด้านนี้มากขึ้น

++

 จุดแข็ง-จุดอ่อนประเทศไทยด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้
ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ อันหมายถึงบรรดาหน่วยงานหรือองค์กรที่ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของตนมีผลเกี่ยวเนื่องสำคัญต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของประเทศทั้ง 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มความมั่นคงและบริการภาครัฐที่สำคัญ กลุ่มการเงินการธนาคาร กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม กลุ่มการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มสาธารณสุขจำเป็นต้องยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CII) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยได้ประยุกต์มาตรฐานจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Standard and Technology : NIST) มาเป็นมาตรการขั้นต่ำ ใน 5 มาตรการด้วยกัน ได้แก่ มาตรการในการระบุความเสี่ยง (Identify) มาตรการในการป้องกันภัยคุกคาม (Protect) มาตรการในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง (Detect) มาตรการในการเผชิญเหตุ ตอบโต้ภัย (Respond) และมาตรการรักษาและฟื้นฟู (Recover)

“ประเทศไทยมีการลงทุนค่อนข้างมากอยู่แล้วกับการป้องกัน ดังนั้นแนวโน้มการลงทุนเพิ่มเติม เม็ดเงินหลักๆ น่าจะเป็นด้านของการตอบโต้ และการเฝ้าระวัง ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนอยู่”

จากประสบการณ์ทำตลาดในระดับโลกของฟอร์ติเน็ต ตลาดไทยและทั่วโลกต่างมีแนวโน้มการลงทุนเป็นไปในลักษณะเดียวกัน องค์กรจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หรือหา Tools ใหม่ๆ ที่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของพ.ร.บ.ได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ “เฝ้าระวัง” ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่มีการลงทุนสูง เทคโนโลยีที่เหมาะสมจำเป็นต้องสามารถป้องกันภัยได้กว้าง (Broad) ครอบคลุมทุกแพลทฟอร์มและอุปกรณ์ อุปกรณ์ทั้งหมดจะต้องทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น (Integrated) และทำงานได้อย่างอัตโนมัติ (Automation) สามารถปฏิบัติงานตามมาตรการ 5 ประการข้างต้นจากส่วนกลางได้

ทั้งนี้ฟอร์ติเน็ตมีแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เรียกว่า “Fortinet Security Fabric” ที่สามารถตอบโจทย์มาตรการทั้ง 5 ด้านได้เป็นอย่างดี และครอบคลุมทั้ง 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี อีกทั้งให้ความสำคัญกับภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันผ่านการโจมตีทางเว็บ แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ รวมถึงอุปกรณ์ในกลุ่ม IoT และระบบ

“ในไทยหน่วยงานด้าน CI เช่น ธนาคาร รัฐวิสาหกิจบางแห่ง และกลุ่มพลังงาน ตื่นตัวค่อนข้างมาก แต่บางหน่วยงาน เช่น สาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ และโลจิสติกส์ ยังเงียบๆ กันอยู่ อีกกลุ่มคือ โทรคมนาคม ยังน่าห่วง การลงทุนด้านการดูแลซิเคียวริตี้ ยังไม่ได้ลงถึงระดับผู้ใช้งานปลายทาง เพราะทุกวันนี้ปัญหาการโจมตีจะเกิดกับอุปกรณ์ที่มีการใช้งานที่บ้าน”

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/388610

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

วันที่ 16 กันยายน 2562 – 02:10 น.
ไลฟ์สไตล์,ไอที,บัซซี่บล็อก,อินเทอร์เน็ต,วิทยาการ,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

******************************

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) เป็นศัพท์ใหม่ที่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโซเชียลครองโลก และมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สามารถเข้าถึง(แทบ)ทุกบริการในชีวิตประจำวันผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์

ปัจจุบันเศรษฐกิจรูปแบบนี้โตขึ้นเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมคนที่รักความสะดวกสบาย และเลือกที่จะใช้บริการต่างๆ (ถ้ามีเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาและเสียแรงทำเอง

ในงานสัมมนาการตลาด “เจาะลึกอินไซต์ พิชิตใจคนขี้เกียจ” ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)บอกว่า ผู้คนจำนวนมากในยุคนี้ หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม จนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมของความเคยชิน หรือที่เรียกว่า “ความขี้เกียจ” จึงได้สร้างให้เกิดเศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) โดยผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ช่วยทำให้รู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าเดิม

หมวย/ตี๋รุ่นใหม่ จุดประกายเศรษฐกิจขี้เกียจ

เมื่อต้นปีนี้ เว็บไซต์ www.alizila.com ในเครือของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอเมิร์ซระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานผลสำรวจแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ชาวจีน “พร้อมจ่าย” กับสิ่งต่างๆ เพื่อแลกกับออมแรงและการประหยัดเวลา

รายงานดังกล่าว ระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเงินไปถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับสินค้าต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย คิดเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 70%

ซึ่งจำนวนเงินหลักๆ มาจากการใช้สอยของนักช้อปรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่เกินวัย 20 ปีต้นๆ อีกทั้ง เป็นผู้บริโภคกลุ่มสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนปัจจุบัน

จากการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าของเถาเป่า (Taobao) ผู้ดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่สุดในประเทศจีน พบว่า ผู้บริโภควัยหนุ่ม-สาวเหล่านี้ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าด้านไลฟ์สไตล์ มากกว่าสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ลิสต์สินค้าขายดีในเว็บนี้ มีทั้ง อายแชโดว์แต่งเติมสีสันให้กับตาคู่สวย เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นเกม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้แก่ หุ่นยนต์ทำความสะอาดหน้าต่าง เครื่องทำอาหารอัตโนมัติ เป็นต้น

การเรียกร้องหาความสะดวกสบายมากขึ้นๆ ของตี๋/หมวยชาวจีน ได้ขับเคลื่อนให้เกิดตลาดของสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น บริการส่งอาหาร และปัจจุบันขยายความนิยมมาถึงบริการจองคนทำความสะอาดบ้าน บริการจองคิวนัดแพทย์ ในเมืองหลักๆ ของจีน สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการจ่ายเงินผ่านช่องทางดิจิทัล

ขณะที่ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Bain & Co. ได้เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน ว่า ประชากรจีนปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 15% เป็นกลุ่มที่ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1990 และ 21% เป็นกลุ่มที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2000

กลุ่มคนจีนรุ่นใหม่เหล่านี้ เปรียบได้กับเป็น “จักรพรรดิน้อยดิจิทัล (digital little emperors)” ที่เติบโตมาท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ชอบการรอคอย มองหาความสะดวกสบาย คุณภาพ และความหลากหลาย

สอดคล้องกับรายงานของบริษัท Accenture ซึ่งเผยแพร่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกันที่ระบุว่า คนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1995 เป็นผู้บริโภคกลุ่มที่จะไม่กลับมาซื้อรอบสอง ถ้าพวกเขาพลาดโอกาสซื้อไปแล้วในครั้งแรก

เศรษฐกิจขี้เกียจ แพร่ขยายทั่วโลก

ข้อมูลจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า การตลาดขี้เกียจหรือเศรษฐกิจขี้เกียจนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2561 และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่งผลให้สินค้าและบริการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์สำคัญข้อนี้ตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน กระแสตลาดคนขี้เกียจได้กลายเป็น “เทรนด์ร่วม” ในโลกยุคไร้พรมแดนไปแล้ว เห็นได้จากการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ จากกลุ่มสตาร์ทอัพ พบว่าหลายๆ บริษัทเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุน มักอยู่ในประเภทการประกอบธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ในกิจวัตรประจำวันให้กับชาวโซเชียล

ปัจจุบัน เริ่มมีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เน้นทำการตลาดไปที่กลุ่มเป้าหมายนี้ อย่างเช่น ธุรกิจประเภทรับสั่งอาหาร (Food Delivery) ที่กำลังมาแรง เนื่องจากผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารอร่อยๆ และมีคุณภาพ แต่ไม่อยากเสียเวลาไปรอคิวหรือเดินทางไปซื้อเอง

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจหรือบริการรูปแบบอื่นๆที่สามารถตอบสนองความขี้เกียจได้ อาทิ เครื่องพับผ้า เครื่องช่วยแปรงฟัน เว็ปไซต์ที่ช่วยเลือกเสื้อผ้า บริการจัดส่งวัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมวิธีการทำ เป็นต้น

ธุรกิจมาแรงได้ใจตลาดคนขี้เกียจ

ข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับว่าผลที่รวบรวมได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมความขี้เกียจเพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจหรือบริการในประเทศไทยซึ่ง CMMU ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 คน ใน 4 กลุ่มอายุ โดยแบ่งเป็น Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers

พบว่า 10 อันดับกิจกรรมที่ในไทยขี้เกียจมากที่สุด ได้แก่ 1.ออกกำลังกาย 2.รอคิวซื้อของ 3.ทำความสะอาดบ้าน 4.อ่านหนังสือ 5.ทำอาหาร 6.พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ 7.ดูแลผิวพรรณตัวเอง 8.เรียน/ทำงาน 9.ออกไปช้อปปิ้ง และ 10. การเดินทาง

โดยจากพฤติกรรมดังกล่าวจะมี 5 ธุรกิจมาแรง ที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ทำแทนได้ เช่น บริการทำความสะอาดบ้าน บริหารสั่งอาหาร บริการซื้อของแทน 2.ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้อัตโนมัติ และไร้สาย (Hand Free)

3.ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม 4.ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ เช่น community ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบออนไลน์ และ 5.ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น Podcast หรือ VDO content

นางสาวฝนทิพย์ กิตติประเสริฐแสง หัวหน้าทีมงานวิจัยการทำการตลาด Lazy consumer เจาะลึกอินไซต์พิชิตใจคนขี้เกียจ นักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำถึง เคล็ดลับการทำการตลาดสำหรับเศรษฐกิจขี้เกียจว่า เจ้าของสินค้าและบริการจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “SLOTH” เพื่อครองใจผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว

กลยุทธ์ “SLOTH” ประกอบด้วย Speed คือต้องมีความรวดเร็ว และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเสียเวลา, Lean กระชับ ตัดทอนขั้นตอนที่ยุ่งยากออก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน , EnjOy ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก และเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าและบริการ ,

ConvenienT สินค้าหรือบริการต้องมีความสะดวก ช่วยให้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น และ Happy ความสุข จากความต้องการที่ถูกเติมเต็มและปัญหาได้ถูกแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด

‘IFCN’ สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/387405

‘IFCN’ สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 02:20 น.
เฟคนิวส์,ไอที,วิทยาการ,เทคโนโลยี,อินเทอร์เน็ต,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 993 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ต้องถือว่าเป็นเรื่องดีที่ปัญหา “ข่าวปลอม” หรือเฟคนิวส์ เริ่มเข้าสู่ระยะเร่ง “สร้างความตระหนัก” ไปสู่วงกว้างมากขึ้น ควบคู่การดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่านเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 200 หน่วยงาน สื่อสารมวลชนในทุกสาขา สถาบันการศึกษา ตลอดจนภาคประชาสังคม

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยในทุกระดับเผชิญกับการแพร่กระจายของข่าวปลอมมากมายมหาศาล และแม้จะมีการตอกย้ำหลักคิดเรื่อง “ชัวร์ก่อนแชร์” ก็ยังไม่สามารถเอาชนะ “การหลงเชื่อ” ในคนหมู่มาก

เพราะ “ข้อเท็จจริง” มักมาช้ากว่า “ข่าวปลอม” ที่แพร่กระจายทางโซเชียลในวงกว้างทั่วโลกได้แค่ชั่วกระพริบตา

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กับศรัทธาของประชาชน

แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) อย่างเป็นรูปธรรมของไทย ที่จะเปิดตัวเต็มรูปแบบไม่เกินวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ตามคำประกาศของ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังถูกจับตาว่าการมีศูนย์ฯ นี้เพื่อ “ขานรับ” นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องการพุ่งเป้าจัดการปัญหาและต้นตอข่าวปลอม หรือข่าวปล่อยทางการเมืองเป็นหลัก

ดังนั้น หนึ่งในโจทย์สำคัญของการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ที่กระทรวงดีอี เร่งขับเคลื่อนอยู่ คือ “การสร้างความยอมรับ” ในเรื่องมาตรฐานสากลในการ “ฟันธง” ว่า ข่าวใดที่เป็นข่าวปลอม

จึงเป็นที่มาของการเตรียมใช้แนวทางของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN) หนุนมาตรฐานศูนย์ฯ แห่งนี้สู่ระดับสากล

เพื่อสร้างความไว้วางใจ และแนวร่วมต้านข่าวปลอมจากประชาชนทั่วไป และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงความร่วมมือจากแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลก ทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์

“ให้แนวทางไปว่าการตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข่าวปลอมที่อิงอยู่กับมาตรฐานของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN)” ซึ่งได้กำหนด“ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่ายไว้ประมาณ 5 ข้อ

ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกที่มีการทำงานด้านต่อต้านและป้องกันข่าวปลอมใช้อยู่ ได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นต้น รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกด้วย” นายพุทธิพงษ์กล่าว

IFCN สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์

ไม่นานนี้ มีบทความในเว็บไซต์ The Momentum เขียนถึงที่มาของ IFCN ไว้อย่างน่าสนใจว่า เกิดจากการที่สื่อค่ายต่างๆ และองค์กรทั่วโลกที่เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายค่าย มารวมตัวกัน ริเริ่มโดย Poynter องค์กรสื่อชื่อดังในอเมริกา

เครือข่ายนี้มี “ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่าย เพื่อใช้ตรวจรับรององค์กรต่างๆ ที่มาสมัครเป็นสมาชิก ตามหลักการ 5 ข้อ ซึ่งทางผู้เขียนบทความดังกล่าว แสดงความเห็นว่า ชุดหลักการของ IFCN สามารถนำใช้เป็นรายการ “5 สิ่งที่ควรทำ” สำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของไทยได้เป็นอย่างดี ได้แก่

1.ยึดมั่นในความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และเป็นธรรม 2.ยึดมั่นในความโปร่งใสของแหล่งข่าวและแหล่งข้อมูล 3.ยึดมั่นในความโปร่งใสของแหล่งทุนและโครงสร้างองค์กร และควรมีกลไกที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแหล่งทุนนั้นๆ จะไม่มีอิทธิพลต่อข้อสรุปของการตรวจสอบข้อเท็จจริง

4.ยึดมั่นในความโปร่งใสของระเบียบวิธีที่ใช้ในการคัดเลือก วิจัย เขียน เรียบเรียง ตีพิมพ์ และแก้ไขการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกกรณี และเปิดเผยอย่างโปร่งใส และ 5. ยึดมั่นในนโยบายแก้ไขข้อผิดพลาดที่เปิดเผยและซื่อสัตย์

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้าง และชุดหลักการ (code of principles) ที่ถือปฏิบัติร่วมกันของเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานตรวจสอบข่าวปลอมที่แพร่กระจายผ่านสื่อโซเชียลและสังคมคนออนไลน์แล้ว

คงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบบทบาทการทำงานของ IFCN ว่าเป็นเสมือน “สายตรวจข่าวปลอมออนไลน์” นั่นเอง อีกทั้งเป็นสายตรวจที่มีเครือข่ายการทำงานอยู่ทั่วโลกอีกด้วย

เปิดชุดหลักการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ทางด้านกระทรวงดีอี ได้วางแนวทางเกี่ยวกับชุดหลักการที่จะใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอม ว่าจะครอบคลุมหัวข้อ ได้แก่

1.ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว 2.ความเป็นส่วนบุคคลกับสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว 3.การขัดกันด้านผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง

4.ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน 5. สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้

และ 6.มีความรู้เกี่ยวกับข่าวนั้นๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เป็นหน่วยงานที่อิสระ ไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ เป็นต้น

จะตรวจสอบข่าวปลอมได้อย่างไร

มีบทความในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบเบื้องต้น โดยวิธีการนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ชาวโลก(โซเชียล)ทุกคน หยุดความอยากแชร์หรืออยากเชื่อ(ทันที) ไว้สักครู่ และทำตามข้อแนะนำ ดังต่อไปนี้

ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารข้อมูล เช่น สำนักข่าว หน่วยงาน หรือชื่อผู้ให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ หลาย แหล่งก็ยิ่งดี

ตรวจสอบแหล่งข้อมูลอื่นประกอบ เช่น หน่วยราชการหรือหน่วยงานที่น่าจะเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลนั้นๆ เพื่อยืนยันว่ามีเรื่องหรือเหตุการณ์ดังกล่าวจริง เช่น ถ้าเป็นเรื่องโรคระบาด ก็ควรตรวจสอบไปที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ ว่ามีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่

ตรวจสอบหาต้นตอของข่าว บางครั้งข่าวเท็จอาจเป็นข่าวเก่า หรือใช้ข้อมูลจากข่าวเก่ามาเล่าใหม่เพื่อให้เกิดความแตกตื่นหรือเพื่อประโยชน์แอบแฝง จึงควรสืบค้นภาพเก่าหรือข่าวเก่ามาเปรียบเทียบกันก่อนที่จะเชื่อและแชร์

อาจสอบถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยตรง หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น รายการชัวร์ก่อนแชร์ โดย สำนักข่าวไทย อสมท. เป็นสื่อกลางนำเรื่องที่แชร์กันมากบนสื่อโซเชียลไปถามผู้รู้มาตอบให้ในรายการและเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก SureAndShare

จับกระแส “สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง” : อนาคตเกษตรกร

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/386178

จับกระแส “สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง” : อนาคตเกษตรกร

วันที่ 2 กันยายน 2562 – 02:25 น.
อินโนสเปซ,ไอที วิทยาการ
เปิดอ่าน 937 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพิมพ์คมชัดลึก

เกษตรอัจฉริยะ” หรือสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง (Smart Farming) เป็นคำที่คุ้นหูสำหรับเกษตรกรไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งต้องขอยกเครดิตให้กับภาคราชการหลายส่วน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ซึ่งขับเคลื่อนผ่านหน่วยงานในสังกัด เดินหน้าทุ่มเท ผลักดัน สร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านการเกษตรมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิผลทางการผลิต และปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้ได้สูงสุด และในทางอ้อมยังเป็นการปฏิวัติวงการเกษตรของไทยสู่รูปแบบ “เกษตรรักษ์โลก”

เป็นที่คาดการณ์ว่า สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง จะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ภาคเกษตร สามารถผลิตอาหารป้อนประชากรโลกได้พอเพียงกับความต้องการของปริมาณชาวโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละปี

โดยมีตัวเลขประมาณการณ์ว่า ในช่วงปี 2010-2050 ผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นในอัตรา 69% เพื่อให้พอเพียงกับการเลี้ยงดูจำนวนประชากรไม่ต่ำกว่า 9 พันล้านคนทั่วโลก ขณะที่ การนำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เข้ามาใช้ในการทำกษตรอัจฉริยะ จะช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ 10-30%

เกษตรยุคใหม่ต้อง “แม่นยำ”

ต้องยอมรับว่า ปัญหาสากลที่คุกคามและเป็นความท้าทายสำหรับเกษตรกรทั่วทุกมุมโลก ก็คือ ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ คุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูก การโจมตีจากแมลงศัตรูพืช และความผันผวนด้านราคาผลผลิต

ซึ่งทุกข้อเหล่านี้เป็นปัญหาที่ ‘เอาชนะ’ ได้ด้วยเทคโนโลยีการพยากรณ์ ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลบิ๊กดาต้า และการมีเครื่องมือรวบรวมฐานข้อมูลมหาศาลเหล่านั้น มาวิเคราะห์ คาดการณ์ และช่วยวางแผนการผลิต(ทางการเกษตร) เปิดมิติใหม่สู่การเกษตรแม่นยำ

ข้อมูลที่จัดทำโดย Reports And Data ประเมินไว้ว่า ตลาดเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) จะเติบโตในอัตรา 12.7% ต่อปี จาก 5.3 พันล้านดอลลาร​สหรัฐเมื่อปีผ่านมา เป็น 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026

โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการนำ ‘ไอโอที’ เข้ามาใช้งานในภาคเกษตรมากขึ้น เกษตรกรใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่มีความสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่น เซ็นเซอร์ระบบนำทางด้วยดาวเทียมและระบุพิกัด (GPS & GNSS systems) และ automated steering systems เป็นต้น เพื่อเก็บรวบรวมตัวอย่างดินในพื้นที่เพาะปลูก ตรวจสอบอุณหภูมิ การจัดทำแผนที่สนาม การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในการใช้บริหารจัดการตามแนวทางเกษตรอัจฉริยะ ก็คือ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือไอโอที (IoT) และโดรน (Drone) จากแนวโน้มราคาต้นทุนอุปกรณ์ที่ลดลงตามจำนวนความนิยมใช้งาน ขณะที่ ในส่วนของโดรน ก็เริ่มมีการให้บริการผ่าน Service Provider ซึ่งคิดค่าบริการต่อไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น จากอดีตที่ต้อง ‘ติดกับดัก’ อยู่กับข้อจำกัดด้านเงินทุน อีกทั้งลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร

“ไอโอที” ด้านการเกษตรโตฝ่าศก.โลก

ในส่วนของเทคโนโลยีด้านไอโอที ได้มีการเผยแพร่รายงาน “IoT in Smart Farming Market in Global Industry: Market Development, Analysis and Overview 2019 “ ผ่านเว็บไซต์ Qurateresearch ศึกษาโอกาสตลาดในอนาคตของเทคโนโลยีด้านไอโอที ในภาคเกษตรอัจฉริยะไว้ว่า ตลาดนี้จะยังรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ช่วงระหว่างปี 2014-2017 ตลาดไอโอทีสำหรับเกษตรอัจฉริยะ เติบโตเฉลี่ย 20-39% ต่อปี จาก 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ นักวิเคราะห์เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดนี้ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และจะแตะหลัก 3,620 ล้านดอลลาร​สหรัฐ ในปี 2020

ขณะที่ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คาดการณ์ไว้ว่าแนวคิดเรื่อง อินเทอร์เน็ตในอาหารและการเกษตร 2020 (IoF2020 )

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปเพื่อความเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรม “Horizon 2020 Industrial Leadership” คือ โอกาสของเทคโนโลยีด้านไอโอที สำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของยุโรป

.ฉะเชิงเทรา ใช้บริการโดรนช่วยทำนา 3 พันไร่

ปัจจุบัน เกษตรกรในบ้านเราจำนวนมาก เริ่มสนใจนำเทคโนโลยีเกษตรอัจริยะเข้ามาใช้ในพื้นที่ทำเกษตรมากขึ้น จากแรงกดดันทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ปัญหาผลผลิต/ราคาตกต่ำ และความต้องการลดการสารเคมีในภาคเกษตร เป็นต้น

ล่าสุด นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้นำทีมผู้บริหารในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความสำเร็จการใช้ประโยชน์จุดติดตั้งเน็ตประชารัฐ บ้านวังสะแก จ.ฉะเชิงเทรา

ซึ่งประชาชนทั้งที่หมู่บ้านนี้ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ต่อยอดการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และไวไฟความเร็วสูงของเน็ตประชารัฐ ไปสู่การทำเกษตรอัจฉริยะ (สมาร์ท ฟาร์มมิ่ง)

ทั้งนี้ ในพื้นที่ได้มีการสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับฉีดพ่นสารเหลวในพื้นที่เกษตร ซึ่งกำลังเป็นเครื่องมือใหม่ ที่ช่วยให้กษตรกรปลูกข้าวใน จ.ฉะเชิงเทรา เข้าถึงการใช้ดิจิทัลลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อแปลง

นายธีรพงษ์ กาญจนกันติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทวดา คอร์ป สตาร์ทอัพสายยูเอวี (UAV) หรือ อากาศยานไร้คนขับผู้ให้บริการโดรนด้านการเกษตร และชีวภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ (เซอร์วิส โพรไวเดอร์) โดรนสำหรับการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกข้าวภายใน จ.ฉะเชิงทรา ประมาณ 100 ราย เริ่มเข้ามาใช้บริการโดรนเพื่อช่วยพ่นยาในแปลงข้าว โดยมีพื้นที่แปลงข้าวรวมกันไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่ คิดค่าบริการอยู่ที่ 80-100 บาทต่อไร่

ทั้งนี้ การให้บริการจะครอบคลุมทั้ง การใช้โดรนในการฉีดพ่น สำรวจแปลงข้าว วัดปริมาณปุ๋ยในแปลง เพื่อจะให้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องตามความต้องการของพืช จากเดิมเกษตรกร ไม่มีเครื่องมือวัด มักซื้อปุ๋ยตามร้าน

เราเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการ ด้วยการวัดความต้องการก่อนให้ปุ๋ย ซึ่งสูตรของสารชีวภัณฑ์จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสภาพที่ดินว่า ขาดสารอะไร เพื่อเกิดความเหมาะสม ดังนั้น ประโยชน์สำหรับเกษตรกร ก็คือ การลดต้นทุนการผลิตต่อไร่

และในทางกลับกันก็เพิ่มผลผลิตต่อไร่ อีกทั้งประเด็นสำคัญที่สุด คือ การลดความเสี่ยงของแรงงานหรือเกษตรกรจากการที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่นในพื้นที่เกษตร

“จากประสบการณ์ที่เคยทำในพื้นที่แปลงนาข้าวอินทรีย์ใน ต.ท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงทรา จากเดิมมีผลผลิต 200 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ ที่จังหวัดนี้เราให้บริการมาได้ 1 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ สมัครใช้บริการของเรา เช่น ปทุมธานี อยุธยา อุบลราชธานี เป็นต้น อีกทั้งขยายการให้บริการโดรนกับแปลงพืชผักสวนครัวด้วย ช่วยเพิ่มผลผลิตได้”

นอกจากนี้ ในพื้นที่ฉะเชิงทรา ยังได้เริ่มปรับเปลี่ยนการให้สารเคมีของเกษตรกรด้วย โดยเปลี่ยนเป็นใช้สารชีวภัณฑ์ที่ไม่อันตราย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ซึ่งตอนนี้ มากกว่า 50% ได้ปรับเปลี่ยนตามคำแนะนำ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกรว่า ได้ผลดีกว่าสารเคมีแบบเก่า

ไทยต้องไปให้ถึง “เกษตรอัจฉริยะ”

กรรมการผู้จัดการของ เทวดา คอร์ป พูดถึงบทบาทความสำคัญและประโยชน์ของเทคโนโลยี ที่จะช่วยเกษตรกรไทย และโอกาสในการก้าวไปสู่การทำเกษตรอัจฉริยะว่า

ปัจจุบัน สภาพอากาศทั้งโลกเริ่มมีแนวโน้มแย่ลง อากาศร้อนมากขึ้น การทำเกษตรจะได้รับผลผกระทบมาก ทั่วโลกในตอนนี้เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีในการทำการเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ในสถานที่ ที่เหมาะสมกับการเกษตรมากที่สุดในโลก หรือ สุวรรณภูมิ ซึ่งเราทำการเกษตรเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ

จากแนวโน้มดังกล่าว การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงาน ช่วยลดต้นทุน ช่วยเพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์การเกษตร นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน จากที่ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรมาในหลากหลายพืช เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย พืชผักสวนครัวต่างๆ ประสบกับปัญหาเหมือนๆ กัน

คือ ขาดแคลนแรงงาน แรงงานมีความแม่นยำต่ำ การสูญเสียสูง ใช้สารเคมีสิ้นเปลือง/ไม่เต็มประสิทธิภาพ/ไม่ถูกต้อง ทำให้สินค้าเกษตรไม่มีคุณภาพ ทั้งที่ตลาดในประเทศและในต่างประเทศมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราการเจริญเติบโตของประชากรโลก นวัตกรรมการเกษตร ระบบ Smart Farming จะช่วยให้เกษตรกรเอาชนะปัญหาและความท้าทายเหล่านี้ได้”

อีกข้อเสนอแนะสำคัญ คือ ประเทศไทย ต้องรีบเร่งในการสร้างความรู้ความเข้าใน และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เห็นถึง นวัตกรรมการเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวหรือชุมชนของเกษตรกรเดิม ได้มีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง นำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศชาติอย่างแท้จริง

วีทูบเบอร์ (VTuber) เทรนด์ใหม่ที่จะมาเบียดยูทูบเบอร์

Published September 5, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/384887

วีทูบเบอร์ (VTuber) เทรนด์ใหม่ที่จะมาเบียดยูทูบเบอร์

วันที่ 26 สิงหาคม 2562 – 02:05 น.
ไอที,วิทยาการ,อินโนสเปซ,บัซซี่บล็อก,ไลฟ์สไตล์
เปิดอ่าน 2,063 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย ” “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

*************************

ความเฟื่องฟูของแพลตฟอร์มยูทูบ (You Tube) สามารถสร้างให้หลายๆ คนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) ได้ในฉับพลันที่เขาหรือเธอคนนั้นกลายเป็น ยูทูบเบอร์ (YouTuber) หรือ ‘คนดัง’ บนยูทูบ

แต่นับจากนี้ไปคนทั้งโลกจะได้รู้จักกับอีกปรากฎการณ์ที่กำลังมาแรงของ ยูทูเบอร์เสมือนจริง หรือวีทูบเบอร์ (Virtual YouTuber : VTuber) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อราวกลางปี 2560 และภายในเวลาเพียง ปี มีจำนวน VTuber เพิ่มจาก 50 ราย เป็น 7,000 ราย มีจำนวนแฟนติดตามมากกว่า 12 ล้านคน จำนวนการเข้าชมทะลุ 720 ล้านครั้ง

หนุนฐานให้ญี่ปุ่น กลายเป็นหัวหอกของวงการยูทูบเบอร์เสมือนจริง และยังแพร่กระจายความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ไต้หวัน อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย

จากข้อมูลของ SocialBook Blog ระบุว่า Virtual Influencer และ VTuber คือหนึ่งในเทรนด์การตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์บนยูทูบ ที่กำลังมาแรงแห่งปี 2562

ทำความรู้จักกับ VTuber

ในงานมหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ “Bangkok International Digital Content Festival 2019” หรือ BIDC 2019 ประเทศไทยได้มีโอกาสต้อนรับ มร.คริสโตเฟอร์ เฉิน ประธานสมาคมวีทูบเบอร์แห่งไต้หวัน (Taiwan VTuber Association)

และเป็นผู้จัดงาน VTuber Hackathon ครั้งแรกในไต้หวัน ได้กล่าวในหัวข้อ VTuber, a new digital form of performance orginated from Asia” เล่าถึงปรากฎการณ์ของ VTuber หรือเป็นการสร้าง YouTube Channel ที่ไม่ได้ใช้คนเป็นผู้แสดง แต่ใช้ตัวละครหรือคาแรคเตอร์ต่างๆ ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจทั่วเอเชีย

มร.คริสโตเฟอร์ เฉิน ประธานสมาคมวีทูบเบอร์แห่งไต้หวัน ให้คำจำกัดความง่ายๆ ว่า วีทูเบอร์ (VTuber) ก็คือ ยูทูเบอร์เสมือนจริง โดยแทนที่ผู้ชมจะได้เจอกับโฉมหน้ายูทูบเบอร์ตัวเป็นๆ ผู้ชมเหล่านั้นจะพบกับตัวคาแรคเตอร์อนิเมะน่ารักๆ โดยการใช้อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Capturing Equipment) ในการบันทึกหรือผลิตโปรแกรมไลฟ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าอะไรที่ยูทูเบอร์ทำได้ VTuber ก็ทำได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เบื้องหลังของคาแรคเตอร์ VTuber ก็คือตัวอวาตาร (Avatar) ของยูทูบเบอร์นั้นๆ นั่นเอง เพียงแต่เขา/เธอ ต้องสวมใส่ชุด Motion Capture และมีกล้อง Motion Camera และนำภาพที่ได้มาทำ motion แบบสามมิติ ใส่คาแรกเตอร์ลงไปจนกลายเป็นตัวละครอวตาร ที่มีการเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ สามารถตอบสนองและสื่อสารได้เหมือนกับมนุษย์

เปิดโลกอินฟลูเอ็นเซอร์ข้ามพรมแดน

VTuber เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยากนำเสนอไปสู่แฟนๆ ได้ทั่วโลก แม้ว่าคนทำจะอยู่ในประเทศใดๆ ก็ตาม ไม่ต้องมีต้นทุนค่าเดินทางไปถ่ายทำรายการ ไม่ต้องกังวลกับข้อจำกัดด้านรูปลักษณ์ หรือรูปร่างหน้าตา เพราะไม่มีใครเห็นว่าหน้าตาเราเป็นอย่างไร

แต่พวกเขาจะเห็นอนิเมะที่เป็นคาแรคเตอร์ที่สร้างขึ้นมา”

กระแสความนิยมของ VTuber ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Paradigm Shift) ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบัน VTuber คือปรากฎการณ์ข้ามพรมแดน (Cross-border) เพราะไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน ก็สามารถเผยแพร่ช่อง (Channel) ไปสู่แฟนๆ และสร้างให้เกิดผู้ติดตามได้ทั่วโลก

ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคด้านภาษา เพราะ VTuber คือตัวคาแรคเตอร์ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณเป็นคนไทยและอยากนำเสนอไปยังผู้ชมในญี่ปุ่น ก็สามารถจ้างชาวญี่ปุ่นในไทยให้มาช่วยลงเสียงให้ได้

คาแรคเตอร์ VTuber ของคุณก็จะสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นกับแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น ขณะที่ ในกรณีการสื่อสารกับแฟนๆ ในประเทศอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน นี่คือโอกาส”

โอกาส ‘หน้าใหม่’ ชิงพื้นที่โซเชียลจากยูทูเบอร์

เนื่องจาก VTuber สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่างเหมือน YouTuber ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจยิ่งสำหรับคนในแวดวงแอนิเมชั่น ซึ่งมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยี Motion Capture อยู่แล้ว

โดย มร.เฉิน ได้ให้คำแนะนำถึงการแปลงเทรนด์นี้มาสู่โอกาสทางการตลาดใน ได้แก่ การผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบ VTuber จะช่วยลดต้นทุนการผลิตทั้งด้านเวลา และเงินทุน จากเดิมการทำแอนิเมชั่นเพียง ตอน ต้องอาศัยขั้นตอนการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยาก อาจใช้เวลาเป็นเดือน

แต่คอนเทนต์อย่าง VTuber สามารถทำเสร็จได้ภายใน วัน อีกทั้ง ราคาของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ทำ VTuber ปัจจุบันมีราคาไม่แพง แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์ เพราะ VTuber มีความแปลกใหม่ และช่วยเพิ่มการจดจำที่ดี อีกข้อที่น่าจับตา ก็คือ VTuber สามารถพัฒนาจนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์เหมือนกับ YouTuber ที่เป็นบุคคลทั่วไป ผ่านการรีวิวสินค้า ผลิตภัณฑ์ ที่มีตลาดเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น

โดยผลการสำรวจของบริษัทญี่ปุ่นระบุว่า กลุ่มผู้ชม VTuber ส่วนใหญ่อายุจะอยู่ในช่วง 15-24 ปี กลุ่มเป้าหมายนี้จะดูวิดีโอหลังเลิกเรียน/หลังเลิกงาน และก่อนนอน โดยหนึ่งในกิจกรรมผ่อนคลายสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ การดูช่องวิดีโอของ VTuber คนโปรดของพวกเขานั่นเอง

จับกระแส VTuber สัญชาติไทย

.ส เฉลิมรัตน์ ติบรรณ์ ผู้อำนวยการฝ่านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไอคอม เทค จำกัด กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเป็นรายแรกในประเทศไทย ที่สร้างช่อง VTuber สัญชาติไทย ในระดับ Production ที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ

ปัจจุบันอยู่กระบวนในการทำงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเปิดให้คอโซเชียลเมืองไทยติดตามช่อง VTuber สัญชาติไทย ได้ในเร็วๆ ล่าสุด ได้เปิดช่องทางให้สามารถติดตามข่าวสาร และความคืบหน้าของโครงการได้ที่เฟซบุ๊ก 3D SoftThai

โดย VTuber ในช่องที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเน้นนำเสนอคอนเทนท์ในรูปแบบของการถ่ายทอด Life style ต่าง ๆ ของคนไทย โดยใช้ตัวละครแทนนักแสดงจริง และใช้ฉากเป็นสถานที่จริง ทั้งเรื่องการพูดคุยในเรื่องที่กำลังเกาะกระแส การทำ Challenge ต่าง ๆ หรือแม้แต่การเล่นเกม

แนวทางคล้าย ๆ กับ VTuber ของทางต่างประเทศ แต่เราจะมีเรื่องของความไกล้ชิดทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และ เทรนด์ ที่เกาะกระแสสังคมไทยมาเป็นจุดเด่น ต่างจาก VTuber เจ้าอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความสามารถเสมือนจริงเช่นเดียวกับนักแสดงตัวจริง”

“กลุ่มเป้าหมายก็คือ น้องๆ วัยเรียน จนถึงวัยทำงาน และกลุ่มที่ติดตามการดู VTuber หรือผู้ที่สนใจงานแอนิเมชั่น” น.ส เฉลิมรัตน์กล่าว

ทั้งนี้ เธอได้พูดถึงมุมมองที่มีต่อเทรนด์ของ VTuber ในไทยว่า เริ่มเห็นกระแสการมีผู้ติดตามสื่อ VTuber มากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าส่วนมากยังเป็นช่องของทางต่างประเทศ ส่วนผู้สร้างยังคงมีไม่มากนัก

ดังนั้นยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก เนื่องจากเทคโนโลยี Motion Capture มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก ขณะที่ เมื่อประเมินจากปรากฎการณ์ VTuber ในระดับสากล ตลาดโตต่อเนื่องมากระยะหนึ่งแล้ว

โดยตลาดที่โตที่สุดจะเป็นทางฝั่งญี่ปุ่น VTuber เปิดตัวที่ญี่ปุ่นตั้งแต่กลางเดือน ธันวาคม 2561 และมีการเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดถึง 30 มิถุนายนปีนี้ เรามี VTuber มากถึง 7,000 ราย และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่าย”

%d bloggers like this: