ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

All posts tagged ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

Dropship ได้ประโยชน์ทั้งผู้ขายและผู้ประกอบการ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaup

Dropship ได้ประโยชน์ทั้งผู้ขายและผู้ประกอบการ

ยิ่งนานวันรูปแบบการค้าขายก็เริ่มที่จะเปลี่ยนผ่านจากการขายแบบออฟไลน์หรือหน้าร้านไปสู่การขายแบบออนไลน์มากขึ้นๆ ช่องทางออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นสิ่งที่ผู้ค้าขายโดยเฉพาะผู้ผลิตหรือประกอบการร้านค้าที่ยังคงยึดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ ไม่ควรวางใจและนิ่งเฉย

เพราะต่อจากนี้ไปจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการขายที่จะต้องเปลี่ยนจากออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์หรือควรจะต้องเปิดร้านออนไลน์เป็นทางเลือกให้กับลูกค้านอกเหนือจากการขายผ่านหน้าร้านเท่านั้น การแข่งขันในช่องทางการค้าขายออนไลน์จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น การแข่งขันเกี่ยวกับการทำการตลาดที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น และที่สำคัญคือการเข้ามาของสินค้าและผู้ค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น หากผู้ประกอบการหรือผู้ค้าที่ยังไม่เริ่มปรับตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อที่จะเรียนรู้รูปแบบการขายใหม่ๆ เรียนรู้เทคนิคและวิธีการพร้อมๆ กับสร้างฐานลูกค้าเอาไว้ ในวันหนึ่งหลังจากนี้อาจจะสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นแล้วก็เป็นได้

หากยังไม่พร้อมลองเริ่มต้นจาก Dropship

สำหรับผู้ประกอบการที่มีสินค้าเป็นของตัวเอง เช่น ผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ผลิตสินค้า OTOP ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก หากคิดว่าจริงๆ แล้วสนใจที่จะนำเสนอหรือกระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยเหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องของการใช้เทคโนโลยีหรือไม่มีความรู้เรื่องของการสร้างเว็บไซต์และการทำการตลาดออนไลน์

ครั้นจะจ้างผู้อื่นมาช่วยจัดการในเรื่องนี้ก็ยังรู้สึกว่าติดขัดปัญหาหลายประการ เช่น ไม่มีเวลาที่จะทำความเข้าใจกับผู้ที่จะมารับทำงาน ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนในการจ้างผู้อื่นมาจัดการในเรื่องนี้ให้หรือไม่ และไม่แน่ใจว่าผู้ที่มารับทำงานจะจริงใจในการที่จะทำงานร่วมกันมากน้อยแค่ไหน จะทิ้งไปกลางคันหรือเปล่า

หากติดปัญหาต่างๆ เช่นที่ว่ามายังมีอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นคือ การขายแบบ Dropship

การขายแบบ Dropship มักจะได้ยินบ่อยๆ ในกลุ่มของผู้ที่สนใจจะหารายได้พิเศษหรืออยากเปิดร้านขายของออนไลน์แต่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือไม่มีเงินลงทุนที่จะซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิตเพื่อให้ได้ราคาส่ง ทำให้หลายคนต้องล้มเลิกความตั้งใจไปอย่างน่าเสียดาย

จนวันหนึ่งมีรูปแบบการขายที่เรียกว่า Dropship เกิดขึ้น เป็นรูปแบบการขายสินค้าที่ช่วยให้กลุ่มคนผู้ที่สนใจจะหารายได้พิเศษหรือเปิดร้านขายของออนไลน์แต่มีทุนน้อยสามารถหาสินค้ามาขายได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนซื้อสินค้าและไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของการสต๊อกสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนสินค้าที่นำมาขายก็จะนำมาจากผู้ผลิต ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ไม่ต้องการมีภาระเรื่องของการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จะด้วยไม่อยากเพิ่มภาระงานหรือคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะเข้าไปลุยตลาดในส่วนของการขายด้วยตัวเองเอาเวลาไปมุ่งกับการผลิตและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ดีกว่า หรือว่าต้องการเพิ่มยอดขายและกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคให้ได้มากๆ ก็ตาม โดยที่ตัวเองก็ขายด้วยมีช่องทางการขายออนไลน์ของตัวเองอยู่ด้วย แต่ก็ยินดีที่จะจัดส่งสินค้าให้ผู้ที่สนใจจะขายแบบ Dropship ด้วย เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อีก โดยกลุ่มของผู้ผลิตที่ยินดีจัดส่งสินค้าให้ผู้ขายสินค้าแบบ Dropship เรียกว่า Dropshipper

ผู้ขายที่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง เรียก Dropship

ผู้ผลิตหรือผู้ขายที่จัดส่งสินค้าให้ผู้อื่นขายด้วย เรียก Dropshipper

Dropshipper หรือผู้ที่ยินดีจัดส่งสินค้าให้ผู้อื่นขาย นอกจากจะเป็นกลุ่มของผู้ผลิตสินค้าโดยตรงแล้ว ก็ยังมีผู้ขายสินค้าด้วยกันเอง เช่น ผู้ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขาย นอกจากจะเปิดหน้าร้านออนไลน์ของตนเองแล้ว การส่งสินค้าให้ผู้อื่นขายแบบ Dropship ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยกระจายสินค้าได้เร็วขึ้น แม้ว่ากำไรจะลดลงไปบ้าง

ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง Dropship และ Dropshipper

วิธีนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นการขายออนไลน์ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้ลงมือขายออนไลน์ด้วยตัวเองอย่างน้อยก็ได้เริ่มนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์บ้าง ได้เห็นและรับรู้ถึงผลตอบรับ พร้อมๆ กับได้ศึกษาหาความรู้และโอกาสในการขายผ่านช่องทางนี้ไปพลางๆ ด้วย อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยกับช่องทางออนไลน์

ในขณะที่ผู้ที่สนใจจะหารายได้เสริมหรือมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจและการค้าของตนเอง แต่อาจยังไม่พร้อมเรื่องของเงินลงทุน หรือจริงๆ สามารถที่จะลงทุนได้ แต่ยังไม่มีความมั่นใจที่ชัดเจนว่าจะเริ่มต้นกับสินค้าประเภทใด ยังไม่แน่ใจว่าจะขายอะไรดี หากผลีผลามนำเงินไปลงทุนกับสินค้าประเภทใดทันทีอาจเสี่ยงที่จะขาดทุนได้

ดังนั้น การเริ่มต้นด้วยวิธีการขายแบบ Dropship จึงเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะได้กำไรน้อยสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาและเรียนรู้ตลาดอย่างจริงจัง และอย่าลืมว่าไม่เพียงไม่ต้องลงทุนเรื่องของสินค้า แม้แต่เรื่องของสต๊อกสินค้าก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ว่ากำไรอาจจะน้อยสักหน่อย แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงก็น้อยลงด้วยเช่นกัน

ยังมีแง่มุมของ Dropship ที่อยากจะคุยต่อว่าหากจะเริ่มต้นทำ Dropship หรือ Dropshipper จริงๆ มีสิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงบ้าง และโอกาสของการทำ Dropship ในระดับสากลหรือตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไร ในฉบับหน้ามาคุยกันต่อถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

Facebook เติมเต็มการค้าขายออนไลน์ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Shop Section

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

Facebook เติมเต็มการค้าขายออนไลน์ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Shop Section

ยังคงครองแชมป์การเป็นสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Network ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองไทยสำหรับ Facebook ทั้งในส่วนของการใช้งานทั่วไปหรือ Facebook Profile และในส่วนของการใช้งานทางด้านการตลาดอย่าง Facebook Fan Page

ใครที่ใช้ Facebook เป็นประจำทุกวันคงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการเพิ่มลูกเล่นหรือความสามารถใหม่ๆ ที่ Facebook มีการอัพเดตอยู่เสมอๆ ล่าสุดทางด้านการใช้งาน Fan Page ทาง Facebook ได้อัพเดตฟีเจอร์ใหม่อีกอย่างหนึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การขายสินค้าอย่างมาก ฟีเจอร์ที่ว่าก็คือ Shop Section

ขณะนี้ Shop Section ยังไม่ได้เปิดให้ใช้อย่างเป็นทางการจะมีผู้ใช้หรือ Fan Page เพียงบางแห่งเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้ก่อน แต่ไม่แน่ว่าขณะที่นิตยสารเส้นทางเศรษฐีฉบับนี้วางแผง Facebook อาจจะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้กันถ้วนหน้าแล้วก็ได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่เปิดให้ใช้ก็ตามคงไม่เสียหายอะไรหากจะทำความรู้จักเอาไว้ก่อน ถึงเวลาที่ Facebook ปล่อยฟีเจอร์นี้ให้ใช้อย่างเป็นทางการจะได้ใช้งานกันได้เลย

Shop Section คืออะไร

ถ้า Fan Page ของใครเป็นผู้โชคดีมีโอกาสได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้ก่อน เมื่อเข้าไปยังหน้า Fan Page จะพบกับลิงก์การตั้งค่า Shop Section ปรากฏอยู่บนแท็บเมนูในหน้า Fan Page เขียนว่า “+Add Shop Section”

ถ้าเห็นลิงก์ดังกล่าวและสนใจอยากจะลองฟีเจอร์ หรือความสามารถใหม่ของ Facebook อันนี้ล่ะก็คลิกเข้าไปได้เลยรับรองไม่มีอะไรเสียหาย หากใช้แล้วไม่ถูกใจก็สามารถลบออกได้ แต่ขอบอกว่าน่าสนใจแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครสร้าง Fan Page ขึ้นมาเพื่อเน้นขายสินค้าโดยเฉพาะ

เนื่องจาก Shop Section คือการสร้างพื้นที่หรือส่วนที่เป็นเมนูแสดงรายการสินค้าของร้านค้านั่นเอง เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้หน้า Fan Page สามารถเพิ่มรายการและข้อมูลสินค้าได้เหมือนกับเว็บไซต์เปิดร้านค้าออนไลน์ต่างๆ โดยการแสดงผลของ Shop Section จะเสมือนเป็นเมนูเมนูหนึ่งชื่อว่า “Shop” บนแท็บเมนูในหน้า Fan Page เมื่อคลิกเข้าไปที่เมนู “Shop” ก็จะพบกับรายการสินค้าต่างๆ ที่ร้านค้าได้ใส่ข้อมูลเอาไว้

Shop Section น่าสนใจอย่างไร

จริงๆ แค่บอกว่า Shop Section คืออะไร ผู้ที่ขายสินค้าผ่าน Fan Page ก็คงเข้าใจได้แล้วว่า Shop Section น่าสนใจอย่างไรและน่าสนใจแค่ไหน แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นจึงขออธิบายโดยสังเขปดังนี้

เชื่อว่าความสามารถของ Shop Section ตามที่ได้บอกไปคือ ทำหน้าที่แสดงรายการสินค้าของร้านค้าเหมือนกับเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่ร้านค้าหรือผู้ที่ขายสินค้าผ่าน Fan Page หลายคนอยากได้แบบนี้มานานแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาการโพสต์สินค้าใน Timeline ของ Fan Page ข้อมูลสินค้าเก่าๆ ที่เคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านั้นก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ที่เข้าไปยัง Fan Page ของร้านค้าเห็นรายการสินค้าไม่ครบถ้วน ทำให้พลาดโอกาสในการขายไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากการโพสต์ข้อมูลสินค้าไว้ใน Timeline แล้ว อีกวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันก็คือ การสร้างอัลบั้มภาพสินค้า แยกรายการสินค้าเป็นอัลบั้มๆ ไป แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าทุกคนจะเข้าถึงและมองเห็นรายการสินค้าของทางร้านได้ทั้งหมด

แต่การแสดงผลของ Shop Section นอกจากจะเป็นเมนูบนแท็บเมนูในหน้า Fan Page แล้ว ระบบจะมีการดึงข้อมูลสินค้าบางส่วนมาแสดงไว้ในตำแหน่งบนสุดของ Timeline ด้วย จะแสดงอยู่ด้านบนสุดตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่าการพินสเตตัส (Pin to Top) แต่อย่างใด และแม้ว่าจะมีสเตตัสใดที่ถูก Pin to Top ก็จะอยู่ถัดหรือรองลงมาจากสเตตัสของ Shop Section ดังนั้น ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่า ข้อมูลหรือรายการสินค้า โดยเฉพาะรายการสินค้าแนะนำของทางร้านจะถูกดันตกลงไปและต้องคอยมาอัพเดตตลอดเวลา

ด้วยความสามารถดังกล่าวนี้ นับว่าคุณสมบัติของ Shop Section ตอบโจทย์และมีประโยชน์อย่างมาก เป็นฟีเจอร์ที่มาเติมเต็มการใช้งานสำหรับผู้ที่ใช้ Fan Page เป็นช่องทางในการขายสินค้าอย่างแท้จริง

การใส่ข้อมูลรายการสินค้าไม่ได้จำกัดว่าใส่ได้แค่ไหน จะ 10, 20 หรือ 30 รายการก็สามารถที่จะใส่ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นในการสร้างข้อมูลสินค้าแต่ละรายการสามารถที่จะใส่ภาพสินค้าได้มากกว่า 1 ภาพ เหมือนกับเวลาที่ไปคลิกดูข้อมูลสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ จะมีภาพสินค้าในมุมต่างๆ ที่สามารถคลิกดูเพิ่มเติมได้ การใส่ภาพสินค้าใน Shop Section ก็จะเป็นแบบนั้น และฟิลด์สำหรับการตั้งชื่อสินค้า ระบุราคา และข้อมูลสินค้า ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเครื่องมือแต่งสีหรือใส่ Filter ให้กับภาพสินค้าให้ใช้งานอีกด้วย

นอกจากนั้นในส่วนของสินค้าแนะนำ สินค้าขายดี หรือสินค้ามาใหม่ ยังสามารถตั้งค่าให้เป็น Featured Products ได้ เพื่อการแสดงผลมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

เห็นอย่างนี้เชื่อว่าร้านค้าที่ใช้ Fan Page เป็นช่องทางในการขายสินค้าคงอยากจะใช้ฟีเจอร์กันแล้ว คาดว่าอีกไม่นานเกินรอคงได้ใช้กันอย่างถ้วนหน้าแน่นอน

Digital Marketing เครื่องมือมีหลากหลาย จะเลือกใช้อย่างไรดี

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

Digital Marketing เครื่องมือมีหลากหลาย จะเลือกใช้อย่างไรดี

ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือ หรือช่องทางสำหรับทำการค้าการตลาดออนไลน์อยู่แล้ว และอาจจะใช้งานอยู่แล้วด้วย คงไม่ลำบากอะไรมากนักในการที่จะเลือกและเริ่มต้นกับช่องทางใดๆ แต่สำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับ Digital Marketing ดีนัก

การทำความรู้จักและเข้าใจกับช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำการตลาดออนไลน์สักช่องทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากมากแล้ว เพียงแค่ต้องทำความเข้าใจว่าช่องทางไหนมีคุณสมบัติอย่างไร จะใช้เพื่ออะไร และใช้อย่างไร ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องตัดสินใจอีกว่าจะเลือกใช้ช่องทางใดเพื่อขายหรือทำการตลาดให้กับสินค้าของตน ดูจะเป็นสิ่งที่สร้างความลำบากใจไม่น้อยเลย

ใครที่เป็นมือใหม่และกำลังประสบปัญหาในลักษณะที่ว่ามานี้ ในครั้งนี้ผมมีแนวทางในการพิจารณาและเลือกใช้เครื่องมือสำหรับทำการตลาดออนไลน์มาแนะนำกัน

จริงๆ วิธีการที่จะแนะนำก็เป็นหลักในการสร้าง Mind Map นั่นเองคือ การแจกแจงสิ่งที่จะทำออกเป็นลำดับและหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนในสิ่งที่ต้องการจะทำ

บางทีการปล่อยให้สิ่งที่ต้องการจะลงมือทำอยู่ในความคิดก็ยากที่จะได้ข้อสรุป ดังนั้น การที่จะทำตามคำแนะนำต่อไปนี้และในท้ายที่สุดสามารถได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม อาจจะต้องเตรียมกระดาษ ปากกา เอาไว้ลงมือขีดเขียนกันสักหน่อย หรือถ้าใครทันสมัย หรือกำลังอินเทรนด์กับยุคไร้กระดาษหรือ Paperless จะใช้การเขียนบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตก็ไม่ว่ากัน

ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย ก่อนอื่นให้กำหนดความต้องการที่จะใช้เครื่องมือสำหรับการขาย หรือทำการตลาดออนไลน์ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างความต้องการ 2 ประการ ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของคนที่จะค้าขายและทำการตลาดออนไลน์คือ…

> เพื่อนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์

> เพื่อแนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

คนที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นกับการค้าขายออนไลน์แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหน ลองดู 2 เงื่อนไขหรือความต้องการที่ผมบอกมาว่า ใช่ความต้องการเดียวกับที่คุณกำลังคิดอยู่หรือไม่

มาดูกันทีละความต้องการ “เพื่อนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์” เริ่มจากการนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์ในเบื้องต้นก็คือ การเปิดร้านค้าออนไลน์กับผู้ให้บริการที่ไหนสักแห่ง ดังนั้น หากปัญหาที่กำลังประสบอยู่คือ ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะเลือกทำเว็บไซต์เพื่อสร้างร้านค้าออนไลน์กับที่ไหน ให้ลิสต์รายชื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์เอาไว้ในกลุ่มนี้ก่อน

ยกตัวอย่าง เช่น…

> ช่องทางสำหรับนำเสนอสินค้า

– เว็บไซต์ LNW Shop

– เว็บไซต์ Weloveshopping

– เว็บไซต์ Blisby

– Facebook Page

– LINE Shop

– Instagram

– หรืออื่นๆ

ลำดับต่อไปมาดูที่ความต้องการเกี่ยวกับการนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หรือก็คือ การทำการตลาดออนไลน์นั่นเอง ทำเหมือนเดิมคือ นั่งลิสต์เครื่องมือ หรือช่องทางที่ใช้ในการทำการตลาดออนไลน์ออกมาว่ามีอะไรบ้าง

ในการลิสต์รายชื่อไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์ หรือเครื่องมือในการทำการตลาดก็ตาม ไม่จำเป็นต้องนั่งหาข้อมูลแบบละเอียดถึงขนาดที่ว่าต้องลิสต์รายชื่อของผู้ให้บริการ หรือเครื่องมือครบทั้งหมด ในเบื้องต้นให้ลิสต์รายชื่อเว็บไซต์และเครื่องมือที่ตัวเราเองรู้จักก่อน มีความเข้าใจ และพอที่จะใช้งานเป็นอยู่บ้าง

> เครื่องมือสำหรับโปรโมตสินค้า

– Google AdWords

– SEO

– Facebook Page/Facebook Ads

– LINE@

– และอื่นๆ

เมื่อลำดับความต้องการพร้อมกับแยกหมวดหมู่ของช่องทางและเครื่องมืออย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นภาพรวมและแยกแยะถึงจุดเด่นของช่องทาง หรือเครื่องมือได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความสับสนในการตัดสินใจลงไปได้อย่างมาก แต่จากการแบ่งกลุ่มตามตัวอย่างจะเห็นว่าทั้ง 2 กลุ่มจะมีช่องทาง หรือเครื่องมือที่ซ้ำซ้อนกันอยู่นั่นคือ Socail Network ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งเพื่อการนำเสนอสินค้าและการทำการตลาด

การเลือกใช้ Social Network ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ หรือผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สามารถนำเสนอสินค้าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือ ผู้ขายสินค้าที่เป็นมือใหม่ซึ่งยังไม่มีความชำนาญในเรื่องของการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับ Digital Marketing ไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษาหรือลงมือจัดการสิ่งต่างๆ หลายช่องทาง ทำให้การทำงานมีความสะดวกและง่ายขึ้น มีเวลาในการทุ่มเทการทำงานกับช่องทางใดช่องทางหนึ่งอย่างเต็มที่

ในกรณีที่ต้องใช้เครื่องมือแยกกันระหว่างการนำเสนอสินค้าและการโปรโมตสินค้า ในเบื้องต้นไม่ควรเลือกใช้ช่องทางที่หลากหลายเกินไป เพราะจะทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ในการนำเสนอสินค้าควรเลือกช่องทาง หรือเปิดร้านค้ากับเว็บไซต์สักแห่งหนึ่ง

ส่วนการโปรโมต หรือทำการตลาดสินค้าอาจเลือกใช้เครื่องมือสัก 1-2 ทางเลือก เช่น ใช้ Facebook Page เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และอาจจะทำโฆษณากับ Google AdWords ร่วมด้วยอีกทางหนึ่ง

การตลาดปี 2559 ทิศทางเหมือนเดิมแต่เพิ่มความเข้มข้น

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

การตลาดปี 2559 ทิศทางเหมือนเดิมแต่เพิ่มความเข้มข้น

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหลายๆ เรื่องสำหรับการยึดถือเอาวันขึ้นปีใหม่เป็นวันแห่งการเริ่มต้น โดยเฉพาะในเรื่องของการค้าขายและการตลาด ซึ่งมักจะต้องมีการคาดการณ์ถึงทิศทางเกี่ยวกับการตลาด และความต้องการของผู้บริโภคในปีนั้นๆ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้ก็เพื่อการปรับตัว และเตรียมการเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว

ทิศทางของการตลาดในปี 2559 ในเรื่องของเทรนด์ที่เป็นช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำการตลาดคงไม่มีอะไรแปลกใหม่ ยังคงอยู่บนพื้นฐานของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) ที่เคยพูดถึงกันมาตลอดระยะเวลา 1-2 ปีมานี้ ทิศทางในการทำตลาดยังคงอ้างอิง และยึดโยงอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์ การให้ความสำคัญกับโมบาย (Mobile) และการแข่งขันในเรื่องของคอนเทนต์ (Content)

การที่ช่องทางในการทำการตลาดยังคงอยู่ในแนวทางเหมือนเช่นที่ผ่านมานับว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากผู้ใช้งาน หรือผู้ค้าขายไม่ต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก ถึงตอนนี้เกี่ยวกับช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง ผู้ใช้งานคงมีความคุ้นเคยกันมากขึ้นแล้ว หรืออย่างน้อยสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นก็มีความเข้าใจในภาพรวมบ้างแล้วว่า ช่องทาง หรือเครื่องมือต่างๆ มีอะไรบ้าง และใช้ทำอะไรบ้าง

สิ่งที่ควรคำนึงถึงเรื่องของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในปี 2559 คงเป็นเรื่องของการต่อยอดในสิ่งที่ทำอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง 3 ปัจจัย ที่ควรคำนึงถึง และต่อยอดจากสิ่งที่ทำอยู่ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น คือ…

คอนเทนต์

ควรมีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลายมากขึ้น

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งในเรื่องของการให้ข้อมูลกับลูกค้า สร้างการแชร์ และสนับสนุนในเรื่องของเอสอีโอ (SEO) คอนเทนต์ในส่วนของบทความยังควรมีอยู่โดยมีการจัดทำบทความที่น่าสนใจเพื่อนำเสนอข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ควรจัดทำคอนเทนต์ในรูปแบบอื่นๆ ร่วมด้วย โดยในปี 2559 ทิศทางของคอนเทนต์ในรูปแบบของวิดีโอจะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของอินโฟกราฟิก (Infographic) ด้วย

ดังนั้น ในการจัดทำคอนเทนต์ควรวางแผนและจัดทำให้ครอบคลุมหลากหลายรูปแบบ เนื้อหาในเรื่องหนึ่งๆ ที่จะจัดทำคอนเทนต์สามารถจัดทำได้ทั้งบทความ วิดีโอโมชั่นกราฟิก (Motion Graphic) และอินโฟกราฟิกเพียงแค่สรุปเนื้อหาและสาระสำคัญเพื่อนำไปจัดทำคอนเทนต์ในแต่ละรูปแบบให้ได้เท่านั้น

หากมีการจัดทำคอนเทนต์ครอบคลุมมทุกรูปแบบตามที่กล่าวไปอยู่แล้ว ให้ลงลึกไปถึงการใช้ประโยชน์จากช่องทาง หรือเครื่องมือต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้การจัดทำคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ เกิดประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม เช่น หากมีการจัดทำวิดีโอแนะนำสินค้า และบริการนำเสนอผ่านทางยูทูบ (YouTube) อยู่แล้ว ลองศึกษาการใช้งานยูทูบดูว่ามีเครื่องมือใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ หรือจำนวนผู้เข้าชมให้กับวิดีโอได้ ยกตัวอย่าง การสร้างข้อความในวิดีโอ หรือแอนโนเตชั่น (Annotation) เป็นต้น

สมาร์ตโฟน/แท็บเลต จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโมบายอย่างสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตมีบทบาทต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้มากขึ้น และในปี 2559 ก็จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่อยากจะย้ำกับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้คือ การแสดงผลของเว็บไซต์บนหน้าจอโมบายไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของบริษัท หรือเว็บไซต์ที่เป็นร้านค้าออนไลน์ก็ตาม ควรตรวจสอบว่า รองรับการแสดงผลบนหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ ได้หรือไม่ และสามารถแสดงผลได้ดีแค่ไหน

หากเป็นการใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปอาจไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากผู้ให้บริการได้มีการพัฒนาระบบให้รองรับในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่หากเป็นเว็บไซต์ที่เขียนขึ้นเอง คงต้องพูดคุยกับผู้จัดทำให้ปรับปรุงในเรื่องนี้ด้วย

การทำการตลาดในช่องทางต่างๆ

ช่องทางในการทำการตลาดของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง สื่อสังคมออนไลน์คงยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี รวมถึงการทำการตลาดกับกูเกิ้ล (Google) ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับผู้ที่ต้องการทำการตลาดเชิงรุก และเห็นผลตอบรับที่รวดเร็ว เพียงแต่ในการทำงานควรมีการพิจารณา และปรับเปลี่ยนแนวทางบ้าง เช่น…

– การทำ Facebook Page ในตอนนี้มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับยอดไลก์ (Like) ว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของเพจอีกต่อไป จำนวนไลก์ไม่ได้มีผลต่อยอดขาย หรือการตลาดอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะยอดไลก์ที่มาจากเทคนิควิธีการที่ทำให้เกิดการไลก์อย่างไม่ตั้งใจของผู้ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) ดังนั้น หากคาดหวังผลลัพธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพจากการใช้เฟซบุ๊กเพจ (Facebook Page) ควรให้ความสำคัญกับการพูดถึง (Talking about) เกี่ยวกับความเคลื่อนไหว หรือสเตตัสต่างๆ ของเพจมากกว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างและแชร์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการกดไลก์ และการแชร์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่า

– การทำ Google Adwords พื้นฐานการทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ด (Google Adwords) ที่ได้รับความนิยมคือ เครือข่ายการค้นหา ในปี 2559 ผู้ที่สนใจทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ดเพื่อโฆษณาสินค้า และบริการอาจพิจารณาการทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ดในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น เครือข่ายดิสก์เพลย์ หรือเครือข่ายยูทูบซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

สิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์คือ การติดตามความเคลื่อนไหว และช่องทางใหม่ๆ ที่จะได้รับความนิยมในแต่ละช่วงเวลา หากมีช่องทาง หรือเครื่องมือตัวใดที่น่าสนใจ คอลัมน์ไอทีมาร์เก็ตติ้งจะนำมาแนะนำให้ทราบกันอย่างแน่นอนตลอดปี 2559 นี้

กระตุ้นยอดขายและสร้าง Brand Awareness ด้วย Google Adwords ตอนที่ 1

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา http://www.facebook.com/KittiFanPage

กระตุ้นยอดขายและสร้าง Brand Awareness ด้วย Google Adwords ตอนที่ 1

Google ยังคงเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการทำการตลาดออนไลน์ แม้ว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีช่องทางอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเกิดขึ้นใหม่ และมีศักยภาพที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่า Google แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะมาแทนที่ได้เสียทีเดียว คงทำได้แค่เพียงการเดินไปแบบคู่ขนาน

หมายถึงไม่ว่าผู้ทำการตลาดออนไลน์จะใช้ช่องทางอื่นใดเพื่อทำการตลาดให้กับสินค้าและบริการ ก็ยังคงต้องมี Google เป็นอีกช่องทางหนึ่งคู่ขนานอยู่เสมอ โดยช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลอย่างมากของ Google ก็คือ Google Adwords

Google Adwords คืออะไร

Google Adwords คือ บริการแสดงโฆษณาของผู้ลงโฆษณา (เว็บไซต์ หรือร้านค้าออนไลน์ต่างๆ) ผ่านทาง Google Search และหน้าเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรของ Google เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ

ด้วยความที่ Google เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในบ้านเรา เวลาที่ใครคิดอยากจะรู้เรื่องอะไร อยากจะค้นหาข้อมูลหรือสินค้าและบริการอะไร ก็มักจะนึกถึงและเปิดเว็บไซต์ Google เป็นลำดับแรก และข้อมูลที่แสดงผลบนหน้าการค้นหาของ Google โดยเฉพาะหน้าแรก หากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ มีโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากกว่าร้านค้าที่แสดงผลอยู่ในหน้าถัดไปหรือไม่มีข้อมูลอยู่ในสารบบการค้นหาของ Google เลย

การที่จะผลักดันให้เว็บไซต์ของสินค้าและบริการถูกแสดงผลใน Google โดยเฉพาะหน้าแรก เช่น เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำว่า “เคสโทรศัพท์” แล้วเว็บไซต์ของร้านค้าที่ขายเคสโทรศัพท์มือถือถูกแสดงผลลัพธ์ขึ้นมาบนหน้าการค้นหาของ Google นั้น ไม่ได้มีเฉพาะการทำ Google Adwords มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การทำ SEO

ผมเคยเขียนถึงการทำ SEO สำหรับร้านค้าออนไลน์ไปบ้าง ถ้ามีโอกาสจะมาแนะนำเพิ่มเติมกันอีกครั้ง สำหรับการทำ SEO มีวัตถุประสงค์ในการทำให้เว็บไซต์ของสินค้าและบริการติดอันดับการค้นหาใน Google เหมือนกัน แต่วิธีการและเป้าหมายต่างกันเล็กน้อย เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและมีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อน แต่หากถูกจัดอยู่ในสารบบการค้นหาของ Google แล้ว จะมีความยั่งยืนมากกว่า

ในขณะที่การทำ Google Adwords สามารถลงมือทำและเห็นผลได้ทันที เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำ หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราที่เรากำหนดไว้ เช่น ให้โฆษณาของเราแสดงผลบนหน้าค้นหาของ Google ด้วย เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำว่า “ของเล่นเด็ก”

ถ้าเราทำโฆษณากับ Google Adwords แม้ว่าเว็บไซต์ของเราจะเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ก็สามารถที่จะถูกนำขึ้นมาแสดงผลบนหน้าการค้นหาที่หน้าแรกของ Google ได้เลย นั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าได้ในทันที เรียกว่าเปิดร้านปุ๊บก็ขายได้ทันที แต่การที่เราจะสร้างโฆษณาและโฆษณาของเราถูกนำมาแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ Google เราจะต้องจ่ายเงินให้กับ Google ด้วยเป็นค่าบริการ

ค่าบริการของ Google Adwords

ค่าบริการของ Google Adwords จะคิดตามการประมูลคำหลัก หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ถ้าเรากำหนดว่าจะจ่ายเมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำหลักที่ตั้งไว้ด้วยราคาที่สูงกว่าคนอื่น เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำคำนั้น เช่น “ของเล่นเด็ก” โฆษณาและเว็บไซต์ของเราก็มีโอกาสที่จะถูกแสดงผลอยู่ในหน้าแรกและในลำดับต้นๆ ของการค้นหาครั้งนั้นๆ แต่หากมีผู้จ่ายค่าคีย์เวิร์ดในคำเดียวกันกับเราแต่จ่ายมากกว่า โฆษณาของเรายังคงถูกแสดงผล แต่อาจอยู่ในลำดับที่รองๆ ลงไป (ในแต่ละหน้าการค้นหาของ Google Search จะแสดงผลโฆษณาไว้ 3 ตำแหน่งคือ ด้านบนสุดของหน้า ด้านล่างสุดของหน้า และด้านข้าง (ขวา) ของหน้า รวมทั้งหมด 11 รายการ)

ค่าประมูลคีย์เวิร์ดมีตั้งแต่หลัก 1 บาท ไปจนถึง หลักหลายสิบบาท 40 บาท หรือ 50 บาทก็มี ถ้าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ค่าประมูลคีย์เวิร์ดก็จะสูงตามไปด้วย

ในการคิดค่าใช้จ่าย Google ไม่ได้คิดต่อการแสดงผล แต่คิดเมื่อมีคนคลิก หรือเรียกว่า Pay Per Click เมื่อมีคนคลิกถึงค่อยจ่าย เช่น หากโฆษณาเราประมูลคีย์เวิร์ดใดๆ ไว้ที่ 10 บาท ถ้าโฆษณาของเราแสดงผล 30 ครั้ง แต่มีคนคลิกที่โฆษณาและเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ของร้านเพียง 5 ครั้ง เราก็จะเสียเงินโดยประมาณเพียง 50 บาท

นอกจากค่าใช้จ่ายต่อคลิกแล้ว เรายังสามารถกำหนดงบประมาณต่อวันได้อีกด้วยว่า ในแต่ละวันจะจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google Adwords เท่าไร เช่น ตั้งงบประมาณไว้วันละ 200 บาท โฆษณาของเราจะแสดงผลน้อยหรือมากตามปริมาณการค้นหาและประสิทธิภาพของโฆษณาที่ทำไว้ แต่จำนวนคลิกซึ่งหมายถึงผู้ที่จะเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ของเราจะอยู่ที่ประมาณ 20 คนหรือ 20 ครั้งเท่านั้น (คิดจากการตั้งค่าประมูลคีย์เวิร์ดที่ 10 บาท/คลิก)

การทำโฆษณากับ Google Adwords เราสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ จะลงโฆษณากี่วันก็ได้ จะเปลี่ยนแปลงค่าประมูลคีย์เวิร์ด หรืองบประมาณต่อวันเมื่อไรก็ได้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแปรผันตามการตั้งค่าของเรา ตราบใดที่เรายังมีเงินอยู่ในระบบ Google ก็จะแสดงโฆษณาของเราตามเงื่อนไขที่เรากำหนด แต่เมื่อใดที่เงินในระบบของเราหมด โฆษณาของเราก็จะไม่ถูกแสดงผลในการค้นหาอีกต่อไป

การทำการตลาดผ่านโฆษณากับ Google Adwords เหมาะสำหรับร้านค้าเปิดใหม่ที่ต้องการแนะนำร้านให้เป็นที่รู้จักพร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า หรือในช่วงเวลาที่มีการทำโปรโมชั่นพิเศษ ฉบับหน้ามาดูกันครับว่าการทำ Google Adwords สามารถทำได้กี่รูปแบบ

รู้จักสารพัดวิธีทำการตลาดออนไลน์

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา http://www.facebook.com/KittiFanPage

รู้จักสารพัดวิธีทำการตลาดออนไลน์

ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ แห่งหลายๆ ธุรกิจเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ ทำให้พบว่า มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ดีนัก

อาจพอที่จะรู้อยู่บ้าง ซึ่งเป็นการได้ฟังมา ได้อ่านมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยลงมือทำอย่างจริงจัง และเมื่อคุยในรายละเอียดเกี่ยวกับความแตกต่างของการทำโฆษณาออนไลน์แต่ละประเภท ก็ยังไม่มีความเข้าใจถึงความแตกต่างเท่าที่ควร ทำให้คิดว่าอยากจะเขียนถึงวิธีการทำการตลาดออนไลน์แบบต่างๆ ในครั้งนี้

การทำการตลาดออนไลน์มีหลากหลายวิธี สินค้าและบริการบางอย่างอาจเหมาะกับวิธีนี้ สินค้าอีกประเภทอาจจะเหมาะกับอีกวิธีหนึ่ง หรือบางอย่างอาจจะต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน ในการเลือกว่าจะทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีใด นอกจากพิจารณาจากสินค้าและบริการแล้ว ก็ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกลยุทธ์หรือเป้าหมายในการทำการตลาดแต่ละครั้งหรือแต่ละช่วงเวลาด้วย

ไปทำความรู้จักวิธีการทำการตลาดออนไลน์ในลักษณะต่างๆ กันเลย

Facebook Ads เป็นบริการโปรโมต Facebook Fanpage ของสินค้า บริการ หรือแบรนด์ของทาง Facebook โดยตรง การโปรโมตผ่าน Facebook Ads จะช่วยให้ข้อมูลของ Fanpage ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอด Like

นอกจากยอด Like แล้ว สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือ ภาพลักษณ์ ความน่าสนใจ และความน่าเชื่อถือในสินค้าและบริการ ตลอดจนเป็นการสร้างการรับรู้ ทำให้สมาชิก Facebook มีโอกาสได้เห็นและได้รู้จักกับสินค้าและบริการของทางร้านมากขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำ Facebook เริ่มต้นที่ 30 บาท/วัน

Google Adwords การสร้างโฆษณากับ Google สามารถทำได้ใน 2 ลักษณะคือ โฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา และโฆษณาผ่าน Display Network จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะทำควบคู่กันก็ได้

– โฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา หากมีคนค้นหาสินค้าและบริการด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเรา เช่น “ของเล่นเด็ก” แล้วเราทำโฆษณากับ Google Adwords ในคีย์เวิร์ดนี้ไว้ คำโฆษณาและ URL ของร้านค้าก็จะถูกแสดงผลอยู่ในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหาด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสในการที่ลูกค้าจะได้รู้จักและเข้าไปซื้อสินค้ากับทางร้าน

– โฆษณาผ่าน Display Network จะแสดงผลในรูปแบบของแบนเนอร์เผยแพร่ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่ายของ Google ทั้งที่เป็นบริการของ Google เอง เช่น YouTube หรือเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรหรือเว็บไซต์ที่ทำ Google Adsense

การโฆษณากับ Google Adwords สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้เอง แต่หากคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีก็ต้องยอมจ่ายในอัตราที่สูงสักหน่อย แต่หากทำโฆษณาได้มีประสิทธิภาพก็ถือว่าคุ้มค่าและเป็นวิธีการที่น่าสนใจ

แบนเนอร์โฆษณา เป็นการซื้อตำแหน่งโฆษณากับเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก เช่น จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์ อาจจะซื้อแบนเนอร์โฆษณากับเว็บไซต์ของคลับรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น หากเป็นการโฆษณากับเว็บไซต์ชื่อดังค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง เหมาะกับสินค้าและบริการหรือแบรนด์ในระดับกลางถึงบน แต่หากเป็นสินค้าระดับกลางลงมาอาจเลือกโฆษณาผ่านเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ลงประกาศ การลงประกาศกับเว็บไซต์ต่างๆ เป็นวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่สุดและใช้กันมานาน เรียกว่าเป็นวิธีแรกๆ ที่มีการขายของผ่านออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลงประกาศกับเว็บไซต์ต่างๆ ในส่วนของประกาศซื้อ-ขายได้ฟรี

SEO เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้เว็บไซต์ของร้านค้าถูกแสดงผลในหน้าแรกและอันดับต้นๆ ของการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องใน Google Search วิธีนี้มีเป้าหมายคล้ายๆ กับการทำ Google Adwords แบบโฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา ต่างกันตรงที่ระยะเวลาและงบประมาณ

การโฆษณาและแสดงผลกับ Google Adwords เน้นที่การประมูลคีย์เวิร์ด ยิ่งจ่ายมากยิ่งมีสิทธิ์มาก เห็นผลทันทีที่ชำระเงิน ส่วน SEO ต้องใช้เวลาและอาศัยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น เว็บไซต์ที่ดี เนื้อหาหรือคอนเทนต์น่าสนใจ และเทคนิควิธีในการทำที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ แต่หากทำสำเร็จจะมีความยั่งยืนมากกว่า ในขณะที่ Google Adwords เมื่อหยุดจ่ายเงิน โฆษณาก็จะหยุดแสดงผลเช่นกัน

Affiliate Program คือการเปิดรับนายหน้าโฆษณา ถ้าใครหรือเว็บไซต์ใดที่สามารถนำพาลูกค้ามาให้กับร้านค้าได้ ร้านค้าต้องจ่ายค่านายหน้าตามเงื่อนไขการจ่ายที่กำหนดไว้ เป็นการทำโฆษณาที่วินวินทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าลูกค้าไม่เข้าร้าน ร้านค้าก็ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา

การโฆษณารูปแบบนี้เกิดขึ้นจากเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เช่น Amazon ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น ตอนนี้ในประเทศไทยเริ่มมีเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ทำ Affiliate ให้เห็นบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ แต่ก็มีเว็บไซต์ระดับกลางลงมาเริ่มทำโฆษณาในรูปแบบนี้ให้เห็นบ้าง ร้านค้าทั่วไปหรือขนาดเล็กอาจยังไม่เหมาะกับวิธีนี้ เอาเป็นว่าทำความรู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย

ลองดูว่าตอนนี้คุณได้ทำโฆษณาวิธีไหนไปบ้างแล้ว หรือว่าวิธีไหนที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนแล้วคิดว่าน่าจะเหมาะกับสินค้าและบริการก็ลองศึกษาเพิ่มเติมและทำโฆษณาในวิธีนั้นๆ ดูนะครับ

รู้จัก 2 บริการใหม่ที่น่าสนใจจาก LINE

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

รู้จัก 2 บริการใหม่ที่น่าสนใจจาก LINE

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา LINE ผู้พัฒนาแอพแชตที่ได้รับความนิยม ได้พัฒนาบริการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นบริการที่น่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น LINE Music, LINE Pay และอีก 2 บริการที่กำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้คือ LINE HERE กับ LINE@ (ไลน์แอด)

LINE HERE บริการแชร์ตำแหน่งสำหรับคนใช้ไลน์

LINE HERE เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้ LINE สามารถแชร์ตำแหน่งกันได้แบบเรียลไทม์ มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอยู่ 4 ฟังก์ชั่น คือ?

– เช็กตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ ขอเพียงเปิด Location Service ก็สามารถเช็กตำแหน่งของแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์

– สร้างสถานที่เพื่อใช้ในการเช็กตำแหน่งได้ เช่น สร้างตำแหน่งของร้านค้าเอาไว้ เมื่อมีลูกค้าเดินทางไปถึงสถานที่ที่สร้างไว้ ระบบจะแจ้งเตือนให้ทราบทันที

– สร้างห้องแชร์ตำแหน่งได้ ในการใช้งานทั่วไปอาจเป็นการแชร์ตำแหน่งระหว่างกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในที่ทำงาน หรือคนในครอบครัว แต่ในมุมของการค้าขายอาจเป็นการสร้างห้องระหว่างผู้ขายและลูกค้าเพื่อแชร์ตำแหน่งระหว่างกัน

– ตั้งเวลาการแสดงตำแหน่งได้ เพื่อความเป็นส่วนตัวหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการติดต่อระหว่างกันสามารถปิดหรือตั้งเวลาการแสดงตำแหน่งได้

LINE HERE สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ถ้าใครใช้แอพ LINE อยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนเพื่อใช้งาน LINE HERE ได้ทันที ในการใช้งานสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้ง 3G, 4G และ WiFi

การเชิญบุคคลที่เราต้องการแชร์ตำแหน่งด้วยการผ่าน LINE HERE ทำได้หลายช่องทาง จะเชิญผ่านทาง LINE โดยตรงก็ได้ ผ่าน Facebook, Wechat, WhatsApp หรือส่ง Link ผ่าน SMS ก็ได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามตอบรับการแชร์ตำแหน่ง เราจะเห็นตำแหน่งของคนคนนั้นแบบเรียลไทม์ สามารถเช็กได้เลยว่าตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่ไหน เมื่อแตะที่ไอคอนแสดงตำแหน่งยังทราบได้อีกว่า ระยะทางจากตำแหน่งของเราไปยังตำแหน่งของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ห่างกันเป็นระยะทางเท่าไร

การประยุกต์ใช้ LINE HERE กับธุรกิจการค้าอาจนำไปใช้ได้ทั้ง การติดตามตำแหน่งในการจัดส่งสินค้า ใช้ติดตามสถานะของสินค้าว่าอยู่ที่ไหนแล้ว หรือใช้ในการแชร์ตำแหน่งกับลูกค้าเพื่อบอกเส้นทางไปที่ร้านก็ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจและมีประโยชน์ไม่น้อยเลย

LINE@ บริการใหม่ที่ธุรกิจร้านค้าไม่ควรพลาด

LINE@ (ไลน์แอด) เป็นบริการที่พัฒนาขึ้นมารองรับธุรกิจรายย่อยที่สนใจสร้าง Official Account กับ LINE เหมือนกับธุรกิจหรือแบรนด์สินค้าดังๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักแสนหรือหลักล้านบาท ในการเริ่มต้นสามารถที่จะสร้าง Official Account ได้ฟรีเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าต้องการประสิทธิภาพหรือขอบเขตการใช้งานที่มากขึ้นก็สามารถจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมได้ตามความสมัครใจ

ก่อนที่จะใช้งานไปดูกันก่อนว่า LINE@ มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

– หน้าบัญชี (Account Page) เป็นเหมือนหน้าโฮมเพจเว็บไซต์ของร้านค้า สามารถใส่ภาพ พร้อมทั้งระบุข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับร้านได้ เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับร้าน วันและเวลาให้บริการ และเบอร์ติดต่อ เป็นต้น

– ไทม์ไลน์ (Timeline) อัพเดตข้อมูลหรือสิ่งที่น่าสนใจบน Timeline เพื่อให้คนที่ติดตามร้านค้าสามารถรับข่าวสารต่างๆ ได้

– ส่งข้อความถึงทุกคน (Broadcast) สามารถส่งข้อความ รูปภาพ คูปอง และโปรโมชั่น ไปยังลูกค้าที่ติดตามบัญชี LINE@ ของร้านค้าได้ และยังสามารถตั้งเวลาส่งข้อความล่วงหน้าได้ สามารถส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น LINE@ หรือบน PC ก็ได้

– Chat แบบ 1 ต่อ 1 แชตสนทนากับลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้

– คูปองและโปรโมชั่น (Coupon and Promotion) สามารถสร้างหน้าคูปองและโปรโมชั่น เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ และยังสามารถตั้งระยะเวลาในการใช้ จำนวนครั้งในการใช้ และจำนวนคูปองที่ต้องการแจกได้

– หน้าแบบสอบถาม (Polls & Surveys) หากต้องการความเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หรือตั้งประเด็นการโหวตจากลูกค้า สามารถสร้างแบบสอบถามหรือโพลผ่าน LINE@ ได้

– ข้อมูลสถิติ (Statistic) ใน LINE@ จะมีส่วนที่รวบรวมข้อมูลการใช้งานต่างๆ เอาไว้ให้ร้านค้าประเมินการใช้งานด้วย เช่น ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับสิ่งที่โพสต์บน Timeline จำนวนลูกค้าที่ติดตาม LINE@ ของร้านมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เปลี่ยนแปลงอย่างไร และสามารถดาวน์โหลดสถิติต่างๆ เก็บไว้ได้

ข้อจำกัดในการใช้ LINE@ ฟรี! คือ จะไม่สามารถกำหนดชื่อ ID ของร้านได้ตามที่ต้องการ ชื่อที่ได้รับจะเป็นชื่อแบบสุ่ม เป็นการผสมกันระหว่างตัวอักษรและตัวเลข เช่น @1JabC539 ซึ่งจำได้ยาก หากต้องการชื่อเฉพาะที่กำหนดขึ้นเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับ LINE 5.99 เหรียญ ต่อปี

อีกข้อจำกัดหนึ่งในการใช้งานฟรีคือ สามารถส่งข้อความถึงลูกค้าที่ติดตาม LINE@ ของร้านได้เพียง 1,000 ข้อความ ต่อเดือน เท่านั้น ถ้าต้องการส่งข้อความได้มากขึ้นต้องจ่ายค่าบริการในส่วนนี้เพิ่มเป็นจำนวน 24.99 เหรียญ ต่อเดือน หรือประมาณ 950 บาท ต่อเดือน จะสามารถส่งข้อความได้ถึง 50,000 ข้อความ ต่อเดือน ข้อความที่ 50,001 ขึ้นไป คิดเพิ่มข้อความละ 20 สตางค์

เป็น 2 บริการดีๆ จาก LINE ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นานมานี้ นับเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจร้านค้าที่ต้องการเพิ่มช่องทางเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์

%d bloggers like this: