ไลฟ์สไตล์

All posts tagged ไลฟ์สไตล์

เพราะเหตุใด พ่อแม่จึงควรปลูกฝังเรื่องการเงินให้ลูกตั้งแต่อายุยังน้อย

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591879

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2562 เวลา 17:30 น.

เพราะเหตุใด พ่อแม่จึงควรปลูกฝังเรื่องการเงินให้ลูกตั้งแต่อายุยังน้อย

สำหรับเด็กๆ ครอบครัวเปรียบเสมือนโรงเรียนแห่งแรกของพวกเขา ที่มีพ่อแม่เป็นครูคนแรกคอยวางรากฐานทุกวิชาเพื่อให้พวกเขารู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ และแน่นอนเรื่องของการเงิน การออม ก็เป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

ปัจจุบันเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงิน หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น การออมลดลง ซ้ำร้ายบางคนถึงกับมีหนี้สินล้นพ้นตัวจนเสียอนาคต ซึมเศร้า ประสบกับปัญหาครอบครัว และอื่นๆ หากดูกันให้ลึกลงไป ปัญหาเหล่านี้ต่างเริ่มมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก

การเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างสำหรับลูกเป็นสิ่งที่ดีแต่อาจยังไม่เพียงพอ พ่อแม่ควรสอนและปลูกฝังให้ลูกตระหนักถึงความสำคัญของการออม รู้ถึงพิษร้ายของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะสังคมปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุมากมายจนอาจทำให้ลูกๆ เติบโตมาแล้วหลงทางได้ง่ายๆ สำหรับเรื่องการเงินที่แนะนำให้พ่อแม่ปลูกฝังลูกตั้งแต่เด็กๆ ได้แก่

สอนให้ลูกรู้จักการเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย

เริ่มด้วยวิธีง่ายๆ โดยหากระปุกออมสินสัก 1 กระปุก แล้วสอนให้พวกเขารู้จักเก็บออมด้วยการหยอดเงินใส่กระปุกออมสินเก็บไว้เมื่อมีญาติผู้ใหญ่ให้เงิน และหากเก็บได้จำนวนมากพอก็อาจเปิดบัญชีธนาคารฝากเงินไว้ให้ลูก โดยทุกครั้งจะต้องสอนและบอกให้ลูกทราบว่า จากการหยอดกระปุกวันละไม่กี่บาทของเขา จะทำให้มีเงินมากขึ้นได้ในอนาคต

สอนให้เขารู้จักการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงิน

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและเข้าเรียนชั้นประถมจะได้รับเงินค่าขนม เริ่มด้วยการให้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขยับขึ้นเป็นลำดับเมื่อเขาโตขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักการบริหารเงินที่ได้รับให้เพียงพอในการใช้จ่าย ควรแนะนำให้เขามีเหลือไว้เก็บออมด้วย เพื่อฝึกให้เขามีวินัยในการออมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัยดังกล่าวเด็กอาจต้องการได้ของเล่นหรือสิ่งของอื่นๆ ควรสอนให้เขารู้จักการเก็บเงินเพื่อซื้อเอง จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของการเก็บเงินและรู้ค่าของเงิน รู้จักการรอคอย มีความอดทน ในกรณีของบางอย่างที่เขาอยากได้และเห็นว่ามีประโยชน์ พ่อแม่ก็อาจให้กำลังใจโดยการช่วยเพิ่มเงินบางส่วนสมทบให้ แต่อย่างไรก็ตาม เงินส่วนหนึ่งต้องเป็นเงินจากการออมของเขา

สอนให้ลูกรู้จักการจดบันทึกรายการใช้จ่าย

เมื่อเริ่มเรียนระดับมัธยม ควรแนะนำให้ลูกรู้จักการจดบันทึกค่าใช้จ่ายของเขา เพื่อฝึกให้เขารอบคอบเรื่องการใช้จ่ายเงิน รู้จักบริหารเงินและทราบที่มาที่ไปของเงิน ตลอดจนใช้เงินอย่างรู้คุณค่า เรื่องการออมก็ยังเน้นเหมือนเดิม เพราะหากเขาอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง ซึ่งช่วงวัยนี้ก็อาจเก็บด้วยการฝากธนาคาร

สอนให้รู้จักการลงทุน

เมื่อลูกเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยหรือจบออกมามีงานทำ มีเงินเดือน ก็อาจสอนให้เขารู้จักการบริหารเงิน แบ่งเป็นเงินสำหรับเก็บ เงินลงทุน เงินใช้จ่ายประจำวัน สำหรับการลงทุนให้เน้นที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น และสอนให้รู้จักตั้งเป้าหมายในการออมเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย เช่น ถึงอายุ 25 ปี อยากเก็บเงินให้ได้ 5 แสนบาท เป็นต้น หากทุกครอบครัวช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงินให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเติบโตขึ้น

ภาพ freepik

Advertisements

ฟิตแค่ไหนถามใจเธอดู เมื่อเปอร์เซ็นต์ไขมันชี้วัดความฟิตได้

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591875

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

ฟิตแค่ไหนถามใจเธอดู เมื่อเปอร์เซ็นต์ไขมันชี้วัดความฟิตได้

รู้หรือไม่ ว่าไขมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีหน้าที่สำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกาย แต่ต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสม

ใครว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข อายุยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหลายอย่าง จากสัดส่วนที่เคยเป๊ะปังก็ดูเหมือนจะเริ่มพัง ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดนี้เกิดขึ้นจากไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นมือที่สามระหว่างความฟิตกับสุขภาพที่ดีใฝ่ฝัน

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะไขมันนั่นเอง เมื่อพูดถึงไขมัน หลายคนอาจจะนึกถึงความอ้วน การเจ็บป่วย และความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายๆ ชนิด แต่รู้หรือไม่ว่าไขมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีหน้าที่สำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายเหมือนกัน แต่ต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมันที่เหมาะสมด้วยนะ หากมีเปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกายที่มากไปหรือน้อยไปก็อาจเป็นอันตรายได้

หน้าที่ของไขมันในร่างกาย

  1. ให้พลังงาน ป้องกันการย่อยสลายโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกายเพื่อนำไปใช้
  2. ช่วยดูดซึมวิตามิน A D E และ K
  3. เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท
  4. ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพ
  5. ป้องกันอวัยวะภายในช่องท้องและหน้าอก
  6. เป็นทั้งฉนวนป้องกันความร้อนและป้องกันการสูญเสียความร้อนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย

ปัจจุบันจะเห็นว่าในฟิตเนสมักมีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้าที่บอกปริมาณไขมันในร่างกายให้บริการอยู่ด้วย ซึ่งเครื่องชั่งประเภทนี้ใช้ในการตรวจสอบว่าร่างกายมีปริมาณไขมันเท่าไร โดยดูจากเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย หรือ Body Fat Percentage เป็นเกณฑ์

เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย คือสัดส่วนของไขมันในร่างกายที่คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกาย เช่น คนที่มีน้ำหนัก 60 กก. ที่มีไขมันในร่างกาย 20% เท่ากับมีไขมันหนัก 12 กก. (โดยใช้เครื่องวัด) เป็นต้น ขณะที่การออกกำลังกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวันยังส่งผลให้คนที่มีระดับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่เท่ากันมีรูปร่างที่แตกต่างกันด้วย เนื่องจากมีการใช้กล้ามเนื้อในลักษณะที่ต่างกัน เช่น นักเต้น นักกรีฑา และนางแบบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพื้นฐานทางร่างกายของหญิงและชายที่มีการกระจายไขมันไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติ เช่น ผู้ชายมักจะมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงจะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่าผู้ชาย แล้วปริมาณไขมันสะสมในร่างกายที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงยังมีสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชายอีกด้วย เนื่องจากไขมันมีความจำเป็นต่อระบบการเจริญพันธุ์หรือการตั้งครรภ์ในผู้หญิง ดังนั้นนอกจากการออกกำลังกายแล้ว เพศและวัยก็เป็นปัจจัยที่ทำให้รูปร่างของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

แต่กระนั้นเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายนี้ก็เป็นดัชนีที่ใช้ประเมินองค์ประกอบร่างกายและสุขภาพ เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการกำหนดแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมได้อีกด้วย

การวัดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย

  • ชาย 30% ขึ้นไป หญิง 40% ขึ้นไป ถือว่ามีปริมาณไขมันมากในระดับวิกฤต คนกลุ่มนี้มักมีรูปร่างอ้วนกลม มองเห็นเซลลูไลต์บนผิวหนังได้ชัดเจน มีไขมันส่วนเกินกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกายเมื่อใส่เสื้อผ้าจะเห็นเป็นชั้นๆ
  • ชาย 21-30% หญิง 31-40% ถือว่ายังมีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกาย กลุ่มนี้จะมีรูปร่างท้วม มีชั้นไขมันหนาหุ้มกล้ามเนื้ออยู่
  • ชาย 13-20% หญิง 23-30% มีปริมาณไขมันตามมาตรฐานทั่วไป กลุ่มนี้มีรูปร่างสมส่วน สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี มีสัดส่วนของร่างกายชัดเจน แต่อาจยังไม่เห็นกล้ามเนื้อมากนัก
  • ชาย 9-12% หญิง 19-22% กลุ่มนี้มีปริมาณไขมันน้อย รูปร่างเพรียวกระชับ กล้ามเนื้อชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ชายที่ขยันออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้อง จะเห็นซิกซ์แพ็กชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
  • ชาย 5-8% หญิง 15-18% กลุ่มนี้มีปริมาณไขมันน้อยมาก รูปร่างเพรียวบาง เห็นกล้ามเนื้อชัดเจนสำหรับผู้หญิงที่มีการออกกำลังเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง นี่คือจุดที่คุณจะได้อวดซิกซ์แพ็กของตัวเองแล้วล่ะ
  • ชายน้อยกว่า 5% หญิงน้อยกว่า 15% ปริมาณไขมันน้อยจนถึงขั้นวิกฤต รูปร่างผอมติดกระดูกอันตรายต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

สรุปแล้วก็คือ นอกจากจะใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นตัววัดผลของการออกกำลังกายให้ได้กล้ามเนื้อและสัดส่วนตามต้องการแล้ว ปริมาณไขมันในร่างกายยังถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยย้ำเตือนและส่งสัญญาณให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพและสามารถใช้ชีวิตอยู่กับร่างกายที่แข็งแรงได้อย่างมีความสุข

‘ไขมัน’ กับ ‘น้ำตาล’ อะไรเป็นตัวการขยายรอบเอว

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584759

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

'ไขมัน' กับ 'น้ำตาล' อะไรเป็นตัวการขยายรอบเอว

งานวิจัยชี้ไขมันไม่น่ากลัวเท่าน้ำตาล แล้วคนลดความอ้วนควรลดอะไร

เรามักฝังหัวว่า “ไขมันเป็นสิ่งที่เลวร้าย” เพราะฉะนั้น ถ้าจะลดความอ้วนจริงจังก็ต้องโบกมือลาไขมันอย่างสิ้นเชิง!! แต่ความเป็นจริง “ไม่ใช่” เพราะจากการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้บทสรุปอย่างชัดเจนออกมาว่า “คำแนะนำเรื่องโภชนาการ 5 หมู่ ควรถูกนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง” อ้าว…ว…ว…

จากการเร่งหาคำตอบของเหล่านักวิทยาศาสตร์ว่า เกิดอะไรขึ้นในร่างกายเมื่อเรากินไขมันหรือน้ำตาลในปริมาณมาก สิ่งหนึ่งที่พบก็คือ อาหารการกินในหลายมุมของโลก ไขมันและน้ำตาลเป็นสิ่งที่มักถูกนำมาอยู่คู่กันเสมอ อย่างเช่น โดนัทที่มีต้นกำเนิดในสหรัฐ คือแป้งที่ถูกทอดในน้ำมันแล้วเคลือบด้วยน้ำตาลจนหอมหวานยั่วใจใครหลายคน

ที่น่าสนใจคือ มีหลักฐานจำนวนไม่น้อยเริ่มชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราแยกบริโภค “ไขมัน” กับ “น้ำตาล” ไขมันกลับไม่ทำให้ตัวเลขบนตาชั่งเพิ่มขึ้นตามที่คิด กลับกันก็มีผลการศึกษาที่บ่งชี้ว่าการบริโภคน้ำตาลเพียงอย่างเดียวมีส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวที่ดีดเพิ่มขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น จากการรวบรวมสถิติยังพบอีกว่า การดื่มน้ำหวานอย่างน้ำอัดลม มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน

นักโภชนาการของ American Dietetic Association ชื่อ Tara Gidus, RD ระบุว่า การที่เรากล่าวหาว่าไขมันเป็นสิ่งไม่ดีนั้นยังไม่ถูก เราต้องดูส่วนประกอบทั้งหมดของอาหาร จำนวนแคลอรี และสัดส่วนของอาหารทั้งหมดในจานด้วย เช่น พิซซ่าทำไมไม่ดี ไม่ใช่เพราะชีสอย่างเดียว แต่เพราะแป้งขาว (คาร์โบไฮเดรต) ที่เยอะไป น้ำมันที่ใช้ และอะไรหลายอย่างที่เป็นส่วนประกอบกันต่างหากที่ทำให้พิซซ่าเป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง

ด้าน Aaron Carroll ศาสตราจารย์กุมารเวชศาสตร์แห่ง Indiana University School of Medicine ก็ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการกินไขมันและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นไว้ในหนังสือ The Bad Food Bible: How and Why to Eat Sinfully. ว่า “มีสิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับไขมัน นั่นคือการบริโภคไขมันไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันอาจช่วยให้น้ำหนักลดลงด้วยซ้ำ” นั่นแปลได้ว่าอาหารมันๆ แสนอร่อยอย่างอะโวคาโด แซลมอนติดมัน หรือถั่วมันๆ ทั้งหลายอาจไม่แย่ดังที่คิด และหากคุณลดมันอยู่ อาจถึงเวลากลับไปกินมันบ้างแล้วละ

ในการระบุชัดเจนว่าน้ำตาลหรือไขมันกันแน่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพต่างๆ วิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์สำรวจก็คือ การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนกินอาหารไขมันต่ำ และกลุ่มคาร์โบไฮเดรตต่ำ สำหรับกลุ่มคนที่บริโภคไขมันจำนวนมาก แต่ยังคงรับประทานคาร์โบไฮเดรตแบบผ่านกระบวนการขัดสี อาทิ ขนมปัง ซีเรียลรสหวาน และข้าวขัดสีในปริมาณควบคุมจะมีน้ำหนักตัวลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค และจากผลศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบคนกว่า 135,000 คน ใน 18 ประเทศ ถึงการกินแบบน้ำตาลต่ำและไขมันต่ำ ค้นพบว่า คนที่รับประทานอาหารแบบไขมันต่ำมีสิทธิที่จะเสียชีวิตได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือเสี่ยงต่อโรคหัวใจต่างๆ ขณะที่ความเสี่ยงเหล่านั้นกลับต่ำลงในกลุ่มคนกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ

แล้วไขมันนั้นมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงไม่ควรตัดไขมันทั้งหมดออกจากชีวิต

  • เพราะร่างกายใช้ไขมันในการเผาผลาญไขมัน ร่างกายคนเราต้องการสารอาหารหลักๆ Macronutrients 3 อย่าง คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่วน Micronutrients เราก็ต้องการด้วย คือวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ พวกไขมันเก่าๆโดยเฉพาะที่อยู่รอบเอว ต้นขา หรือก้น ร่างกายเราไม่สามารถที่จะเผาผลาญให้หมดไปได้โดยที่ไม่มี ไขมันใหม่เข้ามาช่วย จากรายงานเรื่อง Dietary fat ที่จัดทำโดย มหาวิทยาลัย Washington (School of Medicine) ระบุว่า ไขมันใหม่จะช่วยทำลายไขมันเก่าให้แตกตัว โดยกระตุ้นการทำงานผ่าน PPAR-alpha ซึ่งก็คือการกระตุ้น Receptor ทำให้เกิดกระบวนการสลายไขมันและกระตุ้นการทำงานของ Lipoprotein lipase (เอ็นไซม์ที่เกาะอยู่บนผิวของเซลล์ไขมัน ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาสลายพันธะเอสเทอร์ในโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ที่อยู่ในเลือด ให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล เพื่อดูดซึมเข้าสู่เซลล์ไขมันและนำไปเก็บสะสมไว้ ในรูปไตรกลีเซอไรด์ที่เนื้อเยื่อไขมัน)
  • ไขมันทำให้เราอิ่มนาน กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Monounsaturated Fatty Acid (MUFA) ซึ่งเป็นไขมันที่พบในน้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย และน้ำมันข้าวโพด ช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ แปลว่าเราก็จะไม่รู้สึกหิวโหยเพราะน้ำตาลตก ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน หรือที่เรียกว่า Polyunsaturated Fatty Acid (PUFA) ที่มีอยู่ในพวกปลาทะเล อาหารที่มีพวกน้ำมัน Evening Primrose โอเมก้า 3 จะทำให้เรารู้สึกอิ่มไปได้นานถึง 2 ชั่วโมงหลังอาหาร
  • ไขมันใช้สร้างกล้ามเนื้อ การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผาญมากขึ้น จากงานวิจัยจาก Clinical Science เมื่อปี 2011 พบว่า เมื่อทำการทดลองให้ไขมันประเภทกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน หรือที่เรียกว่า Polyunsaturated Fatty Acid (PUFA) กับกลุ่มคนอายุ 25-45 ปี เป็นเวลา 8 อาทิตย์ ได้ความว่า ไขมันไปเพิ่มความเข้มข้นของโปรตีน และขนาดของเซลส์กล้ามเนื้อ (Muscular cells) ได้ นอกจากนั้น โอเมก้า 3 ก็ยังช่วยชะลอการสลายตัวของมวลกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นตามวัยของผู้ใหญ่ได้ด้วย
  • ร่างกายอาศัยไขมันในการดูดซึมวิตามินและสารอาหาร วิตามิน A, D, E, K ต้องอาศัยไขมันในการดูดซึมเข้าไปในร่างกาย ถ้าร่างกายขาดวิตามินเหล่านี้ เราก็จะมีอาการผิวแห้ง กระดูกเปราะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ วิตามินพวกนี้เป็นวิตามินที่ช่วยให้เรามีกำลังกาย มีสมาธิ (focus) และกล้ามเนื้อสมบูรณ์ อย่างวิตามิน E ก็เป็น Antioxidant อย่างดี ชะลอหน้าแก่ ช่วยรักษาระบบเผาผลาญของร่างกายให้ปกติ วิตามิน D ก็ช่วยในเรื่องการเผาผาญไขมันโดยเฉพาะไขมันบริเวณท้อง เพราะฉะนั้น ถ้าจะกินสลัดพวกสีเข้มๆ หลากสี ใส่แครอท ผักโขม มะเขือเทศ ก็อย่าลืมเหยาะน้ำมันมะกอกด้วย จะได้ทำให้ร่างกายช่วยดูดซึมวิตามินจากผักเหล่านี้มาใช้ได้ดีกว่า

ภาพ freepik

สองเซเลบยุคดิจิทัลแชร์ประสบการณ์ปั๊มทุนต่อยอดธุรกิจแบบไม่ง้อเงินเก็บ

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591831

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

สองเซเลบยุคดิจิทัลแชร์ประสบการณ์ปั๊มทุนต่อยอดธุรกิจแบบไม่ง้อเงินเก็บ

เมื่อปัจจุบันเหล่าบรรดาเซเลบริตี้รุ่นใหม่เดินหน้าสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งพากิจการของครอบครัว แถมยังฉลาดทันยุคดิจิทัล ลงทุนแบบไม่ต้องทุบกระปุกเอาเงินเก็บออกมาทำธุรกิจ ที่เป็นแบบนั้นเพราะ…

…เพราะมีแหล่งเงินทุนที่อนุมัติรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปธนาคารให้ยุ่งยาก กับบริการใหม่ล่าสุด การขอสินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านแอปพลิเคชัน “แมทช์ลิ้งค์” (MatchLink) ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้ว ตอบโจทย์เซเลบนักธุรกิจยุคดิจิทัล

นางสยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า “ปัจจุบันรูปแบบการขอสินเชื่อของธนาคารต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักธุรกิจรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยการดึงแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการขอสินเชื่อ เช่นเดียวกับ ธนาคารยูโอบี (ไทย) ที่ล่าสุด ร่วมมือกับบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือบีโอแอล ผู้นำด้านโซลูชั่นเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีระบบวิเคราะห์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองไทย เปิดตัวบริการใหม่ ‘การขอสินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านแมทช์ลิ้งค์ (MatchLink)’ แอปพลิเคชันจับคู่ธุรกิจ นับเป็นการพลิกมิติใหม่ให้กับวงการสินเชื่อธุรกิจในประเทศไทย กับการให้บริการขอสินเชื่อธุรกิจนิติบุคคลแบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีจุดเด่นคือ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลาไปธนาคาร และที่สำคัญคือใช้เวลาอนุมัติรวดเร็วเพียง 5 วันทำการ”

พิสูจน์มาแล้ว โดย พิม-พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา เซเลบรุ่นใหม่เจ้าของร้านอาหารดัง “อภินารา” (Apinara) เล่าว่า “จากการลุยทำธุรกิจร้านอาหารไทยอภินารา (Apinara) พบว่าความสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำธุรกิจนอกเหนือจากจุดเด่นเรื่องของอาหารและบริการแล้ว ‘เงินทุน’ ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากพอๆ กัน ตั้งแต่เริ่มต้นทำร้านอาหารใช้เงินทุนส่วนตัวและขอสินเชื่อจากแบงก์ เพราะจากที่ศึกษาเรื่องการทำธุรกิจและได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ พบว่าการกู้เงินจากธนาคารมาลงทุนจะช่วยให้เรามีโอกาสในการสร้างกำไรที่สูงกว่า สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว และการมีสินเชื่อทำให้ธุรกิจดูมีเครดิต เพราะในอนาคตถ้าจะขอสินเชื่อเพิ่ม ธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการกู้และการชำระต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา ในปัจจุบันการขอสินเชื่อจากธนาคารก็เป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะการขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันแมทช์ลิ้งค์ ซึ่งเหมาะกับคนทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยื่นเอกสารที่ธนาคาร และคาดว่าในอนาคตที่กำลังจะเตรียมขยายสาขาร้านขนม “นาราหอมหวาน” ร้านขนมไทยโบราณ ก็จะใช้บริการขอสินเชื่อดังกล่าวด้วยเช่นกัน”

ส่วนสาว จุ๋ย-จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เซเลบสาวคนเก่ง เล่าว่า “ธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่ตอนนี้คือ ร้านอาหารชื่อ โซลจูปูดอง และ ปูดองอันยอง เป็นร้านปูดองสไตล์เกาหลีผสมผสานความแซ่บสไตล์อีสาน เปิดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยทั้งสองร้านเกิดจากความที่ตัวเองเป็นคนชอบชิม ชอบรับประทานอาหารแปลกใหม่ตลอดเวลา เลยตัดสินใจชวนเพื่อนๆ มาร่วมลงทุน ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมากนักจึงใช้เงินทุนส่วนตัวของแต่ละคนมาลงขันกัน แต่พอเวลาผ่านไปร้านได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น มีเสียงเรียกร้องให้ขยายสาขาเพิ่มขึ้น เลยคิดว่าคงต้องทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง

ล่าสุดเตรียมวางแผนกับเพื่อนๆ ถึงการขยายสาขาเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า โดยครั้งนี้จะให้เงินลงทุนด้วยการขอสินเชื่อจากธนาคารแทนกำไรที่ได้รับหรือเงินทุนส่วนตัวของแต่ละคน เพราะการใช้เงินทุนจากการกู้แบงก์ นอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจแล้ว หุ้นส่วนทุกคนสามารถนำกำไรที่ได้รับจากการทำธุรกิจไปต่อยอดทำธุรกิจส่วนตัวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ที่สำคัญคือการขอสินเชื่อในปัจจุบัน อย่างการขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันแมทช์ลิ้งค์ เป็นเรื่องที่ง่ายตอบโจทย์คนทำธุรกิจในยุคดิจิทัล ไม่ต้องเสียเวลาปริ้นท์และจัดเตรียมเอกสารให้ยุ่งยาก เพียงแค่โหลดแอปฯ กรอกรายละเอียด อัพโหลดเอกสาร เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย รอแบงก์อนุมัติได้เลย”

สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเสียเวลาต่อคิวกับการขอสินเชื่อที่ธนาคาร สามารถขอสินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านแอปพลิเคชันแมทช์ลิ้งค์ สามารถสมัครได้ที่แอปพลิเคชัน MatchLink ทั้งในระบบ iOS และ Android หรือที่เว็บไซต์ http://www.matchlink.asia

เมื่อคนผอมอยากมีกล้าม ต้องผ่านด่านอะไรบ้าง

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591773

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

เมื่อคนผอมอยากมีกล้าม ต้องผ่านด่านอะไรบ้าง

ระหว่างคนผอมกับคนอ้วนใครมีโอกาสเพิ่มกล้ามได้เร็วกว่ากัน คำตอบคือ “คนอ้วน” มีโอกาสเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่า ดังนั้น คนผอมที่ฝันอยากมีกล้ามจึงต้องผ่านอะไรหลายอย่าง

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะภายใต้ชั้นไขมันของคนอ้วนส่วนใหญ่ก็จะมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนผอม เพื่อให้มีแรงมากพอที่จะขยับร่างกายที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ เมื่อออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อก็จะได้ผลเร็วมากกว่าเพียงแค่ต้องลดอาหารประเภทไขมัน ให้กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายในปรากฏออกมาให้เด่นชัดนั่นเอง

ในขณะที่คนผอมนั้นจะมีมวลกล้ามเนื้อค่อนข้างน้อย แต่มีดีตรงที่ระบบเผาผลาญพลังงานนั้นสูงกว่าคนอ้วนง่าย ไม่ต้องเหนื่อยกับการคาร์ดิโอมากเหมือนคนน้ำหนักเกิน แนวทางการเล่นกล้ามของคนผอมและอ้วนจึงแตกต่างกัน เมื่อโฟกัสเฉพาะการเล่นกล้ามของคนผอมโดยเฉพาะพวกเขาต้องฝ่าด่านอะไรบ้าง มาดูกัน

กินให้บ่อยและมากกว่าปกติ

การรับประทานอาหารของคนเล่นกล้ามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ คนผอมหากต้องการให้ร่างกายขยายและเต็มไปด้วยมัดกล้ามมากขึ้นก็ต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าปกติ แต่ส่วนมากแล้วที่ทำไม่สำเร็จก็เพราะร่างกายมีกระเพาะที่เล็ก รับประทานมากแล้วรู้สึกแน่นจุก

หากรับประทานมากไม่ได้ก็ควรปรับให้รับประทานบ่อยขึ้น มีช่วงมื้อว่างระหว่างวัน เน้นรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนสูงเพื่อนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ รับประทานของหวานหรืออาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักสร้างกล้ามเนื้อไม่สามารถทำได้เลย

เมื่อร่างกายเรามีสารอาหารและพลังงานมากพอก็จะไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งไม่ดึงไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อมาใช้เมื่อพลังงานขาดแคลน ทำให้คุณสามารถออกกำลังกายแล้วกล้ามขึ้นได้เร็ว

เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

เป็นปกติของการเล่นกล้ามที่ต้องเพิ่มน้ำหนักดัมบ์เบลขึ้นไปเรื่อยๆ สูตรแรกเล่นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นสัปดาห์แรก ใช้ดัมบ์เบลน้ำหนัก 5 กก. สัปดาห์ต่อมาขยับขึ้นไปเป็น 6-7 กก. และค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้น

สูตรต่อมาเล่นแบบนักกีฬาเพาะกายที่เล่นเพิ่มขึ้นไปตามเซต เช่น เซตแรกยก 5 กก. เซตต่อมาเพิ่มเป็น 7 กก. และเพิ่มขึ้นเป็น 12-15 ในเซตต่อๆ ไป จนกว่าจะรู้สึกปวดกล้ามเนื้อจนยกไม่ขึ้นถึงจะพอใจ จากนั้นพักการเล่นกล้ามเนื้อในส่วนนั้นประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว

วิธีที่สองออกแนวโหดไปสักนิด แต่เป็นวิธีที่สร้างกล้ามเนื้อได้เร็ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนมากพอที่จะซ่อมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และสร้างเพิ่มเพื่อรองรับการออกกำลังกายครั้งต่อไป

ยกให้ช้า อย่ารีบ

ถ้าคุณต้องการขยายร่างให้ดูสมบูรณ์ ไม่ผอมเกร็ง ก็ไม่ควรเร่งยกดัมบ์เบลหรือยกน้ำหนักให้ครบเซตไปวันๆ ควรใส่ใจกับการหายใจเข้าออกและยกอย่างช้าๆ ให้กล้ามเนื้อทุกมัดได้ออกแรงได้คราวเดียวทั้งตอนยกขึ้นและลง

ส่วนมากแล้วเราจะใส่ใจในการยกขึ้น แต่ตอนลงนั้นยังสามารถออกแรงประคองเพื่อใช้แรงกล้ามเนื้อในส่วนอื่นได้อีกด้วย คราวต่อไปยกให้ช้า ใช้แรงทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่เสียเวลา และยังได้กล้ามเนื้อมัดเล็กเพิ่มอีกด้วย

วัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์

เริ่มต้นการเล่นกล้ามสำหรับคนผอมให้วัดขนาดรอบแขน ขา หน้าอก เอว ไหล่ สะโพก ต้นขา จดอย่างละเอียด แล้ววัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยจะเป็นกำลังใจให้คุณพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ โดยปกติแล้วคนผอมที่เล่นกล้ามจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี กว่าจะได้มัดกล้ามสวยอย่างที่ต้องการ

ดังนั้น หากเล่นกล้ามมาหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นผลก็ไม่ต้องท้อใจ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่คุณจะรู้สึกได้แม้กล้ามจะยังไม่ขึ้นอย่างที่ต้องการก็คือ ร่างกายแข็งเรงขึ้น คล่องตัวขึ้น ยกของหนักๆ ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เล่นต่อไปเรื่อยๆ สักวันหุ่นเท่ๆ จะเป็นของคุณเอง

ภาพ freepik

รู้หรือไม่! EQ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่แพ้กับ IQ

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591761

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

รู้หรือไม่! EQ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่แพ้กับ IQ

ทักษะในการบริหารอารมณ์ หรือ Emotional Quotient (EQ) คุณสมบัติที่คนทำงานขาดไม่ได้ ตัวช่วยที่จะทำให้คุณรับมือกับปัญหาพร้อมเผชิญหน้ากับการทำงานได้ดีขึ้น

การบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างฉลาด มีสติ และรู้เท่าทัน ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณรับมือกับการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความสุขและความสำเร็จในชีวิต แม้เราจะไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ก็คือจิตใจของตัวเราเอง ทักษะในการบริหารอารมณ์หรืออีคิวนี้ ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานทุกคนต้องมี คุณล่ะ!

เรียนรู้เรื่องอีคิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

1.เปิดใจให้กว้างมากขึ้น

เพื่อจะได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในการใช้แก้ปัญหาต่างๆ บอกตัวเองว่าทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง ทางออกมีมากมาย เผื่อใจไว้ด้วยการเปิดรับข้อมูลความรู้จากแหล่งต่างๆ เสมอ นอกจากนี้ก็ต้อง “รู้” ปัญหา หมายถึงรู้ว่าอะไรคือปัญหา ระบุให้ชัดเจนว่าปัญหาของคุณคืออะไรกันแน่ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในเวลานั้นคืออะไร

2.มีความยืดหยุ่น

ฝึกตัวเองให้เป็นคนยืดหยุ่น ผ่อนปรนหรือปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยแนวทางใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ถามตัวเองว่า คุณมีความสามารถในการแก้ปัญหาตรงหน้าได้กี่วิธี หรือจะทำอย่างไรถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

3.มองโลกแง่ดี

ให้คิดเสมอว่าปัญหาคือความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ท้าทายความสามารถของเราอีกสเต็ป นี่คือเรื่องดีไม่ใช่เรื่องแย่

4.หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็จะได้เห็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

5.ความหาสาเหตุและเรียนรู้

ศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยให้พิจารณาทั้งในส่วนของความรู้สึกและข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน วิธีนี้ดีกว่าที่จะมุ่งไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้งไม่หยุดศึกษาหาความรู้ คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหา คนที่คุณเรียนรู้จากเขานั้น คนๆ นั้นอาจเป็นหัวหน้าของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณหรือเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็กๆ แต่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีภายใต้สถานการณ์หรือเงื่อนไขบางอย่าง คำแนะนำก็คือคุณเรียนรู้ได้จากทุกคน

6.ทำงานเป็นทีม

ปัญหาบางอย่างแก้คนเดียวไม่ได้ อาจต้องฟอร์มทีมขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบ วางจุดมุ่งหมายของทีมให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน อาจทดลองนำวิธีการที่คิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นไปทำการวิเคราะห์ว่า สามารถเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้อาจมีทีมงานร่วมคิดวิเคราะห์ด้วย อาจจะมีการพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ดีขึ้น ตรงจุดนี้จะดีตรงที่ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหารับรู้ก่อนว่า จะมีการจัดการกับปัญหาเช่นไร จะได้มีการเตรียมตัวหรือรองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังทำให้การเตรียมการในการแก้ปัญหามีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

7.สร้างระบบของตัวเอง

สิ่งที่เข้ามากระทบในแง่ลบ บริหารจัดการให้กลายเป็นแง่บวก ฝึกตัวเองอย่างจริงจังแล้วคุณจะพบว่า มันไม่ยากเลย ในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถ เหตุผล สัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึกร่วมกันในการเสาะแสวงหาวิธีการที่จะแก้ปัญหานั้นๆ ว่า มีวิธีการใดบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาบางปัญหานั้น อาจมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถจัดการปัญหานั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมรวดเร็วที่สุด

8.ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก

ใส่อารมณ์ขันและความรู้สึกสนุกสนานลงไปในการทำงานของคุณด้วย รวมทั้งปัญหาบนโต๊ะทำงานบางปัญหาก็ต้องการอารมณ์ขันของคุณด้วย ใช้วิธีคิดว่าคุณกำลังเล่นเกมที่ปัญหาต่างๆ จะทำให้คุณได้แต้มจากการเข้าไปคลี่คลายหรือใกล้จะคลี่คลายได้ เชื่อสิว่าคุณจะเป็นฝ่ายชนะในเกมเสมอ

9.ถอยหลัง 1 ก้าว

หากคุณรู้สึกว่าในตอนนี้อ่อนล้ากับปัญหาที่รุมเร้าจากการทำงาน และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ในขณะนี้ ก็ไม่ผิดกติกาที่จะถอนตัวเองออกมาสักพักหนึ่ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง คุณสามารถหากิจกรรมที่ช่วยให้ได้ผ่อนคลายความเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หลายคนมีเพลงที่ช่วยได้ หลายคนใช้วิธีปิดลิ้นชักการงาน แล้วเปิดลิ้นชักสันทนาการ สับสวิตช์เพื่อเอาตัวเองออกจากสถานการณ์สักระยะหนึ่ง บางครั้งแค่เราถอยหลัง 1 ก้าว อาจทำให้เราเห็นภาพมุมกว้างมากขึ้น

10.ประเมินผล

ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผล ประสิทธิภาพจากการทำงานวัดจากการแก้ปัญหา ประเมินผลจากวิธีการแก้ปัญหาที่นำไปใช้นั้น ได้ผลดีมากน้อยเพียงไร อย่าลืมเรียนรู้และสรุปบทเรียนทุกครั้ง

ภาพ freepik

ปวดบ่า ปวดไหล่ ทำไมเป็นๆ หายๆ แล้วจะรักษาอย่างไร

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591592

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ปวดบ่า ปวดไหล่ ทำไมเป็นๆ หายๆ แล้วจะรักษาอย่างไร

อาการปวดบ่า ปวดไหล่ เป็นอาการหนึ่งใน “กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม” ที่แทบทุกคนที่มีอายุมากขึ้นต้องได้สัมผัสมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นว่าปวดเรื้อรังขนาดไหน ซึ่งพบมากในกลุ่มคนทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ และคนที่มีท่าทางการเดิน ยืน นอน นั่ง ที่ไม่ถูกต้อง

สาเหตุของอาการปวดบ่า ปวดไหล่

  1. การเกร็งของกล้ามเนื้อ มักเกิดกับคนที่ต้องทำงานนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือกับคนที่ต้องขับรถระยะทางไกลบ่อยๆ ต้องยกแขนจับพวงมาลัยเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อช่วงบ่าจะเกิดการเกร็ง ถ้าเกร็งนานๆบ่อยๆ กล้ามเนื้อจะไม่คลาย และทำให้เกิดการปวด ตึง เมื่อย ถ้ากล้ามเนื้อเกร็งมากๆ จนตึงขึ้นไปถึงขมับอาจทำให้ปวดหัว และสามารถตึงลามไปถึงสะบักได้
  2. สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะหรือเก้าอี้ไม่เหมาะสมกับการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน
  3. การใช้งานกล้ามเนื้อที่ผิดวิธี เช่น การเล่นกีฬาหนักๆ เช่นกีฬาฟุตบอล กีฬารักบี้ เป็นต้น
  4. มีสภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น เครียดจากงาน การอดอาหาร พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียดไม่ผ่อนคลาย

การรักษาอาการปวดบ่า ปวดไหล่เบื้องต้น

คนที่มีอาการ ปวดบ่า ปวดไหล่ เรื้อรัง อาจจะต้องไปให้หมอทำการวินิจฉัยรักษาให้รู้แน่ชัดว่าเป็นอาการจากการนั่งทำงาน อาการออฟฟิศซินโดรม หรือมีปัญหาจากกระดูกต้นคอเสื่อม หมอนรองกระดูกผิดปกติกันแน่เพราะหากมีปัญหาที่หมอนรองกระดูก จำเป็นต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายดี

โดยหากเป็นในช่วงเริ่มต้นหรืออาการไม่มาก หมออาจจะให้ยาเพื่อรักษา แต่บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่มีอาการปวดไหล่ และ ปวดบ่าเรื้อรังมานาน แต่ไม่ไปรักษา เพราะคิดว่าอาการที่ตัวเองเป็นนั้นไม่รุนแรง ซึ่งกว่าจะมาถึงมือหมออาการก็เป็นหนักมากแล้ว ดังนั้นถ้ามีอาการปวดไหล่ ปวดบ่าเรื้อรังไม่หายสักที ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาจะดีกว่า

ภาพ freepik

5 ปัญหาช่องปากที่พบมากในคนทำงาน

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591589

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

5 ปัญหาช่องปากที่พบมากในคนทำงาน

คนทำงานต้องการความมั่นใจเพื่อความสำเร็จ แต่ถ้าเรามีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเหลือง ฟันแตก ย่อมทำให้ขาดความมั่นใจและทำให้เสียบุคลิกภาพ

และต่อไปนี้เป็น 5 ปัญหาสุขภาพในช่องปากที่พบมากในคนทำงาน มาสำรวจตัวเองดูว่าเรากำลังประสบปัญหาอยู่หรือเปล่า จะได้ดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพฟันต่างๆ ไปพร้อมกัน

กลิ่นปาก

เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะมีสาเหตุมาจากในช่องปากอย่างเดียวหรือมาจากอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้เช่นกัน ถ้าแก้ไขสาเหตุจากในช่องปากเรียบร้อยแล้วยังมีกลิ่นปากอยู่อีก ก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ใน 2 ระบบข้างต้นด้วย สำหรับกลิ่นปากที่มีสาเหตุจากการในช่องปาก เกิดได้จากฟันผุ ฟันคุด และเหงือกอักเสบ ควรแก้ไขโดยการกำจัดสาเหตุดังกล่าว และป้องกันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช้า เย็นและหลังอาหารทุกมื้อ

ฟันเหลือง

สาเหตุหลักเกิดไลฟ์สไตล์คนทำงานที่สูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ จนเกิดคราบที่เหงือกและฟัน สามารถป้องกันได้ด้วยการลดการสูบบุหรี่และดี่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ร่วมกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆ หลังสูบบุหรี่ กรณีที่เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ควรดื่มน้ำเปล่าตามเพื่อลดความหวานในช่องปาก และรออย่างน้อย 30 นาทีค่อยแปรงฟัน กรณีที่มีคราบสีติดแน่นควรพบทันตแพทย์เพื่อขัดฟันทำความสะอาดขจัดคราบสีเหล่านี้ให้ออกไปซึ่งได้ผลมากกว่าการแปรงฟัน

ฟันผุ

มักเกิดจากการละเลยการแปรงฟันและแปรงฟันไม่ทั่วถึงทุกบริเวณ รวมทั้งไม่ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดฟันผุตามร่องฟันบนด้านบดเคี้ยวและตามซอกฟันได้ง่าย ควรแก้ไขด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหาร ผลไม้ หรือขนมขบเคี้ยวที่มีรสหวานจัด เปรี้ยวจัด เหนียวติดฟัน น้ำอัดลม โซดา รวมทั้งอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วถูกย่อยในช่องปากจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดได้อย่างรวดเร็ว มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงไม่ควรแปรงฟันทันทีในขณะที่ช่องปากยังมีความเป็นกรดสูงเพราะจะไปขัดสีเอาเคลือบฟันที่อ่อนนุ่มลงจากกรดในอาหารหลุดลอกออกไปได้ ควรรออย่างน้อย 30 นาทีเพื่อให้สภาพช่องปากกลับมาสู่สภาวะปกติก่อน

คราบหินปูนและเหงือกอักเสบ

การดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอทำให้เกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ตามบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน เมื่อแปรงฟันไม่ทั่วถึงก็จะเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้น เมื่อนานไปจะกลายเป็นคราบหินปูน ภายในคราบจุลินทรีย์และหินปูนนั้นจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ เมื่อแบคทีเรียได้รับอาหารจากที่เรารับประทานเข้าไปก็จะสร้างกรดขึ้นมารอบๆ บริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบๆ สามารถรักษาได้ด้วยการขูดหินปูน เกลารากฟัน หรือผ่าตัดสร้างเนื้อเยื่อปริทันต์ขึ้นมาใหม่

ฟันแตกหัก

เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น การใช้ฟันผิดประเภท ใช้ฟันกัดแทะอาหารที่แข็งเกินไปบ่อยๆ และต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การบดเคี้ยวฟันขณะเครียดหรือเวลานอน ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอุบัติเหตุที่บริเวณใบหน้าและขากรรไกร ควรเดิน วิ่ง เล่นอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร หากเกิดการแตกหักหรือบิ่นของฟันแล้ว ทันตแพทย์สามารถบูรณะฟันนั้นให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติได้

 

สำหรับปี 2562 สำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบบริหารจัดการเบิกจ่ายค่ารักษาทันตกรรมโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ซึ่งค่าบริการทางการแพทย์จะจ่ายเท่าที่จ่ายจริงปีละไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี ในกรณีที่เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลที่ทำข้อตกลงไว้ ผู้ประกันตนสามารถสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุไว้ด้านหน้าของสถานพยาบาลว่า “ไม่ต้องสำรองจ่าย” แต่ถ้าหากผู้ประกันตนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่ายก็ต้องนำหลักฐานทั้ง ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรกของผู้ประกันตนมายื่นรับเงินที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ กรณีถอนฟัน, อุดฟัน, ขูดหินปูน, ผ่าฟันคุด ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 900 บาท/ครั้ง/ปี

ภาพ  freepik

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588877

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

วันอาทิตย์เย็นๆ เป็นสีจางๆ ไม่เหมือนเย็นวันศุกร์  เพราะพรุ่งนี้คือเช้าวันจันทร์!! หลายคนจะมีอารมณ์เหมือนต้องขุดตัวเองจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คล้ายในวัยเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้เรานอนหลับไปพร้อมกับทัศนคติที่เป็นลบกับชีวิต ความรู้สึกแรกเมื่อตื่นจึงมีแต่เบื่อกับเบื่อ

ลองมาดูกลวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุขกันเถอะ

1.นอนเร็ว

ค่ำวันอาทิตย์ควรนอนระหว่าง 2-4 ทุ่ม ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล สมองได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะเฟรชเป็นที่สุด ตั้งปลุกเร็วหน่อยเพื่อให้มีเวลาแต่งตัวสวย ได้กินอาหารเช้าชาร์จพลังให้สมอง เดินทางก่อนเวลารถติด พอถึงที่ทำงานจะได้เริ่มงานก่อนใครพร้อมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

2.ฝึกทักษะในการทำงานและศึกษาเพิ่มเติม

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หัดเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศบ้าง เปิดดิกชันนารีบ่อยๆ อย่าอาศัยแต่กูเกิลแปลอย่างเดียว เมื่อความรู้มากขึ้นจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง สามารถนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้ ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจและเกิดความกระตือรือร้นในงานมากขึ้น

3.แสนดีกับเพื่อนทุกระดับประทับใจ

ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เว้นแม้แต่พี่แม่บ้าน เพราะพี่ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มักเข้าหาคนที่ถ่อมตน เข้าถึงง่าย ทีนี้เวลามีอะไรในบริษัทเราก็จะได้รู้จากพี่เขานี่แหละเพราะเธอเข้าถึงทุกคน การแสนดี ยิ้มแย้มกับทุกคนทำให้เรามีความสุขเมื่อไปทำงาน เพราะรู้สึกว่า “ใครๆ ก็รักเรา” อีกทั้งเมื่อเราได้ให้และทำดีกับคนอื่นๆ ก็จะเกิดพลังกลับมา ทีนี้การไปทำงานในแต่ละวันก็จะกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนสุข แม้งานจะหนักหนา แต่รอยยิ้มรอบข้างก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไง

4.เลิกงกวันหยุด

งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ลองคิดดูว่าเราให้เวลากับงานวันละกี่ชั่วโมง คงต้องนับกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนกลับถึงบ้านเลยใช่ไหม ลองขยันทำงานให้เสร็จ รับผิดชอบในหน้าที่และจัดเวลาให้เป็น แล้วเราจะมีเวลาเหลือพอสำหรับการลาพักผ่อนเติมพลังงานชีวิต รวมถึงพลังกายให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน

5.ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร

ทราบหรือไม่ว่า การยึดมั่นในความซื่อสัตย์คือการสร้างพลังชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อมนุษย์เรามีอุดมการณ์จะทำให้เกิดความมั่นคงในการก้าวไปอย่างถูกทาง นั่นคือพลังที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ทำในด้านที่ถูกต้องเสมอ

6.อย่าหมักหมมงาน

ความขี้เกียจคืออุปสรรคต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทางที่ดีคือการทยอยทำไปเรื่อยๆ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเพียงแค่วันเดียว จะทำให้วันต่อมามีงานเพิ่มขึ้นจนโอเว่อร์โหลด เกิดเป็นความเหนื่อยและเบื่อตามมา

7.ดูแลสุขภาพเสมอ

สุขภาพที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถ้าเป็นอะไรเพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้จนอาการแย่ หรือต้องลางานยาว แล้วกลับมาพบกับงานกองโตให้ต้องเครียดกันอีก

8.ดูแลชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วยทัศนคติที่ดี

สร้างทัศนคติด้านบวกแก่ชีวิตตามวิธีที่ตัวเองถนัดเพื่อพิชิตทุกปัญหา ทั้งความสัมพันธ์ การเงิน ซึ่งมักกระทบต่อการทำงาน อาจฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ช่วยงานสังคม หรือท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ

9.แต่งตัวสวยและเป็นตัวของตัวเอง

การแต่งกายคือเรื่องของบุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดผู้คนรอบด้านให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเราเองรู้สึกมั่นใจ ชื่นชมในตัวเองและเกิดเป็นพลังที่สร้างความสุขได้ทุกครั้ง

ภาพ : freepik

ฟิตรอฝนแบบคนรักสุขภาพ ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน

Published June 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591569

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

ฟิตรอฝนแบบคนรักสุขภาพ ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน

ฝนตก รถติด ชีวิตเปียกปอน นอนในบ้านไม่ไปไหนปลอดภัยที่สุด…จริงหรือ? แล้วจะเอาอะไรกิน ช่วงอากาศแปรปรวนแบบนี้เรายิ่งต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงไว้ก่อน ด้วย 5 เทคนิคดูแลตัวเองในหน้าฝน คนพร้อม กายพร้อม เปียกแค่ไหนก็ไม่หวั่น

เทคนิคที่ 1 ฟิตร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

“กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ!” หากฝนตกไม่สามารถออกกำลังนอกสถานที่ได้ หรือประหยัดงบประมาณเข้าฟิตเนส แนะนำให้ลองโหลดแอปพลิเคชันสำหรับการออกกำลังกายในบ้านมาใช้ อาทิ แอปพลิเคชัน 7 Minute Workout ออกกำลังภายใน 7 นาที เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนเวลาน้อย จำเป็นต้องใช้เวลาเดินทาง หรือไม่ค่อยมีเวลา ทั้งประหยัดเวลาเดินทาง ประหยัดเงินในกระเป๋า เอ้า…ลุย!!!

เทคนิคที่ 2 ดื่มน้ำเยอะๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำเสี่ยงต่อการถูกเชื้อโรคโจมตี

เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายเสี่ยงต่อการถูกเชื้อโรคโจมตีได้ง่ายๆ วิธีการดูแลตัวเองฉบับเบื้องต้นที่ต้องทำให้ได้เลยก็คือ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ โดยควรดื่มน้ำตามปริมาณน้ำหนัก ตามสูตร “น้ำหนัก x 2.2 x 30 / 2 = ปริมาณน้ำ (มล.) ที่เราต้องดื่มในแต่ละวัน แนะนำจิบทีละหน่อยระหว่างวันและดื่มน้ำอุณหภูมิห้องจะดีกว่าน้ำเย็นเพราะจะช่วยให้ระบบร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไป

เทคนิคที่ 3 ฟิตด้านโภชนาการโดยกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์

คำแนะนำง่ายๆ คือเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดีจากภายใน เช่น รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านหวัด ดื่มนมที่อุดมด้วยโปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงท้องเสียในฤดูฝนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคที่ 4 พร้อมเสมอด้วยการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละหน

เพื่อสำรวจให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมรับทุกสถานการณ์ แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจไขมันในเลือด และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ฯลฯ จะได้ประเมินสมรรถภาพของร่างกายได้ และทราบวิธีการดูแลร่างกายเบื้องต้น ซึ่งคุณหมอจะแนะนำให้เหมาะสมกับตัวเรา รวมทั้งแนะนำการฉีดวัคซีนต่างๆ

เทคนิคที่ 5 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนให้เพียงพอก็เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ หากต้องเจอกับสภาพอากาสที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา โดยปกติทั่วไปแล้ว เราจะต้องนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ซึ่งการนอนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีทั้งในแง่ของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับที่สุดแนะนำให้นอนหลับในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. ส่วนระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนตามช่วงอายุแบ่งได้ดังนี้อายุ 1 ขวบ 13-15 ชม.อายุ 2 ขวบ 12-14 ชม.อายุ 13-20 ปี 8-9 ชม.อายุ 20-65 ปี 7-8 ชม.อายุมากกว่า 65 ปี น้อยกว่า 7 ชม. อาจจะมีการงีบหลับเป็นพักๆ ในระหว่างวัน

ภาพ freepik

%d bloggers like this: