ไลฟ์สไตล์

All posts tagged ไลฟ์สไตล์

‘ห่างก่อน’ ระยะห่างทางสังคม Social Distancing มีไว้ทำไมกัน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/618446

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 18:39 น.

‘ห่างก่อน’ ระยะห่างทางสังคม Social Distancing มีไว้ทำไมกัน?

รู้จักกับ Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม พร้อมสำรวจผลจากงานวิจัยว่าใช้ได้ผลจริงแค่ไหน

Social Distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม คือการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเราเองกับคนอื่นๆ ภายในสังคม รวมถึงการลดการออกไปนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะ การไม่เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และการทำงานอยู่ที่บ้าน

มาตรการ Social Distancing ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเพราะสถานการณ์โคโรนาไวรัส แต่ก่อนหน้านี้เคยถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์การระบาดทั่วโลกในหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ในระหว่างปี 1918-1920 ซึ่งครั้งนั้นมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50-100 ล้านคนทั่วโลก และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดจากประเทศเม็กซิโกไปยังทั่วโลก ซึ่งการทำ Social Distancing นั้นได้พิสูจน์ว่ามาตรการป้องกันการระบาดแบบเว้นระยะห่างนั้นมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยทุเลาระดับความรุนแรงของการระบาดได้จริง

นอกจากนี้ การทำ Social Distancing จะช่วยลดอัตรการแพร่ระบาดของไวรัสจากคนสู่คน ตามที่ Gerardo Chowell ประธานสาขาวิทยศาสตร์สุขภาพประชากร (Population Health Sciences) จาก Georgia State University ได้เผยว่า ทุกๆ การลดจำนวนการติดต่อระหว่างคนต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครือญาติ เพื่อน เพื่อร่วมงาน หรือที่โรงเรียนนั้นจะช่วยลดการแพร่เชื้อไวรัสในสังคมเป็นอย่างมาก

จากงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ โดยนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก NIH-funded researchers ได้พยายามค้นหาคำตอบว่า ทำไมการเว้นระยะห่างทางสังคมถึงกลายเป็นความหวังที่จะชะลอการแพร่ระบาดไวรัสตัวนี้ได้

นักวิจัยได้ไปศึกษาจากเอกสารย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 และทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการแพร่กระจายของ โคโรนาไวรัสในประเทศจีน พบว่าผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโคโรนาทุกกรณีของจีน มีแนวโน้มว่าจะมีอีก 5-10 คน ที่ไม่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อ

สรุปง่ายๆ ว่ามีผู้ที่ติดเชื้อ แต่ตรวจไม่พบก็มากเช่นกัน แต่หลังจากจีน ‘จำกัด’ การเดินทาง และให้มีระยะห่างทางสังคม การแพร่กระจายของ COVID-19 ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

จนถึงวันนี้ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” จึงถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะสามารถชะลอการแพร่กระจายของไวรัสนี้อย่างเงียบๆ ซึ่งใช้ได้ผลดีและลดการแพร่ระบาดได้ในประเทศจีน และกำลังใช้ได้ผลกับประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง ลิซ่า มาลากริส ( Lisa Maragakis) ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการป้องกันการติดเชื้อระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การอยู่ห่างกันอย่างน้อย 6 ฟุต จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ COVID-19 ได้ social distancing ยังรวมไปถึงการทำงานจากที่บ้านแทนที่ทำงานที่สำนักงาน ปิดโรงเรียน หรือเปลี่ยนเป็นห้องเรียนออนไลน์ พบปะคนที่คุณรักด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนที่จะมาด้วยตนเอง การยกเลิกหรือเลื่อนการประชุมและการประชุมขนาดใหญ่”

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศจึงได้ออกมาตรการ Social Distancing ที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอิตาลี ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางรัฐบาลอิตาลีได้ออกมาตรการ Social Distancing ที่เข้มข้นขึ้น เช่น การห้ามไม่ให้ประชาชนกว่า 60 ล้านคนออกจากบ้าน การเดินทางนั้นสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากตำรวจ รวมถึงโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ โรงหนัง และร้านค้าต่างๆ ที่ถูกปิดลง ยกเว้นร้านขายของชำและร้านขายยาที่ทางรัฐบาลอนุญาตให้เปิดได้ นอกจากอิตาลี หลายประเทศก็ได้ออกมาตรการคล้ายๆ กัน โดยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการระบาดและการตัดสินใจของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ

ในส่วนของประเทศไทย พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออก ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เพื่อลดการระบาดของเชื้อไวรัสแล้วเช่นกัน

5 ข้อแนะนำในการทำ Social Distancing

1.ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การเว้นระยะห่างระหว่างตัวเรากับคนที่มีอาการไอหรือจามนั้น ควรรักษาความห่างอยู่ที่อย่างน้อย 1 เมตร เพราะไวรัสนั้นสามารถติดต่อได้ผ่านละอองขนาดเล็กที่มาจากการไอหรือจามได้ ซึ่งถ้าหากอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปเราก็อาจจะสูดเอาไวรัสเข้าร่างกายได้

2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เพราะอาจเป็นการนำเชื้อมาสู่ตัวเอง หรือในขณะเดียวกันก็เป็นการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

3.หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน หรือการใช้ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากไวรัส COVID-19 นั้นสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสและละอองขนาดเล็ก การที่เราออกไปนอกบ้าน ใช้ขนส่งสาธารณะที่มีความหนาแน่น และในบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ราวจับ เช่น รถเมล์ หรือรถไฟฟ้า เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครนั้นมีเชื้อไวรัสอยู่บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นพาหะ (มีเชื้อแต่ไม่มีอาการ) ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวเองในขณะนี้

4.การ Work From Home หรือการทำงานที่บ้านก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานที่บริษัทนั้นอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่พนักงานบางกลุ่มนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะที่มีความแออัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ ซึ่งเป็นที่ที่มีโอกาสสูงในการติดเชื้อ ดังนั้น การให้พนักงาน Work From Home ก็เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อทั้งภายในบริษัทและนอกบริษัทเช่นกัน

5.การเรียนการสอนผ่านทางช่องทางออนไลน์ อีกช่องทางหนึ่งที่มหาลัยหรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้เพื่อป้องกันการระบาดภายในมหาลัยและห้องเรียน ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มต่างๆ มารองรับการเรียนแบบระยะไกล

ถึงแม้ว่าการ Social Distancing จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่เราก็ขอแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาด การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์หรือสบู่อยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัย เพราะเราต้องรอด และผ่านเรื่องราวร้ายๆ นี้ไปด้วยกัน

ภาพ AFP

COVID-19 กับเรื่องต้องรู้ : การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/618211

วันที่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 06:20 น.

COVID-19 กับเรื่องต้องรู้ : การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine)

เรื่องต้องรู้ระหว่างการกักกัน หรือคุมไว้สังเกตในที่พักอาศัย กรณีใดเข้าข่ายเฝ้าระวัง? ทำไมต้อง 14 วัน? ระหว่างนี้ควรทำอะไร ห้ามทำอะไรบ้าง? คนที่อาศัยในบ้านเดียวกันต้องทำอย่างไร?

การกักกันคืออะไร?

การกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) เป็นการจำกัดกิจกรรมของบุคคลที่มีสุขภาพดี เนื่องจากสัมผัส (Expose) กับผู้ป่วยโรคติดเชื้อระหว่างช่วงที่แพร่เชื้อ (Period of communicability) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อถ้าบุคคลที่มีสุขภาพดีติดเชื้อ

ทำไมต้อง 14 วัน?

ระยะเวลาเฝ้าสังเกตอาการจะไม่นานเกินกว่าระยะฟักตัวที่ยาวที่สุดของเชื้อก่อโรค ซึ่งในกรณีของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีระยะฟักตัวของโรคนาน 2-14 วัน ดังนั้น จึงแยกตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน

วัตถุประสงค์ของการกักตัวคืออะไร?

สำหรับวัตถุประสงค์ของการกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย (Quarantine) ก็เพื่อใช้สำหรับให้การดูแลและควบคุมผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือผู้เดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในข่ายต้องกักกันเพื่อสังเกตการเริ่มป่วย หรือหากพบการป่วยก็ต้องแยกกัก (isolation) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

ใครบ้างที่ควรกักตัว? 

ผู้ที่เข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

1.ผู้ป่วยที่มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็ว หรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก) และมีประวัติในช่วง 14 วัน ก่อนวันเริ่มมีอาการ

  • มีการเดินทางไปหรือมาจากประเทศ หรือ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
  • เป็นผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
  • มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

2.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

3.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์

4.ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

การปฏิบัติตัวระหว่างการกักกัน หรือคุมไว้สังเกตในที่พักอาศัย

1) อยู่ในที่พักอาศัย 14 วันนับจากวันเดินทางถึงประเทศไทย ทำการวัดอุณหภูมิร่างกายตนเองทุกวัน สังเกตอาการไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจลำบาก ครั่นเนื้อตัว และอื่นๆ บันทึกในรายงานที่กำหนดเป็นประจำทุกวัน หากมีอุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาขึ้นไป หรือพบอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบทันที

2) ไม่รับประทานอาหารและใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น

3) ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน ผ้าห่ม แก้วน้ำ

4) ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาที หรือแอลกอฮอล์ 70% ลูบมือจนแห้ง

5) เมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น ต้องสวมหน้ากากอนามัย และอยู่ห่าง จากคนอื่นประมาณ 1-2 เมตรหรือหนึ่งช่วงแขน

6) หลีกเลี่ยงการพูดคุยใกล้ชิดกับคนอื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง

7) การทิ้งหน้ากากอนามัยให้ทิ้งใส่ถุงพลาสติก ปิดถุงให้สนิท ก่อนทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด จากนั้นท้าความสะอาดมือด้วย น้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ 70% ทันที

8) เมื่อไอ จาม ให้ใช้ทิชชูปิดปาก ปิดจมูกถึงคางทุกครั้ง ทิ้งทิชชูใส่ถุงพลาสติก ปิดถุงให้สนิทก่อนทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด จากนั้นท้าความสะอาดมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ 70% ทันทีหากไม่มีทิชชูใช้ต้นแขนด้านใน

9) ทำความสะอาดบริเวณที่พัก ด้วยน้ำยาฟอกขาว 5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 99 ส่วน) หรือเช็ดพื้นผิวสัมผัสด้วยแอลกอฮอล์ 70%

10) ทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู หรืออื่นๆ ด้วยผงซักฟอกและน้ำธรรมดา หรือซักผ้าด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-90 องศา

การปฏิบัติตัวของผู้อยู่อาศัย และการทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อมของบ้านที่มีผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

1) ผู้อาศัยร่วมบ้านทุกคนล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่นาน 20 วินาทีขึ้นไป หรือแอลกอฮอล์ 70% ลูบมือจนแห้ง

2) หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด และควรนอนแยก กับผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

3) เมื่อต้องอยู่กับผู้ถูกกักกันหรือ คุมไว้สังเกตอาการให้สวม หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และอยู่ห่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตร หรือหนึ่งช่วงแขน

4) ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับ ผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้สังเกต

5) หากต้องรับประทานอาหาร ร่วมกัน ให้แยกชุดอาหาร และนั่งห่างกัน ไม่น้อยกว่า 1 เมตร

6) ทำความสะอาดเสื้อผ้าผ้าปูเตียงผู้ขนหนูหรืออื่นๆด้วยผงซักฟอกและน้ำธรรมดา

7) ทำความสะอาดบริเวณที่พัก ด้วยน้ ายาฟอกขาว 5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ าสะอาด 99 ส่วน) หรืออาจเช็ดพื้นผิวสัมผัส ด้วยแอลกอฮอล์ 70% พร้อมสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ถุงมือ หน้ากาก แว่นตาขนาดใหญ่

8) สังเกตอาการเจ็บป่วยของ ตนเอง 14 วัน หลังสัมผัส ใกล้ชิดผู้ถูกกักกัน หรือคุมไว้ สังเกตครั้งสุดท้าย

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616049

วันที่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 06:10 น.

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

แนวทางปฏิบัติของเจ้าของสถานที่-ผู้ให้บริการต่างๆ หากทุกฝ่ายร่วมใจประเทศไทยต้องปลอดภัยจาก COVID-19

วิธีการจัดการให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการรถสาธารณะไม่ประจำทางให้ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลศาสนสถานปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการค่ายทหารปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการงานอีเวนท์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการขนส่งสาธารณะปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการโรงแรมปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีดูแลคณะทัวร์ปลอดไวรัสโคโรนา

ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทย วิธีจัดการร้านอาหารปลอดไวรัสโคโรนา

สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617988

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 08:20 น.

สำรวจ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ช่วยลดความเสี่ยงปิดมหาวิทยาลัย

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการสู้ศึก COVID-19 ลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ในช่วงที่จะมีการระบาดเรียนออนไลน์แทนระบบปกติ

กระทรวง อว. เสนอ 6 มาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ COVID-19 ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดการเคลื่อนไหวบุคคล ป้องกันการแพร่ระบาด ได้แก่

1.มาตรการการบริหารจัดการดูแลนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

ปรับรูปแบบการเรียนการสอนจากระบบปกติเป็นระบบออนไลน์ปิดมหาวิทยาลัยภายใน 2 สัปดาห์ โดยต้องดำเนินการครบทุกมหาวิทยาลัยให้ใช้การสอนออนไลน์ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยจะต้องเตรียมการด้าน infrastructure เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้งานระบบที่เพิ่มขึ้น และจัดเตรียม platform กลางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ปรับและให้เลื่อนหรือยกเลิกการสอบ การฝึกงาน งดกิจกรรมเพื่อลดการสัมผัสเชื้อ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

2.มาตรการการทำงานสำหรับบุคลากรในสังกัดกระทรวง

บริหารจัดการให้มีการทำงานที่บ้าน (work at home) โดยการสั่งการให้เกิดการทำงานที่บ้าน (work at home) เพื่อลดการเดินทางและลดการสัมผัสเชื้อให้มากที่สุด สำหรับงานที่ต้องมีการปฏิบัติการ ให้ปฏิบัติการด้วยประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือ บริหารจัดการให้มีความเหมาะสมตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ และงดกิจกรรมของทุกหน่วยงานที่ต้องมีคนจำนวนมาก

3.เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

โดยสั่งการให้เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ประสานงานกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิดในประเด็นของขั้นตอนและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม (best practice) ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลไปจนถึงการรักษา แผนการส่งต่อผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วย การลดผู้ป่วย elective การเตรียมหอผู้ป่วย การเตรียม ICU เครื่องช่วยหายใจ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ และห้องแยกพิเศษ พร้อมเตรียมการรองรับกรณีเกิดการระบาดในวงกว้าง เตรียมพื้นที่รองรับเพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เช่น โรงยิม และหอประชุมของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รวมทั้งประสานงานกับ BOI เพื่อปลดล็อคในประเด็นปัญหาการขาดแคลนชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (PPE) และหน้ากากอนามัย พร้อมพิจารณาปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างจากกรมบัญชีกลาง ในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของที่ขาด และหายาก ที่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ตามราคาที่กำหนด

4.จัดทำระบบบริหารความเสี่ยงด้วยนวัตกรรม พร้อมพัฒนาต่อยอดเป็นระบบปฏิบัติการถาวรที่หน่วยงานใน อว. ในการเชื่อมกับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะยาวและเพื่อประโยชน์กับประชาชนในช่วงวิกฤติ ได้แก่

  • การพัฒนาระบบการติดตามและการตรวจสอบ โดยใช้แพลตฟอร์ม DDC-care
  • การใช้ระบบการแพทย์และสุขภาพทางไกล
  • ระบบแสดงตำแหน่งและจัดส่งสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ (Logistics)
  • การบริหารจัดการด้านวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ และการกระจายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น

5.การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับ COVID-19

กระทรวง อว. โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดเตรียมกรอบงบประมาณ 250 ล้านบาท ในการจัดสรรทุนวิจัยใน 4 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ได้แก่ 1) การศึกษาทางพันธุกรรมและทางชีววิทยาของไวรัสเพื่อความเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้อ (Whole genome sequencing) 2) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อความเข้าใจการแพร่กระจายของเชื้อสำหรับการเตรียมรับมือการระบาด และการแพร่ระบาดของไวรัส (Computer simulation and modeling) 3) การพัฒนาวิธีการวินิจฉัย และการผลิตชุดตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ รวดเร็ว และเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ (Laboratory diagnostics) โดยร่วมกับบริษัทสยามไบโอไซน์ ในการผลิตชุดตรวจโควิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจง่ายขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการ โดยจะส่งมอบทั้งหมด 1 ล้านชิ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือน จากปัจจุบันที่มีความต้องการในการใช้เฉลี่ย จำนวน 4,000 ชิ้น/วัน และคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 40% เหลือเพียงประมาณ 1,000 บาท จากเดิมราคาประมาณ 4,000 บาท 4) การวิจัยในด้านอื่นๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

6.การสนับสนุนในด้านอื่นๆ โดยมุ่งเน้นในการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก

อาทิ หน้ากากอนามัยจากแผ่นกรองเส้นใยสมบัติพิเศษต้านเชื้อไวรัสและฝุ่น PM 2.5, หน้ากากผ้าแบบซักได้, หุ่นยนต์ช่วยประเมินผู้ป่วย และแนวทางการใช้ข้อมูลแผนที่กลางของประเทศด้วยระบบ NGIS

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617900

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 11:27 น.

“ทำสิ่งที่ชอบให้เป็นสิ่งที่ใช่” กับ บอส วิศว สุวรรณกูล บอสใหญ่แห่ง “เดลต้า คอร์ปอเรชั่น”

ตอนนี้ในแวดวงของระบบซีเคียวริตี้ของเมืองไทยที่ใครๆ ต่างต้องยกให้คนนี้เป็นเจ้าพ่อแห่งระบบซีเคียวริตี้ หรือ ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิด วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ “บอส วิศว สุวรรณกูล บอสหนุ่มแห่ง “บริษัท เดลต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจนี้ มาจากความชอบส่วนตัวที่ชอบดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน ที่จะมีตัวละครสำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งตัวละครนี้จะเก่งในด้านระบบคอมพิวเตอร์ คอยเจาะระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ เพื่อช่วยพระเอก ถือว่าเป็นมันสมองของทีม ด้วยความที่ชอบดูหนังแนวนี้ จนเอาความชอบ มาทำธุรกิจด้านระบบซีเคียวริตี้วางแผนป้องกันการโจรกรรม

บอสเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำงานนี้ว่า “การทำงานกับระบบซีเคียวริตี้ ทุกอย่างมันคือความท้าทาย และอีกอย่างผมไม่ชอบความพ่ายแพ้ โดยระบบมันเป็นระบบป้องกันการโจรกรรม หรือ อาชญากรรม ต่างๆ อยู่แล้ว โดยผมคิดว่าถ้าเราเป็นผู้ร้าย เราจะทำอย่างไร แล้วนำมาใช้กับงานตัวเอง โดยเอามาวางแผนให้รัดกุมที่สุดครับ”

แม้กระทั่งภาคเอกชนและรัฐบาลยังให้ความไว้วางใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยตามงานสำคัญๆ ต่างๆ เช่น งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ที่จัดขึ้น ณ เมืองทองธานี ล่าสุดซึ่งเป็นงานจิวเวอรี่ระดับโลก ที่ต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา อีกทั้งในส่วนไลฟ์สไตล์ส่วนตัว คุณบอสกล่าวว่า “จริงๆ ผมเป็นคนเข้ากับคนอื่นๆได้ง่าย มีความรับผิดชอบ รักษาคำพูดอะไรที่พูดออกไปแล้วต้องทำให้ได้

โดยปกติถ้าผมมีเวลา ผมจะชอบเดินทางไปเที่ยวที่ไกลๆ โดยส่วนมากชอบขับรถเองมากกว่า เวลาเราอยู่ในรถ มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทำให้มีสมาธิแล้วมักจะมีไอเดียดีๆ ผุดขึ้นมาเวลาผมขับรถเสมอๆ โดยรถที่ผมใช้ประจำ ก็จะเป็น “เมอร์ซิเดสเบนซ์” คันนี้ ด้วยความหรูหรา คล่องตัว และศักยภาพที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอีกด้วย ด้วยการทำสิ่งชอบจนกลายเป็นอาชีพ ที่ทุกคนต่างยกผู้ชายมากความสามารถคนนี้ ให้เป็นให้เป็นผู้นำระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองไทย

https://www.delcorp.co.th

http://www.samsungcctvhd.com

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617794

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 10:05 น.

COVID-19 : องค์กรใหญ่ใช้วิธีการใดในการรับมือ

มาตรการจัดการเรื่องการทำงานที่องค์กรใหญ่ใช้รับมือในวิกฤติ COVID-19

วิกฤติ COVID-19 ที่ยังควบคุมได้ยากในขณะนี้ส่งผลกระทบไปในหลายๆ ส่วนโดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ  เราลองมาดูกันว่าองค์กรระดับโลกจะมีนโยบายหรือสวัสดิการช่วยเหลือคนทำงานในการจัดการปัญหาที่เกิดจาก COVID-19 อย่างไรบ้าง

Microsoft  องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ประกาศว่าจะยังคงจ่ายค่าแรงรายชั่วโมงเพื่อสนับสนุนพนักงาน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ และจะสนับสนุนเรื่องรถรับส่งหรือเทคโนโลยีในสถานที่ทำงานตามความต้องการของพนักงาน ถึงแม้ว่าในตอนนี้บริษัทจะมีความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม วิธีการนี้ทำให้บริษัทใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Facebook, Expedia,Twitter, Google และ Salesforce ออกมาประกาศว่าจะปฏิบัติตามวิธีการของ Microsoft เช่นกันในการจ่ายเงินรายชั่วโมงให้พนักงานที่ทำงานทางไกล

Amazon ให้สัญญาว่าจะบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนช่วยเหลือให้กับบริษัทและธุรกิจขนาดเล็กรอบๆ สำนักงานของ Amazon ในซีแอตเทิลและเบลวิลล์รัฐวอชิงตัน ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับเงินช่วยเหลือธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19

Lyft ธุรกิจบริการเรียกรถ Taxi  จะให้เงินแก่พนักงานขับรถหากได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือหากถูกกักกันโดยหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านการเงินกับพนักงานขับรถเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำงานได้ในขณะที่ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง นอกจากนี้ Lyft ยังร่วมมือกับผลิตภัณฑ์ EO เพื่อจัดหาเจลล้างมือหรือยาฆ่าเชื้อแก่พนักงานขับรถโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Uber มีนโยบายส่งเสริมพนักงานเช่นเดียวกันกับบริษัท Lyft เนื่องจากทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน โดยมีนโยบายสำหรับพนักงานขับรถที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรค COVID-19 หรือผู้ที่ได้รับการกักตัวจากหน่วยงานด้านสาธารณะสุข 14 วันพวกเขาจะได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ

Walmart มีนโยบายลาฉุกเฉินให้กับพนักงานที่เกิดความกลัวและอึดอัดใจในการมาทำงาน โดยอนุญาตุให้อยู่บ้านได้หากหนึ่งในพนักงานของพวกเขาถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 หรือถ้าหากว่าสำนักงานและศูนย์กระจายสินค้าของพวกเขาต้องอยู่ภายใต้การกักกัน พนักงานของพวกเขาจะยังได้รับเงินตอบแทนและสามารถหยุดงานได้สูงสุดสองสัปดาห์ในช่วงเวลานั้น

Postmates ธุรกิจส่งอาหาร พวกเขากล่าวว่าจะสร้างกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเตรียมแพทย์และค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงานขนส่งของพวกเขาหากถูกพบว่าติดเชื้อ COVID-19 และสำหรับร้านที่ทำอาหารให้กับ Postmates ที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับการยกเลิกการหักเปอร์เซ็นจากการสั่งสินค้าด้วย

CVS Pharmacy จะส่งยาตามกำหนดให้กับลูกค้าฟรี เพื่อไม่ให้พวกเขากังวลที่จะต้องออกมารับยา เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอเสี่ยงที่จะติดเชื่อได้ และบริษัท CVS ยังได้ยกเลิกการจำกัด การรับยาก่อนกำหนด เนื่องจากมียาที่จำเป็นในการรักษาโรคเรื้อรัง ที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น ยาความดันโลหิตสูงและโรคหอบหืด

Wells Fargo Foundation มูลนิธิการกุศลประกาศที่จะบริจาคเงินจำนวน 6.25 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนและตอบสนองต่อสถานการณ์ coronavirus ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน โดย 1 ล้านดอล์ลาร์สำหรับช่วยศูนย์บรรเทาและควบคุมโรค และการป้องกันโรคแห่งชาติ 250,000 ดอลลาร์สำหรับคณะแพทย์นานาชาติเพื่อช่วยเหลือการทำงานใน 30 ประเทศ และ Wells Fargo Foundation จะบริจาคเงินสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ช่วยในระดับท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของชุมชน

Sony  ประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะการเดินในช่วงเวลาเร่งด่วน จากที่ปกติบริษัทก็ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้เดือนละ 10 วันอยู่แล้ว ส่วนพนักงานคนไหนที่จำเป็นต้องมาทำงานจริงๆ ก็ให้เข้างานช่วงบ่าย และเลิกงาน 21.00 น. แทน จากเดิมที่เคยเข้างาน 9.30 น. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ระบบขนส่งมวลชนในช่วงเวลาเร่งด่วน

Fujitsu อนุญาตให้พนักงานที่ป่วย หรือตั้งครรภ์ทำงานจากที่บ้านได้ไม่จำกัดจำนวนวัน ส่วน Toshiba ก็ประกาศให้บริษัทในเครืออนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ Takeda Pharmaceuticals บริษัทยาของญี่ปุ่น ให้พนักงานที่มีมากกว่า 4,500 คน ทำงานจากที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นกัน

แกร็บ บริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ประกาศปิดสำนักงานในไทยและสิงคโปร์เป็นเวลา 5 วัน แนะนำให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มี.ค. เพื่อให้บริษัททำความสะอาดและฆ่าเชื้อในสำนักงาน

เครือเจริญโภคภัณฑ์  กรณีพนักงานผู้ซึ่งตนเองหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งพนักงานผู้นั้นทำงานที่บ้านและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่เดินทางกลับ และให้สามารถติดต่อได้ หากลักษณะงานปกติของพนักงานไม่สามารถทำที่บ้านได้ พนักงานยังคงต้องอยู่สังเกตอาการที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน

ธนาคารกรุงเทพ สั่งให้พนักงานทำงานที่บ้าน 14 วัน หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ชั้น 26 อาคารแสงทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ธนาคารได้ให้เพื่อนร่วมงานที่เกี่ยวข้องของพนักงานคนดังกล่าวเข้ารับการตรวจแล้ว และให้ปฏิบัติงานอยู่ที่บ้านตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด เพื่อเฝ้าระวังอาการภายใต้หลักเกณฑ์ 14 วันเช่นกัน ในส่วนของอาคารสถานที่ ธนาคารได้ทำความสะอาดที่ทำงานทั้งชั้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดตามมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเเจงถึง บริษัทคู่ธุรกิจ ซึ่งประกอบธุรกิจตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมว่า มีพนักงานของคู่ธุรกิจจำนวน 1 คน ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทันทีที่ทราบเหตุการณ์ MOC ได้ติดตามตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งไม่พบพนักงานของบริษัทหรือพนักงานคู่ธุรกิจคนอื่นที่แสดงอาการเข้าข่ายการติดเชื้อ COVID-19 เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยง MOC จึงได้ดำเนินการทำความสะอาดฆ่าเชื้อและปิดพื้นที่ของ MOC ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมดังกล่าว รวมทั้งให้พนักงานและคู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวันดังกล่าว หยุดพักเพื่อสังเกตุอาการเป็นเวลา 14 วัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ MOC แต่อย่างใด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกประกาศมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างทำงานที่บ้าน และงดให้บุคคลภายนอกเข้าอาคาร Circle Living Prototype เนื่องด้วย ททท. ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลอาคารชุดว่า พบผู้ติดเชื้อโรค COVID-19 รายที่ 59 จึงประกาศว่า

  • พนักงานและลูกจ้าง ททท. ซึ่งพำนักในอาคารดังกล่าว ให้ปฏิบัติงานที่บ้านพัก เป็นเวลา 14 วัน และปฏิบัติตามคำสั่ง ททท.ที่ 58/2563 อย่างเคร่งครัดฃ
  • สำหรับบุคคลภายนอก ซึ่งพักอาศัยในอาคารดังกล่าว ขอความกรุณางดใช้บริการในอาคาร ททท.เป็นเวลา 14 วัน และขอให้บันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรค

กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดให้ผู้ปฎิบัติงานที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงติดโรคตามประกาศของสำนักงานกสทช. หรือมีเหตุสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ผู้นั้นปฎิบัติงานในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา ให้ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักมอบหมายงาน และกำหนดตัวชี้วัด ผู้พักปฎิบัติงานที่บ้านต้องรายงานการตรวจสุขภาพตามแนวทางของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องออกจากที่พักต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน เป็นต้น  รวมทั้งให้ขยายเวลามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 จากเดิมวันที่ 19 เมษายน 2563 ให้ขยายออกไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617746

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

COVID-19 : คำแนะนำการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

#โควิด19เราต้องรอด แนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

จากกรณี แมทธิว ดีน ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ออกมาเปิดเผยผลการตรวจเชื้อ COVID-19 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 บรรดาผู้ใกล้ชิดและเพื่อนร่วมวงการต่างก็ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์นี้ติดต่อผ่านช่องทางหลักสองทางคือ การสูดลมหายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลาย (Droplet) ที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป กับ อีกทางหนึ่งคือ การสัมผัส (Contact) กับละอองเหล่านั้น

สำหรับวิธีการที่เราเห็นจนคุ้นตาในภาพข่าวคือ การฉีดพ่นสารทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยแนวทางการทําความสะอาดสําหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีคำแนะนำดังนี้

1 สารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อ

เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่บนพื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ เป็นเวลา 1 – 3 วัน พื้นผิวที่อาจสัมผัสปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องได้รับการความสะอาดและฆ่าเชื้อ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่หาได้ง่ายตามท้องตลาด ดังนี้

1.น้ำยาฟอกขาวสามารถใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวได้ โดยผสมในอัตราส่วนดังนี้

  • พื้นผิวทั่วไป ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 99 ส่วน (ความเข้มข้น 0.05% หรือเท่ากับ 500 ppm)
  • พื้นผิวที่มีน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น ห้องสุขา โถส้วม ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 ส่วนในน้ำ 9 ส่วน (ความเข้มข้น 0.5% ) ราดทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที

2.สำหรับพื้นผิวที่เป็นโลหะ สามารถใช้ 70% แอลกอฮอล์ทำความสะอาดได้

3.สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัสดุผ้า ที่อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ควรทำความสะอาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้น้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสและผงซักฟอกในครัวเรือนได้

2 แนวทางการทำความสะอาดสำหรับพื้นที่สัมผัสเชื้อ COVID-19 ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

  1. ควรปิดกั้นบริเวณพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อก่อนดำเนินการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสกับเชื้อ
  2. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม ขณะทำความสะอาดพื้นที่หรือพื้นผิว ที่ปนเปื้อนเชื้อ ระหว่างทำความสะอาด หากถุงมือชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว ให้ถอดถุงมือออก และสวมถุงมือคู่ใหม่ทันที ควรกำจัดและทิ้ง PPE แบบใช้แล้วทิ้งหลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้น ในกรณีที่ใช้แว่นตา Goggles ควรทำการฆ่าเชื้อหลังการใช้แต่ละครั้ง และควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE
  3. เลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีด้ามจับ เพื่อสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวให้น้อยที่สุด
  4. เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อการระบายอากาศ เมื่อใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว
  5. ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้
  6. เช็ดทำความสะอาด บริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยๆ (เช่น ปุ่มกด, ราวจับ, ลูกบิดประตู, ที่วางแขน, พนักพิงที่นั่ง, โต๊ะ, รีโมท, คีย์บอร์ด, สวิตช์ไฟ, ฯลฯ ) เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
  7. ทำความสะอาดห้องน้ำ รวมถึงสุขภัณฑ์ และพื้นผิวในห้องน้ำโดยการราดน้ำยาฟอกขาวทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างทำความสะอาดพื้นอีกครั้งด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามปกติ
  8. เช็ดพื้นผิวทั้งหมดที่อาจปนเปื้อนด้วยน้ำยาฟอกขาว หรือ 70% แอลกอฮอล์ ตามความเหมาะสมของวัสดุ
  9. ซักทำความสะอาด ผ้าม่าน / ผ้าห่ม กรณีที่ซักด้วยน้ำร้อน ใช้ผงซักฟอกในน้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 25 นาที
  10. ทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำจากผ้าและวัสดุดูดซับ เช่น ผ้าถูพื้น ผ้าเช็ด หลังจากทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในแต่ละพื้นที่ โดยสวมถุงมือ และนำอุปกรณ์ทิ้งใส่ถุงขยะติดเชื้อ รัดปากถุงให้มิดชิด
  11. ทำการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดที่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ โดยการแช่ในน้ำยาฟอกขาว
  12. ทำความสะอาดถังถูพื้น โดยแช่ในน้ำยาฟอกขาวหรือล้างในน้ำร้อน
  13. การทำความสะอาดพื้นผิว ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ไม่ควรพ่นด้วยสเปรย์เนื่องจากจะเป็นการสร้างละอองทำให้เสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่ตกอยู่บนพื้นผิวฟุ้งกระจายขึ้นมาได้ ควรหลีกเลี่ยงการสร้างละอองในระหว่างการทำความสะอาด ควรใช้วิธีการเช็ดอย่างต่อเนื่องเมื่อทำความสะอาดพื้นหรือพื้นผิวในแนวนอนแทน
  14. เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ในวันถัดไปเป็นเวลา 1 วัน
  15. ทำการกำจัดขยะติดเชื้ออย่างถูกต้องและเหมาะสม

3 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) สำหรับผู้ที่ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค

  1. ควรสวมถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้ง ชุดกันเปื้อนแขนยาวพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง แว่นตากันลม หรือเครื่องป้องกันใบหน้า และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์
  2. ขณะทำความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัส ดวงตา จมูก และปาก
  3. ควรถอดถุงมือและทิ้งทันที หากชำรุดเสียหายมีรอยรั่ว และสวมถุงมือคู่ใหม่
  4. ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำทันทีหลังจากถอด PPE แต่ละชิ้นออกหลังจากทำความสะอาด

ข้อมูลเพิ่มเติม : แนวทางการทําความสะอาดฆ่าเชื้อในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

ข้อมูลเพิ่มเติม : How to ดูแลบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยจาก COVID-19

ข้อมูลเพิ่มเติม : ล้างมือด้วย สบู่ vs แอลกอฮอล์

ข้อมูลเพิ่มเติม : ‘เงิน’ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค

ข้อมูลเพิ่มเติม : ทุกฝ่ายร่วมใจช่วยประเทศไทยปลอดไวรัสโคโรนา

รวมมิตร 17 ร้านดัง กับสุดยอดเมนูที่น่าสั่งมานั่งกินที่บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/617807

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 13:30 น.

รวมมิตร 17 ร้านดัง กับสุดยอดเมนูที่น่าสั่งมานั่งกินที่บ้าน

เปิดโผ 17 เอ็กซ์คลูซีฟเมนูจากร้านอาหารที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดบนโลกโซเชียล พร้อมรางวัลการันตีจาก LINE MAN AWARDS 2020 พาเหรดจานเด็ดที่สายกินต้องตามเก็บแต้มให้ครบ

เราเชื่อว่ามีสายกิน สายชิมจำนวนมากที่นอกจากเอ็นจอยกับประสบการณ์การหาร้านใหม่ๆ ลองเมนูเด็ดๆ เพื่อลิ้มลองและบอกต่อ แล้วถ้าได้ลองเมนูพิเศษที่ออกมาขายในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วด้วยก็ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ เพราะเป็นเหมือนภารกิจท้าทายที่สายกินต้องพิชิตให้สำเร็จ

Bonchon : สุดยอดร้านขายดี (ประเภทร้านอาหารที่มีสาขา) ที่ไม่ต้องบอกถึงความดังของร้าน แต่เจ้าตัวขออุบเมนูพิเศษให้ชาว LINE MAN ได้ลุ้นกันก่อนจนถึงวันที่ 17 มีนาคมนี้

After You : สุดยอดเมนูขายดี มาครั้งนี้ขอท้าสายขนมหวานด้วย ขนมปังช็อคหน้านิ่ม (ช็อกโกแลต บัน) ด้วยเนื้อขนมปังนุ่มๆพร้อมด้วยช็อคโกแลตเข้มข้น

คั่วกลิ้ง+ผักสด : สุดยอดร้านอาหารไทยขายดี  ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย ที่มีดีมากกว่าแค่เมนูคั่วกลิ้ง ขอส่งเมนู “แกงเหลืองปูยอดมะพร้าวอ่อน ชะอมขุบไข่ทอด” พร้อม “ปลาสลิดทอดขมิ้น”

ครัวอัปษร : อีกหนึ่งสุดยอดร้านอาหารไทยขายดี  ร้านอาหารไทยเก่าแก่การันตีรสชาติด้วยรางวัลระดับโลก ขอนำเสนอให้ได้ลองชิมกันก็คือ “ฉู่ฉี่เนื้อปลากระพง” ที่หอมไปด้วยเครื่องพริกแกง กับเนื้อปลากะพงชิ้นโต

SHINKANZEN SUSHI : สุดยอดร้านอาหารนานาชาติขายดี ร้านซูชิน้องใหม่ กับเมนู “ข้าวหน้าแซลมอนทรีโอ้” อัดแน่นไปด้วยเนื้อปลาชิ้นโต และ “โรลแซลมอนย่างครีมชีส”

ข้าวมันไก่เจ้อ้วน : สุดยอดร้านอาหารจานเดียวขายดี ข้าวมันไก่เจ้าเด็ดย่านเสนานิคม ครั้งนี้อยากขอชวนให้ลองชิม “ข้าวมันไก่ย่างจิ้มแจ่ว” มาพร้อมไก่ย่างหอมๆ พร้อมด้วยน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ

KINZA GYOZA : สุดยอดร้านอาหารจานเดียวขายดี ขอนำเสนอ “เกี๊ยวนิ่ม ซอสงาขาว” ที่มาพร้อมโปรเด็ด ซื้อ 1 แถม 1 เฉพาะสั่งผ่าน LINE MAN เท่านั้น!

Burger King : สุดยอดร้านอาหารจานด่วนขายดี ชนะเลิศด้วยความหอมของเนื้อที่ย่างด้วยเตา ที่มาด้วยเมนูสุดพิเศษ คือ “Cheesy Bacon Chicken”

Chabuton : สุดยอดร้านอาหารเส้นขายดี ราเม็งระดับแชมป์เปี้ยน ที่ขอออกเมนูพิเศษ “ทงคตสึ ชาชูเมน พรีเมี่ยม” เพื่อแฟนสายเส้นของ LINE MAN โดยเฉพาะ

Jones’Salad : สุดยอดร้านอาหารเพื่อสุขภาพขายดี ที่สายเฮลธ์ตี้รู้จักกันเป็นอย่างดี ขอส่ง “ข้าวหน้าแซลมอนคลุกซี้อิ๊วญี่ปุ่น” และ “สลัดแซลมอนเต้าหู้สาหร่าย” เอาใจสายคลีน

ตำ20 : สุดยอดร้านยำ-ตำขายดี ซอยเท้าแซ่บๆมัดใจสายกินกับ “ยำลาว บุกทะเลตำ20”

Dunkin’ : สุดยอดร้านของหวานขายดี หวานกันยาวๆกับ “Jammy Kream”  กับโดนัททรงไม่กลมและไม่มีรู สอดไส้ยั่วๆ ด้วยบัตเตอร์ครีม หอม มัน และแยมสตรอเบอร์รี่

แม่วารี : อีกหนึ่งสุดยอดร้านของหวานขายดี ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังแห่งย่านทองหล่อ ขอเพิ่มประสบการณ์ความอร่อยให้มากขึ้นด้วย “ข้าวเหนียวมะม่วงสีธงชาติ”

โครตยำ : สุดยอดร้านขวัญใจโซเซียล ร้านยำชื่อดังย่านห้วยขวาง สายยำก็ยอมต่อกับรสชาติแซ่บ ๆ ฉลองรางวัลด้วยเมนูพิเศษที่สั่งได้ทาง LINE MAN ที่เดียวเท่านั้น คือ “ยำสามสหาย” การพบกันระหว่างปูม้าสด ปูม้าสุก หมูยอ และไข่แดงเค็ม บอกเลยว่าสายยำห้ามพลาดเด็ดขาด!

การะเกด :  อีกหนึ่งสุดยอดร้านขวัญใจโซเซียล ร้านยำสุดฮิตย่านสุขุมวิท ขอส่งเมนูทอดๆอย่าง “หมูสามชั้นทอด ซอสไข่เค็ม”

นิตยาไก่ย่าง : สุดยอดร้านขายดีในจังหวัดนนทบุรี มาพร้อมเมนูพิเศษ คือ “ปูจ๊ะจ๋า” ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มบ๊วย และน้ำจิ้มสตรอว์เบอร์รี สูตรเฉพาะของที่ร้าน

VT แหนมเนือง : สุดยอดร้านขายดีในจังหวัดสมุทรปราการ ร้านอาหารเวียดนามยอดนิยม ขอส่ง “คอหมูทอดสมุนไพร” เนื้อคอหมูชิ้นโต หมักด้วยเครื่องสมุนไพร กินกับข้าวเหนียวรับรองฟินเวอร์

เช่นเดียวกันกับ LINE MAN ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง ที่ล่าสุดจับมือกับ 17 ร้านอาหารดังที่ได้รับรางวัล LINE MAN AWARDS 2020 รางวัลที่มอบให้แก่ร้านอาหารที่ขายดีและเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียลที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มของ LINE MAN มากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา  มาออก “เอ็กซ์คลูซีฟ เมนู”  เมนูพิเศษที่สั่งได้เฉพาะแอปฯ LINE MAN มาเพื่อเอาใจสายกินและสายชิมที่ชอบความท้าทายในการเก็บแต้มเมนูใหม่ให้ได้ลิ้มลองกันตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มีนาคมนี้เท่านั้น

เห็นอย่างนี้แล้ว พูดได้เลยว่านี่คือภารกิจครั้งใหม่ที่ทั้งสายกินหนักๆ และสายชิมสวยๆ ต้องพิชิตลองให้สำเร็จ สำหรับใครที่อยากกินรวบเอ็กซ์คลูซีฟเมนูพิเศษแบบนี้ ก็สั่งได้ที่  LINE MAN ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคมนี้เท่านั้นนะ

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618442

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 17:20 น.

12 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโควิด-19

ห่วงใยกลุ่มเสี่ยง ใส่ใจผู้สูงอายุ ฟังคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยภายในบ้าน

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากหลายสำนัก ต่างระบุว่าถึงกลุมบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคตรงกัน นั่นก็คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสและมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่าสุขภาพโดยรวมของคนคนนั้นจะแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็ตาม ยิ่งผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งในข้อสังเกตก็คืออาจมาจากระบบภูมิคุ้มกันโรคที่ต่ำลงตามวัย

เมื่อผู้สูงอายุบุพการีในครอบครัวของเราตกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสแบบนี้ เราจะมีวิธีดูแลผู้สูงอายุไม่ให้ติดเชื้อในช่วงนี้ได้อย่างไร ลองปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงวัยในบ้านของทุกคนไปพร้อมกัน ดังนี้

  1. ให้ผู้สูงอายุล้างมือ หรือล้างมือให้ผู้สูงอายุด้วยสบู่นาน 20 วินาที (ชวนร้องเพลง Happy Birthday 2 รอบก่อนล้างน้ำสะอาด) หากไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ สามารถใช้เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ได้
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือกับผู้สูงอายุ และไม่ให้ผู้สูงอายุไปสัมผัสมือ และร่างกายของคนอื่น
  3. ไม่พา หรือปล่อยให้ผู้สูงอายุไปรวมกลุ่ม ร่วมกิจกรรม หรือไปที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันเยอะๆ
  4. ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้สูงอายุสัมผัสบ่อยๆ ทุกวัน (อาจจะวันละมากกว่า 1 ครั้ง)
  5. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้สูงอายุใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เป็นต้น
  6. งดกิจกรรมการเดินทางร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ เช่น ทัวร์เที่ยวต่างประเทศ ขึ้นเรือสำราญ เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนอื่นๆ หรือญาติต่างๆ ที่กำลังป่วย
  8. หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เช่น ไปซื้อของ เลือกไปที่ที่มีคนน้อยกว่า เช่น เลือกไปซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ มากกว่าไปห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนจำนวนมากให้ได้มากที่สุด
  9. หากมีโรคประจำตัวที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ลองสอบถามแพทย์ประจำตัวดูว่ามีความจำเป็นต้องไปหรือไม่ สามารถพูดคุยปรึกษาผ่านวิดีโอคอลได้หรือไม่ หรือแม้กระทั่งการสั่งจ่ายยาออนไลน์โดยส่งยามาให้ที่บ้าน หรือให้ผู้ป่วยรับยาได้เองที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาล รวมถึงสอบถามแพทย์ด้วยว่าสามารถซื้อยามาเก็บตุนไว้โดยไม่ต้องออกไปซื้อยาบ่อยๆ เหมือนเดิมได้หรือไม่
  10. ระมัดระวังในการปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวด้วย แม้ว่าจะปลอดภัย แต่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ คนในครอบครัวยังต้องดูแลเอาใจใส่ พูดคุย หรือใครที่อยู่ห่างไกลจากผู้สูงอายุที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ยังควรโทรหา หรือวิดีโอคอลถามสารทุกข์สุกดิบบ้าง
  11. เตือนให้ผู้สูงอายุอย่าลืมทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำแม้ว่าจะอยู่คนเดียว หรือไม่ได้เจอเพื่อน เช่น หากเคยทำอาหาร รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน หรือทำกายบริหารเบาๆ ก็ควรยังทำอยู่ต่อไป อย่าขาด
  12. หากมีอาการผิดปกติในร่างกาย เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบติดต่อลูกหลานทันที โดยลูกหลานอาจตั้งเบอร์โทรด่วน (เช่น กด 1 ค้าง) แล้วโทรเข้าเบอร์ลูกหลานทันทีเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย

ภาพ : freepik

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/618385

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 07:50 น.

COVID-19 : คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิตโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

คำแนะนำเรื่องสุขภาพจิต และเรื่องทางจิตสังคม ในช่วงการระบาดของ COVID-19 สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุข โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ในเดือนมีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ทำการประกาศว่า COVID-19 (COVID) เป็นโรคระบาดระดับ pandemic ซึ่งทาง WHO และหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมการระบาดของ COVID อยู่ อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดความเครียดในหมู่คนทั่วไป WHO จึงได้ออกคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มประชากรต่างๆ ดังนี้

ประชาชนทั่วไป

1. COVID ส่งผลกระทบต่อผู้คนจากหลายประเทศในหลายพื้นที่โดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือสัญชาติใด ๆ ขอให้ทุกคนช่วยกันเอาใจใส่ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกประเทศ (ไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติหรือสัญชาติ-ผู้แปล) ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID ไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาสมควรได้รับการสนับสนุน ความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาจากเราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกัน

2. ขอความกรุณาอย่าตีตราหรือเรียกคนที่ป่วยเป็นโรคว่าเป็น “ไอ้/อี/นัง COVID”, “ครอบครัว COVID” หรือ “ตัวเชื้อโรค” เพราะพวกเขาเป็นเพียง “คนที่ป่วยด้วย COVID” เท่านั้น ซึ่งหลังจากหายป่วยจาก COVID แล้ว พวกเขาก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถไปทำงาน และอยู่กับครอบครัวรวมถึงคนที่รักได้ สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรสร้างตราบาปให้คนที่ป่วยด้วยโรคนี้

3. ลดการดู การอ่าน หรือการฟังข่าวที่ทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกินไป ควรอ่านข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือข่าวลือ โดยควรทำตามขั้นตอนปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักต่อไป (เช่น ล้างมือบ่อย ๆ ไม่เอามือแตะหน้า ไอจามปิดปาก เว้นระยะห่างจากคนอื่น และสวมหน้ากากอนามัยรวมทั้งกักตัวเมื่อเจ็บป่วย-ผู้แปล) การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคควรค้นตามเวลาที่กำหนดเพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวันเท่านั้น เพราะกระแสข่าวต่าง ๆที่หลั่งไหลมาเร็วตลอดเวลาสามารถทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวกังวลได้ง่าย ๆ การอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานด้านสุขภาพในท้องถิ่นของคุณจะช่วยให้คุณแยกแยะข้อเท็จจริงจากข่าวลือ ซึ่งข้อเท็จจริงจะสามารถช่วยลดความกลัวกังวลได้

4. ปกป้องตนเองและอย่าลืมช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจะเป็นประโยชน์ต่อเขาเช่นเดียวกับเรา ตัวอย่างเช่น ลองเช็คดูสิว่าเพื่อนบ้านหรือคนบางคนในชุมชนของคุณอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษในเรื่องใดหรือเปล่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ คนไร้บ้าน ผู้บกพร่องทางสติปัญญา-ผู้แปล) การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มจะสามารถช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการจัดการกับ COVID ได้

5. หาโอกาสในการพูดถึงเรื่องราวในเชิงบวกของคนที่เคยป่วยเป็น COVID ตัวอย่างเช่น การแชร์เรื่องราวของผู้ที่หายป่วย หรือเรื่องราวของผู้ที่เคยดูแลผู้ป่วยจนหายดีแล้ว

6. ให้เกียรติผู้ดูแลและผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขที่กำลังรักษาผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID เพื่อให้พวกเขาช่วยชีวิตและรักษาคนที่คุณรักให้ปลอดภัย

บุคลากรทางสุขภาพ

7. สำหรับคนทำงานด้านสุขภาพ มันเป็นไปได้มากที่จะรู้สึกถึงความกดดันในช่วงเวลานี้ จัดเป็นความรู้สึกที่ปกติในสถานการณ์ปัจจุบัน ความเครียดและความรู้สึกที่ไม่สบายใจที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอหรือจะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ การจัดการกับความเครียดและดูแลสุขภาพจิตของคุณในช่วงเวลานี้มีความสำคัญเท่ากับการดูแลสุขภาพกายของคุณ

8. ดูแลตัวเองในเวลานี้ ลองใช้วิธีการจัดการอารมณ์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอทั้งที่บ้านและระหว่างพักเบรคจากทำงาน กินอาหารให้เพียงพอและถูกสุขอนามัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างต่อเนื่อง พยายามหลีกเลี่ยงวิธีจัดการอารมณ์ที่ไม่ดีต่อตนเอง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาเสพติดเพราะในระยะยาวสิ่งเหล่านี้อาจทำให้สุขภาพกายและใจของคุณแย่ลงได้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เราไม่เคยเจอมาก่อนและไม่ได้เตรียมตัวมาล่วงหน้า ดังนั้นคุณควรจะใช้วิธีจัดการกับความเครียดที่เคยได้ผลในอดีตสำหรับตัวคุณเอง และคุณไม่ควรลังเลในการดูแลรักษาตัวเองทางด้านจิตใจ สถานการณ์นี้ไม่ใช่การวิ่งในระยะสั้น แต่มันเป็นการวิ่งมาราธอนระยะยาว

9. บุคลากรทางสาธารณสุขบางคนอาจถูกกีดกันจากครอบครัวหรือชุมชนเนื่องจากการรังเกียจหรือความกลัว ซึ่งทำให้สถานการณ์ที่ลำบากอยู่แล้วยากขึ้นไปอีก หากเป็นไปได้ คุณควรการติดต่อกับคนที่คุณรักอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งวิธีการสื่อสารทางดิจิตอลเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ ลองหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณหรือบุคคลที่ไว้ใจได้สำหรับการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อนร่วมงานของคุณอาจมีประสบการณ์ที่คล้ายกันกับคุณซึ่งสามารถแชร์ความรู้สึกและเรื่องราวแก่กันได้

10. หาวิธีในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่ายกับผู้ที่มีปัญหาทางสติปัญญา ผู้มีปัญหาด้านความจำหรือระบบรู้คิด ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลในรูปแบบงานเขียนอย่างเดียว (อาจเป็นรูปภาพ คลิป หรือมีการใช้ภาษามือประกอบ-ผู้แปล)

11. ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID และช่วยพวกเขาในการเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ (ระบบรักษา ส่งต่อ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูล ฯลฯ-ผู้แปล) สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนทางสังคม ตราบาปที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชอาจทำให้เกิดความลังเลที่จะขอความช่วยเหลือได้

หัวหน้าทีมในสถานบริการทางสุขภาพ

12. การรักษาคนทำงานทุกคนให้ปลอดภัยจากความเครียดเรื้อรังและปัญหาทางสุขภาพจิตจะช่วยให้พวกเขามีความสามารถที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน โปรดจำไว้ว่าวิกฤตินี้จะไม่หายไปในชั่วข้ามคืนและคุณควรมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการทำงานระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

13. สื่อสารอย่างมั่นใจและหมั่นอัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่คนทำงานทุกคน ลองหมุนเวียนคนทำงานในระดับที่เครียดสูงสลับกับงานที่มีความเครียดต่ำบ้าง ให้คนทำงานที่ไม่มีประสบการณ์จับคู่กับเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่าในการทำงาน ระบบบัดดี้จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการให้กำลังใจ เฝ้าสังเกตและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคลากรที่เข้าไปในชุมชนนั้นเป็นจับเป็นคู่กัน ควรมีช่วงพักการทำงาน ใช้ตารางเวลาที่ยืดหยุ่นสำหรับคนทำงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือมีสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด และอย่าลืมให้กำลังใจและให้การสนับสนุนทางสังคมซึ่งกันและกัน

14. หัวหน้าทีมควรแจ้งคนทำงานให้รู้ว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต (นักจิตวิทยา และจิตแพทย์-ผู้แปล) และการสนับสนุนทางสังคม (เช่น ฝากลูกให้เลี้ยงขณะทำงาน-ผู้แปล) ได้ที่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวหน้าทีมที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่คล้ายกันก็ควรจะทราบไว้ด้วย โดยหัวหน้าทีมควรจะเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกทีมในการดูแลตนเองเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน

15. ควรให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติหน้างาน เช่นพยาบาล ผู้ขับขี่รถพยาบาล อาสาสมัคร ครู ผู้นำชุมชนและคนที่ทำงานในสถานที่กักกันว่าจะทำการปฐมพยาบาลทางจิตวิทยา (psychological first aid) ได้อย่างไร

16. ควรมีการจัดการปัญหาทางจิตฉุกเฉิน (เช่น อาการเพ้อสับสน อาการโรคจิต ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง) ในสถานพยาบาลอาจต้องจัดเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีคุณสมบัติที่เหมาะสมไปยังสถานที่เหล่านี้ ควรเพิ่มบริการในด้านสุขภาพจิตในช่วงเวลานี้

17. ตรวจสอบความพร้อมของยาจิตเวชที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชเรื้อรังหรือโรคลมชักควรจะต้องเข้าถึงยาของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่องและควรหลีกเลี่ยงการหยุดยาฉับพลัน

แปลและเรียบเรียงจาก: WHO (2020) Mental health and psychosocial considerations during COVID-19 outbreak

โดย อ.นพ. ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

%d bloggers like this: