ไลฟ์สไตล์

All posts tagged ไลฟ์สไตล์

สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582724

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:55 น.

สันติสุข+ลลิตา สร้อยระย้า รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เรื่อง : วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“บิว” สันติสุข – “กิฟ” ลลิตา สร้อยระย้า คู่รักเจ้าของร้านกินเตี๋ยวเรือ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดบนถนนย่านพระราม 3 อยู่ในซอย 23 ทางเข้าวัดไทร แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

เข้าซอยประมาณ 50 เมตร อยู่ตรงหัวซ้าย 3 แยก (เลี้ยวขวาไปวัดไทร เลี้ยวซ้ายไปบริษัท วาโก้) ลักษณะร้านเป็นโกดัง 3 ห้อง สูงโปร่งกว้างขวาง บรรยากาศร้านน่านั่ง อีกสาขาหนึ่งอยู่ถนนสาธุประดิษฐ์ ในปั๊มน้ำมันซัสโก้ ระหว่างซอยสาธุประดิษฐ์ 15 กับ 17 ร้านเปิดมาได้ 4 ปี ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 5 กิจการทั้งสองสาขามีความมั่นคงดี ลูกค้าให้การอุดหนุนอบอุ่น

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่อยากทำในอนาคต นั่นคือการเปิดร้านอาหารอีสานเน้นเครื่องดื่มของนอก ทว่าราคาโลโซที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งยังมองหาทำเลเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสาขาที่ 3 อีกต่างหาก

ปัจจุบันสันติสุขทำหน้าที่ดูแลร้านเป็นหลัก ส่วนลลิตาดูการเงินบัญชี และช่วยดูแลร้านในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเธอยังเป็นพนักงานประจำในบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยทำเกี่ยวกับงานพากย์เสียง

“ก๋วยเตี๋ยวเรือเกิดขึ้นมาจากการตั้งเป้าหมายชีวิตหลังแต่งงานที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตและครอบครัว ด้วยความที่เราทั้งคู่ชอบกินก๋วยเตี๋ยว คิดว่าเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน่าจะดี

เลยตระเวนชิม ร้านไหนใครว่าอร่อยไปมาเกือบทุกที ตั้งแต่ อยุธยา รังสิต และกรุงเทพฯ จนมากินร้านหนึ่งก๋วยเตี๋ยวเรือของพี่เขาอร่อยมาก จากนั้นไปกินทุกวัน”

วันหนึ่งประจวบเหมาะจึงขอเรียนสูตรด้วย แต่เจ้าของร้านไม่ยอมสอน สันติสุขก็ไม่ท้อ ไม่ละความพยายาม ยังคงไปนั่งกินทุกวัน

“ไม่รู้สึกอายที่พี่เขาไม่สอน แต่อย่างน้อยก็ให้เขาเห็นหน้า เป็นวิธีการตื๊ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องพูดอะไร เพราะยังไงพี่เขาก็รู้จุดประสงค์และความตั้งใจของเราคืออะไรอยู่แล้ว จนในที่สุดพี่เขาใจอ่อนยอมสอนให้

จากนั้นผมก็มาหัดทำกิน ทำเลี้ยงในครอบครัวมาเรื่อยๆ ปรับสูตรของเราเอง เพราะเทคนิคในการทำก๋วยเตี๋ยวเรารู้แล้ว ซึ่งช่วงที่ฝึกปรือฝีมืออยู่นั้นก็ได้ขึ้นป้ายร้านไว้ล่วงหน้า ข้อความประมาณว่าเตรียมพบกับร้านกินเตี๋ยวเรือเร็วๆ นี้

แต่กว่าจะได้เปิดใช้เวลาหลายเดือน เพราะมีการปรับสูตรหลายครั้งกว่าจะได้สูตรที่ต้องการ กระนั้นพอเปิดร้านวันแรก ไม่รู้ว่าลูกค้ามาจากไหนเต็มร้าน โต๊ะไม่พอ ยืนอออยู่ในร้านจนล้นมาข้างนอก” สันติสุขเล่าที่มาของการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกับภรรยา

หากนับเวลาที่ทั้งคู่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันก็เข้าสู่ปีที่ 9 แต่ถ้ารวมสัมพันธภาพแห่งความรักที่สานก่อกันมาก็เป็นเวลา 22 ปีเข้าแล้ว

ปัจจุบันความรักของพวกเขายังคงเหนียวแน่นและงดงามไปพร้อมกับธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวที่เจริญขึ้นๆ ซึ่งถ้าย้อนปฐมบทแห่งรักของทั้งคู่ก็ต้องย้อนไปสมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เริ่มคบกันตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน

กิฟ พูดถึง “บิว ผู้ชายที่แสนดี”

“เราเรียนห้องเดียวกัน เริ่มคบกันมาตั้งแต่นั้น แต่เป็นการคบกันปกติ ไม่มีอะไรหวือหวา เพราะเราเป็นนักเรียนทั้งคู่ จึงไม่มีรูปแบบในการคบ แค่ใส่ใจ ห่วงใยกันธรรมดา มีน้ำใจให้กันบ้าง พอดีพองามไม่มีอะไรเกินเลย

ช่วงนั้นเขาค่อนข้างป๊อปปูลาร์สำหรับสาวๆ (หัวเราะ) หน่อย เพราะเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนด้วย แต่คุยกันมาจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย ก็เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (ตอนนั้นเรียนที่วิทยาเขตรังสิต)

เขาเป็นคนอัธยาศัยดี จิตใจงาม นิสัยดี ไม่ถือตัว ตอนเรียนมหาวิทยาลัย 2 ปีแรก เรียนที่รังสิต เวลาไปเรียนเขาจะขับรถจากพระราม 3 มารับกิฟที่ลาดพร้าวไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน พอ 2 ปีหลังกิฟย้ายมาเรียนที่กล้วยน้ำไท ส่วนบิวลาออกไปเรียนรัฐศาสตร์ รามคำแหง กระนั้นก็ยังขับรถมารับไปส่งกิฟที่กล้วยน้ำไทตลอด ค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่ได้รู้สึกเบื่อที่จะไปรับกิฟ”

กิฟบอกว่าจนเธอเรียนจบก็ต่อโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็จะห่างกันบ้าง แต่เราก็พบกันอาทิตย์ละครั้ง

“พอเรียนจบต่างคนก็ทำงาน กิฟทำที่กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ส่วนบิวทำธุรกิจสนามฟุตบอลในร่มบนย่านถนนพระราม 3 ธุรกิจของครอบครัว จนกระทั่งเราอายุ 30 ปี ก็หมั้นหมายและแต่งงานกัน ซึ่งตลอดเวลาที่คบและใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบสูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย ใจเย็น สุขุม มีน้ำใจ และห่วงใยเราเสมอ อยู่แล้วอบอุ่น

อีกอย่างถ้าลองได้ตัดสินใจทำอะไร จะตั้งใจและทุ่มเทมาก อย่างธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว พอตัดสินใจว่าทำเขาก็พากิฟตระเวนไปชิมทุกร้าน ที่ไหนใครว่าเด็ดไปมาเกือบทั้งนั้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พอไปเจอร้านที่ใช่ ก็พยายามจะเรียนสูตรกับเจ้าของร้านให้ได้

ตอนแรกเจ้าของร้านปฏิเสธไม่สอนให้ เขาก็ยังไปร้านนั้นอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง หากใครถูกปฏิเสธอย่างนั้นคงไม่ไปอีกแน่ๆ แต่เขาไปทุกวันจนกระทั่งเจ้าของใจอ่อนยอมสอนให้แม้แลกกับการจ่ายเงินก็ตาม

เรียนมาแล้วก็มาฝึกทำ ปรับสูตรของตัวเอง เครื่องปรุงทุกอย่างทั้งพริก น้ำส้ม ทำเองหมด อย่างพริกใส่ก๋วยเตี๋ยวของร้าน พริกค่อนข้างละเอียดและเผ็ด เวลาคั่วทีเขาก็จะขนขึ้นรถไปคั่วที่เขาใหญ่ ซึ่งเรามีบ้านพักที่นั่น จะได้ไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนอื่น เขาเป็นคนทำอาหารเก่งอยู่แล้วซึ่งพรสวรรค์นี้ได้มาจากคุณแม่ เวลาชิมอาหารอะไรเขาสามารถบอกได้ว่าใส่เครื่องอะไรลงไปบ้าง

การออกแบบและตกแต่งร้านส่วนใหญ่บิวทำเอง เช่น การเลือกสีทาร้าน การตั้งเรือไม้ลำพอประมาณบรรทุกผักสำหรับใส่ก๋วยเตี๋ยวอยู่ตรงกลางร้าน (ร้านแรก) ให้ลูกค้าเดินมาเลือกหยิบผักตามชอบด้วยตัวเอง หรือขันกินน้ำเสิร์ฟลูกค้าก็ใช้ขันเงินเล็กๆ ลูกค้ามากินก๋วยเตี๋ยวก็มักจะชมว่าเก๋ไก๋ดี

บิวเป็นคนใจดีกับทุกคน เขามองลูกน้องเหมือนน้องคนหนึ่ง ลูกน้องก็จะรักเขา เขายังเป็นผู้ชายที่ใจกว้าง อย่างตอนนี้กิฟทำงานประจำอยู่และทำมาตั้งแต่เรียนจบ เขาเห็นว่าเรามีความสุขกับการทำงานตรงนั้นเขาก็แฮปปี้ด้วย ไม่เคยบอกให้ลาออกมาช่วยกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าวันหนึ่งหากมีการเปิดสาขาเพิ่ม หรือทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วเขาทำงานหนักขึ้นกิฟก็คงจะออกไปช่วยเขา”

บิว เอ่ยถึง “กิฟเป็นคนดีและใจใส่ทุกอย่าง”

“กิฟเป็นผู้หญิงที่ดีทุกอย่างแทบหาที่ติไม่ได้ มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือค่อนข้างงอนเก่ง (หัวเราะ) แต่เรื่องอื่นดีหมด เพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ถ้าผมทำอะไรจะคอยช่วยเหลืออย่างดีทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาที่ดีมาก อย่างตอนที่จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวก็คอยให้คำปรึกษา และช่วยคิดช่วยทำตลอดแม้ว่าจะทำงานประจำก็ตาม

เป็นคนมีอุปนิสัยและจิตใจดี ชอบทำบุญ และมักจะชวนผมไปทำบุญอยู่ตลอด ที่สำคัญเป็นคนที่ใส่ใจทุกอย่าง อย่างเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้าผมเขาพยายามไปซื้อให้นะ อยากให้ผมใส่ชุดใหม่ๆ แต่ผมเป็นคนแต่งตัวง่ายๆ ถ้าไม่ได้ไปไหน ก็จะใส่ชุดสีเดิมๆ

ผมเป็นคนที่ชอบสีดำ เวลาซื้อเสื้อก็จะซื้อเสื้อยืดสีดำ 10 ตัวเลย ใส่ทุกวัน คนที่รู้จักก็จะมองว่าผมใส่แต่ชุดเดิมๆ (หัวเราะ) แต่ถ้าไปข้างนอกหรือไปงานกิฟจะช่วยแนะนำบ้าง

สรุปจากใจกิฟเป็นผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แม้จะงอนเก่งแต่ผมก็คิดว่าเป็นธรรมดาของผู้หญิง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงเขาเสมอคือเรื่องสุขภาพมากกว่า เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างป่วยง่าย เดี๋ยวเป็นไข้ เดี๋ยวเป็นภูมิแพ้ เดี๋ยวโรคกระเพาะ” 

Advertisements

ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล การรักษาสมดุลในชีวิตคือสิ่งสำคัญ

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582722

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:43 น.

ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล การรักษาสมดุลในชีวิตคือสิ่งสำคัญ

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร

“หมอผิง” ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท คุณหมอสาวสวยหน้าใสและดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปี สมกับเป็นหมอทางด้านแอนไทน์เอจจิ้ง ที่ทำงานด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 17 ปี จากคุณหมอน้อยๆ วันนี้ก้าวมาสู่การเป็นคุณหมอนักบริหาร

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ หลายอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลา หากว่ากันในเรื่องงานทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย 17 ปีที่แล้วนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เมื่อเวลาผ่านไปเทรนด์สุขภาพการดูแลตัวเองแบบองค์รวม การกินยาให้น้อยลง เป็นเรื่องที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้การทำงานของหมอง่ายขึ้น เพราะคนไข้มีความเข้าใจและเปิดใจกว้างมากขึ้น

จากชีวิตการทำงานที่เริ่มจากการเป็นหมอน้อย จนวันวานผ่านไปกลายเป็นคุณหมอนักบริหาร คุณหมอบอกว่า วันนี้การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากจะยังออกตรวจคนไข้เป็นปกติสัปดาห์ละ 2-3 วันแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประชุม เพราะคุณหมอก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารแล้ว จึงต้องแบ่งภาคทั้งตรวจคนไข้และไปอยู่ทีมผู้บริหาร

“ตอนนี้ต้องบริหารเวลาให้ทุกอย่างมีความสมดุลกัน ทั้งเรื่องบริหาร การตรวจคนไข้ และการทำหนังสือ เรื่องส่วนตัว ให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่ทับซ้อนจนเสียสมดุล

ทุกวันนี้ วันจันทร์-ศุกร์นี่ใช้เวลาเต็มเอี๊ยด แทบจะไม่มีเวลาเหลือไปทำอะไร หายใจแบบรีบๆ ร้อนๆ จึงต้องพยายามหาเวลาให้ลงตัว ได้ไปทำอะไรที่เป็นของหวานในชีวิตบ้าง” คุณหมอเล่าอย่างอารมณ์ดี

สำหรับของหวานในชีวิตของคุณหมอนั้นก็คือ การเขียนหนังสือ คุณหมอบอกว่าชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ เขียนบันทึก เขียนไดอารี่ พอเรียนจบก็เขียนเว็บ เขียนบล็อก มีเพจที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการแพทย์ โดยทวิตเตอร์มีผู้ติดตาม 743,000 คน อินสตาแกรม 91,1000 คน

จนกระทั่ง 15 ปีที่แล้ว คุณหมอก็เริ่มมีงานพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรก เขียนมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 16 เล่มแล้ว โดยคุณหมอมีสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ Please Health Solution ควบคุมการผลิตเองเกือบทุกขั้นตอน ทุกอย่างจึงออกมาได้ตามกำหนดเวลา

“เล่มล่าสุดคือเรื่อง ‘เคมีรักระหว่างเรา’ ที่เคยรวบรวมไว้ แล้วนำมาปรับปรุงอัพเดทเพิ่มเติม ทำเนื้อหาให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น แม้เนื้อหาจะเป็นเรื่องราวความรัก แต่ก็เป็นเชิงการแพทย์ ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าอะไรทำให้ผู้หญิงคิดและตัดสินใจแบบนี้ อะไรทำให้ผู้ชายคิดอย่างนั้น”

โดยเฉลี่ยแล้วคุณหมอจะมีพ็อกเกตบุ๊กออกมาปีละ 1 เล่ม คุณหมอบอกว่าโชคดีที่เธอเป็นคนที่เขียนหนังสือเร็ว

“จะจดบันทึกไว้ทุกวัน ข้อมูลก็มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ดึงมาใช้ได้เลย เวลาจะใช้ก็นำมาใส่ข้อมูลใหม่ๆ เข้าไป ปรับเพิ่ม เขียนเอง รีไรต์เอง แล้วก็พิมพ์เอง และบางครั้งอาจจะมีงานเขียนของเพื่อนๆ เภสัชกร นำมารวมเล่มเป็นครั้งคราว”

คุณหมอบอกว่า คอนเซ็ปต์ของสำนักพิมพ์ Please Health Solution นั้น จะเน้นเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น นิยาย ก็จะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ และงานที่ให้ความรู้ทางการแพทย์ ซึ่งคุณหมอเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองมาได้ประมาณ 10 ปี

“แรกๆ ก็ไปได้ดีมาก แต่หลังๆ แม้ตลาดสิ่งพิมพ์จะซบเซาไปบ้าง เพราะคนไปอ่านงานผ่านออนไลน์ แต่โชคดีที่มีแฟนคลับเป็นคนกลุ่มรักสุขภาพที่ตามอ่านงานอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งเทรนด์สุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่เคยล้าสมัย

ยิ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะใครๆ ก็สนใจอยากเป็นคนสูงวัยที่สุขภาพแข็งแรง และการที่จะทำร่างกายให้มีสุขภาพที่ดีแข็งแรง เป็นเรื่องที่ต้องทำสะสมกันในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องที่จะทำ 3-4 เดือนแล้วเห็นผล แต่ต้องทำให้เป็นนิสัยเป็นปี เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ทำใจให้ผ่อนคลายเป็นกลางๆ ไม่เครียดมากเกินไป”

นอกจากนั้นคุณหมอยังชอบทำอาหารรับประทานเองทุกเช้า และสนใจแนวทางอาหารคลีนที่ผ่านขั้นตอนการปรุงน้อย หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เนื่องจากเป็นผู้ที่สนใจในการดูแลสุขภาพ การออกหนังสือที่ฉีกแนวออกไปก็อยากจะให้ความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ ในการทำอาหาร

“ไม่ใช่เชฟมาเขียนคุกบุ๊ก แต่เป็นหมอที่ชอบทำอาหารมาเขียนในแง่ของความรู้สึกก็ย่อมแตกต่างกันไป ได้ความรู้อย่างแน่นอน คุณจะเป็นใครก็ได้ จะเด็ก หนุ่มสาว หรือสูงวัย ถ้าเป็นคนรักสุขภาพก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะหนังสือเล่มนี้จะบอกว่าการทำอาหารสุขภาพไม่ได้แพง ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แล้วคุณจะมีความสุขกับการทำอาหารรับประทานเอง”

แม้ตลาดสิ่งพิมพ์จะเป็นขาลงในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่คุณหมอก็เชื่อว่ายังคงมีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่ชอบอ่านพ็อกเกตบุ๊กที่เป็นเล่มๆ ได้สัมผัสจับต้อง ได้กลิ่นหอมของกระดาษ มากกว่าการไปอ่านหนังสือแห้งๆ แบบอี-บุ๊ก

“หมอไม่กังวลในเรื่องนี้ เพราะงานหนังสือเป็นงานที่หมอรัก ได้ปล่อยของ มีความสุขที่มีงานเขียนออกมาเป็นเล่ม ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รักก็มีความสุขใจแล้ว และถือว่าเป็นงานอดิเรกที่สร้างเสริมสมาธิและปัญญา เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับผู้อ่านนำไปปรับใช้ได้จริง เป็นหนังสือที่มีคุณค่า เขียนออกมาด้วยความตั้งใจ

มั่นใจได้ว่าหนังสือของเราไม่ทำร้ายสังคม ถือว่าเป็นของหวานในชีวิต ซึ่งไม่ใช่งานหลักของเรา ถ้าสร้างรายได้ให้เราก็ถือว่าดีงาม ถ้าไม่ได้กำไรขอแค่ไม่ขาดทุนก็พอ ให้เลี้ยงทีมงานเล็กๆ ของเราได้ก็โอเคแล้ว” คุณหมอเล่าอย่างมีความสุข

โชคดีว่าที่ผ่านมาก็พอไปได้ มีค่าขนมกลับมา อย่างที่บอกว่าไม่ได้หวังจะรวยจากงานตรงนี้ เพราะไม่ใช่อาชีพหลัก มันเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขใจ และโชคดีที่สร้างรายได้ให้ด้วย แม้จะไม่เป็นกอบเป็นกำนักก็ตาม

แต่อย่างไรก็ต้องมีการปรับตัว งานเขียนยังทำอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นงานที่เรารัก แต่รูปแบบในการนำเสนอที่อาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โลกที่ปลี่ยนไปเช่นกัน อย่าไปยึดติด ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมอเองก็พยายามคิดรูปแบบใหม่ๆ เสมอ เพราะมันสนุกและท้าทาย”

ตอนนี้คุณหมอบอกว่าก็สนใจเรื่อง Health Innovation คือการเอาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์เรื่องสุขภาพให้มากขึ้น

“เอาเทคโนโลยี 5จี มาใช้ในเชิงการแพทย์ให้มากยิ่งขึ้น มีความสะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้ ในระยะ 4-5 ปี นับจากนี้ก็คือทำงานให้มีคุณภาพมากๆ ยิ่งขึ้นไป บริหารเวลาให้มีความสมดุลมากกว่านี้

ได้มีเวลาออกกำลังกายมากกว่านี้ ได้มีเวลานั่งหายใจอย่างตั้งใจมากกว่านี้ ที่สำคัญมีงานหนังสือที่มีคุณค่าให้ความรู้ให้ประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ เพราะทุกวันนี้มีงานเยอะจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจ

ส่วนหลักการในการทำงานก็คือ คิดให้รอบด้านแบบ 360 องศา บริหารให้ดีทั้งการทำงานกับผู้บังคับบัญชา กับเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง คนไข้ ให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกัน”

แปลงกาย ‘เจ้าชายน้อย’ ปริวรรตอักษรล้านนาและปะเกอกะเญอ

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582719

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:32 น.

แปลงกาย ‘เจ้าชายน้อย’ ปริวรรตอักษรล้านนาและปะเกอกะเญอ

เรื่อง : พรเทพ เฮง ภาพ : มาเรียม บุญมาลีรัตน์

 

บินมาถึงเชียงใหม่ฝ่าหมอกควันที่หนาทึบที่สนามบินนานาชาติ เดินลงจากเครื่องบินสายบางกอกแอร์เวย์ส อากาศแม้ร้อนอ้าว ทว่าให้ความรู้สึกเย็นใจอย่างประหลาด เพราะเป็นการมาร่วมงานเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อย ภาษาถิ่นล้านนา-ปะเกอกะเญอ ณ ลานกลางแจ้ง หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) เป็น 1 ในวรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต ของสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แถวอันยาวเหยียดที่ผู้คนต่อคิวซื้อหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษา ซึ่งมีขายในงานนี้เป็นพิเศษและจำกัดสิทธิผู้ร่วมงานสามารถซื้อได้คนละ 2 เล่ม คืออย่างละเล่ม โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด สมทบทุนเพื่อจัดกิจกรรมเจ้าชายน้อย ทำให้เห็นว่าวรรณกรรมเล่มนี้ยิ่งใหญ่ในใจของผู้คนอย่างไม่มีรุ่นและกาลสมัย

ในการเติบโต… เราทั้งผองต่างเคยเป็นเด็ก

โครงการหนังสือเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาถิ่น เกิดจากการเห็นคุณค่าของมิตรภาพและความรัก ที่ทำให้หวนนึกถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันกันของคนในสังคม

รวมถึงเรื่องราวสารัตถะของชีวิตในเจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) วรรณกรรมของอ็องตวน เดอ แซงเต็กซูเปรีย์ (Antoine de Saint-Exupery) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ที่ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 และได้กลายเป็นวรรณกรรมที่ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากที่สุดในโลก

ความรักในเจ้าชายน้อยและมิตรภาพระหว่างเพื่อนมิตรกลุ่มเล็กๆ จึงเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ ด้วยแนวคิดที่จะเผยแพร่วรรณกรรมอันทรงคุณค่า ประกอบกับความงดงามของภาษาถิ่นของชาติพันธุ์ที่หลากหลายในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ทำให้เกิดเป็นหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษาขึ้น ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายยังสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่มีการเรียนการสอนภาษาถิ่นในภาคเหนือต่อไป

อีกทั้งโครงการเจ้าชายน้อย ภาษาถิ่นยังคงเดินหน้าและจะจัดพิมพ์ภาษายาวีที่ใช้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นลำดับต่อไป

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) และ มูลนิธิแบร์นารด์ (Fondation Bernard) เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในงานเปิดตัว มี อัศศิริ ธรรมโชติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543 เจ้าของรางวัลซีไรต์ ปี 2524 กล่าวเปิดงาน และมีการพูดคุยกับกลุ่มคนทำงาน พะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวปะเกอกะเญอแห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ. เขียงใหม่ ผศ.วิลักษณ์ ศรีป่าซาง ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดี ผู้ปริวรรตเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาล้านนา ดร.ดิเรก อินจันทร์ นักวิชาการศึกษา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ บรรณาธิการฉบับภาษาปะเกอกะเญอ รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และสุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ผู้ริเริ่มโครงการฯ

จากนักสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยสู่การพิมพ์เจ้าชายภาษาถิ่น

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ อดีตพนักงานสายการบินสวิส แอร์ ที่ผันตัวมาเป็นนักเดินทางช่างเขียน นอกจากหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่มที่เขาเขียนพร้อมกับการเดินทาง เขายังได้หนังสือเจ้าชายน้อยฉบับภาษาต่างประเทศจากเกือบทั่วโลกมาเป็นของสะสมที่เขารัก และได้นำสิ่งนี้มาเผยแพร่เป็นภาษาถิ่นเพื่อแจกจ่ายเด็กต่างภูมิภาคต่างๆ ของไทยอีกด้วย

หลังเปิดตัวหนังสือเจ้าชายน้อยทั้งสองภาษาก็ได้รับแรงตอบรับกลับมาเกินคาด สุพจน์ บอกว่า ต้องการเผยแพร่เจ้าชายน้อยซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกอมตะของโลกที่เป็นวรรณกรรมดีๆ ให้เยาวชนไทยได้รับทราบ โดยการใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อ

“ตอนแรกที่ทำก็มีคนถามว่าทำออกมาแล้วจะมีคนอ่านเหรอ ซึ่งจริงๆ แล้วเรามองข้ามตรงนั้นไปแล้ว อ่านไม่อ่านไม่เป็นไร แต่ว่าวัตถุประสงค์ของเราคือเมื่อเราพิมพ์ออกมาแล้ว ถ้ามีเด็กภาคเหนือสักคนหนึ่งหรือว่าเด็กปะเกอกะเญอสักคนหันกลับมาสนใจภาษาถิ่นของตัวเองสักคนเดียว ผมว่ามันคุ้มแล้ว วัตถุประสงค์ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว”

ในวันเปิดตัวและจัดเสวนาหนังสือจากเสียงตอบรับที่ดีมาก โดยสุพจน์คาดหวังว่ามีคนมาร่วมฟังแค่ 50 ที่ เป็นมุมเล็กๆ ปรากฏว่ามีคนมาลงทะเบียนกว่า 200 คน แถมยังมีคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนอีกเยอะมาก เขารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีมาก

“ในแง่ของนักสะสม เจ้าชายน้อยสามารถปลุกวัฒนธรรมการอ่านในเด็กๆ เราก็ทำอะไรสวนกระแส เพราะอย่างที่รู้กันว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังสูญหายไป แต่ผมคิดว่าการทำหนังสือดีๆ สักเล่ม มองว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่เรามาช่วยกันยืนยันว่า หนังสือที่เป็นเล่มๆ มีกลิ่นกระดาษมีกลิ่นหมึกยังมีความสำคัญอยู่กับเยาวชนและคนรุ่นใหม่

เพราะเดี๋ยวนี้พวกเขาหันไปเสพสื่อทางดิจิทัลมากเกินไปแล้ว การที่มีเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นออกมาเป็นเล่มๆ ก็เป็นการยืนยันว่าสิ่งพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่และขาดไม่ได้ ผมกลับมองว่ามันยิ่งมีค่าในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังหลงลืม ไม่เพียงแต่เจ้าชายน้อยยังมีอีกหลายเล่มที่ผมจะทำสิ่งพิมพ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ”

นอกจากคนที่สะสมหนังสือเจ้าชายน้อยในเมืองไทย หนังสือสองเล่มนี้อาจจะเป็นที่สนใจจากนักสะสมเจ้าชายน้อยทั่วโลกด้วย สุพจน์ ชี้ว่าหนังสือเจ้าชายน้อยสามารถสัมผัสได้หลายมิติมาก

“ตั้งแต่ผมเป็นนักเรียนภาษาฝรั่งเศสก็เริ่มอ่านเจ้าชายน้อยภาษาฝรั่งเศสก่อน แล้วมาอ่านภาษาไทย พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก็เริ่มมาสะสมตอนเป็นนักเดินทาง ซึ่งในเรื่องเจ้าชายน้อยก็เป็นนักเดินทาง ผู้เขียนคือ อ็องตวน เดอ แซงเต็กซูเปรีย์ ก็เป็นนักเดินทาง เพราะเป็นนักบิน ฉะนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรที่คล้ายๆ กัน พอเริ่มสะสมเราก็รู้สึกว่าการเดินทางพาเราไปพบกับเจ้าชายน้อย เหมือนเป็นสื่อการเดินทางอย่างหนึ่ง รู้สึกผูกพันกับมัน

แล้วในแง่ปรัชญาของวรรณกรรมเจ้าชายน้อยก็มีอะไรหลากหลายให้เราได้คิดได้ตระหนักถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมในการทำงาน ความรัก มิตรภาพ ซึ่งอย่างที่เขาบอกว่าเราอ่านเจ้าชายน้อยในแต่ละช่วงวัยมุมมองของเราก็จะต่างออกไป หลายคนบอกว่าเจ้าชายน้อยเป็นวรรณกรรมเด็ก แต่ผมว่าเป็นวรรณกรรมเด็กที่ผู้ใหญ่ควรอ่านด้วย คือเหมาะกับทุกวัยว่างั้นเถอะ”

สุพจน์ บอกว่าวัตถุประสงค์ในการทำหนังสือเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นต้องการทำเพื่อแจก ไม่ได้ต้องการจำหน่ายเลยในทีแรก

“นักสะสมเจ้าชายน้อยจากทั่วโลกมีเยอะมาก แต่ผมไม่เคยรู้ว่าที่เมืองไทยก็มีเยอะเช่นกัน แต่ก่อนรู้ว่ามีนักสะสมก็เพียงคิดว่าเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ปรากฏว่ามีเยอะมาก ทีนี้พอมีคนถามเข้ามา ทีแรกเราก็ปฏิเสธจนเหนื่อยว่าไม่ขายครับ

จนตอนหลังเริ่มไม่ไหวแล้ว ผมก็ถามไปยังมูลนิธิเจ้าชายน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาก็บอกว่าเอาส่วนหนึ่งมาขายสิจะได้เอาเงินมาจัดงานเปิดตัวหนังสือ เพราะการจัดงานทั้งหมดเป็นการกุศล งบประมาณที่มูลนิธิให้มาคือเงินทุนจัดพิมพ์สิ่งพิมพ์เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นเราก็ต้องออกเอง เขาบอกว่าเอาเงินจากการขายมาเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เราก็เลยโอเค คนมาต่อแถวซื้อกัน 200-300 คน เกินคาดมาก”

โปรเจกต์ต่อไปเป็นเจ้าชายน้อยภาษายาวี ซึ่งสุพจน์บอกถึงความคืบหน้าว่าไปคุยกับอาจารย์ทาง ม.อ.ปัตตานี (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) ไว้แล้ว

“ต้องคุยกันเยอะมากเพราะภาษายาวีค่อนข้างมีรายละเอียดมาก ซึ่งในตอนแรกเรามองแค่ทั่วๆ ไปภาษาถิ่นที่ไหนก็ได้ ที่มาเริ่มภาษาล้านนาก่อนเพราะเป็นภาษาที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนมาก เป็นตัวอักษรเขียนที่ยังเห็นตามถนนหนทางในภาคเหนือที่ยังใช้กันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครใช้พูดกัน มีแต่ใช้อ่านทั่วๆ ไป พอเราคิดทำล้านนาเป็นภาษาแรก นอกจากจะช่วยให้รู้สึกว่ามีคุณค่าแล้วก็ยังช่วยอนุรักษ์ภาษาล้านนา ซึ่งหลายคนบอกว่ามันกำลังเป็นภาษาที่กำลังจะตาย

ต่อมาก็เป็นภาษาชนเผ่าก็คือภาษาปะเกอกะเญอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อสังคมไทย เพราะมีคนที่มีความรู้เยอะ มีปราชญ์ท้องถิ่นหรือปราชญ์ชาวบ้านเยอะมาก เขามีปรัชญาของเขา ซึ่งผมคิดว่าหลายอย่างที่คล้ายๆ ปรัชญาการใช้ชีวิตในหนังสือเจ้าชายน้อยด้วยซ้ำไป คิดว่าเราเลือกไม่ผิดที่เลือกแปลภาษาปะเกอกะเญอเป็นภาษาที่ 2”

หลังจากนี้จะมีเครือข่ายท้องถิ่นที่จะช่วยกระจายหนังสือเจ้าชายน้อยที่จะต้องเอาไปแจกตามศูนย์การศึกษา หมู่บ้าน โบสถ์ โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยที่มีารเรียนการสอนภาษาล้านนาและปะเกอกะเญอ

“กระบวนการทำงานแปลตรงกับจุดประสงค์มาก เราะทำด้วยหัวใจ เพราะสิ่งที่เจ้าชายน้อยเน้นก็คือความรักและมิตรภาพ เพราะฉะนั้นการงานของเราจะเห็นว่าเกิดความรัก มิตรภาพ ก็รู้จักและผูกพันกัน ผมว่าเรื่องภาษาถิ่นเรามีเยอะนะ ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มูลนิธิเจ้าชายน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ยังให้การสนับสนุนเรื่องเงินทุนการจัดพิมพ์ เราได้เชื่อมต่อและฟื้นชีวิตภาษาถิ่นร่วมกับชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่นผ่านวรรณกรรมระดับโลกอย่างเจ้าชายน้อย”

ท้ายสุด สุพจน์ย้ำว่าเขารู้สึกดีใจที่การสะสมหนังสือเจ้าชายน้อยของเขา ไม่ได้เป็นกองหนังสืออยู่บ้านอย่างเดียว มันได้ต่อยอด

“เพราะในฐานะนักสะสมไม่ใช่เป็นการได้มาอย่างเดียวแต่เป็นการให้ไปด้วยเทกแอนด์กิฟต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษมาก เพราะปกติคนสะสมต้องได้มาจึงจะมีความสุข เมื่อสิ่งที่ได้มาสามารถต่อยอดเป็นการให้ด้วย ซึ่งให้กับชุมชนท้องถิ่น ให้กับเด็กๆ ชนเผ่าต่างๆ ผมจึงคิดว่าเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ ตรงตามวัตถุประสงค์และปรัชญาของเจ้าชายน้อยด้วยซ้ำไป” 

เพราะสิ่งสำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582718

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 10:21 น.

เพราะสิ่งสำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข/สุนันทา คีรีรักษ์

 

‘ไม่มีความรู้สึกใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว’ที่ ศสช.ห้วยงู (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านห้วยงู จ.เชียงใหม่) คงต้องเริ่มที่นี่ เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ ที่ดอยหลวง อ.เชียงดาว เมื่อครูอาสาคนหนึ่งแบกเป้เดินทางมาถึง สุนันทา คีรีรักษ์ ที่เด็กชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ เรียกว่า “ครูสุ”

“เดือนหนึ่งจะมาที่นี่ประมาณ 10 วัน แล้วแต่งานอาสาในช่วงนั้น ที่นี่เป็นชุมชนมูเซอแดง ที่มีเด็กชาวลาหู่มาเรียนหนังสือที่โรงเรียน 15-30 คน”

โรงเรียนที่ครูสุพูดถึง ครั้งหนึ่งเกือบจะเป็นโรงเรียนร้าง เมื่อถูกยกเลิกการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ ครูที่มีสอนอยู่เพียงคนเดียวถูกโยกย้ายอัตราจ้างไปสอนโรงเรียนในเมือง เด็กๆ กลายเป็นเด็กเถื่อนที่ไม่มีครู ไม่มีโรงเรียนให้ไป ครูท่านนั้นติดต่อครูสุในฐานะครูอาสาให้เดินทางมาดูด้วยตาตนเอง ถามว่าจะทำอะไรได้บ้าง

“ที่นี่ไกลจากตัวเมืองเชียงดาว 40 กิโลเมตร แต่เพราะถนนไม่ดีมากๆ ก็กลายเป็นไกลมาก ช่วง 11 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้าน ถ้าน้ำท่วม ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก”

ครูสุมาเห็นและได้เห็น เธอตัดสินใจเป็นครูอาสาสมัคร สอนที่ ศสช.ห้วยงู ตั้งแต่ปี 2561 นักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 45 คน ทุกคนติดครูสุมาก เพราะครูสุไม่ใช่แค่ครู แต่เป็นทุกอย่างตั้งแต่แม่ครัว พยาบาล เพื่อนเล่น การ์ดและแม่

ครูสุทำกับข้าวให้เด็กๆ วันละ 3 มื้อ นม ขนมมี 2 มื้อเป็นอาหารว่าง ทั้งหมดมาจากการรับบริจาคและเงินส่วนตัวของครูสุเอง

อย่างที่บอกว่า ครูสุอาสามาสอนที่นี่เดือนละ 10 วัน ถ้าที่นี่คือเพียง 10 วันต่อหนึ่งเดือน แล้วเวลาที่เหลือครูสุทำอะไร ก็ต้องตอบว่า เวลาถูกใช้ไปกับงานอาสาสมัครมากมายที่เธอทำอยู่ ยกตัวอย่างโครงการที่เพิ่งเกิดขึ้น ได้แก่ โครงการแพทย์อาสาคลินิกขนาดย่อม ที่แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์อาสา สมัครใจเดินทางไปรักษาผู้ป่วยถึงบ้าน

“เราไปที่โบอ่อง เกาะที่อยู่บริเวณเขื่อนเขาแหลม จ.กาญจนบุรี ประเมินแล้วผู้ป่วยเยอะมาก มี 2 หมู่บ้าน เราก็จัดเป็น 2 จุด จุดแรกที่ห้องเรียนสาขาพระธาตุโบอ่อง กับที่โบอ่อง ซึ่งต้องนั่งเรือเข้าไปอีก”

ครูสุ เล่าว่า ที่โบอ่องได้เจอกับแม่ชาวกะเหรี่ยงมีลูก 2 คน สามีเสียชีวิต แม่คนนี้เป็นแผลกดทับนาน 6 เดือน อัมพาตครึ่งตัว กรณีผู้ป่วยอาการหนักแต่ไม่เคยพบเจอแพทย์แบบนี้ พบเจอได้ทั่วในโบอ่อง ถ้าไม่มีหน่วยแพทย์อาสาเข้าไป พวกเขาก็อยู่กันอย่างนั้น หมายถึงนอนติดเตียง และมีอาการเนื้อตายอยู่แบบนั้น

ในกลุ่มแพทย์และเจ้าหน้าที่การแพทย์อาสาสมัครคลินิกขนาดย่อม เป็นการรวมกลุ่มกันของเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ประกอบด้วยแพทย์ จิตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มากมายที่อาสากันมา ครั้งหนึ่งทีมหนึ่งก็ประมาณ 60-70 คน

นี่เอง… สิ่งเหล่านี้เอง ที่เอาเวลาของครูสุไปหมด ครูสุบอกว่า เธอไม่เคยเสียดายเวลาในการทำสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้ามรู้สึกดีและตั้งใจอย่างมากที่จะทำในสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด

3 ปีที่ผ่านมาคือการสละเวลาเพื่อทำงานอาสาสมัคร โดยเฉพาะในที่ห่างไกลทุรกันดาร ส่วนใหญ่เป็นงานด้านการศึกษาและสาธารณสุข

จากอดีตครูและเจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ปัจจุบันครูสุลาออกมา 3 ปีแล้ว เธอทำธุรกิจของตัวเองได้แก่การจัดจำหน่ายรองเท้าและอุปกรณ์แคมปิ้งทางออนไลน์

นั่นทำให้เธอได้ใช้ชีวิตกับการทำงานอาสาสมัครอย่างเต็มที่ การระดมกำลังและความช่วยเหลือสำหรับงานอาสาสมัครต่างๆ ดำเนินการผ่านเพจเฟซบุ๊ก : subackpacker ครูสุอาสาแบกเป้เที่ยว

ใครสนใจกิจกรรมอาสาหรือต้องการรู้จักครูสุคนแกร่ง ก็แวะเวียนเข้าไปดูกิจกรรมต่างๆ ของเธอได้

“เหนื่อยหรือ ลืมไปเลย ถ้าหยุดสิจะเหนื่อยมากกว่า เนื่องจากคงเบื่อโลกว่าอยู่นิ่งๆ คิดๆ ดูก็เหมือนกับว่า เราเสพติดการอยู่กับเด็ก การอยู่กับรอยยิ้มเสียงหัวเราะ การได้ช่วยเหลือคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีความรู้สึกใดที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว” 

รองเท้าเพื่อสุขภาพ รายได้เสริมเพิ่มเงินเก็บ

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582390

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

รองเท้าเพื่อสุขภาพ รายได้เสริมเพิ่มเงินเก็บ

เรื่อง  อณุสรา ทองอุไร, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ  วิศิษฐ์  แถมเงิน

สาวนักกฎหมายดีกรีนักเรียนนอก สาวหน้าเข้มแต่ยิ้มกว้างอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ ทรรศภรณ์ สุนทรสุข หุ้นส่วนบริษัท ซีนิธ อินเตอร์โปรดักส์ ด้วยหน้าที่การงานหลักนั้นเธอทำบริษัททางด้านกฎหมายการเงิน เธอมีหน้าที่รับผิดชอบคือการดูเอกสารต่างๆ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ซึ่งมีความเร่งรีบและความเครียดในการทำงานอยู่เป็นครั้งคราว ทำให้เธอรู้สึกอยากปลดปล่อยในการเปิดตาเปิดใจ ทำในสิ่งที่รักที่ชอบเพื่อคลายเครียด

ดังนั้น เธอจึงชวนสามีของเธอซึ่งเป็นนักธุรกิจส่งออก เขาทั้งคู่ได้ร่วมก่อตั้งแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพขึ้นมาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ชื่อว่า Belldilar โดยเริ่มขายครั้งแรกทางออนไลน์เป็นหลัก จนผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจหลังจากที่ลองตลาดมาสักพักใหญ่ จนมั่นใจในสินค้าว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก

ในที่สุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเธอก็ได้เปิดหน้าร้านเป็นแห่งแรกที่สีลมคอมเพล็กซ์ และไปได้ดีอย่างที่คิดไว้ เธอเล่าว่าวิธีคิดในการเปิดแบรนด์รองเท้านี้ขึ้นมา จากการเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง

เธอเล่าว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบใส่ส้นสูง แต่พอเดินมากๆ มันก็เมื่อย สร้างปัญหาให้สุขภาพเท้า

แล้วรองเท้าส้นสูงนั้นที่ใส่สบายด้วยสวยด้วยมันก็หายาก เราก็เลยหาพื้นที่ตรงกลางคือไม่สูงมากสักประมาณ 2 นิ้วครึ่ง สูงกำลังสวยแล้วใส่สบาย ซึ่งเป็นปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ใส่ส้นสูงมากๆ จะเมื่อย หรือเจ็บเท้า พอนานๆ เข้าก็เป็นกระดูกเท้าโปนขึ้นมา

เพราะเท้าเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะช่วยในการพยุงกระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลัง ทำให้ร่างกายมีความสมดุล อีกทั้งเท้ายังสามารถบอกอาการของโรคต่างๆ ได้ ดังนั้น การเลือกรองเท้าสักคู่เพื่อรองรับน้ำหนักเท้าจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย แล้วคำว่าเพื่อสุขภาพมันไม่ควรเป็นของคนแก่ มันควรเป็นของคนที่ทุกวัยที่อยากใส่ใจในสุขภาพมากกว่า เพราะการดูแลสุขภาพควรเริ่มมาตั้งแต่ช่วงอายุยังน้อย ไม่ใช่การมาดูแลในช่วงที่สายเกินไป เลยเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่สามารถใส่ได้ทุกเพศทุกวัย

โดยเธอรับหน้าที่ช่วยออกแบบรองเท้า ช่วยทดลองว่าทำออกมามันใช่หรือไม่ เพื่อนำกลับไปปรับปรุงให้ดีขึ้น “ในความรู้สึกของโน้ต คือ Belldilar ไม่ใช่การทำงานเพราะมันคือความชอบ เพราะเราชอบการแต่งตัว พอจะทำรุ่นใหม่เวลาที่ดูเรเฟอเรนซ์เราไม่เคยรู้สึกว่าเรากำลังทำงานเลย มันสนุกที่จะได้เตรียมออกแบบรุ่นใหม่ๆ ทุกครั้งสนุกไปกับงาน” เธอเล่าอย่างมีความสุข

ในอนาคตเรามีแพลนที่อยากจะขยายเพิ่มแต่ไม่ใช่ทุกห้าง แต่จะเลือกเป็นห้างหลักๆ ตามหัวเมือง ที่คิดไว้คือจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในปีนี้ สาขาจะทำไม่มาก เพราะจริงๆ หัวใจหลักของเราอยู่ที่การขายออนไลน์อยู่ หากสนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ http://www.belldilar.com หรือที่เพจ Belldilar หรือถ้าต้องการไปลองสินค้าด้วยตัวเองสามารถซื้อได้ที่ชั้น 3 สีลมคอมเพล็กซ์

ผลักงานวิจัยลงหิ้ง ดัน‘อาหาร’ช่วยเศรษฐกิจชายแดนใต้

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582387

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ผลักงานวิจัยลงหิ้ง ดัน‘อาหาร’ช่วยเศรษฐกิจชายแดนใต้

เรื่อง…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และอีก 4 อำเภอในสงขลา เป็นขอบเขตพื้นที่ในยุทธศาสตร์เมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความสมบูรณ์พร้อมของปัจจัยการผลิตในทุกด้านทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรมนุษย์ มีชายแดนติดต่อกับมาเลเซีย และมีสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ทว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจในชายแดนใต้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทาง สกว.จึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อทำ “การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์” โดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. กล่าวว่า การวิจัยที่ทำในพื้นที่เป็นประเด็นที่ทุกคนเห็นว่าควรจะทำและมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ด้วยการมีส่วนร่วมจากชาวบ้าน นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เทศบาลเมืองเบตง ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยใช้โจทย์ปัญหาของจังหวัดและผลกระทบของชุมชนเป็นตัวตั้งในการทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลและข้อเท็จจริง

ปัจจุบันมีโครงการวิจัยภายในยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จำนวน 10 โครงการ โดยมีจำนวนหนึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ “อาหาร” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

ไก่เบตงสับ VS ไก่สับเบตง

หากพูดถึงเบตง คนส่วนใหญ่ต้องคิดถึงไก่เบตง แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า มีร้านอาหารในเบตงเพียงไม่กี่ร้านที่ใช้ไก่เบตงแท้มาปรุงเป็นอาหาร ส่งผลให้ศักยภาพด้านการตลาดของไก่เบตงด้อยลง

การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลี้ยงไก่เบตงเป็นหนึ่งในนโยบายที่ ศอ.บต.ได้ดำเนินการมาก่อนที่ สกว. และ ม.อ. จะร่วมมือกันทำการวิจัยไก่เบตงภายใต้ชื่อ โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตไก่เบตง และพัฒนากลไกการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไก่เบตง

ผศ.เถลิงศักดิ์ อังกุรเศรณี นักวิจัยจาก ม.อ. กล่าวว่า งานวิจัยได้ศึกษาเชิงวิเคราะห์ศักยภาพการผลิตของเกษตรกรและตลาดไก่เบตง ด้วยการสำรวจฟาร์มเลี้ยงไก่เบตงจำนวน 50 รายใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่า รูปแบบการเลี้ยงไก่เบตงเป็นการแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย แบ่งผู้เลี้ยงออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เลี้ยงตามภูมิปัญญา มีการให้อาหารสำเร็จรูปอย่างเดียวในช่วงอายุ 1-2 เดือน จากนั้นมีการให้ข้าวและข้าวโพดร่วมกับอาหารสำเร็จรูปในช่วงอายุ 3-6 เดือน โดยจะเลี้ยงไก่เอง เชือดเอง และขายเอง

กลุ่มที่ 2 เป็นการเลี้ยงแบบแนวทางเชิงธุรกิจ คือ จะเลี้ยงไก่ถึงอายุ 4 เดือนเท่านั้นแล้วขายให้เกษตรกรไปขุนต่อ โดยในระยะเวลา 4 เดือนนั้นมีวิธีการเลี้ยงเหมือนกลุ่มแรก เพียงแต่จะเสริมข้าวโพดระยะเวลาน้อยกว่า ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ระยะเวลาการเลี้ยง 20-24 สัปดาห์จะทำให้ขายไก่มีชีวิตได้กำไรมากที่สุดคือ มีต้นทุนตัวละ 96 บาท และขายได้กิโลกรัมละ 250 บาท

“การส่งเสริมการเลี้ยงไก่เบตงแท้ๆ เป็นเรื่องที่ดี แต่เนื่องจากไก่เบตงเป็นสินค้าเกษตร หากต้องการให้คงเอกลักษณ์ไว้จะต้องศึกษาให้ดีระหว่างความต้องการของตลาดและความสามารถในการผลิตของเกษตร แม้ว่าเราจะเจตนาดีอยากให้คนที่มาเบตงได้รับประทานไก่เบตงแท้ๆ แต่การเข้าไปแทรกแซงกระบวนการผลิตมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะไก่เบตงล้นตลาด และสุดท้ายจะกระทบต่อราคาที่ตกต่ำลง ซึ่งจะสวนทางกับเรื่องต้นทุนการเลี้ยงไก่เบตงที่มีความพรีเมียมในตัวของมันเองอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถลดต้นทุนการเลี้ยงได้”

โดยทั่วไปเมนูข้าวมันไก่จะใช้ไก่สามสายหรือไก่พื้นเมืองเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมีระยะเวลาการเลี้ยงสั้นกว่าและต้นทุนถูกกว่า ตรงข้ามกับไก่เบตงที่ต้องใช้เวลาการเลี้ยงนานถึง 6 เดือน จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมไก่เบตงถึงมีราคาแพงกว่าไก่ทั่วไป ดังนั้นเมื่อนักท่องเที่ยวยินดีจ่ายเพื่อเมนูไก่เบตงแล้ว ผู้บริโภคก็ควรได้รับประทานไก่เบตงแท้ ผศ.เถลิงศักดิ์ จึงให้ข้อสังเกตเมนูไก่เบตงสับว่า หากเป็นไก่เบตงที่เลี้ยงด้วยวิธีดั้งเดิมคือ เลี้ยงแบบเสริมข้าวโพดในช่วง 5-6 เดือนก่อนเชือด เมื่อนำมาต้มแล้วหนังไก่จะมีสีเหลือง หนังหนา และเมื่อรับประทานหนังจะมีความหนึบคล้ายเอ็นไก่บ้าน และเนื้อไก่จะมีความฉ่ำกว่าไก่พื้นเมือง

“ด้วยเอกลักษณ์ของเนื้อและหนังของไก่เบตง การนำมาทำอาหารจึงต้องปรุงเป็นเมนูไก่เบตงต้มเท่านั้น เพราะหากนำไปทำเมนูอื่น เช่น นำไปทอดหรือผัดก็จะทำให้เนื้อและหนังเปลี่ยนรสไป จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไก่เบตงที่มีราคาแพง”

ผศ.เถลิงศักดิ์ ยังกล่าวถึงเทคนิคการกินไก่เบตงให้อร่อยว่า จากการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงไก่และเชฟมีคำแนะนำให้รับประทานไก่เบตงตัวเมีย โดยเฉพาะตัวเมียที่อยู่ในระยะเริ่มให้ไข่ฟองแรก (ไก่สาว) จะมีไขมันแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อ ทำให้เมื่อนำเนื้อไก่ไปต้มจะเกิดความนุ่มขึ้น หรือหากเป็นตัวผู้ต้องเลี้ยงมากกว่า 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงโตเต็มที่ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มสะสมไขมัน

การวิจัยนี้ทำให้ทราบถึงรูปแบบการเลี้ยงไก่เบตงเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนารูปแบบการเลี้ยงเพื่อเชิงพาณิชย์ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เบตงแท้เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมไก่เบตงให้อยู่สืบไป

อาหารใต้สู่ตลาดจีน

ประเทศจีนเป็นมหาสมุทรการค้าที่ซึ่งตอนนี้อาหารไทยเป็นเรือลำใหญ่ที่กำลังแล่นเข้าสู่น่านน้ำ เนื่องจากประชาชนจีนนิยมบริโภคอาหารไทย ทำให้ร้านอาหารไทยเกิดขึ้นมากมายในเมืองและมณฑลต่างๆ แต่ในบรรดาอาหารเหล่านั้นมีเมนูอาหารใต้อยู่น้อยมากและแทบจะไม่มีการใช้วัตถุดิบจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วนัสนันท์ กนกพัฒนางกูร หรือที่คนจีนรู้รักกันในชื่อ วาเนสซ่า วู เชฟไทยที่สามารถเข้าไปสอนการทำอาหารไทยให้เชฟจีนในมหาวิทยาลัยเมืองเสฉวน เป็นเวลานานถึง 10 ปี และมีบทบาทในการเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “โครงการการพัฒนาศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยโดยใช้ส่วนประกอบจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยสำหรับตลาดจีน” กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้คนจีนไม่รับประทานอาหารใต้เนื่องจากกลิ่นและรสชาติที่ไม่คุ้นเคย

“แม้ว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จะมีวัฒนธรรมจีนผสมอยู่บ้าง แต่เมนูอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นข้าวยำ สลัดผัก ข้าวมันแกงไก่ หรือไก่กอและ ยังแตกต่างจากอาหารที่คนจีนกินค่อนข้างมาก เพราะเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีกลิ่นคาว เช่น น้ำบูดู หรือการกินผักสดที่คนจีนส่วนใหญ่จะกินแต่ของสุกหรือผ่านความร้อนมาแล้ว”

งานวิจัยดังกล่าวจึงได้เชิญเชฟจีน 3 คนมาสัมผัสวัฒนธรรมการกินและองค์ประกอบของอาหารใต้ จากนั้นให้เชฟแต่ละคนสร้างสรรค์อาหารใต้ในสไตล์ของตัวเองคนละ 10 เมนู รวมเป็น 40 เมนู ยกตัวอย่าง เมนูไก่แช่เหล้าจากเชฟเมืองฉงชิ่ง ผัดสะตอจากเชฟเมืองเจิ้นโจว ปลาราดซอสจากเชฟเมืองชางโจว และข้าวผัดน้ำบูดูจากเชฟวนัสนันท์ ตัวแทนจากเมืองเฉิงตู

“ดิฉันเลือกทำเมนูข้าวผัดน้ำบูดู โดยเปลี่ยนจากการราดน้ำบูดูลงไปบนข้าวยำ ใช้เป็นน้ำซอสข้าวผัดแทน ทำให้ความร้อนเปลี่ยนกลิ่นคาวปลาเป็นความหอมของกลิ่นทะเลไทยแบบที่คนจีนชอบ ซึ่งคนจีนได้ลองชิมแล้วต่างบอกว่าอร่อยมาก” เธอกล่าว

อาหารทั้ง 40 เมนูที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ได้นำไปให้คนจีนชิมอย่างกว้างขวางในเทศกาลอาหารไทย 2 ครั้งในเมืองฉงชิ่งและเมืองเจิ้นโจว พบว่า ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบเมนูที่มีส่วนประกอบของ “น้ำมันผัดสมุนไพร” ที่สกัดจากพริก กระเทียม ตะไคร้ ข่า อบเชย และยี่หร่า จากนั้นวนัสนันท์ได้ต่อยอดไปสู่ “น้ำหอมอาหาร” หรือสเปรย์น้ำมันประกอบอาหาร 5 รสชาติ คือ ตะไคร้ กระเทียม พริกไทยดำ พริก และกะเพรา สำหรับฉีดพ่นอาหารเพื่อให้กลิ่นหอมน่ารับประทาน ส่วนรสชาติจะติดลิ้นอยู่เพียง 10 วินาที หมายความว่า รสชาติของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเข้าไปอยู่ในเมนูอาหารจีนอย่างง่ายดาย เธอมีแผนจะวางขายในประเทศจีนโดยเจาะกลุ่มเชฟจีนที่มีจำนวนถึง 70 ล้านคน

เธอกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมอาหารที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมในวงการเชฟ และผู้บริโภคชาวจีน จึงเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปอาหารใต้เพื่อส่งออกตลาดจีน โดยเน้นวัตถุดิบที่เน้นกลิ่นหอมแบบไทยเป็นจุดขาย

นอกจากงานวิจัยที่ยกมาแล้ว ยังมีโครงการวิจัยอื่นๆ ที่เข้ามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาเมืองเบตงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว การพัฒนากลุ่มผลิตโกปี๊ (กาแฟโบราณ) การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองเบตง การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและแรงงานข้ามแดน การจัดการโรคที่เกิดในกล้วย การฟื้นฟูสวนเงาะนอกฤดู การพัฒนาวิสาหกิจไม้ผล และการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาพลวงชมพูแห่งแม่น้ำสายบุรี

เมื่องานวิจัยที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุด จึงนำไปสู่การหนุนเสริมเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน การสร้างรายได้ และความยั่งยืนในอาชีพของคนในพื้นที่ ซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งได้ในที่สุด

กิลโยม ราวา แบร์ทรันด์ โบลล์ แฟชั่นและการเดินทางอย่างมีสไตล์

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582279

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กิลโยม ราวา แบร์ทรันด์ โบลล์ แฟชั่นและการเดินทางอย่างมีสไตล์

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แบรนด์แฟชั่นสุดหรูจากฝรั่งเศส เพื่อคุณสุภาพบุรุษนักเดินทาง “โบลล์ แอนด์ ราวา” (Boll & Rava) และแบรนด์ยีนส์เปี่ยมไปด้วยรสนิยม หรูหราฉีกกฎกางเกงยีนส์ทั่วไป “เอส เดนิม” (Ace Denim) เลือกเมืองไทยเพื่อเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชีย ณ คิง เพาเวอร์ มหานคร และจำหน่ายอีก 2 สาขา ได้แก่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และศรีวารี ภูเก็ต เอาใจกลุ่มลูกค้านักเดินทางที่แฝงไปด้วยรสนิยมลักซ์ชัวรี่ ฝีมือสร้างแบรนด์และออกแบบของ 2 นักออกแบบหล่อสุดฮอต กิลโยม ราวา ชาวฝรั่งเศส และแบร์ทรันด์ โบลล์ ชาวสวิส

โบลล์ แอนด์ ราวา กำเนิดขึ้นในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่ถูกจับตามองและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยสองดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ราวา ชาวฝรั่งเศส และโบลล์ ชาวสวิส ซึ่งเขาทั้งสองคนได้พบกันระหว่างเรียน และได้ร่วมกันทำโปรเจกต์ให้กับแบรนด์วิคอมต์ เอ. (Vicomte A.) ที่ได้รับความนิยมในประเทศฝรั่งเศส

ด้วยสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการจับคู่สีและผสมผสานเนื้อผ้าที่แตกต่างเข้าด้วยกัน ทำให้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่พวกเขาร่วมกันออกแบบ ผลงานของพวกเขาโดดเด่นมาก โดยคอลเลกชั่นและกำกับศิลป์ วิคอมต์ เอ. มียอดขายสูงถึง 15 ล้านยูโร และยังได้รับรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม Who’s Next อันทรงเกียรติจากสมาคมแฟชั่นของฝรั่งเศส ในปี 2008 จนได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสายแฟชั่นอย่างมากมาย

ในฐานะดีไซเนอร์รวมถึงอาร์ตไดเรกเตอร์ ทำให้คู่หูอย่างโบลล์และราวาได้มีโอกาสเดินทางรอบโลกอยู่เป็นประจำ เพื่อแสวงหาวัสดุอุปกรณ์ ช่างฝีมือ รวมถึงแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดสำหรับสุภาพบุรุษนักเดินทางด้วยความเข้าใจและหลงรักในการเดินทางเช่นกัน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา เกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อพวกเขาได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ชุดสูทเพื่อการเดินทางเป็นครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์ BFM ของประเทศฝรั่งเศส โดยโบลล์และราวาได้กล่าวถึงที่มาที่ไปว่า หลังจากพวกเขาได้รับคำชมเชยระหว่างการเดินทางว่าชุดที่สวมใส่นั้นดูดีมีสไตล์ พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมกันทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยตั้งใจให้เป็นเสื้อผ้าสำหรับนักเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

จากนั้นโบลล์ แอนด์ ราวา ได้เปิดตัวด้วยคอลเลกชั่นแรกที่มีทั้งเบลเซอร์ตัวสวย ใส่เข้ากับเสื้อเชิ้ตที่ผลิตโดยโทมันเมสัน โป๊ปไลน์สีขาว 120/2 พร้อมแผ่นกันเหงื่อใต้วงแขน ซองใส่เอกสารหนังจระเข้สุดยอดงานฝีมือจากอิตาลี กางเกงจ๊อกกิ้งผ้าแคชเมียร์สุดเก๋ ตลอดจนผ้าพันคอแคชเมียร์และไหมแสนเบา ที่ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลอบอุ่นแก่ผู้สวมใส่

การออกแบบสไตล์เครื่องแต่งกายยังได้ใช้หลักความแตกต่างระหว่างผิวสัมผัสของเนื้อผ้า เฉดสี และวัสดุต่างๆ โดยเน้นการใช้วัสดุที่หายากและหรูหรา ผสานกับงานฝีมืออันประณีตของช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสและอิตาลี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องแต่งกายที่สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับการเดินทางอย่างยิ่ง โดยมีเอกลักษณ์เป็นโลโก้จุดสองจุดหรือเพชร 2 เม็ด ซึ่งเป็นตัวแทนของคู่หูเจ้าของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวานั่นเอง

แม้การทำงานร่วมกันเป็นหัวใจของเขา โดยไม่มีการแบ่งหน้าที่ ทั้งสองทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครนำ ไม่มีใครตาม โดยช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ ทำให้ทั้งสองแบรนด์ของพวกเขามีจุดเด่นของเขาคือผสมผสานกันได้ดีมาก

โบลล์ เล่าถึงการพัฒนาแตกยอดแบรนด์นอกจากแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา ที่ได้รับความนิยมจากเหล่าสุภาพบุรุษผู้รักการเดินทางแล้ว อย่าง “เอส เดนิม” แบรนด์ยีนส์ ที่มีภาพลักษณ์หรูหรา นำสมัย เปี่ยมรสนิยม และมีสไตล์ ในราคาที่จับต้องได้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เดนิม มีจุดเด่นที่มีความทนทานแต่สวมใส่ไม่ค่อยสบายนัก

“แบรนด์ เอส เดนิม นั้นได้ใส่ใจในการคัดสรรเนื้อผ้าที่นำมาตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน เพื่อเป็นกางเกงยีนส์ที่มอบความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้าผู้สวมใส่ โดยผ้าที่นำมาตัดเย็บทุกชิ้นได้ใช้ผ้าพรีเมียมที่มีส่วนผสมของคอตตอน 98% และอีลาสติน 2% พร้อมด้วยเทคนิคด้ายม้วนเกลียวสองครั้งและการฟอกที่มีเอกลักษณ์เพื่อความโดดเด่นและสวมใส่สบายในทุกอิริยาบถ โดยเทคนิคที่เลือกใช้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เดนิมชั้นเยี่ยม ที่ยังคงความรู้สึกถึงยีนส์พรีเมียมได้อย่างชัดเจน ในทุกๆ ปีเอส เดนิมจะเชิญศิลปินระดับโลกมาร่วมออกแบบคอลเลกชั่นที่พิเศษวางจำหน่ายรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ล่าสุดก็มีให้ชมความพิเศษแล้วที่ตึกมหานคร”

สำหรับการหาแรงบันดาลใหม่ๆ ของทั้งคู่ได้มาจากไหน ราวาเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า เขามองว่าแรงบันดาลใจกับงานศิลปะเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกัน

“ผมเป็นคนไม่เก็บตัว ชอบเดินทาง ผมดูทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แสง สี เสียง และเอามาทำเป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานของผม เช่น สิ่งที่แตกต่างกัน วัสดุใหม่ๆ ที่ไม่มีใครใช้ และวัสดุเก่าๆ นำมาผสมผสานกัน เรากำลังทำงานผสมผสานกับศิลปินเก่งๆ มาวาดลวดลายในเดนิม เพื่อทำเป็นรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น และเราจะเปลี่ยนศิลปินไปเรื่อยๆ เร็วๆ นี้เรากำลังร่วมมือกับศิลปินชาวสเปนด้วย ในกางเกงยีนส์แต่ละตัวเราจะมีลูกเล่นของลายปักแปรงทาสี 2 สีที่ขอบกางเกงยีนส์ เพื่อนำเสนอความเป็นตัวผมทั้งสองคน จุดเด่นของเอส เดนิม คือ ไม่มีฟอร์แมตช์มิกซ์กับความเป็นสปอร์ตด้วย” นี่คือเสน่ห์ของแบรนด์โบลล์ แอนด์ ราวา ที่ราวากลั่นออกมา

โบลล์ เสริมว่า แบรนด์ของพวกเขามีจุดเด่นเหนือการผสมผสานวัสดุ ทั้งสี ซึ่งทำออกมาได้โดดเด่น และที่เขาเลือกเปิดตลาดแบรนด์ที่เมืองไทย คือ คนเอเชียเปิดและยอมรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และเขาไม่ได้โฟกัสที่ตลาดเอเชียอย่างเดียว ยังมองตลาดยุโรปด้วย

“ผมเชื่อว่า หากคนเริ่มลองใช้เสื้อผ้าแบรนด์ของพวกเราแล้วจะติดใจ และผมคิดว่าทั้งสองแบรนด์จะติดตลาดได้ไม่ยาก ก่อนมาเปิดแบรนด์ในเมืองไทย เราทำการวิจัยและผมมีความเชื่อว่า คนไทยมีนิสัยเปิด ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ เช่น วัฒนธรรมประเพณีไทยที่มีมานาน ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงยอมรับสิ่งใหม่ได้ง่ายๆ คือจริงๆ ผมได้เดินทางทั่วโลก ผมรู้สึกประทับใจกับนิสัยคนไทย คือคนไทยเป็นมิตรและน่ารักมาก”

ในฐานะที่เป็นดีไซเนอร์รสนิยมดี เขาเผยเคล็ดลับในการแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษให้ออกมาดูดีว่า ผู้ชายต้องรู้สึกมั่นใจกับเสื้อผ้าที่ตนเองเลือกสวมใส่ก่อน คือ ใส่ง่ายและใส่สบาย

“ใส่แล้วไม่อึดอัด พอมั่นใจแล้วบุคลิกภาพเราจะออกมาดี แต่สินค้าที่ดี คัตติ้งและการออกแบบที่ดีก็จะช่วยได้เยอะ อีกทั้งการแต่งกายต้องรู้สึกมิกซ์แอนด์แมตช์ ที่สำคัญเช่นเสื้อผ้าแบรนด์ของเขา คอลเลกชั่นนี้สามารถสวมใส่เข้ากับคอลเลกชั่นที่แล้วได้ ก็จะช่วยทำให้การแต่งกายดูมีหลายลุคขึ้น” โบลล์ เล่า

ราวา เสริมว่า สินค้าของเขาผลิตจำนวนไม่มาก อีกทั้งยังคัดสรรวัสดุอย่างดี มีรายละเอียดดีมาก ไม่ว่าจะซื้อที่ประเทศอะไรก็สามารถสวมใส่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เวลาเดินทางไม่ต้องคิดอะไรมาก พับเสื้อผ้าของเขาใส่ลงกระเป๋าเดินทางได้เลย สำหรับสีสันซึ่งบางคนคิดว่าอาจเป็นปัญหาใหญ่ในการเลือกให้เข้ากัน เรื่องสีสันเป็นเรื่องไม่ยากที่จะผสมผสาน แต่มีคีย์ก็คือ เลือกสีกางเกงหลักให้ได้ก่อน เช่น สีขาว และคุณสามารถเลือกซื้อเสื้อเชิ้ตทั้งสีขาว ชมพู สีดำ หรือสีน้ำเงินก็ดูดีแล้ว แต่ใส่แล้วคุณต้องรู้สึกมั่นใจด้วย

“เรื่องการเลือกสีสันผมเคยมีประสบการณ์มาแล้ว ผมสร้างแบรนด์เมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วยสีสันเพียงไม่กี่สี เช่น ชมพู และแดง ผมมองว่าไม่ว่าจะด้วยสีสันอะไร หากเลือกให้เป็น ก็จะออกมาดูดีมีสไตล๋ได้ จริงๆ แล้วการใส่เสื้อผ้าถ้าไม่อยากคิดมากและออกมาดูดีมีอยู่ 3 สี คือ ขาว น้ำเงิน และดำ” ราวา กล่าว

เบาหวานป้องกันได้ ดูแลอย่างไรให้ห่างไกลโรค

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582277

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เบาหวานป้องกันได้ ดูแลอย่างไรให้ห่างไกลโรค

เรื่อง กันย์ ภาพ Pixabay

โรคเบาหวานนั้นใกล้ตัว เป็นได้ทุกเพศทุกวัย การตระหนักรู้และเท่าทันโรคเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญ โรคเบาหวานไม่เพียงส่งผลกับคุณภาพชีวิต แต่ยังอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลที่ดี เพราะฉะนั้นการป้องกันก่อนเกิดเบาหวานคือสิ่งสำคัญ การหันมาใส่ใจคนในครอบครัวจะช่วยให้ห่างไกลโรค หากทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และดูแลใส่ใจกันอย่างถูกวิธี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กัน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ย่อมช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากโรคเบาหวานได้

พญ.รุ่งทิพย์ ด่านศิริกุล อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สมาชิกในครอบครัวนั้นมีหลากหลายวัย ดังนั้น ในแต่ละช่วงวัยการดูแลให้ห่างไกลเบาหวานจึงมีความแตกต่างกัน เพราะการรับรู้และพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 วัย ดังนี้

1.วัยเด็กถึงเด็กประถม พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ระวังน้ำตาล แป้ง และไขมัน เน้นให้ลูกดื่มน้ำเปล่าและนมรสจืด แทนน้ำหวานและน้ำอัดลม สอนให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือพ่อแม่ออกกำลังกายกับลูกหลังเลิกเรียน ในเด็กที่อายุมากกว่า 10 ปี และมีภาวะอ้วน ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

2.วัยรุ่น ในวัยนี้การปลูกฝังพฤติกรรมการกิน เน้นโปรตีนผักและผลไม้ ลดแป้ง น้ำตาล และไขมัน และระวังน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เน้นการออกกำลังกายเป็นประจำ พ่อแม่ควรสนับสนุนทางด้านกีฬาที่ลูกสนใจ แต่หากลูกติดเกมติดโซเชียลชอบนอนดูแต่ทีวี ต้องแนะนำให้ลูกทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมและใช้เวลาให้เหมาะสม

3.วัยทำงาน ควรมีการควบคุมเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ระวังปริมาณแป้งและน้ำตาลในแต่ละวัน ถึงแม้จะนานแค่ไหนอย่าละเลยการออกกำลังกาย ควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ตรวจสุขภาพเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หากอยากมีบุตรต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพราะผู้หญิงมีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่เคยมีบุตรแล้วและหลังคลอดเป็นเบาหวาน อาจมีโอกาสการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ ซึ่งต้องดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังมากกว่าผู้หญิงทั่วไป นอกจากนี้ถ้ามีกรรมพันธุ์คนในครอบครัวเคยเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น 50% เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย

4.วัยสูงอายุ ระวังการรับประทานแป้งและน้ำตาล ควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด เน้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เพราะจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ออกกำลังกายสม่ำเสมอเน้นกีฬาที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต โยคะ เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หรือหากป่วยเป็นเบาหวานควรต้องดูแลตนเองและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เทคนิคง่ายๆ เพื่อป้องกันเบาหวานคือ บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม/วัน เลือกรับประทานผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ลดหรืองดชา กาแฟ น้ำอัดลม ขนมหวาน รับประทานได้สัปดาห์ละครั้ง เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี กากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลที่แน่นอนก่อนซื้อมารับประทาน การแปรงฟันหรือบ้วนปากทันทีหลังอาหารช่วยลดความ+อยากของหวานหลังอาหารได้ สิ่งสำคัญที่เน้นย้ำคือการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยในทุกช่วงวัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยเบาหวาน ทุกคนในครอบครัวควรให้กำลังใจและคอยดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างระมัดระวัง ลดน้ำตาล ลดแป้ง ควรห้ามใจไม่ให้รับประทานให้ได้เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรดูแลกันและเป็นทีมเดียวกัน โดยระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร รวมถึงปริมาณน้ำตาลในอาหาร และชวนกันไปออกกำลังกาย ที่สำคัญควรตรวจเช็กเบาหวานเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม

ปรับ 4 นิสัยทางการเงิน มีน้อยก็ยังเหลือเก็บ

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582275

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ปรับ 4 นิสัยทางการเงิน มีน้อยก็ยังเหลือเก็บ

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือนที่พบเจอกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือไม่มีเงินเหลือเก็บ ไม่ว่าจะลองสูตรไหนก็ไม่เคยทำได้ ซึ่งบางครั้งอุปสรรคอาจไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย รายจ่ายเยอะ หรือวิธีการออมใช้ไม่ได้ผล แต่อยู่ที่อุปนิสัยการเลือกใช้เงินของคุณเอง และต่อไปนี้คือ 4 นิสัยทางการเงินที่ทำให้คุณไม่เหลือเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

1.ไม่เคยกำหนดเป้าหมายทางการเงิน

คนที่ไม่เคยมีเงินเก็บส่วนมากไม่เคยตั้งเป้าหมายเงินออม หรือเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง การบริหารเงินที่ดีควรกำหนดเป้าหมายทั้งเงินเก็บเงินใช้ของเราให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ในแต่ละเดือนจะต้องซื้ออะไรบ้าง จะต้องแบ่งจ่ายอะไรบ้าง เพราะหากคุณไม่รู้จักวางแผนให้ดี เราอาจจะต้องใช้เงินโดยลืมความสำคัญของการเก็บเงินและซื้อของที่ไม่จำเป็นจริงๆ สำหรับชีวิตในช่วงเวลานั้น

2.ซื้อของฟุ่มเฟือย

ค่านิยมของฟุ่มเฟือยเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ทำให้เราซื้อของเกินรายได้ที่ควรจะเป็น หากคุณต้องการจะมีเงินเก็บ หรืออยากจะมีเงินไว้สำหรับซื้อของที่จำเป็น ควรรู้แนวคิดในการบริหารการเงินที่สามารถแบ่งได้ว่า อะไรที่คุณควรจะซื้อ อะไรที่ไม่ควรซื้อ เพราะของบางอย่างที่ซื้อมาอาจจะไม่ใช่ของที่จำเป็นในขณะนั้น หากยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมาเก็บไว้ ควรตัดใจมองหาสินค้าอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า

ซึ่งบางครั้งการที่เราซื้อของโดยที่คิดว่าวันข้างหน้าจะได้ใช้พอถึงเวลาจะใช้จริงของแทบจะผุพังก่อนจะนำมาใช้เสียอีก บางอย่างก็ซื้อมานานแบบเก็บจนลืม ซึ่งเหล่านี้ต่างก็ถือว่าเป็นการใช้เงินแบบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

3.ไม่เคยทำบัญชีทางการเงิน

การทำบัญชีทางการเงินเป็นนิสัยที่ควรทำ เพราะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ดี หลายคนพลาดไม่เหลือเงินเก็บเพราะไม่ชอบจดบัญชีทางการเงิน การทำบัญชีทางการเงินไม่จำเป็นต้องจดทุกครั้งที่ได้รับหรือจ่ายเงินแต่อย่างน้อยๆ ในรอบสัปดาห์ควรสำรวจเงินในกระเป๋าว่ามีพอสำหรับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และรายจ่ายอื่นๆ หรือไม่ ย้อนนึกถึงค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ค่าน้ำ ค่าขนม ค่าอาหาร ค่าซื้อสิ่งของต่างๆ ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเห็นภาพกระแสการเงินของคุณชัดเจนขึ้น

4.ไม่เคยคิดเก็บเงิน

นิสัยสุดท้ายที่ทำให้เรามีปัญหาการเงินมากที่สุดคือไม่คิดเก็บเงิน หากได้เงินมาแล้วไม่รู้จักบริหารการเงิน ไม่รู้จักใช้เงินให้เป็น และไม่เห็นคุณค่าของเงิน ไม่ว่าจะหาได้มากแค่ไหนก็มีอันหมดไปอย่างไม่เหลือ แม้ใครบางคนจะบอกว่าไม่เสียดายก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่ประสบปัญหาการเงินจะคิดย้อนกลับมาถึงวันที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ผลร้ายที่สุดคือการกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายโดยไม่รู้ว่าจะใช้คืนทั้งหมดได้เมื่อไหร่

ดังนั้น หากเรารู้จักบริหารการเงินด้วยการแบ่งรายจ่ายของเราส่วนหนึ่งมาเป็นเงินออม ในสัดส่วน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หากเก็บไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจ และเป็นการฝึกนิสัยการออมที่ดีของคุณเอง

ทั้งหมดนี้มีหลักแก้นิสัยทางการเงินง่ายๆ เพียงแค่รู้จักจัดสรรค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆ และจัดลำดับความสำคัญในการซื้อของให้ดี พยายามตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลงตัวและมีเงินเก็บมากขึ้นโดยเราไม่รู้สึกว่าต้องพยายามมากมายจนเกินไป

การอยู่ร่วมกัน(ไม่)ได้ ในสังคม

Published March 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/582274

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

การอยู่ร่วมกัน(ไม่)ได้ ในสังคม

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ข่าวอันธพาลย่านวัดสิงห์ บางขุนเทียน ที่ขาดสำนึก และสร้างความวุ่นวายในสังคม บุกเข้าไปทำร้ายเด็กนักเรียนระหว่างการสอบแกต/แพต หรือความถนัดทางวิชาชีพประจำปีการศึกษา 2562 เมื่อเร็วๆ นี้ เชื่อว่าได้สร้างความตกใจให้แก่ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะผู้เขียนที่กำลังจะตั้งต้นบทความเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย

ดร.อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ อาจารย์พิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) นักวิชาการและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (สบท.) กล่าวว่า จารีตวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันสำหรับสังคมไทยคือ “บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน 3 ชุมชนหลักที่อยู่ร่วมกันมานานช้า หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะบริบทสังคมที่เพี้ยนผิดไปในระยะหลัง

สังคมที่เพี้ยนผิด ดร.อัครนันท์ เล่าว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกมองในมุมใด หากบทความนี้จะเป็นการมองในมุมของพุทธศาสน์ผ่านงานวิจัย “รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาเชิงบวก ที่มีต่อสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธของชุมชนอาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานคร” ชุมชนยุคใหม่ของคนเมือง…สังคมที่เพี้ยนผิดไปในอีกรูปแบบหนึ่ง

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม หากปัจจุบันการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไปจากงานวิจัยพบว่า 30-40% ของคนที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมต้องการใช้ชีวิตอยู่โดดเดี่ยวลำพังตัวเอง”

ดร.อัครนันท์ เล่าว่า สังคมเมืองในปัจจุบันคือภาพความเป็นพหุวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ผู้คนอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนท่ามกลางความหลากหลายทางเชื้อชาติภาษาและความเชื่อ รวมทั้งการผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่จากอายุที่แตกต่าง หากโจทย์ที่แท้จริงคือไลฟ์สไตล์การอยู่อย่างแปลกแยก เรื่องนี้ผิดแปลกจากธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ไม่ “เกินการ” ที่จะทำความเข้าใจ

สาเหตุคือสภาพการเลี้ยงดูและการหล่อหลอมในวัยเยาว์ ที่พ่อแม่ยุคใหม่เลี้ยงดูลูกด้วยโทรศัพท์มือถือ เครื่องมือการสื่อสารยุคใหม่ทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาในอาณาจักรส่วนตัว ต่างคนต่างแยกกันใช้ชีวิตของตัวเอง แม้กระทั่งสังคมครอบครัวก็ยังคุยกันน้อยหรือแทบจะไม่คุยกันเลย อยู่บนถนนในรถ (ติด) 4 ชั่วโมงเช้า-เย็น และอยู่กับตัวเอง 8 ชั่วโมง/วัน

“แนวโน้มการใช้ชีวิตที่แปลกแยกกับบุคคลแปลกหน้าสูงขึ้นเรื่อยๆ นำมาสู่สังคมอีกแบบหนึ่งที่เรากำลังจะก้าวไปสู่ชุมชนหลักบ้าน-วัด-โรงเรียนนั้น เลิกพูดไปได้เลยสำหรับกลุ่มคนพันธุ์ใหม่นี้”

มองผ่านชุมชนอยู่อาศัยในเมืองยุคใหม่ สังคมวันนี้จึงเป็นสังคมชุมชนที่ต่างคนต่างพึ่งพาตนเอง สมาชิกในสังคมต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นธรรมชาติของคนในสังคมเมืองที่ไม่สนใจโลกรอบตัว ไม่สนใจคนรอบข้าง เพื่อนบ้านหรือเพื่อนในชุมชนกลายเป็นอากาศธาตุ ต่อให้นั่งอยู่ข้างกัน โดยสารลิฟต์ด้วยกัน หรือมีฝาบ้านติดกัน ก็สบายใจมากกว่าที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน

คำถามคือ “เรา” จะปล่อยให้สังคมหรือชุมชนของเราเป็นไปหรือมีแนวโน้มอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ และถ้าไม่-เราจะทำอย่างไร ตอบด้วยงานวิจัยที่พบว่า ปัจจัยบริบทสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาเชิงบวกมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพองค์รวมแนวพุทธ ดังนั้น การส่งเสริมให้มีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน มีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมทางพุทธศาสนาสามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่ความสุขยั่งยืนของชุมชนได้

“คีย์เวิร์ดหรือกุญแจสำคัญคือ คนกลาง หรือเจ้าภาพ ที่จะยึดโยงสังคมชุมชนเข้าหากัน ละลายพฤติกรรมด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ ผมมองไปที่ผู้จัดการโครงการนิติบุคคล หรือหัวหน้าชุมชนก็ดี”

แนวทางคือการพัฒนาให้มีความรู้เรื่องสุขภาพที่ดีทั้ง 4 มิติ ได้แก่ กาย จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชนและหรือแต่ละพื้นที่นั่นเอง กิจกรรมต้องก่อให้เกิดคุณลักษณะด้านบวก ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายเชิงบูรณาการในทุกภาคส่วน

สำหรับจิตวิทยาเชิงบวกที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้น คุณลักษณะด้านบวกของแต่ละบุคคล วัดจาก 5 คุณลักษณะ

1.การรับรู้ความสามารถของตัวเอง

2.ความหวัง ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลในการคาดหมายถึงสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น

3.การมองโลกแง่ดี เชื่อว่าจะมีความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

4.ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ อดทนและปรับอารมณ์ได้ กลับสู่สภาวะปกติได้เมื่อต้องเผชิญปัญหาที่ไม่แน่นอน

5.เจตคติที่ดีต่อสุขภาพ ความรู้เชิงประเมินค่า เห็นประโยชน์การกระทำเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง

สอดคล้องแนวคิดการสนับสนุนทางสังคม ที่ว่าการมีส่วนร่วมในสังคม และผูกพันเป็นส่วนร่วมซึ่งกันและกัน การผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social Integration) เป็นการเปิดโอกาสที่บุคคลสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม มีโอกาสแข่งขันแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน รวมทั้งแสดงความห่วงใยเข้าใจต่อกัน หากขาดการสนับสนุนชนิดนี้ จะทำให้บุคคลรู้สึกโดดเดี่ยวจากสังคม ขาดกำลังใจที่มีคุณค่า ขาดการเป็นที่ยอมรับ รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“งานวิจัยสนับสนุนแนวคิดของทุนจิตวิทยาเชิงบวก 4 องค์ประกอบหลัก คือ ความหวัง การมองโลกในแง่ดี ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และความหยุ่นตัว โดยทุกองค์ประกอบจะทำงานอย่างเป็นวงจรต่อเนื่องกันไป เกื้อหนุนการทำงานซึ่งกันและกัน”

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในอาคารชุด จะมีคะแนนสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธอยู่ในระดับดี ผลวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ระบุว่า การไปทำบุญตามเทศกาลหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมต่างจังหวัดบ้าง เป็นการช่วยเติมพลังชีวิต ทำให้จิตใจสงบ ลดความฟุ้งซ่าน ทำให้รู้จักวิธีเพิ่มความสงบในใจ ลดความโกรธลง ไม่หงุดหงิดกับสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ

ข้อค้นพบดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันของครอบครัวเป็นสุข เป็นภาวะของบุคคลที่แสดงออกถึงการรู้จักการดำเนินชีวิตแบบไม่ประมาท ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม รู้จักแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตนเอง มีใจสงบนิ่ง ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต และรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง

“ผลสำเร็จของงานวิจัยนี้ ได้แก่ แนวปฏิบัติเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมของครอบครัวเพื่อนำไปสู่ความสุขยั่งยืนของชุมชน การสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมตามแนวพุทธในการสร้างเครือข่ายเชิงบูรณาการของการอยู่ร่วมกันแบบสังคมไทย”

ผศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ร่วมวิจัยฯ เล่าว่า การอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมยุคใหม่ ต้องอาศัยหลักธรรมสังคหวัตถุ 4 หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ

1.ทาน การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อแบ่งปันของตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว คำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถนำติดตัวเอาไปได้

2.ปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ ไม่หยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะแก่กาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น ปิยวาจายึดหลักเกณฑ์ว่า เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

3.อัตถจริยา การสงเคราะห์ทุกชนิด หรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

4.สมานัตตา การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้อื่น

นอกจากการให้ทานในสังคมหรือสังคหวัตถุ 4 แล้ว ผศ.ดร.กมลาศ กล่าวว่า คุณธรรมในข้อโยนิโสมนสิการ การคิดในมุมบวกหรือการคิดให้ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เข้ามากระทบ ก็เป็นคุณแก่การอยู่ร่วมกันเช่นกัน ทั้งนี้ ขอให้ถือว่า เราต่างเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของชุมชน มีหน้าที่ต่อชุมชนในอันที่จะปฏิบัติอันเป็นประโยชน์และไม่เป็นพาลต่อกัน ไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน

“สิ่งที่จะช่วยได้มาก คือการจัดกิจกรรม ใช้หลักและวิถีปฏิบัติแนวพุทธ เช่น การตักบาตรร่วมกันตามวาระ เช่น ในวันสำคัญทางศาสนา วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การทำกิจกรรมอาสา หรือกิจกรรมด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย เป็นต้น”

ยิ่งไปกว่านี้คือการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง โครงการอยู่อาศัยจำเป็นต้องมีพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน เหมือนกับการสร้างพื้นที่ร่วม เพื่อเป็นเวทีของการใช้ชีวิตแบบชุมชน หรือการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น จิตใจบวกหรือมุมมองที่เป็นบวกของผู้อยู่อาศัยนั้นเอง ที่จะช่วยผลักดันหรือขับเคลื่อนโอกาสและความสุขของชุมชนที่มีความสุขได้

ส่งท้ายด้วยธรรมะจากข้อเขียนของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่อธิบายว่า การพัฒนาจะเป็นไปพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ การพัฒนาทางกาย เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางด้านวัตถุและเทคโนโลยีให้สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่แสดงออกทางได้เหมาะสม 2.พัฒนาด้านพฤติกรรม (ศีล) หรือวิธีการใช้ชีวิต ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคนให้มีศีล คือวินัย 3.พัฒนาด้านจิตใจ (สมาธิ) พัฒนาคุณธรรม ความเข้มแข็ง มั่นคงของจิตใจ และสภาพจิตที่ดีงาม

สุดท้าย 4.พัฒนาด้านปัญญา (ปัญญา) คือความรู้ความเข้าใจต่างๆ รวมทั้งแนวความคิด ทัศนคติ และค่านิยมในการฝึกฝนหรือพัฒนาด้านความรู้ความเข้าใจ ทำได้โดยไตร่ตรองวินิจฉัย ตรวจสอบโดยอาศัยเหตุผลเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริง การพัฒนาทั้ง 4 ด้านดังกล่าว จะต้องอิงอาศัยกัน ซึ่งหากพัฒนาได้ทั้ง 4 ด้านแล้ว จะทำให้ชีวิตมีแต่ความดีงามนำไปสู่การเข้าถึงอิสรภาพและสันติสุขที่แท้จริง

%d bloggers like this: