ไร้โรคาพาร่ำรวย

All posts tagged ไร้โรคาพาร่ำรวย

กินอะไรไม่เป็นโรคข้อ

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07096010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอะไรไม่เป็นโรคข้อ

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษที่ว่า “you are what you eat” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “กินอะไรเข้าไปก็จะได้ผลตามที่กินนั้น” ซึ่งน่าจะหมายความว่า “ถ้ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คนคนนั้นก็มีสุขภาพดี แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มีโทษต่อร่างกาย ก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้” อาหารอาจเป็นทั้งสาเหตุของโรคต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่ถูกต้องก็อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ อาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ ต่างจากปัจจัยอื่น เช่น พันธุกรรม จึงมีการศึกษาถึงชนิดและรูปแบบของอาหารที่อาจจะช่วยลดหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงการนำอาหารบางชนิดมาใช้หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารมาใช้ในการรักษาโรค การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของอาหารกับความเสี่ยงของการเกิดโรคมีจำนวนมาก การศึกษาในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นการศึกษาที่มีผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่มาก แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาในกลุ่มประชากรที่มากขึ้นทำให้การศึกษามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลจากแบบสอบถามความถี่ของการบริโภคอาหารแต่ละชนิด จึงอาจมีปัญหาเรื่องอคติ การลืม ความแม่นยำของแบบสอบถามที่ใช้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีการสันนิษฐานว่าจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มากมาย ปัจจัยที่ได้รับการศึกษาแล้วว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรค ได้แก่ การสูบบุหรี่ และการมีการอักเสบเรื้อรังของเหงือกบริเวณรอบฟัน สำหรับอาหารเป็นปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมอีกประการหนึ่งที่ดูจะมีบทบาทสำคัญอยู่ไม่น้อย ถ้ากล่าวถึงชนิดของอาหาร มีการแบ่งการศึกษาการเกิดโรคตามอาหารชนิดต่างๆ เช่น

1. เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็น รวมทั้งแร่ธาตุ เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การบริโภคเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การศึกษาในกลุ่มประชากรของประเทศนอร์เวย์ พบว่าผู้ที่บริโภคเนื้อแดงปริมาณมากกว่า 58 กรัม ต่อวัน มีความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคเนื้อแดงปริมาณน้อยกว่า 25.5 กรัม ต่อวัน อีกการศึกษาหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ปริมาณมากกว่า 87.8 กรัม ต่อวัน เป็นโรคข้ออักเสบมากกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อในปริมาณน้อยกว่า 49 กรัม ต่อวัน

2. ปลา การบริโภคปลา เป็นที่ยอมรับว่าสามารถป้องกันโรคเรื้อรังหลายโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคปลาและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 7 การศึกษาที่มีผลการศึกษาขัดแย้งกัน แต่การวิเคราะห์รวมของทั้ง 7 การศึกษาพบว่า การรับประทานปลาประมาณ 9 ออนซ์ ต่อสัปดาห์ ลดความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบได้ร้อยละ 20-24 เมื่อเทียบกับการไม่รับประทานปลา ผลการศึกษาที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งอาจเป็นจากปลาแต่ละชนิดมีปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 แตกต่างกัน นอกจากนี้ ปลาอาจมีสารปนเปื้อนบางอย่างที่อาจมีความสัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบ เช่น สารปรอท

3. ผักและผลไม้ การบริโภคผักและผลไม้ ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ การศึกษาในประเทศกรีซพบว่า ผู้ที่รับประทานผักที่ปรุงสุกมากกว่า 85 หน่วยบริโภค ต่อเดือน มีความเสี่ยงของโรคข้อน้อยกว่าผู้ที่รับประทานผักปรุงสุกน้อยกว่า 20 หน่วยบริโภค ต่อเดือน ประมาณร้อยละ 60 ในบรรดาผลไม้ ส้มและ grapefruit มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ในขณะที่ในบรรดาผัก ผักตระกูลกะหล่ำมีความเสี่ยงต่ำที่สุด

4. ผลิตภัณฑ์นม หมายถึง นมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส เนย ซึ่งมีแคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี และโปรตีนเวย์ในปริมาณที่สูง การศึกษาประชากรในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา พบแนวโน้มของความสัมพันธ์แบบผกผันระหว่างการบริโภคผลิตภัณฑ์นม เช่น หางนม ไอศกรีม โยเกิร์ต ชีส ครีมชีส กับความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่การศึกษาประชากรในนอร์เวย์ พบว่า ความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์นมปริมาณมากกว่า 260 กรัม ต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์นมน้อยกว่า 153 กรัม ต่อวัน

5. กาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก การศึกษาในประเทศฟินแลนด์พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟ 4 ถ้วย ต่อวันขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 4 แก้ว ต่อวัน การศึกษาในประเทศเดนมาร์ก ก็พบความเสี่ยงของโรคสูงขึ้นในผู้ที่ดื่มกาแฟ สำหรับกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน การศึกษาในกลุ่มประชากรหญิงในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน 4 แก้ว ต่อวันขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน

6. แอลกอฮอล์ การศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณปานกลางในระยะยาวอาจส่งผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน และสามารถลดการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory cytokine) ซึ่งมีส่วนสำคัญของกระบวนการอักเสบในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีการวิเคราะห์การศึกษา 8 ฉบับ พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยถึงปานกลาง สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ร้อยละ 14 โดยมีความเสี่ยงต่ำที่สุดเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ 9 กรัม ต่อวัน ในขณะที่ความเสี่ยงสูงที่สุดเมื่อดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 30 กรัม ต่อวัน

กินอย่างไร ไม่ปวดข้อ พอทำได้

ทานอย่างไร ไม่พิการ สานประสม

เลือกทานปลา อาหารผัก รักดื่มนม

อย่ามัวชม ชื่นกาแฟ แย่ตามกัน

Advertisements

จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

เมื่อเกิดมีอาการไข้ มีผื่น ปวดข้อ หรืออาการอื่นที่หาคำอธิบายไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร แพทย์จะส่งเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นโรคเอสแอลอี (SLE) หรือไม่ ซึ่งโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอสแอลอี ดังนั้น การดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จึงเป็นหัวใจของการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเอง มีความสำคัญพอๆ กับการรักษาด้วยยา ผลของการรักษาจะเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้จะดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองที่ถูกต้องของผู้ป่วย ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรจะทำอย่างไรดี

ผู้ที่ได้รับการบอกจากแพทย์ว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ไม่ว่าจะมีอาการเล็กน้อยหรือมีอาการรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นมาไม่นานหรือนานก็ตาม จะรู้สึกตกใจ เกิดความไม่มั่นใจ เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หาทางออกไม่ถูก บางคนมีความโกรธ เช่น โกรธคนที่มีสุขภาพดี เพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ตนต้องมาป่วย บางคนโกรธตัวเองที่ไปรับการตรวจล่าช้า โกรธโรงพยาบาลที่วินิจฉัยล่าช้า ฯลฯ บางคนรู้สึกผิดที่เจ็บป่วย กลัวตกงาน กลัวเป็นภาระของครอบครัว ทำให้มีความรู้สึกโกรธ ซึมเศร้า กลัวตาย สลับกันไปมา เกิดคำถามกับตัวเองมากมาย เช่น “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” “ฉันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร” “จะมีชีวิตอยู่อีกทำไม” “ถ้ามีลูก ลูกจะเป็นโรคนี้ด้วยไหม” ทำให้กินไม่ลง นอนไม่หลับ กลับมีอาการทรุดหนักได้ ดังนั้น เมื่อได้รับการบอกว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง สิ่งแรกที่ควรทำคือ มีสติ ควบคุมอารมณ์ จิตใจ และร่างกายให้สงบ รับฟังรายละเอียดของโรคที่เป็น แนวทางการรักษา และการปฏิบัติตัวที่จะต้องทำ จากแพทย์ให้ชัดเจนที่สุด กระจ่างที่สุด พยายามซักถามให้ได้ข้อมูลที่จำเป็น ในขณะนั้นให้เข้าใจที่สุด พยายามเปิดใจอย่างมีสติให้มีการเรียนรู้ เพื่อหาทางออกของการเจ็บป่วยที่เหมาะสม พยายามมองโลกในแง่บวก และยอมรับว่าตนเองจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเพื่อการรักษาโรค ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองพิเศษกว่าคนทั่วไป เรียนรู้การปรับการดำเนินชีวิตให้กิจกรรมการดูแลตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันตามปกติ

ความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกำเริบ ดังนั้น เมื่อเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายเนื่องจากผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองต้องเผชิญกับความเครียดหลายอย่าง ตั้งแต่โรคเรื้อรังที่รักษายาก การดำเนินโรคที่ไม่แน่นอน มีระยะสงบและกำเริบสลับกัน มีความแข็งแรงของร่างกายที่อ่อนแอลง มีการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณะภายนอกของตัวเองจากตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา มีผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองซึ่งมักเป็นวัยรุ่นเคยให้ความหมายของการเจ็บป่วยด้วยโรคเอสแอลอี ว่า

1. เป็นชีวิตที่อยู่กับความทุกข์ ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ ทุกข์เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน บางครั้งก็ทุกข์จากสังคมรังเกียจ

2. เป็นชีวิตที่มีแต่ความไม่แน่นอน ตั้งแต่รอการวินิจฉัย การรักษา การดำเนินโรค

3. ต้องดำเนินชีวิตเหมือนคุณหนูผู้เปราะบาง ต้องระมัดระวังสิ่งต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด

4. อยู่ในโลกของคนแพ้ ทั้งแพ้แสงแดด แพ้ยาง่าย แพ้งานหนัก แพ้สังขารตัวเอง

นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงการรับรู้และให้คุณค่าการเจ็บป่วยในแง่ลบ ซึ่งมีแต่ก่อให้เกิดความเครียด บั่นทอนขวัญและกำลังใจ จนในที่สุดจะอ่อนล้าเกินกว่าที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้

เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรพยายามทำจิตใจให้ปล่อยวางในเรื่องต่างๆ ไม่คิดหมกมุ่น พยายามทำใจให้สงบ ฝึกทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรม หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หาการพักผ่อนที่ง่ายๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำเมื่อมีเวลาพัก แต่การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ควรฝึกนิสัยให้เข้านอนเป็นเวลา ตื่นนอนเป็นเวลา นอนหลับสนิทอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน ไม่ควรรับประทานยานอนหลับทุกวัน เพราะจะทำให้ติดยาและต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ ควรแบ่งงานเป็นส่วนๆ และหยุดพักเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายตึงเครียดมากเกินไป

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคเอสแอลอีกำเริบคือ แสงแดด การหลีกเลี่ยงแสงแดด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันโรคกำเริบ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแสงแดดแรงคือ 09.00-16.00 น. หากมีความจำเป็นควรกางร่ม ใส่หมวกปีกกว้าง สวมเสื้อแขนยาวและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF (Sun Protection

Factor) มากกว่า 20 โดยเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ควรทาผิวบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดด เช่น ใบหน้า ต้นคอ หน้าอก แขนด้านนอก ควรทาซ้ำหลังอาบน้ำ ล้างหน้า หรือมีเหงื่อออกมาก นอกจากนี้ ควรระวังแสงแดดที่สะท้อนจากผิวน้ำหรือพื้นที่เป็นมันด้วย

การติดเชื้อ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญในผู้ป่วย เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากตัวโรคแพ้ภูมิตนเอง การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัดหรือแหล่งชุมชน สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เพราะมีโอกาสรับเชื้อจากผู้อื่นได้ง่าย เช่น ตลาดนัด ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ หลีกเลี่ยงคนเป็นหวัด ไอ จาม รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะทำความสะอาดในช่องปากเป็นอย่างดี

ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองไม่ควรแสวงหาการรักษาตามความเชื่อที่อาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เช่น ยาต้ม ยาหม้อ การรักษาทางไสยศาสตร์ หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองคือ ผู้ป่วยต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง สงบ มั่นคง พยายามประคับประคองอารมณ์ให้เป็นปกติ มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับโรคแพ้ภูมิตนเองอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โรคแพ้ภูมิ รุมเร้า ไม่เศร้าหนัก

ให้รู้จัก รักชีวิต คิดสู้หนา

ทำอย่างไร ให้อยู่ได้ ไม่โศกา

ไม่คณนา โรคาสงบ พบสุขเอย

เรื่องถ่าย ไม่ง่าย

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เรื่องถ่าย ไม่ง่าย

ถ้าเรียกตามภาษาชาวบ้าน คำว่า “ถ่ายไม่ง่าย” ก็น่าจะหมายถึง “ท้องผูก” นั่นเอง สำหรับคนทั่วไป ปัญหาท้องร่วง ท้องเดิน ถ่ายเหลว เป็นปัญหาที่รักษาไม่ยากนัก แต่ปัญหาท้องผูก กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ตามคำจำกัดความ ภาวะท้องผูก หมายถึง การที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายและสม่ำเสมอ มีการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ร่วมกับก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็ง และยากต่อการขับถ่ายออกมา คนที่มีท้องผูกอาจต้องออกแรงเบ่ง ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเวลาถ่ายอุจจาระ ท้องอืด มีลมเยอะ แน่นท้อง ต้องใช้เวลาถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน

ลำไส้ของคนเรายาวประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และลำไส้ใหญ่ 5 ฟุต อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านลำไส้เพื่อได้รับการดูดซึม เหลือส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึม ซึ่งจะถูกถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ ถ้าไม่ถ่ายออกมา อุจจาระที่ตกค้างจะเป็นของเสียที่เกาะตัวกัน รวมทั้งเกาะสะสมกับผนังลำไส้ได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูก มีหลายสาเหตุ ได้แก่

1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

2. ทานอาหารที่มีกากใย (fiber) น้อย

3. ดื่มน้ำน้อย

4. ระบบดูดซึมผิดปกติ เช่น มีน้ำมันเคลือบอยู่มากทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่หมุนเวียน

5. ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะไม่ถ่ายช่วงเช้าระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.

6. มีพยาธิหรือเชื้อราทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ

บริเวณปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวมาจ่อปลายทวาร ประสาทปลายทวารจะส่งสัญญาณบอกสมองให้รู้สึกปวดอยากถ่ายหนัก แปลกมากที่เวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะทำงานไม่ปกติ จะบีบอุจจาระให้ขาดเป็นช่วงๆ เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราจะหยุด แต่ความจริงอุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก พอเหลือค้างอยู่ แทนที่จะอยู่ที่เดิม มันกลับถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อที่ปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอยากจะถ่ายอีก อุจจาระที่ค้างไว้นี้จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามา ก็จะแซงหน้าออกไปก่อน ไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งอยู่ก็จะเกาะผนังลำไส้ติดแน่นขึ้น ดังนั้น ทุกวันที่ถ่ายก็ถ่ายเฉพาะอุจจาระที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือค้างก็เกาะไปเรื่อยๆ จนใหญ่พอจะไปกดทับเส้นเลือดต่างๆ ในช่องท้อง กดทับกระดูกสันหลังทำให้เกิดอาการ เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดไหล่ และสะบัก เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มีฝ้าขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น เคยมีการชันสูตรศพผู้ที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น แล้วพบมีอุจจาระตกค้างในลำไส้หนักถึง 10 กิโลกรัม บางทีการที่เราลดน้ำหนักไม่ลง อาจเนื่องมาจากมีอุจจาระตกค้างในลำไส้อยู่หลายกิโลกรัมก็ได้ ถ้าเอาออกไปได้คงผอมลงไม่น้อย ทำอย่างไรจะล้างลำไส้ เอาอุจจาระตกค้างออกไปได้ ให้ลองทำดังนี้

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วัน ต่อสัปดาห์

2. นมสด 2 กล่อง (รวมได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร) และกล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า ช่วงแรกทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติแล้ว ลดเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

ทานจนกว่าอุจจาระจะออกมาหมด ถ้าออกมาหมดแล้ว จะรู้สึกได้ว่า โล่งท้อง ตัวเบาขึ้น บางครั้งอาจต้องทำหลายครั้ง เพราะภาวะนี้จะเกิดขึ้นอีกถ้าไม่ได้ปรับการทานอาหาร ไม่ดูแลเรื่องการดื่มน้ำ ถ้าดูแลเรื่องลำไส้ได้ดีแล้ว น้ำหนักจะลด ผิวพรรณจะดี

บางครั้งก็ต้องมีการล้างลำไส้เป็นระยะ เพราะถ้าระบบดูดซึมสารอาหารของลำไส้ถูกชั้นไขมันปกคลุมจนเสียหน้าที่ไป การดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ธาตุเหล็กไปสร้างเม็ดเลือดก็ไม่ได้ การทานยาหรือวิตามินต่างๆ ก็ไม่ถูกดูดซึมหรือไปได้น้อย ทำให้เกิดการเจ็บป่วย เกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้น ผู้ที่ทานอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันหรือของทอดน้ำมันบ่อยๆ ควรล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนการทานข้าวแล้วไม่ล้างจาน มื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่ามาใช้ทานข้าวอีก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

การล้างลำไส้ ทำได้โดยใช้โยเกิร์ต (yogurt) ธรรมชาติครึ่งถ้วย นมสด 1 กล่อง (250 ซีซี) น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ มะนาวครึ่งลูก มาผสมรวมกัน ตั้งไว้สักพักจึงทาน รสชาติปรับได้ตามใจชอบ ถ้าทานตอนเช้า จะช่วยลดน้ำหนัก ทำทานตอนบ่าย จะช่วยล้างลำไส้เล็ก จะช่วยให้มีการขับถ่ายดีขึ้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเข้าห้องน้ำคือช่วงเช้า เวลา 05.00-07.00 น. สำหรับคนที่ไม่ชิน อาจจะต้องเริ่มฝึก แต่ถ้าไม่ปวดก็ไม่ต้องเบ่ง ปกติแล้วลำไส้จะมีการบีบตัวเป็นพักๆ ทำให้ปวดเป็นช่วงๆ ถ้าช่วงไหนปวดก็เบ่งตามออกมาเลย ที่สำคัญ อย่าอั้นการถ่ายตอนเช้า เพราะนาทีทองของการถ่ายอยู่ที่ช่วงเวลาเช้านี้เท่านั้น ถ้าอั้นจนเลยเวลาไปแล้ว จะไม่ปวดเลยทั้งวัน หากใน 1 วันจะเข้าห้องน้ำ 1-3 ครั้งเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญ คือถ้าไม่จำเป็นอย่าทานยาถ่ายบ่อย เพราะการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะมีผลทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินได้ หากเกิดภาวะท้องผูกแบบหนักๆ ควรปรึกษาแพทย์ดีที่สุด

เรื่องไม่ง่าย ถ่ายลำบาก ยากบอกกล่าว

เพราะคนเรา เอาเก็บไว้ ไม่เปิดเผย

แม้นกินถูก ผูกก็คลาย ง่ายจริงเอย

อย่าละเลย เคยเวลา พารื่นรมย์

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

ในชีวิตของเราแต่ละวันมีกิจกรรมพื้นฐานที่คนเราทำเป็นกิจวัตรประจำวันหลายอย่าง เช่น การนอนหลับ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร รวมถึงการออกกำลังกาย แต่ละคนทำกิจกรรมพื้นฐานเหล่านี้ แตกต่างกัน ต่างเวลากัน ถึงแม้เป็นกิจวัตรพื้นฐานที่ทำทุกวัน แต่เชื่อว่าคนทุกคนคงมีความต้องการที่จะให้การทำกิจวัตรเหล่านี้ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี หรือดีขึ้นอีก การเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ให้ถูกเวลา อาจเป็นคำตอบของความต้องการให้มีสุขภาพดี หรือดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ เรามาดูกันว่าเวลาที่เหมาะสมสำหรับกิจวัตรประจำวันเป็นอย่างไร

คนจำนวนไม่น้อย เข้าใจว่าการนอนหลับจะนอนตอนไหนก็ได้ ขอแค่นอนให้พอก็แล้วกัน ผลที่ตามมาก็คือ หลังตื่นนอนบางวันจะรู้สึกไม่สดชื่นเอาซะเลย จริงๆ แล้วการนอนมีเงื่อนไขมากกว่านี้มาก จากข้อมูลขององค์กรการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ระบุว่า การนอนหลับในตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพ ควรใช้เวลาในการนอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายของคนแต่ละวัยไม่เหมือนกัน เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชาย 1,875 คน ผู้หญิง 1,875 คน เกี่ยวกับการนอนหลับ ผลแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้หญิง ผู้ที่ลาป่วยน้อยที่สุด นอนเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมง ส่วนผู้ชาย 7.8 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมที่สุดกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ชายที่นอนเป็นเวลานานเหมาะสม ลาป่วยเฉลี่ยเพียงปีละ 5.93 วัน ส่วนผู้หญิงลาป่วยปีละ 7.6 วัน เท่านั้นเอง และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า การนอนไม่หลับในตอนกลางคืนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เราง่วงทั้งวันเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานผิดปกติ กระทบถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึก มีผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ

วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยให้เรามีการนอนหลับที่ดีขึ้น

1. กำหนดเวลาเข้านอนให้แน่ชัด ควรเข้านอนในช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ควรทำให้ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดสุดสัปดาห์

2. งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดก่อนเข้านอนอย่างน้อย 30 นาที

3. ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้มีความสงบเงียบ อุณหภูมิห้องเหมาะสม แสงไฟไม่สว่างไป ที่นอนสะอาด ไม่มีแมลง หรือยุงรบกวน

4. ใส่ใจเรื่องความนุ่มสบายของที่นอน หมอน เนื้อผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ไม่ระคายผิว

5. ทำกิจกรรมสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายเตรียมตัวเข้านอน เช่น ฟังดนตรีผ่อนคลาย อ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น

6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน

7. งดทานอาหารก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง

8. งดดื่มน้ำหลายๆ แก้วก่อนนอน เพราะอาจจะทำให้ปวดปัสสาวะในเวลากลางคืน

9. กรณีที่นอนหลับไม่สนิทเพราะกรน ขาเป็นตะคริว เป็นเหน็บชา หายใจติดขัด ควรปรึกษาแพทย์

การนอนหลับสนิทโดยไม่ถูกรบกวนใดๆ เป็นเวลานานพอ จะทำให้เราตื่นนอนมาด้วยความสดชื่น พร้อมสำหรับวันใหม่

พูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย คำถามหนึ่งที่มีคนถามเสมอคือ ควรออกกำลังกายเวลาไหนดี ตอนเช้าดีหรือตอนเย็นจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน จริงๆ แล้วคงต้องลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลา ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรามากที่สุด

ช่วงเวลาเช้า เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการนอนหลับ การออกกำลังกายในช่วงเช้า

มีข้อดีคือ

1. อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่นและมีมลพิษน้อยกว่าช่วงอื่นของวัน ทำให้การออกกำลังกายจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

2. ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ตื่นตัวพร้อมสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้น การหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น อารมณ์ดีขึ้น

3. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน

4. มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่า เพราะมีสิ่งรบกวนน้อย

มีข้อเสียคือ

1. หากพักผ่อนไม่พอเพียง การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม

2. ตับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะในขณะนอนหลับ ตับยังทำงานอยู่ เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลือในหลอดเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย ตับจะต้องดึงสารอาหารที่ร่างกายสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับไม่ได้หยุดพัก

3. ช่วงเช้า ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดยิ่งทำงานไม่ดี ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้เต็มที่

4. มีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่า เพราะความไม่พร้อมของกล้ามเนื้อ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย

ดังนั้น หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ อย่างน้อย 10-15 นาที ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ แต่ไม่ควรรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังการออกกำลังกายหนัก เพราะอาจทำให้เกิดอาการจุก หรือหายใจขัดได้ ที่สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงานและนักเรียน นักศึกษา มีข้อดี ข้อเสีย ดังนี้

ข้อดี

1. อุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในภาวะสูงที่สุดช่วง 18.00 น. ทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. มีพลังงานมากกว่าช่วงเวลาอื่น เนื่องจากได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอในระหว่างวัน

3. ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน

4. ลดความอยากอาหารในมื้อเย็น ทำให้ไม่รับประทานมากไป

5. มีความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย

ข้อเสีย

1. การออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับได้ยาก

2. ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมได้น้อยกว่า

ในการออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย หากกลัวหมดแรง ควรรับประทานเป็นผลไม้แทน ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วเกินไป และควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลทำให้หลับสนิทได้

ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมใดๆ ควรเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด และสะดวกกับตนเองมากที่สุด

เวลาเหมาะ เพราะเลือกดี มีหลักการ

ไม่ว่างาน น้อยใหญ่ ไม่กังขา

ทั้งนอนหลับ ขับถ่าย กายออกนา

อยู่ที่ว่า หาให้เหมาะ เจาะกับงาน

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ปัจจุบันนี้ สุขภาพของคนไทยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจสุขภาพคนไทยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มากกว่า 3 ใน 10 คนของผู้ชายไทยและ 4 ใน 10 คนของผู้หญิงไทยอยู่ในเกณฑ์อ้วน ความชุกสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 45-60 ปี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ เพิ่มขึ้นในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ ความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 6.9 ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 21.4 ความชุกของภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 19.1 การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดโรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคอ้วน รวมทั้งทำให้เกิดโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ เช่น โรคเกาต์ เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสามารถป้องกันการเกิดโรค ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นกว่าเดิมหรืออาจทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้

อาหารเพื่อสุขภาพ หมายถึง อาหารที่รับประทานแล้วทำให้ร่างกายสามารถรักษาภาวะสุขภาพที่ดีได้ต่อไป หรือทำให้สุขภาพที่ไม่ดีกลับฟื้นตัวขึ้น บทบาทของอาหารในการป้องกันการเกิดโรคข้อนั้น เห็นได้ชัดเจนในโรคข้อเสื่อมและโรคเกาต์ สำหรับโรคข้ออักเสบอื่นๆ อาจไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของอาหารแต่อาจเกี่ยวข้องกับความสะอาดของอาหารที่รับประทาน เช่น โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งมีสาเหตุจากความเสื่อมสภาพตามอายุ การใช้งาน กรรมพันธุ์ และน้ำหนักที่กระทำต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย ดังนั้น หลักการในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อมคือ การรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ข้อต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไป มีข้อมูลจากการศึกษาที่พบว่า หากสามารถลดน้ำหนักได้ 5.1 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเสื่อมจะลดลงร้อยละ 50

สำหรับโรคเกาต์มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารนอกจากต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ยังต้องลดปริมาณการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา น้ำต้มกระดูก น้ำซุปไก่ รวมถึงงดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือมีค่าน้อยกว่า 7 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะมีเพียงร้อยละ 0.1 ต่อปี แต่หากระดับกรดยูริกในเลือดสูงระหว่าง 7-8.9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.5 ต่อปี หากระดับสูงกว่า 9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเป็นโรคจะสูงถึงร้อยละ 4.9 ต่อปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรดื่มนมพร่องมันเนยทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว เพราะมีข้อมูลว่าทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ลดลง ในขณะเดียวกัน ควรจำกัดปริมาณน้ำหวานโดยเฉพาะน้ำผลไม้ในแต่ละวัน เพราะน้ำตาลฟรักโทส (fructose) จากน้ำผลไม้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthritis) ตัวโรคมักมีผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เนื่องจากกระบวนการอักเสบของโรคทำให้เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้ลำบาก ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้หรือเคี้ยวอาหารลำบาก ในขณะที่ร่างกายมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีน้ำหนักลดในระยะที่โรคกำเริบ ในต่างประเทศมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหาร งดหรือลดการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะมีสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นแอนติเจนของปฏิกิริยาภูมิแพ้มากกว่า และทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติได้มากกว่า และการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก ผลไม้ จะทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบจากภูมิแพ้น้อยกว่า มีการศึกษาการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารเป็นมังสวิรัติ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่รับประทานอาหารตามปกติ พบว่า ในกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลา 3.5 เดือน มีการควบคุมโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ

ผู้ป่วยมักตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารแสลงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่ามีอะไรบ้าง และควรรับประทานสิ่งใด ตามหลักในการรักษาทั่วไป ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่างไม่มีของแสลง แต่ควรละเว้นอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด และไม่ควรดื่มสุรา การใช้ยาในการรักษาโรคอาจทำให้มีการติดเชื้อโรคในร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงไม่ควรรับประทานอาหารดิบหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ จึงไม่ควรดื่มสุราร่วมด้วย เพราะอาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงได้ ในกรณีที่มีการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น รับประทานอาหารชนิดที่มีไขมันจากสัตว์มากเกินไป ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อช่วยในการควบคุมอาการปวดและการอักเสบ โดยการเพิ่มสัดส่วนของอาหาร เช่น ผักและผลไม้มากขึ้น

การไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง หวังพึ่งแต่ยาจากแพทย์ หวังพึ่งอาหารเสริมชนิดต่างๆ อาจทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผลเต็มที่หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา

กินอย่างไร ห่างไกลโรค โชคดีแท้

ที่แน่แน่ แย่ไม่มี ดีใจหาย

กินให้ถูก ลูกไม่แย่ แม่ไม่ตาย

อยู่สบาย เพราะเลือกกิน จินดาเอย

%d bloggers like this: