ไม้ดอกไม้ประดับ

All posts tagged ไม้ดอกไม้ประดับ

ผกากรอง ไม้ประดับมีดอก สีสวย อาชีพที่ไม่ใช่โชคช่วย ของสาวเมืองสุพรรณ

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ผกากรอง ไม้ประดับมีดอก สีสวย อาชีพที่ไม่ใช่โชคช่วย ของสาวเมืองสุพรรณ

ผกากรอง เป็นพรรณไม้ทรงพุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ต้น สูงโดยเฉลี่ย 2-6 ฟุต ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม พื้นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดก ใบมีลักษณะสากระคายมือ โดยใบออกเป็นคู่ๆ สลับเรียงกันตามกิ่งก้าน ทำให้ดูเป็นพุ่มหนาทึบ

ดอกของผกากรองมีหลากหลายสีขึ้นอยู่กับชนิด เช่น มีดอกสีขาว เรียกว่า ผกากรองขาว หรือถ้าดอกเหลือง ก็เรียกว่า ผกากรองเหลือง เป็นต้น ดอกออกเป็นกระจุกรวมกันเป็นดอกเดียว ทรงคล้ายๆ กับดอกเข็ม โดยออกดอกตรงบริเวณส่วนยอดของกิ่ง ดอกมีมากมายหลายสี เช่น ดอกสีแดง สีเหลือง สีขาว สีม่วงอ่อน สีชมพู ซึ่งบางทีใน 1 ดอก สามารถเปลี่ยนได้มากกว่า 1 สี

ผกากรองจัดว่าเป็นพรรณไม้กลางที่ชอบแสงแดดจัด เวลาที่อยู่กลางแดดจะออกดอกสวยงามมาก สามารถปลูกได้กับดินทุกชนิด แต่จะชอบดินที่เป็นดินร่วนซุยหรือดินปนทรายมากกว่า โดยเฉพาะดินที่มีการระบายน้ำได้ดี

คุณประยูร พูลสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ปลูกและขยายพันธุ์ผกากรองมาถึง 30 ปี ถือเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

จากมองเป็นอาชีพเสริม

ทำจนกลายเป็นอาชีพหลัก

คุณประยูร สาวผู้มากด้วยรอยยิ้มเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนตนมีอาชีพทำนารับจ้างทั่วไป ต่อมาในพื้นที่บริเวณนี้ได้เริ่มทำไม้ดอกไม้ประดับกันมากขึ้น โดยเฉพาะผกากรอง เธอจึงตัดสินใจทำบ้างโดยใช้เวลาว่างหลังจากทำนา

“ปกติเราก็ทำนา ทำสวน รับจ้างทั่วไป ต่อมาประมาณปี 2529 คนที่รู้จักมียอดกิ่งพันธุ์ดีที่ใช้สำหรับเสียบยอด เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงให้มีดอกซ้อนหลายชั้น ซึ่งเขาได้มาจากทางจังหวัดสิงห์บุรี พอใครๆ ทำแล้วขายดีเป็นที่นิยมสุดๆ คนก็เลยเริ่มทำกันมากขึ้น” คุณประยูร เล่าถึงความเป็นมา

การปลูกผกากรองให้สวยงามเป็นไปตามที่ตลาดต้องการนั้น จะต้องนำผกากรองที่เป็นยอดกิ่งพันธุ์ดีที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้ว (คุณประยูรเรียกว่า ยอดเกษตร) มาเสียบกับต้นตอผกากรองป่าเสียก่อน เพื่อให้ไม้ภายใน 1 กระถาง มีสีดอกที่หลากหลายมากขึ้น

ต้นตอเน้นเป็นผกากรองป่า

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะทำการเสียบยอดผกากรอง ต้องทำการเตรียมต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีเสียก่อน ซึ่งต้นตอเป็นผกากรองป่าที่ต้องไปหาซื้อจากพื้นที่อื่น ที่มีขึ้นอยู่ในป่าดงตามจังหวัดต่างๆ ส่วนยอดกิ่งพันธุ์ดีเป็นยอดที่ปลูกกันไว้อยู่แล้ว โดยรอให้แตกยอดเยอะๆ แล้วจึงนำมาเสียบยอดกับต้นตอป่า

“ต้นตอนี่เราต้องไปขุดเอง แสวงหาทั่วไปหมด ไม่ว่าจะไปถึงโคราช แต่ที่หลักๆ ก็จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต้นตอเป็นผกากรองป่า บางพื้นที่ก็เรียก ต้นสตางค์แดง พอเราได้ต้นผกากรองป่ามาแล้ว ก็เอามาชำให้แตกยอด ให้ระบบรากเดินให้ครบถ้วน ถึงจะเอามาเป็นต้นตอได้” คุณประยูร เล่าถึงการหาต้นผกากรองป่า

ก่อนที่จะทำการเพาะชำผกากรองป่าให้แตกยอด คุณประยูร บอกว่า ต้องนำต้นตอไปแช่น้ำอย่างน้อย 1 คืน ต่อจากนั้นนำไม้ไปปลูกใส่กระถางขนาด 11 นิ้ว ซึ่งวัสดุที่ใช้ปลูกเป็นดินที่หาได้ทั่วไปผสมกับกาบมะพร้าว โดยเน้นให้วัสดุปลูกโปร่ง ไม่อัดแน่นจนน้ำระบายออกไม่ได้

จากนั้นดูแลไปจนกว่าจะแตกยอด โดยในช่วงนี้จะรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 3 วัน และวันถัดไปรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 7 วัน ต้นตอที่เพาะชำจะเริ่มแตกยอด ปล่อยไว้สักระยะแล้วจึงค่อยนำมาเป็นต้นตอสำหรับเสียบยอด

“พอเริ่มแตกยอดใหม่ ก็รอไปอีกสักระยะ จนกว่ายอดกิ่งพันธุ์ดีเราจะพร้อม แต่ถ้าทุกอย่างพร้อมก็สามารถเอาไปเสียบยอดได้เลย มีข้อแม้ว่ากิ่งพันธุ์ดีที่เราจะเอามาเสียบยอดกับต้นตอ ก่อนที่จะตัดมาเสียบ ช่วงนั้นเราก็จะบำรุงต้นด้วย จะมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งเราต้องรอให้มันกินปุ๋ยหมดเสียก่อน และก็มียอดยาวๆ แล้วค่อยตัดยอดมาเสียบกับต้นตอป่า” คุณประยูร อธิบาย

ในขั้นตอนของการเสียบยอดนั้นจะนำต้นตอป่ามาตัดให้ยอดเรียบเสมอกัน ใช้มีดกรีดเปลือกลงมา 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้มีดกรีดยอดกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่ม จากนั้นนำมาเสียบลงที่ต้นตอของผกากรองป่า ซึ่งการเสียบใช้ยอดมากหรือน้อยดูตามความใหญ่ของต้นตอ

นำเชือกฟางมาพันรอบบริเวณรอยต่อให้แน่น และนำถุงพลาสติกใสคลุมบริเวณยอด เพื่อป้องกันไม่ให้มีลมหรืออากาศเข้าภายใน มัดด้วยเชือกฟางให้แน่นที่บริเวณปากถุงพลาสติกอีกครั้ง

“กิ่งพันธุ์ดีที่เสียบบนต้นตอ ก็มีตั้งแต่ 3-5 กิ่ง ดูตามความเหมาะสม พอเราเสียบยอดพันธุ์ดีและคลุมด้วยพลาสติกดีแล้ว ก็เอาไม้ทั้งหมดมาวางในโรงเรือนที่ใต้ตาข่ายพรางแสง 80 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้ก็รดน้ำดูตามความเหมาะสม อย่าให้แห้งมากเกินไป ประมาณ 1 อาทิตย์ ยอดที่เสียบกับต้นตอก็จะติดสนิท แล้วค่อยเอาถุงพลาสติกใสที่คลุมออก” คุณประยูร กล่าว

เมื่อนำถุงพลาสติกใสออกจากกิ่งที่เสียบยอดแล้ว ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ทุก 7 วันครั้ง ดูแลไปอีกประมาณ 1 เดือน ไม้ก็จะเริ่มแตกเป็นทรงพุ่มพร้อมจำหน่ายได้

ขณะที่ไม้รอจำหน่ายอาจมีการระบาดของโรคและแมลง โดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง หนอน และแมลงปีกแข็งบางชนิด ป้องกันด้วยการพ่นยากำจัดทุก 7 วันครั้ง เพื่อไม่ให้ยอดอ่อนถูกทำลาย

“ช่วงหน้าฝนนี่ต้องระวังที่สุดคือ เชื้อรา เวลาที่มันเป็น มันจะลามไปทุกต้น กิ่งจะเหี่ยวเรื่อยๆ เราต้องรีบแยกให้ไว ซึ่งพอช่วงที่ฝนมา เราจะรู้ด้วยประสบการณ์เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็จะป้องกันก่อน ถ้าเกิดแล้วเอาไม่อยู่ ไม้ชุดนี้จะเสียหายทั้งหมด ไม่สามารถเอากลับมาเป็นต้นตอได้อีก ต้องเอาไม้ทิ้งไปเลย” คุณประยูร เล่าถึงการป้องกันดูแลรักษาโรค

ตลาดส่วนใหญ่อยู่ที่คลองสิบห้า

และผู้ที่ผ่านมาในย่านนี้

เนื่องจากสถานที่ทำสวนไม้ประดับของคุณประยูร อยู่ติดกับทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ-ชัยนาท ทำให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายของผู้ที่ผ่านไปผ่านมาในย่านนี้ เมื่อมาเที่ยวหรือสัญจรผ่านมาก็จะแวะซื้อเพื่อนำไปเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือน ส่วนตลาดที่ส่งจำหน่ายหลักๆ ก็คือ ตลาดต้นไม้คลองสิบห้า

“ผกากรองหลังจากเอามาเสียบยอดแล้ว ถือว่าเป็นไม้ประดับตกแต่งได้สวยงาม เพราะดอกที่เป็นสีขาว สีเหลือง มันมีกลิ่นหอมด้วย ซึ่งคนที่ซื้อก็จะชอบ ใน 1 กระถาง ต้องมีทรงพุ่มสัก 3 กิ่งขึ้นไป ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้นตอที่จะมีหลายๆ กิ่ง ก็หายากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องของสีดอกก็ไม่เกี่ยงชอบทุกสี เพราะเวลาที่เราเสียบยอด เราก็จะเน้นให้ใน 1 พุ่ม มีดอกหลายสีสัน บางทีดอกก็เปลี่ยนสีเอง จากแดงเป็นส้มก็มี” คุณประยูร บอกถึงความต้องการของลูกค้า

ต้นผกากรองที่แตกยอดทรงพุ่มสวยพร้อมดอกซ้อนกันงามๆ กระถางไซซ์ 11 นิ้ว จำหน่ายราคาส่งอยู่ที่ 70 บาท และขนาดกระถางไซซ์ 12 นิ้ว ราคา 90 บาท ซึ่งราคาอาจมีขึ้นลงได้บ้างตามกลไกของตลาดหรือฤดูกาล สาเหตุที่จะทำให้มีราคาแพงเป็นเพราะหาต้นตอป่าได้น้อย ทำให้ปริมาณการผลิตมีน้อย

“เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสมัยก่อนแรกๆ ที่มาทำ บอกเลยว่าเมื่อหลายสิบปีที่แล้วราคาดีมาก กระถางไซซ์ปีบอยู่ที่ 500 บาท พอมันมีมากเจ้าที่ทำเข้า ราคาก็ลงมาเรื่อยๆ เหลือ 100-200 บาท จนเป็นราคาปัจจุบันอย่างที่เห็น ซึ่ง 2 ปีผ่านมานี่ ยอมรับเลยว่าเศรษฐกิจแย่หน่อย แต่ก็ยังพอขายได้เรื่อยๆ” คุณประยูร พูดถึงเรื่องราคา

อุปสรรคของการปลูกผกากรองนั้น คุณประยูร บอกว่า จะเป็นเกี่ยวกับต้นตอป่าเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าได้ต้นตอที่ไปขุดมามีสภาพไม่สมบูรณ์ เช่น มีโรคติดมาด้วย เวลานำมาเป็นต้นตอทำให้ยอดกิ่งพันธุ์ดีติดได้ไม่สนิท เรียกง่ายๆ ว่า ต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีต้องสมบูรณ์ทั้งสองอย่าง

สำหรับท่านใดที่มีไม้ประดับชนิดนี้อยู่ที่บ้าน ต้นอาจเจริญเติบโตได้ไม่ดีหรือดอกไม่ค่อยสวยเหมือนช่วงแรกที่ซื้อมา คุณประยูร ให้คำแนะนำว่า

“อย่างแรกเลยที่จะแนะนำ คือต้องหมั่นดึงกิ่งแขนงที่เป็นของผกากรองป่าออกให้หมด ให้มันมีแต่ยอดที่ปรับปรุงพันธุ์แล้วเท่านั้น ซึ่งคนส่วนมากไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ มันเลยทำให้กิ่งที่เราเอามาเสียบตายหมด ต่อไปก็เรื่องของแมลงศัตรูพืช ถ้าเจอก็ควรฉีดพ่นบ้างเพื่อป้องกัน ส่วนอันนี้ก็สำคัญคือ เรื่องปุ๋ย ต้องบำรุงให้บ้าง เท่านี้ผกากรองก็จะสวยเหมือนแรกๆ ที่ซื้อมาปลูกเลี้ยง ส่วนใครที่อยากทำเป็นอาชีพ ก็ต้องลองปลูกเลี้ยงดูก่อน เมื่อประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ค่อยมาเริ่มเรียนรู้การเสียบยอด เรื่องตลาดก็ค่อยๆ หาไป ไม้เราสวยมีคุณภาพยังไงตลาดก็มีแน่นอน”

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประยูร พูลสวัสดิ์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 776-3104

Advertisements

วรรณา แก้วบุญนำ ทำเฟื่องฟ้ามานานกว่า 30 ปี คนซื้อมีทั้งไทยและเทศ

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

ไม้ดอกไม้ประดับ

อนุชิต ไกรวิจิตร

วรรณา แก้วบุญนำ ทำเฟื่องฟ้ามานานกว่า 30 ปี คนซื้อมีทั้งไทยและเทศ

ต้นเฟื่องฟ้า คือพืชยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย สามารถเลื้อยไต่วัตถุต่างๆ ได้ไกลถึง 10 เมตร และยังเป็นพืชที่มีอายุอยู่ได้นานหลายสิบปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจในตัวเฟื่องฟ้า น่าจะเป็นการที่สามารถตัดแต่งและบังคับทิศทางการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้นี้ได้

โดยลักษณะทั่วไปของต้นเฟื่องฟ้าจะมีส่วนที่สังเกตได้ง่ายนั่นก็คือ ช่วงลำต้นจะกลม มีเนื้อไม้ที่ค่อนข้างแข็ง แต่เปราะบางแตกหักได้ง่าย มีผิวเป็นสีน้ำตาลตลอดลำต้น ส่วนหนามจะแซมขึ้นอยู่เหนือใบและมีความยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ดินผสมร่วนซุย ไม้ชนิดนี้จะชอบอยู่ในพื้นที่ชื้นต่ำ และพื้นที่ที่มีแสงแดดเข้าถึงได้ง่าย

จุดเริ่มต้นธุรกิจต้นเฟื่องฟ้า

คุณวรรณา แก้วบุญนำ เจ้าของสถานเพาะชำพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้า พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในทุกวันนี้ มีแปลงอยู่ที่ ตำบลแม่บางนาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

เดิมทีคุณวรรณามีพื้นเพอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่เนื่องจากเจ้าตัวมีความสนใจในพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้ว จึงสรรหาพื้นที่ต่างๆ เพื่อปลูกดอกไม้ จนมาได้พื้นที่ในจังหวัดนนทบุรีแห่งนี้

คุณวรรณา เริ่มต้นอาชีพปลูกดอกเฟื่องฟ้าได้ประมาณ 30 ปี โดยเริ่มจากการปลูกเฟื่องฟ้าใส่กระถางเล็กๆ แต่พอเวลาผ่านไป ต้นเฟื่องฟ้าที่ปลูกก็เจริญงอกงามมีต้นที่ใหญ่ขึ้น ทำให้คุณวรรณาต้องขยายจากการปลูกใส่กระถางเล็กๆ เป็นกระถางที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดของเฟื่องฟ้า โดยนำตอไม้ป่าหรือพันธุ์ไม้เฟื่องฟ้าดั้งเดิม ซึ่งสามารถจัดหาซื้อได้ที่ร้านขายพันธุ์ไม้หรือหาได้ตามป่าทั่วไปก็ได้ หลังจากที่ได้ตอไม้ป่ามาก็นำตอไม้ป่านั้นมาชำ แล้วปล่อยให้ตอไม้ป่านั้นออกรากประมาณ 1 เดือน

“ในช่วงแรกๆ จากที่เราปลูกแบบธรรมดา แล้วเราก็มีพัฒนาการมาทำแบบเสียบยอด ต่อกิ่งมาจนถึงทุกวันนี้ และก็ได้รับคำแนะนำจากต่างประเทศมาด้วย คือเวลาเขามีตัวอย่างมาให้ดู เราก็ทำตามที่เขาทำได้” คุณวรรณา บอก

การเสียบยอด

การเสียบยอด คือการนำกิ่งหรือยอดของพันธุ์ไม้ที่ต้องการ มาเสียบกับตอไม้ที่เตรียมไว้ วิธีการเสียบยอด คุณสมศักดิ์ ขุนพิลึก ญาติของคุณวรรณา ซึ่งมีความถนัดในการเสียบยอด อธิบายให้ฟังว่า แต่ละสวนจะมีวิธีการเสียบยอดที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความถนัดของแต่ละสวน ส่วนเทคนิคของคุณสมศักดิ์ มีขั้นตอนและวิธีการทำดังนี้

เริ่มแรก นำตอไม้ที่ผ่านการเพาะชำมาแล้วประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งสาเหตุที่ต้องการตอประเภทนี้เป็นเพราะต้องการให้รากของต้นตอไม้นั้นมีความแข็งแรงพร้อมต่อการขยายพันธุ์ของต้นเฟื่องฟ้าได้ หลังจากที่ได้ตอมาแล้ว ต้องทำการตัดปลายที่แห้งๆ บนยอดตอไม้ออกก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มีความสด

จากนั้นให้เตรียมกิ่งหรือยอดพันธุ์ที่มีขนาดพอดีใกล้เคียงกัน

ในการเสียบยอดทุกครั้งเราสามารถเลือกสีใดก็ได้ แต่ต้องให้เป็นพันธุ์เดียวกันหรือตระกูลเดียวกัน

“เราจะมีเกณฑ์ในการเลือกอยู่ว่า กิ่งที่เราจะนำมาเสียบจะต้องเป็นกิ่งที่ไม่อ่อนเกินไปและไม่แก่เกินไป เราจะต้องนำมาตัดเป็นท่อนๆ ก่อนจะนำไปเสียบกับยอด” คุณสมศักดิ์ เล่า

หลังจากที่เลือกพันธุ์ที่จะนำมาเสียบยอดได้แล้ว เฉือนให้เป็นลิ่มแหลมๆ ให้พอเหมาะพอเจาะกับยอดที่จะเสียบ การที่จะใส่กิ่งพันธุ์ไม้ลงไป ต้องขึ้นอยู่กับตอด้วย หากตอมีพื้นที่น้อยก็ไม่ควรใส่ให้เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต โดยเทคนิคการจัดการพื้นที่บนตอของคุณสมศักดิ์ คือสามารถเสียบยอดได้มากกว่าสีเดียว โดยดูดอกให้มีหลากหลายสายพันธุ์

เมื่อเฉือนกิ่งพันธุ์แล้ว ก็นำกิ่งพันธุ์ไม้เหล่านั้นมาเสียบที่ยอดตอไม้ที่กรีดเอาไว้ โดยต้องเสียบให้ชิดกัน จากนั้นให้นำพลาสติกใสมาพันบริเวณที่มีการเสียบยอดให้แน่น เพื่อป้องกันกิ่งพันธุ์ไม้หลุดออกจากตอที่เสียบไว้

จากนั้นให้นำเอาถุงพลาสติกใสที่มีกระดาษอยู่ด้านในถุง มาคลุมในส่วนที่เสียบยอดเอาไว้ สำหรับหลายท่านอาจจะสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องนำเอากระดาษมารองไว้ในถุง นั่นก็เป็นเพราะจะได้ช่วยกันแดดและกันฝนไปในตัว ในขณะที่เก็บรักษาความชื้นเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะความชื้นจะถูกขับออกมาจากตอไม้ โดยวิธีการดูแลในช่วงนี้ก็จัดว่าง่ายดายมาก ซึ่งทำเพียงแค่รดน้ำตามปกติและจะใช้เวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์ ยอดที่เสียบก็จะสนิทในทันที

หลังจากยอดที่เสียบสนิทแล้ว ก็ดูแลได้ตามปกติด้วยการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ซึ่งสูตรปุ๋ยที่คุณสมศักดิ์ แนะนำมาจะมีคุณสมบัติ 2 อย่าง ที่ใช้กันในหมู่ผู้ที่เพาะพันธุ์ไม้ทั่วไปคือ สูตร 25-7-7 สูตรนี้จะเป็นสูตรที่ใช้เพื่อเร่งให้ยอดเติบโตอย่างแข็งแรงและรวดเร็ว ถ้าหากว่าโตเป็นพุ่มโดยสมบูรณ์แล้ว จะใช้สูตร 16-16-16 ปิดท้าย

พอยอดที่เสียบเกิดยาวกลายเป็นต้นเฟื่องฟ้าขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ ก็สามารถตัดแต่งให้เป็นพุ่มหรือรูปแบบต่างๆ ก็ได้ ตามที่เราต้องการ

คุณสมศักดิ์ ยังเสริมอีกว่า ถ้าหากยอดที่เสียบเกิดตายหรือกิ่งพันธุ์ที่เราเสียบเกิดไม่ติดกันขึ้นมา สามารถทำได้ตามวิธีนี้

“เราก็เลื่อยตัดตรงนั้นทิ้งเพื่อร่นตอลงมาใหม่ ให้หัวตอกลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็เสียบใหม่ โดยโอกาสที่มันจะติดก็ขึ้นอยู่กับตอไม้ของเราด้วย ถ้าตอไม้เราแข็งแรงโอกาสติดก็จะประมาณ 90% เลย แต่ถ้ามันติดโรคหรือเชื้อรามาด้วย มันจะขึ้นที่ผิวให้เราเห็น มันก็จะอ่อนแอได้เหมือนกัน”

แนะนำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่ปลูกต้นเฟื่องฟ้าเอง แต่พบปัญหาที่เฟื่องฟ้าไม่ค่อยออกดอกหรือเติบโตแบบไม่สมบูรณ์ คุณสมศักดิ์ แนะนำว่า การที่จะปลูกต้นเฟื่องฟ้าได้ สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้คือ เฟื่องฟ้าเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบน้ำและแสงมาก เพราะฉะนั้น การให้น้ำและแสงแดดคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทำเลที่ดีที่เหมาะแก่การเพาะคือ ควรจะวางไม้ไว้ในที่โล่งโปร่ง เพราะพืชชนิดนี้จะไม่ชอบที่ร่ม ส่วนการให้น้ำเฟื่องฟ้าจะชอบการให้น้ำแบบวันต่อวัน ถ้าให้มากจนแฉะเกินไป สิ่งที่ได้ก็จะมีแต่ใบ

นอกจากการใส่ใจทางการเพาะพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้าในสวนของคุณวรรณา อีกสิ่งหนึ่งที่ทางสวนไม่เคยละเลย คือความต้องการของลูกค้า ทางสวนจะมีเกณฑ์การตั้งราคาที่ง่ายๆ คือ ถ้าต้นเฟื่องฟ้ามีขนาดที่เล็กหรือจัดอยู่ในกระถางเล็ก จะส่งขายอยู่ที่ประมาณ 60 บาท แต่ถ้าเป็นไซซ์ขนาดใหญ่ประมาณ 11-12 นิ้ว ราคาจะอยู่ประมาณ 100 บาทขึ้นไป โดยช่วงที่ขายดีที่สุดของทางสวนคือ ช่วงฤดูหนาว เพราะช่วงนี้ต้นเฟื่องฟ้าจะออกดอกเยอะและสวยมาก

ทั้งนี้ คุณวรรณา ยังบอกต่ออีกว่า นอกจากลูกค้าเป็นชาวไทยด้วยกันเองแล้ว ก็ยังมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจในต้นเฟื่องฟ้าอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย นี่จึงทำให้เราได้เห็นว่า อาชีพการเพาะพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้าไม่ได้เป็นการค้าขายที่เกิดขึ้นแต่ในประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสามารถเปิดเป็นตลาดการค้าสู่ต่างประเทศได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หากผู้อ่านมีความสนใจที่จะปลูกต้นเฟื่องฟ้า หรืออยากศึกษาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณวรรณา แก้วบุญนำ เบอร์โทรศัพท์ (081) 914-8033

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกเบญจมาศตัดดอกขาย สร้างรายได้ทุกวัน ที่สระบุรี คู่แข่งน้อย ราคาคงที่

เบญจมาศ เป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีการปลูกเลี้ยงกันในหลายพื้นที่ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย มีหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ที่มีขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 75-80 เซนติเมตร ตามกิ่งก้านและลำต้นมีขนละเอียด ใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบสีเขียวอ่อนๆ ทั่วทั้งใบ ดอกกลม กลีบใบซ้อนมีหลากหลายสี

หากท่านใดอยากชมความสวยงามของดอกเบญจมาศกว่า 100 ไร่ ขอแบ่งปันความสวยงามที่ สวนดอกเบญจมาศบิ๊กเต้ ตั้งอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แหล่งปลูกดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมวกเหล็ก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

จุดเริ่มต้นของการปลูกดอกเบญจมาศ

คุณภูธนะ พรหมพิทักษ์ หรือ ต๊ะ เกษตรกรหนุ่มไฟแรง วัย 26 ปี จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผันตัวเองมาเป็นหนุ่มบ้านไร่สานต่อธุรกิจครอบครัว

คุณภูธณะ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของตนเองประกอบธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ด้วยความที่สนใจในอาชีพเกษตรของคุณพ่อและคุณแม่ มีแนวคิดอยากปลูกพืชสักชนิด ทำเป็นธุรกิจนอกเหนือจากที่ทำอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร และจากการได้ออกพื้นที่ ทำให้ได้เห็นอาชีพการปลูกดอกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกทำเป็นธุรกิจ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า ปลูกดอกเบญจมาศมีคู่แข่งน้อย ราคาไม่แกว่ง อะไรที่คนทำได้น้อย และทำยาก ย่อมไม่ล้นตลาด

ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียง เหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งยังห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังพ่อค้าแม่ค้าไม่นานเหมือนกลุ่มผู้ผลิตทางเหนือ ซึ่งสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ ทางครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นฟาร์มเบญจมาศตัดดอก

วิธีการปลูก

คุณภูธณะ และพี่ชายคือ คุณเต้ เริ่มปลูกเบญจมาศตัดดอก ครั้งแรกเพียง 5 ไร่ ก่อนอื่นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะปลูก ว่าตอบสนองต่ออากาศ ปุ๋ยหรือไม่ พอได้พันธุ์ที่เหมาะสม ต้องดูตลาดอีกว่าตลาดต้องการดอกแบบไหน พอลงตัวทั้งสองอย่างถึงจะลงปลูก ภายในโรงเรือนขนาดความสูงประมาณ 2-3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเท ส่วนด้านบนใช้พลาสติกใสทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแดดในช่วงที่ไม่ต้องการแสง เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุก ชอบอากาศเย็น ชื้น แต่ดินไม่แฉะ ห้ามให้ดินแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า พอตัดดอกทิ้ง ต้องตีดินลงพันธุ์ใหม่ สวนมีต้นพันธุ์เอง

ต้นพันธุ์จะไม่ปล่อยให้มีดอกแล้วเอายอดมาเพาะพันธุ์อย่างเดียว เจ้าของเด็ดยอดต้นพันธุ์มาชำให้เกิดราก แล้วนำมาปลูกในแปลง

วิธีการเตรียมแปลง

ที่ฟาร์มแห่งนี้อยู่บนภูเขา จะมีปัญหาตรงที่มีแต่ดินลูกรัง ฟาร์มจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีนำเอาขุยมะพร้าว แกลบ ขี้วัว เอามาลงในแปลง แล้วก็ตีดินผสมให้เข้ากัน ให้กระจาย ทำเพียงเท่านี้ก็สามารถปลูกได้แล้ว ความกว้างของแปลงปลูกประมาณ 90 เซนติเมตร ความยาวแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่

“ที่ฟาร์มของผม จะยกร่องเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป 1 แปลง จะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะปลูกประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกจะได้จากการนำกิ่งพันธุ์มาปักชำจนเกิดรากเดินได้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาปลูกในแปลงที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนโรคแมลงที่เกิดขึ้น ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยละลายเร็ว สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์ และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการ ก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น” คุณภูธนะ บอก

การดูแลรักษา

“ที่โรงเรือนของเราจะมีพลาสติกคลุมไม่ให้ดอกเบญจมาศโดนฝน พอเป็นดอกโดนฝนน้ำจะเข้า จะทำให้ดอกเน่า วิธีคือพยายามอย่ารดที่หน้าดอก ให้รดตรงโคนต้น ถ้าใช้แรงงานคนรดจะดีเพราะเราสามารถคอนโทรลได้ ส่วนเรื่องโรคและแมลงดูตามสถานการณ์ ถ้าเจอโรคแมลงเราก็ฉีดพ่นตามปกติ แต่ยาเราเป็นยาออร์แกนิก แต่ถ้าจะให้ดี ผมแนะนำให้จัดตารางไว้เลยว่าเราจะฉีดยาวันไหน ประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้ง ก็ได้” คุณภูธนะ กล่าว

เทคนิคบังคับดอกออกตลอดทั้งปี

เบญจมาศที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชอายุสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่าประมาณ 13 ชั่วโมง ดังนั้น หากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงใช้การบังคับช่วงวันให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี

การบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอก จะต้องให้แสงไฟช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะเวลาการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแสงที่ใช้ 8-100 ลักซ์ (LUX) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้น จึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

ระยะการเก็บเกี่ยว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน ดังนั้น การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณร้อยละ 75 และก่อนที่เกสรตัวผู้หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

จุดแข็งและการตลาด ฟาร์มบิ๊กเต้

อย่างแรกคือ การตลาด ทางฟาร์มใช้วิธีสำรวจตลาดด้วยตัวเองว่าตลาดต้องการแบบไหน ต้องการดอกที่ขนฟูๆ มีกลีบเยอะๆ สีขาว เหลือง ชมพู คือสิ่งที่ตลาดต้องการเราก็ทำให้ได้

“การตลาดบางครั้งเราไปขายให้เขาถึงหน้าสวนเขาก็ไม่เอา คือดอกไม้จะมีหน้าหนาวจะปลูกได้เยอะ พอหน้าร้อนจะปลูกไม่ได้ มันต้องมีเทคนิค ทีนี้พอเราทำตอนแรกเราก็ทำได้แค่หน้าหนาวของก็ล้นตลาด ขายให้เขา เขาก็ไม่เอา เขากลัวว่ารับของเรามาแล้ว เจ้าที่เขารับประจำจะรู้แล้วก็ไม่ส่งให้ เราจึงต้องอาศัยความต่อเนื่อง มีของส่งให้ลูกค้าตลอด ราคาก็จะได้เท่าเดิม หน้าร้อน หรือหน้าหนาว ส่งราคาเท่ากันหมด ไม่ใช่พอหน้าร้อนดอกไม้ปลูกยากเราถือโอกาสขึ้นราคา ถ้าทำแบบนี้เราก็ขายได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ ไปลูกค้าก็จะไปรับจากเจ้าอื่น และต้องบอกอีกว่าจุดได้เปรียบของฟาร์มเรา คือเราทำได้ทั้งปี เราไม่ได้ปลูกทีเดียวแล้วตัดหมด เราจะทำทีละไร่สองไร่ ค่อยๆ ทยอยปลูก แล้วก็ทำหมุนเวียน ทำให้เราสามารถมีดอกไม้ขายให้ลูกค้าได้ทุกวัน ราคาของเราจะมาตรฐาน ขายเป็นกิโลกรัม ต่อ 1 กำ ขายปลีก 100 บาท ขายส่ง 70 บาท แหล่งส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง แล้วก็ตลาดตามร้านดอกไม้ทั่วไป โดยลูกค้าหลักของเราอยู่ทางภาคอีสาน ส่วนรายได้เดือนหนึ่งตัดได้ 15 วัน คือตัดวันเว้นวัน คิดเป็นจำนวนเงินที่ได้ต่อเดือนประมาณ 337,500 บาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย” คุณภูธนะ กล่าว

คุณภูธนะ ยังทิ้งท้ายอีกว่า สำหรับท่านที่สนใจอยากปลูกดอกเบญจมาศเพื่อตัดดอกขาย ตลาดยังไปได้อีก เพียงแต่ต้องใส่ใจ ดูแลทุกวัน ไม่ใช่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง สองสามวันดูทีหนึ่งไม่ได้ หากสนใจอยากได้ความรู้ ติดต่อสอบถามได้ที่ สวนบิ๊กเต้ เลขที่ 172 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (080) 455-0659 ยินดีให้คำปรึกษา

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

หมากผู้หมากเมีย จัดเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่เป็นทรงพุ่ม ซึ่งมีลักษณะสีสันของใบสวยงามหลากหลายสีสัน ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร เป็นข้อถี่ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น แผ่นใบมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ใบรูปหอกเรียวยาว แต่ที่เป็นจุดเด่นคือสีของใบที่มีสีสันสวยงามหลากหลาย เช่น สีม่วง สีน้ำตาล สีเขียวอ่อน สีแดง สีชมพู เป็นต้น

คนไทยสมัยโบราณมีคติความเชื่อที่ว่า หากบ้านใดปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ประจำบ้านจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งหากต้องการให้มีความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและปลูกในวันอังคาร

นอกจากจะปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือนแล้ว ยังนิยมตัดใบของหมากผู้หมากเมียใช้ในการประกอบในงานพิธีต่างๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

คุณณรงค์ สาลีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความรู้เรื่องหมากผู้หมากเมียตัวระดับตัวยงเลยก็ว่าได้ เพราะพื้นที่ในย่านนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดไม้ประดับชนิดนี้ เพราะมีทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ รวมๆ แล้วมากกว่า 200 สายพันธุ์เลยทีเดียว

เด็กทำสวนมะพร้าว

ผู้ชื่นชอบหมากผู้หมากเมีย

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีในพื้นบริเวณในแถบนี้มีอาชีพทำสวน และที่สำคัญทำน้ำตาลมะพร้าวเป็นหลักเพราะมีสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการทำสวนของพ่อแม่ที่สืบทอดต่อกันมา จึงทำให้คุณณรงค์ได้รับวิทยาการความรู้การทำน้ำตาลมะพร้าวด้วยเช่นกัน

“สมัยก่อนนี่ยอมรับเลยว่า ดิน ฟ้า อากาศ ดีมาก ไม่ว่าทำอะไรมันก็สำเร็จ น้ำในพื้นที่ก็ไม่เค็ม ไม่กร่อย เหมือนทุกวันนี้ หรือมีก็เดือนครึ่งเดือน การทำอะไรก็สะดวกไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องเพาะปลูกก็ได้ผลผลิตที่ดี เป็นอาชีพที่ทำกันมานาน ซึ่งผมเองก็เห็นก็ได้ทำสวนส่วนที่บ้าน พอเราไปทำสวน จากที่เราสังเกตมาตั้งแต่เด็กในพื้นที่นอกจากสวนที่ทำแล้ว ชาวบ้านแถวนี้ก็จะมีไม้ประดับ 3 ชนิด เรียกว่าเห็นมาตั้งแต่ผมเกิด ก็จะมีโกสน หมากแดง และก็หมากผู้หมากเมีย” คุณณรงค์ เล่าถึงความเป็นมา

ซึ่งหมากผู้หมากเมียที่อยู่ในบริเวณนี้ เปรียบเสมือนเป็นไม้ประจำถิ่นที่ขึ้นอยู่ภายในสวนมะพร้าว เพราะไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามที่ร่มรำไรชายคา จึงเจริญเติบโตได้ดีทางข้างร่องสวนมะพร้าว เมื่อชาวบ้านเห็นถึงความสวยงามที่เด่นของไม้ชนิดนี้ จึงได้นำมาปลูกใส่กระถางเพื่อตกแต่งบ้านเรือน

“หมากผู้หมากเมียพอมีมากขึ้น มันก็เกิดการผสมกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สีสันสวยงามชวนมองมาก ซึ่งผมเองช่วงนั้นประมาณอายุ 12 ปี ประมาณ พ.ศ. 2500 ก็เริ่มนำมาปลูกเก็บสะสมตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเห็นสวยงามเก็บสะสมพันธุ์มาเรื่อยๆ เจอตามบ้านพี่ป้าน้าอาสวย ก็ขอเขามาตลอด เก็บสะสมมาจนมีเยอะแยะ เราก็เอากิ่งมาปักชำข้างบ้านมันขึ้นง่ายมาก ก็เลยมีกันแยะในพื้นที่นี้” คุณณรงค์ เล่าถึงที่มาของการสะสมหมากผู้หมากเมียของตนเอง

เป็นไม้ที่มีสีสันสวย สะดุดตา

มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คุณณรงค์ เล่าว่า การปลูกหมากผู้หมากเมียต้องยอมรับว่าปัจจุบันยากกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากดินที่ใช้ปลูกไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะสมัยก่อนดินที่อยู่ตามร่องสวนเกิดจากใบไม้ที่ทับทมกัน จึงมีธาตุอาหารที่พืชสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

“ดินที่ใช้สำหรับปลูกสมัยก่อนมันเป็นดินเลนแม่น้ำจริงๆ เป็นดินที่มีประโยชน์มีคุณค่า มีสารอาหารเยอะมาก แต่ตอนนี้มันเสื่อมโทรมไปมาก ซึ่งการปลูกก็มี 2 แบบเพื่อใช้ประโยชน์ คือ หนึ่ง ตัดใบขาย เพื่อเอาไปกำดอกไม้ กับอีกจุดประสงค์ที่สอง คือ ปลูกเป็นไม้ประดับ ซึ่งจากการได้ปลูกเลี้ยงเรียนรู้จนทำให้รู้ว่า หมากผู้หมากเมียสามารถขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่เหง้ายันยอดเลยที่มันขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก” คุณณรงค์ กล่าว

การขยายพันธุ์หมากผู้หมากเมียสามารถทำได้ 2 แบบ คือ

1. การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด หากจะได้ไม้ที่แปลกใหม่สวยต้องใช้เวลานานนับปี ซึ่งในสมัยก่อนจะมีข้อเสียเมื่อเวลาที่ต้นอ่อนงอกจากเมล็ด แมลงศัตรูพืชมักรบกวนทำให้ไม้เกิดความเสียหาย ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้นจึงมีการพัฒนาในการปลูกมากขึ้น ทำให้ต้นอ่อนที่เพาะเมล็ดเกิดความเสียหายน้อยลง

“เราใช้เวลาช่วงเพาะเมล็ดประมาณ 1 ปี จากนั้นเราก็จะเอาต้นที่อายุครบ มาย้ายปลูกลงในกระถาง ดูแลอีกประมาณ 3 ปี มันจึงจะเห็นสีสันที่สมบูรณ์ ออกดอกออกลูก เห็นเด่นชัดว่ามันเด่นแบบไหน จะสวยประมาณใด และสามารถนำส่งเข้าประกวดได้ไหม” คุณณรงค์ กล่าว

2. การขยายพันธุ์ด้วยการตอน การปักชำยอด และการชำข้อ ทำการตัดต้นให้มีข้อปล้องประมาณ 2 ท่อน แล้วนำไปชำ ซึ่งแม้แต่เหง้าก็สามารถนำมาปักชำได้ ซึ่งการปักชำทำให้เกิดการขยายพันธุ์มากขึ้น ใช้เวลาไม่นานเหมือนการเพาะเมล็ด

วัสดุที่ใช้สำหรับปลูกหมากผู้หมากเมียที่ดีที่สุดคือ ดินเลนที่ได้จากใบไม้ผุที่นำขึ้นมาจากร่องสวน สามารถนำมาปลูกกับไม้ที่มีความแข็งแรงได้เลย จากนั้นดูแลรักษาเรื่องโรคและแมลงด้วยการฉีดพ่นยาเป็นการดูแลรักษา

“ช่วงฝนชุกกับช่วงเข้าหนาว มันจะเกิดเชื้อรา เราก็ต้องป้องกันเรื่องน้ำให้ดี เพราะมันจะทำให้ยอดเสีย และที่สำคัญหากว่าวัสดุปลูกแฉะมากเกินไป ก็สามารถเกิดเชื้อราได้ ส่วนช่วงเข้าหนาว ราน้ำค้างและไรแดงต้องระวังให้ดี เพราะว่าช่วงนั้นมันจะมาพร้อมกับการทำลายยอดมะม่วง มันก็จะเข้ามากินใบหมากผู้หมากเมียเราเสียหาย ทำให้ใบเสียเป็นจุดดูไม่งามตา จะมีปัญหาได้เวลาที่เราส่งไม้เข้าประกวด” คุณณรงค์ อธิบาย

ปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย

และเพื่อเป็นไม้ประดับ

คุณณรงค์ บอกว่า หมากผู้หมากเมียที่นำมาปลูกเลี้ยงนอกจากจะทำเพื่อเป็นไม้ประดับสวยงามแล้ว คนในพื้นที่ส่วนมากยังปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้สามารถส่งจำหน่ายได้ตกเดือนละแสนใบต่อเดือน ซึ่งมีใบออกมาเท่าไรก็สามารถส่งจำหน่ายได้หมด

“ใบที่เขานิยมตัดใบ จะเป็นสีเขียวขาว และก็ใบสีชมพู หรือก้านสีชมพู ที่ปากคลองตลาดนี่ต้องการตลอด เขาก็ให้ราคาอยู่ที่ใบร้อยละ 10-12 บาท อันนี้คือราคาที่มารับซื้อที่สวน เขาก็จะรับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง” คุณณรงค์ กล่าว

ส่วนหมากผู้หมากเมียที่ปลูกเลี้ยงเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ คุณณรงค์ บอกว่า ที่อำเภอพระประแดงแห่งนี้มีสายพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ อาจมากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีทั้งที่เป็นพันธุ์เก่าดั้งเดิมและสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นมา

“หมากผู้หมากเมียสำหรับเป็นไม้ประดับ ราคาจะแตกต่างกันมาก อย่างช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาว สีสันจะเริ่มออกเต็มที่ ซึ่งช่วงนี้เราจะเรียกว่าเป็นช่วงหมากผู้ มันจะมีความสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือการออกดอกออกผล ส่วนในช่วงที่จะเป็นฤดูร้อนที่มันจะเจอแสงแดดจัดๆ มันก็จะเริ่มแสดงความเป็นหมากเมียออกมา มีการทำสีใบทึบๆ เพื่อที่ใบจะได้ไม่ไหม้แสงแดด ในช่วงนี้จะไม่มีความสวยงามเลย” คุณณรงค์ กล่าว

การจำหน่ายหมากผู้หมากเมียที่เป็นไม้เล็ก ราคาอยู่ที่กระถางละ 35 บาท ส่วนไม้ที่อยู่ขนาดไซซ์กลางอยู่ที่ราคากระถางละ 60-150 บาท และไม้ขนาดไซซ์ใหญ่อยู่ที่ราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป จนถึงหลักพันบาท และบางต้นที่มีความสวยที่แสดงลักษณะพิเศษออกมาไม่เหมือนกัน ราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากปลูกเลี้ยงทำเป็นอาชีพ คุณณรงค์ ให้คำแนะนำว่า

“สำหรับคนที่สนใจอยากปลูกขยายเป็นไม้ประดับขาย ถ้ามีพื้นที่พอสมควรตั้งแต่ครึ่งไร่ขึ้นไปจนถึง 1 ไร่ ก็สามารถปลูกเลี้ยงขายได้ เพราะหมากผู้หมากเมียในวงการไม้ประดับมันก็ยังดีอยู่ ยังสามารถทำรายได้อยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งพันธุ์เองก็ยังหาซื้อได้ง่าย เป็นไม้ที่ไม่ต้องหาพันธุ์ยากนัก โดยเฉพาะที่บางกะเจ้าเรานี่มีเยอะแยะ และที่สำคัญไม้ชนิดนี้ยิ่งได้อากาศเย็น จะยิ่งมีสีสวย ปลูกง่าย ก็ถือว่าเป็นไม้ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน และที่สำคัญการลงทุนก็ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับไม้ตัวอื่นๆ ในเรื่องของการลงทุน” คุณณรงค์ กล่าวแนะนำ

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณณรงค์ สาลีรัตน์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 344-5977

ขอบพระคุณ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง และคุณธนภัทร ตะพานทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ปลูกเลี้ยงโกสน ให้สวย สีสด เพียงเข้าใจสภาพอากาศ ไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ปลูกเลี้ยงโกสน ให้สวย สีสด เพียงเข้าใจสภาพอากาศ ไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าไม้ดอกไม้ประดับเข้ามามีบทบาทสำคัญของสังคมคนเมืองมากขึ้น เนื่องจากมีการสร้างพื้นที่อยู่อาศัยแบบชนิดที่ว่าให้เลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบคอนโดฯ หรือบ้านพร้อมที่ดิน ซึ่งเห็นได้จากหลายๆ พื้นที่ที่มีติดประกาศของโครงการขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ แบบมากมาย

ไม้ดอกไม้ประดับจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากปลูกไว้เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน นอกจากจะเป็นสิ่งที่สวยงามแล้ว ยังทำให้ผู้ปลูกเกิดความเพลิดเพลินจำเริญใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความชอบพรรณไม้ที่แตกต่างกันไป บางคนชอบไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม หรือไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม บางคนชอบไม้ใบที่ไม่มีดอก แต่ไม้ใบกลับให้สีสันสวยงามแปลกสายตาชวนมอง เหมือนเช่น ต้นโกสน

โกสน (Croton) เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นที่มีขนาดแตกต่างกันไป ซึ่งบางต้นสามารถสูงได้ถึง 15 ฟุต หากปลูกเลี้ยงปล่อยให้สูงมากจนเกินไปจะดูไม่สวยงาม โกสนเป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก

ใบของโกสนมีด้วยกันหลากหลายสี เช่น เหลือง ส้ม ม่วง ขาว ชมพู คละปะปนอยู่ตามบนแผ่นใบ ซึ่งลักษณะของใบที่เกิดจะขึ้นอยู่กับการผสมของลูกผสมที่เกิดขึ้น ลักษณะใบจะแตกต่างกัน เช่น บางใบยาว ใบแฉก ใบกลม ใบขดเป็นเกลียว ใบป้อม ใบสองตอน หรือใบสั้น เป็นต้น จึงทำให้ผู้ที่ชื่นชอบสามารถมองด้วยความหลงใหลอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว หรือถ้าต้องการให้มีสายพันธุ์ใหม่มากขึ้นก็สามารถทำการพัฒนาพันธุ์เองได้อีกด้วย

คุณสมพร ทับสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 10 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสนใจในการปลูกเลี้ยงโกสน เรียกง่ายๆ ว่า เป็นตัวยงเลยก็ว่าได้ จากจุดเริ่มต้นที่ปลูกเพราะความชอบในครั้งนั้น แต่กลับทำให้เขามีประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงทำไม้ส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัล และยังถือเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย

จากชาวสวน

เข้าสู่ผู้ปลูกเลี้ยงไม้ประดับ

คุณสมพร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่จะเริ่มมาทำการปลูกเลี้ยงโกสน ตนเองมีอาชีพเป็นชาวสวน ประมาณปี 2538 ได้เห็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่มีใบสีสันสวยงามแปลกตานั้นก็คือ โกสน จึงเกิดความชอบที่อยากจะปลูกเลี้ยงในเวลาต่อมา

“ผมเห็นมันสวยดี สีสันค่อนข้างเยอะ ผมก็ชอบและอยากปลูกขึ้นมาเลย ซึ่งวิธีการปลูกก็ไม่ค่อยได้ศึกษาอะไรมากนัก ไปเจอใครที่เขาปลูกอยู่ก็ไปจำๆ เขามา แล้วเราก็ลองมาปลูกทดลองเอง ซึ่งต้นพันธุ์แรกก็ซื้อเข้ามาบ้าง ต่อมาพอชำนาญมากขึ้นก็จะผสมพันธุ์เอง เพื่อพัฒนาพันธุ์ให้มีไม้ใหม่ๆ เกิดขึ้น” คุณสมพร กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อได้โกสนเข้ามาภายในสวนแล้ว คุณสมพร บอกว่า จะนำพ่อแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีและเด่นมาผสมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ จากนั้นต้นพันธุ์ที่ได้มาทำการเสียบยอดขยายให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อให้คงสภาพของพันธุ์ดังเดิม

โกสน เป็นไม้ที่พัฒนาพันธุ์

ได้อย่างไม่รู้จบ

คุณสมพร เล่าว่า เมื่อได้โกสนที่เกิดจากการผสมพันธุ์จนเป็นเมล็ดแล้ว ก็จะนำเมล็ดเหล่านั้นมาเพาะลงในขุยมะพร้าว รดน้ำตามความเหมาะสม เมื่อผ่านไป 15 วัน เมล็ดที่เพาะจะเริ่มงอก ดูแลให้เจริญเติบโตเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี

จากนั้นเตรียมย้ายปลูกลงในกระถางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของการปลูกโกสนให้โตดีคือ วัสดุปลูกและภาชนะที่ใส่ปลูกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องจัดการให้ดี มีความเหมาะสม โดยเฉพาะวัสดุปลูก ควรเป็นดินใบก้ามปูผสมกับมะพร้าวสับ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ส่วนกระถางที่ใช้ใส่ปลูกโกสนควรล้างให้สะอาดทุกครั้งที่ทำการปลูก

รดน้ำโกสนในช่วงเช้าและเย็น คุณสมพร บอกว่า การรดน้ำต้องดูตามความเหมาะสม บางวันที่สวนแห่งนี้รดน้ำ 2 วันครั้งก็มี แล้วแต่สภาพอากาศว่าร้อนมากน้อยเพียงไร

โกสนที่ปลูกทั้งหมดทุกต้นจะอยู่ใต้ตาข่ายพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อโกสนเจริญเติบโตมีทรงพุ่มของต้นที่มากขึ้น จึงย้ายไปปลูกลงในกระถางที่มีขนาดใหญ่กว่ากระถางเดิมต่อไป เพื่อให้ได้รับธาตุอาหารใหม่ได้เต็มที่ ซึ่งที่สวนแห่งนี้จะไม่เน้นใส่ปุ๋ยเคมี แต่จะให้เน้นให้ไม้ได้ธาตุอาหารที่ได้จากธรรมชาติ

“ในช่วงที่เราปลูก โรคแมลงของโกสนนี่เราต้องหมั่นดูแล อย่างช่วงหน้าฝนต้องระวังให้ดีเลยคือ ไรแดง ยิ่งต้นหนาวด้วย เยอะกว่าหน้าฝน เพราะฉะนั้น เราต้องฉีดป้องกันไว้ จะรอให้แมลงพวกนี้มาทำลายไม่ได้ เราทำแบบนี้ก็ต้องป้องกันให้ดี” คุณสมพร กล่าว

การฉีดพ่นป้องกันโรคและแมลง ทำการฉีดพ่นยาทุก 10 วัน หรือดูตามความเหมาะสมของการระบาดว่ามากน้อยเพียงใด

เมื่อต้องการขยายพันธุ์โกสนก็จะนำยอดที่มีลักษณะเด่นสวยไปเสียบลงบนต้นตอที่รูปแบบปกติทั่วไป โดยเลือกยอดที่นำมาเสียบ ไม่อ่อนและแก่จนเกินไป จากนั้นนำมาเฉือนให้เป็นรูปลิ่ม ซึ่งขนาดของยอดกิ่งพันธุ์ดีต้องไม่ใหญ่กว่าต้นตอที่ต้องการจะเสียบ

จากนั้นนำต้นตอตัดยอดออกและใช้มีดปาดลงไปให้มีความลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำยอดกิ่งพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ลงมาเสียบในต้นตอ นำพลาสติกใสพันบริเวณข้อต่อให้แน่นเพื่อให้รอยแผลเชื่อมต่อกันสนิท นำต้นที่ทำการเสียบกิ่งเสร็จเรียบร้อยใส่ลงในถุงพลาสติกมัดปากถุงให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน จึงย้ายมาดูแลข้างนอกตามปกติ ต้นโกสนก็จะพร้อมจำหน่ายได้

จำหน่ายอยู่ที่บ้าน

แบบเสือนอนกิน

คุณสมพร เล่าว่า เรื่องการตลาดเป็นเรื่องที่ไม่น่าห่วงสำหรับเขามากนัก เพราะตั้งแต่ทำการปลูกเลี้ยงโกสนมาไม่ต้องออกไปตระเวนจำหน่ายที่ไหนให้เหน็ดเหนื่อย แต่จะมีคนมารับซื้อถึงที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือแม้กระทั่งผู้ที่สนใจและชื่นชอบโกสน

“ผมไม่ต้องออกไปขายที่ไหนเลย เขามาถึงที่บ้านเลยเวลาที่มีคนมาซื้อ พอเรารู้ว่าเขาจะมาซื้อ เราก็จะบอกเลยว่าชอบใจต้นไหน เข้าไปเลยในสวนนั่น เข้าไปเลือกหยิบได้เลย ชอบใจอยากได้ต้นไหนก็หยิบ แล้วมาวางไว้ ค่อยคิดเงินกันตีราคากันอีกที” คุณสมพร กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะ

โกสนที่สวนแห่งนี้ราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ต้นละ 50 บาท และที่มีทรงพุ่มสวยใหญ่ราคาอยู่ที่หลักพันบาท ซึ่งลักษณะใบและสีสันอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล

“ตั้งแต่ทำมาก็ขายดีมาตลอด เรียกว่าไม่มีหนักใจเลยเรื่องการตลาด นี่ขนาดว่าอยู่ที่บ้านเฉยๆ นะ ไม่ได้ไปโปรโมตที่ไหน มีอยู่ช่วงหนึ่งเดือนหนึ่งนี่ขายได้แสนกว่าบาท บางเดือนก็หลักหมื่นบาท ก็เรียกว่าตลาดโกสนนี่ยังไปได้อยู่ แต่ขอให้เราทำไม้ให้ดีให้มีคุณภาพเท่านั้น มันก็ขายได้แน่อยู่แล้ว บางคนมาคนเดียวซื้อหลายหมื่นก็มี คนที่ชอบจริงๆ นี่ซื้อเยอะมาก” คุณสมพร กล่าว

จากสิ่งที่ชอบทำด้วยใจรัก

นำมาสู่รางวัลของชีวิต

คุณสมพร เล่าว่า จากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา 20 ปี ในการปลูกโกสนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะพรรณไม้ชนิดนี้สามารถทำเงินให้กับเขาเลี้ยงครอบครัวได้ และยังช่วยให้ได้เรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ส่งไม้เข้าประกวดจนได้รับรางวัลมากมาย

“ไม้ที่เราส่งเข้าประกวด เราต้องดูทรงว่าดีไหม สีดีไหม มีความเป็นระเบียบมากไหม ไม้ประกวดต้องเป็นไม้ใหญ่ ตรงสวย เพราะว่าถ้าเป็นต้นเล็ก เอาไปประกวดนี้ต้นมันจะเอน แบบนั้นใช้ไม่ได้ อย่างผมเอาไม้ไปประกวด 20 ต้น ก็เข้ารอบทั้ง 20 เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ไม่อยากให้ผมเข้าประกวดด้วยแล้ว” คุณสมพร กล่าวพร้อมทั้งยิ้ม

ทั้งนี้ คุณสมพร บอกว่า จากความสำเร็จที่ตนเองมีในอาชีพการปลูกเลี้ยงโกสน ต้องขอบคุณตนเองที่เป็นคนช่างสังเกตการเจริญเติบโตของโกสน เพราะภายในสวนแม้ว่าไม้จะอยู่ในที่เดียวกัน แต่ความสวยกลับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น บางสายพันธุ์จะสวยและเติบโตดีจะต้องอยู่ในบริเวณนี้ของสวนเท่านั้น ถ้าไปอยู่อีกที่หนึ่งก็จะไม่สวย

“ผมนั่งว่างๆ ผมก็นั่งมองไม้ผมไปเรื่อย จะว่าแปลกไหม มันก็ไม่แปลกเพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ อย่างบางต้นนี่ แค่เปลี่ยนที่ก็สวยกว่าอยู่ที่ตรงนั้น มันน่าจะเป็นที่อากาศ แสง อะไรหลายๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบกัน เพราะฉะนั้น เรานี่แหละที่ต้องรู้จักนิสัยของมัน ว่าชอบแสงมากแสงน้อย ยิ่งอากาศนี่ถือว่าสำคัญมาก” จากนั้นคุณสมพร ได้กล่าวแนะนำทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์ต่อไปว่า

“ตอนนี้ที่นี่ก็ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย คนที่สนใจอยากปลูกก็จะมาหา มาเรียนรู้กับผมที่นี่ประจำ ก็ยินดีครับ เราไม่หวงวิชากันอยู่แล้ว ก็จะมีทั้งนักเรียนมาที่นี่เลย ผมก็ยินดีสอนบอกต่อ ให้ความรู้เขาไปให้มากที่สุด มีทั้งสาธิตวิธีการต่างๆ ให้เขาทำได้เลย ถือเป็นความรู้ติดตัวไป” คุณสมพร กล่าวด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมพร ทับสวัสดิ์ หมายเลขโทรศัพท์ (083) 614-4813

ขอบพระคุณ คุณดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

หมากแดง เป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะเด่นตรงที่มีหน่อกาบใบ และก้านใบเป็นสีแดงทั้งหมด ซึ่งลักษณะของลำต้นเหมือนกับพวกปาล์มทั่วไปคือเป็นข้อปล้อง เปลือกต้นสีน้ำตาลเรียบ มีกาบใบห่อลำต้นเป็นสีแดงสด ลำต้นสูงประมาณ 15 ฟุต

ใบ เป็นใบรวม ก้านทางใบจะประกอบด้วยใบหลายใบ ทางใบมีความยาวประมาณ 3-4 ฟุต ส่วนใบย่อยเรียงยาวประมาณ 18 นิ้วมีสีเขียว ซึ่งลักษณะของใบคล้ายกับปาล์มทั่วไป แต่มีสิ่งที่สวยสะดุดตากว่าปาล์มชนิดอื่นคือ ก้านใบและก้านทางใบเป็นสีแดงสด

ดอกของหมากแดงออกเป็นช่ออยู่ตามข้อของต้นใต้กาบใบ มีความยาวประมาณ 1-2 ฟุต เมื่อดอกร่วงโรยจะติดผลที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ผลเมื่อแก่แล้วจะเป็นสีดำ จึงนิยมนำเมล็ดมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ แต่หมากแดงสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาทำการปักชำได้อีกด้วย

หมากแดงเป็นพรรณไม้ที่ชอบอยู่ที่ร่มรำไร ไม่ชอบแสงแดดจัด เพราะถ้าถูกแดดตลอดทั้งวันจะทำให้สีแดงจางไปมองดูไม่สวยงาม และที่สำคัญควรปลูกหมากแดงในดินร่วนปนทรายเก็บความชื้นได้ดี เพราะหมากแดงต้องการน้ำมากไม่ชอบความแห้งแล้ง

คุณดนัย ปัญจพิทยากูล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ให้ข้อมูลว่า “จังหวัดสมุทรปราการนับว่ามีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ การทำสวนมะม่วง ส่วนที่อำเภอพระประแดง เรื่องที่เด่นๆ ก็จะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ค่อนข้างหลายกลุ่ม ซึ่งมีทั้งโกสน หมากแดง หมากผู้หมากเมีย และก็ไม้ประดับอื่นๆ เราก็มีการจัดทำฐานข้อมูลขึ้นมา และก็จัดการประกวดไม้ดอกไม้ประดับมาหลายปี จึงเป็นการสร้างชื่อไม่น้อยในงานที่ทำการจัดประกวด ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อีกทาง”

นาวาเอกประเภท มาอ่วม อยู่บ้านเลขที่ 11/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกหมากแดงเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณ ทำแบบมีใจรักจนประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

บริเวณที่นาวาเอกประเภทอาศัยอยู่ เรียกรวมๆว่าบางกะเจ้า รูปร่างเป็นกระเพาะหมู เกิดจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน

หลังเกษียณรับราชการ

จึงมาปลูกหมากแดงเป็นอาชีพ

นาวาเอกประเภท ชายวัยเกษียณที่มากด้วยอารมณ์ขันและรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพื้นที่เดิมในแถบนี้ส่วนใหญ่นิยมปลูกสวนไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ลิ้นจี่ มะพร้าว กล้วย ต่อมาเกิดน้ำท่วมเนื่องจากบริเวณสวนติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านในแถบนี้จึงเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นและบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอื่น

“ช่วงนั้นน่าจะปี 33 เขื่อนยังไม่เสร็จดี น้ำก็เข้ามาท่วมถึงที่ หลังจากนั้นคนก็เริ่มมองว่าไม่น่าจะดีแน่ ต่างคนก็ต่างคิดว่าจะทำยังไงกันดี บางคนก็ขายที่ดิน บางคนก็หันมาทำอย่างอื่นแทน ซึ่งช่วงนั้นผมเองรับราชการอยู่ยังไม่เกษียณ แล้วพ่อตาผมเขาก็ปลูกพวกมะพร้าวอะไรพวกนี้ ต่อมาเขาก็ไปขอพันธุ์หมากแดงจากเพื่อนเขา ปลูกไปปลูกมาหมากแดงประสบผลสำเร็จดี คราวนี้ไม้เดิมที่มีอยู่ตัดทิ้งหมดเลย มาลงปลูกหมากแดงแทน เพราะว่าช่วงนั้นยอมรับเลยว่าราคาค่อนข้างดีด้วย” นาวาเอกประเภท เล่าถึงความเป็นมาในสมัยก่อน

จากความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้พื้นที่บริเวณนี้เริ่มมีคนปลูกหมากแดงมากขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของไม้พันธุ์นี้เริ่มกระจายออกไป เป็นที่สนใจของคนที่อยากปลูกประดับตกแต่งบ้านเรือนมากขึ้น ซึ่งนาวาเอกประเภทก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

“ผมก็ชอบแต่ปลูกแบบงานอดิเรกก่อน พอปลดเกษียณออกมา ก็ลงมาทำการปลูกหมากแดงแบบเต็มตัวเลย โชคดีที่เรามีพ่อตาเป็นคนชำนาญด้านนี้ เราก็ได้ศึกษาวิชาจากเขาเต็มๆ เขาก็แบ่งให้เราทำด้วยบางส่วนเราก็เลยมาทำได้อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณของเรา” นาวาเอกประเภท กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะ

หมากแดงใช้เวลาปลูก

มากกว่า 2 ปีขึ้นไป

นาวาเอกประเภท เล่าว่า เมื่อเริ่มมาทำเป็นอาชีพแล้วต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากพ่อตา และบางส่วนก็สั่งเมล็ดมาจากทางภาคใต้ เพื่อนำมาเพาะเมล็ดเอง จึงทำให้หมากแดงที่ปลูกมีอายุที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถมีส่งจำหน่ายให้กับตลาดได้ตลอดทั้งปี

“พอเราได้เมล็ดมาแล้ว จากบริษัทเอกชนที่เราติดต่อซื้อเขาไป เขาขายให้เราประมาณกิโลกรัมละ 1,200 บาท มีเมล็ดประมาณ 7,000 เมล็ด เราก็เอาเมล็ดพวกนั้นมาทยอยเพาะ ให้มีอายุที่ห่างกัน เพื่อให้มันเจริญเติบโตเป็นรุ่นๆ ไป” นาวาเอกประเภท กล่าว

นำเมล็ดหมากแดงเพาะใส่ลงในวัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ และทราย ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นนำมาใส่ถุงพลาสติกห่อไว้เพื่อให้มีความชื้นเหมาะสม ใช้เวลาในระยะนี้จนกว่าเมล็ดจะงอกอย่างเร็วสุดประมาณ 4-5 เดือน

“ผมโชคดีที่เมล็ดสั่งมาค่อนข้างมีความสมบูรณ์ พอครบเข้าเดือนที่ 4 เมล็ดมันก็จะเริ่มงอกออกมาเรื่อยๆ เราก็รอดูไปอีกสักพัก จนเราคิดว่างอกเต็มที่หมดแล้ว ก็ทิ้งไปอีกสักระยะ แล้วค่อยย้ายมาปลูกลงในถุงดำ ถุงละ 1 ต้น พอเห็นว่าถุงนี้มันเริ่มมีขนาดเล็กเกิน เราก็ค่อยเปลี่ยนถุงดำใหม่อีกครั้ง แล้วถึงจะเอาปลูกลงดิน” นาวาเอกประเภท กล่าวถึงขั้นตอนการย้ายกล้าที่งอกจากเมล็ด

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงที่ย้ายปลูกลงถุงดำจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะย้ายปลูกลงดินที่ทำเป็นแปลงไว้โดยเฉพาะ โดยดูต้นที่สมบูรณ์ลงปลูกก่อนตามความเหมาะสม หรืออาจใช้หมากแดงที่แตกหน่อแยกมาปักชำ เมื่อต้นสมบูรณ์จึงย้ายออกปลูกลงดินได้เช่นกัน หากไม่ชอบการเพาะเมล็ด

“คนปลูกหมากแดงรุ่นหลังนี่ เขาจะไม่ค่อยนิยมเพาะเมล็ดกันมากนัก เพราะว่าต้นกว่าจะโตลงดินได้มันนาน เขาก็จะใช้วิธีแยกหน่อเอา จะบอกว่าการแยกหน่อกับเพาะเมล็ดข้อดีมันแตกต่างกัน อย่างเพาะเมล็ดนี่มันจะได้เรื่องปริมาณมากกว่าแยกหน่อ แต่เสียอย่างเดียวต้องใช้เวลานาน ส่วนแยกหน่อไม่ต้องรอเวลานาน แต่มันได้ปริมาณที่น้อย แต่ผมชอบเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะว่าได้ดูมันเติบโตไปเรื่อยๆ มีความสุขกว่ามากอันนี้ส่วนตัวผมนะ” นาวาเอกประเภท กล่าวอธิบาย

หมากแดงที่ปลูกลงดิน ปลูกให้ห่างกันประมาณ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ซึ่งระยะนี้เป็นช่วงที่สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ โดยใส่ปุ๋ยคอกและดินที่เป็นอินทรียวัตถุจากธรรมชาติไม่เน้นปุ๋ยเคมีเพราะต้นหมากแดงจะเป็นโรคได้ง่าย

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงแม้จะเป็นพรรณไม้ที่อยู่กลางแดดได้ก็จริง แต่สภาพอากาศแบบปัจจุบันจำเป็นที่ต้องหาตาข่ายพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาช่วยเพื่อให้ได้รับแสงแบบพอดีทำให้ใบของหมากแดงไม่ไหม้ หรือใครที่ปลูกอยู่ที่บ้านควรหาที่ปลูกเป็นร่มรำไร เพื่อให้สีแดงของหมากแดงไม่จืดมองแล้วไม่สวยสะดุดตา

จำหน่ายทุกขนาด

ตามความต้องการของลูกค้า

การจำหน่ายหมากแดงที่สวนของเขาไม่มีการกะเกณฑ์เรื่องขนาด ถ้าลูกค้าต้องการหมากแดงที่ยังไม่ลงดินก็มีจำหน่าย หรือพอใจจะซื้อแบบที่ต้นสมบูรณ์ที่ลงดินแล้วก็มีต้นพร้อมจำหน่ายให้ด้วยเช่นกัน

“ผมไม่มีกำหนดเรื่องขนาดที่จะขาย ใครพอใจอยากซื้อแบบไหนได้หมด อย่างหมากแดงที่อยู่ในถุงดำ ต้นที่พร้อมจะลงดิน บางครั้งก็จะมีพ่อค้ามาซื้อถึงสวนเลย เขาชอบใจถูกใจต้นไหน เขาก็ขุดได้เลยตามใจชอบก็มาตีราคากันอีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวนี้ผมก็พยายามทำไม้ให้คนมีทางเลือกมากขึ้น เพื่อที่ทำตลาดแบบอื่นได้” นาวาเอกประเภท กล่าว

นอกจากจะปลูกเพื่อส่งพ่อค้าแล้ว นาวาเอกประเภทยังได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดคือ ทำต้นหมากแดงไม่ให้สูงเกิน 1.50 เมตร เพื่อให้ผู้ที่มาท่องเที่ยวตลาดน้ำวังน้ำผึ้งสามารถซื้อใส่รถเก๋งกลับไปได้อีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ให้กับลูกค้าที่มีพื้นที่ในรถน้อยได้ซื้อกลับบ้านแบบสบายๆ

ราคาหมากแดงที่สวนของนาวาเอกประเภทราคาถูกสุดอยู่ที่ 70 บาท และสูงขึ้นไปก็หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาท ซึ่งราคาอยู่ที่ขนาดหรือความสวยที่แตกต่างกันไปของหมากแดงในแต่ละต้น

ปลูกเลี้ยงอนุรักษ์ไว้

เพื่อให้เป็นชื่อของพระประแดง

นาวาเอกประเภท เล่าต่อว่า ถ้ามองว่าสิ่งที่ทำถึงจะใช้เวลานานกว่าที่จะจำหน่ายได้ จนใครๆ ก็มองว่าเขาควรที่จะไปทำอย่างอื่นแทนการปลูกหมากแดงหรือไม่ แต่เขากลับมองคนละมุมในสิ่งที่คนอื่นมอง แต่ยิ่งมีใจมุ่งมั่นที่จะปลูกหมากแดงไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุดเพราะเป็นสิ่งที่รักที่ชอบ

“ผมมองว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ อย่างหมากแดงสมัยก่อนนี้ราคาแพงมากจนตอนนี้มันก็ชะลอตัว แต่ไม่นานเดี๋ยวมันก็กลับมา เพราะคนอื่นเลิกปลูกเลิกทำ แต่หมากแดงที่ผมทำมันยังคงอยู่ คนที่หาซื้อก็ต้องเข้ามาที่สวนผม อีกอย่างผมรู้สึกสบายใจ เวลาคนที่ชอบเหมือนกันมาพูดคุยกัน ไม่ซื้อไม่ว่ามาคุยเพลิดเพลินกันไป และก็อยากอนุรักษ์ให้หมากแดงเป็นของขึ้นชื่อที่พระประแดงเราด้วย” ในตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ เขาได้กล่าวให้คำแนะนำ สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกหมากแดงว่า

“คนที่อยากปลูกไม้ตัวนี้ อยากแนะนำว่าให้มองเป็นอาชีพเสริมก่อน ต้องมีความชอบก่อนลองไปปลูกเล่นๆ ดู หรืออาจจะควบคู่กับไม้อื่นตามไปด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องตลาดหมากแดงยังไปได้ นี่ขนาดผมทำกับภรรยาสองคน ยังไม่มีเรื่องการโฆษณามาก ก็ยังขายได้เรื่อยๆ บางทียังไม่พอเสียด้วยซ้ำ หรือใครปลูกแล้วทำตลาดออนไลน์ ก็น่าจะดีไปอีกแบบ ก็อยากแนะนำให้ช่วยกันปลูกศึกษากันไป มันก็เป็นต้นไม้ที่สวยด้วย จากงานอดิเรกที่ทำด้วยรัก เดี๋ยวก็กลายเป็นงานสร้างรายได้ให้เราเอง” นาวาเอกประเภท กล่าวแนะนำด้วยสีหน้าที่ปนด้วยรอยยิ้ม

ใครที่อยากพูดคุยเรื่องการปลูกหมากแดง หรือสนใจต้นหมากแดงสวยๆ ที่มีให้เลือกสรรหลากหลายไซซ์ขนาด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นาวาเอกประเภท มาอ่วม หมายเลขโทรศัพท์ (084) 765-7786

ขอบพระคุณ คุณดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

คุณสุภิญโญ ใจมั่น อายุ 49 ปี ชาวโคราช เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง ในพื้นที่หมู่ที่ 15 บ้านปางหัวช้าง ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 20 ไร่ ปลูกมาแล้วราว 15 ปี

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานในโรงงานหินอ่อน และเป็นพ่อค้าขายมะม่วงมาก่อน แต่ด้วยปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตมะม่วงเสียหาย ทำให้ตนมีหนี้สินหลายล้าน จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาปลูกดาวเรืองเกิดจากการชักชวนของเพื่อน เนื่องจากตลาดดอกดาวเรืองยังเติบโต ซึ่งก่อนที่จะประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ได้ลองผิดลองถูก ทดลองซื้อเมล็ดจากหลากหลายที่ หลายพันธุ์มาปลูก เป็นเวลาราว 1 ปี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ลองเปลี่ยนมาทดลองปลูกดาวเรืองลูกผสมพันธุ์เทวี ของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตรา “ศรแดง” ซึ่งให้ผลผลิตดี ดอกสีทองเข้ม ดอกดกและมีขนาดใหญ่ ให้ดอกต่อเนื่องไม่ขาดรุ่น

“เคยลองปลูกมาหลายพันธุ์ หลายยี่ห้อแล้ว จนศรแดงเขาเอาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเทวี มาให้ทดลองปลูก ก็เห็นความแตกต่าง ต้นแตกแขนงเยอะ ให้ดอกเยอะ ดอกใหญ่ ออกดอกตลอดไม่ขาดรุ่นด้วย” คุณสุภิญโญ กล่าวถึงจุดเด่นของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้

วิธีการปลูก และดูแล

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ในพื้นที่ 20 ไร่ ที่ตนปลูกนี้ จะใช้เมล็ดพันธุ์ 4,000 เมล็ด ต่อไร่ ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ เมล็ดละ 80 สตางค์ การเพาะเมล็ดจะใช้ถาดเพาะขนาด 200 หลุม เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 15-18 วันหลังจากวันเพาะ จะนำมาลงในแปลงปลูก รองด้วยปุ๋ยคอก โดยแต่ละต้นจะทิ้งระยะห่าง 40 เซนติเมตร 1 แปลงจะปลูก 3 แถว ความยาวขึ้นอยู่กับช่วงน้ำ ที่วางระบบไว้ แต่ละแปลงจะมีไม้ไผ่ปักเป็นหลักเอาไว้ทั้ง 4 มุม และขึงด้วยเชือกฟาง ป้องกันต้นดาวเรืองล้ม และใช้ปุ๋ยสูตรเสมอทุกๆ ครึ่งเดือน

เมื่อต้นเริ่มแตกแขนง จะตัดแขนงออกให้เหลือเพียง 4 แขนง แต่ละแขนงจะแตกเป็นแขนงย่อยอีก 8 แขนง รวมเวลาตั้งแต่เพาะประมาณ 60 วัน จึงจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งใน 1 รอบการผลิตใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน ปลูก 2 รอบ ต่อปี หลังจากปลูกรอบที่ 1 จะพักดิน 4 เดือน ปลูกผักและพืชไร่ อย่างข้าวโพดแทน จากนั้นไถกลบ ก่อนจะปลูกดาวเรืองรอบที่ 2 ต่อ

การให้น้ำ และป้องกันศัตรูพืช

การรดน้ำ จะรดทั้งช่วงเช้าและเย็น โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการน้ำพอสมควร แต่หากมากไปอาจทำให้เกิดเชื้อรา จนต้องถอนทิ้งยกแปลงได้ การใช้ยากำจัดแมลงจะใช้ 2 ช่วง คือพ่นตอนเพาะเมล็ด และช่วงที่ออกดอกตูม ป้องกันแมลงกัดเจาะดอก

ด้านการตลาด

คุณสุภิญโญ เล่าว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย คือการหาตลาดให้ได้ก่อน ซึ่งตนเองก่อนปลูกได้ทำการติดต่อแม่ค้าที่ปากคลองตลาดไว้ก่อนที่จะมีผลผลิตไปส่งด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ส่งดอกดาวเรืองเองถึงที่ ราคาจะแตกต่างกันไปตามขนาด ซึ่งจะแบ่งเป็นเกรด คือ เกรดเอ ขนาดจัมโบ้ใหญ่พิเศษ ราคาขายส่งอยู่ที่ 1.60 บาท เกรดบี ขนาดใหญ่ ราคา 1.20 บาท และเกรดซี ขนาดปกติ ที่ขายทั่วไปราคาดอกละ 80 สตางค์ ซึ่งในช่วงที่ตลาดมีความต้องการมาก เช่น วันพระใหญ่ หรือฤดูหนาว ราคาเกรดเอจะสูงถึง ดอกละ 1.80 บาท ซึ่งจากการหักลบต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว 1 รอบการผลิต คุณสุภิญโญ เปิดเผยว่า ได้กำไรถึงไร่ละ 1 แสนบาท เลยทีเดียว

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดใหญ่ของดาวเรือง คือตลาดจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์เป็นดาวเรืองตัดดอกร้อยละ 90 ซึ่งในแต่ละปีจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 290 กิโลกรัม มูลค่าตลาดเมล็ดพันธุ์ในตลาดตัดดอกนี้อยู่ที่ 80 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งเมล็ดดาวเรือง 1 กิโลกรัม มี 3 แสนเมล็ด และใน 1 เมล็ด จะให้ดอกไปขายได้ประมาณ 25 ดอก เมื่อคำนวณแล้วจะได้ดอกดาวเรืองถึง 2,175 ล้านดอก ต่อปี เมื่อนำไปขายที่ปากคลองตลาด ราคาจะอยู่ที่ดอกละ 70-80 สตางค์ มูลค่าดอกดาวเรืองจึงอยู่ที่ประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งดอกดาวเรืองที่เข้าสู่ปากคลองตลาดจะอยู่ที่ 10 ล้านดอก ต่อวัน และกว่า 98% ใช้ในประเทศสำหรับร้อยพวงมาลัยและไหว้พระ ที่เหลือส่งออกต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งนำไปใช้สำหรับกิจกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับไทย

“สำหรับท่านที่มีความสนใจปลูกดอกดาวเรือง อันดับแรกที่ต้องทำคือ การหาตลาด และเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ น้ำ ดาวเรืองชอบน้ำ แต่ต้องให้พอสมควร มากเกินไปก็เกิดเชื้อรา ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีใจรัก” คุณสุภิญโญ กล่าวพร้อมใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุภิญโญ ใจมั่น หมายเลขโทรศัพท์ (084) 962-1649

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

คุณฉัตรพล หมีไพร หรือ คุณตุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มี คุณฐิติมา แจ่มนิยม หรือ คุณหนู เป็นภรรยา มีบุตรชาย 1 คน

คุณตุ้ม เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโรงเหล็กแม่พิมพ์รถยนต์ที่จังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพที่บ้านเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนคุณหนูเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่บ้านทำสวนมะลิ ทั้งคุณตุ้มและคุณหนูมีความชอบในการปลูกต้นไม้เหมือนกัน มีเป้าหมายในชีวิตที่จะประกอบอาชีพอิสระ มีอาชีพเป็นของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง และยืนด้วยตัวของตัวเอง จึงปรึกษาหารือกันได้ข้อสรุปที่จะหันมาทำสวนมะลิในพื้นที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

เริ่มทำสวนมะลิเมื่อปี 2556 ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อตัดพื้นที่ถนน ทางเดิน ร่องน้ำ แล้วเหลือพื้นที่ที่ปลูกต้นมะลิประมาณ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 4,500-5,000 ต้น/ไร่ ต้นละประมาณ 25 บาท ไม่ปลูกแน่นจนเกินไป เพราะช่วยลดการเกิดโรค การเกิดเชื้อรา การอยู่อาศัยของแมลง อีกทั้งสะดวกในการจัดการดูแล แรกเริ่มยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตร อาศัยการสอบถามบิดาคุณหนูบ้าง เกษตรกรผู้ปลูกมะลิแปลงข้างเคียงบ้าง และเพื่อนบ้านบ้าง ทั้งในเรื่องการปลูก การใส่ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง การเก็บดอกมะลิ แรงงาน ทำทุกอย่างตามคนอื่นๆ ใส่ทุกอย่างอย่างที่คนอื่นใส่กัน โดยไม่มีความรู้ ใส่ไปโดยไม่มีเหตุมีผล ใส่เพราะคนอื่นใส่ ถามว่าใส่ทำไม ก็ไม่รู้เห็นคนอื่นใส่กัน ทำให้ต้นทุนสูงประมาณ 450,00 บาท/ปี/ไร่ ดินก็ประสบปัญหา เป็นเชื้อราเมล็ดผักกาด ทำให้ต้นมะลิเสียหาย ตาย ต้องปลูกซ่อม ทำให้ต้นมะลิที่ปลูกใหม่เจริญเติบโตไม่ทันมะลิแถวอื่นๆ อีกทั้งผลผลิตที่ได้ยังน้อยอีกด้วย

คุณตุ้มจึงคิดไตร่ตรองค้นคว้าหาความรู้จากตำราต่างๆ อินเตอร์เน็ต ผู้รู้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมประกอบกัน ทำให้มีความรู้เข้าใจในการดูแลสวนมะลิมากยิ่งขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราเมล็ดผักกาดในดินทำให้ต้นมะลิเสียหายและตาย เนื่องจากก่อนที่จะมาปลูกมะลิ เจ้าของที่เดิมมักใช้ปุ๋ยขี้ไก่ที่มีแกลบมาเป็นเวลานาน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ซึ่งมีผลต่อต้นมะลิเป็นอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงบำรุงดินก่อน โดยการตากดินพักดิน ใส่ปูนขาว ปุ๋ยชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่า ฉีดพ่นบ่อยๆ ก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง ค่อยๆ ปรับฟื้นฟูดินมาเรื่อยๆ มีการทำแปลงทดลอง ซึ่งทำตามหลักวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา จากอินเตอร์เน็ตจากหลายๆ แหล่ง หลายๆ ข้อมูลประกอบกัน นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

สามีและภรรยา ให้ข้อมูลว่า มะลิเป็นพืชไม่ชอบน้ำท่วม น้ำแฉะ จึงปลูกแบบยกร่อง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำได้ดี ลดปัญหาโรครากเน่า ต้นมะลิจะไม่แกร็นเหลือง อีกทั้งยังสะดวกในการให้น้ำอีกด้วย ก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ โดยในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องการเจริญเติบโตของต้น โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้าสูง หรือมีไนโตรเจน (N) สูง เช่น 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิตก็จะเปลี่ยนเป็นสูตรเสมอ ดังนั้น การให้ปุ๋ยแต่ละระยะต้องรู้ว่าพืชในแต่ระยะต้องการธาตุอาหารอะไร แล้วเราต้องการอะไรจากพืช ต้น ดอก ใบ หรือหัว ควรใส่ธาตุอาหารให้เหมาะสม ต้องศึกษาหาความรู้ข้อมูลให้ดี เวลาผสมยาสารเคมีจะใช้น้ำสะอาดผสม ไม่ใช้น้ำในท้องร่องผสมยา เพื่อให้คุณสมบัติและการออกฤทธิ์ของยาไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการทำสวนมะลิส่วนมากจะหมดไปกับค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดหนอน แมลง และค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ จะจ้างแรงงานวันละ 2-3 คน ในราคากิโลกรัมละประมาณ 45 บาท จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยันของแรงงาน การดูแลลูกจ้างแรงงานก็มีความสำคัญมาก เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลงต้องหาที่ปิดจมูกที่ดีได้มาตรฐาน และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ เพื่อความปลอดภัย และยึดหลักที่ว่าทำงานต้องได้เงินไปใช้ ไม่ใช่เอาเงินไปรักษาตัว

ในการเก็บดอกมะลิ คุณตุ้มจะเน้นและให้ความสำคัญของเรื่องเวลา ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี โดยให้แรงงานเก็บไม่เกินเวลา 17.00 น. เพื่อให้แรงงานได้มีเวลาพักผ่อน มีเวลากับครอบครัว และทำงานอย่างมีความสุข การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูม มีการเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง ทุกครึ่งชั่วโมง คุณตุ้มจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างน้ำคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นคงความสด ขั้นตอนนี้จะสามารถลดต้นทุนเรื่องน้ำแข็ง และการเสียหายของดอกมะลิได้มาก โดยปกติแล้วสวนทั่วไปจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างแช่น้ำเย็นทุกๆ 1 ชั่วโมง แต่คุณตุ้มลดเวลาลงเป็นทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้ลดการสูญเสียของดอกมะลิและน้ำที่ใช้แช่ก็ยังคงเย็นสามารถแช่ดอกมะลิได้ 2 รอบ ก่อนจะนำไปบรรจุถุงปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น บรรจุกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าปลายทาง

คุณตุ้ม ยังบอกเคล็ดลับอีกว่า หากต้องการให้ต้นและดอกมะลิแข็งแรง ไม่เปราะเสียหายง่าย ให้ใส่ซิลิคอนลงไปในดินด้วย ในพื้นที่ 1 ไร่ สวนคุณตุ้มสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 50-60 กิโลกรัม/วัน (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือเดือน) ช่วงนี้ราคาลิตรละ 100 บาท ช่วงสงกรานต์ราคาดี อยู่ที่ประมาณ 120-300 บาท/ลิตร (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม หรือ 7 ขีด) ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกมะลิควรวางแผนให้มะลิออกดอกอยู่ในช่วงราคาแพง โดยวางแผนการตัดแต่งกิ่ง (หวด) ให้ดี ช่วงไหนราคาถูกก็ตัดแต่งกิ่งทิ้ง ลดภาระต้นทุนการผลิตเรื่องแรงงานในการเก็บดอกมะลิ ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยไปประมาณ 40-45 วัน

คุณตุ้ม ยังเล่าให้ฟังอีกว่า การปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่ถ้าเรารู้จักพืชชนิดนั้นๆ อย่างถ่องแท้ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย รู้จักการบริหารจัดการสวนไร่นาของตนเองอย่างมีเหตุมีผล นำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ มีการทดลอง ช่างสังเกต มีความรู้เข้าใจกลุ่มสารเคมีต่างๆ ที่จะใส่ไปให้พืช ไม่ใส่ซ้ำซ้อน ใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยเคมีจะช่วยบำรุงพืช ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้พืชสามารถดูดสารธาตุอาหารไปบำรุงต้นและทุกส่วนของพืชได้ดี อีกทั้งต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย เมื่อเรามาดูจะได้รู้ว่ารายจ่ายไหนไม่จำเป็น สมควรลดหรือควรเลิกจ่าย ซึ่งจากเดิมค่าใช้จ่ายในการฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4,000-5,000 บาท/ไร่/วัน ตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 1,200-2,000 บาท/ไร่/วัน ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้มากกว่าครึ่ง ปีแรกต้นทุนการผลิตสูงมากประมาณ 450,000 บาท/ไร่ เพราะยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการทำสวนมะลิ จนได้ศึกษาหาความรู้ ทดลอง ช่างสังเกต ลองผิดลองถูกมาโดยตลอดระยะเวลาที่ทำสวนมะลิ จนปัจจุบันสามารถลดต้นทุนลงได้เหลือประมาณ 200,000 กว่าบาท/ไร่ ในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายพื้นที่ปลูกมะลิให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ยังมีแรง เวลาในแต่ละวันยังเหลืออยู่ อีกทั้งความรู้ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา

คุณตุ้ม ฝากบอกไปถึงผู้สนใจทำสวนมะลิหรือสนใจประกอบอาชีพด้านการเกษตรว่า การที่จะก้าวเข้ามาทำการเกษตร ไม่ควรปลูก/ผลิตพืชตามกระแส ต้องมีใจรัก มีความอดทน ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้จากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้ มาทดลองปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การทำการเกษตรไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ การตลาด และอีกหลายปัจจัย ที่สำคัญต้องรู้จักพืชที่เราจะปลูก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดี หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนค่ะ สู้กันต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการซื้อมะลิ ที่เบอร์โทร. (080) 927-9595

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม

อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี (วิทยาลัยเกษตรกรรมหนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้สอบเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น โดยดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร ในปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่เป็นครูสายผู้สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ก็ไม่เคยได้สอนเกี่ยวกับพวกพืชหรือพันธุ์พืชต่างๆ เลย แต่สอนวิชาสามัญ ดังนั้น ตนจึงไม่มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ เลยก็ว่าได้ แต่เมื่อมาเห็นคนอื่นขายไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้นนานาชนิด จึงคิดจะขายบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างดงามและเป็นงานที่อิสระ หลังจากคิดได้ จึงมาซื้อที่ดินประมาณ 5 ไร่ บนถนนสายอุบลราชธานี-ตระการพืชผล (อยู่ที่สี่แยกบ้านนาเมือง) ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นได้ปรับสภาพที่ดินแล้วเริ่มหาพันธุ์ไม้ทุกชนิดมาวางขายครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อสวนว่า สวนเพชรประกาย โดยเริ่มแรกจะลงทุนซื้อพันธุ์ไม้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 500,000 บาท พอเริ่มขายดี มีลูกค้ามาแวะซื้อกันเป็นจำนวนมาก จึงขยายสวนและสั่งพันธุ์ไม้เข้ามาเพิ่ม พร้อมทั้งให้ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี และลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลและจำหน่าย ส่วนตนจะมาช่วยขายหลังจากเลิกงาน นอกจากนี้ ยังให้สามีรับจัดสวนหย่อมหน้าบ้าน หรือหน้าสำนักงานส่วนราชการและเอกชน ทำให้มีรายได้บวกเข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละเดือนเมื่อหักลบกลบหนี้ต้นทุนผลผลิตและค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าแรงงานของคนงาน ก็จะพอมีกำไรขั้นต่ำเดือนละประมาณ 400,000 หรือ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ และพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่จะซื้อมาจากสวนที่เขาเพาะพันธุ์ขาย โดยซื้อมาในราคาต่ำ แล้วนำมาขายได้กำไรเกือบเท่าตัว ต้นไม้บางชนิดอย่างต้นกันเกรา จะให้ราคางามถึงต้นละ 40,000 หรือ 50,000 บาท ก็เคยขายได้เงินมาแล้ว

อาจารย์ราตรี บอกว่า ในขณะที่เริ่มขายใหม่ๆ ตนไม่มีความรู้ด้านพันธุ์พืชจำพวกไม้ดอกไม้ประดับเลย ต่อมาได้ทำการศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิด จากหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ดูแล บำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธี และเพื่อแนะนำลูกค้า เพราะลูกค้าบางรายที่มาซื้อ จะไม่มีความรู้ในการปลูก ดูแลรักษา เราต้องอธิบายเพิ่มเติม ทั้งนี้ ภายในสวนของตนจะมีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งในและนอกประเทศ ให้ลูกค้าเลือกซื้อกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด กล้วยไม้ ไม้ในวรรณคดีไทย ไม้ผล ไม้เลื้อย ไม้ทั้งไม้เล็กจิ๋วอย่าง มอสส์ ไลเคน ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ อย่าง พญาสัตบรรณ จำพวกไม้ผลก็จะมี กล้วยหอม กล้วยนาก กล้วยไข่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ และมะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ม่าเหมี่ยว มะยงชิด กระท้อน ละมุด มะเฟือง ขนุน และไม้ผล ไม้ยืนต้น อื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์

สำหรับราคาจำหน่ายที่สวนของเราจะเริ่มจากต้นละ 5 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท หรือ 40,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์และประเภทไม้ ส่วนการจัดสวนก็มีราคาแตกต่างกันออกไป จะดูว่าเป็นสวนขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยราคาการจัดสวนจะเริ่มต้นที่ 3,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ ที่สวนของตนยังจำหน่าย อุปกรณ์ตกแต่งสวนหลากหลายชนิด กระถางดินเผา กระถางเซรามิก หินโรยสนาม แผ่นทางเดิน น้ำพุ ลูกกลิ้งเสริมฮวงจุ้ย และหญ้าสำหรับปูสนามหรือสวนหย่อม ตลอดจน ปุ๋ยและดินปลูกต้นไม้ที่ผลิตขึ้นมาเองคือ ดินลำมูล ดินคุณภาพดีที่ผลิตโดยสวนเพชรประกาย ของตนเอง เอาไว้จำหน่ายอย่างครบครัน ส่วนรายได้ต่อเดือน เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

อาจารย์ราตรี ยังได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเกี่ยวกับการที่จะมาเป็นเจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับว่า ก่อนที่เราจะเปิดสวนขายต้นไม้ พันธุ์ไม้ อันดับแรกเราต้องเลือกทำเล คือต้องเป็นจุดมีรถหรือคนผ่านเยอะๆ อยู่ใกล้หรือเป็นทางผ่านหมู่บ้านจัดสรร หรือเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น และการลงทุนควรจะลงทุนกับต้นไม้ขนาดเล็กๆ ราคาไม่แพง เช่น คุณนายตื่นสาย ต้นหลิว ต้นโกสน ฤๅษีผสม ต้นไม้บางชนิดเราสามารถเพาะชำได้จากที่เราซื้อมา เช่น ต้นคุณนายตื่นสาย หรือฤๅษีผสม โดยการเด็ดยอดมาชำในวัสดุชำ การขายต้นไม้ควรขายปุ๋ย ดินปลูกต้นไม้ควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญอีกประการคือ การตกแต่งร้านให้น่ามอง โดยการนำต้นไม้สีสันสดใส ดอกสวยๆ มาวางไว้หน้าร้าน โดยเรียงจากต้นเล็กๆ ไล่มาจนถึงต้นใหญ่ๆ และอีกประการหนึ่งคือ เราควรต้องรู้ว่าเราจะต้องหาซื้อต้นไม้ พันธุ์ไม้ราคาถูกได้จากสวนไหน อยู่ที่ใด เป็นต้น อย่าลืมว่าการที่เราจะทำธุรกิจอะไร ต้องมีความรู้และต้องเก่งด้วย สามารถให้คำตอบและแนะนำลูกค้าได้ ดังนั้น ก่อนลงมือทำหรือพอเริ่มทำกิจการนี้ใหม่ๆ ต้องรีบค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ ลูกค้าถามอะไร ต้องตอบได้อย่างคล่องตัว และสุดท้าย อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ให้สวยงาม สีสันสดสวยอยู่เสมอ และใช้เวลาว่างขยายพันธุ์ต้นไม้เองเท่าที่จะทำได้ หากขยายพันธุ์ได้มาก เราก็มีกำไรมาก เพราะจะลดต้นทุนในการซื้อมาจากสวนมือหนึ่ง การบริการลูกค้าและกำหนดราคาต้นไม้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราแนะนำดี มีรอยยิ้ม พูดจาไพเราะ ขายไม่แพงเกินไปนัก ลูกค้าก็จะติดใจ ทำให้มีการบอกต่อ สุดท้ายจะมีลูกค้าขาจร พากันมาซื้อเพิ่มมากขึ้น และแน่นอน รายได้ก็ต้องเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับท่านที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดัด ไม้ผล ไม้ยืนต้น นานาชนิด หรืออยากจะปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ก็ขอเชิญตรงไปที่ สวนเพชรประกาย ได้ทุกวัน รับประกัน อาจารย์หมวย หรือ อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ และ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี ไม่สร้างความผิดหวังให้กับท่านอย่างแน่นอน โดยทั้งสองการันตีมาว่า จะต้อนรับทุกท่านด้วยไมตรีจิตอันแสนจะอบอุ่นดุจญาติมิตร และพร้อมที่จะให้คำปรึกษา ถ้าจะให้ดี โทร. ไปนัดหมายล่วงหน้าก่อนที่ (085) 860-1740 และ (085) 015-3228

หนุ่มสระบุรี ปลูกชวนชมเล่นๆ กลายเป็นงานสร้างเงิน

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หนุ่มสระบุรี ปลูกชวนชมเล่นๆ กลายเป็นงานสร้างเงิน

“เริ่มจากมีคนมาซื้อตอชวนชมที่บ้าน ช่วงนั้นเขาให้ราคาดีมาก เพราะว่าต้นมันไม่ใหญ่มาก ประมาณ 3,500 บาท ผมก็เลยลองจำหน่ายไป ด้วยความที่อยากรู้ว่าเขาจะซื้อเราไปทำอะไรทำไมซื้อราคาแพงจัง ปรากฏว่าเขาซื้อแล้วจำหน่ายต่อไปในราคา 8,500 บาท ซึ่งเรามาคิดดู ว่าราคาที่เขาซื้อเราก็น่าจะราคาสูงแล้ว แต่เขาสามารถจำหน่ายได้อีกในราคาที่แพงกว่าซื้อจากเราอีก มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของผมที่จะปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างจริงจัง” คุณรัชฏะ กล่าว

คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความหลงใหลในชวนชม เพราะพรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้ดอกที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่ต้องการเพาะเลี้ยงจัดรูปทรงราก กิ่ง ให้สวยงามเป็นไปตามความต้องการของผู้ดูแลเอง

ซึ่งการจัดทรง การดูแล อาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคของแต่ละคน ที่ได้ใช้จินตนาการให้กับชวนชมของตนเอง

การดูแลชวนชมแต่ละต้น รูปทรงจะไม่เหมือนกันทุกต้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียงต้นเดียวในโลกก็ว่าได้ เป็นไม้ดอกที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการหาไม้ดอกไว้ประดับหน้าบ้าน เพื่อความสวยงาม และดูแลเป็นงานอดิเรก ไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สำราญใจเหมือนเช่นคุณอาร์ต

เลิกกิจการค้าขาย

สู่ชีวิตเกษตรกร

คุณอาร์ต เล่าว่า ก่อนที่จะเริ่มมาทำการปลูกเลี้ยงชวนชม ที่บ้านของเขาทำกิจการจำหน่ายหนังสือสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ต่อมาจึงได้หยุดทำกิจการทางด้านนี้มาทำการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างเต็มตัวในปี 2552 โดยเรียนรู้ศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

“ผมก็เริ่มลองและศึกษาดูเลยว่า ชวนชมมันมีความพิเศษยังไง โดยอาศัยศึกษาจากในเว็บไซต์ ซึ่งก็จะมีคนที่มากด้วยประสบการณ์มาบอกสอนเยอะอยู่ ต่อมาก็พัฒนามาเรื่อยมาเป็นเฟซบุ๊กแทน โดยเขาก็จะมีข้อมูลว่าสวนนี้มีอะไรดี มีเทคนิคอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้ เราก็ศึกษาจากจอสี่เหลี่ยมนี่แหละ บางทีก็เดินทางติดต่อขอเข้าไปดูที่สวนเขาเลยก็มี” คุณอาร์ต เล่าถึงการแสวงหาความรู้ของเขาในสมัยนั้น

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมที่มีภายในสวนทั้งหมดจะไม่เน้นหาซื้อต้นพันธุ์จากที่อื่นมาปลูกเลี้ยงแล้วจำหน่ายต่อ แต่จะเน้นที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาผสมกัน แล้วเพาะเมล็ดขึ้นมาใหม่ สรรค์สร้างต้นด้วยตนเอง

ชวนชมทรงสวย ในแบบอาร์ตสระบุรี

มีวิธีการปลูกดูแล ดังนี้

คุณอาร์ต เล่าว่า หลังจากได้เมล็ดจากฝักมาแล้วให้ทำการเพาะทันที เพราะเปอร์เซ็นต์การงอกจะดี ซึ่งการเพาะเมล็ดนั้นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วัสดุปลูก

“วัสดุปลูกที่ผมใช้ก็จะเป็นขุยมะพร้าวผสมกับทราย ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ส่วนก้นกระถางก็จะเป็นดินใบก้ามปู พอเอาเมล็ดลงมาเพาะประมาณ 3 วัน เมล็ดก็จะงอก โดยรดน้ำในช่วงนี้ให้พอชุ่มๆ เมื่อดูแล้วว่าเหมือนวัสดุปลูกในกระถางมันจะแห้ง เราก็รดแบบพอดี เพราะว่าถ้ารดน้ำมากเดี๋ยวเมล็ดมันจะเน่า ดูแลในช่วงนี้ประมาณ 2 เดือน” คุณอาร์ต กล่าวอธิบาย

จากนั้นนำต้นชวนชมที่ดูแลจนครบอายุมาปลูกลงในกระถาง 6 นิ้ว ซึ่งวัสดุปลูกไม่เหมือนกับการเพาะเมล็ด จะใช้ดินใบก้ามปูเพียงอย่างเดียว ทำการรดน้ำทุกวันเช้าและเย็น ซึ่งคุณอาร์ต บอกว่า วัสดุที่ปลูกค่อนข้างที่จะโปร่ง ไม่แน่นจนเกินไป ทำการดูแลชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน

เมื่อปลูกเลี้ยงชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ได้ตามอายุที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปจะนำไม้ขึ้นมาทำราก โดยตัดรากเดิมทิ้งไปเพื่อให้ต้นชวนชมมีรากใหม่ ปล่อยแผลให้แห้งสัก 4-5 วัน จากนั้นนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 8 นิ้ว ตั้งไว้ในร่ม รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ถ้าเห็นไม้มียอดแตกออกมาก็ให้ย้ายออกแดดได้ทันที

“พอปลูกลงกระถาง 8 นิ้ว ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราจะได้รากรอบต้น เพราะเป็นช่วงที่เราทำรากใหม่ให้เกิดขึ้น ก็ดูแลในช่วงนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน รดน้ำช่วงเช้าเย็นปกติ ซึ่งช่วงนี้โรคแมลงก็ไม่มีอะไรต้องดูแลเป็นพิเศษ ผมก็จะเน้นเดินดูอยู่ตลอด จะไม่เน้นใช้ยากำจัดเท่าไร เห็นมีไข่เราก็เอาออกได้เลย แต่ถ้าใครเจอระบาดมากๆ การเดินดูเอาไม่อยู่ ก็อาจจะมีใช้ยาเคมีด้วยก็ได้ ประมาณนี้” คุณอาร์ต กล่าว

จากนั้นจะนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 11 นิ้ว เพื่อทำการจัดรากให้มีรูปทรงสวยงามตามที่ต้องการ ดูแลให้มีกิ่งที่สวย ก็จะได้เป็นไม้ไซซ์ใหญ่ที่จำหน่ายได้ราคาดี

ชวนชมทุกไซซ์ ทุกขนาด

สามารถจำหน่ายได้

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมทั้งหมดที่ปลูกเลี้ยงไม่ว่าจะอายุ 4 เดือนที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว หรืออายุ 8 เดือนขึ้นไปที่ปลูกในกระถาง 11 นิ้ว สามารถจำหน่ายได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่ความชอบของลูกค้า แต่สำหรับคนปลูกเลี้ยงเองจะไม่นิยมจำหน่ายไม้ที่มีขนาดเล็ก เพราะราคาจะสู้ไม้ที่มีขนาดไซซ์ใหญ่ๆ ไม่ได้

“ชวนชมที่อยู่ในกระถาง 11 นิ้ว เราจะเห็นระบบราก กิ่งครบหมดทุกอย่าง ลูกค้าเมื่อซื้อไปก็สามารถนำไปเลี้ยงต่อ ดูแลตามที่เขาต้องการได้เลย ซึ่งเมื่อเทียบกับไม้ที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว และ 8 นิ้ว ยังมีระบบราก กิ่ง ไม่ครบ ลูกค้าซื้อไปก็ต้องไปดูแลอีกหลายขั้นตอน” คุณอาร์ต เล่าถึงคุณสมบัติของชวนชมที่มีอายุแตกต่างกัน

คุณอาร์ต บอกว่า การจำหน่ายชวนชมในช่วงแรกของเขาจะโพสต์โชว์รูปในหน้าเว็บไซต์เป็นหลัก และส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ ต่อมาเมื่อเริ่มมีเฟซบุ๊ก การจำหน่ายไม้ก็ง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก มีลูกค้าเดินทางมาดูที่สวนมากขึ้น

ชวนชมที่สวนของคุณอาร์ต มีราคาตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและแบบรูปทรง ซึ่งลูกค้าที่ซื้อชวนชมในหลักหมื่นจะเน้นไปใช้สำหรับการส่งไม้เข้าประกวด ส่วนชวนชมที่สามารถจำหน่ายได้อย่างคล่องตัวจะอยู่ที่หลักร้อย และหลักพันบาท

อนาคตชวนชมไม่มีทางตัน

สามารถจำหน่ายได้ ทั้งในและต่างประเทศ

คุณอาร์ต บอกว่า สำหรับพรรณไม้ชนิดนี้ถ้าถามว่ามีทางตันไหม เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่น จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างจริงจัง แบบมั่นใจเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นไม้ที่มีเสน่ห์และยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา

“ชวนชมที่สวนผมก็จะมีจำหน่ายไปที่มาเลเซีย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะว่าอากาศที่ประเทศเขาคล้ายกับประเทศเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับอเมริกาก็มีคนส่งไปจำหน่าย แต่อากาศที่นั้นมันอาจจะยังปลูกไม่ได้เท่าที่ควร เพราะว่าตอนนี้เขาก็กำลังศึกษากันอยู่ ส่วนอนาคตของชวนชมก็อยากจะบอกว่า ผมเองปลูกเลี้ยงมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ยังถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะตลาดต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น อีกอย่างมีบริษัทที่สามารถส่งของให้เราได้เลยโดยตรง มันทำให้เราง่ายยิ่งขึ้น ไม่ยุ่งยากแบบสมัยก่อน” คุณอาร์ต กล่าวถึงทิศทางอนาคตของชวนชม และพร้อมกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจต่อไปอีกว่า

“ส่วนคนที่สนใจอยากทำในด้านนี้ อยากจะบอกว่าการที่คุณจะเลี้ยงสิ่งมีชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใจคุณต้องรักก่อน ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบไหม โดยหาไม้หลักร้อยมาเลี้ยงเล่นดู ถ้ารู้สึกว่าชอบจริงๆ เดี๋ยวก็จะศึกษาหาความรู้เอง ทั้งการทำราก การหาไม้ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ พอทำเป็นทุกอย่างคุณจะสนุกเอง ขอแค่ให้มีใจรัก ขอให้ถามใจตัวคุณเองเท่านั้นว่าชอบไหม ถ้าชอบสิ่งที่ทำสิ่งนั้นจะออกมาดีเสมอ เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับเราไปเอง” คุณอาร์ต กล่าวแนะนำ

จากประสบการณ์ของคุณอาร์ตทำให้เห็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมว่า การจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ แม้ในช่วงชีวิตเรา อาจไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ แต่ขอเพียงมีใจแสวงหาวิชาความรู้ หมั่นฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ในไม่ช้าสิ่งที่เราคิดว่ายาก สุดท้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ง่าย ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับสามารถสรรค์สร้างได้ด้วยสองมือของมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-4307

%d bloggers like this: