โอ๊ยเล่าเรื่อง

All posts tagged โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 25, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/468435

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เจ๊ก้อง ห้วยไร่” กับภารกิจลับในการทำเพลงใหม่พา 8 สาว “BNK48” ไปฝึกการร้องเพลงอีสาน ด้วยการลงไปสัมผัสเรียนรู้ความเป็นชาวบ้านจริงๆ โดย “จ่าลอด ออน เดอะร็อค” ถูกดึงมาเป็นผู้ช่วย “สุรศักดิ์ ป้องศร” ผู้กำกับขาประจำของ “ไทบ้าน” จับมือกับ ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ทำหนังออกมาดูง่ายย่อยง่ายอารมณ์โดยรวมๆ เหมือนเป็นงานย่อยๆ ภาคย่อยๆ ออกมาของ “ไทบ้าน” ที่ไม่ใช่เหตุการณ์หลักหรือดึงตัวละครตัวใดตัวหนึ่งออกมาเป็นตัวเอกในส่วนของ “BNK48” ก็มาดูภารกิจการทำเพลงใหม่ หนังเดินเรื่องตามสูตรหนังเป๊ะๆ สนุกสนานไปกับการตามดู การฝึกฝนของ 8 สาวที่มี “ทีมไทบ้าน” เข้ามาเป็นตัวช่วยความสัมพันธ์มาพร้อมการเรียนรู้ก่อนจะหักมุมต้องมีอุปสรรคหรือใส่ในส่วนของดราม่าเพื่อให้หนังมีครบรส สนุกยิ้ม ขำ ดราม่า มีครบทั้งความเป็นบ้านๆ และในเมือง

หนังชัดเจนในความเป็น “ไทบ้าน” กับ “BNK48” นำมาผสมผสาน 2 จักรวาล ครอสกันได้แบบน่ารัก ดูสบายๆ ในโครงเรื่องที่ง่ายๆ ไม่หนักไม่เครียด จนดูเหมือนเรื่องเบาโหวง อ่อนไปนิด แต่ก็ทำให้สนุกได้แบบเต็มไม่เครียด หนังดูสนุกด้วยการนำเอาจุดเด่นจุดน่ารัก ตัวตนของทั้ง “ไทบ้าน” กับสาวๆ “BNK 48” มาขยี้ เอาใจแฟนๆ ของทั้งสองได้เป็นอย่างดี จนอดที่ทำให้เราสนุกสนาน ยิ้มไปขำไป หรือซึมอึ้ง ดราม่าไปกับทั้งสองส่วน

“ไทบ้าน” มาพร้อมกับความซื่อๆ ใสๆ ความเป็นบ้านๆ ของตัวละครหลักๆ นำทีมโดย “จ่าลอด” หนุ่มน้ำใจดีกับความรักของสองสาว “ครูแก้ว” กับ “ปลาวาฬ” และ “มืด” น้องชายที่ทำอะไรๆ ตามใจตัวเอง

“BNK 48” มาพร้อมกับทุกอย่างที่เรารู้ๆ กันดีทั้งกฎระเบียบ ข้อบังคับ จุดเล็กจุดน้อย การถ่ายรูป จับมือการแข่งขันความเป็นเมมเบอร์หรือโอตะ นำเอามาใส่ นำมาเป็นมุขล้อเลียนมุขเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ขำกันเป็นระยะ แม้แต่ส่วนของดราม่าก็ทำเอานํ้าตาซึมได้

ก้อง ห้วยไร่ เล่นได้แบบลื่นไหล รับบทเป็น เจ๊ก้อง นักร้องนักปั้นที่น่ารัก เป็นตัวละครที่ทั้งสร้างความสนุก สร้างความสุขขณะเดียวกันกลับเพิ่มความดราม่า เรียกน้ำตาให้กับคนดู ก้อง เล่นดีเล่นเก่ง ดูเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเชื่อมตัวละคร เชื่อมเรื่องของทั้ง 2 จักรวาลได้ดีและลงตัวมากๆ

ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร ในบท จ่าลอด กับสองสาว ครูแก้ว-ธันวาพร นาสมบัติ, หมอปลาวาฬ-สิริอมร อ่อนคูณ และไอ้มืด-ธนาดล บัวระบัติ ยังคงชัดเจนในตัวเองที่เราคุ้นๆ กันดี มาแล้ว จาก ไทบ้าน ทุกๆ ภาค ที่ออกมา เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเองเอาตัวรอดได้ใจแฟนประจำแม้ว่าน้ำหนักตัวละครกลุ่มนี้อาจจะเป็นเหมือนตัวช่วยของตัวละครในกลุ่ม BNK 48 ไปบ้างก็ตาม

เนย, โมบายล์, แก้ว, น้ำหนึ่ง, น้ำใส, ตาหวาน, ปูเป้ และ ไข่มุก8 สาว BNK48 เล่นเป็นตัวเอง เลยแทบจะไม่ได้เล่นอะไรมากเหมือนเข้ามาตามดูเมมเบอร์ของตัวเอง ทำกิจกรรม ทุกคนออกมาด้วยกันตลอด แต่ก็ยังมีที่หนังเพิ่มความเด่น คือ “เนย” กับ“โมบายล์” ที่มีส่วนของดราม่าเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือ “แก้ว” พี่ใหญ่คุมทีม ส่วนคนอื่นๆ มาร่วมขยี้ความสนุกในส่วนของตบมุข ความเป็น BNK48 การโฆษณาแฝงที่น่ารักๆ และเพิ่มความน่าสงสารกับคราบน้ำตาโดยมี จ๊อบ ซัง ที่มาเล่นเป็นตัวเองเข้ามาเพิ่มในส่วนดราม่า หรือพี่ผู้จัดการส่วนตัวของ 8 สาว เข้าร่วมแสดงด้วย และที่หนังฉลาดคือหนังให้ภาพของแค่ 8 สาวเท่านั้น ไม่นำเอาคนอื่นๆเข้ามาหรือพูดถึงในหนังเพื่อแย่งซีนใดๆ ทั้งสิ้นเลย

“ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้” อาจจะก้ำๆ กึ่งๆของทั้งสองจักรวาล หนังอาจจะไม่ดีจนน่ายกย่อง หรืออาจจะดูไม่มีอะไร แต่หนังออกมาดูสนุก ขำ โปรดักชั่นไม่ได้ขี้เหร่ รู้สึกถึงความเป็นทีมทำหนังที่ดี ใช้ความเป็น “ไทบ้าน” กับ “BNK 48”มาได้ดี ที่สำคัญคือหนังดูสนุกมากๆ ดีงามในทางของหนังและที่ยังก้องอยู่ในหัวคือ “โดดดิด่ง” เพลงสนุกๆ จาก 8 สาว กับจากใจผู้สาวคนนี้ เพลงซึ้งๆ ของ “โมมายล์” สองเพลงเอกในหนัง และเข้ากับตัวหนังมากๆ จนต้องกลับมาฟังซ้ำ สนุกสนานน่าจดจำระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/466950

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story  หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หยิบประเด็นการหย่าร้างในสังคมคนอเมริกันเข้ามาเป็นพล็อตหลักสำหรับ Marriage Story ทางช่อง Netfix  เล่าเรื่อง ชาร์ลี่  บาร์เบอร์ ผู้กำกับละครเวทีหนุ่มที่กำลังมาแรง กำลังเกิดปัญหาหย่าร้างกับภรรยาสาว “นิโคล” อดีตนางเอกทีวีผู้ผันตัวมาเป็นนางเอกละครเวทีของสามี การเจรจาเริ่มมีปัญหาไม่ลงตัวในเรื่องการเลี้ยงดู “เฮนรี่” ลูกชายวัยกำลังน่ารักสุดท้าย “นิโคล” จ้าง “นอร่า” ทนายชื่อดังในคดีครอบครัวเข้ามาช่วยการหย่าร้าง เมื่อมีทนายเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไหร่หายนะมาเยือน

ทั้งคู่แต่งงานในวัยเยาว์ ใช้เวลาไม่นานในการคบกัน“นิโคล” กำลังรุ่ง “ชาร์ลี” กำลังสร้างชื่อ ก่อนที่ต่อมาภรรยากลับตกต่ำกว่าสามีสุดท้ายทั้งคู่เริ่มมีปัญหาครอบครัว “นิโคล”เริ่มอยากใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่อยากอยู่ใต้เงาสามี แม้ว่าลึกๆทั้งสองยังมีความรักความผูกพันห่วงหาอาทรกัน

อดัม ไดรเวอร์ สุดๆ ไปเลยกับบท “ชาร์ลี” ผู้เป็นผู้ชายที่ดูเป๊ะๆ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ สมกับเป็นผู้กำกับละครเวที ที่มักจะเป็นละเอียดเก็บทุกเม็ด ขณะเดียวกัน ก็ดูเป็นคนง่ายๆ อบอุ่น อะไรก็ได้กับคนทั่วๆ ไป แต่กับคนใกล้ตัว เมีย/ลูกดูจุบจิบจนเกินไปแรกๆ อาจจะรู้สึกเฉยๆ กับตัว ชาร์ลี แต่พอดูไปดูไป จากการเล่นแบบกำลังพอดีๆ ของ “อดัม” ทำให้ค่อยๆ อินค่อยๆ เข้าใจ เริ่มเข้าถึงอารมณ์ลึกๆ ของตัวละครตัวนี้

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ไม่ว่าจะเล่นบทอะไรๆ ก็ดูดีสวยงามไปหมด เรื่องจัดเต็ม อารมณ์ความเป็นแม่มาเน้นๆ บางช่วงรู้สึกถึงการต้องการเอาชนะ ความผูกพันกับครอบครัว แม่/น้องสาว หรือแม้แต่ออร่าของความเป็นนักแสดง

อดัม ไดรเวอร์ กับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ดูมีเคมีที่ลงตัวกันมากๆ ในบท “ชาร์ลี” กับ “นิโคล” เล่นนิ่งๆไปเรื่อยๆ ทั้งการแสดงออกทางอารมณ์ข้างใน หรือภายนอกเห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร จากอ่อนมาแข็งก่อนที่ค่อยๆผ่อนลงในที่สุดฉากที่คุยกันดีๆ ชวนให้นึกอยากให้คู่นี้คืนดี แต่พอมีปากมีเสียง ชัดเจน รู้สึกเลยว่าลุ้นไม่ขึ้น โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ปล่อยยาว พูดความในใจ ปะทะคารมกันบอกเลยสุดยอดเล่นเอาน้ำตาซึม ดูแล้ว…สงสาร “ชาร์ลี” จับใจ ขณะเดียวกัน…เข้าใจ“นิโคล”

ลอร่า เดิร์น ออร่าแจ่มๆ จัดเต็มในบททนายมือเก๋าจัดจ้านคดี ผัวๆ เมียๆ  ทุกตอนที่ปรากฏตัว รู้สึกว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับคดี “ชาร์ลี” โดนอีกแล้ว หรือ 2 ทนาย ฝ่าย “ชาร์ลี”รวมไปถึงครอบครัวของ “นิโคล” แม่กับน้องสาวและตัว“เฮนรี่” ลูกชายตัวน้อยเล่นดีเป็นตัวเสริมที่ดีทำให้เรื่องสนุกขึ้น

Marriage Story เล่าเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไม่เน้นบีบคั้นอารมณ์ ค่อยๆ ให้คนดูผูกพัน/อินไปกับตัวละคร จากนั้นใช้อะไรที่ง่ายๆ ภาพ/การแสดง มาขยี้ความรู้สึกออกมาได้โดยไม่รู้ตัวจึงไม่แปลกอะไร ที่จะเสียน้ำตา อึ้ง ซึม สะเทือนใจไปกับภาพง่ายๆ แต่กินใจบนจอ หนังชัดเจนในการนำเสนอเรื่องของครอบครัวที่กำลังหย่าร้าง แต่ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ แทรกเข้ามาโดยเฉพาะการเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ผลที่ตามมาอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ค่าจ้างทนายดังๆ อาจจะต้องขายบ้านขายทุกอย่างมาเป็นค่าใช้จ่าย ค่าทนาย ค่าขึ้นโรงขึ้นศาล อาจจะหมายถึงเงินจำนวนมากที่สามารถส่งลูกเรียนจนจบทนายความคดีอาญา จะมองหาส่วนที่ดีที่สุดของคนเลว แต่ทนายความคดีหย่าร้าง จะมองหาส่วนที่เลวที่สุดในคนดี Marriage Story หนังดีๆ หนังธรรมดา ที่มีแต่คำชมที่อยากให้ดูกันไปพร้อมๆ กับการลุ้นรางวัล ชอบๆ โดนๆ ระดับ10/10 คะแนน เรื่องแรกรับปี 2020

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กุมารทอง ราคะ เฮี้ยน (Kumanthong) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 11, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/465402

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กุมารทอง ราคะ เฮี้ยน (Kumanthong)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : กุมารทอง ราคะ เฮี้ยน (Kumanthong)

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“กุมารทอง” ของ “ไทย” คือพี่เด็กที่มีอิทธิฤทธิ์เกิดจากผ่าเอาเด็กตายท้องกลม ออกมาทำพิธี แต่ “กุมารทอง” ของ “เวียดนาม” คือการฆ่าผู้หญิงในคืนวันเพ็ญแล้วดึงวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้

“ซอย” สาวใบ้จิตใจดีมักจะถูกเด็กๆ รังแก ผู้ใหญ่รังเกลียดเนื่องจากความพิการ “ฮวน” หนุ่มลึกลับ ผู้ก้าวเข้ามาในหมู่ในฐานะ “หมอผี” ชายแปลกหน้า ใช้ความเก่งในคาถาอาคมจนชาวบ้านยอมรับ จนปักหลักสร้างสำนัก พร้อม นำสาวใบ้ มาช่วยงานความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เริ่มก่อตัวขึ้น “หมอผีหนุ่ม” เริ่มมีชื่อเสียงในด้านการทำเสน่ห์ พร้อมกับเกิดคดีลึกลับสาวๆ ในหมู่บ้านหายตัวไปขณะเดียวกัน “ซอย” เริ่มพบความลับบางอย่างอดีตที่เป็นปมในใจของ “ฮวน” ค่อยๆ เผยขึ้นมา

“กุมารทอง ราคะ เฮี้ยน” หน้าหนังอาจจะดูเชยชวนให้นึกถึงหนังไทยในยุค 30-40 ปีที่แล้ว แต่ถ้าดูแบบปล่อยใจดูแบบเป็นกลางแล้ว ความเชย เป็นแค่สไตล์ของหนังเวียดนามที่เราจะไม่ค่อยคุ้น แบบบ้านใครบ้านมัน รวมๆ กับช่วงเวลาของหนังคือ ปี 1999 ที่ ชนบทบ้านเขายังไม่เจริญ ยิ่งทำให้รู้สึกว่า หนังเชยทั้งๆ ที่โปรดักชั่นที่ออกมา ก็ดูดีไม่เลวร้ายอะไร ช่วงนี้มีโอกาสได้ดูหนังเวียดนามมาบ้าง ต้องชมโปรดักชั่น ที่แต่ละเรื่องทำได้ดี เรื่องสมัยใหม่ก็ดูทันสมัย หรืออย่างในเรื่องนี้ ชนบทก็ชนบทจริง สามารถซึมซับได้ถึง สภาพชนบทในบ้านเขาช่วงปี 1999 ได้จริงๆ

“กุมารทอง ราคะ เฮี้ยน” ชัดเจนในความเป็นหนังสยองขวัญ ปนๆ เขย่าขวัญ ของความเป็นหนังฆาตกรรม ท่ามกลางบรรยากาศของความเป็นหนังผี พล็อตจริงๆ แล้ว หนังพาไปพบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเวียดนามของ ฆาตกรต่อเนื่องคนดังคนแรกของบ้านเขาผสมๆ กับความเชื่อเรื่อง ผีสาง คาถามนต์ดำมาในโหมดเดียวกับ “ซีอุย” หนังเล่าเรื่องได้สนุกไม่สลับซับซ้อน ตรงไปตรงมา พอถึงบทจะเฉลยก็ตรงๆ แต่ยังแอบมามุขเซอร์ไพรส์ให้อึ้งกันนิดๆ ตัวละครมีครบองค์ ชัดเจนนางเอกแสนดี หมอผีผู้มีปมมีความลับ สองหนุ่มหัวขโมยผู้มาสร้างเรื่องวุ่นๆ กับมุขง่ายๆ ที่คุ้นในหนังวิ่งหนีผีบ้านเรานางร้ายที่ร้ายพอๆ กับความสวย เหยื่อสาวที่มีทั้งเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าไม่รอดและตกใจไม่น่าเป็นเหยื่อ พ่อที่คอยปกป้องลูกสาว นายตำรวจผู้มาคลี่คลายคดี

“หว่าง เอี๊ยน จีบี”  ในบท “ซอย” แรกๆ อาจจะดูเป็นเด็กๆ แต่ยิ่งดูไปๆ สวยขึ้นเรื่อย ด้วยบทที่ต้องเป็นใบ้ ทำให้เธอได้โชว์ความสามารถแบบเต็มที่ ทั้งสีหน้าท่าทาง ยิ่งช่วงอึดอัดที่บอกอะไรกับใครไม่ได้ ช่วยทำให้เธอเด่นขึ้น ด้วยความน่ารักแบบบ้านๆ ผสมกับการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ดูไปๆ อดลุ้น และเอาใจช่วยเธอ ไม่ได้ “กวาง ต๋วน” พระเอกหมอผีรูปหล่อก็เด่นไม่แพ้กันได้เล่นอะไรเยอะแยะกับตัวละครที่ปม มีความลับซ่อนอยู่ ฉากกุ๊กกิ๊กเลิฟซีนฉากโหดๆ ใช้พลังฉากดราม่าที่ต้องแสดงอารมณ์กับคนภายนอกหรือเล่นกับภายในใจตัวเอง

“กุมารทอง” อาจจะไม่ได้ น่ากลัว/สยดสยอง แบบสุดๆเมื่อเทียบกับหนังในยุคนี้ ที่เราเห็นภาพน่ากลัวๆ มาจนชินตา แต่ก็ยังมี หลอนๆ ลุ้นๆ รอดูว่า จะได้เห็นความสยองระดับไหนบนจอภาพที่ออกมาเน้นโทนมืดๆ มัวๆ เค้นๆ ความน่ากลัวแสง เงา มุมกล้อง เสื้อผ้าหน้าผม ที่ออกมาดูเป็นชาวบ้านจริงๆดูมอๆ ไม่ได้ห่วงสวยงาม จนเกินความเป็นจริง เสียดายคือฉากเซ็กซ์ ฉากวาบหวิว เพราะมีช่วงของการทำเสน่ห์ ออกมากระมิดกระเมี้ยน ไม่เร่าร้อน อย่างที่ควรจะเป็น เสียงภาษาไทย ทำได้ไม่เลว เพียงแต่ ยังไม่สุด ฟังดูหลอกๆ ลอยๆ เลยลดทอนความสนุกของหนังลงไป ถ้าได้ดูเสียงต้นฉบับ น่าจะออกมาดีกว่านี้ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ หรือเสียงสวดมนต์ คาถามนต์ดำที่ออกมา ก็เพิ่มบรรยากาศความหลอนได้มากทีเดียว “กุมารทองราคะ เฮี้ยน” ดูสนุกแบบบ้านๆ ดูได้เพลินๆ ได้ความแปลกตาชวนให้นึกถึง หนังไทยหรือหนังจีนของ ชอว์บราเดอร์ เก่าๆ ย้อนไปกว่า 40 ปีที่แล้ว ให้ระดับคะแนน 7/10 หัวกะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘งู’สัตว์ที่ฉกทุกอย่างไปจากชีวิตของคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 4, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/463979

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘งู’สัตว์ที่ฉกทุกอย่างไปจากชีวิตของคุณ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘งู’สัตว์ที่ฉกทุกอย่างไปจากชีวิตของคุณ

วันเสาร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“งู/คนทรงเจ้า/จ้าวแผ่นดิน” นวนิยายวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ไตรภาค 3 เล่ม ของ วิมล ไทรนิ่มนวล ที่หยิบยกเอาเรื่องของศรัทธา ความเชื่อของชาวบ้านที่ยังคงมีผลกับสังคมไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย อดีตหรือแม้แต่ยุคปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่เนื้อหาในแต่ละเล่ม จะมีส่วนเชื่อมโยงกัน ผ่านตัวละครใน “หมู่บ้านโคกพระนาง” มีเส้นเรื่องเดียวกันคือเรื่องศรัทธา/ความเชื่อ (จริงๆ แล้วยังมี “โคกพระนาง” เป็นตอนย่อยแยกออกมาอีกเล่มเกริ่นนำเรื่องในหมู่บ้านนี้โดยเฉพาะ)

“งู” เน้นไปที่ “หลวงพ่อเนียน” ตัวแทนของศาสนา พระที่นำเอาศรัทธาการเคารพของชาวบ้านมาเป็นเครื่องสร้างอำนาจสนองความอยากของตัวเอง

“คนทรงเจ้า” คนทรงยังคงมีผลต่อชาวบ้าน เน้นไปที่ความเชื่อผ่าน “ไอ้ขาม” หนุ่มชาวบ้านที่เคยต่อต้านความเชื่อก่อนที่เหตุการณ์จะนำพาจนกลายเป็นคนทรงที่มีทั้งเงินทองและอำนาจ

“จ้าวแผ่นดิน” คือการปะทะกันระหว่าง “หลวงพ่อเนียน”กับ “ไอ้ขาม” ศรัทธากับความเชื่อ “พระ” กับ “คนทรง” เพื่อชิงความเป็นใหญ่ในหมู่บ้าน

ในแต่ละเล่มชัดเจนในเรื่องของการสะท้อนเรื่องศรัทธา/ความเชื่อ ผ่านตัวละครที่มีอำนาจ โดยมีตัวละครที่ออกมาต่อต้านคัดค้าน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ มีชะตากรรมที่ไม่ดีนัก แต่ที่กล้าสุดคือใน “งู” หลวงพ่อเนียน รักเพศเดียวกัน เลี้ยงเด็กชายในยุคนั้นไม่มีใครกล้าที่จะหยิบประเด็นนี้มาแต่ “วิมล” กล้า (ซึ่งในสมัยนี้แทบจะเป็นเรื่องธรรมดา) “งู” เป็นการขับเคี่ยวกันของ 3 ตัวละครหลักๆ ใน “โคกพระนาง” อันได้แก่ หลวงพ่อเนียน เจ้าอาวาสคนใหม่ที่สร้างศรัทธาจากชาวบ้านเพื่ออำนาจเงินและผู้ชาย “ยี่สุ่น” หนุ่มนักจับงูในหมู่บ้าน กับ “กำนันฤทธิ์” อดีตเพื่อนซี้ที่แย่งเมียรักไปตอนติดคุกแถมตามราวีไม่เลิก

“งู” ของ “แจ๊สสยาม” ดัดแปลงเรื่องจากตัววรรณกรรมของ “วิมล” ได้ค่อนข้างดี เก็บรายละเอียดต่างๆ ถ่ายทอดออกมาดูง่าย เล่าเรื่องในแบบเดียวกับในหนังสือ มีบรรยากาศเดียวกันและชวนให้นึกถึง “คนทรงเจ้า” ความรุนแรงต่างๆ ทั้งเรื่องการใช้กำลัง การกดขี่ทางเพศ หรือเรื่องพระ ก็ดัดแปลงได้ดี ภาพอาจดูธรรมดา แต่อารมณ์ความรู้สึกรุนแรงยังคงอยู่ “งู” ถูกถ่ายทอดมาผ่านโปรดักชั่นของหนังไทยในยุคก่อนที่ดัดแปลงบทจากนิยายดังๆคลาสสิกของผู้กำกับคุณภาพรุ่นใหม่ในยุคนั้น บทหนังที่ตรงตามเรื่อง ภาพที่สวยงาม ดนตรีแบบไทยๆ ชายทุ่ง ผ่านวงดนตรีที่ดูอลังการ เพลงประกอบที่ไพเราะ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ถูกใส่มา เพื่อให้คนดูตีความ รวมไปถึงเน้นๆ ไปที่นักแสดงนำ รวมไปถึงนักแสดงสมทบที่ดูเป็นชาวบ้านสมจริง

ภาพรวมของ “งู” น่าจะออกมาดี แต่เสียดายที่ตัวหนังทำออกมารู้เลยว่างบน้อย งบถูกจำกัด ภาพ/เทคนิคพิเศษ ที่ออกมาเลยดูลอยๆ โดดๆ แถมนักแสดงหลักใหม่หมด แม้จะรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ ความพยายามในการแสดง แต่พลังก็ยังไม่ได้ขาดๆ เกินๆ ที่สำคัญคือพลังไม่มี ทำให้ลดทอนความสนุกลงไปมากทีเดียวยังดีที่ได้รุ่นเก่า อาทิ พอเจตต์ แก่นเพชร, ไกรลาศ เกรียงไกร,โกวิท วัฒนกุล  มาช่วยหนังให้ดูมีพลัง

“งู” มาผิดที่ผิดเวลา การเล่าเรื่องแบบนี้กับงานของ “แจ๊สสยาม”ถ้ามาในยุคทองของหนังไทย ได้นักแสดงดีมีพลัง มีทุนกว่านี้สักนิด ผสมกับการกล้านำเสนอเรื่องพระสงฆ์ น่าจะเป็นหนังไทยที่ดูสนุก น่าชมมากกว่านี้ และมาตอนนี้กับภาพของ “งู” ที่ออกมาคนที่ชอบหนังไทยในสไตล์เก่าๆ น่าจะชอบแค่ไม่มีดาราดีๆ ให้ชื่นชม แต่กับนักดูหนังรุ่นใหม่น่าจะเป็นหนังที่เชย เอาท์ และไม่น่าสนใจ พอที่จะชมในแง่บวกท้ายสุด…แม้ “งู” จะไม่ค่อยโดนใจไม่สนุกมาก แต่ก็ยังอยากให้กำลังใจ “อาแจ๊สสยาม” ที่ยังคงกล้าจะทำหนังที่อยากทำหนังในฝัน แม้…กาลเวลาจะผ่านไป…ไกลสักนิด…มาช้าไปบ้างก็ตาม “คนทรงเจ้า” คือหนังไทยที่คนจดจำ ไม่ลืมแต่…“งู” เลื้อยมาเอื่อยๆฉก! แล้วจากไปแบบเงียบๆ น่าเสียดาย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 28, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/462949

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาวทูทิ้ง...ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

วันเสาร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การทิ้งสิ่งของนั้นทำง่ายๆ แค่โยนใส่ถุงดำเหมือนเราเอาทุกเรื่องโยนทิ้งไปในหลุมดำ อะไรที่ไม่ใช่ทิ้งไปให้หมด เหลือไว้แต่สิ่งที่ดีที่สุดกับเราเอาไว้ “จีน” สาวหมวยมาดมั่น กำลังวางแผนจะเอาบ้านมาทำออฟฟิศ จึงเตรียมโละทิ้งของเก่าเก็บที่เต็มบ้าน มหกรรมการทิ้งจึงเริ่มต้นขึ้นไปกับการเจอเจอะของเก่าที่มีอดีต การตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างการทิ้ง/เก็บโดยเฉพาะกับ “เอ็ม” แฟนเก่า หรือแม้แต่เรื่องของครอบครัวแม่พ่อจึงเริ่มต้นขึ้น

“ทิ้ง” หรือ “เก็บ” การมูฟออนไปกับชีวิตหรือกลับไปหาที่เก่า ในเรื่องของความรัก ความเกลียด และความทรงจำ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำ How to ออกมาเอาใจแฟนๆ โดยเฉพาะเน้นกับคนรุ่นใหม่ บรรยากาศอารมณ์หนัง ตัวละคร วิธีการนำเสนอดูแนวไปหมด มาครบรส ทั้งขำฮาแบบแนวยิ้มๆ หรือดราม่าหนักๆบางเรื่องบางราวบางสิ่งบางอย่างที่อิงกับคนรุ่นนี้ นำเสนอแบบไม่มีการอธิบายขยายความกันเลย เช่น ศัพท์แสงคำพูดจา เรื่องของอินทีเรียการตกแต่ง ฯลฯ ถ้าคนไม่เข้าใจอาจจะงงงวย มันพูดอะไรกันนะ ทำให้ความสนุกลดลงไปมากเหมือนกับต้องการเปรียบเทียบชัดเจนในเรื่องจะทิ้ง/เก็บ สิ่งเก่าๆ ควรก้าวข้ามไปสู่สิ่งใหม่อะไรดีๆ เก็บไว้ เชยๆ เลิกไป ในตัวหนังคือตัวละครกับความรู้สึกภาพรวมหนังก็เช่นเดียวกัน หนังแนวใหม่ๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง แบกเรื่องเอาไว้คนเดียวแต่เอาอยู่และดูดี ลื่นไหลไปกับตัวเรื่อง ตรึงคนดูให้อยู่กับทุกๆ อารมณ์ทุกๆ ซีน ไม่ว่าจะเป็นดราม่าหนัก ขำๆ ยิ้มๆ จนตามดูว่า “จีน”จะคิดอะไรทำอะไรต่อไป ดูไปรักไปเกลียดไป พยายามเข้าใจเห็นใจ หรือไม่เข้าใจกับการตัดสินใจของเธอ “จีน” ชัดเจนในการเป็นตัวละครที่เห็นแก่ตัวสุดๆ เอาใจตัวเองเป็นหลัก แต่ก็เกลียดตัวละครนี้ไม่ลง

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ มาไม่เยอะ แต่ดี นิ่งๆ เรื่อยๆเหมือนไม่มีอะไร เหมือนเอ็มเป็นแค่ตัวแปรในการทิ้งหรือเก็บ แต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายก็ปล่อยหมัดเด็ดที่ได้ใจไปเต็มๆ การตัดสินใจสุดท้าย

ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา ในบทแฟนสาวคนใหม่ของเอ็มที่เหมือนง่ายๆ ไม่มีเรื่องใหม่ๆ แนวๆ แต่สุดท้ายก็ต้องเข้ามาเกี่ยวกับอดีตการทิ้ง/เก็บ

หมี-ถิรวัฒน์ โงสว่าง นิ่งๆ เรื่อยๆ กำลังดี ในบทของ“เจย์” พี่ชาย ที่ยังไงก็ได้อยู่ระหว่างกลางของแม่กับน้องสาวเหมือนเป็นพ่อบ้าน คอยเก็บหรือทิ้ง เท่ๆ ไปกับ แพรว-พัดชาในบท “พิ้งค์” เพื่อนซี้จีน ที่อาจจะดูสมัยๆ สุดๆ แต่เอาจริงๆ ก็มีมุมเก่าๆ คล้ายจะบอกว่าแม้จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา บางครั้งก็ยังยึดติดกับอารมณ์ข้างในด้วย แม่ ที่รับบทโดย อุ๋ม-อาภาศิริ จันทรัศมีชัดเจนในเรื่องของของเก่าที่ยึดติดกับสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ไม่ยอมทิ้งหรือปลดปล่อยอดีต

นอกจากนักแสดงเด่น การนำเสนอเรื่องในแบบแนวๆ แล้วเต๋อ-นวพล ยังนำเอาดนตรี/เพลงประกอบที่สุดติ่ง งานด้านภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนดูภาพถ่ายเข้ามาขยี้ ช่วยเพิ่มความแนวความน่าดูให้กับเรื่อง จากหน้าหนัง ชวนให้นึกว่าหนังจะเน้นๆ การสนุกไปกับของเก่าๆ ชวนให้โหยหาอดีต แต่เอาจริงๆ กลับมีไม่เยอะหนังชวนเราให้ไปรู้สึกกับการหวนหน้าเรื่องเก่าๆ ความรู้สึกเก่าๆ ผ่านของที่เป็นอะไรก็ได้ ที่สุดท้ายแล้ว อยู่ที่เราจะติดสินใจหวนนึกถึงตัวเองไปพร้อมๆ กับตัวละครในเรื่องว่าถึงเวลาแล้วที่จะเลือกทิ้ง เก็บ หรือเอากลับไปคืนที่เดิม

ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ อาจจะดูสนุกสำหรับเด็กรุ่นใหม่ แต่กับคนดูหนังธรรมดาหรือคนรุ่นเก่าๆ ไม่ทันสมัยอาจจะไม่สนุกนัก เรียกว่าทำหนังเพื่อคนรุ่นใหม่ก็คงจะได้ แต่ทุกคนต้องมีอดีต น่าจะสนุกไม่มากก็น้อยอยู่ที่จะไปโดนกับตัวเอง มุมไหนก็เท่านั้นเอง สำหรับเรื่องนี้ให้คะแนนระดับ 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

Published December 14, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460000

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง

วันเสาร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่องว่างระหว่างวัยไม่สำคัญเท่าช่องว่างระหว่างใจ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือให้เขาออกมาจากโลกของเขา แต่เราก็สามารถเอาตัวเราเข้าไปสู่โลกของเขาอย่างน้อย ก็ยังดีใจ ที่มีคน ดึงเขาออกมาจากโลกของเขาได้ เราจะยอมเปลี่ยนตัวเองจาก มนุษย์โลก ไปเป็นมนุษย์ดาวอังคาร เพื่อคนอื่นเหรอ..

“ชัย” หนุ่มวัย 40 ผู้ฝังใจกับ “เฟิร์น” แฟนสาวผู้จากไป เดินทางไปเชียงใหม่ “น้ำหวาน” เด็กสาวน่ารักสดใส ลูกสาวเจ้าของรีสอร์ทผู้เป็นโรคหัวใจ “น้ำหวาน” พา “ชัย” ที่เธอเรียกว่า ลุง ไปเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่าง “ลุงชัย” กับ “หลานน้ำหวาน” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอยากฟังเสียงหัวใจของ “ลุง” ว่ามันเต้นอย่างไร

“เคน” ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ มาพร้อมความหล่อทะลุจอ เล่นนิ่งๆเรื่อยๆ สบายๆ แต่ออกมาดี ไม่ต้องเล่นเยอะหรือเว่อร์วังมากมาย ก็ทำให้หนังดูอบอุ่น  ดูแล้วเชื่อว่าเป็น “ลุง” จริงๆ เป็น “ลุง” ที่หล่อ แค่เห็นก็ชอบ ถ้าได้คุย น่าจะ หลงรักไม่ยากในขณะเดียวกัน ก็มีโลกส่วนตัว หรือมีระยะห่างกับ เด็กรุ่นใหม่มากพอที่จะถูกเรียกว่า “ลุง”

“พรอยมน” มนสภรณ์ ชาญเฉลิม มาในแบบน่ารักสบายๆ เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติ ให้ความเป็นเด็กรุ่นใหม่ใสๆ น่ารักๆ น้องพรอยมน เล่นเก่งมากๆ ไม่ว่าจะบทกุ๊กกิ๊กน่ารักเฮฮา! หรือบทดราม่า ผิดหวัง การแสดงกำลังพอดีๆ แบกหนังไปได้ทั้งเรื่อง หน้าตาอาจจะไม่สวยสะดุดตา แต่มาสะดุดใจ พอที่จะหลงรักในความน่ารัก ใสๆ ซื่อ ของ “น้องน้ำหวาน” เคยรัก“พรอยมน” จากบทน้องฝึกงานใน ภ. “น้องพี่ที่รัก” ก็มาได้ใจเธอเต็มๆจากบท “น้ำหวาน” ในเรื่องนี้ รักน้อง..จริงๆ

“ลุงเคน” กับ “น้องพรอยมน” คือการจับคู่ของรักต่างวัยที่ดูเคมีตรงกันเข้ากันพอดีเปี๊ยบ “ลุง” ที่เรื่อยๆ อะไรก็ได้ง่ายๆ แต่มีความหลังกับเด็กสาว สดใสร่าเริงแต่ขี้โรคทั้ง “ลุงชัย” กับ “น้ำหวาน” ทำให้ “ฮาร์ทบีทเสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ท็อป” Lazyloxy ในบท “เก่งกี้” ก็เล่นได้น่ารัก เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา “ไก่” นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ มารับบท แม่ ที่มาช่วยขยี้ในส่วนดราม่า ทำให้หนังดูอบอุ่นขึ้น หรือ สองเพื่อนซี้ของ “น้ำหวาน”ก็เล่นได้น่ารัก

“เจตย์” บุณโยประการ  ผู้กำกับ ชัดเจนในการเล่าเรื่องทำ “ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังรักโรแมนติก ที่ดูสบายๆไม่ต้องคิดอะไรมาก หนังอาจจะทิ้งปมให้ตามในช่วงแรก แต่ก็ไม่ใช่ประเด็น หลายคนคงพอเดาทางได้ไม่ยาก แต่หนังตรงไปในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ของ ตัวละครหลากๆ ในคนอิ่มเอม ไปกับ ความรักใสๆตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังใส่ ความรู้สึกลุ้น หรือเอาใจช่วย ลุงกับหลาน ว่า สุดท้ายจะจบแบบ สุขสันต์หรรษา หรือหักมุม แบบ เสียน้ำตาหรือเปล่า

หนังเล่าเรื่องสบายๆ เน้นไปที่ ลุงกับหลานเป็นหลัก ที่ใส่ตัวเพื่อนกับหนุ่มที่มาแอบชอบ เข้ามาช่วยขยี้ความสนุก เติมดราม่าจากบทของ “คุณแม่น้ำหวาน” กับในส่วนของ “เฟิร์น” แฟนเก่าของ “ชัย” บทสนทนาแบบต่อปากต่อคำ ถูกนำมาใช้สร้างความสุข แม้จะเห็นกันจนเกร่อจากเรื่องอื่นๆ แต่ในเรื่องนี้ มาแบบเก๋ๆ ขำได้แทบจะทุกมุข

หนังนำเสนอผ่านภาพสวยๆ ของเชียงใหม่ ทั่งในเมือง ป่าเขาสวยๆ ในหลายที่ที่ไม่ค่อยคุ้นตานัก รวมทั้ง เหินฟ้า ไปยัง ฮอยอันเวียดนาม ที่ช่วยเพิ่มความโรแมนติกให้กับเรื่อง ขณะเดียวกัน ก็ใส่ เพลงประกอบ ที่คุ้นหูในอดีตมาแบบเดิมๆ ไม่ต้องมาทำใหม่ ให้เสียเวลา แค่นี้ก็ฟิสุดๆ บรรยากาศรวมๆ ของ “ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” ชวนให้นึกถึง หนังรักโรแมนติกกินใจๆ ของ ญี่ปุ่น/เกาหลี อาทิ การใส่เกมเข้ามาในหนัง การท่องเที่ยวในแบบผจญภัย การเล่นโรลเลอร์เบลด คาแร็กเตอร์/ความเป็นการ์ตูน ของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ แต่ถึงจะรู้สึกบ้าง แต่หนังก็ให้ความเป็นหนังไทย หนังรักโรแมนติกในรูปแบบใหม่ เจ้ากับยุคนี้

“ฮาร์ทบีท เสี่ยงนัก รักมั้ยลุง” เป็นหนังรักที่ดูสบายๆ อาจไม่มีอะไรใหม่ หรือตื่นเต้นมากนักบางคนอาจจะอิน ไม่ฟิน ไม่สนุก หนังอาจจะไม่มีอะไรใหม่ แต่ถ้าใช้ ใจดู ปล่อยใจไปกับ ลุง-หลาน รับรองสนุกแน่นอน อย่าไปมองว่ามันสูง แต่ให้มองว่า มันสวย..นะ “ลุง” บางครั้งความรักก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ “ลุงโอ๊ย” ..อยากเล่า อยากบอกว่า สนุก/ชอบหนังเรื่องนี้ ระดับ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : นาจา (Ne Zha)

Published December 7, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458569

โอ๊ยเล่าเรื่อง : นาจา (Ne  Zha)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : นาจา (Ne Zha)

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“นาจา” คือเทพเจ้าของจีนที่มีตำนานมีเรื่องราวที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยอภินิหาร (“นาจา” ถูกนำมาดัดแปลงเป็น “โกมินทร์กุมาร” นิทานวัดเกาะ ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ จนโด่งดัง มีเนื้อเรื่องเหมือนกันเป๊ะๆ) “นาจา” เป็นลูกชายคนที่สามของ “หลี่จิ้ง” แม่ทัพเฝ้าด่าน ที่เข้าใจผิดคิดว่าพ่อไม่รัก จนไปก่อเรื่องฆ่าบุตรของเจ้าสมุทรตาย จนต้องฆ่าตัวตายชดใช้ความผิด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือนร้อน ก่อนจะถูกชุบตัวขึ้นมาใหม่ไปถล่มบาดาล และกลับไปแก้แค้นบิดา แต่เทพสวรรค์ส่งเจดีย์ทองมาช่วยคุ้มกันศึกระหว่างพ่อลูกจึงเริ่มขึ้น

“นาจา” (Ne Zha) ถูกนำมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งในแบบแอนิเมชั่นน่ารักที่มีการตีความเรื่องราวในตำนานใหม่ดูสนุกชวนติดตาม แม้ว่าจะรู้เรื่องกันมาจนขึ้นใจแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้เกิดอาการเบื่อหน่ายหรือไม่สนุกการดีไซน์ตัว “นาจา” ฉีกไปภาพจำเดิมๆ ที่คุ้นเคยจากภาพเด็กน่ารัก การมาเป็นเด็กผีเด็กปีศาจ ตัวป่วน ตัวทำลายแบบชัดๆ เน้นๆ กันไปเลย แต่ออกมาดูแล้วกลับไม่รู้สึกเกลียด กลับรู้สึกน่ารัก เก๋ไก๋ เป็นเด็กซนๆ เด็กเกเรชอบแกล้งแต่ก็มีความดีอยู่ในตัวอารมณ์ ประมาณตัวหนังของ “ทิม เบอร์ตัน” ที่ดีไซน์ตัวละครในแนวดาร์กๆ ในขณะที่ ตัวละคร ตัวอื่นๆ ยังคงให้ตวามเป็นจีนเป็นคนเป็นเทพในรูปแบบเดิมๆ

“นาจา” เล่าเรื่องในเส้นเรื่องเดิมที่คุ้นกันดีในตำนานเพียงแต่มีความตีความใหม่ บิดความสัมพันธ์ ของตัวละครหลักๆออกไปในตรงกันข้าม ก่อนที่จะวกกลับมาสู่เส้นเรื่องเดิม โดยไม่ทำให้เรื่องเดิมเสีย หรือกลายเป็นคนละเรื่อง ตัวหนังเล่าเรื่องในช่วงกำเนิด “นาจา” มาจนถึงตอนพิชิต เจ้าชายมังกร มาเพียงครึ่งทางเท่านั้น ยังไม่ถึงตอนพิชิตเจ้าสมุทรถล่มบาดาล ตอนชุบตัวขึ้นมาใหม่ สู้รบกับเทพ กลายเป็นเทพบนฟ้า  โดยเพิ่มเรื่องราวในช่วงก่อนเกิด วัยเด็กน้อย มาจนได้อาวุธวิเศษ เก่งกาจ

หอกเพลิง แพรแดง กงล้อไฟ ห่วงทอง ยังคงมีอยู่เพิ่มเติมคือ อาจารย์เทพตัวอ้วน มีพาหนะเป็นหมู หรือเทพตัวร้ายขี้อิจฉา

งานด้านภาพของ “นาจา” ล้ำหน้าไปมากมีมิติที่ดูสวยงามสมจริง งานละเอียด มีความเป็นจีนเอเชีย เหมือนดูภาพวาดสวยๆ บางตอนที่กลายเป็นแบบการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่นให้ความรู้สึกเหมือนดู แอนิเมชั่นสามมิติทั้ง จีน ญี่ปุ่น และฮอลลีวู้ด ผสมกันได้อย่างลงตัว แต่ก็ยังมีขาดๆ เกินๆ ล้นๆ ไปบ้าง อาทิ 2 หุ่นเฝ้าประตู ภาพตัวละครชัดเจน แยกส่วนได้อย่างสวยงาม เทพ/นักพรต/นักบวช  ทหาร/ชาวบ้าน ปีศาจร้าย

โปรดักชั่นในส่วนอื่นๆ ทั้งดนตรีประกอบที่ไพเราะในแบบของจีนโบราณ บทหนังที่สนุก การตัดต่อลงตัว ยิ่งช่วยให้หนังลงตัว ออกมาดีสุดๆ และที่น่าปลื้มคือในเครดิตท้ายเรื่องทีมโปรโมชั่นหลักๆ ชื่อคนไทยขึ้นมาเป็นสิบคน

เรียกได้ว่า “นาจา” (Ne Zha)  สุดยอดสวยงาม ดูสนุกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แม้จะมีฉากต่อสู้ แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความรุนแรงสนุกครบรส ยิ้ม/หัวเราะ/บู๊/แฟนตาซี และเป็นแอนิเมชั่นจีนที่สมบูรณ์ ลงตัว ทำออกมาได้ดีมากๆ จนแทบจะไร้ที่ติ และบอกเลยว่าดู “นาจา” มาหลายเวอร์ชั่น นับตั้งแต่ “นาจาถล่มเจ้าสมุทร” (NaJa the Great) หนังชอว์บราเดอร์ ฉบับปี 1974(2517 ที่นำแสดงโดย ฟู่เซิง) ก็มีเวอร์ชั่นนี้แหละที่โดนใจดีงาม จนน่าจนจำและยิ่งได้ดูในระบบไอแม็กซ์ จอยักษ์สามมิติ ใส่แว่นตา เสียงจีน ยิ่งเพิ่มความสนุกขึ้นไปอีกขณะเดียวกัน เสียงไทยก็ทำได้ดีทีเดียว ท้ายเครดิต ยังมีติ่งทิ้งท้ายหลายตัวทีเดียว รวมไปถึงการทิ้งปริศนาไว้สำหรับภาคต่อได้ใจไปเต็มๆ สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

Published November 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/457179

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : The Cave นางนอน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ทีม 13 หมูป่า 12 เด็กน้อยทีมฟุตบอล” กับ “โค้ช”ที่ติดอยู่ใน “ถ้ำหลวง-ขุนนํ้านางนอน” เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2561ถูกหยิบมาสร้างด้วยฝีมือ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับที่ทำหนังไทย ที่ดังจากศพไม่เงียบ/เพชฌฆาต ตัวหนังเล่าเรื่องของ “ทีม13 หมูป่า”วันที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวงมาจบลงตอนช่วยโค้ชออกมาได้เป็นคนสุดท้าย โดยไล่เลียงเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ ด้วยโครงของเรื่องสามารถนำเสนอได้หลากหลายประเด็น ทั้งดราม่าระหว่างติดถ้ำหรือตื่นเต้นเร้าใจไปกับทีมนักประดาน้ำที่มาช่วยเหลือ

ทอม วอลเลอร์ เลือกที่จะเล่าเรื่องในทุกๆ เรื่อง ทุกส่วนมีครบเพียงเล่าอย่างเดียวไม่โฟกัสไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเหมือนมานั่งดู คนเล่าข่าวเหตุการณ์สรุปเรื่องทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น “ทีม 13 หมูป่า” ที่ติดถ้ำมีแค่เท่าที่เห็นจากในภาพข่าว เห็นแค่ตอนเข้ากับตอนแนะนำตัวละคร ตอนพูดให้กำลังใจนิดๆ หน่อย ทั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องลิขสิทธิ์เกี่ยวกับตัว “ทีม 13 หมูป่า” ที่ “Netflix” ได้ไปก็เลยนำมาใส่ในหนังไม่ได้ หนังเลยเบี่ยงเรื่องไปหาบรรดาทีมช่วยจากนานาชาติ (อันนี้ไม่มีลิขสิทธิ์) เล่นเอาตัวเป็นๆ ตัวจริงๆ มาเล่น แต่ส่วนนี้ก็ไม่สนุกเหมือนมาดูเปิดตัวว่า มีใครกันบ้างที่มาช่วย และดูจนจบ ก็ไม่รู้สึกว่าเก่งตรงไหน ช่วยกันง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาช่วยก็ได้โดยหนังชูให้ “จิม วอร์นี่” นักประดาน้ำเบลเยียมเป็นตัวเด่น มีการใส่สิ่งที่ ฮีโร่ของหนังแนวนี้ต้องมี คือ “จิม” มีปมเพื่อนเคยตายใต้น้ำไม่มั่นใจมีเมียรักคอยอยู่ แต่ส่วนนี้ดูเกินๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนักและที่ขาดไม่ได้ ต้องใส่คือ “จ่าแซม” ฮีโร่วีรบุรุษนายทหารหนึ่งเดียวของไทยที่เสียชีวิต มาแบบเต็มๆ รวดเดียวจบ

แม้ “The Cave นางนอน” จะไม่สนุกไม่ชวนติดตามในการเล่าเรื่องนัก แต่ก็มีช่วงที่โอเค พอจะเรียกเสียงหัวเราะทำให้หนังพอมีความสนุกอยู่บ้าง และเป็นส่วนที่ดีสนุกที่สุดคืออาทิ ช่วงผู้ใหญ่จากเมืองเพชร เจ้าของท่อพีวีซีที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พยายามมาช่วย แต่ติดที่ระบบราชการ ถูกกีดกันกว่าจะได้เข้าไปช่วย มีทั้งอารมณ์ขัน หรือทำให้ซึ้ง ตอนที่เจอญาติของทีมหมูป่า หรือมุขที่จิกกัดระบบรัฐบาล ไม่เว้นแม้แต่ “นายกฯตู่”ก็เป็นส่วนที่ทำให้หนังสนุกขึ้น หรือดราม่าไปกับชาวบ้านที่ไม่ยอมรับเงินช่วยที่นาที่น้ำท่วม

ส่วนที่รู้สึกดีๆ อีกอย่างหนึ่งคือคุมโทนนักแสดงสมทบทั้งทหาร ชาวบ้าน ต่างชาติ นักข่าว ทีมที่เข้าช่วยเหลือได้ดีดูเป็นธรรมชาติ ส่วนใหญ่หนังที่มีต่างชาติมาเกี่ยว/มาเล่น มักดูไม่เป็นธรรมชาติมากนัก ถ้าฝรั่งจ๋า คนไทยจะดูแปลกๆ ถ้าคนไทยทำฝรั่งก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติ น่าเสียดายที่ตัวละครดีๆ กำลังมาดีๆถูกทิ้งไปซะดื้อๆ เฉยๆ ตัวละครหลักก็ไม่ขยี้อย่างที่ควรจะทำทั้งๆที่เรื่องนี้ เด่นจริงๆ ที่ตัวละครเล่นอะไรได้ตั้งมากมาย ที่คาใจที่สุดคือ นิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่ชวนให้นึกว่าเป็นผู้ว่าฯ แต่มาแค่ฉากเดียวหายไปเลย

โปรดักชั่นโดยรวมเหมือนจะดี แต่ก็ท่าดีทีเหลว ภาพธรรมชาติภายนอกดูสวยงาม ชวนค้นหน้า แต่พอย้ายมาในถ้ำไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวหรือบีบคั้นใดๆ เหมือนเข้าง่าย-ออกง่ายภาพใต้น้ำจึงแย่ ฉุดหนังที่ไม่สนุกอยู่ ดูน่าเบื่อมากขึ้นไปอีก การตัดต่อก็ธรรมดา ดนตรีประกอบก็ดูธรรมดา หนังจบลงแบบดื้อๆ แอบใส่ดราม่านิดๆ แล้วจบลงดื้อๆ เฉยๆ ไม่มีสรุป หรือเล่าว่าออกจากถํ้าแล้วเกิดอะไรขึ้น ขนาดภาพยังมีนิดๆ หน่อยๆ มีแค่ที่เราเห็นกันจากภาพข่าวก็เท่านั้น

“The Cave นางนอน” ดีงามหากจะเอาแค่อยากสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดแบบทื่อๆ ดื้อๆ ไร้อารมณ์ เหมือนนั่งอ่านเรื่องย่อแย่มากๆ ในเรื่องของการสร้าง ความสนุกไม่ชวนติดตามคงต้องมารอดูซีรี่ส์ 13 หมูป่า ที่จะออกทางช่อง Netflix ที่น่าจะดูสนุกกว่านี้เยอะ สำหรับเรื่องนี้ให้ 4/10  คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

Published November 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/455710′

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

โอ๊ยเล่าเรื่อง : แม่นาค เดอะมิวสิคัล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นการรีสเตทคืนเวทีอีกครั้งของละครเวทีในตำนานที่มีอายุครบรอบ 10 ปี และเป็น 1 ใน 3 เรื่องที่ “ดรีมบ็อกซ์” นำมาแสดงในวาระครบ 33 ปี ของการก่อตั้งบริษัท “แม่นาค” นำเสนอเรื่องราวที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน… เรื่องของเธอและเขาจะเป็นอย่างไร“แม่นาค” เป็นใครมาจากไหนทำไมถึงมาอยู่ที่ “พระโขนง” กับ “พ่อมาก”เพราะอะไร “แม่นาค” ถึงได้ขึ้นชื่อว่าดุร้ายเกินผีตายทั้งกลมคนอื่นๆ “แม่นาค” เป็นผู้ถูกกระทำจากคนใกล้ตัว และสังคมรอบข้าง

“แม่นาค เดอะมิวสิคัล” นำเสนอในรูปแบบละครร้องเต็มรูปแบบ ตัวละครทุกตัวโต้ตอบ การเล่าเรื่อง ผ่านทางเสียงร้องบทเพลงหมด ไม่ใช้บทพูด ซึ่งต้องอาศัย ความสามารถทั้งด้านการร้อง/การแสดงของนักแสดง มาผสมกับ บทเพลงที่มีเนื้อร้องที่เล่าเรื่องได้ดี เรื่องที่สนุก และโปรดักชั่นที่สมบูรณ์

ลิง-สุวรรณดี จักราวรวุธ ใช้ทุกอย่างของความเป็นละครเวทีออกมาทำให้ “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” เป็นที่สุดของละครแนวมิวสิคัลแท้ ลงตัวทั้งเนื้อหา/การตีความในมุมมองใหม่ๆ แต่ยังคงพื้นฐานตำนาน “แม่นาค” เอาไว้บทเพลงที่ไพเราะ (จากการสร้างสรรค์โดย ดารกา วงศ์ศิริไกวัล กุลวัฒโนทัย,ไก่-สุธี แสงเสรีชน, พลรักษ์ โอชะกะ) ในหลายแนวให้นักแสดงได้โชว์พลังเสียงปล่อยของกันแบบเต็มๆ เสียงโหยหวนในแบบโอเปร่าน้ำเสียงที่ออกมาช่วยเหตุการณ์นั้นๆ ของเรื่องหรือสบายๆ ในแบบประมาณเสียงของตัวละครบนเวทีงานด้านโปรดักชั่นยังคงออกมาเนี้ยบ เครื่องแต่งกาย/บ้าน ที่ให้ความเป็นชาวบ้านพระโขนง เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ง่ายๆ เบสิก แต่ให้ความสมจริง ใช้แสง/สี/แสง เข้ามาช่วยขยี้ความน่ากลัว

น้ำมนต์-ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ยังคงโชว์ความสุดยอดในทุกๆ ด้านทั่งการแสดงในแบบละครเวที เสียงร้องอันทรงพลังทำให้ ออร่า/ความเด่นของ แม่นาค แผ่กระจายบนเวที  แม้จะไม่ปรากฏตัวบนเวทีก็ตาม ไต้ฝุ่น-กนกฉัตร มารยาทอ่อน ทำได้ดีกับบท “พี่มาก” เก่งทั้งการแสดงและร้องเพลง ส่งอารมณ์ รับ-ส่งกับนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดี และให้ภาพทิดมาก คนละรูปแบบกับที่ น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์ เคยเล่นบทนี้เอาไว้ ครูอ้วน-มณีนุช
เสมรสุต มาในบทร้าย “แม่ทิดมาก” ที่ทำให้ทุกคนเกลียด เอ๋-นรินทร ณ บางช้าง “หมอตำแย” ที่ผิดไปจากทุกตำนานที่นำเสนอทั้งน่าสงสารและสนุกสนาน คู่กับ เด๋อ ดอกสะเดา สัปเหร่อสามี ปุ้ม-อรวรรณ  เย็นพูนสุข ในบท “แม่ของแม่นาค” ผู้น่าสงสาร ญาณี ตราโมช พ่อที่ตัดขาด ลูกสาว ศรัณย์ ทองปาน “หมอผีที่โชว์” เสียงอันทรงพลัง ในแนวโอเปร่า รวมไปถึง คนใหม่ๆ อย่าง ลูกโป่ง-ภคมน บุณยภูติ ในบท “สายหยุด” ซันนี่-เสกรัก ชัยศรศรายุทธ กับบท “ไอ้เรือง” ที่ชอบ สายหยุด หรือ ดิษย์กรณ์ ดิษยนันท์ ที่รับบท “หลวงพ่อ” ทุกคนก็ทำได้ดี ในแบบของตัวเองคนละแบบของ คนเก่าที่เคยเล่นเอาไว้

การนำเสนอเรื่องราว เหมือนกับมีการแบ่งตัวละครออกเป็นคู่ๆ พี่มากกับแม่นาค แม่เหมือนกับสายหยุด  สายหยุดกับพี่มาก
ทิดมากกับแม่เหมือน สายหยุดกับไอ้เรือง หมอตำแยกับสัปเหร่อแม่นาคกับหมอตำแย พ่อกับแม่ของแม่นาคทุกคู่เน้นไปที่ การเกิด/การตาย การเริ่มต้นไปสู่จุดจบ จุดจบที่เป็นการเริ่มต้นใหม่ ทุกคู่ถูกโยงด้วยความรัก สุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะรักล้วนๆ ทุกสิ่งมี 2 ด้านมีบาลานซ์กันเสมอๆ เป็นสัจธรรม

10 ปีผ่านมาแต่ “แม่นาค เดอะมิวสิคัล” ก็ยังคงสนุกดูกี่ครั้งก็ยังสนุก แม้จะจำเรื่องบทเพลงต่างๆ จนขึ้นใจและครั้งนี้นักแสดงชุดเดิมดูเข้าขากันมากขึ้น ในขณะที่คนใหม่ก็ทำได้ดีในแบบของตัวเองและชวนให้คิดถึงคนเก่าๆ ที่ไม่ได้ว่า ทั่ง น็อต-วรฤทธิ์, ปุยฝ้าย-ณัฎฐพัชร์วิภัทรเดชตระกูล (สายหยุด), ธานี พูนสุวรรณ (หลวงพ่อ) รัดเกล้าอามาระดิษ (เล่นสลับกับ ปุ้ม-อรวรรณ) ต่อ-ตระกูล จันทิมา (ไอ้เรือง)

“แม่นาค เดอะ มิวสิคัล” ฉลองครบรอบ 10 ปีทิ้งทวนปิดฉากบท “แม่นาค” ของ “น้ำมนต์” ได้อย่างสวยงามและสุดยอด
สมกับเป็นตำนาน สุดยอด ละครเวที ละครมิวสิคัล และละครเวทีของ“ดรีมบ็อกซ์” และคงเป็นละครเวทีเพียงเรื่องเดียว ที่ ดูไปดูไปน้ำตาไหลออกมาเองต้องปาดน้ำตาตลอดเวลา 3 ชม.กว่าๆ เศร้ามาก บีบคั้นอารมณ์ จริงๆ 10/10 สำหรับละครเวทีในดวงใจ ยังมีอีกหลายรอบการแสดง 22 พ.ย. / 19.30 น. 23 พ.ย. / 14.00 น. 24 พ.ย. / 14.00 น. 30 พ.ย. / 14.00 น. / 19.30 น. 1 ธ.ค. / 14.00 น. ณ เอ็มเธียเตอร์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/454207

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทางเดินมีไม่มากมีแค่ 2 ทางอยู่ที่เราจะเลือกเดินทางไหน?“วิม” ต้องก้าวเข้ามาสู่เส้นทางของ “ไสยเวทย์” หลังจากพ่อของเขาถูกคนลึกลับฆ่าตาย ทำให้เขาต้องมาพัวพันกับ “ครูเมย์”นักธุรกิจสาวใหญ่ ผู้ให้กำลังใจคนสู่ความสำเร็จ “การ์ตูน”ตำรวจสาวขาลุย “นาว” ดาราสาวอดีตคนรักเก่า จนมาถึง..“ผู้กองอิทธิ”มือปราบจอมขมังเวทย์ในตำนานผู้ถูกขังลืมในคุกอาคมมานานกว่า 15 ปี

ต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพชร กำกับ “จอมขมังเวทย์ 2020” ออกมาดูสนุกไม่แพ้ภาคแรก ชัดเจนในทางของหนังแอ๊กชั่นแฟนตาซี สู้กันทุกรูปแบบ อาวุธเบาอาวุธหนักหมัดมวย และคาถาอาคมที่มีให้ดูกันแบบเต็มอิ่มตั้งแต่เปิดเรื่องยันฉากสุดท้ายการดีไซน์คาถาอาคมทำได้ดีไม่ต้องพูดมากไม่ต้องอธิบายวิชาให้เสียเวลาซัดกันเห็นๆ จะจะ สัตว์อาคมมาหลายตัวโดยมีซีจีเข้ามาช่วยสร้างภาพที่ดูเนียนโอเค(อาจจะไม่ 100% แต่ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว) ดูดีกว่าในภาคแรก

ตัวเรื่องฉลาดพอที่จะไม่ย้อนไปถึงภาคแรกมากนักอิงไปแค่โยงตัวละครเข้ามาเล่าแบบรวบรัดตัดความ เอาแค่พอรู้ แต่ยังคงบรรยากาศโทนความเป็น “จอมขมังเวทย์” เอาไว้เหมือนเดิม การต่อสู้ของวิชาด้านดี/ด้านเลว มีตำรวจมาเกี่ยวข้องด้วย (เพียงแต่ไม่โฟกัสเท่าภาคแรก) และนำเอาคดีดังๆ การเมือง มานำเสนอด้วยภาพจำในตัว “จอมขมังเวทย์”ของ “นก-ฉัตรชัย” เพียงแค่นี้ก็พอจะทำให้นึกถึงภาคแรก(รวมไปถึงในละคร “เหนือเมฆ 2” มือปราบจอมขมังเวทย์ที่คาแร็กเตอร์รูปลักษณ์เดียวกัน) บทหนังอาจจะดูหลวมไปบ้างตัวละครบางตัวลอยไปลอยมา แต่บทหนังก็เล่าเรื่องได้สนุกไม่สับสนหรืองง!! ดราม่ากำลังดี มีเสียงหัวเราะมาเบรกบ้างบางช่วงแต่ไม่มาแย่งซีนในส่วนของแอ๊กชั่นน่าเสียดายที่อารมณ์ของหนังยังไม่สุด ดูขาดๆ เกินๆ การดึงความสัมพันธ์ของตัวละครกับคนดูมีหลายช่วงที่ยังไม่ดีนัก

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ บทส่งมากๆ หล่อ เล่นได้ดีทั้งดราม่า/แอ๊กชั่น ช่วงแรกเหมือนจะเล่นคนเดียว จนพอเข้าเรื่อง พอนก-ฉัตรชัย ออกมา ก็อต-จิรายุ เริ่มมีบท ความเด่นในตัวหมาก อาจจะลดทอน เฉลี่ยๆ ให้คนอื่นบ้าง

นก-ฉัตรชัย เปล่งพานิช มาพร้อมออร่า พลังล้นเหลือทุกฉากที่ปรากฏตัวดูดี ชัดเจน ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย นกหญิง-สินจัย เปล่งพานิช ก็ดูดี กับบท ครูเมย์ นักธุรกิจสาวผู้มีเบื้องหลังด้วยความเป็นรุ่นใหญ่ ทั้งคู่ช่วยเพิ่มพลังให้กับเรื่องมากขึ้นมากมายตัวหนังพูดถึง ความสัมพันธ์ของ อิทธิ กับ ครูเมย์ แบบผิวเผิน น้อยไปนิด เลยทำให้ไม่อินนัก

ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล สุดยอดมากๆ เล่นดีดูเด่นเลวได้ใจ เลวจนเป็นธรรมชาติ ด้วยลีลาท่าทาง แววตา น้ำเสียง แอ๊กติ้งกวนๆ ดูเป็น จอมขมังเวทย์ รุ่นใหม่ที่ยากจะรับมือ เป็นคู่ปรับที่พอฟัดพอเหวี่ยง มีของเก่งพอๆ กับฝ่ายดี

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล อาจจะดู ก๋องแก๋งไปนิด กับบทการ์ตูน ตำรวจหญิงขาลุย ยังดีที่ดูไปๆ ค่อยๆ รู้สึกว่า น่ารักขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้หน้าตาที่แทบจะไม่แต่งดูเป็นธรรมชาติ บอกเลยชอบเธอจากเรื่องนี้ น่าเสียดายที่ แพร-พิชชาภา พันธุมจินดาสวยสมเป็นไอดอลสาวสวย บทน้อยไปนิด ยังไม่เห็นในตัวเธอมากนักนอกจาก..ความสวย

ทางเลือกมี 2 ทาง ปล่อยไปตามกรรมหรือว่าจะก่อกรรมเพิ่มจอมขมังเวทย์ในโลกนี้มีมากเกินไปแล้วจะเคยหรือไม่เคยดู“จอมขมังเวทย์” เมื่อ15 ปี มาก่อนก็สนุกได้พอๆ กัน (แต่ถ้าไม่เคยดูภาคแรก อาจจะงง ใครกันนะที่โผล่มาในติ่งแถมช่วงเครดิตท้ายเรื่อง) ชอบมันส์โดนใจระดับ 8/10 คะแนน

%d bloggers like this: