โอ๊ยเล่าเรื่อง

All posts tagged โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/480626

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit)

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฮ!!! ฮิตเลอร์ อีกครั้งของการเล่าเรื่องเก่าๆ ที่นำเสนอเรื่องของเด็กกับสงครามโลกครั้งที่สอง หลายต่อหลายครั้งจนคุ้นชิน “เด็กชายโจโจ้” เด็กชายวัยสิบขวบครึ่งผู้อาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนในช่วงสงคราม “โจโจ้”เป็นยุวชนนาซีเทิดทูนฮิตเลอร์จนหมดใจ จนวันหนึ่งเขาก็พบว่าแม่ซุกซ่อนเด็กหญิงวัยรุ่นชาวยิวเอาไว้ในบ้าน ทำให้ชีวิตของโจโจ้ต้องเปลี่ยนไป ความขัดแย้งในตัวเองเริ่มเกิดขึ้น ทั้งหน้าที่ของยุวชนนาซีที่ดีเมื่อพบยิวก็ต้องจัดการ แต่ถ้าทางการรู้ อาจส่งผลกระทบต่อแม่ ญาติเพียงคนเดียวของ “โจโจ้”

“ไตกา ไวติติ” เล่าเรื่องในรูปแบบที่ดูง่ายๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เสียดสี ดูสบายๆ ใช้ความเป็นแฟนตาซีในแบบของความเป็นตลกร้าย ที่ขำกระจายหัวเราะได้ตลอด ผสมๆ กับเส้นเรื่องในแนว Coming of Age มีตัวละครเรียนรู้ชีวิตค่อยๆ โตขึ้น ภายใต้บรรยากาศของสงคราม ที่มีความโหดร้ายแทรกอยู่ตลอดเวลา ตามดูชีวิตของ “โจโจ้” เมื่อเพื่อนในจินตนาการของ “โจโจ้” เด็กน้อยวัยสิบขวบกว่าๆ กลายเป็น “ฮิตเลอร์” ผู้นำที่เขาเทิดทูนเป็นไอดอล แทนที่ตามวัยของเขาควรจะเป็นกระต่ายน้อยหรือเทวดา นางฟ้า สลับๆ ไปกับบรรดาเพื่อนๆ วัยเดียวกันในโลกแห่งความเป็นจริงที่โตมาในสนามรบ หนังใช้สองตัวละครหลักนี้ทั้ง “โจโจ้”และ “ท่านฮิตเลอร์” เพื่อนซี้ในจินตนาการในการบอกเล่าสิ่งที่ตัวหนังต้องการจะบอก การถกเถียงกันในด้านความคิดความรุนแรง ความโหดร้ายของสงคราม รวมไปถึงการทำให้เห็นการเติบโตผ่านสถานการณ์ร้ายๆ ของตัวละครเด็กน้อยนำทีมโดย “โจโจ้” และตัวละครผู้ใหญ่ที่เจอชะตากรรมต่างกัน รางวัลออสการ์ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมปีนี้สมค่าแห่งรางวัลจริงๆ “ไตกา ไวติติ”ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ ที่เปิดตัวในอเมริกา อย่างงดงามใน “Thor Ragnarok” จะบันเทิงเริงรมย์มาแล้ว ได้โชว์ให้เห็นถึงความเป็นผู้กำกับฝีมือดี ทำหนังเล่นกับอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด ในแบบทีเล่นทีจริงในเรื่องนี้ที่เหมางานหลักๆ เอาไว้คนเดียว ทั้งกำกับ เขียนบท และร่วมแสดงเองในบทฮิตเลอร์ ในจินตนาการที่เขาเล่นได้น่าเชื่อเหมือนฮิตเลอร์เป๊ะๆ “โรมัน กริฟฟิน เดวิส” รับบท“โจโจ้” ได้แบบน่ารัก สบายๆ ทำให้ภาพของเด็กน้อยที่กำลังโตในช่วงสงครามออกมาแบบชัดเจนกำลังดีเข้ากับ ไตกา ไวติติ ในบทฮิตเลอร์ได้เป็นลงตัว เป็นปี่เป็นขลุ่ย หรือกับ “โรมาซิน แม็คเคนซี” สาวยิวในบ้านตัวแปรของเรื่องก็ดูน่ารักเข้ากันเป๊ะ “สการ์เล็ตต์โจแฮนสัน” โชว์พลังการแสดงอันยอดเยี่ยมในบทสมทบที่เด่นมากๆ ทุกฉากที่ออกมาเต็มไปด้วยพลัง สะกดคนดูในทุกช่วงอารมณ์ของหนัง อารมณ์ขัน ดราม่า รวมทั้งอาจทำให้คนเสียน้ำตาให้กับเธอ แต่เธอมาในจังหวะที่กำลังพอดี แค่สมทบไม่เยอะจนขโมยซีนตัวนำแบบ “โจโจ้”

ทั้งบทสมทบหญิงในเรื่องนี้ หรือนำหญิงยอดเยี่ยมMarriage Story ต่างก็น่าปรบมือให้ และชื่นชอบไม่แพ้บทสบายๆ เอาใจตลาดอย่าง Black Widowและผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ปลื้มชอบมากๆ กับฉากผูกเชือกรองเท้าของเธอ จากทั้งสองเรื่องที่มีเหมือนกันแต่ต่างอารมณ์เรื่องหนึ่ง ให้ความรู้สึกตื้นตัน อีกเรื่องให้ความรู้สึกสะเทือนใจ ต่ายน้อยโจโจ้ (Jojo Rabbit) ดูสนุกขำๆ ตั้งแต่เปิดเรื่อง ค่อยๆ ตรึงคนดูให้อินไปกับตัวละครก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ หนักขึ้น จนบรรยากาศหนังหนักหน่วงรุนแรง ต่างไปจากช่วงต้นแบบสิ้นเชิง ก่อนที่หนังจะจบแบบประทับใจ ไฮ!! “ฮิตเลอร์ โจโจ้” กับคุณแม่ ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง: ​ถ้าบอกว่ายัง รัก เธออยู่ จะเชื่อหรือเปล่า จดหมายรักฉบับนี้จะ…ส่งถึงคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 16, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/479123

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง: ​ถ้าบอกว่ายัง รัก เธออยู่ จะเชื่อหรือเปล่า จดหมายรักฉบับนี้จะ…ส่งถึงคุณ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กันไว้ กระทั่งวันหนึ่ง ยูริก็ได้รับข้อความจาก “เคียวชิโร่” ที่บอกว่า “ถ้าบอกว่าตอนนี้ผมก็ยังรักคุณอยู่ จะเชื่อรึเปล่า?

“รักแรก” สมัยมัธยมงานเลี้ยงรุ่น…25 ปี ผ่านไป “มิซากิ…นิยายรัก” จากเขียนให้สาวคนรักคนเดียวในชีวิต เขียนเสร็จ 1 ตอน ต้องเขียนจดหมายส่งให้เธอได้อ่านก่อน และจดหมายรัก…จากรุ่นสู่รุ่น จดหมายที่ตั้งใจเขียนเพื่อให้คนที่รัก อยากบอกเล่าเรื่องราวให้คนรัก

“อิวาอิ ซุนจิ” ทำหนังรักเรื่องนี้ออกมาเป็นหนังที่ดีงามซาบซึ้ง ไม่แพ้ที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้วใน “Love Letter” เมื่อ 25 ปีก่อน เล่นท่ายาก เล่นของยากกับการนำเอาจดหมายมาสร้างความประทับใจในยุคโซเชียล แต่บอกเลยว่าเขาทำได้ แถมยังทำได้ดีอีกด้วย ตัวหนังเล่าเรื่องผ่านตัวละคร“ยูริ” ที่บังเอิญพบเจอเรื่องราวในอดีต คนเก่าๆ คนรุ่นใหม่ ทายาทของคนรุ่นเก่าเดินเข้ามาในชีวิตของเธอ จนปล่อยเรื่องราวที่คาใจมานานกว่า 25 ปี  และที่เก๋สุดคือเรื่องรักของเธอ เริ่มต้นที่จดหมาย 25 ปีผ่านไป ก็ต้องกลับมาเจอกับจดหมายทุกคนที่เกี่ยวข้อง มีจดหมายทุกเรื่องราวเส้นเรื่องง่ายๆ แต่เล่าเรื่องแบบมีชั้นเชิง มีลูกเล่น มีครบทุกรส บทเฉลยที่พลิกไปพลิกมา ความน่ารักของตัวละคร นักแสดงน่ารัก เสริมบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ ด้วยภาพและดนตรีประกอบที่ผสมด้วยจดหมาย ทำให้ “Last Letter” ตรึงให้สนุกซาบซึ้งได้ตั้งแต่ต้น
จนจบ

“มัตสึ ทาคาโกะ” รับบทเป็น “คิชิเบโนะ ยูริ” ในช่วงวัยสาวได้แบบน่ารักๆ มีพลัง เป็นตัวละครที่ตรึงคนดูให้อยู่กับหนังทั้งในส่วนของอารมณ์ขัน เรื่องรัก รวมไปถึงดราม่า

“ฮิโรเสะ ซุสุ” สวยใสน่ารัก รักเลยกับสองบทบาทสองวัย“โทโนะ มิซากิ” ในช่วง ม.ปลาย กับ อายูมิ ลูกสาว แม้ช่วงวัยของสองตัวละครจะวัยเดียวกันแต่ก็ไม่สับสน ชัดเจนว่าเป็นตัวละครรุ่นไหน และเชื่อว่าทุกคนจะรักทั้งสองตัวละคร

“โมริ นานะ” น่ารักมากๆ กับตัวละครสองวัยคือเป็นทั้ง “ยูริ” ตอนวัยรุ่น กับเป็นลูกสาวของยูริ สดใสน่ารัก และมีดราม่าที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะเสียน้ำตาให้เธอ แถมเธอยังร้องเพลงปิดท้ายหนังอีกด้วย

“ฟุคุยามะ มาซาฮารุ” รับบทเป็น “โอโตซากะ เคียวชิโร่”ที่ดูแล้วอิน สงสารไปกับรักแรกรักเดียวของเขา “คามิกิ ริวโนะสึเกะ”รับบทเดียวกันเป็นโอโตซากะ เคียวชิโร่ ในวัยรุ่นก็ดูน่ารักดี

“อันโนะ ฮิเดอากิ” ผู้กำกับชื่อดังมารับบทสามีนักเขียนการ์ตูนมังงะ สามี ยูริ มิโฮ นากายามะ นางเอก LOVE LETTERก็มาร่วมแสดงในเรื่องนี้ด้วย ร่วมด้วย โคมุโระ ฮิโตชิ,มิซึโกชิ เคโกะ

“Last Leter” กลายเป็นหนังรักญี่ปุ่นที่โดนใจ รักมากๆ หัวเราะแบบน้ำตาอิ่มเอม ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัวไปกับทุกอารมณ์ ทั้งมีความสุข เศร้า และเข้าใจตัวละคร ยิ่งคนที่ชอบเขียนจดหมาย มีความหลังกับคนรักเก่าที่พัวพันกับจดหมายและงานเขียน ใจละลาย ละลายไปกับหนังแน่นอนถ้าคุณเคยตกหลุมรัก “LOVE LETTER” ถ้าคุณยังเชื่อว่าความคิดถึงของคนคนหนึ่งจะยังมีคุณค่าสำหรับอีกคนหนึ่งเสมอ

เอาใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน รักมากๆ ไม่แพ้ LOVE LETTER

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 7, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/477606

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man)

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตอนเด็กๆ จำได้ว่า มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) หนังเก่าฉบับปี 1933 เป็นหนังที่ชอบ ดูสนุกน่ากลัว เคยดูทางทีวี.ตอนเป็นเด็กมากๆ จนจำอะไรไม่ได้ภาพจำที่ติดตาคือ พระเอกนักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นคว้าจนทำให้ตัวเองหายตัวได้ แล้ว ใช้ผ้าพันตัว เพื่อให้เห็นเป็นร่างเวลาจะล่องหน ก็ค่อยๆ ปลดผ้าออกเนื้อเรื่องของต้นฉบับคือนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบวิธีแยกโมเลกุลจนล่องหนได้ แต่ทำให้คืนร่างไม่ได้ ไม่เพียงแต่ร่างหาย จิตใจเขาก็เปลี่ยน จนทำให้เกิดคดีร้ายๆ ตามมาจากความสำเร็จจะทำให้ ตัวหนังขึ้นหิ้งหนังคลาสสิกมีภาคต่อ ตามออกมาอีกหลายตอน

รวมทั้งในปี 2000 ถูกนำมารีเมคใหม่ ในชื่อมนุษย์ไร้เงา (Hollow Man)นำแสดงโดย เควิน เบคอน กับ อลิซาเบธ ชู สนุกคนละแบบกับต้นฉบับปี 1933 ต่อมา ยูนิเวอร์แซลมีโครงการ Dark Universe จักรวาลหนังผีหนังน่ากลัวหลอนๆอสุรกาย หนังดังในอดีต อาทิ มัมมี่แฟรงเก้นสไตน์ มนุษย์หมาป่าอสูรกายใต้น้ำ มนุษย์ล่องหน ด็อกเกอร์จิงเกิ้ลแอนไฮน์ ฯลฯกลับมาทำใหม่ แข่งกับบรรดาจักรวาลหนังค่ายอื่น บรรดาจักรวาลหนังฮีโร่ทั้งหลาย มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) เป็นหนึ่งในจักรวาลนี้มีการวางตัว จอห์นนี่ เด็ปป์ ให้มารับบทมนุษย์ล่องหน แต่เพราะ ความล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าของ เดอะ มัมมี่(The Munmy) ที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ เลยทำให้ จักรวาล DarkUniverse ถูกล้มไป แต่ถึงกระนั้น ยูนิเวอร์แซล ก็ยังทำ มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) ต่อ เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องทำเรื่องใหม่ไปเลย

มนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) เวอร์ชั่นนี้ฉีกไปจากเรื่องเดิมจนไม่เหลือเค้า คงไว้แค่เรื่องของการล่องหนหายตัวเน้นไปเรื่องของ พิศวาสฆาตกรรม ไม่เน้นความระทึกขวัญ แบบสมัยก่อนเซซิเลีย ตัดสินใจหลบหนีออกมาจาก เอเดรียน มหาเศรษฐีนักวิทยาศาสตร์ สามี เนื่องจากทนความเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ เธอหลบออกมาอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ตัวจนกระทั่งต่อมา เอเดรียนฆ่าตัวตาย เธอได้รับมรดก เรื่องน่าจะจบแต่กลับมาเหตุการณ์แปลกๆประหลาดๆ เกิดขึ้นจนเธอเริ่มรู้สึกว่ามีมนุษย์ล่องหนอยู่ใกล้ๆ เธอกำลังทำอะไรบ้างกับเธอ หรือ เอเดรียน จะยังไม่ตาย?

หนังเปิดเรื่องด้วยการใช้ภาพ ความวังเวงชวนหลอนของสถานที่ผสมๆ กับความลนลานของตัวละคร ให้บรรยากาศความน่ากลัวของหนังผี ที่ชวนขนลุกอยู่ในทีก่อนที่จะเล่นกับ เซซิเลีย นางเอกของเรื่องที่ถูกมนุษย์ล่องหนตามหลอกหลอน และปิดท้ายในช่วงหลังด้วยการไล่ล่าเอาคืน การมีชีวิตรอดผสมๆ กันระหว่างหนังแอ๊กชั่นไล่ล่า กับหนังเขย่าขวัญด้วยความที่หน้าหนัง ชื่อหนัง ชัดเจน ในความเป็นมนุษย์ล่องหน ทำให้คนดูรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเจออะไร จะเห็นอะไรใครเป็นตัวร้าย เหยื่อโดนอะไร ทำให้ตัวหนังไม่เน้นปิดในส่วนนี้หันไปมุ่ง ทำให้คนสนุกไปกับความระทึกขวัญแทนเหนื่อยจะโดนอะไร จะรอดหรือเปล่า

จุดจบจะเป็นอะไรบทหนังทำให้ดี สร้างความอึดอัด บีบคั้นได้ตลอดเวลา จนดูเหมือนจะบ้า ประสาทเสีย ไปตามตัวนางเอกพร้อมที่จะเอาใจช่วย ก่อนที่ในช่วงท้าย มาแบบจัดโหดจัดเต็ม เรียกว่ามาน้อยแต่จัดหนัก รุนแรงจนสะดุ้ง ไม่น่าแปลกใจที่หนังติดเรท 18 ในบ้านเราหนังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความล่องหน เน้นๆ ไปที่การแก้แค้น ไล่ล่าเป็นหลัก ทำให้อารมณ์หนังเปลี่ยนไปจากของเดิม ที่สนุกไปกับการหายตัวมากกว่า และโดยส่วนตัว ไม่ค่อยชอบวิธีการหายตัวในเรื่องมากนัก รวมไปถึง พอถึงกลางเรื่องเมื่อนางเอกเริ่มรู้ความจริงพอเดาออกเลยว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร มนุษย์ล่องหนจะเจออะไร แล้วก็ไม่พลาดตามนั้นจริงๆ

อลิซาเบธ มอส  มาแบบคนเดียวเน้นๆ แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่องเล่นคนเดียว แอ๊กติ้งคนเดียว ได้เล่นอะไรที่หลากหลายใส่อารมณ์ได้อย่างเต็มที่ ตลอดเรื่องแทบไม่มีความสวยเลย และด้วยความเด่นของบท ทำให้ตัวละครตัวอื่น อาทิ โอลิเวอร์ แจ็กสัน โฮเคน ในบทเอเดรียน อัลดิส ฮอด ในบทเจมส์ นายตำรวจเพื่อนสนิทสตอม รีด ในบทลูกสาวแจ็ค ไมเคิล ดอร์แมน ทนายพี่ชาย เอเดรียนและ แฮร์เรียต ไดย์เออร์ กลายเป็นตัวสมทบ ไม่เด่นไปโดยปริยายมนุษย์ล่องหน (The Invisible Man) หลอนบ้าง อึดอัดบ้าง รุนแรงเลือดกระฉูด ผสมๆ ปนๆ กันไป  เอฟเฟกท์เรียบๆ ง่ายๆ ไม่เน้นโชว์อะไรพิสดารมากนัก แค่ อลิเบธ มอส นางเอกคนเดียวเอาหนังอยู่ทั้งเรื่อง ล่องหนระดับ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก (Sonic The Hedgehog ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่ (Lupin III: The First) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/476077

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก  (Sonic The Hedgehog ลูแปงที่ 3  ฉกมหาสมบัติไดอารี่  (Lupin III: The First)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก (Sonic The Hedgehog ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่ (Lupin III: The First)

วันเสาร์ ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ เบาๆ สบายๆ มีหนังที่อยากเล่า พร้อมๆ กัน2 เรื่อง นึกซะว่า โอ๊ยอยากเล่า พามาดูหนังควบ 2 เรื่องก็แล้วกัน

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก (Sonic The Hedgehog)

โซนิค เจ้าเม่นสายฟ้า ต้องหลบมาซ่อนตัวอยู่ในโลกมนุษย์แต่มีเหตุให้ต้องเผยตัว เพราะเพื่อนมนุษย์คนใหม่ จนโชว์พลัง ทำให้ถูกตามล่าจาก ดอกเตอร์ตัวร้าย ที่หวังจะได้พลังงานในตัวของ โซนิค มาใช้ครองโลก

ตัวหนังมาตามสูตร ตัวละครไม่ถูกกันต้องเดินทางไปด้วยกัน ค่อยๆ เรียนรู้ ช่วยกันไปช่วยกันมา จนกลายเป็นเพื่อนซี้โดยมีตัวร้ายที่เห็นหน้าก็รู้ว่า โรคจิต มาเป็นตัวสร้างสีสัน และมีเทคนิคพิเศษ งานซีจี กับฉากต่อสู้หลบหนี มาเป็นตัวสร้างความสนุก

เจ้าโซนิค เจ้าเม่นสายฟ้า ยังคงดูเด่น น่ารักมากๆ กับคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ในแบบของตัวละครที่มาจากเกม เพียงแต่รู้สึกว่า ภาพที่ปรากฏบนจอมันเหมือนกับ เอาคนใส่ชุด แมสค็อตมาแสดง ไม่ได้มาจากงานสร้างภาพซีจี ชวนให้นึกถึงหนังในยุคเก่ายังดี พลังต่างๆ ที่แสดงออกมานั่น ซีจี สุดยอด เลยลืมๆ ความรู้สึกเรื่องชุดไปได้บ้าง

จิม แคร์รี่ ปล่อยของปล่อยพลัง แบบเต็มที่ บ้าๆ บอๆ โรคจิต แต่อัจฉริยะ ในแบบที่บรรดาตัวร้ายแบบการ์ตูนๆ เรียกเสียงหัวเราะ ได้ดีทีเดียว เจมส์ มาร์สเตน ดูลื่นไหลดี กับบท ทอม คู่หู ของเจ้าเม่นสายฟ้า แม้จะโดนทั้ง จิม แคร์รี่ กับโซนิค ข่มแย่งความเด่นไปบ้างก็ตาม

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก (Sonic The Hedgehog)ดูสบายๆ ในแบบสไตล์การ์ตูน แบบเด็กๆ ไม่ต้องคิดมากๆ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนดูกันเพลินๆ ไม่มีความรุนแรง แม้จะมาจากเกม ถึงจะไม่เคยเล่นไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็ดูได้อย่างสนุกและเข้าใจ เผลอๆ พอรู้จักแล้ว ก็อาจจะหลงรักกันเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ชอบดูในแบบ 4DX มีเอฟเฟกท์มาครบแม้จะรู้สึกว่าน้อยไปนิด แต่ก็ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องได้บ้าง

ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่ (Lupin III: The First)

เรื่องราวของจอมโจร อาเซน ลูแปงที่ 3 พร้อมด้วยผองเพื่อนอย่างนักแม่นปืน จิเก็น ไดซุเกะ, ซามูไรหนุ่ม อิชิคาวะโกเอมอน และจอมโจรสาว มิเนะ ฟูจิโกะ ที่ต้องร่วมมือกับหญิงสาวนามว่า เลติเชีย ในการผจญภัยข้ามทวีปเพื่อไขปริศนาไดอารี่ของเบรสซองที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวตนที่แท้จริงของ ลูแปง

อาแซ ลูแปง ถูกมาสร้างหลายครั้ง ทั้งแอนิเมชั่น หรือคนแสดง ในฉบับนี้ ทำออกมาเป็นแอนิเมชั่น ที่ดูดีสวยงามมากภาพที่ออกมาเป็น 3 มิติที่มีความคมชัดลึก ทั้งตัวละครบรรยากาศ และทุกสิ่งที่ปรากฏบนจอ จนให้ความรู้สึกเหมือนมาดูหนังคนจริงๆ เล่น มากกว่า ดูการ์ตูน

ตัวละครหลักๆ ที่คุ้นกันดี มาครบ นักแม่นปืน ซามูไร สาวสวยนักแซงค์ หรือแม้แต่ นายตำรวจคู่ปรับเก่าที่ตามล่าลูแปง แบบไม่ปล่อย

ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่ (Lupin III: The First)ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ ค่อยตามดูการผจญภัยของทีมจอมโจร ไปตามสถานที่ต่างๆ นานาประเทศ สนุกไปกับการต่อสู้แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า การคลี่คลายปริศนา และที่ขาดไม่ได้คือ การเอาคืนกลับมาของนายตำรวจคู่ปรับ ที่แฟนประจำรอดูว่า จะมีอะไรฮาๆ

ลูแปง ก็ยังคงเป็นลูแปง มากี่ครั้งๆ ก็สนุก

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก (Sonic The Hedgehog)ในระดับ 6/10 คะแนน

ลูแปงที่ 3 ฉกมหาสมบัติไดอารี่ (Lupin III: The First) เอาไป 6/10 คะแนน เท่าๆ กัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/474510

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 2

โอ๊ยเล่าเรื่อง : พี่นาค 2

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บนวัดไหน บวชวัดนั้น ถ้ากูไม่ได้บวช พวกมึงก็ไม่มีใครได้บวช

มาสู่…บวชได้แต่ห้ามสึก มึงสึก มึงตาย!

หลังจากที่สามเพื่อนซี้ได้ช่วยล้างคำสาบของ “ผีนาคนนท์” กับตำนานห้ามบวชจนได้บวชแก้บนก่อนมาเจอตำนานใหม่คำสาปบวชแล้วห้ามสึก “พระโหน่ง” ยังคงบวชไม่มีกำหนดสึกในขณะที่ “บอลลูน” กับ “เฟิร์ส” แอบสึกหนีกลับกรุงเทพฯ
ต่อมาสองกะเทยเพื่อนซี้โดนคำสาปห้ามสึก ทำเอาเฉียดตายจึงต้องซมซานกลับมาที่วัดอีกครั้งพร้อมกับการแก้คำสาป “พี่โหน่ง” กับ “เณรน็อต” และ “สัปเหร่ออ๊อด”ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับ “ผีพี่นาคตัวใหม่” ไปอีกครั้งกับสองเพื่อนซี้โดยมี “โท” บอยแบนด์ชื่อดังที่เตรียมมาบวชแก้บนกับบรรดาเณร/เด็กวัดร่วมวัดถูกดึงมาร่วมความหลอนด้วย

“พี่นาค 2” มาพร้อมกับบรรยากาศของความเป็นหนังผี ที่ขายความน่ากลัวผสมกับความสนุกสนานเฮฮา ในแบบที่เคยสร้างความหลอน สะดุ้งตุ้งแช่มาแล้วจากในภาคแรก โดยยังคงเส้นเรื่องเดิม จากในภาคแรก ชัดๆ ในประเด็นการอยากบวชแต่ไม่ได้บวช การบวชเพื่อแม่ เพียงแต่ภาคนี้คือบิดเพิ่ม บวชแล้วห้ามสึกการแก้ไข ล้างคำสาปของตำนาน การหลอกหลอนอาฆาตเอาถึงตายของผีพี่นาค

ไมค์-ภณธฤต  โชติกฤษฎาโสภณ ทำ “ผีนาค 2” ออกมาได้น่ากลัวหลอนสุดๆไม่แพ้ภาคแรกๆ ใช้บรรยากาศความน่ากลัวของวัดป่าได้ดี ชวนให้นึกถึงหนังผีไทยน่ากลัวๆ ในอดีต ดูจริงจัง ไม่ออกไปเป็นผีเกาหลี/ผีญี่ปุ่น เพียงแต่ด้วยความที่เดินตามภาคแรกเป๊ะๆ เลยอาจจะไม่มีอะไรที่ใหม่หรือฉีกมากนัก ในส่วนเฮฮาก็ดูดี มีมุขเก่าบ้างใหม่บ้าง แป้กบ้าง แต่ก็ออกมาขำดี ดราม่าก็ทำได้ไม่เลวทีเดียว ขยี้ๆ ความน่ากลัวด้วยภาพผีทั้งตัวเดียวหรือหลายตัว ผีหัวขาด ผีเละๆ ความมืด การตัดต่อ บรรยากาศรอบข้าง เสียงบทสวดมนต์ ดนตรีประกอบ และที่สำคัญคือเสียงหมาหอนที่หาฟังไม่ได้จากหนังผีชาติอื่นๆ นอกจากหนังผีไทย

ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ ในบท “หลวงพี่โหน่ง” ดูดี มีอะไรให้เล่นมีพัฒนาการมากกว่าในภาคแรก เล่นได้ดี ลื่นไหล มีเสน่ห์ เด่นๆ มากๆ ออร่าชัดๆเชื่อเลยว่าเป็นพระหนุ่มจริงๆ ทำให้หนังสนุกในตัวส่วนของพระที่ดูสำรวม แต่ก็มีความเฮฮาอยู่ในตัวได้ ไม่น่าเบื่อ

เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี กับ เจมส์-ภูริพรรธน์ เวชวงศาเตชาวัชร์ มารับบทสองเพื่อนซี้ “บอลลูน” กับ “เฟิร์ส” ที่ยังคงเป็นสีสัน ความเฮฮา รับส่งจับคู่กันแบบเข้าขากันดี ในแบบของ “ผีพี่นาค” ชัดเจนในจุดขายคือขายความเป็นกะเทยฮาๆ ในมุขของหนังไทยในยุคนี้ ขำๆ กับบทสนทนา ต่อปากต่อคำ มุขหนังผี มุขเจ็บตัว
จากพี่ในแบบที่กำลังพอดี ดูแล้วน่ารักๆ ไม่หลุดๆ รั่วๆ เหมือนที่หนังผี/กะเทยนิยมทำกัน แถมในภาคนี้ยังเพิ่มส่วนดราม่าสองตัวละครนี้มีส่วนเต็มๆ ของตำนาน ไม่สึกของวัด ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นได้ดี

ปอนด์-คุณพัทธ์ กับ ต้าร์-อธิวัตน์ ในบท “สัปเหร่ออ๊อด” เด็กวัดกับ “สามเณรบอย” ที่ดูโตขึ้นมากกว่าภาคแรก ด้วยบทที่ส่งกับเสน่ห์เฉพาะตัวทำให้ตัวละครออกมาน่ารัก ทำให้หนังดูสนุกขึ้น

ธามไท แพลงศิลป์ ในบท “ผีนาคสน” ส่วนของความน่ากลัว ความดราม่าของเรื่องออกมาในรูปแบบเดิมๆ ของผีนาคนนท์ ในภาคแรก ซึ่งก็ดูโอเค เพียงแต่อาจเป็นเพราะภาคที่แล้ว ชิน-ชินวุฒิ ทำไว้น่ากลัว มีพลังมากๆ ภาพจำภาพติดตาเลยลอยมาตลอดเรื่อง ลดความเด่นของตัวธามไทไปไม่น้อยทีเดียว

ในภาคนี้หนังเพิ่ม ตูน-อติรุจ, ปิ๊ง-กันตพัฒน์, ฟลุ๊ค-พิสิษฐ์, เลโอ-พีรพันธ์, คริสเตียน-จุราพร มารับบทตัวละครแก๊งเณรน้อยกับลูกศิษย์วัดเข้ามาแต่ละคนก็ดูน่ารักดี เพียงแต่รู้สึกว่ามาแบบลอยๆ มาแค่เพิ่มให้ตัวละครหลักมีตัวช่วยมีคนมาถูกผีหลอกเพิ่มขึ้น ถ้าใส่อะไรๆ ลงไปมากกว่านี้หนังจะดูสนุกขึ้น

มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร มารับบท คุณโท หรือมินจุน บอยแบนด์หนุ่มที่ต้องมาบวชเพื่อแก้บนให้แม่ ตัวละครหลักที่เพิ่มขึ้นมาทำให้เรื่องเฮฮาขึ้น

พอเจตน์ แก่นเพชร ดูดีมีพลังในบท “หลวงตา” หนึ่งตัวละครสำคัญในภาคนี้(ดูแล้วชวนให้นึกถึงใน งู ของ แจ๊สสยาม ที่มารับบทหลวงตาไม่ได้) เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่หนึ่งเดียวของเรื่อง ภาคที่แล้วมีทั้ง เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม, เอ้-ชุติมานัยนา, กระดุม-ธนายงค์ ว่องตระกูล ที่ภาคนี้ไม่มีบทเลยไม่ได้มา

ส่วน หยอง ลูกหยี มาน้อยแต่ฮาดีกับบท “หลวงน้า” ตัวฮาจากภาคที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดู “พี่นาค” ภาคแรกมาก่อน ก็ดูภาคนี้ได้สนุก เพียงแต่อาจจะไม่ค่อย
เข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละครหลักมากนัก รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาเคยเจอมาจากภาคแรก ที่ส่งผลมาถึงการกระทำของภาคนี้ ที่อาจทำให้ความสนุกลดลงไปบ้างพี่นาค 2 คือหนังผีแบบไทยๆ ที่มาครบรส แน่นๆ ความสนุก ทั้งความน่ากลัว ความหลอนหัวเราะไปกับมุขหนีผี มุขกะเทย และในส่วนของดราม่าที่ดี ภาคนี้อาจไม่สนุกเมื่อเทียบกับภาคแรก แต่ก็ไม่เลวทีเดียวบรื้อออออ โบ๋ววววว ระดับ 7/10 หัวโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Low Season สุขสันต์วันโสด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/473048

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Low Season สุขสันต์วันโสด

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Low Season สุขสันต์วันโสด

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“โสดเข้า เหงาแทรก” เคมีแปลกๆ ก็เริ่มจะก่อตัว โสดกับผีไม่รู้จะหนีอะไร “หลิว” สาวเห็นผี ที่มักจะโสดเพราะความเห็นผีของตัวเองเพิ่งอกหักจาก “ต่อ” แฟนหนุ่มซุป’ตาร์ดาราดัง ตัดสินใจเดินทางไปเชียงใหม่คนเดียว ความรักเริ่มที่ไหนต้องไปจบที่นั่น “หลิว” ได้เจอกับ“พุธ” นักเขียนบทหนังที่กำลังเดินทางไปหาพล็อตเขียนเรื่องผี การเดินทางท่ามกลางหุบธรรมชาติของคนเห็นผีกับคนเขียนบทเรื่องผี จึงเริ่มต้นขึ้น

เป้-นฤบดี เวชกรรม ยังคงลายเช็นงานกำกับของตัวเองชัดเจนจากผลงานในตระกูลสาระแน ที่ผ่านมาๆ ตลกเฮฮาเล่าเรื่องผี การเดินทางไป-มา และความรักที่ลุยๆ บู๊ๆ หน่อยๆ  หนังเล่าเรื่องง่ายๆ สบายๆ ภายใต้เส้นเรื่องของความเป็นหนังรักโรแมนติก หนังผีหนังโร้ดมูฟวี่ ที่เล่าเรื่องผ่านเหล่าตัวละครที่อกหักและคนเห็นผีในบรรยากาศสวยงามของธรรมชาติ ความหลอนๆ ชวนขนหัวลุกของผีๆ หนังมีส่วนผสมที่ลงตัวในทุกๆ ส่วน ภาพสวยๆ ของธรรมชาติ หุบเขา ต้นไม้ ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ ที่ชวนให้อยากไปตามรอยไปเที่ยวตามในหนัง ภาพสวยๆ พล็อตหนังจริงๆ แล้วไม่ใช่ของใหม่ มาตามสูตรเป๊ะๆ คนอกหัก มาเจอกัน รักกัน คนเก่ากลับมา ต้องเลือกระหว่างคนที่รักกันมานานกับคนใหม่ที่เพิ่งเจอ แม้จะดูพล็อตแบบนี้กันจนชินตา เดาทางออก แต่ต้องชม

บทหนังที่เขียนออกมาดี มีลูกเล่นต่างๆ แทรกตลอดเวลา มุขต่างๆ ดูดีไปหมด มุขคนรุ่นใหม่ มุขล้อเลียนคนเก่าๆมุขเสียดสีคนวงการบันเทิง มุขผีๆ มุขเฮฮาในวงเหล้า วงแคมป์ไฟท่ามกลางธรรมชาติ จะมีสะดุดๆ บ้างคือมุขสาระแน ที่ไม่สนุกเลย เพียงแต่ส่วนตัวรู้สึกในส่วนของการเห็นผีที่มีผลกระทบ เมื่อหลิวบอกกับใครที่มักจะเจอผีหลอกตาม ตอนต้นย้ำบ่อยมาก แต่ตอนท้ายกลับถูกทิ้งไปแบบน่าเสียดาย ขยี้อารมณ์ด้วย เพลงเพราะๆ ฝีมือ เขียนไข และวานิช ในท่วงทำนองที่ชวนล่องลอยไปกับความรักที่มีทั้งสมหวัง ผิดหวังเพ้อๆ ล่องลอย (เพียงแต่ในช่วงแรก เพลงอาจจะยังไม่ค่อยทำงาน แต่พอเข้าช่วงท้ายๆ อัดเข้ามาแบบเต็มที่ เพลงต่อเพลง เหมือนขายของขาย MV เพลง แต่ด้วยความที่เพลงเข้ากับตัวเรื่องบรรยากาศในช่วงนั้นๆ แถมเพราะมาก เลยไม่รู้สึกว่าอัดเกินไป ไม่รกหู มากำลังดีและที่ต้องยกนิ้วให้ และเป็นส่วนดีที่สุดของหนังคือ การแสดงที่หนังฉลาดที่ใช้ประโยชน์ ดึงความเป็นตัวตนมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ถูกที่ถูกทาง แม้จะหลุดๆ ก็ยังเลือกใช้ฉากหลุดๆ ที่เพิ่มความฮาได้มากทีเดียว

“มาริโอ้ เมาเร่อ” จัดเต็มมาพร้อมความหล่อ ความน่ารัก ดูดีไปหมด มาตามมาตรฐานที่สาวๆ จะรัก มีหลายๆ ฉาก ที่เล่นแบบไม่เคยเห็นมาก่อนจากเรื่องอื่นๆ “พลอยไพลิน ตั้งประภาพร” น่ารักมากๆอาจจะไม่สวยเริ่ดเลอ แต่ยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ หลงรักเธอได้ไม่ยาก มีทั้งความแบ๊วๆ แบบเด็กๆ กวนๆ งอนๆ ในแบบทีี่กำลังดี พอถึงดราม่าก็ชวนให้อยากโดดเข้าไปเช็ดน้ำตาให้

“มาริโอ้” กับ “น้องพลอย” คือเคมีที่ต้องกัน ดูเข้ากันจริงๆ ทำให้ดูสนุก อมยิ้ม ขำๆ ได้ตลอดเวลา ในแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำอะไรๆ ก็ดูดีน่ารักไปหมด เติมเต็มด้วยความสนุกจากแก๊งคนโสดในรีสอร์ทที่มาในจังหวะกำลังดี ชัดเจนในส่วนของการเข้ามาช่วยเสริม ไม่มาแย่งซีน ด้วยความเป็นตัวเองแบบสุดๆนิกกี้-ณฉัตร ยังคงเป็น นิกกี้ ปากเสีย หลุดๆ รั่วๆ โฟร์-ศกลรัตน์ดูเซ็กซี่กวนๆ ในแบบของสาวปาร์ตี้ขี้เมา โจ๊ก-อัครินทร์ ชัดเจนในความเซอร์ อบอุ่น แต่มุขเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา อ้น-ศรีพรรณ ดูนิ่งๆ แต่เอ่ยปากทีเสียงหัวเราะพร้อมมา ขยับตัวก็ยิ้มได้ แต่ที่ฝืดๆ ไปนิด คือเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย ที่ยังคงความเป็นตัวเอง ความเป็นสาระแน ที่แทบจะไม่ฮาสักเท่าไหร่ เห็นปุ๊บเดาได้ปุ๊บว่าจะมามุขไหน น่าจะเป็นเพียงช่วงเดียวของหนังที่ความสนุกอาจจะน้อยกว่าในช่วงอื่นๆ ยังมี ซุง-กิดาการ ในบท “ต่อ” ซุป’ตาร์แฟนของ หลิว แทบไม่ต้องทำอะไรมากหล่ออย่างเดียว ต้นหลิว-มรกต “หลิว” ในบทเพื่อนสนิทขายซาลาเปาของนางเอก ชอบตัวละครตัวนี้ มานิดๆ น้อยๆ แต่ชอบ หรือ ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ ในบทเจ้าของรีสอร์ท ที่เล่นเบาๆ สบายๆ

“Low Season สุขสันต์วันโสด” อาจจะไม่ใช่หนังดีเริ่ดมีโดดๆ สะดุดๆ หลุดๆ ไปบ้าง แต่ด้วยความสนุกๆ ของตัวหนังที่มีมากๆ เลยลบๆ เลือนๆ มองข้ามข้อด้อยของตัวหนัง ได้ใจความชอบไปเต็มๆ เพราะความสนุกและความน่ารักของ น้องพลอยไพลิน ล้วนๆ 9.5/10 คะแนน เลยครับ 0.5 คะแนน ที่เพิ่มมาเพราะช่วงเครดิตท้าย Based on (เกือบจะ) Ture Story ที่มาพร้อมพร้อม After กับBefore ตัวละครหลักๆ ในเรื่อง บอกเลยฮามากๆ ปิดท้าย

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/471527

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

 

“เมื่อพระอาทิตย์สาดส่อง  ผมคิดถึงคุณเมื่อพระจันทร์สาดแสง ผมคิดถึงคุณ” “นอกจากรักคุณแล้ว ผมก็ไม่เก่งอะไรเลย” นอกจากรักคุณแล้ว ผมไม่เก่งอะไรเลยจีบ เมื่อ สระอี หาย มันก็…

เรื่องราวความรักของคนสองยุคสมัย โบต้า (มิ้นท์-รัญชน์รวี) แอบหลงรัก นน (จี๋-สุทธิรักษ์) ชายหนุ่มที่ ป๊อบปี้ (เมโกะ-ชนนิกานต์) ชอบอยู่จนวันหนึ่ง “โบต้า” ได้ไปรับรู้เรื่องราวรักแรกของ ดาหลา (มิ้นท์ รัญชน์รวี) แม่ของเธอกับ ขจร (นิว ฐิติภูมิ) ผ่านจดหมายที่ถูกเก็บไว้ในกล่องลับทำให้ “โบต้า” เริ่มตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อใจตัวเอง

“คนแรกของหัวใจคนสุดท้ายของชีวิต (The Classic) (2003)” หนังเกาหลีหนังรักคลาสสิกตลอดกาลของใครหลายคนเป็นหนังที่หลายคนชอบ รัก เสียน้ำตามากมาย อยู่ในใจยาวนาน นำมารีเมคใหม่ในยุคนี้

“Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ” เป็นหนังรักทีโอเค ดัดแปลงจากต้นฉบับให้มีความเป็นไทย ได้ดี ดูเนียนเป๊ะๆ ทั้ง หน้าตานักแสดง บุคลิกตัวละคร บทสนทนาสถานการณ์ บิดนิดบิดหน่อยได้ดี

น่าจะเป็นหนังไทยที่ชอบ และทำให้เสียน้ำตาได้ไม่ยาก ถ้า…The Classic ไม่ใช่หนังเกาหลี ในดวงใจ ที่รักมากๆ แม้เวลาจะผ่านมา 17 ปีก็ยังรัก

มิ้นท์-รัญชน์รวี เอื้อกูลวราวัตร เล่นได้ดี ทั้งในรุ่นแม่ และรุ่นลูก ค่อนข้างชัดเจนในความแตกต่าง มีบุคลิกที่ต่างกันตามเรื่อง เพียงแต่จะรู้สึกขัดๆ คือช่วงรุ่นแม่ ที่กินเวลานาน กลับไม่ค่อยเห็นพัฒนาการนัก พูดง่ายคือ ช่วงมีอายุดู หลอกๆ

นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ ในบท “ขจร” มาพร้อมกับน่ารักสดใส เฉพาะตัว แต่อาจจะเพราะหนังก๊อบปี้ต้นฉบับจนเกินไปเลยทำให้ ภาพที่ออกมา เหมือนโดนสั่งให้ทำ จำใจต้องเล่น ดูแข็งๆ ไปหมด

ที่ดูขัดตามากที่สุดคือ ช่วงเป็นทหาร หรือช่วงที่กลับมาหาคนรัก สองฉากนี้ เสียน้ำตามากมาย แต่ครั้งนี้บอกเลย ไร้อารมณ์ โดยสิ้นเชิงช่วงเข้าพระเข้านางกับนางเอก กลับดูเคมีธรรมดาๆ เมื่อเข้าฉากกับ ทนิล เพื่อนพระเอก ที่เคมีดูเข้ากันมากกว่าอีก

จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร ในบท “นน” พระเอกรุ่นเด็ก ก็พอเอาตัวรอด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ถอดแบบต้นฉบับมาเปี๊ยบๆ ทั้งหน้าตาท่าทาง บุคลิก

ในขณะที่  ต้อง-สมิตพงศ์ สกุลพงศ์ชัย ในบท “ทนิล” เพื่อนพระเอกในยุค 2510 กับ เมโกะ-ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ในบท “ป๊อบบี้” เพื่อนนางเอกยุค 2546 กลับใช้เสน่ห์ ความสดใสเฉพาะ ทำให้สองตัวละครนี้ออกมาน่ารัก เอาตัวรอด ดูเด่นตลอดที่ปรากฏบนจอ

อาร์ม-ธัชพงศ์ ศุภศรี ทำ “Classic Again จดหมาย สายฝนร่มวิเศษ” ออกมาไม่เลวนัก โปรดักชั่นของหนังออกมาดูดีละเอียด เพียงแต่ว่า แทบจะไม่มีการคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาเลย ลอกต้นฉบับมาทั้งดุ้น มุมกล้องเดิมๆ ภาพเดิมๆ การตัดต่อเดิมๆ อาจจะแค่ สลับซ้ายขวา เปลี่ยนมุมนิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้ดูแตกต่าง

บทหนังก๊อปปี้ ต้นฉบับมาทั้งดุ้น โดยผูกเรื่อง ให้เกิดในปี 2510 ในรุ่นแม่ ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และปี 2546 ในรุ่นลูก จนรู้สึกเหมือนถอดบทสนทนามาเต็มๆ ลอกฉากต่างๆ มาหมด แต่ก็ยอมรับว่า แปลงเป็นไทยได้ดี ยกเว้น ฉากใหญ่ หลายตอนที่ อิงความเป็นเกาหลีมาก แต่ของเราบิดมาแบบ มันไม่ใช่ ฉากพีคๆ หลายฉากเลยดูไม่ดี อาทิ ฉากร่ำลากันที่ขบวนรถไฟ กลายมาเป็น รถสิบล้อทหาร หรือฉากกลับมาเจอกันในร้านอาหาร ดูน่าเบื่อ ไร้อารมณ์ รวมไปถึงสิ่งเล็กๆ ที่เสริมอารมณ์ดีๆ ถูกตัดออกไป อาทิ นกพิราบกับจดหมาย หิ่งห้อยที่นางเอกเก็บไว้  หรือในรุ่นลูกบุรุษไปรษณีย์ในหมู่บ้านที่มาเจอนางรุ่นลูก หรือกล่องของขวัญที่สลับกล่องกัน ก็ถูกตัดบทเฉลยออกไป

ที่แย่ที่สุดคือดนตรีประกอบหลัก ต้นฉบับดีมากดีเยี่ยม ฟังทีไรไม่ว่าจะหลับตาฟังหรือดูจากตัวหนัง เพราะมากๆ ดึงอารมณ์ ขยี้ความรู้สึกครบรส ทำให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ในฉบับนี้หาความไพเราะไม่เจอดูรกหู จนทำรู้สึกหนักไม่สนุกชวนหลับยังดีที่เพลงธีมในรุ่นลูก ที่หนังนำกลับมาใช้ แล้วใส่เนื้อไทยเข้ามาฟังแล้วเข้ากับเรื่อง ไม่เลวทีเดียว

ถ้าไม่เคยดู ไม่รัก ต้นฉบับมากมาย จะชอบและรักเวอร์ชั่นนี้ แต่เพราะ..ขาดสิ่งที่มาขยี้อารมณ์ เพราะภาพจำจากต้นฉบับลอยมาตลอดเรื่องแม้ฉบับไทยจะสั้นกว่าต้นฉบับถึง 15 นาที แต่ก็รู้สึกย้วย ไม่กระชับ

The Classic Again – จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ จึงทำได้แค่ หนังที่รีเมค ต้นฉบับ ได้ดีแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

สำหรับเรื่องนี้ให้ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘1917’ สุดยอดหนังสงคราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 1, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/469983

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘1917’ สุดยอดหนังสงคราม

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

6 เมษายน 1917  “เบรท” กับ “สกอฟิลด์”2 นายทหาร ได้รับภารกิจลับพิเศษในการฝ่าแนวรบของ“เยอรมัน” เพื่อไปส่งสารให้กองพันที่อยู่แนวหน้าระงับการบุกโจมตี เพราะเป็นกลลวงของข้าศึก ทั้งคู่ต้องฝ่าดงข้าศึกไปส่งสารนี้ก่อนเช้าวันรุ่งขึ้น ถ้าภารกิจนี้ล้มเหลวจะมีนายทหารต้องตาย 1,600 นาย รวมถึงพี่ชายของ “เบรท” ที่อยู่ในกองพันนี้ด้วย

“แซม เมนเดส” หยิบเอาเรื่องเล่าของ “อัลเฟรดเมนเดส” คุณปู่ของเขาเอง เกี่ยวกับวีรกรรมเล็กๆ ของนายทหารในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1  ออกมาถ่ายทอดบนจอในรูปแบบของหนังสงคราม

ที่ดูสนุกในอารมณ์ของการต่อต้านสงครามและเชิดชูวีรกรรม สนุก สะเทือนใจ ไปพร้อมกันบนจอ เล่าเรื่องแบบนาทีต่อนาที มีเวลาเป็นตัวกำหนดความเป็นความตายวีรกรรมของทหารๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกนำมาทำเป็นหนังน้อยมากๆ ล่าสุด ใน  They Shall Not Grow Old ของ “ปีเตอร์ แจ็คสัน”

จุดเด่นของ “1917” คือ การถ่ายภาพแบบ Long Take ยาวๆ ไปตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ มีการคัทตัดแบบเนียนๆ แค่ช่วงกลางเรื่อง เหมือนกับเป็นภาคแบ่งพักครึ่งเรื่องให้ทีมงานและคนดูได้พักหายใจหายคอก่อนจะเริ่มต้นครึ่งหลังยาวๆต่อเนื่องไม่คัทไปจนจบเป็นการเล่นท่ายากที่ลื่นไหล ไม่หยุดนิ่งเหมือนเราตามไปพร้อมๆ กับตัวละครแบบติดๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง ตามดูแบบใกล้ชิด ในมุมมองที่ไม่ซ้ำซากจำเจทุกภาพมีความต่อเนื่องกัน ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เห็นตรงหน้าไปพร้อมๆ กับตัวละครภาพที่ออกมา ดูแล้วลุ้นระทึก หายใจหายคอเหนื่อย ลุ้น ในขณะเดียวกันก็แทรกฉากเบาๆ มาเป็นตัวเบรกอยู่เป็นระยะๆ การใช้ Long Take ยาวๆ แบบนี้ทีมงานในทุกด้าน นักแสดงจะต้องสัมพันธ์รับ-ส่งกันแบบเป๊ะๆ จะหลุดหรือพลาดไม่ได้เลยจริงๆ โปรดักชั่นของหนังอยู่ในขั้นเทพ

บทหนังก็ดีงามไม่แพ้งานด้านภาพ สะท้อนให้เห็นถึงจุดเล็กๆ ภารกิจใหญ่โตของ นายทหารตัวเล็กๆ สะท้อนให้เห็นภาพของสงครามโลก ครั้งที่ 1 ได้ดี ตัวละครทั้งตัวหลักตัวสมทบผ่านมาผ่านไปดูมีมิติ มีสีสัน สะท้อนให้เห็นถึงคนที่อยู่ในสนามรบจริงๆ ที่เต็มไปด้วยความกลัว การเอาชีวิตรอดความเห็นแก่ตัว ความรุนแรง ความโหดร้าย รวมไปถึงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้ภาพความโหดร้าย

จอร์จ แม็คเคย์ กับ เคล-ชาร์ล แชปแมน รับบทสองทหารคู่หู เล่นได้ดีลื่นไหลไปกับบท ทำให้หนังเดินหน้าไปแบบมีพลัง ลุ้นไปกับการเอาตัวรอดไปส่งสาร โดยมีนักแสดงฝีมือระดับพระกาฬหลายคน เข้ามาเสริมทัพกันคนละเล็กละน้อย

“1917” คือ หนังสงครามที่สุดยอดในทุกๆ ด้านมีครบรส ดราม่า แอ๊กชั่น บรรยากาศของหนังสงครามอารมณ์ขัน รอยยิ้ม ให้ความสนุกตื่นเต้นอิ่มเอมและอาการจุกสะอึกในหลายตอน“1917” คือหนังสงครามที่ดูไปๆ อดนึกถึงหนังกำลังภายใน ที่จอมยุทธ์ถูกส่งไปส่งสารลับ ต้องเอาตัวรอดช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และถ้าจะให้ได้อารมณ์สุดๆ ควรไปดูด้วยระบบ IMAX จอใหญ่ยักษ์ จะทำให้ความสุดยอดของงานด้านภาพชัดเจนขึ้น ตอนนี้ก็รอลุ้น รางวัลออสการ์ว่า 1917จะกวาดไปกี่ตัวสุดยอดแบบนี้ ได้ใจไป 10/10 คะแนนเต็มขึ้นหิ้ง 1 ใน 10 หนังสงครามในดวงใจ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 25, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/468435

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้’

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เจ๊ก้อง ห้วยไร่” กับภารกิจลับในการทำเพลงใหม่พา 8 สาว “BNK48” ไปฝึกการร้องเพลงอีสาน ด้วยการลงไปสัมผัสเรียนรู้ความเป็นชาวบ้านจริงๆ โดย “จ่าลอด ออน เดอะร็อค” ถูกดึงมาเป็นผู้ช่วย “สุรศักดิ์ ป้องศร” ผู้กำกับขาประจำของ “ไทบ้าน” จับมือกับ ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ทำหนังออกมาดูง่ายย่อยง่ายอารมณ์โดยรวมๆ เหมือนเป็นงานย่อยๆ ภาคย่อยๆ ออกมาของ “ไทบ้าน” ที่ไม่ใช่เหตุการณ์หลักหรือดึงตัวละครตัวใดตัวหนึ่งออกมาเป็นตัวเอกในส่วนของ “BNK48” ก็มาดูภารกิจการทำเพลงใหม่ หนังเดินเรื่องตามสูตรหนังเป๊ะๆ สนุกสนานไปกับการตามดู การฝึกฝนของ 8 สาวที่มี “ทีมไทบ้าน” เข้ามาเป็นตัวช่วยความสัมพันธ์มาพร้อมการเรียนรู้ก่อนจะหักมุมต้องมีอุปสรรคหรือใส่ในส่วนของดราม่าเพื่อให้หนังมีครบรส สนุกยิ้ม ขำ ดราม่า มีครบทั้งความเป็นบ้านๆ และในเมือง

หนังชัดเจนในความเป็น “ไทบ้าน” กับ “BNK48” นำมาผสมผสาน 2 จักรวาล ครอสกันได้แบบน่ารัก ดูสบายๆ ในโครงเรื่องที่ง่ายๆ ไม่หนักไม่เครียด จนดูเหมือนเรื่องเบาโหวง อ่อนไปนิด แต่ก็ทำให้สนุกได้แบบเต็มไม่เครียด หนังดูสนุกด้วยการนำเอาจุดเด่นจุดน่ารัก ตัวตนของทั้ง “ไทบ้าน” กับสาวๆ “BNK 48” มาขยี้ เอาใจแฟนๆ ของทั้งสองได้เป็นอย่างดี จนอดที่ทำให้เราสนุกสนาน ยิ้มไปขำไป หรือซึมอึ้ง ดราม่าไปกับทั้งสองส่วน

“ไทบ้าน” มาพร้อมกับความซื่อๆ ใสๆ ความเป็นบ้านๆ ของตัวละครหลักๆ นำทีมโดย “จ่าลอด” หนุ่มน้ำใจดีกับความรักของสองสาว “ครูแก้ว” กับ “ปลาวาฬ” และ “มืด” น้องชายที่ทำอะไรๆ ตามใจตัวเอง

“BNK 48” มาพร้อมกับทุกอย่างที่เรารู้ๆ กันดีทั้งกฎระเบียบ ข้อบังคับ จุดเล็กจุดน้อย การถ่ายรูป จับมือการแข่งขันความเป็นเมมเบอร์หรือโอตะ นำเอามาใส่ นำมาเป็นมุขล้อเลียนมุขเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ขำกันเป็นระยะ แม้แต่ส่วนของดราม่าก็ทำเอานํ้าตาซึมได้

ก้อง ห้วยไร่ เล่นได้แบบลื่นไหล รับบทเป็น เจ๊ก้อง นักร้องนักปั้นที่น่ารัก เป็นตัวละครที่ทั้งสร้างความสนุก สร้างความสุขขณะเดียวกันกลับเพิ่มความดราม่า เรียกน้ำตาให้กับคนดู ก้อง เล่นดีเล่นเก่ง ดูเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเชื่อมตัวละคร เชื่อมเรื่องของทั้ง 2 จักรวาลได้ดีและลงตัวมากๆ

ณัฐวุฒิ แสนยะบุตร ในบท จ่าลอด กับสองสาว ครูแก้ว-ธันวาพร นาสมบัติ, หมอปลาวาฬ-สิริอมร อ่อนคูณ และไอ้มืด-ธนาดล บัวระบัติ ยังคงชัดเจนในตัวเองที่เราคุ้นๆ กันดี มาแล้ว จาก ไทบ้าน ทุกๆ ภาค ที่ออกมา เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเองเอาตัวรอดได้ใจแฟนประจำแม้ว่าน้ำหนักตัวละครกลุ่มนี้อาจจะเป็นเหมือนตัวช่วยของตัวละครในกลุ่ม BNK 48 ไปบ้างก็ตาม

เนย, โมบายล์, แก้ว, น้ำหนึ่ง, น้ำใส, ตาหวาน, ปูเป้ และ ไข่มุก8 สาว BNK48 เล่นเป็นตัวเอง เลยแทบจะไม่ได้เล่นอะไรมากเหมือนเข้ามาตามดูเมมเบอร์ของตัวเอง ทำกิจกรรม ทุกคนออกมาด้วยกันตลอด แต่ก็ยังมีที่หนังเพิ่มความเด่น คือ “เนย” กับ“โมบายล์” ที่มีส่วนของดราม่าเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือ “แก้ว” พี่ใหญ่คุมทีม ส่วนคนอื่นๆ มาร่วมขยี้ความสนุกในส่วนของตบมุข ความเป็น BNK48 การโฆษณาแฝงที่น่ารักๆ และเพิ่มความน่าสงสารกับคราบน้ำตาโดยมี จ๊อบ ซัง ที่มาเล่นเป็นตัวเองเข้ามาเพิ่มในส่วนดราม่า หรือพี่ผู้จัดการส่วนตัวของ 8 สาว เข้าร่วมแสดงด้วย และที่หนังฉลาดคือหนังให้ภาพของแค่ 8 สาวเท่านั้น ไม่นำเอาคนอื่นๆเข้ามาหรือพูดถึงในหนังเพื่อแย่งซีนใดๆ ทั้งสิ้นเลย

“ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้” อาจจะก้ำๆ กึ่งๆของทั้งสองจักรวาล หนังอาจจะไม่ดีจนน่ายกย่อง หรืออาจจะดูไม่มีอะไร แต่หนังออกมาดูสนุก ขำ โปรดักชั่นไม่ได้ขี้เหร่ รู้สึกถึงความเป็นทีมทำหนังที่ดี ใช้ความเป็น “ไทบ้าน” กับ “BNK 48”มาได้ดี ที่สำคัญคือหนังดูสนุกมากๆ ดีงามในทางของหนังและที่ยังก้องอยู่ในหัวคือ “โดดดิด่ง” เพลงสนุกๆ จาก 8 สาว กับจากใจผู้สาวคนนี้ เพลงซึ้งๆ ของ “โมมายล์” สองเพลงเอกในหนัง และเข้ากับตัวหนังมากๆ จนต้องกลับมาฟังซ้ำ สนุกสนานน่าจดจำระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/466950

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story  หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Marriage Story หนังดราม่าเล็กๆดีงามของ Netfix

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หยิบประเด็นการหย่าร้างในสังคมคนอเมริกันเข้ามาเป็นพล็อตหลักสำหรับ Marriage Story ทางช่อง Netfix  เล่าเรื่อง ชาร์ลี่  บาร์เบอร์ ผู้กำกับละครเวทีหนุ่มที่กำลังมาแรง กำลังเกิดปัญหาหย่าร้างกับภรรยาสาว “นิโคล” อดีตนางเอกทีวีผู้ผันตัวมาเป็นนางเอกละครเวทีของสามี การเจรจาเริ่มมีปัญหาไม่ลงตัวในเรื่องการเลี้ยงดู “เฮนรี่” ลูกชายวัยกำลังน่ารักสุดท้าย “นิโคล” จ้าง “นอร่า” ทนายชื่อดังในคดีครอบครัวเข้ามาช่วยการหย่าร้าง เมื่อมีทนายเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไหร่หายนะมาเยือน

ทั้งคู่แต่งงานในวัยเยาว์ ใช้เวลาไม่นานในการคบกัน“นิโคล” กำลังรุ่ง “ชาร์ลี” กำลังสร้างชื่อ ก่อนที่ต่อมาภรรยากลับตกต่ำกว่าสามีสุดท้ายทั้งคู่เริ่มมีปัญหาครอบครัว “นิโคล”เริ่มอยากใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่อยากอยู่ใต้เงาสามี แม้ว่าลึกๆทั้งสองยังมีความรักความผูกพันห่วงหาอาทรกัน

อดัม ไดรเวอร์ สุดๆ ไปเลยกับบท “ชาร์ลี” ผู้เป็นผู้ชายที่ดูเป๊ะๆ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ สมกับเป็นผู้กำกับละครเวที ที่มักจะเป็นละเอียดเก็บทุกเม็ด ขณะเดียวกัน ก็ดูเป็นคนง่ายๆ อบอุ่น อะไรก็ได้กับคนทั่วๆ ไป แต่กับคนใกล้ตัว เมีย/ลูกดูจุบจิบจนเกินไปแรกๆ อาจจะรู้สึกเฉยๆ กับตัว ชาร์ลี แต่พอดูไปดูไป จากการเล่นแบบกำลังพอดีๆ ของ “อดัม” ทำให้ค่อยๆ อินค่อยๆ เข้าใจ เริ่มเข้าถึงอารมณ์ลึกๆ ของตัวละครตัวนี้

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ไม่ว่าจะเล่นบทอะไรๆ ก็ดูดีสวยงามไปหมด เรื่องจัดเต็ม อารมณ์ความเป็นแม่มาเน้นๆ บางช่วงรู้สึกถึงการต้องการเอาชนะ ความผูกพันกับครอบครัว แม่/น้องสาว หรือแม้แต่ออร่าของความเป็นนักแสดง

อดัม ไดรเวอร์ กับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ดูมีเคมีที่ลงตัวกันมากๆ ในบท “ชาร์ลี” กับ “นิโคล” เล่นนิ่งๆไปเรื่อยๆ ทั้งการแสดงออกทางอารมณ์ข้างใน หรือภายนอกเห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร จากอ่อนมาแข็งก่อนที่ค่อยๆผ่อนลงในที่สุดฉากที่คุยกันดีๆ ชวนให้นึกอยากให้คู่นี้คืนดี แต่พอมีปากมีเสียง ชัดเจน รู้สึกเลยว่าลุ้นไม่ขึ้น โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ปล่อยยาว พูดความในใจ ปะทะคารมกันบอกเลยสุดยอดเล่นเอาน้ำตาซึม ดูแล้ว…สงสาร “ชาร์ลี” จับใจ ขณะเดียวกัน…เข้าใจ“นิโคล”

ลอร่า เดิร์น ออร่าแจ่มๆ จัดเต็มในบททนายมือเก๋าจัดจ้านคดี ผัวๆ เมียๆ  ทุกตอนที่ปรากฏตัว รู้สึกว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับคดี “ชาร์ลี” โดนอีกแล้ว หรือ 2 ทนาย ฝ่าย “ชาร์ลี”รวมไปถึงครอบครัวของ “นิโคล” แม่กับน้องสาวและตัว“เฮนรี่” ลูกชายตัวน้อยเล่นดีเป็นตัวเสริมที่ดีทำให้เรื่องสนุกขึ้น

Marriage Story เล่าเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไม่เน้นบีบคั้นอารมณ์ ค่อยๆ ให้คนดูผูกพัน/อินไปกับตัวละคร จากนั้นใช้อะไรที่ง่ายๆ ภาพ/การแสดง มาขยี้ความรู้สึกออกมาได้โดยไม่รู้ตัวจึงไม่แปลกอะไร ที่จะเสียน้ำตา อึ้ง ซึม สะเทือนใจไปกับภาพง่ายๆ แต่กินใจบนจอ หนังชัดเจนในการนำเสนอเรื่องของครอบครัวที่กำลังหย่าร้าง แต่ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ แทรกเข้ามาโดยเฉพาะการเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล ผลที่ตามมาอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ค่าจ้างทนายดังๆ อาจจะต้องขายบ้านขายทุกอย่างมาเป็นค่าใช้จ่าย ค่าทนาย ค่าขึ้นโรงขึ้นศาล อาจจะหมายถึงเงินจำนวนมากที่สามารถส่งลูกเรียนจนจบทนายความคดีอาญา จะมองหาส่วนที่ดีที่สุดของคนเลว แต่ทนายความคดีหย่าร้าง จะมองหาส่วนที่เลวที่สุดในคนดี Marriage Story หนังดีๆ หนังธรรมดา ที่มีแต่คำชมที่อยากให้ดูกันไปพร้อมๆ กับการลุ้นรางวัล ชอบๆ โดนๆ ระดับ10/10 คะแนน เรื่องแรกรับปี 2020

%d bloggers like this: