โอ๊ยเล่าเรื่อง

All posts tagged โอ๊ยเล่าเรื่อง

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/454207

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จอมขมังเวทย์ 2020

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทางเดินมีไม่มากมีแค่ 2 ทางอยู่ที่เราจะเลือกเดินทางไหน?“วิม” ต้องก้าวเข้ามาสู่เส้นทางของ “ไสยเวทย์” หลังจากพ่อของเขาถูกคนลึกลับฆ่าตาย ทำให้เขาต้องมาพัวพันกับ “ครูเมย์”นักธุรกิจสาวใหญ่ ผู้ให้กำลังใจคนสู่ความสำเร็จ “การ์ตูน”ตำรวจสาวขาลุย “นาว” ดาราสาวอดีตคนรักเก่า จนมาถึง..“ผู้กองอิทธิ”มือปราบจอมขมังเวทย์ในตำนานผู้ถูกขังลืมในคุกอาคมมานานกว่า 15 ปี

ต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพชร กำกับ “จอมขมังเวทย์ 2020” ออกมาดูสนุกไม่แพ้ภาคแรก ชัดเจนในทางของหนังแอ๊กชั่นแฟนตาซี สู้กันทุกรูปแบบ อาวุธเบาอาวุธหนักหมัดมวย และคาถาอาคมที่มีให้ดูกันแบบเต็มอิ่มตั้งแต่เปิดเรื่องยันฉากสุดท้ายการดีไซน์คาถาอาคมทำได้ดีไม่ต้องพูดมากไม่ต้องอธิบายวิชาให้เสียเวลาซัดกันเห็นๆ จะจะ สัตว์อาคมมาหลายตัวโดยมีซีจีเข้ามาช่วยสร้างภาพที่ดูเนียนโอเค(อาจจะไม่ 100% แต่ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว) ดูดีกว่าในภาคแรก

ตัวเรื่องฉลาดพอที่จะไม่ย้อนไปถึงภาคแรกมากนักอิงไปแค่โยงตัวละครเข้ามาเล่าแบบรวบรัดตัดความ เอาแค่พอรู้ แต่ยังคงบรรยากาศโทนความเป็น “จอมขมังเวทย์” เอาไว้เหมือนเดิม การต่อสู้ของวิชาด้านดี/ด้านเลว มีตำรวจมาเกี่ยวข้องด้วย (เพียงแต่ไม่โฟกัสเท่าภาคแรก) และนำเอาคดีดังๆ การเมือง มานำเสนอด้วยภาพจำในตัว “จอมขมังเวทย์”ของ “นก-ฉัตรชัย” เพียงแค่นี้ก็พอจะทำให้นึกถึงภาคแรก(รวมไปถึงในละคร “เหนือเมฆ 2” มือปราบจอมขมังเวทย์ที่คาแร็กเตอร์รูปลักษณ์เดียวกัน) บทหนังอาจจะดูหลวมไปบ้างตัวละครบางตัวลอยไปลอยมา แต่บทหนังก็เล่าเรื่องได้สนุกไม่สับสนหรืองง!! ดราม่ากำลังดี มีเสียงหัวเราะมาเบรกบ้างบางช่วงแต่ไม่มาแย่งซีนในส่วนของแอ๊กชั่นน่าเสียดายที่อารมณ์ของหนังยังไม่สุด ดูขาดๆ เกินๆ การดึงความสัมพันธ์ของตัวละครกับคนดูมีหลายช่วงที่ยังไม่ดีนัก

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ บทส่งมากๆ หล่อ เล่นได้ดีทั้งดราม่า/แอ๊กชั่น ช่วงแรกเหมือนจะเล่นคนเดียว จนพอเข้าเรื่อง พอนก-ฉัตรชัย ออกมา ก็อต-จิรายุ เริ่มมีบท ความเด่นในตัวหมาก อาจจะลดทอน เฉลี่ยๆ ให้คนอื่นบ้าง

นก-ฉัตรชัย เปล่งพานิช มาพร้อมออร่า พลังล้นเหลือทุกฉากที่ปรากฏตัวดูดี ชัดเจน ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย นกหญิง-สินจัย เปล่งพานิช ก็ดูดี กับบท ครูเมย์ นักธุรกิจสาวผู้มีเบื้องหลังด้วยความเป็นรุ่นใหญ่ ทั้งคู่ช่วยเพิ่มพลังให้กับเรื่องมากขึ้นมากมายตัวหนังพูดถึง ความสัมพันธ์ของ อิทธิ กับ ครูเมย์ แบบผิวเผิน น้อยไปนิด เลยทำให้ไม่อินนัก

ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล สุดยอดมากๆ เล่นดีดูเด่นเลวได้ใจ เลวจนเป็นธรรมชาติ ด้วยลีลาท่าทาง แววตา น้ำเสียง แอ๊กติ้งกวนๆ ดูเป็น จอมขมังเวทย์ รุ่นใหม่ที่ยากจะรับมือ เป็นคู่ปรับที่พอฟัดพอเหวี่ยง มีของเก่งพอๆ กับฝ่ายดี

คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล อาจจะดู ก๋องแก๋งไปนิด กับบทการ์ตูน ตำรวจหญิงขาลุย ยังดีที่ดูไปๆ ค่อยๆ รู้สึกว่า น่ารักขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้หน้าตาที่แทบจะไม่แต่งดูเป็นธรรมชาติ บอกเลยชอบเธอจากเรื่องนี้ น่าเสียดายที่ แพร-พิชชาภา พันธุมจินดาสวยสมเป็นไอดอลสาวสวย บทน้อยไปนิด ยังไม่เห็นในตัวเธอมากนักนอกจาก..ความสวย

ทางเลือกมี 2 ทาง ปล่อยไปตามกรรมหรือว่าจะก่อกรรมเพิ่มจอมขมังเวทย์ในโลกนี้มีมากเกินไปแล้วจะเคยหรือไม่เคยดู“จอมขมังเวทย์” เมื่อ15 ปี มาก่อนก็สนุกได้พอๆ กัน (แต่ถ้าไม่เคยดูภาคแรก อาจจะงง ใครกันนะที่โผล่มาในติ่งแถมช่วงเครดิตท้ายเรื่อง) ชอบมันส์โดนใจระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์ (Judy)

Published November 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/451256

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์  (Judy)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : จูดี้ การ์แลนด์ (Judy)

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โดโรธี จาก พ่อมดแห่งอ๊อซ (The Wizard Of Oz) (1939) งานแจ้งเกิดให้กับ จูดี้ การ์แลนด์ ดาราเด็กน้อยผู้มีน้ำเสียงเป็นพรสวรรค์ จนมีหนังดีๆ งานอมตะ ตามออกมาอีกหลายเรื่อง

Judy  เล่าชีวิตในวงการบันเทิงที่เธอเริ่มตกต่ำ ไม่มีงานไม่มีบ้าน ต้องกระเตงลูกน้อยขึ้นโชว์เล็กๆ ในบาร์เล็กๆ ยามดึกแลกเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้สิทธิเลี้ยงลูกจากสามีเก่า จูดี้ต้องเหินฟ้า มาเปิดโชว์ที่ลอนดอน บนเวที The Talk of the Townโชว์ประสบความสำเร็จ ฮอลลีวู้ด ไม่ต้องการเธอ แต่คนลอนดอนคลั่งเธอในฐานะ ดาวค้างฟ้าที่นี่ อดีตวัยเยาว์ ตามมาหลอกหลอนได้เจอคนหลากหลายเข้ามาในชีวิต พบกับสามีคนที่ 5 กลายเป็นไอดอล คนรักร่วมเพศ เกย์ในยุคนั้นยุคที่สังคมยังไม่ยอมรับ

สุดท้าย อาการติดยา/มาสาย/ เอาแต่ใจตัวเองด่าแฟนเพลง ก็ส่งผลกับชีวิตเธออีกครั้ง วงการบันเทิง ทำลายชีวิตวัยเด็กของเธอ แต่ในบั้นปลาย เธอทำร้ายตัวเอง หรือใครทำลายเธอ?

ตัวหนังดัดแปลงจาก End of Rainbow ละครเวที ที่โด่งดังในออสเตรเลีย ในปี 2005 ก่อนจะเดินสายไปแสดงทั่วโลก นำเสนอชีวิตในบั้นปลายของ จูดี้ ผ่านจินตนาการความคิดของเธอ สลับกับการย้อนไปช่วงวัยเยาว์ โดยใช้ฉากแค่ 2 ที่ คือ ห้องพักของเธอในลอนดอน กับบนเวที The Talk of the Town ที่เธอขึ้นแสดงโชว์ นำเสนอในรูปแบบ ละครพูด มีการร้องเพลง/โชว์ประกอบ

The End of Rainbow ถูกดัดแปลงเป็น Judy ได้อย่างยอดเยี่ยม ความงดงามของละครเวทียังคงมีอยู่ครบถ้วนบนจอในรูปแบบของภาพยนตร์ได้แบบงดงามกลมกล่อม ถ้าไม่บอกว่า เคยเป็นละครเวทีมาก่อน ก็คงไม่รู้ แค่รู้สึกว่ามีกลิ่นหรือมีบางส่วนนำเสนอในแบบละครเวที

เรเน่ เซวีเกอร์ ได้รับบทเด่น และเธอแสดงได้แบบสุดยอด ทำให้เราเชื่อว่า เธอเป็น จูดี้ การ์แลนด์ ในช่วงตกต่ำ ทำให้สัมผัสรับรู้ชีวิตถึงช่วงบั้นปลายของดาราสาว เธอคนเดียวเอาหนังอยู่ แบกหนังเอาไว้ทั้งเรื่อง พลังการแสดงมาแบบจัดเต็มทั้ง การแสดง การร้องเพลง การโชว์ ให้ความรู้สึกเหมือนมาดู จูดี้ การ์แลนด์ มานำเสนอชีวิตตัวเอง ดูแล้วเราจะทั้งหลงรัก หมั่นไส้ เศร้า สงสาร ไปกับชะตากรรมของเธอ ชีวิตทั้งชีวิต 45 ปี ในวงการบันเทิง กับอายุ 47 ปี ตอนเสียชีวิตตลอดชีวิต เธอมีแต่ คำว่า วงการบันเทิง การแสดง แม้จะอยากอยู่กับครอบครัว กับลูกน้อยสุดที่รัก 2 คน ยังทำไม่ได้เรเน่ ถ่ายทอดตรงนี้ได้ดีจริงๆ

ฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ฉากโชว์เพลง Over the Rainbowเล่นเอาต่อมน้ำตาแตกปิดท้าย ขนาดต้องมานั่งปาดน้ำตากันเลยทีเดียว (รอบที่ดู เห็นหลายคนเดินปาดน้ำตากันแบบไม่อาย)

If happy little bluebirds fly Beyond the rainbow Why, oh why can’t I?

เนื้อเพลงท่อนสุดท้ายยังคงก้องอยู่ในหัวตามออกมาจากโรง ปีนี้ เรเน่ เป็นตัวเก็ง สาขาดารานำหญิง อย่างแน่นอน เชียร์สุดใจ กับนางจริงๆ มารอลุ้นกันว่า ดาราอมตะสาวผู้ล่วงลับจะช่วยเธอได้รางวัล มาเยอะๆ กันนะครับ โดยเฉพาะ ออสการ์ตัวที่ 2 สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ซีรี่ส์เรื่องล่าสุด ‘ทรูซีเจ ครีเอชั่น’ ดัดแปลงมาจาก Voice ซีรี่ส์ดังของเกาหลี

Published November 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/449634

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง : VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ซีรี่ส์เรื่องล่าสุด ‘ทรูซีเจ ครีเอชั่น’ ดัดแปลงมาจาก Voice ซีรี่ส์ดังของเกาหลี

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อารัญ  (แอนดริว เกร้กสัน) นายตำรวจหนุ่มฝีมือเยี่ยม ต้องมาสูญเสียพิมพ์ดาว (จักจั่น-อคัมย์ศิริ) ภรรยารักจากฆาตกรโรคจิต ในขณะที่เขากำลังทำคดีสำคัญและเธอกำลังกลับบ้านพร้อมเค้กวันเกิดของสามี ไอริน (แพนเค้ก-เขมนิจ) ตำรวจหญิง จากหน่วยรับแจ้งเหตุ เป็นคนสุดท้ายที่ได้ยินเสียงฆาตกร จากการโทร.มาขอความช่วยเหลือจาก “พิมพ์ดาว” ก่อนตาย และในคืนเดียวกัน พ่อของไอริน ที่เป็นตำรวจสายตรวจ ก็ถูกฆ่าตายเหมือนกัน

“ไอริน” เชื่อแน่ว่าเป็นฆาตกรคนเดียวกัน ฆาตกรถูกจับแต่ “ไอริน” ให้การกับศาลว่าเขาไม่ใช่ฆาตกร ผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว “อารัญ” แค้น “ไอริน” คิดว่า เธอรับเงินจากฆาตกรสามปีผ่านไป “ไอริน” บินไปเรียนต่อที่อเมริกา ด้านการแยกแยะเสียงจนได้ทำคดีสำคัญให้กับ FBI  ส่วน “อารัญ” กลายเป็นนายตำรวจขี้เมา ปล่อยตัวไปวันๆ กรมตำรวจตั้งหน่วย “โกลเด้นไทม์”ขึ้นมา เพื่อเป็นหน่วยช่วยเหลือเหยื่อแบบเร่งด่วนก่อนจะเกิดเหตุร้าย “ไอริน” ถูกเรียกตัวมาเป็นหัวหน้าหน่วย และเธอก็ดึง “อารัญ” มาร่วมทีมงาน

“แอนดริว” เป็น “อารัญ” ที่ใช่เลย บุคลิกลักษณะของนายตำรวจประเภทดิบๆ เถื่อนๆ นอกกรอบ แต่เก่ง มีฝีมือลูกน้องรัก เจ้านายปกป้อง มาแบบเต็มๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นคนที่จมกับความทุกข์ รอการแก้แค้น เจ้าอารมณ์  แค่เห็นหน้าก็ชัดเจนในตัวละคร

“แพนเค้ก” มาแบบนิ่งๆ กับบท “ไอริน” เน้นการใช้อารมณ์จากข้างใน แสดงออกผ่านสีหน้าแววตาเป็นหลักดูเหมาะกับบทนายตำรวจหญิงที่มีสัมผัสพิเศษ เปิดตัวด้วยภาพของตำรวจที่อาจจะยังใหม่ ก่อนที่กลายมาเป็นนายตำรวจฝีมือเยี่ยม บุคลิกมาดดูดีจริงๆ

จริงๆ แล้ว พล็อตเรื่องเดาไม่ยาก “อารัญ” กับ “ไอริน”ต้องทะเลาะกัน ไม่ถูกชะตากันก่อนในช่วงต้นเรื่อง ก่อนจะต้องมีเหตุให้มาร่วมกันเพื่อค้นหาฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าเมียรักกับพ่อ ความสนุกของเรื่องเลยอยู่ที่การตามดูความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การสืบสวนคลี่คลายคดีต่างๆ ในแต่ละตอน ที่ย่อมเป็นคดีแปลกๆ ยากๆ ไม่ง่าย และมีนักแสดงฝีมือเยี่ยมมารับเชิญในแต่ละตอน พล็อตที่เก๋ไก๋ ต่างจากเรื่องอื่นๆ คือ การใช้เสียงมาใช้ในการคลี่คลายคดี ไม่ว่าเสียงจะดัง จะเบาแค่ไหนก็ถูกพิชิต

“ปีเตอร์-นพชัย” ทำ “VOICE สัมผัสเสียงมรณะ”ออกมาดูสนุก ชวนติดตามตั้งแต่เปิดเรื่อง เดินเรื่องไว ไม่ยืดยาดแจงรายละเอียดบุคลิก ตัวละครหลักๆ ในแบบสั้นๆ แต่รู้จักตัวละครนั้นๆ ได้แบบง่ายๆ และรวดเร็ว ภายใต้โปรดักชั่นที่พิถิพิถัน ภาพสวยมีความน่าสะพรึงกลัว สยองๆ ไปกับมุมกล้องกับการเคลื่อนกล้อง ใช้ดนตรีประกอบที่เข้ากับบรรยากาศในช่วงนั้นๆ ผสมผสานกับบทที่ชวนติดตาม มีชั้นเชิงหักมุมไปหักมุมมา และปิดท้ายด้วยทีมนักแสดงที่ฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งมารับบทหลัก อาทิ จักจั่น-อคัมย์ศิริ, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์, ภัทร ฉัตรบริรักษ์,บีม-ศรัณยู, หยก-ภักฐ์สนัน ฯลฯ

แค่ตอนแรก EP1 ของ VOICE สัมผัสเสียงมรณะ ก็สนุก จนละสายตาจากบนหน้าจอไม่ได้ แต่แทบจะรอดู EP ต่อไปไม่ไหว16 ตอน ของซีรี่ส์น่าจะสุดๆ ในทุกๆ ตอน ขณะเดียวกัน ดูไปๆก็ทำให้อยากหาต้นฉบับเวอร์ชั่นเกาหลีของเรื่องนี้มาดูจริงๆ ติดตามชม VOICE สัมผัสเสียงมรณะ กันได้ทุกวันจันทร์-อังคาร ทางช่อง True4 U เวลา 21.30 น. เริ่มตอนแรก 4 พ.ย.นี้

ทราบคำตอบแล้ว รีบส่งคำตอบมานะคะ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)

Published November 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/448183

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ  (Maleficent Mistress of Evil)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

กาลครั้งต่อมา ครั้งที่สอง…

หลังจาก “เจ้าหญิงออโรร่า” พ้นจากคำสาป และ “มาเลฟิเซนต์”ได้มาเป็นแม่ทูนหัวก็ตัดสินใจแต่งงานกับ “เจ้าชายฟิลลิป” เตรียมรวมเมืองมนุษย์กับเมืองมัวร์ดินแดนวิเศษเข้าด้วยกัน ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่าง “มาเลฟิเซนต์” กับ “ราชินีอิงกริต” พระมารดา “เจ้าชายฟิลลิป” จนทำให้เกิดสงคราม

หลังจาก “ดิสนีย์” นำเอาเจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beuty) (1959) กลับมาสร้างใหม่ในรูปแบบคนแสดงใน “มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ” (Maleficent) นำเสนอในมุมมองใหม่ๆ ผ่านทางนางฟ้าผู้สร้างคำสาปจากเข็มเครื่องปั่นฝ้าย จนหนังประสบความสำเร็จมากมายทั้งรายได้และคำชม (สิ่งที่ชอบมากๆ คือ รู้จักเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆเพิ่งจะรู้ว่าชื่อ “เจ้าหญิงออโรร่า” (ชื่อเหมือนร้านทองยี่ห้อดัง) “เจ้าชายฟิลลิป” และ “มาเลฟิเซนต์” หลังที่คุ้นชินกับคำชื่อตัวละครเพียงว่าเจ้าหญิงนิทรา, เจ้าชาย และนางฟ้าใจร้าย มาตลอด) จนมาปีนี้ 5 ปีให้หลัง ก็มี มาเลฟิเซนต์ : นางพญาปีศาจ (Maleficent Mistress of Evil)ภาคต่อตามออกมา

“แองเจลีน่า โจลี” รับบทเป็น “มาเลฟีเซนต์” ที่ดูดีทรงพลังไม่แพ้ภาคที่แล้วยังคงสวยสง่าสมกับเป็น “ราชินี” ของ “มนุษย์นก”
มีบทหลากหลายที่ทำให้หนังสนุก โดนใจจนคนดูต้องรัก มีครบรส อาทิ บทเปิ่นๆ ตอนเข้าร่วมงานเลี้ยง การผิดหวังเมื่อถูกคนรักหักหลัง
ความโกรธจนกลายเป็นความแค้น หรือแม้แต่การให้อภัยกับศัตรูฯลฯ พลังการแสดงของเธอเหลือล้น เด่นในทุกๆ ฉากที่ปรากฏตัวรอยยิ้มเธอช่างมีเสน่ห์ชวนหลงใหล

“แอล เฟรมมิ่ง” ในบท “เจ้าหญิงออโรร่า” สวยใส น่ารักภาพความเป็นเจ้าหญิงในนิทาน เด่นชัดออกมาแบบเต็มๆ จนอดไม่ได้ที่จะต้องหลงรักเธอตั้งแต่ต้นจนจบ

“มิเชลล์ ไฟเฟอร์” มารับบท “ราชินีอิงกริช” ดูสง่าสมกับเป็นควีนทั้งยังดูเป็นแม่ผัวตัวร้าย จอมวางแผน ทั้งสามสาวทำให้เรื่องดูเข้มข้นดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ความรู้สึกของความเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันน่ากลัวของผู้หญิง เป็นหนังผู้หญิงจริงๆ

ส่วนตัวละครผู้ชายทั้งหลายเลยโดนข่มจนหมด แพ้ทางพลังในตัวของฝ่ายหญิง ทั้งจากในตัวเรื่องคาแร็กเตอร์ตัวละคร และพลังของนักแสดง ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าชายฟิลลิป, คิงส์จอห์น พระบิดา” สองผู้นำมนุษย์นก หรือแม้แต่ลูกน้องคนสนิทของ “มาเลฟิเซนต์” (จริงๆ แล้วบรรดาการ์ตูนดีสนีย์แนวๆ เจ้าหญิง เจ้าชาย ตัวละครฝ่ายหญิงจะเด่นมาตลอด)

“ฮาริส ดิกคินสัน” มารับบท “เจ้าชายฟิลลิป” แทน “เบรนตันทเวทส์” ที่แสดงไว้ในภาคแรก หน้าตาดูหล่อสมเป็นเจ้าชายหนุ่มแต่ไม่รู้เป็นไง ไม่รู้สึกถึงออร่าในตัวสักเท่าไหร่ “แซม ไรลี่ย์” กลับมารับบทเดิม “ดีอาวัล” อีกาสมุนคนสนิทผู้ชายตัวเอกที่น่ารักเหมือนเดิม

จากภาคแรกมาภาคนี้ตัวละครเดิมมีแค่ มาเลฟิเซนต์, เจ้าหญิงออโรร่า, เจ้าชายฟิลลิป, ดีอาวัล และบรรดาสามนางฟ้ากับผองสัตว์วิเศษในเมืองมัวร์ (ที่ชวนให้นึกถึงสัตว์ในตระกูลมาร์เวล) ตัวละครใหม่ๆคือบรรดาพระญาติกับทหารของฝั่งเจ้าชายที่เด่นๆ คือ ขุนพลคู่บัลลังก์กับทหารหญิงผู้เก่งกาจเล็กพริกขี้หนูของราชินี และสองผู้นำมนุษย์นกที่คนหนึ่งรักสันติ อีกคนหนึ่งคิดว่าต้องมีสงครามเพื่อความอยู่รอด

บรรยากาศของภาคนี้ดูกันแบบสบายๆ ในแบบแฟนตาซีแนวเจ้าหญิง-เจ้าชาย ชวนให้นึกสมัยเด็กดูการ์ตูนดิสนีย์ เพียงแต่เป็นคนเล่นซีจีเทคนิคพิเศษอลังการงานสร้างดูสมจริง ดูไปยิ้มไป มีผสมดราม่าที่ไม่ถึงกับเสียน้ำตา แอ๊กชั่นดูดี สนุกไปกับสงครามมนุษย์นกกับคน ในขณะที่ตัวเรื่องไม่ซับซ้อน พอเดาเนื้อหาได้ในภาคแรก ชัดเจนถึงการตีความ“เจ้าหญิงนิทรา” ในแบบใหม่ๆ สนุกไปกับมุมมองใหม่ๆ เน้นไปที่ “เจ้าหญิงออโรร่า” แต่ในภาคนี้ขยายเรื่องใหม่ข้ามฟากมาดูญาติๆ ฝั่ง “เจ้าชายฟิลลิป” ถ้าใครไม่ได้ดูภาคแรกหรือเริ่มเลือนรางไม่ต้องตกใจ ยังคงดูภาคนี้ได้อย่างสนุก ดูกันแบบเพลิน ระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ขุนแผนฟ้าฟื้น’

Published October 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/446690

x

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘ขุนแผนฟ้าฟื้น’

วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งครั้งของ “ขุนข้างขุนแผน”ที่ถูกนำมาสร้างอีกครั้ง โดยครั้งนี้นำเรื่องราวความรักในช่วงวัยรุ่นของตัวละครหลักอย่าง “แก้ว/ช้าง/พิม”มาร้อยเรียงถึงที่มาที่ไปของความรักความสัมพันธ์เราสองสามคน โดย โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ นำ“ขุนช้างขุนแผน” มานำเสนอในรูปแบบสไตล์ของตัวเอง ฉีกแนวจากที่เคยทำ นำมาตีความใหม่ เพิ่มรายละเอียดตัวละคร เหตุการณ์ ใหม่ภายใต้เส้นเรื่องเดิมเป็น “ขุนช้าง-ขุนแผน” ในฉบับสนุกสนานเฮฮา เพี้ยนหลุดโลก ยังดีที่ตัวละครหลักๆ ขุนแผน,ขุนช้าง, นางพิม, กุมารทอง, ม้าสีหมอก, ดาบฟ้าฟื้นคนคุ้นมีภาพจำ (ถ้าตั้งชื่ออื่นก็สามารถทำให้เป็นอีกเรื่องได้แบบสบายๆ)

“ขุนแผนฟ้าฟื้น” ออกมาในโทนหนังแอ๊กชั่นตลกเฮฮา แจมความรักโรแมนติก โชว์ซีจี เทคนิคพิเศษแบบเน้นๆจัดหนักตลอดเรื่อง อัดแน่นไปด้วยการเสียดสี/ล้อเลียนสิ่งต่างๆ หยิบเอาใช้ ชนิดที่พูดปุ๊บเห็นปั๊บ เข้าใจกันได้ ไม่ต้องตีความอะไรกันมากมาย ซึ่งก็มีทั้ง ขำกระจาย แค่ยิ้มๆบางมุข อาจจะไม่เข้ากับการแปลงเป็นแฟนตาซีพีเรียด ทำให้ไม่ขำเป้กไปบ้าง มีการยำใหญ่ หนังหลายๆ เรื่อง มาขยำๆยำรวมๆ กัน ฉากหลัง ชวนให้นึกถึง เมืองใน “ตี๋เหยินเจี๋ย”เมืองใหญ่ในแบบแฟนตาซี ในส่วนฉากแอ๊กชั่นในแบบ โขม-กัองเกียรติ ที่คุ้นตากันดีอยู่แล้ว งานนี้เจ้าตัวเพิ่มความเพี้ยนต่างๆ ลงไปเพียบ

สำหรับการแสดงต้องขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ มาริโอ้เมาเร่อร์ ดูลื่นไหลไปกับบท “แก้ว” ดูสบายขำๆ มีเสน่ห์เด่นทุกฉากทุกตอน ออร่าจับดูเด่นคนเดียว แบกหนังไว้คนเดียว แต่ด้วยบุคลิกตัวละคร ชวนให้นึกไปถึง “พี่มากพระโขนง” จนอดคิดเล่นๆ ไปว่า “แก้ว” คือชาติก่อนที่จะมาเกิดเป็น “พี่มาก” ด้าน ฟิลลิปส์- ณัทธนพล ทินโรจน์มาในบทของ “ช้าง” ที่ถูกดีไซน์ใหม่ ให้หล่อเหลาเก่งบทค่อนข้างเด่น เขาทำได้น่ารักในแบบของตัวเอง งานนี้บทหนังช่วยมากๆ ในการปิดความแข็งในการเป็นมือใหม่ในการแสดง แต่น่าเสียดาย เนื่องจากกลางเรื่องบทของ “หนุ่มฟิลลิปส์” น้อยไปซะดื้อๆ ทำให้ ในช่วงท้าย ดูไม่เด่นเท่าที่ควร อ้อ! ส่วนภาพจำ อ้วน หัวล้าน แม้จะตีความใหม่ ฉีกไปจากเดิม แต่ก็ไม่ได้ทิ้งในส่วนนี้

ส่วน ฟ้า-ยงวรี  งามเกษม เป็น “นางพิม” ที่สวยน่ารักพอกับทั้งสี่หนุ่มจะมา มะรุมมะตุ้มรุมรัก แถมที่แปลกตาไปจาก “นางพิม” ที่ผ่านๆ มาคือลุยๆ มีบู๊กับเขาด้วย หนังเสริมความสนุกด้วย ความน่ารักของ กุมารทองมะนาว น้องรถบัส(ภคพล) อาจารย์เดช ที่รับบทโดย ต๊อก-ศุภกร กิจสุวรรณผู้เรืองอาคม หรือ “แสงตรีเพชรกล้า” ตัวร้ายอาคมเพียบที่ได้ปราโมทย์ แสงสร มาจัดเต็มให้ หรือลูกคู่สองหนุ่มคู่หูของแก้วรวมทั้ง ริท-เรืองฤทธิ์ มาน้อยๆ แต่ฮาน่ารัก

ถือได้ว่า “ภ.ขุนแผนฟ้าฟื้น” ดูสบายๆ ครบรสในแบบหนังไทย แฟนตาซีพีเรียดย้อนยุค แอ๊กชั่นแบบคุ้นตาซีจีตระการตา ฉาก/เครื่องแต่งกาย ตัวละครในแบบการ์ตูนๆขาดก็แต่เพียง อีโรติก ภาพจำของ “ขุนแผน- นางพิม” ดูได้เรื่อยๆจนไม่รู้สึกว่าหนังยาวถึง 138 นาที หรือ 2.18 ชม. แถมยังทิ้งท้ายให้ภาคต่อมีติ่งต่อท้ายเครดิตอีก งานนี้ให้ระดับความสนุก 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

Published October 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/445159

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra)

วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนออกค้นหาสิ่งไกลตัว

เราได้ค้นพบคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวหรือยัง

มองหาแต่สิ่งไกลตัว ที่ไม่มีอยู่จริง

จนลืมมองสิ่งที่มีอยู่จริง ตรงหน้า

ประวัติศาสตร์ จะตัดสินทุกสิ่ง ทุกอย่าง

นักบินอวกาศ รอย แม็คไบรด์ นักบินอวกาศ ออกเดินทางข้ามระบบสุริยจักรวาล เพื่อตามหาพ่อนักวิทยาศาสตร์ฝีมือเยี่ยมที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เพื่อคลี่คลายปริศนาความลับที่กำลังคุกคามชีวิตมนุษย์บนโลก

แบรด พิตต์ กับงานใหม่ ที่ทั้งอำนวยการสร้างและนำแสดงเอง ที่จะพาผู้ชมเดินทางสู่อวกาศ

ประเด็นหนังพูดถึงการเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก นำเสนอในรูปของดราม่า ค่อยๆ เดินทางไปข้างหน้าแบบเรื่อยๆ เนิบๆ ค่อยๆ เขยิบไปข้างหน้า ช้าแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ใจจ่อกับการเดินทางของรอยที่ดูเวิ้งว้าง อ้างว้างมุ่งไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

ท่ามกลางบรรยากาศอันเวิ้งว้างไกลสุดหูสุดตา เงียบๆ ของห้วงอวกาศ ที่มีแค่ดวงดาวกับยานที่เดินทาง หนังนิ่งๆ โปรโมชั่นไม่ใหญ่มากนัก แต่ให้บรรยากาศความเป็นจักรวาล หนังแนววิทยาศาสตร์ มีกลิ่นอายของหนังเขย่าขวัญแทรกอยู่พอๆกับความรู้สึกของหนังไซไฟที่น่าจะมีรอดูฉากแอ๊กชั่นระทึกขวัญ

หนังเริ่มต้นจากการชวนค้นหาตามดูค่อยๆ หาคำตอบเดินทางไปเรื่อย ก่อนจะปิดฉากแบบไม่ยากเกินความเข้าใจชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความมากมาย

ให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

มากกว่าจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้

สิ่งที่ระทึกที่สุดคือการแสดงของ แบรด พิตต์ ที่แบกหนังไว้คนเดียวทั้งเรื่อง ทำได้ดีจริงๆ สุดยอดในการแสดง ที่ไม่ต้องเยอะ หรือโอเวอร์ มากๆ เล่นนิ่งๆ เรื่อยๆ แต่สุดยอด ส่งอารมณ์ตัวละครที่ออกตามหาพ่อ ความเหงา หรือการค้นหา ออกมาได้แบบจัดเต็ม

ยิ่งช่วงไคลแมกซ์ที่ตัวรอย มีต่อพ่อของเขา น้ำตาค่อยๆ ไหลอาบแก้ม!! บอกเลยสุดยอด

ยิ่ง Ad Astra ออกฉาย และได้ดู ไล่ๆ กับ กาลครั้งหนึ่งใน…ฮอลลีวู้ด (once upon a time in hollywood) บอกเลยว่าแบรด พิตต์ สุดยอดจริงๆ เป็นนักแสดงที่เก่งกาจจัดจ้าน ที่หลายคนอาจจะลืมเลือน หรือมองข้ามไปแล้ว น่าจะเป็นปีทอง กับการเข้าชิงรางวัล จากทั้ง 2 เรื่อง และน่าจะเป็นปีที่ทำให้ สาขาดาราชาย สนุก/น่าลุ้น เล่นดีเล่นเก่งกันหลายคน

นอกจากนี้ ตัวหนังยังได้ ทอมมี่ ลี โจนส์, โดนัลด์ซูเธอร์แลนด์, จอห์น ออร์ทิส, เจมี เคนเนดี้, รูธ เนกกา และลิฟ ไทเลอร์ ที่มากันแบบไม่มาก ไม่เยอะ แต่ดูดีต่อใจ ช่วยเพิ่มความเยี่ยมของหนังให้มากขึ้น

ภารกิจตะลุยดาว (Ad Astra) อาจจะงงๆ งวยๆ ไปบ้างเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้ดูยากเกินความเข้าใจ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปในช่วงอวกาศ แบบปล่อยใจสบาย หรือแค่ ไปดู แบรด พิตต์ โชว์ความจัดจ้านในงานแสดงก็คุ้มแล้วครับ

แต่ย้ำทิ้งท้ายอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่หนังแอ๊กชั่น ตูมตาม ระทึก แต่เป็นหนังที่ ดีต่อใจ ดีต่ออารมณ์จริงๆ นะ

ได้ใจไปเต็มๆ โดนๆ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

Published October 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/443603

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers)

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากบทความใน “นิตยสารนิวยอร์ก” นำเสนอชีวิตของกลุ่มสาวๆ เปลื้องผ้ารูดเสา ที่รวมตัวกัน ยั่ว หลอก เงินจากหนุ่มๆ ใน วอลสตรีท  ปี 2015

เดททินี สาวจีนสาวรูดเสาในบาร์ที่กำลังตกอับไร้ลูกค้า ต้องดูแลแม่กับลูกสาว ได้มาเจอกับ ราโมนานักรูดเสารุ่นพี่ จึงจับมือกันวางแผนล่อหลอกเงินลูกค้าผู้ชาย จนลืมตาอ้าปาก ชีวิตดีขึ้นๆ จากแก๊งเล็กๆ ขยายใหญ่โตมีลูกทีมเพิ่มขึ้นความวุ่นวาย ปัญหาต่างๆ เริ่มเข้ามาหาสาวๆ

เจนนิเฟอร์ โลเปซ มาแบบจัดเต็มพลังล้นออร่าแจ่มในทุกฉากทุกตอน ดูแล้วเชื่อว่าเป็นนางโชว์รูดเสารุ่นเก๋าเจนเวที ในขณะเดียวกัน ก็ฉายแสงความเป็นพี่ใหญ่หัวหน้าแก๊งที่พร้อมจะดูแลน้องๆ ในทีม เธอดูดีมีออร่าตลอด ไม่ว่าจะตอนรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ ยังไงก็ดูดี ราโมนา ในแบบของ โลเปซ ให้ความรู้สึก กับเหยื่อ หรือคนภายนอกดูลึกลับเจ้าเล่ห์ พร้อมตะครุบเหยื่อ แต่กับน้องๆ ในทีมดูอ่อนโยน เหมือนแม่นกปกป้องลูกนก แต่ก็พร้อมที่จะสละลูกๆ เพื่อเอาตัวรอด และอีกความรู้สึกคือ เหมือนบ้านนอกโง่ๆ พอมีเงิน พร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ไม่คิด

เดททินี อาจจะดูไม่สวยเริ่ด ไม่สะดุดตา ออร่าไม่แจ่มแต่ก็มีบางอย่างที่พอดึงดูด ทำให้เหยื่อติดกับ หนังให้ภาพที่ชัดเจน ปกติดูธรรมดาจนไร้ลูกค้า แต่พอแต่งองค์ทรงเครื่องก็ไม่ธรรมดาจริง ตอน สแตนด์ วู ดูเหมาะกับบท เดททินีในแบบที่กำลังพอดี ทำให้ตามดูชีวิตของนางไปได้แบบไม่เบื่อในตอนที่มาคนเดียว ก็เอาเรื่องอยู่ พอเพิ่มตัว ราโมนา เข้ามาทำให้หนังดูสนุก ลัลลา!! ขึ้นมาทันที

หนังดูสนุก เล่าเรื่องราว ในมุมของ เดททินี ผ่านนักข่าวสาว เป็นมุมมองเพียงด้านเดียว มีการแทรกคุยกับคนอื่นๆ บ้างนิดหน่อย โดยเล่าเรื่องเรียงลำดับเหตุการณ์ เจอกัน รวมทีม แจ้งเกิด ขยับขยาย ตกต่ำก่อนจะถึงบทสรุปของแต่ละนาง ตามดูชีวิตของ เดททินีเป็นหลัก ทั้งเรื่องราวส่วนตัว ความคิด ไปพร้อมกับ ราโมนาที่เข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งเติมชีวิตให้กับ เดททินี ส่วนสาวคนอื่นๆ ชัดเจนในการนำเสนอชีวิตไปในแบบสนุกสนานเฮฮา ไม่ลงลึก มาผิวๆ แต่มากำลังพอดีๆ

ตัวหนังดูสนุกครบรส ทั่งในส่วนของดราม่า ชีวิตของสาวๆ แต่ละนาง ที่นำเสนอแบบพอให้เข้าใจตัวละครไม่ขยี้จนรันทดเกินไป เน้นๆ ไปที่ความสัมพันธ์ของสาวๆที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวในแก๊ง ขำๆ ไปกับการล่อหลอกเหยื่อผู้ชาย การใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความโก๊ะๆ ของแต่ละนาง จะขาดก็แค่ ไม่มีฉากรักโรแมนติก ฉากบู๊แอ๊กชั่นหรือฉากเลิฟซีน มากสุดแค่ยั่วยวน

ยั่ว สวย รวย แสบ (Hustlers) ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆเนื้อเรื่องไปหนักเกิน หรืออ่อนปวกเปียกเกินไป ขำหัวเราะไปได้เป็นระยะแค่โดนสาวๆ ยั่วยวน ก็อยากโดดเข้าไปให้ถูกหลอกในจอ กันเลยทีเดียว หนังเล็กๆ หนังผู้หญิงเน้นๆ ผู้ชายทุกคนเป็นแค่ตัวประกอบ (จริงๆ) สนุกสนานระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘แรมโบ้ 5’นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood)

Published October 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/441965

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘แรมโบ้ 5’นักรบคนสุดท้าย  (Rambo : Last Blood)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘แรมโบ้ 5’นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood)

วันเสาร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักรบเดนตาย (First Blood) หนังแอ๊กชั่นเล็กๆ ในปี 1982 ที่แจ้งเกิดในกับ จอห์น แรมโบ้ บนจอดัน ซิสเวสเตอร์ สตอลโลนขึ้นเป็นพระเอกนักบู๊ก่อนที่ แรมโบ้ (Rambo : First Blood) 1985 จะกลายเป็นหนังโกยเงินถล่มทลาย จนทำให้เกิดหนังชุดนี้ตามมาอีก 2 ตอน คือ Rambo 3 (1988) กับ Rambo (2008) มาวันนี้ จอห์น  แรมโบ้ กลับมาอีกครั้งพร้อมประกาศปิดตำนาน

จอห์น แรมโบ้ กลับมาใช้ชีวิตแบบสงบๆ อยู่กับเด็กสาวที่เขาเก็บมาเลี้ยงพร้อมกับยายของเธอ ในไร่ในบ้านเกิดของเขาจนวันหนึ่งเด็กสาวรู้ข่าวพ่อแท้ๆ จึงเดินทางไปหาพ่อในเม็กซิโกจนไปพัวพันกับแก๊งค้ายา/ค้าเด็กสาว แรมโบ้จึงต้องหวนกลับมาออกรบด้วยตัวคนเดียวอีกครั้งเพื่อช่วยหลานสาว คนในครอบครัวที่เหลืออยู่

บรรยากาศหนังชวนให้นึกถึงนักรบเดนตายภาคแรก ที่มาพร้อมกับบรรยากาศอันกดดันของตัวละคร ก่อนจะค่อยๆ ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง สิ่งเดียวที่ยังคงความเป็นหนังชุดนี้คือตัว แรมโบ้กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แค่เห็นหน้าท่าทางบนจอรู้สึกชัดๆนี่คือ แรมโบ้ ไม่ใช่ตัวละครตัวอื่นตัวหนังเปิดตัวด้วย ครอบครัวเล็กๆที่มีเพียงย่า หลาน และลุงจอห์น ค่อยๆ สร้างความรู้สึกผูกพันให้คนดูเข้าถึงตัวรู้สึก เน้นดราม่าหนักล้วนๆ ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาลุยแหลกคนดูจะได้สะใจ

ไม่รู้เป็นเพราะความแก่ ความสูงวัยของทั้งตัวละครอย่าง แรมโบ้ หรือนักแสดงอย่าง ซิลเวสเตอร์ หนังจึงเน้นไปในส่วนของดราม่า กว่าจะถึงฉากแอ๊กชั่นลุยแหลก รอจนเกือบลืมไปเลยว่ามาดูหนังแอ๊กชั่น บรรยากาศ/โทนหนังแบบนี้ชวนให้นึกถึงนักรบเดนตายภาคแรกของหนังชุดนี้ ที่ค่อยๆ สร้างความกดดันของตัวละครก่อนจะระเบิดออกมามากกว่าตอนอื่นๆ ที่เน้นขายฉากแอ๊กชั่นแบบเนื้อๆ เน้นๆ

เอาเข้าจริงๆ ฉากแอ๊กชั่นในภาคนี้มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่มาเร็วจบเร็ว แต่ดูรุนแรง โหดเน้นๆ เลือดพุ่งกระจาย ชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงแนวโหดๆ ทั้งหลาย หลายตอนไม่ต้องมากมานิดเดียวแต่ก็เสียวสันหลังจนต้องปิดตา พอมาฉากแอ๊กชั่นโชว์ในช่วงไคลแม็กซ์ ช่วงท้ายเรื่อง งัดเอาการต่อสู้ที่โชว์ความเก่งความเก๋าเกมส์ เป็นสุดยอดนักรบในสงครามออกมาเต็มที่ อาวุธครบทั้งง่ายๆ ของใกล้ตัว มีด ดาบ ธนู เรื่อยไปจนถึงอาวุธหนักๆปืน ระเบิด กับดักนานาชนิด ซึ่งทำให้ภาพเก่าๆ ของหนังชุดนี้ค่อยๆ ฟื้นกลับมา

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ยังคงความเป็น จอห์น แรมโบ้ได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือริ้วรอยแห่งความชรา ยังคงดูดีทั้งในฉากดราม่า ฉากแอ๊กชั่น กับในส่วนของหลานสาวอาจทำให้คนเศร้าพอบทโหดก็โหดได้ใจ ใครที่ไม่เคยดูหนังชุดนี้มาก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะดูภาคนี้ไม่รู้เรื่อง สบายใจได้ แต่ถ้าเป็นแฟนหนังชุดนี้ยังมีดนตรีประกอบ เพลงธีมที่คุ้นๆ ท่าแอ๊กชั่นเก๋ๆ ประจำตัว แรมโบ้ มาให้นึกถึงตอนเก่าๆ ที่พิเศษกว่านี้คือในช่วงท้าย มีการประมวลภาพจากภาคแรกมาถึง ภาค 5 ภาคล่าสุดนี้ด้วย

ภาพรวมๆ ของ แรมโบ้ 5 นักรบคนสุดท้าย (Rambo : Last Blood) อาจจะดูเรื่อยๆ เนือยๆ เมื่อเทียบกับหนังในยุคนี้พ.ศ.นี้แต่ก็ยังพอดูได้แบบเพลินๆ โดยส่วนตัวแล้วชอบที่หนังพยายามคงความเป็นแรมโบ้ดั้งเดิมเอาไว้ ไม่จับมาลุยกับอาวุธสมัยใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนที่หนังยุคนี้นิยมทำกัน ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆแต่เมื่อได้ความโหด ความรุนแรงแบบมาน้อยๆ แต่จัดหนักจัดเต็มเอาไปเลย 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กดีที่ไหน? (Good Boys)

Published October 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/440498

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กดีที่ไหน? (Good Boys)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เด็กดีที่ไหน? (Good Boys)

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตอนได้ดูตัวอย่างหนังกับชื่อไทยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นแค่หนังตลกร้ายเน้นลามกผ่านตัวขายที่เป็นเด็กและเดาเรื่องได้ไม่ยากแต่พอได้ดูหนังจริง กลับไม่ใช่ อย่างที่คิดหนังขายเด็กที่กำลังจะโต ที่กำลังทำความเข้าใจเรื่องเซ็กซ์และเรื่องที่คิดว่า เดาได้ นั้น ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย

แม็กซ์ เด็กน้อยผู้มุ่งมั่น จะจูบ สาวน้อยในฝันเพื่อนร่วมชั้นเรียน ธอร์ ผู้มีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลง แต่กลับพยายามทำให้สิ่งที่คนอื่นยอมรับ โดยเฉพาะการดื่ม ลูคัส เด็กผิวสีตัวอ้วน ผู้กำลังมีปัญหา พ่อแม่หย่าร้าง แต่พยายามทำตัวเป็นผู้นำ

เรื่องวุ่นวาย เกิดขึ้น เมื่อ แม็กซ์ ต้องไปงานปาร์ตี้จูบครั้งแรก ทั้งสามศึกษาเรื่องการจูบ เลยแอบเอา โดรนของพ่อไปส่องสาวข้างบ้าน แต่พลาดโดรนถูกยึด ปฏิบัติการเอาคืนจึงเริ่มต้นขึ้น ฮาๆ ขำๆ ไปกับ “เซ็กซ์ทอย” โดรนของพ่อสองสาววัยรุ่นกับยา? ตำรวจออกเวร แก๊งเด็กในโรงเรียนกลุ่มเด็กโตขายยา ฯลฯ

สนุกสนานเฮฮา ไปกับความวุ่นวาย ของเด็กที่กำลังโต กำลังเรียนรู้ หนังเน้นไปที่เรื่องเซ็กซ์ เป็นหลักแต่อยู่ภายในขอบเขตที่กำลังพอดี แค่ขำๆ ไม่เล่นเกินกว่าวัย 12 ปี ของตัวละคร เรื่องเซ็กซ์ที่นำมาเล่นนั้น เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกันดีในชีวิตจริง จนหลายมุขไม่จำเป็นต้องอธิบายแค่เห็นก็หัวเราะเข้าใจสิ่งที่เห็นบนจอตัวหนังเดินเรื่องไวไม่ชักช้า เรื่องราวเกิดขึ้น 2 วันจบ ตามดูเด็กๆ ว่าจะเล่นอะไร เป็นมุขสั้นๆ ต่อมุขกันไป แต่ส่งตัวเชื่อมต่อกันได้แบบลงตัว แม้ตัวหนังจะออกมาขำๆ แต่หนังก็ยังชัดเจนในสาระที่นำเสนอ คือ เรื่องของเด็กที่กำลังก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่วัยมัธยม อาจมีความรู้ความเข้าใจในแบบเด็กๆ ผิดบ้างถูกบ้างบางเรื่อง อาจต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพของเพื่อน และความเข้าใจของครอบครัวตอนจบบทสรุปสุดท้าย คือใช่เลย เด็กๆ โตขึ้น แล้วจริงๆ จบได้แบบสวยงาม อย่างที่ควรจะเป็น

จาค็อบ เทร็มเบลย์, เบรดี้ นูน และ คีธ แอล.วิลเลี่ยม 3 เด็กน้อย ที่เล่นกันได้แบบเข้าขา ผ่านคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้หลายๆ มุข อาจจะธรรมดาๆ ไม่มีอะไรใหม่ กลับออกมาดูดี ตลก เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด มาเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นเด็ก เด็กเล่นได้ดีแม้เรื่องจะ สัปดน  มุขใต้สะดือ แต่ด้วยการนำเสนอที่กำลังพอดี เลยทำให้ ตัวหนังลดความรุนแรง ถ้าเพิ่มวัยให้โตขึ้นอีกนิด ความรู้สึกโทนหนังจะเป็นอีกแบบ คงไม่ขำและรู้สึก มุขซ้ำไม่น่าดูเท่าไหร่ โดยมี ตัวละครตัวอื่นๆ ทั้ง เด็ก/ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยส่ง ช่วยทำให้เกิดความขำกระจาย ได้แบบไม่น่าเบื่อเด็กดีที่ไหน? (Good Boys) หนังสัปดี้สัปดน ในแบบเด็กๆ ที่ดูเพลินๆ ขำกระจาย ฮาก๊ากๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ใหญ่/เด็กโตสนุกสนานแน่นอน แต่ถ้าเด็กน้อย อาจจะต้องมีผู้ใหญ่ชี้แนะสักนิดหนึ่ง สนุกสนานระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two)

Published October 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/438641

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิท โผล่จากนรก 2  (It : Chapter Two)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two)

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

It นิยายสยองขวัญของ สตีเฟ่น คิง ที่เคยถูกสร้างเป็นมินิซีรี่ส์ในปี 1990 (ในชื่อไทย อสูรกายขุมนรก) ที่ได้รับคำชมมากมายIt ถูกนำมาขึ้นจอเงินเป็นครั้งแรก โดยแบ่งเป็น 2 ภาค 2017 วัยเด็กและ 2019 วัยผู้ใหญ่ IT สร้างปีศาจร้าย เพนนี่ ไวส์ ตัวตลกผู้มาพรากชีวิตเด็กๆ จากฝันร้ายของตัวเอง จนเกิดกรณีเด็กหายในเมืองเล็กๆ เดอร์รี่ ก่อนที่จะถูกเด็กๆ กลุ่มเด็กขี้แพ้ ปราบลงสำเร็จและทุกคนสัญญากันว่าจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งถ้ามันกลับมา

27 ปี ผ่านมา เพนนี่ ไวซ์ ปรากฏตัวอีกครั้ง กลุ่มขี้แพ้ กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจัดการปีศาจร้ายและปมในใจที่ซ่อนลึกในใจถูกปลุกขึ้นมาเพื่อแก้ให้เด็ดขาด สิ่งที่ It ต้องการนำเสนอคือเรื่องของมิตรภาพเพื่อน ความสามัคคีของคนขี้แพ้ ปมในใจที่หลอกหลอนผู้คน โดยมีปีศาจตัวตลกร้าย มาสร้างความสยอง It ภาคสอง ไม่เพียงแต่ตัวละครจะโตขึ้น การนำเสนอเรื่อง สิ่งที่โผล่บนจอก็โตตามไปด้วย ฉากสยองเห็นเลือดเห็นเนื้อสยองมากขึ้นขยี้ตลอดเวลา ภาคแรกมาไม่เยอะ แต่เน้นๆ ภาพปีศาจ/ผีร้ายมาแบบเน้นๆ ขาย ซีจี มาเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศความน่ากลัวเกิดจากซีจี มากกว่าสยองจากตัวผี

ตัวหนังเดินเรื่องกับ 7 เพื่อนรักในวัยผู้ใหญ่ ตัดสลับกับเหตุการณ์ในวัยเด็ก (มีทั้งที่มีในภาคแรก&เพิ่งเห็นพร้อมกัน) ที่ช่วยเสริมทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้น กับการเผชิญหน้าในปัจจุบัน ที่สลับไปมาระหว่างตัวเด็กกับตัวโต ทำให้ภาพของการแก้ปมในใจของทุกคนได้ชัดเจนขึ้น ภาคนี้ตัวหนังขยายความแน่นๆ เน้นๆ ไปที่ตัวแก๊งเด็กขี้แพ้ในแบบที่ให้น้ำหนักเท่าๆ กัน เรื่องเลยเยอะ เลยทำให้ความยาวหนังยาวถึง 2.49 ชม. แต่หนังเล่าเรื่องได้แบบสนุกเล่าเรื่องเพื่อนไป ส่งตัวตลกร้ายมาหลอกหลอนเรื่อยๆ แทรกมุขตลกฮาๆ เข้ามาตลอด

นักแสดงเล่นดี เข้ากับบททุกตัว ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เจสซิก้า แชทแทน กับ เจมส์ แม็คอะวอยท์ ดูมีพลัง นำทีมเพื่อนๆ ได้ดีตัวละครเด็กๆ แม้จะเป็นแค่ตัวแทรกเข้ามาแต่ก็ขโมยความเด่นได้ตลอด(รู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนเด็กจะโตขึ้นหน้าตาเปลี่ยนไปจากภาคแรก) และ บิล ชาร์ดการ์ท กลับมารับบท เพนนี่ ไวซ์ อีกครั้งเมื่อเทียบกับฉบับมินิซีรี่ส์ It ภาคแรก เดินเรื่องแบบเดียวกัน เปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง ในขณะที่ภาค 2 นี้ โครงสร้าง/เส้นเรื่องใกล้เคียงกัน แต่มีการเปลี่ยนรายละเอียดไปมากมายแบบชัดเจน ถ้าไม่ได้สร้างจากนิยาย ชวนให้นึกไปว่ามีการตีความใหม่ (จนดูแล้วอยากรู้เลยว่าฉบับไหนเหมือนในนิยายมากกว่า)

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คือ การเพิ่มเรื่องวัยเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องกับตอนโต วิธีการปราบ เพนนี่ ไวซ์ การโยงตำนานโบราณเข้ามา รวมทั้งบทเฉลยของตัว เพนนี่ ไวซ์ ที่ไม่เฉลยชัดเจนแต่พอจะเดาออก (ตรงนี้ชอบมากกว่าฉบับซีรี่ส์ ที่เป็นจุดเดียวที่ไม่ชอบเวอร์ชั่นนั้น)

หรือแม้แต่บทสรุปของ บิล นักเขียนกับจักรยาน กับคู่ของเบน เด็กอ้วนเด็กใหม่ กับ เบฟ ในซีรี่ส์ ดูดี ประทับใจ ดีกว่าเยอะ ก่อนที่จะดู อิท โผล่จากนรก 2 (It : Chapter Two) ควรที่จะดูภาคแรกก่อนถ้าดูภาคนี้เลยก็ยังพอได้ แม้จะมีการย้อนไปพอควร แต่อาจจะไม่เข้าใจตัวละคร ที่มาที่ไป หรืออินมากนักส่วนตัวแล้วรักฉบับมินิซีรี่ส์มาก (แค่ไม่ชอบบทเฉลย เพนนี่ ไวซ์ตอนจบ) และฉบับนี้แม้จะดีแต่ก็มีบางส่วนที่ดึงอารมณ์ไม่สุด สำหรับเรื่องนี้ให้ 9/10 คะแนน

%d bloggers like this: