โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด

All posts tagged โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : อะไรคือคำตอบของความเท่าเทียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 26, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468629

โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด : อะไรคือคำตอบของความเท่าเทียม

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : อะไรคือคำตอบของความเท่าเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

1.ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2018 CEO ของ สเปซเอ็กซ์ (Space X)อีลอน มักส์ ได้ออกมาประกาศให้โลกๆได้ทราบว่า ในปี 2023 จรวดที่เขาพัฒนาขึ้นในชื่อ BFR (Big Falcon Rocket) จะออกเดินทางไปยังดวงจันทร์พร้อมผู้โดยสารคนสำคัญ “ยูซากุมาเอะซาวา” เจ้าของธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ชาวญี่ปุ่น

มหาเศรษฐีวัย 42 ปี (ในช่วงเวลานั้น) บอกกับนักข่าวว่า เขาตัดสินใจเหมาทั้งลำแทนที่จะซื้อตั๋วเพียงใบเดียวเนื่องจากว่า เขาอยากพาศิลปินจากทั่วโลกประมาณ 6-8 คน ในแขนงต่างๆอาทิ จิตรกร นักดนตรี ผู้กำกับภาพยนตร์ ฯลฯ ร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย เพื่อหวังให้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานคนละ 1 ชิ้น เมื่อกลับลงมายังโลก

ในรายงานข่าวครั้งนั้น ไม่มีการเปิดเผยถึงรายจ่ายก้อนมหึมาที่มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นจ่ายไปเป็นค่าเดินทางสู่ดวงจันทร์ แต่ทางผู้บริหารของสเปซเอ็กซ์ก็ออกมาบอกเป็นนัยๆ ว่า แค่ค่ามัดจำก็สามารถทำให้โครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างงดงาม

2.วันเวลาผ่านไป จนเคลื่อนมาถึงวันที่ 13 มกราคม 2020 “ยูซากุ มาเอะซาวา” คนเดิมในวัย 44 ปี ได้ออกมาสร้างแคมเปญที่ฮือฮาขึ้นอีกครั้งในโลกออนไลน์ ครั้งนี้เขาประกาศหา“เพื่อนร่วมทาง” ทั้งในชีวิตจริง และการไปดวงจันทร์ ผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว dearmoon.earth

“ในขณะที่ความรู้สึกเหงาและว่างเปล่ากำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตัวผม มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดอยู่คือ การรักผู้หญิงเพียงคนเดียวต่อไป ผมต้องการค้นหาคู่ชีวิต และผมต้องการตะโกนบอกรัก และขอในโลกสงบสุขจากนอกอวกาศ ด้วยกันกับคู่ในอนาคตคนนั้น” โดยเขาได้ระบุเงื่อนไขของการมาเป็น “คนพิเศษ”ก็คือ ต้องเป็นสาวโสด อายุมากกว่า 20 ปีมองโลกในแง่ดี และรักในการผจญภัย โดยเฉพาะในอวกาศ

สถานีโทรทัศน์ Abema TV ของประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า เพียงไม่กี่วันโครงการ “หาคนพิเศษไปดวงจันทร์” ของมาเอะซาวา มีหญิงสาวเข้ามาสมัครแล้วจำนวนกว่าสองหมื่นคน แต่กระนั้นก็มีบางส่วนของสังคมที่มองว่า กิจกรรมนี้เป็นเพียงการหาทางประชาสัมพันธ์ตัวเองของมาเอะซาวา และผู้หญิงควรมีคุณค่ามากกว่าการแข่งขันกันผ่านรายการหาคู่ เพื่อให้ไปอยู่บนดวงจันทร์ในฐานะแฟน

“ฉันต้องการเห็นผู้หญิงคนแรกที่ไปดวงจันทร์ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นผู้แข่งขันในรายการหาคู่ที่มีราคาแพง แต่เป็นเพราะเธอควรค่าต่อความรู้ทักษะเท่าที่ผู้ชายทุกคนมี เพราะเธอเป็นวิศวกรที่มีคุณสมบัติ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือมากกว่าแค่โอกาสทางเพศ” นี่เป็นส่วนหนึ่งจากทวิตเตอร์ที่แสดงความเห็นต่อแคมเปญนี้และกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในโลกออนไลน์ต่อสถานะความเป็นผู้หญิงในดินแดนอาทิตย์อุทัย

3.เรื่องราวของ “รัฐมนตรีลาคลอด” ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงปีใหม่ไม่แพ้ “การหาคนพิเศษไปเที่ยวดวงจันทร์” ของ “ยูซากุ มาเอะซาวา” เลยสักนิด เมื่อ “ชินจิโร โคอิสุมิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม วัย 38 ปี ได้ออกมาประกาศหยุดงาน 2 สัปดาห์ เพื่อขอใช้เวลาตรงนั้นในการช่วยภรรยาของเขาดูแลลูกที่เพิ่งคลอดออกมา

“ผมหวังว่าการใช้สิทธิลาคลอดของผมจะนำไปสู่จุดที่ว่า ใครๆ ในกระทรวงก็สามารถใช้สิทธินี้ได้ โดยไม่ต้องลังเล” นี่คืออีกหมุดหมายหนึ่งของโคอิสุมิ นอกเหนือจากการแบ่งเบาภาระความเป็นแม่ของภรรยาในการดูแลลูกน้อย นอกจากนั้น เขายังวางแผนเอาไว้ว่า ช่วงเวลา 3 เดือนแรกนั้นเขาจะทำงานอยู่ที่บ้านผ่าน Email หรือการประชุมทางไกล (Video Conference)เป็นหลัก หรืออาจจะลดเวลาในการทำงานของแต่ละวันลง และถ้าหากมีความจำเป็น เขาจะให้ผู้ช่วยประจำตัวไปปฏิบัติงานแทนในกรณีของการประชุมต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายวัฒนธรรมการทำงานหนักและเป็นหลักให้ครอบครัวของผู้ชายชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก แม้กฎหมายแรงงานของประเทศจะระบุว่า สามารถลาคลอดได้นานถึง 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม แต่จากสถิติที่ผ่านมา มีผู้ชายใช้สิทธินี้เพียง 6% เท่านั้น ต่างจากผู้หญิงที่มากถึง 82% และ “ชินจิโร โคอิสุมิ” คือคนที่ตั้งใจจะมาเปลี่ยนแปลงความเชื่อนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผู้ชายที่ใช้สิทธิลาคลอดจะโดนกระทำด้วยมาตรการต่างๆ จากบริษัทเอกชน อาทิ ลดตำแหน่ง หรือหักเงินเดือน จนการลาคลอดสำหรับผู้ชายกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมคนบ้างานของญี่ปุ่นไปเลย ซึ่งในมุมที่ควรมองก็คือ คำถามที่ว่า แล้วผู้หญิงล่ะ จะได้รับการปฏิบัติแบบนี้บ้างหรือไม่

4.เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “มูลนิธิอ็อกแฟม” (Oxfam) ซึ่งเป็นขบวนการของคนนับล้านทั่วโลกที่ร่วมกันทำงานภายใต้ความเชื่อมั่นอย่างเดียวกันที่ว่า “โลกที่ปราศจากความยากจน เป็นจริงได้” ได้เผยแพร่รายงานออกมาว่า โลกในตอนนี้มีมหาเศรษฐีทั้งหมด 2,153 คน ซึ่งมหาเศรษฐีเหล่านั้นมีทรัพย์สินมากกว่าคนยากจนกว่า 4.6 พันล้านคนทั่วโลก หรือพวกเขาร่ำรวยกว่าประชากร 60 เปอร์เซ็นต์ของโลก และรายงานชิ้นนี้ยังชี้อีกว่าหากคนรวยที่สุด 1 เปอร์เซ็นต์ จาก2,153 คน จ่ายภาษีจากทรัพย์สินของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 10 ปี จะเท่ากับเงินลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อสร้างงาน 117 ล้านตำแหน่ง ในด้านการดูแลผู้สูงอายุ เด็กการศึกษา และสุขภาพ

ที่ลึกไปกว่านั้น รายงานด้านความไม่เท่าเทียมทั่วโลกของอ็อกแฟม ยังแสดงข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่ว่า คนรวยที่สุดในโลกเพียง 22 คน รวมกันจะมีทรัพย์สินมากกว่าผู้หญิงทั้งหมดในทวีปแอฟริกา ส่วนข้อมูลผู้หญิงทั่วโลกที่ไม่สามารถหางานได้ โดยต้องรับภาระหน้าที่ดูแลครอบครัวมีทั้งหมด 42% ของผู้หญิงทั่วโลก ต่างจากผู้ชายที่มีเพียง 6% เท่านั้น เพราะพวกเธอส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาที่จะเข้ารับการศึกษา หรือมีโอกาสออกมาพูดว่าสังคมของเราควรไปในทิศทางใด ดังนั้นพวกเธอจึงติดอยู่ในกับดักชั้นล่างสุดของระบบเศรษฐกิจ

“ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงแบกรับภาระมากเป็นพิเศษ เนื่องจากพวกเธอส่วนใหญ่เป็นผู้ให้การดูแลคนที่ทำให้วงล้อของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมของเราสามารถหมุนต่อไปได้ (ผู้ชาย) และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนไม่อาจแก้ไขได้ หากปราศจากนโยบายทำลายความไม่เท่าเทียมอย่างตรงจุด”นี่คือสารจาก “อมิตาภ เบฮาร์”เจ้าหน้าที่ของอ็อกแฟม ประจำประเทศอินเดีย บนเวทีการประชุม WorldEconomic Forum ที่กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

5.ไม่ว่าใครจะมองว่า การให้ผู้หญิงมาแข่งขันกันเพื่อให้ได้เดินทางไปดวงจันทร์กับมหาเศรษฐี หรือการลาคลอดของรัฐมนตรีชายเพื่อไปช่วยภรรยาเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นที่ฮือฮา แต่นี่คือราคาที่ต้องจ่ายของความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ แม้แต่ในประเทศที่ผู้คนมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุดอย่างญี่ปุ่นก็ตาม

คำถามก็คือว่า จะทำอย่างไรให้ความไม่เท่าเทียมตรงนี้หมดไปถึงตรงนี้ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ นั่นอาจเพราะเราถูกสร้างมาในกระบวนการคิดและรูปแบบสังคมในลักษณะนี้อย่างยาวนาน นานเสียจนความเข้าใจที่ว่า “แม่บ้าน” คือสถานะสำคัญของความเป็นแม่กับเมียเท่านั้น และนี่เองที่เป็นความเข้าใจที่ทำลายความชอบธรรมในการดำเนินชีวิตของผู้หญิงไป เหลือไว้แค่เพียงกรอบที่ครอบพวกเธอ

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467131

โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีไว้พุ่งชนเสมอไป

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังการเผยแพร่ข่าวสารบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “นโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น” ของ “ซานนามาริน” นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งจะลดเวลาในการทำงานลงเป็นวันละ 6 ชั่วโมง และทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ด้วยความเชื่อที่ว่า ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นที่สนใจต่อนักบริหารจัดการทั่วโลก แต่ก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนได้เมื่อทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลฟินแลนด์ได้สื่อสารชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายนี้ว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

โดยข้อเท็จจริงแล้ว “ซานนา มาริน” นายกรัฐมนตรีวัย 34 ปี ได้ว่าถึงแนวคิดดังกล่าวจริง แต่เป็นช่วงเวลาในตอนที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และได้ไปบรรยายในงานครบรอบ 120 ปีของพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งฟินแลนด์ เกี่ยวกับการจัดสรรเวลาในการทำงานใหม่ว่า “ฉันคิดว่า ประชาชนสมควรที่จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรก และใช้ชีวิตมากกว่านี้” ซึ่งน่าจะไกลจากความเป็นไปได้ไม่มากนะ เพราะแม้จะยังไม่มีวาระในการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นแนวคิดของผู้บริหารสูงสุดที่สามารถสั่งการให้เป็นนโยบายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก คำถามก็เหลือแค่เพียงว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันจะเป็นไปในแบบที่เธอว่าไว้หรือไม่เท่านั้นเอง

ในการทดลองหนึ่งของบริษัทไมโครซอฟท์ ในประเทศญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า“Work-Life Choice ChallengeSummer 2019” ได้เชิญชวนให้พนักงานกว่า 2,300 คน หยุดงานทุกวันศุกร์ต่อเนื่องกัน 5 สัปดาห์ โดยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการหักเงินเดือน ลงโทษ หรือถูกเจ้านายต่อว่า

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลังพนักงานมีวันหยุดเพิ่มขึ้นเป็น 3 วันต่อสัปดาห์มีการประเมินออกมาว่า พวกเขามีความสุขมากขึ้น และกระฉับกระเฉงในการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่สำคัญ บริษัทยังได้อานิสงส์จากวันหยุดที่เพิ่มขึ้นด้วยรายจ่ายทางธุรการที่ลดลง อาทิ ค่าไฟ และการใช้เครื่องพิมพ์เอกสาร

“ผมต้องการให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง ว่าพวกเขาสามารถทำผลงานให้ดีขึ้นได้ด้วยเวลาการทำงานที่ลดลงถึง 20%” นี่คือสารจาก “ทาคุยะ ฮิราโนะ” ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของบริษัท

แม้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะยังไม่ถูกนำมาปรับใช้ให้เป็นนโยบายของบริษัทแห่งนี้อย่างถาวร แต่ทางผู้บริหารก็มีแนวทางการทดลองในรูปแบบอื่นๆ เกี่ยวกับการลดชั่วโมงในการทำงาน เพื่อสร้างประสิทธิภาพของพนักงาน วางอยู่ในแผนประจำปีของบริษัทเอาไว้ เพื่อทดสอบจนแน่ใจในผลลัพธ์ที่แสดงออกมาให้ชัดเจนที่สุด อาทิ การลดชั่วโมงในการทำงานจาก 8 เหลือ 6 ชั่วโมง และการเลือกวันหยุดประจำสัปดาห์เอง เป็นต้น

อีกแนวทางหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นได้นำมาทดลองใช้อย่างเป็นทางการ ในการลดเวลาการทำงานลง แม้จะไม่ได้เป็นการตัดเวลาออกไป แต่ก็กำหนดเวลาการทำงานที่แน่นอนเอาไว้ เพื่อลดปัญหา“บ้างาน” จนเสียชีวิต ซึ่งเป็นปัญหายอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนแดนปลาดิบในหลายๆ ปีที่ผ่านมา

โดยผู้ว่าราชการในจังหวัดโอซากา “ฮิโรฮูมิ โยชิมูระ” ได้ออกมาตรการ“ปิดระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ” ต่อราชการประจำประมาณ 7,600 คน รวมถึงตำรวจและโรงเรียนรัฐบาล เพื่อลดการทำงานล่วงเวลา ด้วยการส่งคำเตือนก่อนเวลาเลิกงาน 30 นาที บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานทุกคน จากนั้นคอมพิวเตอร์จะทำการปิดตัวเองเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ซึ่งหลังจากนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้แล้ว ก็สามารถประหยัดงบประมาณไปได้กว่า 50 ล้านเยน จากเรื่องค่าน้ำค่าไฟ และค่าทำงานล่วงเวลา แต่เรื่องการแก้ปัญหาการ “บ้างาน” ของชาวญี่ปุ่นนั้น ยังคงเป็นคำถามกันอยู่ เพราะค่านิยมในการทำงานลักษณะนี้ ถูกส่งต่อความเชื่อมาอย่างยาวนาน และยากจะเปลี่ยนความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ แม้จะมีกฎหมายปฏิรูปแรงงานออกมาแล้วก็ตาม

ดังนั้น เรื่องของการทำงาน ที่เกี่ยวเนื่องกับเวลาในการปฏิบัติ ที่มี 2 ทฤษฎีกำลังปะทะกันอยู่นั้น จึงกลายเป็นความสนใจของนักวางแผนนโยบายเป็นอย่างมากในเรื่องของคำตอบที่พวกเขาต้องการ ว่าควรวางอยู่บนรูปแบบใดถึงจะได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากการทำงานของพนักงานคนหนึ่ง

บทความหนึ่งของ “ทิม วอล์กเกอร์”ชาวอเมริกันที่เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของฟินแลนด์ในฐานะคุณครู ที่แปลกใจกับระบบการเรียนการสอนแบบ 45/15 เป็นอย่างมาก ในตอนที่เขาเข้าไปสอนใหม่ๆที่โรงเรียนจะให้นักเรียนอยู่ในห้องเรียน45 นาที และออกไปพักนอกห้องเรียน 15 นาทีสลับกันไปในแต่ละคาบเรียนของทั้งวัน ซึ่งในตอนแรกเขาไม่เห็นด้วย และไม่ยอมนำระบบนี้มาใช้ในคาบเรียนของเขา

จนกระทั่ง วันหนึ่ง “ทิม วอล์กเกอร์”อยากจะพิสูจน์ให้ชัดว่า ตกลงระบบ 45/15กับระบบปกติแบบไหนจะมีประสิทธิภาพกว่ากัน เขาจึงลองใช้ระบบ 45/15 กับนักเรียนของเขาเพื่อเปรียบเทียบในสิ่งที่เกิดขึ้น และผลของการประเมินก็ทำให้เขาได้ทราบว่า ช่วงเวลา 15 นาทีนั้นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากเสมือนเป็นการชาร์จพลังให้กับนักเรียนอีกครั้ง นี่เองที่ทำให้การกลับไปเข้าห้องเรียนหลังจากการพัก นักเรียนจะมีความกระปรี้กระเปร่า เต็มไปด้วยสมาธิ และกระหายที่จะเรียนรู้มากขึ้น

“ทอม แลตต์” (Tom Rath) ผู้เขียนหนังสือ Are You Fully Chargedได้หยิบเอาแนวคิดนี้ไปเปรียบเทียบกับตารางการทำงานของคนทั่วไป (พนักงานเงินเดือน) โดยไปหาข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นเดสก์ไทม์ (Desk Time) บริการสำหรับเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานในแต่ละวัน โดยเมื่อเข้าไปดูสถิติของพนักงาน 36,000 คนหรือ 10% ของทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนของพนักงานที่ทำผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีการแสดงออกมาว่าคนกลุ่มนี้จะใช้เวลาทำงานประมาณ52 นาที และจะพัก 17 นาที จากนั้นก็จะกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างจดจ่อ

จูเลีย กิฟฟอร์ด (Julia Gifford) ผู้เขียนรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเดสก์ไทม์ ได้ออกมาบอกว่า “คนเหล่านี้ใช้เวลา 52 นาทีอย่างคุ้มค่า โดยตั้งเป้าหมายที่จริงจังในการทำงานไว้หลังจากนั้นก็พักสักครู่ เพื่อเตรียมกลับไประเบิดพลังลุยงานอย่างเต็มที่ต่อ”

ที่สำคัญ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานระดับหัวกะทิ 10% นี้ จะใช้เวลา 17 นาที ในช่วงพักหมดไปกับเดินเล่น ผ่อนคลาย และผละตัวเองออกจากสิ่งรบกวนต่างๆ อาทิ การเล่นโทรศัพท์ หรือการเช็คเฟซบุ๊ค เป็นต้น “ทอม แลตต์” จึงได้แนะนำให้ผู้อ่านหนังสือของเขาทดลองใช้ระบบ 45/15 ในการทำงาน และปรับช่วงเวลาพักให้เหมาะสมกับบริบทของงาน เพราะเชื่อว่าการพัก หรือใช้เวลาในการทำงานให้น้อยลง จะทำให้เกิดศักยภาพของงานมากยิ่งขึ้น แม้แต่จะเอาเวลาในนั้นไปออกกำลังกายก็ตาม เพราะมีงานวิจัยออกมาบอกกับเราแล้วว่า บริษัทที่จัดเวลาให้พนักงานในการออกกำลังกายระหว่าง “วันทำงาน” นอกจากจะไม่มีผลกระทบด้านลบกับงานแล้ว ยังทำให้สุขภาพของพนักงานดียิ่งขึ้น และส่งผลให้กระบวนการทำงานของพนักงานคนนั้นสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลทั้งหมดนี้ อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่ฟันธงในเรื่องของ “การลดเวลาในการทำงานลง” เพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” ได้ชัดเจนนักแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การพัก” ไม่ใช่ปฏิปักษ์ของความสำเร็จ

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : อำนาจมันเป็นของร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465621

โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด : อำนาจมันเป็นของร้อน

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : อำนาจมันเป็นของร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลายเป็นความกังวลของโลกไปเสียแล้ว หลังการสังหาร “นายพล กาเซ็ม โซไลมานี” ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ “คุดส์” วัย 62 ปี ผู้มีบทบาทสำคัญในการแผ่ขยายอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง จนเสียชีวิตพร้อมนายทหารรวม 8 คน ที่กรุงแบกแดด ภายใต้การสั่งการของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา(3 ม.ค. 2020)

“เราใช้ปฏิบัติการนี้เมื่อคืน เพื่อหยุดสงคราม เราไม่ได้ทำเพื่อเริ่มต้นสงคราม ถ้าชาวอเมริกันไม่ว่าที่ใดถูกข่มขู่คุกคาม เรามีเป้าหมายทั้งหมดอยู่ในมือแล้ว และผมพร้อมจะใช้มาตรการที่จำเป็น ซึ่งนั่นหมายถึงอิหร่านโดยเฉพาะ” นี่คือคำแถลงของผู้นำสูงสุดของชาวอเมริกัน ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของชาวอิหร่านนับพันคน รวมไปถึง “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดชาวอิหร่าน ซึ่งประกาศจะแก้แค้นต่ออเมริกาอย่างแน่นอน

ด้าน “ไซนาบ โซไลมานี”บุตรสาวของ “นายพลกาเซ็ม โซไลมานี”ได้กล่าวต่อประชาชนที่มาเข้าร่วมในพิธีศพพ่อของเธอ ณ มหาวิทยาลัยเตหะราน ว่า การเสียชีวิตของพ่อเธอ จะทำให้แนวร่วมที่ต่อต้านตื่นตัวมากยิ่งขึ้น และทำให้สหรัฐและอิสราเอลจะต้องพบกับวันแห่งความมืดมน

“ไซนาบ โซไลมานี” เรียกประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ ว่า เป็นนักพนันตัวยง แผนการชั่วร้ายของเขาที่ต้องการทำให้อิหร่านและอิรักแตกแยกกัน ด้วยการสังหารบิดาของเธอ และผู้บังคับการกองกำลังอิรัก เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์และล้มเหลว เพราะมีแต่ทำให้สองประเทศนี้สามัคคีกันครั้งประวัติศาสตร์ และเกลียดชังสหรัฐอย่างชั่วกัลปาวสาน

“ทรัมป์ผู้บ้าคลั่งเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความโง่เขลา และของเล่นในมือพวกไซออนนิสต์สากลเท่านั้น อาชญากรรมชั่วร้ายของชาวอเมริกันเผยให้เห็นถึงจิตวิญญาณของการทำผิดกฎหมายและการข่มเหงรังแกที่ครอบคลุมการนองเลือดทุกหนแห่ง โดยเฉพาะในดินแดนปาเลสไตน์” นี่น่าจะเป็นสัญญาณแห่งความโกรธแค้นที่ชัดเจนยิ่ง

ให้หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี อดีตผู้อำนวยการสร้างและผู้ดำเนินรายการเรียลิตี้โชว์ “The Apprentice” ทางช่องเอ็นบีซี ได้ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงเอาไว้มากมาย ตั้งแต่การประกาศใช้มาตรการภาษีกับสหภาพยุโรป (อียู) โดยอ้างเรื่องของการเสียดุลการค้าของสหรัฐฯ การถอนตัวออกจากสนธิสัญญาลดโลกร้อนที่กรุงปารีสกะทันหัน โดยอ้างเรื่องของภาระทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องแบก การประกาศย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท (ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์) โดยอ้างว่าเป็นกระบวนการใหม่ที่จะทำให้การเจรจาสันติภาพคืบหน้า เช่นเดียวกับการประณามและสร้างวิวาทะกับผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” จนนำไปสู่การพบปะกันในที่สุด แต่ท้ายที่สุดการเจรจา (เรื่องปลดนิวเคลียร์) ก็ไม่สำเร็จ รวมไปถึงการปะทะกับจีน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของการขึ้นภาษี และแบนเทคโนโลยี ที่สร้างปัญหาไปทั่วโลก ด้วยการอ้างว่าเป็นเหตุผลทางความมั่นคงของสหรัฐฯ จนมาถึงเหตุการณ์สังหารผู้นำทางทหารชาวอิหร่านที่เกิดขึ้นล่าสุด พร้อมกับข้ออ้างในการหยุดสงคราม

แน่นอนชาวอเมริกันย่อมมีทั้งที่เห็นด้วยและต่อต้านในแต่ละการกระทำของท่านผู้นำสูงสุด และแม้สถานะประธานาธิบดีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะถูกท้าทายมาตลอดสมัย ทั้งในด้านจริยธรรม และคดีความต่างๆ ถึงขนาดกัปตันอเมริกาตัวจริง อย่างนักแสดงหนุ่ม “คริส อีแวนส์”(ผู้รับบทบาทในภาพยนตร์) ยังเคยออกมาโพสต์ผ่านทวีตเตอร์ส่วนตัวว่า “ค่ำคืนนี้ของอเมริกา ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าอับอายที่สุด เราปล่อยให้คนที่ชอบปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังได้ขึ้นมาบริหารประเทศ ปล่อยให้คนที่ชอบใช้อำนาจข่มขู่คนอื่นมากำหนดทิศทางในชีวิตของเรา ผมเสียใจสุดๆ” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนหลักของทรัมป์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนผิวขาวฝ่ายขวา (เชิดชูคนผิวขวา ต่อต้านผิวสี) ก็ยังคงให้การหนุนหลังเขาอย่างล้นหลาม และดูเหมือนทว่าจะออกมาแสดงตัวเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

อาจบอกได้ว่า การกระทำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือสิ่งที่กองเชียร์ของเขาต้องการก็คงไม่ผิดนัก และนี่เองคือสิ่งที่เขาใช้หาเสียง จนกลายมาเป็นแคมเปญที่ชื่อว่า American First หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งคาดว่า จะกลับมาทรงพลัง เมื่อ “การเลือกตั้งประธานาธิบดี” ได้เวียนมาอีกครั้งในปีนี้ (2020)

ดังนั้น การสร้าง “ศัตรูร่วม” ด้วยการต่อต้านหรือโจมตี กลุ่มบุคคลต่างชาติต่างศาสนา หรือประเทศที่อยู่ตรงกันข้ามทางรูปแบบการปกครอง ไปจนถึงการสร้างความรู้สึกเป็นพรรคเป็นพวกกับคนในประเทศ โดยไม่สนใจต่ออะไรทั้งสิ้น แม้แต่กฎกติกาใดๆ ก็ตามนี่คือการปลุกระดม “ความคลั่งชาติ” ให้โหมกระพืออีกครั้งในหมู่อเมริกันชน หลังเดินหน้าประกาศสร้างกำแพงกั้นพรมแดนกับ “เม็กซิโก” เพื่อป้องกันคนต่างด้าวหนีเข้ามาในเมืองของพวกเขาไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยมีงบประมาณรายจ่ายของประเทศเป็นตัวประกัน

นี่คือความอหังการของชายที่เรียกได้ว่า น่าจะมีอำนาจมากที่สุดในโลกคนหนึ่งในตอนนี้ก็ว่าได้ แม้ทุกอย่างจะมีราคาที่ต้องจ่ายก็ตาม เมื่อมีการเรียกร้องจากกลุ่มสมาชิกรัฐสภาของอิหร่าน ในระหว่างพิธีศพของ “นายพลกาเซ็ม โซไลมานี” เพื่อขอให้พลเมืองชาวอิหร่าน 80 ล้านคน ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 1 ดอลลาร์ เพื่อให้ได้ครบ 80 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าหัวสำหรับใครก็ตามที่สามารถจับตัวประธานาธิบดี“โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ว่าเป็นหรือตายและล่าสุดทางการอิหร่านก็ได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 10 ลูก เข้าใส่ที่มั่นทางทหารของกองกำลังสหรัฐฯ และกองกำลังผสมในอิรักไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการประเมินผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ท้ายที่สุด แม้ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้สื่อสารออกมาว่า เขาแค่เพียงต้องการหยุดสงคราม แต่ตอนนี้ความเสียหายทุกอย่างมันไปไกลจนยากเกินจะเยียวยาเสียแล้ว และอาจเลวร้ายถึงขั้นก่อสงครามเสียเองก็มีความเป็นไปได้ แม้จะมีคนพยายามมองการกระทำของเขาไปในมุมที่เป็นบวกก็ตาม เนื่องจากมีการเปิดเผยว่า ราคาน้ำมันและทองคำที่สูงขึ้น (จากความสงบสุขของโลกที่ถูกทำลาย) เป็นอานิสงส์ที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นรายใหญ่ในการกักตุนทั้งสองสิ่งนี้ (มากที่สุดในโลก) จะทำเงินได้มากมาย รวมไปถึงกิจการค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และสร้างรายได้มหาศาลอยู่แล้ว จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้นไปอีก ถ้าสงครามโลกครั้งที่สามระอุขึ้นมา

กระนั้น ไม่ว่าความตั้งใจของ“โดนัลด์ ทรัมป์” จะออกมาในทิศทางใดไม่ว่าจะเป็น เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองและการค้า หรือว่าเป็นความอำมหิตในจิตใจ แต่การเริ่มต้นด้วยความตาย และการใช้อำนาจที่ร้ายกาจเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่ตัวเขาเอง และพลเมืองในประเทศของเขาเป็นแน่ นี่แหละคือบทเรียนขนานแท้ของผู้นำที่พ่ายแพ้แก่อำนาจในมือ

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ความยุติธรรมอันซับซ้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 29, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463162

x

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : ความยุติธรรมอันซับซ้อน

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

1.เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีการประเมินการทำงานของ “ศาลไซเบอร์” แห่งเมืองหางโจว ใน “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน” ออกมาว่า นับตั้งแต่เดือน มีนาคม-ตุลาคม ที่ผ่านมา (2019) ศาลแห่งนี้ได้ช่วยรับเรื่อง พิจารณา และไต่สวน ในคดีความไซเบอร์ทั่วประเทศไปแล้วกว่า3.1 ล้านคดี โดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีในโทรศัพท์มือถือ (Smart Phone) เช่น WeChat (สังคมออนไลน์ยอดนิยมในประเทศจีน) ซึ่งเป็นช่องทางให้โจทก์และจำเลยสามารถยื่นเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมไปถึงการรับฟังการไต่สวน-พิจารณาคดีผ่านช่องทางนี้ได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังศาลด้วยตัวเอง

ที่สำคัญ ในการรายงานผลการประเมินยังบอกว่า เทคโนโลยี “บล็อกเชน”ของ “ศาลไซเบอร์” ยังช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการรับคำร้องรวมถึงการยื่นเอกสารและหลักฐานประกอบการไต่สวนคดีได้อย่างราบรื่นทำให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังบันทึกข้อมูลการพิจารณาคดีของ “ผู้พิพากษาปัญญาประดิษฐ์” ที่มีต่อโจทก์และจำเลยในคดีความอย่างละเอียด สามารถตรวจสอบข้อมูลภายหลังได้ ซึ่งในรายงานฉบับนี้ใช้คำว่า เป็นการยกระดับกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสที่สอดรับกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

2.“ศาลไซเบอร์” แห่งเมืองหางโจว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2017 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระงานของบุคลากรที่เป็นมนุษย์ในกระบวนการยุติธรรม และสาเหตุที่ตั้งศาลที่เมืองแห่งนี้ ก็เพราะหางโจวเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ที่ขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน นี่เองที่ทำให้ “ธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์” (E-Commerce) ขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบคู่ขนาน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คดีความไซเบอร์เพิ่มจำนวนมากขึ้นโดยคดีที่ถูกยื่นต่อศาลไซเบอร์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในสื่อออนไลน์ และข้อพิพาททางการค้าในธุรกิจออนไลน์ รวมไปถึงความขัดแย้งกันในเรื่องสินค้าที่วางจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์ทั่วประเทศ

โดยใครที่ต้องการยื่นฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล ก็สามารถลงทะเบียนต่อ “ศาลไซเบอร์”ผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้ง่ายๆ จากนั้นผู้ลงทะเบียนจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นฟ้อง-ดำเนินคดี
รวมถึงการส่งหลักฐานและเอกสารประกอบ แล้วก็จะมีการส่งข้อความนัดหมายผู้เกี่ยวข้องในคดีมาให้ปากคำ โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสารผ่านวีดีโอคอล (Video Call) ต่อมา “ผู้พิพากษาปัญญาประดิษฐ์” (AI) จะทำการไต่สวนและพิพากษาคดีตามข้อมูลที่ได้รับ โดยที่ยังมี“ผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์” คอยให้คำปรึกษาและตรวจสอบกระบวนการตัดสินอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ยื่นเรื่องทั้งสองฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรม และโดยส่วนใหญ่ “ผู้พิพากษาปัญญาประดิษฐ์” จะสามารถพิจารณาและปิดคดีได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ที่สำคัญยังสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และ 7 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย นี่คือความน่าทึ่งของกระบวนการ “ศาลไซเบอร์” ที่ปัจจุบัน รัฐบาลกลางของจีนได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปยังเมืองและเขตปกครองอื่นๆ ในอีก 12 มณฑลทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว

3.แน่นอนว่า ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกน่าจะเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ สำหรับผู้ที่หันมาใช้กระบวนการยุติธรรมในระบบของ “ศาลไซเบอร์” แต่ในเรื่อง “ความเที่ยงตรง” ของ“ผู้พิพากษาปัญญาประดิษฐ์” นั้นเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีคำถามตามมา ถ้าการตัดสินใจในคดีความนั้นๆ มันไม่ได้อยู่แค่บนกติกาทางธุรกิจ

ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีที่ผ่านมา (2018) ก็เริ่มมีการใช้ Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯยกระดับของปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยกรองผู้กระทำความผิดว่า ควรต้องปฏิบัติต่อพวกเขาในรูปแบบไหน (ปล่อยตัวหรือคุมขัง) พิจารณาอย่างไร (อัตราค่าประกันตัว) และควรกำหนดการพิจารณานานกี่วันนี่คือการพิพากษาเบื้องต้นด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง โดยหนึ่งในระบบปัญญาประดิษฐ์รูปแบบนี้ มีชื่อเรียกว่า “ระบบประมวลผลความปลอดภัยของสาธารณะ” (Public Safety Assessment) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการประเมินการให้ประกันตัวของผู้กระทำความผิด

เนื่องจากผู้ต้องหาจะต้องปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาทันทีหลังจากถูกจับกุมตัวดังนั้น เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาต้องกำหนดวันไต่สวนคดีให้กับผู้ต้องหา ต้องเลือกที่จะควบคุมตัวหรือควรปล่อย และถ้าปล่อยจะต้องมีค่าประกันตัว
เป็นจำนวนเงินมากน้อยเท่าไหร่ (ตามความเสี่ยง) การตัดสินใจตรงนี้เองที่จำเป็นต้องใช้ “ความเที่ยงตรง” ที่เป็นธรรมให้มากที่สุด และ “มูลนิธิลอร่าเเละจอห์น อาร์โนลด์” (Laura and John Arnold Foundation) เห็นว่า การป้อนข้อมูลให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์คือคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดพวกเขาจึงออกแบบ “ระบบประมวลผลความปลอดภัยของสาธารณะ”นี้ขึ้นมา ด้วยความเชื่อที่ว่า การตัดสินผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลของคดีความต่างๆ และปัจจัยเสี่ยง อาทิ อายุ ประวัติการก่ออาชญากรรมในอดีต (แต่ไม่รวมเอาข้อมูลเกี่ยวกับ สีผิว เพศ ประวัติการทำงาน ที่อยู่อาศัย หรือประวัติการถูกจับกุม มาประกอบ) โดยปราศจากความคิดเห็น และความรู้สึกส่วนตัว เท่ากับการให้ความเป็นธรรมที่เที่ยงตรง

4.กระนั้นก็มีความกังวลว่า ข้อมูลที่ได้รับการประมวลโดยระบบปัญญาประดิษฐ์นี้ อาจจะเข้าไปแทนที่การตัดสินใจของผู้พิพากษาในด้านการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับตัวผู้ต้องหา เเละในการพิพากษากำหนดบทลงโทษ ซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้มนุษย์ จะเสียระบบการคิดวิเคราะห์ไป เมื่อทุกศาลฯหันไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทนทั้งหมด ซึ่งทาง “มูลนิธิลอร่าเเละจอห์น อาร์โนลด์” ก็ยืนยันว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ของพวกเขายังพัฒนาไปไม่ถึงจุดนั้น และเห็นว่าควรปล่อยให้ระบบยุติธรรมแบบปกติ คือผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์ยังคงเป็นคนกำหนดบทลงโทษเหมือนที่เคยเป็นมา น่าจะเป็นมาตรฐานที่ดีกว่าการพิจารณาตามการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น

ถึงตรงนี้ ก็น่าจะได้คำตอบสำหรับความยุติธรรมที่ต้องการกันแล้วว่า นอกจาก “การอำนวยความสะดวก” และ “ความเที่ยงตรง” ที่ปัญญาประดิษฐ์ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถทำแทนเราได้อย่างสมบูรณ์แล้วนั้น มันยังไม่พอ และท้ายที่สุด เราก็ยังคงต้องตั้งหน้าตั้งตารอกันอีกต่อไป ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะเป็นอะไรและอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม นี่แหละคือความงดงามของระบบยุติธรรมอันซับซ้อน

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ ‘ทัศนคติ’ ทาง ‘เพศ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 22, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461696

โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด : คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ ‘ทัศนคติ’ ทาง ‘เพศ’

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ ‘ทัศนคติ’ ทาง ‘เพศ’

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

1.เมื่อต้นเดือนธันวาคม (2019) บริษัท อูเบอร์ (Uber) ผู้ให้บริการด้านการจัดหารถเดินทางผ่านแอพพลิเคชั่น (Sharing Economy) ได้ออกมาเปิดเผย “รายงานด้านความปลอดภัย” จากกรณีการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบนรถโดยสารที่ให้บริการผ่านเครือข่ายของบริษัท อูเบอร์ ทั่วโลก ในช่วงปี 2017-2018 ว่า มีมากถึงเกือบ 6,000 กรณี

“ในปี 2017-2018 ทางบริษัทได้รับรายงานกรณีการข่มขืนที่ไม่ได้รับการยินยอมของผู้ตกเป็นเหยื่อมีจำนวน 464 กรณี และความพยายามข่มขืนโดยไม่ยินยอมอีก 587 กรณี และยังมีการร้องเรียนกรณีการล่วงละเมิดทางเพศอื่นๆ เช่น การจูบหรือการสัมผัสลูบคลำเนื้อตัวโดยไม่ยินยอม โดยผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง” นี่คือส่วนหนึ่งที่ปรากฏในรายงานชิ้นนี้ แม้จะมีการระบุด้วยว่า อัตราการเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉลี่ยลดลง 16 เปอร์เซ็นต์จากการสำรวจก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกปลอดภัยมีมากขึ้นต่อผู้โดยสารที่ใช้บริการ โดยเฉพาะผู้หญิงและเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐ(ในประเทศต่างๆ) ออกมาจัดการในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นเสียที แต่ก็มีหลายคนมองว่านี่อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะ “ต้นเหตุ” ที่แท้จริงมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “กฎหมาย” หรือการสร้าง “ความปลอดภัย” เท่านั้น แต่มันน่าจะเป็นการให้ “คุณค่า” ต่อผู้หญิง ที่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงเสียมากกว่า

2.ก่อนหน้านี้ที่ประเทศอินเดีย (2016) ก็เคยมีการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการให้บริการของบริษัทอูเบอร์ มาแล้ว หลังจากกรณีของ“นายชีพ กุมาร ยาดาฟ” ที่ถูกศาลอินเดียพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ฐานกระทำความผิดในคดีข่มขืนหญิงผู้โดยสารที่เรียกใช้บริการรถแท็กซี่อูเบอร์ แต่ท้ายที่สุด ทางการอินเดียก็ทำได้เพียงหยุดการให้บริการของบริษัท อูเบอร์ เพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น พร้อมๆ กับสถิติของการล่วงละเมิดทางเพศที่นั่นก็ยังสูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

สถิติของรัฐบาลอินเดียในปี 2016 ระบุว่า ในทุกๆ 13 นาที จะมีผู้หญิงอินเดียถูกข่มขืน 1 คน หรือคิดง่ายๆ เป็น 4 คน ต่อ 1 ชม. ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภายใน 1 วันจะมีผู้หญิงถึง6 คน ถูกแก๊งรุมโทรมข่มขืน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าสาวอินเดีย 1 คน จะถูกฆาตกรรมในทุกๆ 69 นาที เพื่อหวังเอาสินสอดของฝ่ายหญิง และสถิติยังได้บอกอีกว่า ผู้หญิงอินเดียจะถูกสาดด้วยน้ำกรดเฉลี่ยแล้วกว่า 19 คนต่อเดือน ที่น่าเลวร้ายคือเด็กตกเป็นเหยื่อของคดีข่มขืนเพิ่มขึ้น 2 เท่า(ในช่วงปี 2012-2016) โดยคดีข่มขืนเด็ก คิดเป็น 40% ของคดีข่มขืนทั้งหมด

หนังสือพิมพ์ของประเทศอินเดีย “ฮินดูสถาน ไทมส์” รายงานว่า สาเหตุของอัตราการข่มขืนและการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงที่มีอยู่ในระดับสูงนั้นมีปัจจัย
มาจาก สภาพเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูงความสมดุลของจำนวนประชากร (ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง) การบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม และคำตัดสินของศาลที่ล่าช้า รวมไปถึงสภาวะเมินเฉยต่อปัญหานี้ของสังคมอินเดีย จึงไม่น่าแปลกใจที่จากผลสำรวจของมูลนิธิ ทอมป์สัน รอยเตอร์ จะยกให้ประเทศอินเดียเป็นอันดับหนึ่ง ในประเทศที่อันตรายสำหรับผู้หญิงทั่วโลก ตามมาด้วยประเทศอัฟกานิสถาน ซีเรีย และซาอุดีอาระเบีย ตามลำดับ

3.ในหนังสือ “เซเปียนส์ : ประวัติย่อมนุษยชาติ” (Sapiens A Brief History of Humankind) “ยูวัล โนอาร์ แฮรารี” (Yuval Noah Harari) ได้กล่าวถึง “ลำดับชั้นทางเพศ” ไว้อย่างน่าสนใจในทำนองที่ว่า ตามความเชื่อทางสังคมในอดีตกาล “ผู้หญิง” ถูกจัดว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ชาย (พ่อ สามี หรือพี่น้อง) เท่านั้น และในระบบกฎหมายยังตีความ “การข่มขืน” เป็นเพียงการทำลายทรัพย์สิน และผู้เสียหายนั้น คือ ผู้ชายที่เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกกระทำชำเราดังนั้น เมื่อผู้กระทำการข่มขืนชดใช้ค่าเสียหายก็สามารถที่จะโอนความเป็นเจ้าของไปให้ได้ ผู้หญิงก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของผู้ที่ทำการข่มขืนแทน ซึ่งผู้เขียนได้หยิบยกเนื้อหาใน “คัมภีร์ไบเบิล” มายืนยันรายละเอียดที่ว่านี้ด้วย พร้อมแสดงพัฒนาการรูปแบบของอำนาจผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงผ่านประเด็น “การข่มขืนของสามีต่อภรรยาตัวเอง”ที่มีการยืนยันว่า ในปี 2006 ยังคงมีถึง53 ประเทศ ที่ตีความกฎหมายว่า ผู้ชายที่เป็นสามีสามารถกระทำการในลักษณะนี้ได้โดยไม่มีความผิด

“ยูวัล โนอาร์ แฮรารี” สรุปว่า ผู้หญิงได้รับการ “ตีตรา” ผ่านวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย อาทิ สังคมได้มอบหมายบทบาทของการเป็นแม่ ได้ให้สิทธิของการได้รับการปกป้องจากความรุนแรง และได้หน้าที่เฉพาะในการเชื่อฟังสามี ฯลฯ ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติต่อผู้หญิง จึงอาจจะมี “ราก” มาจากการจัด “ลำดับชั้นทางเพศ” ที่กลิ่นอายของ“อำนาจแห่งความเป็นชาย” ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้

4.กระนั้น “ยูวัล โนอาร์ แฮรารี”ก็ยังให้เหตุผลทาง “ชีววิทยา” เอาไว้3 รูปแบบเกี่ยวกับ “สังคมแบบผู้ชายเป็นใหญ่” โดยมีข้อสันนิษฐานว่า หนึ่ง ผู้ชายมีความแข็งแกร่งกว่าผู้หญิง ด้วยข้อนี้เองที่ทำให้ผู้ชายจะได้รับหน้าที่สำคัญต่างๆ มาโดยตลอด (อดีต-ปัจจุบัน)จนได้รับสถานะของ “ผู้ควบคุม”

ส่วนประเด็นที่สองก็คือ “ความก้าวร้าว” ซึ่งมีการตีความกันทางชีววิทยาว่า ผู้ชายชอบความรุนแรงมากกว่าผู้หญิง จากข้อมูลที่ผู้เขียนให้มาบอกว่า แม้ผู้ชายกับผู้หญิงจะมีความรู้สึกเกลียดชัง มีความละโมบ และมีรสนิยมในการข่มเหงที่พอๆ กัน แต่ผู้ชายจะมีแนวโน้มในการ “อยากใช้ความรุนแรง” ทางร่างกายมากกว่า

และสุดท้าย คือ ความทะเยอทะยาน ชอบแข่งขัน และเอาชนะสิ่งนี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการได้มาซึ่งอำนาจ ในขณะที่ผู้หญิงต้องหลีกทางให้กับเรื่องพวกนี้ เพราะภาระหน้าที่ในความเป็นแม่

แต่ในปัจจุบัน เหตุผลทางชีววิทยาก็ถูกสั่นคลอนอีก เมื่อ “คาสเตอร์ เซเมนยา”(Caster Semenya) นักวิ่งหญิงชาวแอฟริกาใต้ ได้ถูกตั้งคำถามขึ้นมาว่า เธอควรถือว่าเป็น “ผู้หญิง” จริงๆ หรือไม่ เมื่อลักษณะทางกายภาพมีความคล้ายคลึงกับผู้ชาย ที่สำคัญเธอปริมาณ “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน” มากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เธอมีทั้งความแข็งแกร่ง ความก้าวร้าว และความทะเยอทะยานรูปแบบเดียวกับผู้ชาย ในความเป็นผู้หญิงของเธอ นี่เองที่ทำให้ “สมาคมกรีฑานานาชาติ” (IAAF) ต้องเปลี่ยนกติกาใหม่ในปี 2011 ด้วยการนำระดับ “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน” มากำหนดความเป็นหญิงหรือชายในการแข่งขัน ซึ่งสร้างปัญหาให้กับลมกรดสาวเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกสองสมัยเป็นอย่างมาก แต่กติกานี้ก็ถูกยกเลิกไปในปี 2015 เพราะมีการยื่นฟ้องต่อศาลว่า ขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ต่อมาในปี 2018 “สมาคมกรีฑานานาชาติ” ก็เอากติกาการกำหนดระดับ “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน” แบ่งความเป็นหญิงหรือชายกลับมาใช้อีกครั้ง พร้อม “งานวิจัย” ที่ยืนยันว่า นักกีฬาหญิงที่มีปริมาณเทสโทสเทอโรนสูงจะสามารถทำผลงานได้ดีกว่านักกีฬาหญิงทั่วๆ ไปในการแข่งขัน จนเธอต้องนำเรื่องขึ้นศาล และเรื่องก็ถูกยกฟ้องในเวลาต่อมา ท้ายที่สุด “คาสเตอร์เซเมนยา” อาจต้องเลือกที่จะแข่งขันกับผู้ชาย ถ้าเธอยังอยากออกไปวิ่งบนลู่อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้คือหลากเหตุผลของความ (น่าจะ) เป็นไปได้ ที่บอกกับเราว่า “ความเป็นผู้หญิง” เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจและต้องให้ความสำคัญ ซึ่งคำถาม(ที่ตามมา) ก็คือ แล้วจะมี “มนุษย์” สักกี่คนกัน ที่ยินดีต่อการ “แบ่งปัน” ความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : สิ่งที่ ‘จักรกล’ เอาไปจาก ‘คน’ ไม่ได้

Published December 17, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458790

x

โลกไม่ได้กลม…อย่างที่เราคิด : สิ่งที่ ‘จักรกล’ เอาไปจาก ‘คน’ ไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

1.เป็นที่แน่ชัดกันแล้วว่า ในปี 2020 ประธานาธิบดี “โจโก วิโดโด”แห่งอินโดนีเซีย จะปรับลดอัตราข้าราชการในหน่วยงานของรัฐบาลลง เพื่อเปิดทางให้ “ระบบปัญญาประดิษฐ์”หรือ A.I. (Artificial Intelligence)เข้ามาขับเคลื่อนระบบราชการแทน ด้วยเหตุผล “ด้านความคล่องตัว” ที่มีผลต่อภาวะการลงทุนภายในประเทศ

“อินโดนีเซียควรปรับเปลี่ยนภาคการผลิตมาสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตในระดับที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศดังนั้น เราต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมของการลงทุนในประเทศให้ดีขึ้น ด้วยการจัดการกับกฎระเบียบที่มีความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน และความล่าช้าของระบบราชการ” นี่คือเหตุผลของท่านผู้นำสูงสุดจากประเทศอินโดนีเซีย

เช่นเดียวกับ Uniqlo บริษัทเสื้อผ้ายอดขายอันดับหนึ่งในเอเชีย และอันดับสองของโลก จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ออกมาประกาศเช่นกันว่า ไม่เกินปี 2024 ระบบคลังสินค้าของบริษัทจะกลายเป็น “หุ่นยนต์” ทั้งหมด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้สร้าง “คลังสินค้าอัตโนมัติ” ขึ้นมา และปรับกำลังคนเหลือเพียง 10% ไปแล้ว

“ขั้นตอนที่เหลืออยู่ในการใช้แรงงานคน คือการบรรจุหีบห่อ ซึ่งต่อไปเราจะทำให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมดภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทางการตลาด (Supply Chain) ให้คล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท” นี่คือวิสัยทัศน์ของ ทาดาชิ ยานาอิ ผู้บริหารสูงสุดของ Uniqlo

2.นอกจากการเข้ามาแทนที่มนุษย์ของจักรกลในแง่ “ความคล่องตัว”และ “ประสิทธิภาพ” ทางสายงานธุรกิจแล้ว ในด้าน “ศักยภาพ” ทางกระบวนการคิดจักรกลก็ได้แสดงแสนยานุภาพได้ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อ “AlphaGo”ที่เป็น A.I. จากบริษัท DeepMindของ Google ได้สั่นสะเทือนวงการ “หมากล้อม” ของโลก ด้วยการเอาชนะ“ลี เซดล” (Lee Sedol) ผู้เล่นหมากล้อมอาชีพที่เก่งที่สุดในโลก เจ้าของแชมป์ระดับนานาชาติ 18 สมัย อย่างขาดลอยไปในปี 2016 จนสามปีให้หลัง อดีตเบอร์หนึ่งชาวกิมจิแห่งวงการหมากล้อมก็ออกมาประกาศวางมือ และยกให้ “สิ่งที่มีที่มาจากปัญญาประดิษฐ์” เป็นอัจฉริยะในเรื่องหมากล้อมอย่างไม่มีข้อกังขา

“หมากล้อม ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างปัญญาประดิษฐ์ มนุษย์เล่นเกมนี้มานานหลายปี และพวกเขายังคิดว่าเกมนี้ยากเกินไป ดังนั้น นี่คือบททดสอบที่แท้จริงในการสร้าง A.I. ถ้าเราเอาชนะเกมนี้ได้อย่างหมดจด นั่นแปลว่า เราได้สร้างบางอย่างที่พิเศษขึ้นมาแล้ว” เดวิด ซิลเวอร์ (David Silver) หัวหน้าทีมวิจัย
ของ DeepMind ต้นสังกัดของ “AlphaGo”บอกเล่าถึงที่มาที่ไป ว่าทำไมถึงเอาหมากล้อมมาเป็นตัวประเมินศักยภาพระหว่าง “จักรกล”กับ “มนุษย์”

กระนั้น แม้ได้รับชัยชนะและการยอมรับแล้ว บริษัท DeepMind ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา จาก AlphaGo ก็ปรากฏ A.I. ด้านหมากล้อมออกมาอีก 3 เวอร์ชั่น คือ AlphaGo Master, AlphaGo Zero และ AlphaZero ซึ่งทุกๆ ตัวมีศักยภาพที่มากขึ้นเรื่อยๆ ไล่เลียงกันมาในแต่ละรุ่น

3.แล้วก็เป็น บริษัท DeepMind อีกเช่นเดียวกัน ที่ออกมารายงานเรื่องการพัฒนา A.I. เพื่อทำงานเลียบแบบ“เซลล์สมอง” ของมนุษย์ ด้วยการใช้รูปแบบของ “เขาวงกตจำลอง” เพื่อกระตุ้นระบบการคิดวิเคราะห์ของจักรกลในการประมวลรูปแบบทางออกที่แท้จริง

“ดาร์ชาน กุมาราน” นักวิจัย DeepMind ได้เปิดเผยว่า ขั้นต้นนั้นผู้สร้างได้พัฒนา “โครงข่ายประสาทเทียม”ที่มีความซับซ้อนขึ้นมา เพื่อให้ตัวปัญญาประดิษฐ์มีขีดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็เติมทักษะในการนำทาง (สัญญาณบ่งบอก และทิศทาง) ซึ่งก็พบว่า มีการพัฒนาทักษะตัวนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ หลังถูกป้อน “เขาวงกตจำลอง” ให้หาทางออกอยู่บ่อยครั้งในรูปแบบต่างๆ มากมาย ที่สำคัญ ทีมงานของ DeepMind ยังพบเจอสิ่งที่น่าอัศจรรย์ของเจ้าปัญหาประดิษฐ์ตัวนี้ นั่นคือ นับวัน “โครงข่ายประสาทเทียม” เริ่มส่งสัญญาณสื่อสารต่อกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของสมองมนุษย์ หรือสมองของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เรียกกันว่า “เซลล์ตารางพิกัด”พฤติการณ์นี้เองที่ทำให้การประมวลรูปแบบในการคำนวณเส้นทางมีความแม่นยำมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการค้นหาเส้นทางรวดเร็วและเหมาะสมกับความต้องการกว่าเดิม

เหล่านี้เองเป็นความเคลื่อนไหวเพียงส่วนเล็กๆ ของวงการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ที่มีความก้าวหน้าไปอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพทางด้านการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ศักยภาพในด้านกระบวนการคิดการคำนวณ และการประมวลผล รวมไปถึงระบบของการพัฒนาที่ยังคงมุ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความทัดเทียมหรือยกระดับให้เหนือกว่าระบบการทำงานของสมองมนุษย์ ในกระบวนการที่มีชื่อว่า “Deep Learning”(การจำลองเครือข่ายแบบเดียวกับสมองคน)และนี่คือสิ่งที่ “อีลอน มัสก์” (Elon Musk)และใครอีกหลายคนรู้สึกกังวล

4.“ภารกิจของ OpenAI คือการสร้างความแน่ใจว่า ปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ” นี่คือข้อความที่แสดงอยู่ในหน้าแรก เมื่อเราเข้าไปที่เว็บไซต์ https://openai.com

“อีลอน มัสก์” (Elon Musk) เจ้าของธุรกิจแห่งอนาคตมากมาย คือตัวตั้งตัวตีในการเปิดเว็บไซต์นี้ เมื่อปี 2015 หลังจากได้ทวีตข้อความว่า “A.I. อันตรายกว่านิวเคลียร์” จนกลายเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ และก็เป็นเขานี่แหละที่สนับสนุนทุนมหาศาลในการขับเคลื่อนโครงการและงานวิจัยต่างๆ เพื่อ “ตอบโจทย์” ของความไม่ไว้วางใจในระบบของปัญญาประดิษฐ์แห่งอนาคต ว่าอาจเป็น “ภัยคุกคามมนุษย์” ซึ่งมันอาจเป็น “ความสุดโต่ง” ของเศรษฐีคนหนึ่ง ตามที่สังคมส่วนใหญ่คิด (บางคนก็แซวแบบติดตลกว่าเขาดูหนังมากเกินไปหรือเปล่า)

แต่ก็มีหลายคนที่เริ่มให้การหนุนหลัง “ความกังวลของมัสก์” ในเรื่องนี้เพราะไม่มีใครรู้จักเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ เท่ากับเจ้าของหรือผู้สร้าง ดังนั้น นวัตกรรมต่างๆ รวมไปถึงโครงการก่อนหน้านี้ของ “อีลอน มัสก์”ก็น่าจะการันตีความสัมพันธ์ของเขากับจักรกลได้ในระดับที่แน่นแฟ้น จึงไม่แปลกที่มัสก์จะรับรู้ได้ถึงอันตรายอันยิ่งใหญ่ของเจ้าสิ่งนี้มากกว่าใคร

นอกเหนือจากการเปิดเผยการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ และหุ่นยนต์ ว่ามีทิศทางและกระบวนการอย่างไร ไปได้ไกลถึงขั้นตอนไหน ผ่านทางเว็บไซต์แล้ว ที่เรียกเสียงฮือฮาและเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับ “คำตอบ”ในการอยู่ร่วมกับจักรกลอย่างปลอดภัยก็คือ โครงการ AI-human symbiote ที่คาดหวังให้มนุษย์เชื่อมต่อระบบกับ A.I.ผ่านการถ่ายโอนข้อมูลจาก A.I. เข้าสู่สมอง หรือเรียกกันแบบบ้านๆ ได้ว่า “มนุษย์กึ่ง A.I.” เขา (อีลอน มัสก์) เชื่อว่าหากมนุษย์มีความสามารถได้เทียบเท่า A.I. มนุษย์จะใช้ประโยชน์จาก A.I. ได้เต็มที่และสามารถควบคุม A.I. ไม่ให้เป็นภัยคุกคามได้ ซึ่งโครงการนี้กำลังเดินหน้าไปอย่างเต็มกำลัง พร้อมๆ กับความหวังในการปกปักษ์รักษา “ความเชื่อ” ที่ว่า —ไม่มีอะไร “ไกล” เกินไปกว่าความคิดของมนุษย์

%d bloggers like this: