โดยวิธีของเราเอง

All posts tagged โดยวิธีของเราเอง

ปิดเทอมแบบอาเซียน เยอะไปไหม?

Published April 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160415/225905.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2559
ปิดเทอมแบบอาเซียน เยอะไปไหม?

โดยวิธีของเราเอง : ปิดเทอมแบบอาเซียน เยอะไปไหม? : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา

                    เป็นกระแสกันมานานแล้ว สำหรับเสียงเรียกร้องให้เลิกปิด-เปิดเทอมแบบอาเซียนของคนในแวดวงมหาวิทยาลัยไทย ด้วยเหตุผลว่ามันไม่มีความเหมาะสมโดยประการทั้งปวง แถมยังไม่เห็นผลประโยชน์อย่างไรในการปิด-เปิดเทอมแบบนี้ ล่าสุดมีข่าวแจ้งผลการสำรวจความเห็นว่า กลุ่มนักศึกษาราชภัฏทั่วประเทศไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยังยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยน โดยอ้างเหตุเดิมๆ ว่าเป็นการเตรียมตัวให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งที่การปิด-เปิดเทอมของเราไม่ได้สอดคล้องหรือตรงกับประเทศกลุ่มสมาชิกสักเท่าไหร่
                    ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการกำหนดวันปิด-เปิดเทอมแบบอาเซียน พูดแบบไม่เกรงใจกันก็ต้องว่า การทำแบบนี้มันเละไม่เป็นท่า และไม่ได้มรรคผลอะไรขึ้นมาเลย ข้ออ้างต่างๆ ที่ประกาศไว้สวยหรู เช่นว่า จะทำให้การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา หรือการย้ายที่เรียนข้ามประเทศมันทำได้สะดวกขึ้น ฯลฯ มันไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะถึงอย่างไร การปิด-เปิดของเราก็ไม่ได้ตรงกับประเทศเพื่อนบ้าน เอาตัวอย่างที่จับต้องได้ก็แล้วกัน จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
                    มหาวิทยาลัยของผมเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ในคณะที่ผมสังกัด เรามีการเปิดสอนสาขาภาษาและวัฒนธรรมอาเซียนหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร เวียดนามและพม่า ตอนร่างหลักสูตรนั้นก็มีการกำหนดไว้สวยหรูเลยว่า จะส่งนักเรียนไปศึกษาภาษาในประเทศเจ้าของภาษาอย่างน้อยก็ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เพื่อให้นิสิตของเราได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ แล้วมีการถ่ายโอนหน่วยกิตตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ มันเป็นหลักการที่ทั้งนิสิตและผู้ปกครองยอมรับและเห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อปีที่แล้ว ทางสาขาภาษาลาวและเขมรก็ส่งนักเรียนของตนไปอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งใน สปป.ลาวและในกัมพูชา ปรากฏว่าแทนที่จะได้ไปเรียนรู้ร่วมชั้นเดียวกับนักศึกษาเจ้าของภาษา กลับต้องไปเรียนตามลำพังกับอาจารย์ที่ทางมหาวิทยาลัยเขาจัดให้ ไปกันเอง เรียนกันเอง แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาเขมรและลาว เพราะช่วงที่เราส่งเด็กเราไปนั้น มหาวิทยาลัยของเขาปิดเทอมใหญ่ เขาไม่ได้ปิด-เปิดเหมือนกับเราสักหน่อย เมื่อมหาวิทยาลัยปิดเทอม มันก็เงียบ ร้านค้าอาหารก็ปิดกันหมด ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อกินได้ที่ไหน ลำบากลำบนไปตามๆ กัน จึงเห็นได้เลยว่ามันไม่ได้มรรคผลเป็นโล้เป็นพายอะไรขึ้นมาเลย
                    แต่นี่ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ เพราะพวกนักเรียนภาษาอาเซียนเป็นคนส่วนน้อย แต่ที่โดนกับเต็มๆ อย่างถ้วนหน้าก็คือ การปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน (แบบมโนเอาเอง) มันบั่นทอนและฉุดรั้งให้การเรียนการสอนล้มเหลวไม่เป็นท่า เหตุผลก็อย่างที่ชาวมหาวิทยาลัยจำนวนมากออกมาพูดนั่นแหละ คือมันร้อน และเต็มไปด้วยวันหยุดมากมายมหาศาล ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง สะดุดและสอนกันไม่ทัน กิจกรรมทั้งหลายก็ทำแทบไม่ได้ ไม่ต้องเอาอะไรมาก แค่หยุดสงกรานต์และวันสำคัญๆ จนถึงเดือนพฤษภาคมนี่ก็ ซัดไปแล้วเกือบเดือน เวลาเรียนหายไปเป็นเดือน ไม่ต่ำกว่าสี่สัปดาห์ ขณะที่มหาวิทยาลัยทุกแห่งสอนกันประมาณ 15-16 สัปดาห์ต่อภาคเรียน นี่ไม่นับการหยุดเฉพาะของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอีก ซึ่งก็มีไม่ต่ำกว่าสองสามครั้ง
                    มาเรื่องอากาศร้อน ก็คงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก วิชาที่ต้องลงภาคสนามนี่แทบจะสุกกันเลยทีเดียว บางวิชาก็สอนไม่ได้ เช่นพวกเรียนเกษตร จะปลูกผักก็ยังไม่ได้เลย เพราะไม่มีน้ำ อากาศไม่อำนวย พวกเรียนกีฬาก็ทำนองเดียวกัน ที่พอจะทำได้คือกีฬาในร่มที่เล่นกันในโรงยิมเท่านั้น อาจมีข้อแย้งว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนวัด ห้องเรียนแทบทั้งหมดติดแอร์ ร้อนแค่ไหนก็ไม่เห็นลำบาก แต่ลองคิดในมุมของนิสิตนักศึกษาบ้าง พวกเขาส่วนมากมาเช่าหอพักอยู่กัน มีไม่มากหรอกที่เช่าห้องติดแอร์ เพราะค่าเช่ามันแพงระยับ มีแต่ลูกคนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ส่วนลูกชาวบ้านก็เช่าห้องพัดลมอยู่ อย่าว่ากลางวันเลย กลางคืนก็ร้อนจนนอนไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตกันทั่วหน้า ลูกศิษย์ผมหลายคนอ้อยอิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยจนดึกดื่น เพื่ออาศัยเอาแอร์ในห้องเรียน นั่นมันยิ่งทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
                    นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นเป็นรูปธรรม และก็พูดกันมามากแล้ว แต่ทางผู้บริหารระดับสูงก็ไม่ยอมรับฟัง ข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นทั้งอาจารย์และนักศึกษาก็ออกมาสอดคล้องกันหมดว่าไม่เอาการปิด-เปิดเทอมแบบนี้ เพราะคิดกันจน 360 องศาแล้ว ไม่เห็นว่ามันดีหรือคุ้มค่าตรงไหน
                    ประเทศเราเยอะกันไปหรือเปล่ากับกระแสอาเซียน เราบ้าจี้กันมากกว่าคนอื่นใช่หรือไม่ ผมคิดว่าการกำหนดวันปิด-เปิดเทอมแบบอาเซียน ก็ไม่ต่างจากที่โรงเรียนต่างๆ บ้ากันปักธงประเทศอาเซียนนั่นหรอก
                    อาเซียนแบบไทยๆ หรือเราจะคิดกันได้แค่นี้จริงๆ ?
————————–
(โดยวิธีของเราเอง : ปิดเทอมแบบอาเซียน เยอะไปไหม? : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา)
Advertisements

มหกรรมหนังสือของคนกรุงเทพฯ

Published April 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160328/224858.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม 2559
มหกรรมหนังสือของคนกรุงเทพฯ

มหกรรมหนังสือของคนกรุงเทพฯ : โดยวิธีของเราเอง … ไพฑูรย์ ธัญญา

                    ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับการจัดงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติประจำปี 2559 หรือในชื่อเต็มๆ สำหรับการจัดครั้งนี้ว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม-10 เมษายน 2559 ถือว่าเป็นงานที่คนขายหนังสือและคนอ่านรอคอยด้วยใจจดจ่อ ท่ามกลางกระแสสังคมก้มหน้า ที่คนไทยส่วนใหญ่ก้มหน้าอ่านข้อความ ข่าวสารในเฟซบุ๊ก มากกว่าอ่านหนังสือ
                    ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมานานมาก ตั้งแต่สมัยที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ จัดงานขึ้นรอบๆ หอประชุมคุรุสภา แบบกางเต็นท์ขายกันร้อนๆ มาจนถึงสมัยที่ย้ายมาจัดในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยอย่างทุกวันนี้
                    งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกวันนี้ มีรูปแบบในการจัดที่ต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ กิจกรรมและองค์ประกอบต่างๆ บอกได้คำเดียวว่า เป็นงานมหกรรมหนังสือที่มีบรรยากาศชวนตื่นตาตื่นใจดีแท้ ว่าถึงคนอ่านคนซื้อก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่แออัดยัดเยียดในบางวัน บางช่วงเวลา มองแล้วชวนให้เคลิ้มไปว่า คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น ใครที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือคนละเจ็ดแปดบรรทัดต่อปีไม่น่าจะจริงเสียแล้ว
                    เรื่องสถิติการอ่านของคนไทยนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนความรู้สึกไม่น้อยกว่าสถิติที่เกี่ยวกับการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย เพราะมันเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งว่า ประชากรในประเทศเรามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตจะเป็นอย่างไร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงหันมาจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการอ่านมาโดยตลอด การสำรวจภาวะการอ่านของคนไทยครั้งล่าสุดน่าจะเป็นผลการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2556 ที่นำเสนอโดยอุทยานการเรียนรู้และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนไทยร้อยละ 81.1 หรือกว่า 50 ล้านคน ใช้เวลาอยู่กับตัวอักษรถึง 37 นาทีต่อวัน ส่วนพฤติกรรมการอ่านก็มีการเปลี่ยนไป เช่น คนอ่านหนังสือมากขึ้น สถานที่ที่เข้าไปอ่านหนังสือก็ไม่ใช่ห้องสมุดอีกแล้ว แต่นิยมอ่านที่บ้านมากที่สุด แม้กระทั่งในศูนย์การค้า สิ่งที่อ่านก็ไม่เน้นไปที่หนังสือเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการอ่านบทความและเสพข้อมูลต่างๆ ผ่านคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟนด้วย การสำรวจในเรื่องนี้ไม่นับรวมถึงการอ่านข้อความสั้นๆ ที่ส่งผ่านมือถือ, โปรแกรมแชท และอีเมล
                    แม้ข้อมูลนี้จะเก่าสักนิด แต่ก็ถือว่าชวนให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ถ้าใครได้มาเห็นบรรยกาศในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ก็ยิ่งน่าจะมั่นใจได้มากว่า คนไทยยังอ่านหนังสือกันอยู่ งานสัปดาห์หนังสือเป็นงานที่เราเห็นเด็กเยาวชนมารวมกันมากที่สุดงานหนึ่ง บางคนก็มาเดินดู เดินเลือกซื้อหนังสือที่ตัวเองต้องการ เด็กๆ ไม่น้อยพากันหลบมุมไปอ่านหนังสืออย่างมีความสุข โดยรวมก็ถือว่าน่าชื่นใจ แต่ถ้าลองสำรวจกันอย่างจริงจังก็จะพบว่า คนที่มางานหนังสือแห่งชาติส่วนใหญ่ยังเป็นคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนคนต่างจังหวัดยังมีไม่ค่อยมาก งานมหกรรมหนังสือจึงเหมือนกับงานของคนกรุงเทพฯ เสียมากกว่า
                    อันที่จริงก็ใช่ว่าไม่มีการจัดงานหนังสือในระดับภูมิภาคเอาเสียเลย มีผู้พยายามหมุนเวียนกันไปจัดอยู่เสมอ เพียงแต่ผลตอบรับกลับไม่ดีเท่าที่ควร หนังสือขายไม่ได้ คนไม่มาเดินในงาน ขนาดหลายครั้งที่ไปจัดงานตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ แต่ภาพที่เห็นกลับไม่คึกคัก เป็นแบบนี้บ่อยๆ คนขายหนังสือก็ชักถอดใจ เพราะรายได้ไม่คุ้มกับโสหุ้ยรายจ่ายที่เสียไป คนต่างจังหวัดไม่ค่อยสนใจงานสัปดาห์หนังสือเหมือนคนกรุงเทพฯ รวมทั้งร้านหนังสือและสื่อต่างๆ ที่พากันไปออกบูธ ก็ไม่ได้ไปกันแบบ “จัดเต็ม” เหมือนงานสัปดาห์หนังสือในกรุงเทพฯ ตรงนี้ก็เลยเป็นช่องว่างและข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดมาก ทำไปทำมางานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจึงต้องรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวงเหมือนเดิม ระนาบในการอ่านหนังสือของคนไทยระหว่างคนในส่วนกลางกับภูมิภาคต่างกัน ไม่เหมือนระนาบของการบริโภคสินค้าอย่างอื่นที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านนอกหรือในกรุงก็แทบไม่ต่างกันเลย
                    งานสัปดาห์หนังสือครั้งใหม่นี้ จัดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อลดน้อย ก็ไม่รู้ว่าสำนักพิมพ์และร้านขายหนังสือจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ขอเอาใจช่วย โดยเฉพาะผู้ปกครอง อยากให้พาลูกหลานไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือกันให้มากๆ นะครับ
——————–
(มหกรรมหนังสือของคนกรุงเทพฯ : โดยวิธีของเราเอง … ไพฑูรย์ ธัญญา)

ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น

Published February 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223279.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น

ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

             ฝันร้ายสำหรับนักต่อต้านการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงกลับมาอีกแล้ว หลังจากที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลายสิบปี แต่การกลับมาครั้งนี้ออกจะขึงขังกังฟูมากกว่าครั้งก่อนๆ แถมมาในช่วงของรัฐบาลทหารเสียด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ฝันร้ายครั้งนี้จะกลายเป็นจริง เพราะแม้แต่รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวช่องหนึ่งอย่างมั่นใจว่า มีผู้เห็นด้วยให้ก่อสร้างถึง 99.99% เลยทีเดียว

ความพยายามที่จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่เริ่มชงกันมาตั้งแต่ปี 2525 แล้ว น่าชมเชยเหลือเกินว่า ต่อให้ผ่านมานานแค่ไหน แต่ความคิดแย่ๆ นี้ก็ไม่เคยหมดสิ้นไปเสียที ทั้งที่ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการขยับในเรื่องนี้ ฝ่ายต่อต้านก็จะกรูกันเข้ามาคัดค้านทันทีเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรับ ผลัดกันรุก คุมเชิงกันมาโดยตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทันทีที่มีการปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกมา นักต่อต้านเจ้าเก่าเจ้าใหม่ก็ออกมาแสดงปฏิกิริยาทันที ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หรือสื่อมวลชนบางแขนง

ความพยายามของฝ่ายจะสร้างกระเช้าไฟฟ้าได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเคลิบเคลิ้มไปกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างค่อนข้างสวยหรู และมีข้อแก้ต่างไว้ตอบคำถามฝ่ายต่อต้านที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ว่าข้ออ้างเรื่องเปิดโอกาสให้คนสูงอายุและคนพิการได้มีโอกาสเข้าถึงความงามของธรรมชาติในภูกระดึงอย่างเท่าเทียม การสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ข้อแก้ตัวเรื่องการไม่ทำลายป่าไม้ในกระบวนการและขั้นตอนการก่อสร้าง รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ฯลฯ แต่ถ้าลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนทั้งหมดมันคือ “ข้ออ้าง” เท่านั้น เหตุผลหลักคือเรื่องของการหาเงิน ดูเหมือนหน่วยงานอย่าง อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) กระเหี้ยนกระหือรือและมาดมั่นว่า ความพยายามในครั้งนี้ต้องบรรลุผล เพราะรอเพียงขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เท่านั้น ถ้าขั้นตอนนี้ผ่าน การก่อสร้างจะเริ่มต้นในทันที

วิธีคิดของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะอยู่ในภาวะวิกฤติด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่ว่าจะมีตัวอย่างความหายนะที่เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งแล้วแห่งเล่ามากเพียงไร แต่วิธีคิดของหน่วยงานกลุ่มนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับว่า จะขายภูเขา ป่าไม้ ท้องทะเล หรือแหล่งธรรมชาติใดๆ อย่างไร ที่ตรงไหนมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มีจุดขาย หน่วยงานเหล่านี้ก็จะรุกเข้าไปเปิดพื้นที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำจนพินาศเป็นที่ที่ไป

หากเราติดตามเหตุผลของฝ่ายคัดค้านด้วยจิตใจที่เป็นธรรม และไม่มีอคติเกินไป ก็จะเห็นถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความสำเร็จของโครงการนี้ ภูกระดึงเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่างจากแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติใดๆ ในประเทศนี้ ในขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ อพท.คิดว่านี่คือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่โดดเด่น เป็นจุดขายที่ขายได้ แต่นักนิยมภูกระดึงต่างนิยามและให้ความหมายของภูกระดึงในฐานะ “พื้นที่พิเศษ” ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์แบบ พื้นที่ของการพิสูจน์และทดสอบศักยภาพทางจิตใจและร่างกาย พื้นที่ของการแสวงหาความหมายให้แก่ชีวิต พื้นที่แห่งการผจญภัยและท้าทาย พื้นที่ของคนหนุ่มสาว หรือสำหรับนักนิยมภูกระดึงแบบสุดโต่ง บางคนอาจมองภูกระดึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ของจิตวิญญาณไปเลยก็มี แต่มีน้อยมากที่จะมองและให้ความหมายของภูกระดึงว่าเป็นแหล่งที่จะทำรายได้ในเชิงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะภูกระดึงมันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่ใครสักคนจะคิดเข้าไปทำมาค้าขาย แสวงหาผลประโยชน์ หากคุณมีจิตวิญญาณที่นบนอบต่อธรรมชาติจริงๆ เมื่อไปถึงภูกระดึงคุณแทบจะก้มลงกราบผืนแผ่นดินและผืนป่าแห่งนั้นเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้เขียนแบบดราม่า หรือเป็นพวกโลกสวย แต่ภูกระดึงมีคุณค่าและความหมายมากกว่าเป็นแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เข้าถึงยาก ที่คนของรัฐคิดเพียงตรรกะง่ายๆ ว่า ถ้าทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายก็จะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล ภูกระดึงคือตำนานการท่องเที่ยว และความทรงจำร่วมของผู้คนและสังคม มันคือพื้นที่ที่บุคคลแต่ละคนสามารถนิยามและให้ความหมายได้หลากหลายและอิสระ ภูกระดึงในหลายครั้งเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนบางคนค้นพบตัวเอง ค้นพบความหมายของชีวิต เป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นอะไรอีกได้ตั้งมากมาย ที่ละเอียดอ่อน งดงามและมีความหมาย หากใครสักคนลองรวบรวมความทรงจำของผู้คนที่มีโอกาสได้ขึ้นไปสัมผัสภูกระดึงมาทำเป็นหนังสือสักเล่ม ก็จะพบว่า สิ่งที่ผมกล่าวมาไม่ใช่เรื่องเกินเลย

เรามีสถานที่ท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยและมักง่ายมากพอแล้ว การเว้นภูกระดึงเอาไว้สักที่ มันจะทำให้ชาติล่มจมมากไหม?

โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง

Published February 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222892.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง

โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา

                      งวดเข้ามาทุกขณะ กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธ์ุ อีกไม่นานเกินรอประชาชนชาวไทยก็จะได้เห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อจะได้ตกลงแสดงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ ซึ่งหากใครติดตามข่าวรัฐธรรมนูญอย่างเกาะติด ก็อาจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะมีทีท่าจากหลายๆ ฝ่าย จะไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ไม่อาจทำใจรับได้ กลุ่มที่แสดงท่าทีหนักๆ หน่อยคือ กลุ่มอดีตนักการเมืองผู้เสียประโยชน์ เพราะเล็งเห็นแล้วว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ อนาคตของพวกนักเลือกตั้งจะอยู่ยากขึ้น จึงไม่แปลกที่พวกเขาบอกว่าจะต่อต้านอย่างหนัก ใครกันล่ะ? ที่จะยอมรับกฎหมายที่ปิดทางทำมาหากินของตน
                      กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีทั้งนักวิชาการ นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ล่าสุดอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำไปแล้ว ออกมาวิพากษ์จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับท่านมีชัยว่า มีจุดเด่นในเรื่องการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชั่น แต่มีจุดอ่อนตรงที่ยังพูดถึงเรื่องสิทธิของประชาชน นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่นี้ ยังกล่าวถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ชุมชน ความเสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น้อยมาก อย่างน้อยหลายฝ่ายก็เห็นว่า ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงน้อยกว่าที่กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2540 และ 2550
                      เรื่องสิทธิ เสรีภาพของบุคคลและสิทธิชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เราจะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในตอนที่ยังไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร กับตอนที่เราอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล คสช.ได้ชัดเจนประการหนึ่งคือ เมื่อประชาชนมีเรื่องเดือดร้อน พวกเขาไม่มีสิทธิ์และโอกาสในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ชาวบ้านขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐ
                      หลายต่อหลายครั้งที่ชาวบ้านและชุมชนรู้สึกว่า โครงการของรัฐที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ ฐานทรัพยากรและสิทธิของชุมชน แต่พวกเขาไม่อาจจะเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม หรือต่อรองใดๆ ได้อย่างสะดวกอีกต่อไป กรณีการขุดลอกแม่น้ำมูล หรือ “โครงการลักหลับแม่น้ำมูล” ที่ชาวบ้านมองว่า เป็นการทำลายระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำ และจะส่งผลกระทบต่อวิถีการหาอยู่หากินของชาวบ้านอีกยาวนานก็ถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลอย่างไม่ไยดี ครั้นชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมก็ถูกทหารเข้าไปควบคุมกำกับ ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้เลย สุดท้ายก็ได้แต่นั่งมองให้เขาปู้ยี่ปู้ยำกับแม่น้ำมูลกันตาปริบๆ
                      ในยุคทุนนิยมคนกินคน ชาวบ้านระดับล่างยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกวัน พวกเขาแทบจะไม่มีที่ให้เหยียบยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์อีกแล้ว หากกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่เว้นพื้นที่ให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข กฎหมายนั้นจะมีประโยชน์อะไร ดังนั้นเมื่อมีผู้สันทัดกรณีออกมาชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดอ่อน ก็สมควรที่ฝ่ายยกร่างจะต้องนำมาพิจารณา หาไม่แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่ผ่านประชามติอย่างแน่นอน เพราะนี่คือจุดโหว่ที่ฝ่ายต่อต้านจะออกมาตอกย้ำให้ชาวบ้านเห็น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องตกไปเพราะไม่ผ่านประชามติอีกรอบ แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป?
                      ว่ากันว่า ความสุดยอดของรัฐธรรมนูญฉบับท่านมีชัยคือการออกแบบมาตรการและกลไกที่จะป้องกันการโกงกิน และปิดโอกาสการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองไร้คุณภาพอย่างเบ็ดเสร็จ นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่จะให้ดีกว่านี้ก็ต้องสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกในสิทธิ เสรีภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยกว่าที่เคยมีมากแล้วในอดีต
                      คงยังไม่สายที่คณะกรรมการร่างฯ จะหันมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
——————–
(โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา)

ก็แค่ไปสวดมนต์

Published February 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222724.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
ก็แค่ไปสวดมนต์

ก็แค่ไปสวดมนต์ : โดยวิธีของเราเอง โดย… ไพฑูรย์ ธัญญา

          ยิ่งเลยกึ่งพุทธกาลมากขึ้น สัญญาณแห่งพุทธทำนายก็ส่อรหัสเหตุออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคนทุกวันนี้ยังคงเชื่อเรื่องพุทธทำนายที่ว่าด้วยการสิ้นสุดพระพุทธศาสนาอยู่อีกหรือไม่ แต่ล่าสุดสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นก็พลันเกิดให้เห็น การปะทะกันระหว่างหมู่ภิกษุกับทหาร ใครถูกใครผิด? ต่างก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ระเบิดเถิดเทิงอยู่โลกโซเชียล แต่ส่วนมากมีความคิดเห็นและความรู้สึกออกไปในทางด่าพระเสียมากกว่า บางคนถึงกับวิเคราะห์ให้เห็นโยงใยสายสัมพันธ์ ที่มาที่ไปของการชุมนุมสงฆ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่ามันไปพัวพันกับกลุ่มการเมืองไหน อย่างไร แถมสำทับอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ ดีไม่ดีเราอาจเห็นศาสนาพุทธในบ้านเมืองเราแตกแยกเป็นนิกายแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนบางศาสนา
          นี่ถ้ามองในทัศนะของอธิบดีกรมการศาสนาคนปัจจุบัน ท่านคงร้อนรนรำคาญใจว่า คนไทยพวกนี้ช่างคิดมากเสียเหลือเกิน ทำไมต้องเรียกการชุมนุมของสงฆ์ในครั้งนี้ว่า ม็อบพระ กันด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่ ท่านยังให้สัมภาษณ์เลยว่า ในหลักการแล้วไม่ใช่ม็อบ “เป็นเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้นเอง” ท่านเลยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่าเรียกว่า “ม็อบพระ” เพราะมันไม่เหมาะสม แต่ดูเหมือนคำพูดของท่านไม่ค่อยมีใครได้ยิน เพราะสื่อส่วนใหญ่ยังคงพาดหัวใช้คำว่า “ม็อบพระ” กันทั้งนั้น แค่ลองเปิดดูในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ไม่กี่ฉบับก็ใช้เหมือนๆ กัน เช่น “ม็อบพระสงฆ์ปะทะทหาร” / “ม็อบพระยื่นหนังสือบิ๊กป้อม สงฆ์รับปากไม่มีการค้างคืน” / “แกนนำม็อบพระเข้าทำเนียบ” ฯลฯ
          ข้างฝ่ายพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ออกจะมีบทบาทโดดเด่นในการ รวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาของเหล่าพระสงฆ์ ก็ออกจะรับไม่ได้กับการถูกเรียกว่า “ม็อบพระ” ท่านบอกว่า ก็แค่พระรวมตัวกันไปสวดมนต์” หรือเป็นการรวมตัวกันของสงฆ์เพื่อเจริญพระพุทธมนต์” เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะมีอะไร
          ดังนั้น เราน่าจะลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นผ่าน การใช้ภาษาของท่านอธิบดีกับท่านเจ้าคุณประสารดูบ้าง บางทีอาจทำให้ญาติโยมทั้งหลายเบาใจไปได้หลายเปราะ คำว่า “การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา” มันก็บอกอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า พระท่านหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศไม่ได้มีเจตนาอะไรพิเศษไปกว่านี้ ก็แค่ไปทำ “กิจกรรม” อะไรบางอย่างเกี่ยวกับศาสนาเท่านั้นเอง รับรองไม่ใช่ม็อบแน่ๆ และถ้าเอาคำของเจ้าคุณประสารมาประกอบ เราก็จะทราบได้ทันทีว่า อ๋อ กิจกรรมทางศาสนาของบรรดาพระสงฆ์กลุ่มนี้ก็คือ “การไปสวดมนต์” นั่นเอง พระสงฆ์กับการสวดมนต์เป็นของคู่กัน แล้วทำไมพระสงฆ์เรือนหมื่นเหล่านี้จะไปชุมนุมกันสวดมนต์ไม่ได้ ทำไมจะต้องพากันคิดมาก และรุมกันประณามกันเสียๆ หายๆ
          เห็นไหมละว่า ทุกอย่างมันดูปกติธรรมดา และเป็นเรื่องที่ควรจะสบายใจกันได้ ขอให้เราใช้คำเรียกมันให้ถูกต้องเท่านั้นก็พอ ภาษานี่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นกระบวนการใช้ภาษาในลักษณะนี้มาแล้วบ่อยครั้ง ทีรถบางคันสีดำ ยังถูกเจ้าของติดสติกเกอร์บอกว่า รถคันนี้สีขาวรถสีดำก็กลายเป็นรถสีขาว ไปเฉยเลย เวลาเราขับรถตามหลังรถที่ติดสติกเกอร์ทำนองนี้ เราก็ยังพลอยเชื่อเลยว่ามันสีขาวจริงๆ ฉะนั้นเมื่อท่านอธิบดีกรมการศาสนาและเจ้าคุณประสารท่านติดสติกเกอร์ เอ๊ย! ท่านบอกว่า พระท่านไปรวมตัวกันทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการสวดมนต์ เราก็ควรจะเชื่อได้ ตามตรรกะเดียวกัน
          แต่ก็คงมีญาติโยมหลายคนอาจจะอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า การไปสวดมนต์ของพระในครั้งนี้มันดูแปลกๆ อย่างไรไม่รู้สิ เป็นต้นว่า ทำไมต้องรีบร้อนถึงขนาดพระบางรูปลืมปลงผม โกนหนวดเลยก็มี? บางคนถึงกับสงสัยหนักไปอีกว่า พระวัดไหนหนอถึงได้มีความเชี่ยวชาญไม่ต่างจากทหารหน่วยสวาทที่เราเห็นในหนังฮอลลีวุู้ดเลย ก็ดูท่าทางในการ “ล็อกคอ” ทหารนั่นสิ มันบอกอยู่ชัดๆ ว่า มือที่เคยแต่อุ้มบาตรขอข้าวชาวบ้าน กับมือที่เคยแต่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ไม่น่าจะแข็งแรงมั่นคงขนาดนั้น? บางคนอาจตั้งข้อสงสัยอีกว่า ทำไมคุณพระคุณเจ้าทั้งหลายถึงได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้ามาเล่นงานล้อมกรอบทหารอย่างออกหน้าออกตา ทั้งการล้อมรถ เขย่ารถและยกรถ ก็ดูคุ้นๆ คล้ายภาพที่เราเคยเห็นในเหตุการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มเสื้อสีเมื่อสีห้าปีก่อน หรือว่าพระกลุ่มนี้ท่านก็ได้ดูทีวีเหมือนเรา แล้วเที่ยวไปจำมาลองทำดูบ้าง? นี่ก็ไม่เว้นแม้แต่คำพูดที่พระห่มจีวรสีกรักรูปหนึ่ง ประกาศตอนที่ขึ้นไปยึดรถบรรทุกของทหารว่า อาตมารับผิดชอบเองมันก็ฟังคล้ายกับตอนที่ใครบางคนสั่งให้ม็อบไปเผาบ้านเผาเมืองยังไงไม่รู้?
          ไม่ต้องสงสัยหรือตั้งคำถามอะไรทำนองนี้หรอกท่าน คิดไปให้ปวดหัวทำไม ก็บอกแล้วไงว่า แค่ไปสวดมนต์เท่านั้นเอง

โอ้ละหนอโอเน็ต

Published February 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222454.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
โอ้ละหนอโอเน็ต

โอ้ละหนอโอเน็ต : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

           เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งการลุ้นระทึกสำหรับครูและนักเรียน เพราะเป็นเทศกาลของการสอบโอเน็ต ไม่น่าเชื่อว่า การสอบโอเน็ตสำหรับนักเรียนไทย จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ต่างอะไรกับการ “สอบจอหงวน” ของพวกขุนนางจีนโบราณไปเสียแล้ว ฤดูกาลสอบโอเน็ต เป็นช่วงที่บรรดาผู้บริหารโรงเรียนน้อยใหญ่พากันหวาดวิตก กลัวคะแนนรวมในโรงเรียนของตนจะติดอันดับรั้งท้าย ส่วนพวกนักเรียนก็ไม่ต้องได้เรียนหนังสือกันล่ะ เพราะครูจับมาติวข้อสอบ หลายแห่งมีการ “ซ้อมสอบ” เอานักเรียนมานั่งในห้องสอบ เอากรรมการคุมสอบมาคุม และสอนเรื่องการทำข้อสอบว่าต้องฝน หรือต้องกรอกข้อมูลอะไรลงไปบ้าง ทำกันขนาดนี้ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดในวันสอบจริงๆ

การสอบโอเน็ตมีชื่อรียกเต็มๆ ว่า “การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน” เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีเนื้อหาวิชาที่สอบครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลการทดสอบจะนำไปใช้ประโยชน์หลายเรื่อง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เป็นการจัดอันดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน โดยเทียบกับมาตรฐานคะแนนระดับชาติ เรื่องนี้เองที่ทำเอาผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน ผู้บริหารพากันวิตกกังวลกันทั่วหน้า กลัวว่าผลคะแนนของเด็กๆ จะออกมาไม่ดีพอ ซึ่งเท่ากับเป็นการประจานโรงเรียนของตนนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จนนำไปสู่การฉ้อโกงระดับชาติ เพราะคะแนนโอเน็ตเป็นคะแนนที่จัดอันดับความสำเร็จของโรงเรียนโดยปริยาย กลุ่มผู้บริหารไล่มาตั้งแต่ระดับจังหวัดและระดับสำนักงานเขตพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้อำนวยการโรงเรียนจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะให้นักเรียนในสังกัด ทำคะแนนสอบให้สูงที่สุด ไม่ว่าวิธีการนั้นจะชอบมาพากลหรือไม่ ผลการสอบโอเน็ตแต่ละปี สทศ. หรือสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ จะรู้บ้างไหมว่า มีคะแนนสอบโอเน็ตของหลายจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่ไม่ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริง สทศ.เคยส่งคนมาดูบ้างหรือเปล่าว่า กระบวนการเตรียมสอบโอเน็ตของผู้บริหารและครูในระดับเขตพื้นที่นั้น ผิดเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาและการสอบโดยสิ้นเชิง เท่านั้นยังไม่พอ มันยังก่อให้เกิดขบวนการโกงการสอบ ที่ทำกันอย่างเป็นระบบ จนถึงขั้นบางแห่งให้ครูแก้ข้อสอบของนักเรียนเสียใหม่ คือไอ้ที่นักเรียนกามาในแบบทดสอบนั้น จะถูกครูที่ได้รับคำสั่งมอบหมายจากเจ้านาย ลบออก แล้วกาใหม่ เพื่อให้มีคำตอบที่ถูกมากที่สุด

เขาทำกันถึงขนาดนี้แล้วนะครับ จึงไม่แปลกที่บางสำนักงานเขตพื้นที่ จะมีคะแนนสอบโอเน็ตสูงติดอันดับของประเทศ ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กลายเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาผู้บริหารน้อยใหญ่ ว่าผลคะแนนในเขตความรับผิดชอบของตนอยู่ระดับที่น่าพอใจ ทั้งที่ช่วยกันโกงมาแท้ๆ แม้จะมีครูผู้สอนหลายคนไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกมาเปิดโปงให้สังคมได้รับรู้ กลไกอำนาจของผู้บริหารมันมากล้นเสียจนข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยไม่กล้าหือ พวกเขาจึงได้แต่หวานอมขมกลืนไปเท่านั้นเอง

การสอบโอเน็ตก็ดี การประกันคุณภาพการศึกษาก็ดี เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น มันเป็นการประเมินขีดความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน ปัญหาก็คือ โรงเรียนจำนวนมาก ไม่ได้จัดการเรียนการสอบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่หลักสูตรกำหนด เพราะมัวแต่ไปวุ่นวายกับกิจการอื่นๆ สารพัด แต่ไม่ใช่เรื่องการเรียนการสอน พอสอนไม่ครบหลักสูตร เด็กไม่มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ทำให้เกิดความกลัวเรื่องการสอบโอเน็ตจนขี้ขึ้นสมอง กลัวว่าผลคะแนนของนักเรียนในความรับผิดชอบของตนจะรั้งท้ายให้ขายหน้า ก็เลยคิดหาทางสารพัดวิธี เริ่มตั้งแต่จับเด็กนักเรียนมาติวเป็นแรมเดือน รวมไปถึงวิธีการที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเสาะหา “เฉลย” ข้อสอบมาบอกเด็ก การให้ครูไปแก้ไขข้อสอบของนักเรียน การทำแบบนี้ มันต้องทำเป็นระบบและขั้นตอนเท่านั้นจึงจะทำได้ เอาไปเอามาการสอบโอเน็ตก็ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายที่แท้จริง

พูดเรื่องสอบโอเน็ตของประเทศนี้ จึงได้แต่รู้สึก โอ้ละหนอ โอละหน่าย พร้อมๆ กับให้อเนจอนาถใจกับการศึกษาของไทย คือดูไปดูมามันก็เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ในขณะที่รัฐทุ่มเทงบประมาณในการจัดการศึกษาจำนวนมหาศาล แต่ผลที่มันออกมายิ่งถอยหลังเข้าคลองเข้าไปทุกวัน ตอนนี้ถ้าเทียบคุณภาพการศึกษาของไทยกับของประเทศในอาเซียน เราก็คงได้เอาปี๊บมาคลุมหัวกันเท่านั้น

%d bloggers like this: