แหวกฟ้าหาฝัน

All posts tagged แหวกฟ้าหาฝัน

แหวกฟ้าหาฝัน : Romantic Generation in Chiado Museum

Published June 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375986

แหวกฟ้าหาฝัน : Romantic Generation in Chiado Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Romantic Generation in Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Five Artists at Sintra by Joao Cristino da Silva

Romaticism เป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะทั้งด้านวรรณกรรม จิตรกรรม และดนตรีในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เน้นในเรื่องอารมณ์ ความเป็นตัวตน และยกย่องธรรมชาติซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคม และค่านิยมทางการเมือง Romanticism ยังย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับแนวคิดยุคกลางแทนที่จะเป็นยุคแห่งเหตุผลเพื่อหลีกหนีสังคมเมือง การเจริญเติบโตของประชากรที่มากขึ้นและอุตสาหกรรม แนวทางศิลปะที่เน้นการใช้จินตนาการและการยกระดับคุณภาพชีวิตนี้แม้โดยหลักการจะตรงข้ามกับแนวทางศิลปะแบบ Realism แต่ก็สามารถมีผลต่อแนวทางศิลปะในยุคต่อมาไม่ว่าจะเป็น Liberalism, Radicalism, Conservatism และ Nationalism อยู่ไม่น้อย

ใน Chiado Museum ก็มีผลงานศิลปะแนว Romaticism อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะงานจากศิลปินชาวโปรตุกีสแม้ศิลปินแนวนี้ชาวโปรตุกีสที่ดังๆ จะมีไม่มาก และอายุไม่ยืนนักก็ตาม เช่น Joao Cristino da Silva จิตรกรและนักออกแบบชาวโปรตุกีส เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าและเริ่มเรียน Academy of Fine Artที่มหาวิทยาลัยลิสบอน ในปี 1841 แต่เขากลับทะเลาะกับอาจารย์และลาออกไปก่อนที่จะเรียนจบ แล้วหันไปทำงานแกะสลักอยู่ 2 ปีก่อนย้อนกลับมาทำงานจิตรกรรม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็สามารถที่จะจัดแสดงผลงานในปารีส แมดริด และเมืองต่างๆ ในโปรตุเกส งานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือ Five Artists at Sintra ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ใน Chiado Museum นี้เคยเป็นงานที่พระเจ้าเฟอร์ดินันด์ที่สองแห่งสเปนเคยซื้อไป นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ศิลปินวาดตัวละครในภาพแต่ละคนได้อย่างมีชีวิตชีวาสังเกตได้จากแววตาและการเคลื่อนไหวของร่างกายเหมือนจริงราวกับการแสดงที่ผู้ชมเห็นอยู่ตรงหน้า แม้เขาจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โดยงานของเขาไม่เพียงเป็นที่ต้องพระทัยพระเจ้า Amadeo ที่หนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งจนเป็นอัศวิน และเป็นศาสตราจารย์เท่านั้น แต่น่าเสียดายเขากลับเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวด้วยอายุเพียงแค่ 48 ปี

Only God by Francisco Augusto Metrass

Miguel Angelo Lupi จิตรกรและศาสตราจารย์ชาวโปรตุกีส เขาเข้าศึกษาด้านศิลปะที่ Lisbon Academy of Fine Art ในปี 1841 เขาพยายามหางานทำเพื่อยังชีพระหว่างหัดวาดภาพและสามารถเข้าทำงานที่ Court of Auditors จนได้รับมอบหมายให้วาดภาพพระเจ้า Pedro V เพื่อใช้ในห้องว่าการศาล ผลงานของเขาเป็นที่ประทับใจจนได้รับรางวัลเป็นเงินทุนให้ไปเรียนศิลปะต่อที่อิตาลีบ้านเกิดของบิดา หลังจากไปฝึกวาดภาพตามอย่างศิลปินรุ่นเก่าๆ ที่อิตาลี 3 ปี เขากลับมาแข่งขันวาดภาพ Kiss of Judasที่ Lisbon Academy และได้รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ที่นั่น นับจากนั้นมาเขาก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นและได้รับรางวัลที่ Exposition Universalle เสียดายเขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 57 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ภาพ The Blacks of Serpa Pinto ของศิลปินมีความมีชีวิตชีวาสูงโดยสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้จากการเห็นภาพเพียงแค่ shot เดียว

The Blacks of Serpa Pinto by Miguel Angelo Lupi

Francisco Augusto Metrass จิตรกรชาวโปรตุกีส เขามาจากครอบครัวชาวเยอรมันที่ทำการค้าทางด้านนำเข้าส่งออก เขาเข้าเรียนศิลปะที่ Academy of Fine Art ที่ลิสบอนตั้งแต่อายุ 11 ปีโดยเริ่มเรียนการเขียนภาพเหมือนก่อน หลังจากนั้นเขาย้ายไปเรียนต่อที่โรม เมื่อเขา หวนกลับมาอยู่โปรตุเกส เขาก็เลิกเขียนภาพเหมือนแล้วหันมาเขียนภาพที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์แทน และจัดแสดงผลงานของแรกที่พระราชวังของ Count of Lumiares ถึงกระนั้นเขากลับรู้สึกว่าภาพเขียนของเขาไม่ได้รับการตอบรับดีนัก เขาจึงตัดสินใจประมูลขายภาพทั้งหมดที่จัดแสดงและย้ายไปฝรั่งเศสเพื่อศึกษาต่อ เมื่อเขาย้ายกลับมาโปรตุเกสอีกครั้ง เขาหันมาสร้างสรรค์งานคล้ายกับศิลปินดัทช์ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีถึงขนาดที่พระเจ้าเฟอร์ดินันด์ที่สอง ทรงซื้อภาพ Scene from the life of LÚs Vaz de CamÔes เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ภาพเขียนในปี 1854 หลังจากชนะการประกวดภาพเขียนSolomon’s Judgment ภายหลังเขาป่วยด้วยวัณโรคจนไม่สามารถทำงาน และเสียชีวิตในที่สุดด้วยอายุเพียงแค่ 36 ปี นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า Only God by Francisco Augusto Metrass ใน Chiado Museum เป็นภาพที่แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเต็มเปี่ยม สังเกตได้จากสายน้ำและแววตาที่ตื่นตระหนกของเด็กทารก แม้ศิลปินจะเรียนศิลปะเพียงเล็กน้อยและอายุไม่มากก็ตาม

Advertisements

แหวกฟ้าหาฝัน : Chiado Museum

Published May 28, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374497

แหวกฟ้าหาฝัน : Chiado Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศด้านนอกตัวอาคาร

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมโดยเฉพาะงาน Contemporary art และได้มาลิสบอนจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะที่นี่ไม่เพียงมี Berardo Museum ที่มีงานแนว modern art มี MAAT มิวเซียมที่มีทั้งงานสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีแนว Contemporary Art แล้วยังมี Chiado Museum หรือ National Museum of Contemporary Art อีกต่างหาก ลิสบอนจึงเป็นเมืองที่ครบเครื่องเรื่อง Contemporary art ไม่น้อยหน้าเมืองหลวงใหญ่ๆ ของยุโรปตะวันตกเลยทีเดียว

Chiado Museum

National Museum of Contemporary Art หรือ Chiado Museum ที่เป็นภาษาโปรตุกีสนี้เป็นมิวเซียมที่อยู่ในเขต Chiado เมืองลิสบอน มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1911 โดยแยกจาก
Museum of Fine Art และได้รับผลงานของศิลปินท้องถิ่นและนานาชาติตั้งแต่ปี 1850 มาจัดแสดงนี้จัดตั้งครั้งแรก ณ Palacio das Janelas Verdes ด้วยความตั้งใจที่จะให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นที่ส่งเสริมการพัฒนาศิลปะยุคใหม่ ต่อมารัฐบาลได้มีดำริให้นำผลงานศิลปะที่ได้รับการแบ่งมาจาก Museum of Fine Art ไปจัดแสดงที่ Convent of S.Francisco เพื่อให้ง่ายต่อการจัดแสดงผลงานและส่งเสริมการรวมกลุ่มของศิลปินรุ่นใหม่มากขึ้นไปอีก

ด้านนอกถ่ายจากมุมไกล

อย่างไรก็ดี Carlos Reis ผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียมกลับไม่สามารถขยายมิวเซียมและหาผลงานมาจัดแสดงเพิ่มเติมได้มากนัก จวบจนกระทั่ง Sousa Lopes ได้เป็นผู้อำนวยการมิวเซียม ศิลปินท้องถิ่นจึงยินยอมให้นำผลงานมาจัดแสดงมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับงานจากศิลปินนานาชาติที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนมาจัดแสดง เช่น Rodin, Bourdelle, Joseph Bernard ต่อมาเมื่อ Diogo Macedo นักประติมากรรมที่มีชื่อเสียงได้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เขาได้ขยายเวลาทำการมิวเซียมและเปิดประตูมิวเซียมแยกต่างหากจาก Museum of Fine Art อีกทั้งยังส่งเสริมการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวเพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีโอกาสนำผลงานมาจัดแสดงมากขึ้นไปอีก

บรรยากาศภายใน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มิวเซียมล้าหลังมากอันเป็นผลมาจากการที่นาซีบีบบังคับให้จัดแสดงผลงานที่นาซีอนุญาตเท่านั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ในปี 1959 นักการเมืองได้แต่งตั้ง Eduardo Malta จิตรกรขึ้นเป็นผู้อำนวยการท่ามกลางการคัดค้านของศิลปินทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเห็นว่าผู้อำนวยการคนนี้คงไม่สามารถยกระดับมิวเซียมให้เทียบเท่ากับมิวเซียมอื่นๆ ในยุโรปอย่างแน่นอน ถึงกระนั้นก็ตาม ศิลปินก็ไม่สามารถทำอะไรได้ มิวเซียมจึงอยู่ในสภาพล้าหลังต่อไปอีกจนถึงปี 1988 ซึ่งเป็นปีที่รอบมิวเซียมถูกไฟไหม้ Telesa Gouveia รัฐมนตรีว่าการวัฒนธรรมจึงได้ตัดสินใจยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการเป็นผู้เสนอโครงการปรับปรุงและออกแบบมิวเซียมใหม่โดยให้ Jean Michel Wilmotte เป็นผู้ออกแบบ มิวเซียมได้รับการเปิดตัวใหม่อีกครั้งในวันที่ 12 กรกฎาคม 1994

บรรยากาศภายใน

สถาปนิกได้พยายามออกแบบอาคารตามแนวทางศิลปะแบบ Neo-modern แต่ยังคงให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของสถานที่ก่อตั้งซึ่งเป็นอารามเดิมก่อนได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ส่วนโถงใหญ่จะมีเสาหินใหญ่ 2 ต้นที่รองรับโครงหลังคาโค้งตามแนวทางการก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมโปรตุเกส อีกทั้งยังพยายามเก็บงานประติมากรรมเก่าๆ หลายชิ้นตามทางเดินไว้ด้วย
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมจึงไม่เพียงจะได้มีประสบการณ์กับงานศิลปะเท่านั้น ยังได้มีโอกาสเห็นความลงตัวในการปรับเปลี่ยนอารามให้กลายเป็นมิวเซียมยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่งอีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

Published May 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373054

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art ใน MAAT

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Utopia ของ Pierre Jean Giloux

นักท่องเที่ยวที่จ่ายค่าตั๋วเข้า MAAT นอกจากจะได้ชมนิทรรศการจากส่วนโรงไฟฟ้า Tejo แล้ว ในตึกใหม่ของ MAAT ยังเป็นที่จัดแสดงผลงาน Contemporary Art ที่สำคัญของ Lisbon อีกด้วย งาน Contemporary Art ในตึกนี้มีความแปลกและทันสมัยไม่แพ้งานแนวนี้ที่ใดในโลก เช่น งานของ Kader Attia ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เติบโตใน Algeria และปารีส เขาเข้าเรียนที่ Ecole
Superieure des Arts Appliques Dupre และ The Ecole Nationale Superieure des Arts Decoratifs ในปารีส และบาร์เซโลนา อีกทั้งยังใช้เวลาอีกหลายปีในคองโกและอเมริกาใต้ การที่ Attia มีประสบการณ์จากหลากหลายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ได้บ่มเพาะให้เขามีความสามารถในการผสมผสานความรู้เข้าด้วยกันจนได้งานที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ตัวอย่าง Video งานของ Kader Attia

หัวข้องานวิจัยที่เขาให้ความสำคัญคือ Repair หรือการซ่อมแซมซึ่งเกี่ยวโยงตั้งแต่ความเสียหายไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพจนเข้าสู่จุดเหมาะสมโดยเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ ศิลปินใช้ภาพถ่ายและวีดีโอเป็นสื่อในการจัดแสดงผลงานเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับความทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ทั้งในเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม และความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรม เขาเน้นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของประเทศผู้ล่าอาณานิคมต่อประเทศอาณานิคมจนทำให้วัฒนธรรมของประเทศอาณานิคมบางอย่างสูญหายหรือผันแปรไป เขายังตั้งคำถามในเรื่องความทันสมัยที่ตั้งใจมีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่กลายเป็นควบคุมประชากรของประเทศกำลังพัฒนา และนำไปสู่การทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามในอดีตอีกต่างหากซึ่งเขาสรุปว่า แท้ที่จริงแล้วนับจากอดีตมา มนุษย์เราไม่ได้ทันสมัยขึ้นเลย นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานของเขาแม้เป็นงาน Concept แต่เขาก็สามารถจัดแสดงออกมาได้สมกับกับเป็นศิลปินรางวัล Marcel Duchamp และ Miro Foundation จริงๆ

แบบร่างปริศนาของ Alexander Brodsky

คำว่า Utopia หรือดินแดนในอุดมคติเป็นสิ่งที่มนุษย์แทบทุกคนเคยได้ยินมาและฝันที่จะได้ไปอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว แต่หน้าตาของดินแดนในฝันเป็นเยี่ยงใด จินตนาการของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน Pierre Jean Giloux ศิลปินชาวฝรั่งเศสได้ทำการศึกษาภาพร่างของ Arata Isozaki ที่วาดภาพ Hiroshima เมืองญี่ปุ่นที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์บอมบ์ในสงครามโลกทั้งสอง เขาพยายามเขียนภาพเมืองใหม่ภายใต้จินตนาการของดินแดนในฝันของ Thomas More ซึ่งเขียนไว้ในปี 1516 นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าเมืองในอุดมคติของ Giloux ดูล้ำสมัยราวกับดาวอังคารเลยทีเดียว

งานของ Kader Attia

ส่วนแบบร่างปริศนาของ Alexander Brodsky สถาปนิกและนักประติมากรรมชาวรัสเซียเน้นใช้ความมืด และจินตนาการจากเทพนิยาย และเกมมาเรียงร้อยให้ดูสนุกสนานมากขึ้นจนดูเหมือนงานสถาปัตยกรรมในจินตนาการที่ยากจะเป็นจริงโดยเฉพาะในรัสเซียโลกคอมมิวนิสต์ที่เขาอาศัยอยู่ Brodsky จบการศึกษาจากสถาบันในรัสเซียในปี 1978 เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนสำคัญของชมรมสถาปนิกกระดาษที่มักทำงานร่วมกับ LLya Utkin ในงานสถาปัตยกรรมที่บิดเบือนรูปแบบผังเมือง งานสถาปัตยกรรมกระดาษเป็นผลจากการปฏิเสธงานสถาปัตยกรรมมาตรฐานตามแนวทางคอมมิวนิสต์ที่เมินความสนใจต่อการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แม้งานสถาปัตยกรรมจากรัสเซียจะไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกตะวันตก แต่งานสถาปัตยกรรมกระดาษของสถาปนิกทั้งสองกลับโดดเด่นจนเป็นที่รู้จักและสามารถชนะรางวัลในการแข่งขันระดับมืออาชีพอยู่เนืองๆ

งาน Contemporary Art

งานของ William Powida จิตรกร และนักวิจารณ์ศิลป์ชาวนิวยอร์ก เขาชอบผลิตงานที่เย้ยหยันอัจฉริยภาพของคนและขัดแย้งกับระบบทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง What is Contemporary? ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี นอกจากงานของศิลปินข้างต้นแล้ว งานหลายชิ้นที่จัดแสดงใน MAAT ยังมีความแปลก ล้ำสมัยอยู่ไม่น้อย แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับงาน Concept ของศิลปิน Contemporary Art อาจรู้สึกฉงนว่า ของแบบนี้เข้ามาอยู่ในมิวเซียมที่มีค่าก่อสร้างหลายร้อยล้านยูโรได้อย่างไร ส่วนนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงาน ContemporaryArt ก็จะรู้สึกว่า MAAT ก็เป็น Contemporary Art Museum ที่ไม่ด้อยกว่ามิวเซียมแนวเดียวกันในเมืองใหญ่ของยุโรปอื่นๆ เลยทีเดียว

What is Contemporary? ของ William Powida

งานของ Kader Attia

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

Published May 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/371585

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

แหวกฟ้าหาฝัน : Contemporary Art Exhibition ในโรงไฟฟ้า Tejo MAAT

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานของ Tomas Calaco

โรงไฟฟ้า Tejo ที่เป็นส่วนอาคารเก่าของ MAAT นั้น นอกจากชั้นล่างจะคงความเป็นโรงไฟฟ้าไว้เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแล้ว ชั้นบนยังเป็นที่จัดแสดงผลงานนิทรรศการ Contemporary Art ที่สำคัญของลิสบอนด้วย ผลงานที่จัดแสดงมีทั้งของศิลปินท้องถิ่นและศิลปินนานาชาติ อาทิ

Tomas Colaco ศิลปินชาวโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงในการสรรสร้างสิ่งแวดล้อมให้มีความกลมกลืนระหว่างทฤษฎีและความเป็นจริงด้วยการใช้สื่อและธีมที่หลากหลายโดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของสิ่งของและสถานที่ด้วยการลบความหมายเดิม ผลงานใน MAAT นั้นเขาอาศัยแรงบันดาลใจจากภาพเสมือน 3 มิติ Allegory of Prudence ของ Titian ศิลปินยุคเรอเนซองส์ผู้โด่งดังมาปรับใหม่บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ด้วยการจัดแสดงต้นไม้ และสิ่งของมากมาย อาทิ โต๊ะ โคมไฟ กระถางต้นไม้ ผลไม้อุปกรณ์เขียนภาพ โดยตกแต่งอย่างละเอียดละออสังเกตจากลายบนเก้าอี้เสมือนฉากละครเวทีแบบ 3 มิติ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเข้าชมของจริงยังได้ฟังเสียงธรรมชาติประกอบอีกต่างหากจนรู้สึกเหมือนได้เข้าร่วมอยู่ในบรรยากาศนั้นๆ ด้วยเลยทีเดียว

ตัวอย่างงาน Contemporary อื่น ๆ

กล่องใส่ซองจดหมายที่โต้ตอบระหว่างครอบครัวของบิดาในช่วงที่บิดาเขาเป็นทหารในสงคราม Portuguese Colonial ในเมือง Angola ของ Nuno Nunes Ferreira ศิลปินมากรางวัลชาวลิสบอนในนิทรรศการนี้เป็นเครื่องรำลึกถึงความคิดถึงที่พ่อเขามีต่อแม่ ในช่วงเวลานั้นบุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายให้แม่เขาถึงวันละ 3 ครั้งเพราะพ่อของเขาเขียนจดหมายหาแม่วันละ 3 มื้อ กองจดหมายเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวันเวลาที่การเดินทางของข้อมูลยังล้าหลังกว่าปัจจุบันที่ข้อมูลสามารถส่งผ่านกันแบบ real time งานชิ้นนี้ของ Ferreira เป็นตัวอย่างของการนำเสนองานแนว concept ล้วนๆ นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับศิลปะแนวContemporary Art จะทราบดีว่าศิลปินรุ่นใหม่มักนำเสนองานผ่าน concept มากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว

งานของ Nuno Nunes Ferreira

นอกจากใน MAAT จะมีผลงานของศิลปินท้องถิ่นแล้ว ที่นี่ยังมีศิลปินแนวContemporary Art ชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลด้วยเช่น Isa Genzken นักประติมากรรมหญิงชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลนานาชาติจากCultural Donation of SSK Munich และ Wolfgang-Hahn จาก Museum Ludwig เมือง Cologne แม้งานของ Genzken จะเป็นแนวประติมากรรม แต่เธอมักใช้สื่อที่มีความหลากหลาย ในการผลิตผลงาน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ฟิล์ม วีดีโอ กระดาษ ผ้าใบ หนังสือ มาจัดให้เข้ากันอยู่ในงานประติมากรรม Empire/Vampire, Who Kills Death ผลงานใน MAAT ชิ้นนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดงานหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของศิลปินที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองนักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ศิลปินใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย อาทิ กระดาษ ปูนปาสเตอร์ ภาพถ่ายเก่าๆและกระจกมาสร้างสรรค์งานประติมากรรม 3 มิติเสมือนหนึ่งฉากละครที่ดึงดูดให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมกับชิ้นงานได้อย่างยอดเยี่ยมสมกับเป็นศิลปินที่ได้ชนะรางวัลมาแล้วมากมายจริงๆ

นอกจากงานที่กล่าวมาข้างต้น ภายในส่วนนิทรรศการยังมีผลงานของศิลปินอีกหลายท่าน ที่ล้วนเป็นงานแนว concept ที่นักท่องเที่ยวซึ่งไม่คุ้นเคยอาจรู้สึกฉงนว่า ศิลปินคิดอะไรและสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาทำไม ส่วนนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบงาน contemporary art ก็อาจรู้สึกว่างานศิลปะพวกนี้ดูสนุกแปลกตาดี

 

Allegory of Prudence ของ Titian

Allegory of Prudence ของ Titian

EmpireVampire, Who Kills Death ของ Isa Genzken

EmpireVampire, Who Kills Death ของ Isa Genzken

งานของ Maria Beatriz

งานของ Maria Beatriz

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

Published May 3, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370144

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : MAAT Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ไปย่าน Belem กรุงลิสบอน โปรตุเกส นอกจากจะไปถ่ายรูปกับ Monument of Discoveries, Tower of Belem และเยือน Berardo Museum แล้ว ที่นี่ยังมีมิวเซียมสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมสวยๆ และเทคโนโลยีห้ามพลาดนั่นคือ MAAT มิวเซียมที่มีชื่อเต็มว่า Museum of Art,Architecture and Technology ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อ 5 ตุลาคม 2016 นี้เป็นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่สำหรับโครงการวัฒนธรรมของลิสบอนโดยมีมูลค่ากว่า 20 ล้านยูโร อาคารที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Tagus ทางทิศตะวันตกของเมืองนี้มีลักษณะพิเศษหนึ่งตรงที่มีการเชื่อมระหว่างอาคารใหม่กับโรงไฟฟ้า Tejo เดิมส่งผลให้มิวเซียมแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษ

มิวเซียมที่ถูกออกแบบโดย Amanda Levete สถาปนิกเลื่องชื่อจากอังกฤษผู้ได้รับรางวัล Stirling และเป็นผู้ชนะการออกแบบทางเข้าใหม่ด้านสนามของ Victoria Albert Museumกรุงลอนดอนนี้ถูกออกแบบได้อย่างโดดเด่นและมีความหมายโดยให้ส่วนหน้าสุดคล้ายหัวเรือ และมีหน้าบรรณยาวๆ แบบงูเลื้อยโดยใช้กระจกทำเป็นหลังคาเพื่อสะท้อนแสงให้คล้ายกับเกล็ดงูมิวเซียมที่สถาปนิกออกแบบอย่างล้ำสมัยด้วยคอมพิวเตอร์นี้เน้นใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทำจากภายในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหินปูนซึ่งเป็นวัสดุที่มีชื่อเสียงในการทำกระเบื้องของเมืองลิสบอนเพื่อสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง โครงการที่ประกอบด้วยพื้นที่ในการจัดนิทรรศการมากถึง 3 พันตารางเมตร และพื้นที่สาธารณะอีก 7 พันตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำนี้ถูกออกแบบเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมอันยาวนานของโปรตุเกส ร่วมไปกับความร่วมสมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยส่วนของหลังคาจัดเป็นทางเดินที่เห็นทิวทัศน์ทั้งตัวเมืองและแม่น้ำได้

ยิ่งกว่านั้นเพื่อให้มิวเซียมเป็นสถานที่สะท้อนความอลังการได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงให้ส่วนภูมิทัศน์ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษต่างหาก นั่นคือ Vladimir Djurovic นักภูมิสถาปัตย์ชาวเลบานอน ผู้ออกแบบ King Hussein Memorial Garden สวนที่ระลึกถึงพระเจ้าฮุสเซนแห่งจอร์แดน Aga Khan Museum + Ismaili Center in Toronto การที่รัฐบาลเลือก Djurovicนักภูมิสถาปัตย์มาออกแบบเป็นพิเศษคงเป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีตรรกะในการออกแบบสวนโดยใช้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจึงไม่เพียงจะได้ชื่นชมกับศิลปะ แต่ยังมีโอกาสได้สัมผัสดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบๆ อีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศทั้งเก่าและใหม่ ส่วนเก่าที่เป็นอาคารโรงไฟฟ้า Tejo เดิมนั้นมีการจัดแสดงนิทรรศการแบบ Interactive โดยรวมเอาส่วนห้องต้มความดันต่ำ ห้องเครื่องจักรไอน้ำ และห้องทำงานประจำวันสำหรับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังมีการจัดแสดงปฏิบัติการของเครื่องยนต์ที่ใช้ถ่านหิน และคนงานที่กำลังทำงานกับถ่านหินไว้ให้ชมด้วย เครื่องจักรที่จัดแสดงล้วนเป็นของเก่าที่เคยทำงานอยู่ และได้มีการฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพดีใช้งานได้ นอกจากนี้ส่วนโรงไฟฟ้ายังมีการจัดแสดงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวอย่างการทดลองเพื่อทดสอบความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การกำเนิดไฟฟ้า และเรื่องราวของ MichaelFaraday ผู้ให้กำเนิดไฟฟ้าเคมีอีกต่างหาก

ส่วนอาคารใหม่ก็จะเป็นงานเกี่ยวกับ Contemporary Art เป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีความล้ำสมัยไม่น้อยไปกว่าตัวอาคารเลย หลังจากชื่นชมสถาปัตยกรรมภายนอกและของจัดแสดงภายในแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินริมน้ำที่มีสะพาน 25 de Abril ที่สวยที่สุดของลิสบอนตั้งตระหง่านอยู่อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : De Stijl in Berardo Museum Lisbon

Published May 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/368658

แหวกฟ้าหาฝัน : De Stijl in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : De Stijl in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานของ Georgie Vantongerloo

De Stijl หรือ The Style ในภาษาดัทช์หมายถึงศิลปะแนว Neoplasticism ที่ถือกำเนิดขึ้นในเมือง Leiden ฮอลแลนด์ ในปี 1917 นักประวัติศาสตร์ศิลป์ถือว่างานศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ในระหว่าง 1917-31 นี้ เป็นงาน Pure abstract หรือนามธรรมล้วนๆ ที่มีการลดทั้งรูปแบบและสี ผลงานจิตรกรรมส่วนใหญ่จะเหลือแค่ส่วนประกอบทางแนวตั้งหรือแนวนอนสีดำ ขาว และแม่สีต่างๆ เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน แนวทางศิลปะแบบ Neoplasticism เน้นการสร้างสมดุลโดยใช้รูปร่างที่สมมาตรมาเติมสีสัน เช่น ขาว ดำ เทา ส่วนเส้นสายที่เพิ่มเติมลงไปในงานจิตรกรรมไม่ว่าจะเป็นแนวนอนหรือแนวตั้งเป็นตัวแทนของธรรมชาติ เช่น ทัศนียภาพ คน หรือสิ่งของ เมื่อเส้นเหล่านี้ตัดกันก็ทำให้เกิดภาพจัตุรัสหรือภาพที่มีเหลี่ยมมุมจึงทำให้เกิดสมดุลใหม่ การทำให้ง่ายและกลมกลืนของภาพ Composition แนวนี้ได้กำจัดความขัดแย้งของสีลงจนทำให้ผลงานดูบริสุทธิ์ นอกจากงานแนวจิตรกรรมแล้ว แนวคิด De Stijl ยังถูกนำไปใช้ในงานสถาปัตยกรรม การออกแบบและงานประติมากรรมเฉกเช่นเดียวกันกับศิลปะแนว Constructivism ด้วย

Composition ของ Jean Gorin

ศิลปินแนว De Stijl ที่โดดเด่นที่สุดของดัทช์คงไม่มีใครเกิน Piet Mondrian เขาเกิดที่ Amersfoort ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในครอบครัวที่บิดาเป็นครูสอนวาดรูป และเข้าเรียนศิลปะกับ Academy for Fine Art ในอัมสเตอร์ดัม จนกลายเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กประถม ในช่วงเวลานั้นเขาได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนวImpressionism จึงผลิตผลงานทิวทัศน์แนว Naturalism และ Impressionism ออกมา ในระหว่าง 1911-14 เขาย้ายไปอยู่ปารีส เพราะต้องการเปลี่ยนผลงานเป็นแนวทางศิลปะที่ใหม่ขึ้นจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับศิลปินแนว Cubism ส่งผลให้เขาผลิตผลงานแนว Cubism ออกมา หลังจากอิ่มตัวกับการพยายามเป็นแบบคนอื่น เขาก็ย้ายกลับไปอยู่เนเธอร์แลนด์และร่วมกับ Theo Van Doesburg ก่อตั้งแนวทางศิลปะใหม่โดยเรียกว่า Neoplasticism โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ความจริง และนามธรรม

Mondrian เห็นว่า การนำเส้นและสีมาบรรจงใส่บนพื้นราบก็สามารถแสดงออกถึงความสวยงามได้แล้ว เขาจึงนำเส้นตรงตามแนวนอนและแนวตั้งมาสร้างงานด้วยความตระหนักรู้โดยไม่จำเป็นต้องคำนวณ แต่ใช้สัญชาตญาณมาสร้างสรรค์ให้มีความกลมกลืนและมีจังหวะส่งผลให้เกิดความงามอย่างมีศิลป์ได้ ผลงานศิลปะของเขาออกแนวอุดมคติ และให้ความสำคัญเกี่ยวกับความหมายของจักรวาล เขาย้ำว่าศิลปะเป็นความจริงระดับสูงที่ไม่มีทิศทางกำหนด ศิลปินต้องให้ความสำคัญกับความจริงให้น้อยเพราะความจริงที่มากเกินไปจะต่อต้านจิตวิญญาณ

Relief ของ Cesar Domela

เพื่อให้เข้าถึงความงามอย่างแท้จริง เขาจึงจำกัดวงของเส้นสีที่ใช้อยู่เพียงแค่ 3 สี คือ ดำ ขาว เทา กับเส้นตรงตามแนวตั้งและแนวนอนเท่านั้น แม้งานของเขาจะมีเพียงแค่ 2 เส้นและ 3 สี แต่เขากลับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างมหาศาลไม่เพียงแต่งานจิตรกรรมแนว Abstract เท่านั้น แต่ยังรวมทั้งการเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะสำคัญๆ ทั้งการออกแบบ การพิมพ์ แฟชั่น และสถาปัตยกรรมอีกหลากหลายแนว เช่น Abstract Expressionism, Minimalism อีกต่างหากด้วย

นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน Berardo Museum จะได้ศึกษางาน De Stijl ของ Piet Mondrian แล้วที่นี่ยังมีงานแนวนี้จากศิลปินอีกหลายชาติ เช่น Composition ของ Jean Gorin จิตรกรและนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศส Relief ของ Cesar Domela จิตรกร นักประติมากรรม และนักถ่ายภาพชาวดัทช์ รวมทั้งงานอีกหลายชิ้นของ Georgie Vantongerloo จิตรกรและนักประติมากรรมชาวเบลเยียมด้วย

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า งานส่วนใหญ่ที่ศิลปินแนว De Stijl สร้างสรรค์จะปล่อยให้ผู้ชมได้มีโอกาสคิด ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมกับงานไปพร้อมกันด้วยโดยปราศจากการยัดเยียด ศิลปินส่วนใหญ่จึงมักไม่กำหนดชื่อภาพ นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยก็อาจรู้สึกอึดอัดจากความไม่เข้าใจศิลปิน และทำให้การดูงานขาดความสนุก เข้าใจยาก ไม่เข้าใจจนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายได้ ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานแนว Contemporary Art จะพบผลงานแนวนี้จาก Museum Contemporary Art ทั่วโลกเป็นนิจสิน อันเป็นผลจากงานแนวนี้เป็นแรงบันดาลใจของ Modern Art ในยุคปัจจุบันนั่นเอง

Tableau with yellow, blue, red ของ Piet Mondrian

แหวกฟ้าหาฝัน : Constructivism in Berardo Museum Lisbon

Published April 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367129

แหวกฟ้าหาฝัน : Constructivism  in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Constructivism in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานของ Lyubov Popova

นอกจากใน Berardo Museum จะมีงานศิลปะที่ถือกำเนิดจากสหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ แล้ว  ที่นี่ยังมีงาน Constructivism ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ถือกำเนิดมาจากรัสเซียด้วย คำว่า Constructivismถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกโดย Antoine Pevsner และ Naum Gabo นักประติมากรรมโดยใช้คำนี้กับงานที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม คำว่า Construction Art ถูกใช้ครั้งแรกโดย Kazimir Malevich เพื่ออธิบายงานของ Alexander Rodchenko ในปี 1917

งานศิลปะแนว Constructivism ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในรัสเซียจากฝีมือของ Vladimir Tatlin นี้ เป็นการต่อต้านความคิดแบบศิลปะ Autonomous หรืออัตโนมัติ Tatlin เชื่อว่าศิลปะเป็นงานที่ต้องสร้างไม่สามารถเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และศิลปะมีไว้เพื่อรับใช้สังคมจึงต้องเป็นงานที่มีความหมาย Constructivismยังส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นแรงบันดาลใจของแนวทางศิลปะอีก 2 แนวในเวลาใกล้เคียงกัน นั่นคือ Bauhaus และ De Stijl

Composition Abstraite ของ Marcelle Cahn

ในช่วงแรกงานแนว Constructivism จะเป็นงานแนว 3 มิติ หรือผลิตงานให้ดูเป็นรูป 3 มิติ ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงความหมายของทฤษฎีโดยรวมงานแนว 2 มิติเข้าไว้ด้วย นอกจากศิลปินจะผลิตงานเพื่ออุตสาหกรรมแล้ว พวกเขายังออกแบบงานเพื่อใช้ในงานเฉลิมฉลองและประดับประดาท้องถนนอีกต่างหากด้วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงนั้น คือ Beat the Whites with the Red Wedge นับจากนั้นมาศิลปินแนวนี้มักจะทำงานให้กับรัฐบาลบอลเชวิกในนิทรรศการ งานเฉลิมฉลอง และการประดับประดาถนนต่างๆ เรื่อยมาซึ่งพวกเขาถือเป็นการรับใช้สังคมอย่างแท้จริง

ศิลปินแนว Constructivism ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งคงไม่มีใครเกิน Lyubov Sergeyevna Popova ชาวรัสเซีย เธอเกิดที่ Ivanovskoe ใกล้กรุงมอสโกในครอบครัวเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในการค้าผ้าและเป็นผู้สนับสนุนศิลปินเป็นจำนวนมาก การที่บิดาของเธอมั่งคั่งและเป็นผู้ให้การสนับสนุนศิลปินทำให้เธอมีความสนใจทางด้านศิลปะโดยเฉพาะแนว ItalianRenaissance ตั้งแต่ยังเล็ก เธอจึงมีโอกาสร่ำเรียนศิลปะตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน และได้เรียนรู้ศิลปะแนว Cubism กับ Henri Le Fauconnier and Jean Metzinger ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปี ในช่วง 1914-15 บ้านของเธอกลายเป็นที่พบปะสังสรรค์ของศิลปินและนักเขียนทำให้เธอกลายเป็นคนมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จวบจนปี 1921 เธอจึงร่วมกับเพื่อนจัดตั้งแนวทางศิลปะ Constructivism ขึ้นโดยประกาศเลิกผลิตงานศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่ให้งานศิลปะกลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่รับใช้สังคมแทน นับจากนั้นมาเธอหันมาออกแบบผ้าเพื่อการผลิตในโรงงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการผลิตงานให้กับโรงงานผ้า

Composition ของ Renaat Braem

นอกจากใน Berardo Museum จะมีผลงานศิลปะแบบ Constructivism ของชาวรัสเซียแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานแนวนี้ของศิลปินในภาคพื้นยุโรปด้วย เช่น งาน Untitle ของ Florence Henri ศิลปินจาก Bauhaus School ในเยอรมนี Composition ของ Victor Servranckx จิตรกรและนักออกแบบชาวเบลเยียม และ Composition ของ Renaat Braem สถาปนิกและนักออกแบบผังเมืองชาวเบลเยียมอีกด้วย Renaat Braem เป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดของหนึ่งเขาเกิดที่เมือง Antwerp และจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจาก Royal Academy of Fine Arts ในเมือง Antwerp เขาได้ใช้ศิลปะแนว Constructivism กับการออกแบบผังเมืองให้กับ Antwerp และ Liege จนได้รับรางวัล Prix Godecharle เขาจึงนำเงินรางวัลไปเรียนต่อต่างประเทศและเข้าทำงานกับสตูดิโอ Le Corbusier ผลงานของเขาได้รับการยอมรับเป็นอย่างยิ่งในช่วงปี 1937จนได้รับการยกย่องให้เป็นสถาปนิกคนแรกที่ได้รับการยอมรับในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นับจากนั้นมาเขาก็เป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของเบลเยียม และได้ออกแบบสถานที่ราชการ และบ้านอยู่อาศัยที่เป็นโครงการของรัฐอีกเป็นจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งอาจคิดว่าแนวทางศิลปะแบบ Constructivism ที่มีรูปทรงแบบเรขาคณิตนี้ดูไม่ได้สวยงามอะไร และไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หากหวนกลับไปคิดว่าแนวทางศิลปะนี้ถือกำเนิดในรัสเซียก็จะเข้าใจได้ว่าแนวทางศิลปะนี้เข้ากันได้ดีกับสังคม และเศรษฐานะของชาวรัสเซียในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างดี เพราะรัสเซียในช่วงเวลานั้นเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ศิลปินจึงจำเป็นต้องรับใช้รัฐบาลที่ต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ศิลปินต่างช่วงเวลา ต่างสถานที่ก็มีหน้าที่ต่อสังคมและประเทศชาติไม่เหมือนกันนั่นเอง

Composition ของ Victor Servranckx

Untitle ของ Florence Henri

Untitle ของ Jean (Hans) Arp

แหวกฟ้าหาฝัน : Pop Art in Berardo Museum Lisbon

Published March 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365695

แหวกฟ้าหาฝัน : Pop Art in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Pop Art in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานแนว British Pop Art

Pop Art คือการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 แนวทางศิลปะนี้ท้าทายแนวทางศิลปะดั้งเดิมเพราะมีการนำเอาภาพในจินตนาการของสิ่งที่เป็นที่นิยม หรือวัฒนธรรมพื้นฐานในชีวิตรวมเข้ามาอยู่ในภาพเขียนหรือผลงานศิลปะต่างๆ ด้วย เช่น ภาพโฆษณา ภาพการ์ตูน วัสดุอุปกรณ์ทั่วไป อาทิ กล่องกระดาษใส่ของ เป็นต้น แนวทางศิลปะ Pop Art ที่เน้นการใช้ความซ้ำสิ่งด้อยค่าหรือน่าเย้ยหยัน มาทำการใหม่ให้ได้งานจิตรกรรม หรือประติมากรรมที่มีเนื้อหาที่แปลกแตกต่างจากเดิม และน่าสนใจมากขึ้นนี้ถือกำเนิดขึ้นจากปฏิกิริยาตอบโต้กับศิลปะที่กำลังโด่งดังในช่วงเวลาเดียวกันนั่นคือ AbstractExpressionism แนวทางศิลปะนี้ใกล้เคียงกับ Dadaism และเป็นต้นกำเนิดของแนวทางศิลปะที่เรียกว่า Postmodern Art

 

Judy Garland by Andy Warhol

คำว่า Pop Art ถือกำเนิดขึ้นจาก Lawrence Alloway นักวิจารณ์ศิลป์ชาวอังกฤษอธิบายถึงเนื้อหางานที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมที่กำลังเป็นที่นิยม British Pop Art นั้นมีการพัฒนาอย่างเป็นอิสระจากประเทศอื่นในภาคพื้นยุโรป ทั้งนี้เพราะในช่วงเวลานั้นอังกฤษเป็นเพียงชาติเดียวที่ศิลปินมีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ แนวทางศิลปะแบบ Pop Art นี้ฟากยุโรปมองว่าเป็นเหมือนงานขยะ เน้นการค้ามากกว่าความเป็นศิลปะ แม้ศิลปะแนวนี้อาจดูหยาบในความเห็นของศิลปินภาคพื้นยุโรป แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากในอังกฤษ Berardo Museum ก็มีงานจากศิลปินอังกฤษอยู่ไม่น้อย เช่น Celia Birtwell and some of her Heroes by Pauline Boty ผู้ก่อตั้ง Pop Art อังกฤษ Picture Emphasizing Stillness by David Hockney อังกฤษ Take Away by Antony Donaldson อังกฤษ และ La Sheer by Allen Jones

Virnaburger by Mel Ramos

ส่วนทางสหรัฐฯ นั้น แนวทางศิลปะ Pop Art American ที่เน้นการเล่นกับสื่อโฆษณาที่มีอยู่เดิมทำให้แนวทางศิลปะนี้เข้าใจง่าย ไม่ต้องการตีความเลยเข้ากันได้ดีกับชาวอเมริกันชนชาติที่ชอบการบริโภคจึงเปลี่ยนมือง่าย และเป็นที่นิยม ศิลปินแนว Pop Art ที่โดดเด่นที่สุดในประเทศและในโลกคงไม่มีใครเกิน Andy Warhol เขาเกิด ณ เมือง Pittsburg รัฐ Pennsylvania ในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพที่อพยพมาจากประเทศสโลวาเกีย เมื่อเขาเรียนอยู่ชั้นประถม 3 เขาป่วยเป็นโรค Sydenham’s chorea โรคทางระบบประสาทชนิดหนึ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติส่งผลให้เขาต้องใช้เวลาอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงเริ่มให้ความสนใจกับการฟังวิทยุและสะสมภาพดาราภาพยนตร์ ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้เขาได้พัฒนาบุคลิกภาพและความชอบ เมื่อเขาเข้าเรียน Schenley High School เขาสามารถชนะรางวัล Art and Writing Award และเข้าเรียนด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัย Pittsburgh ด้วยความหวังจะเป็นครูสอนศิลปะ แต่ภายหลังเขาย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ทางด้าน Commercial art แทน และเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ CampusModern Dance Club and Beaux Arts Societyและ Student Art Magazine หลังจบปริญญาตรีด้านศิลปะศาสตร์เอกการออกแบบ เขาก็ย้ายไปอยู่นิวยอร์กและเริ่มงานกับนิตยสารในตำแหน่งออกแบบและโฆษณา

La Sheer by Allen Jones

ช่วงสิบปีแรกที่ทำงาน Warhol ใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานโฆษณา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มวาดรองเท้าให้ Israel Miller รูปร่างของรองเท้าที่เขาวาดแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เป็นที่พอใจของเจ้าของโรงงาน เขายังเป็นศิลปินคนแรกที่ใช้ขบวนการพิมพ์บนผ้าไหม (Silk screen printmaking) จนพัฒนามาเป็นอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เขาเริ่มนำภาพศิลปินดังๆ เช่น Marilyn Monroe, Elvis Presley, Marlon Brando, Elizabeth Taylor มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน และงานเหล่านี้นี่เองที่สร้างชื่อให้เขาและศิลปะแนว Pop Art จนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก แม้นักวิจารณ์ศิลป์บางคนจะบ่นว่า Warhol เป็นศิลปินที่มีความเป็นพ่อค้ามากเกินไป แต่การที่เขาสามารถสร้างงานที่มีเอกลักษณ์จากภาพของดาราภาพยนตร์ และคนมีชื่อเสียงทำให้ผลงานของเขากลับเป็นที่นิยมอย่างมากส่งผลให้ผลงานของเขาบางชิ้นขายได้เป็นร้อยล้านเหรียญ เช่น Silver Car Cash ซึ่งถูกประมูลไปในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2013 ณ Sotheby’s Contemporary Art เป็นเงินมากถึง 105.4 ล้านดอลลาร์

ประวัติของ Andy Warhol คงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของเขาว่าคนเราไม่ว่าเกิดที่ใด ยากจนเพียงใด หากมีความสามารถแรงบันดาลใจและโอกาส ก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่แม้แต่จะฝันก็ยังไม่กล้าได้ทั้งนั้น

งานแนว American Pop Art

งานแนว American Pop Art
Brillo Box by Andy Warhol

Brillo Box by Andy Warhol
Celia Birtwell and some of her Heroes by Pauline Boty

Celia Birtwell and some of her Heroes by Pauline Boty
Picture Emphasizing Stillness by David Hockney

Picture Emphasizing Stillness by David Hockney
Ten Foot Flowers by Andy Warhol

Ten Foot Flowers by Andy Warhol
Take Away by Antony Donaldson

Take Away by Antony Donaldson

แหวกฟ้าหาฝัน : Abstract Expressionism ใน Berardo Museum Lisbon

Published March 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364279

แหวกฟ้าหาฝัน : Abstract Expressionism  ใน Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Abstract Expressionism ใน Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Abstract Expressionism เป็นแนวทางศิลปะที่เริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่สหรัฐฯ และเป็นแนวทางศิลปะแรกที่เริ่มต้นในสหรัฐฯซึ่งสามารถส่งอิทธิพลต่อแนวทางศิลปะทั่วโลกได้โดยมีจุดเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1940 ณ กรุงนิวยอร์ก ผู้ที่ให้คำนิยามคำว่า Abstract Expressionism คนแรกคือ Robert Coates นักเขียนและนักวิจารณ์ศิลป์ชาวอเมริกัน เขาให้นิยามศิลปะแนวนี้ไว้ว่า เป็นแนวทางศิลปะที่มีการผสมผสานระหว่างอารมณ์ที่รุนแรง มีลักษณะเฉพาะ เป็นกบฏ สับสนอลหม่าน และมีการผสมผสานกับแนวทางวิทยาศาสตร์ เช่น Quantum mechanic โดยเน้นที่การตีความ อีกทั้งยังปฏิเสธตัวเองจากแนวทางศิลปะแบบ Expressionism ที่มีต้นกำเนิดมาจากเยอรมนี ผู้ที่ใช้คำว่า Abstract Expressionism อย่างกว้างขวางคนแรกคือ Alfred H Barrนักประวัติศาสตร์ศิลป์ชาวอเมริกัน ผู้อำนวยการ Museum of Modern Art นครนิวยอร์กโดยวิจารณ์งานของ Wassily Kandisky นักทฤษฎีศิลป์และจิตรกรชาวรัสเซียในปี 1929 เป็นครั้งแรก

การที่ศิลปะแนว Abstract Expressionism ที่ถือกำเนิดในสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ระดับนานาชาติได้ คงเป็นเพราะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก นอกจากนั้นศิลปินชาวยุโรปส่วนหนึ่งที่หนีสงครามได้ย้ายไปอยู่สหรัฐฯ จึงทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นยุคทองของศิลปะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักท่องเที่ยวจะเห็นว่างานแนว Abstract Expressionism ส่วนใหญ่ใน Berardo Museum เป็นงานของศิลปินที่มีเชื้อสายสหรัฐฯ หรือถือกำเนิดในสหรัฐฯ เช่น Study for Bull in the Sun ของ Arshile Gorky ผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะแนว Abstract Expressionism

Archile Gorky เป็นชาวอาร์มาเนีย เขาเกิดที่หมู่บ้าน Khorgom ริมทะเลสาบ Vaninอาร์มาเนีย พ่อของเขาย้ายมาสหรัฐฯ โดยทิ้งครอบครัวไว้ที่อาร์มาเนีย เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี เขาและแม่ รวมทั้งน้องสาวสามคนก็หนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอาร์มาเนียไปยังดินแดนในปกครองของรัสเซีย เมื่อมารดาเขาอดตาย เขาจึงจำเป็นต้องหนีไปอยู่สหรัฐฯ เพื่อไปอยู่กับพ่อ ต่อมาเขาเข้าเรียนที่ New School of Design ในเมืองบอสตัน ช่วงเวลานั้นงานศิลปะที่เด่นเป็นงานแนว Impressionism เขาจึงผลิตงานแนว Post Impressionism ออกมาเป็นจำนวนมาก เมื่อเขาย้ายมาอยู่นครนิวยอร์ก เขาก็ได้รับอิทธิพลจากงานของ Paul Cezanne ต่อมาเขาได้รับเชิญจาก Edmund Greacen ให้เข้าเป็นอาจารย์ที่ Grand Central School of Art และในปี 1933 เขาก็ได้กลายเป็นศิลปินคนแรกที่ถูกจ้างโดย Works Progress Administration Federal Art Project โดยที่อีก 2 ปีต่อมาเขายังได้รับสัญญาจาก Guild Art Gallery เขาจึงสามารถที่จะสร้างสรรค์งานจำนวนมากให้กับสหรัฐฯ ผลงานศิลปะของเขาเป็นการสังเคราะห์ศิลปะแนว Surrealism อารมณ์ความรู้สึกตามแนวทางศิลปะจาก School of Paris และบุคลิกภาพจนได้ภาษาใหม่ที่น่าทึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้เปิดประตูศิลปะอเมริกันสู่โลกภายนอกจนได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐฯ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20

นอกจากงานของ Archile Gorky แล้วในมิวเซียมยังมี Head ของ Jackson Pollock ศิลปินชาวอเมริกันอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานที่โดดเด่น แม้เขาจะเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง และเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แต่เขาก็สามารถเป็นจิตรกรที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ จากผลงานที่มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ แทนที่จะตั้งผืนผ้าใบบนขาตั้งเหมือนศิลปินทั่วไป เขากลับวางผืนผ้าใบลงพื้น แล้วรังสรรค์งานแทน น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียงแค่ 44 ปี จากอุบัติเหตุรถเมาแล้วขับ

ไม่เพียงผลงานของศิลปินสองคนที่กล่าวข้างต้น Berardo Museum ยังมีผลงานแนว Abstract Expressionism ของศิลปินชาวอเมริกันให้ดูอีกมากมายจนจุใจ เช่น Lucky Seven by Joan Mitchell, Man and Arrow by Adolph Gottlieb, Sabro by Franz Kline, Tropical by William Baziotes และ Visitation by Lee Krasnerจนนักท่องเที่ยวอาจคิดว่าหลงอยู่ใน Modern Art Museum of New York เลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

Published March 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362875

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งาน Figurativism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Figuration หรือ Figurativism เป็นคำที่ใช้แทนงานศิลปะที่ใช้ต้นแบบมาจากวัตถุจริงๆ แล้วทำการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนเส้น รูปร่าง สี แสงจากสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น รูปร่างคน สัตว์ โดยอาศัยจินตนาการมาผสมผสานจึงไม่ใช่ลักษณะของความเพ้อฝันเสียทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับ Abstract Art หรือศิลปะที่เป็นนามธรรม อย่างไรก็ดี การสร้างสรรค์ศิลปะงานแนวนี้ยังมักยึดติดกับสิ่งที่เคยมีอยู่เดิม เช่น ศิลปะแนวอียิปต์ หรือโรมัน ประติมากรรมแนว Figure Art มีมาตั้งแต่โบราณโดยในยุคแรกมักเกิดจากการดัดแปลงมาจากงานประติมากรรมยุคคลาสสิก

การจัดแสดงงานแนว Figurativism

ส่วนงานจิตรกรรม Figurativisim เริ่มตั้งแต่สมัยเรอเนสซองส์ตอนต้น เรื่อยมาถึง Mannerism และ Baroque จวบจนเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยภาพที่เป็นต้นกำเนิดรุ่นแรกคือ Sleeping Venus ภาพนู้ดแรกของโลกผลงานของ Giorgione ในปี 1510 นับจากนั้นมาศิลปินก็เริ่มสร้างจิตรกรรมแนวนี้มากขึ้น ศิลปินที่โด่งดังทางด้านนี้มากที่สุดคนหนึ่งก็คือ Nicolas Poussin จิตรกรยุคคลาสสิกชาวฝรั่งเศส ส่วนผลงานแนว Baroque จะเป็นของ Jacques-Louis David, Jean-Auguste-Dominique Ingres

Maquette for Teddy Boy & Girl ของ Lyn Chadwick

ส่วนงานจิตรกรรมแนว Figuration สมัยใหม่เริ่มในทศวรรษที่ 1920 หลังยุค Impressionism โดยคู่ขนานไปกับศิลปะแนว Surrealism and Abstraction จนแพร่หลายออกไปทั่วทั้งยุโรปนักประวัติศาสตร์ศิลป์จัดให้งานแนวนี้อยู่ในสมัยเดียวกันกับ Expressionism ศิลปินคนแรกที่เขียนภาพแนวนี้ก็คือ Pablo Picasso ตามด้วย Alberto Giacometti ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น Great
Figurative Sculptor หลังปี 1940 ศิลปินที่สร้างสรรค์งานแนวนี้เริ่มมีมากขึ้น เช่น Francis Bacon, Lucian Freud และศิลปินอื่นๆ จาก School of Londonจวบจนกระทั่งถึงศิลปะแนว Pop Art, Neo-expressionism และ New spirit

Nude at the Chaise ของ Francis Gruber

ศิลปินแนว Figurativism นี้จะเน้นการวาดรูปหรือแกะสลักคนตามแต่จินตนาการของตัวเอง ผลงานแนวนี้ที่จัดแสดงใน Berardo Museumก็มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับที่จัดแสดงในมิวเซียมอื่นๆเช่น Nude at the Chaise ของ Francis Gruberศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้ง Nouveau Realism School เขาเกิด ณ เมือง Nancy และมีนิทรรศการของตัวเองครั้งแรกตั้งแต่อายุ 18 ผลงานของเขาในช่วงแรกได้รับอิทธิพลจาก Hieronymus Bosch และ Albrecht Durer ศิลปินยุคต้นเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน แต่เมื่อเขาเป็นเพื่อนกับ Alberto Giacometti ผลงานของเขาก็จะดูทันสมัยขึ้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ภาพหญิงวัยกลางคนที่มีกล้ามเนื้อขามัดโตที่ดูไม่ได้สัดส่วนนั่งเหม่อลอยกลางห้องว่างเปล่านี้ฉีกกฎการวาดภาพนู้ดที่เคยเป็นมาในอดีตซึ่งพยายามวาดภาพนู้ดหญิงที่สวยงามอย่างสิ้นเชิง ศิลปินให้ความเห็นไว้ว่าเขาต้องการสะท้อนโลกมากกว่าสื่อถึงความจริง

Sleeping Venus by Giorgione

The Big Man ของ Germaine Richier นักประติมากรรมหญิงชาวฝรั่งเศส เธอเกิดที่เมือง Grans และเข้าเรียนศิลปะที่ Ecole des Beaux Arts เมือง Montpellier ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาเธอเข้าทำงานที่สตูดิโอของ Antoine Bourdelle จึงรู้จักมักคุ้นกับ Alberto Giacometti เป็นอย่างดี งานส่วนใหญ่ของเธอจึงมีความละม้ายคล้ายงานของ Giacometti ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปะรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องต่อมาอีกหลายต่อหลายคน เช่น Kenneth Armitage ที่เห็นได้จากผลงาน Standing Figure และ Maquette for Teddy Boy & Girl ของ Lyn Chadwick

Standing Figure ของ Kenneth Armitage

นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่า งานแนว Figurativism รุ่นใหม่หรือรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองจะมีความแตกต่างจากช่วงต้นคริสต์ศตวรรษมากขึ้นตรงที่ผลงานมักดูเป็นคนที่เดินเหินตามท้องถนนมากขึ้น แต่อาจดูยับเยิน หรือมีความเศร้าสร้อยอันบ่งบอกถึงบาดแผลในจิตใจของศิลปินด้วยก็เป็นได้

The Big Man ของ Germaine Richier

Two Figures ของ Philip Pearistein

งานของ Alberto Giacometti

งานประติมากรรม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

%d bloggers like this: