แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504713

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : The Best Design of the Year in Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผลงานถาวรที่จัดแสดงใน Design Museum Barcelona นี้ แบ่งตามสาระสำคัญประกอบด้วย 1.World to the Museum การออกแบบผลิตภัณฑ์ มรดกทางอารยธรรม บรรยายจากหลากหลายแนวคิด ของใช้ในชีวิตประจำวันผลิตจากอุตสาหกรรม นิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ ส่วนอ้างอิงจะจัดแสดงวัตถุที่มี
ชื่อเสียง การออกแบบที่เป็นสัญลักษณ์ของเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ส่วนวัตถุจะเน้นถึงวิวัฒนาการในการผลิตทั้งทางด้านเทคนิคและวัสดุตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนหมู่มากกับความสำเร็จของวัตถุ

2.ของสะสมเกี่ยวกับการตกแต่งตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3-20 จะเรียงลำดับตามกาลเวลาตั้งแต่เรื่องเซรามิก ผ้า เฟอร์นิเจอร์ แก้ว ของจิ๋ว แผ่นปิดฝาผนัง ของจัดแสดงหลังทศวรรษที่ 1930 จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุและมนุษย์ งานในส่วนนี้จะเป็นเรื่องราวศิลปะ งานฝีมือที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองบาร์เซโลน่า 3.การตกแต่งร่างกาย แฟชั่นตั้งแต่ปี 1550-2015 การจัดแสดงเริ่มจากกระโปรงสุ่ม รูปร่างที่ดูสุดโต่งเป็นสัญลักษณ์ว่ามนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลนั้นมี
เป้าหมายที่จะปรับแต่งโฉมตัวเองผ่านทางเสื้อผ้า ทรงผม รอยสักและเครื่องประดับ เสื้อผ้าที่จัดแสดงนั้นย้อนหลังไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 อันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ถึงแนวโน้มของแฟชั่นในยุคต่างๆ และสะท้อนถึงสุนทรียแห่งอารมณ์

4.การออกแบบกราฟิก จากการค้าถึงผู้เชี่ยวชาญ (1940-1980) อันเป็นส่วนพื้นฐานสำคัญของมิวเซียมได้รับการสนับสนุนทางการเงินทั้งจากภาครัฐและเอกชน การจัดแสดงจะเป็นเรื่องราวของศิลปินตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 อันถือเป็นช่วงกำเนิดของการออกแบบศิลปะของสเปน การจัดแสดงงานศิลปะกว่า 7 หมื่นชิ้นนี้จะกระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ล้วนนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ กันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานถาวรแล้ว Design Museum Barcelona ยังมีนิทรรศการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย นั่นคือนิทรรศการ TheBest Design of the Yearซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ภัณฑรักษ์และรัฐบาลเมืองบาร์เซโลน่าต้องการที่จะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการหาการออกแบบที่ดีที่สุดในแต่ละปีในเรื่องสถาปัตยกรรม แฟชั่นและศิลปะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผลงานจัดแสดงมาจากงานที่เข้าประกวดกว่า400 ชิ้น ของนักเรียน อาจารย์ในท้องถิ่นและนานาชาติที่เข้าแข่งขันด้วยกติกามาตรฐานและสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างโดดเด่น ส่วนรางวัลประกอบด้วย The FAD Awards for Architecture and Interior Design ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยARQUIN เป็นรางวัลทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีมากว่า 60 ปีแล้ว รางวัลนี้สะท้อนความเป็นผู้ริเริ่ม และส่งเสริมคุณค่าในการออกแบบให้กับสังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นรางวัลที่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ทันสมัยตลอดเวลา ความต่อเนื่องของรางวัลยังเน้นให้เห็นถึงการให้ความสนใจกับผลงานของคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นปัจจุบันรางวัลนี้ได้แบ่งออกเป็นหมวดชัดเจนคือ สถาปัตยกรรม ออกแบบภายใน ภูมิทัศน์เมือง แนวคิดและการวิพากษ์

MODA-FAD Awards มีเป้าประสงค์ในการยอมรับผลงานของผู้เชี่ยวชาญชาวสเปนที่สนับสนุนการออกแบบระดับโลก และอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการจัดงานครั้งแรกนี้ทางผู้จัดเน้นไปที่ Carme Marti Riera นักธุรกิจชาว Catalan ที่มีส่วนร่วมกับแฟชั่นในระดับสากล อีกทั้งยังทำให้งานหัตถกรรมพื้นเมืองเป็นที่ยอมรับในระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีรางวัล the ADG Laus Awards for Graphic Design and Visual Communication ที่ถูกจัดตั้งโดย ADG-FAD,the ADI Awards for Industrial Designที่รวบรวม Delta Awards, the ADI Medals and the ADI Culture Awards ที่ถูกจัดตั้งโดย ADI – FAD, the Arts FAD Awardsที่ถูกจัดตั้งโดย A – FAD

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะสามารถเต็มอิ่มกับผลงานที่มีความหลากหลายจากศิลปินท้องถิ่นและทุกมุมโลกได้อย่างไม่รู้เบื่อตลอดการเยือนมิวเซียมเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503328

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Design Museum Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Design Museum

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานออกแบบตกแต่ง และมาใช้เวลาในบาร์เซโลน่าหลายวัน สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้ก็คือ Design Museum หรือMuseu del Disseny de Barcelona ในภาษาพื้นเมือง ที่นี่เป็นสถาบันวัฒนธรรมหลักของเมืองที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีในการออกแบบทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ วัตถุ แฟชั่นและข้อมูล มิวเซียมแห่งนี้เป็นผลมาจากการควบรวมมิวเซียผมอีกหลายแห่งเข้าด้วยกัน นั่นคือ Decorative ArtMuseum, Museum of Textile และ Gabinet de les Arts Grafiques

Design Museum อีกด้าน

บาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่เชื่อมโยงกับการออกแบบมาตั้งแต่โบราณกาลจึงมีสถาบัน Foment de les ArtsDecoratives เป็นสถาบันเก่าแก่ เทศบาลเมืองจึงต้องการยกระดับให้เมืองมีสถาบันเด่นสถาบันเดียวในการออกแบบโดยมอบหมายให้ Oriol Bohigas สถาปนิกชาวบาร์เซโลน่า ผู้ก่อตั้ง Grup R เจ้าของบริษัท MBM หัวหน้าหน่วยออกแบบผังเมือง และคณะกรรมการวัฒนธรรมของเมืองออกแบบสถาปัตยกรรมที่Placa de les Glories ภายใต้ชื่อDesign Hub Barcelona ในปี 2008ก่อนเปลี่ยนเป็น Design MuseumBarcelona ในปี 2013 นอกจากการเป็นมิวเซียมแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบในเรื่องต่างๆ รวมทั้งทำวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจด้วยโดยใช้เงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน

อาคารที่ถูกวางศิลาฤกษ์ตั้งแต่ปี 2009 ก่อสร้างเสร็จในปี 2013 และเปิดทำการในปี 2014 นี้ ประกอบด้วย2 ส่วน ส่วนที่อยู่ใต้ดินใต้จัตุรัส Glories และส่วนที่อยู่เหนือดิน 14.5 เมตร ที่เป็นรูปทรงลูกบาศก์มีด้านขนานกันด้วยขนาดกว้างเท่ากับถนน Avila อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างถนน Eixampleกับจัตุรัส Glories โดยมีพรมสีเขียวเป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติ และง่ายต่อการดูแลรักษา

ด้านข้าง Design Museum

ชั้นใต้ดินซึ่งประกอบด้วย 2 ชั้นย่อยเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ ขายตั๋ว ทำวิจัย งานสอน และบริการอื่นๆ แต่ยังคงเป็นชั้นที่แสงธรรมชาติเข้าถึงได้แม้จะอยู่ใต้ดิน ชั้นหนึ่งจะใช้พื้นที่ค่อนข้างน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนพื้นที่สาธารณะจึงใช้เป็นทางเข้าจากทั้งถนน Avila และจากจัตุรัส รวมทั้งยังต่อเชื่อมกับรถใต้ดินโดยเป็นบันไดและลิฟต์ไว้เข้าไปยังตึกชั้นต่างๆ ส่วนนี้ของตึกจะใช้วัสดุเพียงแค่ 2 ชนิดคือ อะลูมิเนียมหรือสังกะสี ร่วมกับกระจกเสมือนสิ่งก่อสร้างแบบอุตสาหกรรม อาคารโดยรวมถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานพอเพียงนั่นคือ ตัวอาคารสามารถผลิตพลังงานเอง และนำของเสียที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ใหม่ เช่น น้ำ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU Eolabel นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีส่วนของบาร์และร้านอาหารที่แสนเท่โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายบนเก้าอี้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนทั่วไปให้มาใช้เวลา และดูผลงานศิลปะด้วย

ร้านอาหารในมิวเซียมร้านอาหารในมิวเซียมด้านหน้า Design Museumด้านหน้า Design Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501870

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercat dels Encants ตลาดนัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินตลาด สถานที่หนึ่งที่ต้องเยือนให้ได้นอกเหนือจาก Mercado de la Boqueria เมื่อมาเยือนบาร์เซโลนาแล้วก็คือ Mercat dels Encantsตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของเมือง ตลาดที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Mercat de Bellcaire อันเป็นตลาดนัดที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปนับย้อนหลังไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 นี้เป็นตลาดกลางโบราณที่อยู่ระหว่าง MerdianaAvenue กับจัตุรัส Las Gloria เมื่อบ้านเมืองพัฒนาและมีประชากรมากขึ้น ในปี 2008 เทศบาลเริ่มเห็นว่าตลาดมีพื้นที่น้อยเกินไปไม่เพียงพอต่อการให้บริการจึงตัดสินใจขยายขนาดเป็น 2 เท่า โดยการปรับปรุงครั้งใหญ่เสร็จในเดือนกันยายนปี 2013

แนวทางการออกแบบต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นตลาดหลายชั้นซึ่งคล้ายกับห้างสรรพสินค้า แต่ยังคงต้องการให้เป็นตลาดหลายระดับจึงออกแบบให้เป็นเหมือนลานโล่งที่ร้านค้าและแผงลอยสามารถตั้งติดต่อกันได้เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการช็อปปิ้งจนทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกเฉกเช่นเดียวกันกับเดินอยู่บนถนนคนเดิน ส่วนของหลังคาที่อยู่สูงจากพื้น 25 เมตร เพื่อปกป้องแสงแดดไม่ให้แผดเผาทั้งคนขายและคนซื้อในฤดูร้อนทำจากแผ่น Hacierco เหล็กกล้าเคลือบด้วย Krystal อะลูมิเนียมและสังกะสีซึ่งนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว ยังดูแปลกตาสวยงามมองเห็นแต่ไกลอันสะท้อนความทันสมัยของเมืองและให้เข้าคู่กันกับ Agbar Tower ตึกรูปจรวด 38 ชั้น ที่ตั้งอยู่ระหว่าง Avinguda Diagonal กับ Carrer Badaoz ใกล้กับ Placa de les Glories Catalanes อีกสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองด้วย

ตลาดที่ปัจจุบันมีร้านค้ากว่า 500 ร้านและเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. นี้ ขายของหลากหลายชนิดตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบอาทิ เสื้อผ้า จักรยาน จักรยานไฟฟ้า เครื่องสำอาง วีดีโอเก่า เฟอร์นิเจอร์ หนังสือมือสอง กล้อง ของตกแต่ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยวันที่มีคนขายและคนซื้อมากที่สุดคือวันเสาร์ หากนักท่องเที่ยวต้องการซื้อของในราคาดีต้องมาแต่เช้า การเดินเที่ยวตลาดนี้ที่สำคัญก็คือ ต้องพกเงินสดติดตัวมาด้วยเพราะร้านค้าส่วนใหญ่ไม่รับเครดิตการ์ด แต่สามารถเบิกเงินสดได้จากตู้ ATM ที่มีอยู่มากถึง 6 ตู้ ถึงกระนั้นก็ตาม การเบิกเงินจากตู้ ATM อาจไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพราะจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมราคาแพง

ลักษณะพิเศษของตลาดแห่งนี้ที่มีมาแต่โบราณกาลก็คือ มีการประมูลของเก่าซึ่งปัจจุบันจะมีเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ระหว่าง 07.15-08.30 น.เท่านั้น โดยผู้ที่
นำสินค้าเข้าประมูลจะต้องลงทะเบียนก่อน สำหรับสินค้าที่ประมูลไม่สำเร็จหรือไม่มีใครเข้าประมูลก็จะถูกขายลดราคาหลังเที่ยง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส นักท่องเที่ยวไม่ควรมาเยือนตลาดเกินบ่ายสอง เพราะร้านรวงส่วนหนึ่งจะเก็บเสียก่อน เนื่องจากตลาดอยู่กลางแจ้ง ในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคม ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิด เพราะพ่อค้าแม่ค้ามักพักร้อนไปเที่ยว ตลาดนี้ยังมีข้อดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินไม่สะดวก เพราะที่นี่มีทั้งบันไดเลื่อนและลิฟต์ขึ้นให้บริการ

นอกจากขายของแล้วที่นี่ยังมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ คอนเสิร์ตและเวิร์กช็อปด้วย นักท่องเที่ยวที่มาตลาดแต่เช้ายังจะสามารถที่จะหาอาหารเช้าอร่อยๆ รับประทานได้ อีกทั้งยังมีอาหารพื้นเมือง tapas แนว street food ขายตลอดวันอีกต่างหาก

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500477

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla

แหวกฟ้าหาฝัน : Centre d’Art Santa Monica บน La Rambla

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

La Rambla

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาบาร์เซโลน่าถนนสายหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ La Ramblaถนนอันเป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีความยาว 1.2 กิโลเมตร และประกอบไปด้วยถนนคนเดิน3 เลน เชื่อมกับ Placa de Catalunya และอนุสาวรีย์ Christopher Columbus ที่ท่า Vell นี้เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งนักล้วงกระเป๋าด้วย

ด้านเหนือของ La Rambla เป็น Placa de Catalunya จัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองบาร์เซโลน่า อันเป็นศูนย์กลางของสถานที่สำคัญของเมืองเก่าและเป็นที่พบปะของผู้คนที่สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทางด้านตะวันออกเป็น Gothic Quarter ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่ประกอบไปด้วยถนนสายเล็กๆ เหมือนเขาวงกตที่เชื่อมเข้าสู่ La Rambla นอกจากนี้บนถนนเส้นนี้ยังมีจัตุรัสที่สำคัญอีกแห่งคือ Placa Reial อันเป็นจัตุรัสที่ประกอบด้วยต้นปาล์มมากมายและเป็นที่ติดตั้งเสาไฟที่ถูกออกแบบอย่างพิเศษโดย Antoni Gaudi สถาปนิกชื่อดังชาวบาร์เซโลน่า ด้านทิศตะวันตกของถนนเคยเป็นพื้นที่นอกเมืองอันเป็นที่ตั้งของศาสนาที่แตกต่างกันและสถาบันทางการแพทย์ ต่อมาบริเวณนี้กลายเป็นที่ตั้งของโรงงานและที่พักของคนงาน ประกอบกับการเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืนจึงเป็นแหล่งรวมโสเภณีและอาชญากรรมจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีที่ตั้งของอาคารสำคัญๆรวมทั้ง Palau Guell ของ Antoni Gaudi ด้วย ด้านทิศใต้ของถนนเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์โคลัมบัสและท่าเรือ Vell รวมทั้งเป็นที่ตั้งของ Maritime Museum

นอกจากชื่นชมกับสถาปัตยกรรม และบรรยากาศรวมทั้งซื้อของแล้ว บนถนน La Rambla ยังมี Centre d’Art Santa Monicaสถานที่จัดแสดงศิลปะแนว Contemporary artที่สำคัญของเมือง สถานที่จัดแสดงศิลปะที่ไม่ถึงกับเป็นมิวเซียมเพราะไม่มีงานจัดแสดงถาวรเลยนี้เคยเป็นสำนักชีมาก่อน อาคารที่เคยเป็นสำนักชีที่เริ่มต้นก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มAugustine ในปี 1636 นี้เป็นเพียงอาคารเดียวบนถนน La Rambla ที่รอดพ้นจากไฟไหม้โบสถ์ในปี 1835 อย่างไรก็ดี อาคารดั้งเดิมก็ถูกทำลายไปอีกจนเกือบหมดสิ้นจากสงครามกลางเมืองสเปน ในปี 1987 อาคารที่ใช้ในการจัดแสดงศิลปะในปัจจุบันได้รับการออกแบบโดย Albert และ David Viaplana โดยอาศัยโครงสร้างเดิม อาคารเปิดทำการเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะครั้งแรกในปี 1988 ภายใต้การดูแลของ Department of Culture of the Generalitat of Catalonia

ภายในอาคารเองก็มีความน่าสนใจอันเป็นผลมาจากการรวมตัวกันของสถาปัตยกรรมทั้งเก่าและใหม่ ส่วนผลงานการจัดแสดงแนว Contemporary Art ก็ดูสนุกน่าติดตาม นิทรรศการ Fusum 16+6 เป็นการนำเสนองานของศิลปินหลายคนที่ใช้โลหะมาเป็นตัวแสดงออกถึงแนวคิดโดยศิลปินชาว Catalonia ได้นำผลงานทั้งจากอดีตและปัจจุบันมาจัดแสดง แม้งานหล่อโลหะจะเป็นงานที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ศิลปินยุคปัจจุบันก็สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและมีมุมมองที่น่าทึ่งไม่น้อยกว่าการนำเสนองานจากอะลูมิเนียมที่เป็นวัตถุที่มีความทันสมัย นอกจากนั้นงานอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจ เช่น การติดตามการจัดวางรองเท้าที่อาจเรียงเดี่ยวหรืออยู่เป็นกลุ่มเสมือนการดำเนินชีวิตที่มีทั้งตอนที่ต้องโดดเดี่ยวและอยู่ท่ามกลางฝูงชนColumbusColumbusตัวอย่างงานตัวอย่างงานshoes3

shoes3shoes2shoes2shoes1

shoes1Restaurant on La Rambla

Restaurant on La Ramblametal4

metal4metal3metal3metal2

metal2metal1

metal1

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum de Perfume Barcelona #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499023

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum de Perfume Barcelona

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum de Perfume Barcelona

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกจาก Barcelona จะเป็นเมืองของนักท่องเที่ยวสายกินแล้ว ที่นี่ยังเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชอบเครื่องหอมและน้ำหอมด้วย สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสายเครื่องหอมต้องไปให้ได้เมื่อมาถึงเมืองบาร์เซโลนา ศูนย์กลางวัฒนธรรมและแฟชั่นระดับโลกก็คือ มิวเซียมน้ำหอม หรือ Museum de Perfume มิวเซียมที่อยู่ห่างกับ El Nacionalเพียงแค่ 2 บล็อก และก่อตั้งขึ้นบนถนนPaseo de Gracia ใกล้ Casa Battaloที่ออกแบบโดย Antonio Gaudi ตั้งแต่ปี 1961 และเปิดทำการกลางปี 1963 นี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวและจัดแสดงวิวัฒนาการของขวดน้ำหอมทั่วโลกตั้งแต่อดีตกาล

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประวัติของน้ำหอมเก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ น้ำหอมถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเชื่อว่า เกิดเมื่อมนุษย์ผู้หนึ่งต้องจุดไฟเพื่อให้ได้แสงสว่าง และไปจุดเอาไม้หอมที่มีกลิ่นจรุงใจจึงนำเสนอไม้หอมนั้นเพื่อบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนแสดงความนับถือ ประวัติศาสตร์การใช้น้ำหอมที่ได้รับการจารึกไว้ในบันทึกของชาวสุเมเรียนครั้งแรกพบในอารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันหอมและน้ำหอม การใช้เครื่องหอมสำหรับชนชั้นสูงครั้งแรกพบในสุสานของพระนาง Schubab แห่ง Sumer ที่มีอายุ 3500 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ในบันทึกของ Gilgamesh ก็มีการกล่าวถึงเครื่องสำอางและน้ำหอมเช่นกัน

เรื่องราวของน้ำหอมที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกอารยะก็คือ อียิปต์ วิถีชีวิตของชาวอียิปต์นอกจากผูกพันกับพระเจ้ารวมทั้งฟาโรห์แล้ว ชีวิตของชาวอียิปต์ยังผูกพันกับแม่น้ำไนล์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระซึ่งมีห้องปฏิบัติการเป็นของตัวเองจึงเป็นแหล่งผลิตน้ำหอมเพื่อใช้สักการะทวยเทพในเทศกาลต่างๆ ส่งผลให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวจากจารึกในกระดาษปาปิรุส หลังจากที่พระเข้าไปในโบสถ์เพื่อสักการะพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็จะประพรมตัวเองด้วยน้ำหอมเฉกเช่นเดียวกับฟาโรห์ เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งมั่งคั่งขึ้น พวกเขาก็รับเอาวัฒนธรรมการใช้น้ำหอมจากพระและฟาโรห์มาด้วย

ในเยรูซาเรมนั้น ช่วงเวลาที่มีการใช้น้ำหอมมากที่สุดคือ ช่วงเวลาที่พระนางชีบาที่มาจากอียิปต์นำน้ำหอมเข้ามาในอาณาจักรพระเจ้าโซโลมอนจนทำให้ชาวเยรูซาเลมได้มีประสบการณ์กับการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอาง นับจากนั้นมาน้ำหอมก็กลายเป็นของที่มีการกล่าวถึงทั่วไปในหน้าประวัติศาสตร์ จวบจนกระทั่งในประวัติศาสตร์กรีก เทพเจ้ากรีกแทบทุกองค์ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับน้ำหอมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพเจ้าหลายองค์ใน Olympus ก็สอนให้มนุษย์ทั้งชายหญิงรู้จักการใช้น้ำหอม สถานที่ผลิตน้ำหอมที่แท้จริงที่สำคัญแห่งหนึ่งก็คือเกาะ Crete และอาณานิคมที่รวมซีเรียและเกาะอื่นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน น้ำหอมจากแหล่งเหล่านี้เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ผ่านทางเมืองต่างๆ ของประเทศกรีก แม้กรีกจะไม่ใช่ประเทศผลิตน้ำหอม แต่ชาวกรีกกลับทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมน้ำหอมผ่านการออกแบบภาชนะใส่น้ำหอม เป็น 7 แบบ เช่นรูปภูมิศาสตร์ สัตว์ ตัวละครในนิยายกรีกปรัมปรา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า อุตสาหกรรมน้ำหอมขึ้นที่ขีดสุดอีกครั้งในยุคเรอเนสซองส์ที่เมืองเวนิซและฟลอเรนซ์จากภาชนะใส่น้ำหอมในสมบัติของตระกูลเมดิซี่ เมื่อ Catherine de Midici ไปแต่งงานกับพระเจ้าเฮนรี่ที่สอง นางได้นำ Renato ผู้ผลิตน้ำหอมส่วนตัวจากฟลอเรนซ์ติดตัวไปปารีสด้วยจนทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองน้ำหอมจวบจนปัจจุบัน หลังจากน้ำหอมเดินทางถึงปารีส ชาวเมืองปารีสชั้นสูงซึ่งไม่นิยมอาบน้ำก็ชื่นชอบการใช้น้ำหอมมาก และได้กระจายสู่คหบดี ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ตลาดน้ำหอมหยุดชะงักลง แต่กิโยตินเครื่องตัดศีรษะนักโทษได้ทำให้กลิ่นน้ำหอมของชนชั้นสูงที่ถูกทำโทษกระจายสู่ชาวปารีสพื้นเมืองในที่สุด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมน้ำหอมจะได้ชื่นชมและศึกษาขวดน้ำหอมกว่า 5,000 ชิ้น ที่มีตั้งแต่สมัยอียิปต์ กรีก อีทรัสกันโรมัน อาหรับ เรื่อยมาจวบจนปัจจุบันตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมิวเซียมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของน้ำหอม ขวดน้ำหอมที่ผู้รักงานศิลปะได้คัดสรรชิ้นงานที่ถูกประดิดประดอยขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความหอม การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นแก้ว น้ำมัน กลิ่นตัวน้ำหอมและขวด โดยจัดเรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และส่วนที่เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมน้ำหอมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงปัจจุบันโดยจัดเรียงตามยี่ห้อที่มิได้เรียงตามเวลาเฉกเช่นเดียวกับส่วนแรก

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercado de La Boqueria #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/497548

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercado de La Boqueria

แหวกฟ้าหาฝัน : Mercado de La Boqueria

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดถ่ายจากระยะไกล

นักท่องเที่ยวสายกินที่เดินทางมาบาร์เซโลนานอกจากจะต้องไปเยือน ElNacional แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้ก็คือ Mercado de La Boqueria ตลาดหลักบนถนน La Rambla ถนนช็อปปิ้งสายหลักของเมือง

ตลาดที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1217 ที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองเก่าถือกำเนิดขึ้นจากพ่อค้าเนื้อ ในช่วงแรกตลาดแห่งนี้เป็นเพียงแค่ตลาดชั่วคราวที่ชาวนารอบเมืองบาร์เซโลนามาตั้งโต๊ะขายของ นับจากเดือนธันวาคม ปี 1470 ที่นี่ก็กลายเป็นตลาดขายหมูจึงถูกเรียกว่า Mercadi Bornet ในปี 1777 ส่วนที่เป็นกำแพงเก่าถูกรื้อเสีย ชาวบ้านจึงต้องย้ายสถานที่ขายของเข้ามายังทางเดิน ต่อมาในปี 1794 ตลาดถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Mercat de la Palla หรือตลาดฟางซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนขยายของ Plaza Neuva market ส่วน Boqueriaชื่อของตลาดในปัจจุบันนั้นก็มาจากการที่ตลาดขายเนื้อแพะด้วยนั่นเอง

Mercado de La Boqueria

ระหว่างปี 1797-1801 เทศบาลตัดสินใจสร้างตลาดบนถนนLa Rambla พ่อค้าเขียงหมูและพ่อค้าปลาจึงตัดสินใจย้ายมาในบริเวณระหว่างโบสถ์ Bethlehem และ Pla de la Boqueria เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่เสด็จเยือนตลาดในปี 1802 เทศบาลจึงตัดสินใจย้ายโต๊ะขายของเข้าไปใน Sant Josep Convent เมื่อเทศบาลจัดตั้ง El Carme Convent ขึ้น ตลาดก็ถูกย้ายกลับมายังถนน La Rambla อีกครั้ง 19 มีนาคม 1840 เทศบาลตัดสินใจสร้างตลาดถาวรขึ้นภายใต้การออกแบบของ Mas Vila สถาปนิกชื่อดังสมัยนั้น แม้จะมีการแก้แบบหลายครั้งก็ตาม แต่ในที่สุดตลาดก็สามารถเปิดใช้งานได้ในปีเดียวกัน

ถึงกระนั้นก็ตาม กว่าที่ตลาดจะสามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ก็ปาเข้าไปปี 1853 โดยมีการเปิดส่วนตลาดปลาในปี 1911 อีก 2 ปีต่อมา เทศบาลตัดสินใจให้ Antoni de falguera สถาปนิกออกแบบส่วนทางเข้าใหม่โดยเฉพาะประตูโค้งด้านถนน La Rambla โดยใช้โลหะทำหลังคาให้คล้ายกับละครเวทีแทนที่ผ้าใบเฉกเช่นเดียวกับที่นักเดินเรือเคยใช้ซึ่งนักท่องเที่ยวยังคงพบเห็นในปัจจุบัน

ของในตลาด

ตลาดถูกใช้งานเรื่อยมาโดยไม่ได้รับการปรับปรุงใดๆ จวบจนปี 1985 รัฐบาลได้เสนอโครงการที่จะกำจัดตลาดออกไปเพื่อให้เป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่ในที่สุดในปี 1998 รัฐบาลภายใต้การดูแลของ LluisClotet และ Ignacio Paricioสองสถาปนิกชื่อดังชาวพื้นเมืองได้ทำการเปลี่ยนแปลงตลาดใหม่โดยไม่ได้ให้ตลาดอยู่ในตึก แต่ทำเสมือนหนึ่งตั้งอยู่กลางจัตุรัสมากกว่า เขาจึงรื้อหลังคาเดิมออกและสร้างหลังคาที่โปร่งแสงมากขึ้นเพื่อให้แสงส่องเข้าถึงตัวตลาดและทำการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น รวมทั้งจัดตำแหน่งส่วนขายปลาหรือตลาดสดใหม่ ส่วน Boqueria Classroom ถูกสร้างขึ้นในปี 2002 และสร้างโรงรถ โกดังเก็บของ ที่กำจัดขยะ รวมทั้งตกแต่งบริเวณทางเข้าใหม่ในอีก7 ปีต่อมา การเปิดทำการของระเบียงส่วนหลัง ส่วนต่อขยายอีก 1,000 ตารางเมตร โครงการ Placa de la Gardunyaและส่วนจอดรถยกของเพื่อขนย้ายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 นี่เอง

นักท่องเที่ยวสายกินที่มาเยือนตลาด Boqueria ไม่เพียงสามารถหาซื้ออาหารได้ทั้งคาวหวานรวมทั้งเครื่องดื่มสารพัดชนิดที่ดับร้อนแล้วยังสามารถสนุกสนานกับบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างไม่รู้เบื่อตั้งแต่หน้าประตูเลยทีเดียว แม้จะเก็บรูปสวยๆยากมากก็ตาม

ตลาดถ่ายจากด้านใน

ตลาดถ่ายจากด้านใน
บรรยากาศบน La Rambla

บรรยากาศบน La Rambla
งานของ Miro บน La Rambla

งานของ Miro บน La Rambla
ร้านค้า

ร้านค้า
ป้ายตลาด

ป้ายตลาด
ประติมากรรมบนตึกใน La Rambla

ประติมากรรมบนตึกใน La Rambla
ตึกสวยบน La Rambla

ตึกสวยบน La Rambla

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at Interwar Period in Modern Art Museum Olomouc #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/480797

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at Interwar Period in Modern Art Museum Olomouc

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at Interwar Period in Modern Art Museum Olomouc

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่คุ้นชินกับประวัติศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะทราบดีว่า Interwar Period ก็คือช่วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1918 หรือการสิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึงกันยายน 1939 หรือก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้นแม้ช่วงเวลานี้จะเป็นเวลาแค่สั้นๆ 20 ปี แต่ก็เป็นเวลาที่มีความสำคัญยิ่งยวดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานั้นเริ่มมีการผลิตพลังงานจากปิโตรเลียมส่งผลให้เกิดโรงงานขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นมหาศาลในสหรัฐฯ และยุโรป แม้หลังจากนั้นโลกต้องเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ แต่ความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในโลกประชาธิปไตยและการถือกำเนิดคอมมิวนิสต์ก็ส่งผลต่อการผลิตงานศิลป์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในประวัติศาสตร์

ในช่วงแห่งความโกลาหลทางประวัติศาสตร์ แนวทางศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเด่นในยุโรปทั้งตะวันออก ตะวันตกและเหนือก็คือ Expressionismและ Symbolism Surrealism,Fauvism, Die Brucke, Der BlaueReiter ส่วนศิลปินก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เริ่มสร้างงานตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกลุ่มที่ถือกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลุ่มแรกก็จะเริ่มสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางศิลปะที่นอกเหนือไปจาก Cubism,Expressionism และ Futurism เพราะพวกเขาเห็นว่าแนวทางศิลปะทั้งสามอย่างนี้มีหลักการมากเกินไป สำหรับศิลปินรุ่นใหม่นั้น ส่วนหนึ่งก็เห็นว่า ความก้าวหน้าอันเป็นผลมาจากการใช้เครื่องกลไม่เพียงเป็นตัวช่วย แต่กลับทำให้คนส่วนหนึ่งเป็นทาส และเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคม งานของศิลปินทั้งสองกลุ่มจึงสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกัน

ศิลปินสัญชาติเช็กในช่วงInterwar ที่มีชื่อเสียงที่สุดคงไม่มีใครเกิน Josef Capek ไม่เพียงเขาจะเป็นจิตรกร เขายังเป็นกวี นักเขียนและยังเป็นผู้ให้ความหมายของคำว่าหุ่นยนต์ด้วย เขาเกิดที่ Hrovoแคว้นโบฮีเมียซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตฮังกาเรียน ในช่วงต้นของการทำงานนั้น เขาสร้างงานแนว Cubism โดยใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างง่ายในการสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของท่าทางที่น่าค้นหา อีกทั้งยังชอบใช้สีที่แตกต่างในการสร้างความกดดันให้กับภาพ ยิ่งกว่านั้น เขายังชอบรังสรรค์งานที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองและภาพเหมือนของวัตถุทั่วไป เช่น Woman overthe City แม้งานชิ้นนี้จะไม่ได้มีลักษณะของการบิดเบี้ยวเฉกเช่นเดียวกันกับงานของ Pablo Picasso เจ้าพ่อ Cubism แต่งานชิ้นนี้ก็ยังมีลักษณะของความเป็นเหลี่ยมมุม และถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างน่าสนใจ ต่อมาเขาพัฒนางานให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น อาทิ Phantoma ซึ่งมีลักษณะของงานที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ไม่เพียงเขาจะมีผลงานทางด้านจิตรกรรมแล้ว เขายังเป็นนักออกแบบงานพิมพ์โดยออกแบบปกหนังสืออีกกว่า 150 เล่ม และเสื้อผ้าสำหรับงานละครด้วย ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นนักเขียนที่มีฝีไม้ลายมืออย่างหาตัวจับได้ยาก ซ้ำยังเป็นผู้ที่ต่อต้านลัทธิ Fascist อย่างเหลือล้นจนทำให้เขาถูกจับและถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันนานถึง 6 ปี ในช่วงเวลานั้น เขาได้เขียนบทกวีออกมามากมายที่กล่าวถึงความโหดร้ายของนาซี และความยากลำบากของผู้ถูกกักขัง ก่อนสงครามครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน เขาถูกย้ายไปอยู่Bergen ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคไทฟอยด์ เป็นที่น่าเสียดายของชาวโลกที่เขาเสียชีวิตด้วยไทฟอยด์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน

ไม่เพียง Museum of Modern Art Olomouc จะมีงานของ Josef Capek เท่านั้น ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินช่วง Interwar ให้ชมจนจุใจอีกหลายชิ้น อาทิ City and Aurel Bernath by Janos Schadl, City with Figure by Bela Kadar, Dance by Rafal Malczewski, Dance by Rafal Malczewski และPortrait of Architect by Ivan Cargo

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at The Great War period in Modern Art Museum Olomouc #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479296

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at The Great War period in Modern Art Museum Olomouc

แหวกฟ้าหาฝัน : Art at The Great War period in Modern Art Museum Olomouc

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวหลายคนคงสงสัยว่า The Great War คือ สงครามอะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ The Great War คือสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอันเป็นสงครามที่สร้างความหายนะให้กับมนุษยชาติมากที่สุดครั้งหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทั้งนี้เพราะสงครามครั้งนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตทหารไปมากถึง 11 ล้านคนยังคร่าชีวิตพลเมืองไปอีกถึงกว่า 21 ล้านคน ด้วย สงครามและสันติภาพหลังจากสงครามในครั้งนั้นได้สร้างบาดแผลให้กับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติยุโรป
อย่างที่ไม่อาจประเมินได้และยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำสู่สงครามโลกครั้งที่สองในเวลาต่อมาไม่นานด้วย นับจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมาชาวยุโรปก็มองโลกในแง่ร้ายอันเป็นผลมาจากการที่สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในภาคพื้นยุโรป ผิดกับสหรัฐฯ ซึ่งสงครามเกิดนอกแผ่นดินตัวเอง

นอกจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างใหญ่หลวงต่อภาคพื้นยุโรปแล้ว มันยังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อแนวคิดด้านศิลปะตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญด้วย แท้ที่จริงแล้วความทันสมัยได้เริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงในยุโรปนับทศวรรษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ความหายนะยิ่งกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ คนส่วนใหญ่ทราบดีว่า สงครามโลกครั้งที่สองสร้างความเสียหายทางด้านกายภาพและกำลังคนมากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับสร้างความขัดแย้งมากกว่าไม่เพียงด้านการเมืองแต่ยังรวมถึงด้านวัฒนธรรมด้วย ศิลปินส่วนหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินที่เคยเข้าร่วมรบในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรที่สร้างสรรค์งานแนว Surrealism หรือ Expressionism ล้วนมีงานที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับร่างกายที่ถูกฉีกทึ้ง หรือสังคมที่แตกสลาย อลหม่าน ประสบการณ์ความรุนแรงในกองทัพและผลลัพธ์จากสงครามได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสร้างสรรค์งานที่อยู่ในสงครามและพระคัมภีร์เก่าทั้งในระหว่างยังทำงานอยู่ในกองทัพระหว่างสงครามและติดต่อมาอีกหลายปีหลังสิ้นสุดสงคราม อาทิ Ecce Homo by Artur Lakatos

Artur Lakatos หรือ Artur Scholosser จิตรกร ชาวฮังกาเรียนเป็นศิลปินอีกผู้หนึ่งที่ผ่านสงครามมาและมีงานโดดเด่นจัดแสดงอยู่ใน ModernArt Museum Olomouc เขาจบการศึกษาจากBudapest School of Design และ College of FineArts ก่อนย้ายไปศึกษาต่อที่มิวนิคและปารีส เขาได้รับรางวัลครั้งแรกในปี 1905 จาก Applied ArtAssociation และกลายเป็นสมาชิกของ Paris AutumnGrand Salon ตั้งแต่ปี 1906 รวมทั้งชนะรางวัลเหรียญทองในงานนิทรรศการ International AppliedArts ด้วย หลังจากนั้นเขาเข้าเป็นอาจารย์ในแผนกผ้าที่ Szeged Capital School of Design เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เขาถูกจำคุกอยู่ 4 ปีทั้งใน Serbia, Albania และอิตาลี หลังถูกปล่อยตัวเขาก็ส่งผลงานเกี่ยวกับทหารเข้าร่วมในนิทรรศการที่ National Salon เมืองบูดาเปสต์ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูง นับจากนั้นมาเขาก็เข้าร่วมการแข่งขันในนิทรรศการต่างๆ อีกหลายประเทศและได้รับรางวัลมากมายจนเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนในโลกที่สะสมรางวัลได้เป็นจำนวนมาก

Ecce Homo ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาของArtur Lakaos นั้นเป็นภาพที่ศิลปินนิยมวาดหากพวกเขาต้องการรังสรรค์งานที่แสดงออกถึงความทุกข์ระทม Ecce Homo เป็นคำภาษาลาตินที่ถูกใช้โดย Pontius Pilate ผู้ปกครองคนที่ห้าของแคว้นยูเดียในพระคัมภีร์จอห์นกล่าวถึงช่วงเวลาในขณะที่นำพระเยซูที่กำลังสวมมงกุฎที่ทำจากลวดไม้และถูกลงแส่ก่อนจะถูกตรึงกางเขนไม่นานนี้เป็นภาพที่บ่งชี้ชัดเจนถึงความเสียสละของพระเยซูที่ยินดีเสียสละตนยอมรับความยากลำบากอย่างเหลือแสนเพื่อล้างบาปและปลดปล่อยมนุษยชาติให้ได้รับความรอด ภาพนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงความยากลำบากของทหารที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ไม่น้อยไปกว่างานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามเอง

นอกจาก Ecce Homo แล้ว ใน Modern Art Museum Olomouc ยังมีงานอีกหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมจากสงครามอันนำมาซึ่งหายนะแก่มวลมนุษยชาติ อาทิ Flood by Ludwig Heinrich Jungwickel, Hell by Marcel Ianco, Trenches with Dead Soldiers by Ladislav Mednansky, Monsterof War by Anton Jasusch และ Buyonet Fight by Bela Uitz

แหวกฟ้าหาฝัน : Synthetic Cubism in Modern Art Museum Olomouc #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477735

แหวกฟ้าหาฝัน : Synthetic Cubism in Modern Art Museum Olomouc

แหวกฟ้าหาฝัน : Synthetic Cubism in Modern Art Museum Olomouc

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Abstract Position by Kazimierz Podsadechi

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จัก Cubism ที่มี Pablo Picasso เป็นเจ้าพ่อกันมาอย่างดีแล้ว แล้ว Synthetic Cubism ล่ะคืออะไร ก่อนจะอธิบายถึงคำนี้คงต้องอธิบายคำว่า Analytic Cubism ก่อนเพราะคำนี้เป็นต้นกำเนิดของ Synthetic Cubism คำว่า Analytic Cubism คือ งานที่ถูกพัฒนามาจาก Pablo Picasso และ Georges Braque หรือต้นกำเนิด Cubism นั่นเอง ผลงานที่เป็นต้นตำรับสำหรับงานแนว Analytic Cubism ก็คือ Guitar ของ Picasso Analytic Cubism เป็นแนวทางศิลปะที่เน้นโครงสร้างที่มาจากหลากหลายมุมมองเพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ได้หลายแง่นักท่องเที่ยวจะเห็นงานแนวนี้มีหลายมิติและยากต่อความเข้าใจในบางครั้ง ยกเว้นในกรณีที่ศิลปินตั้งชื่อภาพแบบตรงไปตรงมา การสร้างงานเป็นการนำวัตถุมาตีแผ่ให้เป็นเหลี่ยมมุมแล้วประกอบขึ้นมาใหม่เป็นรูปทรงเรขาคณิต ผู้ชมจะเห็นภาพ 3 มิติในมุมมองของ 2 มิติที่ถูกฉีกออกมาให้เป็นระนาบเดียว ศิลปะแนวนี้ให้ความสำคัญกับเหลี่ยมมุมและรูปทรงมากกว่าสี

ส่วนคำว่า Synthetic Cubism นั้นคือคำที่ Alfred H. Barr Jr ผู้เขียน Cubism and Picasso ผู้อำนวยการ Museum of Modern Art New York เป็นผู้ให้คำจำกัดความ และมี Daniel-Henri Kahnweiler ผู้เขียนหนังสือ The Rise of Cubism ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1920 นายหน้าขายภาพให้กับ Pablo Picasso และ George Braque เป็นผู้ที่ทำให้คำว่า Synthetic Cubism แพร่หลายออกสู่สาธารณชนมากขึ้น Synthetic Cubism คืองานแนวCubism ที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงสั้นๆ ระหว่าง 1912-1914และกลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา ลักษณะงานจะมีความเรียบง่ายของรูปทรงมากกว่างานแนว Analytic Cubism อีกทั้งยังใช้สีสันที่สดใสและไม่มีความลึกมากนัก

Composition by Maria Nicz Borowiakowa

ข้อแตกต่างแรกที่เห็นได้ชัดคือสี Synthetic Cubism จะใช้สีออกแนวสว่าง เช่น แดง เขียวฟ้า เหลือง เพื่อให้วัตถุดูใหม่ นอกจากนี้ศิลปินยังใช้เทคนิคใหม่ในการสร้างสรรค์งานด้วยการนำวัตถุจริงไม่ว่าจะเป็น กระดาษสี หนังสือพิมพ์กล่องบุหรี่ หรือกระดาษโฆษณาเข้ามาไว้ในภาพแทนการวาดเพียงอย่างเดียวอันเป็นที่มาของคำว่า Collage ผลงานการปะติดปะต่อภาพหรือCollage ชิ้นแรกของโลกคือ Still Life with ChairCaning ของ Pablo Picasso นับจากนั้นมาศิลปินแนว Cubism ก็ได้นำเทคนิคนี้มาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Juan Gris ศิลปินชาวสเปนเป็นผู้มีชื่อเสียงมากในการสร้างงานแนวนี้ อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อผลงานของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อมาอีกหลายทศวรรษ ผลงานแนวนี้สิ้นสุดลงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Still Live 3 by Wladyslaw Strzeminski

งาน Synthetic Cubism ของศิลปินเช็กได้รับอิทธิพลมาจากงานของศิลปินที่ทำงานในปารีส อย่างไรก็ดี งานแนวนี้กลับมีสมดุลมากเพราะได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของ Kazimir Malevich ศิลปินชาวรัสเซียด้วย ศิลปินที่รวมกลุ่มกันสร้างสรรค์งานแนว Synthetic Cubismในทศวรรษที่ 1920 นี้ยังนำเอางานแนวConstructivism มาควบรวมเข้ากับงานแนวCubism ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและจัดแสดงในปารีสระหว่างปี 1926-1928 อาทิ งานของJindrich Styrsky และ Toyen ส่วน Josef Simaได้นำเอางานแนว Abstract และ Surrealมาควบรวมด้วยนักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานแนวAnalytic Cubism จะเห็นว่างานแนว SyntheticCubism ของศิลปินเช็ก ที่จัดแสดงใน ModernArt Museum Olomouc แม้ยังคงมีกลิ่นอายของ Cubism แต่กลับมีสีสันและส่วนโค้งอันแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ที่เด่นชัดของความเป็น Synthetic Cubism นั่นเอง

Still Live IV by Wladyslaw Strzeminski

Tent Jindrich Styrsky

แหวกฟ้าหาฝัน : Czech Cubism in Modern Art Museum Olomouc #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476236

แหวกฟ้าหาฝัน : Czech Cubism in Modern Art Museum Olomouc

แหวกฟ้าหาฝัน : Czech Cubism in Modern Art Museum Olomouc

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Bathing Boy by Vilmos Perlrott Csaba

Cubism เป็นการเคลื่อนไหวของแนวทางศิลปะที่ก้าวหน้าที่สุดแนวทางหนึ่งเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งประกอบไปด้วยงานจิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี บทกวีและสถาปัตยกรรม แนวทางศิลปะที่มี PabloPicasso, Georges Braque, Robert Delaunay,Henri Le Fauconnier และ Fernand Leger เป็นผู้บุกเบิกนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากPaul Cezanne ศิลปินฝรั่งเศสยุคปลายImpressionism มากที่สุด วัตถุต่างๆ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบ Cubism นี้จะถูกนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนแตกแขนงและนำมาผสมผสานกันใหม่ในแง่มุมแบบ 3 มิติ ผลงานจึงออกมาแบบมีหลากหลายแง่มุมและมีเนื้อหาที่กว้างขวางกว่างานในยุคเก่าๆ งานแนวนี้ก่อให้เกิดงานอีกหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น Futurism,Suprematism, Dada, Constructivism,De Stijl and Art Deco

Descent from the Cross by Max Oppenheimer

สำหรับ Czech Cubism นั้นศิลปินเช็กถือว่าเป็น Cubo-Expressionism ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ก้าวหน้ามากระหว่างปี 1912-1914 และปรากก็เป็นเมืองที่แนวทางศิลปะแบบ Cubism ก้าวหน้าที่สุดเป็นรองเพียงแค่ปารีสเท่านั้น งานของศิลปินเช็กมีความก้าวหน้ามาก พวกเขาเชื่อว่าวัตถุแต่ละชิ้นจะมีพลังงานของตัวเองในการที่จะส่องประกายออกมาทั้งในแนวตั้งและแนวนอนซึ่งไม่ถูกบดบังความสำคัญเฉกเช่นเดียวกับการตีความตามแนวทางศิลปะแบบเก่าก่อนหน้าปี 1900 การที่แนวทางศิลปะแบบ Cubism ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปี 1911 เป็นเพราะศิลปินส่วนใหญ่ที่เรียนจบจากสถาบันในออตโต้ ฮังการี ยกเว้นเวียนนา ล้วนละทิ้งประเทศแล้วย้ายไปอยู่ในกรุงปารีส แต่ศิลปินแนว Cubism ก็มีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มที่มี Picasso เป็นผู้นำกับกลุ่มที่มี Delaunay เป็นผู้นำ

Anxiety by Josef Capek

นอกจากงานภาพเหมือนของตัวเองแล้ว ศิลปินเช็กแนว Cubism ยังนิยมวาดภาพเกี่ยวกับการอาบน้ำโดยเฉพาะการอาบน้ำกลุ่มผู้ชายนำมาซึ่งการวาดภาพนู้ดอันเป็นผลมาจากอิทธิพลของ Paul Cezanne บิดาของภาพเขียนสมัยใหม่โดยเฉพาะผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาสร้างความตรึงใจในการใช้สีและองค์ประกอบของภาพแบบพีระมิดให้กับศิลปินรุ่นต่อๆ มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ การวาดภาพนู้ดในบรรยากาศกลางแจ้งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดสำหรับศิลปินในแง่ของการพัฒนาการของศิลปะหลังยุคเรอเนสซองส์ อีกนัยหนึ่งภาพนู้ดกลางแจ้งยังเชื่อมต่อศิลปินแนวExpressionism เข้ากับหลักธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายมนุษย์หรือความเป็นจริงจากยุค Classic และ Neoclassic และยังนำสู่การสร้างงานที่มีโครงสร้างขององค์ประกอบที่แข็งแกร่ง อาทิ Bathing Boy by Vilmos PerlrottCsaba, Composition with nude by Odon Marffy

Composition with nude by Odon Marffy

แม้ศิลปินส่วนหนึ่งจะกลายเป็นพวกไม่มีศาสนาและยังชอบรังสรรค์งานนู้ดผ่านภาพการอาบน้ำหมู่ ศิลปินบางคนกลับสร้างสรรค์งานผ่านเรื่องราวในพระคัมภีร์ใหม่โดยเฉพาะวันท้าย ๆ ในชีวิตของพระคริสต์ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเห็นว่าการถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงนี้ของพระคัมภีร์ไม่เพียงสามารถสร้างสรรค์อารมณ์ความรู้สึกในระดับนามธรรมได้เป็นอย่างดีเท่านั้น ยังเป็นการทำสมาธิท่ามกลางความเป็นความตายได้อีกต่างหากด้วย อาทิ Anxiety by Josef Capek, Mourning by Vilmos Perlrott Csaba, Mourning by Vilmos Perlrott Csaba, Ascension by Janos Kmetty นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานแนว Cubism ที่จัดแสดงใน Modern Art Museum Olomouc นี้ไม่เพียงมีมิติ และเรื่องราวที่เข้ากันได้กับยุคสมัยเท่านั้น ฝีไม้ลายมือของศิลปินแต่ละคนยังมีเอกลักษณ์ไม่เป็นรองใครในภาคพื้นยุโรปอีกต่างหากด้วย

Mourning by Vilmos Perlrott Csaba