แหวกฟ้าหาฝัน

All posts tagged แหวกฟ้าหาฝัน

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406489

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินเล่นเมืองหลวงเล็ก Bratislava Slovakia

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Man at Work

นักท่องเที่ยวที่ใช้ Austrian Airline และเที่ยวเวียนนาจนปรุหมดแล้ว เวลาที่มาแวะพักต่อเครื่อง คงอยากหาเมืองเล็กๆ ใกล้ๆ ไว้เยือน เมืองที่เดินทางสะดวกไปได้สะดวก ค่าเดินทางถูก ใช้เวลาไม่นาน และสามารถออกเดินทางจากสนามบินได้เลยก็คือ Bratislava เมืองหลวงของประเทศ Slovakia ที่ตั้งอยู่ริมน้ำดานูบและ Morava ซึ่งติดต่อกับออสเตรียและฮังการีนี้เป็นเมืองที่เดินทางด้วยรถบัสเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากสนามบินแห่งชาติออสเตรียด้วยค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 5 เหรียญเท่านั้น เมืองหลวงของประเทศที่มีประชากรเพียงแค่430,000 คนนี้ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เล็กที่สุดของยุโรป แต่ยังคงถือเป็นเมืองใหญ่เพราะมีประชากรอาศัยอยู่จริงมากถึง 650,000 คน

Bratislava castle

เมืองที่มีประวัติเก่าแก่ย้อนไปถึง 5 พันปีก่อนคริสต์ศักราชโดยมีหลักฐานจากเครื่องกระเบื้องนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในยุค Neolithic ต่อมาอีก 3 พันปี ชนกลุ่ม Celtic ได้มาตั้งถิ่นฐานและสร้างป้อมปราการขึ้น ก่อนที่ดินแดนแห่งนี้จะถูกครอบครองโดยชาวโรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1-4 ซึ่งพวกเขาได้นำเอาองุ่นมาปลูกและได้สร้างวัฒนธรรมการผลิตไวน์ขึ้น หลังจากยุคของชาวโรมัน ชาวสลาฟจากทิศตะวันออกก็เข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 5-6 และสร้างปราสาทขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งก็คือตำแหน่งของปราสาท Bratislava ในปัจจุบัน

แม้เมืองหลวงของ Slovakia แห่งนี้จะเป็นเมืองเล็กๆ ของประเทศที่ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายนักในประวัติศาสตร์ยุโรป แต่ที่นี่ก็เคยเป็นสนามรบระหว่างฝรั่งเศสและฮังการีในช่วงแย่งชิงอำนาจอันเป็นผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนาเฉกเช่นเมืองอื่นในยุโรป ราชวงศ์ฮังการีซึ่งครอบครองดินแดนแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นจึงตัดสินใจสร้างทางรถไฟเชื่อมเมืองนี้กับเวียนนาส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน

Old town

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะปะทุขึ้น ประชากรของเมืองนี้กว่า 42% เป็นชาวเยอรมัน อีก 41% เป็นชาวฮังการี และเพียงแค่ 15% เป็นชาวสโลวัก แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง ชาวเยอรมันกลับลดลงเหลือ 36% ชาวฮังการีเหลือเพียง 29% ในขณะที่ชาวสโลวักเพิ่มขึ้นถึง 33% ส่งผลให้เกิดการรวมชาติใหม่ที่เรียกว่า เช็กโกสโลวาเกียในวันที่29 ตุลาคม 1918 แม้ชาวเยอรมันและฮังการีจะขัดขืนในช่วงแรก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะต่อต้านได้ เมืองนี้เลยกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศที่ได้รับการสถาปนาใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยชาวฮังการีถูกขับไล่ออกจากเมืองไป

ในปี 1938 อันเป็นช่วงที่เยอรมันเรืองอำนาจจึงเข้าครอบครองสโลวัก และแบ่งเขตแดนของ Bratislava ตามจำนวนเชื้อชาติของประชาชนที่อาศัยอยู่ ยิ่งเยอรมันมีอำนาจมากขึ้น พวกเขายิ่งครอบครองพื้นที่มากขึ้น และในช่วงปี 1944-45 พวกเขาก็ขับไล่ชาวยิว 15,000 คนออกจากบ้านเข้าไปในแคมป์กักกัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม ชาวเยอรมันที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองนี้ก็ถูกขับไล่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ระเหเร่ร่อนไปทั่วยุโรปตะวันออก เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจในประเทศสโลวาเกีย ที่นี่กลับเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปตะวันออก เมื่อชาวสโลวักกลายเป็นประชากรของเมืองนี้ถึง 90% พวกเขาจึงร่วมกันสร้างชาติขึ้นใหม่ แต่เมื่อชาวสโลวักล้มเหลวในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในปี 1968 พวกเขาก็ถูกครอบครองภายใต้กองทัพคอมมิวนิสต์อีกครั้งและต้องอยู่ภายใต้กองทัพจากสนธิสัญญา Warsaw เมื่อกำแพงเบอร์ลินแตก ชาวสโลวักได้ร่วมกันเดินขบวนเพื่อประกาศอิสรภาพในการปฏิวัติ Velvetในปี 1989 และได้กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

บรรยากาศร้านอาหาร

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมือง Bratislava สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือนก็คือ old town หรือเมืองเก่าที่มีสถานทูตของประเทศต่างๆ ตั้งอยู่รวมทั้งสถานที่สำคัญๆ ของประเทศ เช่น พระราชวังฤดูร้อนของบิชอป ที่ทำการรัฐบาล Opera House ที่ประทับของประธานาธิบดี รวมทั้ง Bratislava castle ตั้งอยู่ สภาพของเมืองเก่าแห่งนี้ก็เหมือนกับเมืองเล็กๆ อื่นๆ ในยุโรป ที่ตกแต่งด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีระเบียบเรียบร้อย บรรยากาศของที่นี่คล้ายกับเดินเมืองเล็กของออสเตรีย แต่ยังคงมีความแตกต่างอยู่บ้านตรงที่ไม่ค่อยมีตึกใหญ่ๆ อยู่เลยในเขตเมืองเก่า แต่ที่สำคัญก็คือ ที่นี่มีผลงานแกะสลักน่ารักๆ เยอะมากให้นักท่องเที่ยวได้ตามหาและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เช่น Napoleon Soldier หรือ Schon Naci

ผลงานแกะสลักที่น่ารักที่สุดที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องถ่ายรูปด้วยให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้เลยที่เดียว นั่นคือ Man at Work หรือรูปแกะสลักช่างซ่อมประปาที่ตัวโผล่พ้นพื้นขึ้นมาเล็กน้อยและกำลังเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า การที่รูปแกะสลักที่ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 1977 เพื่อขับเน้นบรรยากาศของความเป็นคอมมิวนิสต์นี้ตั้งอยู่บนพื้นและมีความสูงไม่มากนักจึงทำให้มันไม่อยู่ในระดับสายตา นักท่องเที่ยวที่ไปค้นหาก็รู้สึกหายาก คนเดินผ่านไป-มา ก็มักสะดุดล้มได้ง่าย ถึงกระนั้นก็ตาม นักท่องเที่ยวทุกคนก็ต้องพยายามหาช่างประปาคนนี้ให้เจอ เพื่อไปถ่ายรูปและไปเขกกบาลด้วยความเชื่อว่าจะทำให้โชคดีคนส่วนใหญ่ที่มีเวลาก็มักจะพยายามคาดเดาแววตาของช่างประปาคนนี้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ท่าทางของช่างประปาคนนี้กำลังพักผ่อน หรือกำลังจะลงไปซ่อมท่อ หรือกำลังแอบมองใต้กระโปรง สาวๆ กันแน่

บรรยากาศกลางเมือง

บรรยากาศกลางเมือง
Opera house

Opera house
Schone Naci

Schone Naci
Napoleon soldier

Napoleon soldier
Advertisements

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

Published September 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/405008

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนมหาวิทยาลัยมรดกโลก Coimbra University

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรยากาศในห้องสมุด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Coimbra เมืองโบราณสำคัญที่มีประวัติยาวนาน ไม่เพียงควรไปเยือนมหาวิหารใหม่ และแวะถ่ายรูปกับ Aqueduct of Sao Sebastiao เท่านั้น ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยว
ที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ต้องมาเยือนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้คือ มหาวิทยาลัย Coimbra มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของโปรตุเกส และมิวเซียมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกโดยพระเจ้า Dinis I ในปี 1290 ณ กรุงลิสบอน ต่อมาในปี 1308 มหาวิทยาลัยถูกย้ายมายังเมือง Coimbra ก่อนถูกย้ายกลับไปลิสบอนอีกครั้งในสมัยพระเจ้า Alfonso IV อย่างไรก็ดี ภายหลังมหาวิทยาลัยได้ย้ายมาอยู่ ณ พระราชวัง Alcavova เมือง Coimbra เป็นการถาวรในปี 1537 โดยพระเจ้า John III ในช่วงแรก สาขาวิชาส่วนใหญ่ที่สอนในมหาวิทยาลัยมักเกี่ยวข้องแต่กับศาสนา ภายหลังมหาวิทยาลัยได้แยกตัวออกจากศาสนจักรอย่างเด็ดขาด และเพิ่มสาขาวิชาขึ้นอีกมากมายจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาโปรตุเกสที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18Marquis of Pombal ได้ทำการปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู และกลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่สมบูรณ์แบบในโปรตุเกส ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอิทธิพลต่อประเทศสูงสุดทั้งในด้านการเมืองและสังคม ในช่วงที่โปรตุเกสกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ที่นี่ได้เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในภาคพื้นยุโรปไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ รวมทั้งเยอรมนี แต่กว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เรียบร้อยโดยยึดประกาศ Bologna อย่างสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปปี 2009 แล้ว

หลังการปฏิรูปจนเสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมี 8 คณะ และจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงเอกไม่ว่าจะเป็นอักษรศาสตร์ กฎหมาย แพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เภสัชศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาและการศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬาและกายวิภาค คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดทั้งในด้านจำนวนอาจารย์และนักศึกษา
อีกทั้งยังเป็นคณะที่มีสาขาวิชาและห้องเรียนรวมทั้งห้องวิจัยที่มากที่สุดอีกด้วย ส่วนคณะแพทย์ก็มีโรงพยาบาลและศูนย์ทำวิจัยทางด้านคลินิกขนาดใหญ่ควบรวมอยู่ ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปทางด้านการทำวิจัยโดยมีนักศึกษามากถึง 2 หมื่นคน และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสด้วย

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เยือนส่วนอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ 22 มิถุนายน 2013 แล้ว มหาวิทยาลัยยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเยือนส่วนของห้องสมุด Joanina ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1717 ในรัชสมัยของพระเจ้าจอห์นที่ 5 แห่งโปรตุเกส ซึ่งตกแต่งด้วยศิลปะแบบบาโรกด้วย ห้องสมุดที่ได้รับหนังสือเล่มแรกในปี 1750 นี้มีความสวยงามวิจิตรบรรจงตั้งแต่ประตูทางเข้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับติดอาวุธประจำกษัตริย์แต่ละพระองค์ และหลังคาที่เป็นงานจิตรกรรมของ Simoes Ribeiro และ Vicente Nunes ศิลปินชาวโปรตุเกส ห้องสมุดที่ประกอบด้วยอาคาร 3 ชั้น บรรจุหนังสือมากกว่า 2 แสนเล่มนี้ มีระบบการจัดเก็บและดูแลรักษาควบคุมความชื้นและอุณหภูมิอย่างดีเยี่ยมเพื่อให้หนังสือเก่าแก่ทั้งหลายสามารถคงสภาพอย่างดีตลอดฤดูหนาวและฤดูร้อน หนังสือส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และเป็นหนังสือที่มีค่ามากที่สุดของยุโรปนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่ในตู้ที่ทำจากไม้โอ๊ก และถูกดูแลโดยค้างคาวเพื่อป้องกันแมลงทำลาย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีหนังสือเกี่ยวกับการแพทย์ ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา วิทยาศาสตร์ กฎหมาย ปรัชญาต่างๆ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของทวีปยุโรปและประเมินค่ามิได้อีกเป็นจำนวนมากด้วย ยิ่งกว่านั้น นักท่องเที่ยวยังจะได้ดูห้องสอบวิทยานิพนธ์ และห้องสวดมนต์ที่มีความวิจิตรบรรจงอย่างที่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ที่นี่คือมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนจริงๆ ในยุคปัจจุบัน

หลังคาห้องสมุด

หลังคาห้องสมุด
Chapel

Chapel
แท่นบูชาใน Chapel

แท่นบูชาใน Chapel
ห้องสอบวิทยานิพนธ์

ห้องสอบวิทยานิพนธ์
ลวดลายตกแต่งหลังคาตามห้องต่าง ๆ

ลวดลายตกแต่งหลังคาตามห้องต่าง ๆ
ระเบียงในมหาวิทยาลัย

ระเบียงในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย Coimbra

มหาวิทยาลัย Coimbra

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

Published August 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403508

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

แหวกฟ้าหาฝัน : Coimbra

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Altarpiece

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาโปรตุเกสหลังจากได้เที่ยวเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลิสบอนหรือปอร์โต อีกเมืองที่น่าสนใจที่ควรไปเยือนก็คือ Coimbra เมืองกลางประเทศที่อยู่ห่างจากลิสบอน 200 กิโลเมตร หรือโดยรถไฟ 1 ชั่วโมงเศษ ถึง 2 ชั่วโมง หรือจากปอร์โต 125 กิโลเมตร หรือโดยรถไฟด้วยเวลาใกล้เคียงกันนี้ใหญ่เป็นที่สี่ของประเทศรองจากลิสบอน ปอร์โต และ Braga เมืองเก่าแก่ที่ถูกสถาปนาตั้งแต่สมัยโรมซึ่งเดิมมีชื่อภาษาโรมันว่า Aeminiumin และมีประชากร 143,000 คนเมืองนี้ตั้งอยู่บนเขาริมน้ำ Mondego ต่อมาเมืองนี้ถูกรุกรานโดยพวก Visigoth และถูกปกครองโดยพระเจ้า Wittiza ระหว่างปี 569-589 ก่อนถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนจักร และถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Conimbrigaจนกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนจักรเรื่อยมา

Aqueduct of Sao Sebastiao

หลังจากนั้น ที่นี่ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยมุสลิมในระหว่างปี 711-715 ชาวอาหรับได้สร้างป้อมปราการไว้ซึ่งภายหลังได้ถูกเปลี่ยนเป็นพระราชวังในช่วงต้นของราชวงศ์โปรตุเกส เมื่อพระเจ้า Ferdinand ที่หนึ่งแห่ง Leon ได้ครอบครองดินแดนในปี 1064 จึงได้ปรับโฉมเมืองใหม่ และยกดินแดนนี้ให้อยู่ภายใต้การปกครองของ Alfonso VI เมื่อ Alfonso Henriques เถลิงราชย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 พระองค์สนับสนุนศาสนจักรเพิ่มขึ้นด้วยการให้เงินสร้างอาราม Santa Cruz ซึ่งกลายเป็นอารามที่มีชื่อเสียงที่สุดของโปรตุเกสในเวลาต่อมา การที่ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์และศาสนจักรรุ่งเรืองทำให้ต้องแบ่งแผ่นดินเป็น Upper Coimbra เพื่อเป็นที่อยู่ของผู้ปกครอง และข้าราชการและ Lower Coimbra เพื่อเป็นที่อยู่ของพ่อค้าและประชาชน

chapel ในมหาวิหาร

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 อันเป็นยุคแห่งการค้นหานั้น เมืองนี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกจนกลายเป็นศูนย์กลางของศิลปินชาวโปรตุเกสภายใต้การอุปถัมภ์ของศาสนจักรและราชวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้า Manuel พระองค์เป็นผู้ให้การสนับสนุนศิลปินมากมาย อาทิ Diogo Pires, Marcos Pires, João de Castilho, Diogo de Castilho and the Frenchmen, João de Ruão and Nicholas of Chanterene ส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและการศึกษาเรื่อยมาจวบจนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อเมืองนี้ถูกรุกรานโดยกองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของ Andoche Junot และ Andre Massena ระหว่างสงคราม คาบสมุทร ในระหว่าง 6 ตุลาคม 1810-มีนาคม 1811 เมืองนี้ได้เสียเอกราชให้กับกองทัพฝรั่งเศส แต่เมื่อราชวงศ์โปรตุเกสยึดเมืองคืนได้จึงรีบทำการบูรณะเมืองครั้งใหญ่โดยสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นโทรเลข ท่อก๊าซ ทางรถไฟ และถนน

แท่นบูชาในมหาวิหาร

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และได้มาเยือน Coimbra เมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยโรมันนี้จะพบว่า แม้การเดินทางเข้าเมืองโดยทางรถไฟจะไม่ได้ยุ่งยาก แต่การเข้าเมืองกลับต้องเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางค่อนข้างไกลจึงต้องมีขาที่ค่อนข้างแข็งแรง ถึงกระนั้นก็ตาม ระหว่างทางเดินก็สวยงาม และมีทัศนียภาพน่าศึกษายิ่งคุ้มค่ากับการเดินเองโดยไม่ใช้รถบัส ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น New Cathedral หรือ Cathedral of the Holy name of Jesusที่ประทับของบิชอปเมือง Coimbra มหาวิหารใหม่ประจำเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนี้ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1543 แต่กว่าที่มหาวิหารนี้จะกลายเป็นที่ประทับของบิชอปประจำเมืองก็ปาเข้าไปปี 1772 แล้ว มหาวิหารใหม่นี้มีความพิเศษของสถาปัตยกรรมอยู่หลายประการ เช่น ส่วนเจิมน้ำมนต์ด้านหน้าที่แกะสลักโดย Pero และ Felipe Henriques ตามแบบศิลปะโกธิคดั้งเดิมตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนที่ชุมนุมของผู้มาเยือนอันประกอบไปด้วยหอสวดมนต์หลายๆ ห้อง รวมทั้งแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างส่วนงามตามแบบศิลปะของโปรตุเกส นอกจากนี้ ส่วนของเวทีร้องเพลงในหอสวดมนต์กลางยังเป็นของเก่าแก่ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากมหาวิหารเก่าอีกต่างหากด้วย

บรรยากาศในมหาวิหาร

Aqueduct of Sao Sebastiao หรือ Arcos do Jardim ที่ตั้งอยู่บนทางเท้า Martim de Freitas หน้าสวนของมหาวิทยาลัย Coimbra มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ท่อระบายน้ำสไตล์โรมันโบราณที่ถูกออกแบบโดย Filipe Terzio นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นทางระบายน้ำของส่วน Upper Coimbra อันเป็นที่อยู่ของขุนนางในสมัย Sebastian แห่งโปรตุเกส ท่อระบายน้ำที่สร้างทับของเดิมและเชื่อมเขาระหว่างอาราม Santana และปราสาท Coimbra ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติตั้งแต่ปี 1910 นี้ไม่เพียงมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ยังเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดอีก
แห่งหนึ่งของเมืองด้วย

บรรยากาศรอบ Aqueduct

ทางเดินเข้าเมืองจากสถานีรถไฟ

บรรยากาศในเมือง

แหวกฟ้าหาฝัน : Museu Serralves เมือง Porto

Published August 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/401990

แหวกฟ้าหาฝัน :  Museu Serralves เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : Museu Serralves เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทางเข้ามิวเซียม

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัยและได้มาเมือง Portoมิวเซียมหนึ่งที่ต้องมาเยือนให้ได้นั่นคือ Museum Serralves มิวเซียมที่ถูกจัดตั้งโดยSerralves Foundation ในปี 1989 นี้ถูกออกแบบโดย Alvaro Siza สถาปนิกพื้นเมืองชาว Portoศาสตราจารย์รับเชิญมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพนซิลวาเนีย และลอสแองเจลิส ผู้ออกแบบหอประชุม Expo 98 เมืองลิสบอน และ Expo 2000 เมือง Hannover เยอรมันจากการประกวดแบบในปี 1991 มิวเซียมที่เริ่มก่อสร้างครั้งแรกในปี 1996 บนพื้นที่ของ Serralves นี้ มี Vicente Todoli หัวหน้าภัณฑารักษ์ และผู้อำนวยการศิลป์แห่ง IVAM เป็นผู้อำนวยการคนแรกโดยเปิดทำการครั้งแรกในวันที่ 6 มิถุนายน 1999

ส่วนของอาคารที่สร้างจากทั้งคอนกรีตและเหล็กกล้าที่ฉาบภายนอกด้วย granite และปาสเตอร์สีนี้ใช้วัสดุตกแต่งภายในและหลังคาจากภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนพื้นไม้โอ๊คและหินอ่อนนั้นเป็นวัสดุจากเมือง Porto เอง อาคารที่แบ่งเป็น 2 ปีก บริเวณจากเหนือจรดใต้นี้ถูกแบ่งโดย patio ทำให้เห็นเป็นรูปตัวยู ส่วนรูปตัว L ทำให้เกิด patio ที่สองซึ่งเชื่อมกับอาคารหลักอันเป็นส่วนทางเข้าใหญ่ของมิวเซียม และเชื่อมกับที่จอดรถและสวน

ผลงานของ Paula Rego

มิวเซียมมีส่วนจัดนิทรรศการทั้งหมด 3 ชั้นรวม 13 ห้อง ชั้นบนมีห้องอาหาร ห้องเรียน และห้องอเนกประสงค์ ส่วน terrace ที่นำไปส่วนห้องอาหารนั้นเป็นส่วนที่เห็นทิวทัศน์อันสวยงามของส่วนสวน ชั้นหนึ่งตรงทางเข้าก็เหมือนกับมิวเซียมทั่วไปนั่นคือ เป็นที่ขายตั๋ว ส่วนเก็บสัมภาระและขายหนังสือส่วนชั้นล่างเป็นห้องจัดแสดง ห้องสมุด ห้องโสตทัศนศึกษา และร้านกาแฟ ส่วนของ Villa และสวนของมิวเซียมยังจัดเตรียมไว้สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษทั้งของศิลปินชาวโปรตุเกสและนานาชาติด้วย ส่วนงานแนว multimediaภาพยนตร์ การเต้น ดนตรี และการละครก็จัดแสดงในห้องโสตทัศนศึกษา

นิทรรศการแรกที่ Todoli เลือกใช้ในการเปิดมิวเซียมก็คือ Circa 1968 อันเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและสังคมในโปรตุเกส นิทรรศการแรกนี่เองที่วางรากฐานของการจัดนิทรรศการเรื่อยมาโดยเน้นงานศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนและผูกพันวัฒนธรรมเข้ากับสังคม ผู้บริหารมิวเซียมวางภารกิจหลักของมิวเซียมไว้คือ การนำเสนอผลงานของศิลปินสำคัญๆ ในปัจจุบันที่หลากหลายต่อสาธารณชนเพื่อเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างชุมชนท้องถิ่น และกระตุ้นการสะท้อนสัมพันธภาพระหว่างศิลปะและสิ่งแวดล้อม

นักท่องเที่ยวซึ่งชื่นชอบงานแนวcontemporary art ที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้ก็จะได้ชมผลงานแนวContemporary Art ของศิลปินพื้นเมืองและนานาชาติอย่างจุใจ ผลงานที่จัดแสดงมีความหลากหลายและร่วมสมัยโดยเฉพาะงาน concept ต่างๆ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับงานแนวนี้บางคนคงถึงกับต้องออกปากว่า ดูแล้วมึนจริงๆ ศิลปินต้องการสื่ออะไรกับผู้ชมกันแน่

 

บรรยากาศภายในอาคาร

บรรยากาศภายในอาคาร

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

Published August 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/400393

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบไวน์แดงที่ Mercado Bom Sucesso เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรยากาศภายใน

นักท่องเที่ยวที่ชอบดื่ม ชิม ช็อป ไม่เพียงควรเยือน Balhoa Market เท่านั้น Mercado Bom Sucesso แห่งย่าน Casa Musica ยังเป็นอีกตลาดที่ต้องเยือนให้ได้เมื่อมาถึงเมือง Porto ตลาดที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1940 และเพิ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ตั้งแต่ภายนอกนี้มีการตกแต่งภายในเต็มไปด้วยกระจกและส่วนโค้งเว้าล้ำสมัยคล้ายกับยานอวกาศ ถึงกระนั้นก็ตามบรรยากาศการค้ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นกันเอง คนท้องถิ่นที่คุ้นเคยก็ยังคงได้สัมผัสได้ถึงวันคืนเก่าๆ ที่แม่ค้าพ่อค้าตะโกนเชิญชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลา หอยเชลล์ เนื้อ ผัก ผลไม้ รวมทั้งดอกไม้

ตลาดที่เริ่มงานตั้งแต่ 10 โมงเช้ายัน 2 ทุ่ม ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์นี้ยังมีส่วนที่เป็นไฮไลท์คือ ร้านอาหารคล้ายฟู้ดคอร์ทเคาน์เตอร์บาร์บ้านเราที่ขายอาหารตั้งแต่อาหารนานาชาติ เช่น ซูชิ อาหารยุโรป เช่น Piadine หรือแซนด์วิชเปิดหน้าของอิตาลี Tapas หรือแซนด์วิชเปิดหน้าของสเปน อาหารท้องถิ่นของชาวโปรตุเกส อาทิ แซนด์วิชหมูรมควัน รวมทั้งเค้กนานาชนิดอีกต่างหากด้วย

ด้านหน้าตลาด

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตอนเย็นๆ หลังจากเสร็จภารกิจอื่นๆ จากในเมืองก็จะได้มีโอกาสพบกับคนพื้นเมืองที่มาพักผ่อนหย่อนใจกับการกินอาหารว่างและพบปะกับเพื่อนฝูงเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ ความฝันหรือย้อนความหลังกันอย่างสนุกสนาน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อของที่ระลึก ที่นี่ก็มีของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ประจำเมืองโดยเฉพาะกระเป๋าที่ทำจากไม้คอร์คที่ประดิดประดอยอย่างสวยงามวางขายบ้าง

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ก็สามารถลองจิบ Red Sparkling Wine หรือไวน์แดงอัดแก๊สได้ที่นี่ Red Sparkling Wine นี้เคยเป็นไวน์ที่มีภาพพจน์ของความหวาน ราคาถูก และรสชาติแย่แต่เมื่อไม่นานมานี้ไวน์ชนิดนี้กลับกลายเป็นที่นิยมและถูกมองว่านักดื่มไวน์มองข้ามมันมากเกินไปไวน์ที่ถูกผลิตสำหรับตลาดเฉพาะขนาดเล็กนี้ตัวที่ดังที่สุดเรียกว่า Lambrusco เป็นของอิตาลีจากแคว้น Emilia Romagna ที่ผลิต Parma ham และน้ำส้มสายชู แต่ปัจจุบันไวน์ชนิดนี้ของโปรตุเกสก็เริ่มเป็นที่นิยมในตลาดโลกโดยเฉพาะนักดื่มไวน์รุ่นใหม่ที่เป็นผู้หญิง มักนิยมดื่มไวน์ชนิดนี้กับ สปาเกตตีซอสมะเขือเทศสตูล หมูรมควันที่มีรสเค็ม และถั่วชนิดต่างๆ

หมูรมควันอันเลื่องชื่อ

นักท่องเที่ยวที่โชคดีก็อาจได้มาจิบ Red Sparkling Wine อันเลื่องชื่อของชาวโปรตุเกสในวันที่ Mercado Bom Sucesso มี live music อันจะทำให้การเสพไวน์พร้อมหมูรมควันที่นี่มีสุนทรียภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ที่นี่ยังจัดให้มีกิจกรรมหัดทำอาหารและจัดสวนสำหรับเด็กอีกเดือนละครั้งด้วย

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความครื้นเครงย่อมไม่เพียงได้ยลสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ ยังได้กินดื่มอาหารรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมสุขอันยากจะลืมเลือนเลยทีเดียว

Red sparking wine and sandwiches

 

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398857

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

แหวกฟ้าหาฝัน : จิบ Port Wine ชิมทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อที่ตลาด Balhao เมือง Porto

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้านขาย Port Wine

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Porto สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่ามาไม่ถึง Porto คือ ตลาด Balhao ตลาดที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1839 นี้ ได้ชื่อมาจากการที่มีลูกโป่งหรือ Balhao (Air bubble) เกิดขึ้นในบริเวณนี้มาก่อนที่จะมีการตั้งตลาด ส่วนตัวอาคาร 2 ชั้นที่มีสถาปัตยกรรมแบบ Neoclassic และสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1914 นี้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ขายปลา และเนื้อสัตว์ กับส่วนที่ขายผักผลไม้และดอกไม้ นอกจากอาหารสดแล้ว บริเวณชั้นหนึ่งยังมีร้านอาหารขนาดเล็กเก๋ๆ ร้านขายไวน์ และร้านขายของที่ระลึกไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกต่างหากด้วย

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเดินเล่น ณ ตลาดแห่งนี้จะสัมผัสได้ถึงความแปลก นั่นคือ รู้สึกเหมือนกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในอดีต พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ที่ขายของในตลาดมาหลายชั่วอายุคนนี้จะสร้างบรรยากาศให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน และดินแดนทำกินของพวกเขา ตลาดที่ผู้ขายส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าที่ชอบยืนส่งเสียงดังอธิบายจุดเด่นของสินค้านี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินเที่ยวตลาดที่ชาว Portoที่ไปตลาดบ่อยๆ จะคุ้นเคยซึ่งอาจดูแปลกสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือนักท่องเที่ยวที่เคยชินแต่กับซูเปอร์มาร์เกต หรือซูเปอร์สโตร์ ปัจจุบันชาวเมือง Porto มักไปเดินตลาดในวันเสาร์เพื่อซื้อสินค้าหลากหลายประเภทมากักตุนไว้ใช้ตลอดสัปดาห์ นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตและฟังภาษาโปรตุเกสออกจะทราบได้ว่าชาวเมืองและพ่อค้าแม่ค้าจะรู้จักมักคุ้นเคยกันดีถึงขนาดรู้ชื่อเล่นของกันและกันทักทายโอภาปราศรัยถามสารทุกข์สุขดิบและรู้ใจกันชนิดที่รู้ว่าของอะไรควรขายใคร เหมาะสมหรือไม่กับลูกค้าคนไหนเพื่อป้องกันการต่อว่าภายหลัง หลังจากเสร็จภารกิจการซื้อขายก็ยังมีการร่ำลากันเพื่อพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

นอกจากการซื้อของกินของใช้ประจำวันแล้วลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวบางคนก็แวะร้านอาหารขนาดเล็กที่มีขายอาหารพื้นเมือง และที่ขาดไม่ได้คือการซื้อทาร์ตไข่อันเลื่องชื่อของประเทศทาร์ตไข่ หรือที่ชาวโปรตุเกสเรียกว่าPasteisde nata นี้ เป็นขนมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยพระคาทอลิกซึ่งอาศัยอยู่ในอาราม Jeronimos ย่าน Belem กรุงลิสบอน การที่พระประดิษฐ์อาหารชนิดนี้ก็เพราะแม่ชีในวัดเอาไข่ขาวมาเคลือบผ้า พระเลยไม่อยากทิ้งไข่แดงเลยเอามาทำขนม ในช่วงที่โปรตุเกสเปลี่ยนแปลงการปกครอง และคนเริ่มหมดศรัทธากับศาสนา พระจึงขายขนมชนิดนี้ออกมาเพื่อหาเงินมาบำรุงศาสนา ในปี 1834 เมื่ออารามถูกปิด สูตรขนมนี้จึงถูกขายให้กับพ่อค้าโรงกลั่นน้ำตาลจนเป็นที่มาของทาร์ตไข่สุดอร่อยของโปรตุเกสตราบจนทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวที่มาถึงโปรตุเกสส่วนใหญ่นอกจากจะต้องมากินทาร์ตไข่ ขนมที่ทำจากครีม ไข่แดง น้ำตาล แป้งและมะนาวนี้ที่ตลาดแล้ว นักท่องเที่ยวที่ชอบจิบไวน์ ยังต้องหาโอกาสจิบไวน์ที่ Bolhoa Wine House เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศเป็นกันเองชาวเมืองอีกต่างหากด้วยจึงจะสมกับที่ได้มาถึง Porto จริงๆ

ร้านขายไวน์ท้องถิ่น

ร้านขายไวน์ท้องถิ่น

Egg Tart

Egg Tart

ร้านผลไม้

ร้านผลไม้

ร้านขายของที่ระลึก

ร้านขายของที่ระลึก

บรรยากาศในตลาด

บรรยากาศในตลาด

บรรยากาศข้างตลาด

บรรยากาศข้างตลาด

โต๊ะจิบไวน์

โต๊ะจิบไวน์

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/397312

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Surrealist และศิลปินหญิงใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Lilacs and Roses by Antonio Jose da Costa

ใน Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินชาย ที่นี่ยังมีงานของ Maria Aurelia Martin de Souza ศิลปินหญิงเชื้อสายโปรตุเกสที่เกิดใน Chile ด้วย เธอเกิดวันที่ 13 มิถุนายน 1866 ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 7 คน พ่อ-แม่ของเธอได้อพยพจากโปรตุเกสไปอยู่บราซิลและชิลีแต่เดินทางกลับมาอยู่โปรตุเกสเมื่อเธออายุได้ 3 ปี เธอเริ่มเรียนเขียนภาพเมื่ออายุได้ 16 ปี กับ Antonio da Costa Lima หลังจากนั้น4 ปี เธอได้เข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์การวาดภาพที่ Porto Academy of Fine Arts

Lilacs and Roses (detail) by Antonio Jose da Costa

ในขณะเข้าเรียนไป 3 ปี เธอได้เข้าร่วมงานนิทรรศการหลายครั้งเช่น Exhibitions of the Porto Academy of Fine Arts Students School Works Worth of Mention ในปี 1899 แม้เธอจะไม่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐ แต่ได้รับเงินสนับสนุนจากพี่สาวให้เดินทางไปปารีส และอยู่ที่นั่น 3 ปี โดยเข้าเรียนกับ J.P.Laurens และสามารถขายผลงานส่วนหนึ่งได้ในช่วงเวลานั้น ก่อนย้ายกลับมาอยู่โปรตุเกสอีกครั้ง เธอได้เดินทางเยี่ยมชมมิวเซียมในหลายประเทศ อาทิ เบลเยียม เยอรมนี อิตาลี และสเปนซึ่งผลงานเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเธอต่อมาอีกหลายปี หลังปี 1907 เธอได้จัดแสดงผลงานอีกหลายครั้งทั้งเดี่ยวและร่วมกับคนอื่น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเธอไม่ว่าจะเป็น Visitation, Memorialday, Dante and Virgil และ Jezebel eatenby dog ที่จัดแสดงในมิวเซียมแห่งนี้มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใครสมกับที่เธอเป็นศิลปินหญิงโปรตุเกสเพียงไม่กี่คนที่มีห้องภาพเป็นของตัวเอง และได้รับคำชื่นชมอย่างมากในฐานะศิลปินยอดเยี่ยมแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19

Grapes by Antonio Jose da Costa

ใน Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานแนว Romanticism เป็นจำนวนมากแล้ว ที่นี่ยังมีงานแนว Surrealism ด้วย ศิลปินโปรตุเกสที่เด่นแนวนี้คือ Antonio Da Costa เขาเกิดใน Angra do Heroismo กับครอบครัวที่คุณปู่เป็นช่างไม้ที่ก่อสร้างโบสถ์หลายแห่งในเกาะบ้านเกิด และพ่อเป็นช่างไม้ที่สอนงานไม้ที่ Angra’s Commercial and Industrial School แต่การที่เขาเติบโต
ที่เกาะ Terceira เขาจึงไม่มีโอกาสเข้าเรียนศิลปะอย่างจริงจังใน School of art แต่เขาก็เริ่มงานศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยการวาดภาพทิวทัศน์ด้วยสีน้ำมัน ในที่สุดบิดาของเขาก็ส่งเขาเข้าเรียนใน School of Art ที่ลิสบอนในปี 1935 จนถึงปี 1941 ในช่วงเวลานั้น เขาได้เป็นเพื่อนกับ Antonio Pedro ศิลปินแนว Surrealism อีกคนหนึ่งและได้ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการที่เป็นการจัดนิทรรศการผลงานแนว Surrealism ครั้งแรกของโปรตุเกส และเขายังได้รับรางวัล Amadeo de Souza-Cardoso ในปี 1942 อีกต่างหาก
แม้จะยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเลยก็ตาม

Dante and Virgil by Aurelia de Souza

ในช่วงทศวรรษที่ 40 รอบตัวเขาเกิดสงครามหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สงครามภายในประเทศสเปน ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้ผลงานของเขาในช่วงเวลานั้นสะท้อนความวุ่นวาย งานส่วนใหญ่แนว Surrealism ของเขาถูกไฟไหม้ไปในปี 1944 ส่วนที่เหลืออยู่ก็เป็นของผู้ที่ซื้อผลงานไป ต่อมาในปี 1947 เขาได้เดินทางไปปารีสด้วยเงินทุนของรัฐบาลฝรั่งเศส และได้อาศัยอยู่จนตลอดชีวิตนั้น แม้ในช่วงแรกที่ย้ายมาใหม่ๆ เขาไม่ค่อยมีผลงานมากนัก แต่ก็ทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติหลายคน เขาว่างเว้นการสร้างสรรค์ผลงานไปพอควร แต่ก็กลับมาแสดงผลงานเดี่ยว 17 ภาพที่ Galeria de Marco ณ กรุงลิสบอนหลังจากนั้นเขาหยุดสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไปเลย และหันมาเอาดีทางการเป็นนักข่าว แต่ก็มิได้หมดความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับศิลปะเสียทีเดียวเขายังคงให้สังเกตสังกาเรื่องราวในวงการศิลปะอย่างใกล้ชิด แต่เน้นไปเรื่องการวิพากษ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โปรตุเกสมากกว่า

Jezebel eaten by dog by Aurelia de Souza

เขาเริ่มกลับมาเขียนภาพใหม่ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1970 ดังนั้นเมื่อเขาย้อนกลับมาจัดแสดงงานศิลปะใหม่ในปี 1983 ที่เขาเปิดแสดงผลงานเดี่ยว ณ Galeria 111 กรุงลิสบอนงานของเขาจึงได้รับความสนใจอย่างมากอันเป็นผลมาจากการที่งานรุ่นใหม่ของเขาดูง่ายและสวยงามส่งผลให้ผลงานทั้งหมดถูกขายไปจนหมดความสำเร็จในครั้งนั้นเป็นแรงจูงใจให้เขาสร้างสรรค์งานเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยผลงานส่วนหนึ่งยังคงจัดแสดง ณ มิวเซียมแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็น Grapes หรือ Lilac and Roses ย่อมเห็นด้วยกับสมาคมวิจารณ์ศิลป์แห่งโปรตุเกสที่ประสาทรางวัลให้กับเขาในปี 1984

Visitation by Aurelia de Souza

Memorial Day by Aurelia de Souza

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

Published July 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395917

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Silva Porto ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในมิวเซียม Soares dos Reis ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินยุคโรแมนติกเป็นจำนวนมาก ที่นี่ยังมีงานแนว Impressionism ที่น่าสนใจของศิลปินพื้นเมืองด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ Silva Porto หรือ Antonio Carvalho da Silva เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1850 ที่เมือง Porto ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นช่างทำกระป๋อง และแม่ที่ชนะประกวดงานเย็บปักถักร้อย เขาเข้าศึกษาต่อที่ Industrial School เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ความสามารถของเขาเป็นที่เตะตาของ Guiherme Correia ผู้อำนวยการสถาบันอย่างมาก เขาจึงได้รับการแนะนำให้พบกับ Joao AntonioCorreia เพื่อให้พี่ชายเขารับเป็นศิษย์ ในปี 1865เขาเข้ารับการศึกษาที่ Porto Academy of Fine Arts และได้รับคะแนนยอดเยี่ยมในหลายวิชาอีกทั้งยังได้กลายเป็นศิษย์ของศิลปินดังๆ อีกหลายคน จนในปี 1869 เขาก็ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานใน Treinnial Exhibition ครั้งที่ 10

Auteuil

เมื่ออายุได้ 23 ปี เขาสมัครเพื่อเข้าเรียน Landscape Painting ในปารีส และได้รับการยอมรับจากสมาชิกให้เข้าแข่งขันใน Artur Loureiro เขาได้รับการตอบรับและเดินทางไปปารีส
ในวันที่ 29 ตุลาคม เพื่อเข้าเรียนกับ Yvon, Alexandre Cabanel, Beauveri และ Daubigny ที่ National and Special Fine Arts School โดยศิลปินที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดคือ Charles Daubigny สมาชิกของศิลปินที่เน้นการวาดภาพ กลางแจ้งอันเป็นที่มาของงานศิลปะแนว Impressionism ในช่วงเวลานั้น เขาวาดภาพ Landscape หลายภาพจากสถานที่จริงหลายแห่งมากเฉกเช่นเดียวกันกับศิลปินแนว Impressionism ชาวฝรั่งเศสอีกหลายคน ในปี 1847 เขาได้นำเสนอผลงาน Landscape อีกสองชิ้นในงาน Triennial Exhibition ครั้งที่ 11

Bank of Oise in Auvers

ในปี 1877 เขาเดินทางไปอิตาลีกับ Marques de Oliveira แต่ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่ปารีส ระหว่างนั้นเขาเดินทางไปอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมหลายครั้งเพื่อหาสถานที่รังสรรค์ผลงาน เขาได้นำเสนอผลงานอีก 11 ชิ้นในงาน TriennialExhibition ครั้งที่ 12 ด้วยความสามารถอันโดดเด่น เขาจึงได้รับการเชิญให้เป็นอาจารย์สอนภาควิชา Landscape ที่ Lisbon Academy of Fine Arts ในปี 1880 เขาได้นำเสนอผลงานอีก 20 ชิ้น ใน Sociedade Promotora de Belas Artes ครั้งที่สามซึ่งผลงานหลายชิ้นสามารถขายให้กับคหบดี รวมทั้งพระเจ้าเฟอร์นานโดที่สองในราคาถึง 300,000 เหรียญ นับจากนั้นมาผลงานของเขาก็ขายได้ในราคาสูงตลอดมา แม้บางครั้งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ จากเพื่อนศิลปินด้วยกันว่าเขาให้ความสนใจกับผลงานที่ทำให้ขายได้มากกว่าศิลปะจริงๆ ก็ตาม ถึงกระนั้นเขาก็ยังนำผลงานมาเข้าแข่งขันและประกวดต่างๆ และได้รับรางวัลอย่างสม่ำเสมอ

Wheatfield

ในปี 1886 เขาได้นำเสนอแนวคิดใหม่ด้วยการเขียนภาพม้าและฝูงม้าเข้าไปในภาพทิวทัศน์ และได้นำเสนอผลงานที่มีม้าและฝูงม้าใน Modern Art Salon ครั้งที่ 6 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี เขายังคงประสบความสำเร็จทั้งทางด้านผลงานและการเงินเรื่อยมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 1893 หลังบุตรสาวคนที่สี่เกิดเขาป่วยหนักและเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสยลผลงานแนว Impressionism ของเขาในมิวเซียมจะเห็นว่า แม้ Silva Porto จะไม่ใช่ศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ฝีมือของเขาโดยเฉพาะการวาดแสงและเงาโดยเฉพาะภาพ Leading the Flock นั้นไม่เป็นรองศิลปินแนว Impressionism ดังๆ ชาวฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็น Monet, Manet หรือ Saurat เลยทีเดียว

Roman countryside costume

Roman countryside costume

Landscape with a plain

Landscape with a plain

Leading the flock

Leading the flock

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

Published July 26, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394396

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

แหวกฟ้าหาฝัน : Henrique Pousao ศิลปินแสนอาภัพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Anacapri

ใน Soares dos Reis Museum ไม่เพียงมีงานยุคโรแมนติกของ Augusto Roquemont และ Joao Antonio Correia เท่านั้น ที่นี่ยังมีงานของศิลปินพื้นเมืองที่แสนอาภัพอีกคนนั่นคือ Henrique Ceasar de Araujo Pousao หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Henrique Pousao เขาเกิดจากบิดาที่จบการศึกษาด้านกฎหมาย แต่เป็นหลานของ Caetano Alves de Araujo จิตรกรที่เป็นผู้ทำงานตกแต่งหอสวดมนต์ Santisimo Sacramento ในโบสถ์ Nossa Senhora da Conceicao เขาเข้าเรียนที่เมือง Elva ก่อนมารดาจะเสียชีวิตด้วยวัณโรค และเริ่มให้ความสนใจกับการวาดภาพจนเริ่มมีผลิตผลงานออกมาบ้าง เช่น Portrait of a Cousin

Capri

หลังจากบิดาของเขาแต่งงานใหม่ เขาจึงย้ายตามบิดาไปยัง Barcelos และได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเขียนและภาพร่างของศิลปินท้องถิ่นในย่านนั้น เมื่อบิดาเห็นเขาให้ความสนใจกับการวาดภาพ บิดาจึงส่งเขามาอยู่ที่ Porto กับเพื่อนที่ให้ความสนใจในการลงทุนกับศิลปะ เขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Porto Academy of Fine Arts ตามคำแนะนำของ AntonioJose da costa ศิลปินที่เป็นครูของเขา และได้รับการศึกษาศิลปะกับ Joao AntonioCorreia จนจบการศึกษาในปี 1880หลังจบการศึกษาเขากลับไปที่ Porto และขอทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ระหว่างรอให้ทุนเขาเข้าทำงานที่ Porto Art center และเขียนหนังสือให้กับนิตยสาร Ocidente

Cecilia

หลังได้รับอนุมัติทุนการศึกษาเขาเข้าเรียนด้านการวาดภาพภูมิสถาปัตย์ในเดือนพฤศจิกายน 1881 ในระหว่างเรียนหนังสือเขากลับล้มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับปอด และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ไปรักษาตัวที่ Bourboule เมือง Marseille ประเทศฝรั่งเศส หลังจากกลับมาอยู่ปารีสได้ 2 เดือน แพทย์ก็แนะนำให้เขาย้ายไปอยู่ที่โรมอีก เขาจึงได้มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิกกับศิลปินท้องถิ่น และวาดภาพ Ceciliaภาพเด็กหญิงที่กำลังอธิษฐานซึ่งได้รับการจัดแสดงที่ Paris ในเวลาต่อมา และจัดแสดงอยู่ใน Soares dos Reis Museum ในปัจจุบันด้วย หลังจากกลับจากโรม ในช่วงฤดูร้อนเขาก็ป่วยอีกและต้องย้ายไปอยู่ที่ Anacapriเกาะหนึ่งในหมู่เกาะ Capri ประเทศอิตาลี ในช่วงเวลานั้นเขาก็ได้วาดภาพทิวทัศน์ Whitehouses of Capri เมื่อรักษาตัว จนดีขึ้นและย้ายกลับไปอยู่โรมได้ไม่นาน เขาก็ป่วยหนักอีก และจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่ Anacapri อีกครั้ง

Napolitan Girl

การที่เขาป่วยหนักมาก เขาจึงตัดสินใจจะกลับโปรตุเกส ระหว่างทางเขาเดินทางผ่านเมืองต่างๆ เช่น Sorrento, Castellamare, Naples, Marseille, Barcelona, Venice, Seville และพบกับบิดาที่เมือง Olhao เป็นเวลาสั้นๆ ก่อนกลับไปเสียชีวิตด้วยโรคปอดที่ Vila Vicosa เมื่ออายุเพียงแค่ 23 ปี ระหว่างทางกลับบ้านเขาได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายทิ้งไว้ เมื่อเขาเสียชีวิตลง บิดาจึงตัดสินใจยกผลงานของเขาทั้งหมดของเขาให้กับ Soares dos Reis Museum

Old woman winding a skein

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมจะพบว่า แม้เขาจะอายุน้อยและไม่สามารถเข้าเรียนศิลปะอย่างสม่ำเสมอด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ แต่ผลงานที่เขารังสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะระหว่างทางที่เขาไปพักเพื่อรักษาตัวหรือกลับบ้านในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตสะท้อนฝีไม้ลายมือและความเป็นอัจฉริยภาพของเขาได้เป็นอย่างดี เป็นที่น่าเสียดายของโลกมากที่เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้น

Self Portrait

Self Portrait

Roman Girl

Roman Girl

Village of St. Sauves

Village of St. Sauves

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

Published July 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392911

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Naturalist ใน Soares dos Reis Museum

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Interior (Seamstress working)

หลายคนคงสงสัยว่า Naturalist คืออะไร Naturalist คือศิลปินแนว Naturalism ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานแนว Realism ที่เน้นความเป็นธรรมชาติของสิ่งที่วาดมากกว่าคำนึงถึงข้อจำกัดของความเป็นจริงและคำว่าสวย คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำนี้ถูกใช้กับงานที่ถูกรังสรรค์โดยศิลปินฝรั่งเศสที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นที่มาของศิลปะที่เรียกว่าImpressionism งานจิตรกรรมแนว Naturalism ที่เริ่มในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดย Gustave Courbet นั้นเน้นเรื่องราวในชีวิตประจำวันซึ่งแตกต่างจากงานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่เน้นในเรื่องการจัดวางองค์ประกอบที่ถูกต้องเป็นหลัก โดยมีการควบรวมเอาภาพของมนุษย์เข้าไปปรากฏในภาพทิวทัศน์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากภาพเขียนในสมัยก่อนหน้าอันเป็นผลมาจากการที่เริ่มมีการถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายแล้ว

Cephalus And Procris

ใน Soares dos Reis Museum ไม่เพียงมีงานแนวโรแมนติกเท่านั้น ที่นี่ยังมีงานแนว Naturalism ที่สำคัญของโปรตุเกสด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ Joao Marques da Silva Oliveira ศิลปินแนว Naturalism ที่สำคัญที่สุดของประเทศ เขาเกิดวันที่ 23 สิงหาคม 1853 ณ เมือง Porto เขาสนใจเขียนภาพตั้งแต่เด็กและเข้าเรียน Porto Academy of Fine Arts ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้นโดยเริ่มต้นเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ก่อนที่จะหันมาเรียนทางด้าน Civil Architecture และ Perspective ภายหลัง ต่อมาเขาเข้าเรียนต่อทางด้านการออกแบบอีก 5 ปีและได้รับรางวัลที่หนึ่งทางด้าน Historical Design ระหว่างปี 1866-69 เขาได้จัดแสดงผลงานที่ Triennial Exhibition of Porto ครั้งที่ 9-10 และได้เข้าเรียนกับ Joao Antonio Correia จนได้กลายเป็นหนึ่งในศิษย์เอก และสามารถชนะการแข่งขันได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่างประเทศในปีสุดท้าย

Girl Head

ในปี 1873 เขาย้ายไปอยู่ปารีสกับ Silva Porto ในฐานะนักเรียนทุนทางด้าน Historical Painting เขาได้มีโอกาสพบกับจิตรกรแนว Naturalism อยู่หลายคนส่งผลให้เขาสามารถพัฒนาฝีมือจนได้รับรางวัลในการแข่งขัน เมื่อเขากลับมา Porto เขาได้นำเสนอผลงานศิลปะภาพเขียนทิวทัศน์ภายนอกจนถูกนำเสนอชื่อเข้ารับรางวัลจาก Porto Academy of Fine Arts และกลายเป็นรองประธาน Centro ArtisticoPortugense สถาบันใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาศิลปะของประเทศ

เมื่อเมือง Porto และ Lisbon ได้แยกกันจัดตั้ง School of Fine Arts เขาเลยเข้าดำรงตำแหน่งอาจารย์ภาควิชา Historical Painting ที่ Porto ในช่วงเวลานั้น เขาไม่เพียงเป็นผู้นำแนวคิดทางด้าน Naturalismให้กับการศึกษา เขายังทุ่มเทให้กับการสอน และนำความทันสมัยมาสู่ School of Fine Arts เมือง Porto ส่งผลให้เขาได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในที่สุดนับจากนั้นมา ผลงานของเขาก็ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ ในประเทศตลอดเกือบทุกปี รวมทั้ง National Society of Fine Arts ด้วย ภายหลังเขาลาออกจากสถาบันการศึกษาและเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการSoares dos Reis Museum โดยยังคงดำรงตำแหน่งใน Council of Art and Archeology

นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Landscape ต่างๆ ดูคล้ายงานแนวImpressionism มากนั่นคือ มีการเล่นกับแสงเงามีความสดใส และมีชีวิตชีวาไม่ด้อยไปกว่าผลงานของศิลปินฝรั่งเศสที่ดังๆ สมกับที่เขาได้รับรางวัลมากมายและเป็นที่ภาคภูมิใจของชาวปอร์โตอย่างแท้จริง

Self Portrait

Self Portrait

Portrait of Silva Porto1

Portrait of Silva Porto1

Landscape

Landscape

%d bloggers like this: