แหล่งทุนหนุน SMEs

All posts tagged แหล่งทุนหนุน SMEs

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

“…เข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง”

เงินกู้เพื่อช่วยเหลือ SMEs กระดูกสันหลังของโครงสร้างธุรกิจไทย ในอัตราดอกเบี้ย 4% วงเงินรวมจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่ได้ออกมาเพื่อรักษาสถานการณ์ของ SMEs ไม่ให้ทรุดลงไป จนกลายไปเป็นหนี้มีปัญหา หนี้เสีย หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับสถาบันการเงิน หรือ NPL นั้น

เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่าถ้าไม่ทำก็จะทำให้ระบบธุรกิจอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงมากเกินไปและที่สุดจะเป็นภาระในอนาคต

เราต้องเข้าใจจุดนี้ก่อนว่า เงินกู้ก้อนนี้ไม่ใช่ทำให้เกิดความฟู่ฟ่า หรือเป็นยาสารพัดนึกให้ SMEs เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เงินกู้นี้เป็นการช่วยให้ SMEs มีเงินหมุนไปก่อนในช่วงนี้ ช่วงที่ยอดขายตกเพราะคนซื้อของมีแรงซื้อน้อยลงกว่าเดิมไม่ว่าคนซื้อจะเป็นคนในประเทศหรือต่างประเทศ

เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้วว่า ทำไมต้องมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วย SMEs 4% แล้วก็มาดูความเป็นจริงหลังเงินก้อนนี้ถูกกระจายลงไปผ่านธนาคารออมสิน “ต่อท่อ” ไปที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อเบิกจ่ายต่อไปยัง SMEs ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ซึ่งเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่ 18 กันยายน 2558 และได้รับการอนุมัติและเบิกจ่ายภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้นเป็นการปล่อยกู้หมดก่อนกำหนดที่กำหนดไว้คือ 31 ธันวาคม 2558

เรื่องที่มีการ “บ่นปนโวย” ออกมามีดังนี้

1. เงินกระจายไปไม่ถึง SMEs ตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาจริงๆ

2. คนที่ได้วงเงินเป็น SMEs ที่เข้มแข็งและได้วงเงินไปสูง ดูได้จากจำนวนรายหลักหมื่น

3. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่าเงินกระจายไปตามนโยบายหรือไม่

4. อยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินแบบนี้มาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เช่น 50,000 ล้านบาท เป็นรอบสอง แต่อยากให้กำหนดเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาเกินกว่าจะแบกรับในเวลานี้ประมาณนั้น

จากที่พอจะเห็นภาพของประเด็นที่มีอารมณ์แล้ว ลองมามองในมุมของธนาคารที่ปล่อยกู้ในโครงการนี้บ้าง เช่น

1. ธนาคารยืนยันว่า SMEs ได้ประโยชน์ เพราะสามารถเอาไปลดต้นทุนได้ เช่น ไม่ต้องไปกู้นอกระบบมาจุนเจือสภาพคล่อง

2. ธนาคารต่างยืนยันเงื่อนไขการอนุมัติ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ผิดเงื่อนไข

ความเห็นของระดับหัวๆ ของธนาคารรัฐและเอกชนมีดังนี้นะครับ ผมรวบรวมจากที่ท่านทั้งหลายให้ข่าวออกมาตามสื่อมวลชน

1. รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี แบงก์ ระบุตามที่เปิดเผยต่อสื่อว่า

1.1 SMEs ที่กู้ไม่ทันขอให้รีบมายื่นเรื่องกับสินเชื่อ Policy Loan ที่คิดดอกเบี้ยในอัตรา 4% เป็นเวลา 7 ปี ภายใน 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ

โดยโครงการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง และที่ต้องการลงทุนเพื่อการปรับปรุงกิจการหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

1.2 มีการปรับเงื่อนไขเรื่องหลักประกันโดยการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในส่วนของการยื่นกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมจะค้ำประกันวงเงินรวมไม่เกิน 5 พันล้านบาท จะขยายเป็นค้ำประกันทั้งหมดของวงเงินโครงการ

1.3 กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายสูงสุดของ SMEs ไม่เกิน 15 ล้านบาท

2. ข่าวจาก ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ของธนาคารไทยสีม่วง ระบุว่า

2.1 ทุกกระบวนการและเงื่อนไขมีความชัดเจน ดูได้จากการตั้งวงเงินใหม่ จดจำนองใหม่ ไม่มีการให้เอาเงินกู้ไปรีไฟแนนซ์หนี้ตัวเองกับสถาบันการเงินอื่น

2.2 เรื่องขนาดของวงเงินการอนุมัติจากวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับจัดสรรมานั้น จะมีลูกค้าตั้งแต่วงเงิน 10-20 ล้านบาท ต่อราย

2.3 ตอนนี้ยังมีลูกค้าคงค้างอีกกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วยกลุ่มที่อนุมัติจำนองและเซ็นสัญญาแล้วแต่พอจะเบิกเงินกู้วงเงินดันหมด กับอีกกลุ่มคือเซ็นสัญญาเงินกู้แล้วแต่วงเงินหมดก่อน

2.4 ธนาคารตัดสินใจพิจารณากรณีรายไหนต้องการวงเงินเพราะร้อนเงินมาก จะอนุมัติเป็นรายๆ โดยจะกำหนดดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได (กลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้เงินแม้ไม่มีเงินกู้แสนล้านก็ตาม)

2.5 รายที่เหลือก็เก็บไว้รอเวลาเผื่อทางการจะอนุมัติเงินก้อนใหม่มาอีกรอบ

3. ข่าวจาก ธนาคารดอกบัวสีน้ำเงิน ระบุว่า เรื่องการใช้วงเงินผิดวัตถุประสงค์นั้น เชื่อว่าทุกธนาคารดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดห้ามนำวงเงินไปรีไฟแนนซ์ไม่ว่าจะเป็นหนี้กับธนาคารเดิมหรือหนี้ของธนาคารอื่น เพราะหากพบว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญา ลูกค้า SMEs ที่ทำผิดเงื่อนไขจะถูกคิดดอกเบี้ยปรับในอัตราประมาณ 14% การอนุมัติของธนาคารเป็นการให้สินเชื่อตามธุรกิจที่มีคุณสมบัติที่กำหนด มีความหลากหลายในกลุ่มที่ได้รับเงินกู้ โดยมีวงเงินรวมแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

4. ข่าวที่ออกมาของ ธนาคารสีเขียว ระบุว่า ธนาคารยังมีลูกค้า SMEs ขอวงเงิน 20,000-30,000 ล้านบาท หลังจากอนุมัติไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท

4.1 มีการทำตามเงื่อนไขมติ ครม. และที่กระทรวงการคลังกำหนดว่าห้ามรีไฟแนนซ์ เรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตนั้นจะมาจากความเข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่า

4.2 ส่วนของลูกค้าคงค้างที่ไม่ทันวงเงินครั้งนี้นั้น ธนาคารก็มีการพิจารณาวงเงินให้ตามความจำเป็น โดยคิดดอกเบี้ยอัตราตามความเสี่ยง เช่น กรณีลูกค้ามีความเสี่ยงต่ำอาจกำหนดดอกเบี้ยที่อัตรา 5-6% ต่อปี ส่วนในรายที่มีความเสี่ยงสูงคิดอัตรา 8-9% ต่อปี ว่ากันตามเนื้อผ้า

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่าย นับตั้งแต่ คนที่อยากจะกู้ ธนาคารที่ให้กู้ตามโครงการ และทางการ ต่างต้องเข้าใจว่า

1. การให้กู้มีความเสี่ยง ธนาคารออมสินหาเงินฝากดอกถูกมาให้และรับเงินชดเชยดอกเบี้ยที่ขาดไปจากกระทรวงการคลังเท่านั้น เมื่อครบกำหนดแล้วธนาคารที่กู้จากออมสินไปก็ต้องเอามาคืน ทีนี้ถ้าลูกค้า SMEs ของตนดันไม่เอามาคืนหรือกลายเป็นหนี้มีปัญหาแล้ว ไหนจะต้องเอาเงินฝากของตัวเองไปคืนแล้ว ยังต้องกันสำรองหนี้เสียอีกบานเลยครับทีนี้ มันไม่ได้มีแต่มุมได้อย่างเดียว

2. SMEs รายกลาง รายเล็ก รายจิ๋ว ท่านผู้อ่านว่าขนาดไหนจะมีปัญหามากกว่ากัน ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนให้กู้ในโครงการนี้ ท่านผู้อ่านจะให้สัดส่วนอย่างไรจึงจะเหมาะสม อย่าลืมนะครับมันมีเวลากำหนดว่าต้องจบภายในสิ้นปีนี้ (31 ธันวาคม 2558) คนท่านก็มีจำกัดที่จะมาหาธุรกิจสินเชื่อ หาลูกค้าให้ถูกฝาถูกตัว ต้นทุนการทำสินเชื่อขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ขนาดกลาง มันต่างกันหรือไม่ จะตัดสินใจอย่างไร

3. ขนาดของกำไรต่อรายหรือส่วนต่างของดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยเงินฝากใน SMEs ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ต่างกันหรือไม่ ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง คือ ธนาคารออมสินปล่อยกู้ที่อัตรา 0.1% ต่อปี โดยให้กับธนาคารทั้งหลายเอาไปปล่อยกู้ต่อในอัตรา 4% ต่อปี ทุกราย ขณะที่ธนาคารเจ้าหนี้ในฐานะคนปล่อยกู้จะต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและต้นทุนในการดำเนินงานทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นปัจจัยให้ SMEs รายเล็ก รายจิ๋ว เข้าไม่ถึงเงินกู้แสนล้าน 4% ดังกล่าวใช่หรือไม่

จึงเป็นข้อสังเกตว่าสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ 19 แห่ง มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้เดิมนั้น

จบเรื่องนี้แล้ว ขอข้ามไปเรื่องใหม่ ที่อยากนำเสนอ คือ เรื่อง Credit Scoring

เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้เคยติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อของบุคคล นิติบุคคล SMEs เช่น ไม่มีข้อมูลรายละเอียดลูกค้ามากพอ ไม่รู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างดีพอ ใช้ความเชื่อบางเรื่อง/บางสิ่งในการตัดสินใจ ใช้ประวัติการก่อหนี้/การชำระหนี้บางช่วงบางเวลาโดยไม่ดูภาพรวมทั้งหมด แต่ในต่างประเทศเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า คะแนนเครดิต หรือ Credit Scoring ตัวช่วยในการทำให้วิเคราะห์สินเชื่อเร็ว แม่นยำ ลดการใช้ดุลพินิจ เพราะมันใช้สถิติแบบวิทยาศาสตร์ โดยการประเมินจากพฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้ของลูกค้าคนหนึ่งๆ ที่ได้ดำเนินการไปในอดีตช่วงเวลาหนึ่ง

เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ ขอเริ่มจากคำนิยามและความหมายกันก่อน

จากพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า คะแนน และคำว่า เครดิต ไว้ดังนี้

คะแนน หมายถึง เครื่องหมายในการนับ หน่วยที่ใช้กำหนดค่าในการสอบหรือการแข่งขัน เป็นต้น

เครดิต หมายถึง ชื่อเสียงหรือความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความเชื่อถือในฐานะทางการเงินของบุคคลหรือสถาบัน

จากคำนิยาม ในกฎหมายการทำธุรกิจเครดิตบูโรได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “คะแนนเครดิต” ไว้ โดยมีความหมายว่า คะแนนเครดิตนั้น หมายถึง ตัวชี้วัดความน่าจะเป็นในการชำระคืนหนี้โดยใช้วิธีการทางสถิติในการประมวลผลข้อมูลโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ดังนั้น คำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป จึงควรพิจารณาจากความหมายอย่างเป็นทางการตามกฎหมายและความหมายที่เป็นมาตรฐานทางภาษาประกอบกันแล้วกำหนดเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

สำหรับประชาชนทั่วไป ในส่วนของคำว่า คะแนนเครดิต นั้นหมายถึง

“เครื่องหมายหรือตัวเลขที่เป็นผลรวมจากการประเมินทางสถิติของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ว่ามีโอกาสที่จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อไว้ อันเป็นผลมาจากประวัติการก่อหนี้ และการชำระหนี้ของตนเองในอดีตที่ผ่านมา”

ประโยชน์ของคะแนนเครดิตที่จะเกิดขึ้นคือ เพิ่มโอกาสให้คนที่เป็นลูกค้าหรือ SMEs ได้รับบริการสินเชื่อ ที่สอดคล้องกับข้อมูล ความสามารถในการชำระหนี้ มีความรู้ที่จะไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินให้แก่ตนเองเกินสมควร ตลอดรวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เรื่องทางการเงิน การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในฐานะที่เครดิตบูโรเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินจะมีข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในส่วนของลูกค้า หรือเจ้าของข้อมูล เครดิตบูโรจะเปิดเผยคะแนนเครดิตให้กับลูกค้าที่มาแจ้งความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตและร้องขอให้มีการเปิดเผยคะแนนเครดิตของตนเองตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

ฉะนั้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสีย มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องคะแนนเครดิต เครดิตบูโรในทุกประเทศ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการสื่อสารให้ข้อมูลความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาข้อโต้แย้ง ร้องเรียน บนความไม่เข้าใจ เข้าใจผิด หรือไม่ยอมเข้าใจ

Advertisements

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

“…หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา”

“รดน้ำต้องรดที่โคนต้นไม้ ดินต้องพรวนให้ร่วน ให้น้ำลงไปได้ อากาศลงไปได้ ต้นไม้จึงจะงอกงามบริบูรณ์” คำคนโบราณสอนไว้ ในเรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูก

ส่วนการจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เรียกว่า “การบริโภค หรือ Consumption” เดินหน้าได้ ต้องมีกลไกขับเคลื่อนในเวลานี้

เพราะเหตุว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ…สำหรับประเทศไทย กล่าวคือ

หนึ่ง คนที่เคยมีรายได้จากภาคเกษตร สินค้าเกษตรที่ขายได้ดันมีราคาลดลงตามราคาน้ำมันและตามความต้องการในตลาดโลกลดลง

สอง เพาะปลูกได้น้อย เนื่องจากภัยแล้ง ปริมาณที่ควรได้ก็น้อยลงไปอีก

สาม คนที่พอมีเงิน ก็ไม่ยอมใช้จ่าย ลดการใช้จ่าย ไม่ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เพราะยังกังวลโน่น นี่ นั่น

สี่ คนที่อยากจะใช้จ่าย ก็มีหนี้มาก เดือนๆ หนึ่งต้องตัดเอาเงินที่ได้ไปจ่ายหนี้ก่อน เหลือจึงเอามากินใช้ ซึ่งอาจไม่พอ

ห้า คนหรือธุรกิจที่เรียกว่า SMEs รายเล็กรายน้อย เริ่มติดขัดเพราะยอดขายไม่เข้า รายได้ไม่เข้า แต่เงินทุนหมุนเวียนยังต้องเพิ่มเพราะเมื่อกระแสเงินสดจากการขาย การรับชำระจากลูกหนี้การค้ายาวขึ้น การเปลี่ยนสินค้าคงคลังเป็นเงินสดยาวขึ้น ย่อมทำให้ต้องหาเงินมาก้อนหนึ่งยันเอาไว้ก่อนในส่วนที่ต้องสำรองจ่าย ที่อาจจะหนักหน่อยคือ ต้องหาเงินจำนวนหนึ่งไปจัดหาวัตถุดิบ หรือว่าจ้างการผลิตเพราะว่ามีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากคนซื้อทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแล้วแต่ยังผลิตเพื่อส่งมอบไปยังคนซื้อไม่ได้สะดวกเพราะเงินสดมีจำกัด แบบนี้เท่ากับเสียโอกาส

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการ ทำอย่างไรไม่ให้ระดับฐานราก ระดับโคนต้น ตรงที่เป็นจุดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ให้เขาเหล่านั้นยากลำบากไปกว่านี้

เลยต้องใส่เม็ดเงินผ่านเครื่องมือที่รองรับในปัจจุบัน บนแนวคิด “ซ่อมเร็วกว่าสร้าง ทำให้เร็ว มีพลัง เห็นผลชัดเจน จับต้องได้…และต้องไม่มีการโกงกินกัน”

มาตรการเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท และเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับเกรด A เกรด B จึงมีความจำเป็น

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ มีการอนุมัติเงินตามมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท ให้ทุกจังหวัดรวมทั้งสิ้น 19,156.36 ล้านบาท จากทั้งหมด 36,275 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน มีการเบิกจ่ายเงินให้กองทุนแล้ว 36,888 กองทุน วงเงิน 35,708 ล้านบาท จากทั้งหมด 40,460 กองทุน วงเงิน 39,150.93 ล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนละ 1 ล้านบาท มีการจัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัดแล้ว 40,318.5 ล้านบาท

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด เพราะต้องการดูหน้างานถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งอยากให้ผู้คนมีกำลังใจ

ท่านกล่าวว่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนในการลงพื้นที่ เลยอยากให้จังหวัดอื่นนำกรณีตัวอย่างของชาวบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นต้นแบบคือ การนำเงินที่ได้รับจากมาตรการของรัฐไปลงทุนในกิจการที่สร้างรายได้ เช่น เปิดร้านขายของ ร้านตัดผม ทำรถเข็นขายสินค้า เพื่อสร้างความยั่งยืน

พร้อมทั้งได้กำชับให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังมีความล่าช้าให้รวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ธนาคารของรัฐ ถือว่ามีบทบาทโดดเด่นขึ้นในการต่อสู้กับปัญหานี้ เพราะสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง เป็นเครื่องมือเป็นกลไกของรัฐในการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ตัวผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จะต้องมีความระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ หรือการสร้างหนี้เสีย การไปทำให้วินัยทางการเงินหย่อนยานลงตามมาด้วย เรียกว่าการเสริมนโยบายรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวมควบคู่กับรักษาความสามารถในการป้องกันและการทำกำไร ไม่ให้มาเป็นภาระของรัฐควบคู่กันไป…งานมันจึงไม่ง่าย

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย กำหนดว่า ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ SMEs เติบโต 9% โดยจะมีสินเชื่อคงค้างที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นแสนกว่าล้านบาท เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน SMEs ของรัฐบาลจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เน้นไปยังกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจเกี่ยวกับยารักษาโรค

ปกติธนาคารจะตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มในอัตรา 1.5-2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทายคือ จะเติบโตมากกว่าระบบให้ได้ เชื่อว่านอกจากผลของนโยบายรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแล้ว การพิจารณาสินเชื่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็มีผลให้ยอดสินเชื่อขยายตัวได้ดี

“ธนาคารจะสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าได้ภายใน 10 วันเท่านั้น” ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลางธนาคารกรุงไทย กล่าวไว้อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มุมมองในธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน จึงต้องเพิ่มวิธีบริหารจัดการหนี้เสียและระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงและเป็นหนี้เสียสูงให้มากขึ้น อาทิ กลุ่มที่เป็น SMEs รายย่อย คนค้าขายที่มีรายได้ด้านเดียว เพราะเมื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีรายได้ลดก็กระทบความสามารถในการชำระหนี้ด้วยทันที เป็นที่รู้กันแล้วว่ารายได้ SMEs ลดลงประมาณ 20-50% ที่มีปัญหาหนักมากคือกลุ่มเกษตรซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ

ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 อาจจะยังได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น ในปีหน้า จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย

และที่สำคัญ ต้องหยุด “หนี้เสีย” ให้ได้

เร่งสร้างความเชื่อมั่น หวังความสุข…คืนกลับมา

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เร่งสร้างความเชื่อมั่น หวังความสุข…คืนกลับมา

“รัฐบาลมุ่งหนุนเสริม เพิ่มพลัง SMEs ที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเดินหน้าให้มีโครงการเงินกู้แสนล้านสำหรับ SMEs ดอกเบี้ยไม่เกิน 4%”

“ผมมีความมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้ จะช่วยคืนความสุขให้กับคนไทย กลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มที่ชาวโลกรู้จักคุ้นเคย ในเร็ววัน”

ความตอนหนึ่งในบทความ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ที่มีการนำเสนอลงในเอกสาร “จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 11 วันที่ 1 ตุลาคม 2558 วันเริ่มต้นของปีงบประมาณใหม่ ภายใต้การบริหารของทีมเศรษฐกิจทีมใหม่ ที่กำลังไล่เข็นมาตรการออกมาแบบเรียกได้ว่าต่อเนื่อง รวดเร็ว มีพลัง และมีความคาดหวังที่วางเดิมพันไว้ค่อนข้างสูง

แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจของต่างประเทศ ที่มีผลกระทบมายังเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดหย่อน เช่น การลดความต้องการในสินค้าส่งออกจากไทย การลดลงของราคาพืชผลทางการเกษตร การเคลื่อนย้ายเงินทุนอันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการเงินของชาติชั้นนำในโลกที่แตกต่างกันส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

สาระสำคัญบางประเด็นของการกล่าวถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และการบริหาร ขับเคลื่อนประเทศ ได้มีการกล่าวอย่างน่าสนใจว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความไม่สมดุลทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อันเป็นผลมาจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง อ่อนแอ ไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้ เมื่อมีการเข้าควบคุมอำนาจ และหลังจากที่เข้ามาบริหารประเทศเป็นรัฐบาลของประเทศไทยแล้ว รัฐบาลนี้ก็มุ่งแก้ปัญหาของชาติที่สะสม กองทิ้งไว้ตั้งแต่ในอดีตในหลายเรื่อง หนักบ้าง เบาบ้าง พร้อมไปกับการขับเคลื่อนในการวางรากฐานการปฏิรูปด้านต่างๆ ในอนาคต

เพราะข้อความน่าสนใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงออกมาที่ระบุว่า “ถ้าพี่น้องกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำมาหากิน และจะเอากำลังกาย กำลังใจที่ไหนไปสร้างชาติ”

ความท้าทายท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกและเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งรายได้กว่าร้อยละ 70 จากการส่งออก ไทยเราควรทำอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีได้สะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจและเป็นมุมมองที่เราควรเอามาหนุนเสริม เพิ่มพลังการขับเคลื่อน

เริ่มต้นจาก

แนวคิดประเด็นที่ 1 คนไทยต้องเลิกยืมจมูกผู้อื่นหายใจ เราต้องสร้างความเข้มแข็งของประเทศด้วยการพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

แนวคิดประเด็นที่ 2 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ผู้เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ด้วยการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน รวมไปถึงการพัฒนาสวัสดิการสังคม และการปลูกฝังวินัยการออม ให้ครอบคลุมถึงเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพอิสระ

แนวคิดประเด็นที่ 3 รัฐบาลได้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ด้วยการผลักดันกองทุนหมู่บ้านที่มีการบริหารจัดการระดับเกรดต้นๆ ให้ได้รับเงินกู้เพื่อเอามาปล่อยให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านเพื่อที่จะได้นำเอาเงินไปเสริมสร้างรายได้ การใส่เงินเข้าไปที่ตำบลเพื่อให้ไปเป็นเม็ดเงินเพื่อการลงทุนขนาดเล็กของรัฐในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้

แนวคิดประเด็นที่ 4 สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เพื่อช่วยลดปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน และเป็นเครื่องมือสู้กับการให้กู้นอกระบบที่ใช้ความรุนแรงในการติดตามหนี้สิน

แนวคิดประเด็นที่ 5 รัฐบาลมุ่งหนุนเสริม เพิ่มพลัง SMEs ที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเดินหน้าให้มีโครงการเงินกู้แสนล้านสำหรับ SMEs ดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ซึ่งข่าวสารที่มีการออกมาระบุโดยสรุปว่า วงเงินซอฟต์โลน 100,000 ล้านบาท ของกระทรวงการคลัง โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสิน ปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อเอาเงินที่ได้มาต้นทุนต่ำมากมาปล่อยกู้ต่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ คิดดอกเบี้ยเงินกู้ 4% นาน 7 ปี เพื่อช่วยเหลือธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากช่วงนี้ไปก่อนให้ได้ ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีน่าจะเริ่มมีผลออกมาบ้างแล้ว เมื่อมีข่าวจากธนาคารออมสินแจ้งว่า มีธนาคารพาณิชย์มาขอกู้เงินไปแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วแสดงว่าเงินกู้มีการเข้ามาจับจองไปมากพอควร

มีข่าวออกมาว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้ระบุว่า สินเชื่อที่ออกมาครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขในการขอกู้แบบเดิม ใครมาขอกู้ก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) พร้อมกับมีมาตรการเสริมให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันวงเงินกู้แก่ SMEs เพื่อช่วยรับความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เงื่อนไขในการปล่อยกู้จากซอฟต์โลน 100,000 ล้านบาทนี้ ได้ปรับเงื่อนไขให้ บสย. เข้าค้ำประกันรวมแบบ portfolio ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มอีก ช่วยจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นเพราะมีความเสี่ยงน้อยลง

ข่าวบอกด้วยว่า การปล่อยกู้ครั้งนี้ แทบไม่มีเงื่อนไขเลย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารผู้ให้กู้ ไม่มีการห้ามรีไฟแนนซ์ กรณีผู้กู้เข้าข่ายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเป็นหนี้เสียอยู่ก็สามารถใช้สินเชื่อซอฟต์โลนไปปรับโครงสร้างหนี้ได้ แล้วไปขอกู้ใหม่เพื่อขยายกิจการได้ ลูกค้าเก่าก็สามารถกู้ไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจหรือขยายกิจการได้ เรียกกันว่าโปรแกรมเงินกู้ครั้งนี้เป็นเงื่อนไขที่หาไม่ได้อีกแล้ว การจองเงินจึงมีการระบุว่ามาถึง 2 พันกว่าล้านแล้วตอนนี้

และแนวคิดประเด็นสุดท้าย การลงทุนในระบบโครงสร้างการคมนาคมพื้นฐาน ทั้งทางถนน ราง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน จะช่วยในการขนส่งคนและสินค้า พร้อมกับการเป็นตัวเชื่อมโยงตัวเมืองสู่ท้องถิ่น มีเป้าหมายการกระจายความเจริญเชื่อมโยงแหล่งการผลิตสู่ตลาดการซื้อขาย มีการวางแนวนโยบายเชื่อมโยงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นรากฐานการผลิตขนาดใหญ่ไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก ตลาดของเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทย เพราะเรื่องนี้เป็นรากฐานการพัฒนาของประเทศในอนาคตต่อไป

กล่าวสำหรับในส่วนของภาคเอกชน ก็มีแนวคิดที่ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการเปิดสัมมนายุทธศาสตร์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้านเพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “ชาติที่ยิ่งใหญ่ ในอนาคต” และจะช่วยผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้มากกว่าระดับปานกลางอย่างแท้จริง เช่น การเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานที่แรงงานในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีเป้าหมายการเพิ่มผลผลิตภายใน 5 ปี กลุ่มยานยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องดำเนินการภายใน 10 ปี เพื่อปรับสู่การผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ส่วนในกลุ่ม Trading Nation ภายใน 5 ปีต้องสร้างเทรดเดอร์รายย่อยเพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยมีรายใหญ่เป็นผู้นำเปิดตลาด ในส่วนของกลุ่มโลจิสติกส์ ต้องเป็นศูนย์กลางหรือฮับการขนส่งและการจัดการการขนส่งภายใน 5 ปี ที่ต้องเชื่อมโยงกับภูมิภาค AEC ประเทศเพื่อนบ้าน และท้ายสุดคือ กลุ่มการท่องเที่ยวภายใน 5 ปีนี้จะเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ สร้างอัตลักษณ์ให้ท้องถิ่น เป็นต้น

ส่วนเรื่องต่อมาคือ การสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและการต่อยอดกิจกรรมจากความเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศ เชื่อมกับอาเซียนและตลาดโลก และการพัฒนาพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

SMEs ต้องฟังและเข้าใจในความพยายามของทุกฝ่าย ที่กำลังช่วยกันให้ความเชื่อมั่นและกอบกู้ความสุขคืนกลับมา…ให้จงได้!

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

“…ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง”

จากที่รัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจทีมใหม่ ได้ออกอาวุธเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจฐานรากทรุดตัวลงไป โดยดำเนินการผ่านโครงการเติมทุนของกองทุนหมู่บ้านและการให้เงินทุนระดับตำบลไปทำโครงการต่างๆ ตลอดจนการเร่งทะลวงท่อการใช้เงินของโครงการขนาดเล็กซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วนั้น

ขยับต่อมา ก็ถึงเวลาการออกอาวุธสำหรับช่วย SMEs ไม่ให้เป็นหนี้เสีย เพราะถ้าเกิดเป็นแล้วจะทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินอ่อนแอลง พอเกิดอ่อนแอมากๆ ก็นำไปสู่การชะลอการให้กู้เข้าไปในระบบ ความเสียหายลุกลามไปยังลูกค้าที่ดีที่ไม่ได้มีปัญหาให้เกิดปัญหาได้

อีกประการหนึ่งคือ ถ้า SMEs เกิดเป็นหนี้เสียแล้วคงแก้ยาก ให้กลับมาแข็งแรงแบบเดิมยิ่งยากกว่า หรือเรียกว่าเครดิตที่เคยมีจะหายสูญไปเลย ถึงกลับมาใหม่ได้ การขอกู้ใหม่อีกครั้ง เป็นไปได้ยากสุดๆ

เรามาดูมาตรการชุดนี้ที่น่าสนใจและ SMEs ควรเอาไปคิดต่อเพื่อจะได้ใช้โอกาสรับเอาความช่วยเหลือในครั้งนี้ของรัฐบาลมาเกื้อหนุนกิจการของตัว SMEs ได้บ้าง

เรื่องของมาตรการมีดังนี้นะครับ

เรื่องที่ 1 Soft Loan ที่คาดว่าเริ่มได้ในวันที่ 18 กันยายน 2558 โดยมาตรการ การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ SMEs กู้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนการทำธุรกิจ โดยกลไกจะให้ธนาคารออมสินอัดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารที่ได้เงินกู้ไปก็นำไปปล่อยกู้ต่อกับ SMEs เป้าหมายที่ควรช่วย ต้องช่วยในเวลานี้บนอัตราดอกเบี้ยที่ถูก

ขณะเดียวกัน รัฐบาล เข้ามาชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในส่วนที่ธนาคารควรจะได้ผลตอบแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสินจะส่งหนังสือเชิญชวนไปยังธนาคารทุกแห่งในไทยถึงเงินกู้ดังกล่าวและคาดว่ารัฐบาลจะเปิดตัวโครงการ สินเชื่อเพื่อ SMEs และลงนามความร่วมมือกับธนาคารที่สนใจเข้าร่วมโครงการในวันที่ 18 กันยายน 2558 นี้ โดยรัฐบาลให้นโยบายกระจายเงินสู่ระบบเร็วที่สุดภายในเวลา 3 เดือน เรียกได้ว่า ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง

เรื่องที่ 2 การเข้าค้ำประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ข้อมูลมาว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้ บสย. แก้เงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอสโดยขยายกรอบวงเงินค้ำประกันจากเดิม 80,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับโครงการ Soft Loan พร้อมกับการปรับเงื่อนไขการค้ำประกันใหม่ ในเรื่องของการรับความเสี่ยงกรณีเกิดหนี้เสียเป็น Portfolio โดย 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งให้ บสย. เป็นผู้รับผิดชอบใน 15 เปอร์เซ็นต์แรก และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแบ่งความรับผิดชอบระหว่าง บสย. กับสถาบันการเงิน หรือคิดเป็นการจ่ายค่าประกันชดเชยตามภาระการค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 22.5 เปอร์เซ็นต์ของภาระค้ำประกันเฉลี่ยตลอดระยะเวลาโครงการ และทางการยังได้ปรับระยะเวลาโครงการดังกล่าวจากสิ้นสุดคำขอในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นสิ้นสุดคำขอในโครงการในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 เรื่องแบบนี้ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สนใจเข้าใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. เพิ่มขึ้น มีการเร่งส่งลูกค้าเข้าโครงการให้เร็วมากขึ้นเพื่อให้เงินสินเชื่อได้ส่งไปถึงผู้ประกอบการ SMEs เร็วขึ้น

โดย บสย. คาดว่าจะมียอดค้ำประกันไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อเดือน และหลังจากที่ ครม. มีมติมาถึง บสย. เป็นที่เรียบร้อย ทาง บสย. จะต้องแจ้งสถาบันการเงินกว่า 10 แห่งที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้เพื่อปรับเงื่อนไขใหม่ หลังจากนั้นสามารถเริ่มค้ำประกันทันที

เรื่องที่ 3 การตอบรับของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ธนาคารพร้อมเข้าไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือดังที่ระบุมา ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากธนาคารออมสินทั้งวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งและรายละเอียดเงื่อนไขปล่อยกู้ ส่วนกรณีการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีการเพิ่มเพดานการค้ำประกันจาก 18 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ธนาคารสามารถเข้าไปสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ SMEs ได้เพิ่มเติม ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะคงยังมุ่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับลูกค้าเดิมชั้นดีและลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองแล้วตามเกณฑ์

ด้านสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า “เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความสนใจร่วมโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SMEs วงเงิน 100,000 ล้านบาท หากแต่ว่า การปล่อย Soft Loan จากธนาคารออมสิน เพื่อมาปล่อยต่อ น่าจะเหมาะกับลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมากกว่า เนื่องจากลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความเปราะบาง และมีความสามารถชำระหนี้อาจด้อยกว่าลูกค้าธนาคารพาณิชย์”

ดังนั้น ที่มาของการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมากขึ้น จากผลของการออกมาตรการดังกล่าวทุกฝ่ายคาดว่า จะทำให้ SMEs มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในด้านการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

เราๆ ท่านๆ ต่างทราบดี ช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เหตุว่าธุรกิจ SMEs นั้นมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 37.4 ของ GDP รวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ จำนวนของธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอยากเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า Startup/เถ้าแก่น้อยร้อยล้าน/นักรบธุรกิจรุ่นใหม่

เรื่องช่วย SMEs จึงเป็นส่วนที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน

เรื่องที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ มีแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 เรื่องหลักคือ

4.1 ผลักดันตลาดภายในให้เข้มแข็ง ผ่านการสร้างตลาดกลาง ตลาดชุมชน

4.2 เพิ่มการขยายตัวของการค้าชายแดน ซึ่งจะร่วมกับหอการค้าไทยเพิ่มการค้าชายแดนถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2560

4.3 เจาะตลาดและเพิ่มส่งออกในอาเซียน เรื่องการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร โดยผลักดันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการที่มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ดึงแรงงานเกษตรคืนถิ่น และท้ายสุดคือ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว เป็นต้น และสุดท้ายคือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการรายใหม่ และผลักดันให้ SMEs ไปอาเซียน

เรื่องที่ 5 การบริหารจัดการในพื้นที่แบบ CEO หอการค้าไทย ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มเอกชนเสนอให้รัฐบาล

5.1 เร่งมาตรการที่ประกาศมาให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านหรือพัฒนาชุมชน

5.2 มาตรการต้องออกมาแบบเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

5.3 ให้รัฐบาลดึงผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามีบทบาทในการผลักดันและจัดอบรมหลักสูตรเชิงการค้าในลักษณะผู้ว่า CEO ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

สำหรับข้อแนะนำของผมต่อท่านที่เป็น SMEs มีดังนี้ครับ

1. สำรวจกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเข้ามากับที่มีตารางเวลาว่าจะออกไป เพื่อดูว่าต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มมั้ย

2. ตรวจรายงานเครดิตบูโรตัวเอง ขณะนี้หนี้สินของเราทุกบัญชีมีลักษณะ ปกติ มีการค้างชำระมั้ย มีตรงไหนที่เป็นข้อเสียบ้าง

3. ติดต่อสถาบันการเงินหลักของเราแต่เนิ่นๆ ในการยื่นคำขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน อย่ารอจนขาดเงินแล้วจึงเริ่มทำ

4. เอาใจใส่ในธุรกิจ ลูกค้า ลูกน้องเราให้มาก ใกล้ชิดให้มาก อย่าบ้ายอดขาย หรือปล่อยเครดิตไปมากเกิน

5. อย่าริเอาเงินสดที่มีอยู่ตอนนี้ไปปล่อยกู้เพื่อเอาดอกสูงๆ เพราะจะเจ็บตัวเวลาที่เอาคืนมาไม่ได้

6. เลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน ไม่ต้องไปออกความเห็นโน่น นั่น นี่ อยู่แต่กับสิ่งที่เราต้องทำต้องดูแลเท่านั้น เรื่องคนอื่นไม่ต้องร้อนวิชาไปออกความเห็น

7. ลดการเล่น “ไลน์” วันละชั่วโมง เพื่อเอาเวลามาปรับปรุงตัวเอง คิดเรื่องของตนเอง สงบใจอยู่กับตัวเองและครอบครัวของตัวเองก็พอ

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

“SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2558 โดยจะปรับลดการขยายตัวจากที่คาดไว้เดิม 3.7% เหลือ 3% ต่อปี ซึ่งทุกฝ่ายทั้งประชาชนและนักลงทุนก่อนหน้านี้ต่างได้รับทราบข้อมูลแล้ว การปรับลดเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากเหตุปัจจัยดังนี้

– เนื่องจากการส่งออกที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.2% มาเป็นติดลบ 1.7%

– การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ยังไม่สูงมากที่ประมาณ 2-3% ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงออกมาอ่อนแอ ต่อเนื่องจากภาคครัวเรือนและธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การบริโภคเอกชนชะลอลงจากการปรับลดการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์เป็นสำคัญ พอเข้าไปดูจะเห็นว่าสาเหตุที่ภาคดังกล่าวปรับลดลง ยังเป็นผลจากบริษัท TOYOTA เปิดตัวกระบะรุ่นใหม่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายกระบะเดือนพฤษภาคม 2558 ปรับตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ดังนั้น จากความเห็นนักวิชาการระบุว่า ปัจจัยลบดังกล่าวที่มากระทบต่อการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากรถยนต์กระบะรุ่นใหม่ได้มีการส่งมอบในเดือนถัดๆ ไป จะทำให้การบริโภคสินค้าคงทนน่าจะฟื้นตัวกลับมาในระยะต่อไปได้ ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ของการบริโภคเอกชนยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ

– การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้มากกว่า 15% เนื่องจากภาครัฐเร่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2558 และยังมีงบลงทุนพิเศษจากการลงทุนโครงการน้ำและซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศอีก 80,000 ล้านบาท มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รวมถึงงบประมาณปี 2559 มีแผนการขาดดุลถึง 390,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งเป็นงบลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ขยายตัวลดลงบางส่วน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้เพื่อลดรายจ่าย และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนไปแล้ว

มีอดีตนายธนาคารกล่าวว่า “ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่า อ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา GDP ภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีการหดตัวต่อเนื่อง เหตุที่ GDP ภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่ GDP ภาคเกษตรหดตัวเนื่องจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วต่างเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตลอด” ขณะที่ GDP ภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโต

– ต่อเนื่องจากนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลานี้เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นต่อ บวกกับเกิดภัยแล้ง GDP ภาคเกษตรก็ลดลงทันที ปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้ จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อ GDP ภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ

ลองหันกลับมามองทางด้าน SMEs กันบ้าง จะพบว่า ประธานธนาคารใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของ SMEs ระบุไว้อย่างน่าสนใจ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลูกหนี้เริ่มมีกำลังผ่อนชำระลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่สายป่านสั้นกว่าลูกค้ารายใหญ่

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ พบว่า ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือนมีนาคม 2558 และ ธันวาคม 2557 ในส่วนของมูลค่าของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงหรือเพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าเทียบกับไตรมาสแรกที่ NPL เติบโตถึง 8.14% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในภาคธุรกิจและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

จุดที่น่าสนใจคือ รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปี 2558 ธนาคารพาณิชย์มี NPL ที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ SMEs และกลุ่มสินเชื่อเพื่อการเคหะ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ SMEs เป็นภาคที่ต้องเจอมรสุม เพราะอำนาจต่อรองในตลาดมีน้อย หากเศรษฐกิจไม่เดิน ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก็ลำบาก

จนมีคำกล่าวว่า “SMEs เป็นเม็ดทรายของระบบเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง ในช่วงที่ยากเย็นก็ต้องประคองให้อยู่รอดให้ได้ ธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับนโยบาย ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะเรากระจายทุกกลุ่มอยู่แล้วและแต่ละกลุ่มมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปทำได้แค่ขั้นหนึ่ง หากผลิตแล้วไม่มีคนซื้อก็ไปไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมต้องถูกกระตุ้น จึงจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ค้าขายได้ต่อเนื่อง”

ในส่วนของธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและพยายามแก้ไขผ่อนปรนให้ได้มากที่สุด เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมา เพราะหากเป็นปัญหาเรื่องวงจรเศรษฐกิจ ธนาคารก็ช่วยประคองลูกค้า ไปจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นด้วยการปรับโครงสร้างกันไป แต่หากระยะยาวเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างชัดเจน

หากเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็คงแย่ เพราะ SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ของระบบเศรษฐกิจและถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะกระทบกับความต้องการของโลกที่จะกลับมากระทบที่ธุรกิจ หากว่าจะมีการปลดคนงาน มันก็กระทบการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้น SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย

เวลานี้คงต้องรอว่ารัฐบาลจะมีโปรแกรมออกมากระตุ้นระบบเศรษฐกิจกันแบบไหน เช่น SMEs กู้เงินต้องมีการค้ำประกันจาก บสย. มาเติมเต็ม มีการผ่อนผันการชำระเงินต้นและให้ชำระเพียงดอกเบี้ยนานถึง 24 เดือน ในลูกค้าบางราย ซึ่งหากเป็นลูกค้า SMEs ธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจที่ยังไปได้นั้นยังมีอยู่ เช่น ธุรกิจโกดังสินค้า สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละท้องถิ่น

“สถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้เรายอมรับว่าต้องระมัดระวัง ยอดเช็คเด้งมากขึ้น NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เวลานี้ลูกค้าที่เคยมีสายป่านยาวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ซ้ำร้ายปีนี้ราคาพืชผลเกษตรก็ไม่ดี เพราะภัยแล้ง อีกทั้งราคาหุ้นก็ตกตามไปอีก”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นแค่เรื่องราวของช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น และขอภาวนาให้ SMEs ยืนหยัดต่อไปได้จนครบยกตลอดปี 2558

%d bloggers like this: