แฟรนไชส์โซน

All posts tagged แฟรนไชส์โซน

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

แฟรนไชส์โซน

พารนี

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

“ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย”

จากร้านเล็กๆ ในตลาดนัดชานเมือง ที่ลูกค้ามีเพียงบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ไม่กี่สิบคน แต่ใช้ความอดทนและตั้งใจจริงอยู่ไม่นาน สถานการณ์ค้าขายดีขึ้นตามลำดับ

และด้วยความที่เคยเป็นถึงเจ้าของกิจการผับหรู แต่พลิกผันหันมาขายส้มตำ จนหลายครั้งถูกคำพูดถากถางให้ช้ำใจ แต่แม่ค้าหน้าใส ไม่ถอดใจง่ายๆ

หากยังสามารถขยับขยายธุรกิจ จนกลายเป็นร้านฮิตในหมู่นักชิมจำนวนไม่น้อย

จากวันนั้นถึงวันนี้ เปิดขายมาได้ยาวนานถึงกว่า 10 ปี กิจการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันมีร้านแฟรนไชส์ “ตำหลาย” ทั้งในและต่างประเทศถึง 12 สาขา

แต่พัฒนาการของร้านอาหารอีสานแบรนด์ดัง “ตำหลาย” ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุด ผุดรูปแบบธุรกิจร่วมสมัยออกเป็นแฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ สไตล์ “ส้มตำโมบาย” เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการฟู้ดทรักในยามนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณเอ๋-ณัฐรดา บุญชุ่ม เจ้าของ “ตำหลาย” ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า แฟรนไชส์ตำหลายแบบ “รถเคลื่อนที่” นี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีงบจำกัด เพราะการเปิดกิจการเป็นร้านๆ นั้น ต้องใช้เงินลงทุนสูงและอยู่ในทำเลที่ดี ถ้าเป็นทำเลดีมากๆ ค่าเช่ายิ่งต้องจ่ายแพง และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้าน อีกทั้งเมื่อหมดสัญญาเช่าร้าน สิ่งที่ตกแต่งไว้ก็ต้องกลายเป็นของเจ้าของพื้นที่เช่านั้นไป

แต่ถ้าเป็นการลงทุนแฟรนไชส์ตำหลายแบบรถเคลื่อนที่นี้ ผู้ลงทุนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยภายในตัวรถจะทำการตกแต่งด้วยอุปกรณ์พร้อมขายส้มตำและเมนูอื่นๆ ได้ทันที ทั้งยังจะมีการอบรมสูตรการทำอาหารจานเด็ด ให้อีก 30 เมนู

“เราจัดทุกอย่างไว้ให้ผู้ลงทุนเป็นเจ้าของกิจการตำหลายเคลื่อนที่ได้ทันที รวมถึงการอบรมสูตรอาหารให้ด้วย ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย” คุณเอ๋ ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ แฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ของตำหลายนี้ เหมาะกับทำเลประเภทตลาดนัดทุกทำเล ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักช็อปน้อยใหญ่

และมั่นใจว่า สามารถสู้คู่แข่งทางตรงอย่างฟู้ดทรักประเภทอาหารต่างชาติได้แน่นอน เพราะอาหารอีสาน มีสีสันและรสชาติถูกปากคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า

“ร้านส้มตำ ทำยาก แต่กำไรดี ผลตอบแทนเท่าตัว ถ้ารสชาติดี ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ ขออย่างเดียวคือ ต้องอดทน” เจ้าของกิจการ ย้ำจุดยืน

ต้องการทราบรายละเอียดแฟรนไชส์ส้มตำโมบาย แบรนด์ “ตำหลาย” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (086) 405-1459, (091) 890-5145 หรือ Facebook/ตำหลาย

Advertisements

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แฟรนไชส์โซน

ดวงกมล

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบัน ธุรกิจกาแฟมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีแนวโน้มขยายตัว แต่ก็พ่วงมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของบรรดาร้านกาแฟมากมาย ทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ จากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และเครื่องชงกาแฟ พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เฉกเช่น “บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จำกัด” นับเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ลำดับต้นๆ ในธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟ ทั้งผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วบด เครื่องชงกาแฟ อุปกรณ์ ฝึกอบรม รวมถึงแฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

ครองเบอร์ 1 ธุรกิจกาแฟ

ชูจุดเด่นครบวงจร

คุณพริษฐ์ อนุกูลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการในเครืออโรม่า กรุ๊ป ผู้นำด้านธุรกิจกาแฟคั่วบดครบวงจร ดำเนินธุรกิจมากว่า 55 ปี กล่าวถึงภาพรวมว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 ค่อนข้างซบเซา หลายๆ ธุรกิจชะลอตัว แม้กระทั่งห้างค้าปลีกรายใหญ่ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ปริมาณซื้อต่อครั้งน้อยลง ไม่ซื้อตุน แต่ซื้อถี่ขึ้น ซึ่งสวนทางกับร้านสะดวกซื้อ และตลาดออนไลน์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

แต่สำหรับทิศทางธุรกิจอโรม่านับจากนี้นอกจากตลาดกาแฟในไทยแล้ว ทางบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) หรือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ด้วยนโยบายเป็นผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟครบวงจร จะจำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจกาแฟ การฝึกอบรม แต่การรุกออกครั้งนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไป

ด้านตลาดรวมกาแฟคั่วบด คาดว่าทั้งปี 2558 มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท (รวมทั้งกาแฟสด ทรีอินวัน กาแฟผงสำเร็จรูป) ผู้บริหาร ระบุว่า ทั้งปีอโรม่าจะมีการเติบโตประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 1.2 พันล้านบาท และคาดว่าจะได้ส่วนแบ่งตลาด 40 เปอร์เซ็นต์

สำหรับรายได้ของบริษัทดังกล่าว มาจาก 3 ช่องทางหลักคือ 1. จำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ 2. อโรม่า ช็อป เป็นศูนย์รวมธุรกิจกาแฟที่ครบวงจร จำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ มีบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการประกอบธุรกิจร้านกาแฟ เเละผู้ประกอบการทั่วไป และ 3. แฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

รายย่อยยังโตได้อีก

โลเกชั่น รสชาติ บริการ

สัดส่วนรายได้ของบริษัท ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากการจำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ ส่วนอโรม่า ช็อป ปัจจุบันมี 28 สาขา ตั้งเป้าปี 2559 จะเปิดให้ได้ 50 สาขา เน้นภาคอีสาน จังหวัดละ 1 สาขา แฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย 300 สาขา และจากนี้ไปชาวดอยจะเปิดใน 4 รูปแบบคือ คีออสขนาด 1.8 เมตร ลงทุน 290,000 บาท คีออสช็อปไซซ์ S, M, L ลงทุนระหว่าง 300,000-1,000,000 บาท (ตามขนาดของพื้นที่) เป้าหมายปีหน้าจะเปิดแบรนด์ชาวดอยเพิ่มอีก 60-100 สาขา

ส่วน ไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ ปัจจุบันมี 28 สาขา (เป็นสาขาแฟรนไชส์ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นของบริษัท) อยู่ระหว่างการรีแบรนด์ ปรับโลโก้ และรูปแบบร้านใหม่ให้พรีเมี่ยมทันสมัยมากขึ้น ตั้งเป้าปี 2559 เปิดให้ได้ 30 สาขา

คุณพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50 : 50 จากปัจจุบันคนดื่มกาแฟ 70 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องดื่มอื่นๆ 30 เปอร์เซ็นต์

“หลายๆ ร้านกาแฟมักจะตกม้าตายเรื่องการเลือกใช้เมล็ดกาแฟ ร้านส่วนใหญ่ใช้เมล็ดกาแฟเพียงชนิดเดียวทำทั้งเมนูร้อน และเมนูเย็น อยากให้แยกเมล็ดกาแฟให้ชัดเจน คนชงกาแฟก็สำคัญ เพราะกาแฟ 1 แก้ว ความอร่อยมาจากวัตถุดิบ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ มาจากคนชง ซึ่งทางอโรม่าเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ ได้จัดกิจกรรมบาริสต้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเป็นประจำทุกปี มั่นใจว่าตลาดร้านกาแฟในไทย จะขยายตัวอีกมาก”

ร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น

บุกตลาดใหม่ กาแฟแคปซูล

นอกจากทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำแล้ว ยังมีแผนที่จะรุกตลาดเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ “แคปซูล” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องชงกาแฟ และจำหน่ายเมล็ดกาแฟ เมนู เช่น กาแฟ ชานม “โนว์ฮาว” ที่นำมาใช้กับการขยายธุรกิจในครั้งนี้ มาจากประเทศอิตาลี ซึ่งหลังจากนำสินค้าเข้ามาทำตลาด คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดี เพราะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มร้อน และเหมาะสำหรับสำนักงาน โรงแรม รีสอร์ต และผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า รูปแบบการรุกตลาดต่างประเทศเน้นเข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ล่าสุดได้แต่งตั้งมาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ชาวดอยในพม่า และจะเริ่มทยอยเปิดสาขาเบื้องต้นประมาณ 10 สาขา ขณะที่กัมพูชาเพิ่งจะเริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ส่วนลาวที่ผ่านมาได้เข้าไปทดลองตลาดบ้าง แต่ยังเข้าไม่ถึงเพราะตลาดในลาวมีผู้เล่นท้องถิ่นรายใหญ่เป็นเจ้าตลาด

“แผนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนมีลักษณะคล้ายกับในประเทศไทยคือ เน้นเปิดโอกาสให้พันธมิตรเป็นผู้ดำเนินงานเอง นำร่องด้วยร้านกาแฟชาวดอย ตามด้วยร้านอโรม่า ช็อป”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุน ติดต่อ สำนักงานใหญ่ อโรม่า กรุ๊ป บริษัท เค.วี.เอ็น.อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด เลขที่ 43 ชั้น 2 ซอยนาคนิวาส 6 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (02) 159-8999

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

แฟรนไชส์โซน

พารนี

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้…”

เอ่ยถึง “พิซซ่า” อาหารสัญชาติอิตาเลียน หลายคนคงนึกได้แต่แบรนด์ใหญ่ไม่กี่ยี่ห้อ ที่ยึดหัวหาดแทบทุกห้าง แถมยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง

ครั้นจะเปิดช่องว่างให้กิจการเล็กๆ สไตล์โฮมเมด ได้มีโอกาสแจ้งเกิดบ้าง น่าจะเป็นเรื่องยากและหนักหนาใช่เล่น

แต่ด้วยความมั่นใจในรสชาติและสไตล์ที่แตกต่าง Pizza Dollar (พิซซ่า ดอลลาร์) ร้านพิซซ่าของผู้ประกอบการไทยตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่นเกินร้อย

จึงขอแทรกตัว “แจ้งเกิด” ในฐานะแฟรนไชซอร์ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาจกำลังมองหาทางเลือกใหม่ แบบไม่จำเจ

คุณษา-อุษา อมตสวัสดี เจ้าของแฟรนไชส์พิซซ่า ดอลลาร์ วัย 38 ปี ขอใช้หน้าร้านของ คุณหนุ่ย-แฟรนไชซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เป็นสถานที่พูดคุยกัน

เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาด้านการเงิน-การธนาคาร ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่ฝ่ายบัญชีในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 7 ปี เกิดมีการควบรวมกิจการ เลยลาออกมาหวังหาธุรกิจส่วนตัวทำ

จังหวะเดียวกันนั้น สามีตัดสินใจเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เธอจึงมีโอกาสติดตามไปด้วยหวังเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ใช้เวลากว่า 7 ปี ในต่างแดน ทั้งตัวเธอและแฟน ต่างพยายามเก็บเงิน ด้วยการทำงานในร้านอาหารของพี่สาวและร้านอาหารไทยเจ้าอื่นด้วย โดยทำทุกหน้าที่ เริ่มจากบรรจุอาหาร รับโทรศัพท์ บาร์เทนดี้ เด็กเสิร์ฟ และงานในครัว

กระทั่งเมื่อราว 4 ปีก่อน เกิดอาการ “คิดถึงบ้าน” สองสามี-ภรรยา และลูกน้อยวัยขวบครึ่งอีก 1 คน จึงพากันย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมพกพาความตั้งใจ อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ สักแห่ง

คุณษาเลยไปศึกษาหาความรู้ด้านเบเกอรี่ พวกการทำขนมเค้ก ก่อนลองมาทำขายให้เพื่อน-คนรู้จัก ปรากฏผลตอบรับพอใช้ได้

แต่รู้สึกไม่ค่อยสันทัดในการตกแต่งหน้าเค้ก เพราะต้องใช้ความพิถีพิถันมาก จึงหันมาทำอาหารประเภทขนมปังดูบ้าง ปรากฏโดนใจมากกว่า

จนอยู่มาวันหนึ่ง ลองทำพิซซ่า ออกมาให้คนรอบตัวชิม

ปรากฏได้รับคำชม “อร่อยมาก”

พร้อมกับเสียงเชียร์…ทำขายได้เลย

เมื่อนำเรื่องแรงยุจากพรรคพวก ไปเล่าให้น้องแท้ๆ ที่ยังทำงานอยู่ที่นิวยอร์กฟัง ก็ได้เสียงสนับสนุนอีกทาง

“ทำไมไม่ทำพิซซ่าแบบอเมริกันขายล่ะ ที่ขายแบบแบ่งชิ้น คือคนขายจะทำไว้เป็นถาดใหญ่ เวลาคนซื้อชิ้นหนึ่ง ก็เอาเข้าเตาอบให้ เดินทานได้เลย ที่นิวยอร์กมีขายตามริมถนนเยอะมาก อยู่ทุกมุมถนน” คุณษา เล่าว่า น้องแนะนำอย่างนั้น

หลังจากตัดสินใจทำพิซซ่าขาย จึงหาทำเลตั้งร้าน กระทั่งมาได้ล็อกในตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ เปิดขายอยู่ 2 ปีเศษ ผลตอบรับดีมาก ลูกค้ามีทั้งไทย-ต่างชาติ

แต่เนื่องจากตั้งราคาขายไว้ถูกเกินไป เริ่มต้นที่ชิ้นละ 29 บาท ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเกินครึ่งแล้ว แถมยังไม่รวมค่าแพ็กเกจ

ขายอยู่ที่ตลาดรถไฟฯ ได้ 2 ปีเศษ จึงปิดตัวลง เพราะต้องการอัพเกรดแบรนด์และราคาขาย ก่อนจะพาตัวเองเข้าห้างและเปิดเป็นแฟรนไชส์

“ใช้ชื่อ พิซซ่า ดอลลาร์ เพราะที่นิวยอร์กจะขายชิ้นละประมาณ 99 เซนต์ หรือ 1 ดอลลาร์ พอลูกค้าฝรั่งเห็นจะเข้าใจทันที แต่ถ้าเพิ่มหน้านอกเหนือจากชีสก็เพิ่มราคากันไป ซึ่งตอนนั้นขายถูกมาก แค่ชิ้นละ 29 บาท แต่ถ้าจะขายแฟรนไชส์แล้วยังคงขายราคานี้ แฟรนไชซีคงไม่มีกำไร เลยตัดสินใจปิดตัวไปเพื่ออัพเกรดตัวเอง” คุณษา บอกอย่างนั้น

และว่า เมื่อกิจการในแบบของเธอแข็งแรงและพร้อมอีกครั้ง จึงทำการเปิดตัวประชาสัมพันธ์ เปิดบู๊ธตามห้างสรรพสินค้าและงานอีเว้นต์ต่างๆ เป็นระยะ

ล่าสุด มีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล 1 แห่งคือ พิซซ่า ดอลลาร์ สาขามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ซึ่งใช้เป็นที่พบปะกันในครั้งนี้ ที่เปิดกิจการมาได้เกือบปีแล้ว

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้ แถมราคาไม่แพง

ทุกวันนี้เลยมีลูกค้าประจำเยอะ และเชื่อว่าถ้าใครลองได้ชิมแล้ว ต้องกลับมาทานอีกแน่นอน” คุณหนุ่ย-แฟรนไชซีพิซซ่า ดอลลาร์ กล่าวส่งท้าย

……………

ผู้สนใจลงทุนที่มีทำเลอยู่ในย่านกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สนใจแฟรนไชส์ Pizza Dollar สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ คุณษา-อุษา อมตสวัสดี โทรศัพท์ (061) 514-2440

แต่หากอยากไปทดลองชิมรสชาติ เชิญไปได้ที่ ชั้น 2 มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.00 น.

บ้านรักภาษา เจ้าของรางวัล…ดาวเด่นแฟรนไชส์

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แฟรนไชส์โซน

พารนี

บ้านรักภาษา เจ้าของรางวัล…ดาวเด่นแฟรนไชส์

“…ธุรกิจนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่รวยเร็วเหมือนซื้อขายหุ้น แต่ถามว่ายั่งยืนมั้ย ขอบอกว่ากราฟเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษาไม่เคยตก ขอแค่จุดไฟติดเถอะ ผู้เรียนจะซื้อซ้ำบอกต่อแน่นอน”

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน “บ้านรักภาษา” เกิดขึ้นมาภายใต้แนวคิดแนวการเรียนสมัยใหม่ เรียนสนุก ได้ความรู้ บูรณาการ มีจุดเด่นตรงที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 12 ปี ในฐานะโรงเรียนสอนภาษาแบบครบวงจรคุณภาพ

เมื่อเปิดทำแฟรนไชส์ได้เพียง 2 เดือน สามารถขยายได้ถึง 10 สาขา จนได้รับการจดทะเบียนในสมาคมแฟรนไชส์ และขึ้นเป็นดาวเด่นแฟรนไชส์ ปี พ.ศ. 2557 มอบให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ดร.มุขรินทร์ หวง ประธานกรรมการบริหาร ในฐานะผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนสอนภาษา บ้านรักภาษา ให้ข้อมูลว่า ย้อนไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เธอและ Mr.Jack Huang หรือ “ครูซุ่น” ผู้เป็นคู่ชีวิต ได้ร่วมกันเปิดบ้านพักย่านไทรม้า รัตนาธิเบศร์ สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนให้เด็กๆ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เปิดสอนได้ไม่นาน มีนักเรียนมากขึ้น จนบ้านพักรองรับไม่ไหว จึงต้องย้ายไปเปิดสอนกันที่สโมสรของหมู่บ้าน จากนั้นชื่อเสียงของบ้านรักภาษาจึงกลายเป็นที่ยอมรับเรื่อยมา

เกี่ยวกับเทคนิคที่ดึงดูดทำให้มีเด็กมาเรียนกันเป็นจำนวนมากนั้น เจ้าของกิจการท่านนี้ กล่าวว่า น่าจะเป็นเพราะ บ้านรักภาษา เน้นการเรียนรูปแบบสมัยใหม่ ไม่เน้นการท่องจำ จะประยุกต์และให้นักเรียนสามารถสื่อสารและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เสริมให้นักเรียนศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน นำภาษาไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์

นอกจากนี้ บ้านรักภาษา ยังใช้หลักการและทฤษฎีการสอนภาษาแบบ TPR (Total Physical Response) โดยใช้ท่าทางผู้เรียนฟังคำสั่ง แล้วทำตาม เป็นการประสานงานระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกายและตอบรับ ผู้เรียนอาจไม่ต้องพูด เป็นวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนในช่วงแรกได้ดี ดึงดูดความสนใจ ทั้งยังส่งผลให้เด็กนักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ที่ยาวนาน

ดังนั้น ครูจะเป็นต้นแบบในการพูดและการสาธิต นักเรียนจะเคลื่อนไหวประกอบกับการโต้ตอบ ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างความสมดุลในการเรียนภาษา นักเรียนได้ใช้ทักษะของการบริหารสมองซีกซ้ายและซีกขวาไปพร้อมกัน นอกจากนั้น การใช้ TPR-S (Story Telling) เป็นการเรียนรู้โดยท่าทางประกอบกับการสื่อให้นักเรียนเข้าใจเรื่องราว มีความคิดรวบยอดที่ดีในการสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจถึงเหตุการณ์ต่างๆ ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน ทำอย่างไร เป็นบ่อเกิดให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดในการเรียนภาษา

ส่วนระบบการเรียนการสอนภาษาจีนนั้น ดร.มุขรินทร์ กล่าวว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีรากฐานมายาวนานกว่า 2,000 ปี และเป็นภาษาที่มีลักษณะเหมือนรูปภาพ ดังนั้น บ้านรักภาษา จึงใช้ระบบการเรียนการสอนผ่านสื่อต่างๆ โดยให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง อาทิ สื่อวีดิทัศน์ บัตรคำ ฯลฯ ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถจำคำศัพท์ภาษาจีนได้ การเล่านิทานเกี่ยวกับตัวอักษรจีนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจดจำคำศัพท์ภาษาจีนได้ การเล่านิทานเป็นภาษาจีนโดยให้เด็กแสดงท่าทางประกอบตามคำศัพท์หรือตามรูปประโยคต่างๆ เพื่อให้เด็กสามารถจำรูปประโยคและนำไปใช้ในการสนทนาในชีวิตประจำวันได้

สำหรับการขยายกิจการในรูปแบบของแฟรนไชส์นั้น เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2557 โดยผู้ปกครองของนักเรียนบ้านรักภาษากลุ่มหนึ่ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาที่สอง-ที่สาม ในยุค AEC ประกอบกับเคยสัมผัสประสบการณ์การดำเนินงานของบ้านรักภาษามาก่อน จึงชวนกันลงทุนเพื่อต่อยอดความสำเร็จ

ตัวเธอเองและครูซุ่น ในฐานะแฟรนไชซอร์ จึงพยายามนำสิ่งที่เคย “อาบน้ำร้อนมาก่อน” มาถ่ายทอดให้ฟังกัน เพื่อที่แฟรนไชซี จะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกให้เสียเวลา

“บ้านรักภาษา มีแนวทางบริหารจัดการยังไง เราต้องสื่อสารให้แฟรนไชซีทราบ เพื่อจะได้เรียนรู้ในทุกกระบวนการ นับตั้งแต่การอบรมผู้ประกอบการ การจัดตั้งโรงเรียน การบริหารงานเรื่องครูและหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยการประเมินผล แบบฝึกหัดวัดเด็ก การพาเด็กไปใช้ภาษาจริงในโครงการทัศนศึกษาต่างๆ” ดร.มุขรินทร์ บอกอย่างนั้น

และว่า คนที่จะมาเป็นแฟรนไชซีของบ้านรักภาษา ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านการสอน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีใจรักด้านการศึกษาและพร้อมจะนำประสบการณ์ดังกล่าวไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“แฟรนไชซีบ้านรักภาษา ต้องมีใจรักด้านการศึกษา มีเมตตาสูง ไม่ต้องมีความรู้สูงแต่ต้องรักและเมตตาผู้เรียน มีความอดทนความมุ่งมั่น เพราะธุรกิจนี้ทำแล้วสิ่งที่ได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ตัวเงินอย่างเดียว แต่ได้อนาคตของตัวผู้เรียนด้วย” ดร.มุขรินทร์ บอกจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจก็คือการดำเนินกิจการที่ต้องคำนึงในแง่ผลตอบแทนบ้าง ประเด็นนี้ เจ้าของสถาบันบ้านรักภาษา เผยตรงไปตรงมา

“บอกเลยว่า 6 เดือนแรกขาดทุนแน่นอน จะอยู่ได้ก็ตั้งแต่เดือนที่ 7-12 พอเข้าปีที่ 2 เริ่มมีกำไร โดยปกติแล้วถ้ามีนักเรียน 50 คนขึ้นไป ผู้ประกอบการจะอยู่ได้ด้วยเงินเดือน 40,000 บาท ธุรกิจนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่รวยเร็วเหมือนซื้อขายหุ้น แต่ถามว่ายั่งยืนมั้ย ขอบอกว่ากราฟเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษาไม่เคยตก ขอแค่จุดไฟติดเถอะ ผู้เรียนจะซื้อซ้ำบอกต่อแน่นอน”

เมื่อถามถึงการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน ที่ดูจะรุนแรงไม่น้อย ดร.มุขรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โรงเรียนสอนภาษามีหลายแบรนด์ทั้งของคนไทยและต่างประเทศ แต่เชื่อว่าบ้านรักภาษามีการบริการที่โดดเด่นด้านสภาพแวดล้อม ส่วนครูผู้สอน ก็มีเทคนิคน่าสนใจ ระบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร ตรงตามบุคลิกนิสัยของเด็กไทยแน่นอน

แฟรนไชส์ บ้านรักภาษา

ค่าแฟรนไชส์ หลักสูตรละ 290,000 บาท

มี 3 หลักสูตรให้เลือก ได้แก่

– หลักสูตรภาษาจีน

– หลักสูตรภาษาอังกฤษ

– หลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ

สิทธิประโยชน์

1. สิทธิในการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้า (โลโก้)

2. สิทธิในการใช้หลักสูตร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และกิจกรรมบูรณาการต่างๆ

3. หนังสือหลักสูตรภาษาจีน และภาษาอังกฤษแสนสนุก สำหรับนักเรียน 1 ชุด และสำหรับครู 1 ชุด

4. จัดผู้บริหาร ผู้มีประสบการณ์การสอน และประสบการณ์การบริหาร

5. ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ ฟรี ตลอดอายุสัญญา

6. อุปกรณ์ Multimedia

7. Job Description พนักงาน และอบรม ให้คำปรึกษา

8. ให้คำปรึกษา วางแผน และออกแบบการเรียนการสอนในกรณีจัดการเรียนการสอนนอกสถานที่

9. สิทธิในการใช้ภาพกิจกรรมต่างๆ ของบ้านรักภาษา (Banrakpasa)

10. รูปแบบการจัดการ Course Summer, Course October Camp

11. หลักสูตรการสอน Language Training ให้กับสถาบัน โรงเรียน และองค์กร

12. โบรชัวร์ 2,000 แผ่น

13. โปสเตอร์โฆษณาหลักสูตรต่างๆ 2 ชุด

14. โปสเตอร์ผลงานของสถาบัน 5 ชุด

15. โปรแกรมบริหารจัดการสถาบันสอนภาษา ที่จะช่วยให้ระบบการจัดการต่างๆ เป็นเรื่องง่ายๆ

16. ป้ายสถาบันติดหน้าอาคาร ขนาด 4×1.5 เมตร

17. ป้ายญี่ปุ่น ตั้งหน้าร้าน 2 อัน

18. เว็บไซต์ของสาขา และโฆษณาทาง Google Adword, Facebook และเว็บไซต์อื่นๆ ฟรี

19. เสื้อ Banrakpasa สำหรับผู้ใหญ่-ครู 5 ตัว

20. สมุดคัดภาษาจีน-สมุดโน้ต Banrakpasa 50 เล่ม

21. ช่วยจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

สนใจติดต่อแฟรนไชส์ บ้านรักภาษา ติดต่อสำนักงานใหญ่ เลขที่ 1131 อาคารไวท์มอลล์ ชั้น 2 (ข้างวัดสร้อยทอง) ถนนประชาราษฎร์ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

โทรศัพท์ (02) 912-8866, (083) 009-4999 เว็บไซต์ http://www.banrakpasa.com Facebook/Banrakpasa และ LINE : kaes19999

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แฟรนไชส์โซน

พารนี

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย”

แม้ก่อนหน้าจะมีแบรนด์ฮิตติดตลาดอยู่ก่อนแล้วหลายเจ้า

แต่ “อาโก” ก็ไม่หวั่นไหว เพราะมั่นใจใน “จุดขาย” ของตัวเอง

จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวงการธุรกิจแฟรนไชส์ “กาแฟโบราณ” เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว

ปรากฏได้ผลตอบรับอย่างที่ตั้งใจ ปัจจุบันมีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 สาขาแล้ว

?????

“แถวภาคใต้สมัยก่อน มักเรียกคนขายกาแฟว่า อาโก พอเราจะทำกาแฟโบราณขาย เลยอยากได้ชื่อเรียกที่ฟังเหมือนย้อนยุค จึงใช้ชื่อแบรนด์เป็นอาโก กาแฟโบราณ” คุณนก-เพ็ญพิมล ทองคำ เจ้าของกิจการ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เคยทำงานด้านการตลาดมากว่า 15 ปี จนเริ่มอิ่มตัวและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกจากพนักงานประจำ มาทำอาชีพขายน้ำอัดลมและกาแฟสด อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร

เป็นเจ้าของร้านน้ำถึง 2 บู๊ธ ในตลาดนัดชื่อดัง ทำอยู่ได้เกือบ 7 ปี มีอันต้องพลิกผัน ทั้งๆ ที่ช่วงแรกขายดิบขายดีวันละเป็นพันแก้ว

“ช่วงหลังขายไม่ดีมาตลอด ผลกระทบน่าจะมาจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มีต่อเนื่องมาหลายปี ลูกค้าหายไปเกือบครึ่ง รายรับไม่คุ้มค่าเช่าเลยเซ้งต่อให้คนอื่นไป” คุณนก ย้อนความทรงจำเสียงหม่น

ก่อนเล่า หลังจากนั้นหันมาเปิดสถาบันกวดวิชา เนื่องจากมีอาคารพาณิชย์ของครอบครัว อยู่ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ใช้ชื่อว่า “ติวเตอร์ คลับ” กิจการไปได้ดีและยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้

ระหว่างที่นั่งแท่นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาดังกล่าวนั้น มีกิจการกาแฟโบราณแบรนด์หนึ่งมาจ้างให้ไปช่วยทำการตลาดให้ ทำไปได้ระยะหนึ่งจึงทราบว่าแนวคิดในการทำงานไม่สอดคล้องกัน เลยขอแยกตัวออกมา

คุณนก บอกต่อ พอได้มีโอกาสสัมผัสกับแวดวงกาแฟโบราณ ประกอบกับเคยมีพื้นฐานด้านการทำกาแฟสดมาก่อนสมัยเปิดบู๊ธอยู่ตลาดนัดจตุจักร จึงทำให้ตระหนักว่าการจะนำพาร้านกาแฟสดสักแบรนด์ให้ออกมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันการแข่งขันสูงมาก เจ้าตลาดล้วนเป็นแบรนด์ใหญ่

ฉะนั้น หากอยากจะ “แจ้งเกิด” ร้านกาแฟ คงต้องโฟกัสไปที่ประเภทกาแฟโบราณ น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

รวบรวมความคิดได้ดังนั้น คุณนกจึงเดินหน้าหาจุดต่าง เพื่อนำมาเป็นจุดขายให้กับกิจการของตัวเอง

เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบหลัก ซึ่งก็คือ “ผงกาแฟ” โดยเชิญซัพพลายเออร์เมล็ดกาแฟมาแจ้งความต้องการ อยากได้ผงกาแฟที่มีความเข้มเหมือนกาแฟสด แต่สูตรการชงเป็นแบบกาแฟโบราณ

กระทั่งได้ออกมาเป็นผงกาแฟ 2 สายพันธุ์คือ โรบัสต้าและอาราบิก้า ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถใช้วิธี “ถุงชง” แบบโบราณ ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องชงราคาหลายหมื่น แต่ได้รสชาติเข้มข้นไม่ต่างจากกาแฟสด

คุณนก เล่าให้ฟังต่อ จากการศึกษาข้อมูลและประวัติการทำกาแฟโบราณในสมัยก่อน พบว่า กาแฟในสมัยก่อน ไม่ได้ผสมธัญพืชข้าวโพด ถั่ว งา เหมือนในปัจจุบัน เพียงแต่ในยุคสมัยหนึ่งกาแฟมีราคาแพง จึงมีผู้นำ ข้าวโพด ถั่ว งา ที่คั่วให้มีกลิ่นไหม้มาผสม เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และกลายเป็นที่ยอมรับและนิยมมาถึงทุกวันนี้

“ผงกาแฟโบราณ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมธัญพืช อาจใช้ต้นทุนสูงกว่าชนิดผสมเล็กน้อย แต่คุณภาพดีกว่ามาก เมื่อมาผสมกับผงอาราบิก้าสไตล์กาแฟสด ก่อนผ่านการชงแบบโบราณหรือใช้ถุงชง รสกาแฟของอาโก จึงมีกลิ่นหอมและอร่อยแบบกาแฟสด สามารถขายได้ทั้งลูกค้าที่ชอบดื่มกาแฟโบราณและกาแฟสด” คุณนก ย้ำถึงข้อเด่น

เปิด “อาโก กาแฟโบราณ” ร้านต้นแบบอยู่หน้าตึกติวเตอร์ คลับ ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ได้ไม่นานนัก เจ้าของกิจการจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ในแบบของเธอ ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่นานมีลูกค้าสนใจติดต่อเข้าประเดิม 2-3 ราย จากนั้นจึงมีการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย” คุณนก ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับเงื่อนไขในการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์ เจ้าของกิจการ แจง แบ่งออกเป็น 3 โปรแกรม ประกอบด้วย โปรแกรม 1 ราคา 14,999 บาท เป็นการเรียนสูตร-วัตถุดิบตั้งต้น โปรแกรม 2 ราคา 26,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมขาย และ โปรแกรม 3 ราคา 38,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมรถเข็น

ส่วนราคา 34,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมเคาน์เตอร์ถอดประกอบ

“ก่อนลงทุน ควรถามตัวเองก่อน มีใจแค่ไหน เพราะแต่ละทำเลใช่จะขายดีเหมือนกันหมด ฉะนั้น ต้องอดทน ตั้งใจ และรักการขายจริง ถึงจะอยู่ได้ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟ มั่นใจว่าสู้ได้แน่นอน” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

และว่า เร็วๆ นี้จะพา “อาโก” โกอินเตอร์ ขยับขยายไปขายแฟรนไชส์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

“ทุกวันนี้แม้คู่แข่งเยอะ แต่ขอสู้ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบ ส่วนความตั้งใจหวังจะไปให้ถึงความเป็นพรีเมี่ยมของกาแฟโบราณ ที่มีระบบแฟรนไชส์ถูกต้องตามหลักสากล ชูวัฒนธรรมการชงแบบคนไทย และค้าขายได้อย่างยั่งยืน” คุณนก ฝากทิ้งท้าย

สนใจแฟรนไชส์ อาโก กาแฟโบราณ ผลิตจากกาแฟแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้มแบบโบราณ หอมอร่อยแบบกาแฟสด ติดต่อ คุณนก โทรศัพท์ (086) 793-9099, (02) 583-2608 LINE ID : penpimol99 Facebook/อาโกกาแฟโบราณ และเว็บไซต์ http://www.อาโกกาแฟโบราณ.com

%d bloggers like this: