แตกใบอ่อน

All posts tagged แตกใบอ่อน

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

Published December 12, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378296

x

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว หลายจังหวัดของไทยก้าวสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว และจะหนาวยาวนานเหมือนกับที่เขาพยากรณ์กันไว้หรือไม่ เนื่องด้วยปีนี้น้ำดี ฝนดี จึงคาดการณ์ว่าความหนาวเย็นก็น่าจะดีและยาวนานตามไปด้วย ซึ่งคนเก่าก่อนมักจะพูดว่าถ้าปีไหนหนาวนาน ปีนั้นผลหมากรากไม้จะติดดอกออกผลดี ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (Supply) ถ้าผู้บริโภคมีความต้องการน้อย (Demand) ราคาก็จะถูก แต่ถ้าความต้องการในการบริโภคมีสูงกว่าผลผลิต ราคาผลิตผลทางภาคการเกษตรในปีนั้นก็จะแพง และส่วนใหญ่แล้วอะไรก็ตามที่ถูกผลิตออกมามากๆ ราคามักจะตกต่ำ โดยเฉพาะผลิตผลภาคการเกษตร

แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวและแล้ง ผืนดินรอบโคนต้นและทรงพุ่มแห้ง ได้รับไนโตรเจนน้อยและเปลี่ยนแปลงไปสะสมแป้งและน้ำตาลแทน กระบวนการนี้ถ้าไนโตรเจนน้อยกว่าคาร์บอน พืชก็จะเจริญและพัฒนาไปเป็นตาดอกได้ง่าย เกษตรกรจึงมักนิยมใช้ฮอร์โมนไข่ น้ำตาลทราย ปุ๋ยโมโนโพแทสเซียมไนเตรท ปุ๋ยโพแทสเซียมเข้ามาช่วยกระตุ้นให้พืชออกดอกได้ง่ายขึ้นในช่วงนี้ ความหวานของพืชในช่วงฤดูกาลนี้ ดึงดูดให้กลุ่มแมลงปากดูดเข้ามาสร้างอาณาจักรในเรือกสวนไร่นามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเพลี้ยอ่อน ซึ่งสามารถออกไข่ขยายพันธุ์ได้คราวละ 200-300 ฟอง เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่และเกาะกลุ่มรวมตัวทับซ้อนกันอย่างหนาแน่น เกษตรกรที่ใช้สารเคมีฉีดพ่นแล้วไม่ได้ผลก็มาจากสาเหตุนี้ด้วยเช่นกัน คือยาเคมีทำลายได้แต่ตัวพ่อแม่ที่อยู่ด้านบน แต่ไม่สามารถซึมซาบลงมาฆ่าตัวอ่อนที่อยู่ด้านล่างได้ ยิ่งจ้างคนงานที่ฉีดพ่นสารเคมีด้วยความฉาบฉวย ทำแบบขอไปที เดินเร็วเกินไป ยิ่งทำให้ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

การแก้ปัญหาเรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงเปลี่ยนจากอาวุธธรรมดา มาเป็นอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสามารถแพร่กระจายขยายพันธุ์ส่งผลทำให้เพลี้ยอ่อนนั้นตายแบบยกรังได้เช่นเดียวกัน การใช้จุลินทรีย์บิวเวอร์เรีย ที่มีชื่อการค้าว่า
“คัทออฟ (cut off)” โดยเสริมด้วยตัวทำลายคราบไขมันของเพลี้ยเสียก่อน โดยการใส่สารจับใบ (ชื่อการค้า “ม้อยเจอร์
แพล้นท์)” หรือ “ไบโอฟิล์ม 200” หรือบางคนอาจจะชอบน้ำยาล้างจานก็ได้ (แต่ปัจจุบันสารจับใบคุณภาพดีราคาเหมาะสมก็มีให้เลือกมากมาย) ลงไปเสียก่อน แล้วจึงเติมเชื้อสำเร็จรูป “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” ลงไปในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3–7 วัน สปอร์ของ “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” เมื่อผสมกับสารจับใบจึงมีประสิทธิภาพในการเกาะยึดกับตัวเพลี้ยอ่อนและความชื้นที่ซึมซาบเข้าสปอร์ได้ง่าย จึงทำให้เกิดการเจริญเติบโตงอกเป็นเส้นใยทะลุทะลวงทำลายกลุ่มก้อนของประชากรเพลี้ยอ่อนลงไปได้โดยง่าย โดยคุณสมบัติที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแพร่กระจายได้

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

(ไทยกรีน อะโกร)

แตกใบอ่อน : ‘4 ธ.ค.’ดีเดย์ลด ละ เลิก ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกจริงจัง

Published December 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376856

x

แตกใบอ่อน : ‘4 ธ.ค.’ดีเดย์ลด ละ เลิก ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกจริงจัง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นประเด็นที่เริ่มพูดถึงกันมากอีกครั้ง กับการ “ลด ละ เลิก ใช้ภาชนะ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกทุกประเภท ตีปี๊บลดขยะอย่างจริงจัง” ไม่ให้ไปสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งหน่วยงานภาครัฐกระทรวง ทบวง กรม ต่างออกมาขานรับ วางแนวทางปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดอบรมเรื่อง “การลดและคัดแยกขยะมูลฝอย” ในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นผู้กำหนดตัวชี้วัด ผู้บริหารหน่วยงานระดับกระทรวง และกรม 152 หน่วยงาน และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ตั้งเป้าลดปริมาณขยะมูลฝอยลง 5% ลดถุงพลาสติกหูหิ้วลง 10% ลดแก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งลง 10% และลดโฟมบรรจุอาหารลง 100% ทั้งหมดทั้งมวลจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2562 จึงต้องฝึกอบรม ทำความเข้าใจเพื่อให้ทุกหน่วยงานรับทราบเกณฑ์การประเมินตัวชี้วัดของผู้บริหารกระทรวง กรม และผู้ว่าราชการจังหวัด และรับทราบแนวทางดำเนินงานตามมาตรการลด และคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐ

อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ขึ้นมา เนื่องด้วยหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคราชการเริ่มตื่นตัวทำเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเมื่อนำไปผนวกกับภาคเอกชน ธุรกิจ ภาคประชาสังคมแล้ว หากทุกฝ่ายเดินหน้าจริงจังต่อเนื่อง ปัญหาขยะพลาสติกก็น่าจะทุเลาเบาบางลง ไม่ไปเพิ่มซ้ำเติมปัญหาเดิมที่หมักหมม รอวันจัดการอยู่ให้หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

เมื่อทั้งภาครัฐ เอกชน เริ่มมีแผนเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นแล้ว หันกลับมาดูตัวเองบ้าง เราแต่ละคนเคยประเมินกันบ้างหรือไม่ วันหนึ่งใช้พลาสติกกันมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งใช้มาก ปริมาณขยะในโลกก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ แค่เราใช้หลอดพลาสติก 1 หลอด ต่อวันต่อคน เพียงเท่านี้ ก็จะกลายเป็นขยะกี่หลายพันล้านชิ้นบนโลก ถ้านำมารวมกันคงกองสูงเป็นภูเขาเลากา
น่าสะพรึงไม่น้อย เนื่องจากการทำลาย การย่อยสลายต้องใช้เวลาหลายร้อยปีทีเดียว

ฉะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าจะให้การรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติกได้ผลยั่งยืน โดยเริ่มต้นจาก “ตัวเรา”ก่อน ด้วยการลดปริมาณการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันลงให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ถุง ไม่หลอด พกแก้วน้ำ ช้อนส้อม ขวดน้ำส่วนตัว พร้อมถุงผ้า ใช้ปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหาร เชื่อว่าถ้าทุกคนปรับเปลี่ยนทัศนคติ มุมมองต่อการลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันได้จริงจัง พร้อมกับคัดแยกขยะก่อนทิ้ง…ทุกอย่างก็จะง่าย กลายเป็นความเคยชิน เบื้องแรกยอมรับว่าอาจไม่สะดวกสบาย เพราะต้องพก ต้องหอบต้องหิ้ว อาจดูขัดเขินติดขัด ที่ต้อง
ปฏิเสธรับถุงใส่ของจากร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า แล้วต้องพกถุงผ้าไปใส่ของเอง แต่เมื่อลงมือทำไปนานๆ ก็จะคุ้นชิน เป็นกิจวัตร ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การเลิกใช้พลาสติก เพื่อลดขยะ ลดทำร้ายโลก จะเห็นผลยั่งยืน

ที่ว่ากระแสรณรงค์ปฏิเสธถุง แก้ว
พลาสติก โฟม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แบบเข้มข้น จริงจัง ดังรัวๆขึ้นมาอีก เนื่องจากอีกไม่กี่วันก็จะถึงวัน “สิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม” ซึ่งบรรดาห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านสะดวกซื้อ จะพร้อมใจ “งดใช้ถุงพลาสติก” ทั่วประเทศ โดยประกาศผ่านเฟซบุ๊ค Campaign DEQP 9 โพสต์แคมเปญ “D-DAY 4 ธันวาคม 2561 นี้ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ของดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้ว “พร้อมติดแฮชแทค # ทำความดีด้วยหัวใจ ลดรับ-ลดให้-ลดใช้ถุงพลาสติกที่ตลาดสดแล้ว ที่ห้าง และร้านสะดวกซื้อก็ร่วมรณรงค์ งดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วด้วย

นับว่าเป็นโอกาสที่ดี หากเราแต่ละคน จะฉวยใช้วันสิ่งแวดล้อมไทย เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ แล้วลงมือลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง!!! และทำต่อเนื่องให้เป็นกิจวัตร แค่เริ่มที่ตัวเรา ก็สามารถลดขยะพลาสติกหลากหลายชนิดได้ แม้จะน้อยนิด แต่ถ้าทุกคนคิดและลงมือทำพร้อมๆกันเสียแต่ตอนนี้ เชื่อว่าจะหยุดเพิ่มขยะบนโลกได้ไม่มากก็น้อย

แตกใบอ่อน : ‘หนุนปศุสัตว์จับมือภาคประชาสังคม…แก้หมาแมวจรจัด’

Published December 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375353

x

แตกใบอ่อน : ‘หนุนปศุสัตว์จับมือภาคประชาสังคม…แก้หมาแมวจรจัด’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นข่าวคราวใหญ่โตอีกครั้ง กรณีสุนัขจรจัดรุมกัดเด็กหญิงวัยขวบเศษ เหวอะหวะไปทั้งตัว รวมแล้ว117 แผล เหตุเกิดที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ร้อนถึงกรมปศุสัตว์ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อมูล พร้อมจัดการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลเบื้องต้นพบจุดเกิดเหตุเป็นหมู่บ้านชาวเขามีสุนัขจรจัดอาศํยอยู่ประมาณ 30 ตัว ทางเจ้าหน้าที่จึงประชุมหารือกับนายอำเภอ หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อออกกฎระเบียบ และข้อปฏิบัติในการเลี้ยง-ควบคุมสัตว์มาใช้ในพื้นที่ พร้อมระดมเจ้าหน้าที่จับสุนัขทั้งหมดมาตรวจเฝ้าระวังอาการ 10 วัน ว่าจะมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่

ที่น่าสนใจในวิธีแก้ปัญหากรณีนี้ จากคำให้สัมภาษณ์ของปศุสัตว์จ.เชียงใหม่ ระบุแผนบรรเทาความเดือดร้อนว่า ระยะเร่งด่วน พ่อของเด็กหญิงที่ถูกกัดสละพื้นที่บริเวณบ้านประมาณ 1 ไร่ สร้างกรงล้อมให้เป็นที่อยู่ชั่วคราวของสุนัขเหล่านั้น เพื่อจำกัดพื้นที่ไม่ให้ไปก่อปัญหาซ้ำอีก ขณะที่เจ้าของฟาร์มสุกรใกล้เคียงช่วยสนับสนุนเงินค่าสร้างกรง ด้านปศุสัตว์จังหวัดจะระดมทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่มาจับสุนัขเจาะเลือดส่งตรวจห้องปฏิบัติการดูว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ รวมถึงวางยา ผ่าตัดทำหมัน ตรวจสุขภาพไปเลยทีเดียวก่อนนำไปกัก พักฟื้นในพื้นที่ที่เตรียมไว้ ส่วนระยะยาวก็จะประสานมูลนิธิ องค์กรสงเคราะห์สัตว์ใน จ.เชียงใหม่ส่งต่อสุนัขเหล่านั้นไปดูแล ซึ่งมีหลายแห่งตอบรับมาแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้สุนัขเหล่านั้นไม่ไปไหน ก็เพราะมีคนใจบุญคอยให้อาหาร

เหตุการณ์สุนัขจรจัดกัดเด็ก หรือไล่กัดคนทั่วไป หรือกลับกัน การทำร้ายสัตว์เลี้ยง จะสุนัขหรือแมวก็แล้วแต่ มักจะมีคอมเม้นท์ ข้อเสนอแนะวิธีจัดการแก้ไขปัญหาตามมา ให้เร่งคุมประชากรสุนัขจรจัด ทำหมัน ฉีดวัคซีน ฯลฯ แต่สุดท้ายก็เงียบหายเป็นคลื่นกระทบฝั่งพอเกิดเหตุอีก กระแสสังคมก็กระหึ่ม หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ตื่นตัวลุกขึ้นมาดำเนินการที ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไปอย่างน่าเสียดาย

กรณีเด็กหญิงวัยขวบเศษที่ดอยสะเก็ดที่ตกเป็นเหยื่อคมเขี้ยวรายล่าสุด เราจะน่าใช้เป็นกรณีศึกษาจัดการปัญหาสุนัขจรจัดไม่ให้ก่อปัญหาขึ้นในชุมชนได้โดยที่ไม่ต้องรอกฎหมายหรืองบประมาณจำนวนมากมายจากรัฐบาล อาศัยภาคประชาสังคม โดยความร่วมมือคนในชุมชน จับมือเจ้าหน้าที่รัฐ ชุมชนใครก็รับผิดชอบกันไป แยกกันทำเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ นำมาต่อกันก็จะกลายเป็นภาพใหญ่

ต้องยอมรับ ทุกชุมชนมีปัญหาสุนัขจรจัดแบบที่ดอยสะเก็ด ถ้าเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปนั่งคุยกับคนในพื้นที่ ดึงคนใจดีที่คอยให้อาหารเข้ามาช่วย จับฉีดวัคซีน ทำหมัน ขึ้นทะเบียนแบบบ้านๆ ไม่ต้องมากพิธีรีตอง แค่ให้รู้ว่าชุมชนนี้มีสุนัขจรกี่ตัว ระดมความร่วมมือคนรักสุนัข แมวมาช่วยกันดูแล นอกจากทำวัคซีน ทำหมันแล้ว ยังสามารถควบคุมโรคระบาดในสัตว์ เรียกว่า จัดสวัสดิภาพทั้งคนและสัตว์ในชุมชนให้ถูกสุขลักษณะ เมื่อสุนัขหรือแมวจรจัดได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็จะไม่ออกไปก่อกวนคน ปัญหาทารุณกรรม ทำร้ายสัตว์หรือสุนัขมาไล่กัดคนก็จะลดน้อยลง เรียกว่าอยู่ร่วมกันได้แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ส่วนการจับออกไปจากพื้นที่แห่งหนึ่ง ไปไว้ในอีกแห่งหรือมอบให้องค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับไปดูแล เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่จะกลายเป็นการผลักภาระ เพิ่มปัญหาให้พื้นที่หรือองค์กรที่รับไปดูแลโดยลำพังหรือไม่ สวัสดิภาพทั้งคนรับเลี้ยง และสัตว์ที่ถูกส่งไป ก็น่าจะลดลงไปตามลำดับ

เป็นไปได้หรือไม่ที่กรมปศุสัตว์น่าจะทดลองทำแผนจัดการสุนัขจรจัดในชุมชนขึ้นที่ดอยสะเก็ดดู เพราะจำนวนสุนัขไม่มาก มีชาวบ้านในพื้นที่พร้อมเสียสละสนับสนุน รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นก็เพิ่มความช่วยเหลือด้านวัคซีน ทีมสัตวแพทย์ทำหมัน อาหาร วางแผนบริหารจัดการ สมทบงบสักก้อน ก่อนขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เชื่อว่าได้รับเสียงตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี

ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆว่า การแก้ปัญหาทุกเรื่องต้องมีข้อกฎหมายรองรับ แต่บางประเด็น การทอดเวลารอร่างกฎหมายเฉพาะ ที่อาจต้องใช้เวลา ทำให้ปัญหาบานปลาย จัดการยากขึ้น อย่างเช่นขณะนี้ ที่ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปการจัดการสุนัขหรือแมวจรจัดที่นับวันเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ไม่น่ารอได้อีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเดินหน้าหาช่องทางสกัดปัญหาลุกลามไปกว่านี้ เพราะยังมีกฎหมาย ข้อบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง นำมาใช้ได้

พูดกันมาเยอะแล้ว ลงมือทำกันสักทีเถอะถ้าไม่ตีเหล็กตอนร้อน แล้วจะขึ้นรูปมีด รูปดาบได้สำเร็จเมื่อใด

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก…ที่ไม่เล็ก

Published November 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373840

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก...ที่ไม่เล็ก

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก…ที่ไม่เล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องยอมรับกันว่า “ปัญหาขยะ” ล้นโลก มีการหยิบยกมาพูดถึงกันมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่ามมา หลายภาคส่วนหลายองค์กรในประเทศต่างๆเริ่มตระหนักผลกระทบจากการใช้พลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันถือว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้ว พร้อมประกาศนโยบาย ลด ละ เลิกใช้พลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุง โฟม ภาชนะใส่อาหาร หลอด ฯลฯ อย่างจริงจัง ที่พูดถึงกันมากก็จะเป็นถุง ช้อน ส้อม แก้วน้ำชากาแฟ ถ้วยจานชามที่ใช้แล้วทิ้ง จากการใช้ในชีวิตประจำวันเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้โลกแบบทวีคูณ ก่อวิกฤติให้ระบบนิเวศของทะเล

ที่น่าสนใจ เริ่มมีหลายธุรกิจเกี่ยวกับการบริการ อาหาร คมนาคม แบรนด์ดังระดับโลก ประกาศเลิกใช้ “หลอด” พลาสติกอีกชนิดที่สร้างมลพิษให้โลก อย่างที่หลายคนไม่ทันคิด เพราะอายุการใช้งานสั้น ก่อนจะกลายสภาพเป็นขยะจำนวนมหาศาล การทำลายย่อยสลายยาก ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี

จากข้อมูลวิชาการของหลายหน่วยงาน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 โดยมีขยะในทะเลมากกว่า 11.4 ล้านตัน 80% มาจากขยะบนบก ส่วนข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ขยะที่พบในทะเลกว่าครึ่งเป็นขยะพลาสติก ในจำนวนนี้ อันดับหนึ่ง เป็นถุงพลาสติก 19%  อันดับสอง เป็น หลอด 15%

ขณะเดียวกัน มีรายงานของ Ocean Conservancy สรุปข้อมูลปริมาณขยะตามชายหาดเมื่อปี 2016 จาก112 ประเทศทั่วโลก พบว่าขยะประเภทหลอดพลาสติกมีมากเป็นอันดับ 7 คิดเป็นจำนวนถึง 409,087 ชิ้น จากข้อมูลต่างๆ ทำให้เห็นชัดว่า “หลอดพลาสติก” ชิ้นเล็กๆ มีจำนวนใกล้เคียงถุงพลาสติกเลยทีเดียว ดังนั้น ถึงเวลาที่เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการลด ละ เลิกใช้หลอดพลาสติกแล้วหรือยัง

หลายคนเห็นตัวเลขคงไม่อยากเชื่อว่า หลอดที่เราแต่ละคนใช้จะมากมายขนาดนี้  แต่ถ้าคิดง่ายๆแค่คน 1 คนใช้หลอดคนละ 1 ชิ้น ก็จะกลายเป็นขยะแล้ววันละ 65 ล้านชิ้นต่อวันหรือ  24,000 ชิ้นต่อปี  หรือเฉพาะสหรัฐฯประเทศเดียว ประชากรใช้หลอดมากถึง 500 ล้านหลอดต่อวันแล้ว

ฉะนั้น น่าถึงเวลาของการลด ละ เลิกใช้หลอดพลาสติกอย่างจริงจัง เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด มุมมองในการใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบาย ด้วยการปฏิเสธการใช้ที่ไม่จำเป็น หรือหันไปใช้หลอดที่ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลอดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ประเภทหลอดโลหะ หลอดแก้ว หลอดไม้ไผ่ หรือหลอดจากก้านไรน์

ความเป็นไปได้ของการเลิกใช้หลอด จะเกิดผลยั่งยืน นอกจากทุกคนเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองแนวคิดของตัวเอง เพราะการบริโภคเครื่องดื่มบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้  อีกด้านร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มก็ต้องตื่นตัวจับมือกันเลิกให้บริการหลอดพลาสติก ผ่านแคมเปญรณรงค์ หยุดใช้หลอด เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก ลดสร้างมลภาวะให้โลกและทะเล  แล้วหันมาใช้หลอดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม จากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ด้วยการลดใช้พลาสติก หรือใช้ให้น้อยที่สุด นอกจากถุงใส่ของ ถ้วยจานชามช้อนส้อมแล้ว ต้องรวมถึงหลอดด้วย

คราวหน้า ถ้าไปร้านกาแฟ นอกจากนำแก้วไปเองแล้ว อย่าลืมบอกเจ้าของร้านด้วยว่า หลอดไม่ต้องแล้ว

แตกใบอ่อน : ‘ปัญหาหมา-แมวจรจัด’กฎหมายอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่

Published November 4, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372432

x

แตกใบอ่อน : ‘ปัญหาหมา-แมวจรจัด’กฎหมายอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสียงคัดค้านอื้ออึงกระหึ่มเมือง หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอปรับปรุงแก้ไข โดยเพิ่มบทบัญญัติที่กำหนดให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องนำสัตว์ไปขึ้นทะเบียนในท้องที่ โดยมีค่าใช้จ่ายตัวละ 450 บาท พร้อมกำหนดโทษถ้าเจ้าของไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นของรัฐ มีอำนาจเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 25,000 บาท นำร่องที่ “สุนัข” และ “แมว” ก่อนขยายไปสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น

แม้ภาครัฐจะชี้แจงเป้าประสงค์ของกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ ป้องกันการทารุณกรรม และส่งเสริมให้จัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยเพิ่มความรับผิดชอบของเจ้าของสัตว์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่กระแสไม่เห็นด้วยก็ยังหนาหู

คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการ เจตนารมณ์กฎหมาย เพียงแต่ติดใจเรื่องค่าใช้จ่ายขึ้นทะเบียนแพงไปหรือไม่ เป็นการผลักภาระให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนเลี้ยงด้วยใจเมตตา ได้ยินก็สะดุ้งเป็นแถว เพราะต่างคนต่างก็มีอยู่ในความดูแลมากกว่า 1 และเกิน 10 ตัวกันทั้งนั้น

จากผลสำรวจของนิด้าโพลล่าสุดในประเด็นนี้ เกินครึ่งบอกว่า แพงไป แก้ไม่ถูกจุด สร้างภาระให้คนรักสัตว์ด้วยใจ พร้อมมีข้อเสนอแนะว่า ควรเปิดขึ้นทะเบียนฟรี หรือคิดไม่เกินตัวละ 100 บาทก็พอ พร้อมๆ กับรัฐบาล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าการฉีดวัคซีน ทำหมันฟรีทั้งประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าในทางปฏิบัติปัจจุบัน การดำเนินการยังไม่ได้ผลเต็มที่เท่าที่ควร

ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะเอาอย่างไรกับร่างพ.ร.บ.ป้องกันทารุณสัตว์ฯ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา กับกระทรวงเกษตรฯพิจารณาทบทวน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่ง บนหลักการที่ว่า ต้องไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน ระหว่างช่วงเวลาที่มีข้อถกเถียงกันกว้างขวาง รัฐบาลควรฉวยจังหวะตีเหล็กตอนร้อน ยกเรื่อง “หมา-แมว” จรจัด เป็นวาระแห่งชาติ อะไรทำได้ก่อนก็เดินหน้าไป อย่ารอเพียงตัวบทกฎหมายฉบับนี้ จะดีหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องฉีดวัคซีน ทำหมันฟรีทั่วประเทศให้ครบถ้วนจริงๆ จะตั้งหน่วยงานกลางเฉพาะกิจ มารับผิดชอบลุยไปเลย ไม่อยากให้พูดๆ กันไป แล้วก็หายไปกับสายลม

อีกประเด็นที่อยากเสนอแนะให้รัฐบาลเข้าไปดูแลบ้าง ตั้งแต่ตอนนี้คือ “กลุ่มคนเลี้ยงเพราะเมตตาธรรม” อย่างบ้านป้าๆ ลุงๆ พี่ๆ หลวงพ่อทั้งหลาย ส่วนหนึ่งสงสารเก็บมาเลี้ยง ดูแล รักษาอาการป่วย บ้างมีคนนำมาทิ้งภาระให้ แต่ละบ้านแต่ละคน มีหมาแมวจรคนละหลายร้อยตัว รัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระพวกเขาในเบื้องต้นตอนนี้ได้อย่างไร

เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าไปจัดการ ยกระดับตั้งเป็น “ศูนย์ดูแลสัตว์จรจัด” ส่งเจ้าหน้าที่ไปวางระบบ จัดสวัสดิภาพสัตว์ที่มีอยู่ จัดงบอาหาร ฉีดวัคซีน ทำหมัน แล้วให้ลุงๆ ป้าๆ หลวงพ่อ ดูแลต่อไปภายใต้การประคับประคองของรัฐ ก่อนขยายผลไปช่วยกลุ่มคนเลี้ยงหมาแมวจรแบบคอยให้ข้าวให้น้ำในชุมชนทำนองเดียวกัน แล้วใช้ความคุ้นเคย ความรักความเมตตาของคนกลุ่มนี้ ช่วยจับทำวัคซีน ทำหมัน ก็จะคุมประชากรสัตว์จรจัดในพื้นที่แต่ละโซนได้อยู่หมัด ต่อไปพี่ป้าน้าอา หลวงพ่อก็จะกลายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยรัฐแก้ปัญหาสัตว์จรจัดได้อย่างดี

ไม่ปฏิเสธว่า “ปัญหาหมาแมวจรจัด” ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่หากขาด “ความเข้าใจ” เข้าถึงปัญหาด้วยใจ กระแสอาจตีกลับ “อาชญากรรม” อาจแก้ไขได้ด้วยการลงทัณฑ์ แต่หมาแมวจรจัด อาจต้องใช้ “เมตตาธรรม” เข้ามาจัดการด้วย ถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด

แตกใบอ่อน : รำลึกศาสตร์พระราชา น้อมปฏิบัติขับเคลื่อนเกษตรไทย

Published November 4, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370899

x

แตกใบอ่อน : รำลึกศาสตร์พระราชา น้อมปฏิบัติขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดือนตุลาฯ เวียนมาบรรจบครบอีกครา อดย้อนรำลึกถึงศาสตร์พระราชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของพวกเรามิได้ นึกถึงคราใดก็ปลาบปลื้ม ปริ่มล้นในใจทุกครั้งกับศาสตร์วิชาความรู้ต่างๆ มากมาย เพื่อให้ลูกหลานไทยได้นำไปใช้พัฒนาประเทศและหล่อเลี้ยงชีพทุกชนชั้นให้มีความ “กินดี อยู่ดี” โดยเฉพาะศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง ดิน น้ำ อากาศ ฝนเทียม การเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางคำสอนที่ทรงคุณค่า

คำสอนของพระองค์ท่านที่เปรียบดังเพชรและทองคำเหล่านี้ ยังคงมีบางคนหรือบางหน่วยงานที่ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าไม่ถึง พยายามที่จะบิดเบือน ปิดกั้น ย้อนแย้ง กลบเกลื่อน ทำให้ดูเป็นเรื่องล้าหลัง เนื่องด้วยไม่อยากใส่ใจ หรือไม่ก็ไม่ยอมศึกษาให้ลุ่มลึกเข้าถึง “จิตใจ” จึงไม่ยอมปฏิบัติตามให้สมกับที่เคยมีพระราชดำรัสสอนสั่งไว้ว่า…เมื่อจะกระทำการใดๆ ต้องทำแบบ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะนโยบายเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ ของภาครัฐที่ดูเหมือนจะให้การสนับสนุน แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มที่ยังคงพยายามนำเข้าสารพิษเข้ามาเพียงเพราะความแก่ได้ จนทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในบ้านเมือง รวมถึงสุขภาพของคนไทยเอง

จึงเป็นเรื่องเศร้าที่ประเทศไทยยังจมปลักอยู่กับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าเป็นเรื่องของ “ดิน” ที่อาบเจือไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าหนอน โรค แมลงศัตรูพืช แม้กระทั่งหญ้าต่อไปก็จะอาจไม่ขึ้นไม่โต พืชไร่ไม้ผลต่างๆ ก็จะแคระแกร็น จะเพาะปลูกอะไรก็ต้องคอยอาศัยแต่ปุ๋ยยาฮอร์โมนจากบริษัทห้างร้านอยู่ร่ำไป “น้ำ” ตามห้วย หนอง คลอง บึง จะดื่ม ใช้ อาบก็ไม่ได้ น้ำดิบที่นำมาผลิตประปาก็ปนเปื้อน ผลกระทบในปัจจุบันที่แม้แต่ “น้ำนมแม่” ยังมีสารพิษตกค้างไปสู่ลูก ผู้คนเป็นมะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ เกิดโรคเนื้อเน่า ที่มีสาเหตุจากการสัมผัสอุปโภคบริโภคน้ำในลำน้ำ นาข้าว หรืออ่างเก็บน้ำเป็นเวลานาน หลายรายมีบาดแผลในบริเวณแขน ขา จากการทำงาน และไปล้างตัวในแหล่งน้ำที่รองรับสารเคมีทางการเกษตร (ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

อย่างไรก็ตาม จากอดีตถึงปัจจุบันยามใดที่สยามประเทศต้องประสบกับวิกฤต มักจะมีวีรบุรุษ วีรสตรีลุกขึ้นมาปกป้อง ดั่งภาษิตที่ว่า “อยุธยา ยังไม่สิ้นคนดี”เช่นเดียวกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เรายังมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือลูกศิษย์ของท่านจะเรียกว่า “อาจารย์ยักษ์” ผู้ที่กำลังต่อสู้ฝ่าฟันกับมรสุมในเรื่องการระงับยับยั้งวัตถุอันตรายทางการเกษตร เพื่อมิให้มีการนำเข้ามาในประเทศ และเป็นผู้ประกาศท้าชนกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำเข้าสารเคมีอันตราย โดยให้รัฐบาลและเกษตรกรทั่วประเทศจะต้องหยุดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทันที ไม่ว่าจะเป็น “คลอร์ไพรีควอท” สารเคมีกำจัดโรคศัตรูพืชที่มีพิษรุนแรงและยาฆ่าหญ้ากลุ่ม “ไกลโฟเสต” และ “พาราคว็อท” ที่หลายประเทศเลิกใช้ไปตั้งนานแล้ว จนเกิดกระแสข่าวต่างๆ นานา ว่าอาจจะทำให้ท่านต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันเลยทีเดียว และในประวัติศาสตร์การเมืองเท่าที่สังเกตมักจะมีข่าวลือเกิดขึ้นก่อนเสมอ ประดุจว่าเป็นการโยนหินถามทาง หลังจากนั้นข่าวจริงก็จะตามมา หวังว่าประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยกับท่านอาจารย์ยักษ์อีกครั้ง

ในฐานะที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษเป็นองค์กรที่อยากให้สารพิษหมดไปจากประเทศไทยขอเป็นกำลังใจส่งไปให้อาจารย์ยักษ์สามารถฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ และผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าท่านเป็นชายชาตินักรบที่มีความกล้าหาญ กล้าท้าชนต่อสู้กับอำนาจและอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า เพื่อดำรงไว้ซึ่ง “ศาสตร์ของพระราชา” และเชื่อว่าจะมีประชาชนคนของพระราชาอีกหลายกลุ่มหลายองค์กร ที่พร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือ และขอให้พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลก่อน เปรียบเสมือน “ดาบอาญาสิทธิ์” คอยปกป้องคุ้มครองให้อาจารย์ยักษ์ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชนคนไทยให้อยู่รอดปลอดภัย ท้ายนี้ขอน้อมนำพระบรมราโชวาท มาเผยแพร่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทยทุกท่าน

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (ไทยกรีน อะโกร)

แตกใบอ่อน : ‘ลด ละ เลิก ถุงพลาสติกพ่วงหลอด’

Published October 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369429

x

แตกใบอ่อน : ‘ลด ละ เลิก ถุงพลาสติกพ่วงหลอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดีเดย์กันไปแล้ว เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมากับโครงการลดใช้ถุงพลาสติกในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยให้ผู้ป่วยนำถุงผ้ามาเอง ใส่ยากลับบ้าน บังเอิญมีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เห็นชาวบ้านที่มาหาหมอ ก็ดูจะงงๆ บ้าง เภสัชกร ที่จัดแจกยาต้องอธิบายคลายข้อสงสัยบางแห่งอาจจัดเตรียมถุงผ้าสำรอง จากการที่คนทั่วไปบริจาคมาใส่ยากลับไปให้แทน และกำชับต่อไปให้นำมาด้วยทุกครั้ง ซึ่งก็พอเข้าใจได้ การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ปฏิบัติมานาน ต้องให้เวลาปรับตัว เพียงต้องผลักดันจริงจัง ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก เป็นกระแสที่จุดติดแน่นอน เพราะระยะหลัง เห็นหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน ตอบรับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น แบบว่า ใครลด ละ เลิกใช้พลาสติกได้ด้วยวิธีไหนก็ทำกันไป เช่นเดียวกับคนทั่วไป มีการเปลี่ยนพฤติกรรมลดใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกมีให้เห็นมากขึ้น อย่างการนำแก้วไปซื้อกาแฟ หรือพกขวดน้ำประจำตัว รวมถึงการใช้กล่องบรรจุอาหารแทนซื้อใส่ถุงพลาสติกกลับบ้าน

การเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในสังคมกันบ้างแล้ว ถือเป็นนิมิตหมายอันดี จะเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อทัศนคติการรับรู้ของคนในสังคมเริ่มตอบรับแนวทางลดโลกร้อน ลดขยะพลาสติก รัฐบาลควรฉวยจังหวะนี้ขยายผล จากถุง ถ้วยชามพลาสติก ไปเป็นเครื่องใช้อื่นในชีวิตประจำวัน ซึ่งที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อย่าง “หลอดดูดน้ำ” ซึ่งหลายคนคงไม่ทราบ หลอดชิ้นเล็กๆ เป็นขยะตกค้างที่เกิดขึ้นเร็วมาก กระจัดกระจายไปสร้างปัญหาได้ไกล ใช้เวลาย่อยสลายเป็นร้อยปีเหมือนกัน เพราะคนคนหนึ่งใช้หลอดเพียงแค่ 5-10 นาทีก็ทิ้งแล้ว

จากข้อมูลมูลนิธิโลกสีเขียว ระบุ ไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด ที่น่าสนใจคือ เป็นขยะจากหลอดพลาสติก และสถิติยังพบจำนวนหลอดพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นขยะลงทะเล อยู่ที่ 513 ล้านตัน จาก 20 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานการจำแนกขยะในทะเลไทย ซึ่งน่าตกใจคือ หลอดพลาสติกถูกพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากขยะถุงพลาสติก ดังนั้น น่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆอีกครั้ง ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับขยะพลาสติกประเภทอื่น เพราะใครจะคิดว่าแค่หลอดดูดน้ำชิ้นเดียว ต่างคนต่างทิ้ง กลับมาสร้างปัญหายิ่งใหญ่ให้ทุกคนบนโลกดังนั้น หากเราแต่ละคนตระหนักจุดนี้ ลด เลิกใช้หลอด หันมาดื่มน้ำโดยตรงจากแก้ว ก็สามารถช่วยลดปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่มูลนิธิโลกสีเขียวเผยแพร่ต่อสาธารณะ ชี้ว่า หากต้องการลดปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกเราแต่ละคนแค่ลดใช้พลาสติก 6 อย่างชนิดบอกลากันไปได้เลยก็จะดี เริ่มจาก“ซ้อมพลาสติก” ที่ใช้แค่แป๊บเดียวเหมือนหลอดแล้วก็ทิ้ง เพียงแค่หันมาพกช้อน-ส้อม น่าจะช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง

ลำดับถัดมา “ขวดน้ำพลาสติก” สัดส่วนก่อให้เกิดขยะมากถึง 90% แถมฝาพลาสติกชิ้นเล็ก กลับกลายเป็นขยะกองมหึมาได้อย่างคาดไม่ถึง แค่พกกระติกหรือขวดน้ำพกพาจะดีกว่า ตามมาด้วย
“แก้วพลาสติก” ที่ย่อยสลายยากมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นน้ำแก้วเก็บความร้อนความเย็นสักใบติดตัว น่าจะลดขยะประเภทนี้ได้โข

ถัดมา เป็น “ถุงพลาสติก” หรือถุงก๊อบแก็บ พระเอกนางเอกของปัญหา เพราะทุกการจับจ่ายใช้สอยต้องมีเจ้าถุงหิ้วถูกทิ้งหลุดรอดไปอุดตันท่อน้ำ ปะปนบนดิน แม่น้ำ ทะเล สร้างความสูญเสียปรากฏเป็นข่าวบ่อยที่สุด …สุดท้ายคือ “ภาชนะบรรจุอาหาร” จากไลฟ์สไตล์คนทุกวันนี้ที่เปลี่ยนไป อาหารสารพัดเมนู แค่โทรสั่งก็เสิร์ฟถึงที่ ทำเอากล่องโฟม ถาดใส่อาหารเกลื่อนโลกในพริบตาเหมือนกัน แต่ถ้าลองหันมาใช้ปิ่นโต กล่องใส่อาหารหรือพลาสติกย่อยสลายได้ แทนใส่ถุงพลาสติกกลับบ้านน่าจะเป็นอีกทางลดภาระโลก

การมีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิต น่าจะช่วยโครงการรณรงค์ลดใช้พลาสติกเดินหน้าต่อไปได้และเกิดผลยั่งยืน ช่วงนี้การปลุกกระแสลดใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีเสียงตอบรับ เลยอยากให้พ่วงกรลด ละ เลิกใช้ “หลอด” ไปด้วย เพราะเป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่คนยังไม่ค่อยได้พูดถึง แต่ก่อมลพิษไม่แพ้พลาสติกชิ้นใหญ่ ฉะนั้น ใครเข้าร้านค้าร้านสะดวกซื้อครั้งต่อไป นอกจากปฏิเสธไม่รับถุงแล้ว ช่วยพ่วงหลอดไปอีกสักชิ้นก็จะดีต่ออนาคตโลก

แตกใบอ่อน : ‘3ปัจจัยลดเสี่ยงดินโคลนถล่ม’

Published October 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368023

x

แตกใบอ่อน : ‘3ปัจจัยลดเสี่ยงดินโคลนถล่ม’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากภาวะฝนตกหนักทั่วทุกภาคของประเทศ ช่วงฤดูฝนทุกปี นอกจากทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก สร้างปัญหาให้ชาวบ้านทุกหย่อมหญ้า “ดินโคลนถล่ม” ก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ที่มีพื้นที่ภูเขา เทือกเขาสูงมากมาย ประกอบกับ เป็นบริเวณซึ่งมักมีฝนตกชุกหนาแน่น ที่ผ่านมา มักมีข่าวดินสไลด์ปิดเส้นทาง  โคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน ปรากฏให้เห็นตามสื่อเป็นประจำ ทั้งที่โชคดีไม่มีการสูญเสียชีวิต แค่บ้านเรือนพังราบเป็นหน้ากลอง แต่บางครั้งเกิดเหตุเศร้าใจมีคนเจ็บ ตาย

ซึ่งปัญหาดังกล่าวใช่จะป้องกันหรือแก้ไขไม่ได้ซะทีเดียว เพราะมีแนวทาง ข้อมูลวิชาการของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนที่สันทัดกรณีอยู่มากมาย ถ้านำมาปรับใช้ก็จะลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

หนึ่งในนั้น มีข้อแนะนำน่าสนใจจาก “สภาวิศวกร”ในการรับมือดินถล่ม ภูเขาทรุดพังทลาย อย่างไรให้ปลอดภัย  ที่คนทั่วไปนำไปใช้ได้ เริ่มจากพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่ทำเลปลูกสร้างบ้านที่อยู่อาศัย หากเป็นที่ราบเชิงเขา แนวโน้มเป็นไปได้ว่า ภูเขาที่เป็นดิน หิน ทรายนานไปย่อมผุพัง เมื่อเจอน้ำฝนมาก ดินอุ้มน้ำไม่ไหวก็ไหลตกลงมาตามทางราบ พร้อมพัดพาดินโคลน เศษหิน ทราย ท่อนไม้ กิ่งไม้มาด้วย  กรณีภูเขาบริเวณนั้นลาดชันสูงกว่า 30 องศาขึ้นไป ยิ่งชัดว่าเป็นจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องดูปริมาณน้ำฝนวันต่อวัน โดยติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากเกิน 100 มิลลิเมตรขึ้นไป ก็ควรระวัง

สามปัจจัยป้องกันรับมือ แสดงให้เห็นว่าดินถล่มเป็นภัยธรรมชาติที่ป้องกันและรับมือได้ โดยการเตือนภัยล่วงหน้า จะด้วยเครื่องมือวัดปริมาณฝน ประกาศเตือนกรมอุตุฯ การจัดเวรยามเฝ้าระวังของคนในพื้นที่ เรียกว่า ต้องใช้ทั้งคน เครื่องมือร่วมกัน  ถ้าทำได้ทั้งสามปัจจัยก็ช่วยลดความเสี่ยงสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้จากเหตุดินโคลนถล่มได้ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุด ตามหลักของสภาวิศวกรคือ เลี่ยงก็อย่าไปอยู่ใกล้ แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างปลอดภัย โดยยึดสามปัจจัยลดอันตราย

เลขาธิการ สภาวิศวกร ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ดินโคลนถล่ม ยังเกิดจากมนุษย์ทำขึ้นเช่นกัน คือ จากการตัดไม้ทำลายป่า เมื่อไม่มีต้นไม้ยึดโยงดินไว้ จนดินอุ้มน้ำฝนมากก็พังทลายลงมา ดังนั้น ถ้าคนในชุมชนร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกป่าเพิ่มได้ ก็จะลดภัยพิบัติดินถล่มได้อีกทาง

ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่า บ้านเราตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ สามารถขอข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี หรือศูนย์เรียนรู้แผ่นดินถล่ม ซึ่งแผนที่เสี่ยงแผ่นดินถล่ม จะจัดระดับความเสี่ยงมากน้อย โดยแบ่งเป็นสี แดง  เหลือง เขียว  เมื่อรู้ว่าเรามีความเสี่ยงระดับไหน ก็ต้องพึงระวัง ปฏิบัติการตามปัจจัยลดความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือหาทางหนีทีไล่

แนวทางป้องกันลดความเสี่ยงอีกด้าน ที่หน่วยงานรัฐโดยกรมโยธาและผังเมืองพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาคือ การออกกฎหมาย เป็นกฎกระทรวง เรื่องการสร้างอาคารที่พักติดเชิงเขา บังคับให้มีระยะร่น ระยะห่างจากเชิงเขา ภูเขา หรือที่ลาดชันพอสมควร ซึ่งจะทำให้ประชาชนรู้ระยะปลอดภัยในการอาศัยบนพื้นที่เสี่ยง

จากข้อมูลทั้งหมด พอยืนยันได้ว่าเหตุดินโคลนถล่ม ทั้งจากธรรมชาติ หรือฝีมือมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ป้องกันก่อนแก้ไขได้ทั้งสิ้น เพียงแต่หน่วยงานรัฐสร้างแนวร่วมกับคนในพื้นที่ ตั้งแต่ให้ความรู้ วางแผนรับมือ กระทั่งช่วยเหลือกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุ เพราะในอนาคต สภาพอากาศที่แปรปรวนหนัก ภัยธรรมชาติ ฝนตกหนักน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่มจะมีแนวโน้มเกิดมากขึ้น ไม่เพียงประเทศไทยแต่ทั่วโลกก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน

เมื่อทุกฝ่ายตระหนักรับทราบสถานการณ์เช่นนี้แล้ว อาจต้องระดมความร่วมมือความคิดกันอย่างจริงจัง ต้นเหตุจากธรรมชาติ อาจเกินควบคุม แต่หากเกิดจากฝีมือมนุษย์น่าจะแก้ไขได้ เพียงแค่ลด ละเลิก ตัดไม้ทำลายป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้เพิ่ม ยึดโยงเหนี่ยวดิน ก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาดินโคลนถล่มลงได้บ้าง

แตกใบอ่อน : ‘จากเกาะเต่าถึงอุทยานฯ’

Published October 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366496

x

แตกใบอ่อน : ‘จากเกาะเต่าถึงอุทยานฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันก่อนได้ยินได้ฟังข่าวคราวความพยายามรักษ์โลก ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กับปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านหลายพันครัวเรือนจับมือประกาศสัญญาประชาคม “งดและลดขยะพลาสติก” ในพื้นที่ หันไปใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างใบไม้ใบหญ้า แทนถ้วยชาม ก้าน กิ่งไม้ แทนหลอด กระบอกไม้ไผ่แทนแก้ว หรือนำมาดัดแปลงเป็นช้อนเป็นส้อม ทัพพีตักอาหารก็ว่ากันไป ควบคู่ไปกับการใช้พลาสติกย่อยสลายได้ ซึ่งผลิตจากมันสำปะหลัง ชานอ้อย หากไม่ใช่ก็เป็นวัสดุที่นำมาใช้ซ้ำได้

สำหรับเกาะเต่า ใครก็รู้จักกันดีว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้านความงดงาม ได้รับเสียงชื่นชมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาดำน้ำมากมายในแต่ละปี “ขยะ” จึงเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นของเรื่องที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านกับภาคธุรกิจในพื้นที่ตื่นตัวจับมือรณรงค์ประเด็นนี้กันเอง โดยที่ภาครัฐไม่ได้เข้าไปเป็นผู้ริเริ่ม นอกเหนือจากการลด-งดใช้พลาสติกแล้ว ยังขยายผลไปถึงการคิดผลิตแชมพูอาบน้ำ สระผม น้ำยาล้างจานปราศจากสารเคมีมาใช้เอง พร้อมๆ กับส่งเสริมให้ใช้กระติกน้ำส่วนตัว พกพาไปทุกที่ โดยจัดจุดเติมน้ำฟรีให้ จะได้ไม่ต้องซื้อน้ำดื่มแล้วทิ้งขาดพลาสติกให้สิ้นเปลือง

ประเด็นของเกาะเต่า ทำให้อดนึกไปถึงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งคนไทยและเทศนิยมไปเที่ยวกันมากเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงนี้กำลังจะเข้าหน้าหนาวแล้ว เทศกาลท้าลมเย็นยะเยือก ชมทะเลหมอกกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า เลยอยากจะให้มีการณรงค์ลดขยะในอุทยานฯทุกแห่งแบบเข้มข้น เข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินโครงการ “ทำดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยการลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว งดใช้โฟมบรรจุอาหารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั้ง 154 แห่งทั่วประเทศ นอกเหนือจากลดขยะแล้ว ยังลดน้ำเสีย มลพิษในอุทยานฯ ซึ่งส่งผลกระทบไม่เพียงสภาพอากาศ ยังรวมถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างที่เป็นข่าวบ่อยครั้ง

แนวคิดเข้าร่วมโครงการ ทางกรมอุทยานฯจะรณรงค์เรื่องการใช้น้อย นำมาใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมกับลดการนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เข้ามาในอุทยานฯ ไม่เพียงถุงหิ้วพลาสติก กล่องอาหาร แม้แต่ขวดน้ำ หลอด จนถึงช้อน ส้อมพลาสติกก็ตั้งเป้าให้ลด ละเลิกนำเข้ามา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังขยายผล โดยนำหลักการจัดการขยะแบบเหลือศูนย์ มาประยุกต์ใช้จัดการขยะในอุทยานฯ เพื่อการกำจัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ทิ้งมลพิษ รวมถึงวางแผนสำรอง อำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ทราบหรือไม่สะดวก โดยมีบริการให้ยืมถุงผ้า บรรจุภัณฑ์อื่นไว้ให้ ตามด้วยกิจกรรมรณรงค์นำขยะคืนถิ่น เก็บขยะที่ทิ้งไว้ออกมาทิ้งข้างนอก

จากข้อมูลของกรมอุทยานฯหวังให้โครงการ กิจกรรมต่างๆ ปลุกกระแสลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ได้อย่างน้อย 3 ล้านใบ/ชิ้น และถ้าเป็นไปได้ อยากให้ลดปริมาณขยะให้ได้มากที่สุดจนแทบเป็นศูนย์

ปลายฝนต้นหนาวใกล้เข้ามา เหนือ-อีสาน ฝนน้อย อุณหภูมิเริ่มลด อย่างดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน และอีกหลายแห่งอุณหภูมิเหลือแค่ 6 องศาเซลเซียส ฤดูกาลเที่ยวชมสัมผัสอากาศเย็นใกล้เข้ามา จึงอยากสะกิดให้ใครหลายคนที่วางแผนท้าลมหนาวเข้าร่วมโครงการลด งดใช้พลาสติก นำขยะกลับออกมาทิ้งข้างนอกด้วย เพราะการท่องเที่ยวไม่เพียงแค่เก็บเกี่ยวความสนุกสนาม ผ่อนคลาย แต่ขอใส่ใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยน่าจะดี เพราะปีต่อๆ ไป จะได้มีที่เที่ยวสวยๆ บรรยากาศสะอาด สดชื่นให้เราสัมผัสได้อีก

แตกใบอ่อน : ส่องภาคเกษตรเวียดนาม แล้วย้อนมองไทย

Published October 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/365100

x

แตกใบอ่อน : ส่องภาคเกษตรเวียดนาม แล้วย้อนมองไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอาชีพโดยเฉพาะภาคเกษตรไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญจะอยู่กับเราไปได้อีกกี่ปี ถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วสิ่งหนึ่งที่ได้เปรียบไทยมากคือ มีประชากรที่เต็มไปด้วยหนุ่มสาวซึ่งเป็นวัยแรงงานที่แข็งแรง นอกจากนี้ความเจริญในด้านอื่นๆ ของเวียดนามที่มีทั้งรถไฟฟ้าลอยฟ้า (Sky Train) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (Sub Way) ที่กำลังก่อสร้างกันอย่างขยันขันแข็ง รวมถึงสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนก็กำลังสร้างใกล้จะสำเร็จแล้ว และก็อีกไม่นาน “การเจริญเติบโตของประเทศไทยเรา อาจจะถูกทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่นจากเวียดนาม”

เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสได้รับเชิญให้ไปศึกษาดูงานจากบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ซึ่งมียอดขายประมาณพันกว่าล้านบาท และติดอันดับต้นๆ ของประเทศ พร้อมกับเดินทางไปชมสวนส้มต่างจังหวัด ห่างจากเมืองฮานอยประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งมีการบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี ทำในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ และเป็นที่นิยมไปอย่างแพร่หลาย เหมือนในประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาจะปลูกค่อนข้างชิดกันไปหน่อย แต่ฟอร์มของต้น การตั้งลำแข้งของลำต้นและทรงพุ่มทำได้ค่อนข้างดี ไม่มีกิ่งฉีกแขนงจากพื้นดินขึ้นมา การดูแลบำรุงดินก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และควบคุมรสชาติอย่างเข้าอกเข้าใจ จากระยะเวลาเพียง 2 วัน ที่ทีมงานของบริษัทฯ ได้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจภาคเกษตรให้ฟัง ทำให้ได้ซึมซับแนวคิดของคนเวียดนามพอสมควร ว่าทำไมเวียดนามจึงส่งออกข้าวแข่งกับไทยได้อย่างสูสี และบางปีก็แซงเป็นแชมป์ส่งออกข้าวเหนือไทยเราได้อย่างง่ายดาย น่าห่วงเหมือนกันว่าทั้งส้ม ลำไย ทุเรียน ถ้าเวียดนามสามารถพัฒนาได้ดีกว่าไทย เราอาจจะเสียโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศจีนก็เป็นได้ เนื่องจากเวียดนามกับจีนนั้นมีพรมแดนประชิดติดกัน ทำให้สะดวกและได้เปรียบในเรื่องการขนส่งกว่าหลายเท่า

พูดถึงแนวทางการพัฒนาประเทศภาคการเกษตรของเวียดนาม ก็มีส่วนคล้ายและใกล้เคียงกับประเทศเรามาก มีการกำหนดทิศทาง หรือโรดแมปอย่างชัดเจนว่าภายในระยะเวลาอันสั้น เวียดนามจะต้องเลิกใช้สารพิษในภาคการเกษตรให้ได้ ในบ้านเราเองก็กำลังต่อสู้เช่นกัน จากข่าวที่หัวเรือใหญ่เรื่องปลอดสารพิษอย่าง “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศท้ารบสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต ด้วยจุดยืนที่หนักแน่น!! “ไม่มีคำว่าลด ต้องเลิกใช้เท่านั้น และต้องเลิกทันที” แต่สุดท้ายก็ ตามสูตรทดเวลา…ที่ต้องยื้อออกไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าอันตรายร้ายแรงสักแค่ไหน ทำให้ต้องรอลุ้นว่าระหว่างไทยกับเวียดนาม ใครจะประกาศชัยชนะเรื่องนี้ก่อน

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็แค่อยากให้ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรควรให้ความสำคัญกับอาชีพและพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าภาคการเกษตรของเรา โดยการตั้งใจทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ให้มีความชำนาญยิ่งๆ ขึ้น มิฉะนั้นเราอาจตามพี่น้องเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา พม่า ลาว และโดยเฉพาะเวียดนาม ได้ไม่ทันการณ์

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

(ไทยกรีน อะโกร)

%d bloggers like this: