แจงสี่เบีย

All posts tagged แจงสี่เบีย

แจงสี่เบีย : ‘สระแก้ว’อีกหนึ่งต้นแบบใช้‘Agri-Map’จัดสรรที่ทำกิน

Published January 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290051

x

แจงสี่เบีย : ‘สระแก้ว’อีกหนึ่งต้นแบบใช้‘Agri-Map’จัดสรรที่ทำกิน

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จังหวัดสระแก้วเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการจัดแปลงที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559 โดยนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีความพร้อมสำหรับทำกินและพักอาศัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน การยึดคืนพื้นที่ ปรับพื้นที่/ก่อสร้างถนน สำรวจตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในการทำการเกษตรโดยใช้ Agri-Map การพัฒนาแหล่งน้ำ สนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอการเลี้ยงโคเนื้อ ส่งเสริมการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ สนับสนุนแหล่งน้ำบาดาล ก่อสร้างที่พักอาศัย คัดเลือกเกษตรกร และอำนวยความสะดวกไฟฟ้า/น้ำประปา นับเป็นการทำงานเชิงบูรณาการอย่างแท้จริง และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559

ซึ่งได้นำมาจัดสรรให้เกษตรที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 303 ราย 3,342 ไร่ 10 แปลง โดยมอบให้แก่ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง อรัญประเทศ วัฒนานคร และวังน้ำเย็น รวมทั้งสิ้น 4 สหกรณ์ พร้อมมอบบ้านจำลองและ ปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์อำเภอโคกสูง จำนวน 4 ราย ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสระแก้วได้ร่วมวางแผนดำเนินการใช้ข้อมูลแผนที่Agri-Map ตรวจสอบความเหมาะสมของดินและให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ปอเทือง) สำหรับมอบให้แก่กลุ่มสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ณ พื้นที่หมู่ที่ 14 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

จากมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรมพัฒนาที่ดินได้มีร่วมวางแผนดำเนินการ โดยใช้ข้อมูลแผนที่ทรัพยากรดินและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สภาพดินปัญหาต่างๆ และวางแนวทางการจัดการพื้นที่เพื่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับการวางแผนและประเมินผลการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) โดยนำข้อมูลขอบเขตแปลงที่ยึดคืนจาก ส.ป.ก. ใช้ในการวางแผนข้อมูลดินและแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน

พร้อมด้วยคำแนะนำเบื้องต้น และจัดส่งให้ ส.ป.ก. จังหวัด ไปร่วมประชุมพิจารณาแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินกับ คทช. จังหวัด พร้อมส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความรู้ความเข้าใจและทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเห็นความสำคัญของตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูกพืช เพื่อให้ทราบว่าในดินมีธาตุอาหารสำคัญอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกพืช จะต้องทำการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีการใดให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรรายย่อยได้ลดต้นทุนการผลิต โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้การสนับสนุนเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์ความรู้การพัฒนาที่ดิน เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอพฟริกัน ถั่วมะแฮะ และอื่นๆ สำหรับปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน วัสดุปูน เช่น โดโลไมท์ ปูนมาร์ล ปูนหินฝุ่นบด เพื่อการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยว-ดินกรด ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ เพื่อใช้ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการแจกจ่ายพันธุ์กล้าหญ้าแฝกสำหรับปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมต่อไป

Advertisements

แจงสี่เบีย : หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

Published January 21, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/289842

x

แจงสี่เบีย : หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นการระวังรักษา ป้องกันดินมิให้ถูกชะล้างและพัดพาไป ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดินให้คงความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งการรักษาน้ำในดินและบนผิวดินให้คงอยู่ เพื่อรักษาดุลธรรมชาติให้เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การใช้หญ้าแฝกเป็นอีกหนึ่งวิธีในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ใช้ต้นทุนต่ำ สามารถดำเนินการเองได้ ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวบ่อดักตะกอน ทางระบายน้ำ ขอบทางเดินในไร่นา ตามคูรับน้ำรอบภูเขา ทำเป็นแนวชะลอความเร็วของน้ำและดักตะกอนขวางความลาดเอียงของพื้นที่ ปลูกระหว่างแถวไม้ผล และแนวเขตถือครองที่ดิน ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)ในเรื่องหญ้าแฝกนี้ นอกจากจะพัฒนาให้เกษตรกรสำนึกและมั่นใจในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูทรัพยากรดินที่เสื่อมลงใกล้ถึงจุดวิกฤติให้ได้กลับคืนสู่สภาพที่ดีอีกครั้งหนึ่ง

พื้นที่ทำการเกษตรตำบลกำแพง จังหวัดสตูล เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างที่สภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม แอ่งท้อง และทางระบายน้ำ เมื่อถึงเข้าสู่ฤดูฝน น้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีการชะล้างพังทลายของดิน พื้นที่ทำนาในหลายพื้นที่มีการปล่อยทิ้งจนกลายเป็นพื้นที่นาร้าง เมื่อทำนาไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร

เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการขุดคู-ยกร่อง เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กรมพัฒนาที่ดิน ใช้พื้นที่นาร้างทำการปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่ไปกับการปลูกหญ้าแฝก การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาการพังทลายของดินและการชะลอของน้ำได้ดี ช่วงฤดูฝนเกิดน้ำท่วมขังระยะเวลานาน แต่เมื่อน้ำแห้งแล้วหญ้าแฝกก็รักษาความชื้นในดินได้ดีอีกด้วย รวมทั้งใบหญ้าแฝกก็สามารถนำมาคลุมโคนต้นปาล์มน้ำมัน เพื่อเก็บความชื้นและเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

สวนปาล์มน้ำมันของนายบุญศักดิ์ ลิบประภากร จำนวน 7 ไร่ ณ บ้านปากปิง ม.10 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เป็นหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างที่ปลูกหญ้าแฝกในสวนปาล์มน้ำมัน ตามโครงการฟื้นฟูป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน (หญ้าแฝก) สายพันธุ์ที่นำมาปลูก คือ พันธุ์สงขลา 3 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตได้ดี แตกกอเร็ว เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ลุ่ม มีรากยาวและปริมาณมากสามารถยึดดินได้เป็นอย่างดี ดอกเป็นหมันไม่แพร่พันธุ์กระจายในพื้นที่ใกล้เคียง ใบมากเมื่อแตกหน่อใหม่แล้วต้นเก่าจะตาย ซึ่งในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันของนายบุญศักดิ์มีลักษณะวิธีการปลูก โดยปลูกริมขอบคู-ยกร่อง 2 แถว ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 5-10 ซม. ตลอดแปลง 7 ไร่ นอกจากนี้ การตัดแต่งกอหญ้าแฝกแต่ละครั้ง ก็นำใบมาคลุมโคนปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยหมัก ดินที่ปลูกหญ้าแฝกนั้นพัฒนาเป็นดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีได้เป็นอย่างดี

แจงสี่เบีย : ‘สมชาย บุญก่อเกื้อ’ต้นแบบเกษตรกร‘ดินดี’ ปลูก‘มังคุด-กระท้อน’คุณภาพป้อนตลาดขายเอง

Published December 17, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277704

x

แจงสี่เบีย : ‘สมชาย บุญก่อเกื้อ’ต้นแบบเกษตรกร‘ดินดี’ ปลูก‘มังคุด-กระท้อน’คุณภาพป้อนตลาดขายเอง

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สวนผลไม้เมืองแกลง จ.ระยอง โชว์เทคนิคบริหารจัดการสวนไม้ผลคุณภาพ เน้นทำการเกษตร แบบพึ่งพาตนเอง บริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ พร้อมทำตลาดในรูปแบบขายตรง กำหนดราคาได้เอง สร้างมูลค่าจากสวน ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง

นายสมชาย บุญก่อเกื้อ หมอดินอาสาประจำตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า เดิมมีพื้นที่เป็นสวนผลไม้ 23 ไร่ ดินมีสภาพเป็นกรดไม่เหมาะสมการเพาะปลูก จึงได้ตรวจวิเคราะห์สภาพดินในพื้นที่ พร้อมได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินระยอง กรมพัฒนาที่ดิน ให้ทำการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้วัสดุปูนโดโลไมค์ปรับปรุงดิน โดยที่ผ่านมามีการลดการใช้สารเคมีในสวนผลไม้ถึงร้อยละ 80 โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยหมักใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต รวมถึงการผลิตสารขับไล่แมลง

มีการลดต้นทุนการผลิต โดยเน้นการทำปุ๋ยหมักกลับกองและปุ๋ยหมักเติมอากาศ พร้อมนำใช้ในพื้นที่จริงทำให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับการใช้ปุ๋ยหมักในสวนนั้นจะมีการใส่ปุ๋ยหมักหลังจากเก็บผลผลิตไปแล้ว โดยจะใส่ปุ๋ยหมักรอบทรงพุ่ม
ประมาณ 5 กิโลกรัมต่อต้น และมีการพ่นสารเร่งซุปเปอร์พด.2 เร่งการเติบโตของต้นไม้ผ่านระบบสปริงเกอร์ โดยพ่นรอบให้ต้นไม้ในปริมาณ 5 ลิตรต่อ 10 ต้น โดยนำสารเร่งดังกล่าวเจือจางในน้ำเพื่อลดความเข็มข้นของสารไม่ทำให้ต้นไม้ตาย

นอกจากการทำผลผลิตให้ได้ผลดีแล้ว ยังมีการจัดการกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพตามหลักวิชาการ ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงการศึกษาตลาด การนำเอาผลไม้ที่ปลูกได้ทำตลาดขายเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภคได้เลือกสรรและยังเป็นการถนอมอาหารอีกด้วย

แจงสี่เบีย :ดินเพื่อการทำเกษตรที่ยั่งยืน

Published December 17, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277533

x

แจงสี่เบีย :ดินเพื่อการทำเกษตรที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากปัญหาการนำพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยขาดการจัดการที่ถูกวิธีและขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม จนทำให้ดินเกิดความเสื่อมโทรม ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ส่งผลให้พืชที่ปลูกให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้สารเคมีตกค้างในดิน น้ำ พืช สิ่งมีชีวิตและมนุษย์ นับว่าเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มอบนโยบายให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตทั้ง 12 แห่ง สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ตลอดจนหมอดินอาสาทั่วประเทศ ให้รณรงค์ส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น พืชตระกูลถั่วต่างๆ ปลูกแล้วให้ทำการไถกลบหรือตัด สับ ต้น ใบ ส่วนต่างๆ ลงดินในขณะที่พืชยังเขียวสดอยู่ มีธาตุอาหารและน้ำหนักสูงสุด และควรไถกลบขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอก ไปจนถึงระยะที่ดอกบานเต็มที่ เนื่องจากระยะนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ ธาตุไนโตรเจนสะสม และธาตุอื่นๆ อยู่ในดินสูงด้วย ทิ้งไว้ให้ย่อยสลายผุพัง จึงปลูกพืชหลักตามหลังได้หลังไถกลบประมาณ 7-15 วัน

การใช้ประโยชน์จากดินนั้น ควรมีวิธีการและหลักการใช้ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียที่จะตามมาทรัพยากรดินก็เหมือนกับทรัพยากรอื่นๆ แม้ว่าจะใช้แล้วไม่ได้หมดไป แต่เมื่อมีการใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกเป็นเวลานาน ย่อมเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะในด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากดินที่จะส่งผลต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ต้องมีหลักการ และวิธีการทำการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสม มีการอนุรักษ์และการจัดการดินควบคู่ไปกับการใช้ดิน การใช้ดินให้ถูกต้องเหมาะสมตามศักยภาพของดินเอง ล้วนแต่เป็นวิธีการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า สามารถใช้ประโยชน์จากดินได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งย่อมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีต่อประชากรในประเทศ ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน ไปจนถึงเศรษฐกิจของคนในระดับประเทศที่จะมีผลต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

แจงสี่เบีย :‘เกษตรทฤษฎีใหม่’กับการปฏิรูปการเกษตร เพื่อรายได้เพิ่มขึ้นของเกษตรกร

Published May 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267950

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

“เกษตรทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานแก่คนไทยทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง ยั่งยืน มีรายได้มากขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสินค้าเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งคือการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือ แนวทางพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่/เกษตรผสมผสาน ทั้งนี้ความเร่งด่วนแรกของการปฏิรูปการเกษตร คือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทำการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้จัดทำแผนที่ Agri-Map ขึ้น เพื่อนำมาใช้บ่งชี้ความเหมาะสม/ไม่เหมาะสมของพื้นที่ทำการเกษตรนั้น

บ้านบัวเทิง ม.4 อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ทำการเกษตรไม่เหมาะสมกับพื้นที่มาเป็นการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ต้นแบบ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้มอบปัจจัยการผลิตพร้อมส่งเสริมองค์ความรู้การปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้กับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ซึ่งมีพื้นที่ 8 ไร่ มีสินค้าหลัก คือ ข้าว 3 ไร่ เกษตรผสมผสาน 5 ไร่ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติมากกว่า 200 คนต่อปี และจากเดิมที่มีรายได้เฉลี่ย 5,000 บาท/เดือน หลังปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเ 30,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ภายในบริเวณพื้นที่ยังมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ด้านการพัฒนาที่ดิน ให้แก่เกษตรในพื้นที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปใช้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

จึงขอให้เกษตรเชื่อมั่นว่าพื้นที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ จะได้รับการฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก ผลผลิตมีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาดี รายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

แจงสี่เบีย :กรมพัฒนาที่ดินแนะวิธีจัดการน้ำอย่างประหยัดช่วงหน้าแล้ง

Published May 5, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263631

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

กรมพัฒนาที่ดินแนะวิธีการจัดการน้ำอย่างประหยัด เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เตรียมความพร้อม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้ง โดยการจัดการน้ำอย่างประหยัด มีดังนี้

1.การให้น้ำแบบประหยัดเหนือผิวดิน เป็นการให้น้ำแก่พืชครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น การให้น้ำแบบหยด การให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์ โดยต้องมีแหล่งเก็บกักน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องกรองน้ำ ท่อพีวีซี ท่อพีอี หัวหยดและหัวเหวี่ยงน้ำ และสามารถเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกได้ ใช้ได้กับดินทุกประเภทประหยัดแรงงาน เวลา และพลังงานในการให้น้ำ

2.การให้น้ำแบบประหยัดใต้ผิวดิน ด้วยวัสดุที่หาง่ายและราคาถูก ได้แก่ การให้น้ำด้วยตุ่มดินเผานำตุ่มดินเผาที่มีรูพรุนความจุ
5-7 ลิตร มาฝังดินใกล้โคนต้นพืช โดยให้ฝาตุ่มอยู่ในระดับผิวดิน ใส่น้ำให้เต็มแล้วปิดฝาเพื่อป้องกันการระเหยน้ำ น้ำจากตุ่มจะค่อยๆ ซึมออกมาทางรูพรุนรอบตุ่ม เมื่อน้ำในตุ่มหมดก็คอยเติมให้เต็มซึ่งใช้เวลา 10 วันต่อครั้ง วิธีนี้เหมาะสมสำหรับไม้ยืนต้น หรือไม้ผลทั่วไปที่ยังมีอายุน้อยระยะเริ่มปลูก เพื่อให้ตั้งตัวได้ในระยะ 2-3 ปีแรก

การให้น้ำด้วยขวดพลาสติก หรือขวดแก้ว โดยนำมาใส่น้ำจนเต็มแล้วคว่ำลงไปในดินลึกประมาณ 10 ซ.ม. บริเวณโคนต้นประมาณต้นละ 2 ขวด เติมน้ำ 4-5 วันต่อครั้งสำหรับขวดขนาด 750 ซีซี การให้น้ำด้วยแกลลอนน้ำมันเครื่อง นำแกลลอนที่เหลือใช้มาเจาะรูด้านข้างแล้วใช้ด้ายดิบเส้นใหญ่ตัดให้ยาว 1 นิ้วมาอุดรูที่เจาะไว้ให้แน่นเมื่อใส่น้ำในแกลลอน น้ำจะค่อยๆ หยดออกมาตามเส้นด้าย นำแกลลอนไปฝังดินห่างจากโคนต้น 1 คืบ โดยหันด้านที่น้ำหยดเข้าหาโคนต้น โดยการให้น้ำใต้ผิวดิน เหมาะสมสำหรับไม้ผลหรือไม้ยืนต้นทั่วไปที่ค่อนข้างทนแล้งและเพิ่งปลูกใหม่

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรเตรียมพร้อมมือกับสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามช่วงฤดูกาล และส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรและภาคการเกษตรในวงกว้าง แม้สถานการณ์ในปีนี้จะไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ประมาท จึงควรเรียมแผนรับมือไว้ทุกด้าน เพื่อลดความเสี่ยงในพื้นที่ให้มากที่สุด

แจงสี่เบีย :‘ณรงค์ กลิ่นถือศีล’เกษตรกรต้นแบบข้าวอินทรีย์ แนวทางพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน

Published May 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261868

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

นายณรงค์ กลิ่นถือศีล หมอดินอาสาประจำต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่สืบทอดการทำเกษตรกรรมจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำนาข้าว 58 ไร่ และใช้สารเคมีจำนวนมากมาตลอด ก่อให้เกิดหนี้สิน จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครปฐม ให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นทำเกษตรผสมผสาน พร้อมทั้งการจัดการพื้นที่ตามผลวิเคราะห์ดิน ลดการใช้สารเคมี

ปัจจุบันพื้นที่ 58 ไร่ ได้แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร ประกอบด้วย ทำนา ปลูกกล้วยหอม ต้นหม่อน ชะอม มะม่วง สะเดา เลี้ยงไก่ สุกร วัว และนำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ย ขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา พร้อมทั้งปลูกหญ้าแฝกรอบขอบบ่อป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยไม่ให้บ่อน้ำตื้นจากตะกอนดินที่เกิดจากการชะล้างของน้ำฝน กล่าวได้ว่าเป็นการใช้ระบบชีววิถีของธรรมชาติให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน และหากพบศัตรูพืชจะใช้สารไล่แมลง ได้แก่ น้ำสะเดาหมักโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง ใช้แหนแดงควบคุมวัชพืช พร้อมทั้งผลิตขยายและการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อควบคุมและป้องกันเชื้อราในนาข้าว

สำหรับผลผลิตข้าวอินทรีย์แบบครบวงจร จะเน้นปลูกข้าวพันธุ์ที่นิยมบริโภคในชุมชน พร้อมทั้งแปรรูป โดยสร้างโรงสีขนาดกลาง เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวในรูปของข้าวกล้อง ปลายข้าว ข้าวท่อน รำ และแกลบ พร้อมปรับปรุงสถานที่แปลงนาของเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำนาระบบอินทรีย์ ภายในศูนย์ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 7 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมป้องกันกำจัดศัตรูพืช
กิจกรรมแปรรูปข้าว กิจกรรมชลประทาน กิจกรรมประมง กิจกรรมวิชาการ กิจกรรมปศุสัตว์ กิจกรรมการปลูกข้าวนาโยน กิจกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน

จากตัวอย่างความสำเร็จบนความเรียบง่าย นายณรงค์ ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการ Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัดนครปฐม ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับอาชีพภายใต้ความมั่นคงและยั่งยืน

แจงสี่เบีย : กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าปรับเปลี่ยนพื้นที่3แสนไร่ ด้วยนโยบาย‘Zoning by Agri-Map’ปี2560

Published April 17, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255815

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดินได้เร่งดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2560 ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ได้ 300,000 ไร่ ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อจากปี 2559 ที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวตามความต้องการเกษตรกร 49 จังหวัด 150,000 ไร่ และปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ 32,617 ไร่ หรือรวมทั้งสิ้น 182,617 ไร่

โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีแผนขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (2560-2579) มีเป้าหมายการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพาะปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) 6 ล้านไร่ จากการทำนาข้าวไปเป็นทำการเกษตรอื่นๆที่เหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ ปศุสัตว์ ประมง หรือ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ โดยมีพื้นที่เป้าหมายตามแผนการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของเกษตรกรในปีงบประมาณ 2560 ดังนี้

1.แผนการปรับเปลี่ยนข้าว (N) เป้าหมาย 240,000 ไร่ ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ ปลูกไม้ผล พืชเศรษฐกิจ เลี้ยงตัวหม่อนไหม ทำปศุสัตว์ และประมง

2.แผนการปรับเปลี่ยนพืชอื่น (N) ประกอบด้วย พื้นที่ปลูกข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และเกษตรผสมผสาน เป้าหมาย 60,000 ไร่

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ จะใช้แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ผ่านระบบสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ของแต่ละจังหวัด ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม Road Map การปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีเป้าหมาย เพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม 1.5 ล้านไร่ ระยะเวลา 5 ปี มีตัวชีวัดต่อความสำเร็จในเชิงปริมาณ คือ จำนวนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมได้รับการพัฒนาให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในเชิงคุณภาพ เกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพการผลิตทางการเกษตรจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ ให้คำแนะนำพันธุ์พืชที่จะปลูกและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และแจกจ่ายปัจจัยการผลิต สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ ที่จำเป็นให้เกษตรกรทำการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยลดต้นทุน

%d bloggers like this: