เส้นทางปฏิรูป

All posts tagged เส้นทางปฏิรูป

กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

การออกหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ที่เรียกว่า 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้

นอกจากไม่ได้ช่วยให้เกิดความกระจ่างกับประชาชน เพราะดึงเอาข้อความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาเขียนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ไม่ได้ยกตัวอย่าง ไม่ได้อธิบายข้อสงสัย แถมบางอย่างกำหนดขึ้นมาโดยไม่ได้อิงกฎหมาย

ยังสร้างปัญหาให้ดูหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก กกต. เป็นผู้จัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แต่กลับเป็นตัวปัญหาเสียเอง เช่น

ข้อ 5 การกำหนดข้อห้ามด้วยข้อความ “ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียง ห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิด ในวัน เวลาออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนเสียง ด้วยวิธีการดังนี้”

“การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่ประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง”

ในพระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องเป็นหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา หรือสื่อมวลชนเท่านั้น ถึงจะจัดเวทีสัมมนา อภิปราย

จึงเป็นหลักเกณฑ์ ข้อห้ามที่ กกต. ออกมาบังคับใช้ที่เกินเลยไปจากกฎหมาย

แต่ถึงอย่างไร ตัวกฎหมายหรือตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้เดินหน้าไม่ได้ เนื่องจากคนกลัวจะติดตะราง

มาตราที่พูดถึงกันมาก คือมาตรา 61 เป็นบทบัญญัติที่ระบุการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายมี 7 ประการ และต้องรับโทษ

ที่สำคัญ คือ (1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนั้นในวรรคสองของมาตรา 61 ได้ขยายความว่า กระทำการอย่างไรถึงจะเข้าข่ายตาม (1) ซึ่งข้อความบัญญัติไว้ ดังนี้

“ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ในวรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

น่ากลัวไหมล่ะ สำหรับโทษที่วางไว้ทั้งจำคุกและปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปดูวรรคสองที่เป็นปัญหาให้ถูกพูดถึงและเกิดปฏิกิริยาคัดค้านต่อต้านโจมตีมาตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559

ความหมายของวรรคสองก็คือ ใครก็ตามในการสื่อสารเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ไม่ว่าจะในลักษณะใดผ่านสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ รวมทั้งสื่อออนไลน์ และช่องทางอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไข

– ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง

– มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

– โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เริ่มจาก “ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง” ไม่รู้ว่า อะไรคือข้อเท็จจริง เมื่อมีปัญหาใครจะเป็นผู้วินิจฉัยและการวินิจฉัยนั้นจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า ถ้าผิดข้อเท็จจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ชอบที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนหรือหน่วยงานให้สังคมได้รับทราบ ประชาชนก็จะรับรู้และใช้วิจารณญาณได้เองว่าจะเชื่อหรือไม่ การผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อไม่ได้เข้าข่ายหมิ่นประมาท อันเป็นการใส่ความในประการที่จะทำให้ได้รับความเสียหาย ก็ไม่ควรจะให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับต้องดำเนินคดีให้ต้องติดคุกติดตะราง

ต่อมาคือ “มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่” ถ้าไปเปิดพจนานุกรมก็จะพบความหมายของคำแต่ละคำ แปลความทั้งหมดตามข้อความดังกล่าว การพูด การเขียนผ่านสื่อหรือไม่ผ่านสื่อก็ตาม ต้องไม่ก้าวร้าว ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดม หรือไม่ข่มขู่ ถ้าเป็นไปตามนี้ จะให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญหรือตำหนิร่างรัฐธรรมนูญให้เข้มข้นถึงพริกถึงขิงคงไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นหยาบคายทันที

แม้จะกำหนดเรื่องความมุ่งหวังอันเป็นเจตนา แต่คนก็ยังเกรงและกลัวกันอยู่

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขต้องห้ามนี้ คล้ายกับต้องการให้คนมีสมบัติผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ต่างไปจากเวลานั่งก็ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งยกเข่าไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นไม่สุภาพ

เมื่อตัวเนื้อหาในพระราชบัญญัติเป็นปัญหาหลัก การบังคับใช้ก็จะเป็นปัญหาตามมา กกต. ในฐานะผู้จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก็ไม่กล้าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงออกได้เต็มที่ แถมยังบอกด้วยว่า ใครจะทำอะไร ไม่ใช่ระวังแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีกฎหมายอื่นอีก เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์, คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ

ดูแนวโน้มแล้ว การออกเสียงประชามติในอีก 2 เดือนเศษข้างหน้านี้ ประชาชนจะตกอยู่ในสภาพถูกปิดหู ปิดตา และปิดปาก ความกลัวจะเข้าครอบงำคนในสังคม ขณะเดียวกัน จะได้เห็น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกไปอธิบายชี้แจงและพูดแสดงออกได้เต็มที่ อ้างว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทำได้ เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือได้โดยไม่ถือว่ามีความผิด

ทางออกของปัญหานี้คือ ต้องแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้เปิดกว้างในการแสดงออกของประชาชนและสื่อ หาไม่แล้ว จะส่งผลกระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติไปอย่างเที่ยงธรรม เสมอภาค เท่าเทียมกัน

ถ้า ร่างรธน.มีชัย ไม่ผ่านประชามติ จะเกิดอะไรขึ้น?

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ถ้า ร่างรธน.มีชัย ไม่ผ่านประชามติ จะเกิดอะไรขึ้น?

นับจากวันที่ 29 มกราคม ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่รัฐสภา พร้อมเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน

จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ติติงก็ดังมาจากหลายสารทิศ บ้างก็เสนอแนะโดยดี บ้างก็ขู่ว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในชั้นลงประชามติ

แม้ประธาน กรธ. และโฆษกจะออกมาน้อมรับฟังข้อเสนอแนะ และบางอย่างก็ยอมปรับแก้ตามที่มีการเสนอแนะ แต่ก็ไม่วายที่จะปกป้องร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนมาว่า ดีแล้ว เหมาะสมแล้ว

การปรับแก้ร่างแรกที่คนร้องยี้ ให้เป็นร่างสุดท้ายที่สมบูรณ์เพื่อให้คนยิ้มได้ หัวเราะออก มีเวลาหดสั้นน้อยลง-น้อยลงเรื่อยๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายมีชัยและโฆษก กรธ. พูดตรงกันว่า พวกตนและ กรธ. มีหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีหน้าที่ไปทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คนที่มีหน้าที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติคือรัฐบาล

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศว่า จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559

ช่วงแห่งการรณรงค์ รับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คงเริ่มกันแล้ว เนื่องจากพอจะเห็นเลาๆ ว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร การรณรงค์ค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร หากนับจากวันที่ กรธ. เขียนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จวันที่ 29 มีนาคม ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ก็จะตกราวๆ 4 เดือน แม้ในระหว่างที่ กกต. กำลังเร่งจัดพิมพ์หนังสือร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแจกชาวบ้าน ก็คงไปห้ามการแสดงความเห็นของผู้คนและการเคลื่อนไหวเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นักข่าวและผู้สนใจเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติใคร่รู้ก็คือ

1. ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลในอีกไม่ช้านี้ นอกจากประเด็น แก้เสียงข้างมากจาก “ผู้มีสิทธิ” เป็น “ผู้มาใช้สิทธิ” แล้ว จะมีประเด็นอื่นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะ ถ้าผลประชามติออกมาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทาง คสช. และรัฐบาลจะทำยังไงต่อเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะแก้ไขเรื่องนี้มาพร้อมกันด้วยหรือไม่

ขอหมายเหตุไว้ตรงนี้ว่า หาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วนำไปออกเสียงประชามติ โดยที่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยังคงใช้คำว่า เสียงข้างมากผู้มีสิทธิ แล้วผลออกมาไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิ กล่าวคือ ไม่ถึง 23.5 ล้านเสียง (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศมีประมาณ 47 ล้านคน) ป่านนี้ไม่รู้เป็นไง…อาจจะขัดแย้ง ทะเลาะกันปั่นป่วนวุ่นวายกับคะแนนประชามติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไรต่อไป รัฐบาลมีทางเลือกอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 พ่วงประเด็นนี้เข้ามาด้วย กล่าวคือ ระบุลงไปว่า ถ้าไม่ผ่านประชามติจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมาปรับแก้แล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุด ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความชอบธรรมแค่ไหนเพียงไร ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งต่อการตัดสินใจของประชาชนว่าจะรับหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 2 ไม่พ่วง ไม่ใส่เข้ามา ปล่อยให้เป็นปริศนาเอาไว้อย่างนั้น ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนว่า ชอบธรรมหรือไม่เช่นกัน

แน่นอนว่า จะหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับข้อกล่าวหาที่ว่า ประชาชนเหมือนหนีเสือแล้วไปเจอจระเข้ หรือปลาฉลาม หรือสัตว์ร้ายอะไรก็ไม่รู้

จึงเป็นเรื่องที่ คสช. และรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเอาแบบไหนถึงจะทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องกลัวจะถูกเสือขย้ำ หรือรอดจากเสือไปแล้วยังต้องไปฝ่าด่านที่อาจโดนจระเข้หรือปลาฉลามกัดตาย

2. ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติไปแบบขาดลอยหรือทิ้งห่างอย่างขาวสะอาด (ประชาชนใช้สิทธิอย่างอิสระ กกต. จัดการลงประชามติอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม) ก็ไม่มีปัญหา เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะได้นำไปประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุด การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะดำเนินต่อไปตามโรดแมปเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2560

กรณีประชาชนลงมติไม่รับหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับคนส่วนใหญ่ “ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดจะให้ใครทำ มีกระบวนการจัดทำอย่างไร ประชาชนซึ่งคว่ำร่างรัฐธรรมนูญมาหยกๆ คงไม่ยอมรับทางออกแบบนี้

การที่พูดว่า ให้ คสช. และรัฐบาลนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์และนายมีชัยมาปรับแก้แล้วประกาศใช้ คงไม่สะดวกง่ายดายขนาดนั้น

ประการแรก การที่เสียงส่วนใหญ่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัย แสดงว่า โครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบอำนาจรัฐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มีปัญหา และอาจเลยเถิดไปถึงการไม่ยอมรับ คสช. และรัฐบาลที่บริหารประเทศมา 2 ปีเศษ

ทำอย่างไรให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้เป็นกฎหมายสูงสุด จากนั้นก็จะตามมาด้วยการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ถามว่า ใครจะเป็นคนมาทำ จะได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่

3. ในกรณี ผลการออกเสียงประชามติ ฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญชนะ แต่คะแนนออกมาแบบฉิวเฉียด ทิ้งห่างกันไม่มาก เช่น 2-3 ล้านเสียง จริงอยู่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยได้ชื่อว่าได้ผ่านประชามติด้วยเสียงที่มากกว่า แต่คะแนนที่ห่างกันเล็กน้อย และในระหว่างการรณรงค์ ฝ่ายต้องการให้คว่ำแสดงปฏิกิริยาคัดค้านต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามากทั้งโครงสร้างและรายละเอียดในหลายจุด ไม่สามารถยอมรับสำหรับการใช้เป็นกฎหมายสูงสุดต่อไปได้ ต้องรื้อแล้วจัดทำให้ทั้งฉบับด้วยกระบวนการประชาธิปไตย

แม้เสียงฝ่ายแพ้ประชามติจะน้อยกว่า แต่เป็นเสียงที่จะดังต่อเนื่องไปตลอด

ส่งผลให้การเดินหน้าเพื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมีปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง

การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะถูกโต้แย้ง เกิดเป็นความขัดแย้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็อาจจะยังไม่เลิกขัดแย้ง

การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็คงยักแย่ยักยัน เหมือนคนเดินขากะเผลก การปฏิรูปไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ประชาชนคาดหวัง

เหตุการณ์และวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรที่เป็นความผิดพลาดได้ สำคัญอยู่ตรงที่การก้าวเดินไปข้างหน้า จะเดินอย่างไรถึงจะประสบผลสำเร็จ ทั้งการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายยอมรับ การเกิดความปรองดองในชาติ

เป็นเรื่องที่แม่น้ำ 5 สาย อันประกอบด้วย คสช., ครม. (คณะรัฐมนตรี), สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ), สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) และ กรธ. ต้องคิดหาคำตอบและช่วยตัวเองด้วยการฝ่าฟันให้ก้าวพ้นวิกฤตไปให้ได้

บางที การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ สำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะบุคคล ที่ทุกพรรค ทุกฝ่ายร่วมกันเสนอความเห็นและเห็นพ้องต้องกันว่าคณะบุคคลนั้น จะคัดสรรมาจากไหน มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ใช้เวลาสั้นๆ เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ชักช้า

อาจเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง

ขึ้นกับหัวใจของ คสช. และ ครม. ว่าจะรับได้หรือไม่?

สปท. – การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

สปท. – การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

การทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเขียนไว้ว่า ให้ทำงานสืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยคำนึงถึงความสำคัญและเร่งด่วน มุ่งผลสัมฤทธิ์ในเวลาที่เหลืออยู่

ในจำนวน 11 คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ สปท. ตั้งขึ้นมา และทำงานผ่านมาเกินกว่า 2 เดือน มีเพียงคณะเดียวคือ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนฯ ด้านการเมือง ที่ทำงานไม่เหมือนคณะกรรมาธิการอีก 10 คณะ

อีก 10 คณะ ได้แก่ การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษา สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ พลังงาน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชน สังคม และอื่นๆ

ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ เกี่ยวโยงกับกระทรวงต่างๆ

เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเรื่องของรัฐบาลล้วนๆ

แต่การเมืองเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จะร่างให้เสร็จร่างแรกในวันที่ 29 มกราคม 2559 แล้วรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จเป็นร่างสุดท้ายภายในต้นเดือนเมษายน 2559 ตามด้วยการจัดพิมพ์แจกจ่ายไปถึงประชาชน 18 ล้านครัวเรือน

เตรียมพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ รับ-ไม่รับ (คว่ำ) ในอีก 2-3 เดือนต่อจากนั้น ซึ่งจะไปตรงกับช่วงเกือบๆ กลางปี 2559

โดยหลักแล้ว ควรจะเปิดกว้าง ให้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่

ไม่ควรปิดกั้น และไม่ควรทำให้สถานการณ์ของประเทศกลับไปสู่ความตึงเครียดอันเนื่องมาจากความขัดแย้งปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่กระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์ร่างกันมาเป็นปีและจะครบ 2 ปีนับแต่การยึดอำนาจโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หมดเงินหมดทองไปไม่น้อยหากนับรวมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัญธรรมนูญ ชุดที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

ยังกระเทือนไปถึงแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. ที่มี นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ได้วางแนวทางการทำงานไว้ว่า ต้องประสานงานหารือกับ กรธ. เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะเขียนออกมามีความสอดรับไปกันได้ ไม่เช่นนั้นอาจไปคนละทางสองทาง นำไปสู่การขัดแย้งขึ้นได้

ประการต่อมา ในระยะเริ่มแรก หลังประชุมสภาสปท. รับฟังแผนการปฏิรูป วันที่ 21-22-23 ธันวาคม จากคณะกรรมาธิการทั้ง 11 คณะเรียบร้อยไปแล้ว คณะกรรมาธิการด้านการเมืองจะเดินหน้าทำงานขับเคลื่อนด้วยการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 ชุด

ชุดที่ 1 คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย นายกษิต ภิรมย์ เป็นประธาน

ชุดที่ 2 คณะอนุกรรมาธิการการเมืองและการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม นายสุชน ชาลีเครือ เป็นประธาน

และใช้คณะกรรมาธิการทำเองในด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เสริมสร้างความปรองดอง นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน ดำเนินการเอง

ให้เวลาไว้ 30 วัน

เมื่อคณะอนุกรรมาธิการ 2 ชุด ศึกษาเสร็จให้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการด้านการเมืองเพื่อพิจารณาว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมตรงไหน

ยกเว้น เรื่องปรองดอง ไม่ต้องเสนอ เพราะคณะกรรมาธิการ ศึกษาเอง ลงทุนลงแรงศึกษาเอง ไม่ต้องผ่านคณะอนุกรรมาธิการ เมื่อศึกษาเสร็จก็เป็นอันเสร็จกัน

จากนั้นก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของการทำงานเพื่อให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์การขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

สิ่งที่จะเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง ก็คือ การลดความขัดแย้งและการเสริมสร้างความปรองดอง จะทำอย่างไร

การเชิญผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่สั่งสมและทอดยาวมานานเป็นสิบปีมาเสนอความเห็น จะเกิดประโยชน์ไหม เพราะปัญหาเก่าๆ เช่น ความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ การปฏิบัติแบบสองมาตรฐานเพื่อจะเล่นงานลงโทษลงทัณฑ์ข้างเดียว ตามที่คนฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกแบบนั้น ยังดำรงอยู่ แถมคนกลุ่มนี้ยังคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย คณะกรรมาธิการด้านการเมืองจะทำอย่างไร

การผลักดันข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายเพื่อสร้างความปรองดอง จะวางขอบเขตผู้ถูกดำเนินคดีระดับใด ข้อหาใดบ้าง

ต้นซอย กลางซอย หรือสุดซอย?

ก้นเข่ง ครึ่งเข่ง หรือเหมาเข่ง?

จะถูกต่อต้านจากฝักฝ่ายพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง สื่อเลือกข้างหรือไม่

ผู้นำรัฐบาล/คสช. ที่เคยประกาศจุดยืนว่า การสร้างความปรองดองคือปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ

รวมทั้งพูดตลอดว่า เรื่องความปรองดองไม่ต้องมาพูดกันจนกว่าจะถึงปี 2560

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ยากต่อการพยากรณ์หรือคาดการณ์ว่า เหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ความเป็นจริงอย่างหนึ่งสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองก็คือ

ข้อเสนอเรื่องการเสริมสร้างความปรองดองด้วยการนิรโทษกรรมของ สปท. จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่ายหรือไม่ อันประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปท.

ไม่มีใครตอบได้

ตราบเท่าที่พรรคการเมืองใหญ่ๆ และกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งยังยึดหลักว่าผิดกับถูกเอามาผสมกันไม่ได้

ตราบเท่าที่หลักการให้อภัย เลิกยึดมั่นถือมั่นกับทิฐิยังไม่เกิดขึ้นกับฝักฝ่ายความขัดแย้ง

คณะกรรมาธิการด้านการเมืองที่มีตัวแทนของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองเข้ามาเป็น สปท. และนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้หลายคนก็คงทำอะไรไม่ได้มาก

ประกอบกับไม่มีใครตอบได้เช่นกัน คสช. และรัฐบาลจะสะดุดขาตัวเองหรือพลัดตกลงไปในหลุมติดหล่มจมไปกับข้อกล่าวหาฝ่ายต่างๆ จนยากต่อการปีนป่ายขึ้นมาหรือไม่

เงื่อนไขของสถานการณ์นับจากนี้ที่ยังเปราะบางและอ่อนไหว กล่าวได้ว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในแต่ละจังหวะก้าวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

คณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคิดหนัก และคงจะเหนื่อยไม่น้อยกับการเดินหน้าไปตามแผนการปฏิรูปที่เสนอไว้

ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสภาล่าง และสภาชนชาติ หรือวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 25 ปีของพม่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กวาดชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่าง พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ไปแบบถล่มทลาย ยึดครองเสียงข้างมากในสภา

รัฐสภาปัจจุบัน จะหมดวาระในวันที่ 30 มกราคม 2559 มีกำหนดส่งมอบอำนาจแก่ผู้แทนชุดใหม่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นรัฐสภาจะลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันที่ 29 มีนาคม 2559

วิธีการเลือกประธานาธิบดี ใช้การประชุมร่วม 2 สภา ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่จะโหวตเลือกประธานาธิบดี โดยสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทหาร เสนอชื่อบุคคลได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

จากนั้น ประธานาธิบดีจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และแต่งตั้งผู้มีอำนาจประจำรัฐและภูมิภาค

ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ไปเขียนห้ามคนพม่าที่ไปมีคู่สมรสต่างชาติขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นางอองซาน ซูจี ก็จะก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศอย่างสง่างาม

เส้นทางการปฏิรูปประเทศของไทยมิอาจมองข้ามความเป็นไปของพม่าไปได้

เพราะพม่าในวันนี้ ภายหลังประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้งที่แข่งขันกันในระดับพรรคการเมืองเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่จะพัฒนาเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง

ไม่ใช่พม่าในอดีตที่โลกประณามหยามเหยียดว่า เป็นเผด็จการทหารปกครองประเทศ ใช้รัฐธรรมนูญที่พวกตัวเองร่างเพื่อประโยชน์ของกลุ่มและพรรคของตัวเอง กีดกันพรรคการเมืองฝ่ายค้านของนางอองซาน ซูจี

ระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองของพม่าเป็นที่น่าติดตามของประเทศต่างๆ

ดุลการเมืองระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป

ในปี 2559 พม่าจะขึ้นรับตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศในอาเซียน

ขณะที่โฉมหน้าการเมืองของพม่าเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นการถ่ายโอนอำนาจของทหารให้กับฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชนจะดำเนินไปอย่างไร และจะเกิดการปฏิรูปประเทศแบบไหน

ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี กำหนดให้มาทำหน้าที่สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลักที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวคือ เลือกเอาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนมาดำเนินการมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญ หมายความว่า ข้อสรุปและข้อเสนอที่ สปช. เคยทำไว้และส่งให้รัฐบาลไปแล้ว ไม่ต้องนำมาสานต่อทุกเรื่อง (37 วาระการปฏิรูป)

ความสำเร็จของการปฏิรูปในด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1. การเมือง 2. กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3. การบริหารราชการแผ่นดิน 4. การปกครองท้องถิ่น 5. การศึกษา 6. เศรษฐกิจ 7. สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 8. พลังงาน 9. สื่อมวลชน 10. สังคม และ 11. อื่นๆ

นอกจากนี้ เรื่องของการสร้างความปรองดอง การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็ถูกกำหนดโดย สปท. ให้นำมาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วย

รูปธรรมแห่งสัมฤทธิผลการปฏิรูปที่ประชาชนสัมผัสได้จะเป็นเรื่องอะไรและเกิดขึ้นเมื่อใดเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะเห็น

ในความเป็นจริงขณะนี้ สิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ และประชาชนซึ่งบริโภคสื่อก็คงจะเห็นคล้อยตามไปด้วยกับสิ่งที่สื่อนำเสนอ ก็คือ

1. การร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญๆ จะเขียนออกมาอย่างไร เช่น ที่มานายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ คนนอกจะมาเป็นนายกฯ ได้ไหม ด้วยเงื่อนไขอย่างไร พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อคนจะเป็นนายกฯ ให้ประชาชนเห็นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้แบบไหน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติจากประชาชนหรือไม่

2. การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตจำนำข้าว จะเรียกเป็นเงินเท่าไร นางสาวยิ่งลักษณ์จะต่อสู้แบบไหน รวมไปถึงการดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะออกมาอย่างไร ซึ่งคดีอาญาจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีคำพิพากษา การดำเนินการกับนางสาวยิ่งลักษณ์จะนำไปสู่กระแสความอึดอัดคับข้องใจของประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ตามโรดแมปของรัฐบาลและ คสช. 6+4+6+4=20 เดือน สอดรับกับโรดแมปของ สปท. 1+1+18=20 เดือน หากดำเนินไปตามปกติ นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ 20 เดือนจะมีรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงประมาณกลางปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเกิดมีอันเป็นไป ไม่ผ่านประชามติในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2559 โรดแมปจะสั้นเข้ามาทันที ความปั่นป่วนวุ่นวายก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น

แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแต่ผ่านไปแบบกระท่อนกระแท่น เสียงข้างมากที่ให้ผ่านออกมาแบบไม่ฉิวเฉียดกับฝ่ายให้คว่ำ เช่น มากกว่ากันแค่ 2-3 ล้านเสียง ก็มีแนวโน้มจะเกิดปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากฝ่ายไม่ยอมรับจะอ้างถึงข้อบกพร่องที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขต่อไป ขณะที่รัฐบาล กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เดินหน้าจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเพื่อการปฏิรูปประเทศ

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยถือว่าลงหลักปักฐานได้มั่นคงกว่าพม่า แต่เมื่อพม่าเริ่มต้นตั้งหลักแล้วเดินไปข้างหน้า ไทยอาจถูกพม่าแซงหน้าไปได้ง่ายๆ หากไทยยังหาแนวทางการเมืองการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยไม่ได้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย ไม่แน่ว่า อาจมีคนไทยชำเลืองตามองพม่าแบบอิจฉาก็เป็นได้

เทียบฟอร์ม สภาขับเคลื่อนฯ กับ สภาปฏิรูปฯ

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

เทียบฟอร์ม สภาขับเคลื่อนฯ กับ สภาปฏิรูปฯ

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเลือกประธาน สปท. และรองประธานอีก 2 คน ซึ่งผ่านฉลุยตามโผอย่างไร้คู่แข่งเมื่อตอนเช้าวันที่ 13 ตุลาคม ได้แก่

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. คนที่ 2

วันเดียวกันนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ลงนามในประกาศแต่งตั้งทันที

ใครหลายคนที่ดูและฟังการถ่ายทอดการประชุมนัดแรก พูดตรงกันว่า

นี่คือ สภาการเมือง

ไม่ใช่ สภาวิชาการ เหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

และต่างเป็นห่วงว่า การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่ สปท. จะทำงานสืบแทนต่อเนื่องจาก สปช. อาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็วตามความคาดหวังของประชาชน

ประกอบกับ ได้ประธาน สปท. เป็นผู้สูงวัย อายุ 81 ปี จะขับเคลื่อนไหวแน่หรือ

หรือคิดว่า ถ้าคนแก่ขับแล้วไม่เคลื่อน ก็จะเรียกคนหนุ่มอย่างนายอลงกรณ์มาช่วยแก้ปัญหาทีก็มิอาจรู้ได้

แต่ที่แน่ๆ อดีต สปช. ในมาดนักการเมือง ยี่ห้ออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างนายอลงกรณ์คงจะรับเละ เพราะหันมามองข้างๆ รองประธานคนที่ 2 นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ก็เป็นมือใหม่หัดขับทั้งเรื่องการปฏิรูป เนื่องจากไม่ได้เป็น สปช. มาก่อนและเรื่องงานสภาที่จะต้องเข้าใจข้อบังคับและธรรมชาติของที่ประชุมคนหมู่มาก 200 คน ที่เมื่อมารวมอยู่ด้วยกัน ต่างก็ต้องการจะพูด อภิปราย แสดงความคิดเห็น เสนอแนะ โดยแต่ละคนต้องการพูดมากๆ กันทั้งสิ้น

สุดท้าย สื่อมวลชนและประชาชนคงเอาไปเปรียบเทียบว่า

ระหว่างประธาน สปช. เทียนฉาย กีระนันทน์ กับ ประธาน สปท. ทินพันธุ์ นาคะตะ

ใครจะเจ๋งกว่ากัน

ระหว่าง สปช. 250 คน กับ สปท. 200 คน ใครมีคุณภาพและทำงานปฏิรูปได้ดีกว่ากัน

ช่วงนับจากนี้ ภารกิจของ สปท. คือการจัดสัมมนานอกสถานที่เพื่อสร้างความรู้จักและความคุ้นเคยต่อกัน นอกจากนั้น ยังต้องตั้งคณะกรรมาธิการไปจัดทำข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนฯ ว่าจะให้มีคณะกรรมาธิการกี่คณะ คณะใดบ้าง

เมื่อข้อบังคับผ่านการพิจารณาของที่ประชุม นำมาใช้ก็จะเลือกสมาชิก สปท. เข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ วางหลักเกณฑ์การบริหารงาน โดยเฉพาะการอภิปรายในที่ประชุม จะอภิปรายเรื่องอะไร อย่างไร

เช่น เรื่องความปรองดองที่เถียงกันอยู่และ พล.อ. ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การสร้างความปรองดอง คือการปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การนิรโทษกรรม สปท. จะว่ายังไง

รวมไปถึง สปท. จะทำให้ประชาชนเข้าใจการปฏิรูป และรู้สึกชื่นชอบ มีความหวังต่อ สปท. ได้หรือไม่ แค่ไหน

ถึงตอนนั้นจะรู้ว่า 200 คน ที่ พล.อ. ประยุทธ์ลงนามแต่งตั้งเข้ามาตามสัดส่วน จะได้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ พร้อมที่จะสานงานปฏิรูปต่อจาก สปช. เพียงไร

โรดแมป 6-4-6-4 รวมแล้ว 20 เดือน จะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตามห้วงเวลาที่ผ่านไปแต่ละเดือน สำหรับคำตอบว่าด้วยการปฏิรูปถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องกระบวนการยุติธรรม เรื่องสร้างความปรองดอง เป็นต้น

การรับไม้ปฏิรูปของ สปท. ต่อจาก สปช. แม้จะให้เวลาไว้ถึง 20 เดือน มากกว่า สปช. ที่มีอายุสั้นแค่ 11 เดือน อาจไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่สมาชิก สปท. จะได้อยู่นานๆ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยบอกว่าชอบความสงบเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมประท้วง ไม่มีเรื่องวุ่นวายเหมือนหลายปีที่ผ่านมาก่อนเกิดการรัฐประหาร อาจรู้สึกหงุดหงิด แล้วพูดว่าไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญหาได้

นี่ยังไม่พูดถึงประชาชนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลที่ไม่ว่ารัฐบาลจะทำดีหรือไม่ สปท. จะขับเคลื่อนการปฏิรูปแบบไหน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะร่างออกมาอย่างไร ก็ไม่เอาด้วย คนเหล่านี้รอเวลาได้แสดงตัวตนและความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองเมื่อถึงจังหวะ นั่นคือ การออกเสียงประชามติหรือการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.

ดังนั้น การทำงานของ สปท. เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดมรรคเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสอบของสมาชิก 200 คน ที่จะต้องทยอยส่งคำตอบให้กับประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ไปเรื่อยๆ

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปฏิรูปประเทศครั้งสุดท้าย

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปฏิรูปประเทศครั้งสุดท้าย

หลังจากประกาศรายชื่อแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน

และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 200 คน

การเดินหน้าทำงานตามอำนาจหน้าที่ก็เริ่มต้นทันที

เวลา 13.30 น. วันรุ่งขึ้น (6 ตุลาคม) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เรียกประชุม กรธ. เลือกตำแหน่งต่างๆ และกำหนดกรอบการทำงานโดยนัดประชุมตอนบ่ายทุกวันจันทร์-ศุกร์ ประกาศว่าจะดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนมกราคม 2559 จากนั้นจะเผยแพร่ร่างแรกสู่สาธารณชน และส่งไปยังพรรคการเมืองให้แสดงความคิดเห็นในการขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ กรธ. จะนำมาปรับแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน

หลักที่ กรธ. วางไว้คือ

1. รัฐธรรมนูญควรเขียนในหลักการที่สำคัญ

2. เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองได้

ในแง่ของกรอบเวลา จากวันนี้ไปถึงมกราคมปีหน้าก็เท่ากับใช้เวลาไป 3 เดือนสำหรับร่างแรก ที่จะนำไปสู่การเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน พรรคการเมืองและรวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

การรับฟังอาจใช้เวลาอีก 1 เดือน

กรธ. นำมาปรับแก้ให้เป็นร่างสุดท้ายซึ่งถือว่าเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลา 2 เดือน

รวมแล้วก็ 6 เดือนเป๊ะตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2558 กำหนดให้ กรธ. ร่างให้เสร็จภายใน 180 วัน หรือ 6 เดือน นั่นคือ ไม่เกินประมาณวันที่ 6 เมษายน 2559

ต่อจากนั้น เข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญ นั่นคือ คณะรัฐมนตรีจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเล่มจำนวน 18 ล้านเล่ม ส่งไปรษณีย์ถึงบ้านผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 18 ล้านครอบครัว ครอบคลุมผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 47 ล้านคน ตามมาด้วยการทำความเข้าใจต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคงจะมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และนั่นอาจหมายถึงการอยากให้ผ่านหรืออยากให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

นับจากนี้ประชาชนจึงต้องเฝ้าจับตามองกระบวนการทำงานของ กรธ. ชุดนายมีชัยเป็นประธาน และดูว่าจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร สามารถสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างการยอมรับของสื่อมวลชนและประชาชนได้หรือไม่

สำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้สมาชิก สปท. 200 คน มีทั้ง สปช. เก่า ข้าราชการประจำ ข้าราชการเกษียณ ทหาร-ตำรวจ นักการเมือง และแกนนำกลุ่มองค์กรมวลชนทางการเมือง นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ หลังประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานอีก 2 คนแล้ว ก็จะต้องจัดทำข้อบังคับการประชุม

บทเรียนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คือการทำข้อบังคับการประชุมเลียนแบบสภาการเมือง อย่างสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั่นคือ จะพูด จะอภิปรายก็ต้องมีพิธีรีตอง กำหนดให้พูดตามเวลาที่กำหนดคนละนิดละหน่อยเนื่องจากกลัวสมาชิกจะพูดกันมากเกินไป

มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ทำแบบเดิม

แต่สิ่งที่เป็นสาระคือ สปท. จะมีกระบวนการทำงานแบบไหนในการร่อนตะแกรงข้อเสนอวาระปฏิรูป 37 วาระ วาระพัฒนา 6 วาระ ข้อเสนอรวมแล้ว 140 กว่าประเด็น โดยเลือกเอาแต่เฉพาะเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนมาดำเนินการโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์หรือความสำเร็จอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ประชาชนสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

เช่น เรื่องการศึกษา อะไรคือเรื่องสำคัญเร่งด่วน จะขับเคลื่อนเรื่องไหน จะทำอย่างไร ใครทำ จะเกิดผลดีต่อใคร อย่างไร

เรื่องการเมือง, เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น, เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, เรื่องสาธารณสุข, เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เรื่องพลังงาน, เรื่องเศรษฐกิจ, เรื่องสื่อมวลชน, เรื่องสังคม และเรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน

การมีข้าราชการประจำ อดีตข้าราชการประจำ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ จะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปได้แค่ไหน

แต่ทั้งนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ไม่ต้องไปยุ่งกับการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

แม้ กรธ. 21 คน กับ สปท. 200 คน อันเป็นแม่น้ำ 2 สายที่ถูกออกแบบใหม่ให้เพิ่งเกิดขึ้นจะแยกอำนาจหน้าที่ออกจากกัน แต่มีความสัมพันธ์กัน

เพราะการปฏิรูปในด้านต่างๆ อาจต้องนำไปบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญและจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ หากการร่างรัฐธรรมนูญโดย กรธ. เกิดปัญหา นำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะแวดวงนักการเมืองเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์เป็นประธาน กระทั่งนักการเมืองเกิดความปรองดองโดยมิได้นัดหมาย ด้วยการประกาศว่าจะคว่ำในชั้นการออกเสียงประชามติถ้าหากที่ประชุม สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบ

ปัญหาร่างรัฐธรรมนูญก็จะกระทบต่อการปฏิรูปที่ สปท. กำลังดำเนินการอยู่

ประกอบกับโรดแมปที่วางไว้ 6-4-6-4=20 เดือน ทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วง แต่เกิดปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงจะด้วยเหตุใดก็ตาม เวลาที่หมดไปเกือบ 3 ปีนับจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อาจทำให้ฝ่ายที่ไม่พอใจ คสช. และรัฐบาล เคลื่อนไหวต่อต้านโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นไปได้ เพราะถือว่าได้ทนมามากแล้ว

การปฏิรูปประเทศโดย สปท. การเขียนรัฐธรรมนูญในบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวต่างๆ นับจากนี้ไปเป็นเรื่องยากต่อการพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

รู้แต่เพียงว่าเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางและล่อแหลมที่ความสำเร็จและความล้มเหลวอยู่บนเส้นแบ่งที่ใกล้กันมาก

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

ถ้าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติ เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ได้เสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ถึง 124 เสียง หรือเกินกว่านี้

ป่านนี้ประชาชนคงจะได้หยิบจับหนังสือร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนจัดพิมพ์ 18 ล้านเล่ม จัดส่งไปตามบ้าน 18 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ได้อ่านและศึกษาทำความเข้าใจ ก่อนจะตัดสินใจว่า การออกเสียงประชามติ จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

การเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน การแสดงความเห็นของฝักฝ่ายต่างๆ ในสังคม ทั้งฝ่ายที่อยากให้ผ่านร่างฯ กับอยากให้คว่ำร่างฯ ผู้ที่เสียงดังคือ นักการเมือง แกนนำองค์กรมวลชนอย่าง นปช. กปปส. นักวิชาการ องค์กรเอกชน ฯลฯ ฝ่ายกลางๆ ยังไม่ตัดสินใจ คงเป็นไปอย่างคึกคัก

ในท่ามกลางที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ดีหรือร้ายอย่างไร

รัฐธรรมนูญที่พึงปรารถนาของสังคมไทยเป็นอย่างไร

แต่จะได้เห็นความขัดแย้ง แตกแยกเกิดขึ้นอีกครั้ง

และส่อแววจะเป็นวิกฤตการณ์ ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะให้ผ่านหรือให้คว่ำ

แต่เมื่อ สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบเพียง 105 เสียง ไม่ถึง 124 เสียง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” จึงเป็นอันยุติลง ไม่ต้องนำไปออกเสียงประชามติ

135 เสียง สปช. ที่ลงมติ ไม่เห็นชอบ และ 7 เสียง งดออกเสียง คือเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันว่า ต้องหยุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอาไว้ ปล่อยออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองวุ่นวายแน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกหัวหรือก้อย

สิ่งที่น่าสนใจ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จไม่เกิน 180 วัน จะออกแบบอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ ยอมรับได้ และต่อจากนั้น นำไปสู่การผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ

1. ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รับฟังความเห็น คสช. ครม. สนช. และประชาชนประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ กรธ. ไปวางระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการรับฟัง ฯลฯ คำถามคือ กระบวนการรับฟังที่เป็นประชาธิปไตยจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

2. เรื่องสำคัญๆ จะออกแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน เช่น ระบบการเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., ที่มาของนายกรัฐมนตรี, กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ, คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ ฯลฯ, การปฏิรูปประเทศ, การสร้างความปรองดอง, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

3. ร่างรัฐธรรมนูญถ้าจะให้เป็น ฉบับปฏิรูปจะเขียนยังไง และจะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบไหน (ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่าให้ไปเขียนให้เหมาะสมกับสังคมไทย?)

4. การนั่งร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารกับสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จริงใจ อาศัยกลไกอะไรมาช่วยดำเนินการ

5. การออกแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนร่างให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนำไปออกเสียงประชามติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. จะทำให้ถี่ถ้วน รอบคอบ และไม่เกิดปัญหาในการต้องตีความตามตัวอักษรหรือตามเจตนารมณ์ในวันข้างหน้าได้อย่างไร

ประเด็นพิจารณาข้อ 5 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายจะเป็นปัญหาใหญ่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20

เหตุผล มีดังนี้

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 เมื่อปี 2540 จัดทำโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 99 คน สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจาก สสร. เมื่อร่างเสร็จในร่างฯ แรกจะนำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในแต่ละมาตราโดย สสร.จังหวัดดำเนินการ หรือที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์ จากนั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนำมาปรับแก้ ปรับแก้ไขเสร็จก็เปิดให้ สสร. ขอแปรญัตติทีละมาตรา นำเข้าอภิปรายในที่ประชุมสภาร่างฯ ลงมติทีละมาตราจนจบทุกมาตรา การตีความร่างรัฐธรรมนูญก็นำมาจากการพิจารณาและการอภิปรายของสภาร่างฯ

เมื่อร่างเสร็จ ให้ส่งเข้าสู่การพิจารณาลงมติของรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงไม่ต้องนำไปลงประชามติ

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 18 เมื่อปี 2550 จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการร่างทำเช่นเดียวกับปี 2540 เมื่อผ่านสภาร่างฯ นำไปออกเสียงประชามติ

เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบ 14.7 ล้านเสียง

ไม่เห็นชอบ 10.7 ล้านเสียง

แต่สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่มีสภาร่างฯ ไม่มีการประชาพิจารณ์ ไม่ต้องนำมาอภิปรายเพื่อลงมติทีละมาตราในสภาร่างฯ การร่างจะถูกวิจารณ์ว่ารวบรัดตัดตอนหรือไม่ จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกต่อต้านหรือไม่

สาเหตุประการหนึ่งที่ สปช. ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “บวรศักดิ์” ก็คือ การขาดการเชื่อมโยงระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างฯ 36 คน (เป็น สปช. 21 คน) กับ สปช. อีก 200 กว่าคน

สปช. จำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่มีบทบาทร่วมเสนอแนะ ไม่ได้ร่วมพิจารณาออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่า ในช่วงหลังๆ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ปกปิดไม่ให้ สปช. ได้รับรู้ เมื่อมีหลายประเด็นถูกร่างขึ้นมาโดยไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมือง นักวิชาการ ฯลฯ การนำไปลงประชามติเกิดความสุ่มเสี่ยงจะผ่าน-ไม่ผ่าน เกิดสถานการณ์อ่อนไหวยากต่อการพยากรณ์ว่าถ้าถูกประชาชนคว่ำในการออกเสียงประชามติ หรือแม้จะผ่านประชามติแต่ผ่านอย่างเฉียดฉิว ร่างรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาในการบังคับใช้ ฯลฯ

การคว่ำร่างฯ ในชั้น สปช. จึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าปล่อยให้ผ่านไปแบบไม่รู้ชะตากรรมแล้วไปติดกับรัฐธรรมนูญ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สุดท้ายก็จะถูกฉีกอีกเพื่อแก้ปัญหา

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

การจัดงานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยกับ สปช.” นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ประเด็นปฏิรูปด้านต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อสารมวลชน ทั้งการแถลงชี้แจงตั้งแต่ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ฯลฯ และการแบ่งกลุ่มเสวนา มีการนำเสนอสาระการปฏิรูปและการแลกเปลี่ยนความเห็น ตามประเด็นปฏิรูปที่สำคัญรวม 6 กลุ่ม ได้แก่

ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรม, กลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบและการบังคับใช้กฎหมาย, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม, กลไกของรัฐที่มีประสิทธิภาพ, คุณภาพคนและพลเมือง

ปิดรายการตอนเย็นโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับมอบผลงานการปฏิรูปจากมือนายเทียนฉาย

ภาพส่งท้ายงานในช่วงเย็นแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้คัดเลือกสมาชิก สปช. ให้มาปฏิบัติหน้าที่ได้ยอมรับการทำงานของ สปช.

หาก พล.อ. ประยุทธ์ไม่ยอมรับ สปช. จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ก็น่าจะรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในคณะ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมาแทนแล้วอ้างว่า ติดภารกิจสำคัญ มาร่วมงานรับมอบผลงานไม่ได้

ถ้าทำเช่นนี้ ใครจะไปว่าอะไรได้

จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ

เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์รับเอกสารกองโตจากนายเทียนฉายแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์จะนำไปพิจารณาในฐานะเป็นรัฐบาล แต่คงจะยังไม่ดำเนินการใดๆ

เพราะหลัง สปช. สิ้นสุดสภาพเมื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญช่วงประมาณวันที่ 7 กันยายน จากนั้นภายใน 30 วัน นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกิน 200 คน มาดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ เหมือนกับที่ สปช. เคยทำมา และทำสืบต่อจาก สปช. โดยให้คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่

กฎเกณฑ์ดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์จะรอการเสนอเรื่องการปฏิรูปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

การที่รัฐบาลจะไปดำเนินการปฏิรูปเรื่องใดๆ ก่อนที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอย่อมไม่ถูกต้อง

นี่เป็นเรื่องการปฏิรูปที่ยังต้องรอไปอีกช่วงหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ

สปช. ได้รับร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 22 สิงหาคม เมื่อได้รับร่างรัฐธรรมนูญ สปช. มีเวลาศึกษาไม่เกิน 15 วัน และภายใน 3 วันนับจากนั้น จะต้องมีการนัดประชุม สปช. เพื่อให้สมาชิกมาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ (คว่ำ) ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เกินวันที่ 7 กันยายน

สปช. จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้ผ่านหรือคว่ำเป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบความเป็นไปของบ้านเมือง

กรณี สปช. ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปคือ ร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่

ถ้าเกิดประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าคว่ำ ก็จะเกิดคำถามจากสังคมว่า

ทำไม สปช. จึงส่งร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามาให้ประชาชนลงมติ สปช. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

สมมติ ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีหลักประกันว่า จะไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยังขัดแย้งกันอยู่หรือขัดแย้งกันไปเรื่อยๆ จนเกิดภาวะ “วิกฤตรัฐธรรมนูญ”

เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญก็คงอายุไม่ยืนยาวเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นแน่แท้

การปฏิรูปประเทศกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังจะก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตย

ซึ่งยากต่อการพยากรณ์ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

จะสงบเรียบร้อย แล้วเดินหน้าไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริงเสียที ภายใต้ร่มธงการรัฐประหาร

หรือจะวุ่นวาย ปั่นป่วน อลเวง คนไทยแตกแยก ขัดแย้งชุมนุมเดินขบวนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กลับไปเหมือนเก่าในช่วงเกือบ 1 ทศวรรษตั้งแต่ปี 2548 มาจนถึงก่อนเกิดเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 ที่เกิดความรุนแรง มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางก็ไม่น้อย

การปฏิรูปและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไปหาคำตอบเอาวันข้างหน้า และใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจะแน่นอน

%d bloggers like this: