เสริมไอเดีย

All posts tagged เสริมไอเดีย

อาหารผง เพื่อคนรุ่นใหม่

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0748150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เสริมไอเดีย

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

อาหารผง เพื่อคนรุ่นใหม่

ปัจจุบัน อาหารหลายอย่างถูกเปลี่ยนรูปโฉมไปเป็นผงได้อย่างไม่น่าเชื่อ สามารถเปลี่ยนธรรมชาติจากของเหลวให้เป็นผงได้ เปลี่ยนค่านิยมและความคุ้นเคยกันมายาวนานให้เป็นผงได้ เปลี่ยนสิ่งที่ไม่น่าทำเป็นผงให้กลายเป็นผงได้ ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร

ลองอ่านเรื่องราวของผู้ประกอบการเหล่านี้ ที่นิยมทำอาหารให้เป็น “ผง” ขายในตลาดอย่างเปิดเผย

น้ำตาลโตนดผง

พลิกโฉมเป็นน้ำตาลพรีเมี่ยม

ในเขตอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา มีต้นตาลโตนดมากที่สุดในประเทศไทย มีการนำส่วนต่างๆ ของตาลโตนด ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โอท็อปต่างๆ เช่น น้ำตาลโตนดแว่น สบู่ตาลโตนด ภายใต้ชื่อยี่ห้อว่า “โหนด นา เล” โดยเฉพาะน้ำตาลโตนดแว่น เป็นน้ำตาลที่ได้จากต้นตาลโตนด ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปน้ำตาลสดหรือน้ำตาลโตนดเข้มข้น นำมาเคี่ยวในกระทะจนน้ำระเหยออกไป เหลือเป็นน้ำตาลข้นเหนียว จากนั้นใช้ใบตาลมาทำเป็นวงกลมเล็กๆ เอาน้ำตาลโตนดหยอดในวงก็จะได้น้ำตาลโตนดก้อนกลมๆ แบนๆ ขนาดกะทัดรัด เรียกขานทั่วไปว่า “น้ำตาลแว่น”

ต่อมา กลุ่มสบู่ตาลโตนด โหนด นา เล จังหวัดสงขลา ต้องการพัฒนาน้ำตาลโตนดให้เป็นน้ำตาลผง หวังให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของตนมีความหลากหลายมากขึ้น จึงเข้ารับบริการปรึกษาจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ทางศูนย์ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นน้ำตาลโตนดผง และออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยปรับโฉมใหม่ จนทำให้น้ำตาลโตนดในท้องถิ่นแดนใต้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมขึ้นมาได้ในพริบตา โดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากถุงพลาสติกมาใส่ขวดแก้วขนาดพอเหมาะ พร้อมทำฉลากสินค้าออกแบบด้วยโทนสีน้ำตาลให้สอดคล้องกับสีของน้ำตาลโตนด ท้าทายด้วยชื่อแบรนด์โหนด นา เล เป็นภาษาอังกฤษเด่นชัด “NODE NA-LE” แค่นี้ก็พรีเมี่ยมเป๊ะทันตา

รูปลักษณ์ใหม่ในขวดหรู ทำให้น้ำตาลโตนดผงรายนี้ กลายเป็นของฝากของขวัญที่มีราคา มีความคลาสสิกในตัว ถือเป็นการขยายฐานการตลาดไปสู่กลุ่มพรีเมี่ยม และขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรักสุขภาพ ที่ต้องการเปลี่ยนแนวการใช้น้ำตาลทรายมาใช้น้ำตาลโตนดแทน โดยอาศัยจุดเด่นของน้ำตาลโตนดที่มีความได้เปรียบเรื่องความหอมและละลายได้รวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นแรงดึงดูดให้ขยายตลาดได้มากขึ้นต่อไป

ลองลิ้มน้ำตาลโตนดพรีเมี่ยมจาก กลุ่มสบู่ตาลโตนด โหนด นา เล เลขที่ 11/4 ม.7 ตำบลท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 90190 โทรศัพท์ (081) 275-7156, (074) 590-546, (083) 186-5473

น้ำผึ้งผง

เพื่อนใหม่คู่หูชา-กาแฟ

คุณบัญชา นทีคีรีกาญจน์ เจ้าของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์เลี้ยงผึ้งและจำหน่ายน้ำผึ้งมานานกว่า 30 ปี ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งเป็นที่รู้จักภายใต้แบรนด์ “GOLDEN BEE” ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผึ้งทุกรูปแบบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล

ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงในธุรกิจของตน เมื่อมาถึงจุดหนึ่งย่อมต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อหาจุดต่างให้กับธุรกิจของตน จากน้ำผึ้งที่เป็นของเหลว คุณบัญชาอยากเปลี่ยนโฉมน้ำผึ้งให้เป็นน้ำผึ้งผง เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ และเปิดโอกาสหรือเปิดช่องทางให้มีการใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งผงได้มากขึ้น เช่น ใช้เสิร์ฟคู่ชา-กาแฟตามร้านอาหาร ภัตตาคาร และโรงแรม เป็นต้น

จุดเด่นของน้ำผึ้งผง มีคุณสมบัติละลายน้ำง่าย มีกลิ่นหอม และรสหวานที่เป็นธรรมชาติ และมีจุดเด่นในเรื่องสรรพคุณของน้ำผึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย

เจ้าของฟาร์มพัฒนกิจ มีความเชื่อว่า การแปรรูปน้ำผึ้งให้เป็นน้ำผึ้งผง นอกจากทำให้ผู้บริโภคนำไปใช้งานได้สะดวกแล้ว ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายกว่าของเหลว ความปรารถนาของฟาร์มพัฒนกิจดังไปไกลถึงหน่วยงานราชการอย่างจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญช่วยกันคิดค้น ปรับสูตร และกระบวนการผลิตจนได้น้ำผึ้งผงที่มีมาตรฐานทั้งกลิ่นและรสชาติ ที่สำคัญละลายได้ดีในน้ำชา-กาแฟอีกด้วย

น้ำผึ้งผง เริ่มวางตลาดด้วยบรรจุภัณฑ์กล่อง ขาวตัดกับสีทอง พร้อมข้อความภาษาอังกฤษบอกโต้งๆ ว่า “HONEY POWDER” ในแถบสีม่วงที่โดดเด่น การออกแบบถูกวางตัวให้น้ำผึ้งผง กลายเป็นสินค้าดูดีมีระดับในพริบตา

อยากลองของมีระดับ ติดต่อได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ เลขที่ 187 หมู่ 7 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์ (053) 422-460, (081) 961-6948 http://www.phatthanakit.net

น้ำปลาผง

ตอบโจทย์คนซื้อและคนขาย

ในเขตตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งชุมนุมปลาสร้อยจำนวนมาก ซึ่งหาง่ายและราคาถูก กลุ่มสตรีในเขตตำบลท่าฉนวน จึงรวมตัวกันนำปลาสร้อยมาต้ม ทำเป็นน้ำปลาขายในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง กรรมวิธีการต้มน้ำปลาของสตรีกลุ่มนี้ ใช้สูตรและวิธีหมักแบบโบราณ จึงทำให้ได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมของน้ำปลาแท้ๆ เมื่อน้ำปลาที่ผลิตเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ภายหลังจึงติดตรายี่ห้อน้ำปลาว่า “เด็ดดวง” ต่อมาน้ำปลาของกลุ่มสตรีนี้ได้ยกระดับกลายเป็นของดีประจำตำบล และในที่สุดได้ถีบตัวขึ้นไปเป็นสุดยอดของสินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”

จากจุดอ่อนหรือปัญหาของคนขายน้ำปลา คือเรื่องการขนส่งและอายุการใช้งานที่สั้น เมื่อทิ้งไว้เป็นเวลานาน น้ำปลาจะตกตะกอนของเกลือ ขายไม่ได้ ทำให้ผู้ผลิตน้ำปลา “เด็ดดวง” อยากหาทางออกเพื่อให้น้ำปลาขนส่งได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน เก็บไว้ได้นานขึ้น จึงเกิดความคิดอุตริอยากทำน้ำปลาที่เป็นน้ำให้กลายเป็นน้ำปลาผงให้รู้แล้วรู้รอดไป ในที่สุดความคิดพิเรนก็เป็นจริงได้ เมื่อศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำให้ปรับการผลิตจากน้ำให้เป็นผงได้ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยใช้เทคนิคการระเหยที่เรียกว่า กระบวนการ Dehydration และกระบวนการพ่นฝอย

ในที่สุด ความฝันของกลุ่มสตรีท่าฉนวน จังหวัดสุโขทัย ก็สำเร็จได้โดยสามารถผลิตน้ำปลาให้เป็นน้ำปลาผงได้สมใจนึก บรรจุในกระปุกปิดฉลากอย่างสวยหรู เดินสายขายได้ทั่วราชอาณาจักร ภายใต้แบรนด์ “เด็ดดวง” นอกจากจะยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยแล้ว แม่บ้านกลุ่มนี้ยังได้ยกระดับกลายเป็นแม่บ้านยุคใหม่ที่ทันสมัย สามารถผลิตน้ำปลาผงได้สำเร็จเพื่อตอบโจทย์แม่บ้านยุคใหม่ได้ลงตัวเป๊ะ

สนใจอยากลองน้ำปลารูปแบบใหม่ได้ที่ กลุ่มสตรีต้มน้ำปลา เลขที่ 249/3 ม.12 ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 64170 โทรศัพท์ (081) 973-2666

กะปิผง

สะกิดกุ้งเคยเปิดตลาดใหม่

คุณวิสุทธิ์ สิทธิเดช ผู้ริเริ่มทำกะปิผงรายแรกของเมืองไทย ภายใต้ กะปิผง “แลเลนอง” ในช่วงแรกไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยกับกะปิผง จนภายหลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตลาดจึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม

กะปิผง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกะปิที่ผ่านการอบไล่ความชื้นออก แล้วนำมาบรรจุซองขนาดเท่าซองกาแฟสำเร็จรูป เพื่อความสะดวกในการพกพา สะดวกในการเก็บรักษาได้นานนับปี โดยไม่มีกลิ่นรบกวน และไม่ต้องเก็บในตู้เย็น ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้กะปิผงทำตลาดได้ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เมื่อกะปิผงขายดีติดตลาดแล้ว ผู้ผลิตรายนี้จึงเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ จึงเล็งเป้าหมายไปที่ตัวเคย ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการทำกะปิ นำตัวเคยมาอบให้กรอบแล้วปรุงรสต่างๆ เป็นอาหารทานเล่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้แบรนด์ “แลเลนอง” แบรนด์เดียวกับกะปิผง ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่คือ กุ้งเคยอบแห้ง บรรจุในถุงสุญญากาศเพื่อรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้กรอบอร่อยได้นาน โดยใช้กราฟิกรูปกุ้งเคย เพื่อสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา

ลองลิ้มตัวเคยที่ใช้ทำกะปิได้จาก วิสาหกิจชุมชนกะปิผงระนอง เลขที่ 5/2 ม.4 ถนนอ่าวเตย ตำบลม่วง กลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง 85000 โทรศัพท์ (081) 788-7096

ข้าวผง

เปลี่ยนข้าวกินเป็นข้าวดื่ม

เนื่องจากเกษตรกรชาวบ้านในชุมชน ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประสบปัญหาข้าวล้นตลาด ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ คุณสุวภัทร สิทธิวงศ์ จึงจัดตั้งศูนย์เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาเรื่องข้าว โดยนำผลิตภัณฑ์ข้าวของเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผงทำเป็นเครื่องดื่มชงดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้ชื่อ “ข้าวอัศจรรย์” ตรานาคแเดง

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ข้าวผงรายนี้คือ ผลิตจากข้าวกล้องงอก 6 สายพันธุ์ชั้นดีของ ตำบลโพนทอง จังหวัดชัยภูมิ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะช่วยชะลอความแก่

ข้าวผงชงพร้อมดื่ม ตรานาคแดง จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพ โดยเฉพาะได้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แนะนำให้ปรับกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานขึ้น และต่อยอดพัฒนาสูตรโดยเพิ่มกลิ่นต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยกลิ่นแรกที่เลือกวางจำหน่ายก่อนคือ กลิ่นกาแฟ มีเป้าหมายเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนการผลิตโดยเพิ่มกลิ่นข้าวผงชงดื่มอีก 6 กลิ่น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทำวิจัย ส่วนบรรจุภัณฑ์เลือกใช้กล่องโลหะอะลูมิเนียม เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นสากลในการขยายตลาดสู่กลุ่ม AEC ในอนาคต

สนใจสินค้าติดต่อ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมการตลาด ตำบลโพนทอง เลขที่ 230/5-7 หมู่ 2 ถนนชัยภูมิ-บัวใหญ่ ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000 โทรศัพท์ (089) 710-9194, (098) 146-1785, (081) 721-5452 http://www.gonkham.com

มะเขือเทศผง

พร้อมชงดื่มเพื่อสุขภาพ

คุณสมพร วรรณเถิน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านวังธารทอง อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะเสริมรายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่ม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้แปรรูปพืชผลทางการเกษตรขายเป็นรายได้หลักของกลุ่ม ได้แก่ ข้าว ลำไย เห็ดหลินจือ และมะเขือเทศ ผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ khonmuang (ฅนเมือง) โดยเฉพาะมะเขือเทศนำไปอบแห้งขายแล้วก็ยังมีผลผลิตอีกเป็นจำนวนมากในท้องถิ่นของตน จึงมองหาช่องทางที่จะจัดการกับมะเขือเทศที่มีอยู่ในพื้นที่

จากกระแสความนิยมบริโภคมะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ยังคงเป็นกระแสนิยมที่ไม่เคยตกยุค คุณสมพรจึงโยงมะเขือเทศที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้ากับกระแสรักสุขภาพ ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นมะเขือเทศผง บรรจุในซองที่พกสะดวกและง่ายต่อการชงดื่ม ซึ่งต่อมา กลายเป็นจุดขายสำคัญ แค่ฉีกแล้วชงกับน้ำก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศได้ทุกที่ทุกเวลา

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือ ผลิตจากมะเขือเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ สะดวกต่อการทานและพกพา สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมะเขือเทศสด โดยที่ยังคงรสชาติของน้ำมะเขือเทศ และคงคุณค่าด้านโภชนาการ ซึ่งอุดมด้วยไลโคปีนที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

เดิมผลิตแค่มะเขือเทศอบแห้งบรรจุในถุงพลาสติก หลังจากได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจแปรรูปมะเขือเทศเป็นชนิดผงพร้อมชง ซึ่งช่วยยืดอายุการทานได้นานมากขึ้น บรรจุในถุงอะลูมิเนียมที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้น มีขนาด 10 กรัม ต่อ 1 ซอง และบรรจุในกล่องกระดาษที่มีมาตรฐาน และใช้สื่อสารสินค้ากับผู้บริโภค

หากสนใจ มะเขือเทศผง พร้อมชงดื่ม ติดต่อได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านวังธารทอง เลขที่ 53/183 ม.22 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 50160 โทรศัพท์ (081) 961-1232, (081) 208-8891

Advertisements

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0718150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เสริมไอเดีย

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

“Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว”

อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน คือหัวข้อนิทรรศการอารมณ์ดี ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น เจ้าของผลงานการ์ตูนสุดคลาสสิก “ขายหัวเราะ” โดยมีความตั้งใจนำพาผู้ชมไปสำรวจและทำความรู้จักกับ “อารมณ์ขัน” ในฐานะเครื่องมือทางความคิดอันสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ ที่นอกจากใช้เพื่อเสริมสร้างสมดุลสุขภาวะจิตที่ดีแล้ว อารมณ์ขันยังถูกใช้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันเพื่อผลิตเสียงหัวเราะ เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงในหลากหลายรูปแบบ

กระทั่งเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปใช้ทำธุรกิจ สื่อสารและสร้างสรรค์แนวความคิด สินค้า หรือบริการต่างๆ อีกมากมาย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปข้างหน้า

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน แบ่งเนื้อหาในการนำเสนอ ออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 “มากกว่าเสียงหัวเราะ” โซนที่ 2 “เปลี่ยนขำให้ขับเคลื่อนโลก” และ โซนที่ 3 “พลังขำ เปลี่ยนโลก”

สำหรับเนื้อหาแต่ละโซนนั้น ล้วนมีความน่าสนใจ “เส้นทางเศรษฐี” ขอยกตัวอย่างมาให้ชมกันแบบขำๆ แต่ได้สาระจริงจังไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อตลกกลายเป็นไอคอน

ทุกวันนี้ นักแสดงตลกทั้งเดี่ยวหรือกลุ่ม นับได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพล เมื่อความตลกทุกแบบกลายเป็นแบรนด์ที่ขายได้ นักแสดงตลกก็เท่ากับซุปเปอร์สตาร์ผู้เป็นเหมือนตัวแทนอารมณ์ขันนั้นๆ ที่ผู้ชมชื่นชมและชื่นชอบ รวมถึงติดตามไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร ไล่ไปตั้งแต่คณะตลกประจำเกมโชว์ ชิงร้อยชิงล้าน อย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง และตลกหญิงจอมขโมยซีนชื่อดังอย่าง ตุ๊กกี้ ตลกขายความเป็นกันเองแบบ โก๊ะตี๋ ตลกคาเฟ่รุ่นใหม่มุขแพรวพราว อย่าง แจ๊ส ชวนชื่น หรือจะขายความเฮฮาร่าเริงก็มี อย่าง พิธีกรสาว โอปอล์ และตลกเดี่ยวผู้โด่งดังอย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช

หัวเราะหลักล้าน

การใช้อารมณ์ขันยังปรากฏบนจอเงิน การลงทุนทางความคิดเพื่อสร้างสรรค์ความขำขันสู่ผู้ชม พิสูจน์ว่าขายได้ เมื่อภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก เป็นภาพยนตร์มีเสียงหัวเราะไม่ว่าจะมากหรือน้อยเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งหนังผีน่ากลัวด้วยตลกด้วย อย่าง พี่มาก..พระโขนง (พ.ศ. 2556) ครองอันดับ 1 กับรายได้หลักพันล้านบาท หนังตลกอารมณ์ดี ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (พ.ศ. 2557) ที่อันดับ 2 กวาดเงินไปกว่า 330 ล้านบาท กระทั่งหนังฮาป่วนอย่าง ATM เออรัก..เออเร่อ (พ.ศ. 2555) อยู่อันดับ 9 ด้วยรายได้ 152 ล้านบาท และล่าสุดกับหนังยิงมุขรัวๆ อย่าง หลวงพี่แจ๊ส 4G (2559) ที่รั้งอันดับ 10 กับยอดรายได้ 151 ล้านบาท

ส่งขำไทย ออกไปขำนอก

Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว โดย คุณชัยยุทธ์ พลายเพ็ชร นักออกแบบ เผยถึงที่มาไว้ว่า ตอนที่ทำโคมไฟเรายังไม่รู้ว่าหน้าตามันควรเป็นทิศทางไหน มันก้ำกึ่งระหว่างลามกจกเปรตเรื่องเพศสกปรก ก็ถามว่าคิดถูกแล้วเหรอที่เอาเรื่องนี้มาเล่น แต่ได้คำตอบมาว่าเล่นได้นะ เพราะอวัยวะเพศชายมันไม่ใช่แค่สืบพันธุ์อย่างเดียว มันมีความหมายมากกว่านั้น

ปรับตัวได้ ก็อยู่ได้ยาว

นอกเหนือจากการเข้าใจวิธีใช้งานอารมณ์ขัน การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขายขำอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืน เช่นเดียวกับ “ขายหัวเราะ” การ์ตูนยอดฮิตของบรรลือสาส์น ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมาตลอด 43 ปี ผ่านการรู้จักหยิบยกสิ่งรอบตัวมาผลิตแก๊กอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง การต่อยอดมุมมองของนักเขียนจากรุ่นสู่รุ่น การแตกขยายรูปแบบจากหนังสือไปสู่พื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เเท็บเลต สมาร์ตโฟน ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ “ขายหัวเราะ” ครองใจนักอ่านได้ทุกเพศทุกวัย

แปะไปให้หายเครียด

แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่สติ๊กเกอร์ข้อความท้ายรถของไทยก็สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้อ่าน เพราะผู้รับสารสามารถตีความหมายได้รวดเร็ว เข้าใจในบริบทที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ สะท้อนข้อความที่สั้นกระชับ มีสัมผัสคล้องจองในภาษาพูดเป็นกันเอง เช่น การใช้คำหยาบ การใช้คำสองแง่สองง่าม การใช้แสลง นอกจากนี้ ตัวอักษรคล้ายลายมือสีสันสดใส รวมถึงการใช้สีดำหรือสีขาวช่วยตัดขอบ ยังเพิ่มความโดดเด่น ดึงดูดสายตา

……………

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-2 ตุลาคม นี้ ที่ TCDC ชั้น 5 ดิ เอ็มโพเรียม (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์) เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 664-8448 # 213, 214 หรือ http://www.tcdc.or.th

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เสริมไอเดีย

วัชรี

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

กระแสการท่องเที่ยวกำลังเป็นที่นิยม ได้รับความสนใจจากสังคมกันอย่างคึกคัก ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวมีหลากหลายรูปแบบ ผู้คนสามารถเลือกสไตล์การท่องเที่ยว หรือกำหนดวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสรเสรี ใครชอบป่า ก็เดินป่า ชอบทะเลหรือภูเขา ก็เดินทางกันไปตามสไตล์ที่ชอบ

ส่วนใครชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เดินทางสะดวกและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีพื้นที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้คนที่ไปท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้พบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ “กลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง” และ “บ้านร้อยเสา ตะเคียนเตี้ย” ซึ่งเปิดเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ได้สัมผัสใกล้ชิดเรียนรู้วิถีชีวิตการทำประมงพื้นบ้าน และสัมผัสกลิ่นอายความเป็นกันเองของคนในพื้นที่

จุดเริ่มต้นกลุ่มประมง บ้านชายทะเลบางละมุง

การเดินทางในครั้งนี้ได้ คุณธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) เป็นผู้แนะนำและเล่าถึงการเกิดพื้นที่เชื่อมโยงนี้ว่า จากแนวคิดที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาและสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านให้อยู่เคียงข้างกับชุมชนตลอดไป นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

โดยเป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนประมงบ้านชายทะเลบางละมุงกับสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

และได้ คุณธวัชชัย ประคองขวัญ ประธานกลุ่มประมงบ้านชายทะเลบางละมุง มาเล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่ม เนื่องจากพื้นเพเดิมของคนในหมู่บ้านชายทะเลบางละมุง ที่ตั้งอยู่ในตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนขนาดเล็กริมชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวจากโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดที่มีระยะทางการออกเรือทำประมงประมาณ 8 กิโลเมตร

ในอดีต การทำประมง จะเป็นการทำประมงพื้นบ้านที่เป็นเรือขนาดเล็ก เพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้มีการคำนึงถึงว่าทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลนั้น จะมีเหลือมากน้อยแค่ไหน

จนกระทั่ง ชุมชนพบว่า ทรัพยากรที่ทางชุมชนใช้สำหรับดำรงชีพมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการถูกรุกรานจากเรือนายทุนที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำประมงได้เพียงพอกับการดำรงชีพ เกิดแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้ทรัพยากรเหล่านี้คงอยู่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถทำประมงเลี้ยงชีพต่อไปได้

จึงเกิดแนวคิดที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกจากระบบนายทุน และต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ควบคู่กับชุมชนระยะยาว รวมถึงต้องการพัฒนาให้กลุ่มประมง เป็นชุมชนกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ดังนั้น ในปี 2543 ทางชุมชนจึงได้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้น ด้วยการระดมทุนจากชาวบ้านที่มีเรือประมง เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับการกู้หมุนเวียนลงทุนของชาวประมงพื้นบ้าน โดยจัดเก็บเงินเข้าสหกรณ์จำนวน 100 บาท ต่อลำต่อเดือน และต่อมาได้เพิ่มเป็น 200 บาท ต่อลำต่อเดือน

ปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นที่เข้าร่วมสหกรณ์ดังกล่าวราว 30 ลำ ทำให้ทางชุมชนเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น และช่วงหลังๆ ได้มีหน่วยงานของภาครัฐบาลให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดูแลเรือนายทุนไม่ให้เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่ การให้เงินทุนสำหรับหมุนเวียนในการลงทุนทำประมง”

ผนึก อพท. ต่อยอดอาชีพ เที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้

คุณธวัชชัย ยังเล่าต่ออีกว่า “จนในปี 2552 ทางกลุ่มประมงได้ร่วมมือกับทาง อพท.3 เพื่อต่อยอดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการผลักดันให้บ้านชายทะเลบางละมุง เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพและการเติบโตอย่างมั่นคง และเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ทางชุมชนมีรายได้จากการทำประมงลดลงในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี

การต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้นั้น จะจัดเป็นในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบจองล่วงหน้า (Booking) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ที่กลุ่มประมง ซึ่งลักษณะการท่องเที่ยวมีแบบแพ็กเกจครึ่งวัน ท่องเที่ยวเรียนรู้สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ไปเที่ยวเกาะนก ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น หรือจะพายเรือคยัค แล้วกลับมาทานอาหารทะเลสดๆ

ส่วนแพ็กเกจกลางคืน มีกิจกรรมออกเรือไปตกหมึก ตกปลา นอกจากนี้ ยังสามารถพักแรมแคมปิ้งบริเวณชายหาดหรือบนเกาะนก

การที่ให้นักท่องเที่ยวมีการจองล่วงหน้า ในการจัดกิจกรรมต่างๆ นั้น เนื่องจากทางชุมชนต้องมีการเตรียมวางแผนรองรับล่วงหน้า เพราะไม่สามารถรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก โดยหากเป็นการเยี่ยมชมในลักษณะของการเรียนรู้ อาทิ เยี่ยมชมธนาคารปูม้า ที่จัดมาเป็นคณะ อาจจะเป็นกลุ่มนักศึกษา ข้าราชการ ก็จะรองรับได้เพียง 30-50 คนเท่านั้น

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางชุมชน จะมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่พานำเที่ยวเกาะนก การตกหมึก ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500 บาท ต่อลำ บรรจุคนได้ราว 7-8 คน และหมึกที่ตกได้นั้น หากนักท่องเที่ยวต้องการ ก็สามารถซื้อกลับไปได้ ส่วนบริการตกปลา จะคิดค่าบริการเรือ 6,500 บาท ต่อลำ ปลาที่ตกได้นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปได้ หรือจะให้ทางกลุ่มทำอาหารให้ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ”

ในส่วนของการอนุรักษ์ทรัพยากรนั้น ทางกลุ่มจึงได้มีการจัดตั้งธนาคารปูม้า เพื่ออนุบาลปูไข่นอกกระดองเพื่อนำตัวอ่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วย การเลี้ยงหอยหวาน และการทำปะการังเทียม เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศในท้องทะเล

เพิ่มความสะดวกนักท่องเที่ยว ด้วยแอพ SMART PATTAYA

ทางด้าน คุณธิติ เล่าเพิ่มเติมให้ฟังอีกว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนระหว่างกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุงกับกลุ่มเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่ให้บริการในด้านที่พัก การแสดงและการโชว์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

รวมถึงเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตที่พอเพียง ซึ่งทาง อพท.3 มีพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนทั้งสิ้น 9 แห่ง ประกอบด้วย เมืองพัทยา (ครอบคลุมพื้นที่เกาะล้านและเกาะไผ่) เทศบาลเมืองหนองปรือ เทศบาลตำบลบางละมุง เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย เทศบาลตำบลโป่ง เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อบต.หนองปลาไหล และ อบต.เขาไม้แก้ว ซึ่งในอนาคตจะมีให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รวมทั้งจากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองพัทยา ที่มีประมาณ 10 ล้านคน ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อพท.จึงจัดทำแอพพลิเคชั่น SMART PATTAYA เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และการบริการต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของพื้นที่ชุมชน ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยาได้อย่างชัดเจน และเพื่อรองรับการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ดาวน์โหลดแอพดังกล่าวไปแล้วกว่า 5,000 คน

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แก้วิกฤตภัยแล้ง 6 ไร่ กำรายได้ 1 หมื่น

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เสริมไอเดีย

มีนา

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แก้วิกฤตภัยแล้ง 6 ไร่ กำรายได้ 1 หมื่น

หลายภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม จึงได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยชูการปลูกหม่อนไหม เพื่อฝ่าวิกฤตปัญหาภัยแล้ง เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า โดยประมาณการพื้นที่ปลูกราว 6 ไร่ สามารถทำรายได้ถึง 10,000 บาท ต่อเดือน

แก้ปัญหาวิกฤตภัยแล้ง

ปลูกหม่อน ทดแทนข้าว

“ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมปรับเปลี่ยนอาชีพให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อสู้วิกฤตภัยแล้ง ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำร่องในพื้นที่บ้านคลองใหญ่ ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และตำบลลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 2 จังหวัดใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งปี 2559” คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

ทั้งนี้กับการดำเนินงานในเบื้องต้น เริ่มจากรับฟังปัญหา และความคิดเห็น รวมไปถึงความต้องการของเกษตรกรก่อน จากนั้นจึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมไปถึงรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลประกอบการตัดสินใจของเกษตรกร ว่าจะปรับเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ ซึ่งผลตอบรับปรากฏว่าเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจตอบรับการเปลี่ยนแปลง

เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนา ถือเป็นกลุ่มหลักได้รับผลกระทบหนัก เนื่องด้วยการทำนาใช้น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งนี้จึงได้ดึงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่สนใจปรับเปลี่ยนมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขึ้นเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาภัยแล้ง และเพิ่มทางเลือกในการลดความเสี่ยงการประกอบอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกร โดยได้ใช้แปลงของผู้นำกลุ่มเกษตรกรเป็นแปลงต้นแบบ ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว อย่างในที่ดอน หรือมีพื้นที่น้อยไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ ได้อย่างคุ้มค่า แล้วให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแทน โดยใช้กระบวนการของประชารัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“กรมหม่อนไหมได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี ดำเนินการสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ ให้คำแนะนำทางวิชาการ พร้อมสนับสนุนต้นพันธุ์หม่อนพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรนำไปปลูกในแปลงต้นแบบ”

ต่อยอดเสริมรายได้

6 ไร่ ได้ 1 หมื่น

ส่วนในด้านการใช้น้ำเพาะปลูกนั้น สนับสนุนให้ใช้น้ำในบ่อกักเก็บที่มีอยู่เดิมในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งมีปริมาณพอเพียง เพราะหม่อนเป็นพืชใช้น้ำน้อย

สำหรับพื้นที่ปลูกหม่อนสามารถทำได้แม้ในพื้นที่จำกัดเพียง 6 ไร่ โดยคาดว่าจะสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,800-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี ผลผลิตรังไหม 60 กิโลกรัม ต่อกล่อง หรือผลผลิตรังไหม 720 กิโลกรัม ต่อปี เท่ากับมีรายได้เฉลี่ย 10,000 บาท ต่อเดือน

“รูปแบบการปลูกจะส่งเสริมในเชิงอุตสาหกรรม หรือเลี้ยงไหมเพื่อขายรัง ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ประสานกับบริษัทจรูญไหมไทย ในการรับซื้อผลผลิตรังไหมของเกษตรกรด้วยการทำพันธะสัญญา (Contract Farming) โดยประกันราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 180-200 บาท ตามเกณฑ์การรับซื้อตามหลักมาตรฐานการรับซื้อรังไหม (พิจารณาตามเปอร์เซ็นต์เปลือกรัง, รังดี/รังเสีย)”

นอกจากส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้ว ยังส่งเสริมการปลูกหม่อนผลสด การปลูกหม่อนเพื่อขายใบ รวมไปถึงการต่อยอดสร้างรายได้ เช่น การทอผ้าไหม หรือทอผ้าไหมผสมเส้นใยอื่นๆ รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม โดยจะจัดอบรมหลักสูตรมอบความรู้ด้านต่างๆ เหล่านี้ให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดประสิทธิผล นำพารายได้มาสู่เกษตรกร

ทั้งนี้ ในด้านเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประกอบอาชีพ กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการส่งเสริมเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร ด้วยระบบการกู้ยืมเงินแบบปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อสนับสนุนการลงทุนเริ่มแรกในการสร้างโรงเลี้ยงไหมตามแบบมาตรฐาน พร้อมวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงไหมครบชุด

กับโครงการดังกล่าวมานี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับการส่งเสริมประมาณ 1,000 ราย และในขณะเดียวกัน ก็จะได้เป็นฟาร์มต้นแบบให้กับเกษตรกรพื้นที่อื่นๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งต่อไป

“ไม่มีใครแก่เกิน?เที่ยว” บริษัททัวร์จับกลุ่มผู้สูงอายุ ตลาดนี้กำลังมา ทำก่อนได้เปรียบ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ไม่มีใครแก่เกิน?เที่ยว” บริษัททัวร์จับกลุ่มผู้สูงอายุ ตลาดนี้กำลังมา ทำก่อนได้เปรียบ

“ผู้สูงวัยที่เกษียณแล้วก็นั่งอยู่บ้าน ไม่มีเพื่อนคุย รู้สึกเหงา ไม่อยากให้ผู้สูงวัยรู้สึกโดดเดี่ยว จึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจนี้”

จากข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของประเทศไทยและโลก พบว่า ปัจจุบันมีประชากรที่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้เราจะได้เห็นธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยเติบโตอย่างมหาศาล

อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ชาวต่างชาติในวัยเกษียณเลือกเข้ามาพำนักในระยะยาวเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุผลทางภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และอัธยาศัยของคนไทย ปัจจัยเหล่านี้ย่อมสร้างโอกาสธุรกิจผู้สูงวัยได้หลากหลายประเภท ธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

อย่าง บริษัท ทัวร์ฟ้าใส จำกัด ก่อตั้งโดย คุณเก็ต-ชฎารัตน ภู่วิจิตร ได้เล็งเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจผู้สูงวัย แต่เดิมเป็นพนักงานบริษัททั่วไป เกิดแนวคิดจากประสบการณ์ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศกับครอบครัว ซึ่งพ่อแม่อยู่ในวัยเกษียณ แต่ละทัวร์ที่ไปนั้นยังไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจได้

สังเกตได้ว่าทัวร์ทั่วไปเที่ยวเสร็จไม่รู้จักใคร จึงอยากสร้างสังคมของผู้สูงวัยให้มากขึ้น ถ้ามีโอกาสรู้จักกันเชื่อว่าน่าจะเป็นการสร้างสังคมให้น่าอยู่ เพราะลูกหลานไปทำงาน ผู้สูงวัยที่เกษียณแล้วนั่งอยู่บ้าน ไม่มีเพื่อนคุย รู้สึกเหงา จึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจนี้ โดยทุ่มเงินส่วนตัวเพื่อทำทัวร์เป็นของตนเอง หวังให้ผู้สูงวัยได้ไปท่องเที่ยวและพักผ่อนจริงๆ

การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทัวร์สูงวัย หัวใจฟรุ้งฟริ้ง” กลุ่มเป้าหมายเป็นวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 55-80 ปีขึ้นไป จัดเพื่อคนสูงวัยโดยเฉพาะ มีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์และความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างสูงสุด สร้างความแตกต่างจากทัวร์ทั่วไป

“เราเป็นตัวแทนในการนำเสนอการให้บริการการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มส่วนตัว หรือการจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ หรือการจัดท่องเที่ยวให้กับบริษัทและองค์กรต่างๆ ทำให้ได้การบริการที่หาได้ยากจากบริษัททัวร์อื่นๆ” นักธุรกิจสาว กล่าว

ส่วนการจัดกลุ่มท่องเที่ยวนั้น จะเน้นไม่ให้เป็นกลุ่มใหญ่เกินไป เพื่อป้องกันการดูแลและให้บริการที่ไม่ทั่วถึง โดยเลือกสถานที่ท่องเที่ยวจากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมกับครอบครัว สำรวจสถานที่ก่อนการเดินทางและออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว เพื่อให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อย่างแต่ละสถานที่ ต้องมีที่นั่งพักเพราะคนสูงวัยเหนื่อยง่าย เดินได้ไม่ไกลมาก ทางด้านเวลาการเดินทางจะไม่รีบเร่งจนเกินไป ซึ่งสามารถทำให้เที่ยวได้อย่างเต็มอิ่ม

โดยมีการดูแลอย่างใกล้ชิด จากพยาบาลร่วมทัวร์ตลอดการเดินทาง ซึ่งมีการสอบถามลูกค้าก่อนการเดินทางเสมอว่ามีโรคประจำตัว แพ้ยาหรืออาหารอะไร เพื่อความปลอดภัย แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาตั้งใจจะไปเที่ยวก็เตรียมความพร้อมมาส่วนหนึ่งแล้ว เราก็เป็นส่วนเสริมเพิ่มความมั่นใจกับลูกค้า

ซึ่งยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง มีเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ลูกทัวร์กลัวหูดับระหว่างเดินทางเพราะเป็นหวัด พยาบาลประจำทริปก็จะพูดคุยก่อนการเดินทาง เตรียมยาสามัญประจำบ้านและหมากฝรั่งไว้ ซึ่งดูอาการแล้วเป็นหวัดธรรมดา แต่หลังจากเดินทางกลับลูกทัวร์เลือดกำเดาไหล พยาบาลเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด จนผ่านเหตุการณ์นั้นไป

นอกเหนือจากการดูแลใส่ใจนั้น ระหว่างทัวร์ยังมีกิจกรรมเสริมสันทนาการต่างๆ อย่าง เกมฝึกสมองง่ายๆ ที่ไม่มากจนเกินไประหว่างการเดินทาง เพื่อให้ผู้สูงวัยได้ฝึกทักษะ และมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว

ส่วนด้านราคากำหนดไม่แพงจนเกินไป อาทิ เที่ยววันเดียวในประเทศ 970 บาท (แล้วแต่ทริป) หากพักค้างคืน ที่พาทัวร์มี จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก แพร่ น่าน กระบี่ ภูเก็ต ราคาตั้งแต่ 7,900 บาทขึ้นไป

หรือต่างประเทศ ที่พาทัวร์มี เมียนมา ลังกาวี สิงคโปร์ และภายในปีนี้มี ฮ่องกง ญี่ปุ่น หากพักค้างคืน เริ่มตั้งแต่ 6,900-16,900 บาทขึ้นไป

ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะโดยสารเครื่องบินหรือรถตู้วีไอพี มีผู้ดูแลทริป 3 คนรวมไกด์ ต่อลูกทัวร์ 15 ท่าน สามารถให้คนสนิทที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุร่วมทริปได้โดยคิดราคาทัวร์เท่ากัน

ปัจจุบันธุรกิจทัวร์ฟ้าใสทำมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว ผลตอบรับดีมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ได้มาจากการบอกปากต่อปากหรือจากทางเฟซบุ๊ก มีลูกค้าที่เคยไปแล้วชื่นชมกลับมาใช้บริการอีก

ในอนาคตตั้งใจจะพัฒนาทัวร์ผู้สูงวัยให้ดีมากขึ้น เก็บประสบการณ์และนำไปต่อยอด จัดทัวร์เที่ยวต่างประเทศที่ไกลมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ หากสนใจอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงวัย คุณเก็ต ให้คำแนะนำว่า การทำธุรกิจผู้สูงวัยต้องทำเพราะใจรักในการบริการ มีความใส่ใจและดูแลอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้มองแต่ตัวเงินมากเพราะจะขัดแย้งกับงานที่เราทำ

สนใจติดต่อ บริษัท ทัวร์ฟ้าใส จำกัด เลขที่ 148/940 ซอยรามคำแหง 190 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทรศัพท์ (081) 682-6590, (081) 915-1675 โทรสาร (02) 916-6348 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Tourfahsai

อนุรักษ์ เทียนทอง ฉายภาพ “สระแก้ว” วันนี้-อนาคต

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

อนุรักษ์ เทียนทอง ฉายภาพ “สระแก้ว” วันนี้-อนาคต

“สระแก้ว” เป็นจังหวัดหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่นับวันจะโตขึ้นเรื่อยๆ มีนักลงทุนในพื้นที่และต่างถิ่นเข้าไปทำธุรกิจที่นั่นหลากหลาย ล่าสุด “คุณอนุรักษ์ เทียนทอง” ผู้ประกอบการรายใหญ่ของอำเภออรัญประเทศ และในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจในจังหวัดสระแก้วว่า

ราคาที่ดินพุ่งพรวด

คุณอนุรักษ์ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว พูดถึงภาพรวมของสระแก้วว่า พอรัฐบาลประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ทางจังหวัดก็กำหนดให้อรัญประเทศเป็นจุดเกี่ยวกับสินค้าบริการ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โรงแรมหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์สำคัญมาลงที่อรัญประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่การลงทุนยังเป็นรายเล็กอยู่ ตอนนี้ก็มีการซื้อขายที่ดิน มีการเปลี่ยนมือ มีการเก็บกันพอสมควร ก่อนจะประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจขายกันไร่ละ 1.5 ล้านบาท ตอนนี้ 4-5 ล้านบาทแล้ว

เขาให้คำแนะนำสำหรับบรรดาเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่อยากจะเข้ามาทำธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ว่า ต้องเข้ามาดูในพื้นที่ตลาดโรงเกลือ เท่าที่มองเห็นมีประชากรแฝงเยอะ ไม่ใช่คนสระแก้ว แต่พอเข้ามาดูปุ๊บเห็นโอกาสที่จะมีการซื้อขายของ ทำธุรกิจการค้า ค้าขายชายแดนได้กับกัมพูชา คนกลุ่มนี้ก็มาซื้อบ้าน ซื้อรถที่นี่ แล้วมาเปิดร้านขายของ เพราะคนกัมพูชาต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค 100 เปอร์เซ็นต์ จากไทยทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถผลิตเองได้

“ถ้าเป็นของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน ผมว่าประเทศทางกัมพูชาและเวียดนาม เขาต้องการ เพราะทุกวันนี้เขายังดูสื่อไทย ฟังเพลงไทย ชอบอะไรที่เป็นไทยๆ ผมคิดว่า ตัวนี้จะเป็นตัวชูโรงได้”

ทั้งนี้ ปัญหาหนึ่งของการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษคือ เรื่องกฎหมาย ซึ่งคุณอนุรักษ์ชี้ว่าส่วนใหญ่อรัญประเทศเป็นพื้นที่สีเขียว ห้ามก่อสร้าง ห้ามทำโรงงาน พอมีนักลงทุนมาก็ติดผังโยธา ติดโน่นติดนี่เลยขยับไม่ออก เลยใช้วิธีเขียนมาสเตอร์แพลนรอไว้อย่างเดียว

กับคำถามที่นักท่องเที่ยวยุโรปที่เข้ามาอรัญประเทศ เป้าหมายอยู่ที่นครวัด นครธมใช่ไหม คุณอนุรักษ์ ตอบทันทีว่า ใช่ เป็นพวกมีอายุ เป็นหมอในสมัยสงคราม แล้วกลับมา แต่รุ่นใหม่ก็วิ่งตรงไปที่นครวัด นครธมก่อน แล้วมาพักที่อรัญประเทศบ้าง ก่อนจะไปพัทยาแล้วไปตราด

ลักษณะที่ว่านี้เหมือนสระแก้วยังคงเป็นเมืองผ่าน แล้วคนกัมพูชาเองมาเที่ยวที่สระแก้วมากน้อยแค่ไหน

“ดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเสียมเรียบรู้เลยว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของเขาดีพอสมควร ส่วนใหญ่คนเขมรเข้ามาโรงเรียน โรงพยาบาล และจับจ่ายใช้สอย มาซื้อของ ถ้าจะไปเที่ยวสถานบันเทิงเริงรมย์ก็ไปพัทยา ไปกรุงเทพฯ เลย หลายปีมานี้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวนครวัด นครธม ทางรถยนต์มากขึ้น เพราะถ้าไปทางเครื่องบินค่าใช้จ่ายสูง ถ้าจะเป็นฝรั่งจะแบ็กแพ็กมาเยอะ เพราะถนนสะดวก ทางดี ถ้าเป็นคนไทยขับรถเข้าไปประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว”

ตลาดโรงเกลือยังคึกคักเหมือนเดิม

ใครมาสระแก้ว แล้วไม่ได้ไปตลาดโรงเกลือ พูดได้ว่ามาไม่ถึงเมืองนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยไปช็อปปิ้งที่ตลาดนี้กันมาแล้ว ถือเป็นแหล่งซื้อ-ขายสินค้าส่ง ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีร้านค้ามากกว่า 3,000 ร้านค้า จากทั้งหมด 5 ตลาด อาทิ ตลาดโรงเกลือเก่า ตลาดเดชไทย ตลาดเทศบาล 2 (ตลาดโรงเกลือใหม่) ตลาดเทศบาล 3 (ตลาดโกลเด้น เกต) และ ตลาดเบญจวรรณ แต่ละวันมีเงินหมุนเวียนหลายสิบล้านบาท สำหรับสินค้าที่ตลาดโรงเกลือกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสินค้ามือสอง จำพวกเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แว่นตา นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าแบรนด์เนม

ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว เล่าถึงสภาพการค้าขายในโรงเกลือหลังจากถูกทางการไทยบุกกวาดล้างสินค้าก๊อบปี้ว่า ร้านในโรงเกลือมีการปรับเปลี่ยนสภาพไปพอสมควร จากเดิมที่มีกระเป๋า มีของละเมิดลิขสิทธิ์เยอะ ตอนนี้เปลี่ยนมาขายเสื้อยืด ไม่ประเจิดประเจ้อเกินไป ถามว่ายังมีสินค้าก๊อบปี้อยู่ไหม ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ยอดขายก็ยังโอเคอยู่

ทั้งนี้ ด่านที่คลองลึก อำเภออรัญประเทศ ถือว่าเป็นด่านใหญ่ต้นๆ ของบ้านเรา โดยเดือนหนึ่งมีมูลค่าซื้อขายประมาณ 5,000 ล้านบาท ถ้าเทียบกับด่านที่จังหวัดนครพนม และหนองคาย ด่านที่อรัญประเทศใหญ่กว่า ถ้าเป็นรองก็เป็นรองด่านสะเดา ที่จังหวัดสงขลา เรียกว่าในโซนภาคตะวันออกและภาคอีสาน ด่านคลองลึกคือด่านอันดับ 1

เป็นที่ทราบกันดีว่า ตลาดโรงเกลือนั้นมีอาคารมีแผงจำนวนมาก ครอบครัวของคุณอนุรักษ์ก็มีตลาดอยู่ที่โรงเกลือด้วย ชื่อตลาด โกลเด้น เกต มีแผงร่วม 1,000 แผง

ประเด็นหนึ่งที่ผู้คนสงสัยคือ ในตลาดโรงเกลือนั้นเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา มีน้อยร้านที่คนขายเป็นคนไทย เรื่องนี้ คุณอนุรักษ์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่คนกัมพูชาไม่ได้เป็นเจ้าของร้าน ส่วนใหญ่เป็นคนไทย เพราะคนกัมพูชา ตามกฎหมายไม่สามารถเป็นเจ้าของร้านได้ เจ้าของจริงๆ เป็นคนไทย แล้วคนไทยก็ไปปล่อยให้กัมพูชาเช่าอีกทีหนึ่ง หลักๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น

“คนที่มาเที่ยวโรงเกลือ เขามีความรู้สึกว่า ต้องซื้อสินค้าจากคนเขมร ต้องได้บรรยากาศเขมรหน่อย คนไทยจึงต้องไปจ้างคนเขมรมาเป็นแม่ค้า เพราะจะได้บรรยากาศของถูก และส่วนใหญ่เขาจะรวบรวมเป็นกลุ่มทุนเลยไปซื้อสินค้าในลักษณะยกเหมา เหมาล็อตใหญ่มากระจาย เลยได้ถูก เป็นสินค้าจากจีน พวกเสื้อผ้าใหม่ก็มีจากกัมพูชาบ้าง เวียดนาม แต่ถ้าเป็นของอย่างอื่นจะเป็นของจีน ผมเองส่วนใหญ่ก็ชอบซื้อของที่ตลาดโรงเกลือ เพราะราคาถูก อย่างพวกเสื้อผ้า พวกเสื้อยืด”

ถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่า จังหวัดสระแก้วน่าลงทุนแค่ไหน คงต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง

“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เสริมไอเดีย

“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จับมือนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมยักษ์ใหญ่ภาคอุตสาหกรรม ผุดโครงการ บนอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) อาคารมีชีวิตแห่งใหม่ย่านใจกลางเมือง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี 4 กลุ่มหลัก อาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์ แก้วิกฤตปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง

เปิดโครงการ KX

ลดปัญหาให้ SMEs

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยถึงโครงการอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) ซึ่งเป็น Open Collaboration Platform ทางความรู้ โดยที่อาคารแห่งนี้จะถูกบริหารจัดการให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาพูดคุยกัน รวมถึงเป็นพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ ลงสู่การแก้ไขปัญหาให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างเต็มความสามารถและครบวงจร

“ที่ผ่านมา มจธ. ทำหน้าที่ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพียงแต่ มจธ. ดำเนินภารกิจ 3 ด้านไปพร้อมกันคือ ทำวิจัย นวัตกรรมและวิชาการ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง และทำหน้าที่หาความรู้คือทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีคุณค่ามีความหมายต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมายาวนาน ซึ่งพบว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประเทศมีความอ่อนแอทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก และด้วย มจธ. มีประสบการณ์ทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน และภาคอุตสาหกรรม จึงคิดว่าถึงเวลาทำบางอย่างเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเอสเอ็มอี และนำพาประเทศออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปพร้อมๆ กับการลดความเหลื่อมล้ำ”

สำหรับวิธีการคือ มจธ. ได้เข้าไปขอรับความร่วมมือจากบริษัทใหญ่ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาและช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้นสำคัญอย่างไร ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้นได้ซื้อของที่มีคุณภาพอันดีในราคาถูกลง แต่ยังเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจของคนไทย ช่วยเหลือคนตัวเล็ก อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติด้วย

จับมือร่วมบริษัทใหญ่

ภาครัฐให้การสนับสนุน

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า “เราต้องการยกสมรรถนะของเอสเอ็มอี ซึ่งการจะทำให้สำเร็จได้ ความสำคัญอยู่ที่การได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งก่อนจะตกผลึกเป็นเรื่องนี้ได้เดินสายคุยกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนนับสิบราย พูดคุยกับศิษย์เก่าของเราหลายคน ในฐานะที่ มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่อยากจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ในขณะที่เอสเอ็มอีมีเป็นแสนราย กลไกคือต้องทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นหมายถึงต้องการเห็นเอสเอ็มอีดีขึ้น นั่นก็คือภาครัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบริษัทใหญ่ๆ ก็ต้องการพัฒนาซัพพลายเชนของเขา คือ กลุ่มเอสเอ็มอีให้ป้อนสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูกลงให้กับบริษัท ก็จะทำให้เอสเอ็มอีมีกำไรมากขึ้นด้วย ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์และเกิดการพัฒนา”

นี่คือเหตุผลทำให้ มจธ. ต้องร่วมมือกับบริษัทใหญ่หลายแห่ง อันจะนำไปสู่ประโยชน์ของประเทศชาติ

“ความร่วมมืออีกส่วนหนึ่งคือ ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนเอสเอ็มอีให้แข็งแรงโดยเฉพาะในส่วนของกิจกรรม เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามามอบความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของสินค้าและการทำงาน โดยภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วย อาจสัดส่วน 50:50 หรือ 70:30 ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งสมาคมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งประเทศไทย และ สสว.เข้ามาร่วมด้วย

ส่วนภาคการศึกษา อย่าง มจธ. มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อิหร่าน เข้ามาร่วมกันวิจัยพัฒนานำความรู้แลกเปลี่ยนต่อกัน สิ่งเหล่านี้เป็น Knowledge Exchange ที่เน้นย้ำเรื่องนี้มาก และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม มจธ. จึงต้องสร้างตึกเคเอกซ์ขึ้นมา”

พบปะ 5 หน่วยงาน

สานสู่ธุรกิจ 4 กลุ่ม

รศ.ดร.ศักรินทร์ ยังกล่าวถึงการออกแบบอาคารเคเอกซ์ ให้มีบรรยากาศเอื้อต่อทุกภาคส่วน สามารถทำภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองได้เต็มความสามารถที่สุด โดยตัวอาคารมีความสูง 20 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 20,000 ตารางเมตรโดยประมาณ ภายในอาคารเป็นสถานที่ทำงานพบปะและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ของหน่วยงาน 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และสถาบันการเงิน

อาคารถูกออกแบบให้มีความเป็นระบบนิเวศ (Eco system) เอื้อต่อการสร้างนวัตกิจ (Startup) และการแลกเปลี่ยนความรู้ อาทิ พื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พื้นที่เพื่อกระตุ้นแนวคิดด้านดีไซน์ พื้นที่ทำงานของภาคธุรกิจที่เข้ามาเป็นสมาชิก พื้นที่ห้องประชุมสัมมนา พื้นที่จัดแสดงสินค้า ชิ้นงาน งานวิจัยและนวัตกรรม พื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นภาคีเครือข่ายที่ทำงานวิชาการและงานวิจัยต่างๆ

อธิการบดี มจธ. ระบุว่า อาคารดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะสอดประสานเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่แต่ละส่วน ตามแนวคิด Interlocking in Space เพื่อรองรับหลักการดำเนินงานภายในอาคารที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาคมจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษาและภาครัฐ

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อให้บริการวิชาการกับหน่วยงานภายนอก โดยนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเครือข่าย ไปสู่การใช้ประโยชน์โดยภาคอุตสาหกรรมในลักษณะของภาคีความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

พัฒนาต่อยอด

นำความรู้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ยังได้มีการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในอาคาร เพื่อเป็นบริการนำความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปช่วยเหลือภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น อาทิ การให้คำปรึกษาและพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์

“นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง สร้างบุคคลที่มีความเป็น X Maker ในธุรกิจที่มีอิมแพ็คต่อรายได้ของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยมีเครื่องมือและความรู้พร้อมให้คำปรึกษาและรองรับผู้ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า ภารกิจดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพ โดยโครงการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาเข้ามาทำงานวิจัยร่วมกันกับภาคเอกชน ถือเป็นการทำงานบนโจทย์จริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้จริง และทำให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์จริงก่อนจบการศึกษาอีกด้วย

ทั้งนี้กับความคืบหน้าล่าสุด มูลนิธิพัฒนานวัตกรรม มจธ. ร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ 4 แห่งคือ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท แอโรฟลูอิด จำกัด และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท KX Consulting Enterprise Company Limited หรือ KCE ซึ่งเป็นโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ มีบทบาทในการบริหารกิจกรรมต่างๆ ของอาคารเคเอกซ์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

พร้อมทั้งให้การสนับสนุนในด้านบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางธุรกิจ การบริหารจัดการและการให้งบประมาณทั้งในรูปเงินลงทุนและเงินบริจาค เพื่อให้ KCE ทำหน้าที่เป็น Marketing Arms ของมหาวิทยาลัยในการดำเนินการจัดกิจกรรม เพื่อให้อาคารเคเอกซ์เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมตามแนวทางที่กำหนดร่วมกัน โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วราว 40 ราย

LINE รุกตลาด SMEs เข้าถึงความ “ง่าย” ด้วย LINE @ FOR SMEs

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เสริมไอเดีย

มีนา

LINE รุกตลาด SMEs เข้าถึงความ “ง่าย” ด้วย LINE @ FOR SMEs

ธุรกิจเอสเอ็มอี ถือเป็นตลาดใหญ่ที่หลายภาคส่วนเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ การตลาด ช่องทางจำหน่าย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มักเข้าไม่ถึง

ในความเปลี่ยนแปลงที่มีความฉับไวเข้ามาเกี่ยวข้อง โลกออนไลน์คือสื่อสำคัญ และถือเป็นช่องทางตลาดของคนยุคนี้ ที่ควรต้องหันมาใส่ใจ และจริงจัง

นอกจากวิธีสร้างเว็บไซต์ ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจมองว่ายุ่งยาก ผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือระดับโลก อย่าง LINE จึงได้เปิดตัว LINE @ FOR SMEs เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยวิธีเข้าถึงง่าย รายจ่ายคงที่ มีความรวดเร็วในการส่งรับข่าวสาร ได้ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว

เจาะตลาด SMEs

ง่าย สบายใจ ได้ผล

“หากดูในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในประเทศกว่า 2.8 ล้านคน จำนวนถึง 500,000 ราย ดำเนินธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ แต่ด้วยปัญหาที่พบคือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งได้อย่างเข้าใจ ด้วยเพราะติดที่มีความยุ่งยากเกินไป ฉะนั้น หากจะเจาะตลาดเอสเอ็มอี ความง่ายในระบบการใช้งานต้องมาเป็นอันดับ 1 ซึ่ง LINE @ FOR SMEs สามารถใช้งานง่ายด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว ให้ความรู้สึกสบายใจ และมีประสิทธิภาพต่อการใช้งาน เรียกว่าใช้แล้วเห็นผล นี่จึงเป็นเหตุผลกับการเปิดตัว LINE @ FOR SMEs เครื่องมือสำคัญที่จะตอบโจทย์ธุรกิจเอสเอ็มอี” คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า “หลังจากได้เปิดบริการทดลองใช้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558-31 มีนาคม 2559 หนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้า ทำให้ทราบกลุ่มลูกค้าของ LINE @ ว่ามีทั้งร้านค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และ LINE @ คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มยอดขาย เพิ่มปริมาณลูกค้าหน้าร้านทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์”

LINE @ FOR SMEs ดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างไรนั้น คุณอริยะกล่าวถึงตรงนี้ว่า คือเครื่องมือที่สามารถเชื่อมประสานกับลูกค้าได้โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ ไม่ต้องส่งอีเมล ซึ่งสิ่งนี้เป็นความยุ่งยากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายๆ คน

LINE @ FOR SMEs ยังสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ อย่างเช่น โปรโมชั่น ที่จะสามารถบอกผ่านลูกค้าอย่างไร้ขีดจำกัด สามารถคุยกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้ โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกค้ารายอื่นๆ

จัดแพ็กเกจรองรับ

จับตลาดให้ตรงจุด

“LINE @ FOR SMEs สามารถส่ง Broadcast Message ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารโปรโมชั่น และคูปอง ไปถึง Follower และลูกค้า โดยการแชตแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อที่จะให้บริการลูกค้าหรือปิดการขาย รวมถึงการตอบรับอัตโนมัติ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เอสเอ็มอีสามารถที่จะใช้ Premium ID เพื่อที่จะใช้ชื่อธุรกิจของตนเองในการตั้งชื่อบัญชี LINE @ ด้วยค่าบริการเพียง 200 บาท ต่อ 11 เดือน”

ในส่วนของบริการและค่าบริการ LINE @ FOR SMEs แบ่งออกดังนี้

– แบบ Basic ค่าบริการ 998 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) ไม่จำกัด การ Broadcast ข้อมูล 50,000 ข้อความ ต่อเดือน และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

– แบบ Pro ค่าบริการ 1,998 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) 50,000 ราย การ Broadcast ข้อมูล ไม่จำกัด และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

– แบบ Pro+ ค่าบริการ 6,888 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) 300,000 ราย การ Broadcast ข้อมูล ไม่จำกัด และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

“แต่สำหรับวันที่ 1 เมษายน ไปถึง 30 มิถุนายน 2559 LINE @ มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ด้วยค่าบริการเหมาจ่ายเพียง 998 บาท ต่อเดือน สำหรับแพ็กเกจ BASIC, PRO, PRO+ ด้วยจำนวน Follower และการส่ง Broadcast Message แบบไม่จำกัดจำนวน” คุณอริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดต้องการสมัคร สามารถสมัครผ่านแอพพลิเคชั่น ด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น LINE@ หรือสมัครผ่านเว็บไซต์ http://entry-at.line.me/th/

TOFUSAN น้ำเต้าหู้…สุดฮิต โกยปีละ 200 ล้าน!

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

TOFUSAN น้ำเต้าหู้…สุดฮิต โกยปีละ 200 ล้าน!

“โทฟุซังมียอดโตต่อเนื่อง 300 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย มีรายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ขึ้นครองตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มแบบขวด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี”

ท่ามกลางวิถีชีวิตเร่งรีบในชีวิตประจำวัน คนไทยมักไม่มีเวลาหันมาดูแลสุขภาพ จำเป็นต้องหาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วและสามารถดูแลสุขภาพได้ในทุกวัน

ทำให้กระแสการดูแลสุขภาพนั้นไม่มีวี่แววว่าจะแผ่วลง แถมดูแล้วจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพมีการพัฒนาให้มีความหลากหลายขึ้น

……………

คุณสุรนาม พานิชการ เจ้าของผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองผสมฟองเต้าหู้ แบรนด์ TOFUSAN (โทฟุซัง) นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่หันมาจับสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เคยทำแบรนด์ขนมไทย WAYDHANAR (เวย์ตาน่า) ร่วมหุ้นกับเพื่อน โดยนำสูตรมาจากในวัง มีความเป็นไทยที่มีลักษณะโดดเด่น อาทิ ธัญพืชอบกรอบ ผลไม้อบแห้ง สาคูมะพร้าวอ่อนกวนกะทิแบบอังกฤษ และขนมไทยนานาชนิด ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทำมา 4-5 ปี เริ่มมีกระแสจากลูกค้าถามหาขนมทานแล้วไม่อ้วน

จึงพยายามวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคมาตลอด ประกอบกับความชอบส่วนตัว ที่ทานน้ำเต้าหู้รถเข็นอยู่เป็นประจำ แต่ร้านที่ขายจะต้องเลือกที่สะอาดและอร่อย ซึ่งส่วนใหญ่ขายในตอนเช้า ทำให้ต้องขับรถออกมาในเวลาเร่งด่วนเพื่อไปซื้อก่อนออกไปทำงาน

และด้วยความที่น้ำเต้าหู้มีขายทั่วไปมักมีรสชาติไม่ถูกปาก อาจมาจากการผสมของน้ำมันพืช นมผง และสารปรุงแต่งเข้าไป เลยเกิดความคิด หากทำสินค้าที่ไม่ผสมสารปรุงแต่งใดๆ และทำให้มีรสดั้งเดิมแบบน้ำเต้าหู้รถเข็นได้น่าจะมีกลุ่มลูกค้าที่สนใจเช่นกัน

ซึ่งจากการสำรวจช่วงเวลานั้นในท้องตลาดยังไม่มีใครทำ และเชื่อว่าตัวเองทำได้ดีกว่าที่มีขายอยู่ในตลาดได้ เลยเข้าไปขอคำปรึกษาและทำการวิจัยร่วมกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ Innovative House เพื่อพัฒนาสินค้าอยู่ 9 เดือน ด้วยเงินลงทุนกว่า 600,000 บาท

โดยโจทย์มีอยู่ว่า จะทำนมถั่วเหลืองคั้นสดที่ไม่ใช้ผงถั่วเหลืองผสม ไม่ใส่สารปรุงแต่ง และต้องมีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำเต้าหู้ที่ขายตามรถเข็น

เมื่อวิจัยจนสำเร็จ จึงเปิดตัวสินค้าตัวแรกคือ นมถั่วเหลืองผสมฟองเต้าหู้ จำหน่ายสู่ตลาดในปี 2554 ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก

“ตอนแรกจะใส่เครื่องน้ำเต้าหู้ โดยทำตามแบบรถเข็น อย่าง ลูกเดือย เม็ดแมงลัก วุ้น แต่ดูธรรมดาเกินไปจึงนึกถึงฟองเต้าหู้ซึ่งยังไม่มีใครคิดทำเพราะกรรมวิธียุ่งยากพอสมควร” คุณสุรนาม บอกอย่างนั้น

แต่เส้นทางธุรกิจอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแม้สินค้าจะได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี กิจการของคุณสุรนามนี้ยังประสบปัญหาเป็นระยะ เช่น ปัญหาการขาดทุนจากการจ้างโรงงานผลิต ปัญหาโรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามกำหนด และปัญหาการลอกเลียนแบบ ฯลฯ

จนในที่สุด จึงเลือกเปิดโรงงานเป็นของตัวเองในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ในทุกขั้นตอน หมดปัญหาขาดทุน และการเลียนแบบสินค้า

คุณสุรนาม เล่าถึงปัญหาราคาถั่วเหลืองที่ขยับตัวสูงขึ้นด้วยว่า ปกติผู้ค้าจะซื้อถั่วเหลืองผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อถั่วเหลืองมีราคาสูงขึ้นทำให้คู่แข่งรายอื่นปรับขึ้นราคาน้ำนมถั่วเหลือง แต่โทฟุซังวิเคราะห์การตลาดและใช้วิธีเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง จากขวดแก้วเป็นขวดพลาสติก และลดขนาดของสินค้าลงเป็น 225 มิลลิลิตร และออกแบบรูปทรงขวดแบบเหลี่ยม ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ปริมาณมากกว่าและประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง โดยไม่ต้องขึ้นราคาและไม่ต้องลดวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน อีกทั้งยังสามารถแข่งขันทำโปรโมชั่นได้ดีกว่าคู่แข่ง และลูกค้าได้ทานสินค้ามีคุณภาพเช่นเดิม

กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ล่าสุด โทฟุซังตั้งเป้าเติบโต 200 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2559 หลังจากนำสินค้าตัวแรกจำหน่ายออกสู่ตลาดเมื่อปี 2554 มีการเพิ่มสินค้าใหม่ และขยายตลาดมาจนถึงปัจจุบันที่สามารถผลิตสินค้าได้ 100,000-200,000 ขวด ต่อวัน มียอดโตต่อเนื่อง 300 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย มีรายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ขึ้นครองตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มแบบขวด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีรางวัลมากมายมาการันตีคุณภาพ อาทิ รางวัล The Winner of Design Innovation Contest 2011, 7 Inventor Awards สุดยอดนักประดิษฐ์ รางวัลนวัตกรรมประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจ และรางวัล 6th SMEs National Award รางวัล SMEs ดาวรุ่ง ครั้งที่ 6

ในอนาคต ผลิตภัณฑ์โทฟุซัง มีความตั้งใจขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนก่อน ขณะนี้กำลังติดต่อกับทางประเทศฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จากนั้นค่อยขยับต่อไปภูมิภาคอื่น เช่น ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และทยอยทำการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในทุกประเทศแล้ว เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดงานวันนักประดิษฐ์ไทยประจำปี 2559 การจัดงานในครั้งนี้จัดภายใต้แนวคิด “Life & Learn” มุ่งสื่อความหมายถึงผลงานประดิษฐ์คิดค้นนําสู่การเรียนรู้และพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 มีจำนวน 47 ผลงาน แบ่งเป็นระดับดีเด่น ระดับดีมาก ระดับดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณ เพื่อแสดงศักยภาพของแต่ละสิ่งประดิษฐ์และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย อันจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยของนักวิจัยไทย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐีรวบรวมบางส่วนมานำเสนอ

รางวัลระดับดีเด่น

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก ผลงานของ รศ.ดร.น.สพ.พงศ์ราม รามสูต และคณะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ผลิตแอนตี้บอดี้จากมนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออกที่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ ผ่านการทดสอบในลิงและหนูแล้ว

รางวัลระดับดีมาก

การเปลี่ยนสีไข่มุกเป็นสีทอง และการพิมพ์ลวดลายลงบนไข่มุกด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

การพัฒนาคุณภาพไข่มุกน้ำจืด ให้เปลี่ยนเป็นไข่มุกสีทอง ผลงานของ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

นับเป็นนวัตกรรมสําหรับวงการอัญมณี โดยใช้เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์แสงซินโครตรอน ทำให้ไข่มุกมีสีทองแวววาว มีประกายดุจทองคำ อีกทั้งยังสามารถใช้รังสีดังกล่าวเพิ่มลวดลายบนไข่มุกได้ด้วย นับเป็นครั้งแรกในโลก สามารถเพิ่มมูลค่าไข่มุกจากเดิมได้ถึง 100 เท่า กลายเป็นเครื่องประดับและของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เชิงสีและลวดลายอันทรงคุณค่าได้

รางวัลระดับดี

ALertz อุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง

ผลงานของ ผศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ALertz : คืออุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง สวมใส่บริเวณศีรษะโดยตัวอุปกรณ์จะมีการตรวจวัดคลื่นสมองและพฤติกรรมของคนขับรถ เพื่อนํามาใช้เป็นตัวชี้วัดว่าผู้ขับขี่มีอาการง่วงหรือไม่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง ตัวอุปกรณ์จะสั่นเตือนและสามารถส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมได้ นอกจากนี้ ตัวอุปกรณ์จะบันทึกและรายงานผลช่วงเวลาที่ผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยระบบไร้สายบลูทูธได้อีกด้วย

รางวัลระดับดี

EasyHos ระบบนําทางคนไข้ในโรงพยาบาลรัฐ

ผลงานของ ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ และคณะสาขาสังคมวิทยาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ EasyHos คือระบบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการให้บริการในโรงพยาบาลรัฐ เป็นระบบที่คอยบอกผู้รับบริการว่าต้องทำอะไร เสมือนมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามผู้รับบริการ จุดเด่นของระบบสามารถบอกผู้ใช้บริการได้ถึงขั้นตอนต่างๆ ในโรงพยาบาลว่าจะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ รวมถึงบอกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและตัวยาที่จะจ่ายให้แก่ผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้สามารถทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ลดโอกาสที่จะทำผิดขั้นตอนที่อาจส่งผลให้ผู้ใช้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

รางวัลระดับดี

ชุดตรวจสอบสารปรอทในเครื่องสําอางฟอกผิวขาว

ผลงานของ รศ.ดร.พลังพล คงเสรี และคณะภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดตรวจสอบสารปรอทดังกล่าวเป็นชุดทดสอบบอกความเข้มข้นเบื้องต้นของสารปรอทที่ปนเปื้อนในเครื่องสําอาง อาทิ ปรอทแอมโมเนีย ปรอทคลอไรด์ และปรอทอะซิเตท ตรวจสอบไม่ยุ่งยาก สะดวกในการพกพา

รางวัลระดับดี

อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต TOT xDSL Tools

สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์

ผลงานของ คุณวรวิทย์ รอดอนันต์ และคณะสถาบันนวัตกรรมทีโอที บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่รองรับการติดตั้งและบํารุงรักษาบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้ง VDSL ADSL และ WiFi ภายในเครื่องเดียวกัน

รางวัลระดับดี

หุ่นยนต์ฟ้าใส การเรียนรู้เพื่อน้องคนพิเศษ

ผลงานของ รศ.ดร.ปัญรสี ฤทธิประวัติ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หุ่นยนต์ฟ้าใสมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเสริมการกระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม สมาธิสั้น

สิ่งประดิษฐ์ด้านการแพทย์ดังกล่าว มีความสามารถถึง 3 ด้านคือ 1. ฝึกออกเสียงทีละคำ 2. ฝึกเลียนแบบท่าทาง และ 3. กล่าวชื่นชมเด็กเมื่อทำถูกต้อง และให้กำลังใจ

ซึ่งผลการใช้งานหุ่นยนต์ฟ้าใส พบว่า ช่วยให้เด็กมีความสนใจ จดจ่อในกิจกรรมการฝึกดีขึ้น มีเด็กที่พูดตามหุ่นยนต์ได้เพิ่มขึ้น และมีจำนวนเด็กที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลง

รางวัลระดับดี

รีโมตรถยนต์ ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น

ผลงานของ คุณชาติพีร สุขประเสริฐ และคณะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ รีโมตรถยนต์ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น เป็นอุปกรณ์อํานวยความสะดวกและป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ควบคุมล็อก ปลดล็อกและแจ้งเหตุได้ทันที โดยใช้หลักการทํางานของรีโมตทั่วๆ ไป แต่การเชื่อมต่อคําสั่งต่างๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ คําสั่งต่างๆ ทํางานในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ใช้งานง่ายสะดวกปลอดภัย ประหยัด สามารถคุ้มครองดูแลรถได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่ว สำหรับรถยนต์

ผลงานของ คุณปรินทร แจ้งทวี คณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่วสำหรับรถยนต์ติดตั้งในรถยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิง เพื่อเตือนผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อมีแก๊สรั่ว อุปกรณ์มีความแม่นยำในการตรวจวัด รับรู้ถึงปริมาณแก๊สตั้งแต่ 0.01% และส่งสัญญาณเตือนที่ความเข้มข้น 0.5% ใช้นาโนเทคโนโลยีในการกำจัดตัวรบกวนจากแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ สามารถทํางานได้ช่วงอุณหภูมิ 15-2000C มีระบบป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น อายุการใช้งาน 2 ปี อุปกรณ์มีขนาดเล็ก ผู้ใช้สามารถติดตั้งได้เอง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

สิริกระดูกเทียม ผลิตจากเปลือกหอยแครง

ผลงานของ รศ.นพ.สิทธิพร บุญยนิตย์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บุณยนิตย์ วัสดุแพทย์ จํากัด

จากการศึกษาค้นคว้า พบว่า เปลือกหอยซึ่งเป็นผลผลิตธรรมชาติจากสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบหลักคือ แร่ธาตุ แคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อนำมาทำให้บริสุทธิ์ตามกระบวนการทางเชิงวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาใช้ดัดแปลงผลิตสร้างวัสดุทดแทนกระดูกมนุษย์ได้ และที่ทีมวิจัยใช้เปลือกหอยแครงเพราะในประเทศไทยจะมีหอยแครงจำนวนมาก และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลให้กับเปลือกหอยแครงไทย

สำหรับขั้นตอนการวิจัย นำเปลือกหอยสดมาต้ม นำไปผึ่งให้แห้ง แล้วเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส จากนั้น นำมาบดหยาบและบดละเอียด จะได้เป็นผงแคลเซียมออกไซด์ นำไปผสมสารตัวเติมเข้าไปเพื่อทำการแปรรูปเชิงเคมีวิทยา ให้กลายเป็นผงกระดูกที่มีสูตรโครงสร้างเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ไฮดรอกไซด์ของกระดูกมนุษย์ แล้วไปขึ้นรูปตามตำแหน่งที่ต้องการใช้งานในร่างกายมนุษย์

%d bloggers like this: