เศรษฐกิจพอเพียง

All posts tagged เศรษฐกิจพอเพียง

อดีตนักเรียนนอก กับงานเกษตรผสมผสาน ที่โคราช

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เศรษฐกิจพอเพียง

อนุชิต ไกรวิจิตร

อดีตนักเรียนนอก กับงานเกษตรผสมผสาน ที่โคราช

ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว

แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว

“เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน

จากนักเรียนนอก สู่การเป็นเกษตรกรพื้นบ้าน

คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีความคิดที่จะกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิดจังหวัดนครราชสีมานั่นเอง เพราะมองว่าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ประเทศไทยดีกว่าประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ก็ตัดสินใจที่จะกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อกลับมาทำการเกษตรที่บ้านทันที

และเนื่องด้วยความที่จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่เป็นจำนวนมากใช้ในการทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นแรงสนับสนุนชั้นดีที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ กล้าที่จะเดินหน้าทำการเกษตรอย่างเต็มที่

“พอดีที่บ้านทำนากันเยอะ ก็เลยจัดตั้งโรงสีข้าวขึ้นมา พอมีโรงสีเราก็มีรำมีปลายข้าว เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นเป็ดไข่ แล้วก็เลี้ยงค่อนข้างเยอะ ก็เลยทำให้หาอาหารไม่ทัน แรกๆ ลำบากหน่อย พอเลี้ยงมาได้ 6 ปีแล้ว ก็เริ่มรู้แนวทาง และก็ประคองมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

พอหลังจากที่เขาได้เทคนิคต่างๆ มากมายจากการเลี้ยงเป็ดไข่ จึงทำให้เขามีเวลาว่างมากพอที่จะมีไอเดียว่า จะปลูกพืชผักสวนครัวต่อทันที แล้วก็ได้หาข้อมูลการปลูกผักสวนครัวจากโลกโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ

หลังจากที่ลงมือปลูกผัก พืชชนิดแรกที่คุณอภิศักดิ์ปลูกก็คือ ถั่วฝักยาว ซึ่งในช่วงแรก คุณอภิศักดิ์ ได้บอกว่า ผลจากการที่ปลูกถั่วฝักยาวเพียงอย่างเดียว ทำให้ทุกครั้งเวลาจะนำไปขาย จะทำให้ขายไม่ออก เนื่องจากถั่วฝักยาวที่ผลิตมีจำนวนเยอะเกินความต้องการ ตลาดทั่วไปจึงไม่สามารถรับซื้อได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการใช้พื้นที่ที่ตนเองมีเพียง 2 ไร่นั้น ในการจัดทำการเกษตรแบบผสมผสาน

ในอีกด้านคุณอภิศักดิ์ ยังบอกอีกว่า เขาได้ใช้เกษตรประณีตในการปลูกในพื้นที่จำกัด จะมีพืชที่ใช้ปลูกคือ แคบ้าน เพกา กะเพรา โหระพา และแมงลัก โดยให้เหตุผลถึงการเลือกปลูกพืชเหล่านี้ว่า เนื่องจากช่วงหลังๆ ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งในหลายพื้นที่บ่อยมาก นั่นรวมถึงที่โคราชด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรหนุ่มคนนี้ เลือกที่จะปลูกพืชที่ทนแล้ง เพราะนอกจากจะสู้ภัยแล้งได้แล้ว ยังเป็นพืชที่ดูแลง่ายและก็สามารถจำหน่ายได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ คุณอภิศักดิ์ ยังบอกถึงวิธีการจัดตำแหน่งพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรอีกว่า

“ผมมีพื้นที่อยู่ 2 ไร่ ในส่วนของไร่ที่หนึ่ง ผมก็จะแบ่งไว้เลี้ยงสัตว์ ส่วนอีกไร่ก็จะใช้ปลูกพืช…พอดีว่ามันจะมีคลองอยู่ทางด้านหน้าที่ติดถนน ผมก็เลยใช้เป็นพื้นที่ในการเลี้ยงปลาไป พอมาปีนี้ก็แล้งอีกแล้ว น้ำก็ไม่มี เลยหยุดการเลี้ยงปลาไปก่อน”

จากปัญหาภัยแล้งตรงนี้ทำให้คุณอภิศักดิ์ ต้องทำการเกษตรเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักสวนครัว

วิธีการป้องกันศัตรูพืช แบบประหยัด

แน่นอนว่าอุปสรรคอันดับต้นๆ ของการทำการเกษตรคือ เรื่องของศัตรูพืชที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้กับพืชผลไร่นา ของเกษตรกรทุกๆ ครัวเรือน ซึ่งถ้าหากเป็นคนทั่วไปอาจจะยังใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชต่างๆ แต่สำหรับคุณอภิศักดิ์แล้ว เลือกที่จะกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ด้วยการใช้พริกแกงในการป้องกันแมลง ซึ่งเขาก็ได้บอกว่า ได้แนวคิดที่จะใช้พริกแกงในการกำจัดศัตรูพืชมาจากโลกโซเชียล นั่นก็คือ ยูทูป เขาได้ศึกษาวิธีการต่างๆ ในยูทูปอย่างละเอียด ก่อนที่จะลงมือผสมพริกแกงตามสูตร (อัตราส่วน พริกแกง 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน)

โดยเขาบอกว่า ส่วนผสมของเครื่องพริกแกงจะมีสมุนไพร ซึ่งได้แก่ ขิง ข่า จะคอยช่วยป้องกันเชื้อราไม่ให้ขึ้นพืชและตัวพริกจะใช้ป้องกันแมลงได้ไปในตัว ส่วนโรคพืชจะใช้แต่ไตรโคเดอร์มา และเขายังบอกอีกว่ามีรายการหนึ่งของญี่ปุ่น เขาก็บอกว่าพวกน้ำยาล้างจาน หรือที่เรียกว่า สารจับใบ มันจะไปทำลายผิวของแมลงศัตรูพืช ก็เลยใช้ผสมไปในพริกแกงประมาณ 1 ช้อน เมื่อผสมได้แล้วจะใช้ฉีดทุกอาทิตย์ และที่สำคัญพืชผักที่ได้จะปลอดสารพิษอย่างแน่นอน

ในส่วนของปุ๋ยก็ใช้สิ่งของที่ตนเองมี โดยจะเป็นการใช้แกลบที่มีอยู่ในโรงสีอยู่แล้ว นำไปหมักกับอุจจาระของหมูและอุจจาระของเป็ดที่ได้เลี้ยงเอาไว้ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ย นี่เท่ากับว่าสามารถประหยัดได้ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนของพริกแกงกำจัดแมลง ที่ต้องจ่ายให้กับพริกแกงเพียง กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น และในส่วนของค่าปุ๋ยก็ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว หรือถ้าเสียจริงๆ ก็ดูจะน้อยมาก

โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะขายได้ดีเกือบทั้งหมด ซึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ดีหลักๆ ให้กับคุณอภิศักดิ์ ก็จะเป็นไข่เป็ด แต่ก็จะมีอุปสรรคอยู่ที่หน้าฝน เพราะจะทำให้ผลผลิตไม่สามารถออกได้มากตามที่ต้องการ ส่วนของพืชผักสวนครัวก็สามารถจำหน่ายสู่ตลาดได้เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะการปลูกผักที่หลากหลาย จึงสามารถขายออกได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เมื่อในสมาชิกกลุ่มได้พืชผักหรือผลผลิตต่างๆ ก็นำมารวมกัน เพื่อไปขายสู่ตลาดกลางในเมืองโคราชอีกที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพื้นที่ 2 ไร่ ที่มีอยู่ไม่พอกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำในจังหวัด ที่ติดต่อให้นำผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า รวมถึงตามตลาดต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยเช่นกัน

เกษตรแบบผสมผสาน ทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ก่อนคุณอภิศักดิ์ เคยเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลือกทำการเกษตรแบบเดี่ยว ด้วยปัจจัยในเรื่องของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนของอาหารสัตว์ที่หามาได้ไม่พอกับจำนวนที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อจะได้ใช้ต้นทุนในการซื้ออาหารสัตว์ได้หลากหลาย ไม่ประสบปัญหาอาหารไม่พอเลี้ยง

“เราก็สามารถใช้ต้นทุนเรา หาอาหารสัตว์ที่แตกต่างกันได้ ตอนนี้เราก็มีหมูป่าอยู่ 14 ตัว ก็จะได้เศษอาหารมาจากโรงเรียนบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง หรือว่ามีงานตามที่ต่างๆ เราก็สามารถหาเศษอาหารจากจุดๆ นั้นมาได้ เราก็ถือคติที่ว่า ด้านได้อายอดนะ สมัยก่อนเลี้ยงหมูบ้าน 4-5 รุ่น ก็เลยเลิกเลี้ยง มาเลี้ยงหมูป่าแทน เอาเศษอาหารให้อย่างเดียว วันไหนที่โรงเรียนปิดเราก็เอาต้นกล้วยหรือว่าผักบุ้งมาเป็นอาหารแทนได้”

เลี้ยงหมูป่า ควบคู่กับการทำเกษตรแบบผสมผสาน

หมูป่า เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย สามารถใช้อาหารท้องถิ่นที่มีอยู่ได้ ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อหมูมีค่อนข้างมาก แต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงแพงกว่าเนื้อหมูปกติทั่วไป จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ เลือกเลี้ยงหมูป่าเพิ่มจากเดิมทีที่เลี้ยงเป็ดและไก่ไว้อยู่แล้ว

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า เริ่มนำหมูป่ามาเลี้ยงครั้งแรกจากโรงเรียนบุญเหลือ

“ช่วงแรกที่นำมาเลี้ยงมีอยู่ 8 ตัว ในส่วนของตัวผู้เราจะเก็บเอาไว้แค่ตัวเดียว ส่วนตัวเมียจะเก็บไว้เยอะหน่อย สาเหตุที่เราชำแหละตัวผู้ไปเยอะ เพราะจะได้เก็บตัวเมียไว้ทำพันธุ์”

กำไรส่วนใหญ่ที่ได้มาจากการเลี้ยงหมูป่าคือ การขายเนื้อหมูแบบแยกขายเป็นกอง

“แต่ก่อนเคยมีคนมาซื้อตัวเล็กๆ ตัวละ 1,500 บาท แต่มาคำนวณดูแล้วผมว่ามันไม่คุ้มนะ ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงให้โตแล้วชำแหละและแยกขายเป็นกอง ก็จะทำให้มีรายได้ที่ต่างกันออกไป ถ้าขายให้ชาวบ้านก็จะขายกองละ 500 บาท ขายสัก 10 กอง ก็ได้ละประมาณ 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นบางกอง นี่กองละพันเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ กำไรที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวอีกมากมายที่ปลูกไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม

การเอาตัวรอด ในยุคที่เกษตรมีการแข่งขันสูง

ณ จุดนี้ ประเทศไทยของเราได้ก้าวสู่ AEC แบบเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกษตรที่ตอนนี้ได้มีการนำเข้ามาเป็นอย่างมาก เช่น กระเทียมจีน หอมจีน กะหล่ำปลี เป็นต้น ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งเราจะได้ความคิดที่ว่า ทำไมเราถึงลองปลูกหรือสร้างพันธุ์พืชต่างๆ ด้วยตัวเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อยู่รอดได้เช่นกัน การเรียนรู้การแปรรูปจากผลผลิตที่เรามีอยู่ ให้เกิดเป็นอาหารหรือสินค้าที่น่าสนใจ จะกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ทันที

“ตอนนี้ถ้าเรามีสมุนไพรอะไรที่อยู่ในสวน เราก็เอาไปทำน้ำสมุนไพรด้วย และตอนนี้ที่กำลังจะคิดในปีนี้ก็น้ำสมุนไพรที่ใส่หญ้าหวาน ไม่ใส่น้ำตาล ก็กำลังจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไปเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากท่านผู้อ่านมีความสนใจที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน แต่ต้องการข้อมูลต่างๆ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (090) 669-7859

เลี้ยงไส้เดือนดิน งานวัยเกษียณ ของ ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เศรษฐกิจพอเพียง

ธงชัย พุ่มพวง

เลี้ยงไส้เดือนดิน งานวัยเกษียณ ของ ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์

ปัจจุบัน เรื่องของสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจและให้ความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ การกำจัดขยะอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ เป็นต้น หากกำจัดไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น มลพิษทางน้ำและกลิ่น ปัญหาขยะล้นเมือง แหล่งเพาะเชื้อโรค แมลง ที่ส่งผลต่อมวลมนุษย์ วิธีการหนึ่งในการกำจัดขยะอินทรีย์คือ การใช้ไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะ ในทางตรงแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตรหลายชนิด ได้เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน และปุ๋ยน้ำหมักไส้เดือนดิน

ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์ อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาด้านการเกษตรที่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 8 ได้สอบบรรจุเป็นครูสอนในจังหวัดพิษณุโลกหลายปี ล่าสุดย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ที่เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

ในฐานะที่เป็นครูเกษตรจึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนดิน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาไส้เดือนดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากนั้นจึงสร้างเรือนโรงเลี้ยงไส้เดือนดินขนาดเล็กๆ ภายในโรงเรียน สอนเด็กนักเรียนตั้งแต่การเลี้ยงไส้เดือนดินในถังน้ำสีดำ เลี้ยงในลิ้นชักพลาสติก แบบ 4 ชั้น จนเด็กนักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติและใช้ที่บ้านของตนเองได้

ในปี 2558 ครูพิศมัย เกษียณอายุราชการ จึงเริ่มเลี้ยงไส้เดือนบริเวณบ้าน และจัดเป็นศูนย์เรียนรู้ไส้เดือนดินสำหรับนักเรียนและเกษตรกรทั่วไป เนื่องจากบ้านและโรงเรียนที่เคยสอนนั้นอยู่ใกล้กัน

ครูพิศมัย เล่าต่อว่า ไส้เดือนดินมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงในบ้านเรามี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์สีแดงออกม่วง ตัวขนาดเล็ก ชอบอาศัยผิวดินอยู่ในขยะอินทรีย์ มูลสัตว์ กินอาหารเก่ง ที่เรียกกันว่า “ขี้ตาแร่” ไส้เดือนดินอีกชนิดหนึ่งลำตัวสีเทา มีขนาดใหญ่ ชอบอาศัยอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึก พบได้ในสวนผลไม้ สนามหญ้า กินอาหารน้อย เมื่อเลือกสายพันธุ์ไส้เดือนดินที่ต้องการได้แล้วจึงจัดเตรียมสถานที่ ต้องไม่เป็นบริเวณที่น้ำท่วมขัง อยู่ใกล้กับแหล่งขยะอินทรีย์ หรือใกล้แหล่งผลิตจำหน่ายผัก ผลไม้ หรือตลาดผักสด

“บ้านตนเองอยู่ใกล้ตลาดสดแม่โจ้ มีเศษผักที่แม่ค้าตัดและคัดใบผักออกทิ้ง จึงมีอาหารเลี้ยงไส้เดือนดินตลอดเวลา จากนั้นสร้างบ่อเลี้ยงด้วยปูนซีเมนต์แบบสี่เหลี่ยม ยาวตามขนาดของพื้นที่ นำดิน 4 ส่วน ผสมกับมูลวัว 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน เกลี่ยให้สม่ำเสมอ รดน้ำให้มีความชื้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นจึงปล่อยไส้เดือนดิน พื้นที่ 1 ตารางเมตร จะใช้ไส้เดือนประมาณ 1 กิโลกรัม ให้อาหารด้วยการนำเศษผักวาง หรือขุดหลุมไว้เป็นจุดๆ ไม่ควรเทกองรวมกันซึ่งจะเป็นสาเหตุให้แมลงวันมาวางไข่ได้ หรืออาจใช้ลวดตาข่าย ตะแกรงปิดด้านบนป้องกันแมลงวัน นก หนู เข้าไปกินอาหารในที่เลี้ยง”

ครูพิศมัย บอกว่า หลังจากที่ไส้เดือนดินขึ้นมากินอาหารแล้ว อาหารและดินบางส่วนจะถูกย่อยสลายภายในลำไส้ของไส้เดือน แล้วถ่ายออกมาเป็นมูล มีลักษณะเป็นเม็ดสีดำปนน้ำตาล จะมีธาตุอาหารสูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก จึงเรียกว่า “ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน” จึงตักปุ๋ยที่อยู่บริเวณผิวหน้าดินเหล่านี้ออกไปตากแห้ง ร่อนให้แตก และเม็ดเท่าๆ กัน พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ ในขณะเดียวกันภายในบ่อซีเมนต์หรือถังที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนดินก็จะเกิดน้ำที่ได้จากกระบวนการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน ที่เกิดจากการเน่าสลายของเศษขยะอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารของไส้เดือนดิน เรียกว่าน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ ไม่มีกลิ่นเหม็น และมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืช ฮอร์โมนพืช และจุลินทรีย์หลายชนิด

ครูพิศมัย ให้คำแนะนำว่า การนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้ปลูกต้นไม้ ควรใช้ปุ๋ย 1 ส่วน ดินปลูก 3 ส่วน หากใช้บำรุงต้นไม้ ควรโรยรอบๆ โคนต้น ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ หรือ 1-2 ช้อนโต๊ะ ในไม้กระถางทุก 15 วัน หากนำไปใช้ในแปลงพืชผักพื้นที่ตารางเมตรละ 1 กิโลกรัม ใส่ในช่วงปรับปรุงดินก่อนปลูก จากนั้นใส่มูลไส้เดือนดินทุก 15 วัน จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต หากนำไปใช้กับไม้กระถาง ไม้ใบ ไม้ดอก ใช้ 2-4 ช้อนโต๊ะ ขึ้นอยู่กับขนาดความกว้างของกระถาง ใส่ทุก 15 วัน อาจนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นวัสดุเพาะกล้า เพาะเมล็ด โดยไม่ต้องผสมดินเลยก็ได้ ขณะนี้ที่บ้านพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงไส้เดือนดิน มีผลิตภัณฑ์แสดงและจำหน่าย ได้แก่ พันธุ์ไส้เดือนดินทั้ง 2 สายพันธุ์ ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน น้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

ผู้ที่สนใจติดต่อได้ที่ กอหญ้าฟาร์มแม่โจ้ โทร. (089) 435-7097, (081) 950-9162

ละออง ภูจวง จากลูกจ้างบริษัท กลับบ้านเกิด พลิกผืนนาเป็นเกษตรผสมผสาน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เศรษฐกิจพอเพียง

อำพน ศิริคำ

ละออง ภูจวง จากลูกจ้างบริษัท กลับบ้านเกิด พลิกผืนนาเป็นเกษตรผสมผสาน

ละออง ภูจวง อายุ 34 ปี ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 16 ตำบลขามเฒ่าพัฒนา อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (087) 145-6552 เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ซึ่งได้ใช้ความพยายามฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไป

คุณละออง เล่าให้ฟังว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อปี 2544 ได้ไปสมัครงานและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสาร และธุรการทั่วไป ทำงานได้ 9 ปี และระหว่างนี้ยังศึกษาต่อจนจบ ปวส. ที่โรงเรียนเทคโนโลยีศรีราชา (ภาคค่ำ 2 ปี) อีกด้วย

จุดเปลี่ยนอาชีพต่อสำนึกรักบ้านเกิด

ตลอดระยะเวลาของการทำงานที่บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนส นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นไปด้วยดีด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำ เป็นที่ยอมรับของนายจ้าง และเป็นที่รักใคร่ของพี่ เพื่อน และน้องๆ ในบริษัท แม้การทำงานที่บริษัทจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ปัญหาเรื่องส่วนตัวเริ่มเกิดขึ้นด้วยสำนึกต่อผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดเริ่มเข้าสู่วัยชรา ไม่มีคนดูแล ประกอบกับไม่มีผู้เลี้ยงดูลูก ด้วยความสำนึกต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด จึงคิดที่จะกลับไปหางานทำที่บ้าน หาอาชีพที่จะต้องมีรายได้เพื่อนำมาจุนเจือครอบครัวหลังจากที่ต้องลาออกจากงานที่บริษัท

น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ที่บ้านเกิด

แนวคิดเริ่มแรกเมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดคือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อหลวง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงท่านหนึ่งที่เล่าให้ฟังและใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการดำรงอยู่และปฏิบัติตนอยู่บนเส้นทางสายกลาง อยู่บนความพอเพียง ซึ่งหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร

ซึ่งได้ฟังแล้วคิดว่าเราน่าจะทำได้ เพราะเราอยู่กับการทำการเกษตรมาตั้งแต่แรกเกิด

จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้ตามหนังสือบ้าง ทางอินเตอร์เน็ตบ้าง พร้อมได้เล่าให้ครอบครัวฟังว่าอยากทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะช่วยให้ครอบครัวอยู่ได้แบบยั่งยืน แต่ทุกคนในครอบครัวไม่เห็นด้วย เพราะต้องมีการปรับพื้นที่โดยการปรับพื้นที่นามาขุดสระน้ำและให้เป็นสวน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แต่ตนเองก็ไม่ละทิ้งแนวคิดทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากลาออกจากงานที่บริษัท ก็เริ่มทำความฝันตนเองให้เป็นจริง เริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน รวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆ ไปพร้อมกับการปลูกพลู ปลูกกล้วย และอื่นๆ ที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขายให้ชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียง ขณะเดียวกัน ก็ได้เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ส่วนราชการจัดขึ้น ทำให้ได้รู้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ๆ จึงมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยทุกครั้งที่ไปเรียนและเข้ารับการฝึกอบรมจะมีคำถามจากคนรอบข้างตลอดว่าจะเรียนไปทำไม แค่ปลูกผักใครๆ ก็ทำได้

วันหนึ่ง คุณลุงเล่าให้ฟังว่า มีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริฯ จำนวน 5 คน นับเป็นโอกาสอันดี จึงสมัครเข้าเป็นนักเรียนในโครงการพระราชดำริฯ หลักสูตรการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและองค์กรภาคี โครงการรณรงค์เพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน ทำให้ได้ความรู้โดยมีหลักการสำคัญที่นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตรคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นขั้นตอนตามลำดับความจำเป็น ประหยัด การพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของชุมชน สามารถวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกรได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกร

การทำการเกษตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และได้รับการคัดเลือกเป็นวิทยากรต้นแบบ โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ความสำเร็จการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ เริ่มจากขุดสระน้ำในไร่นา 1 บ่อ แล้วปลูกพืชผัก ไม้ผล และอื่นๆ 2 ไร่ เมื่อมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อเพิ่มอีก 1 บ่อ ปัจจุบัน ขยายพื้นที่ปลูกออกเป็น 4 ไร่ 52 ตารางวา โดยปลูกพืชหลากหลายชนิด ดังนี้

1. กล้วย 120 กอ มี 20 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กล้วยหอมขอนแก่น หอมไต้หวัน หอมทุเรียน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยนาก กล้วยหมูสีข้าวก่ำ กล้วยหมูสี กล้วยเขียวใหญ่ กล้วยเล็บมือนาง กล้วยหอมมอญ กล้วยตีบ กล้วยเทพนม กล้วยหักมุก กล้วยน้ำว้า กล้วยเต่า กล้วยพะโล และกล้วยงาช้าง

2. ข่า 350 กอ มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข่าเหลือง ข่าใหญ่ และข่าแดง ขายหน่อ 5-7 หน่อ/10 บาท และขายพันธุ์ถุงละ 25 บาท ต้นขจร 60 ต้น

3. มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น และพันธุ์ตาฮิติ 2 ต้น ไม้ผล มี มะม่วง ขนุน มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว และส้มโอ รวม 25 ต้น

4. พลู 200 หลัก ราคาขาย 100 ใบ/25-30 บาท มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท

5. ผลิตผักปลอดสารพิษ หลายชนิด เช่น คะน้า ผักสลัด หอม ฯลฯ เพาะผักสวนครัวไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกจำนวนหนึ่ง

6. เลี้ยงปลา 2 บ่อ มีปลาธรรมชาติ และปล่อยปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ และปลาหมอ เลี้ยงหมูหลุม 4 ตัว เลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 50 ตัว และทำนา 8 ไร่

นวัตกรรมที่นำมาใช้ในไร่นา คือได้คิดค้นสกีต่อพ่วงกับรถไถเดินตาม ประโยชน์ คือลดต้นทุนการผลิตไม่ต้องจ้างรถปั่น ไร่ละ 250 บาท ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยไร่ละ 40 บาท ประหยัดเวลาจากการใช้รถไถเดินตามทำได้ 4-5 ไร่/วัน ถ้านั่งสกีทำได้ 8-10 ไร่/วัน และยังสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืช และยังนำปุ๋ย OM การผลิตสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในฟาร์มด้วย

ผลจากการดำเนินงานทำให้มีผลิตผลการเกษตรประเภทพืชผัก ปลา และสัตว์ปีก ที่เป็นอาหารที่ปลอดภัยในครัวเรือนและผลผลิตในส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายในชุมชน ทำให้มีรายได้ 400-500 บาท/วัน สำหรับสัตว์และไม้ผลทำให้มีรายได้เดือนละ 12,000-13,000 บาท ทั้งนี้ ตลอดปีทั้งปีมีรายได้เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท ส่งผลให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืน

คุณละออง บอกว่า ทุกครั้งที่มีเงินรายได้จากการจำหน่ายผลิตผล จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ อีกส่วนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นเงินลงทุนในการทำการเกษตร และอีกส่วนจะพาครอบครัวไปศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละด้าน รวมถึงทุกครั้งเมื่อมีการจัดฝึกอบรมเพื่อให้รู้ว่าการทำการเกษตรจะต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้รับการถ่ายทอดแล้วก็นำเรื่องการคิดต้นทุนในการผลิตมาใช้ก่อนที่จะลงมือทำการผลิตพืชแต่ละชนิดก่อน

การขยายผลสู่ชุมชน

วิสัยทัศน์คือ “ยึดมั่นในปรัชญา, พัฒนาตามขั้นตอน, สอนให้พึ่งตนเอง” จากความสำเร็จในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี 2558 ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดมหาสารคาม ให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ ประจำตำบลขามเฒ่าพัฒนา

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่าคุณละอองเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วกลับมาฟื้นฟูอาชีพแบบดั้งเดิมให้เป็นอาชีพใหม่ที่ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคา มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้มีความสุข ท่านที่สนใจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณละออง ติดต่อได้ที่ โทร. (087) 145-6552 หรือ Facebook ละออง ภูจวง หรือ ID Line : ละออง และ YSF มหาสารคาม

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน สุดยอดตำรวจกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่อุบลราชธานี

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เศรษฐกิจพอเพียง

กิตติภณ เรืองแสน

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน สุดยอดตำรวจกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่อุบลราชธานี

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน รับราชการตำรวจในตำแหน่ง รองสารวัตรสายงานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี (รองสว. (ป.) สภ. เขื่องใน) ปัจจุบัน อายุ 58 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 203 หมู่ที่ 5 บ้านสว่าง ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียรและความรอบคอบ มีเหตุมีผล รู้จักความพอดี แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็อยู่อย่างพอเพียง ด้วยการทำไร่นาสวนผสม บนที่ดินของตนเอง ทั้งขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกพืชผักสวนครัว ทำนาปลูกข้าว ปลูกไม้ผลนานาชนิด เลี้ยงโค เลี้ยงไก่

จนทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีเงินเก็บเงินออมจำนวนไม่น้อย อีกทั้งครอบครัวก็อบอุ่นและอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะดำเนินชีวิตแบบพึ่งตนเองด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ได้เล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับตัวเองว่า ชื่อเดิมของตนคือ สมศักดิ์ ชากำนัน เป็นชาวอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยกำเนิด เป็นตำรวจรุ่น 29 โรงเรียนตำรวจภูธร 3 ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บรรจุเป็นตำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 ที่ สภ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ปี พ.ศ. 2536 ได้ย้ายมาอยู่ที่ สภ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงปัจจุบัน

มีภรรยาชื่อ อรทัย ชากำนัน หรือ ติ๊ก อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของ พ.ต.ท. ชนะ ชูมาตย์ อดีต รอง ผกก.หน.สภ.หัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยผ่านการทำงานมาหลายที่หลายตำแหน่ง แต่ปัจจุบันได้ลาออกมาดูแลไร่นาสวนผสมควบคู่กับการทำหน้าที่ด้านสังคมในหมู่บ้าน คือเป็นเจ้าหน้าที่ อสม. ประจำหมู่บ้าน ส่วนลูกมี 2 คน คนโตชื่อ น.ส. จุฑาภรณ์ ชากำนัน หรือ น้องฝ้าย ปัจจุบันอายุ 25 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธาชนบท จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนคนเล็กชื่อ นายกริช ชากำนัน หรือ น้องนุ่น ปัจจุบัน อายุ 23 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบัญชีและการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ เล่าว่า จากการที่ตนเองเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา อยู่กับการทำไร่ ทำนามาแต่กำเนิด และได้ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินมาโดยตลอด จึงพอจะมีความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรติดตัวอยู่บ้าง จนกระทั่ง ได้ย้ายมาทำงานที่ สภ.เขื่องใน ซึ่งเป็นบ้านภรรยา ในช่วงปลายปี 2536 ก็ได้รับมรดกเป็นที่ดินทำกินหลายแปลง จากนั้นก็เริ่มทำนามาเรื่อยๆ ต่อมาผมได้เกิดความคิดว่า น่าจะทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือไร่นาสวนผสม ตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เคยคิดและตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จบนที่ดินที่มีอยู่ เพื่อตอบแทนพระคุณแผ่นดิน ตามแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสร้างอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว พอผมตัดสินใจว่าจะลงมือทำไร่นาสวนผสม ก็วางแผนตามขั้นตอน จากนั้นได้ลงมือทำในปี พ.ศ. 2537 โดยมีภรรยาของผมคอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ ซึ่งไร่นาสวนผสมของตนเองจะอยู่ที่หมู่บ้านคำสมอ หมู่ที่ 7 ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน ที่ดินอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้จำนวน 19 ไร่ โดยแบ่งที่ดินมาทำฟาร์มหรือไร่นาสวนผสมเพียง 3 ไร่เศษ โดยใน 3 ไร่เศษๆ นี้ จะมีรั้วรอบขอบชิดป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้ามาทำลายพืชผักและต้นไม้ ที่เหลืออีก 16 ไร่ ก็แบ่งทำนาปลูกข้าวเจ้า 12 ไร่ ปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ พอลงมือทำ ก็ขึ้นป้ายเป็นฟาร์มไปเลย โดยตั้งชื่อว่า “ฟาร์มเศรษฐกิจพอเพียง ปัญญภัณฑ์ฟาร์ม” และภายในฟาร์มบนเนื้อที่ 3 ไร่ เศษๆ นี้ ได้แบ่งที่ดินออกเป็นส่วนๆ ดังนี้

ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 1 งาน ใช้ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยทำเป็นบ้านเรือนไม้ต่อเสาปูน ยกสูง ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 7 เมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ระเบียงที่นั่งเล่น

ส่วนล่างใช้เป็นที่นั่งเล่น ห้องน้ำ และเป็นที่จอดรถ มุงหลังคาด้วยสังกะสีมีรางน้ำ สำหรับรองน้ำฝนไว้ดื่ม ไว้ใช้ ไม่ต้องซื้อน้ำดื่มน้ำใช้จากที่อื่น เป็นที่อยู่อาศัยใช้หลบแดดฝน และหลับนอนได้อย่างสบาย บรรยากาศดีมากเพราะอยู่ริมทุ่งนา มีวัว ควายประดับฉาก มองแล้วสบายตา และรอบบริเวณบ้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับพอให้มีสีสัน ส่วนด้านหน้าบ้าน เหลือที่ไว้เป็นลานจอดรถ ซึ่งกว้างขวางพอประมาณ

ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ปลูกไม้ผลและพืชผักสวนครัว สำหรับส่วนนี้ เป็นส่วนสำคัญและเป็นหลักใหญ่ในการสร้างอาชีพ เพราะต้องวางแผนในการปลูกให้เกิดความเหมาะสม กับที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานนี้ โดยต้องกำหนดพืชที่ต้องนำมาปลูกว่าจะต้องเป็นชนิดใดบ้าง และเมื่อปลูกแล้วจะได้ผล หรือมีความจำเป็นกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ เหมาะกับดินที่ปลูกมากน้อยเพียงใด

ก่อนอื่น ต้องเตรียมดินให้เหมาะกับการปลูกพืช โดยไถพรวนดินให้ราบเรียบ สม่ำเสมอ เก็บเผาวัชพืชและเศษไม้ให้หมด พร้อมที่จะนำต้นกล้าไม้ผลมาปลูกได้ และก่อนปลูกก็ต้องพิจารณาหาไม้ผลที่จะนำมาปลูกว่าจะปลูกพืชชนิดใดบ้าง เมื่อได้แล้วก็ลงมือขุดหลุมปลูกโดยกะระยะห่างของต้นให้เหมาะสม ไม่แคบหรือกว้างเกินไป โดยพิจารณาถึงพุ่มไม้ที่โตว่าจะต้องใช้ระยะห่างเท่าใด

เมื่อเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำต้นกล้าไม้ลงปลูกได้เลย การปลูกไม่ควรนำต้นกล้าไม้ลงปลูกในตอนเช้า หรือตอนกลางวัน เพราะเมื่อปลูกแล้วต้นกล้าที่ปลูกใหม่จะต้องทนรับแสงแดดจ้าในตอนกลางวัน ซึ่งต้นกล้าไม้ยังไม่พร้อมที่ต่อสู้กับอุปสรรคใดๆ ก่อนที่จะตั้งตัวได้ จึงแนะนำให้นำลงปลูกในตอนเย็น หรือช่วงบ่ายที่หมดแดดแล้ว เพราะช่วงต่อไปจะเป็นกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอที่จะให้ต้นกล้าไม้ที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพดินได้ ก่อนที่จะพบกับแสงแดดร้อนในวันต่อไป

เมื่อปลูกแล้วเสร็จใหม่ๆ ก็ควรรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง หรือทุกเช้า-เย็น จะดีมาก รดไปทุกวันจนกว่าต้นกล้าไม้ที่ปลูกตั้งตัวได้ไม่เหี่ยวเฉาให้เห็น จึงรดแบบวันเว้นวัน และควรหมั่นดูแลใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้พืชเจริญงอกงาม ตามวันเวลาที่เหมาะสม

ส่วนไม้ผลที่ผมได้นำมาปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน จำนวน 5 ต้น ลองกอง จำนวน 5 ต้น มังคุด จำนวน 5 ต้น ลิ้นจี่ จำนวน 2 ต้น ส้มโอ จำนวน 8 ต้น มะไฟ จำนวน 5 ต้น ลำไย จำนวน 10 ต้น มะกอก จำนวน 3 ต้น มะนาว จำนวน 12 ต้น น้อยหน่า จำนวน 6 ต้น มะกรูด จำนวน 22 ต้น ไผ่เลี้ยงหวาน จำนวน 15 ต้น ที่หลักๆ ก็มีเท่านี้ นอกนั้นก็เป็นไม้ผลต้นเตี้ย เช่น ฝรั่ง พุทรา น้อยหน่า ฯลฯ ซึ่งต้นไม้ทุกชนิดสามารถเก็บผลผลิตขาย สร้างรายได้ดีพอสมควร

ส่วนที่ 4 เป็นบ่อเลี้ยงปลา สำหรับส่วนนี้ เนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ ตนเองได้ว่าจ้างรถแบ๊กโฮ มาขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร เป็นบ่อขนาดกลาง และมีน้ำตลอดปี หน้าฝนน้ำขึ้นสูงล้นตลิ่ง หน้าแล้งน้ำขอด แต่ก็ไม่ถึงกับน้ำแห้ง ยังพอมีเหลือพอปลาได้อาศัย ปลาที่เลี้ยงก็มี ปลานิล ปลาไน ปลาดุกอุย ปลาปาก ฯลฯ เมื่อเลี้ยงปลาก็ต้องหมั่นให้อาหารทั้งเช้า-เย็น ทั้งอาหารสำเร็จรูป หรือรำอ่อน หรือบางทีมีเศษผักเหลือจากการประกอบอาหารก็นำมาเป็นอาหารปลาได้ เช่น ผักกาด ผักคะน้า กะหล่ำปลี หรือบางทีเราไปตลาดสดเจอผักที่เขาแกะใบแก่ทิ้งก่อนขาย ก็ขอหรือซื้อเขามา เป็นอาหารว่างของปลาได้เป็นอย่างดี

“ปลาส่วนใหญ่ที่ผมเลี้ยงจะเป็นปลานิลและปลาดุกอุยที่อนุบาลในบ่อปูนก่อนให้โตพอเอาตัวรอดได้ ก็โตประมาณ 1 นิ้ว ขึ้นไป จึงนำลงเลี้ยงในบ่อดิน ปลาดุกอุยเป็นปลาที่โตเร็ว กินอาหารเก่ง เลี้ยงประมาณ 1 เดือน ก็จับขายได้แล้ว 7-8 ตัว/กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในช่วงที่ตลาดกำลังต้องการพอดี เพราะพ่อค้าแม่ค้า นำไปย่างหรือทอดขายตัวละ 10 บาท ก็ได้กำไร (ซื้อกิโลกรัมละ 40 บาท ได้ 8 ตัว นำไปย่างขายตัวละ 10 บาท ได้เงิน 80 บาท ก็ได้กำไร 40 บาท) แต่ถ้าโตกว่านี้ ก็ขายยากหน่อย เพราะตลาดนำไปตั้งราคาขายไม่ได้ ถ้าขายตัวละ 15-20 บาท ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะเยอะไป กินไม่หมด” ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ บอก

นอกจากบ่อปลาที่กล่าวแล้ว ผมยังมีบ่อปลาธรรมชาติขนาดเล็กอีก 3 บ่อ ในแปลงนาใกล้ๆ กันนี้ มีปลาธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น ปลาหมอ ปลาสลิด ปลากระดี่ ปลาดุกนา ปลาช่อน ปลาไหล กุ้ง ปู ท่านที่ชอบลงแหหรือทอดแห อยากจะทอดแหที่ฟาร์มก็สามารถทำได้เลย มีแหให้ทอด จับปลาขึ้นมาต้มยำหรือย่างสดๆ ร้อนๆ รับรองเอร็ดอร่อยภายใต้บรรยากาศแบบลูกทุ่งๆ และเป็นกันเอง ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชอบแบบนี้ล่ะครับ

ส่วนที่ 5 เป็นส่วนทำนาข้าว ซึ่ง ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ บอกว่า ในส่วนที่ทำนาข้าวนี้ ปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ และปลูกข้าวเจ้า 12 ไร่ และทุกท่านรู้หรือไม่ว่า กว่าที่จะเป็นเมล็ดข้าวสีขาว นำมานึ่ง มาหุงให้เป็นข้าวสุก รับประทานได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรมาบ้าง ถ้าเป็นชาวนาหรือคนรุ่นเก่าๆ ก็คงจะรู้ดี แต่คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ไม่มีไร่ ไม่มีนาทำ จะไม่รู้เลย

ขั้นตอนความเป็นไปเป็นมาพอคร่าวๆ ให้นึกเห็นภาพลางๆ ดังนี้

1. การเตรียมดิน โดยขั้นแรกต้องไถกลบเพื่อพรวนดินก่อน ปล่อยทิ้งไว้ให้หญ้าตายก่อนไถกลบอีกครั้ง ซึ่งการไถก็ต้องดูว่า ดินมีความชื้นหรือไม่ ถ้าแห้งเกินไปก็ไถไม่เข้า ส่วนมากก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูทำนา และก่อนลงมือทำนาจะต้องไถพรวนอีกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมดินครั้งสุดท้าย ในขั้นตอนนี้จะหว่านปุ๋ยชีวภาพบำรุงดินก่อนไถก็ได้ หรือจะฉีดยาฆ่าหญ้า คุมหญ้าก่อนก็ได้

2. การเตรียมต้นกล้า ขั้นตอนนี้ถ้าเป็นทำนาแบบหว่านไม่ต้องเตรียมแปลงหว่านต้นกล้า แต่ต้องเตรียมดินหมดทั้งแปลง แล้วหว่านเมล็ดข้าวให้พอเหมาะ ไม่หนาแน่นเกินไป เพราะต้นข้าวโตขึ้นจะมีระยะพอดี การทำนาหว่านจะทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีน้ำก่อน เหมาะกับนาดอน แล้วรอให้ต้นข้าวสูงประมาณ 2-5 นิ้ว ค่อยปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ใสปุ๋ย ถ้าเป็นการทำนาแบบนาดำ ต้องทำแปลงต้นกล้าก่อน และต้องมีน้ำขังแล้วถึงจะทำได้ ต้องเลือกแปลงนาที่น้ำไม่ขังมากเกินไป และไม่แล้งน้ำเกินไป เมื่อหว่านพันธุ์ข้าวแล้วต้องควบคุมน้ำให้มีพอเหมาะ ไม่ท่วมหรือแห้ง และระวังต้นหญ้าหรือวัชพืชจะขึ้นรบกวนด้วย หมั่นใส่ปุ๋ย ประมาณ 20-30 วัน ต้นกล้าจะสูงยาวพอถอนไปปักดำได้

3. การดำนา แปลงนาที่จะปักดำ ต้องมีน้ำขัง หรือเป็นดินโคลนเหลวเหนียวพอที่จะปักต้นกล้าให้ยืนต้นได้ และต้องให้ต้นกล้ามีระยะห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งต้นกล้าที่นำมาปักดำก็ได้จากการเพาะพันธุ์ต้นกล้าจาก ข้อ 2

4. ในระหว่างที่ปักดำนาหรือนาหว่านเสร็จแล้ว ในระหว่างนี้ต้องหมั่นดูแลและควบคุมน้ำให้เหมาะสม เพื่อเลี้ยงต้นข้าวให้โต และเพื่อคลุมดินไม่ให้หญ้าเกิดแซมต้นข้าว และควรใส่ปุ๋ยตามขั้นตอนเพื่อให้ต้นข้าวได้ผลผลิตที่ดี ประมาณ 3 เดือน ข้าวจะเริ่มตั้งท้องและออกรวง

5. การเก็บเกี่ยว หลังจากที่ต้นข้าวออกรวงและเมล็ดข้าวเริ่มสุกโดยสังเกตใบเลี้ยงข้าวออกสีเหลือง เมล็ดข้าวออกสีเหลือง ก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้ โดยไม่ต้องรอให้เมล็ดข้าวแก่มาก

ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ตนยังได้ปลูกมันสำปะหลังด้วย โดยปลูกบนที่ดินอีกแปลงซึ่งมีเนื้อที่ 9 ไร่ และอยู่ห่างจากจุดที่ตั้งฟาร์มนี้ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยแบ่งทำไร่มันสำปะหลัง 5 ไร่ ที่เหลือก็ปล่อยไว้เป็นที่ว่างสำหรับเลี้ยง โค และกระบือ รวมทั้งเป็ดและไก่ ที่ผมเลี้ยงไว้แต่มีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการทำไร่มันสำปะหลังถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะราคาปัจจุบันก็นับว่าอยู่ในขั้นดีพอสมควร อีกทั้งระยะเวลาในการปลูกและเก็บผลผลิตก็ไม่นาน ปลูกเพียงประมาณ 8-10 เดือน ก็ขุดหัวมันขึ้นมาขายได้ ซึ่งการขายมันสำปะหลังของผมจะมี 2 รูปแบบ คือ 1. ขายหัวเป็นๆ ตัดหัวชั่งกิโลขายได้เลย และแบบที่ 2. สับหัวหรือที่เรียกว่ามันเส้นนั่นเอง สับแล้วนำออกตากแดดให้แห้งก่อนนำไปขาย ราคากิโลกรัมละ 5-6 บาท ก็พออยู่ได้

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ทำให้ ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ มีรายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี จากการขายผลผลิตทุกอย่างที่มีอยู่ในฟาร์มและในไร่ ในนา ดังที่ได้กล่าวข้างต้น บวกกับเงินเดือนประจำ จนสามารถส่งลูกทั้ง 2 คน เรียนจบในระดับปริญญาตรีและมีงานทำกันทุกคน ทั้งนี้ มีภรรยาคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือการทำไร่นาสวนผสม อีกทั้งเป็นคนมีความมุ่งมั่น ประหยัด อดออม ดำรงชีพอยู่อย่างพอเพียง ทำให้มีเงินเก็บฝากจำนวนไม่น้อย และยังสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก จำนวน 15 ไร่ ที่หมู่บ้านคูเมือง ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งความเจริญ และเป็นทำเลทอง ราคาที่ดินแถวนี้จะสูงมาก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งที่ดินผืนนี้ ได้ทำการปลูกข้าวเจ้า 8 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 5 ไร่ ปลูกไม้เศรษฐกิจยูคาลิปตัส 2 ไร่

น่าปลื้มใจกับผู้หมวดปัญญภัณฑ์ จริงๆ ครับ สำหรับท่านที่ต้องการไปศึกษาดูงาน ไปเยี่ยมชมสวน หรือฟาร์มของ ร.ต.ท. ปัญญภัณฑ์ ชากำนัน ก็ติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ทางโทรศัพท์ที่เบอร์ (090) 834-8454 และเมื่อไปแล้วยังอาจจะได้ลิ้มลองต้มยำปลาหรือปลาดุกย่างรสแซ่บ! ฝีมือของภรรยาผู้หมวดปัญญภัณฑ์ อีกด้วยเด้อ

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เศรษฐกิจพอเพียง

ผศ.ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“…ข้าพเจ้าพึงระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก ข้าพเจ้าได้ลองผิดลองถูกกิจกรรมไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หวังให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า พออยู่ พอกิน พอใช้ จนในปัจจุบันประสบความสำเร็จ ครอบครัวมีรายได้จากการเก็บผลผลิตภายในฟาร์มขายทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี…”

คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ เกษตรกร วัย 48 ปี ชาวอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงหลักการทำงาน และเป็นเส้นทางที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จดั่งเช่นในทุกวันนี้

คุณมิตรชัย จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการศึกษานอกโรงเรียน สมรสกับ คุณรัชนก ยุทธรักษ์ มีบุตร 2 คน คือ คุณพงษ์ศักดิ์ ยุทธรักษ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ คุณชาญณรงค์ ยุทธรักษ์ สำเร็จปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เดิม คุณมิตรชัย มีอาชีพขับรถไถ รับจ้างไถนา-ไถไร่ ตระเวนไปทั่วพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องจากบ้าน พักค้างคืนในต่างพื้นที่ ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ ยิ่งรับงานมาก ยิ่งต้องห่างไกลจากครอบครัวยิ่งขึ้น หาเงินได้แต่ไม่มีความสุขในชีวิต

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่รับจ้างขับรถไถ ได้พักผ่อนเปิดวิทยุฟังเพลง และมีช่วงหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการได้นำเสนอพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้มีพระราชดำริถึง “การกินอยู่แบบไทย กินอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยการทำไร่นาสวนผสม ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อบริโภคในครัวเรือน มีเหลือจำหน่ายเป็นรายได้ ไม่ยากจน”

ทำให้เกิดความสนใจและอยากจะทำตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากอาชีพรับจ้างขับรถไถมาทำไร่นาสวนผสม เมื่อปี 2544

เริ่มแรก การทำไร่นาสวนผสม คุณมิตรชัยได้ศึกษาหาความรู้ โดยปรึกษาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อมูลในการตัดสินใจลงมือทำไร่นาสวนผสม จึงขายรถไถ จำนวน 2 คัน นำเงินมาลงทุนขุดสระน้ำ ปรับพื้นที่ และจัดซื้อพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เพื่อทำนา เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ของตนเอง

โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย เพื่อมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี

จากการทำไร่นาสวนผสมตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 34 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันมีการบริหารจัดการจนเกิดรายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน และไม่มีหนี้สิน พร้อมกันนี้ได้มีการออมเงิน 2,000 บาท ทุกวัน โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 18 เดือน ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 1 ล้านบาท จากผลผลิตในไร่นาสวนผสมของตนเอง และที่สำคัญที่สุด คือ คุณมิตรชัย มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

กิจกรรมในการทำการเกษตร

การดำเนินการภายในฟาร์มของคุณมิตรชัย มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนในลักษณะไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ บ่อน้ำ นาข้าว แปลงปลูกพืช และที่อยู่อาศัย คล้ายๆ ลักษณะของเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่สัดส่วนไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดมากนัก การแบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรเป็นดังนี้

บ่อน้ำ : คุณมิตรชัย ได้ขุดบ่อน้ำไว้ จำนวน 4 บ่อ เนื้อที่รวมประมาณ 6 ไร่ ในแต่ละบ่อนั้นจะใช้กักเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง และใช้เลี้ยงปลา ส่วนใหญ่เป็นปลากินพืช เช่น ปลานิล ตะเพียน และปลาบึก โดยใช้ปุ๋ยจากเล้าไก่ ทำให้น้ำในบ่อปลามีสีเขียว มีอาหารตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อาหารสำเร็จชนิดเม็ด และปลูกหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 เพื่อทำเป็นหญ้าหมัก ใส่ลงในบ่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ ก่อนจับปลาไปจำหน่าย มีการจับปลารวบรวมมาใส่กระชังเพื่อเป็นการกำจัดกลิ่นโคลนก่อนจำหน่าย ทำให้ปลาที่จำหน่ายไม่มีกลิ่นโคลน โดยนำไปจำหน่ายเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และส่วนหนึ่งนำปลาไปเผาจำหน่ายในตลาด เป็นการเพิ่มมูลค่า เป็นช่องทางหนึ่งของการเพิ่มรายได้อีกด้วย

นาข้าว : คุณมิตรชัย ทำนาในพื้นที่จำนวนประมาณ 17 ไร่ เป็นข้าวนาปี คือปลูกปีละครั้ง นาข้าวทำเป็นนาข้าวปลอดสาร ใช้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาและโคลนตมบริเวณใต้เล้าไก่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับข้าว โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค สภาพแวดล้อมดี ดินไม่เสื่อม ข้าวเจริญงอกงามดีค่อนข้างสมบูรณ์ ข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูง ประมาณ 700 กิโลกรัม ต่อไร่ (70 ถัง ต่อไร่) ผลผลิตข้าวที่ได้ ใช้สำหรับบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็นำไปจำหน่ายเป็นรายได้มาสู่ครอบครัว ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ต่อปี

แปลงปลูกพืช : ในแปลงปลูกพืช คุณมิตรชัย ได้ปลูกพืชหลายชนิด ปลูกทั้งในแปลง บริเวณขอบบ่อ และบริเวณรอบๆ บ้าน มีการปลูกพืชหลายชนิดเพื่อให้มีผลผลิตและรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น

พืชผักสวนครัว ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างในฟาร์ม บริเวณคันขอบบ่อปลา คันนา คันคูน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ชะอม ตำลึง มะระ ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า เก็บผลผลิตขายที่ตลาดเป็นรายได้เสริม เป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และช่วยคลุมดิน ลดการพังทลายของขอบบ่อปลา คันคู คันนา ได้อีกทางหนึ่งด้วย

สวนไผ่เลี้ยง เป็นการปลูกไผ่โดยการยกร่อง และใช้น้ำจากบ่อปลาที่มีปุ๋ยอินทรีย์ของมูลไก่ นำมารดเพื่อเป็นปุ๋ย โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และมีการตัดแต่งกอไผ่ให้มีหน่อออกนอกฤดู ก็นำมาปักชำเพื่อจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ต้นไผ่ที่ได้จากการตัดแต่ง นำมาใช้ประโยชน์สำหรับสร้างอาคารฝึกอบรม ทำค้างพืชผัก และจำหน่าย ทำให้มีรายได้จากการขายผลิตผลของไผ่ตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูที่มีหน่อไม้ในท้องตลาดมากทำให้ราคาตก ก็จะนำมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง เก็บไว้จำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

ไม้ผล ปลูกในพื้นที่ทั้งขอบบ่อและที่ว่างภายในฟาร์ม บริเวณรอบๆ บ้าน ไม้ผลที่สำคัญ ได้แก่ ชมพู่ มะยงชิด มะพร้าว โดยใช้ประโยชน์จากการเก็บผลผลิตขายตามฤดูกาล และตอนกิ่ง ปักชำ ทำเป็นต้นพันธุ์เพื่อจำหน่าย

ที่อยู่อาศัย : ในบริเวณที่อยู่อาศัยของคุณมิตรชัยนั้น ประกอบด้วย บ้านพักอาศัย ถนน ป้ายฟาร์ม สถานที่พักผ่อนสำหรับแขกมาดูงาน อาคารฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังมีสถานที่สำหรับทำปุ๋ยหมัก โรงเรือนเพาะชำต้นไม้ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่

นอกจากนี้ ยังกำลังก่อสร้างเรือนรับรอง ซึ่งจะทำเป็นแบบโฮมสเตย์ สำหรับผู้มาศึกษาดูงานได้พักอาศัย โดยวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ได้จากไม้ไผ่ภายในสวน ใช้สำหรับฝึกอบรมและศึกษาดูงาน

โรงเรือนไก่ไข่ มีจำนวน 2 โรงเรือน โรงเรือนแรกตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำ ส่วนอีกโรงเรือนตั้งอยู่บนบ่อปลา การเลี้ยงไก่ไข่เป็นการเลี้ยงแบบโรงเรือนกรงตับ ปล่อยให้มูลไก่ลงไปในบ่อปลาเป็นปุ๋ย ทำให้น้ำเขียว เกิดแพลงตอนและสาหร่ายเป็นอาหารของปลา ถ้าในบ่อมีปริมาณปุ๋ยมากก็จะมีการสูบน้ำจากบ่อปลาใต้เล้าไก่ไปใส่สวนไผ่และนาข้าว ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำไปในตัว

ในโรงเลี้ยงไก่และใต้โรงเรือนที่มีน้ำและมูลไก่สะสมอยู่ จะไม่มีปัญหาเรื่องหนอนแมลงวัน เพราะคุณมิตรชัยได้ใช้น้ำที่เหลือจากการแช่อิ่มมะขามมาราด น้ำมะขามแช่อิ่มมีความหวาน เมื่อราดบริเวณพื้นโรงเรือนที่มีการสะสมของมูลไก่ที่เป็นแหล่งเพาะหนอนเกิดจากไข่แมลงวัน เมื่อตัวหนอนมีน้ำมะขามแช่อิ่มเกาะตามตัวหนอนก็จะมีความหวาน จึงดึงดูดมดมากัดกินหนอน เป็นการกำจัดหนอนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีแมลงวันเกิดขึ้นในบริเวณฟาร์ม

สาเหตุที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากคุณมิตรชัยเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ สุจริต อดออม และพร้อมใจกันทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ซึ่งส่วนใหญ่จะดูแลในด้านการตลาด การจำหน่ายผลผลิต และทำบัญชีครัวเรือน รวมทั้งบุตรทั้ง 2 คน ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานภายในฟาร์ม จึงเป็นแรงงานสำคัญในครอบครัวที่ช่วยดำเนินกิจการอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องออกไปหางานทำที่อื่น

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในความสำเร็จก็คือ คุณมิตรชัยมีร้านค้าในตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง รวมทั้งจำหน่ายภายในฟาร์มของตนเองด้วย

จากการที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จจากการดำเนินกิจการ และเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ไม่หวงความรู้ จึงทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติมากมาย เช่น เป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เป็นวิทยากรประจำจุดสาธิตไร่นาสวนผสม และในที่ต่างๆ ตามที่ได้รับคำเชิญ เป็นคณะกรรมการศูนย์บริหารและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลนาแซง มีหน่วยงานและเกษตรกรเข้าศึกษาดูงาน และจัดฝึกอบรมในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

จากผลงานดังกล่าว จึงทำให้คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ ได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ระดับจังหวัด ปราชญ์สาขาไร่นาสวนผสมประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2556 รางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับภาคเหนือ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บันทึกเทปออกอากาศในรายการ “หอมแผ่นดิน” ตอน ทางเสือผ่าน ออกอากาศทาง ช่อง 9 อสมท เมื่อ วันที่ 27 มีนาคม 2557

คุณมิตรชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้เขียนไว้ว่า

“…ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ซึ่งจะทำให้มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา…”

สนใจข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ มิตรชัยฟาร์ม (คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์) เลขที่ 142 หมู่ที่ 4 ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 394-4552, (087) 316-9130

ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เศรษฐกิจพอเพียง

โอภาส มั่นคง โทร. (098) 960-6601, (061) 293-8494

ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

เรามาติดตามแม่บ้านเกษตรกรหัวไวใจสู้ นำครอบครัว จัดไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ชุมชน ผลิตไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก สร้างรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

คุณศรีประภัย อัดกระโทก อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 4 บ้านหนองบัว ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ครอบครัวตนเองได้รับความรู้จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เรื่องการจัดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณศรีประภัย มีสามีชื่อ คุณจอม อัดกระโทก เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ปัจจุบันดูแลความปลอดภัยบริเวณศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ คอยช่วยเหลือประชาชนเวลาเลิกงานและวันหยุดราชการ

ครอบครัวนี้ทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำชลประทานไหลผ่านพื้นที่

สวนแห่งนี้ได้รับความสนใจจาก คุณภุชงค์ โพธิกุฏสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ คุณจารุวรรณ โพธิกุฏสัย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ และอยู่ในความรับผิดชอบของ คุณชนิพนธ์ สงวนสัตย์ ป้องกันจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านพี่เลี้ยงในการส่งเสริมการเกษตร มี คุณประพาส บุญสุข เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ สนับสนุนองค์ความรู้อย่างสม่ำเสมอมา

คุณศรีประภัย บอกว่า ปัจจุบัน ตนเองได้จัดระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว เจาะเป็นรูเล็กๆ แล้วให้น้ำพุ่งออกจากรูค่อยไหลซึมลงตามร่องสวน เป็นการใช้น้ำแบบประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด พื้นที่จัดไร่นาสวนผสมมีทั้งหมด จำนวน 16 ไร่ จัดไร่นาสวนผสม “ใช้ชื่อสวนเจ้าจอม” เน้นหนักไปทางด้านการปลูกไม้ผลเป็นหลัก มีพืชผัก คนอีสานนิยมเรียก ผักติ้ว ต้นโมง ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นในป่าตามธรรมชาติ มีรสเปรี้ยว ผู้บริโภคนิยมนำไปต้มใส่ปลา ไก่

แต่ละวัน จะเก็บยอดส่งขายเป็นรายได้เสริมทุกวัน การดูแลก็ไม่ยาก ให้น้ำ ให้ปุ๋ย มีการตัดยอดทุกวัน ยิ่งตัดมาก ต้นโมง ต้นผักติ้ว ก็ยิ่งแตกยอดออกมามาก สามารถเก็บเป็นกำเล็กๆ มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ราคาขายส่ง กำละ 4 บาท แม่ค้านำไปขายที่ตลาดในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กำละ 5 บาท ถึงตลาดที่กรุงเทพฯ จะตกกำละ 10 บาท ปัจจุบัน ได้ปลูกต้นโมงไว้ถึง 500 ต้น ต้นผักติ้ว 40 ต้น

คุณศรีประภัย บอกว่า ในบริเวณสวนเน้นการปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง พันธุ์กลมสาลี่ ถึง 11 ไร่ จำนวน 4,000 ต้น ปลูกมานานแล้ว จึงมีการรื้อทิ้งทำการปลูกใหม่ แทนต้นเดิม 5 ไร่ แปลงฝรั่งกำลังเก็บผลผลิตมี 6 ไร่ ในบริเวณแปลงปลูกยกร่องเป็นร่องจีน ปลูกบนสันร่อง

ส่วนในร่องจะมีการเลี้ยงปลานิล ปลากินพืชทุกชนิด สร้างรายได้เสริมอีกด้วย นอกจากนี้ ในสวนยังมีการปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกไม้ผลชนิดอื่นๆ เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 200 กอ กล้วยหอมทอง 100 กอ กล้วยไข่ 200 กอ มะละกอ 100 ต้น กระท้อน 24 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 150 ต้น มะยงชิด 60 ต้น มะม่วงพันธุ์บุญบันดาลและพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงแก้วและพันธุ์อื่นๆ จำนวน 100 ต้น ขนุนปลูกริมทางเดิน 9 ต้น มะนาว 35 ต้น มะกรูด 20 ต้น ละมุด 20 ต้น แก้วมังกร 10 ต้น

นอกจากนี้ ทางสวนยังมีการตอนฝรั่งและพันธุ์ไม้ผลอื่นๆ เป็นกิ่งพันธุ์จำหน่าย รวมหน่อกล้วยพันธุ์ดีเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

เจ้าของยังแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวนาปีเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ (เมล็ดสีดำ) ข้าวนาปรังเป็นข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 จำนวน 2 ไร่ ไว้บริโภค เหลือก็ส่งขายตามร้านค้าในตลาด ในสวนจะมีการเตรียมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ไว้ปรับปรุงบำรุงดินอยู่ตลอด

คุณศรีประภัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการตลาด ผลผลิตในสวนทุกชนิดจะส่งตลาดสดเช้า ทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เริ่มเวลา 01.00-12.00 น. ส่วนตลาดเย็นจะมีเครือข่ายมารับผลผลิตที่สวนนำไปขายที่ตลาดสดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น.

รายได้หลักจะได้จากฝรั่ง ผลผลิตออกตลอดปี วันหนึ่งๆ สามารถเก็บผลผลิตได้ 150-200 กิโลกรัม ขายส่ง กิโลกรัมละ 20-25 บาท ขายปลีก ราคา 30-35 บาท แล้วแต่ขนาดของผลฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอมจะมีรายได้เดือนละ 2 ครั้ง ลูกค้าจะเก็บผลผลิตเอง ขายส่งอย่างเดียว ผลละ 4 บาท

รายเดือน มีรายได้จากผลผลิตกล้วยหอมทอง หวีละ 30-70 บาท กล้วยไข่ หวีละ 20-40 กล้วยน้ำว้า หวีละ 20-30 บาท แล้วแต่ขนาดของหวีกล้วย และยังมีผลผลิตพืชผักหลากหลายชนิดจำหน่ายเสริมกับผลไม้ทุกวันด้วย วันหนึ่งๆ มีรายได้สู่ครัวเรือน วันละ 1,500-4,000 บาท เป็นการผลิตด้านการเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

คุณศรชัย กัปตพล เกษตรกรปริญญา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกษตรทั่วไป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งแต่เดิมนั้น คุณศรชัยก็ไม่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ เท่าใดนัก ปกติหน้าฝนก็จะทำนา ส่วนหน้าแล้งก็จะปลูกผัก ปลูกยาสูบ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรทั่วไปในแถบนั้น ปีไหนผลผลิตราคาดี ก็พอมีพอกินพออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาผลผลิตตกต่ำ มีปัญหาเรื่องฝนแล้ง โรคแมลงระบาด เกษตรกรก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน

คุณศรชัย กัปตพล มีอาชีพทำนา มาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างครอบครัวในพื้นที่ของตัวเอง จำนวน 13 ไร่ จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2544 เขาได้ยินได้ฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เขาจึงเกิดความสนใจอยากลองทำดูบ้าง โดยเริ่มต้นจากกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 30,000 บาท มาจ้างขุดบ่อในพื้นที่แปลงนาที่มีอยู่ แล้วเอาดินมาถมที่สำหรับเป็นพื้นที่ปลูกพวกพืชผักและไม้ผล เช่น ตะไคร้ ชะอม ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ ผลก็คือทำให้มีรายได้ทั้งปี จากการจำหน่ายผลผลิตที่ได้ ทำให้ชำระหนี้งวดแรกหมด จึงได้กู้เงินมาเพิ่มอีก 100,000 บาท เพื่อขุดบ่อเพิ่มอีก เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ และนำดินมาถมที่ได้ประมาณ 2 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพุทรา และบริเวณขอบบ่อก็ปลูกตะไคร้ป้องกันขอบบ่อพังทลาย ปรากฏว่าทั้งตะไคร้และพุทราให้ผลผลิตดี ราคาสูง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละนับแสนบาททีเดียว

การดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรของ คุณศรชัยนั้น เขาได้จัดรูปแบบเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบถ้วน กล่าวคือ เขาได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย บ่อน้ำ จำนวน 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ พื้นที่ทำนา ประมาณ 4 ไร่ พื้นที่ปลูกพืช ประมาณ 4 ไร่ ที่อยู่อาศัย ประมาณ 2 ไร่

บ่อน้ำ ทั้ง 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่นั้น คุณศรชัยใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในการปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง บริเวณขอบบ่อปลูกตะไคร้เพื่อป้องกันขอบบ่อพังทลาย ผลพลอยได้คือ เก็บตะไคร้ขายได้ปีละหลายหมื่นบาททีเดียว และเป็นรายได้หลักเช่นกัน ซึ่งเป็นการประยุกต์แนวคิดจากการปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเพื่อป้องกันดินพังทลาย เพราะการปลูกตะไคร้แทนหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า คือ ตัดต้นตะไคร้ขาย ส่วนใบตะไคร้จะช่วยลดการระบาดของแมลงบางชนิด เพราะใบตะไคร้มีกลิ่นฉุน แมลงไม่ชอบ และภายในบ่อก็เลี้ยงปลา มีทั้งปลากินพืช คือ ปลานิล และปลากินเนื้อ คือ ปลาดุก อาหารปลาก็ได้มาจากผลพลอยได้จากสวน เช่น เศษผักเศษหญ้าต่างๆ ส่วนปลากินเนื้อนั้น อาหารหลักคือ แมลงที่ดักได้จากแปลงพืช นับว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำ แต่กำไรสูง มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ

นาข้าว ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ คุณศรชัยใช้สำหรับปลูกข้าว โดยทำนาในฤดูฝนหรือนาปีเพียงครั้งเดียว เนื่องจากในช่วงหน้าแล้งน้ำที่เก็บไว้ในบ่อคงไม่เพียงพอกับการทำนาปรัง ส่วนข้าวที่ผลิตได้ก็เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็ขาย แต่มีปริมาณไม่มากนัก ซึ่งถือว่าการขายข้าวไม่ใช่รายได้หลักของครอบครัว

แปลงปลูกพืช ในเนื้อที่ ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแปลงปลูกพืชนี้ จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พืชหลักที่ปลูกคือ ชะอมและพุทรา โดยปลูกอย่างละแปลง เนื้อที่อย่างละประมาณ 2 ไร่ แปลงแรกเป็นแปลงปลูกชะอม อยู่ทางทิศเหนือติดกับบ่อน้ำ สะดวกในการรดน้ำและดูแลรักษา ส่วนแปลงพุทรา (พันธุ์ 3 รส) อยู่ทางทิศใต้ ติดกับบ่อน้ำอีกบ่อ ส่วนตะไคร้นั้น ส่วนใหญ่ปลูกบริเวณรอบๆ ขอบบ่อ นอกจากพืชที่เป็นรายได้หลักทั้ง 2 ชนิดแล้ว คุณศรชัย ยังปลูกพืชชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะม่วง ลำไย กล้วย แก้วมังกร ไผ่ และผักสวนครัว ซึ่งพืชเหล่านี้จะปลูกในจำนวนไม่มากนัก ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็นำไปแจกญาติมิตรและเพื่อนบ้าน

เนื่องจากการปลูกพุทราของคุณศรชัย เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ คือไม่ใช้สารฆ่าแมลง จึงมีการติดตั้งหลอดไฟเพื่อดักแมลงที่จะมากัดกินหรือทำลายผลผลิต เป็นการนำความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยติดตั้งหลอดไฟไว้ล่อแมลง เมื่อแมลงมาเกาะที่แผ่นพลาสติก แมลงก็จะล่วงตกลงไปในอ่างน้ำที่รองไว้บนพื้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการป้องกันกำจัดแมลง และแมลงที่ดักได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือแมลงที่มีขนาดใหญ่ (บริโภคได้) ก็นำไปทอดจำหน่าย ส่วนแมลงขนาดเล็ก ก็นำไปเลี้ยงปลาในบ่อ เป็นการประหยัดค่าอาหารปลา กรณีนี้ไม่ผิดจากคำพังเพยโบราณที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว”

อีกกรณีหนึ่งที่น่าทึ่งสำหรับการปลูกพุทราภายในสวนของคุณศรชัยคือ การทำสาวต้นพุทรา เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง-คุณภาพดี ไม่ให้ต้นสูงเกินไป เก็บเกี่ยวลำบาก เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง มีเคล็ดลับในการทำสาวต้นพุทราโดยการตัดปลายยอดให้เหลือไว้ ประมาณ 2 เมตร แล้วควั่นที่โคนต้น เพื่อให้ต้นเดิมตายและแตกกิ่งใหม่ที่ตอด้านข้าง ส่วนต้นเดิมที่ตายไปนั้น ในระยะแรกก็เก็บไว้เป็นหลักสำหรับผูกพยุงต้นที่แตกขึ้นมาใหม่ เมื่อต้นใหม่แข็งแรงดีแล้ว จึงตัดต้นเดิมที่ตายนั้น แล้วนำไปเผาถ่านเพื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ ได้ทั้งถ่านและน้ำส้มควันไม้สำหรับนำไปใช้ในการป้องกัน-กำจัดแมลง

ที่อยู่อาศัย…คุณศรชัย ได้ใช้พื้นที่ ประมาณ 2 ไร่ สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบด้วยบ้านพักอาศัย จำนวน 1 หลัง มีลานจอดรถ เล้าไก่พื้นเมือง เตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้ และบริเวณทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้เป็นปุ๋ยในการปลูกพืช นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเป็นที่นัดพบของแขกหรือเกษตรกรที่มาเยี่ยมชมหรือศึกษาดูงาน รวมทั้งพื้นที่สำหรับวางและคัดแยกผลผลิตก่อนนำไปจำหน่าย

จากการทุ่มเทในการทำการเกษตรอย่างเต็มพละกำลังและความสามารถของคุณศรชัยและครอบครัว ทำให้มีรายได้อย่างเพียงพอ มีความเป็นอยู่อย่างสบายตามอัตภาพ ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเช่นเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ และสามารถส่งบุตรทั้ง 2 คน เรียนจนจบระดับปริญญาตรี รายได้หลักของครอบครัวประกอบด้วย รายได้จากการจำหน่ายชะอม เป็นเงินประมาณ 70,000 บาท ต่อปี จำหน่ายตะไคร้ เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี และจากการจำหน่ายพุทรา เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี ส่วนผลผลิตอื่นๆ เช่น ปลา ไก่ และไข่ สามารถจำหน่ายได้บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน

จากปณิธานที่แน่วแน่ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ คุณศรชัย กัปตพล โดยยึดหลัก พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีรูปแบบดังนี้

พอประมาณ…คือ ทำเท่าที่ตนเองทำได้ ไม่มากไม่น้อย มีความพอดี ใช้แรงงานในครอบครัวตนเองเป็นหลัก

มีเหตุผล…คือ ปลูกพืชครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้ในระยะเวลายาวนาน เช่น ชะอม พุทรา และยังสามารถนำต้นพุทราไปเผาถ่าน เก็บน้ำส้มควันไม้ไว้ป้องกันกำจัดแมลง ใช้กิ่งทำฟืนหุงต้ม ประหยัดเชื้อเพลิงพวกก๊าซธรรมชาติ

มีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดี…คือ ไม่ว่าภายภาคหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน เพราะมีรายได้ที่มั่นคง มีอาหารไว้บริโภคอย่างเพียงพอ เช่น ข้าว พืชผัก ปลา ไก่ และไข่

ภายใต้เงื่อนไข

– ความรู้ …(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) คือมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินกิจการ เช่น การนำระบบน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์มาใช้ในแปลงปลูกพืช เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา และไม่ทำให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงเป็นจำนวนมาก

– คุณธรรม…(ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) คือ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สุจริตต่อลูกค้า ทำงานหนักและอดทนต่อความยากลำบาก ให้การแบ่งปันทั้งสิ่งของและความรู้มากมาย เช่น การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีนักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เช่น อธิบดีเกษตรประเทศเวียดนาม คณะ อบต. จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ นักเรียน/นักศึกษา ภายในจังหวัดและต่างจังหวัด เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง คุณศรชัย จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเหรัญญิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต คณะกรรมการกองทุนเงินล้าน ครูบัญชีเกษตรอาสา ประมงอาสา หมอดินอาสา ฯลฯ และจากการที่เป็นบุคคลที่ทรงความรู้ด้านการเกษตรและถ่ายทอดความรู้ไปยังบุคคลอื่นๆ โดยไม่หวงความรู้ จึงทำให้ได้รับรางวัลมากมาย เช่น

– ปี 2546 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม รางวัลที่ 3 ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียงของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น รางวัลที่ 2 สาขาไร่นาสวนผสมของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ

– ปี 2549 สวนของคุณศรชัย กัปตพล ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม

คุณศรชัย กัปตพล ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวยมากนัก แต่ไม่ต้องไปหางานทำที่อื่น ที่สำคัญมีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้มีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัว…สนใจรายละเอียด หรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณศรชัย กัปตพล บ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 8 ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 67110 โทร. (085) 729-6938 หรือ (086) 212-7050

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

อำเภอชุมแสง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ ประมาณ 39 กิโลเมตร อำเภอชุมแสงมีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหลายที่ อากาศค่อนข้างร้อน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหน่วยงานที่ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ในส่วนของการถ่ายทอดและศึกษาดูงาน ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ของ คุณสุพจน์ โคมณี เป็นแหล่งเรียนรู้หลัก ซึ่งมีการอบรมตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึง ปี พ.ศ. 2558 มีเกษตรกรเฉพาะเครือข่ายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ที่ผ่านการอบรมแล้ว 2,803 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่ภายใน 15 อำเภอ ของจังหวัดนครสวรรค์ และได้นำความรู้ที่ได้จากศูนย์แห่งนี้ไปขยาย และถ่ายทอดในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องการทำนา การเลี้ยงปลาในแปลงนา การปลูกผักยกแคร่ นอกจากเกษตรกรที่มาเรียนรู้ในศูนย์แห่งนี้แล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์เป็นอย่างมาก เพราะทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ให้ความสำคัญในการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำการเกษตรของเกษตรกรภายในจังหวัด

รู้จริง ทำจริง

คุณสุพจน์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แห่งนี้ ตนเองประกอบอาชีพเกษตรกรรมสืบทอดมาจากบิดา มารดาของตน เป็นการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่เน้นเรื่องปริมาณ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางด้านฤดูกาล บางปีน้ำหลาก บางปีน้ำแล้ง การเพาะปลูกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ปี พ.ศ. 2536 คุณสุพจน์ ได้เข้าร่วมฝึกอบรมการทำเกษตรแบบผสมผสานของจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อได้รับความรู้จากการอบรมในครั้งนั้น ก็ได้นำความรู้นั้นมาปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำเกษตรกรรมของตนเอง จากที่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตเพื่อการค้า มาเป็นการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน ปี พ.ศ. 2538 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอชุมแสง ทำให้ไร่นาที่ตนเองทำได้รับความเสียหายจนทำให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก

ปี พ.ศ. 2539 ได้ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก และริเริ่มทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่เป็น 30-30-30-10 หรือ นาข้าว 6 ไร่ พื้นที่กักเก็บน้ำ 6 ไร่ ปลูกไม้ผล 6 ไร่ ที่อยู่อาศัย ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2 ไร่ ชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีผลผลิตเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้

ปี พ.ศ. 2539-2541 เริ่มขยายพันธุ์ไม้ผลในสวนของตนเองโดยการตอนกิ่ง เพื่อขายส่ง จนสามารถใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาจากธนาคารได้หมดภายในระยะเวลา 6 ปี จากการขายกิ่งพันธุ์ต่างๆ จึงเริ่มจัดตั้งเป็นสวนเพื่อจำหน่ายพันธุ์ได้ ในชื่อ “สวนศรีอรุณพันธุ์ไม้” และเนื่องจากในช่วงปีนี้เป็นช่วงที่ภาครัฐต้องการพันธุ์ไม้ในการแจกสูง จึงบริจาคให้กับโรงเรียน 8 แห่ง ในอำเภอชุมแสง และอำเภอหนองบัว

ปี พ.ศ. 2550 ได้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

ปี พ.ศ. 2554 เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านหนองข่อย หมู่ที่ 5 นั้น ประสบปัญหาน้ำท่วม และอยู่ติดกับชุมชน จึงตัดสินใจซื้อที่ดินในหมู่ที่ 6 จำนวน 32 ไร่ และได้นำประสบการณ์จากการทำการเกษตรที่บ้านหนองข่อยมาปรับใช้ และวางแผนผังของพื้นที่ โดยเริ่มจากการมองปัญหาของที่ดินแห่งนี้ พบว่า

1. พื้นที่นี้ประสบปัญหาดินเสีย เนื่องจากเกษตรกรรายเก่าใช้สารเคมีในการทำการเกษตร

2. น้ำท่วมทุกปี

3. ไม่มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง 3 ข้อนี้ เป็นปัญหาหลักที่พบในพื้นที่แห่งนี้ จึงเริ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม โดยการยกคันดินรอบพื้นที่ 32 ไร่ คันดินมีความสูง 3 เมตร ปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง แก้ไขโดยการสูบน้ำบาดาลมาใช้ในพื้นที่ และนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการวางแผนผังของพื้นที่ การทำการเกษตรของที่นี่ เป็นการทำการเกษตรแบบเกื้อกูล เน้นด้านการบริหารจัดการน้ำ คิดเป็นพื้นที่น้ำทั้งหมด 8 ไร่ โดยวางระบบน้ำเป็นไหลวนรอบพื้นที่ เริ่มจากบ่อพัก ผ่านไปยังพื้นที่เลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงคือ เป็ด เลี้ยงจำนวน 40 ตัว เลี้ยงเพื่อเติมปุ๋ยให้กับน้ำและเพื่อบริโภคไข่ น้ำจะอยู่ตรงพื้นที่นี้ 7 วัน แล้วจึงปล่อยสู่บ่อพัก 8-10 วัน จึงสามารถปล่อยไปยังพื้นที่ทำการเกษตร คือพื้นที่นาข้าว พันธุ์ข้าวที่ปลูกมี พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ และพันธุ์หอมมะลิ 105 คิดเป็นพื้นที่นาข้าว จำนวน 8 ไร่ หลังจากผ่านพื้นที่การเกษตรจะปล่อยน้ำให้ไหลเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาของที่นี่จะเป็นการเลี้ยงปลาแบบห่วงโซ่อาหาร โดยเลียนแบบระบบนิเวศ พันธุ์ปลาที่เลี้ยง มีพันธุ์ปลาแรด ปลาสลิด ปลาหมอ และมีการเลี้ยงหอยขมเพื่อให้เป็นอาหารของปลา เนื่องจากในช่วงแรก คุณสุพจน์ใช้ข้าวเปลือกในการเลี้ยงปลา แล้วปรากฏว่า ปลาโตช้า จนได้นำปลาที่เลี้ยงมาผ่าท้องดู และพบว่า ในท้องของปลานั้นมีหอยชนิดนี้อยู่ จึงเลี้ยงหอยขมเพื่อเป็นอาหารของปลา และปล่อยน้ำให้ไหลเวียนไปยังบ่อพัก ด้านการปลูกพืชและผัก การปลูกผักจะปลูกผักตามฤดูกาล และมีการปลูกผักแบบยกแคร่

ปลอดสารพิษ

ชีวิตมีสุข

ระบบการทำการเกษตรของที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นเกษตรแบบปลอดสารพิษ มีไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และเลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตรแบบรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียง ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้จักคุณค่า ทำปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพด้วยตนเอง ทดแทนการใช้สารเคมี สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลงได้

จากการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการประกอบอาชีพ จนกระทั่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จขยายผลองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น คุณสุพจน์ จึงจัดตั้งหลักสูตรการฝึกอบรมของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของเกษตรกร ให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการเรียนรู้ การดำเนินกิจกรรมตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ในหลักสูตร “การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล” โดยมีกิจกรรม 15 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย

1. ฐานการปรับแนวคิดและพฤติกรรมสู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์ : เป็นการปรับฐานความรู้ เพื่อการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตั้งอยู่บนทางสายกลางและความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โดยใช้ความรู้และคุณธรรมประกอบการวางแผนและตัดสินใจ

2. ฐานการปลูกผักปลอดจากสารพิษ

ประโยชน์ : เป็นการนำหลักการทรงงาน หัวข้อ “ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด และ ทำง่าย”

3. ฐานธรรมชาติฟื้นฟูธรรมชาติ

ประโยชน์ : เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราขาวหรือจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติ สามารถช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ได้

4. ฐานการทำแก๊สชีวภาพ

ประโยชน์ : แก๊สชีวภาพเกิดจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ สามารถนำมาใช้แทนก๊าซหุงต้มภายในครัวเรือนได้ และกากที่ได้จากการย่อยสลายสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้

5. ฐานการห่มดิน

ประโยชน์ : การห่มดิน เป็นวิธีการเพิ่มจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในดินที่มีประโยชน์ต่อพืช

6. ฐานเล่นขี้ ปลดหนี้ หายจน

ประโยชน์ : เป็นวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ที่เป็นธาตุอาหารของจุลินทรีย์ในดิน

7. ฐานโรงปุ๋ยมีชีวิต ปลาผลิตปุ๋ย

ประโยชน์ : เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า นำน้ำจากการเลี้ยงปลาที่มีธาตุอาหารไปใช้ในการรดพืชผักได้

8. ฐานการปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ประโยชน์ : เป็นวิธีการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ โดยใช้หลักการพึ่งพาอาศัยจากหลากหลายพันธุ์พืช เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

9. ฐานการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติ ผลิตอาหารปลา

ประโยชน์ : เป็นการเลี้ยงปลาตามสภาพธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ

10. ฐานพืชสมุนไพร

ประโยชน์ : เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย

11. ฐานการจัดทำบัญชีครัวเรือน

ประโยชน์ : ทำให้รู้รายรับ รายจ่าย รู้หนี้สิน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น

12. ฐานการขยายพันธุ์ไม้

ประโยชน์ : สามารถขยายพันธุ์ไม้ได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น การติดตา ตอนกิ่ง เป็นต้น

13. ฐานเกษตรทฤษฎีใหม่

ประโยชน์ : เป็นการจัดสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

14. ฐานพืชพลังงานทดแทน

ประโยชน์ : เป็นการผลิตน้ำมันบนดินใช้เอง

15. ฐานเตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้

ประโยชน์ : นำไปใช้เป็นสารไล่แมลง

ด้วยประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่ยาวนาน จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ได้อย่างบูรณาการ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งฐานการเรียนรู้ทั้ง 15 ฐานนี้ จะใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งหมด 27 ชั่วโมง โดยผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ฐานแรก และได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน

กิจกรรมที่ทำอยู่ ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จนระยะหลังเขาไม่ขอส่งกิจกรรมเข้าประกวด

วันที่ทีมงานแวะไปเยี่ยมชม ภรรยาคุณสุพจน์ นำผลผลิตมาทำอาหารให้กิน เริ่มจากข้าวหอมมะลิ กลิ่นหอมกรุ่น ไข่เป็ดสดๆ นำมาเจียว ผักบุ้งมาผัดกับหมู มะเขือแกงไก่

ตบท้ายด้วยขนม จากมันสำปะหลัง

พวกเราลืมตัว กินกันคนละจานสองจาน จนง่วงนอนไปตามๆ กัน

สำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่สนใจเข้าฝึกอบรมและหาความรู้ ติดต่อได้ที่ “ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์” เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (081) 041-0911 คุณสุพจน์ โคมณี

%d bloggers like this: