เศรษฐกิจชาวบ้าน

All posts tagged เศรษฐกิจชาวบ้าน

ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

หลังจากที่ผู้เขียนและทีมงาน ทั้งคณะใหญ่ และคณะเล็ก ได้มีโอกาสเดินทางออกเยี่ยมเยือนชุมชน ในความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เกือบครบทุกแห่งแล้ว ในท้ายที่สุดของโครงการเยี่ยมเยือน ในหัวข้อ “การเสริมสร้างศักยภาพทางการตลาด ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่มีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ ก็จะเป็นการสรุปความเห็นตามภูมิความรู้ของแต่ละท่านในคณะ

โดยในคณะนี้ ได้จัดกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย อีก 3 กลุ่มก็คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มสื่อมวลชนท่องเที่ยว ซึ่งผู้เขียนเองก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และความเห็นต่อจากนี้ไป ก็จึงเป็นความเห็นในมุมมองส่วนตัว ในฐานะนักเขียน สื่อมวลชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย ผสมปนเปกันไป และเป็นความเห็นที่มุ่งไปสู่องค์รวม ไม่ระบุสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นพิเศษ และบทสรุปนี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นแนวกึ่งบทสรุปผู้บริหาร ของโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน กึ่งขยายความ ก็เป็นได้

วัตถุประสงค์ขององค์กรอำนวยการโดยรวม (ผู้เขียน) คือ เป็นการพัฒนาชุมชนให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นอาชีพเสริม โดยมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ มีภูมิต้านทานเรื่องหลักการตลาดแบบทุนนิยม และมีแนวความคิดแบบ “ระเบิดจากข้างใน” คือเมื่อเกิดปัญหา ชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนได้ผลประโยชน์ หรือเป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งประเทศเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สถาพรสืบไป

ขยายความเรื่องการ “ระเบิดจากข้างใน” หมายถึง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และคนในชุมชนส่วนใหญ่มีมติในที่ประชุมเห็นว่า มันเป็นปัญหาของชุมชน และชุมชนต้องแก้ไข ยกตัวอย่างเรื่องนักท่องเที่ยวไม่ยอมแวะเข้ามาเที่ยว หรือพักค้างในชุมชน ซึ่งมติของประชาคมหมู่บ้าน หรือชุมชน ตกลงร่วมกัน ให้เป็นปัญหาของชุมชน ดังนั้น ในที่ประชุมจึงตกลงใจร่วมกัน ให้มีการตั้งคณะทำงานของชุมชน เพื่อศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยการคัดเลือกผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ที่มีประสบการณ์เรื่องการท่องเที่ยว และวัยรุ่นอีก 3-4 คน ซึ่งมีประวัติการศึกษา ด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยว เข้าร่วมดูแลรับผิดชอบ โดยให้มีระยะเวลาการศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขภายใน 30 วัน และงบประมาณ 5,000 บาท

เมื่อได้เอกสารรายงานนี้มาแล้ว ทางผู้นำชุมชนจึงพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หากยังไม่เรียบร้อย หรือไม่สำเร็จ หรือไม่สามารถ เกินกว่ากำลัง จึงทำเรื่องเสนอเบื้องบน ขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ คือขอวิชา เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ขอวิธีการแก้ปัญหา หรือของบประมาณ และทั้งหมดนี้ มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แบบนี้จึงเรียกว่า เป็นการระเบิดจากข้างใน อย่างแท้จริง ส่วนในแบบที่ไม่ใช่คือ พอทำรายงานสรุปปัญหาเบื้องต้น และแนวทางแก้ไข เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำเรื่องเสนอไปยังเบื้องบน เพื่อของบประมาณ แบบนี้ กลายเป็นหมู่บ้าน หรือชุมชนล่างบประมาณไป

ดังนั้น ชุมชนที่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก อพท. อย่างแรกที่ควรทำก็คือ 1. ถามความเห็นของคนส่วนใหญ่ในชุมชนเสียก่อน ว่าต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะมันมีทั้งข้อดี คือรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น และข้อเสีย คือความเป็นส่วนตัวจะลดลง และข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ก็จะเพิ่มมากขึ้น 2. เมื่อชุมชนตกลงใจ เห็นพ้องร่วมกัน ในทั้งข้อดีและข้อเสียแล้ว ก็สมควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบ 3. มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่การปกครองของตนเอง รวมถึงในบริเวณใกล้เคียง 4. เพิ่มเติมด้วยการสำรวจกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น งานประเพณีวัฒนธรรมประจำปี วิถีชีวิต เพลง การละเล่น อาหารคาว หวาน 5. เปรียบเทียบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ และกิจกรรมในพื้นที่ ว่ามีความแตกต่าง มีจุดเด่นกว่าในพื้นที่อื่นอย่างไร 6. และถ้าหากในพื้นที่ไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ เลย ชุมชนโดยผู้นำชุมชน ร่วมกับ คณะกรรมการชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่จัดตั้งขึ้น จะมีวิธีแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้มีจุดเด่น ได้อย่างไร และทั้งหมดที่ว่ามานี้ต้อง “ระเบิดจากข้างใน”

ด้วยวิธีการ ระเบิดจากข้างใน นี้เองชุมชนสามารถนำไปใช้กับประเด็นปัญหาอื่นได้ ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของชุมชน คือ 1. การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการประชุมเหมือนเดิม แล้วก็ถกเถียง หาข้อสรุปว่า มันเป็นปัญหาของชุมชนหรือไม่ สำหรับบางชุมชนที่มีลูกบ้าน ชอบเที่ยว ชอบพนัน ชอบดื่ม ชอบอู้ สโลว์ไลฟ์ ไม่ชอบอย่างเดียวคือทำงาน แล้วผลก็คือ ไม่มีเงิน แบบนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้นะครับ ยกเว้นว่า ชุมชนของเราเป็นชุมชนที่แตกออกมาจากชุมชนใหญ่ ย้ายออกมาอยู่ห่างๆ แต่ใกล้ป่า ไม่มีเอกลักษณ์ใดเป็นของตัวเองเลย งานประเพณีก็จัดในวัดกลางหมู่บ้านเดิม ชาวบ้านในชุมชนใหม่นี้เมื่อว่างเว้นจากงานไร่ งานนา ก็อยากจะมีรายได้เสริมด้านการท่องเที่ยวบ้าง แบบนี้การท่องเที่ยวจะช่วยเสริมรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ได้หรือไม่ มากน้อยอย่างไร ป่าหลังบ้านจะช่วยเสริมการท่องเที่ยวได้รึเปล่า รายงานที่คณะกรรมการชุมชนทำเอง จะเป็นคำตอบ

2. จุดไหนที่เรียกว่าความยั่งยืน นี่ก็เป็นปัญหาของแทบทุกชุมชน ซึ่งนอกจากจะใช้ กระบวนการระเบิดจากข้างในแล้ว กรณีนี้ยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยสอน คอยให้ความเห็น และเสนอทางเลือกให้กับผู้นำชุมชนด้วย โดยงานของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะเป็นการสอนวิธี ให้กับผู้เข้ารับการอบรม สอนวิธีการประเมินสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยว ทรัพยากรการท่องเที่ยว วัฏจักรของการท่องเที่ยว การตลาดด้านการท่องเที่ยว การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังต้องมีการประเมินผู้เข้าร่วมรับการอบรมด้วย ว่าไหวรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของกิจกรรมเที่ยวชมป่าโกงกาง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการไปแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมก็ลงพื้นที่ เพื่อวัดดัชนีชี้วัดที่ชุมชนช่วยกันกำหนดเอง เช่น ความดังของเสียงเครื่องยนต์ ความแรงของคลื่นที่กระทบตลิ่ง ปริมาณขยะที่เกิดจากนักท่องเที่ยว การลดลงของจำนวน และชนิดของสัตว์น้ำ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน ช่วงระยะเวลาที่เปิดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว และจุดวิกฤตที่ต้องหยุดกิจกรรมการท่องเที่ยว แบบนี้ เป็นต้น เพราะขาหนึ่งของความยั่งยืนตามหลักวิชาการก็คือ จะต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนเอง อาจกำหนดเอาไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งความยั่งยืน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยว ในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ก็เป็นไปได้

ในท้ายที่สุด สุดยอดของแนวคิดของความยั่งยืนก็คือ “ขาดเธอฉันก็อยู่ได้ แต่ขาดธรรมชาติ ฉันขาดใจ” ซึ่งก็หมายความว่า แม้นไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในชุมชนสักคนเดียว ชุมชนของฉันก็ไม่เดือดร้อน เพราะทุกคนมีที่ดินทำกิน มีสัมมาอาชีพ รู้จักการอดออม ไม่ชอบอวดกัน มีความมั่นคงครบทุกด้านปัจจัยสี่ มีป่าไม้ ลำธาร สัตว์ป่า ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ตามสภาพ มีกินมีใช้ ไม่รู้จักหมด และมีระบบป้องกันการเอาเปรียบจากทุนภายนอก อย่างเข้มแข็ง

ส่วนเรื่องหลัก เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง 3. ภูมิต้านทานต่อระบบทุนนิยม ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบทุนนิยม เป็นกระบวนการที่เร่งทุกอย่าง ทั้งการผลิต ทั้งการบริโภค ทุนนิยมเกาะเกี่ยวอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ แม้นการเร่งการผลิต และการเร่งการบริโภค จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ระบบทุนนิยมก็ไม่สน เพราะสามารถย้ายไป “ถล่ม” ที่อื่นต่อได้ แต่ประชาชนผู้ที่เกิดในพื้นที่ ไม่สามารถย้ายไป หรือปิดกิจการ แบบบริษัท นิติบุคคลได้ นอกจากเสียว่าตายเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเป็นหลักการเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในเรื่องของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น ชุมชนไหนน้อมนำเอาแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ให้เกิดผลเป็นแปลงทดลอง เป็นฐานทดลอง นู่นนี่นั่น ก็ถือว่า ชุมชนนั้นมีทั้งเซรุ่ม และวัคซีน เกิดขึ้นในชุมชนแล้ว ก็เหลือแค่ว่า ใครจะทนเจ็บตอนเอาเข็มทิ่มเข้าก้น เข้าแขน ได้มากกว่า หรือจะแค่เพียงเก็บไว้มองก็ไม่ว่ากัน

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปในเกือบทุกบริบทการบริหารประเทศ ชุมชนซึ่งถือว่าเป็นสังคมที่เล็กที่สุด และเป็นสังคมพื้นฐานของประเทศ ก็ควรจะตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตนเอง เพื่อการเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจ ดิจิตอล ในยุคที่ 4.0 ครอบครัว ชุมชน บริษัท องค์กร สำนัก สถาบันไหน ที่ล้าสมัยก็จะถูกยุบรวมไปอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ในระดับประเทศชาติ ก็จะถูกกลืนกินแผ่นดิน ร่างกาย จิตวิญญาณ ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ของกลุ่มชนไปทีละน้อย และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะเข้ามาช่วยดูแล การท่องเที่ยวโดยชุมชนอีกแรงหนึ่งครับ

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

Advertisements

มหานครธรรมแห่งลำน้ำโขง ดินแดนแห่งพระเจดีย์ธาตุ กับผู้สูงวัย

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

มหานครธรรมแห่งลำน้ำโขง ดินแดนแห่งพระเจดีย์ธาตุ กับผู้สูงวัย

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม และ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้ร่วมกันสรรค์สร้างโปรแกรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีสาน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเดินทางเกือบร้อยชีวิต รวมทั้งคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง รวมผู้เขียนอยู่ในนั้นด้วย

จุดเด่นของการเดินทางก็คือ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง เริ่มต้นออกเดินทางด้วยขบวนรถ OTOP Train ขบวนรถไฟพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดขอนแก่น แล้วก็ต่อด้วยรถบัส 2 ชั้นอย่างดี ไปยังจังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน 7 พระธาตุ ซึ่งตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

เนื่องจากเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะใช้เวลา คือราว 3 วัน 3 คืน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายร้อยละ 98 ที่ร่วมเดินทางไปด้วย จึงกลายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นโอกาสดี และสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย นับวันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทย ถือว่าเป็นผู้นำในด้านนี้ และเมื่อก้าวข้ามเข้าสู่การเปิดเสรีด้านการท่องเที่ยว ตามข้อตกลงกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ผู้จัดการท่องเที่ยวในประเทศไทยทั้งหลาย จึงควรให้ความสำคัญ ไม่ละทิ้งโอกาสเช่นนี้ เร่งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงวัยในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นต้นแบบที่จะนำพาผู้สูงวัยในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้เข้ามาสัมผัสกับอารยธรรมลุ่มน้ำโขงในพื้นที่เช่นนี้บ้าง อาจช่วยนำเงินตราเข้ามาในประเทศได้ ไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการ เมื่อมีผู้สูงวัยเป็นจำนวนมากเข้าร่วมท่องเที่ยวในโปรแกรมการท่องเที่ยว นอกจากการบริการที่ดีเลิศจากพนักงานสตาฟฟ์ที่มีประสบการณ์ ข้อมูลที่เที่ยงตรงแม่นยำ และลูกล่อลูกชนเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเส้นทาง จากมัคคุเทศก์มือฉมัง โรงแรมที่พักระดับดีเลิศ อาหาร ภัตตาคารระดับหรู พนักงานขับรถที่ชำนาญการ รถทัวร์ และตู้รถไฟ ที่มีสภาพดีเยี่ยม การเตรียมความพร้อมเรื่องการตรงเวลา และความปลอดภัยของผู้ร่วมคณะเดินทาง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โดยในครั้งนี้ บริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด ผู้ได้รับความไว้วางใจจากหลายหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ถึงกับต้องจัดให้มีรถนำขบวน จัดการจราจร ตลอดเส้นทาง และก็ได้กลายเป็นรถสำรองฉุกเฉิน เมื่อผู้ร่วมคณะ เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ขณะเดินทาง จะได้นำส่งโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

จากชานชาลาหัวลำโพง ราว 20.35 น. ของวันพฤหัสบดี ขบวนรถไฟ OTOP Train ก็เคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ ผ่านการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ มีแสงไฟจากสัญญาณไฟเขียว บอกว่าเส้นทางปลอดโปร่ง สัญญาณไฟเขียวในเกือบทุกอึดใจของการเดินทางออกจากความมืดมิด ในจิตใจของผู้คนในเมืองหลวง สู่อารยธรรมอันสว่างไสวในต่างถิ่น ผ้าห่มผืนบางที่พนักงานรถไฟยื่นให้ คงไม่พอกับความหนาวเย็นของบรรยากาศที่อยู่รอบตัว จากเครื่องปรับอากาศ แต่ของขบเคี้ยวแบบหนักๆ ก็คงจะพอเผาผลาญให้พลังงานและความอบอุ่นได้บ้าง ห้องคาราโอเกะขนาดเล็กบนรถไฟ ที่เตรียมไว้สำหรับผู้ร่วมเดินทางสูงวัย กลายเป็นที่หลบภัยหนาวไปเสียแล้ว

คณะของเราเดินทางมาถึงตัวเมืองขอนแก่น ราว 04.30 น. ของวันใหม่ ตู้รถไฟ OTOP Train ถูกลากกลับกรุงเทพฯ ไปในทันที รถทัวร์ 2 ชั้นจากกรุงเทพฯ จอดรออยู่ข้างเสาไฟใต้โคมไฟที่สาดแสงจ้า กันไว้ไม่ให้ผู้ร่วมเดินทางเดินหลงทางไปไหน กระเป๋าถูกลำเลียงมาครบแล้ว รอการยืนยันอีกครั้งเพื่อที่จะขนขึ้นไปเก็บยังช่องเก็บสัมภาระ การเดินทางสั้นๆ เพียง 10 นาทีไปยังโรงแรมชั้น 1 ของจังหวัดขอนแก่น เพื่ออาบน้ำ ล้างหน้าล้างตา และเพื่อรับประทานอาหารเช้า จากนั้นการเดินทางในแหล่งอารยธรรมอีสานจึงเริ่มต้นขึ้น ผ่านเรือกสวนไร่นา ตอซังข้าวที่เหลือไว้หลังจากการเก็บเกี่ยว เหลืองอร่ามไปสุดลูกหูลูกตา ที่ไหนพอจะมีน้ำมาก ก็ได้เห็นทุ่งนาข้าวเขียวระบัดทานแรงลม ช่วงความกดอากาศสูงเข้าปกคลุม

เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร รถนำขบวนของเทศบาลตำบลนาหัวบ่อ วิ่งเข้ามาสมทบ แล้วก็พาคณะของพวกเราลัดเลาะถนนเลียบคลองชลประทานไปยังหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านโนนเรือ ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอ พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีนายกเทศมนตรีตำบลนาหัวบ่อ และคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมกิจกรรมของ “กลุ่มทอฝ้ายเข็นย้อมคราม” ของชุมชน ว่าถึงผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ ล้วนเป็นชาวไทยที่สืบเชื้อสืบสายมาจากชาวภูไทวัง ซึ่งอพยพมาในช่วงรัชกาลที่ 3 ของไทย จาก “เมืองวัง” ปัจจุบันชื่อเมืองวีละบุลี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแขวงสะหวันนะเขต มีความชำนาญเป็นพิเศษด้านการทอผ้า เรียกว่าผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ ย้อมครามเกือบสีดำ เรียกว่าผ้าดำหรือซิ่นดำ โดยกิจกรรมในวันนั้นนอกจากจะมีการสาธิตการทอผ้า และการย้อมคราม ยังมีการจัดแสดง และจัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นจุดรวมความสนใจของชาวคณะอีกด้วย กะประมาณด้วยสายตา ราวร้อยละ 80 ของผู้ร่วมเดินทางที่เป็นสุภาพสตรีสูงวัย ไม่ยอมพลาดโอกาสทอง ที่จะได้ครอบครองสินค้าหัตถกรรมฝีมือดี ราคาคุ้มค่า ต่างจัดหาไปกันคนละถุงสองถุง ตั้งแต่ยังไปเที่ยวกันไม่ถึงไหน ของดีมีน้อย ลายสวยก็มีจำกัด อยากได้จำนวนมาก ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้า แต่หากถึงฤดูทำนา ก็ต้องรอไปก่อน

ในช่วง 2 วันครึ่งที่เหลือ จากนี้ไปก็เป็นการเข้าสู่กิจกรรม นมัสการพระธาตุประจำวันเกิด ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ทุกคนที่ร่วมเดินทาง นอกจากจะให้ความสำคัญกับพระธาตุประจำวันเกิดของตนเองแล้ว แต่ละท่านก็ยังมีความผูกพันกับพระธาตุแห่งอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในอดีตที่เคยมาเที่ยวชม สมัยยังเป็นสาวหนุ่ม บ้างก็เคยมาพบรักกันแถวๆ นี้ เคยมาทำงานในละแวก เคยมาหาเพื่อน หรือไม่ก็ มาอธิษฐานเผื่อให้บุคคลในครอบครัว เรื่องราวในอดีต ล้วนถูกนำออกมาเล่าสู่กันฟัง ด้วยความสุข จากสมาชิกแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน มีความหลังร่วมกัน และมีความสุขร่วมกัน วงคาราโอเกะชั้นล่างของรถบัส ได้สมาชิกเพิ่มขึ้นอีก โปรแกรมทัวร์ครั้งหน้าก็คงจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน…

รายละเอียดต่างๆ ของแต่ละพระธาตุในช่วงเวลานั้น มีดังนี้ : พระธาตุเรณู (พระธาตุประจำวันเกิดวันจันทร์) อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม พระธาตุศรีคูณ (พระธาตุประจำวันเกิดวันอังคาร) อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม พระธาตุมหาชัย (พระธาตุประจำวันเกิดวันพุธ) อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม พระธาตุประสิทธิ์ (พระธาตุประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี) อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม พระธาตุท่าอุเทน (พระธาตุประจำวันเกิดวันศุกร์) อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พระธาตุนคร (พระธาตุประจำวันเกิดวันเสาร์) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม พระธาตุพนม (พระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ และพระธาตุประจำปีเกิดปีวอก) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และเพื่อความเป็นสิริมงคล ทางผู้จัดการท่องเที่ยว จึงได้เสริม พระธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และ พระมหาธาตุแก่นนคร วัดหนองแวง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จนครบ 9 พระธาตุ

นับเป็นการตระเวนนมัสการพระธาตุที่ครบถ้วนตามคติความเชื่อของคนไทย และหากใครอยากมีประสบการณ์เช่นนี้บ้าง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมนะครับ

ขอขอบคุณ : คุณบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม โทรศัพท์ (042) 513-490-1

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

วัฏจักรความยั่งยืน ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

วัฏจักรความยั่งยืน ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวหลายต่อหลายแห่งภายในประเทศไทย ตามคำชักชวนของหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ก็ได้ค้นพบปรากฏการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือแนวความคิดด้านความยั่งยืนของทั้งผู้กำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากส่วนกลาง และจากท้องถิ่น ผู้ลงมือปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นๆ และแม้แต่ตัวสื่อมวลชนเอง ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมของกระบวนการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ความยั่งยืนนั่น ยากที่จะเป็นไปได้ตามแผนงานในระยะเวลาที่กำหนด

ซ้ำด้วยหน่วยงานด้านวิชาการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญในภาคนโยบาย ยังมองว่าความไม่แน่นอน ความคลุมเครือ ของความยั่งยืนของแต่ละองค์กรด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำกำไรให้กับสถาบันวิชาการ และวิชาชีพของตน นี่ก็ยิ่งทำให้เส้นทางที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว นับวันจะยิ่งเลือนรางออกไป อีกทั้งความยั่งยืนในด้านหนึ่ง ก็อาจจะเป็นเหมือนความพอเพียง คือเป็นเรื่องของส่วนบุคคล ส่วนตัว เฉพาะบุคคล เฉพาะชุมชน ซึ่งจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจอย่างถึงแก่น จึงจะสามารถนำความรู้ที่ได้ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับทั้งกาล และเทศะ

ในระหว่างนี้ ผู้เขียนก็ขออนุญาตเลือก ความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มากล่าวซ้ำไว้อีกครั้ง ดังนี้ “?การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หมายถึง การท่องเที่ยว รวมถึงการจัดบริการอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดย (1) ต้องดำเนินการภายใต้ขีดความสามารถของธรรมชาติ ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (2) ต้องตระหนักดีต่อการมีส่วนร่วมของประชากร ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (3) ต้องยอมรับให้ประชาชนทุกส่วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน (4) ต้องชี้นำภายใต้ความปรารถนาของประชาชนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ…” (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ; จุลสารการท่องเที่ยว 2538 หน้า 14.)

และอีกหนึ่งคำจำกัดความ ที่ผู้เขียนได้เลือกมา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ขอให้ราชบัณฑิตยสถานช่วยบัญญัติคำจำกัดความของ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึง “การพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรียภาพ โดยใช้ทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างชาญฉลาด สามารถรักษาเอกลักษณ์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ได้นานที่สุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์ได้ยาวนานที่สุด” (จากในอินเตอร์เน็ต)

เอาเป็นว่าเราได้ความหมายมาแล้ว ทีนี้ หลังจากนี้ไปเท่าที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าดู ก็จะเป็นเรื่องราวทางวิชาการต่างๆ นานาที่ดูแล้วท่าทางจะยากที่ ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา จะประยุกต์ใช้ หรืออาจจะต้องยุบรวมคำจำกัดความให้เหลือน้อยลงเสียก่อน แต่ที่เป็นประเด็นในขณะนี้ก็คือ กิจกรรมการท่องเที่ยวได้เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ว่าจะด้วยตนเอง โดยสภาพ หรือจะด้วยการส่งเสริมจากภาครัฐ หรือเอกชน และสิ่งที่ตามมาก็คือ ผู้เขียนไม่เคยเห็น 1. มาตรฐานความยั่งยืนของทรัพยากรการท่องเที่ยว 2. ตัวชี้วัดความยั่งยืนของทรัพยากรการท่องเที่ยว 3. วิธีการประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยว และ 4. วิธีการควบคุม การดูแลรักษา การปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องเองจะต้องสร้างกลไก ทั้งทางสังคมศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์ และทางนิติศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้โดยไว

ในส่วนสำคัญก็คือ 3. การประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยว มีหลักที่ผู้เขียนจะขอแนะนำให้ทดลองนำมาประยุกต์ใช้กันเอง แบบง่ายๆ แบบชาวบ้าน โดยสิ่งที่เรากำลังจะประเมินนั้น ถือว่าเป็นการประเมินประสิทธิภาพ (ปัจจัยภายในซึ่งควบคุมง่าย) ประกอบไปด้วย 4 เรื่อง คือ ก ข ค ง (ผู้เขียน) ก ก็คือ กระบวนการ ในที่นี้คือ การจัดการท่องเที่ยว ข ก็คือ ของ ในที่นี้คือ ผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว ค ก็คือ คน ในที่นี้คือ ผู้จัดการ และผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงชุมชนท้องถิ่น ง ก็คือ เงิน ในที่นี้คือ งบประมาณด้านการท่องเที่ยว เช่น งบประมาณด้านการดูแลรักษา การปรับปรุงพัฒนา เป็นต้น

ไม่ต้องรอนักวิชาการจากส่วนกลาง หรือจากสถาบันไหนๆ เพราะการท่องเที่ยวเกิดขึ้นแล้ว หน้าบ้านของเรา ในบ้านของเรา และเกิดขึ้นทุกวัน ช้าไม่ได้ เราควรทำการประเมินของของเราก่อน ก่อนที่ใครเขาจะมาประเมินให้เรา ออกจดหมาย ออกประกาศเรียกไป ในชุมชนใครมีหน้าที่ มานั่งคุยกัน ใน 4 ข้อนี้จะมีข้อย่อยอะไรบ้าง ฝึกทำกันเอง ถกเถียงกัน ให้ตกตะกอน “ให้ระเบิดจากข้างใน” ให้คะแนนเต็มข้อละ 100 คะแนน หัวข้อไหนได้คะแนนน้อยเกินไป ถือเป็นจุดอ่อน ปรับปรุงพัฒนาแล้ว แค่ไหน เอาแค่นั้น แต่ว่า ทั้งส่วนประกอบ ก ข ค ง นี้ มีหลักอยู่ว่า กระบวนการทั้งหมดจะเดินไปได้ก็ด้วยกำลังของส่วนที่น้อยที่สุดเท่านั้น เช่น ทุกอย่างเต็มร้อยหมด แต่มีงบประมาณแค่ 50 ปรับปรุงแก้ไขแล้วได้ 65 ดังนั้น กระบวนการกลไก การท่องเที่ยวภายในชุมชนของเราก็ควรจะเดินเครื่องแค่ร้อยละ 65 แบบนี้เป็นต้น

ทีนี้ก็มาถึงส่วนสำคัญที่สุดของการประเมิน นั่นคือการประเมินสถานภาพการท่องเที่ยว ในวัฏจักรการท่องเที่ยว (ปัจจัยภายนอกซึ่งควบคุมยาก ที่สะท้อนผลมาจากปัจจัยภายใน) ซึ่งในที่นี้หมายถึง วัฏจักรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ ลักษณะการท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละลักษณะการท่องเที่ยวก็จะมีวัฏจักรการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจทับซ้อนกัน และแยกย่อยออกไปได้อีก ทั้งเรื่องคุณภาพ และเรื่องปริมาณ เรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนี้ ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าจะใช้แนวคุณภาพ หรือแนวปริมาณ หรือทั้ง 2 แนวดี?

ในวิชาเศรษฐศาสตร์ และวิชาการตลาด ในเรื่อง วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle : PLC) และในวิชาวิศวกรรมในเรื่อง การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ด้วยวิธีการประยุกต์ ถ้าเรานำความสัมพันธ์ 2 มิติมาเขียนเป็นกราฟ แนวตั้งก็จะเป็นเรื่องของคุณภาพนักท่องเที่ยว และหรือปริมาณนักท่องเที่ยว ส่วนแนวนอนก็เป็นเรื่องของระยะเวลา รูปของกราฟก็จะเป็นเหมือนภาพระฆังคว่ำ แยกเป็น 5 ช่วง คือ 1) ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ด้านการท่องเที่ยว) ก่อนออกสู่ตลาด 2) ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ 3) ช่วงเจริญเติบโต 4) ช่วงเจริญเติบโตสูงสุด 5) ช่วงถดถอย

วัฏจักรการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนี้ ก็เหมือนกับกฎที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เกี่ยวกับกฎของไตรลักษณ์ คือมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การประเมินสถานภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยว ว่าในขณะนี้ เราเกิดขึ้น กำลังตั้งอยู่ หรือกำลังดับไป ก็เพื่อที่จะนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างความยั่งยืน ชะลอความเสื่อมออกไปให้นานที่สุด

เหมือนขับรถขึ้นภูเขา ต่างกันที่ว่า เรารู้ว่าเป็นภูเขามีที่ขึ้นที่ลงแน่นอน และเราก็รู้ตัวว่า เรากำลังจะขึ้น หรือกำลังจะลง จุดสูงสุดของภูเขาอยู่ตรงไหน วิวสวยอย่างไร แต่วัฏจักรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้ เมื่อเริ่มขึ้นแล้ว ก็ไม่มีใครอยากให้ลง เพราะมันหมายถึงความสูญเสีย ความล้มเหลว และการไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือในระดับมหภาค มันไม่ได้ประกอบด้วยเส้นทางสั้นๆ และไม่ได้มีแค่ภูเขาลูกเดียว ภูเขาแต่ละลูกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน ทางก็คดเคี้ยวและสูงชัน บนภูเขาลูกใหญ่ก็ยังมีภูเขาลูกเล็กซ้อนกันเข้าไปอีก เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ง่ายนิดเดียว ก็แค่หยุดจอดรถสักพัก ก่อนจะมีใครมาสั่งให้หยุด ก่อนจะมีใครมาสั่งให้ปิด…

มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

หลายครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมากมาย และก็มองเห็นว่ามันสามารถจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนได้

โดยแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้มีลักษณะที่โดดเด่น แตกต่างกับแหล่งท่องเที่ยวในแบบอื่นคือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดำเนินการเองโดยชุมชน และเพื่อชุมชน ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านเนิ่นนานไปในอีกหลายแห่ง ที่มีโอกาสได้กลับไปยืนยังจุดเดิม ก็ปรากฏว่ามีคนต่างถิ่น โดยเฉพาะจากในเมืองซึ่งมีทรัพยากร และความพร้อมที่เหนือกว่าได้เข้ามาเปิดกิจการท่องเที่ยว มีกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่มีลักษณะย้อนแย้งกับวิถีชีวิตของชุมชน และไม่สามารถปรับตัวให้หลอมละลาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรือเป็นต้นแบบให้คนในชุมชนซึ่งมักจะด้อยกว่าในเกือบทุกด้าน ได้ดำเนินรอยตาม นัยว่าเป็นเรื่องของธุรกิจการค้า การมีคู่แข่ง ย่อมหมายถึงผลกำไรที่ลดลง การมีส่วนร่วมของชุมชนเพียงอย่างเดียวก็คือค่าจ้างแรงงานในราคาถูก และความฝันของคนในชุมชนที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ก็ดูเหมือนจะยังคงเป็นความฝันอยู่เหมือนเดิม

ปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การที่ผู้นำชุมชน หรือตัวผู้อาศัยในชุมชนเอง ขาดพลังความรู้ ขาดวิสัยทัศน์ และขาดการจัดการที่เพียงพอ ที่จะนำมาประกอบกันให้เป็นเป้าหมายใหม่ในการสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนของตนเองได้ ในหลายกรณีผู้เขียนพบว่า ผู้นำชุมชนที่ถูกเลือกเข้ามาตามหลักประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงตามที่ได้ทำสัญญาประชาคมไว้เมื่อครั้งหาเสียง แต่เพียงเพราะว่างบประมาณด้านการอบรม ดูงาน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับคนในปกครองของตนนั้น ยากต่อการตรวจสอบ และจะเป็นการง่ายกว่าถ้าจะปกครองคนที่ไม่มีความรู้ กลายเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ของชุมชน ซึ่งกว่าจะแก้ไขทันก็ต้องรอจนครบวาระ และพอแก้ไขได้แล้ว ก็ปรากฏว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนของตน ได้ถูกปนเปื้อนไปด้วยน้ำมือจากคนต่างถิ่น ด้วยลักษณะแนวคิดแบบทุนนิยมไป อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับที่ทั้งประเทศไทยของเรากำลังโดนกลุ้มรุมทำร้ายไปด้วยแนวความคิดแบบทุนนิยม และเป็นเรื่องยากที่แนวความคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงจะมีช่องทางได้เงยหน้าอ้าปากขึ้นมาหายใจ จากก้นหลุมของการพัฒนากันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเลยเสียทีเดียว

ประเทศไทยเรามีดินดี มีน้ำอุดม มีแสงแดดที่อบอุ่น มีข้าวปลาอาหารที่ยังอุดมสมบูรณ์ และตั้งแต่โบราณกาลที่ผ่านมา ปัจจัยสี่ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต อันมี 1. อาหาร 2. เครื่องนุ่งห่ม 3. ยารักษาโรค และ 4. ที่อยู่อาศัย ก็สามารถจะผลิตขึ้นใช้ได้เองภายในชุมชน เปรียบเสมือนระบบปิดที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ จากภายนอกที่จะต้องมาคอยเกื้อหนุน เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจไม่เข้าใจคำว่า “ความเจริญ” อย่างถ่องแท้ คิดไปถึงแต่การอยากอวด อยากมีให้เหมือนคนอื่น คิดถึงแต่การบริโภคที่ต้องเอาเงินแลกซื้อ ความรุ่มรวยทางทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ในชุมชนก็ค่อยๆ ลดลง แลกเปลี่ยนอย่างเสียเปรียบไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นมากมาย ก็กลายเป็นว่า โลกในทุกวันนี้มีปัจจัยที่ 5 เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั้นก็คือ 5. การติดต่อสื่อสาร (เทคโนโลยี)

ในเมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธแนวคิดแบบทุนนิยมได้ ก็จงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยในชั้นนี้เมื่อคนในชุมชนทราบถึงภัยคุกคามต่างๆ จากทั้งภายในและภายนอกที่มีต่อชุมชนแล้ว ก็จงรีบทำใจยอมรับ และเริ่มวางแผนรับมือเสียตั้งแต่วันนี้ และให้มองเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นเป็นผลพลอยได้ไปก่อน อย่ามองให้เป็นหลัก เพราะคงไม่มีวันที่จะเอาชนะฝ่ายทุนนิยมที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปได้ อย่างง่ายดาย

เริ่มต้นจากการสำรวจตัวเองก่อน ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของเราเป็นใคร คิดอย่างไรถึงได้มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ อากาศดี ดินดี น้ำอุดมหรือไร เป็น โคก หนอง นา ลุ่ม บึง ปลูกอะไรได้ดี มีพืชพื้นถิ่น สัตว์พื้นถิ่นเป็นอะไร ชื่อหมู่บ้านใครเป็นคนตั้ง ตั้งชื่อนี้เพราะเหตุใด ทรัพยากรรอบๆ ตัวเรา ในท้องถิ่นทั้งหมดที่ทำให้เราอยู่ที่นี่ ไม่หนีไปไหน มีอะไรบ้าง ปัจจัย 4+1 อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว อาทิ อาหารพื้นบ้าน อาหารและผลไม้ตามฤดูกาล, การทอผ้าเองเพื่อใช้ในครัวเรือน การแต่งกายในวัยต่างๆ รวมถึงเครื่องประดับ, ต้นไม้ หรือพืชสมุนไพร (หมายรวมถึงสัตว์ป่า และแมลงบางประเภท ที่ใช้เป็นยาได้) ยาดองเหล้า ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชุมชน, การสร้างบ้านที่ใช้ไม้ในท้องถิ่น รวมถึงการประดับตกแต่งบ้านที่สะท้อนความเชื่อของชุมชน ถ้ามันมลายสูญหาย หรือลบเลือนไป จะทำอย่างไร ให้มันกลับคืนมา เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว ครั้งหนึ่งมันทำให้เราอยู่รอด และอยู่ที่นี่ ไม่หนีหายไปไหน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน หรือเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยปัจจัยที่ 5 คือการสื่อสาร การค้นหา การค้นคว้า ทั้งในห้องสมุด ถามผู้เชี่ยวชาญ และผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เมื่อฐานปัจจัยทั้ง 4+1 พร้อมแล้ว จึงค่อยตั้งเป้าหมายใหม่

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งที่เพิ่งกล่าวไปข้างบนนี้ มีชุมชนอย่างน้อย 3 แห่งที่ทำได้ก่อนใคร และทำมานานมากแล้วด้วย นั่นก็คือ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านปราสาท ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา วิสาหกิจชุมชนบางน้ำผึ้งโฮมสเตย์ ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และกำลังจะมีที่อื่นๆ ทยอยออกมาประกาศความสำเร็จอีกเป็นจำนวนมาก และแน่นอนที่สุดคือ หากชุมชนไหนสนใจ อยากพัฒนาตนเองให้มีรายได้เสริมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ก็สามารถติดต่อประสานขอเข้าเยี่ยมชมกิจการดังกล่าวได้ หรืออาจขอคำปรึกษาได้ที่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.)

บางชุมชนอาจจะมีความพร้อมในฐานทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว แต่ยังอาจขาดความมั่นใจในเรื่องของการตลาด ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของฝ่ายทุนนิยม ซึ่งทางชุมชนก็อาจจะหยิบยืมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่ประการใด เพียงแต่ต้องมีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี และภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังคับขันอยู่นี้ อย่าปล่อยให้โอกาสเช่นที่ว่ามานี้หลุดลอยไป โครงการพี่ช่วยน้องของ อพท. กำลังรอช่วยเหลือชุมชนของท่านอยู่ครับ?

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

ลักษณะการบินแบบเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย สลับกับการเร่งเครื่องยนต์แบบไม่เป็นจังหวะ ในช่วงสุดท้ายของการบิน ประกอบกับเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขณะที่ยางล้อของเครื่องบินกำลังบดไปบนพื้นคอนกรีต พร้อมๆ กับเสียงดังกึกบริเวณใต้ที่นั่ง บอกให้ทราบว่าโช้กอัพที่อยู่ติดกับแกนล้อใต้ท้องเครื่องบิน คงต้องจำใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระคนกันกับเสียงของจานเบรกที่ต้องรองรับการเสียดสีจากผ้าเบรกอย่างรุนแรง ปล่อยให้ผู้โดยสารบนเครื่องหลายคนบนที่นั่งถึงกับเซไป เหล่านี้บอกให้เราทราบว่า นักบินที่หนึ่งระดับครูการบิน คงจะปล่อยให้นักบินที่สอง ได้ทดลองนำเครื่องบินร่อนลงจอด เพื่อเพิ่มประสบการณ์การบินของนักบินมือใหม่บางคน ประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะนักเดินทาง ก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่ต่างกันกับนักบินมือสองในเครื่องหางแดงลำนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจแบบฮาร์ดแลนดิ้งแบบนี้

โดยในคราวนี้ผู้เขียนบังอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองจากนักท่องเที่ยว กลายมาเป็นนักเดินทาง ซึ่งบอกตามตรง ไม่มีอะไรจะมาวัดให้ได้อย่างเป็นทางการ เพียงแค่ความรู้สึกที่พัฒนาไป ก็เท่านั้น เพราะการมา “จังหวัดน่าน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ความตื่นเต้นที่ได้รับจากความแปลกใหม่ของสภาพแวดล้อม บรรยากาศของการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองเหนือ และสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดวันแบบนั้น จึงลดลง กลายมาเป็นความตื่นเต้นที่เกิดจากการที่ได้รับทราบข่าวว่า มีกลุ่มคนในชุมชนบางกลุ่ม พยายามที่จะพัฒนาตนเองให้สามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมันได้กลายมาเป็นความตื่นเต้น ที่น่าค้นหา น่ายกย่อง และน่าเอาเป็นตัวอย่าง สำหรับชุมชนเข้มแข็งอื่นๆ อีกนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมถึงบุคคลผู้แสวงหาตัวอย่างในการดำเนินชีวิตตามรอยเศรษฐกิจแบบพอเพียง

ตามคำขวัญของ อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบุรุษในใจตลอดกาลของผู้เขียน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” เมื่อปี พ.ศ. 2481 แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ ในปี พ.ศ. 2558 สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยการบริหารบ้านเมืองแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา นายทุนต่างชาติเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรแทบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ทรัพยากรการท่องเที่ยว มีการตั้งให้คนไทยเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรมในเกือบทุกประเภท เพื่อหลบหนีกฎหมายอันคร่ำครึที่เคร่งครัดของบ้านเมือง สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยก็กลับกลายมาเป็น “ไทยทำ ไทยใช้ นายทุนเจริญ” แต่ก็ยังมีบางองค์กรที่มองเห็นส่วนเหลื่อมในด้านนี้ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” จึงเริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อให้ในท้ายที่สุด “ชุมชน” จะได้เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะแย่งชิงรายได้มาจากเหล่าบรรดานายทุน และนอมินีทั้งหลายเหล่านั้น

สำหรับชุมชนทั้ง 28 ชุมชนในตัวเมืองน่านและที่ใกล้เคียง (ชุมชน ตำบลในเวียง และชุมชนบ้านหนองเต่า) กับอีก 1 ชุมชนของหมู่บ้านบ่อสวก ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นี่จะเป็นการประเมินครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของ “โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 4 ปีที่จะต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ ปีละ 1 ครั้ง และผู้เขียนก็ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครนักท่องเที่ยว อย่างเป็นทางการ ของโครงการนี้ ตลอดการเดินทางตามโปรแกรมทั้ง 4 วัน ร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกรวมทั้งหมด 7 ท่าน

ในโปรแกรมการเดินทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินทางไปเที่ยวชมยังโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ เช่น พระธาตุแช่แห้ง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ เตาเผาโบราณบ้านจ่ามนัส หอประวัติศาสตร์โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา และการฟ้อนล่องน่าน ณ วัดมหาโพธิ ซึ่งจัดการโดยชุมชนเองทั้งหมดแล้ว ยังเพิ่มขึ้นมาในเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการดำเนินกิจกรรมตามหลักวิชาการ ของส่วนผสมทางการตลาดในฐานะผู้ให้บริการ อันมีหลัก 4P (Product, Price, Place, Promotion) สำหรับสินค้าที่จับต้องได้ + 3P (People, Physical Evidence, Process) สำหรับงานด้านการบริการ เช่น การปั่นจักรยานชมตัวเมือง ชมวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน การใส่บาตรในตอนเช้า การเดินเลือกซื้อของในตลาดเช้า กิจกรรมการรำวงมะเก่า กิจกรรมการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ กิจกรรมการทอผ้าฝ้าย กิจกรรมการทำต้นดอก กิจกรรมการทำตุงค่าคิง กิจกรรมการปั้นหม้อดิน และกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงเพาะเห็ดภูฏานดำ เป็นต้น

โดยหลังจากที่กิจกรรมท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่มเสร็จสิ้นลง ก็จะมีการพูดคุยกันในเชิงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการถามตอบข้อสงสัย โดยเมื่อพูดถึงคณะกรรมการ ก็คือบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในด้านการจัดการชุมชน ซึ่งเป็นผู้ให้คะแนนในด้านต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่มาจากหลากหลายกิจการ กิจกรรมการท่องเที่ยว ทั้งแบบอินเซ็นทีฟ แบบท่องเที่ยวดูงาน และแบบเชิงนิเวศน์ รวมผู้เขียนอีก 1 หน่วย โดยสิ่งที่คณะกรรมการทั้ง 3 ท่านลงคะแนนก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ แต่ผู้เขียนจะยกเรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ทั้ง 10 ข้อมาให้ดูกัน เผื่อมีท่านผู้อ่านที่เป็นสมาชิก อบต. อบจ. ที่ไหนจะสนใจ

คุณสมบัติของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มีดังนี้ 1. ผู้ท่องเที่ยวและเจ้าของบ้านมีความผูกพันระหว่างกัน 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 3. มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยว 4. ประสบการณ์จากการมีส่วนร่วม 5. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน/ส่งผ่าน-ส่งต่อประสบการณ์ 6. เป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าเป็นผู้ชม 7. นักท่องเที่ยวมีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ของตนเองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 8. ความจริงแท้ทั้งในกระบวนการการผลิตและผลิตภัณฑ์, ประสบการณ์จริง 9. จดจำประทับใจ, เข้าใจ 10. การท่องเที่ยวแบบจำเพาะเจาะจง

และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง หลังจากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน กับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ในครั้งนี้ ก็ค้นพบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะของ การสร้างความแตกต่างทางการตลาด (Differentiation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างมีประสิทธิผล ให้เป็นจุดเด่นเหนือชุมชนอื่น โดยในแก่นแกนของความรู้หลักที่อาจจะหลงลืมไปก็คือ ในเรื่องทางสายกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ ห่วงที่ 2 คือ ความมีเหตุผล ซึ่งทั้ง 2 ห่วงนี้ต้องใช้หลักการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มข้น ในการกำหนดคุณภาพ ขอบเขต และปริมาณ ของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ห่วงที่ 3 คือ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง ซึ่งก็คือการมีความรู้อย่างเท่าทันในศาสตร์ต่างๆ ของระบบทุนนิยม และต่อยอดด้วยการนำศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

แต่ไม่ว่าผลการประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 3 ท่าน จะส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 กลุ่มอย่างไร ผู้เขียนก็เชื่อว่าผลสะท้อนที่ส่งกลับมายังแต่ละชุมชนเอง รวมถึงสังคมที่อยู่รอบด้าน ในด้านการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่รอด และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ในกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ประกอบกับนโยบายขององค์กรในรูปแบบของ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่ ย่อมเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และมีความยั่งยืน ยิ่งไปกว่าตัวเลขกลมๆ ที่ได้จากค่าจีดีพี ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดที่มีแต่ประสิทธิภาพ แต่ไร้ซึ่งประสิทธิผลของฝ่ายทุนนิยม เพียงแต่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องจะเลือกยืนอยู่ในฝั่งใด…ขอขอบคุณ คุณสุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) และ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ ที่ปรึกษาประธานด้านตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

%d bloggers like this: