เลาะรั้วเกษตร

All posts tagged เลาะรั้วเกษตร

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (1)

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406148

x

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (1)

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระหว่างรอดูว่าใครจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้ทรูขอขัดจังหวะด้วยการบอกกล่าวกัน เรื่องของสารเคมี 3 ชนิด ที่เป็นประเด็นต่อเนื่องมานานสักเล็กน้อย

สิ่งที่จะบอกกล่าวต่อไปนี้ เป็นข่าวสารที่ ได้มาจากเว็บไซต์ http://www.doa.go.th ของ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเผยแพร่มาระยะหนึ่งแล้วภายใต้หัวข้อ “มาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร” ซึ่ง 3 สารที่ว่านี้จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส

มาตรการดังกล่าวนี้มี 6 มาตรการ ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบแล้ว…ประกอบด้วย การออกกฎหมาย (ประกาศกระทรวงเกษตรฯ) การอบรม การสร้างการรับรู้ การศึกษาผลกระทบ การวิจัยหาสารเคมีชนิดอื่น หรือวิธีการอื่นทดแทน และการสร้างระบบฐานข้อมูล

วันนี้ว่าด้วยมาตรการแรกกันก่อน คือ การออกกฎหมาย ซึ่งจะมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 5 ฉบับ ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นประกาศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ถ้าประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้เมื่อไร เมื่อนั้นผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้

เกษตรกรผู้ที่จะใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น จะต้องผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบความรู้ ตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้นสำหรับเกษตรกรโดยเฉพาะเสียก่อน เพราะเวลาจะไปซื้อสารเคมีเหล่านั้นไปใช้ เกษตรกรจะต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบการใช้สารเคมีที่ถูกต้องก่อน นอกจากนี้ยังจะต้องแจ้งชนิดพืชที่ปลูก และจำนวนพื้นที่ปลูกให้ผู้ขายทราบด้วย เพื่อจะได้คำนวณปริมาณสารเคมีที่จะใช้กับพืชนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง

สำหรับผู้รับจ้างพ่นสารเคมี จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการพ่นสารทั้ง 3 ชนิด ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ต้องมีใบอนุญาตรับจ้างพ่นสารเคมี และผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ไม่สามารถจะซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ได้หากไม่ได้เป็นเกษตรกรผู้ปลูกพืชที่กำหนดให้ใช้กับสารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว

ด้านผู้จำหน่ายสารเคมี จะต้องขออนุญาตมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายเพื่อขาย โดยต้องระบุชื่อสารเคมี 3 ชนิดนั้น ซึ่งแต่เดิมไม่ต้องระบุชื่อ นอกจากนี้ยังต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตราย ซึ่งจะต้องอบรมทุกๆ 3 ปีด้วย จากเดิมที่ต้องอบรมทุก ๆ 5 ปี

ยิ่งไปกว่านั้นผู้จำหน่ายสารเคมี 3 ชนิดนี้ จะต้องแจ้งปริมาณ สต๊อกสินค้าสารเคมี 3 ชนิดนี้ ทุก 15 วัน ต้องขายสารเคมี 3 ชนิดนี้ ให้เฉพาะเกษตรกรที่แสดงหลักฐานผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานชนิดพืชที่ปลูก และจำนวนพื้นที่ปลูกเท่านั้น รวมทั้งต้องต้องจัดทำป้ายแสดงข้อความว่า “วัตถุอันตรายที่จำกัดการใช้” ไว้อย่างชัดเจน และจัดวางสารเคมี 3 ชนิด แยกจากวัตถุอันตรายชนิดอื่นๆ

สำหรับผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต จะต้องแจ้งปริมาณสต๊อกสินค้า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทุก 15 วัน โดยต้องระบุปริมาณที่ได้รับ แหล่งที่มา และแหล่งที่ส่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดออกไป

ในส่วนของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้สารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดชนิดพืชที่อนุญาตให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดได้ ดังนี้ ให้ใช้ พาราควอต และ ไกลโฟเซต เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ให้ใช้คลอร์ไพริฟอส เฉพาะเพื่อกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผลพื้นที่ห้ามใช้สารทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พื้นที่ปลูกผัก สมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ….ต่อนี้ไปถนน หนทาง ที่สาธารณะคงเห็นแต่ป่าหญ้ารกชัฎ

ต้องมีการกำหนดข้อความในฉลากที่จะติดบนภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น ด้วยข้อความ 3 ข้อความคือ “วัตถุอันตรายจำกัดการใช้” “ห้ามใช้วัตถุอันตรายในพื้นที่ปลูกพืชผัก หรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ” และ “ผู้ใช้วัตถุอันตรายต้องป้องกันไม่ให้วัตถุอันตรายแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น”

แค่มาตรการด้านกฎหมายอย่างเดียวตามที่กล่าวมานี้ ทั้งเกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้าหรือผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะแต่งตั้งมาใหม่ก็คงมึนตึ้บไปแล้ว ..ไม่แบนก็เหมือนแบนละครับ…..

ว่าแต่….ยังไม่เห็นบทลงโทษใดๆ ต่อกรณีที่ปฏิบัติผิดไปจากที่ว่ามานี้เลย

แว่นขยาย

Advertisements

เลาะรั้วเกษตร : ความหวัง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404609

x

เลาะรั้วเกษตร : ความหวัง

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ กกต. จะยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอจะประเมินได้ว่าผลคงไม่ต่างไปจากนี้มากนัก พรรคที่มี สส. มากที่สุด คือ เพื่อไทย จะเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคที่มีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมากที่สุด คือ พลังประชารัฐจะอ้างความชอบธรรมว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกตนเอง เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม ก็พอจะดูแนวทาง หรือนโยบายด้านการเกษตรพอได้ว่าจะออกมาอย่างไร

ถ้าพลังประชารัฐ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯส่วนหนึ่ง คงพอจะสบายใจได้ว่า นโยบายด้านการเกษตรเดิมจะถูกสานต่อ โดยเฉพาะ นโยบายการผลิตระบบแปลงใหญ่ หรือ นโยบายใช้ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) เป็นศูนย์กลางการขยายผลเทคโนโลยีด้านการเกษตร ที่สำคัญคือ กลุ่ม ศพก. นี้คือฐานคะแนนของพลังประชารัฐเลยทีเดียว

แต่คงมีข้าราชการอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะข้าราชการในส่วนภูมิภาค คงกุมขมับ เพราะไม่รู้ว่านโยบายเร่งด่วนเช่นในอดีต อย่าง โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยภายใต้โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ที่เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือน จะกลับมาสร้างความเครียด และหนักใจให้กับพวกเขาอีกหรือไม่

นโยบายเกษตรอินทรีย์ ที่รัฐบาลนี้ชักชวนคนที่สุดโต่ง หรือคนที่ต่อต้านการใช้สารเคมีมาเป็นรัฐมนตรี ก็มีแนวคิดที่คับแคบ
แบบไม่ดูภาพรวมการเกษตรของประเทศว่าการจะเป็นครัวของโลก หรือเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกเขาจะต้องทำอย่างไร สร้างความขัดแย้งไปทั่ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่คงต้องทบทวนถ้าจะกลับมาเป็นรัฐบาล เช่นเดียวกับการเชื้อเชิญอดีตผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์มาดูแลเรื่องข้าว เพื่อที่จะขายข้าวให้ได้ราคาดี และส่งออกข้าวให้มาก ที่ผ่านมาก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน เพราะมองแต่เรื่องการค้าอย่างเดียว ไม่ได้มองเรื่องการผลิตที่มีตัวแปรมากมาย

นโยบายประชารัฐที่ร่วมกับบรรดาภาคเอกชนรายใหญ่ๆ เพื่อทำการผลิตพืชบางชนิด ด้วยการเพิ่มพื้นที่การผลิตบ้าง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตบ้าง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชน แต่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ จนรัฐบาลต้องเข้ามาจ่ายเงินชดเชยสารพัดพืช ก็ต้องทบทวนเช่นกัน ว่าประชารัฐที่ผ่านมาเป็นความร่วมมือที่ทำให้วงการเกษตรพัฒนาขึ้นหรือไม่ แม้ว่าภาคเอกชนเหล่านั้นจะหนุนให้รัฐบาลนี้กลับมาในนาม “พลังประชารัฐ” ก็ตาม

ถ้าพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรอดูว่าจะแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้น 30% และมีเสถียรภาพได้อย่างไรภายใน 6 เดือน (ตามที่ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคประกาศยืนยันว่า 6 เดือนแน่นอน “นาฬิกาตรง ไม่ได้ยืมใครมา”)โดยเฉพาะข้าว และยางพารา แต่คงไม่มีโครงการจำนำข้าว หรือจำนำผลผลิตพืชอื่นๆมาเตือนความทรงจำของผู้คนให้หวาดผวา

นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทย ประกาศหาเสียงในหลายพื้นที่ คือ กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี และพร้อมที่จะแบนสารเคมี 3 ชนิด ที่เป็นประเด็นอยู่ในรัฐบาลชุดนี้เสียด้วย นโยบายนี้คงต้องทบทวนเช่นเดียวกับนโยบายเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลชุดนี้อีกเช่นกัน มิเช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรเคมี และเกษตรอินทรีย์ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข การเกษตรของประเทศก็คงไม่เดินหน้าพัฒนาไปไหน แต่ถ้าบอกว่ามุ่งสู่การเป็น “เกษตรปลอดภัย” ก็เห็นด้วย เพราะเคมีก็ใช้ให้ปลอดภัยได้ และวิถีเกษตรปลอดภัยนี้คือ สากล

นโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรตั้งตัวได้นั้น คงต้องถาม ธ.ก.ส. เจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกรว่า ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันใช้เงินของ ธ.ก.ส.ในโครงการต่างๆ ไปกี่หมื่นล้าน และมีเงื่อนไขผูกพันกันอย่างไรระหว่าง ธ.ก.ส. กับ เกษตรกรตามโครงการที่คิดว่าออกแบบไว้อย่างดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทั้ง พลังประชารัฐ และเพื่อไทย ก็คงไม่ได้เป็นพรรคเดี่ยวๆ ที่จัดตั้งรัฐบาล ต้องร่วมกับพรรคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้คะแนนเสียงในสภาฯ มีเสถียรภาพ ดังนั้นการต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ของแต่ละพรรคที่ร่วมรัฐบาลก็ต้องมา และมาพร้อมกับนโยบายของพรรคที่สัญญาไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูกกัญชาเสรี การออกกฎหมายพืชเศรษฐกิจเพื่อให้มีส่วนแบ่งเหมือนอ้อยและน้ำตาล โครงการโฉนดสีฟ้าโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่เรียนฟรี โครงการกองทุนสวัสดิการเพื่อเกษตรกร และ กองทุน Smart SME Farm เป็นต้น

นโยบายเหล่านี้บางนโยบายน่าสนใจ และน่าสนับสนุนถ้าทำได้จริง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีพรรคไหนชูนโยบายการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเกษตรเลย ทั้งถนนหนทางในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และที่สำคัญคือ ระบบชลประทานที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการเพาะปลูก

ว่าแต่….ดูหน้าตาของ สส.แต่ละพรรค ทั้งสส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ มีหลายท่านที่เคยเป็น รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาแล้ว ซึ่งวงการเกษตรคงรำลึกอดีตได้ว่าผลงานใคร “ดี” ผลงานใคร “ยี้” จึงขอส่งสารไปยังว่าที่นายกรัฐมนตรี..ถ้าจะให้การเกษตรพัฒนาก้าวหน้า ขอรัฐมนตรีเกษตรที่สมาร์ทๆ และเป็นสากลหน่อยเถอะขอรับ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะเข้าคูหากากบาทให้ใคร

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403088

x

เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะเข้าคูหากากบาทให้ใคร

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เหลืออีกเพียง 2 วัน ประชาชนคนไทยก็จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันแล้ว หลังจากห่างหายบรรยากาศแบบนี้มา 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ดูท่าว่าจะมีผู้ตื่นตัวมาใช้สิทธิ์กันมาก เพราะมีสัญญาณบอกมาตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว คึกคักกันน่าดู

โค้งสุดท้ายของการหาเสียง สำหรับพื้นที่ กทม. พรรคการเมืองเริ่มระดมป้ายหาเสียงมาติด 2 ฟากถนน จนไม่มีทางเดิน ต้นไม้ทุกต้น เสาไฟฟ้าทุกเสา ถูกใช้เป็นขาตั้งป้ายหาเสียง ไม่ว่าทางแยก หรือปากซอยต่างๆ จนบดบังสายตาผู้ใช้ยานพาหนะ ชาวประชาก็ต้องอดทนเอาอีกนิด..

ในป้ายหาเสียงจะเห็นภาพถ่ายผู้สมัคร ชื่อผู้สมัคร หมายเลขผู้สมัคร ชื่อพรรค ภาพถ่ายหัวหน้าพรรค หรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค บ้างยืนแอบหลัง บ้างยืนข้างหน้าใหญ่กว่าผู้สมัคร ก็ว่ากันไปแล้วแต่เทคนิควิธีที่คิดว่าจะให้ประชาชนจำได้นอกจากนี้ยังมีนโยบายสำคัญของพรรค เป็นต้นว่า ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท ค่ารถเมล์ 10 บาทตลอดสาย 40 บาทตลอดวัน ปลูกกัญชาเสรี ขับ grab ถูกกฎหมาย หยุดคอร์รัปชั่น รักษาพยาบาลฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ฯลฯ ต่างก็สรรหามาขึ้นป้ายเรียกคะแนนนิยม

ส่วนนโยบายของพรรคที่มากกว่านั้น ก็ต้องอาศัยการไปฟังที่เวทีปราศรัยบ้าง ประชันวิสัยทัศน์กันทางสื่อบ้าง เข้าไปค้นหาในโซเชียลมีเดียบ้าง

พยายามหาดูนโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก นอกเหนือจากการเกทับกันระหว่างพรรค ถึงการทำให้ราคาพืชผลเกษตรมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าว ซึ่งเป็นการแต่งตัวเลขสวยๆ เป็นต้นว่า ยางกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาทบ้าง 80 บาทบ้าง แถมหัวหน้าพรรคบางพรรคยังอ้างอีกว่า สมัยที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ราคายางสูงกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

ราคาข้าวก็เช่นกัน ข้าวขาวเกวียนละ 10,000 บาท ข้าวหอมมะลิต้องราคาไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 15,000 บาท บางพรรคบอกว่าต้อง 17,000 บาท โดยไม่เอ่ยถึงโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาข้าวของผู้บริหารพรรคในอดีตที่เคยเป็นรัฐบาล….

บางพรรคบอกว่า ให้นำสินค้าเกษตรหลักทุกชนิดขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แก้ปัญหาให้ราคาอยู่ในเกณฑ์มีกำไร….ดูดี….แต่ไม่ทราบวิธีการ คงไประดมสมองคิดกันตอนได้เป็นรัฐบาลแล้ว (ถ้าได้เป็น)

บางพรรคชูนโยบายเกษตร 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง นี่ก็ดูดี แต่ในอดีตที่ผ่านมาและกำลังจะเป็นอดีตในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น นโยบายที่ว่านี้ใช้งบประมาณสูงเหลือเกินถ้าเงินที่ใช้ไปทำให้โครงการทั้งหลายมีความยั่งยืนก็คุ้มค่า แต่ที่ผ่านมาตอบได้ไหมว่ามีอะไรบ้างที่ยั่งยืน….

มีบางพรรคที่พูดถึงที่ดินทำกิน จะเร่งแก้ปัญหาโดยการออกเอกสารสิทธิ์ให้ถูกต้องบ้าง จะพัฒนาเป็นมีโฉนดสีฟ้า ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรัฐบ้าง เรื่องที่ดินนี้แค่แก้ปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิในที่ดินทำกินนั้นๆ ทำการเกษตรในที่ดินของตนเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองจริงๆ ไม่เอาไปขายให้คนอื่นเรื่องนี้เรื่องเดียว ตลอดอายุรัฐบาล 4 ปี ก็คงแก้ได้ไม่หมด เพราะปัญหา ที่ดินส.ป.ก. หรือที่ดินในเขตป่าสงวน สะสมมาเนิ่นนาน แม้ให้พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยเป็นรัฐบาล ทำเรื่องนี้เรื่องเดียวก็เถอะน่า….แก้ไขได้หมดหรือไม่…

มีนโยบายของบางพรรค ที่หัวหน้าพรรคถูกลูกพรรคในพื้นที่บางจังหวัดจัดฉากให้ไปดูการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมของชาวเกษตรอยู่ในขณะนี้แถมยังหาคนเป็นมะเร็ง คนถูกตัดขา และคนเจ็บป่วยที่อ้างว่าเกิดจากการได้รับพิษของสารเคมีดังกล่าวมาต้อนรับ ถึงกับกลายมาเป็นนโยบายของพรรค ที่เรียกว่า กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน

กองทุนนี้จะให้เกษตรกรกู้เงินไปปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ปลอดสารพิษ เพื่อขายให้ได้ราคาสูงกว่า ปลูกน้อย แต่ราคาสูง ให้กู้เงินไปซื้อเครื่องจักรกลมากำจัดวัชพืชแทนการใช้สารเคมี….คงต้องให้หัวหน้าพรรคท่านรำลึกถึงอดีตที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าแค่ให้เกษตรกรผลิตแบบ GAP ซึ่งปลอดภัยเหมือนกับไร้สารพิษเหมือนกัน สมัยท่านในครั้งกระนั้นก็ยังยากเลย…..

เลือกตั้งคราวนี้ มีพรรคการเมืองมากหน้าหลายตา นักการเมืองที่ลงสมัครก็มากหน้าหลายตา บางคนเป็นขาประจำ บางคนหน้าใหม่แกะกล่อง บางคนเคยได้ยินชื่อเสียงสมัยรับราชการ บางคนก็ยังมีบทบาทอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน ชื่อพรรคการเมืองเจ้าประจำก็มี เลียนแบบเจ้าประจำก็มี ตั้งขึ้นใหม่เป็นสาขาของพรรคเก่าก็มีเป็นแบ๊กอัพของพรรคใหม่ก็มี

ชั่งใจให้ดีก่อนเข้าคูหากากบาทให้ใคร….อนาคตประเทศไทย…เลือกกันให้ดีนะพี่น้อง….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401542

x

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้เข้าไปฟังการเสวนา เรื่อง “ก้าวต่อไปของเกษตรกรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส” ทาง facebook live ของ เครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสวนาครั้งนี้มีการพูดถึงการทำการเกษตรตามระบบ GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีไว้อย่างน่าสนใจ ผู้ที่พูดถึงเรื่องนี้คือ ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย ผู้ซึ่งเป็นแกนนำในการสร้างระบบ THAIGAP

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ บอกว่า ที่ตนเองออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระบบ THAIGAP ทั้ง ๆ ที่ หน่วยราชการคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีระบบการรับรอง GAP อยู่แล้ว ก็เนื่องมาจากการผลักดันของกระทรวงเกษตรฯ ในการที่จะให้เกษตรกรทำการผลิตตามระบบ GAP นั้น เน้นไปที่การผลิตเพื่อการส่งออก และให้เป็นมาตรการสมัครใจ แต่ในสิ่งที่ควรจะเป็นคือ ควรจะสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรว่า เกษตรกรควรผลิตในระบบที่ถูกต้องไม่ว่าจะส่งออก หรือไม่ก็ตาม

เพราะวิธีการปฏิบัติตามระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP นั้น ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ผลผลิตมีคุณภาพ และที่สำคัญคือผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ชูศักดิ์ พูดถึง ออร์แกนนิค หรือเกษตรอินทรีย์ว่า การจะปลูกหรือทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์นั้น ต้องใช้พื้นฐานของ GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมาก่อน เพราะเกษตรอินทรีย์ กับ GAP มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ผลผลิตมีความปลอดภัย เพียงแต่การผลิตแบบ GAP ใช้สารเคมีได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง และไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ส่วนเกษตรอินทรีย์นั้น ไม่สามารถใช้
สารเคมีใดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม มีคนพูดถึงแต่ว่าเกษตรอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าผลผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์ มีโอกาสปนเปื้อนสูง เชื้อโรคอีโคไล ซาลโมเนลล่า ถ้าตรวจพบในต่างประเทศ มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันล้มละลายเลยทีเดียว เพราะเชื้อเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าคนไทยมีภูมิต้านทานสูงกว่าฝรั่งจึงไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นนัก

ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไม่มีปัญหา หรือความขัดแย้งระหว่างการผลิตโดยใช้สารเคมีกับการผลิตแบบอินทรีย์ เพราะญี่ปุ่นมีเป้าหมายเดียวคือ ผลผลิตต้องปลอดภัย การผลิตแบบอินทรีย์ก็ทำไป จะส่งเสริมหรือสร้างชื่อเสียงกันก็ทำเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของท้องถิ่นนั้นๆ ไป

การผลิตตามระบบ GAP ของญี่ปุ่น เอกชนเป็นคนทำ ราชการไม่ได้มาเกี่ยวข้อง ราชการเพียงแต่ออกกฎหมายว่าอาหารต้องปลอดภัย ส่วนการทำให้ปลอดภัยทำอย่างไรคนผลิตต้องไปจัดการเอง นั่นคือต้องมีระบบ เอกชนจึงไปสร้างระบบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย หรือ GAP และ GAP ของญี่ปุ่น เป็น GAP ที่ใช้มาตรฐานสูงของยุโรป และทำทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ใช้มาตรฐานเดียวกัน ญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาการตลาดกับตลาดต่างประเทศ และที่น่าสนใจคือญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสูงกว่าของไทยทั้ง ๆ ที่พื้นที่ทำการเกษตรไม่มาก แต่มีการบริหารจัดการที่ดี

ย้อนกลับมาที่ GAP ของไทย ปัจจุบันยังมีปัญหาความล่าช้าของการรับรองแหล่งผลิต GAP จากทางราชการ ยกตัวอย่าง ทุเรียนที่จันทบุรี สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความต้องการทุเรียนจากไทยปีละประมาณ 5 แสนตัน ซึ่งต้องเป็นแปลงที่ผลิตในระบบ GAP แต่ปริมาณผลผลิตทุเรียนจำนวนดังกล่าวคำนวณแล้วต้องมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 2 แสนไร่ แต่สวนที่ได้การรับรอง GAP มีเพียงหลักหมื่นไร่ ส่วนที่เหลือจะทำอย่างไรจึงจะรับรองให้ทันในฤดูกาลนี้ถ้าไม่แก้ปัญหาการรับรอง GAP ให้ได้อย่างรวดเร็วอาจจะเสียโอกาสทางการตลาดของทุเรียนไทยไปอย่างน่าเสียดาย

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กล่าวถึง THAIGAPว่าเป็นระบบการรับรองที่เอกชนสร้างขึ้นมา โดยสภาหอการค้าไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันพัฒนาและผลิตภัณฑ์อาหาร สวทช. GISDA สมาคมการค้าปลีกแห่งประเทศไทย ร่วมกันทำงานทั้งการพัฒนาเกษตรกร การตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรอง เป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ แต่การรับรอง THAIGAP เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่เหมือน Q GAP หรือ GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เกษตรกรคงต้องชั่งน้ำหนักดูว่าจะยอมลงทุนให้เอกชนรับรอง หรือ จะรอภาคราชการรับรองให้ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ น่าจะต้องพิจารณาระบบการรับรอง GAP ของไทยแล้วว่าจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ หรือต้องจับเข่าคุยกันกับภาคเอกชน และทำ GAP ให้เข้มแข็ง มาตรฐานเดียวกันทั้งการส่งออก และบริโภคภายในประเทศ และควรจะมีเพียง GAP เดียว ผู้บริโภคจะได้ไม่สับสน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399950

x

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกอบด้วยบิ๊กๆ ของหลายกระทรวง ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วีระศักดิ์ โคว้สุรัตน์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เดินทางไปตรวจราชการที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเครื่องบิน C130 ของ กองทัพอากาศ

หลังจากเครื่องบินขึ้นบินไปแล้วประมาณ 45 นาที เกิดใบพัดขัดข้อง จำต้องบินวนกลับมาลงที่ท่าอากาศยานทหารดอนเมือง เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินเป็น CN 295 ของกองทัพบก เดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อ งานนี้ระหว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ใครได้หน้า ใครเสียหน้า ก็ว่ากันไป…

กระทรวงเกษตรฯ ก็มีเครื่องบินใช้ เป็นเครื่องบินที่อยู่ในความดูแลของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ของ อธิบดีสุรสีห์ กิตติมณฑล ซึ่งมีเรื่องเครื่องบินขัดข้องให้หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน

หวาดเสียวเรื่องแรก คือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์ ฝึกบินของกรมฝนหลวงฯ เกิดอุบัติเหตุลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินนครสวรรค์ 1 ใน 2 สนามบินของกรมฝนหลวงฯ (อีกสนามหนึ่ง อยู่ที่คลองหลวง ปทุมธานี) โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่เครื่องบินเสียหาย เพราะลงจอดกะทันหันเครื่องกระแทกพื้นเกิดไฟไหม้

วันเดียวกันนั้น อธิบดี สุรสีห์ รีบออกแถลงการณ์ชี้แจง ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่เกิดอุบัติเหตุนั้น เป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS 350B2 ขึ้นทำการฝึกบินในท่าฉุกเฉิน ซึ่งเป็นท่าฝึกบินในกรณีที่ต้องนำเครื่องลงจอดในภาวะฉุกเฉิน ฝึกบินอยู่ที่สนามบินนครสวรรค์ มีนักบินประจำเครื่อง 2 นาย และช่างประจำเครื่อง 1 นาย ระหว่างจะนำเครื่องลงจอด เครื่องเสียการทรงตัว นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ทำให้เฮลิคอปเตอร์กระแทกพื้นขณะเครื่องยังไม่หยุดทำงาน ทำให้เครื่องพลิกคว่ำ มีน้ำมันไหลออกมาปะทะความร้อนของเครื่องยนต์ จึงเกิดไฟไหม้

เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าให้ความช่วยเหลือดับเพลิงได้ทัน และนำเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นายออกจากเครื่องได้ทันอย่างปลอดภัย

หวาดเสียวครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช นำคณะเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวรวม 28 ชีวิต ไปร่วมงานเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2562 ที่สนามบินนครสวรรค์ โดยใช้เครื่อง CN235 ขึ้นจากท่าอากาศยานทหารดอนเมือง แต่ยังไม่ทันไปถึงสนามบินนครสวรรค์เกิดปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องระหว่างจะนำเครื่องลง

นักบินไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับสนามบินได้ด้วยระบบของเครื่องบิน จึงบินวนรอบสนามบินและพยายามใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับทางภาคพื้นดิน เพื่อให้ช่วยดูว่าล้อของเครื่องบินกางออกสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบจากภาคพื้นดินว่าล้อกางออกแล้ว จึงได้นำเครื่องลง และเบรก ยางที่กระแทกพื้นและเสียดสีกับพื้นสนามบินจึงระเบิดออกเป็นรูปกากบาท แต่ผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย

รัฐมนตรี กฤษฎา บอกกับผู้สื่อข่าวว่าไม่กลัว แต่คิดว่าจริงๆ ท่านก็คงหวาดเสียวเหมือนกัน และคงไม่กล้าใช้บริการเครื่องบินเกษตรไปอีกนาน แต่วันนั้นผู้สื่อข่าวไปด้วยจำนวนมากจึงต้องจำใจกลับเครื่องบินเกษตรเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนลำใหม่

เปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบว่า กรมฝนหลวงฯ มีเครื่องบินอยู่หลายลำ และมีเครื่องบินอยู่ 2 ประเภท คือเครื่องบินปีกตรึง มีอยู่ 31 ลำ 5 รุ่น คือ Porter PC-6/B2H2 1 เครื่องยนต์จำนวน 3 ลำ Cessna Caravan 1 เครื่องยนต์ จำนวน 10 ลำ Casa 2 เครื่องยนต์ จำนวน 13 ลำ CN235-220 2 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ และ Super King Air 350B 2 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ

อีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องบินปีกหมุน หรือ เฮลิคอปเตอร์ มีอยู่ 5 รุ่น ประกอบด้วย Ecureuil AS 350B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ Bell 206B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ Bell 412 EP 2 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ Bell 412 EP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ และ Bell 407GXP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

แต่ละลำอายุการใช้งานนานแค่ไหนไม่ได้ระบุ แต่กรมฝนหลวงฯ มีนักบินรุ่นใหม่ ที่อายุยังน้อยอยู่จำนวนไม่น้อย การฝึกฝน ประสบการณ์ของนักบินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องบิน ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ภารกิจของกรมฝนหลวง ไม่ได้มีเพียงการทำฝนเพื่อการเกษตร ยังมีภารกิจพิเศษอื่นๆ อีกมาก เช่น การทำฝนเพื่อสลายฝุ่น PM2.5 และการปฏิบัติภารกิจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อสิริมงคลของฝูงบินกันหน่อย ดีไหมครับ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ตามคาด

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398441

x

เลาะรั้วเกษตร : ตามคาด

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุด สนช. ก็ยอมเลื่อนการพิจารณา พ.ร.บ. ข้าว พ.ศ…… ออกไปแบบไม่มีกำหนด พูดง่าย ๆ คือ รอให้ สส. และ สว. ที่กำลังจะเลือกตั้ง หรือสรรหาเข้ามาตามรัฐธรรมนูญ นำมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง…สาเหตุจะมาจากการส่งสัญญาณมาจากรัฐบาล หรือ คสช. หรือไม่ ไม่ยืนยัน แต่หลายคนคงสบายใจขึ้น โดยเฉพาะ อธิบดีกรมการข้าวประสงค์ ประไพตระกูล จะได้เกษียณอายุอย่างสบายใจ

ส่วนคนที่ขมขื่นน่าจะเป็น กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร…อดีตอธิบดีกรมการข้าว ที่ใครๆ ก็ว่า ถูกเปลี่ยนตัวเพราะ พ.ร.บ.ข้าว ฉบับเดียวกันนี้นี่เอง

ในอนาคต สส. และ สว. จะหยิบยก พ.ร.บ.ข้าว ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง คงต้องพิจารณาในหลายมิติ เพราะ การผลิตข้าว หรือ การทำนาของเกษตรกรไทย มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ผลิตข้าวเพื่อการค้า ทั้งภายในและส่งออกต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร และการลงทุนเพื่อให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่สูง แข่งขันในตลาดได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้พันธุ์ข้าวที่ตลาดมีความต้องการด้วย

อีกรูปแบบหนึ่ง คือ การผลิตแบบวิถีชีวิตชาวนา ปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือนำไปขายกับพ่อค้าในท้องถิ่น หรือนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างอื่น และชาวนากลุ่มนี้นี่เอง ที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองเป็นส่วนใหญ่

พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่กลายมาเป็นพันธุ์ข้าวที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น หอมมะลิ สังข์หยด เสาไห้ หอมนิล เฉี้ยงพัทลุง เหลืองประทิว เหล่านี้ก็มาจากชาวนากลุ่มนี้เช่นกัน เพราะถ้าชาวนาไม่เก็บพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองสืบต่อๆ กันมาก็คงจะสูญพันธุ์ไปแล้ว นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวในยุคนี้ก็คงไม่มีเชื้อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาทำการวิจัยต่อยอดจนเกิดเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ให้ชาวนาเลือกปลูกอย่างหลากหลาย

ในพ.ร.บ. ข้าว ฉบับที่ร่างขึ้น และถูกดองไว้นี้ ก็มีประเด็นพันธุ์ข้าวนี่แหละเป็นประเด็นหลัก ที่สร้างความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ระหว่างคนร่าง พ.ร.บ. กับคนที่อ่านข้อความในพ.ร.บ. คนที่ร่างพ.ร.บ. บอกว่าชาวนาจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนอ่านเข้าใจว่า ชาวนาเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไม่สามารถเก็บพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองได้ เนื่องจาก พ.ร.บ. มีบทลงโทษไว้ค่อนข้างสูง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่คัดค้านก็มองว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โดยเฉพาะบริษัทธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช และสร้างอำนาจให้หน่วยราชการโดยไม่สมควร โดยเฉพาะกรมการข้าว ผู้จะต้องตรวจรับรองพันธุ์ข้าว และกำกับดูแล กฎหมายฉบับนี้

ฝ่ายชาวนาเอง หรือผู้ที่อยู่ในวงการข้าว ไม่ว่าจะเป็นสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาคมโรงสีข้าวไทย หรือตัวแทนชาวนาในจังหวัดต่างๆ ก็บอกว่าตนเองไม่เคยมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย

สุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย พูดไว้ในเวทีเสวนา ที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าร่างพ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้อ้างว่าออกกฎหมายมาเพื่อชาวนา แต่คนร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่มีความชำนาญเรื่องข้าวเลย ที่อ้างว่าชาวนาไทย 15 ล้านคนจะดีขึ้น เพราะพ.ร.บ. ฉบับนี้ ในทางตรงข้ามจะทำให้ชาวนาล่มสลายมากกว่า

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ของทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว จุดอ่อนของ พ.ร.บ.ข้าว ฉบับนี้ ยังมีเรื่องของการขายข้าว โดยกำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกต้องออกใบรับรองการซื้อข้าวเปลือกทุกครั้ง และส่งสำเนาใบรับรองให้กรมการข้าวเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูล หรือเพื่อป้องกันการซื้อตัดราคา แต่ในทางปฏิบัติไม่อาจพิสูจน์ความผิดในเรื่องตัดราคาได้

จุดอ่อนอีกประการหนึ่งคือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่มีมาตราที่ระบุว่าจะพัฒนาอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของการตรา พ.ร.บ. นี้แต่อย่างใด รวมทั้งจุดอ่อนประการที่สาม คือ การโอนอำนาจของกรมวิชาการเกษตรบางภารกิจ ใน พ.ร.บ. พันธุ์พืช และ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชไปให้กรมการข้าว ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบทบาทของกรมการข้าวในฐานะนักวิจัย กับ บทบาทในการควบคุมออกใบอนุญาต

กล่าวคือ เป็นการเพิ่มอำนาจให้กรมการข้าว ในขณะที่โครงสร้างกรมการข้าวในปัจจุบันไม่ได้รองรับบทบาท อำนาจหน้าที่ ที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

จากประเด็นที่สร้างความสับสน และข้อคิดเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้ คงทำให้รัฐบาลใหม่ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง นำไปพิจารณา และแก้ไข ที่สำคัญคือต้องให้ผู้ที่อยู่ในวงการข้าวทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นด้วย

ที่สำคัญอีกประการ คือการสร้างอำนาจ หรือเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน หรือการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ โดยการดึงบางส่วนมาจากหน่วยงานเดิม มารวมกันใหม่ สร้างปัญหามาเยอะแล้ว….ดูอย่างการยางแห่งประเทศไทย ผ่านมา 4 ปีแล้ว ยังไม่ลงตัว…..

ขึ้นต้นเป็นข้าว….ทำไมมาจบที่ยาง….ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้ง

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396947

x

เลาะรั้วเกษตร : ประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางเสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” ที่เป็นประเด็นร้อนของการหาเสียงเลือกตั้ง ข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับก็มีประเด็นร้อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทรกอยู่ด้วย 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ พ.ร.บ. ข้าว อีกเรื่องหนึ่งคือ การแบนสารกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช

ขอข้ามเรื่อง พ.ร.บ. ข้าวไปก่อน รอดูว่าท่ามกลางกระแสคัดค้านทั้งจาก ชาวนา นักวิชาการ ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าข้าว และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องบางหน่วย สนช. จะยอมถอย หรือ ผลักดัน(ทุรัง)ต่อไป

จะขอพูดถึงประเด็นร้อน ที่ร้อนมานานไม่ยอมเย็นเสียที นั่นคือ เรื่องของสารกำจัดวัชพืช ไกลโฟเซต และ พาราควอต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอไพริฟอส ที่เรียกรวมกันสั้นๆ ว่า “3 สาร”

คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาการยกเลิก หรือห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตรชนิดใดๆ ได้ประชุมพิจารณาข้อเสนอของ “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” ที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร เมื่อวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติ 16:5 (งดออกเสียง 5 เสียง) ยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ว่ายังไม่ยกเลิกการใช้ 3 สาร โดยจะชะลอการยกเลิกการใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2564 หรือจนกว่าจะหาสารทดแทนได้

ทันทีที่ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย อภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแถลงข่าวผลการประชุม “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” ก็ออกแถลงการณ์ตอบโต้ ว่ารู้สึกผิดหวังและเศร้าสลดต่อมติในครั้งนี้ รวมทั้งผิดหวังในตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มหนึ่ง รวมทั้งผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ 5 คนที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่าย 3 สารนี้

ไบโอไทย ก็โพสต์เฟซบุ๊ค เนื้อหาไม่ต่างกัน แถมยังกล่าวหาว่า รัฐมนตรี กฤษฎา ใช่เล่ห์เหลี่ยม ให้อธิบดี และคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ 5 คน เข้าไปเสนอให้ชะลอการยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชออกไป 2 ปี เพื่อให้พ้นความรับผิดชอบของตนเองไปก่อน…ทำเอารัฐมนตรี กฤษฎาควันออกหู บอกให้ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ ไปพิจารณาข้อความที่ไบโอไทย โพสต์ ว่า สามารถจะฟ้องร้องได้หรือไม่…

สาระของแถลงการณ์ และข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊คของฝ่ายสนับสนุนการแบน 3 สาร ก็จะเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ที่มีการให้ข่าวและข้อมูลเช่นนี้ในทุกครั้งและทุกเวที โดยไม่เคยพูดถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร…

เท่าที่ทราบหลังจากที่กรมวิชาการเกษตรจำกัดปริมาณการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนี้ ราคาของสารทั้ง 2 ชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาดพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว ส่วนสารชีวภัณฑ์ที่มีผู้แนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้แทนสารเคมีกำจัดวัชพืชนั้น มีเกษตรกรที่ไม่มั่นใจส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ ปรากฏว่าสารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิดที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้นี้ผสมอยู่ด้วย….นี่ถ้ามีการเปิดเผยคนแนะนำ และชื่อของสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว…คงฮากันตึง…

เรื่อง 3 สารนี้คงเป็นหนังยาวที่ยังไม่จบง่ายๆ …วันหลังมาคุยกันใหม่….

มีข่าวฝากจากเครือข่ายอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net วันที่ 1 มีนาคม 2562 จะมีการสัมมนาเรื่อง “ก้าวต่อไปของเกษตรกรไทย…วิกฤตหรือโอกาส” เวลา 09.00-13.30 น. ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล สถาบันค้นคว้าและผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

มีหัวข้อที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น นโยบายการพัฒนาการเกษตรและแนวทางการมีส่วนร่วมของเกษตรกร โดย ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์กุล รองเลขาธิการสภาพัฒน์ เรียนรู้จากประสบการณ์ IUU โดย ดร.อดิศร พร้อมเทพอธิบดีกรมประมง ประสบการณ์มาตรฐาน THAIGAP โดย ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานสภาหอการค้าไทย วิกฤติและโอกาสการตลาด โดย จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ดำเนินการสัมมนาโดย ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาได้ตามวันเวลา และสถานที่ดังกล่าว

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395523

x

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีโอกาสเข้าไปดู เฟซบุ๊คไลฟ์ ย้อนหลังของเครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net การเสวนาเรื่อง “ทิศทางการเกษตรไทย หลังการเลือกตั้ง” ซึ่งสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ร่วมกับเครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัยจัดขึ้น เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ CDC เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

การเสวนาครั้งนี้ ได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมแสดงทรรศนะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรใน 2-3 ประเด็น ทุกคนมีเวลาพูดเท่ากันหมด

ผู้แทนพรรคการเมืองที่มาร่วมเสวนามี 7 ท่าน ได้แก่ ดร.ศุภชัย ศรีหล้า พรรคประชาธิปัตย์ ชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ พรรคชาติพัฒนา องอาจ ปัญญาชาติรักษ์ พรรคพลังประชารัฐ อนุกูล ทรายเพชร พรรคอนาคตใหม่ ดร.กนก คติการ พรรคชาติไทยพัฒนา วิทยา บูรณศิริ พรรคเพื่อไทย และ นายแพทย์มโน เลาหวณิช พรรคประชาชนปฏิรูป

อยากจะถ่ายทอดแนวคิดที่น่าสนใจของผู้แทนพรรคการเมืองเหล่านั้นให้ท่านที่สนใจได้ทราบ แต่จะไม่ระบุว่าใครพูดว่าอย่างไร เดี๋ยวจะเป็นการเชียร์กันเกินไป ถ้าใครอยากทราบว่าใครพูดว่าอย่างไร ขอให้เข้าไปชมกันเองที่ เฟซบุ๊ค @GAPTHAINETWORK

คำถามแรกที่ นารากร ติยายน ผู้ดำเนินรายการ ถามผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเกษตรกรกับผู้ที่อยู่ในอาชีพอื่นได้อย่างไร

มีคำตอบที่น่าสนใจอยู่ 2-3 ท่าน ท่านหนึ่งบอกว่า ภาคการเกษตรน่าจะเริ่มจากเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทุกคนอยู่ได้ ถ้าจะพัฒนาให้ก้าวหน้าหรือใหญ่ขึ้นรัฐต้องเข้ามาช่วยทั้งเงินทุน และงานวิจัยด้านเทคโนโลยีต่างๆ ขณะเดียวกันต้องแก้ไขเรื่องที่ดินทำกินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดิน ส.ป.ก. ควรจะนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ เพื่อเกษตรกรจะได้นำเงินมาลงทุนต่อยอดกิจการของตนเองได้

อีกท่านหนึ่งบอกว่า เท่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาล นโยบายด้านการเกษตรขาดความชัดเจนทางด้านความต้องการของเกษตรกร นโยบายปรับเปลี่ยนทุกรัฐบาล แต่ทุกรัฐบาลไม่เคยฟังเกษตรกร ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำต้องให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และต้องหาตลาดให้เกษตรกร เริ่มจากตลาดในชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัดตามลำดับ

บางท่านบอกว่าต้องสร้างตลาดพรีเมียมให้เกิดขึ้นตำบลละอย่างน้อย 1 ตลาด และต้องใช้ระบบสหกรณ์มาช่วย โดยเฉพาะสหกรณ์ในรูปแบบ CO-OP และบางท่านบอกว่าต้องให้ความรู้แก่เกษตรกรให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะใช้วิธีการผลิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะประเทศอื่นๆ เขาไปถึงขั้นใช้หุ่นยนต์กันแล้ว

คำถามที่ 2 ภาคการเกษตรควรต้องเชื่อมโยงกับภาคใดบ้าง ต่อคำถามนี้แต่ละท่านแสดงทรรศนะที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่พอจะจับประเด็นได้ว่า ต้องเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง เพื่อให้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วโดยยังคงคุณภาพที่ดี ต้องเชื่อมโยงกับตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิต

คำถามสุดท้าย ผู้ดำเนินรายการถามว่า จะผลักดันอย่างไรให้เกษตรกรผลิตในระบบ GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ผู้แทนพรรคการเมืองหลายท่านยอมรับว่า GAP เป็นมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศยอมรับ องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชนยอมรับ บางประเทศมีการปรับปรุงกฎหมายให้เกษตรกรผลิตตามระบบ GAP (แต่ประเทศไทยยังเป็นมาตรการสมัครใจของเกษตรกร)

บางท่านบอกว่าควรจัดตั้งกองทุน GAP ขึ้นมาเพื่อไว้เป็นทุนช่วยเหลือเกษตรกร เหมือนอย่างที่ภาคอุตสาหกรรมมี BOI อีกท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าจะให้ครัวไทยสู่ครัวโลก GAP มีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เกษตรกรต้องผลิตอาหารปลอดภัย ใช้สารเคมีให้ถูกต้อง และ GAP ที่จะมีในอนาคตจะต้องให้เกษตรกรตรวจสอบกันเอง กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ควบคุมระบบ และตรวจสอบปลายทาง มีมาตรการปราบปรามผู้ที่ทำผิด

ผู้แทนพรรคการเมืองที่มาร่วมเสวนาในครั้งนี้ มีทั้งนักการเมืองรุ่นใหม่ และนักการเมืองรุ่นเก่าเก๋าสนามเลือกตั้ง บางท่านเคยเป็นถึงรัฐมนตรีมาแล้ว การเสวนาครั้งนี้อาจมีเวลาน้อยเกินไปสำหรับการแสดงความคิดเห็น แต่เวลาที่น้อยนิดนี้บางท่านก็พูดได้ตรงประเด็น และชัดเจน โดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่

งานนี้จบลงด้วยเปิดให้มีการตั้งคำถามจากผู้ที่นั่งฟังการเสวนาที่อยู่หน้าเวที และคำถามที่ทำให้งานจบเร็วขึ้น คือคำถามจาก สุกรรณ์ สังข์วรรณะ เกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ว่า ทุกท่านบนเวทีมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับการแบนสารเคมี 3 ชนิด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในขณะนี้

หลายท่านตอบว่าเห็นด้วยกับการแบน โดยอ้างถึงอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรอย่างที่ฝ่ายเรียกร้องให้แบนอ้างมาโดยตลอด บางท่านถึงกับบอกว่าสารเคมีที่ว่านี้เป็น “อสูร” และบางท่านบอกว่า อันตรายมาก กินแล้วตายทันที (จนคนถามเองตะโกนบอกว่า สารเคมีทางการเกษตรเขาไม่ได้ให้กิน)

แต่มีอยู่ท่านหนึ่งตอบว่า “สารเคมีทางการเกษตรมีทั้งประโยชน์ และโทษ ถ้าทั่วโลก หรือสากลเขาให้แบน ก็เห็นด้วยว่าควรแบน”

ถ้าหวังว่าจะให้ภาคการเกษตรมีอนาคต….ตัดสินใจได้ล่ะ ว่าจะเลือกพรรคไหน……..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเป็นพิษ

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394029

x

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเป็นพิษ

วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เผลอเดี๋ยวเดียว เพียง 4 เดือน อธิบดีกรมการข้าว เปลี่ยนชื่อจาก กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล เป็น ประสงค์ ประไพตระกูล เสียแล้ว นี่ขนาดการเมืองยังไม่มาเต็มรูปแบบนะนี่ แสดงว่าความรู้ความสามารถ และสถานะของการเป็น “ลูกหม้อ” ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้…….ถ้าผู้มีอำนาจไม่พึงพอใจก็มีสิทธิ์จะไปได้ ทุกเมื่อ……

ตามข่าวระบุว่า การโยกสลับกันระหว่างอธิบดีกรมการข้าว กับผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ในครั้งนี้เพราะ พ.ร.บ.ข้าว เป็นเหตุ ส่วนเหตุจะละเอียดอ่อนมากแค่ไหนนั้น คนนอกคงมิอาจรู้ได้ ได้แต่ว่ากันไปตามข่าว….

ก่อนหน้านี้ก็สดับตรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่เหตุผลของการคิดจะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา เมื่อราวกลางปี 2561 กรมการข้าวแจงเหตุผลว่า

“ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง แต่ในปัจจุบันการทำนากำลังประสบปัญหาทั้งระบบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงต่อการขาดทุนจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต มีหนี้สินในอัตราสูง ขาดแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพการทำนา หรือเกษตรกรรมต่อจากบรรพบุรุษ สร้างผลกระทบที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหาร ระบบเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศในระยะยาวสมควรปรับปรุงและพัฒนา

เพื่อให้กระบวนการผลิตข้าวตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวในไร่นา การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาอาชีพทำนา มีความมั่นคง ยั่งยืนอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนให้มีการสนับสนุนการรวมกลุ่มของชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามยุทธศาสตร์ชาติ มีกลไกการควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวอย่างเป็นระบบ สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวนาและผู้รับซื้อ โดยมีคณะกรรมการข้าว ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ เพื่อให้ไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่องและยั่งยืน มีการกำกับ ติดตาม ควบคุม และพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต การตลาด และการส่งออกข้าว เพื่อให้เกิดความสมดุล ให้สินค้าข้าวมีปริมาณ และคุณภาพที่เพียงพอต่อการบริโภค สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ตลอดจนมีระบบที่สามารถให้ความคุ้มครองชาวนาให้ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้”

ย่อหน้าแรกของเหตุผล ฟังดูเหมือนการทำนาในปัจจุบันนี้ ช่างล้าหลัง เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศในทุกด้าน ถ้าไม่ตรา พ.ร.บ. นี้ขึ้นมา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะย่ำแย่

ย่อหน้าที่ 2 ของเหตุผล ต้องการจะบอกว่า เราควรมีคณะกรรมการข้าว ขึ้นมาควบคุม กำกับ ในทุกขั้นตอนของการผลิต การตลาด และการส่งออกข้าวของประเทศ

ดูจาก หมวดที่ 1 ส่วนที่ 1 ของ ร่าง พ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้ ก็พอจะคาดเดาได้ว่า เกษตรกรจะมีสิทธิ์มีเสียงเพียงไร เพราะในคณะกรรมการข้าวจะมีตัวแทนเกษตรกรเข้าไปเป็นกรรมการเพียง 5 คนเท่านั้น ในขณะที่ตัวแทนภาครัฐมี 20 คน ภาคเอกชน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่เกี่ยวข้องอีก 3 คน และใช่ว่าตัวแทนเกษตรกรที่เข้าไปจะเป็นตัวแทนชาวนาอย่างแท้จริง เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็พอจะเห็นๆ กันอยู่ว่า ตัวแทนชาวนาที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการบางคณะกลับไปเข้าข้างฝ่ายอื่นเสียอีก

เรื่องปากเสียงแทนเกษตรกรก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คณะกรรมการข้าว สามารถจะบังคับ กะเกณฑ์ชาวนาแทบจะทั้งหมด จนวิถีชีวิตชาวนาแบบที่เคยเป็นอาจจะเหลือน้อย หรือไม่เหลือเอาเสียเลย ตั้งแต่การโซนนิ่ง หรือการกำหนดพื้นที่ปลูก การกำหนดราคาต้นทุนการผลิต กำหนดราคาขาย หรือแม้กระทั่งพันธุ์ข้าวที่จะปลูก….

เรื่องพันธุ์ข้าว ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช เป็นห่วงกังวลว่าจะทำให้นายทุนผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของพันธุ์ผูกขาดการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และชาวนาที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองจะเดือดร้อนเพราะทำผิดกฎหมายนั้น เป็นเพียงประเด็นหนึ่งในจำนวนหลายประเด็นที่บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. ข้าวฉบับนี้ และเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลให้ชาวนา ที่เป็นชาวนาจริง ๆ เพราะถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ ปัญหาจะเกิดมากกว่า พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทยหลายเท่า

แต่นั่นก็ไม่หมายความว่า การโยกย้ายอธิบดีกรมการข้าว จะสามารถแก้ปัญหาที่ห่วงกังวลได้… เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ได้ต้องผ่านความเห็นชอบกระทรวงเกษตรฯ มาก่อน สนช. ตั้งเป้าว่าจะพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ แล้วอธิบดีกรมการข้าวคนใหม่จะทำอะไรได้….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเหนียวมะม่วง

Published February 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392467

x

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวเหนียวมะม่วง

วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นข่าวฮือฮาในหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการทำสถิติที่สุดในโลก หรือ Guinness World Records ของไทยเมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา คือการจัดทำข้าวเหนียวมะม่วงจำนวนมากที่สุดในโลก ต้องบอกตรงๆ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งว่า เป็นการทำสถิติโลกที่ไม่น่าภาคภูมิใจ เพราะภาพที่ปรากฏออกมาสู่สายตาชาวโลกผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

ข้าวเหนียวมะม่วงที่มากที่สุดในโลกนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเลี้ยงนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 10,000 คน ภายในงานที่ตั้งชื่อเสียซาบซึ้งว่า “WE CARE ABOUT YOU” ซึ่งจัดขึ้นบริเวณลานริมทะเลสาบ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี มีพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานเปิดงาน มีบุคคลสำคัญทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีนมาร่วมงานหลายท่าน

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับคืนมา หลังจากที่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่มาเที่ยวเมืองไทยอยู่พักใหญ่ อันผลมาจากอุบัติเหตุทางเรือที่ภูเก็ตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตกว่า 50 ราย แถมรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิทย์ วงศ์สุวรรณ ที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม สร้างความไม่พอใจให้ชาวจีนส่วนใหญ่ จนต้องออกมาขอโทษกันยกใหญ่ งานปาร์ตี้ข้าวเหนียวมะม่วงครั้งนี้ เจ้าภาพ จึงเชิญมาเป็นประธานเปิดงานเสียเลย….

กลับมาเรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ตามข่าวบอกว่าผู้รับผิดชอบทำข้าวเหนียวมะม่วงคือ คณาจารย์และนักศึกษาด้านคหกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ไม่ทราบว่าจำนวนกี่คน ทราบแต่จำนวนข้าวเหนียวที่ใช้ 1.5 ตัน และเป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงู มะพร้าวที่ใช้มูนข้าวเหนียว 4.5 ตัน เป็นมะพร้าวจากทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ และมะม่วงที่นำมาเสิร์ฟ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 6,000 ผล จากอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

มาทำความรู้จักกับวัตถุดิบในการทำข้าวเหนียวมะม่วงกันหน่อย…

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เป็นข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะเมล็ดเล็ก เรียวยาว สวยงาม เมื่อนึ่งสุกแล้วมีสีขาว การเกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ผิวมีความเลื่อมมัน เนื้อสัมผัสนุ่ม มีกลิ่นหอม มีสารต้านอนุมูลอิสระในรูปของวิตามินอีสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการย่อยและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ในร่างกายโดยเฉพาะช่วยลดคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยลดอันตรายจากการเกิดเส้นเลือดหัวใจอุดตันด้วย

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู นิยมนำมาทำเป็นข้าวเหนียวมูน รับประทานกับมะม่วง น้ำกะทิทุเรียน นำมาทำข้าวหลาม ไอศกรีม ขนมไทย ข้าวเหนียวสังขยา และข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ

มะพร้าวทับสะแก เป็นมะพร้าวต้นสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือเนื้อหนา กะลาบาง ผลใหญ่ ผลดก และมีความมันของกะทิสูงกว่ามะพร้าวจากแหล่งอื่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กำลังจะยื่นขอขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นมะม่วงที่นิยมรับประทานสุก พันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ที่นิยมปลูก มี 2 พันธุ์ คือ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เมื่อสุกจัดจะมีสีเหลืองอมส้ม หรือเหลืองทอง เนื้อละเอียด มีเสี้ยนเล็กน้อย มีเปลือกหนา มีรสหวานกว่าน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ทนโรค ทนแมลง และบังคับให้ติดผลนอกฤดูได้ดีกว่าน้ำดอกไม้เบอร์ 4 เป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

ที่พยายามอธิบายความ และลักษณะที่ดีเด่นของวัตถุดิบที่นำมาทำข้าวเหนียวมะม่วงครั้งนี้ เพื่อจะบอกว่า วัตถุดิบที่มีคุณค่า เมื่อแปรรูปออกมาแล้วต้องชูคุณค่านั้นให้ได้ทั้งรูปร่างหน้าตา และ รสชาติ ..แต่ภาพที่เห็นการเสิร์ฟ และการรับประทานของนักท่องเที่ยวชาวจีนในวันนั้นแล้วยังติดตา….

มะม่วงผ่าซีกแล้วกรีดเป็นตารางโดยที่เนื้อยังติดอยู่กับเปลือกวางซ้อนมาในจานเปล มีพลาสติกหุ้มจานมะม่วงเพื่อรักษาคุณภาพ ข้าวเหนียวมูนมาในชามใหญ่ๆ คนรับประทานใช้ช้อนบ้าง ใช้ตะเกียบบ้างตักและคีบข้าวเหนียว ใช้ตะเกียบคีบเนื้อมะม่วงให้แยกจากเปลือก หรือบางคนที่ไม่ห่วงสวยห่วงหล่อใช้ปากแทะมะม่วงจากเปลือก เห็นแล้วต้องถามว่า….มันใช่หรือ….

นี่ยังไม่รวมภาพที่เห็นข้าวเหนียวและมะม่วงที่เหลือจากงานเลี้ยง จะบอกว่าเหมือนบ่อขยะ ก็ดูจะรุนแรงไป แต่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง…..

หมดกัน…..ภาพพจน์ข้าวเหนียวมะม่วง…ของไทย…..ใครไม่อายแต่ผมอาย…..

แว่นขยาย

%d bloggers like this: