เลาะรั้วเกษตร

All posts tagged เลาะรั้วเกษตร

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

x

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 18, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466690

x

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีหนู ชาวสวนปาล์มก็ยิ้มร่า…เพราะราคาผลปาล์มขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 6 บาทกว่า และอาจจะถึง 7 บาท แต่ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มเตรียมตัวเสียเงินเพิ่มเพราะมีแนวโน้มว่าน้ำมันปาล์มจะขึ้นราคา เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอ้างว่าน้ำมันปาล์มดิบมีราคาสูงขึ้น แต่ตอนราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ถึง 2 บาท เกษตรกรแทบจะเลิกเก็บผลปาล์มขาย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มกลับเงียบกริบกับราคาน้ำมันปาล์มที่ขึ้นแล้วไม่มีลง

มีการวิเคราะห์กันว่าที่ราคาผลปาล์มขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลมาจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 และ B20 ที่ส่งผลให้สามารถดึงน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาดได้กว่าครึ่ง

มีความกังวลกันต่อไปว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท สูงกว่าของต่างประเทศถึง 15 บาท ราคาที่ต่างกันมากเช่นนี้อาจทำให้มีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ถ้าศุลกากรไม่เข้มงวดกวดขัน และถ้าไม่คุมสต๊อกกันอย่างจริงจัง

เกษตรกรชาวสวนปาล์มบอกว่า ที่ราคาผลปาล์มพุ่งขึ้นไปสูงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดู ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มดิบมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำไปผลิตไบโอดีเซล หรือไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลังจากนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และจะออกมากในเดือนมีนาคม – เมษายน ราคาผลปาล์มอาจจะลดต่ำลงอีก

วงจรเช่นนี้ มิใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาครั้งแล้วครั้งเล่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลกับราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำก็จะประมาณนี้ ไม่เคยมีอะไรที่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเอง เมื่อเห็นราคาผลปาล์มพุ่งสูงขึ้น ก็เตรียมจะเลิกใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ถ้าราคาปาล์มตกต่ำก็จะกลับมาใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก…..

ได้เห็นมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เรื่องของมาตรการปาล์มน้ำมันยั่งยืน ข้อหนึ่งระบุให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……..ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ทราบหรือไม่… ทราบแต่ว่า มี สส. จังหวัดกระบี่ ของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสภาเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา…

ร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……นั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ……จากนั้นส่งกลับมาให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาตรวจร่าง พ.ร.บ. อีกครั้ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นไลน์ และประชาสัมพันธ์ให้ส่งความคิดเห็นมาที่ สศก. เพื่อประมวลความคิดเห็นเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย

ร่างพ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ….ที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ สาคร เกี่ยวข้องเสนอสภาฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 มีทั้งหมด 54 มาตรา 6หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ เสนอนโยบายและแผนบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกปาล์ม การเก็บเกี่ยว การผลิตปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการตลาด

หมวดที่ 2 กำหนดให้มีกองทุนปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้านการเพาะปลูกเพื่อยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต กองทุนนี้มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เงินของกองทุนได้มาจากเงินประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินค่าปรับที่ได้จากบทลงโทษตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

หมวดที่ 3 เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน องค์กรเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมัน ซึ่งการส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่าง ๆ นั้นคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนด หมวดที่ 4 เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน หมวดที่ 5 เป็นเรื่องของการนำเข้าและส่งออก และหมวดที่ 6 เป็นบทลงโทษ

ดูท่าทางว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ คงจะไม่ได้ผ่านสภาง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ….สู้ต่อไป..เกษตรกรชาวสวนปาล์ม…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 10, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465166

x

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้…

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิดว่าเรื่องร้าย ๆ ของกรมวิชาการเกษตร อย่างเรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิด จะหมดไปในปีเก่า แต่ก็ยังมีผลต่อเนื่องมาถึงปี 2563 นี้ เพราะว่าแม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยังไม่แบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไว้ 6 เดือน จนถึง 1 มิถุนายน 2563 เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรไปหาแนวทาง หรือวิธีการหรือหาสารทดแทน สารเคมีทั้ง 2 ชนิดมาให้ได้เสียก่อน เท่ากับเป็นการชะลอความเดือดร้อนของเกษตรกรออกไป แต่เมื่อครบกำหนด6 เดือน กรมวิชาการเกษตรยังมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนที่ผ่านมา ถึงเวลานั้นเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนอาจจะหวนกลับมาเรียกร้องขอความเห็นใจอีก

ส่วนไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่แบนแต่ให้ควบคุมการใช้ ก็ต้องมีกฎกติกามากมายเพื่อให้ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อไปใช้ ตลอดจนผู้รับจ้างฉีดพ่นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จะเพียงพอในการปฏิบัติงานหรือไม่ เป้นเรื่องที่น่าห่วง

เรื่องร้ายๆ อีกเรื่องหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร คือการถูกตัดงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 638 ล้านบาท เกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งปี นับว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของกรมวิชาการเกษตร ส่วนสาเหตุที่คณะกรรมาธิการตัดงบประมาณมากมายปานนั้น ก็คาดเดาสาเหตุกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเพราะถูกกลั่นแกล้ง จากรัฐมนตรีเนื่องจากกรมไม่ยอมทำตามคำสั่งบ้าง หรือเพราะตัดเอางบไปให้กระทรวงกลาโหมบ้างเนื่องจากนายกรัฐมนตรีคุมกระทรวงกลาโหม

ข้อสันนิษฐานที่คาดเดากันนั้นต้องบอกว่าไม่น่าจะใช่ เพราะอนุกรรมาธิการที่พิจารณางบประมาณจะมาจากหลายพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อนุกรรมาธิการท่านที่พิจารณางบประมาณของกรมวิชาการเกษตร ชื่อ วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรองประธาน การตัดงบประมาณหน่วยงานใดๆ เป็นความเห็นชอบของคณะอนุกรรมาธิการทั้งคณะ

อีกประการหนึ่งงบประมาณของกองทัพก็ถูกแขวนเป็นหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะงบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ต้องยกคณะเสนาธิการเข้าชี้แจงกันละเอียดยิบ ถ้าตอบคำถามได้ก็ผ่าน ตอบไม่ได้ก็ตัดไป ข้อสันนิษฐานของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของการพิจารณางบประมาณ ก็มักจะเห็นใจคนที่ถูกตัดงบไป แต่ไม่มีใครถามว่า หน่วยงานชี้แจงได้หรือไม่ ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกตัดงบ เพราะถือว่าไม่มีเหตุผลที่สมควรในการตั้งงบประมาณจำนวนนั้น

ผลกระทบที่ตามมาจากการถูกตัดงบประมาณ คือการทำงานตลอดปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ที่อาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจ้างบุคคลากรที่เป็นพนักงานจ้าง ส่วนข้าราชการคงไม่มีผลอะไรนอกจากอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่มีเงินค่าล่วงเวลา และไม่มีพนักงานจ้างช่วยงาน อาจจะกระทบกับงานวิจัยที่เป็นแปลงทดลอง ซึ่งต้องจ้างแรงงานทำงานในแปลง อาจจะกระทบกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น อาจจะกระทบกับการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้แล้ว อาจจะกระทบกับงานบริการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทั้งหลาย การตรวจรับรองแปลง และกระทบกับงานอื่นๆ อีกมาก

มีคนยุให้ กรมวิชาการเกษตร หยุดทำงานวิจัยหยุดให้บริการ ระงับโครงการ ข้าราชการหยุดลงพื้นที่ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่ายการเดินทางผู้บริหารหยุดติดตามรัฐมนตรีลงพื้นที่ ไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะถ้าถูกตัดงบประมาณมากมายขนาดนี้ แล้วยังทำงานได้เหมือนเดิมปีงบประมาณหน้ากรรมาธิการอาจจะพิจารณาให้งบประมาณเท่ากับปีนี้ที่ถูกตัดไปแล้ว….นี่ก็เข้าใจยุดีจัง…… โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ คงไม่ปล่อยให้กรมวิชาการเกษตรอยู่ในสภาพแบบนี้แต่จะหาทางออกอย่างไร คงต้องรอดูวิสัยทัศน์ผู้นำ….

การถูกตัดงบประมาณเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทำเอาหน่วยงานในสังกัดระส่ำกันไม่น้อย และยังไม่หายตกใจดี วันหยุดยาวระหว่างเทศกาลปีใหม่กำลังจะผ่านพ้น เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารเก็บเอกสารของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ซ้ำเติมเข้ามาอีกในคืนวันที่ 2 มกราคม 2563 ดีที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ทัน ทำให้ความเสียหายไม่มากมายนักในส่วนของอาคารสถานที่ แต่เอกสารต่างๆ ที่ถูกเผาไหม้ในกองเพลิงมีความสำคัญมากน้อยเพียงไรไม่มีการเปิดเผย

มีเพียงคำยืนยันจาก รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ไปดูที่เกิดเหตุใน 2 วันต่อมาว่า เป็นเอกสารงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยหลายปีแล้ว คงไม่กระทบการทำงานด้านวิจัย เพราะเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ข้อมูลงานวิจัยสำคัญๆ จะเก็บในคอมพิวเตอร์ ไม่เก็บเป็นเอกสารสักเท่าไร….นี่คงเป็นครั้งแรกที่รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา พูดแก้ตัวให้กับกรมวิชาการเกษตร

อย่างไรก็ตาม หวังว่ากรมวิชาการเกษตรจะผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยความมุ่มั่น ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกรและเพื่อประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความรู้ความสามารถ ของบรรดาบุคลากรของกรม

สัปดาห์แรกของการทำงานในปี 2563 รู้สึกตื่นเต้น ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งโต๊ะแถลงข่าว การเตรียมรับมือภัยแล้งของกระทรวงเกษตรฯ ที่สั่งการให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำจากนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2563 รวมทั้งการแจ้งเตือนเกษตรกรให้เข้าใจและรับทราบในสถานการณ์น้ำต้นทุนที่สามารถจะช่วยการเพาะปลูกของเกษตรกรได้ โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา โดยเฉพาะในเขตลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด

พื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้กรมชลประทานขุดบ่อน้ำในไร่นาประมาณ 40,000 บ่อ จัดทำแก้มลิงกว่า 400 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้บรรเทาการขาดแคลนน้ำ…แต่บ่อน้ำ และแก้มลิงที่ดำเนินการในปีนี้ คงต้องเก็บไว้ใช้ปีหน้า เพราะปีนี้คงไม่มีน้ำจากไหนมาให้เก็บ

ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ สู้ภัยแล้ง….ส่วนรองนายกฯ พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ บอกว่า ครม. มีมติอนุมัติงบกลางกว่า3,000 ล้านบาท ให้กระทรวงมหาดไทย ทหาร และกรมทรัพยากรนน้ำบาดาลไปดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งรวมแล้วกว่า 2,200 โครงการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปขุดเจาะบ่อบาดาลอีก 500 บ่อ ….เอ้า…สู้..สู้..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 4, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463873

x

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปี 2562 ที่ผ่านมา สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงเป็นปีที่เผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และคงเหมือนกับหลายๆ กระทรวง ที่เป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่…เป็นปีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอย่างน้อย 2 คน หนึ่งคนจากรัฐบาล คสช. และอีกคนหนึ่งจากรัฐบาลประยุทธ์ 1 ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562

การเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลเก่า กับรัฐบาลใหม่ แม้จะมีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน แต่นโยบายของแต่ละกระทรวงกลับไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้อย่างราบรื่น สาเหตุหนึ่งมาจากนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองซึ่งแตกต่างกันไป

นโยบายของพรรคที่แตกต่างกันยังพอเข้าใจได้ แต่นโยบายของรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกันไม่สามารถทำให้เป็นเอกภาพได้เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ และเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะออกมายืนยันว่าเสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค…แต่ในการประชุมสภาที่ผ่านมาหลายครั้งก็คงพิสูจน์แล้วว่า เสียงปริ่มน้ำนั้นเป็นอุปสรรคจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงเดียวกัน แต่มีรัฐมนตรีมาจากหลายพรรคการเมืองยิ่งเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน และสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่รัฐบาลเก่าทำผลงานไว้ได้ผลดี โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีมากกว่ากระทรวงอื่น คือมีรัฐมนตรี 4 ท่านมาจาก 4 พรรคการเมือง

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งชูนโยบายการแก้ปัญหาผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญราคาตกต่ำ และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่ชูนโยบาย 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง

รัฐมนตรีช่วยฯ ประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งชูนโยบาย ใช้ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี ฟื้นฟูการประมง รวมทั้งให้ทุนเรียนฟรีระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ชูนโยบายทวงคืนกำไรให้ชาวนา โดยเสนอกฎหมายตั้งกองทุนข้าว
ระบบกำไรแบ่งปัน และจะนำระบบนี้ไปใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะ ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา 5 เดือน ยังไม่เห็นนโยบายของกระทรวงเกษตรเกษตรฯ ที่ชัดเจนว่าจะเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษ เป็นแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนเท่านั้น แค่เรื่องปัญหาสารเคมี 3 ชนิดอย่างเดียวก็พอจะรู้ว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน ต่างคนต่างทำงานของตนไป แม้แต่นโยบายของพรรคที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงก็ดูเหมือนจะลืมไปเสียด้วยซ้ำ

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน มี อลงกรณ์ พลบุตร เป็นที่ปรึกษา โดยมีบทบาทในตำแหน่งที่ปรึกษาเกือบจะเทียบเท่ารัฐมนตรีเลยทีเดียว ทั้งการให้แนวทางหรือนโยบายการทำงานกับหน่วยราชการที่รัฐมนตรีว่าการ ดูแล รวมทั้งนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ก็มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ โดยเฉพาะยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ก็ได้อานิสงส์ จากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ที่ไปขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้า และการนำน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น จึงดึงให้ราคาปาล์มน้ำมันกระเตื้องขึ้น

รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ผ่านมาก็เร่งปรับปรุงการบริหารงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ประกาศล้างบางนอมินีแผงค้าที่ อ.ต.ก. จตุจักร และจะจัดตั้ง อ.ต.ก. ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งอาจจะเป็นงานที่หนักหนาสาหัส จนผู้อำนวยการคนเก่า กมลวิศว์ แก้วแฝก ต้องไขก๊อกลาออกไป

ห่างหายจากพื้นที่สื่อไปสักพักในช่วงที่ สื่อให้พื้นที่รัว ๆ กับ รัฐมนตรีช่วย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิดรัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับข่าวดังระดับประเทศ เกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก. ของ สส. ปารีณา ไกรคุปต์ กระเทือนถึงที่ดิน ส.ป.ก. ทั้งประเทศ…

รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ผ่านมาก็ทุ่มเทอยู่กับการแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยมีแรงหนุนจากหัวหน้าพรรค ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รวมพลังกันแบบเอาเป็นเอาตายกับการแบนสารเคมีทางการเกษตร โดยอ้างว่าเพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ไม่ได้เห็นใจเกษตรกร เหมือนอย่างนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง….

รัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีที่ค่อนข้างจะโลว์โปรไฟล์ ไม่ค่อยเป็นข่าว แต่ชอบลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน ไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเล็กๆ น้อยๆใช้วิธีการสั่งการหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสนองนโยบายของพรรค โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี เป็นนโยบายตะมุตะมิ เช่น ส่งเสริมปลูกถั่วเขียว โดยไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจะเอามาจากไหนได้มากมายพอที่จะส่งเสริมปลูกได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน..เดือดร้อนหน่วยงานในกำกับดูแลต้องไปหามา..ได้หรือไม่ไม่อาจยืนยัน…

ปี 2563 ที่กำลังจะก้าวต่อไป…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรกำหนดนโยบายการดำเนินงานในเรื่องสำคัญๆ เพื่อให้ข้าราชการมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน เกษตรกรมีความหวังที่จะสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ขอให้การบริหารงาน หรือ การทำงานของรัฐมนตรีในสังกัดเป็นเอกภาพก็เอาละ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 27, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462708

x

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มีเรื่องราวเล่าต่อกันมาในหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ในสังคมออนไลน์บ้างว่า จะมีโครงการผลิตหมอนยางพาราแจกชาวบ้านจำนวน 30 ล้านใบ ใช้งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีคนบวกลบคูณหารแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าหมอนยางพาราที่จะแจกชาวบ้านนี้ตกราคาใบละ 600 บาท

มีคนบวกลบคูณหารอีกเช่นกันบอกว่าหมอนยางพาราผลิตใบเดียวอาจจะใบละ 600 บาทแต่ถ้าผลิต 100 ใบขึ้นไป ราคาจะลดลงเกือบครึ่ง และยิ่งผลิตเป็นหลายสิบล้านใบให้มากที่สุดก็อาจจะตกที่ใบละเพียง 100 บาทเท่านั้น….

ส่วนวิธีการที่จะนำงบประมาณผลิตหมอนยางพารามาจากไหนนั้น ก็เล่าต่อๆกันมาอีกเช่นกันว่า จะให้การยางแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการโดยไปกู้เงิน ธ.ก.ส. มาดำเนินการผลิตหมอนยางพารา และใช้วิธีการออกสลากการกุศล ใช้เวลาประมาณ 1 ปี นำเงินมาคืน ธ.ก.ส. ส่วนหมอนที่ผลิตนั้นก็แจกประชาชนเดือนละ 3 ล้านใบ เป้าหมายของโครงการนี้คือการดึงยางพาราออกจากตลาดได้ 1.5 แสนตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ซึ่งมีคนคัดค้านว่า ปริมาณยางที่ดึงออกจากระบบไปเพียงเท่านี้ไม่น่าจะมีผลให้ราคายางขึ้นมามากมายขนาดนั้น….

ทำไมต้องเป็นหมอนยางพารา คงต้องไปถามเจ้าของความคิดนี้กันเอาเอง….

รู้แต่ว่าหมอนยางพารา เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ผลิตจากยางธรรมชาติ มีความนุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง ไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่เป็นที่เกาะอาศัยของไรฝุ่น หรือแบคทีเรียซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค มีปุ่มนวดเวลาหนุนจึงช่วยในการไหลเวียนโลหิต ลดการนอนกรนได้ ทำความสะอาดง่าย สามารถซักได้ด้วยเครื่องซักผ้า และปั่นแห้งได้ มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรตากแดด

อุตสาหกรรมผลิตหมอนยางพารามีมานานเกือบ 50 ปีแล้ว แต่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย จนกระทั่งยางพาราประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงมีการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆและหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคือ หมอนยางพารา ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีทั้งวิสาหกิจชุมชน และ กลุ่มสหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ และการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในลักษณะอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาอีกไม่น้อย และตลาดของหมอนยางพารายังไม่มีปัญหาทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มิได้มีเฉพาะหมอน แต่ยังมีที่นอน เครื่องนอนสำหรับเด็ก เบาะรองนั่ง อาสนสงฆ์ และหมอนรองคอ เป็นต้น

โครงการแจกหมอนยางพาราจะดำเนินต่อหรือพักไว้ก่อน ต้องรอดูกันต่อไป คนคิดโครงการคงต้องคิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย ผลกระทบกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอยู่แล้วในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์เคยนั่งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกันถึงมาตรการช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ อันเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงว่าจะต้องแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำให้ได้โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ คุยว่าได้ไปเปิดตลาดยางที่อินเดีย 100,000 ตัน มูลค่า 7.5 พันล้านบาท นอกจากนี้การยางแห่งประเทศไทย ยังสามารถเจรจาขายยางSTR20 ให้กับบริษัทเอกชนของจีน และบริษัทเอกชนของฮ่องกง มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกหลายมาตรการ มาตรการแรกคือ การประกันรายได้ชาวสวนยาง สำหรับยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในราคาประกัน ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 57 บาท ยางก้อนถ้วยราคากิโลกรัมละ 23 บาท ซึ่งได้ทยอยโอนเงินส่วนต่างของราคาประกันกับราคาที่เกษตรกรขายได้ให้เกษตรกรไปแล้วงวดแรก เม่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และจะโอนอีก 2 งวด คือ 1 มกราคม และ 1 มีนาคม 2563

มีมาตรการเสริม 11 โครงการ ใช้งบประมาณรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งใช้ยางแห้งเพื่อดูดซับยางออกจากระบบ

โครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเป้าหมายเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม และอื่นๆ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยเป็นของเจ้าของสวน 1,100 บาท และเป็นของคนกรีดยาง 700 บาท และโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร สร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้ ถ้ายังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้ การทำหมอนยางพาราแจกประชาชน 30 ล้านใบ ก็คงช่วยแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ นอกจากจะทำให้ประชาชนมีหมอนเพื่อสุขภาพไปนอนหนุนเล่นเย็นๆ ใจเท่านั้น…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 20, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461263

x

เลาะรั้วเกษตร : เสียแชมป์

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน สั่งให้กรมการข้าว เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยให้ไปศึกษาข้าวกัมพูชา และข้าวเวียดนาม มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง เพื่อจะได้พัฒนาข้าวของไทยให้ดีกว่า

เช่นเดียวกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน ในฐานะที่ดูแลกรมการข้าว ก็เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และจุดอ่อนทำไมข้าวหอมมะลิของไทย จึงพ่ายแพ้ให้กับข้าวเวียดนาม และให้ปรับปรุงข้าวหอมมะลิของไทยให้เมล็ดข้าวมีความยาวมากขึ้น

จากข้อสั่งการของทั้งสองรัฐมนตรี สาเหตุเนื่องมาจากในการประชุมข้าวโลก ประจำปี 2019 ของผู้ค้าข้าวทั่วโลก ที่กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลก หรือ World’s Best Rice ซึ่งผลปรากฏว่า ข้าวหอมมะลิของไทย ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าว ST24 ของเวียดนาม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ข้าวหอมมะลิของไทย ก็พ่ายแพ้ให้กับข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา มาแล้วครั้งหนึ่ง นับเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 2 ปี ถ้าย้อนดูสถิติการประกวด World’s Best Rice ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2552 ข้าวหอมมะลิของไทยก็เคยเสียแชมป์ให้กับข้าวของประเทศอื่นๆ มาแล้ว กล่าวคือ ในปี 2552 และ2553 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ ติดต่อกัน 2 ปี ในปี 2554 เสียแชมป์ให้กับ ข้าวพอซาน ของเมียนมา

ในปี 2555 ข้าว Cambodia Jasmine หรือข้าวมาลีอังกอร์ของกัมพูชา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2556 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา และข้าว California Calrose ของสหรัฐอเมริกา ครองแชมป์ร่วมกัน ในปี 2557 ข้าวหอมมะลิของไทย กับ ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา ครองแชมป์ร่วมกัน ปี 2558 ข้าว Calrose ของสหรัฐอเมริกา ได้รางวัลชนะเลิศ ในปี 2559 และ 25560 ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลชนะเลิศ 2 ปีซ้อน

แต่ในปี 2561 ข้าว Cambodia Jasmine ของกัมพูชา กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง ผลักข้าวหอมมะลิของไทยไปอยู่ในลำดับที่ 2 และ ในปี 2562 นี้ ข้าว ST24 ของเวียดนาม คว้าแชมป์ไปครอง ในขณะที่ ข้าวหอมมะลิของไทย ได้รางวัลที่ 2 อีกเช่นเคย

ข้าว ST24 เป็นข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดข้าว ในงานเทศกาลข้าวเวียดนามครั้งที่ 3 ในปี 2561 เป็นข้าวที่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 20 ปี จนในปี 2557-2558 ได้ทำการปลูกทดสอบคุณสมบัติต่างๆ จนมีความเชื่อมั่น และในปี 2559 เริ่มทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ และในปี 2562 ได้รับการรับรอง จากกระทรวงเกษตรของเวียดนาม ให้เป็นพันธุ์ข้าวแห่งชาติ

ข้าว ST24 มีลักษณะเมล็ดยาว สีขาวใส มีกลิ่นหอม ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และปรับตัวต่อสภาพดินเค็มได้ดี ให้ผลผลิตสูงกว่า 1,300 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับข้าว Cambodia Jasmine ซึ่งชนะเลิศถึง 4 ครั้ง ในปี 2555 2556 2557 และ 2561 นั้น เป็นข้าวเมล็ดยาว มีกลิ่นหอม ลักษณะการหุงต้ม เหมือนข้าวหอมมะลิของไทยมาก จึงมีการวิเคราะห์กันว่า น่าจะเป็นข้าวหอมมะลิที่ไปปลูกที่กัมพูชา ซึ่งข้าวหอมของกัมพูชา มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวผกามะลิ ผกาลำดวล ผกาเขนย เป็นต้น

ในการประกวด World’s Best Rice นั้น กรรมการตัดสินจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคมบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำอาหารในสหรัฐอเมริกา และเชฟผู้มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะ

การที่ปีนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 2 โดยเสียแชมป์ให้กับข้าว TS24 ของเวียดนาม ไม่น่าห่วง หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะเวียดนามส่งออกข้าวประมาณปีละ 7 ล้านตันเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 4.1 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563)โดยหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทน เพราะทุกวันนี้เวียดนามต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

การที่เรียกร้องให้มีการเร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้นั้น เท่าที่ผ่านมากรมการข้าวก็มีข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอแทบทุกปี เพียงแต่ว่าคุณสมบัติของข้าวที่ออกมามีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ปรับปรุงพันธุ์มาเพื่อประกวด ลำพังข้าวหอมมะลิของไทย ก็เป็นข้าวที่สุดยอดอยู่แล้ว อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้ข้าวที่บรรจุถุงจำหน่ายในต่างประเทศ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเป็นข้าวหอมมะลิแท้ ๆ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นมาผสม

อีกประการหนึ่งคือชื่อ จะใช้ชื่ออะไรให้เป็นเอกลักษณ์ของไทย ก็ใช้ให้แน่นอน แม้แต่ในการประกวด World’s Best Rice นี้ก็ตาม บางทีใช้ว่า Thai Jasmine Rice บางทีก็ใช้ Thai Hom Mali Rice

ข้าวแต่ละพันธุ์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาเป็นข้าวพันธุ์ใหม่นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายใน 1-2 ปี แต่ใช้เวลานับ 10 ปี อย่างพันธุ์ TS24 ของเวียดนามนี้ ก็ใช้เวลาถึง 20 ปี การที่ประเทศอื่นจะพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมา และชนะการประกวดบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อย่าไปซีเรียส มาซีเรียสกับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดโดยรัฐไม่ต้องอุ้มทุกปีจะดีกว่า….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

Published December 13, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459830

x

เลาะรั้วเกษตร : ถึงเวลาต้องเติบโต

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ 2 ปีต่อแต่นี้ จะมีข้าราชการที่อยู่ในเจเนอเรชั่น เบบี้บูมเกษียณอายุราชการจำนวนมาก ประกอบกับข้าราชการในเจเนอเรชั่นนี้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์รี่ รีไทร์ จำนวนมากเช่นเดียวกัน แถมในช่วงเวลาหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายการคุมกำเนิดข้าราชการ ทำให้หลายหน่วยงานประสบปัญหาขาดแคลนบุคคลากรที่มีประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ข้าราชการรุ่นต่อๆ ไปให้มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะขึ้นมาแทนรุ่นพี่ หรือที่มักจะกล่าวกันว่า “โตไม่ทัน”

หลายหน่วยงานเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่มีมานานแต่พัฒนา หรือจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ใหญ่ขึ้น และมีภารกิจเพิ่มมากขึ้น อย่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่พัฒนาขึ้นมาจากสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ของในหลวง รัชกาลที่ 9

ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการรวมสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง และกองบินเกษตรจัดตั้งเป็นสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ และบินบริการสนับสนุนการปฏิบัติ งานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการเกษตรอื่นๆ

ในปี 2554 เริ่มมีแนวคิดในการยกฐานะสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงและกองบินเกษตร ขึ้นเป็นกรม มีการนำเสนอ ครม. และ ครม.เห็นชอบในหลักการ จนกระทั่ง 24 มกราคม 2556 ได้มีพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้ง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการการปฏิบัติการฝนหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีความคล่องตัวในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น

กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กรมฝนหลวงฯประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร ในขณะที่ภารกิจมีเพิ่มมากขึ้น เหมือนอย่างที่อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ วราวุธ ขันติยานันท์ เคยเล่าว่าเมื่อปี 2520 มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอยู่เพียง 4 หน่วย จะออกปฏิบัติการช่วยเหลือภัยแล้งเฉพาะกรณีที่มีการร้องขอผ่านมาทางผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วงนั้นซึ่งบางปีแล้งมาก บางปีแล้งน้อยสลับกันไป แต่ต่อมาสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มเป็นไปอย่างกว้างขวาง จากที่เคยมีเพียง10-15 จังหวัด เพิ่มเป็น 30-40 จังหวัด เมื่อมีการร้องขอมาให้ไปทำฝนหลวงพร้อมๆ กัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเริ่มไม่พอ

ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ศูนย์ ประจำ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้
แต่ละศูนย์มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 3-4หน่วย รับผิดชอบพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุรสีห์ กิตติมณฑล บอกว่า ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯ มีอัตรากำลังข้าราชการเพียง 205 อัตรา ลูกจ้าง 144 อัตรา พนักงานราชการ 144 อัตรา ในจำนวนอัตรากำลังทั้งหมดนี้ เป็นนักบิน 75 อัตรา จากภารกิจที่เพิ่มขึ้น คำนวณอัตรากำลังแล้วกรมฝนหลวงฯ ควรมีอัตรากำลังข้าราชการเพิ่มอีก 321 อัตรา พนักงานราชการเพิ่มอีก 475 อัตรา โดยเป็นนักบินอีก 58 อัตรา

จำนวนอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 800 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่า ของที่มีอยู่เดิมนี้ คงไม่สามารถเพิ่มได้ภายในบัดดล กปร. หรือ ก.พ. จะมีความเห็นว่าอย่างไร คงต้องใช้เวลาเวลา แต่อธิบดีสุรสีห์ ก็ยังอยากเพิ่มนักบินภายในปี 2563 นี้อีกสัก 44 อัตรา ที่เหลือก็ทยอยเพิ่มไปจนถึงปี 2565 คงต้องฝากความหวังไว้กับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าว่าจะมีกำลังภายในผลักดันได้มากน้อยเพียงไร

แต่ก็น่าจะวางใจได้ เพราะรัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส ประกาศว่า ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงฯให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร เกษตรกรเดือดร้อน การขาดแคลนน้ำทำให้ผลผลิตเสียหาย ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำไม่รู้ แต่ในยุคของรัฐมนตรีช่วยธรรมนัส จะต้องทำให้สำเร็จ งานเพิ่ม คนต้องเพิ่ม……ว่ากันไป

บุคลากรที่สำคัญของกรมฝนหลวงฯ คือ นักบิน เพราะการทำฝนหลวง ต้องใช้เครื่องบินเป็นพาหนะนำสารเคมีสำหรับทำฝนขึ้นไปโปรยบนก้อนเมฆ ดังนั้นจึงไม่ใช่นักบินธรรมดา แต่เป็นนักบินที่ต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทำฝน รู้ลักษณะการก่อตัวของก้อนเมฆ รู้ขั้นตอนและกรรมวิธีทำฝนเทียมด้วย

การปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง ถ้าไม่ดำเนินการภายใน 5 ปีนี้ จะมีปัญหามาก เพราะนักบินที่มีอยู่จะทยอยเกษียณอายุราชการไปหมด นักบินใหม่ๆ ที่เข้ามาแทนจำเป็นต้องมีการเรียนรู้จากนักบินรุ่นพี่ก่อน ที่สำคัญคือนักบินใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานราชการ จะอยู่กับราชการไม่ได้นานเพราะสถานะไม่มั่นคง ค่าตอบแทนไม่จูงใจ ถ้าเขามีประสบการณ์แล้ว ก็มักจะลาออกไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์

จะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้นักบิน เห็นภารกิจการทำฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ เป็นภารกิจที่มีเกียรติ น่าภาคภูมิใจ สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ทั้งประเทศ ที่สำคัญคือ เป็นการสืบสานพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้ยั่งยืนตลอดไป……การปรับโครงสร้างอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้มากนัก เพราะการมีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ คือไม่มีจิตใจรักองค์ ไม่ทุ่มเทการทำงานเพื่อองค์กร…การมีคนมากก็ไม่เกิดประโยชน์…..ผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร คงต้องช่วยกันคิด…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

Published December 7, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458350

x

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันเดียวกับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดปัจจุบัน ประชุมครั้งแรก เพื่อพิจารณาการแบนสารเคมี 3 ชนิดอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กัน คือ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ รองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

ทำให้ต้องย้อนกลับไปค้นหาที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อวงการสารเคมีอยู่มากทีเดียว และน่าจะมีบทบาทในเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการชุดนี้กลับเงียบเชียบ และไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1(พ.ศ. 2540-2544) ต่อมา พ.ศ. 2545 มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่ง แผนแม่บททั้ง 2ฉบับ เป็นความพยายามที่จะบริหารจัดการสารเคมีทุกชนิดที่หลายหน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบให้เป็นเอกภาพ

ในปี 2550 มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งมีทิศทางที่ต่อเนื่องจากแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และมีการบูรณาการแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีนโยบายเดียวในการบริหารจัดการสารเคมีของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 คือ ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก่อให้เกิดการจัดการสารเคมีของประเทศที่เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายด้านสารเคมี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล” รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

การขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ดำเนินการโดย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เมื่อพัฒนามาเป็น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ คณะกรรมการจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการยังคงเดิม คือประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการและเครือข่ายวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

เมื่อระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ใกล้จะสิ้นสุด ได้มีการเสนอแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2555-2564) เป็นแผนระยะยาว 10 ปี เสนอในสมัยที่ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อเดือนเมษายน 2554

ฉบับที่ 4 นี้ มีเป้าประสงค์ว่า “ภายในปี 2564 สังคม และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย บนพื้นฐานของการจัดการสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ พัฒนาฐานข้อมูล กลไก เครื่องมือในการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบครบวงจร ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพและบทบาทในการบริหารจัดการสารเคมีของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีใน 3 แนวทาง คือ ป้องกันอันตรายจากสารเคมี เฝ้าระวังและตรวจสอบผลกระทบจากสารเคมี รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาเยียวยา และฟื้นฟู

กำหนดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุก 2 ปี และแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานออกเป็น 3ระยะ คือ ระยะต้น (พ.ศ. 2555 – 2558) ระยะกลาง (พ.ศ. 2559 – 2561) และระยะปลาย (พ.ศ. 2562 – 2564) มีเป้าหมาย คือ มีกลไกและระบบบริหารจัดการสารเคมีของประเทศที่คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนมีศักยภาพในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากสารเคมี และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการจัดการสารเคมีของประเทศ

ในแผนปฏิบัติการระยะต้น ได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการสารเคมี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีขึ้นมาภายใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ในปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมี โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….ขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2562

แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อปี 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีไว้เพียงให้ทบทวน วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายสารเคมี เท่านั้น ไม่ได้ให้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่

จึงน่าจับตาว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติในปัจจุบัน จะจัดการสารเคมีของประเทศต่อไปอย่างไร และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีของประเทศ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ฉบับที่1-4 ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละฉบับบ้างหรือไม่…..เพราะเท่าที่มีข้อมูล ดูเหมือนจะยังไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นระบบสักเท่าไร เพราะถ้าเป็นระบบจริงแล้ว ปัญหาการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะต้องไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

Published November 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457018

x

เลาะรั้วเกษตร : ด้วยความเป็นห่วง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระยะนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับภาคเกษตรขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ และข่าวที่สื่อมวลชนนำมาเป็นประเด็นร้อนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝีปากกล้าของจังหวัดราชบุรี ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ทำให้มีชื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากหายหน้าไปจากวงการนานนับเดือน

อีกข่าวหนึ่ง คงไม่พ้นเรื่องการแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ อีกท่านหนึ่ง คือ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ตามติดการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่ยังคงเหลืออยู่ในมือผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์เลยทีเดียว แถมยังมอบหมายประธานที่ปรึกษา ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ แจงกับสื่อเกี่ยวกับตัวเลขสต๊อกที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด (สต๊อกมีชีวิต) ละเอียดยิบ แบบไม่รักษาหน้าหน่วยงานที่เคยนั่งในตำแหน่งอธิบดีมาก่อน แถมยังยืนยันมาตรา 52 ของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่มีไว้ในครอบครองนั้นเอง

เงื่อนไขนี้น่าจะใช้ในกรณีของสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่า แต่นี่เป็นสารเคมีที่เขาเสียเงินซื้อและนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายบอกให้เขาเสียเงินทำลายของของเขาเอง…เขาคงยอมกัน..

วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเกษตรกรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเกษตร ออกมารวมพลังสวมเสื้อดำที่มีข้อความบนอกเสื้อว่า “แบน NGO # SAVE เกษตรกรไทย”และแยกกันเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

สาระสำคัญของหนังสือทั้ง 3 ฉบับ กล่าวถึงผลกระทบของการแบนสารเคมี 3 ชนิด และให้รัฐบาลทบทวนมติของ คณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะเป็นผู้ที่ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

การออกมารวมพลังกันครั้งนี้ เกษตรกรมาจากหลายจังหวัด จำนวนหลายพันคน มีสายข่าวบอกว่า บางจังหวัดถูกผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งสกัดไม่ให้มาร่วมเรียกร้องในครั้งนี้ ถึงอย่างนั้นก็นับว่าเป็นการรวมพลังที่ใช้ได้ทีเดียว นี่ขนาดเปลี่ยนวันจากวันที่ 28 พฤศจิกายน มาเป็นวันที่26 พฤศจิกายน เพื่อที่จะส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ กันในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อย่างมากเพราะคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับระดับคลอร์ไพริฟอส และ พาราควอต จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4แต่ให้ชะลอกการยกเลิกการใช้ออกไป 6 เดือน เพื่อให้หาวิธีการและสารทดแทนอย่างเหมาะสมส่วนไกลโฟเซตนั้นไม่ยกเลิกการใช้แต่ให้จำกัดการใช้ งานนี้จะสร้างรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิด ก็ยังคงต้องว่ากันต่อไป เพราะยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ฝากท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทำอะไรกรุณาพิจารณาให้รอบคอบเพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่คนเดียว ยังต้องค้าขายกับประเทศอื่นๆ และยังเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศอีกหลายองค์กรที่มีกฎ กติกา มารยาท ต้องปฏิบัติตามอีกหลายประการ ก่อนจะประกาศนโยบายอะไรออกมา กรุณาศึกษากันอย่างรอบด้าน และปรึกษาหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมิเช่นนั้นก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาอีก

ระหว่างที่เกษตรกรออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนแม่บทการจัดการสารเคมีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กำกับเร่งรัดติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของแผนแม่บทการจัดการสารเคมี และสนับสนุนให้มีการบูรณาการทำงานและงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมรวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีที่เหมาะสมตามความจำเป็น และปฏิบัติงาน หรือดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

คณะกรรมการชุดนี้เดิม ชื่อ “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี” จัดตั้งขึ้นภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นแผนที่บูรณาการทำงานร่วมกันโดยหลายกระทรวงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ขึ้น มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นห่วงว่า รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ชุดนี้ ท่านจะจัดการเป็นเพียงอย่างเดียวคือ การแบน เท่านั้น ด้วยเหตุผล เพื่อสุขภาพของประชาชน…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

Published November 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455496

x

เลาะรั้วเกษตร : แปลกดีนะ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยังไม่ทันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะต้องห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออกและห้ามมีไว้ในครอบครอง กรมวิชาการเกษตร ก็ชิงมีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ลงนามโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562

คำสั่งดังกล่าว ระบุให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรดูแล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ดังนั้นผู้มีไว้ในครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองให้กรมวิชาการเกษตร ทราบภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าว เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป)

นอกจากนี้ผู้มีไว้ในครอบครองจะต้องส่งมอบวัตถุอันตรายตามปริมาณที่แจ้งให้กับกรมวิชาการเกษตร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรทราบ

หน่วยงานที่รับแจ้ง และรับมอบวัตถุอันตราย 3 ชนิดดังกล่าว ประกอบด้วย สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในส่วนภูมิภาค แจ้งและส่งมอบได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตทั้ง8 เขต ของกรมวิชาการเกษตร ที่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และ สงขลา

คำสั่งกรมวิชาการเกษตรดังกล่าวนี้อ้างว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 มาตรา 43 และมาตรา 52 แห่งพระราช
บัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 อำนาจนั้นมีว่าอย่างไร ไปตรวจสอบกันเองนะขอรับ…

ว่าแต่เสียงสะท้อนจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการประกาศให้สารเคมี 3 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไม่เห็นแถลงให้ทราบกันบ้างเลย…

ที่สำคัญ คำสั่งนี้น่าจะไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการเพราะตอนที่เขานำเข้ามาอนุญาตให้เขานำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนร้ายกลับมายึดของเขาไปโดยไม่พูดถึงการชดเชยหรือการเยียวยาความเสียหาย….แปลกดี..

วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมความเห็นจากสมาคมต่างๆ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมาคมที่เสนอความเห็นมานี้ล้วนมีบทบาทต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และการส่งออก เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนใหญ่เสนอความเห็นให้มีการทบทวนมติการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้เป็นต้นไป โดยอยากให้ชะลอการยกเลิกไว้ระยะหนึ่ง เพื่อหาวิธีการหรือหาสารทดแทนที่ชัดเจนก่อนที่จะยกเลิก และระยะเวลาที่ชะลอออกไปนี้ก็ให้ใช้วิธีจำกัดการใช้ รวมทั้งให้ความรู้กับเกษตรกรให้ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องพร้อมกันไปด้วย

ถ้าคิดอย่างรอบด้าน การชลอการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ออกไป น่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย เกษตรกรยังมีสารเคมี 3 ชนิด ใช้ในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากการอบรมอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตพืชสำคัญ เช่น อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ยางพารา ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการก็สามารถจำหน่ายสารเคมีที่ผลิต หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านี้จนกว่าจะหมด หรือเหลือน้อยที่สุด การค้นหาวิธีการ หรือสารทดแทน ก็มีเวลาที่จะศึกษาค้นคว้า ทดลองจนแน่ใจว่าสามารถกำจัดวัชพืช/ศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาเท่าเทียมกับสารเคมีชนิดเดิม

ขออย่างเดียว อย่าอ้างสุขภาพของประชาชนรอไม่ได้อย่างที่เคยอ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีเหล้า และบุหรี่ที่ทำลายสุขภาพของประชาชน ขายอยู่ในท้องตลาด การที่สารเคมี 3 ชนิด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนยังคงมีขายอยู่ ก็ไม่ต่างกัน….

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิต ที่อ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และชีวภาพ รวม 5 แห่ง ใน 3 จังหวัด คือ ปทุมธานี 1 แห่ง นนทบุรี 2 แห่ง และนครราชสีมา 2 แห่ง ซึ่งมีทั้งสถานที่ผลิต ร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิต และโกดังเก็บวัตถุอันตราย

จากการที่มีผู้ร้องทุกข์ผ่านทางศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจค้นพบว่าผลิตภัณฑ์อินทรีย์และชีวภาพเหล่านั้นไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการผลิตเพื่อจำหน่าย ยิ่งไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต ที่กรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งล่าสุดให้เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 เสียด้วย

เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ผสมพาราควอต และไกลโฟเซต เคยมีข่าวมาก่อนนี้แล้ว จากกรณีที่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านหนึ่ง มีบัญชีรายชื่อสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ แต่โป๊ะแตก เพราะจากการตรวจสอบพบว่า สารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของ ไกลโฟเซต และพาราควอต แบบเดียวกันนี้เลย…..และเชื่อว่ายังมีอีกเยอะที่ยังตรวจไม่พบ….

แว่นขยาย

%d bloggers like this: