เลาะรั้วเกษตร : ปลูกได้ก็โค่นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475852

x

เลาะรั้วเกษตร : ปลูกได้ก็โค่นได้

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2547 สมัยนายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีช่วยว่าการ ชื่อเนวิน ชิดชอบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า โครงการยางล้านไร่

โครงการนี้ รัฐบาลต้องการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปใน 36 จังหวัด เป็นจังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด พื้นที่ 3 แสนไร่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด พื้นที่ 7 แสนไร่ ใช้งบประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูงในยุคนั้น

วัตถุประสงค์ของโครงการก็กำหนดไว้อย่างน่าชื่นชม คือ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน และเพื่อให้มีผลผลิตยางสอดคล้องกับความต้องการยางของโลกที่มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ต่อปี ขณะที่อัตราการผลิตยางของโลกเพิ่มขึ้น 2.04 ต่อปี ถ้าไม่เพิ่มปริมาณการผลิตยางเสียแต่บัดนั้น นับไปอีก 4 ปี โลกจะขาดแคลนยาง (ข้อมูล ณ ขณะนั้น)

คงจำกันได้อีกว่า โครงการนี้มีการว่าจ้างบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรของไทย เป็นผู้ผลิตกล้ายางให้กับโครงการ แต่มีการร้องเรียนว่ากล้ายางไม่ได้คุณภาพ มีการทุจริต คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง นั่นหมายถึงพิสูจน์ได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างผลิตกล้ายางเป็นไปโดยถูกต้อง

โครงการยางล้านไร่ ต้องใช้กล้ายาง 90 ล้านต้น ซึ่งบริษัทผู้รับจ้างผลิตกล้ายางจะต้องผลิตกล้ายางส่งมอบให้เกษตรกรเป็น 3 ระยะ ปีแรก 18 ล้านต้น ปี 2548 ต้องส่งมอบ 27 ล้านต้น และ ปี 2549 ต้องส่งมอบจำนวนที่เหลือทั้งหมด 45 ล้านต้น ซึ่งปีสุดท้ายนี้ บริษัทไม่สามารถส่งมอบกล้ายางได้ตามจำนวนที่ โดยให้เหตุผลว่าประสบภัยธรรมชาติ จึงขอต่อสัญญา ตามข่าวระบุว่า กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นคู่สัญญากับบริษัท แจ้งให้บริษัททราบว่ายินยอมให้ต่อสัญญา

แต่ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น หรือเกิดช่องว่างทางการสื่อสาร หรือทางเอกสารต่างๆ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร (ซึ่งเปลี่ยนเกือบทุกปี) เมื่อครบเวลาต่อสัญญา บริษัทจะส่งมอบกล้ายาง แต่ทางหน่วยงานคู่สัญญาบอกว่าขอยกเลิกโครงการ และไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้บริษัทต่อสัญญาแต่อย่างใด บริษัทจึงฟ้องร้องหน่วยงานคู่สัญญา คือ กรมวิชาการเกษตร เรียกค่าเสียหายกว่า 1,700 ล้านบาท และสุดท้ายศาลฎีกาตัดสินเมื่อปี 2560 ให้บริษัทชนะคดี กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายตามนั้น…กรมเป็นหน่วยราชการจะเอาเงินไปให้เอกชนเฉยๆก็คงไม่ได้ จำเป็นต้องไล่บี้ค่าเสียหายเอากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่ลงนามยกเลิกสัญญา…..นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า…สำหรับโครงการยางล้านไร่ ที่เริ่มต้นจากคนหนึ่ง แต่ไปจบกับอีกคนหนึ่ง และเป็นจบที่ไม่สวยเสียด้วย…..

มาถึงวันนี้ยางล้านไร่ในวันนั้น ได้แก้ปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรจำนวนกว่า 1.4 แสนราย ที่ร่วมโครงการในวันนั้นหรือไม่ ไม่มีใครประเมินผลโครงการมายืนยัน แต่ที่แน่ๆเกษตรกรผู้ปลูกยางในวันนี้ได้รับผลกระทบกับราคาผลผลิตยางตกต่ำอย่างแน่นอน แม้ว่าราคายางเคยขึ้นไปถึงกิโลกรัม 172 บาทในปี 2554 แต่ยางล้านไร่เมื่อปี 2547 ก็ยังไม่ได้รับอานิสงส์ เพราะคงยังกรีดไม่ได้ หรือ เพิ่งเริ่มกรีดได้ แต่หลังจากปี 2554 เป็นต้นมา ราคายางก็เริ่มตกต่ำมาเป็นลำดับ จนทำให้รัฐบาลในสมัยต่อๆ มาต้องหาทางแก้ปัญหาราคายางมาโดยตลอด

นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พื้นที่ปลูกยางของไทยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากประมาณ 16 ล้านไร่ จนถึงปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 23.3 ล้านไร่ มากเป็นที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย คงไม่ใช่การส่งเสริมปลูกยางล้านไร่ในปี 2547 เพียงอย่างเดียว ยังมีราคายางที่เคยเพิ่มสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 100 บาท ก็เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรที่อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น หันมาปลูกยางพาราเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

มาถึงวันนี้ จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เสนอยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี ให้ ครม. พิจารณา และครม. เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ ลดพื้นที่ปลูกยางลงจาก  23.3 ล้านไร่ เหลือ 18.4 ล้านไร่  เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยมีเป้าหมายปริมาณผลผลิตยางเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 224 กิโลกรัม/ไร่ เป็นเฉลี่ย 360 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ จากร้อยละ 13.6 เป็นร้อยละ 35เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพารา จาก 250,000 ล้านบาท/ปี เป็น 800,000 ล้านบาท/ปี และ เพิ่มรายได้จากการทำสวนยาง จาก 11,984 บาท/ไร่ เป็น 19,800 บาท/ไร่

ส่วนวิธีการจะทำอย่างไรให้ได้ตามนั้น คงต้องติดตามดู….ว่าแต่ 20 ปี จะตามดูไหวไหม….

ล่าสุดมีคณะทำงานศึกษาการทำสวนยางอย่างยั่งยืนของกยท. มีข้อเสนอว่า ให้ลดปริมาณจำนวนต้นยางที่ปลูกจากไร่ละ70-80 ต้น เหลือเพียง 35-40 ต้น โดยจะของบกลางจากรัฐบาลปีละ 2,000 ล้านบาท มาจูงใจให้ชาวสวนยางโค่นยางเพิ่มจากไร่ละ 16,000 บาท เป็น 26,000 บาท ซึ่งจะทำให้สามารถลดพื้นที่ปลูกยางลงได้ร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ และจะทำให้ผลผลิตยางหายไป 2 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางสูงขึ้น

คนคิด ก็คิดกันไป วันหนึ่งบอกให้ปลูกยางเพิ่ม วันดีคืนร้าย บอกให้โค่นยางทิ้ง ทั้งให้ปลูกยางเพิ่ม และโค่นยางทิ้งล้วนแต่ใช้งบประมาณมหาศาล ก่อนจะออกมาเป็นนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติ คิดกันให้รอบคอบก่อนดีไหม….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474275

x

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อ 2-3 วันก่อนเข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร บังเอิญคลิกเข้าไปในเมนู รับฟังความคิดเห็น จึงพบว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ สำหรับผู้ผลิต และจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตร นั่นคือ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ…….” ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่เงียบมาก

พยายามค้นหาข่าวว่ามีการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้บ้างไหม ก็พบอยู่เพียงสื่อเดียว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563แม้ในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรให้รู้ว่าเป็นเรื่องใหม่ หรือมีความสำคัญ ในเมนูรับฟังความคิดเห็นถ้าไม่คลิกเข้าไปดูก็จะไม่ทราบว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นเรื่องใด

เข้าไปในเว็บไซต์ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จึงได้พบว่ามีการรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้อยู่ โดยใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ ลงเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มกราคม เช่นเดียวกัน ตามปกติการรับฟังความคิดเห็นจะต้องใช้วิธีการจัดประชุม จึงจะได้ความคิดเห็นที่ชัดเจนตรวจสอบได้ เพราะจะเห็นหน้าค่าตาคนที่ร่วมประชุมกันอยู่ อาจจะมีข้อขัดแย้งบ้าง ไรบ้าง แต่ความเห็นที่ได้รับจากการประชุมค่อนข้างจะชัดเจน

การรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ เพิ่งมีมาในระยะหลัง ไม่แน่ใจว่าจะมีคนเข้าไปให้ความเห็นสักกี่คน ยิ่งถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่ค่อยมีการอาศัยปากต่อปากบอกต่อๆ กัน ก็อาจจะพอได้บ้าง ในความเห็นส่วนตัวมองว่าการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์อาจจะมีการเบี่ยงเบนเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่อยากให้เป็น..

แต่ในสถานการณ์ที่กรมวิชาการเกษตร ถูกตัดงบประมาณลงอย่างมากมายเช่นนี้ การรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์ ก็พอยอมรับได้เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ระยะเวลาการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพียง 16 วัน (28 มกราคม -12 กุมภาพันธ์ 2563) อาจจะน้อยเกินไป

ถึงวันนี้ ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้ว ผลการรับฟังความคิดเห็นเป็นเช่นไรยังไม่ทราบ…

อย่างไรก็ตาม ขอกล่าวถึงสาระสำคัญของ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้พอสังเขป….ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้ ให้ยกเลิกความในหมวด 2 ของประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2547”

หมวดที่ 2 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ผลิตและเก็บรักษา” ฉบับเดิม ระบุเฉพาะ “วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือชนิดที่ 3” แต่ร่างประกาศฉบับใหม่ ใช้คำว่า “วัตถุอันตราย” เฉยๆ

ประกาศฉบับเดิม กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตราย จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์และระบบ ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิตผู้ใช้วัตถุอันตราย และสภาพแวดล้อม ต้องจัดให้มีมาตรการและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต หรือเก็บรักษาวัตถุอันตราย จัดให้มีผู้ควบคุมการผลิต จัดให้มีการบันทึกการผลิตวัตถุอันตรายแต่ละครั้งของการผลิต ผู้ผลิตต้องตรวจสอบสารสำคัญและส่วนประกอบของวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุ ฉลากที่ปิดบนภาชนะบรรจุ ต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีผลิต และต้องรายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้ว รวมทั้งต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดน้ำเสีย

ร่างประกาศฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสถานที่ผลิตวัตถุอันตราย ซึ่งประกอบด้วย สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สถานที่ต้องได้รับการรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO140001 และมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายต้องมีลักษณะตรงตามที่กำหนด เช่น ต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังเพดาน และหลังคาต้องเป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามเมื่อเกิดไฟไหม้ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ ต้องติดป้าย “วัตถุอันตราย” อักษรสีแดงบนพื้นขาว บริเวณทางเข้าอาคาร ในสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย ต้องติดป้ายแสดงชื่อวัตถุอันตราย และป้ายคำเตือนสำหรับผู้ปฎิบัติงาน

อุปกรณ์การผลิต การผสมปรุงแต่งวัตถุอันตรายชนิดที่เป็นของเหลว ชนิดผง และชนิดเม็ด ต้องมีอุปกรณ์ตามที่กำหนดในประกาศ การแบ่งบรรจุวัตถุอันตรายทั้งชนิดเหลว ชนิดผงและชนิดเม็ดต้องปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศ ให้แยกเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสารกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะ ห้ามใช้ผลิตสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น

มีการกำหนดวิธีการจัดการวัตถุดิบและลักษณะของภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ผู้ผลิตวัตถุอันตรายชนิดจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ นอกจากนี้การผลิตวัตถุอันตรายทุกชนิดต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีการผลิตด้วย ข้อปฎิบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือผู้ผลิตต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมการจัดการน้ำเสีย และการจัดการข้อร้องเรียน

แทบจะเรียกได้ว่าร่างประกาศบับใหม่นี้ เป็นเรื่องใหม่เกือบทั้งหมด…ผู้ผลิต…ไหวไหม…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472765

x

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานเกษตรแฟร์ 2563 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมใหม่ เพื่อไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ต้องเขียนถึงเกษตรแฟร์ปีนี้เพราะมีอะไรที่ดูเปลี่ยนไปจากหลายปีที่ผ่านมา และที่เพิ่งมาเขียนถึงเอาเมื่องานจบไปแล้วเพราะเพิ่งมีโอกาสไปเดินในงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ซึ่งก็เกือบจะวันสุดท้ายของงานแล้ว

เกษตรแฟร์ปีนี้มีผังงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปีที่ผ่านๆ มา จะเริ่มจากประตู 1 ถนนงามวงศ์วานคือนับตั้งแต่มุมธนาคาร กรุงศรีอยุธยา ไปตามถนนจันทรสถิตย์ ที่ขนานกับถนนงามวงศ์วาน เป็นต้นไป จนถึงอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริฯ ไปตามถนนจักรพันธ์ และจะมีซอยแยกข้างอาคารวชิรานุสรณ์ ไปตามถนนชูชาติกำภูจนจรดถนนจันทรสถิตย์

มาปีนี้ เกษตรแฟร์เริ่มจากประตูถนนพหลโยธิน วนรอบสระพระพิรุณหน้าหอประชุมใหญ่ ผ่านหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง ผ่านหน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ จนจรดประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่จัดงานที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมพื้นที่ที่เพิ่มมาตรงนี้เพื่อเรียกแขกจากรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่เพิ่งทดลองให้บริการมาเมื่อปลายปีที่แล้วหรืออย่างไรไม่ยืนยัน แต่เท่าที่สังเกตดูก็น่าจะเรียกแขกกลุ่มนี้ได้มากทีเดียว

บริเวณรอบสระพระพิรุณเป็นตลาดน้ำแทนตลาดน้ำเดิมที่ปีก่อนๆ จะอยู่หน้าสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร เป็นตลาดน้ำที่ไม่ได้ลงไปในสระน้ำ แต่เป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงหรือได้รับความนิยมจากตลาดน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

ต่อจากตลาดน้ำ ตั้งแต่แยกกรมประมง ไปจนถึงประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่ที่เรียกว่าโซน SME จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านค้าของสมาพันธ์ SME ไทย

ส่วนพื้นที่เดิมที่เคยจัดเมื่อปีก่อนๆก็ยังเหมือนเดิม คือ โซนจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร โซนต้นไม้สลับกับเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร โซนสินค้าแฮนด์เมด และ DIY โซนจำหน่ายสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์ โซนสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม ซึ่งทราบมาว่าปีนี้ จังหวัดศรีสะเกษ มาโปรโมทหอมแดงศรีสะเกษ GI ด้วย แต่ร้านจำหน่าย หอม กระเทียม ก็มีไม่มากนัก เช่นเดียวกับ มะขามหวาน ที่ปีนี้ดูจะแพ้สตรอเบอร์รี่ และ เคปกูสเบอร์รี่ ที่มีมาจำหน่ายมากกว่าทุกปี

โซน เค.ยู. ช้อปปิ้งมอลล์ ซึ่งเป็นเต็นท์ติดแอร์ซึ่งมีอยู่เต็นท์เดียวกับสินค้าเจ้าประจำ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหนัง ที่เรียกว่าเจ้าประจำ เพราะสินค้าก็จะเหมือนเดิมเช่นทุก ภายในช้อปปิ้งมอลล์นี้ยังมีสินค้าจากมูลนิธิในพระองค์ต่างๆ เช่น ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร้านมูลนิธิโครงการหลวง ร้านมูลนิธิจุฬาภรณ์ ร้านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นต้น

ต่อจากเค.ยู.ช้อปปิ้งมอลล์ ก็จะเป็น เค.ยู.เอาท์เล็ต และร้านค้าของหน่วยราชการ และธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นเต็นท์ไม่ติดแอร์ แต่ปีนี้เดินได้อย่างสบายๆ คนไม่หนาแน่น ไม่ทราบว่าไวรัส COVID-19 เป็นเหตุหรือเปล่าทำให้คนหลีกเลี่ยงที่จะมาอยู่ในที่แออัดด้วยผู้คน

ที่น่าสนใจคือ Amazing Zone ที่เห็นป้ายชื่อโซนแล้วก็ให้อยากรู้ว่าจะมีอะไรให้ Amazing พอได้เห็นก็ต้องบอกว่าแปลกใจเหมือนกัน แปลกที่ว่าปีนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จับมือกับกรมราชทัณฑ์ นำสินค้าจากทัณฑสถานของจังหวัดต่างๆ มาจำหน่าย โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของราชทัณฑ์ รวมทั้งสินค้าที่เป็นฝีมือจากผู้ต้องขังหญิง ประเภทเสื้อผ้า สิ่งทอ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ สินค้าแฮนด์เมด ของใช้ต่างๆ ซึ่งฝีมือใช้ได้ทีเดียว ราคาไม่แพง

บนอาคารจักรพันธ์ฯ ซึ่งเป็นเพียงสถานที่เดียวที่มีการแสดงผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย การนำเสนอยังเหมือนเดิม คือตั้งเป็นโต๊ะๆ มีนิสิต หรือเจ้าของผลงานคอยนั่งให้ข้อมูลเมื่อมีคนสนใจเข้ามาไถ่ถาม ถ้าไม่ถามก็แล้วไป แต่ก็จะมีป้ายข้อมูลแบบสรุปให้อ่าน หรือมีคิวอาร์โคดให้สแกนไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ที่จำได้ คือ มีพันธุ์พืชใหม่อยู่ 2-3 ชนิด คือ ข้าวโพด กับมันสำปะหลัง ข้าวโพดที่ว่า เป็นข้าวโพดสีม่วง เป็นข้าวโพดหวานที่เขาบอกว่ามีสารแอนโทไซยานินสูง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อพันธุ์ อีกพืชหนึ่งคือมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 80 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 5.8 ตันต่อไร่ปริมาณแป้งหัวสดสูงเฉลี่ย 28-32%ทนต่อสภาวะฝนทิ้งช่วง และ หรือถ้าเจอฝนมากๆ ก็ทนต่อสภาวะหัวเน่าด้วย

ในเรื่องของการประกวด เกษตรแฟร์ปีนี้ มีการประกวดหลายประเภทมีทั้งประกวดกล้วยไม้ ไม้ประดับ ผลไม้ ประกวดสัตว์เลี้ยง แพะ แกะ และแมว ประกวดปลากัด ประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกวดวาดภาพและแข่งขันจัดตู้ปลา

ที่น่าสังเกตงานเกษตรแฟร์ปีนี้นอกจากเพิ่มพื้นที่ร้านค้าด้านประตูพหลโยธิน และปริมาณคนไม่หนาแน่นเช่นทุกปีแล้ว เต๊นท์ต่างๆ ยังดูกว้างขวางเดินสบายๆ ไม่ร้อน ไม่สกปรก ดูจากโซนมะขามหวาน ทุกปีเปลือกมะขามจะกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น มาปีนี้มีถุงขยะให้ใส่เปลือกอยู่หน้าร้าน พื้นไม่เลอะเทอะเหมือนทุกปี ที่แน่ๆ คือ รายได้จากร้านค้าปีนี้น่าจะมากกว่าทุกปี แต่ร้านค้าที่มาจำหน่ายสินค้าอาจจะขายได้น้อยกว่าทุกปี..(รึเปล่า)

วันนี้ว่าด้วยเรื่องเบาๆ ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ….กับงานเกษตรแฟร์ที่เด็กๆ นิสิต บอกว่า “ใครไม่แฟร์แต่เราแฟร์”…..จะ Fair (ตลาดนัด)หรือ ไม่ Fair (ยุติธรรม) ก็ Fairเหมือนกัน…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สินค้าเกษตร GI #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471276

x

เลาะรั้วเกษตร : สินค้าเกษตร GI

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับสินค้าเกษตร 2 ชนิด คือ มะพร้าวทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และข้าวไร่ดอกข่าพังงา โดยระบุคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ดังนี้

มะพร้าวทับสะแก หมายถึงมะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูง พันธุ์สวีลูกผสม 1 และพันธุ์ผสมชุมพร 2 ซึ่งมีผลขนาดใหญ่ รูปทรงกลมหรือรีเล็กน้อย เปลือกหนา เนื้อมะพร้าวสีขาวหนา 2 ชั้น ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง รสชาติ (กะทิ) หอมและมัน ปลูกในพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อยและอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะตำบลเกาะหลัก ตำบลคลองวาฬ และตำบลห้วยทราย ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ข้าวไร่ดอกข่าพังงา หมายถึงข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่มีสีน้ำตาลแดงอมม่วง สีแดง หรือสีแดงแกมขาว เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาว เมื่อหุงสุกจะมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย หุงขึ้นหม้อ ไม่แข็ง รสชาติอร่อย ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง และอำเภอเมืองพังงา ของจังหวัดพังงา

นี่เป็นเพียงสินค้าเกษตร GI เพียง 2 ชนิด ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนในปี 2563 นี้เท่านั้น ยังมีสินค้าเกษตรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI อีกเป็นจำนวนมาก ตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่ามีสินค้าข้าว 12 รายการ เช่น ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ขาวก่ำล้านนาข้าวเหลืองปะทิวชุมพร ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เป็นต้น

มีสินค้าอาหาร 22 รายการ เช่น หมูย่างเมืองตรัง เนื้อโคขุนโพนยางคำ ข้าวแต๋นลำปาง น้ำตาลโตนดเมืองเพชร ปลาช่อนแม่ลา เป็นต้น ผักผลไม้ 56 รายการ เช่น ส้มโอนครชัย ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง สับปะรดภูแล เชียงราย ลองกองตันหยงมัส มะขามหวานเพชรบูรณ์ ทุเรียนนนท์ ทุเรียนป่าละอูทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ กล้วยไข่กำแพงเพชร ลินจี่ค่อมสมุทรสงคราม เป็นต้น

สินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย 10 รายการ เช่น ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าหมักโคลนหนองสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสินค้าหัตถกรรมอุตสาหกรรม ไวน์ และสุรา เช่น จักสานพนัสนิคม เสื่อจันทบูร ร่มบ่อสร้าง ครกหินอ่างศิลา เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ศิลาดลเชียงใหม่ ชามไก่ลำปาง มุกภูเก็ต สังคโลกสุโขทัย ไวน์เขาใหญ่ และไวน์ที่ราบสูงภูเรือ เป็นต้น

สินค้าบางรายการมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี แต่คนทั่วไปไม่ทราบว่าเป็นสินค้า GI สินค้าบางรายการไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแต่พอประกาศเป็นสินค้า GI ก็ได้รับความสนใจขึ้นมาทันที อันหมายรวมไปถึงราคาสินค้าที่ขยับขึ้นตามชื่อเสียงไปด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้มอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า จีไอ (GI : Geographical Indication) ให้กับสินค้าทางภาคใต้ 5 รายการ ได้แก่ ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา ทุเรียนสาลิกาพังงา ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง จำปาดะสตูล และกาแฟเมืองกระบี่

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี จุลินทร์ ยังประกาศนโยบายส่งเสริมสินค้า GI ครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับท้องถิ่น ยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ทั้งมอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้คัดเลือกสินค้าในท้องถิ่นที่สามารถผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แถมยังคุยว่า ที่ผ่านมาสินค้า GI สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท

ในบรรดาสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI นั้น สินค้าเกษตรค่อนข้างจะเสี่ยงกับคุณภาพของสินค้าที่อาจจะไม่มีความแน่นอนตรงตามคุณลักษณะที่จดทะเบียนไว้
โดยเฉพาะรสชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ปุ๋ย อากาศ อุณหภูมิ รวมถึงการเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาภายหลังเก็บเกี่ยว แม้จะปลูกในพื้นที่ตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดที่จดทะเบียน แต่รสชาติอาจไม่เป็นไปตามนั้น ที่พบบ่อยคือ สินค้าประเภทผลผลิตพืชต่าง ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคเข้าใจ คือ สินค้าเกษตรชนิดเดียวกันและชื่อเดียวกันกับสินค้า GI เข้าใจว่าเป็นสินค้า GI ทั้งหมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะสินค้าชนิดเดียวกัน ชื่อเดียวกัน แต่ถ้าไม่ได้ปลูกในพื้นที่ที่ระบุไว้ในรายละเอียดการจดทะเบียน และไม่ได้ตรารับรองว่าเป็นสินค้า GI ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสินค้า GI เพราะอาจจะมีคุณลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดที่ขอจดทะเบียน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ขอจดทะเบียนสินค้า GI จึงต้องมีระบบควบคุมคุณภาพ ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด หรือ จ้างผู้ตรวจสอบรับรองที่เรียกว่า CB (Certification Body) มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานซึ่งมีรายละเอียด วิธีการ ขั้นตอนการผลิตเพื่อให้คงคุณภาพตามที่ระบุไว้ตามที่ขอจดทะเบียน รวมทั้งจัดทำแผนควบคุม วิธีการตรวจสอบ ความถี่ในการตรวจสอบ เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการดำเนินการตามคู่มือปฏิบัติงาน

ถ้าสินค้าที่ประกาศ หรือประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสินค้า GI แต่ไม่มีตราสัญญลักษณ์รับรอง และมีคุณสมบัติ คุณลักษณะ หรือรสชาติแตกต่างไปจากที่ขอจดทะเบียนไว้ ย่อมจะทำให้สินค้าที่เป็น GI จริง ๆ เสียชื่อเสียงได้ และผู้บริโภคก็จะไม่ศรัทธาสินค้า GI อีกต่อไป….ก่อนจะผลักดันให้มีสินค้า GI เกิดขึ้นมากมาย คงต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อนทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ว่าอะไรคือ GI

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ไม่ใช่ไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469752

x

เลาะรั้วเกษตร : ไม่ใช่ไม่รู้

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกเหนือจากปัญหานักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากลทั้งเรื่องการรุกพื้นที่ป่า และการลงคะแนนสนับสนุนการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณในมาตราต่างๆ ที่ทำให้หัวหน้ารัฐบาลหน้าตาค่อนข้างเครียดแล้ว รัฐบาลยังมีปัญหาทางด้านภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และด้านสาธารณสุขรุมเร้าทั้งภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 และ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยิ่งทำให้หัวหน้ารัฐบาลทั้งเครียดและดูผ่ายผอมลงไป

เรื่องภัยแล้งนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เคยแถลงไปแล้วว่า ในปี 2563 นี้จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่
กลาง และเล็ก รวมทั้งแก้มลิง กว่า 400 โครงการซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้กว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 1.2 ล้านไร่ ส่วนจะแล้วเสร็จทันที่จะรับน้ำฝนในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้หรือไม่ ไม่ยืนยันภารกิจที่ควบคู่ไปกับการสร้างแหล่งน้ำ คือปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก และเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ แต่การทำฝนหลวงก็ต้องอาศัยปัจจัย คือสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจึงจะขึ้นปฏิบัติการได้

ภัยแล้งยังแก้ไขไปไม่ถึงไหน ปัญหาฝุ่นPM2.5 ก็กลับมาอีกเหมือนเมื่อปี 2562 แต่ปีนี้ดูจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เมื่อมาผนวกข่าวคราวการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มาจากประเทศจีนเข้าไปอีก จึงทำให้คนกรุงให้ความสำคัญกับการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองและป้องกันเชื้อโรคกันมากขึ้นจนดูเหมือนอยู่ในเมืองที่ที่อันตรายขั้นวิกฤตทีเดียว

PM2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หมายถึงฝุ่นที่ละเอียดมาก เทียบเท่ากับแบคทีเรียที่ตาเรามองไม่เห็น PM ย่อมาจากParticulate Matter เป็นฝุ่นละอองที่ละเอียดขนาดที่ระบบป้องกันในร่างกายคนเราไม่สามารถดักจับได้ การหายใจปกติของคนเราก็จะมีฝุ่นนี้เข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจอย่างสบายๆ ตามข้อมูลระบุว่าฝุ่นนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอด

PM2.5 ส่วนใหญ่เกิดมาจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รองลงมาคือ การเผาขยะและเศษสิ่งต่างๆ ส่วนโรงงานที่คิดว่าเป็นสาเหตุนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นส่วนการก่อสร้างนั้น ก่อให้เกิดฝุ่นเช่นกันแต่เป็นขนาดใหญ่กว่า PM2.5 เป็นขนาด PM 10

ภาคการเกษตร มีส่วนในการสร้างปัญหาฝุ่นละอองจากการเผาเศษซากพืช วัชพืช และวัสดุทางการเกษตร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ จึงตั้งคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช วัชพืช และวัสดุทางการเกษตร ประกอบไปด้วยหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มาทำงานกันแบบบูรณาการ นัยว่าเป็นการบูรณาการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพโดยการจัดทำแผนป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช เศษวัสดุทางการเกษตร เสนอแนะมาตรการ และแนวทางในการป้องกัน ติดตามความก้าวหน้าและรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบ

โดยสรุปคือ ในปี 2563 นี้จะดำเนินการ 3 โครงการ 1 แผนงาน ได้แก่ โครงการส่งเสริมหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร และสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ใน 150 ตำบล และศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรอีก หรือ ศพก. ใน 44 จังหวัด จำนวน 226 แห่ง จัดกิจกรรมรณรงค์หยุดการเผา โดยดำเนินการไปแล้วที่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และนครปฐม

โครงการส่งเสริมการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อป้องกันหมอกควันในพื้นที่เกษตรภาคเหนือ โดยการไถกลบตอซัง พื้นที่เป้าหมาย 70,000 ไร่ และการผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานจำนวนกว่า 3,600 ตันโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยส่งเสริมการปลูกป่า ปลูกไม้ยืนต้น หรือไม้ประจำถิ่น และ มีแผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปรสภาพอากาศเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควันและไฟป่า ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ 7 ศูนย์ให้เร็วขึ้น ภายในวันที่3 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

ทั้ง 3 โครงการ 1 แผนงานข้างต้น หน่วยงานที่รับบทหนักคือ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้เกษตรจังหวัด เป็นผู้บูรณาการการดำเนินการทั้งโครงการและแผนงานในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด มอบเกษตรอำเภอ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในพื้นที่ จัดตั้งชุดปฏิบัติการออกสำรวจ และแจ้งเหตุการเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมทั้งทำการป้องปราม ระงับ ยับยั้งการเผาในพื้นที่เกษตรด้วย

ให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อำนวยการ กำกับ ติดตาม ให้หน่วยงานในระดับจังหวัดปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ให้อธิบดีและหัวหน้าหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆอย่างเต็มที่

ส่วนงานเบาๆ อย่างการรายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทราบ เป็นหน้าที่ของเกษตรและสหกรณ์จังหวัด การติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่ก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ยังจัดตั้งคณะทำงานอีก 3 ชุด ดูแล 3 พืช คือ ข้าว ข้าวโพด และอ้อย

เพื่อสำรวจพื้นที่ที่อาจจะยังมีการเผาและมีแนวโน้มที่จะมีการเผาเศษซากจากพืชดังกล่าวภายหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกใหม่ พร้อมทั้งหามาตรการในการหยุดการเผาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

จะว่าไปโครงการและแผนงานที่ว่ามานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นกรมส่งเสริมการเกษตรทำมานานหลายปี แต่ยังไม่สำเร็จ ไม่ใช่คนเผาไม่รู้ถึงผลเสียที่ตามมา แต่อยู่ที่จิตสำนึกมากกว่า ส่วนคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาดำเนินการนี้ถ้าผู้ใหญ่ไม่ตามจี้ และไม่เห็นความสำคัญของภารกิจนี้ ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จอีกเช่นกัน

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

x

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466690

x

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีหนู ชาวสวนปาล์มก็ยิ้มร่า…เพราะราคาผลปาล์มขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 6 บาทกว่า และอาจจะถึง 7 บาท แต่ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มเตรียมตัวเสียเงินเพิ่มเพราะมีแนวโน้มว่าน้ำมันปาล์มจะขึ้นราคา เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอ้างว่าน้ำมันปาล์มดิบมีราคาสูงขึ้น แต่ตอนราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ถึง 2 บาท เกษตรกรแทบจะเลิกเก็บผลปาล์มขาย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มกลับเงียบกริบกับราคาน้ำมันปาล์มที่ขึ้นแล้วไม่มีลง

มีการวิเคราะห์กันว่าที่ราคาผลปาล์มขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลมาจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 และ B20 ที่ส่งผลให้สามารถดึงน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาดได้กว่าครึ่ง

มีความกังวลกันต่อไปว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท สูงกว่าของต่างประเทศถึง 15 บาท ราคาที่ต่างกันมากเช่นนี้อาจทำให้มีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ถ้าศุลกากรไม่เข้มงวดกวดขัน และถ้าไม่คุมสต๊อกกันอย่างจริงจัง

เกษตรกรชาวสวนปาล์มบอกว่า ที่ราคาผลปาล์มพุ่งขึ้นไปสูงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดู ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มดิบมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำไปผลิตไบโอดีเซล หรือไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลังจากนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และจะออกมากในเดือนมีนาคม – เมษายน ราคาผลปาล์มอาจจะลดต่ำลงอีก

วงจรเช่นนี้ มิใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาครั้งแล้วครั้งเล่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลกับราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำก็จะประมาณนี้ ไม่เคยมีอะไรที่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเอง เมื่อเห็นราคาผลปาล์มพุ่งสูงขึ้น ก็เตรียมจะเลิกใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ถ้าราคาปาล์มตกต่ำก็จะกลับมาใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก…..

ได้เห็นมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เรื่องของมาตรการปาล์มน้ำมันยั่งยืน ข้อหนึ่งระบุให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……..ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ทราบหรือไม่… ทราบแต่ว่า มี สส. จังหวัดกระบี่ ของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสภาเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา…

ร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……นั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ……จากนั้นส่งกลับมาให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาตรวจร่าง พ.ร.บ. อีกครั้ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นไลน์ และประชาสัมพันธ์ให้ส่งความคิดเห็นมาที่ สศก. เพื่อประมวลความคิดเห็นเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย

ร่างพ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ….ที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ สาคร เกี่ยวข้องเสนอสภาฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 มีทั้งหมด 54 มาตรา 6หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ เสนอนโยบายและแผนบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกปาล์ม การเก็บเกี่ยว การผลิตปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการตลาด

หมวดที่ 2 กำหนดให้มีกองทุนปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้านการเพาะปลูกเพื่อยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต กองทุนนี้มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เงินของกองทุนได้มาจากเงินประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินค่าปรับที่ได้จากบทลงโทษตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

หมวดที่ 3 เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน องค์กรเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมัน ซึ่งการส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่าง ๆ นั้นคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนด หมวดที่ 4 เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน หมวดที่ 5 เป็นเรื่องของการนำเข้าและส่งออก และหมวดที่ 6 เป็นบทลงโทษ

ดูท่าทางว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ คงจะไม่ได้ผ่านสภาง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ….สู้ต่อไป..เกษตรกรชาวสวนปาล์ม…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465166

x

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้…

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิดว่าเรื่องร้าย ๆ ของกรมวิชาการเกษตร อย่างเรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิด จะหมดไปในปีเก่า แต่ก็ยังมีผลต่อเนื่องมาถึงปี 2563 นี้ เพราะว่าแม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยังไม่แบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไว้ 6 เดือน จนถึง 1 มิถุนายน 2563 เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรไปหาแนวทาง หรือวิธีการหรือหาสารทดแทน สารเคมีทั้ง 2 ชนิดมาให้ได้เสียก่อน เท่ากับเป็นการชะลอความเดือดร้อนของเกษตรกรออกไป แต่เมื่อครบกำหนด6 เดือน กรมวิชาการเกษตรยังมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนที่ผ่านมา ถึงเวลานั้นเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนอาจจะหวนกลับมาเรียกร้องขอความเห็นใจอีก

ส่วนไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่แบนแต่ให้ควบคุมการใช้ ก็ต้องมีกฎกติกามากมายเพื่อให้ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อไปใช้ ตลอดจนผู้รับจ้างฉีดพ่นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จะเพียงพอในการปฏิบัติงานหรือไม่ เป้นเรื่องที่น่าห่วง

เรื่องร้ายๆ อีกเรื่องหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร คือการถูกตัดงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 638 ล้านบาท เกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งปี นับว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของกรมวิชาการเกษตร ส่วนสาเหตุที่คณะกรรมาธิการตัดงบประมาณมากมายปานนั้น ก็คาดเดาสาเหตุกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเพราะถูกกลั่นแกล้ง จากรัฐมนตรีเนื่องจากกรมไม่ยอมทำตามคำสั่งบ้าง หรือเพราะตัดเอางบไปให้กระทรวงกลาโหมบ้างเนื่องจากนายกรัฐมนตรีคุมกระทรวงกลาโหม

ข้อสันนิษฐานที่คาดเดากันนั้นต้องบอกว่าไม่น่าจะใช่ เพราะอนุกรรมาธิการที่พิจารณางบประมาณจะมาจากหลายพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อนุกรรมาธิการท่านที่พิจารณางบประมาณของกรมวิชาการเกษตร ชื่อ วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรองประธาน การตัดงบประมาณหน่วยงานใดๆ เป็นความเห็นชอบของคณะอนุกรรมาธิการทั้งคณะ

อีกประการหนึ่งงบประมาณของกองทัพก็ถูกแขวนเป็นหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะงบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ต้องยกคณะเสนาธิการเข้าชี้แจงกันละเอียดยิบ ถ้าตอบคำถามได้ก็ผ่าน ตอบไม่ได้ก็ตัดไป ข้อสันนิษฐานของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของการพิจารณางบประมาณ ก็มักจะเห็นใจคนที่ถูกตัดงบไป แต่ไม่มีใครถามว่า หน่วยงานชี้แจงได้หรือไม่ ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกตัดงบ เพราะถือว่าไม่มีเหตุผลที่สมควรในการตั้งงบประมาณจำนวนนั้น

ผลกระทบที่ตามมาจากการถูกตัดงบประมาณ คือการทำงานตลอดปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ที่อาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจ้างบุคคลากรที่เป็นพนักงานจ้าง ส่วนข้าราชการคงไม่มีผลอะไรนอกจากอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่มีเงินค่าล่วงเวลา และไม่มีพนักงานจ้างช่วยงาน อาจจะกระทบกับงานวิจัยที่เป็นแปลงทดลอง ซึ่งต้องจ้างแรงงานทำงานในแปลง อาจจะกระทบกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น อาจจะกระทบกับการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้แล้ว อาจจะกระทบกับงานบริการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทั้งหลาย การตรวจรับรองแปลง และกระทบกับงานอื่นๆ อีกมาก

มีคนยุให้ กรมวิชาการเกษตร หยุดทำงานวิจัยหยุดให้บริการ ระงับโครงการ ข้าราชการหยุดลงพื้นที่ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่ายการเดินทางผู้บริหารหยุดติดตามรัฐมนตรีลงพื้นที่ ไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะถ้าถูกตัดงบประมาณมากมายขนาดนี้ แล้วยังทำงานได้เหมือนเดิมปีงบประมาณหน้ากรรมาธิการอาจจะพิจารณาให้งบประมาณเท่ากับปีนี้ที่ถูกตัดไปแล้ว….นี่ก็เข้าใจยุดีจัง…… โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ คงไม่ปล่อยให้กรมวิชาการเกษตรอยู่ในสภาพแบบนี้แต่จะหาทางออกอย่างไร คงต้องรอดูวิสัยทัศน์ผู้นำ….

การถูกตัดงบประมาณเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทำเอาหน่วยงานในสังกัดระส่ำกันไม่น้อย และยังไม่หายตกใจดี วันหยุดยาวระหว่างเทศกาลปีใหม่กำลังจะผ่านพ้น เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารเก็บเอกสารของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ซ้ำเติมเข้ามาอีกในคืนวันที่ 2 มกราคม 2563 ดีที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ทัน ทำให้ความเสียหายไม่มากมายนักในส่วนของอาคารสถานที่ แต่เอกสารต่างๆ ที่ถูกเผาไหม้ในกองเพลิงมีความสำคัญมากน้อยเพียงไรไม่มีการเปิดเผย

มีเพียงคำยืนยันจาก รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ไปดูที่เกิดเหตุใน 2 วันต่อมาว่า เป็นเอกสารงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยหลายปีแล้ว คงไม่กระทบการทำงานด้านวิจัย เพราะเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ข้อมูลงานวิจัยสำคัญๆ จะเก็บในคอมพิวเตอร์ ไม่เก็บเป็นเอกสารสักเท่าไร….นี่คงเป็นครั้งแรกที่รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา พูดแก้ตัวให้กับกรมวิชาการเกษตร

อย่างไรก็ตาม หวังว่ากรมวิชาการเกษตรจะผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยความมุ่มั่น ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกรและเพื่อประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความรู้ความสามารถ ของบรรดาบุคลากรของกรม

สัปดาห์แรกของการทำงานในปี 2563 รู้สึกตื่นเต้น ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งโต๊ะแถลงข่าว การเตรียมรับมือภัยแล้งของกระทรวงเกษตรฯ ที่สั่งการให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำจากนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2563 รวมทั้งการแจ้งเตือนเกษตรกรให้เข้าใจและรับทราบในสถานการณ์น้ำต้นทุนที่สามารถจะช่วยการเพาะปลูกของเกษตรกรได้ โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา โดยเฉพาะในเขตลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด

พื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้กรมชลประทานขุดบ่อน้ำในไร่นาประมาณ 40,000 บ่อ จัดทำแก้มลิงกว่า 400 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้บรรเทาการขาดแคลนน้ำ…แต่บ่อน้ำ และแก้มลิงที่ดำเนินการในปีนี้ คงต้องเก็บไว้ใช้ปีหน้า เพราะปีนี้คงไม่มีน้ำจากไหนมาให้เก็บ

ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ สู้ภัยแล้ง….ส่วนรองนายกฯ พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ บอกว่า ครม. มีมติอนุมัติงบกลางกว่า3,000 ล้านบาท ให้กระทรวงมหาดไทย ทหาร และกรมทรัพยากรนน้ำบาดาลไปดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งรวมแล้วกว่า 2,200 โครงการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปขุดเจาะบ่อบาดาลอีก 500 บ่อ ….เอ้า…สู้..สู้..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463873

x

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปี 2562 ที่ผ่านมา สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงเป็นปีที่เผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และคงเหมือนกับหลายๆ กระทรวง ที่เป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่…เป็นปีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอย่างน้อย 2 คน หนึ่งคนจากรัฐบาล คสช. และอีกคนหนึ่งจากรัฐบาลประยุทธ์ 1 ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562

การเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลเก่า กับรัฐบาลใหม่ แม้จะมีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน แต่นโยบายของแต่ละกระทรวงกลับไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้อย่างราบรื่น สาเหตุหนึ่งมาจากนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองซึ่งแตกต่างกันไป

นโยบายของพรรคที่แตกต่างกันยังพอเข้าใจได้ แต่นโยบายของรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกันไม่สามารถทำให้เป็นเอกภาพได้เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ และเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะออกมายืนยันว่าเสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค…แต่ในการประชุมสภาที่ผ่านมาหลายครั้งก็คงพิสูจน์แล้วว่า เสียงปริ่มน้ำนั้นเป็นอุปสรรคจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงเดียวกัน แต่มีรัฐมนตรีมาจากหลายพรรคการเมืองยิ่งเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน และสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่รัฐบาลเก่าทำผลงานไว้ได้ผลดี โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีมากกว่ากระทรวงอื่น คือมีรัฐมนตรี 4 ท่านมาจาก 4 พรรคการเมือง

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งชูนโยบายการแก้ปัญหาผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญราคาตกต่ำ และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่ชูนโยบาย 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง

รัฐมนตรีช่วยฯ ประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งชูนโยบาย ใช้ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี ฟื้นฟูการประมง รวมทั้งให้ทุนเรียนฟรีระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ชูนโยบายทวงคืนกำไรให้ชาวนา โดยเสนอกฎหมายตั้งกองทุนข้าว
ระบบกำไรแบ่งปัน และจะนำระบบนี้ไปใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะ ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา 5 เดือน ยังไม่เห็นนโยบายของกระทรวงเกษตรเกษตรฯ ที่ชัดเจนว่าจะเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษ เป็นแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนเท่านั้น แค่เรื่องปัญหาสารเคมี 3 ชนิดอย่างเดียวก็พอจะรู้ว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน ต่างคนต่างทำงานของตนไป แม้แต่นโยบายของพรรคที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงก็ดูเหมือนจะลืมไปเสียด้วยซ้ำ

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน มี อลงกรณ์ พลบุตร เป็นที่ปรึกษา โดยมีบทบาทในตำแหน่งที่ปรึกษาเกือบจะเทียบเท่ารัฐมนตรีเลยทีเดียว ทั้งการให้แนวทางหรือนโยบายการทำงานกับหน่วยราชการที่รัฐมนตรีว่าการ ดูแล รวมทั้งนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ก็มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ โดยเฉพาะยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ก็ได้อานิสงส์ จากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ที่ไปขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้า และการนำน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น จึงดึงให้ราคาปาล์มน้ำมันกระเตื้องขึ้น

รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ผ่านมาก็เร่งปรับปรุงการบริหารงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ประกาศล้างบางนอมินีแผงค้าที่ อ.ต.ก. จตุจักร และจะจัดตั้ง อ.ต.ก. ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งอาจจะเป็นงานที่หนักหนาสาหัส จนผู้อำนวยการคนเก่า กมลวิศว์ แก้วแฝก ต้องไขก๊อกลาออกไป

ห่างหายจากพื้นที่สื่อไปสักพักในช่วงที่ สื่อให้พื้นที่รัว ๆ กับ รัฐมนตรีช่วย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิดรัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับข่าวดังระดับประเทศ เกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก. ของ สส. ปารีณา ไกรคุปต์ กระเทือนถึงที่ดิน ส.ป.ก. ทั้งประเทศ…

รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ผ่านมาก็ทุ่มเทอยู่กับการแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยมีแรงหนุนจากหัวหน้าพรรค ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รวมพลังกันแบบเอาเป็นเอาตายกับการแบนสารเคมีทางการเกษตร โดยอ้างว่าเพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ไม่ได้เห็นใจเกษตรกร เหมือนอย่างนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง….

รัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีที่ค่อนข้างจะโลว์โปรไฟล์ ไม่ค่อยเป็นข่าว แต่ชอบลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน ไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเล็กๆ น้อยๆใช้วิธีการสั่งการหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสนองนโยบายของพรรค โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี เป็นนโยบายตะมุตะมิ เช่น ส่งเสริมปลูกถั่วเขียว โดยไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจะเอามาจากไหนได้มากมายพอที่จะส่งเสริมปลูกได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน..เดือดร้อนหน่วยงานในกำกับดูแลต้องไปหามา..ได้หรือไม่ไม่อาจยืนยัน…

ปี 2563 ที่กำลังจะก้าวต่อไป…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรกำหนดนโยบายการดำเนินงานในเรื่องสำคัญๆ เพื่อให้ข้าราชการมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน เกษตรกรมีความหวังที่จะสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ขอให้การบริหารงาน หรือ การทำงานของรัฐมนตรีในสังกัดเป็นเอกภาพก็เอาละ….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462708

x

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของหมอน

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่มีเรื่องราวเล่าต่อกันมาในหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ในสังคมออนไลน์บ้างว่า จะมีโครงการผลิตหมอนยางพาราแจกชาวบ้านจำนวน 30 ล้านใบ ใช้งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีคนบวกลบคูณหารแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าหมอนยางพาราที่จะแจกชาวบ้านนี้ตกราคาใบละ 600 บาท

มีคนบวกลบคูณหารอีกเช่นกันบอกว่าหมอนยางพาราผลิตใบเดียวอาจจะใบละ 600 บาทแต่ถ้าผลิต 100 ใบขึ้นไป ราคาจะลดลงเกือบครึ่ง และยิ่งผลิตเป็นหลายสิบล้านใบให้มากที่สุดก็อาจจะตกที่ใบละเพียง 100 บาทเท่านั้น….

ส่วนวิธีการที่จะนำงบประมาณผลิตหมอนยางพารามาจากไหนนั้น ก็เล่าต่อๆกันมาอีกเช่นกันว่า จะให้การยางแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการโดยไปกู้เงิน ธ.ก.ส. มาดำเนินการผลิตหมอนยางพารา และใช้วิธีการออกสลากการกุศล ใช้เวลาประมาณ 1 ปี นำเงินมาคืน ธ.ก.ส. ส่วนหมอนที่ผลิตนั้นก็แจกประชาชนเดือนละ 3 ล้านใบ เป้าหมายของโครงการนี้คือการดึงยางพาราออกจากตลาดได้ 1.5 แสนตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ซึ่งมีคนคัดค้านว่า ปริมาณยางที่ดึงออกจากระบบไปเพียงเท่านี้ไม่น่าจะมีผลให้ราคายางขึ้นมามากมายขนาดนั้น….

ทำไมต้องเป็นหมอนยางพารา คงต้องไปถามเจ้าของความคิดนี้กันเอาเอง….

รู้แต่ว่าหมอนยางพารา เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ ผลิตจากยางธรรมชาติ มีความนุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง ไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่เป็นที่เกาะอาศัยของไรฝุ่น หรือแบคทีเรียซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค มีปุ่มนวดเวลาหนุนจึงช่วยในการไหลเวียนโลหิต ลดการนอนกรนได้ ทำความสะอาดง่าย สามารถซักได้ด้วยเครื่องซักผ้า และปั่นแห้งได้ มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรตากแดด

อุตสาหกรรมผลิตหมอนยางพารามีมานานเกือบ 50 ปีแล้ว แต่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย จนกระทั่งยางพาราประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงมีการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆและหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคือ หมอนยางพารา ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีทั้งวิสาหกิจชุมชน และ กลุ่มสหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ และการทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในลักษณะอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมาอีกไม่น้อย และตลาดของหมอนยางพารายังไม่มีปัญหาทั้งในและต่างประเทศ โดยโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มิได้มีเฉพาะหมอน แต่ยังมีที่นอน เครื่องนอนสำหรับเด็ก เบาะรองนั่ง อาสนสงฆ์ และหมอนรองคอ เป็นต้น

โครงการแจกหมอนยางพาราจะดำเนินต่อหรือพักไว้ก่อน ต้องรอดูกันต่อไป คนคิดโครงการคงต้องคิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสีย ผลกระทบกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอยู่แล้วในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์เคยนั่งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกันถึงมาตรการช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ อันเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงว่าจะต้องแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำให้ได้โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ คุยว่าได้ไปเปิดตลาดยางที่อินเดีย 100,000 ตัน มูลค่า 7.5 พันล้านบาท นอกจากนี้การยางแห่งประเทศไทย ยังสามารถเจรจาขายยางSTR20 ให้กับบริษัทเอกชนของจีน และบริษัทเอกชนของฮ่องกง มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอีกหลายมาตรการ มาตรการแรกคือ การประกันรายได้ชาวสวนยาง สำหรับยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในราคาประกัน ยางแผ่นดิบราคากิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 57 บาท ยางก้อนถ้วยราคากิโลกรัมละ 23 บาท ซึ่งได้ทยอยโอนเงินส่วนต่างของราคาประกันกับราคาที่เกษตรกรขายได้ให้เกษตรกรไปแล้วงวดแรก เม่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และจะโอนอีก 2 งวด คือ 1 มกราคม และ 1 มีนาคม 2563

มีมาตรการเสริม 11 โครงการ ใช้งบประมาณรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งใช้ยางแห้งเพื่อดูดซับยางออกจากระบบ

โครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเป้าหมายเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม และอื่นๆ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยเป็นของเจ้าของสวน 1,100 บาท และเป็นของคนกรีดยาง 700 บาท และโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร สร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้ ถ้ายังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้ การทำหมอนยางพาราแจกประชาชน 30 ล้านใบ ก็คงช่วยแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ นอกจากจะทำให้ประชาชนมีหมอนเพื่อสุขภาพไปนอนหนุนเล่นเย็นๆ ใจเท่านั้น…..

แว่นขยาย