เลาะรั้วเกษตร

All posts tagged เลาะรั้วเกษตร

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

Published November 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454022

x

เลาะรั้วเกษตร : ยังสู้ไหม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกรณีจะเปลี่ยนสถานะสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซตคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถผลิตจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองได้เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย สุกรรณ สังข์วรรณะเกษตรกรตัวจริงที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด จึงได้รวบรวมข้อคิดเห็นของเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วยกับการจะออกประกาศดังกล่าวขนใส่กล่องกระดาษหลายกล่องรวม 13,441 ราย นำไปมอบให้กับกรมวิชาการเกษตร แทนการแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมเนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงวิธีการดังกล่าวได้

กรมวิชาการเกษตรมอบให้ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการเป็นผู้รับเอกสารดังกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าสรุปรายงานท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้วหรือยังแต่ที่แน่ๆ คือกรมยังไม่ได้สรุปแจ้งแถลงไขให้สาธารณชนได้ทราบผลการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้แต่ได้มีการสั่งการไปยังหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สำรวจสต๊อกสารเมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ อยู่โดยกำหนดให้ผู้ผลิตผู้นำเข้าผู้ส่งออกและผู้มีไว้ในครอบครองแจ้งปริมาณวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับกรมวิชาการเกษตรทันทีหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม มีผลบังคับใช้จึงมีคำถามฝากมาว่าการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ถึงแม้ฝ่ายไม่เห็นด้วยมีมากกว่าก็จะไม่มีผลใช่หรือไม่

นอกจากนี้การสำรวจสต๊อกยังต้องแจ้งให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทราบด้วยเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรต่อไปเกษตรกรที่อุตส่าห์แสดงความเห็นเข้ามา..คงต้องทำใจ..เพราะเขาดำเนินการไปก่อนที่เสียงของท่านจะไปถึง..

อย่างไรก็ตาม ท่านยังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่งอีกครั้งหลังจากศาลยกฟ้องมาครั้งที่แล้วเพราะการยกเลิกการใข้ครั้งนั้น เป็นเพียงความเห็นของคระกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ได้มีผลทางกฎหมายอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรว่าจะยกธงขาวยอมแพ้หรือสู้กันต่อไป

วันเดียวกันกับวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่มีต่อเกษตรกรผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาทบทวนโดยสภาหอการค้าเห็นควรให้ใช้มติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 คือการจำกัดการใช้มาดำเนินการแทนการยกเลิกการใช้

พร้อมกันนี้มีข้อมูลจากราชบัณฑิตยสภาเกี่ยวกับอันตรายต่างๆที่ฝ่ายสนับสนุนการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ เผยแพร่สู่สาธารณชนตลอดมายืนยันว่าไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวโดยมีหลายท่านให้ความเห็นดังที่สื่อมวลชนนำเสนอดังนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา อดีตแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่า โรคเนื้อเน่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอต จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อน และจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธิ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน

ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอต ในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารกน่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร รวมทั้งขาดการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่างๆ และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปกติจากพิษพาราควอต และยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ศาสตราจารย์ ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับพาราควอตเพิ่มเติมว่า มีข้อกล่าวอ้างที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากมาย อาทิ พาราควอตทำให้ดินแข็ง ซึ่งไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคุณสมบัติของพาราควอตทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวของวัชพืชเหนือดิน ไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน

ดร.รังสิตยังบอกด้วยว่า โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ใช้พาราควอตในแปลงเกษตร เพราะยังเห็นประโยชน์ เนื่องจากพาราควอตตกค้างในสิ่งแวดล้อมน้อยมากต่างจากสารเคมีชนิดอื่นๆ คนที่รู้ความแล้วคงพอรู้ว่า สารทุกชนิดที่คนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันใช้ทางเกษตรกรรมหรือทางแพทย์เป็นสารพิษทั้งนั้น มากน้อยแล้วแต่ชนิดสาร แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารพิษจริงๆก็หาวิธีการควบคุมการใช้ให้ถูกต้อง ยาที่หมอรักษาคนไข้หากใช้ไม่ถูกก็มีพิษ หากใช้อย่างถูกต้องก็เกิดประโยชน์และไม่เกิดโทษ

ภาษาหมอภาษานักวิชาการอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสรุปได้ง่ายๆ คือ สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้อันตรายร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกันตามคำบอกเล่าของคนกลุ่มหนึ่งนั่นเอง ขนาดราชบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกมายืนยันเช่นนี้ ถ้ายังไม่มีใครหันมาฟังบ้างเห็นที..ประเทศนี้จะอยู่ยากเสียแล้ว….

ไม่รู้ว่าเรื่อง 3 สารนี้จะจบลงอย่างไรแต่ที่แน่ๆประเทศชาติเสียหายมหาศาล

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452435

x

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น่าสงสารข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ คงหัวปั่นสับสนกันไปหมด ด้วยผู้บริหารของกระทรวง สายการเมือง สั่งงานแบบไม่รู้ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แถมบางท่านยังสั่งงานข้ามหน้าข้ามตารัฐมนตรีคนอื่น เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ตนดูแลแต่ก็เผลอไปสั่งให้ทำโน่นทำนี่ตามใจตนเอง ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านได้คุยกันบ้างไหม ประชุมกันบ้างหรือเปล่า….

อ่านข่าวที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ แต่ละข่าว ยิ่งทำให้ห่วงกังวลถึงอนาคตของภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลต่อเนื่องจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งได้ยินได้ฟังจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการอาหารสัตว์บ่นว่า จากการที่ประเทศไทยยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต แต่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศยังใช้อยู่ ความห่วงกังวลคือถ้าไทยยังยืนยันยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เราจะค้าขายกับประเทศเหล่านั้นที่ยังใช้ไกลโฟเซตอยู่ไม่ได้ ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องก็จะยักไหล่ไม่ยี่หระกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่คนในวงการอาหารสัตว์บอกว่าจะเสียหายใหญ่หลวง เพราะวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา และออสเตรเลีย

เมื่อนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์คงต้องปิดตัวลง เป็นอันว่า หมู ไก่ คงหายสาบสูญไปด้วย เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ คงแพงหูดับตับไหม้ หรือไม่ก็ไม่มีหมู ไม่มีไก่กินกันทั้งประเทศ ที่ว่ามานี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง มันมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นถ้ารัฐบาลไม่ลงมาแก้ไขเรื่องนี้ ลำพังให้กระทรวงเกษตรฯ ว่าไปเองสงสัยจะไม่รอด ดูท่ารัฐมนตรีแต่ละท่านก็น่าจะรู้คำตอบ…

ยังมีเรื่องห่วงกังวลอีกเรื่อง คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ที่หลายคนพยายามจะบอกว่าให้ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพราะมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่จากการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรเมื่อเร็วๆ นี้ การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ ต้องมีการประเมินความเป็นพิษ หรือภาษาวิชาการเขาเรียกว่า ข้อมูลพิษวิทยา เช่น คุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติทางเคมีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการขอนำเข้า และการผลิตตัวอย่างสารชีวภัณฑ์เพื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพ และรายละเอียดต่างๆ ไม่แตกต่างจากการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากนัก
แม้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะยืนยันว่ามีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรไปแล้ว 73 ทะเบียน แต่เท่าที่ดูจากข้อมูลแล้วส่วนใหญ่ เป็นสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดโรค และแมลงศัตรูพืช ไม่ใช่สารที่ใช้กำจัดวัชพืชอย่างที่เกษตรกรมีความต้องการสูงส่วนที่เคยมีอดีตรัฐมนตรีบางท่านแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์บางชนิดกำจัดวัชพืชนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่า มีไกลโฟเซต เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย…เลยโป๊ะแตกไปเรียบร้อย….

มีผู้ห่วงใยต่อการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรว่า อาจจะถูกใครบางคนมากดดันให้กรมรีบรับขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพราะมีการปูทางนโยบายเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว….

ห่วงกังวลต่อมาคือ รัฐมนตรีช่วย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจะแขวะกันออกสื่อ เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทนสารเคมี 3 ชนิด โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นประธาน แทนที่จะเป็น รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำลังเป็นรัฐมนตรี ป๊อปปูลาร์โหวต ว่ามีผลงานดีเด่นอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐมนตรีฯ มนัญญา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เชิงตัดพ้อว่า รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย น่าจะให้ตนเป็นคณะทำงาน เพราะเป็นคนที่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ตนเองยังดูแลกรมวิชาการเกษตรด้วย…ข่าวนี้เลยสะท้อนไปถึง ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ นอกจากงานเข้าแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะถูกกดดันจากใครอีกกี่คน…แต่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ…ถ้าท่านปลัดกระทรวง ทำงานเพื่อเกษตรกรจริงๆ สมกับที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ งานนี้ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ….แต่ถ้าทำงานนี้ไม่ได้เพราะแรงกดดันจากใครต่อใคร…ก็ยิ่งน่ากังวลว่าการเกษตรของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร….

ที่น่าห่วงเรื่องล่าสุด…เป็นเรื่องของพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่ใช่เรื่องการโพสต์ fb ของพี่เทียร์รี่ ที่ทำให้มองกันว่าท่าทางวงคาราบาวจะถึงคราววงแตก… แต่เป็นเรื่องที่มีการแชร์กันว่อนภาพอินโฟกราฟิกโฆษณา ของวงคาราบาว ในอดีตที่มีงานแสดงคอนเสิร์ตที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเดือนมกราคม 2562 แสดงคอนเสิร์ตคงไม่น่าห่วง แต่ที่ห่วงคือสปอนเซอร์ในการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนั้น คือบริษัทสารเคมีเกษตร และยังมีภาพโฆษณาอีกภาพหนึ่ง เป็นคอนเสิร์ตที่จจะจัดในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่จังหวัดจันทบุรีผู้จัดก็เป็นบริษัทสารเคมีเกษตรอีกเช่นกัน….เรื่องจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่แชร์กันมาหลายช่องทาง ถ้าจริงก็น่าห่วงพี่แอ๊ด..ว่าพี่จะสับสนอะไรหรือเปล่า…

วันนี้ 8 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย โดยจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิดนั้น เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ขอเชิญท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร…ห่วงแต่เกษตรกรเท่านั้น..อยากแสดงความคิดเห็นแต่ไม่รู้จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร เพราะทำไม่เป็น….ห่วงจริงๆ

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450969

x

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บอกแล้วว่า เรื่องของการยกเลิกสารเคมี3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังไม่จบง่ายๆ ในขณะที่ผู้ที่เป็นหัวหอกการเรียกร้องและกดดันให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติให้ยกเลิกการใช้ทั้ง 3 สาร อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ต่างยินดีในชัยชนะ

ก่อนที่จะมีการลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านรวมทั้งฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก ต่างก็สาดใส่คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ไม่โปร่งใส รับผลประโยชน์จากบริษัทจำหน่ายสารเคมี โดยไม่สนใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีองค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเป็นธรรม

แต่พอคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเสียงข้างมากให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร ก็ออกมาชื่นชม พร้อมกับยืนยันว่าเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ที่ลงมติไปนั้นถูกต้องแล้ว… อย่างนี้ก็มีด้วย….แม้จะไม่รู้ว่าใครยกมือให้ยกเลิกบ้าง แต่พอจะเดาได้ว่า ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐมนตรีท่านใด หรือถ้าจะมีฝ่ายราชการอยู่บ้างก็ต้องขอคารวะท่านผู้นั้น ที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

ภายหลังการมีมติยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพียงวันเดียว ก็มีข่าวว่าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการฯอีกหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลว่าการยกเลิกดังกล่าวจะกระทบกับการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับไทย(อันที่จริงสถานทูตสหรัฐ ส่งหนังสือนี้มาก่อนที่จะลงมติแล้ว โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน แต่ความล่าช้าของเส้นทางเดินของหนังสือในหน่วยราชการของไทยมักไม่ทันการณ์เสมอ)

เหตุผลคือ สินค้าของสหรัฐอเมริกาหลายชนิดที่ประเทศไทยนำเข้า โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล และองุ่นนั้น เกษตรกรอเมริกันยังใช้สารไกลโฟเซต ในกระบวนการผลิตอยู่ ซึ่งตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกอยู่นี้ ถ้าประเทศใดยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดใด แต่ประเทศคู่ค้ายังใช้อยู่ ก็ไม่สามารถทำการค้าขายกันได้

พร้อมกับหนังสือฉบับดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังยืนยันผลการประเมินของ EPA ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และ USDA หรือกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ว่า สารไกลโฟเซตไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งตรงกับข้อพิจารณาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ด้วย

ทั้งยังบอกอีกว่า ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและศึกษากันอย่างจริงจังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ยังใช้อยู่ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งภาพถ่ายร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในสหรัฐฯ โดยมีสารไกลโฟเซตวางขายอยู่บนชั้นอย่างมากมายหลายยี่ห้อ เหมือนผงซักฟอกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น ก็ส่งภาพถ่ายชั้นวางขายไกลโฟเซต ในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตมาให้ดูเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นนี้ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคสูงมาก มากกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ

หลายท่านอาจจะคิดว่า ค้าขายกับสหรัฐไม่ได้ ก็ค้าขายกับประเทศอื่นก็ได้… แต่ถ้าประเทศอื่นเขายังใช้ไกลโฟเซตอยู่ก็จะเข้าทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกาอีก
โดยเฉพาะ จีนที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอันดับที่ 1 มูลค่าการส่งออก 9.66แสนล้านบาท ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 2 มูลค่าการส่งออก 8.98แสนล้านบาท

สหรัฐอเมริกา เห็นว่า การส่งจดหมายแสดงความกังวลดังกล่าว ไม่ได้ผล คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไปเสียแล้ว แถมรัฐมนตรีบางท่านยังบอกไม่ให้สนใจหนังสือฉบับนั้น เพราะสุขภาพของคนไทยสำคัญกว่า สหรัฐฯ จึงดำเนินมาตรการต่อ ด้วยการประกาศตัด GSP สินค้าไทย 573 รายการ พร้อมทั้งใจดีให้ไทยมีเวลาตั้งหลัก 6 เดือน โดยจะเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2563

GSP (General of System of Preferences) คือ สิทธิทางภาษีที่สหรัฐอเมริกา ให้กับไทย โดยสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยบางรายการไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ แต่ถ้าถูกตัดสิทธิ์ GSP เสียแล้ว ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ ราคาสินค้าไทยที่จำหน่ายในสหรัฐก็จะแพงกว่าของประเทศอื่นๆ

แม้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งหลายจะออกมาบอกว่า การตัด GSP ของสหรัฐไม่เกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไมสหรัฐจึงมาประกาศเอาตอนนี้ ตอนที่จดหมายที่ส่งมาถึงรัฐบาลไทย ถูกเมิน และประเมินความสำคัญต่ำไปหน่อย….เอ้า…ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว

จะพยายามทำใจว่า เป็นความบังเอิญ ระหว่าง การยกเลิก 3 สารเคมีของไทย กับการยกเลิก GSP ของสหรัฐอเมริกา ขอให้การเจรจาต่อรองกับสหรัฐประสบความสำเร็จนะพี่น้อง…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

Published October 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449376

x

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คงต้องบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกษตรไทย พร้อมทำเครื่องหมายดอกจัน และขีดเส้นใต้หลายๆ เส้นว่า “เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งการเมืองเอ็นจีโอ สื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย”

การเมือง คือ รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ก็ประกาศว่าต้องยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ให้ได้ภายในปี 2562 โดยไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน แถมยังหาความชอบธรรมให้กับตนเองโดยการตั้งคณะทำงานซึ่งมีแต่ฝ่ายสนับสนุนให้แบนและคนของตนเองขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้มติที่ประชุมออกมาเป็นเอกฉันท์ในการให้ยกเลิก และนำมติของคณะทำงานนี้ส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าเป็นความเห็นของกระทรวงเกษตรฯ

กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ยกเลิกการใช้ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาความเป็นพิษของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ตามการชี้เป้าของเอ็นจีโอและข้อมูลสนับสนุนจากผลงานวิจัยที่บิดเบือนอย่างผิดจรรยาบรรณของนักวิจัย

กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย

รัฐมนตรีของทั้ง 3 กระทรวง ต่างให้นโยบายแก่ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดของตนออกเสียงให้ยกเลิกการใช้ ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

เอ็นจีโอ เป็นกลุ่มคนที่นำข้อมูลที่บิดเบือน หรือข้อมูลของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาเผยแพร่ ผ่านสื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย แต่เผยแพร่ไม่หมด เลือกเผยแพร่แต่ด้านที่เป็นลบหรือความเป็นพิษ หรืออันตราย แต่ไม่เคยเอาข้อมูลด้านที่ดี หรือเป็นประโยชน์มาเผยแพร่ ทั้งๆ ที่สารเคมีทุกชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีทั้งประโยชน์และโทษ

สื่อมวลชน และ โซเชียลมีเดีย ทั้งนักข่าว คอลัมนิสต์ และคนเล่าข่าว บางคน (ส่วนใหญ่)นำเสนอข้อมูลของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกซึ่งเป็นข่าวเชิงลบเสียมาก สร้างให้ประชาชนหรือผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความตื่นกลัวและสรุปรวบยอดความคิดเอาเองว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้มีพิษร้ายแรงและเป็นอันตราย โดยจะไม่เสียเวลาค้นหาข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นด้านบวก ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกพยายามจะเผยแพร่

กลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากในกรณีของการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้คือ“คณะกรรมการวัตถุอันตราย”แต่หลายคนไม่ทราบที่มาและบทบาทของคณะกรรมการชุดนี้ จึงมีการกล่าวหาเนือง ๆ ในทำนองว่าไม่โปร่งใส

คณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ก่อนฉบับล่าสุด ปีพ.ศ. 2562) มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน กรรมการอีก 27 คน ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระดับอธิบดีจาก 13 หน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมการค้าภายใน กรมการแพทย์ กรมควบคุมมลพิษ กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมส่งเสริมการเกษตร คณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผู้แทนจาก 3 หน่วยงานคือกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกิน 10 คน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมายโดยจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี

เมื่อมีการปรับปรุง พ.ร.บ. วัตถุอันตรายล่าสุด ปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยจะมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานโดยตำแหน่ง กรรมการลดลงเหลือ 26 คนกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวง4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ระดับอธิบดี 9 จากหน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนจาก 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงกลาโหม กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิม 10 คน ลดลงเหลือ 8 คน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีหน้าที่ที่สำคัญ คือ กำหนดนโยบาย มาตรการ และแผนการบริหารจัดการวัตถุอันตรายเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา แก่รัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุอันตราย รวมทั้งพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากวัตถุอันตราย

การทำหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่าที่ผ่านมาน่าจะไม่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงหรือกดดัน แต่สำหรับการทำหน้าที่ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร…คะแนนจึงออกมาท่วมท้น..แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่คะแนนซึ่งเป็นเอกฉันท์ ขอคาราวะท่านที่ออกเสียงให้จำกัดการใช้….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

Published October 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447962

x

เลาะรั้วเกษตร : สารที่ 4

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส เป็นประเด็นร้อนที่สื่อหลัก และสื่อออนไลน์เกือบทุกสำนักหันมาให้ความสนใจ นำเสนอกันหลากหลายมุมมอง ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิก และฝ่ายที่ยังมีความต้องการใช้ นับเป็นการทำสงครามข้อมูลกันอย่างเข้มข้น แต่ข้อมูลที่นำเสนอของหลายฝ่ายยังมีความคลาดเคลื่อน และเข้าใจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ที่หลายคนจะเหมารวมว่าเป็นสารพิษที่อันตรายต่อผู้ใช้ และตกค้างในสิ่งแวดล้อมและผลผลิตจึงอยากจะขอแยกแยะทำความเข้าใจเสียใหม่เป็นรายชนิด

พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่หยุดยั้งการเติบโตของเซลล์วัชพืชเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้งลงโดยไม่แพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อพาราควอตไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยตัวของมันเอง นอกจากจะถูกเคลื่อนย้ายจากผฝีมือมนุษย์ และธรรมชาติ และสารพาราควอตจะไม่ออกฤทธิ์ในดิน จึงไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน และจะถูกย่อยสลายเองตามธรรมชาติ โดยแสงแดด และจุลินทรีย์ในดินหากปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำก็จะเกาะติดกับตะกอนดินและจะถูกย่อยสลายตัวเองไปเรื่อยๆ

ไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวนี้ไม่พบในมนุษย์ หรือสัตว์ ไกลโฟเซตถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์หลายชนิดในดิน และน้ำ โดยที่จุลินทรีย์เหล่านั้นจะย่อยสลายไกลโฟเซตเพื่อใช้เป็นอาหาร และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธาตุคาร์บอนที่จุลินทรีย์นำไปใช้ได้ รวมทั้งสารชนิดอื่นที่พบอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต โมเลกุลของสารประกอบไปด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ และคลอรีน สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลากหลาย ทั้งแมลงปากดูด แมลงปากกัด มีคุณสมบัติถูกตัวตาย และกินตาย (หมายถึงตัวแมลง สัมผัสสาร หรือกินสารเข้าไปก็จะทำให้ตาย)

ในบรรดาสารเคมี 3 ชนิดนี้ คลอร์ไพริฟอสดูจะเป็นอันตรายกว่าชนิดอื่นเพราะสารคลอร์ไพริฟอสเป็นพิษต่อปลา ต้องระมัดระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งเป็นพิษต่อผึ้ง จึงห้ามใช้ในระยะดอกกำลังบาน และมีความเป็นพิษต่อตัวห้ำและตัวเบียนศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง สำหรับระยะปลอดภัยหลังการใช้สารต้องเว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย 7 – 14 วัน เป็นอย่างน้อย

จากมาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้กำหนดให้ใช้ คลอร์ไพริฟอส และ ไกลโฟเซต เฉพาะกับพืช 6 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะการกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น และไม่ให้ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ในนาข้าว แปลงพืชผัก และสมุนไพร ไม่ให้ใช้ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ แต่การนำเสนอของสื่อหลายสำนัก รวมทั้งฝ่ายนับสนุนให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จึงเห็นภาพที่นำเสนอมีการฉีดพ่นสารในนาข้าว และในแปลงผัก รวมทั้งอ้างถึงสารตกค้างในผักด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะเกษตรกรไม่ได้ใช้กับผัก

นอกจากนี้ยังเห็นภาพการฉีดพ่นสารเคมีของเกษตรกรที่ไม่ได้สวมเครื่องป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากาก ไม่สวมเสื้อแขนยาว ไม่สวมรองเท้ายาง ในขณะที่ฉีดพ่นละอองสาร (หรือน้ำเปล่าก็ไม่ทราบ) ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพราะถ้าเกษตรกรปฏิบัติเช่นนั้นจริง ไม่ว่าสารเคมีชนิดใดก็เป็นอันตรายทั้งสิ้น

ตามที่ฝ่ายเกษตรกรผู้ยังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนั้น ออกมาเรียกร้องให้คนที่อยากยกเลิก หาสารอื่น หรือ วิธีการอื่นมาทดแทนเสียก่อนจึงค่อยยกเลิกสารเคมีที่เขาใช้มา 30-40 ปี และก่อนหน้านี้มีผู้ที่สนับสนุนการยกเลิกเผลอเอ่ยชื่อสารเคมีที่แนะนำให้เกษตรกรใช้ทดแทนสารกำจัดวัชพืชออกมาชนิดหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากเป็นสารที่ 4 นั่นคือ สารกลูโฟซิเนต แต่เกษตรกรยังไม่ยอมรับ เพราะราคาแพงกว่าสารเดิม 4-5 เท่า และประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าสารชนิดเดิม

กลูโฟซิเนตตามข้อมูลของผู้ขาย ว่าเป็นสารกำจัดวัชพืชหลังงอกแบบไม่เลือกทำลาย ใช้กำจัดได้ทั้งวัชพืชใบแคบและใบกว้าง กำจัดได้ทั้งสัมผัส และแทรกซึม ไม่ดูดซึมเข้าทางรากของพืชที่ปลูก สลายตัวง่าย ไม่ตกค้างในดิน แต่ข้อมูลจากเอ็นจีโอของอังกฤษ บอกว่าสารนี้มีความคงทนสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ในดิน จึงสามารถลงไปสะสมในแหล่งนน้ำใต้ดินได้ และยังมีพิษต่อจุลินทรีย์ในดินและสิ่งมีชีวิตในน้ำ (ไม่รู้ว่า เอ็นจีโอของอังกฤษ จะบิดเบือนข้อมูลเหมือนเอ็นจีโอของประเทศอื่นหรือไม่)

เข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่าในช่วงปี 2554-2560 มีการขึ้นทะเบียนสารกลูโฟซิเนตปีละ 4-7 ทะเบียน มีทั้งทะเบียนการนำเข้า ส่งออก และทะเบียนผลิต ต่อมาในปี 2561 หลังจากที่มีมาตรการห้ามนำเข้าและขึ้นทะเบียน พาราควอต และไกลโฟเซต ปรากฏว่า มีสารกลูโฟซิเนตมาขึ้นทะเบียนนำเข้า และผลิตรวม 37 ทะเบียน เพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัว ส่วนใหญ่ทะเบียนจะหมดอายุในปี 2567

ในปี 2554 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตคือ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด แหล่งผลิตมาจากเยอรมนี และมาเลเซีย ขึ้นทะเบียนประเภทส่งออก และมีอีก 2 บริษัท ขึ้นทะเบียนนำเข้า และ ผลิต แหล่งผลิตมาจากมาเลเซีย มาในระยะหลังมีบริษัทขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตหลายบริษัท และแหล่งผลิตส่วนใหญ่มาจากจีนโดยเฉพาะในปี 2561 ในจำนวน 37 ทะเบียน เป็นทะเบียนนำเข้า15 ทะเบียน ที่เหลือเป็นทะเบียนผลิต มีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16 บริษัท และมีแหล่งผลิตสารมาจากจีนถึง 34 ทะเบียน

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากแชร์ข้อมูลเฉยๆ ว่าแต่ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์บุกไปเอามาจากกรมวิชาการเกษตรหรือเปล่าไม่รู้….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ถึง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446432

x

เลาะรั้วเกษตร : ถึง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น.ผมได้รับโทรศัพท์จาก ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจซึ่งเป็นรุ่นน้องที่ใกล้ชิดตั้งแต่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรับราชการอยู่ในกรมส่งเสริมการเกษตร และไปสิ้นสุดชีวิตราชการที่กรมวิชาการเกษตรด้วยกัน แต่ต่างกรรมต่างวาระ

ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ถามผมว่าผมได้รับฟังรายการ “คุยทุกเรื่อง” กับสนธิในหัวข้อ “เปิดเบื้องหลังยื้อแบนพาราควอต” หรือเปล่า หลังจากนั้นท่านก็เล่าถึงสิ่งที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พยายามอธิบายถึงสารพาราควอตไกลโฟเซต และคลอไพริฟอส รวมถึงผลร้ายที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่คัดค้านการเสนอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสามชนิดนี้ ว่า เป็นคนอำมหิต ใจร้าย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของกรมวิชาการเกษตรในลักษณะว่าเป็นผู้ขัดขวางการขอให้ยกเลิกการใช้สารทั้งสาม

เรื่องที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พูดเบื้องต้นผมได้รับฟังจาก NGO จากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนเบื่อและรู้สึกรำคาญในการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งการกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างว่า เป็นผู้มีผลประโยชน์รับเงินจากบริษัทที่ทำธุรกิจสารเคมี เพื่อการเกษตร รวมทั้งรับเงินจากต่างชาติเป็นเช่นนี้มาหลาย 10 ปีที่ผ่านมา

หาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงกรมวิชาการเกษตร ว่า “กรมวิชาการเกษตรถูกครอบงำด้วยทุนต่างชาติ มีนักวิชาการในกรมวิชาการเกษตรรับเงินรับทองจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยไล่ขึ้นมาจนเป็นผู้อำนวยการฝ่าย จนกระทั่งถึงรองอธิบดี และอธิบดี ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรจึงมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมมันบัดซบ และกรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่มีปัญหามากที่สุด ถ้ายุบไปได้ เกษตรไทยจะดีขึ้น เป็นกรมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน งานที่ดีๆ ก็มี แต่ว่ามีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี” ผมคงไม่ออกมาตอบโต้เพราะผมเป็นเพียงอดีตข้าราชการที่มีโอกาสทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ประมาณ 3 ปีครึ่ง และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเกษตรกร

ผมดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โดยท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น เพราะอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในขณะนั้น คือ ดร. วิจิตร เบญจศีล จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2540 ท่านชูชีพ หาญสวัสดิ์ ได้ถามผมว่า “อยากให้พี่นันต์ไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร: ชอบไหม?” (ท่านชูชีพเรียกผมว่าพี่ เพราะท่านอายุน้อยกว่าผม 1 ปี และเป็นคนไหหลำด้วยกัน ท่านให้เกียรติผมมาก) ผมก็ตอบตกลง ผมไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว ท่านชูชีพไม่เคยเรียกร้องเงินจากผม เพราะท่านรู้ว่าผมไม่มีเงิน และท่านไม่คิดที่จะทำ แม้แต่การเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปประชุมต่างประเทศ ท่านไม่เคยให้ผมต้องจ่ายเงินในการเลี้ยงดูท่านเลย

กรมวิชาการเกษตร เป็นกรมที่รับผิดชอบงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางด้านพืช มีงบประมาณน้อย ข้าราชการส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ จบระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นจำนวนมาก สมัยที่ผมรับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร มีนักวิจัย นักวิชาการ จบระดับปริญญาเอก ประมาณ 300 คน ซึ่งน่าจะมากกว่าทุกกรมในประเทศไทย บุคลากรส่วนใหญ่ได้ทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการ ในสถานีทดลอง ศูนย์วิจัย รวมทั้งด่านกักกันพืช ศูนย์จักรกลการเกษตร อยู่ในส่วนภูมิภาค ประมาณ 150 แห่ง (ในขณะนั้น ปี พ.ศ. 2540) ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นนักวิชาการ คือ สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีสังคมภายนอกน้อย มีลักษณะอนุรักษ์ รักพวกพ้อง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแทบที่จะไม่มี (ยกเว้นในกรณีกล้ายาง 1 ล้านไร่ ที่ก่อให้เกิดความมัวหมองแก่กรมวิชาการเกษตร)

ดังนั้น การที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า นักวิชาการรับเงินจากบริษัททำสารพิษ มีการดูแลกันทุกระดับชั้น ตำแหน่งอธิบดีมีการลงขันกันเป็นสิบๆ ล้าน ถึงร้อยล้าน พฤติกรรมบัดซบ เป็นการกล่าวหาที่รุนแรงสุดที่จะรับได้ ทั้งยังจะให้ยุบกรมวิชาการเกษตรว่าถ้ายุบไปได้ เกษตรกรไทยก็จะดีขึ้น เพราะมีผลงานและการกระทำที่เลวมากกว่าดี เป็นการดูถูก ดูหมิ่นองค์กรที่มีประวัติการจัดตั้งมายาวนาน มีผลงานทั้งการวิจัยและพัฒนามากมาย ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อองค์กรนี้เป็นอย่างยิ่ง

ในกรณีการวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า ทำไมถึงยอมให้คน 29 คน มีอำนาจเหนือชีวิตคนไทย 65 ล้านคน เป็นคำพูดที่เหมือนกับคำพูดของคุณหมอคนหนึ่ง ก็เป็นการดูหมิ่นดูแคลนคณะกรรมการวัตถุอันตรายเช่นกัน ผมเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่เคยรู้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีผลประโยชน์ เพราะไม่เคยได้รับเงินจากใคร และสำหรับคณะกรรมการชุดปัจจุบัน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ใครเขาจะให้มาทำไม โดยเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผมรู้จักเป็นส่วนใหญ่ ผมเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านี้ เป็นคนดี มีจริยธรรม ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแบนสารทั้ง 3 ชนิด

ผมทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร เพียง 3 ปีครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2544 แล้วลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมไม่ได้เป็นลูกหม้อกรมวิชาการเกษตร แต่ช่วงเวลาที่รับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตราชการของผมได้รับสิ่งดีๆ ประสบการณ์ดีๆ และสิ้นสุดชีวิตราชการที่ดี เป็นมงคลแก่ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ต้องการจะให้ใครมาเหยียบย่ำองค์กรนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม

ผมได้ติดตามรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด โดยเฉพาะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยคนหนึ่งกับผู้ร่วมอุดมการณ์ เป็นผู้ถือธงนำมวลมหาประชาชนล้มระบบทักษิณจนเป็นผลสำเร็จ ทำให้เกิดความเคารพและศรัทธาในการเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย แต่กรณีสารเคมี 3 ชนิดนี้ อยากให้คุณสนธิได้ศึกษาหาข้อมูลความเป็นไปตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด ท่านจะได้ทราบความจริงที่แตกต่างจากที่เคยทราบมาก่อน และนำความจริงมาตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ จะเป็นประโยชน์และสังคมต้องยอมรับ เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

อนันต์ ดาโลดม 

เลาะรั้วเกษตร : อย่าตามกระแส

Published October 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444980

เลาะรั้วเกษตร : อย่าตามกระแส

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดือนกันยายน เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณสำหรับหน่วยงานราชการ เป็นธรรมเนียมของหน่วยงานที่จะต้องมีการประชุม สัมมนา และจัดงานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ เป็นการขอบคุณ ผู้ที่ปฏิบัติงานให้กับองค์กรมาเป็นเวลานานจนถึงวาระเกษียณอายุราชการ ในวัย 60 – 61 ปี (บางท่านมีแถมเพราะเกิดหลังวันที่ 30 กันยายน)

ปีนี้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกษียณอายุราชการ ได้แก่อธิบดีกรมการข้าว ประสงค์ ประไพตระกูล ที่ทำงานจนวันสุดท้าย 30 กันยายน 2562 เดินลงจากตึกที่ทำการ รับดอกกุหลาบแดงจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่มารอส่งจากชั้นบน จนถึงชั้นล่าง ได้กุหลาบแดงหอบใหญ่ล้นเกินจะหอบได้ ก่อนที่จะขับรถเบนซ์ส่วนตัวกลับบ้าน ถอดหัวโขนไว้ที่กรมการข้าว…….

นอกจากนี้ยังมี อธิบดีกรมหม่อนไหมศิริพร บุญชู อธิบดีกรมประมง อดิศร พร้อมเทพเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จริยาสุทธิไชยา ซึ่งบรรยากาศการจากลากับผู้ใต้บังคับบัญชาคงไม่แตกต่างกัน…….คนเก่าไปคนใหม่มา…..มาแทนคนที่เกษียณบ้าง มาแทนคนที่ถูกย้ายบ้างว่ากันไป….ลอตแรกของการแต่งตั้งคนใหม่มาแทนคนเก่า คือ สุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว มีศักดิ์ ภักดีคงจากรองปลัดกระทรวง มาเป็นอธิบดีกรมประมงเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โดยโยกอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร(เดิม) สำราญ สาราบรรณ์ ไปเป็นรองปลัดกระทรวง

ลอตที่ 2 แต่งตั้ง ระพีภัทรจันทรศรีวงศ์ จากผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ วสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม…….นอกนั้นจะมีตำแหน่งว่างของผู้ตรวจราชการกระทรวง และ รองอธิบดีอีกหลายกรม ที่เกษียณอายุราชการ ให้คนที่อยู่ได้หมุนเวียนเติบโตอีกหลายท่าน…ขอให้ทุกท่านโชคดี

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีคงลงตัวแล้ว แต่อย่างที่เคยบอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในบรรยากาศการขับเคลื่อนด้วยนักการเมือง….กรมที่หลายคนเป็นห่วง คือ กรมวิชาการเกษตร ที่ถูกการเมืองเล่นแรงเกิน….นับตั้งแต่ได้รัฐมนตรีช่วยว่าการหญิงมาดูแล ด้วยการชูธงแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสารเคมี 3 ชนิด ที่จะแบน หรือยกเลิกนั้นเขาใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร ใช้กับพืชอะไร แบนแล้วจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง และที่เขาทำกันมาเป็นแรมปี เขาทำกันไปถึงไหนแล้ว

กรมวิชาการโดนดิสเครดิต ตั้งแต่การรายงานข้อมูลสต๊อคสารเคมีที่ไม่รวดเร็วทันใจจนรัฐมนตรี ต้องบุกมาขอข้อมูลเองถึงสำนักงาน ได้ข้อมูลไปแล้วยังมีการตรวจสอบด้วยการบุกไปดูการทำงานของด่านตรวจพืชท่าเรือ กรุงเทพฯ ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะดูว่าการนำเข้าสารเคมี3 ชนิดนั้น เมื่อนำเข้ามาแล้วกระจายไปอยู่ที่ใดบ้างตรงกับข้อมูลที่ได้มาหรือไม่ พร้อมกับบอกว่า“เมื่อมีการยกเลิก ของเหล่านี้ต้องหายไปไม่ใช่การยืดเวลาขายของ เราต้องการให้สาร 3 ชนิดนี้ขาดไปเลย”

จากคำพูดนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านไม่เข้าใจการทำงาน และกระบวนการในการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งต้องมีระยะเวลานานพอสมควร ที่จะให้สินค้าที่มีอยู่ในสต๊อคของผู้ประกอบการค่อยๆ หมดไป ด้วยมาตรการห้ามนำเข้ามาเพิ่มเติม และจำกัดการใช้ คือใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ปลอดภัย ใช้ในพืช และพื้นที่ที่กำหนด และมาตรการควบคุมอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอบรมเกษตรกร ชี้แจงทำความเข้าใจในมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด กับเกษตรกรอยู่แทบเป็นแทบตายทั่วประเทศในขณะนี้ โดยมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

มาตรการที่บังคับใช้ คือ เกษตรกรที่จะซื้อสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไปใช้ได้ จะต้องผ่านการอบรมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องก่อน และต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น ผู้ที่ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ฉีดพ่นในแปลงพืช จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมวิธีการฉีดพ่นที่ถูกต้อง และปลอดภัยจากกรมวิชาการเกษตรก่อน จึงจะอนุญาตให้ฉีดพ่นได้สารเคมีกำจัดวัชพืช พาราคาควอต และไกลโฟเซต จะใช้ได้กับพืช 6 ชนิดเท่านั้น คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยและ ไม้ผล คลอร์ไพรีฟอส ใช้เฉพาะกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผลเท่านั้น ห้ามใช้สาร 3 ชนิดในนาข้าว พืชผัก สมุนไพร พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ

มาตรการจำกัดการใช้ ยืดเวลาการขายจริง แต่เป็นการยืดเวลาเพื่อให้สินค้าหมดไปด้วยวิธีการที่ไม่เสียหาย การที่ท่านประกาศจะยกเลิกการใช้ แล้วให้สารเคมี 3 ชนิด หมดไปทันทีนั้น ทำได้อย่างเดียว คือเอามาเผาทำลาย เหมือนการทำลายยาเสพติด ผู้ประกอบการยอมหรือไม่….เพราะเขานำเข้ามาจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจำหน่ายมานานเป็น 30-40 ปี….เป็นธรรมกับเขาหรือไม่….ถ้าจะให้ผู้ประกอบการยอมก็คือ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ซื้อสารเคมีเหล่านั้นเอง เพื่อนำมาทำลาย การทำลายสารเคมีไม่ใช่เผาทำลายง่ายๆ แบบยาเสพติด ต้องมีวิธีการและต้องใช้เตาเผาพิเศษ แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่รั่วไหล..ฯลฯ สารพัดปัญหาละท่าน ถ้าท่านจะโหนกระแส……แต่ถ้าท่านจะทำด้วยความสุขุมคำภีรภาพ ท่านก็จะประสบความสำเร็จ และได้ใจมวลชน อย่างน้อยก็เกษตรกรที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้อยู่

คิดสิ…คิดถึงคนอื่นบ้าง…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร :ว่ากันคนละเรื่อง

Published September 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443298

x

เลาะรั้วเกษตร :ว่ากันคนละเรื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงความยินดีกับว่าที่อธิบดีกรมหม่อนไหม และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปแล้ว แต่ลืมแสดงความยินดีกับคนเกษตรอีกท่านหนึ่ง ที่หลายคนคงลืมไปแล้ว นั่นคือ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ที่ถูกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล คสช. แต่จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา มีชื่อธีรภัทร ประยูรสิทธิ มาดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ในอีกไม่กี่วันนี้

กลับมาแวดวงเกษตรที่มีความเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง ที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง คือสารเคมี 3 ชนิด คือ ไกลโฟเซต พาราควอท และคลอร์ไพรีฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ กำลังผลักดันให้มีการยกเลิกให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 18 กันยายน ประธานการประชุม อภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีบัญชาเกี่ยวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ว่า ให้กระทรวงเกษตรฯ ไปสร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย คือ หน่วยงานของรัฐผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ให้ทราบถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมทั้งหาสาร หรือวิธีการอื่นทดแทนการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ภายใน 60 วัน

ที่เป็นห่วงคือ กระทรวงเกษตรฯ จะให้ใครไปทำความเข้าใจ ทำความเข้าใจโดยวิธีใด เพราะรัฐมนตรีเองยังไม่เข้าใจสารเคมี 3 ชนิดนี้อย่างดีพอ ฟังแต่ข้อมูลด้านเดียว และยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าต้องยกเลิกเท่านั้น แต่ไม่ได้วิเคราะห์ถึงผลที่ตามมาในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบ เช่นที่ผู้บริหารควรจะเป็น….

หรือแม้แต่กระทรวงสาธารณสุขเอง รัฐมนตรีว่าการ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ออกมาตอกย้ำที่ดูเหมือนจะดีว่า ถ้าเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะดีสารพิษอันตรายขนาดนี้ถ้าไม่ยกเลิกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร…ก็อาจจะมีคนย้อนถามท่านกลับไปเหมือนกันว่า ถ้าเป็นคนที่มีสตติสัมปชัญญะดี ควรจะมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะเชื่อข้อมูลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าต้องมีอะไรอยู่ในกอไผ่แน่ๆ มิเช่นนั้นคงไม่มีการส่งต่อไม้กันอย่างเหนียวแน่นเช่นนี้….

พักเรื่องสารเคมี มาว่าเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรกันบ้าง ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้แม้จะไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง แต่กระทรวงเกษตรฯ มีส่วนในการให้ข้อมูล หรือชี้เป้าให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าว ไร่ละ 500 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ ทั้งนี้ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปีกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 4.5 ล้านราย วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท

ส่วนเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และอุทกภัย กระทรวงการคลังมีมาตรการช่วยเหลือ โดยให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรเป็นสินเชื่อฉุกเฉินรายละ 50,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยในปีแรก และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ และชีวิตความเป็นอยู่รายละ 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

มาถึงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา คือ โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชีย ศรีอ่อน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

โครงการนี้ให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ พร้อมๆ กันในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด

ฝ่ายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน หลังจากลงพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับรายงานพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายกว่า 8 แสนไร่ ก็เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ช่วยเหลือเกษตรกรโดยการส่งเสริมอาชีพหลังน้ำลด โดยการให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ เลี้ยงโคขุน โดยเฉพาะการเลี้ยงโคขุนนี้จะชงโครงการสนับสนุนเงินกู้ให้เกษตรกรรายละ 120,000 บาท สำหรับซื้อลูกวัว 5 ตัว

บังเอิญเห็นองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์เต็มหน้าสี่สี พื้นที่ส่วนหนึ่งเชิญชวนช่วยเหลือเกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วยการซื้อลองกองที่จะนำมาจำหน่ายที่ อ.ต.ก. ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 ตุลาคม นี้ แต่พื้นที่อีกส่วนหนึ่ง เป็นรูปรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมกับข้อความซึ่งเป็นนโยบายที่มอบให้อ.ต.ก. ดำเนินงาน คือ การแก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาด แต่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระที่เป็นข้อมูลอะไรที่เป็นรูปธรรม

เป็นภาพและข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดูจะเร่งรีบทำให้ทันปีงบประมาณนี้หรือเปล่าไม่กล้ายืนยัน

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ คงเห็นได้ว่า ภารกิจของรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านของกระทรวงเกษตรฯ ต่างคนต่างว่ากันไป อะไร คือ นโยบายหลักที่เป็นเอกภาพของกระทรวงเกษตรฯ ยังมองไม่เห็น…

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อะไรก็เป็นไปได้

Published September 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441699

x

เลาะรั้วเกษตร : อะไรก็เป็นไปได้

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องนี้ไม่พูดถึงไม่ได้…นั่นคือ เรื่องที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญาไทยเศรษฐ์ บุกไปถึงสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร แบบเจ้าของบ้านไม่ทันตั้งตัว เพื่อทวงข้อมูลสต็อกสารเคมีที่ขอไปหลายวันแล้วไม่ได้เสียที…..งานนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร ไม่ตอบอะไร เมื่อถูกผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงเกษตรฯ ถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

คนที่ต้องตอบคำถามแทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร คือ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ แต่คำตอบของท่านปลัดฯก็ไม่ได้ความกระจ่างแต่อย่างใด ได้แต่บอกว่าอาจจะเป็นความเข้าใจไม่ตรงกัน และจะนำอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจต่อไป

ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า รัฐมนตรีท่านใดจะบุกไปถึงหน่วยงานเพื่อที่จะทวงข้อมูล ที่สั่งการไปแล้วให้หน่วยงานจัดทำมาให้ แต่เวลาผ่านไปหลายวันหน่วยงานก็ยังไม่จัดทำมาให้เสียทีจนทนไม่ไหวต้องไปตามทวงเองถึงที่ทำงาน ทั้งๆที่ไม่ต้องทำเช่นนั้นก็ได้ แค่ยกหูโทรศัพท์ทวงถามกับอธิบดีก็น่าจะได้อย่างที่ต้องการ แต่งานนี้ข่าวว่าอธิบดีทวงแล้วก็ไม่ได้เช่นกัน….ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง..ต้องบอกว่าสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (หน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลสต๊อกสารเคมี)..นายแน่มาก….

ว่าแต่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญาจะเร่งรีบเอาข้อมูลไปทำอะไร หรือถามใหม่ว่า ข้อมูลสต๊อกสารเคมี จะทำอะไรได้ กับเป้าหมายของท่านที่มีอยู่แล้ว คือการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด พาราควอตไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส ถ้าได้ข้อมูลไปแล้ว แต่ไม่ได้นำไปใช้ประกอบการพิจารณาใดๆ อย่างเป็นธรรม ก็ไม่น่าลงทุนไปตามข้อมูลด้วยตนเอง เว้นเสียแต่จะประกาศให้ใครๆ ได้รู้ว่า…อย่ามาทำเล่นๆ กับ มนัญญา

ไม่ว่าข้อมูลสต๊อกสารเคมีจะมีส่วนในการเป็นสาเหตุให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมาที่ประชุมมีวาระพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการจำนวน 39 คน ใช้เวลาศึกษา 60 วัน

ที่ไม่แน่จริง คือกรรมาธิการ 39 คน ไม่มีใครที่มาจากฝ่ายเกษตรกร หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเลย ส่วนใหญ่มาจากฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมีแทบทั้งสิ้น คำถามจึงตามมาว่า แล้วความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน…ที่ว่ามานี้ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่เห็นแล้วรู้สึกไม่น่าจะใช่สิ่งที่ถูกต้องถ้าเป็นเช่นนี้
ไม่ต้องเสียเวลาตั้งคณะกรรมาธิการ เสียเวลาประชุม เปลืองงบประมาณเบี้ยประชุม เปล่าๆ สุดท้ายก็ต้องยกเลิกตามธงที่ตั้งไว้อยู่ดี

แน่จริง ก็ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไปเลยแล้วมาดูว่าผลตามมาจะเป็นอย่างไร หมายเหตุ และขีดเส้นใต้หลายๆ เส้นด้วยว่า การยกเลิกนี้ ต้องยกเลิกสารเคมีที่มาทดแทนที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่า นั้นด้วยเพราะมีข้อมูลว่าเป็นสารเคมีที่มีสูตรเดียวกันกับสารเคมี 1 ใน 3 ชนิดที่ขอให้ยกเลิกนั่นเอง

ไม่ได้ต่อต้านการยกเลิกการใช้สารเคมีที่มีอันตรายจริงๆ เป็นอันตรายที่มีการศึกษา วิจัยมีข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ยืนยัน และการยกเลิกนั้นเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้กลุ่มบุคคลใดๆ มากดดัน และบิดเบือนข้อมูล หรือใช้โซเชียลมีเดีย และสื่อหลัก เป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจนสาธารณชนเข้าใจผิด

เรื่องสารเคมี 3 ชนิด คงยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะสำหรับกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ และสำหรับพรรคการเมืองบางพรรคที่ตั้งธงไว้ตั้งแต่ตอนชูนโยบายหาเสียง คงเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น….

พักเรื่องสารเคมีที่ไม่น่ายินดีเอาไว้ก่อน หันมาพูดถึงเรื่องน่ายินดีบ้าง…

ขอแสดงความยินดีกับ ว่าที่อธิบดีกรมหม่อนไหม วสันต์ นุ้ยภิรมย์ ที่นั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมหม่อนไหมมานานหลายปี คราวนี้ได้เป็นอธิบดีสมใจเสียที นับเป็นลูกหม้อกรมหม่อนไหมอย่างแท้จริง เพราะเติบโตมาจากนักวิชาการของสถาบันวิจัยหม่อนไหม ที่เดิมสังกัดอยู่กับกรมวิชาการเกษตร ก่อนที่จะมารวมกับหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งเป็นกรมหม่อนไหมในปัจจุบัน

อีกท่านหนึ่งที่ต้องแสดงความยินดี คือผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทน จริยา สุทธิไชยา ที่เกษียณอายุราชการ คงสร้างความผิดหวังให้ใครหลายคน ที่คาดกันว่าน่าจะได้นั่งเก้าอี้นี้ ที่น่าเสียดายคือ ฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ถูกย้ายไปลงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

นี่คงเป็นแค่ลอตที่ 2 ของการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ แต่ยังมีตำแหน่งที่ว่างลงอีกหลายตำแหน่งภายหลังเดือนกันยายน 2562 ให้ผู้มีอำนาจในกระทรวง ได้เดินหมากบนกระดาน ผลจะออกมาอย่างไร สร้างผลงานให้กระทรวงได้มากน้อยแค่ไหน ส่งผลให้นโยบายของกระทรวงประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน คนแต่งตั้งรับผิดชอบกันเอาเอง….

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440013

x

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นข่าวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศจะจัดระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เพราะมี พ่อค้า แม่ค้า มาร้องเรียนขับไล่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กมลวิศว์ แก้วแฝกที่ปล่อยให้มีกลุ่มผูกขาดแผงค้าในตลาด อ.ต.ก.เป็นกลุ่มมาเฟียที่เช่าแผงค้ารายละ 20 – 30 แผงแล้วเอาไปให้คนอื่นเช่าต่อ เป็นเสือนอนกิน…..จริงเท็จอย่างไรไม่มีข้อมูลยืนยัน

กลุ่มมาเฟียที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาอย่างไร เกิดขึ้นในยุคไหนคงสืบหาได้ไม่ยาก ถ้าคนเก่าคนแก่ ที่ทำงานกับ อ.ต.ก. มาก่อนคงรู้ดีว่า อ.ต.ก. เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าพรรคไหนเข้ามาก็มักจะพ่วงเอาคนที่ไว้ใจได้ มาเป็นผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ด้วย เป็นส่วนใหญ่

ย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ต.ก. ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 สมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ระบุไว้ในมาตรา 3 ว่า จัดตั้งตลาดเพื่อให้เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ

ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรส่งผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาจำหน่ายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเพื่อจำหน่าย

ดำเนินการพยุงราคาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษา และการขนส่งซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ดำเนินการ หรือส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรดำเนินการค้า ขนส่ง และรับฝากซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางทางการเกษตร ปัจจัยในการผลิต วัสดุการเกษตร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร หรือเครื่องอุปโภคและบริโภค

ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานและการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม เพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภคจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาอันสมควร

ไม่ทราบว่า อ.ต.ก.ในปัจจุบัน ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด…แต่เท่าที่ดูเชื่อว่า อ.ต.ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเพื่อสนองวัตถุประสงค์อีกหลายข้อ…นี่สิท่านรัฐมนตรีน่าจะผลักดันให้ อ.ต.ก. มีบทบาทตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเหล่านั้น

ในฐานะผู้บริโภค ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า อ.ต.ก.บ้างเป็นครั้งคราว ต้องบอกว่า ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ.ต.ก. มีการพัฒนา ปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น ทั้งลักษณะของแผงค้า และสินค้าที่นำมาจำหน่าย รวมทั้งการจัดโซนสินค้า ได้แก่ โซนตลาดผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์และอาหาร โซนกล้วยไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และโซนสัตว์เลี้ยง

สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่ราคาค่อนข้างสูง แต่เป็นสินค้าคุณภาพที่ลูกค้าพอใจ ราคาจึงไม่ใช่ปัญหา นอกจากนี้ยังมีส่วนของสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งเกษตรอินทรีย์ และ เกษตร GAP ความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ ตลาด อ.ต.ก. จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ใน10 อันดับ ของตลาดที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ข่าว CNN เป็นรองแค่ 3 อันดับ คือ ตลาดโบเกเรีย ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ตลาดปลาซึกิจิ ที่โตเกียว และ ตลาดยูเนียน สแคว์ ฟาร์เมอร์ ที่นิวยอร์ก

เหตุผลที่ได้รับการชื่นชม เนื่องมาจาก ตลาด อ.ต.ก. มีความหลากหลายทั้ง ผักสด ผลไม้ อาหารสด อาหารปรุงสุก สะอาด สว่างไสว เลือกซื้อสินค้าได้สะดวก

นั่นคือภาพพจน์ ของ อ.ต.ก.ในมุมมองของผู้บริโภค แต่เบื้องหลังการบริหารจัดการ ที่มีกลุ่มผูกขาดแผงค้า และผู้ค้าส่วนใหญ่ ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริงนั้นคงเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน จะแก้ไขแบบพลิกฝ่ามือไม่เชื่อว่าจะทำได้ โดยเฉพาะตลาด อ.ต.ก. ในส่วนกลาง คงหาเกษตรกรแท้ ๆ มาขายของเองค่อนข้างยาก เพราะเดี๋ยวนี้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีผลผลิตคุณภาพเกรดพรีเมียมอย่างที่ขายที่ อ.ต.ก. ส่วนใหญ่จะขายเหมาสวน หรือไม่ก็ขายแบบประมูล หรือแบบออนไลน์ กันหมดแล้วอีกประการหนึ่งที่มักจะได้คำตอบจากเกษตรกรคือ ไม่มีคนมาขาย
ต้องทำงานดูแลเรือกสวนไร่นา

ส่วนนโยบายของ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะให้จัดตั้ง อ.ต.ก. ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ก็ต้องย้อนกลับไปดูนโยบาย “ตลาดเกษตรกร” สมัยรัฐบาล คสช. ที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นทุกจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้จัดจำหน่ายโดยตรง สินค้าต้องมีคุณภาพ และความปลอดภัย ผ่านการรับรองระบบการผลิตต่างๆ ทั้งเกษตรอินทรีย์ GAP หรือ GMP แม้จะมีความพยายามมากมายอย่างไร แม้สถานที่จัดตั้งตลาดจะอยู่ในย่านชุมชนที่มีคนมากมายเพียงใดแต่ตลาดเกษตรกรก็ไม่เกิด

การพูดว่าจะจัดตั้ง หรือสั่งให้จัดตั้งตลาด ดูว่าง่ายแต่การลงมือทำคงต้องใช้นักการตลาดขั้นเทพมาช่วย….กระนั้นก็ไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะสำเร็จ…จัดการตลาด อ.ต.ก.เท่าที่มีอยู่ให้สำเร็จก่อนดีไหม…

แว่นขยาย

%d bloggers like this: