เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

All posts tagged เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

ผู้บริโภค

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้บริโภค

การตลาดเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ นั่นคือต้องมีสินค้า การออกแบบหรือการคิดเรื่องสินค้าว่าจะขายอะไรดี ก็มีได้ 2 ด้าน คือคิดในสิ่งที่โลกไม่ค่อยจะมี หรือไม่มี แล้วก็สร้างตลาดกันไป สินค้าประเภทนี้ก็คือสินค้าใหม่ ไม่มีคู่แข่ง แต่ก็เสี่ยงว่า คนจะชอบหรือไม่ชอบ อีกกลุ่มคือเลือกสินค้าที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ผลิตขึ้นมาแข่ง การแข่งขันก็อาจดูที่ว่าสินค้าดีกว่า ราคาถูกกว่า แต่ถ้าการแข่งขันสูงมากโอกาสความสำเร็จก็น้อย

การจะให้แบรนด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงต้องดูหน่อยว่าสินค้ามีความจำเป็น หรือเป็นที่ต้องการของคนซื้อ คนใช้ไหม มีสินค้า ไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีร้านอาหารมากมายที่แข่งกันเปิด แต่ไม่มีคนเข้าไปใช้บริการ ซึ่งไม่นานก็ต้องปิดตัวไป ความต้องการตรงนั้นไม่ใช่แค่ความต้องการระยะสั้นๆ แต่เป็นความต้องการระยะยาว นั่นคือแบรนด์อยู่ได้นานในตลาด

สินค้าใหม่ที่ออกมาแล้วประสบความล้มเหลวมีมากมาย มีการทำสถิติแล้วพบว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ของแบรนด์ ล้มเหลวในตลาดภายใน 2 ปีหลังจากเข้าสู่ตลาด ผ้าอนามัยแบรนด์หนึ่งเข้ามาในตลาดประเทศไทยตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว จุดขายดีมากโดยบอกว่าเป็นสินค้าจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการฟอกสีจากคลอรีน สีสินค้าออกน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนฝ้ายผ้าดิบที่ยังไม่ฟอก ออกตัวในท้องตลาดได้ไม่เท่าไรก็ต้องถอนตัวไป วางงบประมาณไว้มหาศาล ในการสนับสนุนสินค้า แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเหลว เพราะความต้องการของผู้บริโภคยังไม่เพียงพอ คนยังชอบสีขาวดูสะอาดแบบเดิม

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เป๊ปซี่ออกตัว คริสตัลเป๊ปซี่ โดยบอกว่าเป็นโคลาใส จากโคลาทั่วไป ไม่ว่าโค้ก หรือเป๊ปซี่ที่เป็นน้ำดำ การออกตัวโคลาใสก็น่าจะเป็นอะไรที่ดูดี แต่ปัญหาคือน้ำใส แต่ไม่มีกลิ่นมะนาว ตั้งตัวเป็นโคลาแต่รสชาติไม่เหมือนเสียทีเดียว บริษัทเสียเงินมหาศาลมากมายในการออกตัวแล้วก็ล้มเหลว อะไรที่คนยอมรับมากๆ ถ้าไปเปลี่ยนความชอบของเขา บางทีก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดี เหมือนเราเดินไปซื้อมะม่วงสุก ยังไงก็ต้องมีสีออกเหลือง แต่ถ้ามีออกสีเขียว เราก็คงไม่เลือก

โค้กเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้วเคยเสียส่วนแบ่งการตลาดให้เป๊ปซี่อย่างมหาศาล โดยเป๊ปซี่ออกโฆษณาเปรียบเทียบว่าคนชอบเป๊ปซี่มากกว่าโค้ก เป็นโฆษณาที่คนรุ่นใหม่ๆ ชอบมาก สมัยนั้นใช้ ไมเคิล แจ๊กสัน ในโฆษณา ดังระเบิดเถิดเทิง เมื่อโค้กเสียส่วนแบ่งจึงต้องหากลยุทธ์ในการทวงคืน จึงออกสินค้าใหม่เรียกตัวเองว่า โค้กใหม่ ทำเหมือนกับว่าทำอะไรกับแบรนด์ง่ายๆ ก็ได้ เท่านั้นแหละเกิดสภาพจลาจลขึ้นมาทันที คนดื่มโค้กทั่วทั้งอเมริกาออกมาประท้วง โยนโค้กใหม่ทิ้ง จนกระทั่งในที่สุดโค้กต้องเอาโค้กตัวเดิมออกมา แล้วตั้งชื่อเป็น โค้ก คลาสสิก นั่นคือจุดสุดสิ้นของสงครามโคลา นี่คือพลังของแบรนด์ แบรนด์แข็งๆ ก็เหมือนเพื่อนที่เข้าไปหา และอยู่กับเพื่อน เมื่อเพื่อนเปลี่ยน ก็จะยอมรับไม่ได้

แต่สินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี คนกลับมองหาอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา โทรศัพท์ที่เป็นทัชสกรีน เข้ามาแทนแบบกดปุ่มเสียแล้ว โทรทัศน์มีฟังก์ชั่นใหม่ๆ เต็มที่ ตั้งแต่รับอินเตอร์เน็ตได้ ใช้ทำงานได้ กลายมาเป็น ทีวี + คอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว คนรุ่นใหม่เป็นคนที่ยอมรับและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง หนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน ที่เป็นเล่มกระดาษเริ่มหายไปสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นเก่าก็ยังไม่อยากเปลี่ยนยังคงเหมือนเดิมกับความชอบ อารมณ์ แล้วก็พฤติกรรม คนชอบสิ่งใหม่แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนั้นๆ แล้วก็ขึ้นกับกลุ่มสินค้าด้วย เช่น โทรศัพท์ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ตลอดเวลา แบรนด์ตกแน่นอน แต่อาหารคนกลับชอบรสชาติเดิมๆ เสียมากกว่า

การเริ่มต้นจากสินค้าทั้งหมดเป็นสิ่งที่อาจพลาดได้ การเริ่มต้นที่สินค้าจึงควรที่จะมีผู้บริโภคหรือคนซื้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อมีสินค้าจำเป็นที่จะต้องมีคนพร้อมที่จะซื้อ ความต้องการของคนใช้ หรือคนซื้อก็มีแค่ 2 แบบคือ เป็นของจำเป็น ไม่มีไม่ได้ ไม่มีลำบาก กับอีกอย่างคือ สิ่งที่เขาอยากได้ ซึ่งมีความแตกต่างคือ มีแล้วรู้สึกดี มีความภาคภูมิใจ

สิ่งที่สำคัญกว่า ลึกกว่าการซื้อขาย ซึ่งอาจเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ ก็คือ ความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์กันในระยะยาวเพื่อการซื้อขายกันต่อไปในอนาคต นี่แหละคือกระบวนการเบื้องต้นในการสร้างแบรนด์

Advertisements

คุณค่าของชีวิต

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณค่าของชีวิต

ทางการตลาด เรามักใช้คำว่าผู้บริโภค หมายถึงคนที่พร้อมจะรู้จักแบรนด์ คิดอยากจะซื้อ ไปจนถึงซื้อแล้วก็ซื้อใหม่

การคิดถึงคนเป็นผู้บริโภคตลอดเป็นสิ่งที่มองการตลาด การสร้างแบรนด์แคบเกินไป ไม่ต้องอะไรมาก ลองเปรียบเทียบกับตัวเราเอง ว่าเราใช้เวลาขนาดไหนที่จะคิดถึงแบรนด์ แล้วจะรู้สึกว่าเราใช้เวลาน้อยมาก เราจะเริ่มคิดก็ต่อเมื่อเราต้องการ หรือแบรนด์ทำอะไรบางอย่างจนเรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราใช้เวลาคิดถึง การเรียน งาน เงิน บ้าน ปัญหา หรืออะไรต่อมิอะไรในชีวิตซะมากกว่า แบรนด์ที่ดีควรคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเขาในหลายๆ จังหวะชีวิต ในที่นี้คำจำกัดความไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นคน ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร ฝันอะไร อะไรที่มีคุณค่าในชีวิตเขา แล้วแบรนด์เราล่ะจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร

แบรนด์ที่ดีมีความหมายมากกว่าทำให้ผู้บริโภคใช้ แต่ขยายมากไปถึงเติมเต็มในส่วนต่างๆ ของชีวิตคนได้ น้ำหอมไม่ใช่แค่หอม แต่หมายถึงความมั่นใจ ความเซ็กซี่ ความรู้สึกที่เป็นจุดสนใจจากคนรอบข้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต รถไม่ได้มีความหมายแค่นำคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่รวมไปถึง ภาพพจน์ที่คนซื้อ คนขับรู้สึกว่าเขาเป็นและอยากให้คนอื่นเห็น ยาสระผมไม่ได้เพียงทำให้ผมสะอาด นุ่มนวล แต่หมายถึงความงาม ความมั่นใจในการพบเจอะเจอผู้อื่น คือความภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสได้ใช้สินค้าที่มีผลได้ขนาดนั้น สิ่งเหล่านี้คือการสร้างแบรนด์ที่แท้จริง เครื่องสำอางไม่ได้ขายสี แต่นำความหวังที่จะสวยงาม มีเสน่ห์เข้ามาหาผู้หญิง เมื่อเราจะนำแบรนด์เราข้ามเขตแดน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญมาก และมีความแตกต่างกัน ในสังคมที่แตกต่างกัน แบรนด์ต้องเข้าใจคนหลากหลายประเทศให้ดี เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา

เอเชียเมื่อเปรียบเทียบกับตะวันตกชอบอยู่เป็นกลุ่ม มีความเป็นปัจเจกชนค่อนข้างน้อย มาเลเซียมีความเป็นปัจเจกชนค่อนข้างสูงในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่น่าแปลกคือสิงคโปร์ ประเทศที่เจริญมากๆ กลับมีความเป็นปัจเจกชนน้อย หรือเท่าๆ กับประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งหมายถึง เราชอบอยู่เป็นสังคมในกลุ่ม ไม่ชอบสภาวะแตกแยกกันออกไป ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นมากนัก บางครั้งก็ตามมากกว่านำ การตามไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ตาม แต่หมายถึงการทำงานเป็นหมู่หรือกลุ่มมากกว่า การสร้างแบรนด์ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องโชว์คนเป็นกลุ่ม โทรศัพท์มือถือมีการซื้อที่ใส่ ทำโน่นนี่ให้ดูน่าสนใจหรือเหมาะกับตัวเอง ซึ่งจะเห็นว่าบางครั้งก็มีสัญลักษณ์บางอย่างที่แตกต่าง โทรศัพท์คือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร การประดับโทรศัพท์ก็เป็นการสื่อสารบางอย่างถึงความเป็นตัวเอง

แบรนด์ตะวันตกหลายๆ แบรนด์ก็สื่อสารความเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่าง ซึ่งก็ทำให้คนเอเชียหันมาสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สินค้าฟุ่มเฟือย กระเป๋า น้ำหอม รถราคาแพง ที่จับกลุ่มนักธุรกิจซะมากกว่า แต่ถ้าเป็นรถสำหรับวัยรุ่นก็มีการโชว์กลุ่มซึ่งสนุกด้วยกันในรถ การวางแบรนด์ต้องคำนึงถึงความฝันที่คนเป็น เมื่อยังเด็ก เพื่อนสำคัญสุด การได้เล่นกับเพื่อน ไปไหนกับเพื่อน ทำสิ่งเดียวกันเป็นสิ่งที่เด็กต้องการ เขายังไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมากมายนัก เพื่อนหรือการจับกลุ่ม คือเสรีภาพกลุ่มที่เขาต้องการ แบรนด์ต้องตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้เขา แต่พออายุมากขึ้น ทำงาน มีเงินมากพอ ก็เริ่มที่จะต้องการความเป็นส่วนตัว ความแตกต่างมากขึ้น แบรนด์ที่กลุ่มนี้ชอบก็อาจเป็นแบรนด์ที่มีอิสระ แตกต่างมากขึ้น แบรนด์เหล่านี้ก็จะเห็นได้จาก แบรนด์แฟชั่น รถราคาแพง เครื่องประดับ นาฬิกา ซึ่งจะเริ่มเห็นว่าคนในกลุ่มเดียวกัน มีน้อยนักที่ใช้แบรนด์ แบรนด์เดียวกัน นั้นคือความเป็นปัจเจกชนสูงขึ้น

คุณค่าที่แตกต่างเหล่านี้ยังมีอีกมากที่เราต้องศึกษา และเข้าใจถึงความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศ แต่ละวัฒนธรรม เพื่อให้แบรนด์เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

เมื่อวันก่อน เพื่อนที่สิงคโปร์โทรมาเพื่อให้ช่วยเหลือทำวิจัยให้กับสินค้าใหม่จากสิงคโปร์ เพื่อเข้าให้ถึงประเทศต่างๆ ในเออีซี สิ่งที่เขาให้ทำก็เพื่อขอราคาจากประเทศต่างๆ เพื่อนำไปเสนอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์ ที่สนับสนุนให้มีการขยายการค้าไปต่างประเทศ

หลายปีก่อน เมื่อออนไลน์เริ่มมีความสำคัญ มีแอพต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย สิงคโปร์ก็เตรียมเงินสนับสนุนให้บริษัทที่พร้อมจะปรับธุรกิจให้เข้ากับออนไลน์ สิ่งสำคัญเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทันสมัย ที่มีส่วนในการพัฒนาธุรกิจ หรือพฤติกรรม และความคิดของผู้บริโภคที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อแบรนด์และการสร้างแบรนด์ทั้งหมด

สิ่งที่เราทุกคนรู้ดีเช่นเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับความโชคดี ตั้งแต่เรื่องความเชื่อเรื่องสี ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ต่างๆ สีแดงในประเทศจีนหรือเวียดนามเป็นสีที่บ่งถึงความโชคดี หรือสีดำในญี่ปุ่นเป็นสีที่หมายถึงความตาย แต่บางครั้งก็กลับกลายเป็นสีที่แสดงถึงความภูมิฐาน โค้กเป็นสินค้าที่ขายดีมากในช่วงตรุษเวียดนามหรือปีใหม่เวียดนามซึ่งตรงกับช่วงเวลาตรุษจีน กระป๋องสีแดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มีการออกแบบโดยใช้ลวดลายโบราณต่างๆ เช่น มังกร หงส์ ดอกท้อ เพื่อกระตุ้นให้คนเวียดนามและคนจีนใช้มอบเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญที่มอบให้แก่กันในช่วงตรุษ แต่พอบอกถึงชาวตะวันตก สีแดงกลับกลายเป็นสีของความรักซึ่งผสมกับสัญลักษณ์อย่างอื่นเช่นดอกกุหลาบ กุหลาบแดงจึงกลายเป็นสิ่งที่มอบให้คู่รักในวันวาเลนไทน์ หรือเทศกาลแห่งความรัก แต่เมืองไทยกลับไม่มีความหมายใดมาก นอกจากเป็นสีของวันอาทิตย์

สีมีส่วนที่สำคัญยิ่งในการสร้างแบรนด์ ตั้งแต่สีของสินค้า ภาชนะใส่สินค้า ตั้งแต่ขวด กระปุก กระป๋อง กล่องบรรจุ หรือกระทบไปถึง ชื่อสินค้า โลโก้ และแม้กระทั่งโฆษณา จะเห็นว่าน้ำแดง น้ำเขียว กลายเป็นสิ่งที่คนไทยใช้ในการไหว้เจ้าที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้โชคดี นอกจากนั้น สีต่างๆ ก็มีผลต่อเพศ เช่นสีม่วงมักใช้กับสินค้าผู้หญิง แต่กลับเป็นสีน้ำเงินซะมากกว่าในสินค้าผู้ชาย

นอกจากสี เลขก็กลายเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลมหาศาลในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โรงแรมต่างๆ ในตะวันตกทั้งอเมริกาหรืออังกฤษ ไม่มีห้องพักหมายเลข 13 หรือชั้นที่ 13 ในโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์เลย สายการบินบางสายในญี่ปุ่นไม่มีเลขที่นั่ง 4 หรือ 9 เพราะเลข 9 มีเสียงเหมือนคำว่าทรมานในภาษาญี่ปุ่น เลข 9 หรือ 8 เป็นเลขที่บ่งถึงความโชคดีในประเทศไทย แต่เลข 8 กลับเป็นเลขที่ทำให้โชคหายหรือลดลงในบางประเทศ เลข 4 กลับเป็นเลขที่บอกถึงความตายหรือโชคไม่ดีในประเทศจีน ถ้าใครไปประเทศจีนจะเห็นว่าในลิฟต์ ไม่มีชั้น 4

เลขคือสัญลักษณ์บางอย่างที่มาจากเรื่องราวในอดีต หรือเสียงที่โยงกลับมาที่ความเชื่อ เลข 13 ของตะวันตก คือจำนวนคนทั้งหมดในมื้ออาหารครั้งสุดท้ายกับพระเยซู ก่อนที่ท่านจะถูกลงทัณฑ์ แต่ตัวเลขในประเทศไทยกลับไม่มีความหมายอะไรมากนัก ความเชื่อถือของประเทศอื่นๆ นานๆ ไปก็ถูกส่งผ่านกลับเข้ามาในวัฒนธรรมไทย โดยผ่านภาพยนตร์บ้าง ผ่านคน หรือธุรกิจบ้าง จึงเห็นว่าบางโรงแรมในประเทศไทยก็ไม่มีหมายเลข 13 เช่นกัน การนำเสนอสินค้าหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลขจึงต้องควรหลบเลี่ยงเลขที่มีความหมายไม่ดี

สัญลักษณ์หรือภาพก็มีอิทธิพลที่แตกต่างกันตามการยอมรับ ความเชื่อ ในวัฒนธรรมและประเทศที่แตกต่าง ที่ซาอุดีอาระเบีย ผู้หญิงทุกคนที่ออกมานอกบ้านต้องมากับญาติหรือสามี และคลุมหน้า ผมมองไปที่ร้านขายผ้าคลุมเตียง ที่มีกล่องผ้าคลุมวางโชว์อยู่ มีรูปเตียงพร้อมผ้าคลุมสวยงามและมีผู้หญิงใส่ชุดนอนบนกล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองเป็นเรื่องปกติ แต่ที่โน่นเขากลับใช้สีดำทาบริเวณผิวที่โผล่ออกมา ตั้งแต่หน้า แขน และเท้า ที่ตะวันตก อย่าว่าแต่ชุดนอนเลย ใส่ชุดชั้นใน บิกีนี่ แล้วออกตามบิลบอร์ด ยังถือเป็นเรื่องปกติเลย โฆษณาในประเทศมุสลิมในแถบเออีซีของเราก็ต้องระวังให้ดี เพราะประชากรเกือบครึ่งเป็นมุสลิม ตั้งแต่ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ซึ่งส่งผลให้เราต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เช่นเสื้อไม่มีแขนของผู้หญิง ไม่ควรให้เห็นในหนังโฆษณาเลย อาหารต่างๆ ต้องมีตราฮาลาล เพื่ออนุญาตให้คนมุสลิมบริโภคได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่บางครั้งเราคิดว่าไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางครั้งอะไรที่คนไทยไม่เห็นแปลกก็น่าจะใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จริงเลย วัฒนธรรมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันเสมอ และเราต้องเข้าใจในความแตกต่างเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อความสำเร็จของแบรนด์เมื่อข้ามดินแดน

วัฒนธรรมข้ามชาติ

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วัฒนธรรมข้ามชาติ

ประเทศตะวันตกมีอิทธิพลกับประเทศอื่นๆ มากด้านการส่งผ่านวัฒนธรรมโดยผ่านแบรนด์ ผ่านภาพยนตร์ต่างๆ

ในประเทศไทยเรา วัฒนธรรมมีความหมายยิ่งใหญ่ และลึกซึ้งมาก แต่ส่งผลง่ายๆ กับการใช้ชีวิตทั้งหมดของคนคนหนึ่ง คนครอบครัวเดียวกัน ยังแตกต่างกัน คนต่างครอบครัว ต่างจังหวัด ต่างภาค ต่างประเทศ ยิ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งโดดเด่น แตกต่าง ความเข้าใจคน หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้บริโภค ถ้าเราเข้าใจเขามาก เราก็สามารถสร้างแบรนด์ไปได้ในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าเป็นแบรนด์ไทยเราก็สามารถหาทางส่งผ่านวัฒนธรรมของเราข้ามอาณาเขตไปได้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลและสร้างความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม มีหลายประการที่เราต้องทำความเข้าใจ และมีวิธีการมากมายในการหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ

ข้อมูลแรกเลยก็คือ ข้อมูลด้านสำมะโนประชากร ซึ่งหาได้ง่ายๆ โดยการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต โดยผ่านกูเกิ้ล ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้มักจะแบ่งเป็นจำนวนประชากรในช่วงอายุต่างๆ กัน โดยแบ่งเป็นเพศ บางประเทศสามารถบอกได้ถึงรายได้และประชากร แบ่งตามพื้นที่ ทำให้เราสามารถคำนวณคร่าวๆ ถึงโอกาสทางด้านการค้า เช่น ถ้าเราขายผ้าอนามัย เราก็สามารถคำนวณคร่าวๆ จากจำนวนประชากรหญิง อายุ 13-45 ปี โดยประมาณของคน โดยคูณกับจำนวนครั้งของการมีประจำเดือนต่อปี คูณกับจำนวนชิ้นต่อครั้ง คูณกับราคาเฉลี่ย ก็จะได้มูลค่าตลาดโดยรวมคร่าวๆ และพร้อมจะเป็นจุดสำคัญในการตัดสินใจว่าจะทำตลาดได้อย่างไร หลังจากนั้นก็ควรจะรู้ว่าคนหรือประชากรกระจัดกระจายอยู่ในประเทศอย่างไร ซึ่งจะส่งผลในการกระจายสินค้า รายได้ของประชากรก็สามารถที่จะบ่งบอกถึงโอกาสในการขายสินค้าเรา ถ้ารายได้สูงก็อาจจะสามารถขายสินค้าราคาสูงได้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่สามารถหาได้อย่างง่ายดาย

เมื่อศึกษาคร่าวๆ แล้ว เราก็ควรไปเยี่ยมเยือนประเทศที่เราจะทำการค้าด้วย

ก้าวแรกที่เข้าก็อาจจะต้องมองหากลุ่ม หรือบริษัทที่จะรับผิดชอบด้านกระจายสินค้าให้เรา การเลือกควรดูบริษัทให้ดีว่าน่าเชื่อถือขนาดไหน เขาต้องอยู่กับเรานาน การเปลี่ยนบริษัทไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ทุกสิ่งต้องเริ่มใหม่ ใช้เวลาในการตัดสินใจให้เต็มที่ ดูว่ามีเงื่อนไขในการสร้างแบรนด์อย่างไร ใครเป็นคนสนับสนุนเรื่องเงินในการสร้างแบรนด์ หรือออกทั้งคู่ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ และกระตุ้นให้เกิดความพึงใจในการทำการตลาด การเซ็นสัญญาควรระบุให้ชัดเจนถึงอาณาเขตและความรับผิดชอบ บางบริษัทก็ติดต่อกับบริษัทด้านการกระจายสินค้าเจ้าเดียว บางบริษัทก็หลายเจ้า โดยกำหนดบริเวณและความรับผิดชอบซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนของที่จะขาย

เมื่อเข้าไปประเทศที่ต้องการสร้างแบรนด์ เราก็เริ่มที่จะทำความเข้าใจกับตลาด กับคน หรือผู้บริโภคให้มากขึ้น เริ่มจากการดูตลาดเลยว่ามีร้านค้าประเภทไหนบ้าง เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่บ่งบอกพฤติกรรมของคนได้เป็นอย่างดี ถ้ามีตลาดสดมาก โอกาสที่คนจะไปซื้อสินค้าหรือไปตลาดทุกวันก็มากขึ้น หรือมากกว่าการไปเดินในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้ามีร้านขายของชำมากโอกาสการกระจายสินค้าก็ต้องใช้ทรัพยากรมากกว่า ขนาดสินค้าใหญ่ๆ ก็มักต้องไปขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ตามตลาดสด หรือร้านขายของชำ ก็อาจทำให้ขนาดสินค้าเล็กลง ในราคาที่ถูกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น แชมพู หรือโลชั่น ที่มีขนาดใหญ่ก็ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ทันสมัย แต่พอไปขายตามร้านขายของชำ อาจต้องลดขนาดลง เป็นลักษณะซอง เพราะคนที่ไปซื้อของร้านชำเป็นประจำ คือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เห็นได้จากการมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเข้าไปเยี่ยมประเทศ

พฤติกรรมของผู้บริโภค ของคนก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้การสังเกตได้ เช่น ลองเข้าไปที่บ้านของชาวบ้าน ขอเปิดตู้เย็นดูแล้วก็จะเห็นว่าพฤติกรรมของคนเป็นอย่างไร ซื้ออะไรบ้าง ขนาดไหน เก็บไว้ในตู้เย็น เก็บอะไรบ้างในครัว ลองเปิดห้องน้ำดูว่าใช้อะไรบ้าง มีกี่แบรนด์ ลองดูลองฟังว่าเขาดูโทรทัศน์รายการอะไร ช่องไหน อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารอะไร สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากการเยี่ยมเยือนชาวบ้าน และสามารถใช้เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานในการตัดสินใจ การวางแผนการสร้างแบรนด์

สาวโสด

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาวโสด

สมัยก่อน การแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญ สมัยโบราณครอบครัวต้องการแรงงานเพื่อช่วยทำงานในบ้าน ยิ่งสังคมเกษตรแบบเมืองไทยแบบดั้งเดิม แรงงานยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ครอบครัวควรจะมีลูกมาก

สังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมากมาย สังคมเกษตรเริ่มหดหาย สังคมใหม่ด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เข้ามามีบทบาทสำคัญ การศึกษาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในค่านิยมของครอบครัวต่างๆ คนเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ครอบครัวก็ยังเป็นส่วนสำคัญ สังคมไทยไม่เหมือนสังคมตะวันตก ความผูกพันของคนในครอบครัวยังมีสูงมาก ลูกๆ หลายคนยังคงแสดงความกตัญญู ความรับผิดชอบในการดูแลคุณพ่อ คุณแม่ หรือคนในครอบครัวด้วยความเต็มใจ ยิ่งปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ทำให้ทุกคนต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด ในสังคมเมืองสมัยใหม่ ยิ่งทำให้เกิดการแต่งงานช้าลง จนกระทั่งลืมไปที่จะแต่ง หรือรวมไปถึงความไม่อยากแต่งงาน ยิ่งผู้หญิงแล้วละก็ โอกาสที่จะไม่แต่งงานก็กลับมีสูงมากกว่าผู้ชาย ที่กรุงเทพฯ ผู้หญิงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีอายุมากถึง 40-44 ปี กลับไม่แต่งงานเลย

สำหรับผู้หญิง บางครั้งการไม่แต่งงานก็กลับเป็นสิ่งที่มีความสุขด้วยซ้ำไป ยิ่งผู้หญิงเอเชียด้วยแล้ว ยิ่งถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม ถ้าแต่งงานผู้หญิงเอเชียยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูแลสามี ลูก บางครั้งรวมไปถึงครอบครัวสามี หรือแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง สังคมปัจจุบันทั้ง 2 เพศต้องเป็นผู้สร้างรายได้ทั้ง 2 ด้าน ผู้หญิงยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้น นอกจากงานที่ทำงานแล้วยังรวมไปถึงงานบ้าน ดูแลลูก การแต่งงาน การมีลูกอาจเป็นด้านลบด้วยซ้ำไป ยิ่งผู้หญิงปัจจุบันมีทางเลือก และมีอิสระมากขึ้นจากการศึกษาที่สูงขึ้น การทำงานที่ดี และรายได้ที่สูง ยิ่งทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะแต่งงานน้อยลง ยิ่งไม่แต่งงาน ก็ยิ่งไม่มีลูก ซึ่งทำให้ประชากรการเกิดมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยลงเรื่อยๆ กลุ่มหญิงโสดกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่นักการตลาดไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้าม

กลุ่มหญิงโสดเมื่อไม่แต่งงานก็ไม่มีลูก เมื่อไม่มีลูกก็ยิ่งสามารถมีรายได้ที่สามารถจับจ่ายใช้สอย มีเวลาและมีอิสระในการจะทำอะไรมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ยิ่งเปิดโอกาสในการสร้างแบรนด์ที่มากขึ้นทีเดียว

เรื่องแรกก็คือ บ้าน สังคมไทยยังมีส่วนน้อยที่ผู้หญิงจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ หรือพี่น้องที่อาจแต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งงาน ถึงแม้จะไม่ซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์เพื่ออยู่เอง แต่ก็ซื้อเพื่อเป็นการลงทุน ระบบสังคมไทย ไม่มีเบี้ยบำนาญที่เป็นเรื่องเป็นราวให้กับพนักงานเอกชนเมื่อเกษียณ ที่อยู่อาศัยก็เหมือนการลงทุนที่หญิงโสดพร้อมที่จะจ่าย นอกจากนั้น ผู้หญิงก็พร้อมที่จะจับจ่ายเพื่อซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่สวยงาม และใช้ประโยชน์ในการเก็บสิ่งของต่างๆ มากมายที่ผู้หญิงชอบซื้อและเก็บเพราะไม่ชอบทิ้ง

เครื่องแต่งตัว หญิงโสดมีความมั่นใจในการแต่งตัวมาก พร้อมที่จะจับจ่ายซื้อของที่มีราคาเพื่อให้ตัวเองดูสง่า สวยงาม เครื่องแต่งตัวที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ๆ เครื่องสำอาง กระตุ้นการซื้อได้เป็นอย่างดี

การท่องเที่ยว หลายๆ ประเทศในตะวันตก หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น หญิงโสดมีความกล้า และตั้งใจที่จะเที่ยวคนเดียว แต่หญิงไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังคงท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม การจัดทัวร์สำหรับกลุ่มหญิงโสดโดยรวบรวมสิ่งที่พวกเธอสนใจเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว

ความรัก เมื่อไม่แต่งงานก็ไม่มีลูก แต่หญิงโสดก็ยังคงต้องการแสดงความรัก หญิงโสดใช้จ่าย หรือยอมทุ่มเทเวลาให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างมหาศาล สัตว์เล็กๆ เช่น สุนัข แมว เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ทุกสิ่งที่สามารถขายให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นอาหารดีๆ อาหารเสริม เครื่องแต่งตัว หรือแม้กระทั่งสถานที่ออกกำลังกาย ก็สามารถขายให้กับความรักที่เธอมีต่อสัตว์เลี้ยงของเธอ

สุขภาพ หญิงโสดพร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ ความงาม เพราะเป็นสิ่งที่ยึดถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด อาหารเสริม วิตามิน รวมไปถึง การออกกำลังกายที่ยิม หรือโยคะเพื่อรักษาความงาม ผู้หญิงก็พร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษาสุขภาพที่ดีเอาไว้

อย่าลืมว่า ผู้หญิงมักใช้เวลาในการซื้อ และเลือกในที่ต่างๆ ก่อนที่จะซื้อจริง ควรให้รายละเอียดที่ชัดเจน เกี่ยวกับสินค้า การขาย สุดท้ายอย่าลืมว่า หญิงโสดมีความแตกต่างจากชายโสด เมื่อก่อนการเป็นโสดคือการไม่มีโอกาส เดี๋ยวนี้การเป็นโสดคือทางเลือก การสร้างแบรนด์จะต้องเคารพในสิ่งที่เธอเลือก ข้อความคำพูดที่ใช้ควรเป็นสิ่งที่เฉลิมฉลองความโสด เพชรไม่ได้มีไว้ใส่บนนิ้วนางมือซ้ายสำหรับการแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ก็สามารถใส่ที่มือขวาเพื่อความงามของการเป็นโสด

ผู้หญิงสำคัญสุด

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้หญิงสำคัญสุด

ในแวดวงการตลาด ผู้หญิงคือเพศที่สำคัญที่สุด เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูงสุด โดยทั่วๆ ไป ผู้หญิงครองอำนาจประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่าย ในบางประเทศที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน การใช้จ่ายอาจจะมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ นี่ไม่รวมสินค้าแพงๆ ไม่ว่าจะเป็น เพชร น้ำหอม ของขวัญที่ผู้ชายซื้อให้ผู้หญิง

เพศ เป็นเรื่องที่มีการแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจนมาแต่สมัยโบราณกาล คนมักคิดว่าผู้ชายสำคัญ แต่จริงๆ แล้ว การใช้จ่ายในบ้าน เป็นสัดส่วนที่มากกว่าการใช้จ่ายส่วนอื่น ผู้หญิงจำนวนมากจึงเป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายเหล่านั้น ตั้งแต่ อาหาร เครื่องใช้ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่ง สีสันของกระเบื้องในครัว ในห้องน้ำ การออกแบบภายในบ้าน รวมไปถึง การท่องเที่ยวที่ผู้หญิงมีบทบาทด้านความคิดว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี เลือกสายการบิน เลือกที่พักอย่างไร ในปัจจุบันนี้ สินค้าที่ผู้หญิงเคยมีอิทธิพลน้อย เช่น รถ เครื่องไฟฟ้าต่างๆ ผู้หญิงก็กลับมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างมากมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ครอบครัวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นครอบครัวที่มีรายได้มาจากทั้ง 2 ทาง คือทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

การเข้าถึงผู้หญิง แตกต่างไปจากการทำการตลาดไปยังผู้ชาย สิ่งแรกเลยก็คือ ใช้สังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ผู้หญิงอยู่บนสังคมออนไลน์เช่นเฟซบุ๊กมากกว่าผู้ชาย เรียกว่าในหลายๆ เรื่องของชีวิตทีเดียว ตั้งแต่ เรื่องความรัก การแต่งตัว เครื่องสำอาง การงาน ไปจนถึงเรื่องของครอบครัว เรื่องลูก หรือแม้กระทั่งเรื่องกิน การทำกับข้าว ผู้หญิงเห็นว่าการใช้ออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่สามารถติดต่อกับเพื่อนกับครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น ผู้หญิงก็คิดเสมอว่า เป็นหนทางที่จะรู้ถึงแบรนด์ต่างๆ เวลามีการส่งเสริมการขาย เช่น ลดราคา แจกของ ชิงโชคต่างๆ ใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมให้ถูกต้องก็สร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มผู้หญิงได้เป็นอย่างดี เพราะเธอมีแนวโน้มที่จะชอบและซื้อแบรนด์ที่เธอตาม หรือพูดคุยบนออนไลน์

สิ่งสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้หญิงเลยก็คือ ต้องเข้าใจและรู้ว่าผู้หญิงคิดอย่างไร ที่สำคัญ ผู้หญิงที่อายุต่างกัน มีรายได้ที่ไม่เหมือนกัน ก็ต้องใช้การสื่อสารที่แตกต่าง กลุ่มแรกคือ กลุ่มคุณยายคุณย่า หรือคุณป้าอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป จริงๆ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีเงินมากที่สุด ถ้าจับกลุ่มนี้ได้ ก็สามารถที่จะอยู่รอดยาวไปอีกอย่างน้อย 20 ปี เพราะผู้หญิงมีอายุมากกว่ากลุ่มผู้ชาย และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ นักการตลาดกลับไม่มีสักกี่คนหรือสักกี่แบรนด์ ที่ผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อจะจับกลุ่มนี้ แต่กลับไปจับ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มทำงานอายุน้อย ซึ่งมีกำลังซื้อไม่ได้มากมายอะไร และอย่างมากที่สุดก็อีกกลุ่มคือ คุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูก ซึ่งกลุ่มเหล่านี้คือกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี สินค้ามากมายที่ถูกใช้โดยคนกลุ่มนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็เริ่มที่จะถูกหลงลืมเพราะถูกละเลยไป

กลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง จากกลุ่มแม่ กลายเป็นตัวเองมากขึ้น เพราะเริ่มมีเวลากับลูกน้อยลง ลูกๆ เริ่มโตขึ้น เริ่มมีชีวิตของตัวเอง แล้วก็เริ่มเหงา เริ่มรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงที่มีความสุขมากที่สุดเพราะมีความรับผิดชอบน้อยลง มีเงินมากขึ้น ยิ่งปัจจุบัน ปริมาณผู้หญิงที่ไม่แต่งงานมีจำนวนมากขึ้น เมื่อมีอายุก้าวสู่วัยนี้ ผู้หญิงอายุเท่านี้ ยิ่งแสวงหาความสุขมากขึ้น เข้าสังคมมากขึ้น เจอเพื่อนฝูง ท่องเที่ยวในที่ต่างๆ อย่างมีอิสรเสรี

ผู้หญิงกลุ่มนี้สนใจเรื่องสุขภาพ การเงิน การท่องเที่ยว มีความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น สิ่งที่สำคัญในชีวิตก็คือ การเงิน ครอบครัว สุขภาพ บ้าน และที่ขาดไม่ได้คือ การเลี้ยงดูลูกหลาน มีสินค้ามากมายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มนี้ได้

กลุ่มแรกคือ อาหาร ผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจับจ่ายซื้ออาหารที่แพงขึ้น ยิ่งอาหารปลอดเชื้อ ออร์แกนิก หรือไม่มีสารตกค้างหรือสารอันตราย กลุ่มนี้เริ่มมีเวลามากขึ้น ถ้าอยู่กับลูกหลาน ก็พร้อมที่จะไปเดินช็อปปิ้งเพื่อซื้ออาหารที่มีคุณค่ามาให้กับครอบครัว เธอพร้อมที่จะจับจ่ายด้วยเงินที่สูงกว่าปกติ พร้อมที่จะซื้อหาในปริมาณที่มากขึ้น เมื่อออกสังคมกับเพื่อน ร้านอาหารที่มีบรรยากาศดีๆ อาหาร เครื่องดื่มที่ดี ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะจับจ่าย ทั้งการไปกับกลุ่มเพื่อน หรือไปกับครอบครัว

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มอาหารเสริมและความงาม เพื่อสุขภาพที่ดีและการคงอยู่ของความงามแล้วละก็ ผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พร้อมจะจ่าย ถึงแม้ว่าจะมีคลินิกเพื่อความงามจำนวนมาก ที่มีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปใช้บริการ แต่ผู้หญิงกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายมากกว่า การทำความงาม มีตั้งแต่ อาหารเสริม เครื่องสำอาง การแพทย์ต่างๆ กลุ่มนี้ยังรวมถึง กลุ่มรักษาสุขภาพด้วย การออกกำลังกายแบบต่างๆ ไปจนถึงโยคะ

กลุ่มที่สามคือ กลุ่มการเงิน ผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจ่ายเพื่อการลงทุน หรือเพื่อผลประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งรวมไปถึงประกันชีวิต ประกันภัยทั้งหลายด้วย

กลุ่มที่สี่คือ กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้คือ ลูก หลาน ซึ่งผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจับจ่าย เพื่อให้คนที่ตนรักมีความสุข

โอกาสมากมายพร้อมที่จะให้เข้าถึงความต้องการของผู้หญิงกลุ่มนี้ เพราะมีแบรนด์จำนวนไม่มากนัก ที่เน้นการเข้าถึงกลุ่มนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

%d bloggers like this: