เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

All posts tagged เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับฉบับแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศบังคับใช้ เพื่อควบคุมกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่” พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศออกกฎกระทรวงดังกล่าว

โดยหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะเริ่มมีผลบังคับ ตั้งแต่ วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น

“ก่อนที่มาตรฐานบังคับฉบับแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทุกขนาดทั่วประเทศกว่า 110 แห่ง จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้มาตรฐานฯ โดยผู้ประกอบการ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าวที่มีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต้องยื่นขออนุญาตกับทาง มกอช. ในขณะเดียวกันโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต้องขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานที่ มกอช. กำหนดภายใน วันที่ 4 พฤษภาคม 2559” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวย้ำว่า ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าว โดยเฉพาะลำไย ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานฯ โดยเร่งปรับปรุงโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักปฏิบัติ ในมาตรฐานฯ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะโรงรมลำไยสด ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จตามกฎหมาย เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในรอบกลางปี 2559 ซึ่งจะทำให้การส่งออกลำไยสดเกิดความคล่องตัว และไม่มีปัญหาตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้าปลายทางกำหนด

การรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลไม้สด มีโอกาสที่สารชนิดดังกล่าวจะตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมกระบวนการรมเพื่อไม่ให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทย และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าผลไม้ไทยในตลาดโลกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำไย

“ขณะนี้ ผู้ส่งออกลำไย ยังมีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสด เพื่อการส่งออก ทั้งลำไยในฤดูและนอกฤดู ซึ่งตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากตัวเลขตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2558 ไทยมีการส่งออกลำไยสดแล้วกว่า 251,042.54 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,697.48 ล้านบาท คาดการณ์ว่า ปีนี้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกลำไยสดจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อมีมาตรฐานกำหนดออกมาบังคับใช้ จึงคาดว่าการส่งออกผลผลิตลำไยจากประเทศไทยจะมีมาตรฐานมากขึ้น ทำให้ไม่เสียตลาดการส่งออก รวมถึงจะปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตออนไลน์ (online) ได้ที่ tas.acfs.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองควบคุมมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. (02) 579-4140, (02) 561-2277 ต่อ 1710 หรือ 1712

Advertisements

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐานคือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ

1. การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์

2. เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์

3. พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ

5. มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทสหกรณ์ให้รุกพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและไปสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นจะต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ข้อ ด้วยกัน ได้แก่

1. ความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะที่เขามีความเป็นเจ้าของสหกรณ์คนหนึ่ง ต้องให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ลูกหนี้มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น

2. ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดูจากสัดส่วนการเงินของสหกรณ์มีการพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ตัวบ่งชี้อย่างแรกคือ อัตราหนี้สินต่อทุน ถ้าสหกรณ์มีทุนมากกว่าหนี้สินก็คือพึ่งพาตนเองได้มาก มีกำไรก็เท่ากับมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุม แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ

4. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ชั้น (Class) 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่อง แต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อ กว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่ได้แล้วเสร็จ ส่วน ชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุด ปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560″

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรอย่างมาก โดยเห็นว่าสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 เราจึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนากลุ่มอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้

สำหรับด้านตรวจสอบ จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างท่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยการตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั้งสิ้น

ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

KUBOTA Farmer Academy 2015 เป็นการจัดกิจกรรมที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างชาวนายุคใหม่ สานต่ออาชีพเกษตรกรรมของครอบครัว

โดย คุณสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การจัดการโครงการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย บริษัทได้ให้ความสำคัญในการทำกิจกรรมตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นสร้างเยาวชนในระดับอุดมศึกษา ให้มีทัศนคติที่ดีในเรื่องการทำการเกษตรภายใต้โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp โดยจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

“ในปีนี้เราจึงได้จัดกิจกรรม KUBOTA Farmer Academy ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้แก่บุคคลทั่วไปในวัยทำงาน ที่มีพื้นที่ไร่นาเป็นของตัวเองเข้ามาร่วมทำกิจกรรม เรียนรู้การทำนาแบบครบวงจรอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งการทดลองใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดในการเป็นเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนวัยทำงานในหลากหลายอาชีพ” คุณสมศักดิ์ กล่าว

กิจกรรม KUBOTA Farmer Academy จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อยู่ร่วมกันทำกิจกรรม ทั้งสัมมนาสร้างความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่แปลงนาทดลองขับเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่ม การทำตลาด และการหาช่องทางจัดจำหน่ายผลผลิตจากข้าว ล้วนเป็นกิจกรรมที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์

คุณพีรภัสร์ แย้มมา “ม่อน” อายุ 31 ปี ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความฝัน และความมุ่งมั่นที่จะกลับบ้านมาทำนาบนพื้นที่ของบรรพบุรุษอย่างแน่วแน่ เล่าว่า ได้เรียนจบมาในสาย ไอที ซึ่งจะหางานทำในต่างจังหวัดค่อนข้างยาก และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนต่างจังหวัด จึงอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดมากกว่าการอยู่ในเมือง

“การที่บ้านของผมทำนา ทำไร่อ้อยอยู่แล้ว และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่มีความทันสมัย ผมจึงมีความคิดที่จะกลับไปทำนาที่บ้าน ซึ่งจากการที่ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ ผมมองว่าการทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็พร้อมที่จะลองทำ”

“ผมตั้งเป้าที่จะกลับไปทำนาอย่างเต็มที่ภายใน 2 ปี ข้างหน้า โดยจะทำให้เป็นอาชีพหลักควบคู่ไปกับอาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และนำข้าวที่ได้ไปแปรรูปให้เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ ที่สำคัญผมจะพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่า ผมสามารถทำนาได้จริงๆ” คุณม่อน เล่าถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการเตรียมพร้อมกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมของเขา

ส่วน คุณมยุรี เหลืองวิไล “จู” อายุ 29 ปี พนักงานมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่พร้อมจะเรียนรู้ เพื่อกลับไปทำนาบนพื้นที่ของตนเอง คุณจู เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า ที่บ้านมีนาอยู่ประมาณ 20 กว่าไร่ แต่ปัจจุบันปล่อยให้เช่า เนื่องจากที่นานั้นมีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และที่บ้านไม่มีใครทำนาเป็น พอเห็นที่บ้านแฟนทำ จึงได้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากกลับมาทำนาบนที่นาของตนเอง ซึ่งจากการเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้มากมาย

“ก่อนหน้านี้ความรู้สึกแรกต่ออาชีพเกษตรกรรม คือ เป็นอาชีพที่เหนื่อย ร้อน ใช้เวลานานกว่าจะเก็บเกี่ยว และกว่าจะได้เงินมาต้องลงเงินก่อน แต่พอเราเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้เห็นว่า ถ้าเราทำนาอย่างถูกต้อง มีหลักการ และอุปกรณ์ช่วยที่ดีนั้น เราก็จะได้ผลผลิตที่ดีตามมา และถึงแม้ไม่ใช่อาชีพหลัก แต่ถ้าเป็นอาชีพเสริม ถ้าทำได้อย่างที่ได้เรียนรู้มาตลอดทั้ง 3 วัน มันอาจจะดีกว่าอาชีพหลักที่เราทำอยู่ก็ได้ เราเลยตัดความคิดว่าทำนาแล้วเหนื่อยไปได้เลย” คุณจู เล่าถึงมุมมองต่ออาชีพเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม

คงถึงเวลาที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่เริ่มหันมาตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมายังรุ่นต่อรุ่น เพื่อให้ลูกหลานได้มีอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมในยามว่าง ที่จะคอยอยู่เคียงคู่กับเราไปตราบนานเท่านาน

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

วันชัย วชิรศศิธร

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

เรื่องราวดีๆ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ผืนป่าชายเลน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหัวเขียว-ป่าคลองเกาะสุย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีเนื้อที่เดิมนั้นประมาณ 5,000 ไร่ แต่ด้วยพื้นที่ป่าผืนนี้ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองระนอง มีชุมชนเมืองเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบกิจการล้อมรอบอยู่ ประกอบกับสภาพของป่าเสื่อมโทรมลงจนสิ้นสภาพไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการบุกรุกเขตป่าเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นพื้นที่กลางใจเมืองทำให้มีการครอบครองและซื้อขายเปลี่ยนมือกันแปลงละเป็นล้านบาท

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ป่าชายเลนผืนนี้ ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในชุมชนด่านท่าเมือง เขตเทศบาลเมืองระนอง ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณขยาย ทองหนูนุ้ย เป็นหัวหน้าสถานีคนปัจจุบัน ที่เข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ป่าแปลงนี้เป็นอย่างดี ได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนรอบป่ามาร่วมเป็นกลไกในดำเนินการจัดการป่าชายเลน

คุณขยาย หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เผยว่า จากสภาพของผืนป่า สภาพชุมชนเมืองที่รุกป่าชายเลนคลองหัวเขียว-เกาะสุย ป่าชายเลนผืนนี้ได้มีสภาพที่เสื่อมโทรมสิ้นสภาพลงไป ทำให้ประชาชนที่เข้ามาในชุมชนเมืองมีมากขึ้นและได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยนั้น ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติไว้ 4 ขั้น คือ

1. ตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด แล้วทำแนวเขตป่าที่เหลืออยู่ให้ชัดเจน หลังจากได้มวลชนในแต่ละชุมชนรอบผืนป่ามาเป็นแนวร่วมแล้ว

2.ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนได้กลับมาแล้วให้เกิดความสมบูรณ์คงความเป็นผืนป่าชายเลนที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบๆ

3. จัดโครงการพัฒนาสภาพป่าชายเลนไปสู่แนวทางด้านการศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชนที่จะประจักษ์ชัดต่อไปว่า ผืนป่าแห่งนี้มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของชุมชนอย่างแท้จริง

4. มีการติดตามประเมินผลโดยจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลนกลางเมืองระนองขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากชุมชนรอบเขตป่ารวมอยู่ด้วย

หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง กล่าวว่า ตนเองนับว่าโชคดีที่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชนและพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบบริเวณผืนป่า ทำให้วันนี้ในปีงบประมาณ 2558 แล้วนั้น จากผืนป่าที่ได้กลับคืนมา รวม 2,080 ไร่ ได้แสดงแนวเขตอย่างชัดเจน และที่สำคัญชุมชนรอบบริเวณต่างยอมรับร่วมกัน และยังได้มาร่วมกันพลิกฟื้นสภาพป่าชายเลนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยกิจกรรมมากมาย ในนามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนกลางเมืองระนอง ตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา จนถึงขั้นตอนที่ 4 และกำลังจะเห็นผลชัดเจนขึ้นให้ชุมชนพิสูจน์ทราบได้ในที่สุดด้วย

คุณสมชาย สายบัว ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง ในฐานะผู้นำชุมชน 1 ใน 3 ชุมชนเทศบาลเมืองระนอง ประกอบด้วย ชุมชนร่วมจิต ชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ก็อยากเห็นความเจริญของชุมชนและชาวบ้านในชุมชนบริเวณนี้อยู่ดีมีความสุข จึงได้เชิญชวนกันออกมาร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมผืนป่าชายเลน การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพ และการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนกลายมาเป็นการช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยการท่องเที่ยวป่าชายเลนกลางเมืองที่บริเวณชุมชนด่านท่าเมือง ถนนท่าเมือง แค่เพียงจอดรถริมฟุตปาธก็สัมผัสความสมบูรณ์ของป่าชายเลนผืนนี้ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา เฟสที่ 2 ในส่วนนี้จะมีการปรับปรุงด้านริมถนนท่าเมืองและถนนซอยให้สวยงามขึ้นและมุมการค้าของชุมชนไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2558 นี้ได้

ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง กล่าวว่า ได้ร่วมกับชุมชนต่างๆ เสนอให้ทางสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 ได้เสนอโครงการพัฒนาแปลงป่าที่ติดกับชุมชนด่านท่าเมือง ในเฟสที่ 2 ด้วยการสร้างทางเดิน คสล. ชมสวนป่าโกงกางกลางใจเมืองระนอง ซึ่งใน เฟส 1 สร้างไว้แล้ว 300 เมตร จะได้สร้างเพิ่มอีก ประมาณ 500 เมตร พร้อมทั้งสร้างสะพานข้ามคลอง ข้ามไปยังชุมชน หมู่ที่ 2 ตำบลบางนอน รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามด้านหน้าแปลงป่าโกงกางติดถนนท่าเมือง ซึ่งมีต้นโกงกางยักษ์ อายุประมาณ 200 ปี และจะมีร้านค้าชุมชน ขายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้จากทำประมงชายฝั่งมาจัดจำหน่ายข้างแปลงป่าชายเลนนี้ด้วย

วันนี้ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนกลางเมืองระนอง” ได้เดินทางมาถึงความสำเร็จระดับหนึ่งที่น่าชื่นชม และภาคภูมิใจของชุมชนที่มีส่วนร่วมกันสร้างเสริมสมบัติของชาติที่อยู่ใกล้ชิดติดรั้วบ้านของเขาเอง ซึ่งนอกจากจะยังประโยชน์ให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติป่าชายเลนของกลุ่มเยาวชนต่างๆ มาศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน และรวมถึงกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามขั้นตอนที่ 2 ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าที่ยังต้องดำเนินการอยู่อีกให้เต็มพื้นที่ 2,080 ไร่ นั่นเอง แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมทั้งหมดได้ครบวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้เห็นแล้วนั่นเอง

สำหรับกลุ่มที่สนใจ ต้องการเดินทางมาทัศนศึกษา หรือจะมาจัดอบรม-สัมมนา เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ปลายปี 2558 นี้สมบูรณ์เกือบ 100% พร้อมชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองระนองทั้ง 3 แห่ง คือชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ชุมชนร่วมจิต เพราะที่นี่เป็นป่าชายเลนที่เข้าถึงง่าย เพียงจอดรถริมถนนท่าเมือง ก้าวลงจากรถก็ถึง ทางเดินชมป่าชายเลน คสล. แล้วครับท่าน

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

จากการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการร่วมกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2558 เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมีชุมชนเกษตรร่วมดำเนินโครงการ 6,596 โครงการ ในพื้นที่ 3,043 ตำบล ใช้งบประมาณรวม 2,992.75 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างแรงงาน จำนวน 871,849 ราย คิดเป็นแรงงาน 5.26 ล้านแรง

กิจกรรมที่ชุมชนเกษตรดำเนินการภายใต้โครงการนี้ มี 4 กิจกรรม คือ

1. การจัดการแหล่งน้ำ มีจำนวน 3,328 โครงการ สามารถบริหารจัดการน้ำรองรับพื้นที่การเกษตรได้ กว่า 7.08 ล้านไร่

2. การแปรรูปผลผลิตทางเกษตร 636 โครงการ ทำให้เกิดศูนย์เรียนรู้ 493 ศูนย์ และช่วยสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายผลผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 92.32 ล้านบาท

3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2,371 โครงการ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพได้ไม่น้อยกว่า 567,770 ตัน ทั้งยังมีการสร้างและปรับปรุงลานตากผลผลิตเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งรองรับผลผลิตได้ ประมาณ 1.90 ล้านตัน/ฤดูกาลผลิต

4. การจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตเกษตร จำนวน 261 โครงการ สามารถรองรับการจัดการศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร จำนวน 811,010 ไร่ คาดว่า จะมีการขยายผลต่อยอดเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ทั้งในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการสร้างรายได้ฯ ในภาพรวม พบว่า ชุมชนเกษตรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจมาก ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความปรองดอง ความสามัคคี และมีเงินหมุนเวียน ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของชุมชนได้ถึง 2,048 ล้านบาท คิดเป็น 84% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,442 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเกิดการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารโครงการสำคัญในระดับชุมชนได้

“กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกโครงการของชุมชนเกษตร จำนวน 32 โครงการ ที่อยู่ภายใต้โครงการสร้างรายได้ฯ มาเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ และเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานของ ศบกต. รวมทั้งกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรในการพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีการขยายผลการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้ง และลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองใหญ่ได้”

“อนาคต กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวคิดนำหลักการของโครงการสร้างรายได้ฯ ไปขยายผลต่อยอดสู่การสร้างฟาร์มชุมชน เป้าหมายนำร่อง อำเภอละ 1 ฟาร์ม ใน 882 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดการฟาร์ม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ในช่วงที่ไม่สามารถทำการผลิตในภาวะปกติของครัวเรือน เป็นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งด้วย” นายโอฬาร กล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มชุมชนมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ขึ้นอยู่กับความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คือ

1. การสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำการเกษตรของชุมชน

2. การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง

3. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และ

4. การฝึกอาชีพการเกษตรและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร

ซึ่งคาดว่า จะทำให้เกิดแหล่งสำรองอาหารของชุมชน ทั้งยังเกิดแหล่งฝึกอาชีพและสร้างรายได้ของเกษตรกร และเกิดทุนหมุนเวียนเพื่อการดำเนินกิจกรรมฟาร์มชุมชน เป็นต้น

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) และโครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัย (แปลงใหญ่) เป็นหนึ่งกิจกรรมที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยมุ่งบูรณาการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้บริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ปี 2558-2559 นี้ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแผนเร่งบูรณาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เน้นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา (Area-Based) โดยผนึกพื้นที่-คน-สินค้า เข้าด้วยกัน มีเป้าหมาย จำนวน 219 จุด 13 ชนิดพืช รวมพื้นที่ 366,463 ไร่ เกษตรกร 26,265 ราย ประกอบด้วย ข้าว 139 จุด พื้นที่ 264,736 ไร่ มันสำปะหลัง 21 จุด พื้นที่ 41,616 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 จุด พื้นที่ 8,150 ไร่ ทุเรียน 10 จุด พื้นที่ 8,743 ไร่ ลำไย 10 จุด พื้นที่ 18,832 ไร่ เงาะ 1 จุด พื้นที่ 1,000 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีมะม่วง 4 จุด พื้นที่ 4,985 ไร่ มังคุด 12 จุด พื้นที่ 7,238 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5 จุด พื้นที่ 3,063 ไร่ สับปะรด 3 จุด พื้นที่ 3,300 ไร่ ส้มโอ 1 จุด พื้นที่ 300 ไร่ มะพร้าวน้ำหอม 1 จุด พื้นที่ 500 ไร่ และ ผัก 4 จุด พื้นที่ 4,000 ไร่

เบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงาน ได้นำร่องส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยแปลงใหญ่ ในแหล่งผลิตผักสำคัญของประเทศ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ เกษตรกร ประมาณ 1,000 ราย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตผักแปลงใหญ่ พร้อมจัดหาจัดซื้อและใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรร่วมกัน เน้นให้ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และลดปริมาณการใช้สารเคมีลง ทั้งยังใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังมุ่งผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เกษตรอำเภอในพื้นที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการแปลง โดยมีการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรพร้อมเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดและมีเป้าหมายในการผลิตผักปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้สามารถผลิตผักปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองราคาและช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยด้วย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) ว่าในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารวิชาการ รวมถึงผลงานวิจัยด้านพืชที่ประสบผลสำเร็จแล้ว ทั้งพันธุ์พืชใหม่ ด้านเขตกรรม การจัดการแปลง โรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในแปลงใหญ่ ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังจะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชไปสู่เกษตรกร ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ลำไย ทุเรียน มังคุด มะม่วง สับปะรด เงาะ ปาล์มน้ำมัน ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และพืชผัก เป็นต้น ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังสนับสนุนการวิเคราะห์ตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมจำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตาม มาตรฐาน GAP โดย ปี 2559 ตั้งเป้าส่งเสริม GAP ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ 80 จุด (ไม่รวมข้าว) 12 ชนิดพืช เกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,121 ราย เน้นการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP แบบกลุ่ม (Group Certification) และมุ่งให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงการผลิตกับตลาดได้

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีการเกษตร รวมถึงค่าแรงงาน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรคือ ต้องรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแผนร่วมขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่กับกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดขยายผลไปสู่เกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และต้องมีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดด้วย

ทีมเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร จะลงพื้นที่แปลงใหญ่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และการผลักดันแปลงใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดล่วงหน้าได้

เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อย สามารถแข่งขันได้เมื่อเปิดตลาด เออีซี (AEC)?

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เตรียมความพร้อม สู่ “การยางแห่งประเทศไทย”

ขณะนี้วงการยางพาราไทยได้เข้าสู่มิติใหม่ ภายหลังร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย การประกาศ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทำให้เกิดองค์กรใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” หรือ กยท. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและบริหารงานยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรม งานวิจัยและวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะทำให้การพัฒนายางพารามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทันทีที่พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยประกาศบังคับใช้ มี 3 หน่วยงานยางพารา ที่ต้องยุติบทบาทลงและยุบรวมกัน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ขณะเดียวกันจะมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ Rubber Authority of Thailand (RAOT) เป็นซึ่งองค์กรรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานพัฒนาระบบยางพาราของประเทศให้เป็นเอกภาพและมีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของภูมิภาคอาเซียน และเป็นผู้นำตลาดยางพาราโลกในอนาคต

สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมคือ การบริหารจัดการองค์กร ทั้งระบบการเงิน บัญชี และงบประมาณของปี 2558-2559 ซึ่งจะต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็น กยท. โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2558 อาจต้องนำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการ กยท. ประมาณ 2 เดือน หรือแม้แต่ระบบทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยด้วย ซึ่ง สกย. จะมีบทบาทภารกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มุ่งการส่งเสริมปลูกแทน มาเป็นการสนับสนุนกิจการของสถาบันเกษตรกรให้เติบโตขึ้น สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ การใช้เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส (Cess) โดยให้ กยท. จัดทำแผนบริหารเงินกองทุนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อควบคุมการขยายตัวของ กยท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไป

เบื้องต้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของ กยท. และพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ทั้งยังต้องพัฒนาระบบไอที (IT) เพื่อการบริหารจัดการยางพาราให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนายางพาราให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวม 16 โครงการ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถยกระดับระบบตลาดให้มีเสถียรภาพด้วย

นอกจากนั้น ยังเตรียมความพร้อมบริหารจัดการกองทุนพัฒนายางพารา โดยจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อวัตถุประสงค์ 6 ข้อ คือ

1. ใช้เพื่อบริหารจัดการองค์กร 10%

2. ใช้สนับสนุนการศึกษาวิจัยยางพารา 5%

3. ใช้เพื่อส่งเสริมการปลูกแทน 40%

4. ใช้เพื่อส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ พัฒนาระบบตลาดและการขนส่ง และรักษาระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ 35%

5. สวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง 7% และ

6. ใช้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสถาบันเกษตรกร 3%

อย่างไรก็ตาม วาระเริ่มแรกจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กยท. และแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ขึ้นมาดูแลก่อน และภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ครม. จะมีการแต่งตั้งประธานบอร์ด กยท. พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยตัวจริง เพื่อทำหน้าที่บริหารและขับเคลื่อน กยท. ต่อไป และเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยมีหน่วยงานยางระดับจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนา และบริหารจัดการยางพาราในพื้นที่อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

ในอนาคต กยท. จะเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายด้านยางพาราทั้งระบบของชาติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราไทย ดังนั้น บุคลากรและเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย รวมถึงบทบาทหน้าที่ ของ กยท. เพื่อเป็นกำลังร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการยางพาราทั้งระบบอย่างครบวงจร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง อุตสาหกรรมยางพารา และช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และคาดว่า กยท. จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับยางพาราไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนด้วย

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการ คณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมติให้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อเทิดพระเกียรติระดับประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้จังหวัดลำพูน นครศรีธรรมราช นครพนม และประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ และให้เปิดงานเทิดพระเกียรติระดับประเทศพร้อมกัน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยให้จังหวัดลำพูนเป็นจุดเปิดงานโครงการ พร้อมทั้งจัดให้มีการลงนามถวายพระพร การฝึกอาชีพ นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการความรู้ทางการเกษตร ในจังหวัดตัวแทนของทั้ง 4 ภูมิภาคดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 6,000 คน

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการแก่เกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ในคราวเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับทั้งความรู้ด้านวิชาการ และบริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านดิน น้ำ พืช ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย และอื่นๆ โดยจะนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านเกษตรมาให้บริการแก่เกษตรกรถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมชมงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน ในคราวเดียวกันตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรมาเข้ารับบริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,919,978 ราย และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะมีการสรุปประเด็นปัญหาของเกษตรกรเป็นรายบุคคล และภาพรวมของพื้นที่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนา พร้อมทั้งให้ติดตามผลการให้บริการอย่างใกล้ชิด และออกให้บริการเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คุณอำนวย กล่าวถึงกิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตร ในปี 2558 ด้วยว่า จะเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ทำนา จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานเน้นการให้บริการคลินิกเกษตรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ เช่น แนะนำให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิต การปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อให้เกิดรายได้และปรับปรุงบำรุงดิน ผ่าน 11 คลินิกหลัก อาทิ คลินิกพืช คลินิกข้าว โดยให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว คลินิกดิน บริการให้คำปรึกษาตรวจวิเคราะห์ดิน โดยมีเครื่องมือทดสอบธาตุอาหารพืชประจุบวก-ลบ เครื่องมือวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) การทำปุ๋ยหมัก คลินิกปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรมบริการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หันมาให้การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ด้วยวิธีผสมเทียม การให้บริการให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง และแจกจ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ คลินิกประมง บริการให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยง และคลินิกอื่นๆ

คลินิกจักรกลและวิศวกรรม แจกเอกสารแผ่นพับการทำความสะอาดเครื่องยนต์เล็ก ให้คำแนะนำปรึกษาด้านเครื่องจักรกล การให้น้ำกับพืช รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รวม 4 จังหวัด จังหวัดละ 20 ร้านค้า มีสินค้าทางด้านการเกษตร อุปโภค บริโภค จำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงจัดการประกวดผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับผลดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546-กรกฎาคม 2558 มีเกษตรกรมารับบริการแล้วทั้งสิ้น 2,919,978 ราย โดยในปี 2558 มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 82,283 ราย รวมทุกคลินิกมีเกษตรกรเข้ารับบริการ 54,172 ราย โดยแก้ปัญหาเสร็จสิ้น 51,374 ราย ต้องติดตามต่อเนื่อง 2,798 ราย โดยให้บริการทางคลินิกพืช ข้าว ดิน ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน บัญชี สหกรณ์ กฎหมาย ยางพารา และคลินิกตรวจสารพิษในร่างกาย ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกอื่นๆ (คลินิกจักรกลและวิศวกรรม)

นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98.30 ต้องการให้จัดคลินิกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพราะเกษตรกรสามารถนำความรู้และปัจจัยการผลิตที่ได้รับแจกในงานไปใช้ประโยชน์ สามารถลดปัญหาด้านการเกษตรลงได้ เช่น คลินิกดิน คลินิกพืช ปศุสัตว์ ยางพารา จักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จึงถือเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้แก่เกษตรกรไทยทุกหมู่เหล่า ในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

%d bloggers like this: